แม้ว่าจั่วหัวจะดูอลังการไปหน่อยแต่ขอบอกว่ามื้อนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ เพราะเราจะชวนคุณไปชิมบุฟเฟต์มื้อเย็นกันที่ห้องอาหาร “วูว์”     ห้องอาหารวูว์ อยู่ที่ชั้น 12 โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ นั่งรถไฟฟ้ามาลงสถานีราชดำริแล้วเดินทางเชื่อมเข้าสู่โรงแรมได้เลย เราแนะนำให้ไปถึงช่วงห้องอาหารเปิดเวลา 18.00 น.จะได้ที่นั่งดีๆ ดูวิวสวยยามเย็นเห็นความเขียวขจีของสนามกอล์ฟราชกรีฑาสโมสร     หากเป็นวันจันทร์ ถึง วันพุธจะเป็นโปรโมชั่น The St. Regis Classic มีเมนูพิเศษจากบุฟเฟต์สเตชั่น และเมนูตามสั่งที่เชฟทำร้อนๆ จากเตา คุมทีมโดยเชฟริชาร์ด ซอว์เยอร์ ที่มาเสิร์ฟถึงโต๊ะแบบจานต่อจาน     อยากจะเดินไปเลือกตักเองก็ได้ มีเมนู เช่น หอยนางรมฟินเดอแคลร์ ซีฟู้ดออนไอซ์ที่เป็นขวัญใจมหาชน มีมุมอาหารกริลล์ ชีสและโคลด์คัทหลากหลาย อาหารตะวันตก อาหารเอเชียต่างๆ พาสต้าปรุงสดใหม่สั่งได้ พิซซ่าอบร้อนจากเตา ฯลฯ และยังมีเมนูขนมหวานทั้งข้าวเหนียวมะม่วง เค้ก และไอศกรีม         ส่วนวันพฤหัสบดี ถึง วันเสาร์ จะเป็นบุฟเฟต์ที่มีให้เลือกมากขึ้นอีกกับโปรโมชั่นที่ชื่อว่า The St. Regis Epic ที่นอกเหนือจากเมนูตามที่เราบอกมาแล้วยังมีเมนูพรีเมียมทั้ง บอสตันล็อบเตอร์ย่างหรืออบเนย เป็ดกงฟี ซีฟู้ด ฟัวกราส์ ปูผัดพริกสไตล์สิงค์โปร์ ไก่อบ ซี่โครงแกะย่าง และเนื้อวัวแองกัส ทุกเมนูสั่งได้ที่พนักงานโดยไม่จำกัดจำนวน จากนั้นเชฟจะปรุงให้เราใหม่ๆ ร้อนๆ มาเสิร์ฟให้ถึงโต๊ะนั่งกินสบายไปเลย             แค่เมนูเลือกสั่งก็อู้ฟู่เต็มที่จนแทบไม่ต้องเดินไปตักที่ไลน์บุฟเฟต์เลย ส่วนใครที่ชอบเมนูสุขภาพอย่างเนื้อปลา ที่นี่ก็ใส่ใจสิ่งแวดล้อมเพราะใช้เนื้อปลาจากวิธีการทำประมงแบบยั่งยืน (Sustainable Seafood) อีกด้วย     สุดท้ายอย่าลืมเผื่อท้องไว้ชิมขนมหวานอีกมากมายหลายรายการกันด้วยนะ

ธีมคอนเซ็ปต์ของ Pooltime Café ดีไซน์ออกมาตามชื่อร้าน เพียงแต่ว่าไม่มีสระว่ายน้ำอยู่จริง เฉพาะป้ายชื่อร้านก็เด่นด้วยบันไดขึ้นจากสระน้ำ ส่วนเก้าอี้และโต๊ะก็ดีไซน์เหมือนเก้าอี้ริมสระน้ำ ผนังเป็นกระเบื้องสีขาวรอบตัว ดูยังไงก็สระว่ายน้ำ ส่วนธีมรองเป็นคาเฟ่แรคคูนที่มีห้องสำหรับเล่นกับแรคคูนที่ชั้น 2 เสียค่าเข้า 150 บาท (100 บาทใช้เป็นส่วนลดค่าอาหาร) เพื่อเล่นกับแรคคูนทั้ง 3 ตัว คนละ 15 นาที เฉพาะเวลา 13.00-15.00 น. และ 16.30-18.30 น. สำหรับอาหารคงเอาอาหารง่ายๆ สไตล์คาเฟ่ที่เป็นสูตรของคุณแม่ของเจ้าของร้าน       เมนูแนะนำ Pooltime Blue Burger แป้งบันสีฟ้าให้ร้านขนมปังอบใหม่ตามสูตรของร้านทุกวัน มีจำกัดเพียงวันละ 20 ชิ้น     Spaghetti Carbonara สปาเก็ตตี้สูตรซอสครีมฉ่ำๆ แถมไข่แดงอีกฟอง ใครชอบซอสริชๆ ต้องจานนี้แหละ   Pancake Strawberry Fresh Cream แพนเค้กครีมสด ราดเมเปิลไซรัปและสตรอว์เบอร์รี   Tea มีให้เลือกทั้งมัตฉะลาเต้ และโฮจิฉะลาเต้ มาแนวชาญี่ปุ่น   Coffee ใช้เมล็ดกาแฟจากแม่สรวยที่เบลนด์จากเมล็ดกาแฟคั่วเข้มและคั่วกลาง ให้รสชาติกาแฟดำดีมาก ส่วนกาแฟนมอาจจะต้องปรับเบลนด์หน่อย

ชายจุกเคยมาที่นี่ตั้งแต่สมัยเริ่มเปิด Sambal (โอ้โหนานเชียว) ห้องอาหารและบาร์ริมน้ำที่เด่นเรื่องอาหารเอเชี่ยน ของโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ก่อนเปลี่ยนคอนเซปต์มาเรื่อยๆ จนมาลงตัวที่คอนเซปต์ล่าสุด Riverside Grill ซึ่งชายเห็นว่าน่าจะโอเคที่สุดแล้วแหละนะ     ก่อนหน้านี้เพียงเฉพาะวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยาของที่นี่ก็กินขาดแล้ว เพียงแต่กำลังหาสไตล์อาหารที่ใช่ จนมาลงตัวที่สุดกับอาหารแนวปิ้งย่างกึ่งสเต็กเฮ้าส์ โดยนำเข้าเนื้อวัวและวัตถุดิบคุณภาพดีจากทั่วทุกมุมโลกมาย่างด้วยหินภูเขาไฟ ชายบอกเลยว่ามาถูกทางแล้วเรื่องอาหาร ส่วนเครื่องดื่มอย่างวิสกี้เราเชื่อว่าก็มีมาตรฐานของตัวเอง ยกเว้นค็อกเทลเราแนะนำว่าให้ข้ามไปเลยไม่พูดถึงดีกว่า สั่งไวน์หรือวิสกี้ก็ฟินแล้ว     ชายว่าที่อร่อยและดีเลย Beef tartar “A la Menilmontant” เนื้อวัวแบล็คแองกัสหั่นมือกับเครื่องต่างๆที่คลุกเคล้าสดๆที่โต๊ะ อร่อยดี     อันนี้แปลกแต่ก็น่าชิม Half dozen Oyster’s Kilpatrick หอยนางรมสดๆ ที่ใส่ทาบาสโก้ วอร์สเตอร์ไชร์ซอส มะนาว และเบคอน มีรสชาติมาในคำเดียว     ส่วนเมนูย่างที่เป็นไฮไลท์ มีเนื้อวัวให้เลือกหลากหลาย Tenderloin Darling Down Wagyu, Rib Eye Pristine Ranch Wagyu, Striploin 1824 Farm, Tenderloin Oakland Farm, T-bone steak US Mainland และ Tomahawk Cape Byron Angus เนื้อวัวแต่ละส่วนจากแต่ละฟาร์มก็ให้กลิ่นรสแตกต่างกันไป แต่โดยรวมคือดี จะสั่งหรือไม่สั่งซอสหรือไซส์ดิสก็ได้ มันดีอยู่แล้ว       Boston Lobster ชายเคยเฉยชากับล็อบสเตอร์มาก แต่จานนี้เนื้อดีแน่นเด้ง บีบมะนาวนิดนึงก็โอเคแล้ว     ปิดท้ายด้วยของหวานจากช็อกโกแลต หรือถ้าอยากปาร์ตี้แนะนำ “Riverlution” ทุกวันศุกร์และเสาร์ เวลา 21.00-24.00 น.  

ช่างหยิบจับคำมาตั้งชื่อร้านได้สะดุดใจ สำหรับเดย์ดรีม บีลีฟเวอร์ (Daydream Believer) คาเฟ่แห่งใหม่ในซอยพหลโยธิน 12 ของกลุ่มเพื่อนรักต่างอาชีพที่เปิดร้านขึ้นมาเพื่อเป็นพื้นที่รวมความฝันของทุกคนไว้ด้วยกัน     นอกจากเป็นคาเฟ่ในสวนอังกฤษ ยังออกแบบให้เป็น Creative Space สำหรับให้คนรักงานอาร์ตมาใช้เป็นที่นั่งทำงาน เปิดคลาสเวิร์คชอป จัดอีเวนต์ ฯลฯ ตัวร้านรีโนเวตจากบ้านเก่ายุค 70 ซึ่งมีโครงสร้างสวยคลาสสิกอยู่เป็นทุนเดิม (ขอใช้คำว่าเป็น "บ้านในฝัน" น่าจะอธิบายได้ชัดที่สุด) แล้วสร้างเรือนกระจกเพิ่มอีก 2 หลัง ด้านในมีต้นไม้ต้นเล็กๆ แขวนไว้ให้พักสายตา ความน่ารักคือรายละเอียดยิบย่อยที่ซ่อนไว้ตามมุมร้าน ทั้งของสะสมโบราณ จาน ชาม ช้อน ส้อม เรียกว่ามองไปทางไหนก็เพลิดเพลินไปหมด           เมนูของที่นี่ครบครันทั้งอาหาร เบเกอรี่โฮมเมด และเครื่องดื่ม เชฟจัดอาหารออกมาทั้งไทยและฝรั่ง จานแรกข้าวคลุกน้ำพริกปลาทู-ไข่พะโล้ เมนูประจำบ้านที่ส่งกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอมาแต่ไกล น้ำพริกรสจัดใช้ได้ เข้ากับเนื้อปลาทูอย่างดี มีไข่และหมูพะโล้ชามเล็กเสิร์ฟคู่มาตัดรสกัน     ต่อด้วยจานฝรั่ง Angel Hair Pesto Avocado เส้นแองเจิลแฮร์ผัดกุ้งซอสเพสโตอะโวคาโด ซอสเพสโตรสเข้มข้นไปได้ดีกับเส้นพาสต้ากรุบๆ และความหอมมันของเนื้ออะโวคาโด     และอีก 1 จานเด่น Grilled Chicken with Garlic Sauce น่องไก่ย่างซอสกระเทียมเสิร์ฟพร้อมมันบด น่องไก่ย่างมาดีมาก หนังกรอบ เนื้อด้านในชุ่มฉ่ำ ไม่แห้ง รสชาติดีกินกับมันบดนุ่มๆ แล้วชอบมาก     อิ่มคาวแล้วตบท้ายด้วยของหวาน Brownoffee ลูกผสมระหว่างบราวน์นี่และบานอฟฟี่ เสิร์ฟมาในแก้วใส ด้านล่างเป็นชิ้นบราวน์นี่โฮมเมดเนื้อแน่นๆ ราดด้วยซอสคาราเมลทำเอง ท็อปด้านบนด้วยผลกล้วยและวิปครีม  

ใครเคยติดใจแพนเค้กหนานุ่มสูตรเด็ดของ "IHOP" หรือ International House of Pancakes ร้านอาหารยอดนิยมสำหรับครอบครัวจากแคลิฟอร์เนียที่มีสาขามากมายทั่วโลกไม่ต้องบินไปกินไกลถึงต่างประเทศอีกต่อไป เพราะตอนนี้ IHOP สาขาแรกในเมืองไทยมาเปิดให้ชิมแบบสบายๆ ที่ชั้น G ศูนย์การค้าสยาม พารากอนกันแล้ว     แม้จะเป็นร้านแบบโอเพ่นที่มีที่นั่งไม่มากนักและอาจต้องรอคิวกันสักหน่อย (โดยเฉพาะช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์) แต่ขอบอกว่าความอร่อยคุ้มค่าแก่การรอคอยแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเมนูสุดฮิตอย่างแพนเค้ก วัฟเฟิล เครป เฟรนช์โทสต์ แซนด์วิช ไปจนถึงออมเล็ต สลัด และเครื่องดื่มแสนสดชื่น อาทิ ชา กาแฟ และอิตาเลียนโซดา ซึ่งทุกเมนูใช้วัตถุดิบและส่วนผสมเหมือนกับสาขาออริจินอลทั้งหมด เรียกว่าแฟนคลับ IHOP ฟินกันได้เต็มที่เลยทีเดียว     ถ้าถามว่าเมนูเด่นหลากหลายละลานตาขนาดนี้จะเลือกกินอะไรก่อนดี เราแนะนำซิกเนอเจอร์อย่าง Original Buttermilk แพนเค้กแป้งหนานุ่มชุ่มเนยเป็นเอกลักษณ์ ท็อปด้วยเนยก้อนโตที่ละลายเยิ้มน่ากิน ถ้าแพนเค้กสองชั้นยังไม่สะใจก็สามารถสั่งเพิ่มเป็นทาวเวอร์ได้ตามใจ (เพิ่มชั้นละ 50 บาท) และที่เราชอบมากคือ ซอสราดแพนเค้กที่จัดไว้ประจำโต๊ะให้เลือกรสชาติได้ถึง 4 แบบ ทั้ง Old Fashioned (เมเปิลไซรัป), Blueberry, Strawberry และ Butter Pecan หอมมัน     อีกหนึ่งเมนูเด็ดที่มีเฉพาะสาขาไทยแห่งเดียวในโลกอย่าง Chunky Chocolate แพนเค้กช็อกโกแลตสอดไส้ผงช็อกโกแลตชังค์เข้มข้น ท็อปด้วยไอศกรีมช็อกโกแลตอีกชั้นก็อร่อยไม่แพ้กัน บอกได้คำเดียวว่าสาวกช็อกโกแลต...ฟิน!     ส่วนเมนูอื่นๆ ก็ไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะเป็น Banana Strawberry Nutella Waffle เบลเยียมวัฟเฟิลหนานุ่ม(มาก)เพิ่มความอร่อยด้วยกล้วยหอม สตรอว์เบอร์รี ราดนูเทลลาหอมหวาน Berries Crumbles Cream Cheese Crepes เครปแป้งนุ่มบางราดครีมชีสและซอสบลูเบอร์รี โรยครัมเบิลกรุบกรอบ และ Berry Berry Brioche French Toast ขนมปังบริยอชกรอบนอกนุ่มในสไลด์เป็นแผ่นกลม หน้าสตรอว์เบอร์รีสด ราดซอสบลูเบอร์รี ซอสสตรอว์เบอร์รี และวิปครีม         ส่วนใครอยากเริ่มมื้อเช้าด้วยเมนูอาหารคาว ต้องลอง Spinach & Mushroom Omelette ออมเลตผักโขม เห็ดหอม และชีส ราดซอสฮอลันเดซและมะเขือเทศ หรือ Egg Cheese Ham Stack แซนด์วิชไส้แฮมและชีส หน้าไข่ดาวสุกกำลังดี เวลาตัดแล้วไข่แดงไหลเยิ้มลงมาอร่อยสุดๆ อีกหนึ่งเมนูที่มีแค่สาขานี้เท่านั้น ส่วนสายผักต้องลอง Caesar Salad ทีเด็ดอยู่ที่เดรสซิ่งสลัดสุดเข้มข้นไม่เหมือนใคร         แล้วอย่าลืมสั่ง IHOP Splashers อิตาเลียนโซดาซ่าสดชื่นมากินคู่กันตัดความหวาน มีให้เลือกทั้งรสบลูเบอร์รี ราสพ์เบอร์รี แอปเปิลเขียว พิงค์เกรฟฟรุต และทับทิม    

ได้ยินแว่วๆ ว่า 94°Coffee กำลังปรับโฉมใหม่ จากร้านกาแฟธรรมดาให้กลายเป็นคาเฟ่สุดอบอุ่นที่เสิร์ฟทั้งเครื่องดื่ม ขนม และอาหารคาวแบบ Breakfast All Day แถมได้เชฟตูน - ธัชพล ชุมดวง เซเลบริตี้เชฟคนดังมาออกแบบเมนูใหม่ให้อีกด้วย หญิงใหญ่ (ที่กำลังหิวโหย) จึงรับหน้าที่พาไปชิมกันให้ครบทั้ง 5 เมนูที่สาขา Golden Place เลียบทางด่วนรามอินทรา   เริ่มด้วยจานแรก Egg Benedict 94°Coffee อิงลิชมัฟฟินอบใหม่ เลือกได้ระหว่างแซลมอนรมควันหรือพาร์มาแฮม ท็อปด้านบนด้วยโพชเอ้กแล้วราดด้วยซอสฮอลลันเดซสูตรเฉพาะของเชฟตูน ใช้มีดสะกิดเบาๆ ให้ไข่แดงไหลเยิ้ม หญิงใหญ่ชอบแซลมอนรมควันมากกว่านิดหน่อย ส่วนสลัดร็อคเก็ตที่เสิร์ฟมาคู่กันอร่อยมาก ตัดเลี่ยนได้ดี     ต่อด้วยจานที่ 2 Pulled Pork Waffle จานนี้แปลกดี พูลพอร์คหรือสะโพกหมูอบคลุกเคล้ากับซอสบาร์บีคิวให้มีรสเข้มข้น เผ็ด เค็ม หวาน กินคู่กับวัฟเฟิลนุ่มๆ แล้วรสกำลังพอเหมาะ เคียงด้วยโคลสลอว์และโปเตโต้ชิป     จานถัดมาเป็นจานโปรดของหญิงใหญ่ Spicy Salted Egg Carbonara ที่ส่งกลิ่นหอมยวนใจมาตั้งแต่ยังไม่ทันเสิร์ฟถึงโต๊ะ เส้นเฟตตูชินี่ผัดคลุกเคล้ากับซอสไข่เค็ม ได้ทั้งความมัน ความหอมที่ทิ้งอวลอยู่ในปาก ที่สำคัญคือไม่เลี่ยนเพราะแอบมีรสเผ็ดนิดๆ อยู่ด้วย     จบของคาวขอชิมของหวาน Strawberry Croissant Pudding with Madagascar Vanilla Ice Cream สาวๆ น่าจะปลื้มสตรอว์เบอร์รี่แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ครัวซองต์พุดดิ้งผสมซอสสตรอเบอร์รี่อบร้อนๆ ราดซอสสตรอเบอร์รี่ โปะด้านบนด้วยไอศกรีมวานิลลา       และเมนูสุดท้าย Flourless Chocolate Cake with Madagascar Vanilla Ice Cream เค้กช็อกโกแลตแบบไร้แป้ง โปะไอศกรีมวานิลลาแล้วราดด้วยซอสช็อกโกแลตปิดท้าย  ขอชมว่าทำได้เข้มข้นเหลือเกิน ทั้งขมและหวานในคำเดียว  (นี่เค้กหรือความรัก)     หลังจากชิมจนอิ่มแปล้ สรุปว่าเมนูใหมจากเชฟตูนสร้างความหวือหวาให้ 94°Coffee ได้ดีทีเดียว ใครอ่านแล้วท้องร้องก็แวะไปชิมได้เลยตั้งแต่วันนี้ที่สาขาใกล้บ้านค่ะ  

เหยเอาจิงดิ “บาร์เทนเดอร์หญิงล้วน” บาร์แบบนี้มีอยู่จริงที่ Highball Bangkok ชายจุกขอบอกเลยว่าไม่ใช่บาร์แบบที่คุณคิดอย่างแน่นอน ด้วยความตั้งใจของแบรนด์ Highball Singapore ซึ่งเป็นต้นแบบของที่นี่     “โลกของบาร์มีแต่ผู้ชาย นึกถึงบาร์ก็มีแต่ผู้ช่ายเด่น เราต้องการพื้นที่ให้ผู้หญิงในอุตสาหกรรมบาร์ ได้มีเวทีของตัวเอง ซึ่งเป็นการสร้าง Female Empowerment ขึ้นมาให้วงการบาร์ เราอยากปั้นน้องๆ ให้ทำได้ทุกอย่างในบาร์ เมื่อมีคนอยากได้ตัวไปร่วมงานเราถือว่าประสบความสำเร็จ อยากให้ที่นี่เป็นอะคาเดมี่ ที่นี่ยังสะดวกสำหรับสาวที่ชอบดื่มคนเดียว มาที่นี่ก็เหมือนมาเจอเพื่อนสาว” คุณมด-มินทร์สรา ภูมิจิตร หนึ่งในหุ้นส่วนบอกถึงคอนเซปต์ของไฮญบอล       และก็ดูเหมือนไฮญบอลเริ่มต้นได้ดีด้วยการส่งบาร์เทนเดอร์ 3 จาก 6 คน ของร้านผ่านเข้ารอบการแข่งขันทำค็อกเทลของเปริเอ้ พูดถึงบาร์เทนเดอร์หญิงล้วนแล้วก็คงต้องพูดถึงบาร์เทนเดอร์หลัก 2 คน สายไหม นันทรัตน์ และจิ๊บ-ธนัญญา เสมอมา รุ่นพี่ในวงการบาร์ที่จะคอยดูแลน้องๆ หน้าใหม่ที่เริ่มต้นทำบาร์มาได้ไม่นาน     นอกจากจุดเด่นเรื่องบาร์เทนเดอร์หญิงล้วนแล้ว อีกจุดเด่นคือเครื่องดื่มประเภท Highball เครื่องดื่มยอดนิยมของคนญี่ปุ่นที่นำเอาสปิริตอะไรก็ได้มาผสมกับคาร์บอเนต อาทิ วิสกี้กับโซดา เหล้ารัมกับโค้ก จินกับโทนิค ไม่เพียงจุดเด่นเรื่องนี้ ที่นี่ยังมีเครื่อง Jim Beam Machine เครื่องแรกและเครื่องเดียวในกรุงเทพฯ คล้ายเบียร์แทปแต่เป็นเบอร์เบิ้นและคาร์บอเนตที่ผลิตจากน้ำกรอง (ซึ่งพรายฟองนุ่มละมุนกว่าโซดาทั่วไป) เป็นเครื่องที่ออกแบบโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นที่คำนวณส่วนผสมที่ลงตัวของเบอร์เบิ้นและคาร์บอเนต     ไฮญบอลแนะนำเป็น Yuzu Highball (220 บาท) เบอร์เบิ้นผสมคาร์บอเนตจากแทป และน้ำส้มยูสุกับยูสุพิวเร รสเปรี้ยวหอมของยูสุ ซ่อนด้วยรสของเบอร์เบิ้นและพรายฟองนุ่มๆ     แต่มาที่นี่ก็ต้องลอง #Highballgirls Collection จากบาร์เทนเดอร์สาวตัวหลักอย่าง สายไหม จิ๊บ และคิโน (Kino) หุ้นส่วนชาวสิงคโปร์ของร้านนี้ เธอยังเป็นบาร์เมเนเจอร์ของไฮญบอล สิงคโปร์ ด้วย โดยเธอได้คิด Asoke Highball (250 บาท) ซิกเนเจอร์ของเธอขึ้นมา วอดก้าผสมน้ำบ๊วย น้ำลิ้นจี่ เลมอน ใบมะกรูด และคาร์บอเนต เราแนะนำแก้วนี้ดีงามมาก และอีกแก้ว สายไหมบอกว่าทางร้านคิดขึ้นมาเพื่อลูกค้าประจำสาวคนหนึ่งที่มีคาแรกเตอร์ของตัวเองที่ชัเจน เธอชื่อ Yolanda (250 บาท) ไฮญบอลสีส้มจากเตกีล่าผสมแอปเพอราทีฟ น้ำยูสุ และคาร์บอเนต ชายว่ารสชาติซับซ้อน     อีกข้อแตกต่างของไฮญบอลยังอยู่ที่มีอาหารกินเล่นและกินจริงเรียงรายมาแบบอร่อยไม่แพ้เครื่องดื่ม อาทิ ไฮญบอลเกิร์ลสลัด ไก่ตะไคร้พันเบคอน ชีสสติ๊ก และหอยแมงภู่อบชีส           รีบไปกันนะ ชายบอกได้คำเดียวว่าคิ้วท์มาก

เย็นอากาศ ย่านฮิปล่าสุดที่ชายจุกว่ามันมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ก่อนหน้านี้มีร้าน Suhring ที่เพิ่งได้ร้านอาหารอันดับที่ 13  ของ Asia's 50 Best Restaurants 2017 เปิดมาได้ปีกว่า ตามด้วย Akart Bistro & Bar ในพื้นที่เดียวกัน แต่ชายชอบที่นี่มากกว่าอากาศบิสโทรตรงที่ยังคงโครงสร้างของบ้านไม้เก่าอายุเกือบ 90 ปี เอาไว้  แม้แต่สีดั้งเดิมอย่างสีเขียวตองอ่อนก็ไม่ได้ทาทับให้ใหม่ขึ้นจากเดิมเลย แถมชายยังได้ยินมาว่าบ้านหลังนี้เจ้าของคนแรกเป็นหลานของรัชกาลที่ 4 โอ้โหมีตำนาน ชายทราบข่าวจากพี่ที่ Graph Café เชียงใหม่ ที่ส่งข่าวมาเป็นระยะว่ามาช่วยเป็นที่ปรึกษาให้ แถมที่นี่ยังไม่ใช่ร้านกาแฟหน้าใหม่ ทำให้เป็นร้านกาแฟที่ชายอยากไปเยือนมากที่สุดร้านหนึ่ง คอฟฟี่คราฟท์แมน เป็นสาขาใหม่และคอนเซปต์ใหม่ที่ขยายจากบาร์กาแฟเล็กๆ บนถนนพระราม 6 ซอย 23  ที่นี่ยังคงจุดเด่นเรื่องกาแฟมีเมล็ดกาแฟมากถึง 3 เบลนด์ ซึ่งเหมาะสำหรับชงกาแฟแต่ละแบบ กาแฟร้อน กาแฟนม กาแฟเย็น และดริป ชายได้ลองจิบ Caffe Latte รสนมนวลๆ ตัดกับรสขมของกาแฟ อาหารมีจุดเด่นที่พาสต้าเส้นสดอย่างเส้นเฟตตูชินี่ฟักทองและเส้นเฟตตูชินี่มะละกอ จานเด่นเป็น Fettuccine Pesto “Karna” ใช้เส้นเฟตตูชินี่ฟักทองผัดกับเพสโต้ซอสที่ทำจากผักคะน้า รสชาติจึงนุ่มนวลกว่าโหระพา ที่นี่ยังมีพิซซ่าแป้งโฮมเมดและอาหารสูตรพิเศษอย่าง Hakka Pork Stew with Rice ข้าวหมูอบสูตรอาม่า ตำรับจีนแคะ และ Pork Burger เบอร์เกอร์หมูที่มาพร้อมชีสและผักดอง 

ในวันหยุดสบายๆ ใครกำลังมองหาสถานที่ชิลเอาต์ดีๆ ไม่ต้องฝ่าการจราจรที่แสนติดขัดเพื่อไปถึงใจกลางเมืองอย่างสุขุมวิท ทองหล่อ หรือเอกมัยอีกต่อไป เพราะเรากำลังจะแนะนำคาเฟ่น่านั่งของ 3 เพื่อนสนิทที่นำประสบการณ์และความถนัดคนละสไตล์ทั้งด้านธุรกิจ อาหาร และเครื่องดื่ม มาผสมผสานกับความตั้งใจที่อยากให้คาเฟ่สุดเก๋ได้ขยับขยายออกมาอยู่นอกเมืองกันบ้าง โดยเฉพาะในย่านลาดพร้าวที่มีชาวชุมชนมากมาย จนกลายเป็น Cold Spring Cafe ที่กำลังมาแรงในโลกออนไลน์ขณะนี้ ที่นี่มาพร้อมคอนเซ็ปต์น่ารักที่เราชอบมาก คือการนำดอกไม้สดและต้นไม้มาตกแต่งแทบทุกมุมในร้านดูสวยงามและอบอุ่น อาทิ กุหลาบ เดซี่ และคาร์เนชั่น ให้บรรยากาศแบบกลาสเฮาส์นิดๆ ด้วยการใช้กระจกเป็นกำแพงรอบร้าน และมีโซนเอาต์ดอร์ด้านหลังที่วางโต๊ะและเก้าอี้ชิงช้าให้เราได้นั่งรับลมและใกล้ชิดกับต้นลิปสติกที่ปลูกรายล้อมอยู่มากยิ่งขึ้น เรียกว่าไม่ว่าจะมาเยือนร้านนี้ในช่วงไหนก็จะได้สัมผัสกับ "ฤดูใบไม้ผลิที่แสนเย็นสบาย" สมกับชื่อร้านนั่นเอง ส่วนอาหารของ Cold Spring Cafe เน้นเมนูโฮมเมดกินง่ายสไตล์ฟิวชั่น ฝีมือเชฟหนึ่งในเจ้าร้านที่พกพาความเชี่ยวชาญด้านอาหารจากการทำงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและครัวของเลอ กอร์ดอง เบลอ มาคิดค้นดัดแปลงให้ทุกเมนูออกมาไม่เหมือนใคร เราขอเริ่มต้นเรียกน้ำย่อยกับ Mixed Fries มันฝรั่งทอดกรอบนอกนุ่มในหลากรูปทรง มาพร้อมดิปปิงซอส 3 สไตล์ ทั้งเพสโตมายองเนส ต้มยำมายองเนส และฮันนี่มัสตาร์ด ก่อนจะตามด้วย Four Chesse Carbonara สปาเกตตีคาโบนาราที่เพิ่มความหอมมันเข้มข้นด้วยการเพิ่มชีส 4 ชนิด ทั้งมอสซาเรลลา เชดด้า พาร์เมซาน และโปรโวโลนด้านบน แล้วเบิร์นให้เกรียมนิดๆ  อิ่มของคาวแล้วมีหรือเราจะยอมพลาดของหวานยอดนิยมอย่าง Cold Spring Jelly เจลลีใสเนื้อเด้งดึ๋งสอดแทรกด้วยผลไม้สด อาทิ สตอว์เบอร์รี องุ่น และส้ม พร้อมตกแต่งจานด้วยสตรอว์เบอร์รีและกลีบกุหลาบสีสวยดูสดชื่นและน่ากิน รวมทั้ง Rose Panna Cotta พานาคอตต้าเนื้อเนียนนุ่มที่ผสมกลิ่นกุหลาบหอมอ่อนๆ พร้อมโรยกุหลาบแห้ง ราดซอสราสพ์เบอร์รี วางลิ้นจี่และสตรอว์เบอร์รีสดให้กินคู่กัน  แล้วอย่าลืมสั่ง Smoothie 2 ways สมูทตี้สีสันสวยงาม ด้านล่างเป็นมะม่วงสดปั่น ก่อนเทสตรอว์เบอร์รีปั่นตามลงไปด้านบน จะกินทีละชั้นหรือคนผสมกันก็อร่อยลงตัว และ Rose Panna Cotta โซดาซิกเนเจอร์ที่มีกิมมิกอยู่ที่การนำแตงโม แคนตาลูป และเมลอนแช่เย็นจัดมาใช้แทนน้ำแข็ง แนะนำให้ค่อยๆ ตักกิน เพราะยิ่งแช่นานจะยิ่งดูดซึมความซ่าของโซดา เวลาเคี้ยวแล้วจะได้ความหวานของผลไม้ผสานความซาบซ่านิดๆ ที่ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้มื้อนี้ฟินสุดๆ