ยังบินไปเวียดนามไม่ได้ ก็มาชิมอาหารเวียดนามให้หายคิดถึงกันก่อนที่ Morning Glory (มอร์นิ่งกลอรี่) ร้านอาหารเวียดนามรสชาติแบบต้นตำรับ เหมือนยกกรุงฮานอยมาไว้ใจกลางกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ภายในโรงแรม Ramada Plaza by Wyndham Bangkok Sukhumvit บนถนนสุขุมวิท 48 ย่านที่เนืองแน่นไปด้วยรถราและผู้คนตลอดวัน     คำว่า Morning Glory นอกจากจะหมายถึง ผักบุ้ง ซึ่งเป็นพืชประจำถิ่นที่นิยมทานคู่กับหลากหลายเมนูอาหารของเวียดนามแล้ว ยังหมายรวมถึงแสงยามเช้าอันโชติช่วง ด้วยความเชื่อว่าการได้รับประทานอาหารที่ดี ย่อมก่อให้เกิดความสดใสเบิกบานต้อนรับชีวิตแรกตื่นในยามเช้า     เชฟบัง วาลิต เลิศปัญญา เชฟมากประสบการณ์ที่เชี่ยวชาญในการทำอาหารทั้งไทย จีน และเวียดนาม ได้หยิบเอาอาหารเวียดนามมานำเสนอในรูปแบบดั้งเดิมและประยุกต์ โดยใช้วัตถุดิบและเครื่องปรุงที่ส่งตรงจากเวียดนามเกือบ 100% ทั้งยังให้ความสำคัญกับวัตถุดิบสดใหม่ ผักออร์แกนิกจากสวนเกษตรกร เนื้อสัตว์จากฟาร์มที่สะอาดและปลอดภัย รังสรรค์เป็นเมนูอาหารกว่า 30 รายการ อาทิ   บั้นแบ่ว ขนมถ้วยเวียดนาม หน้าตาแอบคล้ายขนมถ้วยบ้านเราแต่เป็นอาหารคาวไม่ใช่ของหวาน แป้งหนึบๆ นุ่มๆ ทำจากแป้งข้าวเหนียวและแป้งข้าวจ้าว โรยหน้าด้วยหมูสับที่ผัดกับซอสเวียดนาม กระเทียม และรากผักชี     จ่าก่อย เปาะเปี๊ยะทอดแป้งตาข่ายเส้นทะเล กรอบตั้งแต่แผ่นแป้งด้านนอกถึงแผ่นแป้งด้านใน เมื่อกัดเข้าไปจะเจอกับไส้ทะเลล้วนทั้งหมึก กุ้ง ปลา รสชาติกลมกล่อม     มาร้านอาหารเวียดนามทั้งทีจะขาดเมนู แหนมเนือง ไปไม่ได้ จัดใส่จานชุดใหญ่ไล่เรียงตั้งแต่หมูหมักเสียบไม้ แผ่นแป้งที่ไม่ต้องชุบน้ำ ผักสดออร์แกนิก และเครื่องเคียงครบครัน ทีเด็ดอยู่ตรงน้ำจิ้มสูตรเด็ดของร้าน รสหวานนำ ตักน้ำจิ้มราดปิดท้ายหลังห่อทุกอย่างเข้าด้วยกัน อร่อยลงตัว     บั่นแซ่ว ขนมเบื้องญวน ไส้แน่นเต็มแผ่นทั้งเนื้อกุ้ง เนื้อหมู ถั่วลิสงคั่วบด และถั่วงอก จานนี้เชฟกระซิบว่าสไตล์เวียดนามแท้แป้งต้องกรอบเฉพาะบริเวณขอบๆ ส่วนแป้งที่รองไส้จะยังคงนุ่ม     บั่นก้วน ปากหม้อญวน และปากหม้อญวนใส่ไข่ แป้งบางเหนียวนุ่ม โรยหน้าด้วยกระเทียมเจียวและต้นหอม เสิร์ฟเคียงหมูยอ ถ้าเป็นแบบใส่ไข่ เวลาตัดไข่แดงด้านในจะไหลเยิ้มชวนน้ำลายสอ       ใครชอบความจัดจ้าน ต้องสั่งเมนูนี้เลย บุ่นปอเฮ ขนมจีนซุปเนื้อ คล้ายกับเฝอแต่ใส่เป็นเส้นขนมจีนแทน พร้อมเนื้อและหมูยอที่ให้มาแบบล้นชาม     จาก๋า ปลาเก๋าขมิ้นกระทะร้อน เสิร์ฟมาในหม้อไฟพร้อมผักชีลาว เนื้อปลาไร้กลิ่นคาว ผัดเข้ากันกับขมิ้นที่ส่งกลิ่นหอม กินคู่กับน้ำจิ้มกะปิเวียดนามที่มีรสชาติเผ็ดนิด หวานหน่อย และมีน้ำจิ้มซีฟู้ดเพิ่มเป็นทางเลือกสำหรับผู้ไม่ชอบรสชาติกะปิอีกด้วย     เนื้อย่างใบชะพลู ทานคู่กับหมี่ขาวลวก และน้ำจิ้มใสสไตล์เวียดนาม แกล้มด้วยผักสดให้เคี้ยวตัดเลี่ยน     ตบท้ายมื้อนี้ด้วยของหวานล้างปากอย่าง สาคูแคนตาลูป และ โอนีแปะก๊วย       สำหรับคอกาแฟที่หลงใหลในกลิ่นและรสชาติของกาแฟคั่ว เราแนะนำ กาแฟเวียดนาม เสิร์ฟมาพร้อมกับอุปกรณ์ดริป โดยใช้น้ำร้อนเทผ่านถ้วยกรองที่มีผงกาแฟอยู่ด้านใน กาแฟจะค่อยๆ หยดจากถ้วยกรองลงในแก้วที่รองพื้นด้วยนมข้นหวาน และเมื่อคนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน จะได้ลิ้มรสกับความเข้มข้น หวานมัน กลมกล่อม ตามแบบฉบับกาแฟเวียดนามท้องถิ่นแท้ๆ     นอกจากเมนูอะลาคาร์ท ร้าน Morning Glory ยังโดดเด่นด้วยการให้บริการ ชาบูบุฟเฟ่ต์ ราคาเซตละ 799 บาท ชาบูสไตล์เวียดนาม ที่มีให้กินอิ่มครบจัดเต็มทั้งของว่าง เนื้อและหมู สารพัดผักนานาชาติ ให้คุณเพลิดเพลินไม่อั้นในเวลา 2 ชั่วโมง     อีกหนึ่งรูปแบบการให้บริการคือ Chef’s Table ซึ่งเมนูอาหารจะเป็นเมนูที่เชฟกำหนด และมี Surprised Menu แตกต่างกันในแต่ละไตรมาส จำนวน 15 รายการ ครบครันทั้งจานหลัก ของหวาน ในราคา 1,000 บาท (net ต่อท่าน)  โดยต้องสำรองที่ล่วงหน้า 2 วัน จำกัดจำนวน 4-12 ท่านต่อครั้ง

ถ้าพูดถึงร้านอาหารเช้าเก่าแก่ของเมืองไทย ร้านไหนจะเก่า (แต่เก๋า) ไปกว่า On Lok Yun - ออน ล๊อก หยุ่น ร้าน All day American Breakfast ที่เสิร์ฟความอร่อยตั้งแต่ 1933 กว่า 90 ปี จนเดี๋ยวนี้ก็ยังได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลายทั้งจากคนรุ่นเก่า วัยทีนส์ และนักท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน อาจเป็นเพราะความคลาสสิกของอาหารและมู้ดแอนด์โทนของร้านที่ให้อารมณ์เสมือนได้ย้อนเวลากลับไปนั่งกินมื้อเช้าจุใจ จิบกาแฟชิลๆ ในวันสบายๆ อันเป็นวิถีสโลว์ไลฟ์ของคนสมัยก่อน         ตัวร้านตั้งอยู่ ณ ถนนเจริญกรุง หรือจะนั่ง Mrt มาลงสถานีสามยอด (ทางออก 3) ก็ได้เหมือนกัน บรรยากาศยังคงเหมือนสมัยโก๋วังหลัง เฟอร์นิเจอร์ของเก่าทำให้นึกย้อนไปถึงวันวาน อาทิ โต๊ะกลมโบราณ ตู้เก่าที่ภายในเต็มไปด้วยของตกแต่งหาดูยาก เข้ากับมื้อเช้าง่ายๆ แต่อร่อยซึ่งเป็นเมนูซิกเนอร์ประจำร้าน ไม่ว่าจะเป็น 3 Toppings (Large) ชุดอาหารเช้าน่าหม่ำที่ประกอบไปด้วยแฮมรสเค็มละมุน ไส้กรอกชิ้นพอดีคำ และเบคอนทอดกรอบแต่ไม่อมน้ำมัน จิ้มกับซอส 3 อย่าง ฉบับของทางร้านอร่อยลงตัว     ต่อด้วย 2 Eggs + 4 Topping ไข่กวนสองฟองสุดอิ่มเอม ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของพริกไทย เข้าคู่ไปกับกุนเชียงเนื้อแน่นรสหวาน แฮมแผ่นใหญ่ ไส้กรอก และเบคอนรสเค็มกลมกล่อม     มาแล้วห้ามพลาด Signature French Toast ขนมปังชุบไข่ เมนูดาวเด่นประจำร้าน ขนมปังเนื้อนุ่มชุบไข่จนเข้าเนื้อ จากนั้นนำไปทอดตามแบบฉบับร้าน กินคู่กับซอสพริกรสเปรี้ยวเผ็ดเล็กๆ     Steamed Bread with Kaya ขนมปังเนื้อนุ่มฟูที่ตัดขอบมาอย่างดี เสิร์ฟพร้อมสังขยาสไตล์โฮมเมด รสหวานมัน เทนมสดครีมมีลงไปด้วย จิบคู่กับชาจีนร้อนๆ สุดฟิน     Milo Toast เมนูน้องใหม่ ขนมปังเนื้อหนาฟู ปิ้งจนหอม ได้รสหวานผสมเข้มกลมกล่อมของผงไมโลที่หลายคนเลิฟ ราดด้วยนมข้นเพื่อทวีความฟินอีกที     หรือใครชอบแบบดั้งเดิมจะสั่ง Toast with Butter ก็ได้นะ เขามีให้เลือกทั้งทาน้ำตาล แยม และนมข้น (เราเลือกอันนี้) ขนมปังเนื้อซอฟต์ๆ ที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยเนยและนมข้นรสหวานมัน ถือเป็นสวรรค์ของสายหวาน     ส่วนเครื่องดื่มเราสั่ง Ice Milk Tea ชาเย็นที่เรารัก รสหวานกำลังพอดี ได้กลิ่นหอมเล็กๆ ของใบชา และ Ice Lemon Tea รสเปรี้ยวอมหวาน ดื่มแล้วชื่นใจ     พร้อมเริ่มวันใหม่กับคุณทุกวันก็ “ออน ล๊อก หยุ่น” นี่แหละ

Yuenan (เยี่ยหนาน) ร้านอาหารเวียดนามสุดโมเดิร์น ภายในตึกเก่าตรงข้ามวัดโสมนัสราชวรวิหาร ย่านหลานหลวง ที่เน้นเสิร์ฟอาหารเวียดนามรสเข้มข้นสไตล์โฮมเมด โดยทางร้านนำวัตถุดิบคุณภาพดี มาปรุงจนได้รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ เติมแต่งความสร้างสรรค์ลงไป กลายเป็นเมนูสุดน่ารับประทาน     ตัวร้านตกแต่งด้วยโทนสีดำและแดงเป็นหลัก เปี่ยมไปด้วยความดิบเท่ห์ โดยคุณแนน - ปิยมน บันทัดทอง และคุณแนท - ดลฤดี บันทัดทอง สองพี่น้องเจ้าของร้าน ต้องการรีโนเวตตึกแถวขายอะไหล่รถยนต์เก่า ให้กลายเป็นร้านอาหารเวียดนาม ที่ผสมผสานความเป็นจีนจากสีแดง และความเป็นฝรั่งเศสจากมุมที่นั่งเก้าอี้โค้ง ชวนให้เราสะดุดตาตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปเยือน       เริ่มด้วยเมนูที่ใครมาเป็นต้องลอง แนม เนื้อง (300.-) แหนมเนืองแป้งกรอบบาง ไม่ผ่านการแช่น้ำ เสิร์ฟมาพร้อมหมูย่างไม้ลำไยหอมกลิ่นเตาถ่าน สัปปะรดภูแลฉ่ำหวานจากเชียงราย พริกกะเหรี่ยงและผักสด โดยทางร้านมีสอนวิธีการห่อ แนมเนื้องสไตล์เยี่ยหนาน ที่จะได้สัมผัสของทุกวัตถุดิบ และเครื่องเคียงภายในคำเดียว       ต่อด้วยเมนูซิกเนเจอร์ บั๊น แบ่ว (180.-) ขนมถ้วยหน้าหมูสไตล์เวียดนาม ด้านล่างทำจากแป้งข้าวเจ้านึ่ง ท็อปด้วยหมูสับปรุงรส หมูยอ หมูฝอย ราดน้ำปลาพริกส้มจี๊ด อร่อยครบรส       บั๊น แส่ว  (220.-) ขนมเบื้องญวน แป้งบางสีเหลืองสวย สอดไส้ กุ้งตัวโต หมูสับ เต้าหู้ และถั่วงอก ผัดมาด้วยไฟแรงหอมกลิ่นกระทะ เสิร์ฟพร้อมผักดองและน้ำปลาพริกส้มจี๊ด หรือจะเลือกเป็น ก่อย ก๋วน (220.-) เปาะเปี๊ยะสดกินคู่กับน้ำจิ้มเนยถั่ว ประกอบไปด้วย ไส้กุ้งสดกรอบ ไส้ไข่ที่สอดแทรกหมูยอ กุนเชียง ขนมจีน ผักสด และไส้แตงกวาที่อัดแน่นหมูสามชั้นต้มน้ำปลามาแบบเต็มคำ       ปิดท้ายด้วย จ่าย เนื้อง (290.-) หอยแมลภู่ปรุงรสเข้มข้นอบจนสุกกำลังดี เนื้อฉ่ำหวาน จิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ดสไตล์เวียดนาม ประกอบไปด้วย เกลือ พริกบดสด พริกไทย และผงชูรส บีบมะนาวเพิ่มความจี๊ดจ๊าด เป็นเมนูสตรีทฟู้ดของเวียดนามที่ห้ามพลาด  

เปิดประสบการณ์การทานอาหารเหนือแบบ Fine Dining ร้านอาหารเหนือที่ซ่อนตัวอยู่ภายในบ้านไม้หลังเก่าอายุเกือบ 100 ปี ซึ่งถูกนำมารีโนเวตใหม่ในโทนสีเขียวให้ฟิลล์อบอุ่น ตั้งตระหง่านโดดเด่นริมถนนสุขุมวิท ซอย 33     เมื่อเดินเข้ามาข้างในร้าน จะพบกับเอเลเมนต์ต่างๆ ที่สะท้อนถึงภาคเหนือถูกนำมาตกแต่งไว้แทบจะทั่วทุกมุม ไม่ว่าจะเป็น โคมไฟในร้านที่ฝั่งหนึ่งได้แรงบันดาลใจจากโคมยี่เป็ง อีกฝั่งมาจากโครงของร่มบ่อสร้าง หัตถกรรมชื่อดังแห่งอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนม่านโมบาย ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากรูปทรงสามเหลี่ยมของ ‘ขนมจ๊อก’ (ภาษากลางคือขนมเทียน) รวมถึง อูบ ภาชนะสมัยโบราณ ที่แสดงถึงฐานะทางการเงินของแต่ละบ้าน วางไว้บนโต๊ะอาหารแทนแจกันดอกไม้นั่นเอง       สำหรับเมนูอาหารคิดค้นและรังสรรค์ขึ้นโดยเชฟนุ-ภานุพงษ์ ส่องแสง และเชฟแฟง-กนกวรรณ ก้อนศิลา สองเชฟชาวเชียงราย พิถีพิถันตั้งแต่ขั้นตอนการคัดเลือกวัตุดิบ โดยเน้นใช้วัตถุดิบท้องถิ่นทางภาคเหนือ ดัดแปลงหน้าตาอาหารให้ดูพรีเมียมขึ้น แต่ยังคงรักษารสชาติของความเป็นอาหารเหนือตามแบบฉบับล้านนาไว้อย่างดีเยี่ยม       การเสิร์ฟอาหารเป็นแบบ Fine Dining เริ่มด้วยจานเรียกน้ำย่อย Amuse bouche ประกอบด้วย ไส้อั่วหมูคุโรบุตะ-น้ำพริกหนุ่ม-แคบหมู ใช้หมูคุโรบุตะคลุกเคล้ากับสมุนไพรสด ยัดลงในไส้หมู และนำไปย่างบนเตาถ่านจนหอม ท็อปด้วยน้ำพริกหนุ่มที่ป่นกับแคปหมูและมะแขว่น ให้รสจัดจ้าน โครเกตต์ยัดไส้ด้วยตำขนุนและชีสเชียงใหม่ นำขนุนอ่อนมานึ่งจนสุก ตำกับพริกแกงและผัดจนหอม สอดไส้ด้วยชีสคุณภาพดีจากเชียงใหม่ ท็อปด้วยมายองเนสสไปซี่ ที่มีความเผ็ดนิดๆ และแกงกระด้าง เสิร์ฟพร้อมบิสกิตผักกาดฮีน       สตาร์ทจานแรกกับ ยำส้มโอพิจิตรคาเวียร์น้ำปู๋ ส้มโอพิจิตรเนื้อแน่นหวานฉ่ำ คลุกเคล้ากับเครื่องยำ แล้วท็อปด้วยคาเวียร์น้ำปู๋ (น้ำปู๋เป็นวัตถุดิบทางภาคเหนือ โดยการนำปูนามาตำสดและเคี่ยวจนเข้มข้น) เสิร์ฟพร้อมกุ้งย่างลายเสือ     ส้าจิ้นทาร์ทาร์เนื้อวากิว เชฟนำเนื้อวัวมิยาซากิเกรด A5 หั่นเป็นชิ้นและปรุงรสด้วยสมุนไพร 13 ชนิด ท็อปด้วยไข่ไก่ออร์แกนิก ที่ผ่านการซูวีดนาน 2 ชั่วโมง ให้รสละมุนยิ่งขึ้น ส่วนใครที่ไม่ทานเนื้อวัวก็ไม่ต้องกังวล สามารถเลือกเป็นปลาฮามาจิแทนได้     ไปกันต่อกับเมนูสุดคลาสสิกของภาคเหนือ แอ๊บอ่องออ โดยเชฟได้นำสมองหมู (อ่องออ) มาคลุกเคล้ากับพริกแกงให้เข้ากัน ใส่ในใบตอง แล้วเอาไปย่างจนสุกและหอม จากนั้นกรองสมองหมูแบบละเอียด และผสมกับสมองหมูอีกส่วนที่นำไปต้มกับสมุนไพรเพื่อดับกลิ่นคาว  ทานคู่กับขนมปังซาวร์โดใบเมี่ยง ตัดเลี่ยนด้วยสับปะรดภูแลจากเชียงราย ครบรสทั้งเผ็ด หวาน เค็ม มัน จานนี้สามารถเปลี่ยนเป็นฟักทองแทนได้ค่ะ     จานถัดมา ทอร์เทลลินีข้าวซอยเชียงรายยัดไส้ไก่บ้านออร์แกนิก ข้าวซอยที่ใช้พาสต้าเส้นสดแทนเส้นหมี่กรอบ ห่อเป็นเกี๊ยวอิตาลี (Tortellini) สอดไส้ด้วยไก่บ้านออร์แกนิก บดละเอียด คลุกเคล้ากับเครื่องแกง และซ่อนผักกาดดองไว้ด้านล่างแผ่นเกี๊ยว จากนั้นราดด้วยน้ำข้าวซอยรสเข้มข้น ท็อปด้วยโฟมกะทิ ที่ใส่กลิ่นกระวานดำเพิ่มความหอม เสิร์ฟคู่กับแป้งพัฟเพสทรี ที่มีบีตรูตวางอยู่ด้านบนแทนผักดองแบบดั้งเดิม วิธีรับประทานให้ตักทอร์เทลลินีทานพร้อมซุป แล้วตามด้วยแผ่นแป้ง หรือหักแผ่นแป้งจุ่มในน้ำซุป แล้วทานพร้อมกันในคำเดียว     พักเบรคของคาวแล้วต่อของหวาน ซอร์เบต์มะเกี๋ยงกุหลาบเวียงพิงค์ แน่นอนพระเอกหลักของจานนี้ก็คือมะเกี๋ยง หรือลูกหว้าที่คนภาคกลางคุ้นเคย นำมาเสิร์ฟในรูปแบบของซอร์เบต์ เพิ่มอรรถรสในการทานด้วยกลิ่นของกุหลาบเวียงพิงค์ ทานคู่กับไอศกรีมทองม้วนฝรั่งเศส มีความเปรี้ยวแถมยังสดชื่นสุดๆ     เดินทางมาถึงจาน Pre-Main แกงฟักทองปลากะพงแม่น้ำน่าน ไข่ปลาริวกิว เนื่องจากปลาจากแม่น้ำน่านจะมีกลิ่นดินน้อย และเนื้อเฟิร์ม โดยเชฟนำปลาไปทอด 2 รอบให้ได้หนังที่กรอบ และเนื้อนุ่ม ส่วนไข่ปลาริวกิวก็ดองด้วยเหล้าหมักหมาใจดำ สำหรับสายเนื้อสามารถเลือกเป็น เนื้อวัวไทยแองกัสย่างถ่าน ที่ผ่านการ Dry-aged 30 วัน เสิร์ฟในรูปแบบของสเต๊ก พร้อมน้ำเงี้ยวดอกงิ้วป่า       เข้าสู่พาร์ต Main อาหารจานหลักกับ ขันโตกนอร์ธ ที่โดดเด่นด้วยรสชาติของน้ำพริกมะแขว่น เสิร์ฟพร้อมผักเคียง 15 อย่าง ลาบหมูคั่ว แกงฮังเลเนื้อวากิว และจิ้นส้มหมกไผ่ ทานคู่กับข้าวเหนียว 3 สายพันธุ์ (ข้าวเหนียวสันป่าตอง ข้าวเหนียวเขี้ยวงู ข้าวเหนียวใหม่) หรือข้าวสวยร้อนๆ ซึ่งพาร์ตนี้ถ้าไม่อิ่มทางร้านบริการเติมให้ได้เรื่อยๆ เลยนะ     ปลุกความสดชื่นก่อนจบคอร์สกับ ไอศกรีมส้มสายน้ำผึ้ง ใช้ส้มสายน้ำผึ้งแท้จากอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ นำมาห่อด้วยมาสคาโปชีส และดิปกับไวต์ช็อกโกแลต แล้วโรยข้าวแต๋นไว้รอบๆ ได้ความหวานจากไวต์ช็อกตัดกับรสเปรี้ยวของส้ม เข้ากันดีมากๆ     จานสุดท้าย Petit Four ขนมทานเล่นไซส์จิ๋ว 4 คำได้แก่ ช็อกโกแลตบอล ที่ใช้วัตถุดิบหลักเป็นผงโกโก้คุณภาพดีจากเชียงใหม่ ชูครีมมัทฉะ ใช้ผงชาเขียวจากเชียงราย ข้าวปุกงา เสิร์ฟในรูปแบบของไดฟูกุ และ ข้าวแต๋น โดยนำข้าวพองมาผสมกับไซรัปน้ำแตงโม สอดไส้ไวต์ช็อกโกแลต และท็อปด้วยแยมสตรอว์เบอร์รี ทานแกล้มกับชา Special Blend ที่ทางร้านเบลนขึ้นเป็นสูตรเฉพาะของร้าน     สำหรับเมนูเครื่องดื่มก็ไม่น้อยหน้า เอาใจทั้งคอม็อกเเทลและค็อกเทล เช่น กาสะลอง ที่ผสานวัตถุดิบจากข้าวหอมล้านนา กับเหล้าหมักหมาใจดำ รสหอมหวาน หรือจะลองเครื่องดื่มที่ชื่อว่า ไหมคำ เกิดจากส่วนผสมอันลงตัวของชาหอมหมื่นลี้ ลาเวนเดอร์ และชากุหลาบเวียงพิงค์ เพิ่มเติมด้วยกลิ่นไซรัปข้าวเหนียวมะม่วง       บริเวณชั้น 2 มีอาร์ตแกลเลอรีให้เดินชมระหว่างรออาหาร หรือหลังอิ่มท้องกันอีกด้วย เอาใจสายถ่ายรูปเต็มๆ

หากจะเรียกร้าน บอนไซ (Bonsai) ว่าเป็น ‘ร้านลับ’ ก็น่าจะเรียกได้อย่างไม่ขัดเขิน เพราะตัวร้านซุกซ่อนอยู่บนชั้น 2 ของร้าน Sexy Cow ร้านเนื้อพรีเมียมในซอยหลังสวน โดยแบ่งพื้นที่เป็นโซนโอมากาเสะ เทปปันยากิ ซูชิบาร์ รวมถึงชาบูชาบูแบบอะลาคาร์ต และเมนูที่เพิ่งเปิดตัวล่าสุดคือสุกี้ยากี้ที่เชฟครีเอตได้หรูหราสมกับเป็นบอนไซ       เพราะชื่อร้านหมายถึงต้นบอนไซ เราจึงได้เห็นภาพวาดต้นบอนไซขนาดใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสวยงาม ประดับด้วยแผ่นทองบนผนังร้าน ส่วนวัตถุดิบของที่ร้านนำเข้าจากตลาดปลาโทโยสึสัปดาห์ละ 3 ครั้ง รังสรรค์อย่างประณีตโดยทีมเชฟ ซึ่งมีทั้งเชฟชาวญี่ปุ่นจากร้านมิชลิน และเชฟไทยที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี     นอกจากโอมากาเสะของที่ร้านจะโดดเด่น Shabu-Shabu Course ก็ไม่ควรพลาด ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมูคุโรบูตะ เนื้อวัวออสเตรเลีย เนื้อฟุราโนะวากิว ปลาฮามาจิ และซีฟู้ด มาพร้อมน้ำซุปคอมบุหอมกลิ่นปลาแห้ง รสกลมกล่อมล้ำลึก       รวมถึงล็อบสเตอร์ ที่เสิร์ฟมาทั้งตัวมาพร้อมน้ำซุป Lobster Bisque หอมและเข้มข้นได้รสชาติล็อบสเตอร์ชัดเจนทุกคำ ทุกคอร์สเสิร์ฟพร้อมสตาร์ทเตอร์ ผักสด เส้นต่างๆ ส่วนน้ำจิ้มมีทั้งน้ำจิ้มลายุ (น้ำมันพริกญี่ปุ่น ) งาญี่ปุ่น และพอนสึ เลือกของหวานได้ระหว่างเมล่อน ไอศกรีมชาเขียวถั่วแดง และไดฟุกุ       ส่วน Sukiyaki Course เมนูใหม่มาแรง เลือกได้ทั้งหมูคุโรบูตะ เนื้อวัวออสเตรเลีย และทีเด็ดอย่างเนื้อฟุราโนะวากิวลายสวยผืนใหญ่ นำไปแกว่งไกวในน้ำซอสสุกี้ยากี้รสเข้มข้นให้พอสะดุ้ง จิ้มไข่แดงดิบแทบละลายในปาก ปิดท้ายด้วยของหวานที่เลือกได้ทั้งเมล่อน ไอศกรีมชาเขียวถั่วแดง และไดฟุกุเช่นกัน         เพลินใจจนไม่อยากกลับบ้านเลย

ต้องยอมรับว่าตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด -19 ผู้คนต่างก็ดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของการกิน วันนี้เราจึงจะมาแนะนำร้านอาหารสุขภาพที่น่าลิ้มลองอีกหนึ่งร้าน ชื่อว่า “เหลือใจ” คุณนัท เจ้าของร้านเล่าให้ฟังว่าเหลือใจเป็นคำภาษาอีสานที่เขามักพูดติดปากกับเพื่อนซี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลากินของอร่อย เขาจึงนำคำนี้มาตั้งเป็นชื่อร้านเสียเลย เพราะนอกจากจะเป็นคำภาษาถิ่นของตนเองแล้ว ยังเป็นภาษาไทยกลางที่จำง่ายและไพเราะอีกด้วย       ทางร้านเหลือใจจะเสิร์ฟอาหารเฮลท์ตี้สไตล์ฟิวชั่นกินสนุก จนลืมอาหารสุขภาพในแบบเดิมๆ ไปได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเมนูไทยๆ อย่างยำขนมจีน หรือหมี่กะทิโบราณ ยำแซลมอน มาผสานกับเมนูสัญชาติญี่ปุ่น ฮาวาย หรือเกาหลี ที่รังสรรค์มาจากวัตถุดิบชั้นดี อาทิ ผักปลอดสาร แซลมอนจากนอร์เวย์ กิมจิ ปลาซาบะดองกับไข่หวานสไตล์โฮมเมด ปลาร้าทำเอง เป็นต้น อิ่มเอมไปกับปริมาณที่เยอะจุใจ แต่จ่ายในราคาน่ารักๆ เรียกได้ว่าร้านเหลือใจเข้าได้กับคนทุกกลุ่มจริงๆ       เปิดมาด้วยเมนูน้องใหม่อย่าง Bibimbowl (229 บาท) ขนมจีนเส้นยาวๆ สาวเพลินๆ ไข่กุ้งกรุบๆ แตงกวากรุบกรอบ เสริมโปรตีนด้วยไข่หวานสไตล์โฮมเมด และปลาหมึกยักษ์เนื้อหวาน ราดซอสกิมจิทำเอง สูตรลับฉบับทางร้าน รสเปรี้ยวกลมกล่อม     ตามด้วยเมนูซิกเนเจอร์อย่าง Salmon Poke Bowl (229 บาท) อิ่มเอมแบบมีประโยชน์ไปกับข้าวไรซ์เบอร์รีผสมกับข้าวสัญชาติญี่ปุ่น เหนียวนุ่ม กินพร้อมแซลมอนเนื้อหวาน อะโวคาโดครีมมี แตงกวาญี่ปุ่น เข้าคู่ไปกับซอสต้นตำรับ รสชาติเค็มหวาน หอมกลิ่นน้ำมันงา เสริมความเผ็ดซ่าด้วยวาซาบิลงตัว     ยำขนมจีนซาบะดอง (189 บาท) ก็ขายดี โดดเด่นด้วยเนื้อปลาซาบะดองรสเค็มนุ่มนวล กินกี่ชิ้นก็ไม่เบื่อ เข้าปากพร้อมขนมจีนและเครื่องเคราต่างๆ ราดน้ำปลาร้ารสเด็ด เผ็ดกำลังพอดี หรือใครชอบรสแซ่บโดยปราศจากปลาร้าทางร้านก็มีซอสพริกป่นนะ     หมี่เกษียรสมุทร (229 บาท) ดัดแปลงมาจากเมนูหมี่กะทิโบราณ ประกอบไปด้วยเส้นหมี่ที่ทำมาจากข้าวกล้อง ซาบะดองรสเค็มอร่อย แซลมอนเนื้อสด ปลาหมึกยักษหนึบหนับ หอมเจียว และผักสดต่างๆ เข้าปากพร้อมกะทิหอมมัน และน้ำยำครบรส     ภาชนะที่ร้านเขายังย่อยสลายได้ด้วยนะ ดีต่อโลก ดีต่อใจ

สำหรับสายชาบูหม่าล่า ชาลิ้นเราขอแนะนำพิกัดใหม่ของการกินชาบูต้นตำรับจากไต้หวัน Warng Warng (ว่าง ว่าง) สาขาแรก ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 33         จุดเด่นแรกของที่นี่ ต้องยกให้กับหม้อน้ำซุปแบบ 3 in 1 ได้แก่ ซุปหม่าล่าต้นตำรับ รสชาติจัดจ้าน แต่ใช้น้ำมันน้อยลงทำให้ซดได้ เคี่ยวกับสมุนไพรอีกกว่า 21 ชนิด ซุป 8 สุมนไพรอมตะ หรือจะเรียกว่าเป็นซุปยาอายุวัฒนะ โดย 8 สมุนไพรนั้นประกอบไปด้วย โสม ถั่งเช่า พุทราจีน เก๋ากี้ ตังกุย โบตั๋นขาว ชางจู๋ และแยม สุดท้ายคือ ซุปมะเขือเทศไต้หวัน เหมาะสำหรับเด็กหรือคนไม่ชอบกินเผ็ด ได้กลิ่นอายของซุปมะเขือเทศตะวันตก มาผสมผสานกับสมุนไพรสไตล์ตะวันออก ซึ่งทั้ง 3 ซุปนี้จัดมาให้เหมาะสำหรับคนวัยในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ วัยรุ่น หรือเด็ก ๆ ก็สามารถมาใช้ช่วงเวลาที่มีความสุขร่วมกันได้     ที่สำคัญน้ำซุปยังมาพร้อมหม้อสุดไฮเทค ใช้รีโมทกดเพื่อยกก้นหม้อขึ้นมาได้ ไม่ต้องใช้ตะเกียบควานหาเนื้อที่เราจุ่มไว้ด้วยนะ     แน่นอนว่าชาบู ต้องมีเนื้อและหมูระดับพรีเมี่ยม ที่ Warng Warng (ว่าง ว่าง) ก็จัดเต็มให้กับตัวเลือกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เนื้อออสเตรเลีย เนื้อไทย-เฟรนช์ เนื้อวากิวญี่ปุ่นระดับ A4 และเนื้อหมูคุโรบูตะจากญี่ปุ่น       สำหรับเมนูชาบูของ Warng Warng (ว่าง ว่าง) ยังอีกหลาย ๆ อย่างที่ขอยกนิ้วให้ก็คือ เต้าหู้สูตรโฮมเมด แบบลับเฉพาะของร้านที่ให้สัมผัสแสนนุ่มนวล ไม่นิ่มหรือแข็งจนเกินไปน้ำซุปชาบูซึมซับได้ดี และยังมีฟองเต้าหู้ทั้งแบบทอดและแบบสดให้ลองด้วย เส้นมันสำปะหลัง เหนียวนุ่มหนึบหนับ ยืดออกมาได้ยาวววสุด ๆ แถมยังให้แคลอรีต่ำ ดีต่อสุขภาพ และ ลูกชิ้น ซึ่งเป็นลูกชิ้นสไตล์ไต้หวันทำมือ มีทั้งลูกชิ้นหมู ลูกชิ้นปลาหมึก และลูกชิ้นกุ้ง           นอกจากชาบูที่จัดเต็มจนอิ่มแปล้แล้ว ที่ร้านยังมีเมนูอาหารน่าลองอีกหลายเมนู เช่น ไก่กรอบหม่าล่า รสจัดจ้านหอมกลิ่นหม่าล่าสุดๆ เคล็ดลับความอร่อยคือนำไปทอดถึง 3 ครั้ง ข้าวอบกุนเชียงหมู แฮมรวม 4 ชนิด เป็นข้าวอบสไตล์ฮ่องกงหรือ La-wei Pot หน้าแน่น ๆ มาพร้อมซุป 4 สมุนไพรบำรุงกำลัง       สำหรับเมนูของหวานปิดท้าย ก็ยังเป็นของหวานสไตล์จีนที่น่าสนใจ เช่น กุ้ยหลิงเกา วุ้นเต่าและสมุนไพรโป่งรากสนที่ดูคล้ายเฉาก๊วยแต่ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว อัลมอนด์พุดดิ้ง ของหวานคลายร้อน ไม่มีครีมหนัก ให้ความสดชื่นเบา ๆ สุดท้ายคือ บัวลอยงาดำ กินแล้วได้กลิ่นหอมหวานงาดำ ไส้แน่นอัดเต็มในเนื้อแป้งนุ่ม ๆ         รับรองเลยว่าคนชอบหม่าล่าจะไม่มีคำว่าผิดหวัง!

ยกให้เป็นร้านอาหารใหม่น่าชิมและน่านั่งแห่งซอยสุขุมวิท 31 สำหรับ "La Plante" ที่นำเสนอเมนูอร่อยแบบไทยทวิสต์และใช้ผักออร์แกนิกจากฟาร์มของร้านเป็นส่วนประกอบหลักแทบทุกจาน เรียกว่าใครไม่ชอบกินผักต้องลองเปิดใจแล้วจะรู้ว่าอาหารที่ดีต่อสุขภาพก็อร่อยน่ากินได้เหมือนกัน       ด้วยบรรยากาศสไตล์ทรอปิคอลแบบฝรั่งเศสตอนใต้ที่ให้ความอบอุ่นนั่งสบายผสานกลิ่นอายที่สื่อถึงฟาร์มผักแล้ว ที่นี่ยังมีไวน์สเตชั่นหลากหลายแบรนด์ในราคาเบาๆ สำหรับดื่มสังสรรค์และโซน Grocery เล็กๆ ในร้านให้ซื้อผักสลัดและวัตถุดิบจากฟาร์มติดไม้ติดมือกลับบ้านไปอีกด้วย (หรือสั่งออนไลน์ได้ทั้งทางไลน์ @laplante และแอพเดลิเวอรีต่างๆ)       ความสดอร่อยของผักจากฟาร์มถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมหลักทุกจาน ไม่ว่าจะเป็นทาปาส Chilled Berry Tomato มะเขือเทศเบอร์รีแช่เย็น ปอกเปลือกให้เนื้อฉ่ำหวาน จิ้มเกลือซีซอลต์ บอกเลยว่าแม้ไม่ชอบมะเขือเทศก็ยังกินเพลิน Grilled Beef Salad สลัดผักเคลและผักคอสสดกรอบ มาพร้อมเนื้อแองกัสย่างกำลังดี ราดน้ำสลัดฮันนีมัสตาร์ด และ Grilled Seafoods เซตรวมซีฟู้ดย่างจานใหญ่ที่มีทั้งกุ้ง ปลาหมึก และหอย เสิร์ฟกับซอสเนยและน้ำจิ้มซีฟู้ดรสจัดจ้าน         ส่วนคนรักอาหารอิตาเลียน เราแนะนำ Grilled Prawn Creamy Prawn Paste Sauce Fettuccini เส้นเฟตตูชินีเหนียวนุ่มผัดกับกุ้งตัวโตและครีมซอสมันกุ้งเน้นๆ และ Risotto with Seafoods ริซอตโตสูตรเด็ดเข้มข้นหอมมันมาพร้อมกุ้งและหอยลายจัดเต็ม       อย่าลืมตบท้ายด้วยของหวานอย่าง Coconut Pineapple Lime Granita กรานิต้าที่ผสานความเปรี้ยวหวานของมะพร้าวสับปะรด และมะนาวได้อย่างสดชื่นลงตัว  

Masa Garden อีกหนึ่งร้าน Japanese Sukiyaki Kansai Style น้องใหม่ในเครือ มาสะ ที่มาพร้อมการตกแต่งร้านสไตล์บ้านโบราณแบบญี่ปุ่น ในแถบโตเกียว ให้คุณได้เพลิดเพลินกับวิวสวนเซน เขียวขจี ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ เหมือนได้เข้าไปในอีกโลกหนึ่ง ย่านใจกลางเมืองกรุงเทพฯ       ภายในเลือกใช้วัสดุไม้สีอ่อนเป็นหลักดูอบอุ่นสบายตา โดยมีทั้งโซนเคาน์เตอร์บาร์ และโซนไพรเวทแบบห้องส่วนตัว ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ในส่วนของเมนูก็ยังคงเน้นเรื่องคุณภาพและรสชาติ เช่นเดียวกับร้าน Suki Masa โดยมีตั้งแต่เนื้อวากิวระดับ A5 (1,200-1,500 บาท) เนื้อวากิว A4 (900-1,200 บาท) และ Masa Beef  (700-1,000 บาท) รวมไปถึงเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อเป็ด ให้ได้เลือกอร่อย         เริ่มต้นเมนูเรียกน้ำย่อยน้องใหม่ Masa Garden Bakudan (450.-) ที่เสิร์ฟซาชิมิชุดใหญ่ อาทิ ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ไข่ปลาแซลมอน ปลาหมึก เนื้อปู ผักดองและถั่วแระญี่ปุ่น ท็อปด้วยไข่ดิบ มาพร้อมเตาปิ้งสาหร่าย เพื่อปิ้งสาหร่ายให้หอมและกรอบก่อนนำไปห่อเครื่องต่างๆ       อร่อยกันต่อกับซิกเนเจอร์ของร้าน Set Kansai Style Sukiyaki เซ็ตสุกีน้ำดำขลุกขลิกปรุงด้วยซอสวาริชิตะ สูตรเฉพาะของทางร้าน ที่ทำมาจากน้ำตาลทรายแดง เหล้าสาเก และโชยุ ภายในเซ็ตประกอบด้วย ข้าว สลัด ชุดผัก ไข่ไก่ เนื้อ แนะนำเมื่อปรุงเนื้อสุกตามความชอบแล้ว ให้จิ้มกับไข่สดหรือ น้ำจิ้มพอนสึ ยิ่งอร่อย กลมกล่อม       หรือจะเลือกเป็น Set Shabu Shabu ที่มีน้ำซุปให้เลือกถึง 4 ชนิด คือ น้ำซุปดาชิ น้ำซุปยูซุทงคัตสึ น้ำซุปมิโซะทงคัตสึ และ น้ำซุปกระดูกหมูคอลลาเจน เสิร์ฟพร้อม ข้าว สลัด ชุดผัก เส้นอุด้ง และเนื้อ โดยนำตัวเนื้อลงไปแกว่งในน้ำซุปจนเริ่มสุก กินกับน้ำจิ้มโกมะ (น้ำจิ้มงาขาว) หรือพอนสึ ก็ดีไม่แพ้กัน    

บัดนี้ El Tapeo ร้านอาหารสเปนและไวน์บาร์รสเลิศได้ย้ายโลเคชั่นมาอยู่ที่เอกมัย (สุขุมวิท 61 ) แล้ว เพลิดเพลินกับอาหารสเปนรสออริจินอลแห่งกรุงมาดริด ทาปาสที่ต้องร้อน เร็วและรสชาติดี โดยฝีมือ Alberto Izard หัวหน้าเชฟชาวสเปนที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ เขาเข้าครัวตั้งแต่อายุ 12 ปี และยังเป็นศิษย์เก่า Escuela Superior de Hostelería y Turismo สถาบันการทำอาหารอันทรงเกียรติแห่งเมืองหลวงของประเทศสเปน       แถมเชฟอัลแบร์โตยังมีประสบการณ์การทำอาหารจากโรงแรมระดับมิชลินต่างๆ เขาเชี่ยวชาญทั้งอาหารสเปนรสต้นตำรับ ฝรั่งเศส และเมดิเตอร์เรเนียนที่เน้นใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล ในส่วนของวัตถุดิบ El Tapeo เน้นนำเข้าจากประเทศสเปนซะเป็นส่วนใหญ่ ผสมกับวัตถุดิบไทยที่ไม่น้อยหน้าชาติใดอย่างซีฟู้ด สายดื่มหายห่วงเพราะที่นี่เขายังมีไวน์สัญชาติสเปน 30 ชนิด และค็อกเทลให้เลือกจิบอยู่เช่นเคย     คุณจะชอบโลเคชั่นใหม่ที่แอเรียกว้างสามารถปาร์ตี้กันได้นานกว่าเดิม เพราะรีโนเวทจากบ้านเก่าให้เต็มไปด้วยกลิ่นอายสเปนและโมร็อกโก ผนังสีเหลืองมัสตาร์ด ตัดกับกระเบื้องโมเสกสีน้ำเงิน เฟอร์นิเจอร์ไม้สีน้ำตาลรวมแล้วเป็นบรรยากาศโฮมมีๆ ใครอยากได้ความเป็นส่วนตัวต้องเลือกไปนั่งที่ชั้น 2 มีรูปโปสเตอร์หนังเก๋ๆ หรือสถานที่สำคัญของประเทศสเปนให้ชมระหว่างทาง แต่หากอยากกินอาหารสเปนในสวนหลังบ้านที่นี่ก็มีโซนการ์เด้นนะเราขอบอกเลยว่าน่านั่งไม่น้อยเลยทีเดียว       มาเริ่มกันที่ Pimientos de Padrón เมนูขายดีประจำร้าน ปีเมียนโต้ เดอร์ ปา-ดร้อน พริกสีเขียวรูปร่างอวบอ้วน ที่ส่งตรงมาจากทางภาคเหนือของประเทศสเปน เชฟปรุงจนได้ที่ กินเล่นเพลินไม่น้อย     มาที่นี่ห้ามลืมสั่ง Gambas al Ajillo กุ้งกระเทียมสไตล์สเปนนิชแสนอร่อย กุ้งเนื้อหวาน อยู่ในน้ำมันมะกอกคุณภาพร้อนฉ่า ได้รสเผ็ดของพริกแห้งและผงปาปริก้า หอมกลิ่นพริกไทยไม่ฉุนกึก เสิร์ฟพร้อมขนมปังโฮมเมด     ตามด้วยจานที่เรารักอย่าง Albóndigas De Cerdo Caseras มีตบอลลูกโตๆ ทำเอง เนื้อแน่นนุ่มในซอสมะเขือเทศตามแบบฉบับของทางร้าน รสเปรี้ยวกลมกล่อม หอมกลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งทอดอิ่มเอม     Pulpo a la Gallega หนวดปลาหมึกยักษ์จากแคว้นกาลิเซี่ยน​แห่งประเทศสเปน ต้มจนสุกพอดี ชิ้นไม่บางไม่หนาจนเกินไป สัมผัสหนึบหนับเคล้าไปกับมันฝรั่งต้ม ปรุงรสด้วยน้ำมันมะกอกชั้นดี เกลือทะเล และพริกหวานปาปริก้า     เปลี่ยนจากข้าวอบมาเป็น Fideua Negra เส้นพาสตากรอบพอเหมาะ คลุกเคล้ากับหมึกดำและปลาหมึกหนึบหนับ รสเค็มพอดี เข้ากันกับ Aioli Garlic Mayonnaise มายองเนสเนยสูตรลับฉบับทางร้าน รสครีมมี่ หอมกลิ่นกระเทียมเบาๆ     แต่ไหนๆ ก็มาร้านอาหารสเปนแล้วจะไม่สั่ง Paella De Mariscos ก็เห็นจะไม่ได้ ข้าวอบสเปนร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมฟุ้งชวนหิวมาแต่ไกล ครีเอทมาจากข้าวสัญชาติสเปนสุกพอเหมาะ อบพร้อมปลาหมึกคุณภาพ ท็อปด้วยซีฟู้ดสดเด้ง อาทิ กุ้งตัวใหญ่ และหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ตัวอ้วน     ของหวานเราสั่ง Churros Con Chocolate ชูโรสสไตล์โฮมเมด เนื้อสัมผัสกรอบนอกนุ่มใน ไม่อมน้ำมัน จิ้มซอสช็อกโกแลตร้อนรสเข้มข้นอร่อยมาก จานนี้ก็น่าประทับใจ Flan Casero Con Nata คัสตาร์ดเนื้อนุ่มเด้งฟินๆ กินพร้อมซอสคาราเมลโฮมเมด รสหวานละมุน และวิปครีมตีสด       ปิดท้ายด้วย Sangria ค็อกเทลสัญชาติสเปน รสเปรี้ยวเล็กๆ หวานหน่อยๆ เป็นการรวมตัวกันของไวน์แดงชั้นเลิศ น้ำมะนาว เหล้าสปิริตและผลไม้สดนานาชนิด   ได้ใจเราทุกจานจริงๆ  

“Flavors of The North” คอร์สเมนูใหม่ของร้าน Maze Dining ทำให้เราเข้าใกล้ตัวตนของ เชฟเมย์ - พัทธนันท์ ธงทอง ไปอีกขั้น เชฟเมย์เปิดเผยมาตลอดถึงความหลงใหลที่มีต่ออาหารเหนือซึ่งเป็นอาหารบ้านเกิดและยังทำอาหารเหนือได้อร่อยมาก โดยคอร์สเมนูใหม่นี้ยังคงคอนเซ็ปต์อาหารไฟน์ไดนิ่งสุดพิถีพิถันงานถนัดของเธอ ทว่าสอดแทรกด้วยเซอร์ไพรซ์ของแต่ละจานที่มีตัวตนของอาหารเหนือซุกซ่อนอยู่ ซึ่งหากดูแค่หน้าตาไม่มีทางรู้ได้เลย!   เชฟเมย์ใช้เวลาพัฒนาคอร์สเมนูนี้อยู่นานเพราะอยากให้ออกมาดีที่สุดตามความตั้งใจที่จะนำเสนออาหารเหนือแก่คนรุ่นใหม่และชาวต่างชาติโดยไม่ยึดติดกับรูปลักษณ์ เรียกว่าเป็น “มิติใหม่ของอาหารเหนือ” เลยก็ว่าได้   ก่อนเริ่มคอร์ส เชฟเสิร์ฟขนมปังเรียกน้ำย่อย ขนมปังข้าวหนุกงา อบสไตล์เกาหลีกรอบนอกนุ่มหนึบภายใน เนื้อขนมปังมีส่วนผสมของข้าวเหนียวตำและงาขี้ม่อนคั่วผสมกันแบบล้านนาที่เรียกว่า “ข้าวหนุกงา” เคี้ยวหนุบหนับให้สัมผัสดีมากๆ เสิร์ฟคู่กับเนยฝรั่งเศสผสมอ่องมันปูนัวๆ มันๆ หอมกลิ่นปูย่าง     เข้าสู่คอร์สจานแรก กะบอง ชื่อชวนให้นึกภาพผักทอดจิ้มน้ำจิ้มถั่วตัด แต่กะบองจานนี้แตกต่างโดยสิ้นเชิง แต่ละองค์ประกอบในจานให้อุณหภูมิ 3 แบบ คือความร้อนจากฟักทองชุบแป้งทอดกรอบ ความเย็นแบบโฟรเซ่นจากไอศกรีมพริกแกงแดง และความเย็นของซอสพริก Red Capsicum โรยหน้าด้วยถั่วคาราเมล เป็นการตีความน้ำจิ้มถั่วตัดขึ้นใหม่จนจำไม่ได้ แต่รสชาตินั้นใช่เลย     จานที่สอง ลาบ ซึ่งใช้เนื้อปลาทูน่าครีบเหลืองสับผสมกับเครื่องเทศของลาบ อาทิ มะแขว่น ข้าวคั่ว และเลือด สร้างเลเยอร์ให้เป็นชิ้นด้วยมันฝรั่งฝานบางอบ เสิร์ฟกับมะเขือเทศดองน้ำปลาที่นำมาคอมเพรสในถุงสุญญากาศ และไข่ปลาคาเวียร์     จานต่อมาดูคล้ายสลัดแต่ที่จริงคือ น้ำพริกหนุ่ม ที่เสิร์ฟมาในรูปแบบของมูสตามสไตล์อาหารฝรั่งเศส และฉีกขนบด้วยการเลือกใช้หอยเชลล์ย่างเนื้อหวานมากินเคียง เสริมด้วยแคร็กเกอร์เนื้อหอยเชลล์ให้สัมผัสเคี้ยวกรอบแทนแคปหมูนั่นเอง     ตามด้วย ส้าบะแต๋ง จานที่เรารักมาก หากกูเกิลคำนี้จะพบเมนูคล้ายยำแตงกวา เชฟเมย์เลือกทำแตงกวาเป็น compressed cucumber และ cucumber emulsion ซอสเย็นสีเขียวอ่อนสดใสที่มีส่วนผสมของกะปิและน้ำปลาร้าให้ความนัวในทุกคำ ส่วนเนื้อปลากะพงนำไป Dry-aged ในตู้แช่แบบพิเศษนาน 7 วัน ให้สัมผัสหนึบเคี้ยวเพลินและรสอูมามิจากเนื้อปลา อร่อยจดต้องกวาดซอสเลยทีเดียว     ไส้อั่ว คือชื่อที่อ่านแล้วต้องมองซ้ำอีกครั้งเพราะถูกตีความใหม่จนไม่เหลือเค้าเดิม ไส้อั่วปลาหมึกคลุกเคล้าเครื่องเทศจนถึงรสนำไปชุบแป้งทอดแทนการห่อด้วยไส้แบบไส้อั่วทั่วไป เสิร์ฟกับหมึกตัวเล็กย่างชาร์โคลจนหอม วางบนซอสโยเกิร์สรสละมุนเพื่อทอนความเผ็ดร้อน     ไล่ระดับความเข้มข้นขึ้นทีละนิดกับ น้ำพริกส็อก หรือน้ำพริกมะเขือเทศตำสีแดงรสจัดจ้านเสิร์ฟมาในรูปแบบของเพสต์คู่กับกุ้งลายเสือจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่จับด้วยเรือประมงขนาดเล็กส่งเสริมการประมงอย่างยั่งยืน (Sustainable Fishing) เนื้อกุ้งสดใหม่หวานเด้ง เสิร์ฟกับกะหล่ำปลีดองรสหวานเปรี้ยวเพื่อตัดรส     จานถัดมาน่ารักเหมือนหมวกสานใบสวย ข้าวซอย ที่เชฟเลือกเสิร์ฟในสไตล์โมเดิร์นอิตาเลียน เป็นราวีโอลีแบบรีเวิร์สที่มีซอสอยู่ด้านใน เมื่อหั่นราวีโอลีซอสข้าวซอยด้านในจะไหลออกมาผสมผสานกับเนื้อซี่โครงด้านล่าง เชฟนำเนื้อไปกงฟีจนนุ่มจากนั้นนำไปทอดกับ beef fat ซ้ำอีกครั้งเพื่อให้เกรียม เคียงด้วยผักกาดดองรสจี๊ดจ๊าด ประดับด้วยแป้งพายกรอบที่ทำหน้าที่แทนหมี่กรอบ ครบถ้วนความเป็นข้าวซอยมากๆ     คั่นรายการก่อนเข้าสู่จานหลักด้วย ต้มส้ม ซึ่งเชฟนำไปไซฟ่อนเพื่อดึงเอาอโรม่าของเครื่องเทศต่างๆ ลงไปในน้ำซุปรสเปรี้ยวๆ หวานๆ ใส่เนื้อไก่ม้วนผักชีและมะเขือเทศโพช ตกแต่งด้วยหนังไก่ที่แล่มันออกแล้วนำไปนาบกระทะจนกรอบ ซดเพลินเลยทีเดียว       ตามด้วยเมนคอร์ส แกงฮังเล ซึ่งเสิร์ฟมาในรูปแบบของบีฟเวลลิงตัน ห่อหุ้มด้วยแป้งพายบางกรอบ ด้านในเป็นพูลพอร์คฮังเลรสจัดจ้าน ราดซอสแกงฮังเลเข้มข้น โรยหน้าด้วยทรัฟเฟิลขูด เสิร์ฟกับผักดองที่จัดแต่งเป็นรูปดอกไม้     มาถึงของหวานซึ่งเป็นอีกไฮไลต์สำหรับเรา ลำไย ช่วยปลุกความสดชื่นให้ประสาทรับรสอีกครั้งด้วยความหวานละมุนของไอศกรีมลำไยผสมมะพร้าว วางมาบนเนื้อมะพร้าวอ่อนผัดกับน้ำอ้อยจนเข้มข้นแบบคาราเมล ราดน้ำชาเกสรดอกลำไยหอมเย็นชื่นใจ ตามด้วย ช็อกโกแลตเชียงใหม่ เป็นช็อกโกแลตที่ชนะรางวัลจากการประกวดระดับโลกเสิร์ฟมาในรูปลักษณ์ของพริก ด้านในสอดไส้กานาชราสป์เบอร์รี่ผสมพริกรสเปรี้ยวหวานติดเผ็ดเบาๆ ชวนให้เซอร์ไพรซ์จนจานสุดท้าย       สำหรับเครื่องดื่มที่นี่ก็มีตัวเลือกมากมาย ไม่ว่าจะไวน์สำหรับแพร์ริ่ง ม็อกเทล และค็อกเทลต่างๆ อาทิ Purple Spell ค็อกเทลสีม่วงเข้มจากน้ำอัญชัน รสหวานอมเปรี้ยวนิดๆ ชวนสดชื่น     คอร์สเมนู Flavors of the North จำนวน 11 คอร์ส ราคา 2,900++ บาทต่อท่าน พร้อมให้ลิ้มลองแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ร้าน Maze Dining   อ่านรีวิวคอร์สอื่นของร้าน Maze Dining ได้ที่ : Maze Dining ไฟน์ไดนิ่งร้านใหม่ของเชฟเมย์ Top Chef Thailand

เป็นขวัญใจแฟนคลับข้าวหน้าปลาไหลไม่เสื่อมคลายจริงๆ สำหรับ “Unagi Toku” ร้านข้าวหน้าปลาไหลจากเมืองฮามามัตสึ จังหวัดชิซูโอ ที่เปิดมาตั้งแต่สมัยเมจิ (110 ปี ) ตอนนี้เขามีสาขาใหม่ใจกลางกรุงฯ ที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์แล้วนะ ใครอยากลิ้มรสชาติในแบบฉบับญี่ปุ่นแท้ๆ ตรงดิ่งมาที่ชั้น 6 ได้เลย เท้าความถึงความพิเศษของร้านอุนางิ โทคุ กันสักนิด ร้านนี้เขาเน้นใช้ปลาไหลสดหรือปลาไหลเลี้ยงเองเท่านั้น เนื่องจากเนื้อสัมผัสจะหวานนุ่มเด้งกว่า     ผ่านการแล่ปลาสไตล์คันโตแบบผ่าด้านหลัง จากนั้นนำไปนึ่งสไตล์ฮามามะสึก่อน 15 นาทีแล้วนำไปย่างฉบับคาบายากิ รังสรรค์โดยเชฟชาวญี่ปุ่นมากประสบการณ์เรื่องการย่างปลาไหล ซึ่งจะต้องย่างด้วยกันถึง 3 รอบ แต่เนื้อจะยังคงความชุ่มฉ่ำไว้อยู่เต็มเปี่ยม ใช้ถ่านไม้บินโจตันในการย่าง เพราะให้กลิ่นหอมกว่า และมอดช้ากว่าถ่านทั่วไป       ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ ซอสปลาไหลสูตรเฉพาะของโทคุ รสหวานเค็มหวานเข้มข้นนี้เกิดจากการหมักและเคี่ยวอย่างพิถีพิถัน ซึ่งเป็นสูตรอร่อยเก่าแก่ที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นตั้งแต่สมัยเมจิ นอกจากนั้นยังมีแบบย่างเกลือ ย่างมิริน และย่างสาเก ให้ฟู้ดดี้ได้เลือกชิมอีกด้วย เสิร์ฟพร้อมกับข้าวออร์แกนิกสัญชาติญี่ปุ่นคุณภาพ เต็มเม็ดเต็มคำ     ประเดิมจานแรกกันที่ Shirayaki ปลาไหลย่างขาวทั้งตัว ที่หมักด้วยเหล้าสาเกอย่างดี ย่างบนเตาถ่านหอมๆ หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ เนื้อนุ่มไม่เลี่ยนแต่อย่างใด กินกับโชยุหรือมิริน ผสมวาซาบิรสเผ็ดซ่า และขิงป่นสดชื่นลงไปด้วย       ตามด้วย  Hitsumabushi (Matsu) เซ็ตข้าวหน้าปลาไหลหั่นชิ้น ที่คุณสามารถฟินไปกับวิธีการกินได้ถึง 3 รูปแบบ ได้แก่ กินปลาไหลย่างเคลือบซอสสูตรพิเศษกับข้าวญี่ปุ่นออร์แกนิกร้อนๆ หรือจะลองเติมเครื่องเคียงอย่าง ต้นหอมญี่ปุ่นซอย และวาซาบิที่เรารักก็อร่อยไม่แพ้กัน สุดท้ายให้เติมน้ำซุปต้นตำรับรสนุ่มนวลลงไป เป็นอะไรที่เข้ากันได้พอดี     สุดท้ายเป็น Una-Jya (Nami) ปลาไหลเลี้ยงเอง ทาด้วยซอสสูตรลับฉบับของทางร้าน ที่ส่งต่อความอร่อยจากรุ่นสู่รุ่นเป็นเวลากว่าร้อยปี หมักและเคี่ยวจนได้ที่ ให้รสชาติเค็มๆ หวานๆ เนื้อสัมผัสนุ่มแทบละลายในปาก ผสานไปกับความหอมของถ่านไม้บินโจตัน ที่ช่วยทำให้จานนี้ชวนลิ้มลองมากยิ่งขึ้น     แม้แต่น้ำชายังรสชาติดีเลยร้านนี้

ไม่ไกลจาก BTS ราชดำริ เป็นที่ตั้งของร้านอรุณ (Arun Thai Cuisine) ร้านอาหารไทยแห่งใหม่จากสีฟ้ากรุ๊ปที่เพิ่ง Soft Opening ไปเมื่อช่วงต้นปี โดยนำเมนูต้นตำรับจากรสมือของคุณย่าอรุณศรี รัชไชยบุญ ผู้ก่อตั้งร้านสีฟ้าที่ขึ้นชื่อเรื่องความประณีต พิถีพิถัน ตั้งใจปรุงทุกจาน เพื่อให้ลูกหลานได้อิ่มเอมมาให้คนรักอาหารไทยได้ลิ้มลองสักครั้ง         มาถึงที่อรุณแล้วอย่าพลาดกุ้งกระเทียมคุณย่า เมนูเลื่องชื่อที่ทำเมื่อไหร่ก็ต้องมีคนขอเพิ่ม กุ้งตัวโตเนื้อสดเด้งผัดกับกระเทียม รากผักชี พริกไทย จนหอมฟุ้ง เด็ดที่มันกุ้งเยิ้มๆ กินกับข้าวหอมมะลิออร์แกนิคหอมนุ่มจากเกลุ่มเกษตรกรจังหวัดสุรินทร์และพริกน้ำปลาแล้วดีงาม       ต่อด้วยแกงเผ็ดเป็ดย่าง รสจัดจ้าน ใช้เป็ดย่างอันเป็นเมนูในตำนานจากสีฟ้ามาแกงกับพริกแกงแดงสูตรพิเศษ ครบรสเผ็ด เค็ม หวาน ตัดรสด้วยผลไม้รสเปรี้ยวอย่างสับปะรดและองุ่น ซี่โครงแกะย่างมะแขว่น ที่นำซี่โครงแกะไปหมักกับมะแขว่นของเด็ดจากภาคเหนือที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ย่างให้หอมฟุ้ง เสิร์ฟพร้อมผักสดสำหรับแกล้ม       นอกจากนี้ยังมีเมนูน่าลองอีกหลายจาน ไม่ว่าจะเป็น หมี่กรอบรสเข้มข้นหอมกลิ่นส้มซ่า ขนมเบื้องญวณแกงพริกขี้หนูเนื้อแกะ หลนปูทะล รวมถึงเครื่องดื่มชื่อเพราะอย่างฟ้าอรุณ ได้ความสดชื่นจากน้ำลิ้นจี่ น้ำกระเจี๊ยบ น้ำมะนาว และไซรัป Blue Grenadine และพันช์อรุณ ชื่นใจจากน้ำแตงโม น้ำส้ม และไซรัปพีช      

เดี๋ยวนี้ย่านสุขุมวิท 71 หรือ ซอยปรีดี พนมยงค์ ที่เป็นพิกัดใกล้ ๆ กับ BTS พระโขนง เริ่มมีสีสันมากขึ้นอย่างฉุดไม่อยู่ ภายในซอยปรีดีพนมยงค์ 3 หลังโครงการ W District นั้นก็เรียงรายไปด้วยร้านอาหารหลากหลายสไตล์ และหนึ่งในน้องใหม่มาแรงประจำซอยนี้ก็คือร้าน Rose Lane Burger ที่มาพร้อมเบอร์เกอร์หลายแบบในสไตล์ฟิวชั่นที่ดึงดูดให้เราเข้าไปลิ้มลอง     Rose Lane Burger เป็นร้านแบบเปิดโล่งโดยฝั่งหนึ่งจัดเป็นโต๊ะที่หนัง บนฝาหนังปิดซ้อนทับไปด้วยโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่องดังมากมาย มีมุมหนึ่งประดับด้วยไฟนีออนเป็นรูปเบอร์เกอร์และชื่อของร้าน เสริมให้บุคลิกของร้านนั้นดูเท่ไม่น้อย เหมาะสำหรับการแฮงค์เอ้าท์ในยามค่ำคืน       สำหรับเมนูที่เราเลือกในครั้งนี้คือ BBQ Chicken เบอร์เกอร์อัดแน่นมาด้วยไก่ทอดชิ้นโต เสริมรสชาติด้วยซอสบาร์บีคิว โรยด้วยหอมทอด ให้รสชาติเข้ากันสุด ๆ     อีกเมนูหนึ่งคือ Classic Beef เมนูเบอร์เกอร์คลาสสิค ที่มาพร้อมกับเนื้อบดชิ้นหนา เบค่อนทอดกรอบ หอมผัดเสริมด้วยมาโย ซอสมะเขือเทศ มัสตาร์ด เข้ากับเบอร์เกอร์บันนุ่ม ๆ     ปิดท้ายด้วยเมนูกินเล่น Loaded Fries เฟรนช์ฟรายทอดร้อน ๆ ราดด้วยซอสเนื้อสับและมายองเนสที่เข้ากันได้ดีอย่างเหลือเชื่อ หยิบเคี้ยวได้เพลิน ๆ     สำหรับเมนูที่น่าสนใจอื่น ๆ มีทั้ง OHHH Crab เบอร์เกอร์สอดไส้ปูนิ่มทอดทั้งตัว ราดซอสโคชูจัง และ Samurai เบอร์เกอร์เนื้อที่มาพร้อมกับสับปะรด  อยากลองแล้วใช่ไหมล่ะ? ที่ร้านมีบริการเดลิเวอร์รีผ่านทั้ง Grab Food, Line Man และ Robinhood ด้วยนะสำหรับคนอยู่ไกล  

ชวนไปพุ้ยข้าวต้มกันสักถ้วยที่ร้านข้าวต้มกุ๊ยเปิดใหม่บนชั้น 2 ของห้องทานข้าวสุพรรณิการ์ (Supanniga Eating Room) ทองหล่อ ที่มาพร้อมคาแรกเตอร์ร้านสนุกๆ รวยมิตรสมชื่อ เรื่องฝีไม้ลายมือนั้นบอกเลยว่ากินขาด เพราะทำกับข้าวได้จัดจ้านทุกจานชนิดที่ว่าแค่เห็นก็กลืนน้ำลายนำไปก่อนแล้ว         ข้าวต้มของร้านนี้เป็นข้าวต้มใบเตยกลิ่นหอม (กินเพลินๆ ได้หลายชาม) แนะนำให้สั่งหอยลายผัดน้ำพริกเผา หอยลายคัดไซส์พิเศษที่ได้จากชาวประมง จังหวัดกระบี่ ที่ทางร้านเน้นว่าใช้วิธีการจับแบบอนุรักษ์ คัดตัวใหญ่เต็มฝาผัดกับน้ำพริกเผารสจัดจ้านดี ตามด้วยหมูสับต้มอุเมะ เปลี่ยนหมูสับต้มบ๊วยธรรมดาๆ ให้เป็นหมูสับต้มบ๊วยญี่ปุ่นที่ไม่ได้เก๋แค่ชื่อเท่านั้น แต่ซดแล้วถูกใจ ได้ทั้งรสเปรี้ยวสดชื่นและมีอมหวานเล็กๆ       ไข่เยี่ยวม้าห่อหมูสับปลาเค็ม จานนี้เด็ดมาก ไข่เยี่ยวม้าเยิ้มๆ ห่อด้วยหมูสับแล้วโปะด้วยปลาเค็ม ทอดให้หอมฟุ้ง เคียงมาด้วยพริกซอย หอมซอย ก่อนกินบีบมะนาวลงไปก่อน จานสุดท้ายยำเกี่ยมฉ่ายไข่เค็ม ยำออกมาได้ลงตัว เปรี้ยวนำ หวานตาม รสเค็มปิดท้าย ใส่ไข่เค็มเค็มๆ มันๆ เข้ากับข้าวต้มใบเตยของทางร้านหรือหากเบาไปจะเปลี่ยนเป็นข้าวสวยก็ได้เช่นกัน       กระซิบอีกนิดว่าเราสั่งเมนูจากห้องทานข้าวสุพรรณิการ์ขึ้นมาแจมได้ โดยเฉพาะเครื่องดื่มไฮไลต์อย่าง Sparkling Calamansri Espresso ช็อตเอสเพรสโซเข้มๆ เพิ่มความสดชื่นด้วยส้มจี๊ดสดและไซรัปส้มจี๊ดที่ทำจากน้ำส้มจี๊ดคั้นสดส่งตรงจากสวนจันทบุรี หรือจะลอง Calamansri Sour Thai Tea  ส้มจี๊ดชาไทยที่ช่วยคลายร้อนได้ดีเชียว    

แม้มองจากภายนอกจะให้ความรู้สึกแรกเหมือนโฮมคาเฟ่สไตล์มินิมอลสีเขียวอ่อนละมุนตาน่านั่ง แต่แท้จริงแล้ว OKONOMI” คือร้านอาหารแบบ Japanese Eatery & Café ที่ยกอาหารเช้าดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่นมาปรุงและเสิร์ฟอย่างพิถีพิถันด้วยฝีมือของ Dave Potes” หัวหน้าเชฟที่ร่วมปลุกปั้นสาขาแรกที่นิวยอร์กจนเป็นขวัญใจเหล่านักชิมมาแล้ว           สำหรับสาขาแรกในไทยนี้ยังคงคอนเซ็ปต์คอมฟอร์ตฟู้ดที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด โดยยึดหลักปรัชญา Mottainai ที่เน้นความยั่งยืนและใช้วัตถุดิบแบบไม่เหลือทิ้ง ทุกจานที่เสิร์ฟผ่านการดูแลและตกแต่งอย่างประณีตจากเชฟเดฟที่เคาน์เตอร์บาร์กลางร้านให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังชมเชฟเทเบิลเลยทีเดียว นอกจากนี้ที่นี่ยังมีห้องของหมักดองโฮมเมดสำหรับสร้างสรรค์วัตถุดิบต่างๆ อีกด้วย       จานเด่นที่พลาดไม่ได้คือ อาหารเช้าแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เรียกว่า Ichiju Sansai ที่หมายถึง “1 ซุป 3 กับข้าว” เราแนะนำ Misozuke Hamachi ปลาฮามาจิหมักมิโซะ มาพร้อมไข่หวาน ผักตามฤดูกาล ข้าวญี่ปุ่นผสมธัญพืชโรยหน้าปลาแห้งโอกากะ ไข่ออนเซ็น และซุปมิโซะ หากมาไม่ทันเวลาอาหารเช้าที่เสิร์ฟถึง 11.00 น. จะสั่งเป็นเมนูจานเดียวอิ่มสบายอย่าง Tuna Poke ทูน่าหั่นพอดีคำ ข้าวมัลติเกรน ซีอิ๊วหวานและน้ำมันงา โรยผักมิซูนาและแรดิช หรือ Shiro Shoyu Ramen โชยุราเมนเส้นสดมาพร้อมปลามาไดหมักสาหร่ายคอมบุ เสริมรสชาติด้วยเลมอนออยล์ ผักชีลาว ผักมิซูนา และยูสุโคโซ (หริกหมักยูสุ)         จะสั่ง Asparagus & Green Bean Nuta Salad สลัดหน่อไม้ฝรั่ง ที่มีทั้งถั่วแขก ถั่วหวาน ผักกาดม่วง และบ๊วยดอง ราดน้ำสลัดมิโซะรสส้มมาเพิ่มความสดชื่น หรือตบท้ายด้วย Okonomi Parfait ไอศกรีมนมเนื้อเนียนแน่นผสานความอร่อยกับเมลอนกรานิตา เจลลีจิงเจอร์เอล ถั่วแดงอะซูกิ คุโรมิตสึชิราตามะ และฟูมิอาราเอะ       สำหรับสายคาเฟ่ที่อยากมานั่งทำงานหรือจิบเครื่องดื่มเพลินๆ เราแนะนำ Black Sesame Cappuccino เพิ่มความหอมด้วยงาดำพิเศษนำเข้าจากญี่ปุ่น Matcha Latte ใช้มัตฉะจากเมืองอุจิ กลมกล่อมโดนใจคนรักชาเขียว และ Sweet Potato Amazake ความลงตัวของมันม่วงและข้าวหมักญี่ปุ่นหอมๆ คล้ายสาเกหวาน         ถ้ายังไม่จุใจอย่าลืมสั่ง Onigiri Box Set ข้าวปั้นสุดเก๋ที่รวม 4 รสชาติ ทั้งรสปลาโออบแห้ง รสสไปซีแซลมอน รสทูน่าตุ๋นน้ำมันและซอสไอโอลีโนร และ รสเห็ดชิตาเกะ โรสแมรี และบรีชีส ติดไม้ติดมือกลับบ้าน หรือจะสั่งเดลิเวอรีก็อร่อยทันใจได้เช่นกัน  

ฟู้ดดี้คนไหนที่เป็นแฟนคลับ “ก๋วยเตี๋ยวเรือ” วันนี้เตรียมตัวจดลิสต์ให้ดีเพราะเรามีร้านเด็ดมาแนะนำชื่อ ไทยไทย - Thai Thai Boat Noodles ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือสูตรต้นตำรับอยุธยารสจัดจ้าน (เลือกระดับความเผ็ดได้) มีให้คุณเลือกอร่อยหลากหลาย อาทิ ก๋วยเตี๋ยวน้ำตก ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ พร้อมทั้งเมนูข้าวต่างๆ ที่ล้วนแล้วรสชาติเข้มข้นสมเป็นอาหารไทยโดยแท้ ครั้งนี้เราได้มาชิมที่สาขา เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้น 3 นั่นเอง       บรรยากาศแน่นอนว่ายังคงเอกลักษณ์ของร้านไทยไทยไว้อย่างเต็มเปี่ยม เสมือนร้านก๋วยเตี๋ยวเรือสมัยก่อน เฟอร์นิเจอร์ไม้สีน้ำตาลอ่อนและเข้มดูอบอุ่น เสริมบรรยากาศสไตล์ไทยๆ ด้วยรูปเพ้นท์ลายต้นกล้วย ซึ่งเป็นต้นไม้ที่อยู่คู่คนไทยมาช้านาน พร้อมอร่อยไปกับ “ก๋วยเตี๋ยวเนื้ออากิตะวากิว” ที่มีให้คุณลิ้มลองเฉพาะสาขานี้เท่านั้น สายเนื้อทั้งหลายไม่ควรพลาดเลยนะ       เรียกน้ำย่อยกันก่อนกับของกินเล่นจัดเต็มอย่าง ลูกชิ้นหมูปิ้ง เนื้อแน่นๆ หอมกลิ่นถ่านอ่อนๆ ราดน้ำจิ้มรสหวาน ลูกชิ้นเนื้อปิ้ง สไตล์โฮมเมด เอาใจสายเนื้อสักหน่อย เกี๊ยวหมูทอด ก็อร่อย ที่ร้านเขาทำเอง ลูกชิ้นปลาระเบิด เราชอบมาก กรอบนอกนุ่มใน       ยังมี หมูปลาร้า หมูย่างหมักสมุนไพรหอมๆ จิ้มกับซอสปลาร้ารสเค็มนัว แกมเผ็ด เคียงกับผักสดและข้าวเหนียว สายแซ่บต้องชอบ ตำปลาร้า รสจัดจ้าน ตำซั่วเส้นมันญี่ปุ่น ใช้เส้นมันญี่ปุ่นแทนขนมจีน รสเค็มเผ็ด         ตำไทยไข่เค็ม เมนูนี้ก็เด็ด รสหวานกลมกล่อม บวกความเผ็ดเบาๆ ตำข้าวโพด จานโปรดใครหลายคน ได้รสหวานธรรมชาติจากข้าวโพด เข้ากันดีกับเครื่องส้มตำ ครบรส       กินกับ คอหมูทอด แสนอร่อย กรอบนอก ฉ่ำใน เข้าคู่ไปกับน้ำจิ้มแจ่วรสเด็ด และไก่ทอด ที่ทางร้านใช้ปีกไก่ ทอดจนเป็นสีเหลืองทองน่าหม่ำ จิ้มกับน้ำจิ้มหวาน มาถึงจานหลักกันบ้าง เริ่มที่เมนูซิกเนเจอร์อย่าง ก๋วยเตี๋ยวเนื้ออากิตะวากิว เราสั่งทั้งเนื้อตุ๋นเปื่อยแทบละลายในปาก และเนื้อสไลซ์ สัมผัสนุ่มชุ่มฉ่ำ ซู้ดพร้อมเส้นมันญี่ปุ่นหนึบๆ และน้ำซุปน้ำตกรสเข้มข้น เผ็ดร้อน         ก๋วยเตี๋ยวเรืออเมริกันวากิว น้ำซุปรสกลมกล่อม แต่เต็มไปด้วยรสเผ็ดจัดจ้าน เข้ากันดีกับเส้นมันญี่ปุ่น นุ่มหนึบ อย่าลืมพระเอกของชามอย่างเนื้อวากิวสัญชาติอเมริกาล่ะ คนไม่กินเนื้อไม่ต้องน้อยใจไป เพราะที่ร้านเขามี ก๋วยเตี๋ยวเรือหมูคุโรบุตะ ทั้งหมูตุ๋นนุ่มๆ และหมูสไลซ์ชิ้นใหญ่ กินพร้อมน้ำตกรสเข้มข้น ได้ความเผ็ดร้อนแรง       หรือใครอยากลองเมนูข้าวทางร้านก็จัดให้ได้ ข้าวหมูกะปิ หมูนุ่มหมักเครื่องเทศสูตรพิเศษของทางร้าน ได้รสเค็มจากกะปิชั้นดี กินกับเครื่องเคียงต่างๆ บีบมะนาวเล็กน้อย ข้าวกะเพรากากหมู เลิฟมากเลยจานนี้ กากหมูกรุบกรอบ และหมูสับ รสเผ็ดพ่นไฟ หอมกรุ่นใบกะเพรา       ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ เส้นใหญ่หนานุ่ม หอมกลิ่นกระทะ เข้ากันดีกับไข่ไก่ และเนื้อหมูหมักนุ่มๆ ราดซอสพริกรสเปรี้ยวกลมกล่อม ผัดวุ้นเส้น เปลี่ยนจากเส้นใหญ่มาเป็นวุ้นเส้นเด้งๆ แทน แต่รสชาติดีเช่นเดิม       ของหวานเราแนะนำ เฉาก๊วย เฉาก๊วยนุ่มเด้ง อยู่ในน้ำเชื่อมหวานฉ่ำ โรยน้ำตาลทรายแดง หรือใครชอบ เฉาก๊วยนมสด ก็ฟินไม่แพ้กัน นมสดครีมมี่ เข้ากันดีกับเนื้อเฉาก๊วย รสหวานชื่นใจ พร้อมจิบเครื่องดื่มซาบซ่าอย่าง ไทยโคล่า ไซรัปโคล่าหวานๆ รวมกับน้ำมะนาวโซดารสเปรี้ยว     อร่อยจุใจแบบนี้คราวหลังต้องมาอีก

เหมือนยกฮ่องกงมาไว้อารีย์ สำหรับ Tsim Sha Tsui Fried Pork ร้านน้องใหม่สุดฮอต ในโครงการ Gump's Ari ที่ต้องการนำเสนอความอร่อยของหมูทอดสไตล์ฮ่องกง ให้คนไทยได้ลิ้มลอง ภายในร้านเล็กๆ สีสันสดใส ที่ไม่ว่าใครก็อยากตามไปเช็คอิน     ด้านหน้าร้านโดดเด่นด้วยกระเบื้องโมเสคสีรุ้ง ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินของฮ่องกง ชวนให้สะดุดตา ภายในเลือกใช้โทนสีเขียวเป็นหลัก ตกแต่งด้วยภาพตึกสายรุ้ง (Choi Hung Estate) และโปสเตอร์หนังฮ่องกงยุค 90 เข้ากับโคมไฟโทนสีส้มสลัวได้เป็นอย่างดี       เริ่มด้วยเมนูซิกเนเจอร์ หมูทอดฮ่องกง ข้าวผัดกานาฉ่าย (169.-) หมูสันนอกหอมนุ่มฟู ที่พิถีพิถันในการหมักและทอด เสิร์ฟพร้อมกับข้าวสวยหุงด้วยไขมันไก่ผัดกับกานาฉ่าย เสริมรสด้วยน้ำพริกเผาเซี่ยงไฮ้สูตรพิเศษ และซุปมะนาวดอง กินเพลินไม่เลี่ยน       ต่อด้วย เต้าหู้เฟรนช์ฟราส์ ซอสมะขาม (79.-) เต้าหูเฟรนช์ฟรายส์ ทอดมาแบบหอมกรอบ ไม่อมน้ำมัน จิ้มกินกับซอสมะขามรสเปรี้ยวหวาน หรือจะเลือกเป็น ถั่วแขกผัดพริกเกลือ (89.-) ความหวานกรอบจากถั่วแขก เข้ากันได้ดีกับความเผ็ดร้อนจากพริกกระเทียม       ต่อกันที่ เต้าหู้สดราดซอสเกาลูน (89.-) เต้าหู้เนื้อนุ่มนิ่ม ราดซอสเกาลูนสูตรเฉพาะของทางร้าน โรยด้วยปลาโอแห้ง หอมกลมกล่อม     อีกเมนูที่พลาดไม่ได้ เกี๊ยวจีนแพกวางตุ้ง (129.-) เกี๊ยวหมูอบที่ทางร้านนำมาทอดให้เป็นแพกรอบๆ แป้งบาง เนื้อหมูแน่น เต็มปากเต็มคำ  

Yingsita ร้านอาหารสไตล์เชฟเทเบิลที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยอารีย์ นำเสนอประสบการณ์แห่งรสชาติโดยเชฟหญิงสิตา-ฟ้ามณัณญา ฉัตรภูติ หนึ่งในผู้เข้าแข่งขันรายการ Top Chef Thailand Season 2  จากแรงบันดาลใจที่อยากอนุรักษ์อาหารไทย จึงค้นคว้าทั้งจากตำรับตำราและศึกษาจากกูรูด้านอาหาร ผสานสูตรลับเฉพาะตัวมารังสรรค์จานเด็ดในแบบรสมือหญิงสิตาที่เธอให้นิยามว่า “อาหารอ้างอิงจากสมัยก่อน”         เมนูของเชฟจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล เพื่อให้ได้วัตถุดิบดีที่สุดตามธรรมชาติ ซึ่งเชฟจะเดินสายไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อตามหาของดีจากท้องถิ่น เพื่อให้สายกินอย่างเราได้ลุ้นไปกับเมนูสุดเซอร์ไพรส์ที่จะทยอยเสิร์ฟให้ลิ้มรสตั้งแต่ต้นจนจบคอร์ส ในบรรยากาศของร้านที่อบอุ่นเสมือนนั่งอยู่ใต้ถุนบ้านคุณยาย ห้อมล้อมด้วยข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือนสมัยก่อน รวมถึงเครื่องเทศและเครื่องปรุงรสบรรจุโหลจัดวางอย่างเป็นระเบียบ รวมถึงมุมครัวไทยที่เราจะได้เห็นขั้นตอนการปรุงแบบเพลินตาเพลินใจ         ในวันที่เราไปเชฟเริ่มปลุกต่อมรับรสด้วย ปั้นสิบนึ่ง แป้งนุ่มห่อไส้ที่ทำจากปลาช่อนผัดกับ 3 เกลอ รสชาติเค็มมัน หากเคี้ยวหมดคำแล้ว เชฟแนะนำให้จิบน้ำมะม่วงพริกเกลือตาม เพียงเท่านี้เราก็พร้อมรับมือกับอีกหลากหลายเมนูที่คอยอยู่       เริ่มที่น้ำพริกนครบาล สูตรตกทอดจากเจ้าพระยาในกรมพระนครบาลสมัยก่อน เชฟเลือกใช้ปลาเนื้ออ่อนโขลกรวมกับส่วนผสมอื่นๆ ใส่ส้มซ่าทั้งน้ำและผิวเพิ่มรสเปรี้ยวและกลิ่นหอมสดชื่น วางบนข้าวสวยพอดีคำ โรยกากหมูเจียวใหม่เพิ่มรสเค็มมัน เคี้ยวพร้อมกันแล้วนัวเข้ากันไปหมด     ขนมจีนเส้นสด 2 ปู ขนมจีนเส้นสดจับพอดีคำ ราดน้ำยาปูรสเข้มหอมกลิ่นพริกแกงตำใหม่ที่อุดมด้วยสมุนไพรและเครื่องเทศ ใส่เนื้อปูฉีกและใบชะพลู ขนาบข้างด้วยปูนิ่มทอดและผักสดตามฤดูกาล     ข้าวคลุกกะปิและน้ำชุบหญิงสิตา ฉายาธิดากะปิของเชฟหญิงสิตาได้มาเพราะความหลงใหลในกลิ่นและรสชาติจนต้องออกเดินทางตามหากะปิที่ดีที่สุดจากแหล่งต่างๆ อาทิ ระนอง ชุมพร สมุทรสงคราม และพบว่าแต่ละแหล่งมีความโดดเด่นไม่เหมือนกัน จึงเริ่มซื้อสะสมและทดลองปรุงในหลายเมนู โดยเฉพาะเมนูนี้แค่ตักเข้าปากคำแรกก็รู้สึกว้าวแล้ว  

หลังจากปิดชั่วคราวในช่วงของวิกฤตโควิด -19 ตอนนี้ Brasserie 9 ร้านอาหารฝรั่งเศสรสเลิศแห่งซอยสาทร 6 ก็กลับมาเปิดอีกครั้ง นอกจากคอนเซ็ปต์ “Authentic French Cuisine” อาหารฝรั่งเศสรสต้นตำรับขนานแท้ ปรุงจากวัตถุดิบสดใหม่ที่ส่งตรงจากแหล่งคุณภาพ อาทิ ปลาจากประเทศฝรั่งเศส แซลมอนจากประเทศนอร์เวย์ เนื้อและแกะสัญชาติออสเตรเลียแล้ว ยังเพิ่มเติมด้วยความหลากหลายของประเภทอาหารมากขึ้น     งานนี้ทางร้านได้ราฟาเอล คินิโม เชฟชาวฝรั่งเศสมากฝีมือจากเมืองลียง (Lyon) ประเทศฝรั่งเศส มาช่วยครีเอทแนวคิดและเมนูอร่อยต่างๆ โดยในร้านบราสเซอรี่ไนน์จะมีอยู่ 3 องค์ประกอบหลักด้วยกัน ส่วนแรกเป็น The Brass บาร์ค็อกเทลนั่งชิลชิคๆ บรรยากาศสนุกเสิร์ฟอาหารนานาชาติ สำหรับใครที่อยากเปิดประสบการณ์การกินแบบพรีเมี่ยมต้องนี่ Le 9 ร้านอาหารฝรั่งเศสคลาสสิกฉบับ Fine Dining แพร์ริงกับไวน์ชั้นเลิศจากนานาประเทศที่สายกินตามหา       และสุดท้ายเป็นในส่วนของ Brasserie 9 ที่โดดเด่นด้วยอาหารฝรั่งเศสสไตล์เรียบง่ายและคุ้นเคย เข้ากันดีกับบรรยากาศสบายๆ สวนดอกไม้นานาพันธุ์ห้อมล้อมบ้านสีขาวหลังโตสไตล์โคโลเนียล ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สีขาว-ดำ ตามผนังประดับด้วยรูปสถานที่สำคัญอันสวยงามของประเทศฝรั่งเศส มองแล้วทำให้เจริญอาหารยิ่งนัก       เรียกน้ำย่อยกันด้วย Saumon Fumé Maison (490 บาท) แซลมอนคุณภาพเนื้อสด ที่ส่งตรงมาจากประเทศนอร์เวย์ แร่เป็นชิ้นพอดีคำ รมควันหอมๆ ในแบบฉบับของร้าน รสเค็มละมุน เสิร์ฟคู่กับครีมชีสหอมมัน และผักสดชนิดต่างๆ     ตามมาติดๆ กับเมนูแสนอร่อยอย่าง Dover Sole Meunière (1790 บาท) ปลาโดเวอร์โซลชิ้นโตๆ จากประเทศฝรั่งเศส ทอดในน้ำมันน้อยๆ ให้หอม ได้สัมผัสเนื้อแน่นนุ่ม ฉ่ำใน เข้ากันดีกับซอสเนยสูตรลับของทางร้านในสไตล์ฝรั่งเศสแท้ๆ เสิร์ฟเคียงมันฝรั่ง และเบบี้แครอต     Cotelettes d'agneau (1300 บาท) ซี่โครงแกะชั้นดีสัญชาติออสเตรเลีย เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ เนื่องจากผ่านกรรมวิธี Slow Cooking มิกซ์ไปกับความกรุบกรอบของ Pistachio Crust ราดซอสไวน์แดงรสกลมกล่อม เสริมทัพความอร่อยด้วยมันบดเนื้อเนียน และราตาตุย สตูผักรสต้นตำรับ อาหารคลาสสิกของประเทศฝรั่งเศส     ของหวานเป็น La Dernière Danse (320 บาท) เค้กช็อกโกแลตวาลาเยิ้มๆ รสเข้มข้น โดนใจคนรักช็อกโกแลตเป็นที่สุด เข้าคู่กันกับไอศกรีมวานิลลาโฮมเมด รสหวานมัน ดาร์กช็อกโกแลตรูปหอไอเฟลเก๋ไก๋ วิปครีม และเบอร์รีต่างๆ     เครื่องดื่มเป็น Berry Sparkle (195 บาท) ม็อกเทลสีแดงสวย รสเปรี้ยวอมหวานซาบซ่านี้ได้มาจากน้ำราสป์เบอร์รีสด ไซรัปทับทิม และน้ำโซดา     และค็อกเทลซิกเนเจอร์อย่าง Bon Vivant Negroni (350 บาท) เหล้าจิน คาเคานิบส์ เวอร์มุทสตรอว์เบอร์รี รวมเป็นรสชาติร้อนแรง เหมาะกับสายดื่มตัวจริง     ร้านก็สวยอาหารก็อร่อยจะมีอะไรดีไปกว่านี้ล่ะ