ใครคิดถึงไต้หวัน พันธมิตรชานมผู้น่ารักของเราแล้วบ้าง ถึงจะยังไปเที่ยวไม่ได้แต่เราก็สามารถลิ้มรสชาติความอร่อยแบบไต้หวันได้นะ ด้วยเหตุนี้ สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ประจำกรุงเทพฯ จึงชวน CookInn โรงเรียนสอนการทำอาหารชื่อดังในไต้หวัน ซึ่งได้รางวัล Traveler’s Choice Awards 2020 จาก TripAdviser มาแบ่งปัน 2 สูตรอาหารเช้าสไตล์ไต้หวันแบบดั้งเดิมที่ทำได้ไม่ยากและยังใช้วัตถุดิบที่หาได้บ้านเรา ได้แก่ “ต้านปิ่ง” แพนเค้กไข่ไต้หวัน และ “โหงวฟ่าน” ข้าวเหนียวทรงเครื่องแบบไต้หวัน     ต้านปิ่ง เมนูอาหารเช้าที่มีลักษณะคล้ายเครป ทำจากแป้งและไข่เป็นหลัก แต่ละร้านจะมีรสชาติแตกต่างกันไป บ้างก็ใส่ชีส บ้างก็ข้าวโพด หรือกระทั่งพอร์คชอปก็เข้ากับสัมผัสของแป้งที่อ่อนนุ่มได้เป็นอย่างดี จิ้มกินกับซีอิ๊วไต้หวันก็อร่อยแล้ว   ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) แป้งอเนกประสงค์ 120 กรัม แป้งมันเทศ 32 กรัม แป้งข้าวโพด 8 กรัม เกลือตามชอบ น้ำเย็น 240 กรัม ต้อนหอมซอย 40 กรัม ไข่  4 ฟอง ซีอิ๊วไต้หวันตามชอบ วิธีทำ ผสมแป้งทั้ง 3 ชนิดและเกลือเข้าด้วยกัน เติมน้ำเย็นแล้วกวนให้เข้ากัน ตามด้วยต้นหอมซอย ตั้งกระทะก้นแบนใส่น้ำมันพอร้อน ปรับไฟอ่อนถึงปานกลาง ตักแป้งลงแผ่เป็นแผ่นบางๆ เมื่อสุกแล้วนำออกมาพักไว้ ตอกไข่ลงบนกระทะใบเดิม นำแผ่นแป้งที่ทำไว้มาวางทับลงบนไข่ ปรับไฟอ่อนลงอีกนิดแล้วพลิกกลับให้ไข่มาอยู่ด้านบน ทาซีอิ๊วบางๆ ม้วนแผ่นแป้งเป็นโรลให้สวยงาม หั่นชิ้นพอดีคำ กินกับซีอิ๊วไต้หวัน   โหงวฟ่าน อาหารเช้าแบบอยู่ท้องและมีสารอาหารครบถ้วน สามารถหุงข้าวเหนียวด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้าได้เลย จากนั้นจึงนำมาผัดกับเครื่องต่างๆ จนได้กลิ่นหอมโดดเด่นจากวัตถุดิบ กินกับซอสพริกไต้หวันรสเผ็ดหวานเพิ่มรสชาติ   ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) ข้าวเหนียว 300 กรัม หมูสามชั้น 150 กรัม กุ้งแห้ง 20 กรัม ขิงซอย 15 กรัม เห็ดหอมแห้ง นำมาแช่น้ำจนนิ่ม 3 ดอก น้ำแช่เห็ดหอม 100-150 มิลลิลิตร หอมแดงซอย 3 หัว ผักชีตามชอบ ซอสพริกไต้หวันตามชอบ น้ำมันงา สำหรับผัด 1 ช้อนโต๊ะ ซีอิ๊วไต้หวัน 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาล ½ ช้อนชา พริกไทย ¼ ช้อนชา วิธีทำ ซาวข้าวเหนียวและแช่น้ำไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง หุงด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้า เติมน้ำเปล่า 210 มิลลิลิตร หุง 30 นาที ทิ้งให้ระอุ หั่นหมูสามชั้นเป็นชิ้นพอดีคำ ซอยขิงและหอมแดง พักไว้ นำเห็ดหอมที่แช่น้ำจนนิ่มมาหั่นสไลซ์ เก็บน้ำไว้ ตั้งกระทะใส่น้ำมันงา เมื่อเริ่มร้อนนำหอมแดงลงไปผัดจนเป็นสีน้ำตาล ตามด้วยเห็ดหอม กุ้งแห้ง และขิงซอย ใส่หมูสามชั้นตามลงไปผัดให้สุก ปรุงรสด้วยซีอิ๊ว น้ำตาลทราย พริกไทย ชิมให้รสจัดเล็กน้อย เติมน้ำแช่เห็ดหอมแล้วผัดต่อราว 3 นาที จากนั้นปรับไฟอ่อนแล้วใส่ข้าวเหนียวลงไปคลุกเคล้ากับเครื่องจนเข้ากัน ตักข้าวเหนียวใส่ถ้วยทาน้ำมันงาเพื่อขึ้นทรงแล้วคว่ำลงบนจานเสิร์ฟ โรยผักชี เสิร์ฟกับซอสพริกไต้หวัน

  น้ำส้มสายชูหมักแบบธรรมชาติที่มีวุ้นน้ำส้มเกิดขึ้นเรียกว่า Mother of Vinegar (MoV) มีประโยชน์กับร่างกายมาก เป็นแบคทีเรียชนิดดีและมีสารต้านอนุมูลอิสระ   เครื่องปรุง สับปะรดดิบ 1 ผล   น้ำตาลทรายขาว 2 ถ้วย น้ำเปล่า 6 ถ้วย วิธีทำ ต้มน้ำพอเดือด ใส่น้ำตาลลงไปคนให้ละลาย ปิดไฟ พักไว้จนเย็นสนิท ล้างและปอกสับปะรด สับเป็นชิ้น ใส่เบลนเดอร์ ปั่นกับน้ำเชื่อมประมาณ 2 ถ้วย ใส่สับปะรดปั่นลงในโถแก้วปากกว้าง เทน้ำเชื่อมที่เหลือลงไป (โถต้องใหญ่พอที่จะมีช่องว่างระหว่างของในโถและปากโถประมาณ 2 นิ้วนะคะ) ปิดปากโถด้วยผ้าหรือกระดาษซับมันซ้อน 2-3 ชั้นให้ระบายอากาศได้ แบคทีเรียนิสัยดีที่จะมากินน้ำตาลต้องการอากาศหายใจ ถ้าตั้งในห้องที่ไม่มีแมลงก็แค่นี้พอ แต่ถ้ามีแมลงต้องหล่อน้ำและปิดฝาด้วยวัสดุที่มีเส้นใยถี่เช่นหมวกที่ใช้ในโรงงาน เมื่อเริ่มจะมีฝ้าและราสีขาวซึ่งเป็นรานิสัยดีมีกลิ่นหอม ถ้ามีราเขียวหรือดำปรากฏให้เททิ้ง (ถ้าเห็นเงาดำๆ ให้ตักดูก่อน บางครั้งเกิดจากการสะท้อนแสง) หมักไว้ประมาณ 2-3 สัปดาห์จะมีแผ่นแม่หรือวุ้นสับปะรดเกิดขึ้น หมักต่อประมาณ 4 สัปดาห์ก็ใช้ได้ กรองเอาน้ำส้มไว้ใช้ ทั้งจิบในตอนเช้าหรือทำอาหารแทนน้ำส้มสายชูที่ซื้อจากตลาด ถ้าใส่ตู้เย็นก็ไม่ต้องต้มฆ่าเชื้อ (ถ้าอยากฆ่าเชื้อให้ต้มด้วยไฟอ่อน ระวังอย่าให้เดือด อุณหภูมิประมาณ80 องศาเซลเซียสจะกำลังดี ต้มประมาณ 10 นาทีก็พอ (คอยปิดเตาถ้าน้ำส้มจะเดือด) กรอกใส่ขวด ถ้าฆ่าเชื้อแล้วเก็บไว้นอกตู้เย็นได้ หั่นตัววุ้นสับปะรดเป็นชิ้นขนาดเต๋ากลาง นำไปดองกับน้ำผึ้งกินแก้ท้องอืด ท้องเสีย อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ แพ้อาหาร ยังมีสรรพคุณมากมายหาอ่านได้จากเว็บ Google เสิร์ช Benifits of mother of pineapple vinegar

  เมี่ยงกลีบบัวหลวงสีชมพูสวย เป็นของว่างสวยงามชวนชมและชวนชิม ไส้เมี่ยงทำจากเนื้อกุ้งลวกรสหวานกับน้ำเมี่ยงรสเค็มหวาน พร้อมเครื่องเมี่ยงที่รวมสมุนไพรหลากหลายไว้ในคำเดียว   ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) กุ้งแชบ๊วยหลังไข่ (ขนาด 25 ตัว/กิโลกรัม) 2-3 ตัว ดอกบัวหลวงชมพู 2 ดอก มะพร้าวคั่ว 1 ช้อนชา  ถั่วลิสงเม็ดเล็ก 1 ช้อนชา ขิงอ่อนหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก 2 ช้อนชา หอมแดงหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก 2 ช้อนชา มะนาวหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก 1/2 ผล พริกขี้หนูจินดาสีเขียวและสีแดงซอย 1 ช้อนชา น้ำเมี่ยง 2 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ลวกกุ้งในน้ำเดือดที่ใส่ตะไคร้เล็กน้อยเพื่อดับกลิ่นคาว พอสุกตักขึ้นใส่น้ำเย็นและพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ หั่นเป็นชิ้นพอคำ แกะกลีบดอกบัวชั้นแรกออก ใช้กลีบดอกบัวชั้นที่ 2 แช่น้ำเพื่อล้างยางออก พักให้สะเด็ดน้ำและเช็ดเบาๆ ให้แห้ง วางหอมแดง ขิงอ่อน ถั่วลิสง มะพร้าวคั่ว มะนาวลงบนกลีบบัว ราดน้ำเมี่ยง วางกุ้งลวก พริกซอย ห่อและรับประทานทันที ส่วนผสมน้ำเมี่ยง กะปิอย่างดี 2 ช้อนโต๊ะ หอมแดงคั่ว 350 กรัม กุ้งแห้งอย่างดีอบและปั่น 200 กรัม น้ำตาลปี๊บ 650 กรัม มะพร้าวคั่ว 200 กรัม ข่าคั่ว 50 กรัม ตะไคร้คั่ว 100 กรัม เกลือทะเล 1 ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า 500 มิลลิลิตร วิธีทำน้ำเมี่ยง ห่อกะปิด้วยใบตองแล้วย่างด้วยไฟอ่อนจนมีกลิ่นหอม พักไว้ ปั่นมะพร้าวคั่วกับน้ำเปล่า 200 มิลลิลิตร พักไว้ ปั่นหอมแดง ข่า และตะไคร้กับน้ำเปล่า 100 มิลลิลิตร พักไว้ ผสมน้ำตาลปี๊บกับน้ำเปล่า 200 มิลลิลิตร คนให้ละลายเทลงกระทะเคี่ยวจนเหนียว ใส่กุ้งแห้งป่น ตามด้วยมะพร้าวคั่ว หอมแดง ตะไคร้ และข่าที่ปั่นไว้แล้วใส่กะปิ เคี่ยวต่อเรื่อยๆ ด้วยไฟอ่อนประมาณ 30-40 นาที ชิมรสและปรุงเพิ่มด้วยเกลือ ยกลง ปั่นน้ำเมี่ยงอีกครั้งให้ละเอียด ยกขึ้นตั้งไฟเคี่ยวต่อด้วยไฟอ่อนอีก 15-20 นาที ยกลง พักไว้ให้เย็น

  กุ้งม้วนด้วยเส้นหมี่จนเหมือนกุ้งนุ่งผ้าหรือนุ่งโสร่งนี้ เป็นของว่างโบราณที่ดัดแปลงมาจากหมูโสร่ง สูตรนี้ใช้เส้นหมี่ซั่วภูเก็ตเส้นเล็ก พันห่อกุ้งแชบ๊วยตัวโตแล้วทอดจนเหลืองกรอบ จิ้มกับน้ำจิ้มรสเปรี้ยวเค็มหวาน หอมกลิ่นส้มซ่า   ส่วนผสม (สำหรับ 1-2 ที่) กุ้งแชบ๊วยหลังไข่ (ขนาด 12 ตัว/กิโลกรัม) 3 ตัว เส้นหมี่ซั่วภูเก็ต 30 กรัม รากผักชี 1 ช้อนโต๊ะ กระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ พริกไทยป่น 1 ช้อนชา ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนชา น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา คะน้าทอดกรอบสำหรับเสิร์ฟ และน้ำมันพืชสำหรับทอด วิธีทำ ปอกเปลือกกุ้งแชบ๊วย (เก็บหางไว้) กรีดหลังดึงเส้นดำออก ใช้มีดบั้งท้องกุ้งเพื่อยืดให้ตัวกุ้งตรง ตำรากผักชี กระเทียม และพริกไทยให้ละเอียด หมักกับกุ้ง ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว และน้ำตาลทราย คลุกเคล้าให้เข้ากัน คลุมด้วยพลาสติกแช่เย็นไว้ 10-15 นาที นำไม้เสียบลูกชิ้นเสียบเพื่อดามตัวกุ้งไม่ให้งอ นำไปนึ่งประมาณ 3 นาทีจนสุก พักให้เย็นและดึงไม้ออก นำเส้นหมี่ซั่วมาผ่านน้ำเพื่อให้เส้นนุ่มขึ้น พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ นำไปพันตัวกุ้งโดยเริ่มพันจากหัวไปหาง พันทบแบบนี้ 2 รอบ ตั้งกระทะใช้ไฟแรงปานกลาง พอน้ำมันร้อนใส่กุ้งลงทอดให้สีเหลืองสวย ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน เสิร์ฟพร้อมคะน้าทอดกรอบและน้ำจิ้ม ส่วนผสมและวิธีทำน้ำจิ้ม น้ำจิ้มบ๊วย 200 กรัม | น้ำจิ้มไก่ 100 กรัม | ซอสพริก 50 กรัม | เกลือป่น 2 ช้อนชา | น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ | น้ำส้มซ่า 2 ผล | ผิวส้มซ่า 2 ช้อนชา | พริกป่น 1 ช้อนชา | งาขาวคั่วสำหรับโรยหน้า 1 ช้อนชา | ผักชี และพริกชี้ฟ้าแดงสำหรับโรยหน้า ผสมส่วนผสมทุกอย่างยกเว้นผิวส้มซ่า คนให้เข้ากัน ชิมรสให้มีรสเปรี้ยว เค็ม และหวาน จากนั้นจึงใส่ผิวส้มซ่า คนเบาๆ ตักใส่ถ้วย โรยงาขาว ผักชี และพริกชี้ฟ้าแดง

โรงเรียนสอนการประกอบอาหารเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต นอกจากจะสอนเบเกอรีและอาหารฝรั่งเศสที่ถือเป็นจุดเด่นแล้ว ที่นี่ยังเป็นแคมปัสแรกและหนึ่งเดียวในโลกที่มีหลักสูตรอาหารไทยอีกด้วย   หลักสูตรอาหารไทยนี้ออกแบบโดยเชฟผู้มีประสบการณ์ เชฟวิไลรัตน์ กรนพเกล้า Thai Cuisine Chef Instructor เชฟสาวผู้ผ่านประสบการณ์ด้านการสอนอาหารไทย เคยเป็นเชฟแลกเปลี่ยนให้กับ Kendall  College ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนทำอาหารในประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งยังเป็นเชฟรับเชิญเพื่อไปประชาสัมพันธ์และเผยแพร่อาหารไทยในหลายประเทศ รวมทั้งเข้าแข่งขันทำอาหารระดับนานาชาติและคว้าเหรียญรางวัลมาแล้วมากมาย     เชฟวิไลรัตน์บอกว่าที่ เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต สอนทำอาหารว่างไทยหลากหลายเมนู เริ่มตั้งแต่เมนูพื้นฐานจากง่ายไปจนถึงเมนูยากที่ต้องใช้ทักษะและขั้นตอนการทำที่ซับซ้อน เช่น สาคูไส้หมู ข้าวเกรียบปากหม้อ เมี่ยงคำ ม้าฮ่อ ช่อม่วง ขนมจีบไทยรูปนก ปั้นสิบนึ่ง กระทงทอง หมูโสร่ง ค้างคาวเผือก ล่าเตียง หรุ่ม เป็นต้น   จากกระแสความนิยมของอาหารไทยที่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่กลับมาสนใจกันมากขึ้น โดยเฉพาะในร้านอาหารไทย ร้านไฟน์ไดนิ่ง เชฟเทเบิล ไปจนถึงคาเฟ่ต่างๆ ที่นำเมนูอาหารไทยมาขึ้นโต๊ะ เชฟบอกว่าน่าจะเป็นเพราะโลกยุคใหม่ที่มีสื่อออนไลน์ทำให้เราได้หวนนึกถึงเมนูเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น ได้เห็นความประณีตและสวยงาม ทั้งยังมีประวัติความเป็นมาและเรื่องราวที่น่าสนใจจึงทำให้เมนูเหล่านี้มีความน่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก   เมนูของว่างไทยที่เชฟเลือกมาแนะนำคือ “เมี่ยงส้มโอ” ซึ่งดัดแปลงมาจากเมี่ยงคำ โดยใส่เนื้อส้มโอรสเปรี้ยวอมหวาน กุ้งแห้งทอดกรอบเพิ่มรสเค็มและเนื้อสัมผัสกรุบกรอบ มะนาวหั่นทั้งเปลือกได้ทั้งรสเปรี้ยวและขม มะพร้าวทึนทึกคั่วไฟอ่อนได้รสหวานมัน ขิงกลางแก่กลางอ่อนที่มีรสไม่เผ็ดจนเกินไป พริกขี้หนูสวนเม็ดเล็กที่เพิ่มรสเผ็ดและกลิ่นหอม หอมแดงรสหวานเผ็ดอ่อนๆ ทำให้เมี่ยงนี้มีครบรสทั้งเผ็ดร้อน เผ็ดปร่า เปรี้ยว ขม ฝาด หวาน และมัน ผสานกับน้ำเมี่ยงคำที่เคี่ยวมาอย่างดีทำให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันกลมกล่อมลงตัว   เป็นของว่างไทยครบรส ที่ทั้งน่าชวนทำและชวนชิม     เมี่ยงส้มโอ ส่วนผสมเครื่องเมี่ยง (สำหรับ 4-6 ที่) ใบชะพลู 50 ใบ เนื้อส้มโอแยกเป็นชิ้นเล็กๆ ¾ ถ้วย มะพร้าวหั่นเส้นคั่ว ¾ ถ้วย ถั่วลิสงคั่ว ¾ ถ้วย ขิงหั่นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก 2/3 ถ้วย มะนาวหั่นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก 2/3 ถ้วย หอมแดงหั่นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก 2/3 ถ้วย พริกขี้หนูสวน 1/3 ถ้วย กุ้งแห้งขนาดกลางทอดกรอบ 2/3 ถ้วย ส่วนผสมน้ำเมี่ยงส้มโอ น้ำตาลมะพร้าว 1 1/3 ถ้วย น้ำปลา ¼ ถ้วย น้ำมะขามเปียก ¼ ถ้วย น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ ขิงหั่นสี่เหลี่ยมเต๋าเล็ก 2 ช้อนโต๊ะ ข่า 1 ช้อนชา ตะไคร้ซอยบาง 1 ช้อนโต๊ะ มะพร้าวคั่วตำละเอียด 40 กรัม ถั่วลิสงคั่วป่น 2 ช้อนโต๊ะ กุ้งแห้งป่น 1 ช้อนโต๊ะ กะปิ 1 ช้อนชา วิธีทำ ล้างกุ้งแห้ง แช่น้ำให้นุ่ม พักให้สะเด็ดน้ำ และซับให้แห้ง ตั้งกระทะใส่น้ำมันให้พอร้อน ใส่กุ้งแห้งลงทอดจนสุกมีสีเหลืองทอง ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน กะเทาะเปลือกมะพร้าวทึนทึกเนื้อหนา หั่นตามยาวเป็นชิ้นบาง แล้วหั่นตามขวางเป็นเส้นเล็ก คั่วในกระทะใช้ไฟอ่อนจนสุกมีสีน้ำตาลทองเสมอกัน กลิ่นหอม พักให้เย็น ถั่วลิสงเม็ดเล็กทั้งเปลือกล้างแล้วคั่วในกระทะด้วยไฟอ่อนจนถั่วสุก เปลือกถั่วแห้งสีน้ำตาลเข้ม พักไว้ให้เย็น เลาะเปลือกออก พักไว้ เตรียมน้ำเมี่ยงส้มโอ โดยคั่วขิง พักให้เย็น ตะไคร้ซอย (เฉพาะส่วนโคน) ข่า (แยกคั่ว) จนมีกลิ่นหอม นำส่วนผสมทั้งหมดมาตำรวมกันให้ละเอียด พักไว้ นำน้ำตาลมะพร้าว และน้ำเปล่าตั้งไฟจนละลาย ต้มให้เดือด ใส่น้ำปลา และกะปิลงไปคนให้เข้ากันใส่น้ำมะขามเปียก ต้มให้เดือดทั่ว และเหนียวเล็กน้อยพอเคลือบช้อนบางๆ ใส่สมุนไพรที่ตำละเอียด มะพร้าวคั่วบด กุ้งแห้งป่น และถั่วลิสงคั่วป่นลงไป คนให้เข้ากัน ต้มจนเดือดอีกครั้ง ปิดไฟพักไว้ให้เย็น ส่วนผสมจะข้นเหนียวขึ้น การจัดเสิร์ฟ จัดเมี่ยงส้มโอเป็นชุด โดยเรียงเครื่องต่างๆ พร้อมใบชะพลูและน้ำเมี่ยง หรือห่อเป็นคำพร้อมรับประทาน

  ขนมจีบไทย หรือขนมจีบนก ของว่างโบราณที่ต้องใช้ความประณีต จับจีบแป้งให้เป็นริ้วบางสวยถึง 20 จีบ ตกแต่งให้มีตาและปากคล้ายนกตัวน้อยๆ เป็นของว่างที่น่ารักชวนมอง   ส่วนผสมและวิธีทำตัวแป้ง แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วย | แป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะ | น้ำเปล่า 1 ถ้วย | กะทิ 1 ถ้วย ผสมทุกอย่างเข้าด้วยกันแล้วเทใส่กระทะทองเหลือง ใช้ไฟแรงปานกลาง กวนจนแป้งสุก (แป้งจะล่อนไม่ติดกระทะ) เทแป้งลงบนโต๊ะนวดกับแป้งนวล (ทำจากแป้งมันและแป้งข้าวเจ้าผสมอย่างละเท่าๆ กัน) นวดจนแป้งเนียนนุ่มไม่ติดมือ คลุมด้วยผ้าขาวบางชุบน้ำหมาดๆ พักไว้ ส่วนผสมและวิธีทำไส้ปลา ปลาช่อนอบแกะเนื้อ 500 กรัม | กะทิ 108 กรัม | สามเกลอ 1 ช้อนโต๊ะ | น้ำปลา 23 กรัม (ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ กับอีก 1 ช้อนชา) | พริกไทยป่นเล็กน้อย | เกลือป่น 1 ช้อนชา | น้ำตาลปี๊บ 108 กรัม อบปลาช่อนจนสุกแล้วแกะเอาแต่เนื้อ จากนั้นตำเนื้อปลาให้ฟู พักไว้ ใส่ส่วนผสมทั้งหมดรวมกันในกระทะ ตั้งไฟให้น้ำตาลละลาย พอส่วนผสมเริ่มงวดเล็กน้อยใส่เนื้อปลาลงผัดจนเนื้อปลาเริ่มแห้งแต่ไม่ต้องแห้งมากให้พอปั้นได้ ตักขึ้นพักไว้ วิธีปั้นและนึ่ง แครอตหั่นชิ้นสามเหลี่ยมเล็กและงาดำ สำหรับตกแต่งทำปากและตานก ปั้นแป้งเป็นก้อนกลมแล้วแผ่ให้บาง ตักไส้ใส่แล้วรวบแป้งให้มิดโดยเหลือปลายแป้งไว้เล็กน้อย จีบรอบแป้งให้เป็นริ้วสวย 17-20 ริ้ว ตกแต่งด้วยแครอตให้เป็นปากนก และติดงาดำเป็นตานกให้สวยงาม วางใบตองรองบนลังถึง ทาด้วยน้ำมันเล็กน้อย วางเรียงขนมจีบนกให้เว้นระยะห่างกัน พรมน้ำเล็กน้อย นึ่งจนสุกดี ยกลงเสิร์ฟ

  ของว่างชาววังตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 แป้งผสมเนื้อเผือกนึ่งใส่ไส้มะพร้าวผัดกับกุ้ง แล้วพับจับจีบเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม นำไปชุบแป้งทอดแล้วทอดจนกรอบ ของว่างที่คนสมัยนี้ไม่ค่อยรู้จักกัน   ส่วนผสมและวิธีทำแป้งค้างคาวเผือก (สำหรับ 4 ที่) แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ถ้วย | แป้งข้าวเหนียว 3 ช้อนโต๊ะ | เผือกนึ่งสุก 1 ถ้วย | น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ | เกลือป่น 1 หยิบมือ | กะทิ 3 ช้อนโต๊ะ ผสมส่วนผสมทั้งหมดนวดให้เข้ากัน ค่อยๆ เติมกะทิ นวดจนส่วนผสมเข้ากันดี พักไว้ ส่วนผสมและวิธีทำไส้กุ้ง มะพร้าวขูดขาว 250 กรัม | กุ้งขาวบด 116 กรัม | มันกุ้ง 66 กรัม | เกลือป่น 1/8 ช้อนชา | สามเกลอ 1 ช้อนโต๊ะ (กระเทียม พริกไทย และรากผักชีตำรวมกัน) | สีผสมอาหารสีส้มและสีเหลืองอย่างละ 1/4 ช้อนชา |น้ำมันพืชสำหรับผัดเล็กน้อย ผัดสามเกลอกับน้ำมันพืชจนมีกลิ่นหอม ใส่มันกุ้ง เกลือป่น และสีผสมอาหารผัดให้เข้ากัน ใส่กุ้งบดลงผัดต่อจนสุก ใส่มะพร้าวขูดขาวลงไปผัดรวมกันจนส่วนผสมเริ่มแห้ง ตักขึ้นพักไว้ ส่วนผสมและวิธีทำแป้งชุบทอด แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย | แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1/2 ถ้วย | แป้งข้าวเหนียว 1/2 ถ้วย | ไข่เป็ด 1 ฟอง | เกลือป่น 1/4 ช้อนชา | น้ำปูนใส 1 ถ้วย | น้ำเย็นจัด 1/4 ถ้วย | น้ำมันพืช  1/4 ถ้วย ผสมแป้งทั้งหมด และเกลือเข้าด้วยกัน ผสมไข่เป็ด น้ำปูนใส น้ำเย็น และน้ำมันพืชเข้าด้วยกัน ใส่แป้งลงไปผสมให้เข้ากัน กรองด้วยผ้าขาวบาง 2 รอบ พักไว้ วิธีทอด ปั้นแป้งเป็นก้อนกลมแผ่ออกเป็นแผ่น ตักไส้ใส่ ห่อไส้ให้มิดแล้วจับจีบให้เป็นรูปสามเหลี่ยม นำลงชุบแป้งทอดที่ผสมไว้แล้วทอดในน้ำมันร้อนท่วม ใช้ไฟแรงปานกลางจนสุกเป็นสีเหลืองทอง ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน เสิร์ฟพร้อมอาจาดตามชอบ

  ญอกกีสีชมพูสวยจากบีตรูต ให้รสสัมผัสที่นุ่มนวลด้วยชีสริคอตตา มีกลิ่นหอมและรสอร่อยอูมามิจากเห็ดหอมผัดกับบราวน์บัตเตอร์รสเค็มมันๆ   ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) บีตรูตต้มสุก 75 กรัม ชีสริคอตตา 125 กรัม แป้งสาลี 00 (Double Zero Flour) 100 กรัม ชีสพาร์มิจิอาโน เร็กจิอาโน (Parmigiano Reggiano) 30 กรัม และเกลือทะเล ส่วนผสมเห็ดผัด เห็ดหอมสดสไลซ์ 150 กรัม กระเทียมสับ 1 กลีบ ไทม์สด 2 กิ่ง เนยจืด เกลือทะเล และพริกไทยดำอย่างละเล็กน้อย วิธีทำ ทำญอกกีโดยปั่นบีตรูตจนละเอียด บดผ่านกระชอนตาถี่ พักไว้ บดชีสริคอตตาผ่านกระชอนตาถี่ 2 ครั้งเพื่อให้เนื้อเนียนขึ้น นำไปผสมกับบีตรูตให้เข้ากัน ใส่ชีสพาร์มิจิอาโน เร็กจิอาโน แล้วค่อยๆ ใส่แป้งสาลีลงไปนวดให้เข้ากัน (อาจเพิ่มหรือลดปริมาณแป้งมากน้อยโดยดูจากความชื้นของชีสริคอตตาและบีตรูต) จากนั้นห่อด้วยพลาสติกใส แช่ตู้เย็นไว้ 30 นาที นำออกมาแบ่งเป็น 4 ส่วน คลึงเป็นเส้นหนาประมาณ 1 เซนติเมตร ใช้มีดตัดเป็นชิ้นขนาด 1 เซนติเมตร โรยแป้งเซโมลาบางๆ เพื่อไม่ให้ญอกกีติดกัน ผัดเห็ดหอมในกระทะนอนสติกโดยไม่ต้องใส่น้ำมัน จนเห็ดแห้งและมีกลิ่นหอม ใส่กระเทียมและน้ำมันมะกอกเล็กน้อย ใส่ไทม์ เกลือ และพริกไทย ผัดนาน 3-5 นาที พักไว้ ต้มน้ำให้เดือด ใส่เกลือ และญอกกีลงต้มประมาณ 1 1/2 นาที ขณะต้มญอกกี ให้ละลายเนยในกระทะจนเป็นสีน้ำตาลทองมีฟองเดือด ตักน้ำต้มญอกกีใส่กระทะเล็กน้อย ใช้ไฟแรงต้มให้เดือดและเริ่มงวด ตักญอกกีที่ต้มแล้วใส่กระทะ ตามด้วยเห็ดหอมผัดเร็วๆ ให้เข้ากัน ตักใส่จาน โรยชีสพาร์มิจิอาโน เร็กจิอาโนเพิ่มได้ตามชอบ

  ราวิโอลีเป็นพาสตาชนิดมีไส้ สูตรนี้เนื้อแป้งมีสีเขียวสวยทำจากผักโขม ไส้ในเป็นบัตเตอร์นัตสควอชสีส้มเนื้อนุ่มรสหวาน กับซอสที่ทำจากชีสพาร์มิจิอาโน เร็กจิอาโน กลิ่นหอมรสเค็มมัน   ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) แป้งสาลี 00 (Double Zero Flour) 100 กรัม แป้งเซโมลา (Semola) หรือเซโมลินา (Semolina) 100 กรัม ไข่ไก่ 2 ฟอง ผักโขมสด 70 กรัม เกลือทะเล ส่วนผสมไส้ บัตเตอร์นัตสควอช 500 กรัม หอมหัวใหญ่สีม่วงสไลซ์ 300 กรัม กระเทียมบุบ 1 กลีบ ชีสพาร์มิจิอาโน เร็กจิอาโน (Parmigiano Reggiano) 70 กรัม เกลือทะเล พริกไทยดำบด น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จินปริมาณเล็กน้อย ส่วนผสมซอสชีส Parmigiano Reggiano Fondue ชีสพาร์มิจิอาโน เร็กจิอาโน (Parmigiano Reggiano) และวิปปิงครีมอย่างละเล็กน้อย วิธีทำ ทำแป้งราวิโอลีโดยลวกผักโขมในน้ำเดือดใส่เกลือเล็กน้อย ประมาณ 2 นาที ตักขึ้นใส่น้ำเย็นจัดผสมน้ำแข็ง เพื่อให้มีสีเขียวสวย บีบน้ำออก และสับละเอียด ผสมแป้งสาลี แป้งเซโมลาและเกลือในอ่างผสม เกลี่ยแป้งให้เป็นรูตรงกลาง ตีไข่ไก่ผสมกับผักโขม เทใส่ตรงกลางแป้ง ใช้ส้อมผสมให้เข้ากัน นวดต่อด้วยมือนานประมาณ 10-12 นาที จนนุ่มเหนียว ห่อด้วยพลาสติกใส พักในตู้เย็น 1 คืน ทำไส้โดยปอกเปลือกบัตเตอร์นัตสควอชแล้วหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า นำไปผสมกับหอมหัวใหญ่ กระเทียม เกลือ พริกไทย น้ำมันมะกอก เคล้าให้เข้ากัน เทใส่ถาดนำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส 20 นาทีจนสุกนุ่มเป็นสีน้ำตาลอ่อน พักให้เย็นและปั่นให้ละเอียดแล้วบดผ่านกระชอน ใส่ชีสพาร์มิจิอาโน เร็กจิอาโนลงไปคนให้เข้ากัน รีดแป้งเป็นแผ่นบาง ตักไส้เป็นก้อนกลมวางบนแป้ง (หรือตักไส้ใส่ถุงบีบแล้วบีบบนแป้ง) ประกบด้วยแป้งอีกชั้น ทาริมแป้งด้วยไข่ไก่ กดริมให้แป้งแนบสนิท ตัดเป็นชิ้น ทำซอสชีสโดยต้มวิปปิงครีมให้พอเดือด ลดไฟอ่อนใส่ชีสพาร์มิจิอาโน เร็กจิอาโน ปิดไฟ คนให้เข้ากัน ระหว่างนั้นต้มน้ำในหม้อจนเดือด ใส่เกลือ และใส่ราวิโอลีลงต้มประมาณ 4 นาที ตักขึ้นใส่กระทะซอสชีส ตั้งไฟผัดต่อให้เข้ากันเร็วๆ ตักใส่จานโรยพริกไทยดำบด เสิร์ฟทันที

ใครจะรู้ว่าเชฟสาวรุ่นใหม่ที่มีแฟนคลับติดตามจากรายการ The Next Iron Chef Thailand ซีซัน 2 ผู้ฝากผลงานอาหารสไตล์ไทย-ทวิสให้คนได้รู้จักอย่าง เชฟบูม-กันต์ยรัตน์ เพียรพอดีตน จะเริ่มเรียนทำอาหารเพราะอยากให้คุณแม่ยอมรับ   สาวสวยคนนี้อยากช่วยคุณแม่ทำอาหารตั้งแต่เด็ก ที่บ้านเชฟบูมเปิดร้านอาหารเธอจึงมักเสนอตัวเข้าไปช่วยคุณแม่ทำกับข้าวแต่ก็ถูกปฏิเสธทุกครั้ง เธออยากให้คุณแม่ยอมรับจึงไปสมัครเรียนทำอาหารที่วิทยาลัยดุสิตธานี แม้จะเรียนจนทำอาหารเป็นแล้ว สุดท้ายคุณแม่ก็ไม่ให้ช่วยอยู่ดี เชฟบูมบอกเล่าแบบติดตลก     ในระหว่างเรียน เชฟบูมก็หาประสบการณ์เพิ่มเติมด้วยการลงแข่งขันทำอาหารในรายการต่างๆ ในประเทศ เช่น THAIFEX ซึ่งต้องฝึกฝนโจทย์แต่ละครั้งจนเชี่ยวชาญ จากนั้นก็ได้มาลงแข่งขันรายการ The Next Iron Chef Thailand ที่ต้องแข่งขันกับเชฟมืออาชีพอย่างเข้มข้น เธอเล่าว่า ต้องใช้ทั้งสติ ประสบการณ์ และความคิดสร้างสรรค์ จนทำให้เธอผ่านมาได้ถึง 3 คนสุดท้าย โดยโจทย์ที่เชฟจำได้ดีคือ “ขนมปี๊บ” ที่ต้องใช้ขนมปี๊บสีสันหลากหลายมาทำเมนูแบบไฟน์ไดนิ่ง เชฟจึงใส่ไอเดียแปลกใหม่เสิร์ฟ “มูส” โดยแปลงร่างมาจาก “ขนมผิง”   ด้วยความชอบในเมนูไทย-ทวิส ที่นำอาหารไทยมาผสมผสานกับอาหารชาติต่างๆ เธอจึงมาเปิดร้าน Chunky กับหุ้นส่วนอย่างเชฟเบลล์ท ขายเมนูเบอร์เกอร์โฮมเมดสไตล์ไม่ซ้ำใคร เสิร์ฟเบอร์เกอร์คุณภาพดี ใช้ขนมปังเบอร์เกอร์ทำเอง สับเนื้อเอง รวมทั้งซอสโฮมเมดรสชาติแปลกใหม่ โดยเพิ่มสไตล์ไทยๆ เข้าไปในเบอร์เกอร์ เช่น เบอร์เกอร์น้ำพริกอ่อง ที่ใส่แยมเบคอน ได้กลิ่นหอมของรากผักชีกระเทียมพริกไทย เปลี่ยนความคิดว่าเบอร์เกอร์คืออาหารจังค์ฟู้ดไปได้เลย   นอกจากทำเบอร์เกอร์แล้วเชฟบูมยังรับออกงานเชฟเทเบิลโชว์ฝีมือการสร้างสรรค์ไอเดียอีกด้วย อย่างเช่นเมนูนี้ ทอร์เทลลินีทงคตสึอ่อม เกี๊ยวอิตาลีไส้มูสไก่ผสมกุ้งเนื้อเนียน ในน้ำซุปสีขาวขุ่นเข้มข้นที่ต้มจากกระดูกด้วยไฟแรงนานถึง 3 วัน ปรุงรสให้คล้ายแกงอ่อมด้วยสมุนไพรไทยๆ สุดท้ายเติมสีสวยและกลิ่นหอมด้วยน้ำมันผักชีลาว เป็นจานที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร   สร้างสรรค์สมกับเป็นเมนูของเชฟสาวรุ่นใหม่จริงๆ     ทอร์เทลลินีทงคตสึอ่อม ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่) แป้งเกี๊ยวซ่า 2 แผ่น สะโพกไก่บด 50 กรัม กุ้งขาวบด 70 กรัม ครีมสด 50 มิลลิลิตร ไข่ขาว 1 ฟอง เกลือป่นและพริกไทยป่นสำหรับปรุงรส ส่วนผสมและวิธีทำน้ำซุปทงคตสึอ่อม น้ำสต็อคทงคตสึ 300 มิลลิลิตร ใบมะกรูด 20 กรัม หอมแดง 20 กรัม ตะไคร้ 20 กรัม ข่า 10 กรัม พริกแดงจินดาบุบ 5 เม็ด ข้าวคั่ว 40 กรัม ผักชีลาว 100 กรัม น้ำปลาและน้ำตาลทรายสำหรับปรุงรส ต้มน้ำสต๊อกให้เดือด ใส่ส่วนผสมทุกอย่างยกเว้นผักชีลาว ชิมและปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำตาลทราย ใส่ผักชีลาว ต้มให้เดือด ปิดไฟและกรองด้วยผ้าขาวบาง ส่วนผสมและวิธีทำน้ำมันผักชีลาว ผักชีลาว 300 กรัม (เด็ดเฉพาะใบ) น้ำมันมะกอก 100 มิลลิลิตร ต้มน้ำให้เดือด ใส่เกลือป่นเล็กน้อย ใส่ผักชีลาวลงลวกครู่เดียว ตักขึ้นใส่น้ำเย็นจัดผสมน้ำแข็งทันที เพื่อให้ผักชีลาวสีเขียวสวย บีบน้ำออกให้หมด นำไปปั่นกับน้ำมันมะกอกให้ละเอียด กรอกด้วยผ้าขาวบาง วิธีเสิร์ฟ ผสมสะโพกไก่บด กุ้งบด ครีมสด ไข่ขาว ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย นวดให้เข้ากัน ห่อด้วยแป้งเกี๊ยวซ่า แล้วต้มให้สุก วางเกี๊ยวใส่ชามสำหรับเสิร์ฟ ตักน้ำซุปทงคตสึอ่อมใส่ชาม หยดน้ำมันผักชีลาว และตกแต่งให้สวยงาม วิธีทำน้ำสต๊อกทงคตสึ กระดูกหน้าแข้งหมู 2 กิโลกรัม ตีนไก่ 200 กรัม มันหมู 100 กรัม หนังหมู 100 กรัม เกลือป่น 30 กรัม กระเทียมไทย 100 กรัม ลวกกระดูกหน้าแข็งหมูและตีนไก่ในน้ำเดือด ตักขึ้น เทน้ำออก ใส่น้ำใหม่ให้พอท่วม ต้มไฟแรงนาน 3 วัน จนน้ำสต๊อกมีสีขาวขุ่น (ระหว่างต้มหมั่นช้อนฟองออกและค่อยๆ เติมน้ำเพิ่มให้พอท่วมกระดูกตลอด)

  ญอกกีเป็นพาสตาชนิดหนึ่งทำจากมันฝรั่งบดผสมแป้ง ตัดเป็นชิ้นแล้วต้ม หรือปั้นเป็นก้อนกลมแล้วกดด้วยส้อมให้เป็นรอยสวยก็ได้ ญอกกีมีเนื้อสัมผัสนุ่ม ผัดกับซอสได้ตามชอบ หรือผัดกับปลาหมึกและมะเขือเทศที่ทั้งง่ายและอร่อยแบบจานนี้   ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) มันฝรั่งต้มบด 500 กรัม แป้งสาลี 00 (Double Zero Flour) 100 กรัม ไข่แดง 1 ฟอง ชีสพาร์เมซานขูด 30 กรัม อิตาเลียนพาร์สลีย์สับเล็กน้อย เกลือ พริกไทย และนัตเมกป่นสำหรับปรุงรส ส่วนผสมซอส ปลาหมึกตัวเล็ก 500 กรัม มะเขือเทศพันธุ์ Piennolo หรือมะเขือเทศเชอร์รี 100 กรัม น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น โหระพาอิตาเลียน 20 กรัม กระเทียมสับ 2 กลีบ เกลือและพริกไทยสำหรับปรุงรส ไวน์ขาวสำหรับผัดเล็กน้อย วิธีทำ ผสมมันฝรั่งบดกับแป้งสาลี ชีสพาร์เมซาน เกลือ พริกไทย นัตเมก และไข่แดง ใช้ช้อนบดให้เข้ากัน ใส่อิตาเลียนพาร์สลีย์ ผสมให้เข้ากันด้วยมือ (อย่านวดนานเพราะจะทำให้ญอกกีเนื้อเหนียวเกินไป) จากนั้นคลึงเป็นเส้นยาวและหนา โรยแป้งสาลีบนโต๊ะ ตัดญอกกีเป็นชิ้นขนาดประมาณ 2 เซนติเมตร พักไว้ ทำซอสโดยตั้งกระทะใส่น้ำมันมะกอก และกระเทียมลงผัด (ถ้าชอบเผ็ดใส่พริกแห้งลงผัดด้วยตามชอบ) จากนั้นใส่มะเขือเทศ ผัดพอนุ่ม ใส่เกลือ พริกไทย โหระพา และไวน์ขาว ระหว่างผัด ต้มน้ำในหม้อ ใส่เกลือ พอเดือดใช้ไฟอ่อน ใส่ญอกกีลงต้มจนสุกจนลอยขึ้นมา ตักญอกกีใส่กระทะ ตามด้วยปลาหมึก (ถ้าแห้งเติมน้ำต้มญอกกีได้เล็กน้อย) ผัดต่อเร็วๆ ให้สุกทั่ว ตักใส่จานเสิร์ฟ

  นูวดิ Gnudi หรือ Nudi ในภาษาอิตาเลียนหมายถึง Naked พาสตานี้ไม่มีแป้งหุ้ม ดังนั้นจะเรียกว่า Nude Ravioli ก็ได้ นูวดิคล้ายกับญอกกีแต่ใช้ชีสริคอตตาผสมแป้งแทนมันฝรั่ง ผสมกับผักโขมหรือจะใส่ผักแบล็กเคลตามสูตรนี้ก็ได้   ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) ชีสริคอตตา 500 กรัม แบล็กเคล (Black Kale) ลวกและสับ 400 กรัม ไข่ไก่ 2 ฟอง | นัตเมกป่นเล็กน้อย แป้งสาลีอเนกประสงค์ 100 กรัม เนยจืด 50 กรัม ใบเสจ (Sage) 20 ใบ แพนเชตตา (Pancetta) 100 กรัม ชีสพาร์เมซานขูด 100 กรัม และสำหรับโรยหน้าปริมาณตามชอบ เกลือและพริกไทยสำหรับปรุงรส น้ำมันมะกอกสำหรับผัด วิธีทำ ผสมชีสริคอตตา ชีสพาร์เมซาน ผักเคล และไข่ไก่ด้วยพายยางให้เข้ากัน ใส่เกลือและนัตเมก คนให้เข้ากัน ส่วนผสมจะมีเนื้อข้น ใส่แป้งสาลีคนให้เข้ากัน พักไว้ 5-10 นาที เพื่อให้ส่วนผสมอยู่ตัว โรยแป้งสาลีบนเขียงหรือจาน ปั้นเป็นก้อนกลมขนาดประมาณ 1.5 นิ้ว วางเรียงไว้ ต้มน้ำในหม้อใบใหญ่ให้เดือด ใส่เกลือเล็กน้อย ลดไฟอ่อนให้น้ำเดือดเบาลง ค่อยๆ ใส่นูวดิลงต้ม (ห้ามต้มไฟแรงจะทำให้แตก) ต้มนาน 4-5 นาที เมื่อสุกจะลอยขึ้นมา ขณะต้มนูวดิให้ทำซอสโดยตั้งกระทะใส่น้ำมันมะกอกและแพนเชตตาลงผัด ให้พอเหลืองและหอม ใส่ใบเสจและเนย ใส่น้ำต้มนูวดิลงไปเล็กน้อย (ใส่ไวน์ขาวได้ตามต้องการ) ผัดและเอียงกระทะไปมาจะได้ซอส ตักนูวดิขึ้นใส่กระทะ ลดไฟอ่อน เอียงกระทะไปมาผัดกับซอสให้เข้ากัน ตักใส่จาน โรยด้วยชีสพาร์เมซานตามชอบ เสิร์ฟทันที

  อร่อยยามเช้ากับกรีนโบวล์ที่มีส่วนผสมซึ่งมีประโยชน์จากไฟเบอร์ของผักโขมและเคล   ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) ผักโขมเบบี้ 1 ถ้วย อะโวคาโด 1/2 ผล นมอัลมอนด์ 1/2 ถ้วย เบบี้เคล 1 ถ้วย กล้วยหอมหั่นแว่นแช่แข็ง 2 ผล เบอร์รี หรือผลไม้ตามชอบ เกล็ดมะพร้าวกรอบ และช็อกโกแลตขูดสำหรับตกแต่ง วิธีทำ ปั่นผักโขมเบบี้ อะโวคาโด นมอัลมอนด์ เคล และกล้วยหอมแช่แข็งเข้าด้วยกันจนเนื้อเนียนละเอียด เทใส่ชาม ตกแต่งด้วยเบอร์รี เกล็ดมะพร้าวกรอบ และช็อกโกแลตขูด

  ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) กุ้งก้ามกราม 10 ตัว ตะไคร้ซอย 1/4  ถ้วย หอมแดงซอย  1/4 ถ้วย ใบสะระแหน่ปริมาณตามชอบ เบบี้เคลสำหรับเสิร์ฟ ส่วนผสมน้ำพล่า น้ำพริกเผา 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา 1 ช้อนชา น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา เกลือทะเลเล็กน้อย พริกขี้หนูบุบ 5-6 เม็ด ชิมและปรุงรสตามชอบ วิธีทำ ย่างกุ้งทั้งเปลือกพอสุก เนื้อยังนุ่มและมีมันกุ้งอยู่ พักไว้ให้หายร้อน แกะเปลือก ผ่าหลัง หั่นเนื้อกุ้งเป็นชิ้นพอดีคำ ตักมันกุ้งใส่ พักไว้ ใส่เนื้อกุ้งเผาและมันกุ้งในชามผสม ใส่ตะไคร้ซอย หอมแดงซอย ใบสะระแหน่ และน้ำพล่า เคล้าให้เข้ากัน ตักใส่จาน เสิร์ฟพร้อมผักเบบี้เคล

  ที่กระบี่มีแกงเลียงรสเปรี้ยวอ่อนๆ กินเชงเชงอร่อยดี รู้สึกเหมือนกินอาหารเป็นยา แต่ถ้าเป็นคนกินอาหารรสจัดก็ปรุงรสตามใจนะคะ   ส่วนผสม (ดูปริมาณตามภาพ) ผักบุ้งน้ำ 150 กรัม สับปะรด (หวานแต่ดิบจะอร่อย) หั่นชิ้นเล็ก 1 ถ้วย หยวกกล้วย หรือสายบัวหั่นชิ้นเล็ก 100 กรัม ผักส้มเม่า หรือใบมะขามอ่อน 50 กรัม เม็ดมะม่วงหิมพานต์ดิบ หรือเมล็ดถั่วอื่นๆ  50 กรัม หน่อข่าอ่อน หรือหัวข่าหนุ่มหั่นแว่น 2-3 แว่น หอมแดง 4 หัว กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ มะขามเปียก (ค่อยๆ เติม) 2-3 ฝัก ปลาย่าง 1 ตัว น้ำปลา  1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปี๊บ 1-2 ช้อนชา พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา ส่วนผสมเสริม (ตามประสาแม่บ้านมือบอน) ผงฮอนดาชิ (ช่วยเสริมกลิ่นปลาย่างและทำให้น้ำแกงกลมกล่อม) 2  ช้อนชา | น้ำบูดู (Sinful ไหมนี่ ไปทำลายความเชงเชงของเมนูนี้ ใครกลัวบาปก็วิรัติไปนะคะ) 2 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ตั้งน้ำครึ่งหม้อกะพอให้ท่วมผัก ใส่มะขามเปียกแค่ครึ่งก้อน ต้มไปพร้อมกับน้ำ ตำเครื่องซึ่งมีพริกไทยป่น กะปิ หอมแดง ใส่ปลาย่างลงไปตำด้วยนิดหน่อย (อันนี้นอกตำรานะคะ) ต้นฉบับเขาน้ำใสๆ ใครอยากให้น้ำใสก็อย่าใส่ปลาลงไปตำ ใส่เครื่องตำลงไปในน้ำเดือด ใส่ผักและปลาทั้งหมดลงไป คนให้เข้ากัน พอน้ำเดือดอีกครั้งเติมน้ำปลาและน้ำตาลปี๊บเท่าหัวแม่มือ ต้มจนผักออกรสเปรี้ยวเสร็จสรรพ ชิมรสดูเหมือนที่กินตอนอยู่กระบี่ แต่สมาชิกในบ้านส่ายหน้าไปมา ว่าแล้วเราก็เติม ฮอนดาชิ เติมน้ำบูดู เติมดอกเกลืออีกหน่อย พี่น้องแซ่ซ้องล้อมวงทันที เม็ดมะม่วงหิมพานต์อร่อยมากค่ะ

  เห็ดพอร์โตเบลโลเนื้อหนานุ่มแน่น ที่อัดแน่นไปด้วยเบค่อนและเครื่องเทศต่างๆ หน้าตาคล้ายแฮมเบอร์เกอร์ อร่อยได้โดยไม่ต้องพึ่งแป้ง   ส่วนผสม เห็ดพอร์โตเบลโล 2 ดอก เบคอนหั่นชิ้นเล็ก 1/4 ถ้วย ชีสเชดดาร์แผ่น 2 แผ่น      หอมหัวใหญ่หั่นเต๋าเล็ก 1/2 ถ้วย เซเลรีหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1/4 ถ้วย      เกล็ดขนมปังป่น 1/2 ถ้วย ออริกาโนอบแห้ง 2 ช้อนชา เกลือป่น 1/4 ช้อนชา พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ อัลฟาฟ่า มะเขือเทศหั่นเต๋า มะเขือเทศหั่นแว่น เฟตต้าชีส วิธีทำ ตัดก้านเห็ดออก แล้วขูดด้านในให้สะอาด เตรียมไว้ ทำไส้โดยผัดหอมใหญ่และเซเลรีกับน้ำมันมะกอกจนเกือบสุก ใส่ใส่เบคอน ผัดพอหอมๆ ใส่เกล็ดขนมปังผัดให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยออริกาโน เกลือ และพริกไทย ผัดให้เข้ากันพักไว้   ราดน้ำมันมะกอกลงบนเห็ดเล็กน้อย แล้วโรยเกลือและพริกไทย ตักไส้ที่ผัดแล้วใส่ลงไปในเห็ด วางชีสด้านบน นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 350 องศาฟาเรนไฮต์ ประมาณ 10-12 นาที จัดอัลฟาฟ่าใส่จาน วางเห็ดอบ โรยมะเขือเทศหั่นเต๋า เฟตต้าชีส วางมาเขือเทศหั่นแว่นบนชีส ราดด้วยซอสบัลซามิก

  ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) มะเขือเทศผลใหญ่ผ่าครึ่ง 4 ผล มะเขือเทศเชอร์รีสีเหลือง 8 ผล ครีมชีส 100 กรัม (ประมาณ 1/2 ก้อน) ชีสมอซซาเรลลาขูด 1/2 ถ้วย ชีสมอซซาเรลลาขูดสำหรับโรยหน้าและพริกไทยดำบดหยาบเล็กน้อย อิตาเลียนพาร์สลีย์สำหรับตกแต่งและขนมปังสำหรับเสิร์ฟ วิธีทำ ผ่าครึ่งมะเขือเทศ ตักไส้และเมล็ดออก  ผสมครีมชีสและชีสมอซซาเรลลาให้เข้ากัน ตักใส่มะเขือเทศ วางมะเขือเทศเชอร์รีตรงกลาง โรยชีสมอซซาเรลลาขูดไว้รอบๆ เรียงใส่ถาด นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 200-250 องศาเซลเซียสประมาณ 15 นาทีจนมะเขือเทศสุกนุ่มและชีสละลาย ยกออกจากเตา โรยพริกไทยดำและอิตาเลียนพาร์สลีย์ เสิร์ฟพร้อมขนมปังตามชอบ

  ใครชอบแบบหวานก็ต้องซาลาเปาทอดสูตรนี้ เพราะใส่น้ำตาลมากกว่าปาท่องโก๋ กินกับกาแฟได้อร่อยเหมือนกัน   ส่วนผสม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 3/4 ถ้วย ผงฟู 1/2 ช้อนชา ยีสต์ 1 ช้อนชา น้ำอุ่น 110 มิลลิลิตร น้ำตาลทราย 2 1/2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1/4 ช้อนชา น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ งาขาว แป้งสาลีอเนกประสงค์ทำนวล น้ำมันพืชสำหรับทอด วิธีทำ ผสมน้ำอุ่น น้ำตาลทราย คนให้ละลาย ใส่ยีสต์เข้าด้วยกัน พักไว้ 5 นาที จนยีสต์ขึ้นฟอง ผสมแป้งสาลี เกลือ ผงฟู คนให้เข้ากัน เทส่วนผสมน้ำลงในส่วนผสมแป้ง คนให้เข้ากัน ใส่น้ำมัน นวดให้พอเข้ากัน ตะล่อมให้เป็นก้อน พักแป้งไว้ 1 ชั่วโมง โรยแป้งนวล นำแป้งที่หมักเทลงบนโต๊ะ บีบเบาๆ ไล่อากาศออก จำแป้งเป็นแท่งยาวๆ กดเล็กน้อย ตัดเป็นชิ้นหนา 1/3 นิ้ว ปั้นเป็นก้อนกลมๆ กดให้แบน ทาน้ำ นำไปกดลงงาขาว ให้ติดกับแป้ง ทำจนแป้งหมด พักไว้ ตั้งกระทะน้ำมันให้ร้อน ใส่แป้งซาลาเปาลงทอดให้เหลืองกรอบ ตักขึ้น พักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน จัดใส่จาน เสิร์ฟพร้อมชา กาแฟ

  ปัจจุบันสุขภาพต้องมาก่อน แต่ของอร่อยมักจะไม่สุขภาพ G&C จึงอยากชวนสมาชิกมาทำปาท่องโก๋กินเอง สูตรนี้รสจะเค็มนิดๆ ทำทีละน้อย กินกันไม่กี่คน หรือจะทำมากเป็นอาชีพก็ได้   ส่วนผสม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 200 กรัม ผงฟู 1 ช้อนชา เบกกิงโซดา 1/4 ช้อนชา ยีสต์ 1 ช้อนชา น้ำตาลทราย 1 1/2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1/4 ช้อนชา น้ำอุ่น 150 มิลลิลิตร น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ แป้งสาลีอเนกประสงค์ทำนวล น้ำมันพืชสำหรับทอด วิธีทำ ผสมน้ำอุ่น เกลือ และน้ำตาลทราย คนให้ละลาย ใส่น้ำมันพืช คนให้เข้ากัน ผสมแป้งสาลี ผงฟู เบกกิงโซดา และยีสต์เข้าด้วยกัน ใส่ส่วนผสมน้ำลงในส่วนผสมแป้ง คนให้เข้ากัน พักแป้งไว้ 3-4 ชั่วโมง ตะล่อมแป้งครั้งที่ 1 พักไว้อีก 1 ชั่วโมง ตะล่อมแป้งครั้งที่ 2 พักไว้อีก 1 ชั่วโมง โรยแป้งนวลบนโต๊ะ ทำแป้งให้เป็นแท่งยาว แบ่งแป้งมาเล็กน้อย ทำให้เป็นแท่งยาวๆ อีกครั้ง กดให้แบน ตัดเป็นชิ้นหนา 0.5 นิ้ว ทาน้ำตรงกลาง แล้วนำมาประกบกับชิ้นที่ไม่ทาน้ำ ทำจนแป้งหมด พักไว้ ตั้งกระทะน้ำมันให้ร้อน ใส่แป้งปาท่องโก๋ลงทอดให้เหลืองกรอบ ตักขึ้น พักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน   จัดใส่จาน เสิร์ฟพร้อมสังขยาหรือนมข้นหวาน หรือรับประทานกับชา กาแฟ

  เต้าหู้ที่ใช้เป็นเต้าหู้ก้อนสี่เหลี่ยม ไม่ใช่เต้าหู้หลอดนะคะ เลือกเจ้าที่อร่อยๆ   ส่วนผสม เต้าหู้เห็ดหอม 1 ก้อน ส่วนผสมเครื่องหมักเต้าหู้ แป้งมันฮ่องกง (หรือแป้งมันไทย) 4 ช้อนโต๊ะ ผงปรุงรส 1/2 ช้อนชา ส่วนผสมเครื่องผัดเต้าหู้ น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ ต้นหอมหั่นซอย 3 ต้น พริกขี้หนูแดงซอย 2 เม็ด กระเทียมสับ 5 กลีบ เหล้าจีน 2 ช้อนชา เกลือ 1/4 ช้อนชา ผงลาบเหนือแบบเผ็ดแต่ไม่เค็ม 1/2 ช้อนชา [ถ้าไม่มีให้ใส่พริกป่น 1/4 ช้อนชา และผงชวงเจีย (พริกหอม) 1/8 ช้อนชา] น้ำตาลทราย 1 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ หั่นเต้าหู้เป็นชิ้นขนาดเท่าๆ กัน เช่น กว้าง 1.5 ยาว 2.5 หนา 0.5 เซนติเมตร (ขนาดไม่สำคัญนะคะ หั่นไปตามรูปทรงของเต้าหู้) หมักกับแป้งมันและผงปรุงรสไว้ 20 นาที ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันพอสมควร ใช้ไฟแรง รอให้น้ำมันร้อนประมาณ 170-180 องศาเซลเซียส (เอาตะเกียบไม้จุ่ม น้ำมันจะเดือดปุดๆ รอบตะเกียบทันที แต่ไม่ถึงกับซู่) นำเต้าหู้ลงทอดจนเหลือง ตักขึ้น พักไว้ ตักน้ำมันประมาณ 1 ช้อนโต๊ะใส่กระทะ ใช้ไฟค่อนข้างอ่อน ใส่ผงลาบ กระเทียมสับ และเกลือ ผัดจนหอม ใส่น้ำตาล (ถ้าใช้น้ำตาลน้ำอ้อยจะหอม) น้ำ และเหล้าจีน ปรับไฟอ่อน ผัดจนน้ำตาลเดือดและเริ่มเหนียวส่งกลิ่นหอม ใส่ต้นหอมซอยและพริกขี้หนูซอยลงไปส่วนหนึ่ง ใส่เต้าหู้ลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่จาน โรยด้วยต้นหอมและพริกสด เต้าหู้จะมีรสเค็มๆ หวานๆ กินได้อร่อย สู้กับกุ้งทอดได้สบายๆ