อยากทำแต่ไม่อยากกิน” เชฟเทเบิ้ลชื่อกวนๆ ที่ลูกค้าพากันแนะนำแบบปากต่อปากถึงความอร่อยสไตล์คลาสสิคและความสนุกสนานเป็นกันเองของเชฟ     บนชั้น 2 ของโรงพิมพ์กิจการของครอบครัว “เชฟบิ๊ก” เปิดเป็นเชฟเทเบิ้ลเล็กๆ ที่มีครัว และโต๊ะอาหารเพียงแค่โต๊ะเดียว เชฟบิ๊กจบปริญญาโทด้านอาหารจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ แต่ไม่อยากทำงานที่บ้าน จึงเก็บเกี่ยวประสบการณ์ตามร้านอาหารดังๆ มาแล้วมากมาย   เชฟเทเบิ้ลนี้เหมือนมากินข้าวที่บ้านเชฟ บรรยากาศอบอุ่นรับลูกค้าได้สูงสุดรอบละ 9 คน แต่ถ้ามา 6 คนขึ้นไป เชฟปิดรอบให้เป็นมื้อแบบส่วนตัวเลย อาหารของเชฟเข้าใจง่ายเป็นอาหารฝรั่งเศสสไตล์คลาสสิค เชฟเป็นคนไปตลาดเองดังนั้นไม่กินอะไรหรืออยากกินอะไรก็บอกเชฟก่อนได้     หลังจากนั่งดูเชฟเตรียมอาหารใกล้ชิดถึงขอบเตา เราก็ได้ชิมคอร์สแรก Abalone Escargot เชฟเสิร์ฟหอยเป๋าฮื้ออบเนยกระเทียมสไตล์เอสคาร์โกที่ดั้งเดิมจะใช้หอยทากฝรั่งเศส แต่โดยมากจะเป็นเนื้อหอยกระป๋องเชฟจึงใช้หอยเป๋าฮื้อแทน เนื้อหอยอบมานุ่มไม่เหนียว หอมกลิ่นของเนยกระเทียมและสมุนไพร     คอร์สต่อมาคือ Crab Spring Roll แป้งเปาะเปี๊ยะม้วนเป็นโรลกรอบ ไส้เป็นทาร์ทาร์เนื้อกรรเชียงปูก้อนใหญ่เบิ้ม รสหวาน หอมกลิ่นผิวมะนาว เจลมะม่วงและแอปเปิ้ลรสเปรี้ยวหวานหอมสดชื่น ใส่ไข่แซลมอนเพิ่มเนื้อสัมผัสและความแวววาวสวยงาม     มาถึงจานที่เชฟภูมิใจนำเสนอเป็นเมนูคลาสสิคที่ได้แรงบันดาลใจจากยอดเชฟ Paul Bocuse จึงเป็นเมนู Tiger Prawn Bisque ซุปบิสรสเข้มข้นทำจากกุ้งลายเสือ คลุมถ้วยด้วยแป้งพายชั้นอบจนฟูกรอบส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วห้อง เสิร์ฟมาพร้อมกุ้งลายเสือตัวโต     Barley Risotto ข้าวบาร์เลย์ผัดกับสต็อคเข้มข้นที่ทำจากเห็ด คล้ายริซอตโตแต่ได้สัมผัสที่นุ่มเหนียวเคี้ยวมันกว่า เสิร์ฟพร้อมหอยเชลล์ฮอกไกโดย่าง ฟัวกราสย่างชิ้นใหญ่หนานุ่ม โรยด้วยเห็ดทรัฟเฟิลสไลด์     มาถึงจานไฮไลต์อย่าง Beef Wellington ที่เชฟทำออกมาได้สมบูรณ์แบบ เนื้อสันในย่างห่อด้วยเห็ดและผักโขมผัด แล้วหุ้มด้วยแป้งพายชั้นที่ทำลวดลายไว้อย่างสวยงาม อบจนแป้งชั้นนอกสุกเหลืองกรอบ เนื้อสุกแบบปานกลางสีชมพูสวยงาม เสิร์ฟพร้อมซอสเนื้อแบล็คทรัฟเฟิลที่เคี่ยวจากกระดูกวัวกว่า 10 กก. จนได้ซอสรสเข้มข้น กลมกล่อมเข้ากัน     สุดท้ายคือ Chocolate Crème Brûlée ช็อกโกแลตแครมบรูเลที่ใช้เวอโรน่าช็อกโกแลตเข้มข้นโรยน้ำตาลและพ่นไฟจนหน้ากรอบ ราดซอสวนิลา   จบมื้อได้อร่อยและสนุกเหมือนได้มากินข้าวที่บ้านเพื่อน  

จากร้านรางวัลมิชลินสตาร์ 1 ดาว “ฤดู” (Le Du) ล่าสุด เชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร เปิดร้าน “นุสรา” ที่ตั้งใจทำเพื่อคุณยายผู้เป็นที่รัก ร้านนี้อยู่ในตึกเก่าแก่ย่านท่าเตียน บนชั้น 2 ของร้านเมรัย เมื่อขึ้นบันไดมาจะรู้สึกสดชื่นและดูอ่อนหวานด้วยดอกไม้สดสีสวย มีโต๊ะไม้ตัวยาวอยู่กลางห้องนั่งได้ประมาณ 10 ที่ ทำเป็นดินเนอร์แบบส่วนตัวได้เลย       ที่นุสราเสิร์ฟในรูปแบบ Chef Table ทั้งหมด 12 คอร์ส เป็นเมนูอาหารไทยปัจุบันที่เราคุ้นเคยดี แต่ทำอย่างปราณีตและตกแต่งสวยงาม จานที่เป็นไฮไลต์ต้องยกนิ้วให้กับ     ยำปลาหมึก จานเรียกน้ำย่อยที่ได้ไอเดียจากข้าวเกรียบปากหม้อ แต่แทนแป้งด้วยปลาหมึกสดจาก จ.ตราด สไลด์เป็นแผ่นบาง เนื้อปลาหมึกสดมีสีขาวใสนุ่มลื่น หุ้มเครื่องยำทำจากแตงกวา มะเขือเทศ ดอกแตงกวา ดอกพวงชมพู ขึ้นช่าย ราดน้ำยำรสเปรี้ยวเค็มหวาน กินทั้งคำได้รับความสดจากปลาหมึกและเครื่องยำกรอบสดชื่น     อ่องปูนาอินทรีย์แนมข้าวมัน เสิร์ฟเป็นคำแบบข้าวปั้นญี่ปุ่น ใช้ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเม็ดสวยหุงกับกะทิทำเป็นข้าวมันเนื้อนุ่ม หน้าเป็นอ่องมันปูสีเหลืองรสมันเค็มจาก จ.ลำพูน และซอสสีเขียวทำจากผักกาดฮีนและสมุนไพรไทยหลายชนิดให้รสเผ็ดซ่านิดๆ แปลกใหม่ลงตัว     แกงปูใบชะพลู เนื้อกรรเชียงปูก้อนโตรสหวานจาก จ.นครศรีธรรมราช แกงในเครื่องแกงโฮมเมดหอมกลิ่นเครื่องแกงสดใหม่ วางเนื้อปูบนใบชะพลูทอดกรอบ โรยด้วยไข่แมงดาจานจาก จ.ตราด เป็นแกงปูแบบแห้งที่แปลงรูปโฉมได้ทันสมัยเหมาะกับสไตล์ร้านมาก     ส่วนของหวานที่พลาดไม่ได้คือ สาคูเผือกมะพร้าวอ่อน ใช้สาคูจากต้นสาคูแท้ จ.พัทลุง สีน้ำตาลอ่อนๆ ต้มกับน้ำมะพร้าวอ่อนและน้ำตาลมะพร้าว เนื้อสาคูเหนียวนุ่มมีกลิ่นหอม กินเคียงคู่กับเผือกและเนื้อมะพร้าวอ่อน โรยด้วยเกาลัดดิบสไลด์บางๆ ราดน้ำกะทิหอมมัน     เป็นเมนูที่แฟนคลับเชฟต้นไม่ควรพลาด

คงต้องบอกว่าแบล็กคิตช์ อาร์ติซาน คิตเชน คือร้านเชฟเทเบิล 16 ที่นั่งที่ฮอตที่สุดในตัวเมืองเชียงใหม่  เพราะนอกจากจะเป็นร้านแรกๆ ที่เปิดตัวด้วยคอนเซปต์นี้แล้วนั้น ที่นี่ยังมีเจ้าของเป็นเชฟแบล็ค-ภานุภน บุลสุวรรณ เชฟคนดังที่ขึ้นชื่อเรื่องการปรุงอาหารแบบยั่งยืนที่เน้นการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นทั่วประเทศไทย จนได้ความอร่อยตามฤดูกาลที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว         อาหารของที่นี่จะเสิร์ฟเป็น 9 คอร์สด้วยกัน ตัวอย่างจานอร่อยก็มีตั้งแต่ ปลาดิบ เป็นปลาเก๋าหรือปลากะรังแดงเป็นปลาที่อาศัยอยู่ตามโขดหิน ก่อนนำเนื้อมาคลุกด้วยเกลือและมะข่วง (มีลักษณะคล้ายมะแขว่น) ที่ให้กลิ่นหอมเหมือนตะไคร้ เสิร์ฟพร้อมสลัดผลไม้ตามฤดูกาลที่มีทั้งสตรอว์เบอร์รี่ เคปกูสเบอร์รี่ และส้มเขียวหวานออร์แกนิคจากจังหวัดน่าน ราดด้วยเดรซซิ่งทำจากถั่วเน่าและมะกอกป่า เมื่อกินคู่กันก็จะได้ความนุ่มกรอบของเนื้อปลาที่ผสานรสเปรี้ยวสดชื่นจากสลัดและกลิ่นหอมๆ นับเป็นการเปิดปุ่มรับรสได้ดีทีเดียว     จานต่อมาเป็นอาหารเหนืออย่าง แกงบอน ที่เชฟทำเป็นหลามบอน ด้วยการนำบอนไปเผาแล้วมาผัดกับเครื่องแกงก่อนนำใส่กระบอกไม้เผาไปเผาอีกครั้งให้สุกแล้วค่อยเอาออกมาเสิร์ฟ จนได้แกงหน้าตาคล้ายน้ำพริกสีเขียวหม่นที่เพิ่มรสสัมผัสด้วยมะเขือเผาหอมๆ กินคู่กับแคบหมูและข้าวเกรียบมันหวานสีม่วงที่เชฟนำมันหวานที่เหลือเก็บมาบดแล้วนำมาทอดเป็นข้าวเกรียบ     ตามด้วย ขนมหัวผักกาด เมนูที่ได้แรงบันดาลใจจากหัวไช้เท้าที่ไม่ได้รูปทรงมาทำ ก่อนจะนำมาคลุกเคล้ากับปลาหมึกแห้งกุ้งแห้งราดด้วยซอสมันกุ้งแม่น้ำที่เคี่ยวกับพริกชี้ฟ้าแดงและมะเขือเทศที่ให้รสเปรี้ยวๆ เผ็ดๆ หวานๆ และมีหัวปลีผัดกับเห็ดหอมและคึ่นฉ่ายโรยเสิร์ฟมาด้วยกัน ต่อมาเป็น เมี่ยงไก่ทอด เป็นเมี่ยงคำคำเล็กที่เชฟแบล็คนำมากินคู่กับปีกไก่ทอด โดยใช้ปีกไก่ประดู่หางดำมายัดไส้ด้วยแหนมเห็ดวางบนใบชะพลูให้เราห่อกินแบบเมี่ยงคำ แต่เพิ่มรสชาติและรสสัมผัสด้วยดอกดาหลาที่ทั้งกรอบและฝาดน้อยๆ       แล้วปิดท้ายด้วย แกงส้มชะอมปู แบบภาคกลางที่เติมความเข้มข้นด้วยมันของกุ้งลายเสือเคี่ยวกับพริกแห้งและกะปิ นำมากินคู่กับหยวกกล้วยและชะอมทอด ที่เชฟทำเป็นเบือทอด ซึ่งก็เป็นวิธีการนำพริกแกงมาชุบแป้งแล้วทอดจนได้ความกรุบกรอบผสมความเผ็ดร้อนอยู่ในที อร่อยตลอดทั้งจานเลยล่ะ  

Sippa House ร้านอาหารสไตล์ฟิวชั่นที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านสันติสุข ซอยเพชรเกษม 69 บ้านสีขาวชั้นเดียวหลังงาม หน้าบ้านมีป้ายไม้สีน้ำตาลเขียนชื่อร้าน “Sippa” ไว้อย่างชัดเจน ก้าวเข้าไปข้างในคุณจะเห็นการตกแต่งที่โดดเด่นหลากสไตล์ มีทั้งรูปภาพ รูปเขียน เฟอร์นิเจอร์และของประดับต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นของเก่าหายาก บรรยากาศสบายๆ สไตล์โฮมมี่มีจังหวะเพลงแจ๊สเพราะๆ คลอเบาๆ เข้าอาหารเลิศรสสุดครีเอทตามแบบฉบับ Chef's table ที่ใครชิมแล้วต่างก็ต้องตกหลุมรัก             เรียกน้ำย่อยด้วยเมนู ยำส้มซ่า หอยนางรมสด น้ำสลัดเย็นที่ปรุงรสมาจากน้ำส้มวาเลนเซีย น้ำพริกเผาและเกลือหิมาลายัน ราดลงไปในหอยนางรมตัวอวบๆ เนื้อสดจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ก่อนชิมให้บีบเลมอนเล็กน้อย รสเปรี้ยวตัดหวาน ปลุกต่อมลิ้มรสให้ตื่นในทันใด     ต่อด้วยจานที่หนักท้องขึ้นไป Hokkaido Shell Loaf With Salsa Mango ขนมปังฮอกไกโดโฮมเมดนุ่มๆ หอมกรุ่นกลิ่นนมไส้หอยเชลล์ทอด ราดน้ำสลัดไข่กุ้งเปรี้ยวอมหวาน และซอสซัลซ่ามะม่วงสดชื่น กัดพร้อมกันลงตัวทุกสัมผัส รสชาติดี     กุ้งแม่น้ำซอสครีมฉู่ฉี่ จานโปรดของใครหลายคน กุ้งแม่น้ำคิงไซส์เนื้อหวานวางอยู่บนเส้นสปาเก็ตตีหมึกดำเหนียวนุ่ม โอบล้อมไปด้วยซอสฉู่ฉี่ที่ใช้ครีมเข้มข้นแทนกะทิ ครีมมี่ หวานมัน เค็มนิดๆ ทุกคำที่ตักเข้าปากละมุนไปด้วยกลิ่นเครื่องแกง เทใจให้รัวๆ เลยสำหรับเมนูนี้     ยำส้มโอ หมูชาชูกะปิ หมูสามชั้นตุ๋นกับกะปิจนนุ่มเข้าเนื้อ รสหวานนวลๆ จากน้ำตาลมะพร้าว เค็มกลมกล่อม หอมกลิ่นกะปิ กินพร้อมยำส้มโอสูตรโบราณ เปรี้ยวหวาน อร่อยครบรส     สายหวานต้องหลงรัก Deep Fried Ice Cream With Cotton Candy ไอศกรีมทอดสอดไส้ซอร์เบต์เบอร์รีเปรี้ยวสดชื่น เสิร์ฟพร้อมสายไหมสีชมพูสุดคิวท์ กินแล้วชื่นใจ     ปิดท้ายมื้ออร่อยด้วยเครื่องดื่มซิกเนเจอร์สีสันสดใส Passion Fruit Peach Tea ชาเสาวรสและพีช รสเปรี้ยวอมหวาน หอม จิบแล้วแฮปปี้     กระซิบอีกนิด Sippa House ต้องโทรจองก่อน โน Walk In นะจ๊ะ

หากใครเคยรู้สึกเกร็งและไม่รู้ว่าอาหารสไตล์เชฟเทเบิลเป็นอย่างไรแล้วล่ะก็ เราอยากชวนทุกคนมาลิ้มลองความอร่อยจากฝีมือของ 2 เชฟสาวความสามารถอย่าง คุณโบว์ จากเลอ กอร์ดอง เบลอ ประเทศอังกฤษ และคุณอ้อ ที่เคยมีประสบการณ์จากร้านอาหารชื่อดังระดับโลกอย่าง Gaggan มาร่วมกันทำเชฟเทเบิลในคอนเซ็ปต์ Casual Fine Dining เพื่อให้ทุกคนได้อิ่มเอมไปกับอาหารและบรรยากาศ ราวกับมาเที่ยวบ้านเพื่อน โดยจำกัดที่นั่งในแต่ละวันไว้เพียง 12 ที่ พร้อมกับคอร์สความอร่อยแบบไม่ระบุสัญชาติ ซึ่งจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกๆ 3 เดือน หรือ Quarter ตามชื่อร้าน         สำหรับธีมแรกประเดิมร้านเปิดมีชื่อว่า “Nice to Meat You” ซึ่งจะเป็นการเลือกใช้เนื้อสัตว์หลากชนิดมาปรุงเป็นอาหารในแต่ละจาน คุณโบว์เริ่มต้นเปิดต่อมรับรสด้วย Welcome Drink เครื่องดื่มรสเปรี้ยวหวานจากส่วนผสมของน้ำลิ้นจี่ มะนาว และใบมินต์ปลูกเอง ตามด้วย Beach หอยเชลล์เนื้อนุ่มหวานและไข่ปลาแซลมอนลูกกลมโตที่เพิ่มรสสดชื่นด้วยซอสมะม่วงผสมเจลจากส้มยูซุ       จากนั้นเป็น Afternoon Tea in the Garden เมนูชวนตื่นเต้นด้วยการพรีเซนต์จานแบบสวนสวย โดยในกาจะเป็นคอนซอมเม่หรือซุปใสที่เกิดจากการต้มกระดูกเป็ด กระดูกไก่ และผักนานาชนิด ยาวนานกว่า 10 ชั่วโมง จนได้ซุปรสหวานกลมกล่อมสีเหลืองทองกินคู่กับพาสตาตอร์เตลลีนี (Tortellini) ทรงดอกไม้ที่สอดไส้เนื้อเป็ดซูวีด 14 ชั่วโมงและผักดอง     ไฮไลต์ยังไม่หมดเพียงเท่านี้เพราะยังมี Ground and Grain รีซอตโตผัดซอสเห็ดและชีสพาร์เมซาน เสิร์ฟพร้อมกับเนื้อวัวออสเตรเลียย่างจนนุ่มหั่นชิ้นเต๋าพอดีคำที่เข้าคู่กับ Black Winter Truffle เห็ดทรัฟเฟิลหอมๆ ได้อย่างลงตัว แล้วจบคอร์สด้วย Dark Forest ที่แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นของหวานแต่ก็ยังคงคอนเซ็ปต์การใช้เนื้อสัตว์ เมื่อเค้กช็อกโกแลตและไอศกรีมวานิลลาที่อยู่ตรงหน้าได้ซ่อนครัมเบิลที่ทำจากไก่และเป็ดเอาไว้เซอร์ไพร์สเรากันอีกด้วย       ส่วนใครมีเวลาไม่มากก็มีอาหารแบบจานเดียวให้เลือกกัน อาทิ Tiger Prawn with Garlic Chili Oil กุ้งลายเสือเนื้อแน่นเด้งเสิร์ฟพร้อมน้ำมันพริกแห้งและกระเทียมกินคู่กับขนมปังบาแกตต์นาบกระทะกับน้ำมันมะกอก และ Beef Stir Fried Kaprao Rice ข้าวผัดกะเพรารสชาติจัดจ้านหอมกลิ่นกระทะและน้ำมันจากการทอดเนื้อ เสิร์ฟคู่กับสเต๊กเนื้อวากิว A5 ฉ่ำหวานนุ่มลิ้น       ถ้าบีฟเลิฟเวอร์ได้ลอง รับรองมีเกลี้ยงจาน!

ใครหลงรักผัดกะเพราไข่เป็ดกรอบแสนอร่อยของร้าน Easy Buddy แบบหมดใจ ลองเพิ่มความจริงจังในการกินขึ้นอีกนิด ด้วยการจองคิวไปดินเนอร์มื้อพิเศษแบบ Chef’s Table ของเชฟบัดดี้-ถมธนัตถ์ หทโยดม ในบ้านหลังอบอุ่น ซอยเย็นอากาศ 2 ที่นำความสุขของการกินแบบ ‘เด็กอ้วน’ มาเป็นลูกเล่น (เชฟเล่าให้ฟังว่าเอ็นจอยอีตติ้งจนน้ำหนักขึ้น 8 กิโลฯ) แต่ละคอร์สจึงเกิดขึ้นมาจากความสนุก กินแล้วสำราญใจ บวกกับประสบการณ์ที่ได้รับจากการเดินทางในหลายประเทศ จึงกลายมาเป็นเมนูที่ให้เราอิ่มเอม และหากสังเกตให้ดี แต่ละเมนูจะมีความกรุบกรอบอันเป็นความชอบส่วนตัวซุกซ่อนอยู่         คอร์สเมนูของเชฟบัดดี้มีทั้งหมด 10 คอร์สด้วยกัน (อ่านชื่อเมนูได้จากโปสการ์ดบนโต๊ะที่ออกแบบมาได้เก๋มากๆ ถูกใจก็นำกลับไปเขียนส่งต่อให้เพื่อนได้นะ ) เริ่มจากจานเบาๆ แต่กระตุ้นความหิวได้เป็นอย่างดี อาทิ Tortilla ที่เชฟนึกสนุกเปลี่ยนจากข้าวซูชิแบบญี่ปุ่นมาเป็นแป้งตอติญ่า มาพร้อมโชยุครีม แล้วท็อปด้านบนด้วยบาฟุนอูนิหอมมันจากฮอกไกโด หรือจะเป็น Choux Craquelin ชูซ์หน้ากรอบ ตรงกลางใส่ไส้ไอศกรีมฟัวกราส์หอมๆ มันๆ ส่วนรอบๆ เป็นฟัวกราส์ที่นำไปวิปกับครีม ปิดฝาก่อนแล้วกินทั้งคำ ได้หลายเนื้อสัมผัสในคำเดียว       Truffle-Paloe-Lamb ที่เชฟปิ๊งไอเดียระหว่างนั่งกินข้าวหมูแดง นึกอยากทำอาหารไทยที่นำทรัฟเฟิลมาใช้แล้วไม่เขินอาย ไม่ยัดเยียดเกินไป เกิดเป็นเมนูสุดสนุก ใช้ข้าวเม่าดอยจากเชียงรายเหนียวหนึบ ผัดกับฮิจิกิและทรัฟเฟิล เสิร์ฟกับเนื้อแกะนำไปซูวีก่อนแล้วจี่บนกระทะให้หอม เคียงมาด้วยเซียร์ฟัวกราส์นุ่มละมุน และแอบซ่อนลูกเล่นอย่างเจลพริกน้ำส้มไว้ใต้ใบไม้เล็กๆ บนจาน ราดซอสพะโล้ทรัฟเฟิลรสเข้มข้นก่อนเสิร์ฟ     และอีกคอร์สที่เราประทับใจ Shima Aji Refresher ไอศกรีมยุซุพลัมรสเค็มๆ หวานๆ ด้านล่างมีหอมเจียวและเบคอนกรอบๆ ซ่อนอยู่ เสิร์ฟมากับปลาชิมาจิซาชิมิที่เชฟนำไปหมักก่อน     กินแล้วเรียกความสดชื่นได้สมชื่อเชียวล่ะ

ในความหมายของ Chef’s Table มักจะให้ความเป็นส่วนตัวและประสบการณ์มื้ออาหารที่สร้างความตื่นเต้นให้แก่ลูกค้า ซึ่งที่ Flat Marble มีให้ทั้งหมด ในแต่ละวันรับลูกค้าเพียง 3 รอบ 17.00-19.00 น., 19.00-21.00 น. และ 21.00-24.00 น. รอบละ 11 คน ทำให้เชฟและหุ้นส่วนร้านมีโอกาสได้พูดคุยและดูแลลูกค้าในอารมณ์ของเชฟเทเบิล แต่สิ่งที่แตกต่างคือเสิร์ฟอาหารแบบอะลาคาร์ต ไม่ใช่คอร์สแบบตามใจเชฟ เรามีสิทธิ์เลือกสิ่งที่ชอบ โดยเมนูอาหารจะปรับเปลี่ยนไปตามวัตถุดิบที่ได้มาในแต่ละวัน     แฟลต มาร์เบิล เป็นการรวมตัวของกลุ่มเพื่อน ต้น อั้ม หญิง และพลอยที่มีแพชชันของการทำอาหารและจัดปาร์ตี้ในกลุ่มเพื่อน เมื่อทำอาหารกินกันบ่อยเข้า เรื่องของการอยากเปิดร้านจึงตามมา กลายเป็นร้านอาหารแบบครัวเปิดภายในเรือนกระจกใสที่ชักชวนให้อยากเข้ามานั่งกินอาหาร ข้อดีของครัวเปิดคือได้คุยกับเชฟ ถามนั่นนี่ในสิ่งที่คนกินอย่างเราบางครั้งก็ไม่รู้ พอรู้แล้วอาหารก็อร่อยขึ้น     อาหารไม่ได้ปรุงอย่างซับซ้อน บอกว่าเป็นโฮมเมดก็ได้ แต่เลือกใช้วัตถุดิบที่ดีมากเหมือนกับที่พวกเขาทำกินเองที่บ้าน โดยเฉพาะเนื้อวัวที่คัดเลือกอย่างดี ทีโบนเลือกใช้เนื้อวัววากิวจากออสเตรเลีย F1 เกรดที่ดีที่สุด ส่วนริบอายใช้เนื้อวัวยูเอส หรือแม้แต่เนื้อวัวญี่ปุ่นก็มีให้กิน     เราได้กิน Hokkaido Scallop อาหารจานพิเศษประจำเดือนนี้ เชฟนำหอยเชลล์นาบกระทะ เสิร์ฟพร้อมคาเวียร์ ไข่ปลาแซลมอน ผักเคียง และซอสที่ทำจากสต๊อกปลากับครีม ให้รสชาติของทะเลมาก     จานต่อมาเป็นซิกเนเจอร์ที่มีประจำทุกวัน BBQ Pork Rib ซี่โครงที่หมักนาน 2 คืน ก่อนหมักซอสบาร์บีคิวโฮมเมดต่ออีก 1 คืนแล้วอบ เนื้อค่อนข้างล่อนนุ่ม รสชาติไม่จัดแบบอเมริกัน ซ่อนรสเผ็ดไว้ตอนท้าย     และจานไฮไลต์ T-Bone Steak ที่มีทั้งเนื้อสันในและเนื้อสตริปลอยน์ติดมันหน่อยๆ เสิร์ฟกับซอสเรดไวน์และซอสมัชรูม แต่ถ้าให้เราแนะนำขอแค่เกลือของร้านที่มีให้เลือกมากมาย โดยเฉพาะเกลือเดดซีที่ชูรสได้ดีมาก     ส่วนใครอยากกินมื้อเชฟเทเบิลทางร้านก็มีแผนที่จะทำทุกวันอาทิตย์ โดยเชิญเชฟรับเชิญมาปรุงอาหาร ลองเช็กข้อมูลได้ผ่านทางแฟนเพจของร้าน FB : flatmarble 

น่าใจหายที่ร้านอาหารฝรั่งเศสดังอย่าง Le Beaulieu ปิดตัวลงไป แฟนอาหารฝรั่งเศสของเชฟเออร์เว่เฟอร์ราด (HerveFrerard) หลายคนบ่นเสียดาย แต่ความเสียดายอยู่ได้ไม่นานเพราะทาง Café Parisien ร้านอาหารฝรั่งเศสสไตล์บราสเซอรีแห่งใหม่ได้ดึงตัวเชฟเออร์เว่มาเป็นที่ปรึกษาของร้าน    แน่นอนว่าคงไม่มีเชฟคนไหนที่ทนนั่งอยู่เฉยได้ ชีวิตของเชฟก็ต้องอยู่กับครัวทำอาหารเชฟเออร์เว่จึงออกแบบชั้นบนภายในเรือนกระจกให้กลายเป็นเชฟเทเบิลขนาด 14 ที่นั่งพร้อมครัวเปิด รับลูกค้าตั้งแต่ 6 คนขึ้นไป โดยเชฟเตรียมเมนูอาหารไว้เซอร์ไพรส์ประมาณ 5-6 คอร์สได้ยินมาว่าแฟนอาหารของเชฟตามมากินกันอยู่เรื่อยๆ    อาหารของที่นี่คงกลิ่นอายอาหารของเชฟเอาไว้แต่เรียบง่ายขึ้น มีความเป็นแคชชวลไดนิงมากขึ้น อย่างเซ็ตอาหารกลางวัน 3 คอร์ส ราคาเพียง 690 บาท++ ซึ่งไม่แพงสำหรับอาหารฝรั่งเศสแบบนี้   วันนี้เราโชคดีที่ได้เชฟเออร์เว่มาปรุงให้ชิมด้วยตัวเอง จานแรก Slow Cooked Egg รสชาติไม่หนักแต่ซับซ้อนด้วยการทำครีมปลาแฮดดักรมควันที่เนื้อเนียนและหอม กินกับไข่ปรุงอย่างช้าๆ ที่อุณหภูมิ 63 องศาเซลเซียสและขนมปังที่อบในไขมันห่านที่ให้กลิ่นหอม     จานต่อมา Pan-seared Scallops, Celeriac with Nantua Sauce หอยเชลล์เนื้อหวานหอมกลิ่นไหม้เล็กน้อย กับหัวเซเลรีแอกอบที่เอาส่วนแกนกลางมาบดเป็นพูรีเนื้อเนียน ให้กลิ่นเฉพาะตัวของเซเลรีแอก ฉ่ำด้วยซอสที่ใช้เครย์ฟิชกับล็อบสเตอร์เคี่ยวนานกว่าชั่วโมง คล้ายกับล็อบสเตอร์บิสที่ออกข้นหน่อย   จานเด่นที่เชฟบอกว่าหลายคนมาก็เพื่อจานนี้ Pigeon เชฟเลือกใช้นกพิราบที่ดีที่สุดซึ่งหาได้จากฝรั่งเศสมาอบแล้วย่าง เนื้อของนกฉ่ำหวานและคงกลิ่นรสเฉพาะตัว กินกับมันบดและเห็ดผัดน้ำมันเห็ดทรัฟเฟิล รสเค็มหน่อยแต่เห็ดนี่แหละที่ช่วยชูโรงให้เนื้อนกพิราบเด่นและอร่อยขึ้น    ปิดท้ายด้วย VanillaMille-feuille คาราเมลมิลเฟยกรอบหวานกับครีมวานิลลาที่หอมละมุนด้วยกลิ่นจากฝักวานิลลา กินกับไอศกรีมวานิลลาเย็นฉ่ำและสตรอว์เบอร์รีสด    

คงต้องบอกว่า Red Brick Kitchen by Chef Aue เป็นเชฟเทเบิลที่ราคาดีที่สุดในกรุงเทพฯ ในเวลานี้ ที่สำคัญเชฟอู๋-จิตติกร รุณทิวา ทำเป็นมื้อไพรเวตเฉพาะกลุ่มตั้งแต่ 4-20 คน ถ้าไป 4 คนเรียกว่าคุ้มค่าแบบสุดๆ      เชฟอู๋ผ่านประสบการณ์การทำงานในโรงแรม 5 ดาวที่ห้องอาหาร La Scala โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพฯ ที่นี่เองที่ทำให้เชฟได้ประสบการณ์การปรุงอาหารกับเชฟมิชลินที่หมุนเวียนมาทำอาหารมื้อพิเศษ ก่อนที่เชฟจะเปิดร้านอาหารของตัวเอง Cavalli และล่าสุดคือบ้านพักอาศัยกลางซอยโชคชัย 4 บางคนเรียกที่นี่ว่าตึกแดงเป็นโลเกชันยอดฮิตในการถ่ายทำละคร      เชฟเทเบิลของเชฟอู๋เปิดบริการทุกวัน 2 รอบ มื้อเที่ยงและมื้อค่ำ ยกเว้นวันที่มีถ่ายทำละคร มื้อเที่ยงมีให้เลือกระหว่าง 5 และ 8 คอร์ส ราคา 1,600 บาทและ 2,200 บาท มื้อค่ำ 8 คอร์ส 2,200 บาท เราชอบตรงที่นำไวน์มาได้เองโดยไม่เสียค่าเปิดขวด เชฟยังแถมด้วยการพาทัวร์บ้านและห้องสมุดที่สวยไม่แพ้ห้องสมุดฮอร์ควอร์ด      เชฟอู๋ลงมือปรุงอาหารคนเดียวโดยมีภรรยามาช่วยบ้าง เชฟเล่าว่าเคยรับสูงสุด 17 คน ช่วงแรกที่เปิดค่อนข้างตึงมือ แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ ก็ออกอาหารจานต่อจานได้อย่างพอดี อาหารส่วนใหญ่เป็นเอเชียนทวิสต์ เราแอบชิมมาบ้างเพราะอยากให้คุณได้ไปลองชิมกันเอง เป็นประสบการณ์มื้ออาหารที่ดี แต่อาจจะต้องจองล่วงหน้า   เชฟเปิดครัวให้เราบุก แน่นอนว่าคุณก็ได้รับสิทธิ์นั้นตลอดมื้ออาหาร จานแรก Torched Hokkaido Scallop with Caviar หอยเชลล์ฮอกไกโดเผาไฟ โรยลัมป์ฟิชคาเวียร์ ราดน้ำมันทรัฟเฟิล กินกับเห็ดผัด มะเขือเทศอบแห้ง ซอสผักโขมและกะหล่ำ หอยเนื้อหวาน น้ำมันทรัฟเฟิลไม่มากจนกลบกลิ่นทะเล      จานต่อมาน่าสนใจ Risotto Bolognese ริชอตโตแบบไทยใช้ไรซ์เบอร์รีผัดกับซอสโบโลญเนสกับเนื้อหมู วางคอปปาแฮมบนหน้าแล้วเผาให้น้ำมันของแฮมไหลลงไปผสม รสดีมาก มีรสเค็มจากแฮมมาช่วยเสริม      ส่วนจานหลักที่เชฟแนะนำเป็น Sole Fish with Lobster Bonito ปลาตาเดียวย่าง มาพร้อมราวิโอลีเห็ด ควินัวสลัด และซุปล็อบสเตอร์ปลาแห้ง เชฟแนะนำให้บีบมะนาวแล้วตามด้วยซุปลงในจาน รสค่อนข้างจัดเนื่องจากใส่พริกแห้งในซุปด้วย      อีกจานเป็น New Zealand Lamb Chops ซี่โครงแกะซูวีดนาน 4 ชั่วโมงแล้วย่างบนกระทะ มาพร้อมมันม่วงบด ผัดผัก กับซอสไวน์แดงและแจ่วมายองเนส เนื้อแกะนุ่มหอม ความอร่อยอยู่ที่แจ่วมายองเนส ครีมๆ แต่รสจัด     อ่านจบยกหูโทรศัพท์ได้เลย 

ใครกำลังมองหาร้านอาหารวิวสวยเราการันตีว่า Attitude Rooftop Bar & Restaurant ไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน ด้วยวิวมุมสูงที่ดีมุมหนึ่งของกรุงเทพฯ โดยไม่มีตึกสูงมาบดบังให้หงุดหงิดใจ แถมยังมองย้อนไปทางป่าคอนกรีตใจกลางเมืองได้อย่างไม่อึดอัด     ด้วยวิวแบบพาโนรามาทำให้มื้ออาหารอร่อยขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล ผ่านฝีมือของเชฟภัทรภณ ทิพวงษ์ ซึ่งประจำการที่ครัวเปิด บางวันก็ปรับเป็นเชฟเทเบิลให้บริการเซ็ตเมนูสำหรับ 6 ที่นั่ง เชฟบอกว่าอาหารมี 2 แบบ คือ ทาปาส อาหารเอเชียนพอดีคำ กับเมนคอร์ส อาหารทะเลและสเต๊กที่ปรุงแบบเอเชียน นอกจากนี้ด้านนอกยังมีมุมของบาร์ที่นั่งรับลมเย็นสบายได้     เชฟแนะนำให้เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Trio Oyster หอยนางรมฟิน เดอ แคลร์กับไข่ปลาแซลมอน บีบน้ำเลมอน กินกับไวน์ขาวซาวิญองบลอง ซึ่งตอนนี้มีราคาพิเศษอยู่ ตามด้วยอาหารรสจัดสไตล์โมร็อกกัน Nibble on It เนื้อแกะเสิร์ฟแบบโลลลีป๊อป ซูสวิดเนื้อแกะส่วนหัวไหล่กับเครื่องเทศ Ras el Hanout ที่คล้ายกับผงพะโล้นาน 16 ชั่วโมงจนนุ่มฉีกเป็นฝอยแล้วอัดเป็นก้อนโรยด้วยเฮเซลนัต กินกับมะเขือบดผสมซีอิ๊ว และแยมหอมแดง      มาที่จานหลัก Scotland Salmon ปลาแซลมอนย่างจนหนังกรอบเนื้อในฉ่ำ กินกับสลัดถั่วงอกและคะน้าฮ่องกงลวกเนย ราดซีอิ๊วญี่ปุ่นผสมงาและน้ำผึ้ง มีความเป็นเอเชียนที่ไซด์ดิช ส่วนคนรักเนื้อห้ามพลาด Australian Black Angus เนื้อสันในย่างมาแบบมีเดียมแรร์ กินกับมันฝรั่งบด เห็ดผัดเนย แครอต และซอสไวน์แดง        ทีเด็ดที่ต้องบอกว่าไม่ควรพลาดต้องยกให้ของหวานสุดอร่อยอย่าง Magic Balls-Tofu Cheesecake รสชาติเบานุ่มของเต้าหู้ขาวที่ผสมรสของครีมชีสเคลือบด้วยเสาวรสเจลลี แครกเกอร์งาดำ และสเฟียร์เสาวรส นับเป็นขนมที่นุ่มนวลแต่อร่อย      หรือจะเป็น Xtra Virgin ของหวานจากแอปเปิลที่ทำออกมา 5 สัมผัส น้ำตาลแอปเปิล มูสแอปเปิล ซอร์เบต์แอปเปิล แอปเปิลผัดกับอบเชย และแอปเปิลฉีกฝอยเป็นเส้นคล้ายกองฟาง ไม่ว่ากินส่วนไหนก็แอปเปิล  

หลังจากปั้น Kyo Roll En เป็นร้านขนมหวานขวัญใจมหาชนไปเป็นที่เรียบร้อย ล่าสุดก็มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ใหม่ที่ทำให้เหล่าสวีทเลิฟเวอร์ดี๊ด๊ายิ่งกว่าเก่า เพราะตอนนี้เราสามารถนั่งรอกินขนมสวยๆ แบบ Chef Table กันที่ชั้น G ศูนย์การค้าสยามพารากอนกันได้แล้วค่ะคุณผู้ชม   เชฟเดช คิ้วคชา ผู้อยู่เบื้องหลังความอร่อยมาแต่อ้อนแต่ออก เล่าให้ฟังว่าคอนเซ็ปต์ของ Kyo Bar คิดขึ้นมาเพื่อให้พื้นที่นี้เป็นโชว์เคสของขนมหวานที่เปิดโอกาสให้เชฟและลูกค้าได้พูดคุยกัน ซึ่งทั้งหมดนั้นก็สะท้อนผ่านบรรยากาศของบาร์ขนมหวานที่มีหน้าตาคล้ายซูชิบาร์แบบเป๊ะๆ แต่ความอร่อยช่างแตกต่าง เมื่อเราจะได้สัมผัสกับกระบวนการทำขนมหวานจานใหญ่ที่แก้มแดงเชื่อว่าต้องร้องว้าว! อย่างแน่นอน               แม้จะเป็นคอนเซ็ปต์ใหม่ แต่แก้มแดงอยากบอกว่าวิธีสั่งไม่ได้ยากอย่างที่คิด ขนมหวานจะถูกสับเปลี่ยนไปตามฤดูกาล โดยแบ่งออกเป็น Appetizer ขนมหวานจานเล็กกินหมดใน 3-4 คำ Main ขนมหวานจานใหญ่อิ่มกำลังดี และ Beverage เครื่องดื่มแสนอร่อยตามใจคุณ ซึ่งวิธีสั่งนั้นก็ต้องระลึกไว้ว่าทุกคนต้องสั่งกันอย่างน้อย 1 เซ็ตแบ่งตามระดับราคาและความอิ่ม เริ่มตั้งแต่ UME ที่ให้เลือก Main 1 จาน + Beverage 1 แก้วในราคา 300 บาท ตามด้วย TAKE ที่ให้เลือก Appetizer 1 จาน และ Main 1 จาน ราคา 350 บาท และชุดใหญ่สุด MATSU ที่เราได้เลือกเมนู Appetizer, Main และ Beverage ได้อย่างละหนึ่ง ในราคา 400 บาท แต่ถ้าใครยังไม่จุใจก็สามารถสั่งเพิ่มเติมกันได้     พูดมากกว่านี้เดี๋ยวจะไม่ได้เห็นขนมกันพอดี แก้มแดงเลยขอเริ่มด้วย Appetizer สุดเก๋อย่าง BBQ ที่หลอกเรากันตั้งแต่เสิร์ฟ ด้วยหน้าตาเหมือนขาปูทาราบะย่างบนเตา แต่นี่คือร้านขนมหวานจะแทะปูก็จะดูไม่ดี ดังนั้น สิ่งที่เราจะได้ชิมกลับเป็นถ่านไม้เมอร์แรงก์เนื้อกรอบนุ่มในที่ซ่อนอยู่ข้างล่าง (ถ้าไม่อยากโดนสปอยล์ขอให้ไถผ่านไป) ให้จิ้มกับซอสชาเขียวรสเข้ม หรือซอสมะม่วงหวานอมเปรี้ยว หรือจะลอง EGG พุดดิ้งวานิลลาที่เสิร์ฟมาในไข่ไก่ใบย่อม       แต่ถ้าคิดว่านี่อลังการแล้วเมนู Main ก็มีทีเด็ดไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น Zen Garden เมนูซิกเนเจอร์ที่จำลองความสวยงามของสวนหินอันเลื่องชื่อของเมืองเกียวโตมาไว้ในจานได้อย่างน่าทึ่ง ประกอบด้วยชีสเค้กงาดำนุ่มๆ ทำเป็นหินก้อนยักษ์ ตามด้วยคุกกี้จากถ่านไม้ไผ่เป็นหินก้อนเล็กก้อนน้อย ส่วนทางเดินริ้วๆ ก็ทำมาจากชีสที่เพิ่มความเค็มมาตัดรส แถมด้วยกรานิต้ารสงาดำคล้ายปุยหิมะมาราดตกแต่งสวนให้ตักชิมกินคู่กัน     สำหรับคนที่ชอบรสเปรี้ยวเหมือนแก้มแดง ขอเชียร์ Oops! เมนูที่ทำให้แอบร้องเสียงหลงว่าเขาทำแก้วพาร์เฟต์สตรอว์เบอร์รี่แสนอร่อยของเราหกหรือเปล่า!?! แต่ความจริงแล้วนี่คือความตั้งใจของเชฟเดชที่อยากให้เราได้เห็นส่วนผสมในแก้วกันแบบชัดๆ ตั้งแต่ มูสเนื้อนุ่ม ไอศกรีมเบอร์รี่ โยเกิร์ต เยลลี่ พร้อมด้วยเกล็ดน้ำแข็งสกัดจากดอกไฮบิคัส (ดอกชบา) มาช่วยเพิ่มความสดชื่น               แล้วอย่าลืมปิดท้ายด้วยความเข้มข้นของ Cacao Story ที่จำลองเรื่องราวของช็อกโกแลตตั้งแต่เริ่มปลูกจนกระทั่งร่วงหล่น จานนี้จึงมีตั้งแต่บิสกิตรูปต้นไม้ทำจากใบมิโสะรสออกเค็มๆ มีช็อกโกแลตทำเป็นเงาพาดผ่าน ใกล้กันนั้นมีเมล็ดช็อกโกแลตที่ทำมาเค้กช็อกโกแลตสอดไส้เฮเซลนัตพาลีน ร่วมด้วยเห็ดเมอแรงก์ชิ้นเล็กๆ และดินจากผงช็อกโกแลต วิธีกินก็ให้นำส่วนผสมทั้งหมดคลุกเคล้าให้เข้ากัน ก่อนละเลียดอย่างช้าๆ เอาเป็นว่าแก้มแดงทำใจอยู่นานเชียว กว่าจะตัดใจล้มต้นไม้สุดน่ารักนั้นได้            

ได้ยินแค่เชฟร้านนี้มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับเชฟกากัน อนันต์ (Gaggan Anand) เชฟอันดับ 1 ของเอเชีย และเชฟอันดับ 7 ของโลก ชายจุกไม่รอช้ายกหูโทรหาเชฟการิมา อะโรล่า (Garima Arora) นัดหมายเข้าไปชิมอาหารของเธอ ซึ่ง Gaa ร้านใหม่ที่เธอเป็นเชฟใหญ่ตั้งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับ Gaggan เลย อ้าว ก็คนยังเลิฟๆ กันอยู่นิ     เมื่อไปถึงชายจำได้ว่าเชฟการิมาก็คือเชฟที่เคยมายืนตี Red Matcha ซุปมะเขือเทศที่ชงด้วยเทคนิคชงชาญี่ปุ่นของร้านกากัน แต่ไม่แน่ใจจึงเอ่ยทักเชฟว่า เออ ยูเคยชงซุปมัตฉะแดงให้ไอใช่ไหม คำตอบที่ได้คือ ไอชงให้แขกเยอะแยะ 555 ไอจำไม่ได้จริงๆ เออ จริงของยู             อีกคำถามที่เรายิงใส่เชฟคือ มันจะมีกลิ่นอายของอินเดียไหมก็ยูเป็นคนอินเดีย เธอไม่ได้ตอบตรงๆ แต่อธิบายว่าอาหารของเธอเรียกว่า Local Product Eclectic Flavors ที่นำเอาวัตถุดิบจากภายในประเทศมาปรุงด้วยเทคนิคสมัยใหม่ออกมาเป็นเมนูหน้าตาแปลกใหม่ โดยเชฟการิมาบอกว่าเลือกเอาวัตถุดิบท้องถิ่นจากตลาดทางภาคเหนือ โดยเลือกจากฟาร์มเล็กๆ ทำให้บางครั้งวัตถุดิบก็ไม่เพียงพอ เมนูอาหารของเธอจึงเปลี่ยนไปตามวัตถุดิบ เธอยังย้ำชัดว่าเธอใส่ทุกอย่างที่มีทั้งประสบการณ์ เทคนิคสมัยใหม่ ฤดูกาล ไอเดีย รวมถึงความเป็นอินเดียลงไปในอาหารกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า Eclectic               ด้วยคอนเซ็ปต์แบบนี้ เธอจึงบอกกับชายว่ามีเฉพาะ Tasting Menu ในช่วงนี้มี Small 8 คอร์ส ราคา 1,800 บาท ++ และ Big 12 คอร์ส ราคา 2,400 บาท ++  ชายขอเลือกคอร์สที่ชายชอบมาเล่าให้ฟังแล้วกัน Crisp Cabbage คำนี้เก๋เอาผักกาดไปอบกรอบ สอดไส้ด้วยพริกหวานย่างกับมะระย่าง รสคล้ายน้ำพริกหนุ่มที่ออกเปรี้ยวนำและติดขมเล็กน้อย ชายว่าเปิดต่อมรับรสได้ดีเชียว     Young Corn + Cornmilk ข้าวโพดอ่อนย่าง รสหวานซ่อนรสเผ็ดจางๆ และกลิ่นหอมของเครื่องเทศ ให้ความรู้สึกเหมือนกินข้าวโพดฝักใหญ่มากกว่าข้าวโพดอ่อน ชายไม่แน่ใจวิธีปรุงแต่รักมาก จิ้มกับน้ำนมข้าวโพดที่เคี่ยวเป็นซอสข้นๆ     Fish Kanom La เป็นไอเดียที่เจ๋งมาก เชฟการิมาเอาไอเดียของขนมลากับทาโก้มารวมกัน ชั้นนอกขนมลาชั้นในทาโก้ สอดไส้เนื้อปลาเก๋าที่ปรุงกับมัสตาร์ด ให้รสเปรี้ยวปนเผ็ด     Grilled Pork Ribs ซี่โครงหมูหมักซอสที่ทำจากมิโสะผสมโคจิก่อนนำไปย่าง มากับทับทิม หอมซอย และต้นหอม กินกับขนมปังอบ ครีมไข่แดงเค็ม พริกดอง ขิงดอง แตงกวาดอง และแครอตดอง ทำให้รสจัดจ้านขึ้น     Soft Serve ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟในเทสติ้งเมนูเป็นอะไรที่เก๋มากและรสชาติล้ำมาก มี 3 รส Jaggery Coriander ซอฟต์เสิร์ฟรสน้ำตาลโตนดอินเดียกับเยลลี่ชาหมักที่หมักถึงสองครั้ง มาพร้อมโคนแป้งสาลีคั่วอบแห้ง Turmeric ซอฟต์เสิร์ฟรสขมิ้นกับโคนงาดำ โรยด้วยดอกคำฝอย และ Bee Wax ซอฟต์เสิร์ฟไขผึ้งกับโคนเกสรผึ้ง ราดน้ำผึ้งป่าและดอกเก๊กฮวยสด หอมหวานเชียว     ปิดท้ายด้วยฟีลที่อินเดียสุดๆ 4 Element of Chocolate ช็อกโกแลตที่ให้เนื้อสัมผัส 4 แบบ ที่ต้องกินตามเข็มนาฬิกา เริ่มที่ 3 โมง Laddu แป้งคั่วพริกและเครื่องเทศเคลือบช็อกโกแลต ให้รสเผ็ดร้อน Rice Bran Cream ครีมรำข้าวอินฟิวส์กับแกลบออร์แกนิก ให้รสครีมมัน Sweet Tamarind มะขามหวานเคลือบช็อกโกแลต ให้รสเปรี้ยวหวาน และใบชะพลูที่เคลือบด้วยผงเฟนเนล ชัตเนย์กุหลาบ คาร์ดามอมแคนดี้ ม้วนกินแบบหมาก ให้กลิ่นของกุหลาบและรสเย็นของคาร์ดามอม ล้างปากหลังมื้ออาหารดีทีเดียว     จบมื้อแล้วแต่คนยังไม่จบ ชายยังคิดข้ามไปถึงเมนูใหม่ที่อดคิดไม่ได้ว่าจะล้ำและเก๋กว่านี้อีกขนาดไหน และคิวจองจะสาหัสแน่นอน ก็ดีจริงๆ

ชายจุกต้องบอกว่าไม่ได้มาเสียนมนานตั้งแต่แวะมาสัมภาษณ์คุณสกุล อินทกุล เมื่อครั้งที่เปิดพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ ที่นี่ยังคงอบอวลด้วยเรื่องราวดีๆ ที่คุณสกุลเรียกว่า “โลกสวยๆ ของเรา” รวมถึงการเปิดประสบการณ์ในรูปแบบของ “Artist Table” อาจฟังดูแปลกสักหน่อยเพราะชายมักจะได้ยินแต่คำว่า “Chef Table” แต่ก็พอจะเดาได้ว่าหมายถึงอะไร     “Midnight Moon”  คือชื่อสั้นๆ ของ “จันทรานารี มาลีเมรัย ผูกใจดวงน้อยของฉันไว้ ใต้แสงเดือนงามยามเที่ยงคืน”  ร้านอาหารภายในพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ที่เปิดบริการเพียง 3 วัน วันศุกร์ถึงอาทิตย์ เฉพาะมื้อค่ำ ในแบบเซ็ตเมนู หัวละ 1,450 บาท รองรับได้ราว 12-20 คน เมนูเปลี่ยนทุก 3 เดือน อาหารส่วนใหญ่ขยายมาจากเรื่องราวของพิพิธภัณฑ์ พูดง่ายๆว่าเป็นไซด์สตอรี่ของดอกไม้ที่มีมากกว่าการโรยดอกไม้ แต่ในทุกจานจะมีเรื่องราวเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไป ซึ่งคุณสกุลเรียกว่า “โคดาวาริ” ที่ผ่านกระบวนการคิดประมวลออกมาจากใจ ตั้งแต่เลือกวัตถุดิบ ปรุง เล่าผ่านประสบการณ์ เล่าผ่านความรู้เรื่องดอกไม้จนออกมาเป็นอาหาร 1 จาน     ชายแนะนำให้จองเข้ามาก่อน เนื่องจากพ่อครัวจะเตรียมวัตถุดิบในตอนเช้าวันนั้นเลยรับรองว่าสดใหม่ หน้าตาอาหารเรียบง่ายแต่ชายการันตีเรื่องรสชาติหลังจากได้กินทั้งมื้อ ใจชายอยากให้คุณสกุลเปิดพิพิธภัณฑ์ให้ชมหรือเวิล์คชอปสอนจัดดอกไม้ก่อนด้วยซ้ำ แต่คุณสกุลว่าเป็นคนละประสบการณ์ ถ้าให้ดีแนะนำว่ามาชมพิพิธภัณฑ์ฯ ก่อน จะทำให้เรื่องราวบนโต๊ะอาหารสนุกขึ้น     ความน่าสนใจของ Artist Table อยู่ที่อาหารทั้งหมดเกิดขึ้นจากการคาดเดาว่าอร่อย และคิดนอกกรอบของคนทำอาหารซึ่งชายว่าแปลกดี จานแรก เต้าหู้ย่างมิโซะ ได้ไอเดียมาจากการไปพักเรียวกังในทาคายาม่า เต้าหู้ย่างกับมิโซะบนใบแมคโนเลีย เป็นอาหารมื้อเช้าของที่นี่ คุณสกุลศึกษาเรื่องดอกไม้มาจึงเข้าใจว่าแมคโนเลียของไทยก็คือจำปีจำปา จึงนำมาทำอาหารจานนี้ เต้าหู้ย่างแล้วราดมิโซะก่อนวางบนใบจำปาแห้งแล้วอบในเตาอบอีกครั้ง มาพร้อมดอกจำปี แนะนำให้ดมดอกจำปีก่อนกินเต้าหู้ที่ออกเค็มตัดด้วยรสเปรี้ยวของขมิ้นดอง จะแอบกินใบจำปาที่รองเต้าหู้ด้วยก็ได้ อร่อยดี     จานต่อมา MMM&M (Mumbai Masala Mango & Marigold) ดอกดาวเรืองสื่อความเป็นอินเดีย เล่าเรื่องราวการเดินทางของมาลัย โดยนำมะม่วงสุกปรุงกับมาซาล่าสูตรของคุณยายเพื่อนในมุมไบ มะม่วงหวานเปรี้ยวตัดด้วยรสเผ็ดแต่ไม่ฉุนของมาซาล่า โรยด้วยกลีบดอกดาวเรืองเอาเนื้อสัมผัส     มาที่ซุปใส ต้มตะไคร้ กุ้ง เห็ด และดอกชมจันทร์ คุณสกุลว่าดอกชมจันทร์เป็นสกุลเดียวกับดอกผักบุ้ง ซุปนี้หอมอบอวลด้วยกลิ่นตะไคร้ รสชาติคล้ายแกงเลียงที่รสไม่จัด แนมด้วยดอกชมจันทร์ ชายว่าอาหารของคุณสกุลไม่ได้ให้ดอกไม้เด่น แต่เด่นที่สตอรี่ระหว่างทางและกระบวนการคิดก่อนเป็นอาหาร 1 จานมากกว่า เพราะชายไม่ได้เห็นการถมเทเอาดอกไม้ใส่ลงในจานอาหารเลย     จานนี้ชายว่าอร่อยที่สุด สลัดเมืองหลวง หรือสลัดหลวงพระบาง หน้าตาเรียบมากแต่รสหนักแน่น ใช้ผักพื้นบ้านเอเชียอย่าง โหระพา สะระแหน่ ผักชีใบเลื่อย ผักชี ต้นหอม ดอกไม้ใส่แต่ดอกโสนและดอกขจร คลุกเคล้ากับเดรสซิ่งถั่ว โรยด้วยข้าวตัง ทุกคำที่ตักเข้ามาให้รสชาติต่างกันไปตามกลิ่นรสของผักแต่ละชนิด     อีกจานชายก็ว่าดี ไก่ย่าง แมงโก้มัสตาร์ดซอส ไอเดียมาจากแกงมัสตาร์ดของกัลกาต้าใส่เนื้อมะม่วงสุก กินต้นมัสตาร์ดเล็กๆบนไก่ย่างก่อนแล้วค่อยกินไก่ตาม ไก่เนื้อนุ่มมีรสชาติในตัวเอง จะจิ้มกับซอสมัสตาร์ดหรือไม่ก็ได้ ชายว่าอร่อยเหมือนกัน จบจานนี้คุณสกุลพาชายเดินดูสวนรอบบ้านเล่าถึงสิ่งที่ชายกินเข้าไป และอนาคตของพิพิธภัณฑ์ฯ ท่ามกลางลมเย็นสบายของแมกไม้ที่ดูแลกันมานานกว่า 5 ปี     กลับจากชมนกชมไม้ คุณสกุลโปรยกลีบกุหลาบเตรียมความพร้อมสำหรับของหวาน โรสทีซอร์เบต์ ใช้ชากุหลาบที่ปลูกในพุชการ์ อินเดีย ทำเป็นซอร์เบต์รสหวานหอมมีเนื้อกลีบกุหลาบแทรกในทุกคำ ก่อนปิดท้ายด้วยชาหอมหมื่นลี้ พร้อมกับคำพูดของคุณสกุลว่า “เป็นยังไงบ้างโลกสวยๆ ของเรา”    

ชื่อไม่ได้เว่อร์วังจากความจริง โลกุษ หรือ Locus : Native Food Lab ให้คำนิยามได้แบบนั้นจริงๆ โลกุษ (Locus) เป็นรากศัพท์ของ โลคอล (Local) ซึ่งในภาษาสันสกฤตก็คือคำว่า โลกา (World) ร้านนี้เป็นร้านอาหารของเชฟก้อง-ก้องวุฒิ ชัยวงศ์ขจร หนึ่งในเชฟที่ชายจุกรัก     ชายพบปะเชฟก้องเป็นครั้งคราวตั้งแต่เชฟเริ่มทำงานร่วมกับโครงการหลวงจนไปเป็นเชฟอาหารญี่ปุ่นและพิธีกรรายการอาหารอย่างเต็มตัว จนเชฟเข้าป่าและค้นพบกับความหมายของชีวิตผ่านอาหาร หลังจากไม่ได้เจอกันเป็นปีเชฟถามไถ่มาทางเฟสบุ๊คและโทรมาหาพร้อมกับถามบางสิ่งบางอย่างที่ชายฟังแล้วก็ตอบไปแบบตรงๆ ว่าให้ทำเถอะ ซึ่งดูเหมือนเชฟเองก็มีคำตอบของตัวเองอยู่ก่อนแล้ว จนกระทั่งร้านอาหารแห่งนี้เสร็จและพร้อมเปิดตัว ชายจึงได้พบเชฟก้องอีกครั้งพร้อมอาหารมื้อพิเศษจากโลกุษ     โลกุษ อาศัยอาหารเป็นสื่อกลางระหว่างเชฟกับคนกิน ซึ่งเกิดขึ้นจากจุดเปลี่ยนที่เชฟค้นพบระหว่างใช้ชีวิตกับชาวปกาเกอะญอที่บ้านห้วยหินลาด เชฟเรียกกันว่าบ้านหินลาดใน จังหวัดเชียงราย โดยได้รับคำชักชวนจากเชฟแบล๊ค-วิศรุต บุลสุวรรณ เชฟเจ้าของร้าน Blackitch Artisan Kitchen ในเชียงใหม่ หนึ่งในเชฟที่สร้างเรื่องราวดีๆ ในแฟนเพจ The Fcuk'in Chef  ซึ่งวันนี้ก็มากินอาหารมื้อเดียวกันนี้ด้วย   เชฟก้องบอกว่า ไม่เคยอินกับป่าจนมารู้วิถีชีวิตของคนในนี้ และรู้ว่าป่าคือตู้กับข้าวของโลก ปกาเกอะญอที่รวยที่สุดคือปกาเกอะญอที่มีบ้านและเสื้อผ้า แต่อาหารและยาหาได้ฟรีตามหน้าบ้าน หลังจากเชฟได้กินข้าวในป่าที่มีเพียงไข่ต้ม น้ำผัก ไก่ฉีก และเห็ด รู้ว่ารสชาติจะออกมายังไงแต่กลับอธิบายไม่ได้ ได้เพียงพูดกับตัวเองทั้งน้ำตาว่า “ผมเปลี่ยนแล้ว ไม่ได้เป็นคนเดิมแล้ว”   หลังจากอาหารมื้อนั้นเชฟเชื่อว่า ชาวปกาเกอะญอเข้ามาอาศัยในเมืองได้ แต่สำหรับพวกเราคนเมืองเข้าป่า ไม่มีทางที่เราจะอยู่รอดได้เลย เออจริง ชายเห็นด้วย เพราะเราต้องฝืนธรรมชาติที่เราเป็นอยู่แบบเฉียบพลัน   เมื่อเชฟรู้ว่ามีชีวิตไปเพื่ออะไร.....เพื่อทำอาหารที่ดี ให้คนรู้ว่า “เชียงราย” บ้านเราดีอย่างไร (เชฟเป็นคนกรุงเทพฯ แต่ภรรยาเป็นคนเชียงราย) จึงได้ชวนคุณวิวและคุณหน่องที่ทำแคเทอริ่งด้วยกันมาร่วมหุ้น ส่วนการทำงานในครัวก็มีเพียงผู้ช่วยเชฟ 2 คน และคุณหวาน ภรรยาที่ควงกะทำขนมเปี๊ยะส่งขายออนไลน์ในแฟนเพจ Rabbit & Goat   เชฟยังฝันว่าอยากให้ทุกจังหวัดมีร้านอาหารแบบโลกุษ เชฟจึงตั้งใจใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเท่าที่หาได้แถวนี้มาสื่อถึงรากเหง้าผ่านอาหาร รวมถึงชักชวนศิลปินท้องถิ่นมาช่วยออกแบบร้าน ทำโต๊ะ เก้าอี้ เสื้อผ้า ภาชนะ และตัวร้านที่สะท้อนให้เห็นภูมิปัญญาล้านนา     ส่วนอาหารเป็นอาหาร 10 คอร์ส ที่ส่วนใหญ่เป็นอาหารเหนือที่ได้สูตรมาจากครอบครัวของภรรยา ซึ่งมีที่มาน่าสนใจ สูตรหนึ่งมาจากพ่อตาที่มักจะทำให้กินอยู่เสมอ รสจัดจ้าน (เชฟแอบเม้าท์ว่าคุณพ่อไม่บอกสูตร ต้องเรียนรู้เอาเองผ่านการกิน) ส่วนอีกสูตรเป็นอาหารโบราณของคุณยายของคุณหวาน ที่ช่วยเตรียมทุกอย่างแต่ให้เชฟช่วยทำ ประกอบกับประสบการณ์การกินและทำอาหารในบ้านหินลาดใน กลายเป็นอาหารประยุกต์จากภูมิปัญญาชาวล้านนาและชาวปกาเกอะญอ ถ้าดูหน้าตาอาหารอาจจะมโนได้ว่าเป็นอาหารโมเดิร์น แต่ทุกจานอาศัยภูมิปัญญาโบราณทำทั้งหมด     โลกุษ ยังเชื่อเรื่อง “การให้และแบ่งปัน” ต้องแชร์ถึงโตไปด้วยกันกับชุมชน การเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นนอกจากสร้างรายได้แล้ว การแบ่งปันยังนำไปสู่วัฐจักรความอร่อยที่ไม่สิ้นสุด วัตถุดิบอาหารหลายอย่าง เชฟจึงลงมือทำเอง อาทิ หมูร้า (ปลาร้าจากหมู) เห็ดห้าดอง และบ๊วยดองน้ำผึ้ง และพร้อมแบ่งปันสูตร   เริ่มที่ ซ่าบะแต๋ง โอ้ยขออภัยคนเหนือถ้าชายออกเสียงผิด ไอศกรีมซ่าแตงกวา ชิฟฟอนตะไคร้ น้ำปู๋กรอบ และพริกป่น หอมเย็นด้วยตะไคร้และแตงกวามีรสเผ็ดเปรี้ยวเป็นตัวเสริม เมี่ยงลาว เพียงวิธีจัดเสิร์ฟก็ว้าวแล้ว ใบผักกาดดองห่อลำไยและหมู กินกับข้าวเกรียบฟักทอง ขิงดองน้ำตาลอ้อย และพริก น้ำพริกอ่อง ชายยอมสิโรราบให้เลย เชฟแอบเติมน้ำปลาเผาไฟลงไปด้วย แถมมีกลิ่นถั่วเน่าลึกๆ     มาที่อาหารที่จริงจังขึ้น ไก่ย่างจิ้มแจ่ว ฟังดูธรรมดาแต่ใช้สาคูแทนข้าว แถมยังทำออกมา 2 เนื้อสัมผัส ทอดกรอบและต้มกับแจ่ว อืมไม่ต้องจิ้มสินะ ส่วนผงข้างๆ เรียกว่า ผงบากะเออ หรือผักกาดแห้งของชาวปกาเกอะญอ ที่ให้รสอุมามิธรรมชาติ แกงฟักเขียว ที่ปรับเปลี่ยนจากไก่เป็นเป็ดตุ๋นกับมะแขว่นเคลือบด้วยน้ำผึ้งดอกงา     จานต่อไปชายเชื่อว่าเชฟเอาประสบการณ์ในฐานะเชฟอาหารญี่ปุ่นผสมเข้ากับภูมิปัญญาอาหารล้านนา คั่วแคหมูชาชู ผักพื้นบ้านมาหมด ผักพ่อค้าตีเมียที่ออกช่วงฤดูฝน ผักแซ่ว และผักริมรั้ว จานต่อไปดีเลยแหละ ปลาบึกผัดเผ็ดกับลมหายใจของชาวนา ปลารสจัดมากด้วยพริก 4 ชนิด กินกับข้าวที่รมควันด้วยฟางข้าว ดี ล้ำ เกินบรรยาย       และคอร์สนี้ ปากหม้อซาวน้ำ เป็นการรวมตัวของขนมจีนซาวน้ำ ม้าฮ่อ และปากหม้อ เชฟเปิดโอกาสให้คนกินเข้ามาทำได้ และเชฟแบล๊คก็อาสาขอทำ เออมันสนุกเป็นกันเองดี       ปิดท้ายด้วย น้ำแข็งไสอัญชัน เชฟเล่นใหญ่ด้วยเครื่องไสโบราณ ดอกอัญชันน่าจะมาจากคุณโต สววรค์บนดิน บ้านใกล้เรือนเคียงนี่เอง (เชฟก้องแอบไปปั้นจานชามของตัวเองแล้วด้วย ตื่นเต้นอยากไปคราวหน้าเลย) และไอศกรีมน้ำผึ้งป่า ใช้น้ำผึ้งป่าดอกสาบเสือจากอุดรธานีที่อายุกว่า 30 ปี กินกับเค้กกล้วยหอม เกลือถ่าน และเกลือมะนาว     จบมื้อเชฟย้ำถึงความฝันต่อไปอีกครั้งที่อยากให้ทุกจังหวัดมีร้านอาหารแบบเดียวกัน ซึ่งชายเชื่อว่ามีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นร้านของเชฟแบล๊คในเชียงใหม่ ร้านซาหมวยแอนด์ซันของเชฟหนุ่มที่อุดรธานี หรือร้านโคอิตรังของเชฟอุ้มที่จังหวัดตรัง และที่น่ายินดีคือคนที่จองเข้ามา 60% เป็นคนเชียงราย ร้านดีๆ คนท้องถิ่นไม่สนับสนุนก็น่าเสียดายแทน แว่วว่าต้องรอถึงเดือนกรกฎาคมไปแล้วนะกว่าจะได้กิน โอ้ย ดีใจแทนน้อง

ว่ากันว่าหากไม่นักรวม Sukiyabashi Jiro ของคุณลุงจิโร่ที่ขึ้นแท่นตำนานซูชิ ก็มี Sushi Mizutani นี่แหละที่ถือว่าเป็นสุดยอดระดับตำนาน หลังจากสั่งสมประสบการณ์จากคุณลุงจิโร่จนออกมาเปิดร้านของตัวเอง น่าเสียดายที่ต้องเกษียณตัวเองก่อนเวลาอันควร ทำให้ซูชิเข้าสู่ยุคทองของ Sushi Sugita และ Sushi Saito  แต่ความน่าตื่นเต้นไม่ได้หยุดอยู่ที่ร้านซูชิ 2 ร้านนี้อีกต่อไป เพราะฟู๊ดดี้ชาวไทยได้ชักชวนซูเชฟของซูชิซูกิตะ เดินทางมายังกรุงเทพฯ เพื่อเปิดร้าน Sushi Ichizu พอหลายคนได้ยินว่าหนี่งในทีมของซูชิซูกิตะจะมาเปิดร้านก็รีบจองกันแทบไม่ทันทั้งๆ ที่ร้านจะเปิดขายรอบแรกในวันที่ 22 สิงหาคม     ชายจุกขอเล่าถึงเชฟริคุ โทดะ (Riku Toda) เชฟซูชิของซูชิอิชิซู ถ้าได้เห็นหน้าค่าตาก็ต้องบอกว่ายังเด็กน้อยนักก็เขาอายุเพียง 26 ปี แต่ฟังประวัติและชิมแล้วก็แบบว่าโตเกินวัย โทดะซังได้รับการบ่มเพาะฝีไม้ฝีมือจากเชฟระดับเทพ ฮาชิโระ มิตสุทานิ (Hachiro Mitzutani) หนึ่งในลูกศิษย์ของลุงจิโร่ เขาจึงมีรากฐานของซูชิสไตล์เอโดะมาเอะ (Edomae) อย่างชัดเจน จนเมื่อเชฟมิตสุทานิประกาศเกษียณตัวเอง โทดะซังจึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของเชฟทาคาอากิ ซูกิตะ (Takaaki Sugita) และเริ่มงานที่ มิยาโกะซูชิ(Miyakozushi) เมื่อร้านเป็นที่รู้จักจึงย้ายสถานที่พร้อมเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ซูชิซูกิตะ (Sushi Sugita) ซึ่งโทดะซังก็ได้เป็นซูเชฟ หรือเชฟมือรองจากซูกิตะซัง จนคว้าดาวมิชลินมาได้ 1 ดวง ในปีแรกที่เปิดขาย ว่ากันว่าที่นี่จองยากพอๆ กับซูชิไซโตะ ไม่เพียงเท่านั้นที่นี่ยังได้เหรียญทองจาก Tabelog (เว็บไซต์รีวิวอาหารชื่อดังของญี่ปุ่น)   เชฟริคุ โทดะ (Riku Toda)     สำหรับฟู๊ดดี้ที่ชักชวนเชฟมาก็ต้องบอกว่าเป็นตัวกลั่นเลยแหละ คุณเบียร์-พีรเกติ์ เจริญพานิช นักรีวิวชาวไทยของ Tabelog ชักชวนน้องร่วมก๊วนกินอย่าง คุณอะตอม-วิชเรศ บุญจิตต์พิมล คุณหยก-กชมน ตุลาธรรมธร และคุณหมง-เอกบุรี จึงประเสริฐศรี มาร่วมลงทุนเปิดร้านนี้ ชายยังติดใจกับเรื่องราวของคุณเบียร์ ถ้ามีโอกาสได้คุยอีกจะเอามาเล่าต่อ     ตอนนี้ที่ซูชิอิชิซูเปิดให้จองเพียงวันละ 2 รอบ 17.30 และ 20.30 น. รอบละ 9 คน  ปิดทุกวันจันทร์ ซึ่งเปิดจองโอมากาเสะซูชิเท่านั้นและเปิดเฉพาะมื้ออาหารของเดือนกันยายนและตุลาคมก่อนแล้วจะเปิดจองอีกครั้งต่อไป   ว่ากันว่าซูชิที่ดีมีส่วนประกอบ 2 ส่วน ข้าว (ชาริ) และปลา (เนตะ) ที่นี่หุงข้าวแบบอัลเดนเต้และอาศัยวิธีปั้นที่อัดอากาศเข้าไปให้ข้าวแน่นพอดี ผสมกับน้ำส้มสายชูที่เบลนด์ขึ้นเอง ส่วนปลาก้มีทั้งสดและดอง ขึ้นอยู่กับชนิดของปลา พร้อมด้วยปรัชญาที่ว่า “วันนี้ได้วัตถุดิบอะไรมาก็จะทำสิ่งนั้น ไม่ใช่วันนี้จะทำสิ่งนี้แล้วถึงซื้อวัตถุดิบมา” ถึงเราจะบอกว่าโอมากาเสะเป็นมื้ออาหารที่แล้วแต่เชฟ แต่ด้วยเรื่องของความไว้ใจเชฟก็ต้องตอบแทนคนกินผ่านมื้ออาหาร       เชฟทำซูชิรวมกับอาหารอื่นๆ ประมาณ 16 คำ ขึ้นไป ชายคงไม่เล่าทั้งหมด เพราะเชฟก็คงตามใจตัวเองแหละว่าอยากใช้ปลาอะไรและปรุงแบบไหน แต่ที่ชายชอบถ้าไม่หมดไปจากฤดูกาลก็คงมีให้กินแน่ๆ เป็น เป๋าฮื้อ ที่มาพร้อมซอสตับหอย (ฟังไม่ผิดทำจากตับของหอยถึง 5 ตัว) ให้ชิมเป๋าฮื้อชิ้นแรกที่นึ่งมาก่อน อีกชิ้นจิ้มกับซอสตับ อื้มเหมือนตับห่านเหมือนกันนะแต่ขมกว่า ส่วนซอสที่เหลือเชฟจะปั้นข้าวอุ่นๆ ใส่ลงมาคลุกเคล้ากินเป็นริซอตโต้ อร่อยล้นไปทั่วปาก   เป๋าฮื้อ ซอสตับหอย  ชินโกะ ปลาที่จะโตเป็นปลาโคฮาดะ ดองนาน 2 วัน ไม่เปรี้ยวมากอมหวาน     ตามด้วย โคฮาดะ ที่ดอง 4 วัน รสเต็มกว่าโตกว่า     อูนิ หอยเม่นมุราซากิจากฮอกไกโดกับข้าวอุ่นๆ ที่ครีมมี่และเต็มคำ     ตามด้วย เคกานิ ปูขนที่ย่างกับข้าวใส่ด้วยอูนิบาฟุนและอิกุระ     อีกอย่างที่ชอบมากก็คือของหวาน วาราบิโมจิ ที่ทำสดๆ กับน้ำตาลทรายแดง ผงคินาโกะ และดอกซากุระดองเกลือ     ชายว่าการได้กินของดีมันเป็นความลำบาก หลายคนว่าพอขึ้นแล้วก็ยากจะลง มันคงจะจริง

ชายจุกได้ยินข่าวแว่วมาว่า มีร้านซูชิสไตล์โอมากาเสะ (ซูชิตามใจฉัน ฉันไม่ใช่ชายแต่เป็นเชฟนะ) ที่มีดาวมิชลินประดับมาเปิด ชายรีบหาข้อมูลและได้ไปชิมในที่สุด หลังจากรอให้ตลาดปลาทั่วญี่ปุ่นกลับมาเปิดขายอีกครั้งหลังหยุดยาวช่วงขึ้นปีใหม่ก็ได้เวลาที่ Sushi Zo (ซูชิโซ) จะเปิดให้บริการครั้งแรกในกรุงเทพฯ ที่พลาซ่า แอทธินี ทาวเวอร์  ซูชิโซ เป็นร้านของเคโซ เซกิ (Keizo Seki) เชฟชาวโอซาก้าที่มีโอกาสไปใช้ชีวิตในเมืองลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา จนเริ่มเปิดซูชิโซขึ้นในปี 2006 ซึ่งชายทราบข่าวมาว่าร้านของเขาได้ดาวมิชลินมาครองถึง 2 ดวง ดวงแรกเป็นของสาขาลอสแองเจลิสที่ได้ในปี 2009 และอีกดวงเป็นสาขานิวยอร์คที่เพิ่งได้มาสดๆ ร้อน ในปี 2016 ในสหรัฐอเมริกายังมีสาขาของซูชิโซที่ย่านดาวน์ทาวน์ในลอสแองเจลิสอีกสาขา ซูชิโซ คล้ายกับร้านโอมากาเสะซูชิทั่วไปตรงที่ไม่รับวอล์คอิน ไม่ใช่เพราหยิ่งอะไรหรอกนะ แต่เชฟตั้งใจปั้นซูชิดีๆ ก็เลยต้องขอทราบจำนวนลูกค้าเพื่อจะได้ตระเตรียมข้าวของให้ถูก ที่สำคัญเชฟเลือกใช้วัตถุดิบจากหลายแหล่งมากกว่าเพียงซึกิจิ น่าเสียดายที่เชฟเคโซ เจ้าของดาวมิชลินไม่ได้มาด้วยตัวเอง แต่ส่งศิษย์เอก เชฟโทชิ โอนิชิ (Toshi Onishi) ที่ผ่านการเป็นเชฟใหญ่ของสาขาดาวน์ทาวน์ในลอสแองเจลิสมาเป็นตัวแทนปั้นรสอร่อย เชฟเล่าให้ชายฟังว่าเขาเลือกใช้ข้าวและน้ำแร่จากฮอกไกโดสำหรับหุงข้าวแล้วปรุงรสด้วยน้ำส้มสายชู 2 ชนิด ทั้งน้ำส้มสายชูแดงและขาว แต่ในอนาคตเชฟว่าจะหุงข้าวออกมาอีกชนิดสำหรับเนื้อปลาที่มีมันมาก ข้าวของที่นี่คำค่อนข้างเล็กเพราะเชฟจะปั้นซูชิออกมาต่อเนื่องมากกว่า 20 คำ เลยกลัววว่าชายจะอิ่มไปเสียก่อน  เมนูแนะนำ เชฟโทชิ ก็เหมือนกับเชฟซูชิคนอื่นๆ ที่อยากให้ชายได้ลิ้มลองรสชาติที่ส่งตรงจากอุณหภูมิร่างกาย เป็นไปได้แนะนำให้รีบสแนปรูปแล้วรีบกินทันที แต่รสชาติรับรู้ด้วยลิ้นอาจจะต้องกินเลย เชฟเรียกน้ำย่อยด้วยซาซิมิ 4 คำ หอยนางรมกับซอสพอนสึ ปลายาการะกับยูสุโคโชที่ให้รสเปรี้ยวเผ็ด ปลามากุโร่หมักกับโชยุและสาเกหวานให้สัมผัสของปลาที่แน่นและหวาน และกุ้งหวาน เชฟแนะนำให้ล้างปากด้วยสาเกก่อนเริ่มคอร์สซูชิ คำแรก เริ่มที่ Tai ซูชิปลาไทที่บีบยูสุ ผิวยูสุและเกลือทะเล สดชื่นมากสำหรับคำแรก แต่ชายสังเกตว่ารสของข้าวอมเปรี้ยว Kinmedai ปลาคินเมนไดทาด้วยโชยุที่มีกลิ่นควันจางๆ Hagatsuo ปลาโอทาด้วยพอนสึใส่ขิงกับไชฟ์ซอย คำนี้ให้รสเผ็ดนิดๆ คั่นด้วย Uni Ika ปลาหมึกสดกับหอยเม่น จบลงตอนนี้ความอร่อยกำลังเป็นกราฟพุ่งสูงขึ้น จากนั้นเชฟพาเราไปลุยกับปลาทูน่าต่อ เริ่มเบาๆ ด้วย Akamai ซูชิทูน่าเนื้อแดงนี่แหละทาด้วยโชยุที่มีกลิ่นควัน เนื้อฉ่ำมาก อร่อยมาก ตามด้วย Chutoro ที่แทรกไขมันพอดีๆ ใช้โชยุตัวเดิม แต่เชฟก็เบรคความคิดของเราที่คิดว่าคำต่อไปคงหนีไม่พ้น Otoro แน่นอน แต่เชฟหักมุมกลายเป็นคำที่ชายชอบมาก ก.ไก่ล้านตัว Smoke Tai ปลาไทปั้นบนข้าวแล้วรมควันด้วยไม้มากกว่า 2 ชนิด เชฟว่าอยู่อเมริกานาน คนแถบน้ำชอบบาบีคิวเลยกลายเป็นไอเดีย ต้องรมควันนานถึง 2.20 นาที ได้ความหอมของควันและรสเปรี้ยวหวานของข้าวและปลามีอาฟเตอร์เทสที่อยู่ยาวนานในปาก (อยากจะขออีกคำ) คำต่อมาซูชิร้อนๆ ต้องมา Ankimo กุงกังมากิใส่ตับปลาต้มอุ่นๆ เออลืมบอกว่าขิงดองที่นี่ก็รสจัดเผ็ดขมหวานเปรี้ยวมาหมด  เชฟฉุดชายลงจากยอดดอยความอร่อยอีกครั้ง ด้วยการเสิร์ฟ Chawan Mushi ไข่ตุ๋นปูและอูนิ ตามด้วย Tako Sakura Ni หนวดปลาหมึกต้มในโชยุและสาเกหวาน หลังจากนั้นชายต้องไต่ระดับความอร่อยอีกครั้งด้วย Shima Aji เชฟแช่ปลาชิมะอาจิในน้ำมันมะกอกนาน 1 ชั่วโมง ท๊อปปิ้งด้วยพริกไทชิชิโตะเผา ตอนนี้ชายมาถึงครึ่งทางของโอมากาเสะแล้ว คำที่ 13 Sayori ปลาเข็มทาด้วยโชยุผสมดาชิ เนื้อหนึบแน่น แล้วทะลักความอร่อยด้วย Otoro ที่ทาซอสตัวเดียวกับอะกามิและชูโทโร่ เชฟไม่หยุดแค่นั้น Otoro Aging เป็นคำต่อมาที่ปั้น เอจจิ้งนานกว่าหนึ่งสัปดาห์ย่างให้มันฉ่ำทั้งชิ้น  โอ้ยไม่ไหวแล้ว พีคสุดตัวกำลังลอย รีแอคชั่นแบบการ์ตูนมาเลยจ้า แต่ก็โดยเชฟฉุดลงสู่ความละมุนละไมของ Uni กุงกังมากิอูนิบาฟุนที่ให้รสหวานทาด้วยโชยุ ความอร่อยยังอยู่ที่สาหร่ายจากแถบฮอกไกโด บ้านเกิดเชฟ ตามด้วย Ikura ข้าวโปะหน้าไข่แซลมอนที่หมักกับดาชิ โชยุ และสาเกหวาน ต่อด้วย Ayako Gai หอยนางรมนางาซากิทาด้วยโชยุดาชิแล้วเสียบไม้ย่าง เผ็ดนิดๆ Akagai ซูชิหน้าหอยปีกนกและใบชิโสะทาด้วยโชยุ ก่อนปิดท้ายด้วย Anago ปลาไหลทะเลอบได้รสหวานของปลารสเปรี้ยวของข้าว ยังๆไม่จบ Toro Maki โทโร่สับ ไชเท้าดอง และข้าว ห่อด้วยสาหร่าย มาคำโตการันตีความอิ่ม แถมคำพูดทิ้งท้ายว่าเอาอะไรอีกไหม ชายได้แต่ร้องหืม แต่น้องที่ไปด้วยกันบอกว่าปกติคนไปโอมากาเสะก็มีคนบอกขออีก แต่ชายว่าอิ่มละล่ะ มีซุปและของหวานอีกนะ ได้ซุป Osui Mono อุ่นๆ ก็เริ่มอยากกินอีก เอ้ยไม่ใช่แล้ว และหม้อเหล็กที่ส่งควันพวงพุ่งตลอดมื้อก็ถูกเฉลยว่าเป็นหม้อต้มน้ำสำหรับพิธีชงชาที่เชฟได้สืบทอดมาจากทางบ้านที่เป็นทีเฮ้าส์มาก่อน ของหวาน มีไข่หวาน สาลี่ ส้ม และสตรอว์เบอรี่ กินกับชามัชชะที่ไม่ขมมากที่เชฟบรรจงตีชาให้ถ้วยต่อถ้วย โดยถ้วยก็ได้เพื่อนศิลปินปั้นถ้วยชามาให้แบบไม่ซ้ำลวดลายและรูปทรง เป็นมื้อที่ดีระดับ A+ ที่ควรค่าต่อการมาลอง เพราะเชฟไม่ดุกินชิลๆ