ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) มะเขือเทศผลใหญ่ผ่าครึ่ง 4 ผล มะเขือเทศเชอร์รีสีเหลือง 8 ผล ครีมชีส 100 กรัม (ประมาณ 1/2 ก้อน) ชีสมอซซาเรลลาขูด 1/2 ถ้วย ชีสมอซซาเรลลาขูดสำหรับโรยหน้าและพริกไทยดำบดหยาบเล็กน้อย อิตาเลียนพาร์สลีย์สำหรับตกแต่งและขนมปังสำหรับเสิร์ฟ วิธีทำ ผ่าครึ่งมะเขือเทศ ตักไส้และเมล็ดออก  ผสมครีมชีสและชีสมอซซาเรลลาให้เข้ากัน ตักใส่มะเขือเทศ วางมะเขือเทศเชอร์รีตรงกลาง โรยชีสมอซซาเรลลาขูดไว้รอบๆ เรียงใส่ถาด นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 200-250 องศาเซลเซียสประมาณ 15 นาทีจนมะเขือเทศสุกนุ่มและชีสละลาย ยกออกจากเตา โรยพริกไทยดำและอิตาเลียนพาร์สลีย์ เสิร์ฟพร้อมขนมปังตามชอบ

  ใครชอบแบบหวานก็ต้องซาลาเปาทอดสูตรนี้ เพราะใส่น้ำตาลมากกว่าปาท่องโก๋ กินกับกาแฟได้อร่อยเหมือนกัน   ส่วนผสม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 3/4 ถ้วย ผงฟู 1/2 ช้อนชา ยีสต์ 1 ช้อนชา น้ำอุ่น 110 มิลลิลิตร น้ำตาลทราย 2 1/2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1/4 ช้อนชา น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ งาขาว แป้งสาลีอเนกประสงค์ทำนวล น้ำมันพืชสำหรับทอด วิธีทำ ผสมน้ำอุ่น น้ำตาลทราย คนให้ละลาย ใส่ยีสต์เข้าด้วยกัน พักไว้ 5 นาที จนยีสต์ขึ้นฟอง ผสมแป้งสาลี เกลือ ผงฟู คนให้เข้ากัน เทส่วนผสมน้ำลงในส่วนผสมแป้ง คนให้เข้ากัน ใส่น้ำมัน นวดให้พอเข้ากัน ตะล่อมให้เป็นก้อน พักแป้งไว้ 1 ชั่วโมง โรยแป้งนวล นำแป้งที่หมักเทลงบนโต๊ะ บีบเบาๆ ไล่อากาศออก จำแป้งเป็นแท่งยาวๆ กดเล็กน้อย ตัดเป็นชิ้นหนา 1/3 นิ้ว ปั้นเป็นก้อนกลมๆ กดให้แบน ทาน้ำ นำไปกดลงงาขาว ให้ติดกับแป้ง ทำจนแป้งหมด พักไว้ ตั้งกระทะน้ำมันให้ร้อน ใส่แป้งซาลาเปาลงทอดให้เหลืองกรอบ ตักขึ้น พักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน จัดใส่จาน เสิร์ฟพร้อมชา กาแฟ

  ปัจจุบันสุขภาพต้องมาก่อน แต่ของอร่อยมักจะไม่สุขภาพ G&C จึงอยากชวนสมาชิกมาทำปาท่องโก๋กินเอง สูตรนี้รสจะเค็มนิดๆ ทำทีละน้อย กินกันไม่กี่คน หรือจะทำมากเป็นอาชีพก็ได้   ส่วนผสม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 200 กรัม ผงฟู 1 ช้อนชา เบกกิงโซดา 1/4 ช้อนชา ยีสต์ 1 ช้อนชา น้ำตาลทราย 1 1/2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1/4 ช้อนชา น้ำอุ่น 150 มิลลิลิตร น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ แป้งสาลีอเนกประสงค์ทำนวล น้ำมันพืชสำหรับทอด วิธีทำ ผสมน้ำอุ่น เกลือ และน้ำตาลทราย คนให้ละลาย ใส่น้ำมันพืช คนให้เข้ากัน ผสมแป้งสาลี ผงฟู เบกกิงโซดา และยีสต์เข้าด้วยกัน ใส่ส่วนผสมน้ำลงในส่วนผสมแป้ง คนให้เข้ากัน พักแป้งไว้ 3-4 ชั่วโมง ตะล่อมแป้งครั้งที่ 1 พักไว้อีก 1 ชั่วโมง ตะล่อมแป้งครั้งที่ 2 พักไว้อีก 1 ชั่วโมง โรยแป้งนวลบนโต๊ะ ทำแป้งให้เป็นแท่งยาว แบ่งแป้งมาเล็กน้อย ทำให้เป็นแท่งยาวๆ อีกครั้ง กดให้แบน ตัดเป็นชิ้นหนา 0.5 นิ้ว ทาน้ำตรงกลาง แล้วนำมาประกบกับชิ้นที่ไม่ทาน้ำ ทำจนแป้งหมด พักไว้ ตั้งกระทะน้ำมันให้ร้อน ใส่แป้งปาท่องโก๋ลงทอดให้เหลืองกรอบ ตักขึ้น พักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน   จัดใส่จาน เสิร์ฟพร้อมสังขยาหรือนมข้นหวาน หรือรับประทานกับชา กาแฟ

  เต้าหู้ที่ใช้เป็นเต้าหู้ก้อนสี่เหลี่ยม ไม่ใช่เต้าหู้หลอดนะคะ เลือกเจ้าที่อร่อยๆ   ส่วนผสม เต้าหู้เห็ดหอม 1 ก้อน ส่วนผสมเครื่องหมักเต้าหู้ แป้งมันฮ่องกง (หรือแป้งมันไทย) 4 ช้อนโต๊ะ ผงปรุงรส 1/2 ช้อนชา ส่วนผสมเครื่องผัดเต้าหู้ น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ ต้นหอมหั่นซอย 3 ต้น พริกขี้หนูแดงซอย 2 เม็ด กระเทียมสับ 5 กลีบ เหล้าจีน 2 ช้อนชา เกลือ 1/4 ช้อนชา ผงลาบเหนือแบบเผ็ดแต่ไม่เค็ม 1/2 ช้อนชา [ถ้าไม่มีให้ใส่พริกป่น 1/4 ช้อนชา และผงชวงเจีย (พริกหอม) 1/8 ช้อนชา] น้ำตาลทราย 1 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ หั่นเต้าหู้เป็นชิ้นขนาดเท่าๆ กัน เช่น กว้าง 1.5 ยาว 2.5 หนา 0.5 เซนติเมตร (ขนาดไม่สำคัญนะคะ หั่นไปตามรูปทรงของเต้าหู้) หมักกับแป้งมันและผงปรุงรสไว้ 20 นาที ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันพอสมควร ใช้ไฟแรง รอให้น้ำมันร้อนประมาณ 170-180 องศาเซลเซียส (เอาตะเกียบไม้จุ่ม น้ำมันจะเดือดปุดๆ รอบตะเกียบทันที แต่ไม่ถึงกับซู่) นำเต้าหู้ลงทอดจนเหลือง ตักขึ้น พักไว้ ตักน้ำมันประมาณ 1 ช้อนโต๊ะใส่กระทะ ใช้ไฟค่อนข้างอ่อน ใส่ผงลาบ กระเทียมสับ และเกลือ ผัดจนหอม ใส่น้ำตาล (ถ้าใช้น้ำตาลน้ำอ้อยจะหอม) น้ำ และเหล้าจีน ปรับไฟอ่อน ผัดจนน้ำตาลเดือดและเริ่มเหนียวส่งกลิ่นหอม ใส่ต้นหอมซอยและพริกขี้หนูซอยลงไปส่วนหนึ่ง ใส่เต้าหู้ลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่จาน โรยด้วยต้นหอมและพริกสด เต้าหู้จะมีรสเค็มๆ หวานๆ กินได้อร่อย สู้กับกุ้งทอดได้สบายๆ

  ผักแต่ละชนิดมีรสอร่อยแตกต่างกัน เมื่อนำผักมาย่างกับเตาถ่านจะได้กลิ่นหอมชวนกินมากขึ้น สูตรนี้เสิร์ฟกับดิปทำจากเต้าหู้อ่อนผสมมิโซะได้รสเค็มมัน ครีมมี่ จิ้มกับผักได้อร่อย   ส่วนผสม (สำหรับ 2-4 ที่) ฟักทองญี่ปุ่นหั่นบาง ซุกกินีหั่นบาง หอมแขกสไลซ์ แครอตหั่นบาง พริกหวานเหลืองแดงหั่นชิ้นหนา มะเขือเทศเชอร์รี เห็ดสวิสบราวน์ ปริมาณตามชอบ น้ำมันมะกอก เกลือทะเล และพริกไทยดำบดหยาบสำหรับคลุกผักอย่างละเล็กน้อย ส่วนผสมดิป เต้าหู้อ่อน 1 ถ้วย มิโซะ 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันสลัด 2 ช้อนโต๊ะ พริกป่นญี่ปุ่นเล็กน้อย วิธีทำ คลุกผักด้วยน้ำมันมะกอก เกลือ และพริกไทยดำบางๆ ย่างบนเตาถ่านหรือกระทะย่างจนผักสุกและมีกลิ่นหอม ตักขึ้น ปั่นส่วนผสมดิปทั้งหมดด้วยเครื่องบดสับอเนกประสงค์จนเนื้อเนียนข้นเข้ากัน เสิร์ฟพร้อมผักย่าง

  ข้าวโพดหวานลอกเปลือกออกบ้างและยังให้มีเปลือกหุ้มอยู่ นำไปย่างบนเตาถ่าน เปลือกของข้าวโพดเมื่อย่างแล้วจะมีกลิ่นหอมและช่วยเก็บความชุ่มฉ่ำและรสหวานอร่อยของข้าวโพดเอาไว้ด้วย ย่างมาร้อนๆ โรยชีสพาร์เมซานเพิ่มรสเค็มมัน   ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) ข้าวโพดหวานทั้งเปลือก 4 ฝัก ชีสพาร์เมซานขูด 1/2 ถ้วย พาร์สลีย์สับ 1 ช้อนชา วิธีทำ ย่างข้าวโพดหวานทั้งเปลือกบนเตาถ่านโดยใช้ไฟอ่อนจนสุกทั่ว ลอกเปลือกออก โรยชีสพาร์เมซานขูดและพาร์สลีย์สับ

  เคยทำเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว จำได้ว่าอร่อยมาก แต่ลืมสนิทจนโควิดมา ไปจัดตู้หนังสือเจอตำราที่เขียนไว้แต่ชาติปางก่อน อร่อยมากค่ะ กินกับผักหรือเส้นขนมจีนก็ได้   ส่วนผสม เนื้อปลาทูย่าง หรือปลาดุกย่าง 250-300 กรัม ปลากรอบทอด (แกะเอาแต่เนื้อ) 50 กรัม น้ำพริกแกงเผ็ดใต้ 25 กรัม++ น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนชา น้ำต้มไตปลา 2 ช้อนโต๊ะ น้ำต้มกระดูกปลาย่าง 600 มิลลิลิตร มะกรูด 1 ผล ใบมะกรูด 2-3 ใบ (ถ้ามีเม็ดมะม่วงหิมพานต์ดิบใส่ลงไปด้วยจะอร่อยมาก) ส่วนผสมเครื่องต้มไตปลา ไตปลา 1 ขวด น้ำเปล่า 1 ขวดไตปลา หอมแดง 3 หัว ตะไคร้ทุบ 1 ต้น ข่า 2-3 แว่น วิธีทำ ต้มไตปลากับส่วนผสมทั้งหมดจนเดือดและหอม ผัดน้ำพริกแกงกับน้ำมันนิดเดียว (ถ้าซื้อมา 1 ขีดก็ผัดทั้งหมดแล้วแบ่งใช้) ทำน้ำต้มกระดูกปลาย่างโดยตั้งน้ำจนเดือด ใส่ก้างปลาและหัวปลาทั้งหัวปลาทู หัวปลาดุกย่าง และหัวปลากรอบลงต้มให้หอม ถ้ามีผงฮอนดาชิก็ใส่ลงไปด้วย กรองเอาแต่น้ำไว้ 4 ถ้วย ต้มน้ำสต๊อกปลาให้เดือด ใส่ปลาย่างแกะเป็นชิ้นๆ และปลากรอบตำละเอียดลงต้ม ปรุงรสโดยใส่น้ำพริกที่ผัดไว้ลงไปให้ได้ความเผ็ดที่ทนได้ เติมน้ำตาลปี๊บลงไปนิดหน่อย แล้วตักน้ำไตปลาที่ต้มไว้ค่อยๆ เติมให้ได้ความเค็มที่ต้องการ ใส่มะกรูดผ่าครึ่ง (แคะเมล็ดออก) ต้มให้เข้าน้ำเข้าเนื้อ ปรับระดับความข้นใสได้ตามชอบ เติมน้ำอีกนิดหน่อย ปรุงรสปรุงกลิ่นโดยใส่ใบมะกรูดฉีกและบีบน้ำมะกรูดอีกครึ่งที่เหลือลงไป ใส่แค่ให้ดึงรสแหลมขึ้นมาน้ำพริกไตปลาไม่เปรี้ยวนะคะ ตักใส่ชาม โรยใบมะกรูดหั่นฝอย เป็นอันเสร็จพิธี กินกับขนมจีน หรือเป็นน้ำพริกจิ้มผักก็อร่อยมากมาย

  เมนูง่ายๆ ใช้ไส้กรอกชนิดที่ชอบต้มกับถั่วขาวในซอสมะเขือเทศ ได้รสอร่อยจากซอสมะเขือเทศและถั่วขาวเนื้อนุ่มๆ ใส่พริกหวานให้มีสีสันสดใส กินกับขนมปังฝรั่งเศสเข้ากันดี   ส่วนผสม (สำหรับ 2-4 ที่) หอมหัวใหญ่หั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1/2 ถ้วย กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ พริกหวาน 3 สีหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋ารวมกัน 1/2 ถ้วย ใบเบย์ 2  ใบ ไส้กรอกรวม 200 กรัม น้ำสต๊อกไก่ 1 ถ้วย ถั่วขาวในซอสมะเขือเทศ 1 กระป๋อง อิตาเลียนพาร์สลีย์เล็กน้อย ขนมปังฝรั่งเศสสไลซ์ย่างปริมาณตามชอบ วิธีทำ ผัดหอมหัวใหญ่กับน้ำมันจนสุก ใส่กระเทียมสับ พริกหวาน 3 สี ใบเบย์ ไส้กรอก และน้ำสต๊อก ต้มพอเดือด ใส่ถั่วขาวในซอสมะเขือเทศ ต้มต่อจนเดือดอีกครั้ง ชิมแล้วปรุงรสเพิ่มตามชอบ ตักขึ้น โรยอิตาเลียนพาร์สลีย์ เสิร์ฟพร้อมขนมปังฝรั่งเศสย่าง

  ส่วนผสม (สำหรับ 2-4 ที่) น้ำพริกแกงมัสมั่น 50 กรัม ถั่วชิกพี/ถั่วกาบังโซ่ต้มสุก 200 กรัม กะทิ 1 กล่อง ดอกกะหล่ำ เห็ดแชมปิญอง มันฝรั่ง และแครอต หั่นชิ้นพอดีคำรวมกันประมาณ 2 ถ้วย เม็ดมะม่วงหิมพานต์เล็กน้อย น้ำมะขามเปียก ซีอิ๊ว และน้ำตาลมะพร้าวสำหรับปรุงรส อบเชยและโป๊ยกั๊กเล็กน้อย วิธีทำ เทกะทิใส่หม้อ ตั้งไฟ เคี่ยวจนกะทิแตกมัน ใส่พริกแกงมัสมั่นลงผัดให้มีกลิ่นหอม ใส่อบเชยและโป๊ยกั๊ก ต้มจนกะทิแตกมัน ใส่เห็ดแชมปิญอง ดอกกะหล่ำ เติมกะทิเพิ่ม ใส่ถั่วชิกพี/ถั่วกาบังโซ่ มันฝรั่ง และแครอต ต้มจนผักสุก ปรุงรสด้วยน้ำตาลมะพร้าว น้ำมะขามเปียก ซีอิ๊ว ชิมรส ต้มต่อสักครู่ ใส่เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เสิร์ฟ

  ส่วนผสม (สำหรับ 2-4 ที่) ถั่วพินโตต้มสุก 425 กรัม ผักชีหั่นหยาบ 2 ช้อนโต๊ะ ผงเครื่องเทศ Chipotle 2 ช้อนชา มายองเนสไขมันต่ำ 3 ช้อนโต๊ะ ซอสพริกศรีราชา 1-2 ช้อนชา ขนมปังเบอร์เกอร์ 2-4 คู่ เกลือและพริกไทยสำหรับปรุงรส แป้งสาลีอเนกประสงค์เล็กน้อย น้ำมันมะพร้าวเคลือบกระทะเล็กน้อย ผักกาดหอม มะเขือเทศสไลซ์ และหอมแขกสไลซ์สำหรับเสิร์ฟ ส่วนผสมซัลซาพริกหวาน เมล็ดข้าวโพดหวาน 1 ถ้วย พริกหวานแดง เขียว และเหลือง หั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าอย่างละ 1/2 ถ้วย หอมแขกหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 2 ช้อนโต๊ะ ต้นหอมซอย 2 ช้อนโต๊ะ น้ำสับปะรดหรือน้ำแอปเปิล 4 ช้อนโต๊ะ เกลือ พริกไทย และซอสพริกศรีราชาสำหรับปรุงรสเล็กน้อย วิธีทำ ผสมเมล็ดข้าวโพดหวาน พริกหวาน 3 สี หอมแขก และต้นหอมซอยลงในชามผสม ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย ใส่น้ำผลไม้และซอสพริก คนให้เข้ากัน ชิมรส พักไว้ แบ่งถั่วพินโตต้มสุกใส่ชามเล็กแล้วบดให้ละเอียด ใส่ถั่วที่เหลือลงคลุก ใส่ผักชี ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย และผงเครื่องเทศ Chipotle คลุกให้เข้ากันดี ปั้นเป็นแผ่นเบอร์เกอร์ได้ 4 แผ่น ตบด้วยแป้งสาลีบางๆ วางบนกระดาษไข ใส่ถาด แช่เย็นไว้อย่างน้อย 30 นาที เคลือบกระทะด้วยน้ำมันมะพร้าวเล็กน้อยโดยใช้ไฟแรงปานกลาง เมื่อกระทะร้อนค่อยๆ วางเบอร์เกอร์ถั่วพินโตลงย่างประมาณด้านละ 1 นาทีจนสีสวย ตักขึ้น ผสมมายองเนสและซอสพริกศรีราชาให้เข้ากัน ปิ้งขนมปังเบอร์เกอร์ให้ร้อน ทาส่วนผสมมายองเนส วางผักกาดหอม มะเขือเทศสไลซ์ หอมแขกสไลซ์ และเบอร์เกอร์ถั่วพินโต ใส่ซัลซาพริกหวาน ประกบด้วยขนมปังเบอร์เกอร์ เสิร์ฟพร้อมซัลซาตามชอบ

“ถ้าอยากมีสุขภาพดีให้เริ่มต้นที่อาหาร” คำนี้คงไม่เกินจริง เพราะวันนี้เราจะพาไปพบกับเชฟแพทริก โฟร์เนส (Patrick Fournes) Cuisine Chef Instructor หรืออาจารย์เชฟจากโรงเรียนสอนการประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต ผู้มีสุขภาพดีเยี่ยม และยังเชี่ยวชาญอาหารสุขภาพและโภชนาการอีกด้วย   เชฟหนุ่มชาวฝรั่งเศสจากเมืองอาลบี (Albi) อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศส ผู้ได้รับแรงบันดาลใจในการเป็นเชฟจากคุณแม่ของเขาที่ทำอาหารให้กินทุกวัน หลังจากเรียนจบหลักสูตรเชฟแล้วก็ได้เดินทางไปทำงานทั่วประเทศฝรั่งเศส เก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานร้านอาหารชื่อดังและร้านมิชลินสตาร์มาแล้วทั่วโลก ก่อนเปลี่ยนสายจากเชฟมาเป็นอาจารย์เชฟที่เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต     ก่อนจะมาเป็นอาจารย์เชฟแพทริกบอกว่าเคยเป็นหัวหน้าเชฟในโรงแรม ซึ่งต้องใช้ทักษะการบริหารจัดการที่ดี รู้จักการควบคุมต้นทุน มีภาวะผู้นำ แต่ละวันจะมีสถานการณ์ต่างๆ ให้แก้ไขแบบไม่ซ้ำกัน ขณะที่การเป็นอาจารย์เชฟต้องใช้ความรู้ที่มีสอนนักเรียนให้ถูกต้อง ต้องทำความเข้าใจนักเรียน เคล็ดลับที่ทำให้เรียนประสบความสำเร็จคือต้องมีวินัย ทำการบ้าน ตั้งใจเรียนในชั้น อย่าไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เรียนพื้นฐานให้แน่นแล้วนำมาปรับใช้ให้เป็นสไตล์ของตนเอง   นอกจากสอนอาหารฝรั่งเศสแล้ว เชฟแพทริกยังมีความสนใจด้านโภชนาการและการควบคุมอาหาร (Nutrition and Dietetics) โดยเฉพาะอาหารปลอดกลูเตนและอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เชฟบอกว่าเขาเคยตัวอ้วนใหญ่มาก่อน แต่หลังจากควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างเหมาะสมทำให้ลดน้ำหนักได้ 20 กิโลกรัมภายในเวลา 1 1/2 ปี ฟังแล้วอยากรู้เมนูเด็ดของเชฟขึ้นมาทันที   เหมือนเชฟจะรู้ใจ เพราะเมนูประจำฉบับนี้คืออาหารสุขภาพที่อร่อยแบบไร้เนื้อสัตว์อย่างถั่วเมล็ดแห้ง เชฟบอกว่าถั่วเป็นพืชที่มีโปรตีนสูงแต่ราคาถูก จึงใช้ถั่วขาวเม็ดเล็ก (Small White Beans) เตรียมแบบคลาสสิกคือแช่น้ำอุณหภูมิปกติไว้ 1 คืน เทน้ำทิ้ง ใส่น้ำใหม่ และต้มช้าๆ จนสุก เชฟย้ำว่าห้ามใส่เกลือขณะต้มเด็ดขาดเพราะถั่วจะไม่สุก ถั่วขาวนี้นำมาทำสลัดถั่วใส่เซเลรีและแตงกวาทำให้ได้เนื้อสัมผัสกรุบกรอบ ผสมผสานกับถั่วขาวเนื้อนุ่มๆ น้ำสลัดสูตรคลาสสิกทำจากน้ำส้มสายชูไวน์แดงกับน้ำมันมะกอกเอ็กตร้าเวอร์จิ้นให้กลิ่นหอมและรสกลมกล่อม เป็นเมนูที่เราทำตามเชฟได้ง่าย   เราทิ้งท้ายด้วยคำถามสนุกๆ ว่าถ้าให้เชฟกินถั่วอย่างเดียวไปตลอดชีวิตเชฟจะเลือกอะไร เชฟหัวเราะแล้วตอบว่าขอเลือกถั่วชิกพีและถั่วเหลือง เพราะถั่วเหลืองสามารถทำได้หลายอย่างทั้งขนม ทำแป้ง ทำนม หมักซีอิ๊วก็ได้ ส่วนถั่วชิกพีมีโปรตีนสูง และยังทำฮุมมุส (Hummus) ได้อร่อยอีกด้วย   คำตอบสมเป็นเชฟแพทริกผู้รักเมนูสุขภาพจริงๆ     White Beans, Celery & Pine Nuts Salad, Zucchini, Olive Oil-Parsley Dressing ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) ถั่วขาว 120 กรัม น้ำเปล่า 600 มิลลิลิตร แครอต 20 กรัม หอมหัวใหญ่ 20 กรัม เซเลรี 1 ก้าน กานพลูเล็กน้อย กระเทียม 2 กลีบ ต้นกระเทียม (Leek) 20 กรัม ใบเบย์ 1 ใบ วิธีทำ แช่ถั่วขาวในน้ำอุณหภูมิห้องไว้ 1 คืน เทน้ำทิ้ง เติมน้ำใหม่ ใส่ส่วนผสมที่เหลือทั้งหมดต้มพร้อมถั่วขาวด้วยไฟอ่อนนาน 3 ชั่วโมง (ขณะต้มไม่ต้องใส่เกลือ) เมื่อถั่วสุกนิ่มใส่เกลือเล็กน้อย พักไว้ 3 นาทีจนเกลือละลาย ตักถั่วขึ้น พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ ส่วนผสมทำน้ำสลัด น้ำมันมะกอกเอ็กตร้าเวอร์จิ้น 30 มิลลิลิตร น้ำส้มสายชูไวน์แดง 10 มิลลิลิตร เกลือป่น 3 กรัม พริกไทยดำป่น 1 กรัม วิธีทำน้ำสลัด ทำน้ำสลัดโดยผสมเกลือ พริกไทยดำ น้ำส้มสายชูไวน์แดง เติมน้ำมันมะกอกเอ็กตร้าเวอร์จิ้น ตีให้เข้ากัน ชิมรส พักไว้ ส่วนผสมสลัด ก้านเซเลรี 30 กรัม ใบเซเลรี 2 ใบ อิตาเลียนพาร์สลีย์ 30 กรัม ต้นหอม 60 กรัม มะเขือเทศ 1 ผล เมล็ดสนอบ (Pine Nuts) 10 กรัม แตงกวา 1 ผล ซุกกินีสำหรับตกแต่ง 1 ผล วิธีทำสลัด ลอกผิวก้านเซเลรีแล้วหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาด 2 มิลลิเมตร นำอิตาเลียนพาร์สลีย์มาหั่นเส้น แช่ใบเซเลรีและต้นหอมหั่นท่อนในน้ำเย็นจัดเพื่อให้กรอบ ลอกเปลือกมะเขือเทศโดยลวกในน้ำเดือด 2-3 วินาที ตักขึ้นใส่น้ำเย็นจัด ตักเมล็ดออกแล้วหั่นเนื้อมะเขือเทศเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาด 2 มิลลิเมตร นำเปลือกมะเขือเทศไปอบในเตาอบพอแห้งเพื่อใช้ตกแต่งจาน ปอกเปลือกแตงกวา ตักเมล็ดออก โรยเกลือเล็กน้อย พักไว้ 10 นาที (เพื่อดึงน้ำส่วนเกินออก) หั่นแตงกวาเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาด 2 มิลลิเมตร คว้านเมล็ดซุกกินีออกทำให้เป็นทรงคล้ายเรือ ต้มในน้ำเดือดสักครู่ ตักขึ้นใส่น้ำเย็นเพื่อให้คงความกรอบ วิธีจัดจาน ผสมถั่วขาว เซเลรี มะเขือเทศ แตงกวา อิตาเลียนพาร์สลีย์ ต้นหอม เมล็ดสน และน้ำสลัด ตักใส่จานให้สวยงามและตักใส่ซุกกินี ตกแต่งด้วยเปลือกมะเขือเทศและซุกกินีสไลซ์อบกรอบ ราดน้ำมันมะกอกเอ็กตร้าเวอร์จิ้นเล็กน้อย

  ถั่วชิกพี หรือถั่วลูกไก่ ถั่วเม็ดกลมใหญ่มีติ่งคล้ายปากของลูกไก่ เนื้อถั่วนุ่มมัน นำมาทำสลัดสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ใส่ชีสเฟตารสเค็ม แตงกวาเนื้อกรอบ และมะเขือเทศเชอร์รีที่กินแล้วสดชื่น   ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) ถั่วชิกพีต้มสุก 1 ถ้วย ชีสเฟตาหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1/4 ถ้วย ผักสลัดร็อกเก็ต 1 ถ้วย แตงกวาญี่ปุ่นหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก 1/4 ถ้วย มะกอกดำหั่นแว่น 2 ช้อนโต๊ะ มะเขือเทศเชอร์รีสีแดงและเหลืองหั่นครึ่งรวมกัน 1/4 ถ้วย ส่วนผสมน้ำสลัด มะเขือเทศซันดรายสับ (Sun-dried Tomato) 1-2 ช้อนโต๊ะ น้ำเลมอน 2 ช้อนโต๊ะ กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันมะกอก 3 ช้อนโต๊ะ เกลือทะเลและพริกไทยดำบดหยาบเล็กน้อย วิธีทำ เคล้าถั่วชิกพี ชีสเฟตา แตงกวาญี่ปุ่น มะกอกดำ มะเขือเทศเชอร์รี และผักสลัดร็อกเก็ตในชามผสม ผสมส่วนผสมน้ำสลัดให้เข้ากัน ชิมรส เคล้ากับสลัดให้ทั่ว ตักใส่จาน เสิร์ฟ

  ต็อกบกกีของกินเล่นสตรีทฟู้ดยอดนิยมของเกาหลี ต้มในซอสรสเค็มเผ็ดหวาน เนื้อต็อกนุ่มเหนียวหนึบเคี้ยวเพลิน กินพร้อมไข่นกกระทาและชีสสไลซ์เพิ่มรสเค็มมัน   ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) ต็อกบกกี  2 ถ้วย ไส้กรอกหั่นชิ้นพอดีคำ 2 ถ้วย ไข่นกกระทาต้ม 4-6 ฟอง หอมหัวใหญ่สับ 1/3 ถ้วย ชีสสไลซ์  2 แผ่น ต้นหอมญี่ปุ่นซอย 1/4 ถ้วย กระเทียมสับ 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันพืชเล็กน้อย ส่วนผสมซอส โคชูจัง 1/2  ถ้วย พริกป่นเกาหลี 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทรายชนิดไม่ฟอก 1 ช้อนโต๊ะ ซีอิ๊วญี่ปุ่น 1 ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า 1 ถ้วย ผสมส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน วิธีทำ แช่ต๊อกโบกีในน้ำนาน 15 นาที ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันเล็กน้อย ใส่หอมหัวใหญ่สับและกระเทียมสับลงผัดจนมีกลิ่นหอม ใส่ต็อกบกกี ไส้กรอก ไข่นกกระทา และซอส ผัดให้เข้ากัน ต้มให้เดือด ลดไฟอ่อน ต้มต่อจนซอสงวด ชิมและปรุงรสเพิ่มตามชอบ ตักใส่จาน วางชีสแผ่น โรยต้นหอมญี่ปุ่นซอย

  แซนด์วิชเมนูอร่อยง่ายๆ ที่เราสามารถทำกินได้ในช่วงเวลาที่เร่งรีบ สูตรนี้ไม่ได้แค่ความอร่อย แต่ยังใช้วัตถุที่ดี มีส่วนช่วยในการชะวัยอีกด้วยคะ   ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) ขนมปังแซนด์วิช 4 แผ่น เทมเป้ย่าง 1/2 ถ้วย ถั่วชิกพี (Chickpea) 2 ช้อนโต๊ะ น้ำพริกแกงพะแนงเล็กน้อย ใบมะกรูดซอยเล็กน้อย เนยถั่ว 1 ช้อนโต๊ะ เห็ดออรินจิหั่นแผ่นย่าง แครอตหั่นแผ่นย่าง มะเขือเทศท้อหั่นแว่นย่าง สับปะรดย่าง และผักสลัดสำหรับทำไส้แซนด์วิช วิธีทำ บดเทมเป้และถั่วชิกพีรวมกัน ผัดน้ำพริกแกงพะแนงกับน้ำพอเดือด เติมเนยถั่ว ผสมเทมเป้บดกับส่วนผสมน้ำพริกแกง คนให้เข้ากัน ใส่ใบมะกรูด ปั้นเป็นก้อนกลมแบน ทำแซนด์วิชโดยใส่ไส้เทมเป้ วางเห็ดย่าง แครอตย่าง มะเขือเทศย่าง สับปะรดย่าง และผักสลัด ประกบด้วยขนมปังอีกแผ่น หั่นครึ่งแล้วเสิร์ฟ อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม >> Plant-based Thai Diet : งานวิจัยเพื่อคนไทยแข็งแรงของ ชลิดา เถาว์ชาลี ตันติพิภพ 

  เมนูยุคโควิด ใช้ข้าวโพดแช่แข็งที่ขายเป็นถุงๆ ตามซูเปอร์มาร์เก็ตเอามาผัดได้ง่ายๆ   ส่วนผสม ข้าวโพดประมาณ  2 ถ้วย น้ำมันหมู 1 ช้อนโต๊ะ กะทิ 1+1 ช้อนโต๊ะ (ใช้น้ำเปล่าหรือน้ำสต๊อกแทนได้) ซีอิ๊วจีน (ฉูปัง)  1/2 ช้อนชา น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ เกลือ 1 หยิบมือ (หรือผงปรุงรส 1 ก้อน) รากผักชี 1 ราก กระเทียมไทย 8 กลีบ พริกไทย 8 เม็ด ผักชีสำหรับโรยหน้า  วิธีทำ นำข้าวโพดออกมาวางให้ละลาย ตำพริกไทย รากผักชี และกระเทียมให้ละเอียด ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันหมูและสามสหายที่ตำไว้ ผัดให้สุกหอม ใส่กะทิ 1 ช้อนโต๊ะ (เพราะของในกระทะเริ่มไหม้ติดกระทะ) ใส่ซีอิ๊วจีน ผัดให้ส่งกลิ่นหอม ใส่น้ำตาล ผัดจนเป็นคาราเมล ใส่กะทิหรือน้ำสต๊อก 1 ช้อนโต๊ะ เพื่อละลายน้ำตาลให้กระจายไม่เกาะตัวเป็นก้อน ใส่ข้าวโพดลงผัดให้ถูกความอร่อยเคลือบทุกเม็ด ชิมรสดู ถ้าอ่อนเค็มให้เติมเกลือหรือผงปรุงรสก้อนรสไก่หรือรสหมูก็ได้ ให้เค็มเท่าที่ต้องการ ตักใส่จาน โรยผักชี จะกินเล่นหรือกินกับข้าวก็ได้ จะใช้เนยผัดก็ได้ ถ้าไม่มีซีอิ๊วจีนจะใช้ซีอิ๊วอะไรก็ได้ แต่ต้องลดปริมาณลง ระวังระดับความเค็ม

  ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) ขนมปังเบอร์เกอร์ 2 คู่ กุ้งลวก 8-10 ตัว มายองเนส 1/4 ถ้วย น้ำเลมอน 1 ช้อนชา เซเลรีหั่นแว่นบาง 1/3 ถ้วย ยำสาหร่าย 1/4 ถ้วย เกลือเล็กน้อย งาขาวคั่วเล็กน้อย เนยเค็มพักให้นุ่มเล็กน้อย วิธีทำ หั่นขนมปังเบอร์เกอร์ ทาเนยให้ทั่ว นำเข้าอบในเตาอบให้เหลือง หรือใช้วิธีนาบกระทะก็ได้ ผ่าครึ่งเนื้อกุ้งให้บางผสมกับมายองเนส น้ำเลมอน เซเลรี และเกลือ คลุกให้เข้ากัน ตักวางบนขนมปังเบอร์เกอร์ ตักยำสาหร่ายวางบนหน้า โรยงาขาว

  จอ เป็นภาษาเหนือหมายถึงการต้มผัก ส่วนจะไปปรุงรสเปรี้ยวหรือหวานก็มีคำขยายต่างกันออกไป วันนี้เราจะทำจอผักกาดอย่างเปรี้ยวที่เรียกว่า “จอส้ม” ใช้ผักกวางตุ้งที่มีดอกสีเหลือง ทางเหนือเรียกว่า “ผักกาดจ้อน” แกงกับเครื่องแกงและน้ำส้มมะขาม ถ้ามีมะขามอ่อนจะเอามาตำร่วมกันก็ได้ ได้ไปดูการสาธิตเมนูนี้ที่บ้านสวนพรพนา แต่สูตรนี้ใส่ส่งเดชที่บ้านสวนทอรุ้งนะคะ ถ้าอ่อนอร่อยก็อย่าไปโทษคนอื่น   ส่วนผสม ผักกวางตุ้ง  800 กรัม ซี่โครงหมู 1 เส้น (300 กรัม) หมูสามชั้น 1 เส้น (300 กรัม) ต้นหอม  2 ต้น ผักชีต้นอวบ 1 ต้น ผักชีลาว 10  กิ่ง น้ำมะขามเปียก น้ำปลาร้า (อีสาน) งบน้ำอ้อยหรือน้ำตาลปี๊บ เกลือ น้ำปลา พริกแห้งทอด น้ำเปล่า ส่วนผสมน้ำพริก กระเทียมไทย 15 กลีบ (20 กรัม) หอมแดง 2 หัว (50กรัม) ถั่วเน่าแผ่นผิงไฟ 1 แผ่น (ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องใส่) กะปิผิงไฟ 1 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ทำน้ำพริกโดยตำกระเทียม หอมแดง กะปิ และถั่วเน่าให้แหลก ทอดพริกให้พอง หั่นผักทุกอย่างเตรียมไว้ เอาหม้อตั้งไฟ ใส่เครื่องที่ตำไว้ ผัดไฟปานกลางให้กะปิโดนความร้อนจะได้กลิ่นหอม ผัดแห้งๆ ไม่ต้องใส่น้ำหรือน้ำมัน ปาดไปทั่วๆ ก้นหม้อ ผัดครู่เดียวแค่กะปิส่งกลิ่นหอมก็พอ อย่าให้ไหม้ ใส่หมูทั้ง 2 อย่างลงไปรวนในหม้อ ผัดพอให้ผิวนอกสุก ใส่น้ำให้ท่วม ประมาณ 2 นิ้ว ต้มไฟแรงๆ ให้น้ำเดือด ปรุงรสด้วยเกลือ งบน้ำอ้อยหรือน้ำตาลปี๊บดีๆ น้ำปลา น้ำปลาร้า (ใช้ของอีสานเพราะชอบมากกว่าของเหนือ) น้ำมะขามเปียก ชิมรสให้ถูกปาก จะไม่เปรี้ยวแบบต้มยำนะคะ เคี่ยวไฟอ่อนประมาณครึ่งชั่วโมง ใส่ผักกวางตุ้งที่เตรียมไว้ เคี่ยวจนผักและหมูนุ่ม เติมต้นหอม ผักชี และผักชีลาว รวมทั้งพริกทอด ต้มไปด้วยกันครู่เดียวก็ตักใส่ชามรับประทานได้ (คนเหนือจะแยกพริกไว้กินแนม) เป็นอาหารที่เก็บค้างคืนได้ดี เหมาะที่จะทำไว้สำหรับเลี้ยงแขกวันรุ่งขึ้น

  ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) คุกแฮมหั่นเส้น 3 แผ่น แอปเปิลเขียวและแดงหั่นเป็นแท่งสั้นๆ อย่างละ 1/2 ผล เซเลรีหั่นแว่นบาง 1/2 ถ้วย วอลนัตอบสับหยาบ 1/4 ถ้วย มายองเนส  1/4 ถ้วย ดิจองมัสตาร์ด 1/2 ช้อนชา ฮอสแรดิชครีม 1-2 ช้อนชา ชีสแผ่น 4 แผ่น ขนมปังแซนด์วิชแผ่นหนา 4 คู่ เกลือป่นและพริกไทยป่นเล็กน้อย เนยสดพักให้นุ่มเล็กน้อย วิธีทำ ผสมแฮม แอปเปิล เซเลรี วอลนัต มายองเนส มัสตาร์ด ฮอสแรดิชครีม เกลือ และพริกไทยเล็กน้อย คนให้เข้ากัน ชิมรส พักไว้ ทาเนยบนขนมปังทั้ง 2 ด้าน ย่างบนกระทะแบน (ไม่ต้องใส่น้ำมัน) จนสีสวยแล้วพลิกกลับด้าน ตักขึ้น ใส่ชีสและตักไส้ใส่ ประกบด้วยขนมปังย่างอีกแผ่น หั่นครึ่งแล้วเสิร์ฟ

  หม่าผอโต้วฝุมีรสร้อนแรงและเผ็ดจากถั่วปากอ้าหมักซึ่งเรียกว่า “โต้วป้านเจี้ยง” (Doubanjiang) และ “ฮวาเจียว” พริกไทยเสฉวน สูตรนี้ดัดแปลงจากต้นตำรับผู้คิดค้นเมนูนี้จากร้านเฉินหม่าผอ เมืองเฉิงตู เปิดเมื่อปี 1862   ส่วนผสม (สำหรับ 2-4 ที่) เต้าหู้นิ่มหั่นชิ้นสี่เหลี่ยมขนาด 1 x 1 เซนติเมตร 1 ก้อน เนื้อวัวสับละเอียด 0 กรัม ถั่วปากอ้าหมัก (Doubanjiang)  1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันช่ายจึ หรือน้ำมันถั่วลิสง 4 ช้อนโต๊ะ เต้าซี่ล้างและสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ พริกป่นละเอียด 1/2-1 ช้อนโต๊ะ ซีอิ๊วจีน 1 ช้อนโต๊ะ กระเทียมสับ  2 ช้อนชา น้ำซุปกระดูกวัว 1 ถ้วย ฮวาเจียวคั่วป่นละเอียด 1/2 ช้อนโต๊ะ ต้นกระเทียมหรือต้นหอมซอยสำหรับโรยหน้า วิธีทำ ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่น้ำมัน รอจนน้ำมันร้อนจัด ใส่เนื้อวัวสับ ผัดให้แห้ง 80 % จนน้ำมันออกจากเนื้อ ใช้ตะหลิวดันไว้ข้างกระทะ พักไว้ ลดไฟลง ใส่ถั่วปากอ้าหมัก ผัดจนน้ำมันเป็นสีแดงมีกลิ่นหอม ใส่น้ำซุป เต้าซี่ พริกป่น กระเทียมสับ ซีอิ๊วจีน และเต้าหู้ ต้มจนน้ำเกือบแห้ง เหลือเพียงน้ำมันเคลือบเอาไว้ นำหม้อดินที่ใช้สำหรับเสิร์ฟไปตั้งไฟจนร้อนจัด เทหม่าผอโต้วฝุลงในหม้อ โรยต้นหอมซอยและฮวาเจียวคั่วป่น เสิร์ฟ

  ทอดมันใช้เนื้อสัตว์ได้ทั้งเนื้อปลา หรือเนื้อสัตว์ชนิดอื่นก็ได้ และยังทำเป็นเมนูกินเล่นได้ด้วย อย่างเมนูนี้ที่เพิ่มเส้นบะหมี่ลงไปผสมแล้วทอดจนสุก   ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ห่อ เนื้อไก่สับ 200 กรัม ถั่วฝักยาวซอย 1/2 ถ้วย ใบมะกรูดซอย 4 ใบ น้ำพริกแกงเผ็ด 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันพืชสำหรับทอด วิธีทำ ลวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจนนิ่ม ตักขึ้น พักไว้ ผสมเนื้อไก่สับกับน้ำพริกแกงเผ็ด คลุกให้เข้ากัน ใส่ถั่วฝักยาวซอย ใบมะกรูดซอย เส้นบะหมี่ลวก คลุกให้เข้ากัน ตั้งกระทะน้ำมันโดยใช้ไฟกลางให้ร้อน ปั้นส่วนผสมเป็นก้อน กดให้แบนเล็กน้อย ใส่ลงทอดจนสุกเหลือง  ตักขึ้น พักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน ชิมรส ปรุงรสเพิ่ม แล้วทอดจนหมด จัดใส่จาน เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มทอดมัน