สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2569 วันหยุดยาวที่ผ่านมาผู้อ่านได้ไปเที่ยวที่ไหนกันบ้าง? หรือถ้าได้นอนสบายๆ อยู่บ้านก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แถมยังมีความสุขถ้าได้เปิดแอร์เย็นๆ ดูซีรีส์ที่อยู่ในลิสต์ และทำอาหารกินเอง ซึ่งพอมาคิดๆ ดูแล้วกิจกรรมเหล่านี้ต้องอาศัยอุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้าทั้งนั้น

ฉบับนี้จึงอยากพาทุกคนมาย้อนเวลาไปตั้งแต่สมัยคนไทยยังไม่มีไฟฟ้าใช้จนถึงวันที่เราสะดวกสบายกันขนาดนี้ที่ MEA SPARK อ่านว่า เอ็ม-อี-เอ สปาร์ก ย่อมาจาก Metropolitan Electricity Authority ซึ่งเป็นชื่อภาษาอังกฤษของการไฟฟ้านครหลวง หรือพิพิธภัณฑ์การไฟฟ้าไทยนั่นเอง


หากไม่เคยได้ยินชื่อไม่ต้องแปลกใจ เพราะพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เพิ่งเปิดใหม่เมื่อปลายปี พ.ศ. 2568 เดิมเป็นที่ตั้งของ “โรงไฟฟ้าวัดเลียบ” หรือ “โรงไฟฟ้าแห่งแรกของสยาม” ก่อนจะกลายมาเป็นการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ในปัจจุบัน พื้นที่บางส่วนของอาคาร 1 ถูกปรับปรุงให้เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ซึ่งเปิดให้เข้าชมฟรี โดยต้องลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ ที่สำคัญมีวิทยากรคอยพาทัวร์ให้ความรู้เราตลอดทาง ดังนั้นปล่อยใจชิลๆ แล้วเดินเข้าไปได้เลย


เมื่อลงทะเบียนเสร็จวิทยากรจะนำขึ้นบันไดไปยังชั้น 3 จุดแรกคือจุดชมวิวที่เราสามารถมองเห็นพระปรางค์วัดเลียบได้ใกล้และชัดเจนมาก บนผนังของอาคารมีภาพวาดเก่าแก่ที่ถูกอนุรักษ์ไว้ เนื่องจากตัวอาคารนี้มีอายุมากกว่า 109 ปี หลังชมความงามของพระปรางค์แล้วถึงเวลาเข้าสู่โซนแรก แสงแรกแห่งสยาม ภายในค่อนข้างมืด มีภาพฉายขึ้นบนจอ LED ให้เห็นบรรยากาศยามค่ำคืนในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่สยามยังไม่มีไฟฟ้าใช้ แสงที่สว่างไสวมาจากการจุดเทียนไขของแต่ละบ้าน

ห้องต่อมาเป็นห้องแนะนำบุคคลสำคัญที่ทำให้สยามมีไฟฟ้าใช้คือ หมอบรัดเลย์และเจ้าหมื่นไวยวรนาถ โดยทดลองเดินสายไฟฟ้าลงใต้ดินมายังพระบรมมหาราชวัง ทำให้วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2427 จึงถือเป็นวันที่สยามมีไฟฟ้าใช้เป็นวันแรก ถัดมาเป็นห้องนำเสนอช่วงเวลาการกำเนิดเกิดขึ้นของโรงงานไฟฟ้าแห่งแรก ซึ่งพื้นที่บางส่วนถูกทำเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ โดยเริ่มต้นจากรัชกาลที่ 5 มีพระบรมราชานุญาตให้ก่อตั้งบริษัทกำปนีไฟฟ้าสยามเพื่อจำหน่ายกระแสไฟฟ้า ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงไฟฟ้าวัดเลียบ เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้วัดเลียบหรือวัดราชบุรณราชวรวิหาร


เมื่อมีไฟฟ้าแล้วสิ่งที่ตามมาคือการคมนาคมที่สะดวกขึ้นในปี พ.ศ. 2436 เราจะได้เห็นภาพแผนที่การเดินรถรางไฟฟ้าในรูปแบบโมเดล 2 มิติขนาดใหญ่ ช่วยคลายความสงสัยของเราที่เห็นรถรางจำลองจัดแสดงตั้งอยู่บริเวณจุดประชาสัมพันธ์


เดินตามวิทยากรลงมาชั้น 2 ถึงโซนแสงแห่งความยั่งยืน พบกับการกำเนิดโรงงานไฟฟ้าแห่งใหม่ชื่อว่า “โรงไฟฟ้าหลวงสามเสน” ที่ทันสมัย ทำให้ชาวสยามมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น ห้องนี้มีภาพของการสร้างสะพาน สร้างตึก และเกิดโรงภาพยนตร์ครบวงจรคือศาลาเฉลิมกรุงนั่นเอง แต่หลังจากเห็นภาพว่าสยามรุ่งเรืองมากขึ้นจากการที่มีไฟฟ้าใช้ ก็ต้องสะเทือนใจกับห้องต่อมาซึ่งจำลองเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 อันก่อให้เกิดความเสียหายครั้งใหญ่ต่อโรงไฟฟ้า




ระหว่างทางเราได้ความรู้เพิ่มเติมว่าด้วยเรื่องการซื้อขายสัมปทานรถรางไฟฟ้าและการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าที่เปลี่ยนเจ้าของไปมา เช่น ครั้งหนึ่งเคยเป็นของชาวอเมริกัน ต่อมาสัมปทานเป็นของพระยาชลยุทธ์โยธินและนักธุรกิจชาวเดนมาร์ก ชื่อบริษัทว่า บริษัท ไฟฟ้าสยาม จำกัด หรือ S.E.C. ยกเว้น 3 เส้นทางการเดินรถราง ได้แก่ สายหัวลำโพง สายดุสิต และสายรอบเมือง ซึ่งเป็นของกลุ่มผู้มีอำนาจชาวสยาม ภายใต้ชื่อบริษัท รถรางไทย ทุนจำกัด แต่สุดท้ายก็ถูกรวมกันเป็นบริษัทเดียวคือบริษัท ไฟฟ้าสยาม คอร์ปอเรชั่น จำกัด ถือเป็นรายใหญ่ที่สุดในสยาม เพราะนอกจากจะดูแลเรื่องรถรางไฟฟ้า ยังจำหน่ายกระแสไฟฟ้าและขายเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วย


แม้จะเปลี่ยนผ่านมาหลายชื่อ แต่ท้ายที่สุดบริษัทต่างๆ ที่จัดการเรื่องไฟฟ้าก็ถูกรวมกันเป็นการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน เป็นการเดินทางที่ซับซ้อนอยู่ไม่น้อย หลังจากนั้นวิทยากรนำชมห้องที่มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับ กฟน. อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเรียงรายหลายตู้ตั้งแต่มิเตอร์ ทีวี วิทยุ โคมไฟ โทรศัพท์ ฯลฯ เพื่อสื่อถึงความสำคัญของการมีไฟฟ้าใช้ แถมมีห้องจำลองห้องประชุมของผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวงอีกด้วย


ปิดจบการเที่ยวชมครั้งนี้ที่ชั้น 1 โซนแสงแห่งอนาคต โดยเล่นกับเทคโนโลยี เป็นศิลปะดิจิทัล (Immersive Art) ฉายภาพโลกแห่งอนาคตที่ทางการไฟฟ้าตีความไว้ว่าจะออกมาเป็นแบบไหน ถ้าคนชอบแนวพิพิธภัณฑ์ TeamLab ก็น่าจะชอบห้องนี้

ก่อนกลับอย่าลืมกรอกแบบสอบถาม จะได้รถรางไฟฟ้ากระดาษมาต่อเล่นฟรีๆ เป็นที่ระลึกด้วยนะ
ข้อมูล
- พิกัด : 121 ถนนจักรเพชร แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ
- เวลาทำการ : เปิดบริการ วันอังคาร-อาทิตย์ 09.00-17.00 น.
- จองรอบเข้าชมล่วงหน้า : measpark.mea.or.th
Tag:
travel, การไฟฟ้า, ที่เที่ยว, พระนคร, พิพิธภัณฑ์
ความคิดเห็น