ว่ากันตามจริง Aziamendi ตั้งอยู่ในจังหวัดพังงา แต่ด้วยระยะทางที่ใกล้กับสนามบินภูเก็ต หลายคนจึงเหมารวมเอาบริเวณหาดนาใต้เป็นส่วนหนึ่งของภูเก็ตไปด้วย      ที่นี่เป็นร้านอาหารของเชฟเอเนโก แอกซ์ตา (EnekoAtxa) เชฟมิชลินสตาร์ 3 ดาว ที่อายุน้อยที่สุดของประเทศสเปน เจ้าของร้านอาหาร Azurmendi ในเมืองบิลเบา (Bilbao) เราเคยสัมภาษณ์เขาเมื่อหลายปีก่อน เชฟเคยบอกไว้ว่าเขาเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเป็นหลัก ซึ่งตอนนี้เชฟเอเนโกดึงตัวเชฟไอช่าอิบราฮิม (Aisha Ibrahim) มาช่วยที่ร้าน เชฟไอช่าเลือกใช้อาหารทะเลที่ได้จากชาวประมงแถบนี้รวมถึงผักบางชนิดที่ปลูกในแปลงผักเล็กๆ ของร้าน     อาหารของที่นี่เป็นเทสติงเมนูที่ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ประมาณ 13-14 คอร์ส แน่นอนว่าเชฟเอเนโกมาช่วยคิดเมนูร่วมกับเชฟไอช่าตลอด ถ้าโชคดีน่าจะมีโอกาสได้กินอาหารจากเชฟมิชลิน 3 ดาว เริ่มที่ Picnic อาหารเรียกน้ำย่อย 3 คำ ที่มาในตะกร้าปิกนิก มะเขือม่วงกับมันหมูหมักเกลืออบ หอยผัดเนยปั้นก้อนชุบแป้งหมึกดำแล้วทอด และเห็ดนางรมอบแห้ง     ก่อนล้างปากด้วยน้ำรสเปรี้ยวหอม ตามด้วย Bonsai มะเขือเทศสอดไส้น้ำมะม่วงและขิงบนต้นบอนไซ กินกับเยลูซาเล็มอาร์ติโชกอบแล้วทอดกรอบ หน้าตาคล้ายเปลือกไม้และ Edible Rock พัฟเผือกทอดโรยผงหัวหอมสอดไส้ครีมชีส กรอบๆ เค็มๆ       จากนั้นอาหารแต่ละจานก็เริ่มสวยน่ากินขึ้นตามลำดับ Poached Oyster หอยนางรมลวกกับข้าวพองหอมนิล ถั่วงอก กะหล่ำม่วงอบแห้ง ในซอสมันหวานและน้ำมันทรัฟเฟิล กินกับขนมปังนมที่เนื้อสัมผัสคล้ายหมั่นโถว   ต่อด้วย Corn Custard คัสตาร์ดข้าวโพดรสหวานๆเค็มๆ กับมันหวานทอดกรอบ เทมปุระเห็ดหูหนู และซอสหอยเม่น กินกับขนมปังฟอกาเซีย Crab เนื้อปู แอปเปิลดอง น้ำมันไชฟ์ แผ่นมะกอกดำกรอบ ราดด้วยซอสครีมแฮมจามองควรกินพร้อมกันให้รสเปรี้ยวหวานขมและกลิ่นหอมของแฮม Tuna ทูน่าจากชาวประมงท้องถิ่นนำมาหมักแล้วรมควัน กินกับไช้เท้าดอง สมุนไพร และแฮชบราวน์กับซอสพริกหยวก เนื้อสัมผัสของทูน่าแปลกดี      Duck เป็ดไทยที่ผ่านการดรายเอจจิงแล้วรมควันนำไปนาบกระทะ มาพร้อมเป็ดกรอบกับซอสพริกหมึกดำ     และจานสุดท้าย Wagyu Beef เนื้อวากิวนาบกระทะ กินกับแคบเนื้อและเห็ดผัด     ปิดท้ายด้วยของหวาน Buckwheat and Olive Oil Mille Crêpe with Basil ให้รสครีมๆมันๆ และกลิ่นโหระพาแทรกเข้ามา กินกับไอศกรีมะพร้าว และ Dulcey Panna Cotta มิลก์ช็อกพานนาคอตตากับสตรอว์เบอร์รีเผาให้หอมและฉ่ำน้ำ  

ใครกำลังมองหาร้านกาแฟบรรยากาศดี สำหรับนั่งทำงานชิวๆ เราแนะนำ Drip & Drop Coffee Supply คาเฟ่ดังจากเมืองเกียวโต ที่ตอนนี้ยกสาขามาไว้ที่ตึก G Tower พระราม 9 ด้วยลุคสุดเท่ไม่แพ้ร้านต้นแบบ ตั้งแต่การจัดดิสเพลย์ร้านที่เน้นความโปร่งสบาย ทีมบาริสต้าที่ผ่านการเทรนด์เป็นพิเศษ รวมถึงเมนูซิกเนเจอร์แบบฉบับของดริปแอนด์ดรอป     เมล็ดกาแฟของที่ร้านมีทั้ง Original Blend ความพิเศษอยู่ที่รสชาติสมดุล ดื่มง่าย ไม่เปรี้ยวเกินและไม่ขมไป ที่สำคัญคือกลิ่นหอมและมีหวานปลายนิดๆ รวมถึงเมล็ดกาแฟแบบ Single Origin เลือกชงได้ตามชอบทั้งเฟรนช์เพรส ดริป และแอโร่เพรส     แก้วแรกแนะนำ Fruits Iced Coffee แก้วนี้เก๋และเรียกความสดชื่นได้ดี (ถ่ายรูปสวยด้วยนะ) น้ำแข็งผลไม้สดก้อนใหญ่ละลายช้าราดด้วยกาแฟดริป แล้วเพิ่มความหวานอีกนิดด้วยไซรัปมาร์มาเลด อีกหนึ่งเมนูซิกเนเจอร์ Caramel Latte ลาเต้ร้อนรสนุ่มนวล ความสนุกอยู่ที่เสิร์ฟพร้อมแผ่นคาราเมลวางบนปากแก้ว อย่าลืมหักแผ่นคาราเมลให้แตกแล้วคนในลาเต้ช้าๆ เวลาจิบจะได้กลิ่นหอมหวานอวลติดอยู่ในปาก       นอกจากกาแฟจะดีแล้ว ที่นี่ยังเอาใจคนออฟฟิศด้วยเมนูอาหารเช้าแบบง่ายๆ ให้หม่ำได้ตลอดวันอย่าง Hot Dog ขนมปังและฮอทดอกกรุบกรอบเนื้อแน่นสไตล์ญี่ปุ่น ท็อปด้วยผักดองหลากสีสูตรจากเกียวโตรสเปรี้ยวๆ หวาน ๆ อร่อยดี และอีกเมนูที่ไม่อยากให้พลาดคือ Egg Sandwich เพราะนี่ไม่ใช่แซนวิชไข่ธรรมดา แต่เป็นแซนวิชไส้ไข่ม้วน! เพิ่มรสชาติด้วยเบคอน และผักสด เสิร์ฟคู่มันฝรั่งทอด ใครหิ้วท้องมาจากบ้านรับรองว่าเมนูนี้เอาอยู่ เพราะชิ้นโตให้กัดได้เต็มคำ แถมเข้ากันดีกับกาแฟของทางร้าน       ยังไม่หมดเพียงแค่นั้น เพราะดริปแอนด์ดรอปแอบเพิ่มลูกเล่นให้ต่างจากสาขาที่ญี่ปุ่นด้วยคราฟท์เบียร์แบรนด์ COEDO ไว้ให้นั่งจิบแก้เหนื่อยช่วงหัวค่ำหลังเลิกงาน เรียกว่าตอบโจทย์ได้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำเลยทีเดียว

Tag: , กาแฟ,

ย้อนสู่วัยกระโปรงบานขาสั้นกันอีกครั้งที่ Teacher Butter คาเฟ่ในธีมของโรงเรียน  ภายในร้านจึงเต็มไปด้วยตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ไว้อิงแอบ เข้ากับภาพวาดลายเส้นสดใสที่เห็นแล้วเป็นต้องกรี๊ด ให้อารมณ์เหมือนนั่งอยู่ในโรงเรียนอนุบาล ส่วนเมนูอาหารและเครื่องดื่มถูกออกแบบมาให้น่ารักและกินง่าย ถูกใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่ยังโหยหาความสนุกในวัยเยาว์       เมนูแนะนำ ข้าวหน้าหมูสไลซ์ สันคอหมูสไลซ์บางผัดซอสสูตรพิเศษรสเค็มนำราดบนข้าวสวยร้อนๆ ชามโต   บัตเตอร์เบียร์ เมนูที่ได้แรงบันดาลใจจากพ่อมดน้อยแฮร์รี่ พอตเตอร์ รสซ่าสดชื่นแทรกด้วยความหอมหวานของคาราเมล   ปังเกล็ดหิมะนมชมพู เกล็ดหิมะบางเบาขวัญใจลูกค้าสาวๆ โรยหน้าด้วยคอร์นเฟล็ก จะเปลี่ยนเป็นรสช็อกโกแลตหรือโอวัลตินภูเขาไฟก็ได้เช่นกัน   ขนมปังชีส ขนมปังโรยหน้าด้วยชีสมอซซาเรลลาและชีสเชดดาร์ อบร้อนจนชีสละลาย แนะนำให้ใช้มือหยิบกินเพิ่มความสนุก

หลายคนอาจคุ้นตากับฟู้ดทรักของ Alice's Pizza ตามงานแฟร์อยู่เป็นแล้วประจำ ตอนนี้เปิดหน้าร้านอย่างเต็มรูปแบบ โดยรีโนเวตจากบ้านหลังเก่าให้ดูโปร่งสบายตาด้วยกระจกใส แอบมีลูกเล่นเป็นคำพูดสนุกๆ ติดไว้ให้อ่านกันเพลินๆ  เมนูอาหารของที่ร้านมีทั้งไทยและตะวันตก เน้นเมนูพิซซาเป็นหลัก เคล็ดลับอยู่ที่แป้งทำเอง นวดแล้วพักไว้อย่างน้อย 12 ชั่วโมงเพื่อให้ยีสต์ทำงานได้เต็มที่ ตัวแป้งไม่หนาและไม่บางเกินไป อบให้หอมกรุ่นด้วยเตาฟืนความร้อนสูง ผิวนอกกรอบแต่กัดไปแล้วยังนุ่มอร่อย        เมนูแนะนำ Pizza กระเฉด แป้งพิซซาทาซอสสูตรเฉพาะ วางเห็ดพอร์โทเบลโลและชีส อบจนสุกแล้วท็อปด้วยผัดผักกระเฉดที่คัดมาแต่ยอดอ่อน ไม่เหม็นเขียวและไม่เหนียวติดฟัน    นาโชน้ำพริกอ่อง แปลงโฉมนาโชให้สนุกขึ้นด้วยการจิ้มน้ำพริกอ่องอบชีส รสเผ็ดนิดๆ หอมมัน อร่อยไม่แพ้มะเขือเทศซัลซา   ข้าวผัดเชียงใหม่ น้ำพริกอ่องผัดกับข้าวสวยเคียงด้วยกุ้งแห้งทอด มะเขือเทศหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า หอมแดงซอย แตงกวา พริกแห้ง และไข่ต้ม เสิร์ฟพร้อมน้ำซุปร้อนๆ   เสาวรสลิ้นจี่โซดา ได้ทั้งรสเปรี้ยวของเสาวรสและความหวานสดชื่นของลิ้นจี่ เพิ่มความซาบซ่าด้วยโซดา

อีกหนึ่งร้านอาหารไอเดียเก๋ นอกจากคุณแตง เจ้าของร้านจะคิดเมนูอาหารด้วยตัวเองแล้ว ยังใช้ความเป็นอาร์ตทิสต์ของตนเองมาออกแบบร้านสไตล์คนเมืองที่ไม่ดูอึดอัด เหมือนได้นั่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ส่วนอาหารเป็นฟิวชันที่ลองผิดลองถูกอยู่นานจนได้สูตรเฉพาะกินได้ที่นี่เท่านั้น ด้วยส่วนผสมและขั้นตอนการทำที่แตกต่างกัน ทำให้อาหารแต่ละจานมีรสชาติน่าสนใจ ทั้งคาวหวานและเครื่องดื่ม รับรองว่าอิ่มครบจบในร้านเดียว       เมนูแนะนำ ซุปมันหวานญี่ปุ่น รสละมุน ได้สีและรสชาติจากมันหวานธรรมชาติ   ซี่โครงบาร์บีคิว ซี่โครงหมูรมควันเนื้อนุ่ม ฉ่ำซอสบาร์บีคิวหอมเครื่องเทศ กินกับข้าวโพดย่าง มะเขือเทศย่าง และมันฝรั่งทอด    สปาเกตตีแกงเผ็ดเป็ดกงฟี เนื้อเป็ดตุ๋นในน้ำมันมะกอกแล้วทอดจนหนังกรอบ เสิร์ฟพร้อมแกงเผ็ดรสกลมกล่อมหอมเครื่องแกง คลุกเคล้ากับเส้นสปาเกตตีเหนียวนุ่ม    บราวนี่ไอศกรีมโฮมเมด บราวนี่ช็อกโกแลตเนื้อแน่นหนึบกับไอศกรีมโฮมเมดรสวานิลลาที่หอมกลิ่นฝักวานิลลาแท้ 

มาแรงมากจริงๆ สำหรับคาเฟ่แห่งใหม่บนถนนพระราม 9 ซอย 41 เพราะที่นี่ไม่ใช่คาเฟ่ธรรมดา แต่เป็นเหมือน ‘secret place’ ที่ซ่อนตัวอยู่ค่อนข้างลึก เพื่อหลบความจอแจของตัวเมืองมานั่งเงียบๆ จิบกาแฟดีๆ สักแก้ว     The Hub Café & Eatery ชนะใจเราตั้งแต่แรกเห็นด้วยตัวร้านสีดำสนิท เพดานสูง ล้อมรอบด้วยกระจกใส ด้านนอกร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ ส่วนพื้นที่ด้านในเหมือนเป็น co-working space ขนาดย่อม มีปลั๊กไฟบริการทุกโต๊ะ แอบถามได้ความว่า เจ้าของร้านชื่นชอบการหอบงานไปทำตามร้านกาแฟอยู่เป็นทุนเดิม เมื่อเปิดร้านของตัวเองจึงรวบรวมทุกอย่างที่ร้านกาแฟควรมีเอาไว้ด้วยกัน ที่นี่จึงตอบโจทย์ทั้ง บรรยากาศ ตัวอาหารและเครื่องดื่มไปพร้อมกันในคราวเดียว     ไฮไลต์ของ The Hub อยู่ที่กาแฟเบลนด์เอง แยกเมล็ดสำหรับทำเป็นกาแฟร้อนและเย็น เราแนะนำ Hot Latte แก้วนี้ใช้เมล็ดกาแฟลาว เอธิโอเปีย และโคลัมเบีย เบลนด์เข้าด้วยกัน รสชาติจะซับซ้อนหน่อย มีกลิ่นมะพร้าวคั่วนิดๆ กลิ่นโกโก้ และได้ความเปรี้ยวอมหวานของเบอร์รี่นำมาผสมกับนมแล้วหอมมัน วิธีจิบต้องค่อยๆ ละเลียดฟองนมก่อน แล้วตามด้วยกาแฟ      ส่วนใครไม่ถนัดเรื่องคาเฟอีนลองสั่งซอฟต์ดริ๊งก์ซึ่งที่ร้านทำออกมาได้เก๋ อาทิ Peach Soda แก้วนี้ได้ความหอมของเนื้อพีชสด ผสมกับรสเปรี้ยวของน้ำเลมอน ใส่ใบไธม์ และโซดา     ส่วนเมนูอาหารเน้นเสิร์ฟ All day breakfast ตื่นสายแค่ไหนก็ไม่มีปัญหา เราปลื้ม Royal Egg Benedict มัฟฟินอบใหม่ท็อปด้วยโพชเอ้กแซลมอนรมควัน ตกแต่งด้วยไข่กุ้งและไข่คาเวียร์ ความอร่อยอยู่ที่ซอสฮอลันเดสเข้มข้นสูตรจากเลอ กอร์ดองเบลอ เสิร์ฟคู่สลัดผักตัดเลี่ยน     ปิดท้ายด้วยของหวาน Waffle วัฟเฟิลนุ่มๆ สูตรของทางร้านเสิร์ฟคู่ไอศกรีมวานิลลาโฮมเมด และกล้วยหอมเคลือบคาราเมล จานนี้ละเลียดเพลินมากจริงๆ     

ก่อนมาเป็นร้านธันวาคอนเซ็ปต์มินิมอล คุณพลอยและคุณแทน เจ้าของร้านปิ๊งไอเดียแรกว่าอยากทำ Concept Store ขายเสื้อผ้า เซรามิก ฯลฯ แบรนด์ไทยรวมถึงแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา (แต่ต้องยกความคิดนี้ไว้ก่อน ซึ่งเราจะได้เห็นกันในเร็วๆ นี้) ส่วนคาเฟ่สีขาวสะอาดตาน่านั่งที่เป็นอีกส่วนของร้าน ชวนให้เรานั่งด้วยดีไซน์ฮิปสเตอร์ดูดิบแต่อบอุ่น และเมนูอาหารกินง่ายแต่รสชาติอร่อยไม่ธรรมดา เน้นใช้วัตถุดิบออร์แกนิกมาครีเอตทั้งจานหลักและขนมให้เราอิ่มอร่อยกันแบบได้สุขภาพ       เมนูแนะนำ อกไก่ซอสส้ม อกไก่เนื้อนุ่มไร้ไขมัน กินกับผักสลัดกรอบหวาน ราดซอสส้มรสเบาสดชื่น   ปีกไก่ทอดเคลือบซอส ปีกไก่ทอดหนังกรอบ คลุกเคล้าซอสที่ทำจากน้ำผึ้งและซีอิ๊ว   เกซาดิยา ซอสมะเขือเทศโฮมเมดรสเปรี้ยวอมหวาน ใส่ชีสมอซซาเรลลา ปาร์มาแฮม ซาลามี ห่อด้วยแป้งบางกรอบ เสิร์ฟพร้อมกับมายองเนสและซาวร์ครีมทำเอง   แอปเปิลครัมเบิล เสิร์ฟในกระทะใบจิ๋ว ครัมเบิ้ลกรุบกรอบกิบกับเนื้อแอปเปิ้ลหวานฉ่ำและไอศกรีมวานิลลารสละมุน

คาเฟ่ปลาวาฬสีฟ้าที่โลเกชั่นดีมากใกล้กับท่าเตียน ซึ่งกำลังกลายเป็นย่านฮิปแห่งใหม่กลางเมืองเก่า ที่นี่ยังดึงดูดสาวๆ ด้วยบาริสต้าหล่อที่ไม่เฉพาะหน้าตาที่หวานกรุบกริบ แต่ยังทำให้รสชาติของกาแฟหวานตามไปด้วย จุดเด่นของร้านยังอยู่ที่การใช้เฉพาะนมจืดและไซรัปโฮมเมดเท่านั้น นอกจากนั้นยังเป็นคาเฟ่พร้อมเสิร์ฟอาหารเพื่อสุขภาพ ตอบโจทย์คนที่กำลังมองหาอาหารดีๆ วัตถุดิบออร์แกนิกและโลแฟต ปรุงใหม่แบบจานต่อจาน ฟีลของร้านยังเหมือนนั่งกินดื่มในบรรยากาศของโลกใต้น้ำ        เมนูแนะนำ Salmon Teriyaki with Rice แซลมอนย่างหนังกรอบ ราดซอสเทอริยากิโฮมเมด   Hot Caffe Mocha กาแฟเบลนด์พิเศษจากเมล็ดกาแฟ 5 แหล่งปลูก ได้แก่ เอธิโอเปีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ไทย และลาว ผสมกับโกโก้และนม   Iced Butterfly Pea Latte เครื่องดื่มจากดอกอัญชันคั้นสดผสมนมและไซรัปโฮมเมดกลิ่นวานิลลา   Penne Tom Yum Goong เพนเน่รากซอสต้มยำกุ้ง 

Tag: , กาแฟ,

Brewski บาร์คราฟต์เบียร์แห่งล่าสุดของโรงแรมเรดิสัน บลู กรุงเทพฯ มีจุดเด่นตรงที่เป็นบาร์คราฟต์เบียร์ที่สูงที่สุดในกรุงเทพฯ ใจกลางถนนสุขุมวิท ทำให้บาร์เบียร์แห่งนี้ได้ทั้งวิวมุมสูงและรวบรวมคราฟต์เบียร์ไว้ไม่น้อย ที่สำคัญเป็นราคาเน็ตไม่มีภาษีและเซอร์วิสชาร์จโดนใจคอเบียร์     บริวสกี้รวบรวมคราฟต์เบียร์สดไว้ถึง 12 แท็บ ที่หมุนเวียนไปเรื่อยๆ และคราฟต์เบียร์ขวด 53 ฉลาก ซึ่งตั้งเป้าว่าจะมีมากถึง 100 ฉลาก ส่วนอาหารได้เชฟโทมัส สมิธ (Thomas Smith) มาทำอาหารที่กินเข้ากับคราฟต์เบียร์อย่างของทอดและฟิงเกอร์ฟู้ด      แนะนำให้เริ่มลองที่ Beer Flight เบียร์ขนาด 100 มิลลิลิตร 4 แก้ว เพื่อชิมรสชาติก่อนสั่งเบียร์แก้วใหญ่ที่ถูกใจ และ Zeffer Ginger Cider ไซเดอร์แอปเปิลจากนิวซีแลนด์ที่ผสมขิงเข้ามาด้วย ทำให้มีรสแบบจินเจอร์เบียร์ผสมกับไซเดอร์ Epic ลาเกอร์เบียร์ดื่มง่าย Chouffe Soleil เบียร์ที่ให้กลิ่นรสของผลไม้ ถ้าให้อธิบายง่ายๆ คล้ายกับฮูกาเด้น และ Bourbon Barrel Stout เบียร์ดำที่นำไปเอจจิ้งต่อในถังไม้ที่ใช้บ่มเบอร์เบิ้นเพื่อเพิ่มกลิ่นรสที่น่าสนใจ หลังจากลองแล้วเราตัดสินใจเลือก Vedett IPA เบียร์ไอพีเอที่รสชาติเยี่ยมเหมาะกับอากาศช่วงนี้          ส่วนอาหารเชฟใส่ความเป็นเอเชียนลงไป เริ่มที่ Double Dog ฮอตดอกยาวหนึ่งฟุตที่ใส่ไส้กรอกชิกเกนแฟรงค์เฟิร์ตและไส้กรอกชิกเกนกะเพรา Salt and Pepper Tempura ผักทอดเทมปุระแบบญี่ปุ่นที่ผสมแป้งด้วยเบียร์และโซดาให้แป้งฟู กินเข้ากันกับเบียร์ Gai Yang เสิร์ฟมาในปิ่นโตพร้อมข้าวเหนียวและน้ำจิ้มแจ่ว        ที่แปลกแต่เก๋เป็น Sai Krok E Sarn ที่เชฟทำหน้าตาออกมาเหมือนทาโกะยากิแต่รสชาติคือไส้กรอกอีสาน และซิกเนเจอร์ของร้าน Brewski Burger ความอร่อยอยู่ที่การนำเบียร์ญี่ปุ่นผสมเข้ากับเนื้อวากิวเพื่อทำให้เนื้อนุ่มอร่อย มาพร้อมชีส เบคอน และหอมทอด     ปิดท้ายด้วย Beeramisu ทีรามิสุที่ปรับสูตรโดยใช้เบียร์ Bourbon   

แม้ว่าต้องออกนอกเมืองไปไกลสักหน่อย แต่คาเฟ่เท่สะดุดตาแห่งนี้ก็ควรค่าแก่การมาเยือน ด้วยคอนเซ็ปต์การออกแบบซึ่งได้แรงบันดาลใจจากป่าสีดำแห่งเทพนิยายกริมม์ ทั้งการใช้โครงเหล็กดัดลวดลายแบบอาร์ตนูโวที่ช่วยสร้างแสงเงาร่มรื่นผ่านผนังกระจกใสรอบร้าน ไปจนถึงอาหารสไตล์ยุโรปที่มีกลิ่นอายความดาร์กแบบผู้ใหญ่ และเครื่องดื่มสุดครีเอตที่แอบซ่อนแอลกอฮอล์ไว้กระตุ้นความคึกคัก เราแนะนำ Wild Sheep Chase ฟองนมนุ่มๆ เชกผสมวอดก้าก่อนตบด้วยเอสเปรสโซช็อตเข้มข้น       เมนูแนะนำ Jaeger สเต๊กเนื้อสันในย่างกับเนย สุกด้านนอกเนื้อในฉ่ำ เสิร์ฟพร้อมมันอบและซอสสูตรโฮมเมด   Fries มันฝรั่งทอดคลุกเคล้าปาปริกาและพาร์สลีย์ รสเผ็ดนิดๆ กินเพลิน   Blair Rose อัฟโฟกาโตที่เก๋ตรงไอศกรีมนมสีแดงสวย โรยเรดเวลเวตครัมเบิลกรุบกรอบและใบชากุหลาบหอมละมุน   White Crow เติมนมแล้วแนะนำให้ดื่มช้าๆ ละเลียดรสชาติของเอสเปรสโซบอลแช่แข็งที่ค่อยๆ ละลายเข้ากับวิปครีมผสม Schnapps (ลิเคียวร์)  

Tag: , คาเฟ่,

Chow Café & Bar ร้านอาหารแห่งล่าสุดในเครือฟิโก้ นำเสนออาหารเอเชียนฟิวชันที่นำด้วยกลิ่นอายแบบจีน ทางร้านเรียกว่า Chinese California ซึ่งเป็นเทรนด์จากแคลิฟอร์เนีย เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องการผสมผสานทางวัฒนธรรมอาหารและเมืองหลวงของอาหารฟิวชัน     บรรยากาศร้านมีกลิ่นอายของแกลเลอรีที่นำเอางานศิลปะสไตล์โมเดิร์นมาประดับประดาให้เลือกซื้อกลับบ้านได้ และโปรเจ็กเตอร์ฉายภาพยนตร์จีนที่ช่วยสร้างกลิ่นอายจีนท่ามกลางดีไซน์นิวยอร์กลอฟต์ที่เต็มไปด้วยกำแพงอิฐผสมกับกระเบื้องลวดลายจีน โดยเฉพาะครัวเปิดที่เชฟมาร์ค ฮัมเบิร์ก (Marc Humberk) เชฟฝรั่งที่ง่วนอยู่กับการผัดอาหารผ่านกระทะจีน (Wok) ส่งกลิ่นหอมของอาหารมาแตะจมูก ซึ่งเป็นภาพแปลกตาที่เราจะเห็นได้น้อยครั้งจากเชฟฝรั่ง     เชฟมาร์คบอกว่าอาหารของเขาปรุงด้วยกระทะ ไฟแรง และเสิร์ฟในจานใหญ่ เหมาะสำหรับกินร่วมกันแบบวัฒนธรรมจีน หน้าตาอาหารในแบบของเขายังถูกนำไปผสมผสานกับวัฒนธรรมของอาหารชาติอื่นๆ Pastrami Egg Roll หน้าตาแบบเบอร์ริโตทอด แต่เมื่อกินคือเปาะเปี๊ยะไส้พาสตา มีผัดกับหน่อไม้ฝรั่ง มะเขือเทศตากแห้ง หนำเลี้ยบ กาน้าฉ่ายมาโย และชีสเชดดาร์     อีกจานมีความเป็นเอเชียน Beef and Kimchi Quesadilla แป้งตอร์ติญากับเนื้อวัวสไลซ์ ชีสเชดดาร์ และสไปซี่กิมจิมาโย ให้ความรู้สึกของเอเชียนปนฝรั่ง     จานเส้นของที่นี่ก็ดี Chow’s Specialty Lo-mein Noodles เห็นแค่ท่วงท่าผัดกระทะของเชฟก็อร่อยแล้ว จานนี้มาพร้อมเนื้อวัวนุ่มๆ ที่ให้กลิ่นไหม้จากกระทะ รสเผ็ดนิดๆ แนะนำให้สั่งเลย  Seared Sea Bass, Shrimp Fried Rice, Red Curry Coconut Broth จานนี้ก็ดี ข้าวผัดกุ้งหอมกระทะกับปลาทอดและซอสแกงแดง       ปิดท้ายของหวาน Patongko with Mango ปาท่องโก๋ไซส์ยักษ์กับนมข้น ซอสช็อกโกแลต และมะม่วงสุก หรือจะลองค็อกเทลของร้านก็รสชาติดี มีบาลานซ์ของสปิริตกับวัตถุดิบอื่นๆ  

ฝนตกติดต่อกันหลายวันแบบนี้ เราอยากชวนทุกคนทิ้งความหงอยเหงาแล้วมาปลดปล่อยความรื่นเริงกันให้สุดเหวี่ยงไปเลย ที่นี่เหมาะมากถ้าจะใส่เสื้อฮาวายตัวเก่ง หรือเครื่องประดับสีสันสดใสมานั่งกินข้าวมื้อค่ำพร้อมดื่มด่ำกับเครื่องดื่มสไตล์ทรอปิคอลในแก้ว Tiki รับรองว่าบรรยากาศสนุกๆ ของร้าน Pakalolo จะทำให้เราลืมความอึมครึมในช่วงหน้าฝนได้อย่างหมดใจ         ไฮไลต์ของร้านนี้นอกจากการตกแต่งชวนให้รู้สึกเหมือนนั่งอยู่ริมหาดทรายของฮาวายท่ามกลางเสียงคลื่นและแสงอาทิตย์สีนวลตา ยังทำให้เราด่ำดิ่งมากขึ้นอีกขั้นด้วย Tiki Bar กับค็อกเทลและม็อกเทลโดยใช้ผลไม้รสเปรี้ยวมาเป็นพระเอกเพิ่มความสดชื่น อย่างแก้วซิกเนเจอร์ห้ามพลาดเลยคือ Ak 47 มีส่วนผสมหลักจากน้ำสับปะรด เสาวรส ลิเคียวร์กลิ่นพีช และไซเดอร์แอปเปิ้ล หรือถ้าใครชอบกลิ่นหอมๆ ผ่อนคลายต้องลอง Kuwo ที่มีส่วนผสมของดาร์ครัม วอดก้า ไซรัปโรสแมรี ไซรัปชินนามอน และน้ำแอปเปิ้ล ที่สำคัญอย่าลืมสั่งของกินเล่นมาแกล้มกับเครื่องดื่มด้วยนะ       ที่นี่เสิร์ฟอาหารแบบฟิวชันเข้าใจง่าย ถ้าใครคิดไม่ออกว่าจะเลือกเมนูไหนดี เราแนะนำ ยำหอยปีกนก หอยปีกนกสั่งตรงจากญี่ปุ่นเคี้ยวกรุบๆ เข้ากันกับน้ำยำรสแซ่บแบบไทยๆ     ส่วนสาวกแซลมอนก็มี แซลมอนในน้ำยำสไตล์ฮาวาย เนื้อปลานุ่มหวานหั่นลูกเต๋าพอดีคำ ราดน้ำยำ 3 รส     แต่ถ้าอยากอิ่มท้องอีกนิดหน่อยต้อง เบอร์เกอร์เนื้อโคขุน เนื้อโคขุนหมักซอสสูตรพิเศษชุปเกล็ดขนมปังแล้วทอด ราดซอสบาร์บิคิวและบลูชีสซอสเพิ่มความอร่อย รวมถึง พาสต้าไข่กุ้ง เส้นแองเจิลแฮร์ผัดกับซอสสไตล์ไทย โรยไข่กุ้งและถั่วเหลืองอบกรอบ เสิร์ฟพร้อมกุ้งย่างหอมๆ นั่งกินดื่มพร้อมฟังดนตรีสดที่มีทุกวันศุกร์-อาทิตย์ไปด้วย รับรองว่าเพลิดเพลินเชียวล่ะ     

เพียงเห็นคำว่า “Drunch”  ก็ชวนให้ชายจุกสงสัยว่าอะไรคือดรั้นช์ พอได้ถาม ชฟพอล สมาร์ท เชฟใหญ่ของโรงแรม So Sofitel Bangkok เชฟก็พรั่งพรูถึงไอเดียของห้องอาหาร Red Oven ที่มีมากกว่ามื้ออาหารหนึ่งมื้อ     เชฟพอลเล่นกับคำว่า “Drunk” + “Brunch” กลายเป็น “Drunch” เออแบบนี้ก็ได้สินะ แต่ชายก็ว่ามันเก๋ดี แถมยังฉีกแนวจากชาวบ้านชาวช่องที่มีเฉพาะซันเดย์บรันช์ พอมีแซทเทอร์เดย์ดรันช์ก็เลยเป็นตัวเลือกที่เพิ่มขึ้นมาให้ชายในวันเสาร์ ไม่ใช่แค่กินแต่มีค็อกเทลให้ดื่มด้วย ดี๊ดีสำหรับบ่ายวันเสาร์ วันอาทิตย์จะได้นอนอยู่บ้านสบายๆ       เรดโอเว่นยังคงใช้เตาสีแดงแรงฤทธิ์ของ Molteni เป็นหัวใจของความอร่อยในคอนเซ็ปต์ของ World Food Market ที่เล่นกับคำว่า “SO” ให้เข้าใจง่าย SOrganic, SOliquid, SOcheese, SOdeli, SOcean, SOmmelier และ SOsweet แต่เพิ่มมุมพิเศษที่มีเฉพาะดรันช์อย่าง บูธดีเจที่จะมาเปิดแผ่นตลอดงาน ค็อกเทลพิเศษที่ผสมใหม่ทุกแก้วให้ดื่มแบบไม่อั้นตลอดมื้ออาหาร อาทิ Lychee Rose, The New Look และ Brith & Early และซิกเนเจอร์ดิชจากห้องอาหาร Park Society นี่คือความดีงามที่จะได้ชิมอาหารเมนูเดียวกับมื้อค่ำของเชฟโจส บิจสเตอร์ น่าเสียดายที่มีเพียงวันละหนึ่งเมนู ถ้ามี 2-3 เมนูน่าจะดีงามกว่านี้         เสร็จจากมุมไฮไลต์ชายไปติดใจกับขนมปังพริกเผาที่มีให้ทุกโต๊ะ มุมอาหารญี่ปุ่นก็ดีใหญ่โตเว่อร์วัง ซูชิ เทปันยากิ เทมปุระ มีให้กินไม่อั้น มุมฮอตดิชจากเตาแดงก็ต้องฟัวกราส์และเนื้ออบ อาหารทะเลก็ดีสดอร่อย          ปิดท้ายเลิฟๆ กับ SOsweet ของหวานสารพัด ที่เด่นก็ต้องช็อกโกแลตจาก Chocolab ซึ่งเน้นเรื่องรสชาติแบบเอเชียน ไอศกรีมผัดก็ดีงาม        

อยู่เบื้องหลังร้านดังมานาน ถึงเวลาแล้วที่ Synova ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเครื่องดื่มและเบเกอรี่จะเปิดตัวคาเฟ่ของตัวเองสักที ในชื่อ Syn Lab กับคอนเซ็ปต์เท่ๆ จำลองให้ตัวร้านเป็นเหมือนห้องแล็บขนาดย่อมสำหรับทดลองเมนูสุดอร่อย     ทันทีที่เปิดประตูบานใหญ่เข้าไป สิ่งแรกที่ได้เจอคือเคาน์เตอร์บาร์เรียบเท่ ตกแต่งให้ตื่นเต้นด้วยบีกเกอร์และหลอดทดลองที่ซ่อนตัวอยู่ตามมุมต่างๆ ให้อารมณ์เหมือนได้เข้าห้องแล็บจริง (เหมาะสำหรับการถ่ายรูปเช็คอินที่สุด) ที่เก๋กว่านั้นคือที่นี่เป็น Sales Gallery ในตัว ชิมเมนูไหนแล้วเกิดติดอกติดใจก็ซื้อกลับไปที่บ้านได้ (ชาพีชสดชื่นมาก แอบบอกไว้ตรงนี้) แถมมีไพรเวทรูมสำหรับจัดเวิร์คช็อปและ Co-working space อีกด้วย       เมนูของทางร้านครีเอตจากวัตถุดิบของแบรนด์ Synova ทั้งตัวกาแฟ ชา ขนม ไอศกรีม ฯลฯ แต่นำมาประยุกต์เป็นเมนูใหม่ได้น่าสนใจ เริ่มด้วยกาแฟ Syn Lab Blend เฮ้าส์เบลนด์ของทางร้าน เบลนด์จากเมล็ดกาแฟกัวเตมาลากับกาแฟจากแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ รสเข้มชัด ได้กลิ่นออกเบอร์รี่ แนะนำเป็น Espresso on the rock เอสเพรซโซ่ช็อตเสิร์ฟในแก้วเอียง ที่ร้านใช้น้ำแข็งก้อนใหญ่ละลายช้า ให้ดื่มด่ำรสเข้มได้จนหยุดสุดท้าย       ส่วนคนรักชาห้ามพลาด  Matcha Green Tea Frappe ชามัทฉะปั่น พิเศษตรงที่บีบครีมงาดำลงไปด้านบนแล้ววางด้วยไอศกรีมมัทฉะอีกทีเอาใจคนรักมัทฉะแบบเต็มที่  หรือจะลอง Iced Ceylon Milk Tea with Espresso Panna Cotta ชาซีลอนหอมๆ ที่เพิ่มเนื้อสัมผัสด้วยเอสเพรสโซ่พานนาคอตต้าเข้ากัน       จานหลักของ Syn Lab ต้องเมนูนี้ Coffee Rubbed Burger with Homemade Sauce ชาโคลบันแทรกด้วยเนื้อไทยเฟรนช์หมักซอสบาร์บีคิวโฮมเมด แอบเก๋ตรงที่ใส่เอสเพรสโซ่ช็อตลงไปในซอสด้วย ให้พอได้กลิ่นกาแฟนิดๆ เสิร์ฟคู่ซีตรัสลัดและเพรสเซลชิปอบกรอบ ต่อด้วยเมนูไฮไลต์ Three-Cheese Croissant Toast 3 ชีสในจานเดียว พรีเมียมบัตเตอร์ซองต์โทสต์ ได้รสหอมๆ เค็มๆ ไอศกรีมรสชีสเค้กเข้มข้น และนิวยอร์คชีสเค้กที่ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ แทรกอยู่ด้วย ราดซอสเบอร์รี่ตัดเลี่ยน เสิร์ฟพร้อมกราโนล่ากรุบกรอบไว้กินคู่กัน    

ใครเป็นแฟนอาหารเมดิเตอร์เรเนียนและโมร็อกโกของ Crêpes & Co. ชายจุกบอกเลยว่าห้ามพลาดกับสาขาใหม่ที่ 9:53 Community Mall ซอยทองหล่อ 9 ครั้งนี้เปิดคู่กับร้านอาหารในเครือเดียวกันอย่าง Le Boeuf ที่เด่นเรื่อง Steak & Fries Bistro สเต๊กเนื้อนุ่มๆ กับซอสคาเฟ่เดอปารีสที่ฉ่ำหอมด้วยเนย และอุ่นร้อนตลอดการกิน โอ๊ย! คิดถึงสเต๊กเนื้อก็อยากกินแล้ว แต่วันนี้ชายมากินอาหารเมดิเตอร์เรเนียนและโมร็อกโกต่างหากล่ะ (555 น้ำตาไหล)     ชายว่าระยะเวลาการเปิดของแบรนด์นี้ก็การันตีอะไรหลายอย่างได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่ปี ค.ศ.1996 ยาวนานมาก นอกจากเครปแล้วยังนำเสนออาหารหลายอย่างที่มีความเป็นเมดิเตอร์เรเนียนสูงทั้งอาหารสเปน กรีก โมร็อกโก และฝรั่งเศส   มาที่นี่ชายว่าเครปคือจุดเด่น แต่เจ้าของร้านก็พยายามนำเอาอาหารโมร็อกโกเข้ามาเสริม แถมภาชนะต่างๆ อย่างทาจีน จานกระเบื้อง หรือภาชนะทองเหลือง เจ้าของร้านก็ไปตระเวนซื้อหามาจากที่โน่นเลยล่ะ สาขานี้มีความเป็นคาเฟ่ค่อนข้างสูงทั้งบรรยากาศขาวใสแบบพิมพ์นิยมและภาพประดับผนังที่ดูเป็นงานป๊อปอาร์ต        ส่วนเมนูอาหารน่ะเหรอ ใหม่เกือบทั้งหมด โดยเฉพาะเมนูเครป Grilled Australian ฺBeef Crêpe แป้งบักวีตไส้เห็ดและผักโขมผัด กินกับเนื้อวัว และบลูชีสซอส     ส่วนใครชอบอาหารโมร็อกโกห้ามพลาด Moroccan Crêpe เครปแป้งบักวีตผสมยี่หร่ากับไส้กรอกเนื้อวัว คูสคูส และมะเขือ เติมรสเผ็ดด้วยพริกฮาริสสา เสิร์ฟมาในจานลายสวยงาม     และอีกจาน 5 Spices Slow Cooked Pork Ribs เสิร์ฟมาในทาจีน ซี่โครงหมูอบกับผงไฟว์สไปซ์ คูสคูส และพริกฮาริสสา เนื้อซี่โครงล่อนและหอมสมุนไพร จานนี้ดีเลยแหละไม่ฉุนเครื่องเทศไป   

สายๆ วันอาทิตย์อย่างนี้คุณทำอะไร? บ้างก็คงเพิ่งตื่นนอน หรือเป็นช่วงเวลาที่กำลังหาเมนูอร่อยใส่ท้องกัน ส่วนใครที่ยังคิดไม่ออกว่าอาทิตย์นี้จะกินอะไรที่ไหน เรามีบุฟเฟ่ต์มื้อสายวันอาทิตย์หรือซันเดย์บรันช์มาฝาก     เรียกได้ว่าเป็นตำนานเลยทีเดียวกับมื้อสายวันอาทิตย์ของโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ ที่จัดบุฟเฟต์แบบอลังการให้เลือกกินไม่อั้นโดยรวมอาหารเด่นจากทุกห้องอาหารของโรงแรม SPICE (ห้องอาหารไทย), Madison (Steak House) ,SHINTARO (ห้องอาหารญี่ปุ่น)และ Biscotti (ห้องอาหารอิตาเลียน) มาเสิร์ฟพร้อมกันที่บริเวณ ปาริชาติ คอร์ท ที่มีบรรยากาศสวนร่มรื่น     เราจัดอันดับเมนูเด่นๆ ที่ห้ามพลาดมาแล้ว อันดับแรกที่ต้องไปเตาอบ “Rotisserie” เตาอบขนาดใหญ่สีแดงสวย จากประเทศฝรั่งเศสที่มีเพียงเครื่องเดียวในประเทศไทย มูลค่ากว่า 1.2 ล้านบาท เมื่ออบด้วยเครื่องนี้แล้วจะทำให้เนื้ออบหรือไก่อบมีสีสันสวยงามน่ากินและคงความนุ่มชุ่มฉ่ำข้างใน     ส่วนเมนูยอดนิยมที่นี่ก็มีครบ ทั้งฟัวกราส์ชิ้นหนาที่ทอดใหม่ๆ ตามสั่ง ผิวกรอบนอกเนื้อในฉ่ำนุ่ม ส่วนมุมอบและย่างก็มีเนื้ออบและหมูอบที่มีหนังกรอบเป็นไฮไลท์ ซีฟู้ดออนไอซ์คุณภาพดีสมราคา ซูชิและซาชิมิจากห้องอาหารญี่ปุ่นชินทาโร่ ชีสและโคลคัทก็มีให้เลือกหลายชนิด               นอกจากเมนูยอดนิยมแล้วที่นี่ยังมีอาหารตะวันออกกลาง อาหารจีน อาหารไทย อาหารอินเดียและไข่ปลา (Fish Roe) หลายแบบให้เลือกชิมอีกด้วยนะ           แน่นอนว่ามา แชมเปญซันเดย์บรันช์ แชมเปญที่เสิร์ฟต้องไม่ธรรมดาเพราะที่นี่ใช้ Taittinger Champagne แชมเปญระดับพรีเมียมเลยทีเดียว จิบแล้วสดชื่นตื่นเต็มตา   ทุกท้ายแล้วอย่าลืมชิมขนมให้ครบเลยนะ โดยเฉพาะเครปซูเซตต์ และช็อกโกแลตลาวา   ข้อมูล วินเทจแชมเปญแพ็กเกจ ราคา  9,500 บาท++ รวม Taittinger Rose and Vintage Brut Champagne ไวน์แดง ไวน์ขาว เบียร์ น้ำผลไม้ และซอฟต์ดริงค์ แชมเปญแพ็กเกจ ราคา 4,100 บาท++ รวม Taittinger N/V Brut Reserve ไวน์แดง ไวน์ขาว เบียร์ น้ำผลไม้ และซอฟต์ดริงค์ สปาร์คกลิ้งไวน์แพ็กเกจ ราคา 3,250 บาท++ รวม Prosecco ไวน์แดง ไวน์ขาว เบียร์ น้ำผลไม้ และซอฟต์ดริงค์ ซันเดย์บรันช์แพ็กเกจ ราคา 2,999 บาท++ รวมน้ำผลไม้ และซอฟต์ดริงค์และเด็กอายุระหว่าง 6 - 12 ปี ราคา 1,500 บาท++

กว่าห้องอาหารและบาร์ของโรงแรม พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ ลงตัวก็เล่นเอาลุ้นอยู่นาน แต่พอเปิดตัวปุ๊บก็เล่นแรงปั๊บก็เล่นเปิดตัว Penthouse Bar & Grill กินพื้นที่ชั้นบนสุดของโรงแรมถึง 3 ชั้น กับ 6 โซนที่ต้องบอกว่าไปครั้งเดียวไม่จบแน่นอน     ชายจุกว่า เพนท์เฮ้าส์ บาร์ แอนด์ กริลล์ ดีไซน์คล้ายห้องพักหรูบนเพนท์เฮ้าส์ของมหานครนิวยอร์ก ที่ดูเหมือนเรียบไม่หวือหวา แต่หรูหราด้วยรายละเอียด รวมถึงของตกแต่งที่คล้ายจะบอกว่าเจ้าของห้องพักนี้เป็นนักสะสมที่คลั่งไคล้มอเตอร์ไซด์เอามากๆ ทำไมถึงเป็นแบบนั้นต้องไปดูด้วยตาตัวเอง     6 โซน มีโซนหลักคือ The Grill และ The Cocktail Bar ส่วนโซนอื่นๆ ก็ซ่อนตัวและโชว์ตัวอยู่ในมุมของตัวเอง Chef's Table ซ่อนตัวอยู่ภายในครัวของเดอะกริลล์ Whisky Room บาร์วิสกี้ และ The Mezzanine บาร์ส่วนตัวบนชั้นลอยของเดอะค็อกเทลบาร์ ส่วน Rooftop Terrace ต้องรออีกเดี๋ยวนึงถึงเปิดตัว       ก่อนไปกินอาหาร ชายเริ่มที่เดอะค็อกเทลบาร์ ชั้น 35 อุ่นท้องเบาๆ ด้วยค็อกเทลแต่ก็ดูเหมือนว่าจะตัดสินใจไม่ถูก ซิกเนเจอร์ค็อกเทลยังมีไม่มาก เลยค่อยๆ ลองสั่งมาจิบ The Reverent (360บาท) ค็อกเทลสายสปิริตฟอร์เวิร์ด วิสกี้ 2 ชนิด ลิเคียวร์อัลมอนด์ ลิเคียวร์สมุนไพร เมเปิ้ลไซรัป หวานนิดนึงแต่หนักหน่วง     New Cuban (360 บาท) เหล้ารัมผสมสาเกอินฟิวสตอรว์เบอร์รี น้ำมะนาว ชรัปป์รูบาร์บ ตามด้วยสปาร์กกิ้งไวน์ รสออกเปรี้ยวแต่ไม่หนัก     Memento (360 บาท) ไวท์รัม ลิเคียวร์ดอกไม้ น้ำมะนาว ไซรัปเนยถั่ว กล้วย และบิตเตอร์ มาทั้งกลิ่นกล้วยและเนยถั่ว ที่ไม่แสดงออกมาในสีของค็อกเทล     และคลาสลิกค็อกเทล Last World (420 บาท) จิน ลิเคียวร์ดอกไม้ ลิเคียวร์เชอร์รี่ และน้ำมะนาว     ดื่มมากไปเริ่มร้อนท้อง ชายลงไปต่อที่ชั้น 34 ที่เดอะกริลล์ รวมเอาอาหารย่างจากเตากลางร้าน โดยเฉพาะเนื้อวัวที่มีให้เลือกหลากหลายจากทั้งอิตาลี อเมริกา ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และอาร์เจนติน่า รวมถึงซีฟู้ดคุณภาพดี   เริ่มที่ Onion Soup (250 บาท) ซุปหัวหอมสุดคลาสลิก รสกำลังดีเค็มปนหวาน ยืดด้วยชีสให้ได้เคี้ยวกับหัวหอม กินกับโฮมเมดซาวร์โดว์และเนยรมควัน     มาที่ Surf & Turf (1,950 บาท) เนื้อสันในมาคู่กับแคนาเดียนล็อบสเตอร์ที่ย่างมาแบบพอดีไม่แห้ง เลือกจิ้มกับซอส เบอร์เนส เรดไวน์ พริกไทยดำ เห็ด ชิมิชูรี แจ่ว และซีฟู้ด     อีกจานที่คนชอบเนื้อวัวห้ามพลาด Ribeye (1,350 บาท) จากออสเตรเลีย เนื้อนุ่มๆที่มีไขมันแทรกมากหน่อยทำให้นุ่มละมุนลิ้น กินกับไซด์ดิสอย่างแมคชีสและหน่อไม้ฝรั่งย่าง     แน่นอนคนไม่กินเนื้อวัว ชายก็มี Patagonia Toothfish (1,350 บาท) ปลาค้อดดำจากออสเตรเลีย จานนี้ก็มีเนื้อฉ่ำๆ หอมกลิ่นควันไฟ บีบเลมอนเพิ่มรส     ปิดท้ายที่ของหวาน Irish Coffee (370 บาท) วานิลลาซอฟต์เสิร์ฟกับเอสเพรสโซ่ช็อตและลิเคียวร์ครีม Crèème Caramel (290 บาท) มาพร้อมวานิลลาซอฟต์เสิร์ฟและซอสช็อกโกแลต Caramelized Lemon Tart (310 บาท) เลมอนทาร์ตเปรี้ยวๆที่เผาหน้าด้วยน้ำตาล กินกับบลูเบอร์รี่  

ชายจุกไม่ค่อยชอบหนังเรื่องแฮงค์โอเวอร์ที่ทำให้โรงแรมแห่งนี้และกรุงเทพฯ ดังเป็นพลุแตกในหมู่ชาวต่างชาติสักเท่าไหร่ แต่ช่างมันเถอะเพราะมันไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้   สารภาพว่าชายเป็นคนไม่ชอบวิสกี้เลยแหละ แต่พอได้ยินว่ามีวิสกี้ชนิดพิเศษที่มีให้ดื่มเฉพาะที่ Alfresco 64 – A Chivas Bar ทำให้ชายต้องฝืนกฎประจำตัวเองเพื่อชิมให้ได้รู้อีกครั้งว่าวิสกี้ที่ว่าดีเป็นยังไง     ที่นี่เป็นบาร์วิสกี้ที่ทางโรงแรมเลอบัวฯ จับมือกับเพอร์นอต ริคาร์ด ผลิตชีวาสพิเศษที่มีเฉพาะที่นี่เท่านั้น ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเพอร์นอตฯ ที่ผลิตวิสกี้พิเศษขึ้นให้กับแบรนด์อื่น นั่นคือ Chivas Exclusive lebua Blend หนึ่งถังโอ๊คผลิตวิสกี้ได้ 96 ขวด บ่มนาน 30 ปี รอบแรกผลิตมาเพียง 24 ขวด และปัจจุบันเหลือเพียง 6 ขวด ส่วนเรื่องราคาน่ะเหรอ หึหึหึ 240,000 ต่อขวด หรือ 9,100 บาทต่อแก้ว แค่ฟังก็รู้สึกว่ารสดีแล้ว เสิร์ฟในแก้วพิเศษของเปอโยต์ รูปทรงแก้วคล้ายตะเกียงเพื่อบังคับกลิ่นรสให้ออกมาดีที่สุด เช่นเดียวกับ Chivas Ultis เบลนด์จากมอลต์ 5 โรงกลั่นมารวมกัน รวมถึง Chivas Mizunara ที่บ่มในถังโอ๊คญี่ปุ่นและมีชายเฉพาะในญี่ปุ่นก็มีขายเฉพาะที่นี่เท่านั้น     ใครอยากลงลึกเรื่องวิสกี้แนะนำที่ Heritage Room ที่รวมชีวาสทุกเล้นจ์ Extra, 18 Years Gold Signature, 25 Years, The Icon (วิสกี้จากโรงกลั่นที่ปิดไปแล้ว) และ Royal Salute ที่ใช้ฉลองให้กับควีนส์อลิซาเบธ แต่ถ้าใครไม่ถนัดวิสกี้เหมือนชาย แนะนำค็อกเทลที่ใช้วิสกี้เป็นเบสน่าจะดื่มง่ายกว่า Ultimate Ultis วิสกี้ชีวาส อัลติส จินเจอร์ไวน์ ครีมเดอแคสซิส และน้ำสับปะรด เสิร์ฟมาแบบควันลอยๆ ในแก้วสีทองอลังการ     Cloud on 64 วิสกี้ชีวาส 18 ปี ลิเคียวร์เชอร์รี่ ทับทิมสดบด หวานเปรี้ยวทับทิมแต่มีกลิ่นรสของวิสกี้จางๆ และ Alfrescorini เนโกรนีเวอร์ชั่นเปลี่ยนจากจินเป็นวิสกี้ กับคัมปารี และสวีทเวอร์มุท     ส่วนอาหารเป็นบาร์สแน็คที่รสชาติดีงามไม่เสียชื่อโรงแรม House Smoked Balik Salmon แซลมอนรมควันกับซาวด์ครีมและคาเวียร์     Rock Shrimp Popcorn กุ้งทอดกับซัฟฟรอนไอโอลี่     Wagyu Beef Slider มินิเบอร์เกอร์เนื้อวากิวกับเป็ดรมควัน เชดด้าชีส และหอมทอดอินเดียที่เรียกว่า Bhaji     และ Avocado Tostada อะโวคาโด้กรอบกับผักซอเรล     ชายว่าดีงามทั้งบรรยากาศวิสกี้ ค็อกเทล และอาหาร ไปทีเดียวครบจบทั้งอาหารเครื่องดื่ม

แม้จะเปิดตัวมานานหลายปี แต่ Riva Floating Café คาเฟ่ลอยน้ำภายในปานเทวี ริเวอร์ไซด์รีสอร์ทแอนด์สปา จังหวัดนครปฐม ยังคงเป็น Secret Place ในหัวใจของใครหลายคน ด้วยวิวสวยสงบริมแม่น้ำท่าจีน บวกกับโซนด้านนอกที่ให้ได้จุ่มขาลงไปในน้ำได้สบายใจ     กลับมาครั้งนี้ ที่นี่เพิ่งเปิดตัวเรือนลอยน้ำหลังใหม่ ดีไซน์คล้ายหลังเดิมแต่ดูโฮมมี่กว่า ตัวร้านยังเป็นกระจกใสล้อมรอบ พร้อมที่นั่งด้านนอกเหมือนเคย ส่วนหลังเก่ากำลังรีโนเวททำเป็นห้องสัมมนาลอยน้ำซึ่งกำลังจะเปิดตัวเร็วๆ นี้       แน่นอนว่าไฮไลต์ของร้านนี้ยังคงเป็นเมนูกาแฟ กาแฟเฮ้าส์เบลนด์มีคาแรกเตอร์เฉพาะตัวมาก เพราะเบลนด์จากเมล็ดกาแฟทางเหนืออย่าง ดอยอมก๋อย ดอยช้าง และเมล็ดจากต่างประเทศอย่างเอธิโอเปีย บราซิล รวมถึงอินโดนีเซีย แต่เราอยากให้ลองเมนูเครื่องดื่มอื่นๆ ที่ทางร้านทำออกมาได้เก๋ไม่แพ้กัน อาทิ Emerald Summer Tea ชาผลไม้สีสวยไร้คาเฟอีน รสออกเบอร์รี่ จิบแล้วสดชื่นคลายร้อน Coco Blue Frappe น้ำมะพร้าวอัญชันปั่น ตกแต่งด้านบนด้วยสายไหม หรือจะลอง Raspberry Rosé ราปส์เบอรรี่โซดาซาบซ่า หอมกลิ่นกุหลาบ แถมมีเนื้อราสป์เบอรรี่ให้ได้เคี้ยว       ขยับมาที่ของคาวกันบ้าง เริ่มด้วยเมนูกินเล่นอย่างหมูทอดเสิร์ฟกับน้ำจิ้มแจ่ว สันคอหมูนุ่มๆ หมักจนเข้าเนื้อ มีมันติดนิดๆ เรียกน้ำย่อยได้ดีเชียว ต่อด้วย Salami Pizza พิซซ่าแป้งบางกรอบ หน้าซาลามี่อย่างดีนำเข้าจากอิตาลี หอมเค็มกำลังดี ซอสพิซซ่าทำเองรสดีเชียว Smoked Salmon Rocket Salad สลัดแซลมอนรมควันและผักร็อกเก็ต ราดด้วยน้ำยำรสแซบจัดจ้าน กินได้เพลินๆ ไม่เลี่ยน         ปิดท้ายด้วยขนมหวานเมนูใหม่ (ต้อนรับเรือนลอยน้ำใหม่) Pomelo Sorbet Ice cream served with Glutinous Rice Roasted in Bamboo Joints นำของขึ้นชื่อของ นครปฐมมาเสิร์ฟพร้อมกัน คือข้าวหลามมะพร้าวอ่อนกับไอศกรีมส้มโอโฮมเมด ท็อปด้วยเปลือกส้มโออบแห้ง อร่อยชื่นใจมาก หรือจะลอง Passion fruit Tart ทาร์ตเสาวรสที่ทางร้านผสมเนื้อเสาวรสลงไปในแป้งทาร์ตด้วย รสเปรี้ยวๆ หวานๆ  ท็อปด้วยเบอร์รี่และสตรอว์เบอร์รี่     

โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เคยสร้างปรากฏการณ์จองคิวยาวนาน 2-3 เดือน สมัยเปิดตัวแชมเปญบรั้นช์เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งถ้าชายจุกจำไม่ผิดน่าจะเป็นแชมเปญบรั้นช์เจ้าแรกของเมืองไทย (ถ้าจำไม่ผิดนาจา อย่าด่าชายเลยขอร้อง 555)     ครั้งนี้โอนถ่ายมาที่ห้องอาหารสแปนิช Uno Mas ที่ดึงจุดเด่นของอาหารสเปน พร้อมเปลี่ยนแชมเปญใหม่ ซึ่งมีให้ดื่มเฉพาะโรงแรมฯนี้ มาให้จิบตลอดมื้อสายวันอาทิตย์             ชายก็ไม่รู้ว่าอะไรคือธรรมเนียมของมื้อสายวันอาทิตย์ที่ต้องมีซีฟู๊ดออนไอซ์มาด้วยทุกโรงแรม แต่ก็นั่นแหละมันเข้ากับแชมเปญจริงๆ อาทิ หอยนางรมหลายสายพันธุ์ ล็อบสเตอร์ทีมีให้เลือกทั้งเมนล็อบสเตอร์ และภูเก็ตล็อบสเตอร์ คาเวียร์ ก้ามปูอะลาสกา แลงกูสทีน แต่ที่เป็นจุดเด่นก็คือทาปาสและโคลด์คัตที่เด่นด้วยไอเท็มจากสเปน   สำหรับตัวชายเองข้ามส่วนนี้ไปเกือบหมดเพราะชายอยากชิมอาหารสเปนและอาหารเมดิเตอร์เรเนียนแบบอะลาคาร์ตที่ปรุงใหม่ทุกจานจากเชฟจวน ทานา ดอท เชฟใหญ่ชาวสเปน ชายเริ่มที่ขาแฮมสเปนกับขนมปัง และแชมเปญสีชมพูของ G.H.Mumm N.1 Pink Edition ที่มีขายเฉพาะโรงแรมฯ นี้ แต่ถ้าใครอยากดื่มอย่างอื่นก็มีตัวเลือกอย่าง Dry Sherry และ Sweet Sherry ไวน์ขาว ไวน์แดงจากริโอฮ่า และเบียร์ Estrella Galicia Especial แต่ถ้าให้ชายบอกวันนี้ควรแชมเปญล้วนๆ คุ้มราคาแน่นอน 555     อะลาคาร์ตแบ่งเป็น From The Sea และ From The Butcher แน่นอนว่าชายสั่งครบทุกอย่าง ก็ชายข้ามบรรดาซีฟู้ดมา ทำไมจะกินไม่หมดล่ะ ที่สำคัญแต่ละจานพอร์ชั่นก็กำลังดี   From The Sea อาทิ ปลาหิมะย่างกับผักโขมผัดสไตล์คาตาลันกับไพน์นัตและลูกเกดราดด้วยพอร์คจูและฟักทองบด จานนี้ขนาดกำลังดีอร่อยใช้ได้ แต่จานต่อมาถามว่าชายกินหมดไหม ต้องบอกว่าไม่ มาทั้งกระทะขนาดนี้ ข้าวปาเอลญาหมึกดำหน้าหนวดปลาหมึกยักษ์กับไอโอรี่มายองเนสมะนาว นอกจากหนวดปลาหมึกด้านบนแล้วในข้าวก็ยังมีหนวดผสมอยู่ให้เนื้อสัมผัสที่ดีอร่อย กุ้งแดงและแก้มปลาค้อดอบพริกและกระเทียม จานนี้หลายคนคงคุ้นเคย เพราะมีในร้านอาหารสเปนเกือบทุกร้าน และหอยเชลล์ฮอกไกโดกับกะหล่ำบด คาเวียร์ และไอเบริโก้แฮม       From The Butcher อาทิ จานเด่นที่ชายสั่งเบิ้ลเป็นเนื้อหมูไอบีเรียนย่างเสิร์ฟกับข้าวผัดกับชีสและเห็ดป่า ว่าไปแล้วก็คล้ายริซอตโต้ แต่ชีสไม่เยอะแบบนั้น ส่วนเนื้อหมูคือนุ่มหอมมาก เนื้อวัววากิวริบอายอบในเตาโจสเปอร์กินกับซอสพริกปิกิโล่ หอมผัดไวน์แดง และมันฝรั่งทอด ไม่ใช่ว่าเนื้อไม่อร่อย แต่ใจชายโดยเนื้อหมูจานก่อนกระชากไปแล้ว ส่วนตับห่านย่างเสิร์ฟพร้อมเยรูซาเลมอาร์ติโชกบดและซอสไวน์หวาน ชายขอข้ามไปเพราะเริ่มเอียนกับฟัวการ์ จานสุดท้ายซี่โครงแกะจากเทือกเขาพีเรนิสย่างเตาถ่านราดซอสไวน์แดง กินกับผักย่าง จานนี้ก็ไม่แย่แต่แพ้เนื้อหมูกระชากใจไปเช่นกัน เกือบลืมให้พยายามเรียกเชฟให้มาเสิร์ฟหมูหันที่เข็นมาด้วยเพราะเป็นซิกเนเจอร์ ก่อนกินของหวานเผื่อท้องสำหรับชีสจากสเปนด้วย เพราะมีไม่กี่ร้านหรอกที่นำเอาชีสสเปนมาเสิร์ฟเยอะแบบนี้            ปิดท้ายด้วยของหวานแบบอะลาคาร์ต อูโนมาสช็อกโกแลตชีสเค้ก คาตาลันแครมบรูเลกับไอศกรีมคาราเมล และพินาโคลาดาแบบดีคอนสตรัคชั่นใหม่        แต่ถ้าใครยังไม่อิ่มยังมีของหวานบนไลน์บุฟเฟ่ต์ อาทิ ชูโรส ไอศกรีมโฮมเมด และมาการองเป็นตัวเลือก