HappyMate สร้างแบรนด์ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือทางหลักของคนรักสุขภาพ

วันที่ 24 กันยายน 2568  1,133 Views

TH
EN
CN

หากย้อนเวลากลับไปเมื่อกว่า 20 ปีก่อน อาหารสุขภาพไม่ได้เป็นกระแสหลัก คนที่ริเริ่มธุรกิจแนวนี้จึงต้องใช้ความกล้า ความอดทน และความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า คุณหลิง-จันทิมา ติยะวัชรพงศ์ คือหนึ่งในผู้บุกเบิกที่มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะสร้างแบรนด์อาหารที่ดีต่อร่างกายอย่างแท้จริงภายใต้ชื่อ HappyMate

HappyMate สร้างแบรนด์ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือทางหลักของคนรักสุขภาพ

แม้กระแสสุขภาพในวันนี้จะเติบโตจนกลายเป็นเมกะเทรนด์ แต่สิ่งที่คุณหลิงทำมาตลอด 24 ปีคือการสื่อสารความตั้งใจผ่านคุณภาพจริง ไม่ใช่เพียงคำโฆษณา และนั่นคือเหตุผลที่ HappyMate เป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคไว้วางใจเสมอมา โดยยกตัวอย่างความใส่ใจในทุกมิติ เช่น การใช้ขวดแก้วแทนกระป๋อง เพราะมองว่าในกระป๋องมีสารเคลือบ BPA แม้จะอยู่ในระดับที่ อย. กำหนดว่าปลอดภัย แต่การสะสมนานๆ ย่อมส่งผลถึงสุขภาพ และถั่วในขวดที่ไม่สวยสมบูรณ์ โดยเฉพาะเมล็ดเล็กๆ นั่นเป็นเพราะไม่ได้ใช้สารเคมีเพื่อให้ดูดีหรือคงสีสวย แม้สารเคมีเหล่านั้นจะได้รับอนุญาตในอุตสาหกรรมอาหารก็ตาม

“HappyMate ไม่มีทีม R&D แต่หลิงจะใช้งานวิจัยเป็นรากฐานของทุกผลิตภัณฑ์ หากพบว่ามีประโยชน์จริงก็นำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ แต่จะไม่ทำเพียงเพราะเป็นเทรนด์หรือเห็นคนอื่นทำ อย่างตอนทำนมอัลมอนด์ ไม่ใช่เพราะกระแสนิยม แต่เพราะหลิงพบข้อมูลวิจัยที่สนับสนุนว่านมอัลมอนด์มีประโยชน์จริง จึงนำมาพัฒนาเป็นสินค้าของ HappyMate ในทางกลับกันเราเคยลองทำรสชาไทย แต่เมื่อศึกษางานวิจัยแล้วพบว่าชาไทยบางรูปแบบอาจไม่ดีต่อสุขภาพ จึงเลือกไม่ผลิต แม้จะสามารถสร้างยอดขายได้มากก็ตาม”

คุณหลิงเล่าถึง HappyMate ในช่วงเริ่มต้นว่า “เหนื่อยมาก” เพราะขายยากและต้องทำเองแทบทุกอย่าง “3 ปีแรกเราออกโปรดักต์เยอะมาก วันๆ คิดแต่เรื่องงาน เพราะของดี แต่คนไม่เข้าใจ ไปออกบูทขายครีมถั่ว 1 ขวด ต้องอธิบายลูกค้านานมากว่า เราคัดสรรวัตถุดิบอย่างไร ผลิตอย่างไร ทำไมถึงดีต่อสุขภาพ เทมเป้ฟรีซดรายก็อธิบายว่าทำไมต้องเป็นเทมเป้ ทำไมต้องฟรีซดราย เพราะมันคือ Whole Food เป็นสแน็คที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งที่ดีต่อร่างกายจริงๆ ช่วงแรกยอดขายแค่หลักสิบถึงหลักร้อยต่อเดือน

HappyMate สร้างแบรนด์ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือทางหลักของคนรักสุขภาพ

“กระทั่งเกิดวิกฤติโควิดมีจุดเปลี่ยนสำคัญ หนึ่งในนั้นคือการบอกต่อจากหนูดี-วนิษา เรซ ซึ่งไปสัมมนาที่สหรัฐอเมริกา แล้วนำข้อมูลสุขภาพจากคุณหมอมาถ่ายทอด ทำให้คนไทยเริ่มสนใจ Whole Food และ Plant-Based มากขึ้น นับจากนั้นยอดขายของเราก็เติบโตแบบก้าวกระโดด จากตู้แช่แข็งตู้เดียวตอนนี้ต้องเพิ่มหลายตู้ สินค้าขายง่ายขึ้นด้วยพลังของโซเชียลมีเดียและการสื่อสารจากผู้รู้จริง

“ถ้าถามว่าเราแมสแล้วหรือยัง? ยังค่ะ เพราะคนเรายังอยากกินของอร่อย แม้จะอธิบายว่าสิ่งนี้ดีแค่ไหน ถ้าเขายังรู้สึกว่า ‘ไม่อร่อย’ มันก็ขายยากอยู่ดี แต่หลิงเชื่อว่าเมื่อความรู้แพร่หลายขึ้น Whole Food และ Plant-Based จะไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่จะเป็น ‘ทางหลัก’ ของคนไทย”

ปัจจุบัน HappyMate มีสินค้ากว่า 100 รายการ แต่ถ้าพูดถึงไอเทมฮิตตลอดกาลต้องยกให้แอปเปิลไซเดอร์ ถัดมาคือเทมเป้ อีกผลิตภัณฑ์คู่แบรนด์มากว่า 24 ปี ผ่านการลองผิดลองถูกจนเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงกระบวนการหมัก นอกจากทำรสชาติดั้งเดิมยังต่อยอดพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ในชีวิตจริง เช่น น้ำพริกเทมเป้ ซึ่งเปลี่ยนจากปลาแห้งมาใช้เทมเป้ ได้ทั้งโปรตีนและไฟเบอร์ ไม่มีผงชูรส แต่ยังคงรสชาติที่กลมกล่อมหอมสมุนไพร

HappyMate สร้างแบรนด์ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือทางหลักของคนรักสุขภาพ

คุณหลิงกล่าวถึงเหตุผลที่แบรนด์ยืนหยัดได้ยาวนาน ย่อมสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในมาตรฐาน “เราสร้างผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน กินได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยยึดหลัก ‘เบสิกแต่คุณภาพสูง’ เป็นหัวใจสำคัญ เช่น ถั่ว งา หรือพีนัต เราใช้วัตถุดิบเต็มเมล็ด ไม่สกัด ไม่แต่งเติม เราไม่ทำโปรตีนสกัดจากถั่ว เว้นแต่งานวิจัยระยะยาวจะยืนยันว่าโปรตีนสกัดปลอดภัยจริง ไม่มีสารเคมี ก็อาจพิจารณานำมาเป็นส่วนผสม ส่วนความหวานเราไม่เน้นศูนย์แคลอรีแต่เลือก ‘น้ำตาลดี’ เช่น น้ำตาลมะพร้าวที่ร่างกายดูดซึมช้ากว่า และดีต่อสุขภาพมากกว่า”   

HappyMate สร้างแบรนด์ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือทางหลักของคนรักสุขภาพ

ในอดีตโลกธุรกิจอาจไม่เอื้อกับผู้หญิง แต่คุณหลิงมองว่าสิ่งที่เคยเป็นข้อจำกัด กลับกลายเป็นข้อได้เปรียบ โดยเฉพาะความละเอียดอ่อนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในธุรกิจอาหาร “มันเหมือนเวลาที่เราเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ครอบครัว เราก็นำแนวคิดนั้นมาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ HappyMate ด้วยความตั้งใจเดียวกัน” เธอกล่าว

มื้ออาหารที่ดีเริ่มที่ครัว อย่าลืมเติมของดีไว้ติดบ้านกันนะคะ


Tag: HappyMate, ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ, อาหารเพื่อสุขภาพ

เรื่องโดย

ความคิดเห็น

Editor’s Pick

Recent

Most Viewed