เริ่มต้นวันดีๆ ด้วยเมนูอาหารเช้าที่ทำง่าย และเตรียมไว้ล่วงหน้าได้ ข้าวโอ๊ตเป็นธัญพืชที่มีเส้นใยอาหารและโปรตีนสูง ใส่นมแช่ไว้ 1 คืน ข้าวโอ๊ตจะนุ่มพร้อมกิน ปรับเปลี่ยนท็อปปิงเป็นผลไม้ ถั่วต่างๆ ได้ตามชอบ   ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) ข้าวโอ๊ต 1 ถ้วย นมอัลมอนด์รสจืด 2 ถ้วย สตรอว์เบอร์รีหั่นเสี้ยว 6 ผล ดาร์กช็อกโกแลตสับ 1/4 ถ้วย วอลนัตอบสับหยาบ 1/4 ถ้วย น้ำผึ้งปริมาณตามชอบ วิธีทำ ใส่ข้าวโอ๊ตลงในกล่องที่มีฝาปิด เทนมอัลมอนด์ใส่ คนให้เข้ากัน ปิดฝาให้สนิทใส่ตู้เย็นไว้ 1 คืน ตักข้าวโอ๊ตใส่ชาม ตกแต่งด้วยสตรอว์เบอร์รี ดาร์กช็อกโกแลต วอลนัตอบ และราดน้ำผึ้ง

  เชื่อว่าคนที่สนใจเรื่องสุขภาพน่าจะต้องเคยถูกถามว่า “ทำ IF ไหม” แม้แต่คนที่ไม่สนใจอาจจะ ยังเคยถูกถาม เพราะเป็นกระแสลดน้ำหนักดูแลสุขภาพยอดฮิตที่เข้าใจกันว่าใครๆ ก็ต้องสนใจ   IF ก็คือ Intermittent Fasting เป็นการดูแลสุขภาพรูปแบบหนึ่งที่กำลังฮิตมากในปัจจุบัน แนวทางหรือหลักการของ IF ก็มาแปลก เพราะไม่ได้สนใจว่าเราควรจะกินอะไรเหมือนแนวทางอื่นๆ แต่สนใจว่า เราควรกินเมื่อใด โดยใช้เวลามาเป็นกรอบให้ปฏิบัติว่าเราควรกินช่วงใด เพราะฉะนั้น ใน 1 วัน จึงแบ่งเป็นเวลาช่วงที่กินอาหารได้เรียกว่า Feeding และช่วงอดอาหาร Fasting   โดยใน 1 วัน 24 ชั่วโมง อาจจะเริ่มจากช่วงอดอาหาร 14 ชั่วโมง ช่วงเวลาที่กินได้ 10 ชั่วโมง แล้วก็เพิ่มเป็นช่วงอด 16 ชม. กินได้ 8 ชั่วโมง เพิ่มขึ้นเป็นช่วงอด 20 ชั่วโมง กินได้ 4 ชั่วโมง จนถึงกินได้ 1 วัน อด 1 วัน อาทิตย์ละ 2 ครั้ง เป็นต้น แต่ระยะเวลายอดฮิตติดอันดับที่คนปฏิบัติแล้วได้ผล คือ อด 16 ชั่วโมง ช่วงเวลากินได้ 8 ชั่วโมง อันเป็นที่มาของตัวเลขที่เรียกกันว่า 16/8   น่าสนใจขึ้นไปอีกว่า การกำหนดเวลาขึ้นอยู่ไลฟ์สไตล์ของตัวคุณเองอีก เช่น ถ้าเป็นคนที่กินอาหารเช้าไม่ค่อยทันเพราะต้องรีบ และหาอาหารเช้าที่มีคุณภาพกินไม่ได้ ก็ให้เริ่มกินมื้อแรกตอนเที่ยง 12.00 น. มื้อสุดท้ายห้ามเกิน 20.00 น. และเริ่มกินอีกครั้งของเที่ยงอีกวันหนึ่ง คนเลือกช่วงนี้ บางคนก็รู้สึกไม่ลำบากเพราะช่วงอดเป็นช่วงเวลานอนพอดี แต่ถ้าบางคนเชื่อในอาหารเช้าว่าต้องกินและต้องกินให้อิ่มสารอาหารครบถ้วน ก็เริ่มกินมื้อเช้า 08.00 น. และกินมื้อสุดท้าย 16.00 น. ก็จะเข้าสูตร 16/8 พอดี   ชาว IF บอกว่า ที่เรียกว่าช่วงอดอาหาร ไม่ใช่การอดอาหารแบบไม่กินอะไร แม้จะไม่กินในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ช่วงที่กินได้ต้องกินให้ได้สารอาหารครบ และได้แคลอรีตามที่กำหนด และไม่มีข้อกำหนดด้วยว่ากินอะไรไม่ได้ จะกินอะไรก็ได้ เช่น พิซซ่า ไก่ทอด ของหวานก็กินได้ ไม่ต้องมาเครียดกับเมนูอาหาร แต่ในช่วงอดกินได้เพียงน้ำเปล่า และอาหารที่ไม่มีแคลอรี เช่น กาแฟดำ   หลักการของแนวคิดนี้ เชื่อว่าเมื่อเรากินอาหารเข้าไป ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน เพื่อให้อินซูลินนำอาหารเข้าไปในเซลล์ ร่างกายก็จะได้พลังงานจากอาหารไปใช้เป็นหลัก ไขมันที่ถูกสะสมอยู่ก็ไม่ได้นำมาใช้ หรือใช้ได้น้อย ถ้าเรากินเรื่อยๆ บ่อยๆ อินซูลินก็หลั่งบ่อย ไขมันยิ่งไม่ได้ถูกใช้ เราก็เลยอ้วน ถ้าอย่างนั้นเราก็กินน้อยลง หรืออดไม่กินอาหาร ร่างกายก็จะดึงไขมันสะสมมาใช้ เราก็จะไม่อ้วน ช่วยลดพุงไปด้วย   ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า พอเราเริ่มอดอาหารก็อย่าทึกทักว่าไขมันที่เก็บไว้จะถูกนำมาใช้ทันที เพราะอาหารที่เรากินเข้าไปยังย่อยไม่หมด ซึ่งจะใช้เวลาย่อย 8-12 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับอาหารที่เรากินว่าย่อยยากหรือไม่ พอผ่านช่วงนี้ไปแล้วจึงถึงช่วงเวลาอดอาหารที่เรียกว่า Fasting เพราะฉะนั้น ก็ต้องอดนานขึ้นคือ 16 ชั่วโมง และถ้ายังรู้สึกว่าอยากให้ไขมันที่เก็บไว้ถูกนำมาใช้จึงต้องเพิ่มเวลาอดไปเรื่อยๆ แต่ควรค่อยๆ เพิ่มช่วงเวลาการอดเพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัว   มีการศึกษาว่าการอดอาหารเป็นเวลาช่วยทำให้น้ำหนักลด 3-8% ในช่วงเวลา 3-24 สัปดาห์ รอบเอวลดลงไป 4-7% คนที่ทดลองทำ 8 สัปดาห์ (2 เดือน) ตัวเลขบนตาชั่งหายไป 8% โดยสันนิษฐานว่า มาจากระบบเผาผลาญที่ทำงานดีขึ้นนั่นเอง แต่ก็มีคำแนะนำว่าผู้ที่ป่วยเป็นโรคกระเพาะและเบาหวานควรปรึกษาแพทย์ก่อน   แม้ IF จะไม่เคร่งครัดในเรื่องการกินอาหาร แต่ก็ไม่สมควรกินอาหารที่มีไขมันสูง โปรตีนมากเกินไป การเลือกกินอาหารสุขภาพน่าจะช่วยให้การอดอาหารนี้ประสบความสำเร็จด้วยดี เมนูที่น่าจะเป็นทางเลือกเมนูหนึ่งคือ Quinoa Tabbouleh หรือ ควินัว ทาบูเล่   ทาบูเล่ เป็นสลัดของคนในแถบตะวันออกกลาง โดยใช้อาหารจำพวกธัญพืช ซึ่งทำจากข้าวสาลีเมล็ดแตกที่ทำให้สุกและอบแห้ง ซึ่งยังมีส่วนของจมูกข้าวอยู่ เป็นเมล็ดเล็กๆ ที่เรียกกันว่า Bulgur ซึ่งมีวิตามินและสารอาหารต่างๆ ครบถ้วน นำมาทำสลัดใส่พาร์สลีย์สับละเอียด ใบสะระแหน่หรือใบมิ้นต์มะเขือเทศ ปรุงรสด้วยน้ำมะนาวเลมอน กระเทียม น้ำมันมะกอก กลิ่นหอมของพาร์สลีย์ มิ้นต์ และมะนาวเลมอนช่วยให้สลัดจานนี้สดชื่นมาก   เมนูนี้เราใช้ควินัว (Quino) แทน ซึ่งมีเมล็ดเล็กคล้ายกัน ควินัวจัดเป็นซูเปอร์ฟู้ดที่มีสารอาหารและวิตามินสูงซึ่งเป็นที่นิยมมาอย่างต่อเนื่อง เป็นพืชท้องถิ่นดั้งเดิมที่ปลูกได้ทั่วไปในอเมริกาใต้โดยเฉพาะในเปรูและโบลิเวีย เมื่อหุงสุกควินัวจะมีเนื้อกรุ๊บๆ และมันๆ ซึ่งคนทั่วไปนิยมนำมาทำสลัดเช่นกัน   ควินัว ทาบูเล่ เมนูสุขภาพเมนูหนึ่งของชาว IF ในวันที่ต้องการเลือกกินอาหารซึ่งไม่ต้องใช้เวลาย่อยมาก แม้ว่าบางคนจะบอกว่าควินัวเม็ดเล็กๆ นี้เหมือนอาหารนก แต่จัดว่ามีประโยชน์และคุณค่าอาหารสูงมากทีเดียว   ควินัว ทาบูเล่ (Quinoa Tabbouleh) ส่วนผสม ควินัว 1 ถ้วย เกลือทะเล ½ ช้อนชา น้ำ 1 ¼ ถ้วย แตงกวาญี่ปุ่น ½ ถ้วย มะเขือเทศลูกเล็ก หั่นแว่น 1 ถ้วย พาร์สลีย์สับละเอียด ¾ ถ้วย ใบสะระแหน่สับ  ½ ถ้วย กระเทียมสับหยาบ 1 ½ ช้อนโต๊ะ น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ เกลือ พริกไทย อย่างละเล็กน้อย วิธีทำ ล้างควินัวให้สะอาด ใส่หม้อ ใส่เกลือ และน้ำ นำขึ้นตั้งไฟค่อนข้างแรง พอเดือดหรี่ไฟลง ปิดฝา คนเป็นระยะ พอน้ำแห้ง ปิดฝาไว้ประมาณ 10 นาที แล้วนำมาใส่ถาด ใช้ส้อมเกลี่ย และพักไว้ให้หายร้อน ผสมน้ำมันมะกอก กระเทียม เกลือ พริกไทย ตีให้เข้ากัน พักไว้ ในชามผสมใส่ควินัวหุงสุกประมาณ 1½ ถ้วย ใส่แตงกวา มะเขือเทศ พาร์สลีย์ ใบสะระแหน่ ใส่น้ำสลัด คลุกให้เข้ากัน ชิมรส รับประทานทันที

  เพนเนพาสตานุ่มหนึบ ผัดกับพิงก์ซอสที่ใส่ซอสมะเขือเทศและครีม ให้รสชาติเข้มข้นละมุนลิ้น โรยชีสแล้วอบจนชีสยืดอร่อย   ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่) เพนเนพาสตาต้มสุก 1 ถ้วย ซอสมะเขือเทศพาสตา 1/2 ถ้วย วิปปิงครีม 1 ถ้วย วอดก้า 2 ช้อนโต๊ะ กุ้งแชบ๊วยหั่นชิ้นพอคำลวก 1 ถ้วย พริกป่น 1-2 ช้อนชา น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ ชีสพาร์เมซานขูด 1/4 ถ้วย ชีสมอซซาเรลลาขูด 1/2 ถ้วย เกลือทะเล และพริกไทยดำบดสำหรับปรุงรส พาร์สลีย์สับสำหรับโรยหน้า วิธีทำ ตั้งกระทะใส่น้ำมันมะกอก พอร้อนใส่ซอสมะเขือเทศลงผัดให้พอมีกลิ่นหอม ใส่วอดก้า ผัดให้แอลกอฮอล์ระเหย ใส่วิปปิงครีม เพนเน และกุ้งลวก ผัดให้เข้ากัน ชิมและปรุงรสเพิ่มด้วยพริกป่น เกลือ และพริกไทย ตักใส่ชามสำหรับอบ โรยชีสมอซซาเรลลา และชีสพาร์เมซาน นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส ประมาณ 10-15 นาทีจนชีสละลาย ยกออกจากเตา โรยพาร์สลีย์สับ

  วัฟเฟิลเนื้อนุ่มๆ เสิร์ฟกับสันในไก่คลุกมายองเนส และมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบ (Chips) นำไปอบจนสุกหอม ราดด้วยซอสครีม รสชาติครีมมี่ลงตัว   ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) เนื้อสันในไก่ 500  กรัม มายองเนส 1/2 ถ้วย มันฝรั่งแผ่น (Chips) บุบละเอียด (แต่ยังมีเนื้อหยาบๆ อยู่บ้าง) 150 กรัม (1 ซองใหญ่) เกลือทะเล และพริกไทยป่นสำหรับปรุงรสเล็กน้อย ต้นหอมซอย และพริกไทยดำบดสำหรับโรยหน้า ส่วนผสมวัฟเฟิล แป้งสาลีอเนกประสงค์ 2 ถ้วย เกลือป่น 1 ช้อนชา ผงฟู 4 ช้อนชา น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ ไข่ไก่ 2 ฟอง นมอุ่น 1 1/2 ถ้วย เนยจืดละลาย 1/3 ถ้วย ส่วนผสมซอสครีม เนยจืด (พักให้นุ่ม) 2 ช้อนโต๊ะ แป้งสาลีอเนกประสงค์ 2 ช้อนโต๊ะ นมอุ่น 1 ถ้วย เกลือทะเลและพริกไทยป่นสำหรับปรุงรสเล็กน้อย วิธีทำ หมักสันในไก่กับเกลือทะเล และพริกไทยป่นเล็กน้อย พักไว้สักครู่ เคล้าไก่กับมายองเนสให้ทั่ว คลุกกับมันฝรั่งแผ่นที่บุบไว้ ใช้มือกดให้มันฝรั่งติดทั่ว วางเรียงบนถาดที่รองด้วยกระดาษไข นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ประมาณ 15-18 นาทีจนสุก ยกออกจากเตา ทำวัฟเฟิลโดยผสมแป้งสาลี เกลือป่น ผงฟู และน้ำตาลทรายเข้าด้วยกัน พักไว้ ผสมไข่ไก่กับนมอุ่นและเนยละลายให้เข้ากัน เทใส่แป้ง คนด้วยตะกร้อมือจนเข้ากัน (แป้งไม่เป็นเม็ด) อุ่นเตาวัฟเฟิลให้ร้อน ตักแป้งวัฟเฟิลใส่ให้เต็ม ปิดฝา และอบจนสุกเหลืองทั้ง 2 ด้าน ตักขึ้นพักไว้ ทำซอสครีมโดยผสมเนยกับแป้งสาลีให้พอเข้ากัน ตักใส่หม้อใบเล็ก ใช้ไฟอ่อนผัดจนแป้งสุก ค่อยๆ เติมนมอุ่น ใช้ตะกร้อมือคนจนเป็นซอสข้น (ถ้าข้นไปเติมนมเล็กน้อย) ชิมและปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย ยกขึ้นพักไว้ให้อุ่นๆ จัดวัฟเฟิลใส่จาน วางไก่อบ ราดครีมซอส โรยต้นหอมซอย และพริกไทยดำบด

  Marinade ในความหมายของคนฝรั่งเศส หมายถึง การหมักดองทั้งผักและผลไม้ รวมถึงการผสมเครื่องหมักเนื้อสัตว์ทุกชนิดด้วย การหมักดองผักผลไม้เป็นความจำเป็นสำหรับถนอมอาหารไว้ทานในฤดูหนาว ช่วงปลายปีหลังฤดูร้อนผักผลไม้จะสุกได้ที่ การดองก็จะได้รสที่ดีที่สุด   การหมักดองทำให้ผักผลไม้ทุกอย่างรสดีขึ้น กลิ่นหอมขึ้น ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับอาหาร การหมักนี้มีทั้งหมักอย่างเปียกและแห้ง การหมักอย่างแห้งมักใช้กับเนื้อสัตว์   การดองผักที่คนนิยมทำกันมีทั้งการดองด้วยน้ำส้มสายชูและน้ำมัน ส่วนมากการดองด้วยน้ำมันจะเก็บได้นาน และหมักเพื่อเอาไปย่างทานกับเนื้อสัตว์ต่างๆ ส่วนการดองด้วยน้ำส้มสายชูจะเก็บไว้ทานได้ตลอดฤดูหนาวหรือนานกว่านั้นเป็นปีได้ถ้าพาสเจอร์ไรซ์หลังจากการทำ   สัดส่วนพื้นฐานของการดองปริมาณของน้ำและน้ำส้มสายชูจะตายตัวคือเท่ากัน ส่วนน้ำตาลและเกลือเพิ่มลดได้เล็กน้อยตามชอบ เครื่องเทศและสมุนไพรก็ใส่ได้หลากหลาย เช่น กระเทียม พริกไทยดำ ลูกผักชี ใบกระวาน   สูตรการดองในฉบับนี้จะมีการดองด้วยน้ำส้มสายชูปกติซึ่งจัดว่าเป็นสูตรพื้นฐาน การดองน้ำส้มสายชูแบบหวาน การดองผักสุก และการดองด้วยน้ำมัน ทุกสูตรทำได้ง่ายๆ แต่ผักควรจะสด และล้างให้สะอาด   คนที่ชอบทานผักดองน่าจะลองทำดูเพราะเป็นของทำได้ง่ายๆ ทั้งช่วยประหยัดและมั่นใจว่าสะอาดแน่นอน   ผักดองน้ำส้มสายชู ส่วนผสม น้ำส้มสายชูหมักจากข้าวหอมมะลิหรือน้ำส้มสายชูชนิดอื่นตามชอบ 2 ถ้วย น้ำ 2 ถ้วย น้ำตาลทราย 50-100 กรัม ดอกเกลือ 10 กรัม เครื่องเทศ เมล็ดมัสตาร์ด กระเทียม พริกต่างๆ ลูกผักชี ยี่หร่า ผักชีลาว เป็นต้น (หรือเครื่องเทศอื่นตามชอบ) อย่างละประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ผัก ต้นกระเทียม พริกหวาน แครอต หัวไชเท้า พริกชี้ฟ้า พริกกะเหรี่ยง เป็นต้น หรือผักอื่นๆ ตามชอบ   วิธีทำ ล้างผักให้สะอาดแล้วหั่นเป็นชิ้นตามชอบ ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ ใส่ขวดโหลที่เตรียมไว้ใส่เครื่องเทศตามชอบ ผสมน้ำ น้ำส้มสายชู น้ำตาล และดอกเกลือแล้วต้มให้เดือด ยกลงจากเตา เทใส่ขวดโหล ทิ้งไว้ให้เย็น ปิดฝา แช่ตู้เย็นไว้ Notes เครื่องเทศจะใส่ลงไปต้มด้วยก็ได้จะมีกลิ่นหอมดี วิธีทำนี้ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรเซชัน (Pasteurization Process) จึงไม่ควรเก็บในตู้เย็นเกิน 2 เดือน การเลือกผักควรผสมผักที่เนื้อคล้ายกันดองด้วยกัน ผักดองน้ำส้มสายชูอย่างหวาน ส่วนผสม น้ำส้มสายชู  3 1/2 ถ้วย น้ำ 2  ถ้วย น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย ดอกเกลือ 125 กรัม เครื่องเทศ พริกไทยเม็ด 1 ช้อนโต๊ะ เบย์ลีฟ 2-3 ใบ ลูกผักชี 1 ช้อนโต๊ะ ผัก แครอต 1 ถ้วย หอมแดง 1 ถ้วย พริกหวาน 2 ลูก หัวไชเท้า 1 ถ้วย   วิธีทำ หั่นผักเป็นชิ้นเล็กๆ เตรียมไว้ ละลายดอกเกลือในน้ำ ใส่ผักแช่ไว้อย่างน้อย 12 ชั่วโมง จากนั้นเทน้ำทิ้ง ล้างให้สะอาด พักให้สะเด็ดน้ำ ต้มน้ำตาลกับน้ำส้มสายชู และเครื่องเทศจนเดือด ใส่ผักทั้งหมด ต้มให้เดือดอีก 5 นาที เรียงผักใส่ขวดให้สวย ใส่น้ำต้มให้มิดผัก ปิดฝา พักไว้ให้เย็น แล้วแช่ตู้เย็นไว้ ผักดองน้ำส้มสายชูแบบผักสุก ส่วนผสม น้ำส้มสายชู 2 1/2 ถ้วย ดอกเกลือ 30 กรัม น้ำตาลทรายแดง 250 กรัม กระเทียม 4-5 กลีบ ใบไทม์ 2-3 กิ่ง เบย์ลีฟ 2-3 ใบ        ผัก หอมแดงหั่นขวาง แครอตหั่นขวาง พริกหวานหั่นขวาง พริกกะเหรี่ยง (ถ้าชอบ)   วิธีทำ ใส่น้ำส้มสายชู ดอกเกลือ น้ำตาลทรายแดง กระเทียม ใบไทม์ เบย์ลีฟ และเซเลรี (ใช้เท่าไหร่คะ)ในหม้อ ตั้งไฟให้เดือด คนให้น้ำตาลละลาย ใส่ผักทั้งหมดลงไป เบาไฟ และต้มต่ออีก 5 นาที เรียงผักใส่ขวดให้สีสวย แล้วเทน้ำลงไปให้ท่วมผัก ปิดขวด พักไว้ให้เย็น ใส่ตู้เย็น ทานให้หมดภายใน 2-3 อาทิตย์ Notes ทุกสูตรให้หาถุงพลาสติกใส่น้ำมัดให้แน่น แล้ววางบนผักเพื่อให้ผักจม เมื่อทานผักดองหมดแล้ว นำน้ำที่ดองผักมาต้มให้เดือดใหม่ แล้วใส่ผักลงไปดองใหม่ได้ ผักดองน้ำมัน ส่วนผสม น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ น้ำส้มสายชู 3 ช้อนโต๊ะ ดอกเกลือ 1 ช้อนชา กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ ใบโหระพาอิตาเลียนสับ 1 ช้อนโต๊ะ ใบไทม์ 1 ช้อนโต๊ะ ผัก พริกหวานหลายสี 3 ลูก หอมหัวใหญ่ 1 หัว วิธีทำ 1. ผ่าครึ่งพริกหวานเป็น 2 ซีก นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียสจนผิวมีจุดดำ นำออกจากเตาอบ ใส่ถุงพลาสติกมัดปากถุงพักไว้สักครู่ใหญ่  (วิธีนี้จะช่วยให้ลอกผิวได้ง่าย)ลอกผิวและเอาเม็ดออก หอมหัวใหญ่ผ่าครึ่งและอบจนสุก ใส่ผักในขวดที่เตรียมไว้ ผสมน้ำมันมะกอก น้ำส้มสายชู ดอกเกลือ กระเทียมสับ ใบโหระพาอิตาเลียน และใบไทม์ เทลงในขวด แช่ตู้เย็นไว้ Notes การดองน้ำมันง่ายๆ จะดองด้วยน้ำสลัดใสที่มีรสเข้มข้นก็ได้และสะดวกดี น้ำมันมะกอกที่ใช้ดองจะเป็นน้ำมันมะกอกที่แช่สมุนไพรต่างๆ เก็บไว้เพื่อให้มีกลิ่นหอม ซึ่งคนชอบทานอาหารอิตาเลียนมักจะทำไว้ใส่สลัด จะทำให้ผักดองหอมชวนทานมากขึ้น

  มีพี่สาวแสนสวยบอกว่าพ่อเคยทำพริกไทยอ่อนดองให้กิน เราก็ผลีผลามทำบ้างโดยไม่ได้ถามไถ่ว่าดองอย่างไร สูตรน้ำดองนี้ปรับรสตามสบายนะคะ มีคุณ John Parker มาช่วยแนะนำวิธีลวกพริกไทยให้เขียวสวยด้วยค่ะ   เครื่องปรุง พริกไทยอ่อน 4 แพ็กเล็ก (แกะเอาแต่เม็ด) ซีอิ๊วจีนฉูปัง 1/2 ถ้วย น้ำเปล่าประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา วิธีทำ ต้มซีอิ๊วจีนกับน้ำเปล่า และน้ำตาลปี๊บแค่พอเดือด ชิมดูนะคะ ให้มีรสหวานปะแล่มๆ ถ้าหวานน้อยไปก็เติมน้ำตาลเพิ่ม ล้างพริกไทยให้สะอาด ตั้งน้ำให้เดือดใส่เกลือลงไปนิดหน่อย เอาพริกไทยลงไปลวกแป๊บเดียวพอฆ่าเชื้อ ตักขึ้นมาน็อกน้ำเย็นผสมน้ำแข็ง เสร็จแล้วใส่ตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ รอให้ทั้ง 2 อย่างเย็น เทหากัน ดองไว้นอกตู้เย็น 2 วันก็อร่อยแล้ว พอครบ 2 วันก็ย้ายไปเก็บไว้ในตู้เย็น รสเค็มๆ ปะแล่มๆ เผ็ดนิดๆ จะกินเป็นเครื่องเคียงคู่กับมัสตาร์ด หรือจะนำไปประกอบอาหารใส่ในข้าวผัด สลัด สเต๊กก็ได้ทั้งสิ้น การดองทำให้เผ็ดน้อยลง เคี้ยวกินได้สบายๆ พริกไทยอ่อนมีประโยชน์มากมาย นับเป็นอาหารที่เป็นยาได้

  จุดเด่นของผักดองญี่ปุ่นสูตรนี้อยู่ที่เนื้อสัมผัสที่แตกต่างของแตงกวาญี่ปุ่นและสาหร่ายวากาเมะ เนื้อแตงกวากรอบและหอม รับประทานแล้วสดชื่น ในขณะที่เนื้อสัมผัสของวากาเมะลื่นกรอบคล้ายวุ้น ส่วนขิงซอยที่นำมาโรยหน้านอกจากช่วยเพิ่มความสวยงามแล้ว ยังให้รสเผ็ดฉุนอ่อนๆ ตัดกับความเปรี้ยวของน้ำส้มสายชูหวานที่ใช้ดองได้เป็นอย่างดี   ส่วนผสม แตงกวาญี่ปุ่น 300 กรัม เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำสะอาด 400 มิลลิลิตร สาหร่ายวากาเมะแห้ง 6 กรัม ขิง 20 กรัม น้ำส้มสายชูหวาน (Amazu) น้ำส้มสายชูหมักจากข้าว  50 มิลลิลิตร น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ ดาชิโชยุ 2 ช้อนชา วิธีทำ ทำน้ำส้มสายชูหวานโดยนำส่วนผสมทั้งหมดใส่หม้อ ตั้งไฟอ่อนๆ คนให้ละลายดี แล้วนำออกมาพักให้เย็นสนิท ผสมเกลือกับน้ำสะอาด ซอยแตงกวาญี่ปุ่นบางๆ แช่ในน้ำเกลือ 30 นาที ล้างน้ำเกลือออกแล้วใช้ผ้าขาวบางห่อแตงกวาบีบน้ำส่วนเกินออก แช่สาหร่ายวากาเมะให้พองตัวดี ฝานขิงเป็นแผ่นบางๆ แล้วซอยให้เป็นเส้น นำขิงไปแช่น้ำให้กรอบ เคล้าแตงกวาและวากาเมะกับน้ำส้มสายชูหวานที่เตรียมไว้ เวลาเสิร์ฟให้โรยหน้าด้วยขิงซอยเล็กน้อย

  เทศกาลเจ หรือที่บางคนเรียกกันทั่วไปว่า “ถือศีล กินผัก” เป็นช่วงเวลาที่หลายคนถือว่าเป็นช่วงชำระร่างกายทั้งทางร่างกายและจิตใจประจำปี รวมเวลา 9 วัน โดยยึดเอาวันทางจันทรคติของจีน ซึ่งเริ่มตั้งแต่ วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 - วันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ในปีนี้ตรงกับวันที่ 6 ต.ค.-14 ต.ค. 64   หลักการสำคัญของการกินเจในทางจิตใจนั้น คือต้องยึดถือศีล 5 อย่างเคร่งครัด ไม่กระทำบาปใดๆ และจิตใจควรเปี่ยมด้วยความเมตตา ส่วนร่างกายคือการชำระร่างกายให้บริสุทธิ์ ด้วยการไม่กินเนื้อสัตว์   โดยมีหลักธรรมสำคัญ 2 ประการคือ การดำรงชีวิตด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เอาชีวิตสัตว์มาบำรุงเลี้ยงชีวิตตน หลักธรรมอีกข้อคือ การดำรงชีวิตด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียนตนเอง จึงต้องงดเว้นของมึนเมาทุกประเภท บางคนหมายรวมถึงเนื้อสัตว์ต่างๆ ด้วย   อาหารเจที่กินผักเป็นหลักไม่กินเนื้อสัตว์นั้นคล้ายกับอาหารมังสวิรัติ แต่มีข้อแตกต่างกันอยู่บ้าง เพราะอาหารเจจะไม่กินผักที่มีกลิ่นฉุน 5 อย่างคือ กระเทียม หัวหอม (รวมทั้งหอมแดง หอมขาว หอมหัวใหญ่ ต้นหอม) หลักเกียวหรือกระเทียมโทน กุยช่าย และ ใบยาสูบ   เทศกาลเจในบ้านเราจัดว่าเป็นเทศกาลที่คึกคัก อาหารมีมากมายหลากหลายประเภท ส่วนใหญ่จะใช้เต้าหู้ เห็ดหอม โปรตีนเกษตร แทนเนื้อสัตว์ และยังมีอีกหลายเมนูที่ใช้ผักเป็นหลัก ปรุงให้ได้รสหวานตามธรรมชาติของผัก และใส่เครื่องปรุงรสเพียงเล็กน้อยเพื่อให้รสผักโดดเด่น อย่างเช่น มะเขือม่วงอบมิโซะ   มะเขือม่วงจัดเป็นมะเขือยาวประเภทหนึ่ง เป็นผักที่มีใยอาหารค่อนข้างมาก จึงช่วยในการขับถ่าย ช่วยลดคอเลสเตอรอล มีสารต้านอนุมูลอิสระ และเป็นแหล่งที่ดีของโพแทสเซียม มะเขือยาว 100 กรัม ให้พลังงานเพียงแค่ 25 กิโลแคลอรี ฟอสฟอรัส 44 มก. แคลเซียม 19 มก. ส่วนมิโซะเป็นถั่วเหลืองหมักรสชาติกลมกล่อมของญี่ปุ่น อุดมไปด้วยโพรไบโอติกส์ ช่วยเรื่องระบบย่อยอาหาร และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย   เมนูนี้นำมะเขือม่วงลูกใหญ่มาอบกับมิโซะ รสเค็มๆ หอมๆ ของมิโซะกับเนื้อมะเขือม่วง เมื่ออบจนสุกรสจะหวานอร่อยกลมกล่อม กลิ่นหอม เป็นรสที่ธรรมชาติสร้างสรรค์เหมาะกับเทศกาลเจนี้เป็นอย่างดี   มะเขือม่วงอบมิโซะ (Japanese Roasted Eggplant with Miso) ส่วนผสม มะเขือม่วงลูกใหญ่ 2 ลูก มิโซะขาว (รสหวาน) 3-4 ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า 3-4 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย เล็กน้อย (ถ้าชอบหวาน) งาขาวคั่ว (สำหรับโรยหน้า) วิธีทำ ผ่าครึ่งมะเขือม่วงเป็น 2 ซีก ใช้ปลายแหลมของมีดกรีดเป็นตาราง แต่ไม่ให้ขาด โรยเกลือให้ทั่ว พักไว้ในตะแกรงประมาณ 20 นาที (เกลือจะช่วยลดความขื่นของมะเขือม่วง) ล้างเกลือออก พักให้สะเด็ดน้ำ และเช็ดให้แห้ง ตั้งกระทะใส่น้ำมันพอปริ่มๆ มะเขือม่วง พอน้ำมันร้อน ใส่มะเขือม่วงลงทอดพอสุก ทั้ง 2 ด้าน ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน ผสมมิโซะกับน้ำเปล่า น้ำตาลให้เข้ากัน ตักราดลงบนมะเขือม่วง นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 180-200 องศาเซลเซียส ประมาณ 15-20 นาที อบจนหน้ามะเขือม่วงแห้งและสุก นำออกจากเตาอบโรยงาคั่ว รับประทานร้อนๆ

  แกงเผ็ดสูตรสะดวกทำง่าย ใช้เครื่องแกงสำเร็จรูป เพิ่มกลิ่นหอมด้วยขมิ้นสด ใส่เนื้อหมูสับจำแลงปั้นเป็นก้อนเนื้อเด้งนุ่มกับเห็ดชิเมะจิดอกเล็ก   ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) น้ำพริกแกงเผ็ด (สำเร็จรูป) 1 ซอง (50 กรัม) ขมิ้นหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก 1 ช้อนโต๊ะ หมูสับจำแลง 200 กรัม กะทิ 1 ถ้วย น้ำเปล่าประมาณ 1 1/2 ถ้วย เห็ดชิเมะจิสีน้ำตาล 1 ถ้วย น้ำตาลมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะ ใบมะกรูดฉีก และพริกชี้ฟ้าแดงหั่นเส้นสำหรับโรยหน้า วิธีทำ ตำขมิ้นให้ละเอียด ใส่น้ำพริกแกงเผ็ดลงตำให้ละเอียดเข้ากันดี ปั้นหมูสับให้เป็นก้อนกลมกดให้แบนเล็กน้อย ต้มในน้ำเดือด (ใช้ไฟอ่อน) ให้พอสุก ตักขึ้น นำกะทิตั้งไฟให้พอเดือด ใส่เครื่องแกงลงผัดให้มีกลิ่นหอม ใส่หมูก้อน ค่อยๆ เติมน้ำ ใส่เห็ด ปรุงรสด้วยน้ำตาลมะพร้าว รอให้เดือดทั่ว ชิมและปรุงรส ใส่ใบมะกรูด และพริกชี้ฟ้าแดง

  อาหารประเภททาร์ตเค็มมีหลายชนิดที่จัดว่าเป็นเมนูคลาสสิก เช่น คิช (Quiche) ออนเนียนทาร์ต (Onion Tart) ส่วน Tomato Tart ก็เป็นทาร์ตที่นิยมทานกันทั่วไปในยุโรป ทั้งทานที่บ้านและในร้านอาหารเป็นเมนูมื้อกลางวันในช่วงฤดูร้อน ส่วนในฤดูหนาวมักจะใช้ Sun Dried Tomato   นอกจากมะเขือเทศแล้วยังใช้ผักอื่นๆ ได้ด้วย เช่น ต้นกระเทียมใหญ่ (Leek) ซุกกินี ผักโขมก็นิยมกัน ทานเป็นอาหารจานหลักกับสลัดผัก   ทาร์ตที่ทำในฉบับนี้จะทำด้วยมะเขือเทศย่าง   Shortcrust Pastry ส่วนผสม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 175 กรัม เนยเย็น 90 กรัม ไข่เบอร์ 0 1 ฟอง เกลือ 1/4 ช้อนชา เกลือใส่ขั้นตอนไหนคะ น้ำเย็น 1-2 ช้อนโต๊ะ อุปกรณ์ : พิมพ์ทาร์ต 9 นิ้ว แช่เย็น   วิธีทำ ใส่แป้งในโถปั่นพร้อมกับเนย กดปุ่ม Pulse 2-3 ครั้ง จนเหมือนทรายหยาบ ใส่ไข่ กดปุ่ม Pulse จนทุกอย่างเข้ากันเป็นก้อน (ถ้าแป้งยังไม่จับกันเป็นก้อนเติมน้ำเย็นทีละน้อย) นำแป้งออกมาคลึงเป็นวงกลม กรุใส่พิมพ์ แช่เย็นไว้ 1 ชั่วโมง ปูกระดาษไขบนแป้งทาร์ต ใส่เม็ดถ่วงเพื่อไม่ให้แป้งพองเวลาอบ นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 190 องศาเซลเซียสนาน 10 นาที เอากระดาษและเม็ดถ่วงออก อบต่ออีก 10 นาที พักไว้ มะเขือเทศอบ ส่วนผสม มะเขือเทศผลใหญ่ 1 1/2 กิโลกรัม กระเทียมหั่นบาง 10 กลีบ น้ำส้มสายชูบัลซามิก 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันมะกอก 4 ช้อนโต๊ะ วิปปิงครีม 150 กรัม ไข่แดง 3 ฟอง ชีสพาร์เมซาน หรือชีสชนิดอื่นตามชอบ 2-3 ช้อนโต๊ะ  ใบไทม์ เกลือ พริกไทย และพริกป่นอย่างละเล็กน้อย ใบเบซิล ผงปาปริกา วิธีทำ กรีดเปลือกมะเขือเทศเป็น 4 แฉก นำไปลวก ลอกเปลือกออก ผ่าครึ่งแล้วกรีดเม็ดออก วางมะเขือเทศ (เอาหน้าตัดลง) ลงบนถาดอบที่ทาด้วยน้ำมันมะกอก โรยกระเทียม ใบไทม์ บัลซามิก เกลือ พริกไทย และพริกป่น นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียสนาน 1.30 ชั่วโมง นำมะเขือเทศวางเรียงบนทาร์ต ผสมวิปปิงครีม ไข่แดง และชีสพาร์เมซาน ตีให้เข้ากัน ราดลงบนทาร์ต โรยเบซิล และผงปาปริกา นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส นาน 30-40 นาที

ใครคิดถึงไต้หวัน พันธมิตรชานมผู้น่ารักของเราแล้วบ้าง ถึงจะยังไปเที่ยวไม่ได้แต่เราก็สามารถลิ้มรสชาติความอร่อยแบบไต้หวันได้นะ ด้วยเหตุนี้ สำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ประจำกรุงเทพฯ จึงชวน CookInn โรงเรียนสอนการทำอาหารชื่อดังในไต้หวัน ซึ่งได้รางวัล Traveler’s Choice Awards 2020 จาก TripAdviser มาแบ่งปัน 2 สูตรอาหารเช้าสไตล์ไต้หวันแบบดั้งเดิมที่ทำได้ไม่ยากและยังใช้วัตถุดิบที่หาได้บ้านเรา ได้แก่ “ต้านปิ่ง” แพนเค้กไข่ไต้หวัน และ “โหงวฟ่าน” ข้าวเหนียวทรงเครื่องแบบไต้หวัน     ต้านปิ่ง เมนูอาหารเช้าที่มีลักษณะคล้ายเครป ทำจากแป้งและไข่เป็นหลัก แต่ละร้านจะมีรสชาติแตกต่างกันไป บ้างก็ใส่ชีส บ้างก็ข้าวโพด หรือกระทั่งพอร์คชอปก็เข้ากับสัมผัสของแป้งที่อ่อนนุ่มได้เป็นอย่างดี จิ้มกินกับซีอิ๊วไต้หวันก็อร่อยแล้ว   ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) แป้งอเนกประสงค์ 120 กรัม แป้งมันเทศ 32 กรัม แป้งข้าวโพด 8 กรัม เกลือตามชอบ น้ำเย็น 240 กรัม ต้อนหอมซอย 40 กรัม ไข่  4 ฟอง ซีอิ๊วไต้หวันตามชอบ วิธีทำ ผสมแป้งทั้ง 3 ชนิดและเกลือเข้าด้วยกัน เติมน้ำเย็นแล้วกวนให้เข้ากัน ตามด้วยต้นหอมซอย ตั้งกระทะก้นแบนใส่น้ำมันพอร้อน ปรับไฟอ่อนถึงปานกลาง ตักแป้งลงแผ่เป็นแผ่นบางๆ เมื่อสุกแล้วนำออกมาพักไว้ ตอกไข่ลงบนกระทะใบเดิม นำแผ่นแป้งที่ทำไว้มาวางทับลงบนไข่ ปรับไฟอ่อนลงอีกนิดแล้วพลิกกลับให้ไข่มาอยู่ด้านบน ทาซีอิ๊วบางๆ ม้วนแผ่นแป้งเป็นโรลให้สวยงาม หั่นชิ้นพอดีคำ กินกับซีอิ๊วไต้หวัน   โหงวฟ่าน อาหารเช้าแบบอยู่ท้องและมีสารอาหารครบถ้วน สามารถหุงข้าวเหนียวด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้าได้เลย จากนั้นจึงนำมาผัดกับเครื่องต่างๆ จนได้กลิ่นหอมโดดเด่นจากวัตถุดิบ กินกับซอสพริกไต้หวันรสเผ็ดหวานเพิ่มรสชาติ   ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) ข้าวเหนียว 300 กรัม หมูสามชั้น 150 กรัม กุ้งแห้ง 20 กรัม ขิงซอย 15 กรัม เห็ดหอมแห้ง นำมาแช่น้ำจนนิ่ม 3 ดอก น้ำแช่เห็ดหอม 100-150 มิลลิลิตร หอมแดงซอย 3 หัว ผักชีตามชอบ ซอสพริกไต้หวันตามชอบ น้ำมันงา สำหรับผัด 1 ช้อนโต๊ะ ซีอิ๊วไต้หวัน 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาล ½ ช้อนชา พริกไทย ¼ ช้อนชา วิธีทำ ซาวข้าวเหนียวและแช่น้ำไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง หุงด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้า เติมน้ำเปล่า 210 มิลลิลิตร หุง 30 นาที ทิ้งให้ระอุ หั่นหมูสามชั้นเป็นชิ้นพอดีคำ ซอยขิงและหอมแดง พักไว้ นำเห็ดหอมที่แช่น้ำจนนิ่มมาหั่นสไลซ์ เก็บน้ำไว้ ตั้งกระทะใส่น้ำมันงา เมื่อเริ่มร้อนนำหอมแดงลงไปผัดจนเป็นสีน้ำตาล ตามด้วยเห็ดหอม กุ้งแห้ง และขิงซอย ใส่หมูสามชั้นตามลงไปผัดให้สุก ปรุงรสด้วยซีอิ๊ว น้ำตาลทราย พริกไทย ชิมให้รสจัดเล็กน้อย เติมน้ำแช่เห็ดหอมแล้วผัดต่อราว 3 นาที จากนั้นปรับไฟอ่อนแล้วใส่ข้าวเหนียวลงไปคลุกเคล้ากับเครื่องจนเข้ากัน ตักข้าวเหนียวใส่ถ้วยทาน้ำมันงาเพื่อขึ้นทรงแล้วคว่ำลงบนจานเสิร์ฟ โรยผักชี เสิร์ฟกับซอสพริกไต้หวัน

  น้ำส้มสายชูหมักแบบธรรมชาติที่มีวุ้นน้ำส้มเกิดขึ้นเรียกว่า Mother of Vinegar (MoV) มีประโยชน์กับร่างกายมาก เป็นแบคทีเรียชนิดดีและมีสารต้านอนุมูลอิสระ   เครื่องปรุง สับปะรดดิบ 1 ผล   น้ำตาลทรายขาว 2 ถ้วย น้ำเปล่า 6 ถ้วย วิธีทำ ต้มน้ำพอเดือด ใส่น้ำตาลลงไปคนให้ละลาย ปิดไฟ พักไว้จนเย็นสนิท ล้างและปอกสับปะรด สับเป็นชิ้น ใส่เบลนเดอร์ ปั่นกับน้ำเชื่อมประมาณ 2 ถ้วย ใส่สับปะรดปั่นลงในโถแก้วปากกว้าง เทน้ำเชื่อมที่เหลือลงไป (โถต้องใหญ่พอที่จะมีช่องว่างระหว่างของในโถและปากโถประมาณ 2 นิ้วนะคะ) ปิดปากโถด้วยผ้าหรือกระดาษซับมันซ้อน 2-3 ชั้นให้ระบายอากาศได้ แบคทีเรียนิสัยดีที่จะมากินน้ำตาลต้องการอากาศหายใจ ถ้าตั้งในห้องที่ไม่มีแมลงก็แค่นี้พอ แต่ถ้ามีแมลงต้องหล่อน้ำและปิดฝาด้วยวัสดุที่มีเส้นใยถี่เช่นหมวกที่ใช้ในโรงงาน เมื่อเริ่มจะมีฝ้าและราสีขาวซึ่งเป็นรานิสัยดีมีกลิ่นหอม ถ้ามีราเขียวหรือดำปรากฏให้เททิ้ง (ถ้าเห็นเงาดำๆ ให้ตักดูก่อน บางครั้งเกิดจากการสะท้อนแสง) หมักไว้ประมาณ 2-3 สัปดาห์จะมีแผ่นแม่หรือวุ้นสับปะรดเกิดขึ้น หมักต่อประมาณ 4 สัปดาห์ก็ใช้ได้ กรองเอาน้ำส้มไว้ใช้ ทั้งจิบในตอนเช้าหรือทำอาหารแทนน้ำส้มสายชูที่ซื้อจากตลาด ถ้าใส่ตู้เย็นก็ไม่ต้องต้มฆ่าเชื้อ (ถ้าอยากฆ่าเชื้อให้ต้มด้วยไฟอ่อน ระวังอย่าให้เดือด อุณหภูมิประมาณ80 องศาเซลเซียสจะกำลังดี ต้มประมาณ 10 นาทีก็พอ (คอยปิดเตาถ้าน้ำส้มจะเดือด) กรอกใส่ขวด ถ้าฆ่าเชื้อแล้วเก็บไว้นอกตู้เย็นได้ หั่นตัววุ้นสับปะรดเป็นชิ้นขนาดเต๋ากลาง นำไปดองกับน้ำผึ้งกินแก้ท้องอืด ท้องเสีย อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ แพ้อาหาร ยังมีสรรพคุณมากมายหาอ่านได้จากเว็บ Google เสิร์ช Benifits of mother of pineapple vinegar

  เมี่ยงกลีบบัวหลวงสีชมพูสวย เป็นของว่างสวยงามชวนชมและชวนชิม ไส้เมี่ยงทำจากเนื้อกุ้งลวกรสหวานกับน้ำเมี่ยงรสเค็มหวาน พร้อมเครื่องเมี่ยงที่รวมสมุนไพรหลากหลายไว้ในคำเดียว   ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) กุ้งแชบ๊วยหลังไข่ (ขนาด 25 ตัว/กิโลกรัม) 2-3 ตัว ดอกบัวหลวงชมพู 2 ดอก มะพร้าวคั่ว 1 ช้อนชา  ถั่วลิสงเม็ดเล็ก 1 ช้อนชา ขิงอ่อนหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก 2 ช้อนชา หอมแดงหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก 2 ช้อนชา มะนาวหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก 1/2 ผล พริกขี้หนูจินดาสีเขียวและสีแดงซอย 1 ช้อนชา น้ำเมี่ยง 2 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ลวกกุ้งในน้ำเดือดที่ใส่ตะไคร้เล็กน้อยเพื่อดับกลิ่นคาว พอสุกตักขึ้นใส่น้ำเย็นและพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ หั่นเป็นชิ้นพอคำ แกะกลีบดอกบัวชั้นแรกออก ใช้กลีบดอกบัวชั้นที่ 2 แช่น้ำเพื่อล้างยางออก พักให้สะเด็ดน้ำและเช็ดเบาๆ ให้แห้ง วางหอมแดง ขิงอ่อน ถั่วลิสง มะพร้าวคั่ว มะนาวลงบนกลีบบัว ราดน้ำเมี่ยง วางกุ้งลวก พริกซอย ห่อและรับประทานทันที ส่วนผสมน้ำเมี่ยง กะปิอย่างดี 2 ช้อนโต๊ะ หอมแดงคั่ว 350 กรัม กุ้งแห้งอย่างดีอบและปั่น 200 กรัม น้ำตาลปี๊บ 650 กรัม มะพร้าวคั่ว 200 กรัม ข่าคั่ว 50 กรัม ตะไคร้คั่ว 100 กรัม เกลือทะเล 1 ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า 500 มิลลิลิตร วิธีทำน้ำเมี่ยง ห่อกะปิด้วยใบตองแล้วย่างด้วยไฟอ่อนจนมีกลิ่นหอม พักไว้ ปั่นมะพร้าวคั่วกับน้ำเปล่า 200 มิลลิลิตร พักไว้ ปั่นหอมแดง ข่า และตะไคร้กับน้ำเปล่า 100 มิลลิลิตร พักไว้ ผสมน้ำตาลปี๊บกับน้ำเปล่า 200 มิลลิลิตร คนให้ละลายเทลงกระทะเคี่ยวจนเหนียว ใส่กุ้งแห้งป่น ตามด้วยมะพร้าวคั่ว หอมแดง ตะไคร้ และข่าที่ปั่นไว้แล้วใส่กะปิ เคี่ยวต่อเรื่อยๆ ด้วยไฟอ่อนประมาณ 30-40 นาที ชิมรสและปรุงเพิ่มด้วยเกลือ ยกลง ปั่นน้ำเมี่ยงอีกครั้งให้ละเอียด ยกขึ้นตั้งไฟเคี่ยวต่อด้วยไฟอ่อนอีก 15-20 นาที ยกลง พักไว้ให้เย็น

  กุ้งม้วนด้วยเส้นหมี่จนเหมือนกุ้งนุ่งผ้าหรือนุ่งโสร่งนี้ เป็นของว่างโบราณที่ดัดแปลงมาจากหมูโสร่ง สูตรนี้ใช้เส้นหมี่ซั่วภูเก็ตเส้นเล็ก พันห่อกุ้งแชบ๊วยตัวโตแล้วทอดจนเหลืองกรอบ จิ้มกับน้ำจิ้มรสเปรี้ยวเค็มหวาน หอมกลิ่นส้มซ่า   ส่วนผสม (สำหรับ 1-2 ที่) กุ้งแชบ๊วยหลังไข่ (ขนาด 12 ตัว/กิโลกรัม) 3 ตัว เส้นหมี่ซั่วภูเก็ต 30 กรัม รากผักชี 1 ช้อนโต๊ะ กระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ พริกไทยป่น 1 ช้อนชา ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนชา น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา คะน้าทอดกรอบสำหรับเสิร์ฟ และน้ำมันพืชสำหรับทอด วิธีทำ ปอกเปลือกกุ้งแชบ๊วย (เก็บหางไว้) กรีดหลังดึงเส้นดำออก ใช้มีดบั้งท้องกุ้งเพื่อยืดให้ตัวกุ้งตรง ตำรากผักชี กระเทียม และพริกไทยให้ละเอียด หมักกับกุ้ง ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว และน้ำตาลทราย คลุกเคล้าให้เข้ากัน คลุมด้วยพลาสติกแช่เย็นไว้ 10-15 นาที นำไม้เสียบลูกชิ้นเสียบเพื่อดามตัวกุ้งไม่ให้งอ นำไปนึ่งประมาณ 3 นาทีจนสุก พักให้เย็นและดึงไม้ออก นำเส้นหมี่ซั่วมาผ่านน้ำเพื่อให้เส้นนุ่มขึ้น พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ นำไปพันตัวกุ้งโดยเริ่มพันจากหัวไปหาง พันทบแบบนี้ 2 รอบ ตั้งกระทะใช้ไฟแรงปานกลาง พอน้ำมันร้อนใส่กุ้งลงทอดให้สีเหลืองสวย ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน เสิร์ฟพร้อมคะน้าทอดกรอบและน้ำจิ้ม ส่วนผสมและวิธีทำน้ำจิ้ม น้ำจิ้มบ๊วย 200 กรัม | น้ำจิ้มไก่ 100 กรัม | ซอสพริก 50 กรัม | เกลือป่น 2 ช้อนชา | น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ | น้ำส้มซ่า 2 ผล | ผิวส้มซ่า 2 ช้อนชา | พริกป่น 1 ช้อนชา | งาขาวคั่วสำหรับโรยหน้า 1 ช้อนชา | ผักชี และพริกชี้ฟ้าแดงสำหรับโรยหน้า ผสมส่วนผสมทุกอย่างยกเว้นผิวส้มซ่า คนให้เข้ากัน ชิมรสให้มีรสเปรี้ยว เค็ม และหวาน จากนั้นจึงใส่ผิวส้มซ่า คนเบาๆ ตักใส่ถ้วย โรยงาขาว ผักชี และพริกชี้ฟ้าแดง

โรงเรียนสอนการประกอบอาหารเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต นอกจากจะสอนเบเกอรีและอาหารฝรั่งเศสที่ถือเป็นจุดเด่นแล้ว ที่นี่ยังเป็นแคมปัสแรกและหนึ่งเดียวในโลกที่มีหลักสูตรอาหารไทยอีกด้วย   หลักสูตรอาหารไทยนี้ออกแบบโดยเชฟผู้มีประสบการณ์ เชฟวิไลรัตน์ กรนพเกล้า Thai Cuisine Chef Instructor เชฟสาวผู้ผ่านประสบการณ์ด้านการสอนอาหารไทย เคยเป็นเชฟแลกเปลี่ยนให้กับ Kendall  College ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนทำอาหารในประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งยังเป็นเชฟรับเชิญเพื่อไปประชาสัมพันธ์และเผยแพร่อาหารไทยในหลายประเทศ รวมทั้งเข้าแข่งขันทำอาหารระดับนานาชาติและคว้าเหรียญรางวัลมาแล้วมากมาย     เชฟวิไลรัตน์บอกว่าที่ เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต สอนทำอาหารว่างไทยหลากหลายเมนู เริ่มตั้งแต่เมนูพื้นฐานจากง่ายไปจนถึงเมนูยากที่ต้องใช้ทักษะและขั้นตอนการทำที่ซับซ้อน เช่น สาคูไส้หมู ข้าวเกรียบปากหม้อ เมี่ยงคำ ม้าฮ่อ ช่อม่วง ขนมจีบไทยรูปนก ปั้นสิบนึ่ง กระทงทอง หมูโสร่ง ค้างคาวเผือก ล่าเตียง หรุ่ม เป็นต้น   จากกระแสความนิยมของอาหารไทยที่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่กลับมาสนใจกันมากขึ้น โดยเฉพาะในร้านอาหารไทย ร้านไฟน์ไดนิ่ง เชฟเทเบิล ไปจนถึงคาเฟ่ต่างๆ ที่นำเมนูอาหารไทยมาขึ้นโต๊ะ เชฟบอกว่าน่าจะเป็นเพราะโลกยุคใหม่ที่มีสื่อออนไลน์ทำให้เราได้หวนนึกถึงเมนูเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น ได้เห็นความประณีตและสวยงาม ทั้งยังมีประวัติความเป็นมาและเรื่องราวที่น่าสนใจจึงทำให้เมนูเหล่านี้มีความน่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก   เมนูของว่างไทยที่เชฟเลือกมาแนะนำคือ “เมี่ยงส้มโอ” ซึ่งดัดแปลงมาจากเมี่ยงคำ โดยใส่เนื้อส้มโอรสเปรี้ยวอมหวาน กุ้งแห้งทอดกรอบเพิ่มรสเค็มและเนื้อสัมผัสกรุบกรอบ มะนาวหั่นทั้งเปลือกได้ทั้งรสเปรี้ยวและขม มะพร้าวทึนทึกคั่วไฟอ่อนได้รสหวานมัน ขิงกลางแก่กลางอ่อนที่มีรสไม่เผ็ดจนเกินไป พริกขี้หนูสวนเม็ดเล็กที่เพิ่มรสเผ็ดและกลิ่นหอม หอมแดงรสหวานเผ็ดอ่อนๆ ทำให้เมี่ยงนี้มีครบรสทั้งเผ็ดร้อน เผ็ดปร่า เปรี้ยว ขม ฝาด หวาน และมัน ผสานกับน้ำเมี่ยงคำที่เคี่ยวมาอย่างดีทำให้ส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันกลมกล่อมลงตัว   เป็นของว่างไทยครบรส ที่ทั้งน่าชวนทำและชวนชิม     เมี่ยงส้มโอ ส่วนผสมเครื่องเมี่ยง (สำหรับ 4-6 ที่) ใบชะพลู 50 ใบ เนื้อส้มโอแยกเป็นชิ้นเล็กๆ ¾ ถ้วย มะพร้าวหั่นเส้นคั่ว ¾ ถ้วย ถั่วลิสงคั่ว ¾ ถ้วย ขิงหั่นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก 2/3 ถ้วย มะนาวหั่นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก 2/3 ถ้วย หอมแดงหั่นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก 2/3 ถ้วย พริกขี้หนูสวน 1/3 ถ้วย กุ้งแห้งขนาดกลางทอดกรอบ 2/3 ถ้วย ส่วนผสมน้ำเมี่ยงส้มโอ น้ำตาลมะพร้าว 1 1/3 ถ้วย น้ำปลา ¼ ถ้วย น้ำมะขามเปียก ¼ ถ้วย น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ ขิงหั่นสี่เหลี่ยมเต๋าเล็ก 2 ช้อนโต๊ะ ข่า 1 ช้อนชา ตะไคร้ซอยบาง 1 ช้อนโต๊ะ มะพร้าวคั่วตำละเอียด 40 กรัม ถั่วลิสงคั่วป่น 2 ช้อนโต๊ะ กุ้งแห้งป่น 1 ช้อนโต๊ะ กะปิ 1 ช้อนชา วิธีทำ ล้างกุ้งแห้ง แช่น้ำให้นุ่ม พักให้สะเด็ดน้ำ และซับให้แห้ง ตั้งกระทะใส่น้ำมันให้พอร้อน ใส่กุ้งแห้งลงทอดจนสุกมีสีเหลืองทอง ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน กะเทาะเปลือกมะพร้าวทึนทึกเนื้อหนา หั่นตามยาวเป็นชิ้นบาง แล้วหั่นตามขวางเป็นเส้นเล็ก คั่วในกระทะใช้ไฟอ่อนจนสุกมีสีน้ำตาลทองเสมอกัน กลิ่นหอม พักให้เย็น ถั่วลิสงเม็ดเล็กทั้งเปลือกล้างแล้วคั่วในกระทะด้วยไฟอ่อนจนถั่วสุก เปลือกถั่วแห้งสีน้ำตาลเข้ม พักไว้ให้เย็น เลาะเปลือกออก พักไว้ เตรียมน้ำเมี่ยงส้มโอ โดยคั่วขิง พักให้เย็น ตะไคร้ซอย (เฉพาะส่วนโคน) ข่า (แยกคั่ว) จนมีกลิ่นหอม นำส่วนผสมทั้งหมดมาตำรวมกันให้ละเอียด พักไว้ นำน้ำตาลมะพร้าว และน้ำเปล่าตั้งไฟจนละลาย ต้มให้เดือด ใส่น้ำปลา และกะปิลงไปคนให้เข้ากันใส่น้ำมะขามเปียก ต้มให้เดือดทั่ว และเหนียวเล็กน้อยพอเคลือบช้อนบางๆ ใส่สมุนไพรที่ตำละเอียด มะพร้าวคั่วบด กุ้งแห้งป่น และถั่วลิสงคั่วป่นลงไป คนให้เข้ากัน ต้มจนเดือดอีกครั้ง ปิดไฟพักไว้ให้เย็น ส่วนผสมจะข้นเหนียวขึ้น การจัดเสิร์ฟ จัดเมี่ยงส้มโอเป็นชุด โดยเรียงเครื่องต่างๆ พร้อมใบชะพลูและน้ำเมี่ยง หรือห่อเป็นคำพร้อมรับประทาน

  ขนมจีบไทย หรือขนมจีบนก ของว่างโบราณที่ต้องใช้ความประณีต จับจีบแป้งให้เป็นริ้วบางสวยถึง 20 จีบ ตกแต่งให้มีตาและปากคล้ายนกตัวน้อยๆ เป็นของว่างที่น่ารักชวนมอง   ส่วนผสมและวิธีทำตัวแป้ง แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วย | แป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะ | น้ำเปล่า 1 ถ้วย | กะทิ 1 ถ้วย ผสมทุกอย่างเข้าด้วยกันแล้วเทใส่กระทะทองเหลือง ใช้ไฟแรงปานกลาง กวนจนแป้งสุก (แป้งจะล่อนไม่ติดกระทะ) เทแป้งลงบนโต๊ะนวดกับแป้งนวล (ทำจากแป้งมันและแป้งข้าวเจ้าผสมอย่างละเท่าๆ กัน) นวดจนแป้งเนียนนุ่มไม่ติดมือ คลุมด้วยผ้าขาวบางชุบน้ำหมาดๆ พักไว้ ส่วนผสมและวิธีทำไส้ปลา ปลาช่อนอบแกะเนื้อ 500 กรัม | กะทิ 108 กรัม | สามเกลอ 1 ช้อนโต๊ะ | น้ำปลา 23 กรัม (ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ กับอีก 1 ช้อนชา) | พริกไทยป่นเล็กน้อย | เกลือป่น 1 ช้อนชา | น้ำตาลปี๊บ 108 กรัม อบปลาช่อนจนสุกแล้วแกะเอาแต่เนื้อ จากนั้นตำเนื้อปลาให้ฟู พักไว้ ใส่ส่วนผสมทั้งหมดรวมกันในกระทะ ตั้งไฟให้น้ำตาลละลาย พอส่วนผสมเริ่มงวดเล็กน้อยใส่เนื้อปลาลงผัดจนเนื้อปลาเริ่มแห้งแต่ไม่ต้องแห้งมากให้พอปั้นได้ ตักขึ้นพักไว้ วิธีปั้นและนึ่ง แครอตหั่นชิ้นสามเหลี่ยมเล็กและงาดำ สำหรับตกแต่งทำปากและตานก ปั้นแป้งเป็นก้อนกลมแล้วแผ่ให้บาง ตักไส้ใส่แล้วรวบแป้งให้มิดโดยเหลือปลายแป้งไว้เล็กน้อย จีบรอบแป้งให้เป็นริ้วสวย 17-20 ริ้ว ตกแต่งด้วยแครอตให้เป็นปากนก และติดงาดำเป็นตานกให้สวยงาม วางใบตองรองบนลังถึง ทาด้วยน้ำมันเล็กน้อย วางเรียงขนมจีบนกให้เว้นระยะห่างกัน พรมน้ำเล็กน้อย นึ่งจนสุกดี ยกลงเสิร์ฟ

  ของว่างชาววังตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 แป้งผสมเนื้อเผือกนึ่งใส่ไส้มะพร้าวผัดกับกุ้ง แล้วพับจับจีบเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม นำไปชุบแป้งทอดแล้วทอดจนกรอบ ของว่างที่คนสมัยนี้ไม่ค่อยรู้จักกัน   ส่วนผสมและวิธีทำแป้งค้างคาวเผือก (สำหรับ 4 ที่) แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ถ้วย | แป้งข้าวเหนียว 3 ช้อนโต๊ะ | เผือกนึ่งสุก 1 ถ้วย | น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ | เกลือป่น 1 หยิบมือ | กะทิ 3 ช้อนโต๊ะ ผสมส่วนผสมทั้งหมดนวดให้เข้ากัน ค่อยๆ เติมกะทิ นวดจนส่วนผสมเข้ากันดี พักไว้ ส่วนผสมและวิธีทำไส้กุ้ง มะพร้าวขูดขาว 250 กรัม | กุ้งขาวบด 116 กรัม | มันกุ้ง 66 กรัม | เกลือป่น 1/8 ช้อนชา | สามเกลอ 1 ช้อนโต๊ะ (กระเทียม พริกไทย และรากผักชีตำรวมกัน) | สีผสมอาหารสีส้มและสีเหลืองอย่างละ 1/4 ช้อนชา |น้ำมันพืชสำหรับผัดเล็กน้อย ผัดสามเกลอกับน้ำมันพืชจนมีกลิ่นหอม ใส่มันกุ้ง เกลือป่น และสีผสมอาหารผัดให้เข้ากัน ใส่กุ้งบดลงผัดต่อจนสุก ใส่มะพร้าวขูดขาวลงไปผัดรวมกันจนส่วนผสมเริ่มแห้ง ตักขึ้นพักไว้ ส่วนผสมและวิธีทำแป้งชุบทอด แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย | แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1/2 ถ้วย | แป้งข้าวเหนียว 1/2 ถ้วย | ไข่เป็ด 1 ฟอง | เกลือป่น 1/4 ช้อนชา | น้ำปูนใส 1 ถ้วย | น้ำเย็นจัด 1/4 ถ้วย | น้ำมันพืช  1/4 ถ้วย ผสมแป้งทั้งหมด และเกลือเข้าด้วยกัน ผสมไข่เป็ด น้ำปูนใส น้ำเย็น และน้ำมันพืชเข้าด้วยกัน ใส่แป้งลงไปผสมให้เข้ากัน กรองด้วยผ้าขาวบาง 2 รอบ พักไว้ วิธีทอด ปั้นแป้งเป็นก้อนกลมแผ่ออกเป็นแผ่น ตักไส้ใส่ ห่อไส้ให้มิดแล้วจับจีบให้เป็นรูปสามเหลี่ยม นำลงชุบแป้งทอดที่ผสมไว้แล้วทอดในน้ำมันร้อนท่วม ใช้ไฟแรงปานกลางจนสุกเป็นสีเหลืองทอง ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน เสิร์ฟพร้อมอาจาดตามชอบ

  ญอกกีสีชมพูสวยจากบีตรูต ให้รสสัมผัสที่นุ่มนวลด้วยชีสริคอตตา มีกลิ่นหอมและรสอร่อยอูมามิจากเห็ดหอมผัดกับบราวน์บัตเตอร์รสเค็มมันๆ   ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) บีตรูตต้มสุก 75 กรัม ชีสริคอตตา 125 กรัม แป้งสาลี 00 (Double Zero Flour) 100 กรัม ชีสพาร์มิจิอาโน เร็กจิอาโน (Parmigiano Reggiano) 30 กรัม และเกลือทะเล ส่วนผสมเห็ดผัด เห็ดหอมสดสไลซ์ 150 กรัม กระเทียมสับ 1 กลีบ ไทม์สด 2 กิ่ง เนยจืด เกลือทะเล และพริกไทยดำอย่างละเล็กน้อย วิธีทำ ทำญอกกีโดยปั่นบีตรูตจนละเอียด บดผ่านกระชอนตาถี่ พักไว้ บดชีสริคอตตาผ่านกระชอนตาถี่ 2 ครั้งเพื่อให้เนื้อเนียนขึ้น นำไปผสมกับบีตรูตให้เข้ากัน ใส่ชีสพาร์มิจิอาโน เร็กจิอาโน แล้วค่อยๆ ใส่แป้งสาลีลงไปนวดให้เข้ากัน (อาจเพิ่มหรือลดปริมาณแป้งมากน้อยโดยดูจากความชื้นของชีสริคอตตาและบีตรูต) จากนั้นห่อด้วยพลาสติกใส แช่ตู้เย็นไว้ 30 นาที นำออกมาแบ่งเป็น 4 ส่วน คลึงเป็นเส้นหนาประมาณ 1 เซนติเมตร ใช้มีดตัดเป็นชิ้นขนาด 1 เซนติเมตร โรยแป้งเซโมลาบางๆ เพื่อไม่ให้ญอกกีติดกัน ผัดเห็ดหอมในกระทะนอนสติกโดยไม่ต้องใส่น้ำมัน จนเห็ดแห้งและมีกลิ่นหอม ใส่กระเทียมและน้ำมันมะกอกเล็กน้อย ใส่ไทม์ เกลือ และพริกไทย ผัดนาน 3-5 นาที พักไว้ ต้มน้ำให้เดือด ใส่เกลือ และญอกกีลงต้มประมาณ 1 1/2 นาที ขณะต้มญอกกี ให้ละลายเนยในกระทะจนเป็นสีน้ำตาลทองมีฟองเดือด ตักน้ำต้มญอกกีใส่กระทะเล็กน้อย ใช้ไฟแรงต้มให้เดือดและเริ่มงวด ตักญอกกีที่ต้มแล้วใส่กระทะ ตามด้วยเห็ดหอมผัดเร็วๆ ให้เข้ากัน ตักใส่จาน โรยชีสพาร์มิจิอาโน เร็กจิอาโนเพิ่มได้ตามชอบ

  ราวิโอลีเป็นพาสตาชนิดมีไส้ สูตรนี้เนื้อแป้งมีสีเขียวสวยทำจากผักโขม ไส้ในเป็นบัตเตอร์นัตสควอชสีส้มเนื้อนุ่มรสหวาน กับซอสที่ทำจากชีสพาร์มิจิอาโน เร็กจิอาโน กลิ่นหอมรสเค็มมัน   ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) แป้งสาลี 00 (Double Zero Flour) 100 กรัม แป้งเซโมลา (Semola) หรือเซโมลินา (Semolina) 100 กรัม ไข่ไก่ 2 ฟอง ผักโขมสด 70 กรัม เกลือทะเล ส่วนผสมไส้ บัตเตอร์นัตสควอช 500 กรัม หอมหัวใหญ่สีม่วงสไลซ์ 300 กรัม กระเทียมบุบ 1 กลีบ ชีสพาร์มิจิอาโน เร็กจิอาโน (Parmigiano Reggiano) 70 กรัม เกลือทะเล พริกไทยดำบด น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จินปริมาณเล็กน้อย ส่วนผสมซอสชีส Parmigiano Reggiano Fondue ชีสพาร์มิจิอาโน เร็กจิอาโน (Parmigiano Reggiano) และวิปปิงครีมอย่างละเล็กน้อย วิธีทำ ทำแป้งราวิโอลีโดยลวกผักโขมในน้ำเดือดใส่เกลือเล็กน้อย ประมาณ 2 นาที ตักขึ้นใส่น้ำเย็นจัดผสมน้ำแข็ง เพื่อให้มีสีเขียวสวย บีบน้ำออก และสับละเอียด ผสมแป้งสาลี แป้งเซโมลาและเกลือในอ่างผสม เกลี่ยแป้งให้เป็นรูตรงกลาง ตีไข่ไก่ผสมกับผักโขม เทใส่ตรงกลางแป้ง ใช้ส้อมผสมให้เข้ากัน นวดต่อด้วยมือนานประมาณ 10-12 นาที จนนุ่มเหนียว ห่อด้วยพลาสติกใส พักในตู้เย็น 1 คืน ทำไส้โดยปอกเปลือกบัตเตอร์นัตสควอชแล้วหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า นำไปผสมกับหอมหัวใหญ่ กระเทียม เกลือ พริกไทย น้ำมันมะกอก เคล้าให้เข้ากัน เทใส่ถาดนำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส 20 นาทีจนสุกนุ่มเป็นสีน้ำตาลอ่อน พักให้เย็นและปั่นให้ละเอียดแล้วบดผ่านกระชอน ใส่ชีสพาร์มิจิอาโน เร็กจิอาโนลงไปคนให้เข้ากัน รีดแป้งเป็นแผ่นบาง ตักไส้เป็นก้อนกลมวางบนแป้ง (หรือตักไส้ใส่ถุงบีบแล้วบีบบนแป้ง) ประกบด้วยแป้งอีกชั้น ทาริมแป้งด้วยไข่ไก่ กดริมให้แป้งแนบสนิท ตัดเป็นชิ้น ทำซอสชีสโดยต้มวิปปิงครีมให้พอเดือด ลดไฟอ่อนใส่ชีสพาร์มิจิอาโน เร็กจิอาโน ปิดไฟ คนให้เข้ากัน ระหว่างนั้นต้มน้ำในหม้อจนเดือด ใส่เกลือ และใส่ราวิโอลีลงต้มประมาณ 4 นาที ตักขึ้นใส่กระทะซอสชีส ตั้งไฟผัดต่อให้เข้ากันเร็วๆ ตักใส่จานโรยพริกไทยดำบด เสิร์ฟทันที

ใครจะรู้ว่าเชฟสาวรุ่นใหม่ที่มีแฟนคลับติดตามจากรายการ The Next Iron Chef Thailand ซีซัน 2 ผู้ฝากผลงานอาหารสไตล์ไทย-ทวิสให้คนได้รู้จักอย่าง เชฟบูม-กันต์ยรัตน์ เพียรพอดีตน จะเริ่มเรียนทำอาหารเพราะอยากให้คุณแม่ยอมรับ   สาวสวยคนนี้อยากช่วยคุณแม่ทำอาหารตั้งแต่เด็ก ที่บ้านเชฟบูมเปิดร้านอาหารเธอจึงมักเสนอตัวเข้าไปช่วยคุณแม่ทำกับข้าวแต่ก็ถูกปฏิเสธทุกครั้ง เธออยากให้คุณแม่ยอมรับจึงไปสมัครเรียนทำอาหารที่วิทยาลัยดุสิตธานี แม้จะเรียนจนทำอาหารเป็นแล้ว สุดท้ายคุณแม่ก็ไม่ให้ช่วยอยู่ดี เชฟบูมบอกเล่าแบบติดตลก     ในระหว่างเรียน เชฟบูมก็หาประสบการณ์เพิ่มเติมด้วยการลงแข่งขันทำอาหารในรายการต่างๆ ในประเทศ เช่น THAIFEX ซึ่งต้องฝึกฝนโจทย์แต่ละครั้งจนเชี่ยวชาญ จากนั้นก็ได้มาลงแข่งขันรายการ The Next Iron Chef Thailand ที่ต้องแข่งขันกับเชฟมืออาชีพอย่างเข้มข้น เธอเล่าว่า ต้องใช้ทั้งสติ ประสบการณ์ และความคิดสร้างสรรค์ จนทำให้เธอผ่านมาได้ถึง 3 คนสุดท้าย โดยโจทย์ที่เชฟจำได้ดีคือ “ขนมปี๊บ” ที่ต้องใช้ขนมปี๊บสีสันหลากหลายมาทำเมนูแบบไฟน์ไดนิ่ง เชฟจึงใส่ไอเดียแปลกใหม่เสิร์ฟ “มูส” โดยแปลงร่างมาจาก “ขนมผิง”   ด้วยความชอบในเมนูไทย-ทวิส ที่นำอาหารไทยมาผสมผสานกับอาหารชาติต่างๆ เธอจึงมาเปิดร้าน Chunky กับหุ้นส่วนอย่างเชฟเบลล์ท ขายเมนูเบอร์เกอร์โฮมเมดสไตล์ไม่ซ้ำใคร เสิร์ฟเบอร์เกอร์คุณภาพดี ใช้ขนมปังเบอร์เกอร์ทำเอง สับเนื้อเอง รวมทั้งซอสโฮมเมดรสชาติแปลกใหม่ โดยเพิ่มสไตล์ไทยๆ เข้าไปในเบอร์เกอร์ เช่น เบอร์เกอร์น้ำพริกอ่อง ที่ใส่แยมเบคอน ได้กลิ่นหอมของรากผักชีกระเทียมพริกไทย เปลี่ยนความคิดว่าเบอร์เกอร์คืออาหารจังค์ฟู้ดไปได้เลย   นอกจากทำเบอร์เกอร์แล้วเชฟบูมยังรับออกงานเชฟเทเบิลโชว์ฝีมือการสร้างสรรค์ไอเดียอีกด้วย อย่างเช่นเมนูนี้ ทอร์เทลลินีทงคตสึอ่อม เกี๊ยวอิตาลีไส้มูสไก่ผสมกุ้งเนื้อเนียน ในน้ำซุปสีขาวขุ่นเข้มข้นที่ต้มจากกระดูกด้วยไฟแรงนานถึง 3 วัน ปรุงรสให้คล้ายแกงอ่อมด้วยสมุนไพรไทยๆ สุดท้ายเติมสีสวยและกลิ่นหอมด้วยน้ำมันผักชีลาว เป็นจานที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร   สร้างสรรค์สมกับเป็นเมนูของเชฟสาวรุ่นใหม่จริงๆ     ทอร์เทลลินีทงคตสึอ่อม ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่) แป้งเกี๊ยวซ่า 2 แผ่น สะโพกไก่บด 50 กรัม กุ้งขาวบด 70 กรัม ครีมสด 50 มิลลิลิตร ไข่ขาว 1 ฟอง เกลือป่นและพริกไทยป่นสำหรับปรุงรส ส่วนผสมและวิธีทำน้ำซุปทงคตสึอ่อม น้ำสต็อคทงคตสึ 300 มิลลิลิตร ใบมะกรูด 20 กรัม หอมแดง 20 กรัม ตะไคร้ 20 กรัม ข่า 10 กรัม พริกแดงจินดาบุบ 5 เม็ด ข้าวคั่ว 40 กรัม ผักชีลาว 100 กรัม น้ำปลาและน้ำตาลทรายสำหรับปรุงรส ต้มน้ำสต๊อกให้เดือด ใส่ส่วนผสมทุกอย่างยกเว้นผักชีลาว ชิมและปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำตาลทราย ใส่ผักชีลาว ต้มให้เดือด ปิดไฟและกรองด้วยผ้าขาวบาง ส่วนผสมและวิธีทำน้ำมันผักชีลาว ผักชีลาว 300 กรัม (เด็ดเฉพาะใบ) น้ำมันมะกอก 100 มิลลิลิตร ต้มน้ำให้เดือด ใส่เกลือป่นเล็กน้อย ใส่ผักชีลาวลงลวกครู่เดียว ตักขึ้นใส่น้ำเย็นจัดผสมน้ำแข็งทันที เพื่อให้ผักชีลาวสีเขียวสวย บีบน้ำออกให้หมด นำไปปั่นกับน้ำมันมะกอกให้ละเอียด กรอกด้วยผ้าขาวบาง วิธีเสิร์ฟ ผสมสะโพกไก่บด กุ้งบด ครีมสด ไข่ขาว ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย นวดให้เข้ากัน ห่อด้วยแป้งเกี๊ยวซ่า แล้วต้มให้สุก วางเกี๊ยวใส่ชามสำหรับเสิร์ฟ ตักน้ำซุปทงคตสึอ่อมใส่ชาม หยดน้ำมันผักชีลาว และตกแต่งให้สวยงาม วิธีทำน้ำสต๊อกทงคตสึ กระดูกหน้าแข้งหมู 2 กิโลกรัม ตีนไก่ 200 กรัม มันหมู 100 กรัม หนังหมู 100 กรัม เกลือป่น 30 กรัม กระเทียมไทย 100 กรัม ลวกกระดูกหน้าแข็งหมูและตีนไก่ในน้ำเดือด ตักขึ้น เทน้ำออก ใส่น้ำใหม่ให้พอท่วม ต้มไฟแรงนาน 3 วัน จนน้ำสต๊อกมีสีขาวขุ่น (ระหว่างต้มหมั่นช้อนฟองออกและค่อยๆ เติมน้ำเพิ่มให้พอท่วมกระดูกตลอด)