เมื่อพูดถึงร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งที่เป็นที่รักของนักท่องเที่ยวมากที่สุดชื่อของ David’s Kitchen คงต้องติดอยู่ในนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะร้านนี้เคยติด Top 10 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลกจาก Trip Advisor เว็บท่องเที่ยวชื่อดังระดับโลกประจำปี 2018 มาแล้ว ซึ่งปัจจัยความสำเร็จก็ไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากความอร่อยของอาหารฝรั่งเศสที่เข้าคู่กับการบริการอันดีเยี่ยมของ คุณเดวิด ฟิลิปป์ กอร์ดอน (David Philip Gordon) เจ้าของร้าน         อาหารแต่ละจานที่เสิร์ฟเป็นฝีมือของเชฟโอ - อาทิตย์ ดิษฐสุนนท์ เชฟคนไทยที่ได้นำความรู้ที่ได้เรียนรู้จากการทำงานมาตลอดชีวิตสร้างสรรค์ความอร่อย อีกทั้งยังมีการสร้างสมดุลของรสชาติในแต่ละจานจนออกมาเป็นอาหารฝรั่งเศสที่กินง่ายทั้งหน้าตาและรสชาติ ประเดิมด้วย Fettucine with Truffle Cream, Lobster Claw and Sliced Summer Black Truffle เฟตตูชินี่เส้นเหนียวนุ่มผัดกับครีมทรัฟเฟิลที่ทำจากเนยฝรั่งเศสและน้ำมันกุ้งจนได้ความหอมละมุน เสิร์ฟพร้อมกับเนื้อล็อบสเตอร์ส่วนก้ามชิ้นโตเนื้อแน่นเต็มคำ     แล้วมาเปิดปุ่มรับรสกันต่อด้วย Spicy Pomelo with Fried Red Snapper Fish ยำส้มโอสายน้ำผึ้งรสจี๊ดจ๊าดจากรสชาติถึงเครื่องจากการเข้าคู่กันของมะนาว น้ำปลา และถั่วลิสง กินคู่กับปลากะพงแดงจากภูเก็ตแล่บางๆ ก่อนจะห่อด้วยแตงกวาญี่ปุ่นและแครอทเพิ่มความกรอบหวาน     หรือจะลอง Slow Baked Fillet of Tasmanian Salmon with White Wine Sauce แซลมอนชิ้นหนามาม้วนแล้วย่างให้มีความกึ่งดิบนิดๆ เพื่อความนุ่มที่พ่วงมากับรสชาติหวานๆ เสิร์ฟพร้อมซอสไวน์ขาวรสเปรี้ยวนิดๆ แต่ทว่าเข้มข้นด้วยครีมและเนย     ขณะที่จานหลักก็มีซิกเนเจอร์อย่าง Braised Beef Cheek Slow Cooked in Red Wine with Paris Mash เนื้อวากิวออสเตรเลียส่วนแก้มวัวที่มีทั้งความนุ่มและหอมมันมาหมักกับไวน์แดงไว้ข้ามคืนก่อนจะนำไปตุ๋นจนนุ่ม เสิร์ฟพร้อมมันบดสูตรเด็ดที่หวานละมุนและนุ่มนวล หรือจะเปลี่ยนจากเนื้อมาเป็น Braised Lamb Shank Slow Cooked in Red Wine with Paris Mash ขาแกะชิ้นโตตุ๋นในน้ำเกรวี่นานถึง 2 – 3 วัน จนได้ความนุ่มหอมละลายในปากก็ดีไม่แพ้กัน       แล้วอย่าลืมปิดท้ายด้วย Tiramisu ที่ครีมมาสคาโปนทั้งฉ่ำและนุ่มจนเราต้องเทใจให้จริงๆ  

“มานั่งกินข้าวบ้านเพื่อน” คือคอนเซ็ปต์ที่เชฟอ้น ปฐพี แห่งร้านเลเลฟอง (L'éléphant) ร้านอาหารฝรั่งเศสระดับท็อปลิสต์ของเชียงใหม่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงอาหารฝรั่งเศสได้โดยไม่รู้สึกอึดอัดใจ     ชื่อร้าน “เลเลฟอง” เป็นภาษาฝรั่งเศสหมายถึงช้าง ซึ่งเราจะเห็นได้จากรูปทรงอาคารด้านนอกที่เป็นรูปช้างตัวใหญ่ (การเดินเข้ามาด้านในจึงเหมือนการเดินลอดใต้ท้องช้างไปในตัว) เดิมทีพื้นที่ของร้านเคยเป็นอาร์ตแกลอรีมาก่อน ทุกพื้นที่ด้านในจึงมีกลิ่นอายของงานศิลปะซึ่งช่วยเพิ่มความสุนทรีย์ในมื้ออาหารได้ดีเยี่ยม       เชฟอ้นบอกกับเราว่าโชคดีที่อยู่เชียงใหม่ นอกจากวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศแล้ว เชฟยังเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่มีความสดใหม่ อาทิ ผักตามฤดูกาลจากโครงการหลวง มาปรุงแบบสดใหม่ทุกจาน     เริ่มด้วยจานเรียกน้ำย่อย L'éléphant Salmon Gravlax ปลาแซลมอนหมักกับเกลือ น้ำตาล ไวน์ขาว และผักชีลาว จัดวางให้เหมือนดอกกุหลาบดอกโต กินกับซอสฮอร์สราดิช กินแล้วกระตุ้นต่อมอยากอาหารได้ดีเยี่ยม ตามด้วย Seasonal Fish ปลาตามฤดูกาล ครั้งนี้เราได้ชิมปลากะพงขาวจากภาคใต้เนื้อนุ่มเบา เชฟย่างแล้วเพิ่มกลิ่นหอมด้วยทาร์รากอน กินกับซอสที่ทำจากไวน์ขาว เนย และเลมอน       ตามด้วย Truffle Cream Soup in Puff Pastry ซุปแบล็กทรัฟเฟิลในพัฟอบกรอบ (เชฟใช้ทรัฟเฟิลตามฤดูกาล) เราชอบที่ซุปมีความครีมมี่และกลิ่นหอมจรุงใจกินกับพัฟกรอบๆ แล้วดีงาม ขาดไม่ได้สำหรับ Ox Tongue Stew สตูลิ้นวัวสายพันธุ์ชาร์โรเลส์ตุ๋นในไวน์แดงนาน 6-8 ชั่วโมงที่ทั้งนุ่มหอม กินง่าย และสัมผัสได้ถึงซอสไวน์แดงที่แทรกอยู่ในลิ้นวัวทุกคำ       ปิดท้ายด้วยของหวาน Mango & Butterfly Pea Panna Cotta สีสวยจากมะม่วงตามฤดูกาล ดอกอัญชัน และท็อปด้วยซอสลาเวนเดอร์มิกซ์เบอร์รี่ให้อารมณ์ฝรั่งเศสเบาๆ      

ตั้งแต่เมืองไทยประกาศแจกดาวมิชลิน ร้านอาหารชื่อดังและเชฟฝีมือดีจากทั่วโลกต่างทยอยเข้ามาเปิดร้านในบ้านเรา รวมทั้ง Chef’s Table Bangkok ร้านอาหารฝรั่งเศสไฟน์ไดนิ่งนำทีมโดยเชฟมิชลินสตาร์ Vincent Thierry ที่เปิดร้านยังไม่ครบปีแต่ก็คว้าดาว 1 ดวงมาครอบครองได้เรียบร้อยแล้ว       เชฟเทเบิ้ลแบงคอก ร้านใหม่บนชั้น 61 ของโรงแรมเลอบัว แอท สเตท ทาวเวอร์ สีลม จะทำให้คุณใจเต้นตั้งแต่ก้าวแรก เพราะทั้งวิวสวยๆ ของกรุงเทพ และการได้ประจันหน้ากับครัวเปิดที่มีเตาบนเคาท์เตอร์หินอ่อนขนาดใหญ่อยู่กลางร้านดูหรูหรา ให้คุณได้เห็นทีมเชฟปรุงอาหารกันสดๆ ตรงหน้า       หัวหน้าเชฟของร้านนี้คือเชฟวินเซนต์ชาวฝรั่งเศสถือเป็นเชฟมีฝีมือในวงการเพราะเขาเคยทำงานในร้านอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินทั้งที่ปารีสและฮ่องกงมาแล้ว จึงเชื่อมือได้ว่าอาหารสไตล์คลาสสิคฝรั่งเศสของเขาจะกระตุ้นต่อมรับรสของคุณได้แน่ ตอนนี้เขาเสิร์ฟเชฟเทสติ้งเมนู 7 คอร์ส แต่ละคอร์สมีตัวเลือก 2 อย่าง ที่เราได้ลองคือ King Crab Tiramisu เนื้อปูคิงแครปรสหวานเนื้อแน่นเสิร์ฟกับผลไม้อย่างมะม่วง มะละกอ ซอสพริกหวานสีส้ม Piquillos จากประเทศสเปน สลับกับสีขาวจากครีมทีรามิสุ เชฟตกแต่งจานมาสวยงามอย่างมีศิลปะ เป็นจานเรียกน้ำย่อยที่สดชื่นเริ่มต้นมื้อได้ดี     John Dory, Caviar Impérial de Sologne ปลาจอนดอรี่โพชเนื้อนุ่มรสเค็มอ่อนๆ กับหอยหลอดและคาร์เวียร์ เสิร์ฟพร้อมวอเตอร์เครสซอสสีเขียวเข้มรสมัน ตัดรสเปรี้ยวด้วยมะนาวหั่นชิ้นเล็ก     Duo of Challans Duck จานนี้เสิร์ฟเป็ดชาลลองจากฝรั่งเศสใน 2 สไตล์คือ เนื้ออกเป็ดเซียร์และอบ เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ เสิร์ฟกับซอสที่เคี่ยวจากกระดูกเป็ดรสเข้มข้นหวานอมเปรี้ยว คู่มากับอาร์ติโชคบดและย่าง ซอสและโฟมทำจากเสจให้กลิ่นหอม อีกแบบคือขาเป็ดกงฟี เนื้อนุ่ม รสเค็ม มีกลิ่นหอมชวนกิน     สุดท้าย Black Beer Biscuit and Chocolate Ganache ความอร่อยที่ผสานกันของซอฟท์ช็อกโกแลตบิสกิต ช็อกโกแลตกานาช คาราเมลซอสที่อินฟิวส์ด้วยชาไทย และไอศกรีมช็อกโกแลตซอเบท์ ได้รสทั้งหวานเค็มผสมกัน มีรสของชาไทยที่ให้ทั้งกลิ่นหอมและตัดเลี่ยนได้ดี     สรุปได้ว่าทุกจานอร่อยสมรางวัล

เมื่อห้องอาหารฝรั่งเศสสไตล์โมเดิร์นอย่างเดอะ รีเฟล็กซ์ชั่นส์ ทำเมนูมื้อสายวันเสาร์ ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน “Social Saturday Brunch” เป็นคอนเซ็ปต์ใหม่ที่เสิร์ฟเมนูอาหารฝรั่งเศสแบบสั่งทีละจานได้แบบไม่อั้น! มีให้เลือกชิมถึง 27 เมนู   โดยเชฟสาวคนเก่ง “ร็อกซาน แรงจ์” เป็นผู้ปรุงและจัดตกแต่งแบบสวยงามจานต่อจาน G&C ไปชิมมาแล้วอร่อยหลากหลาย มากมายจนเลือกไม่ถูก       กางเมนูแล้วลองเลือกตามประเภทอาหาร เริ่มจาก Amuse Bouche มีทั้งโคนอันเล็กไส้ปูอลาสก้ากับกัวกาโมเล่รสเข้มข้น นอกจากนั้นยังมีอกเป็ดรมควันกับซอสฮอยซิน และทูน่ากับซอสพอนสึ ให้เลือกสั่ง     จากนั้นมาเรียกน้ำย่อยกันต่อด้วย Appetizer หอยเชลล์กับถั่วลันเตาและเพสโต ปลาอามาจิเซียกับแอปเปิ้ลและผักที่ตกแต่งมาได้สวยงาม ซุปเย็นมะเขือเทศกับแฮมไอเบอริโอวางบนขนมปังกรอบที่เมื่อกินด้วยกันแล้วได้รสสดชื่นจนต้องอยากสั่งเพิ่ม ใครที่ชอบหอยนางรมให้ดูที่เมนู Oyster ก่อนเลยเพราะเชฟเสิร์ฟทั้งแบบมาตรฐานพร้อมเครื่องเคียงอย่างเลมอน และกับซอสต่างๆ ให้เลือกชิม     ยังมีเมนูตับห่านซอสเบอร์รี่และล็อบสเตอร์ในซอสเนยหอมๆ ให้สั่งแบบไม่อั้น รวมทั้งปลาแซลมอนและปลาเทอร์บอท แต่ทีเด็ดก็คือ เสต็กเนื้อกวาง นุ่มๆ เสิร์ฟกับแบล็คเบอร์รี่ กะหล่ำปลีสีม่วงและมันฝรั่งยอคคี และยังมีชีส และของหวานให้เลือกอีกหลายชนิด           ลองสั่งทีละเมนูแบบไม่ซ้ำกันมาชิม ได้เห็นการตกแต่งจานอันสวยงามและปราณีต ทำให้มื้อนี้เป็นบรั้นช์ที่พิเศษกว่าเคย

แม้โรงแรมสวิสโซเต็ลนายเลิศปาร์ค ที่คนไทยเรารู้จักคุ้นชื่อกันมานานนมจะปิดฉากไปแล้ว แต่เชื่อว่าตำนานของบ้านปาร์คฯ ยังคงอยู่ไม่เสื่อมคลาย เมื่อพื้นที่ข้างๆ โรงแรมยังคงประกอบด้วย “บ้านปาร์คนายเลิศ” (NaiLert Park Heritage Home) เรือนไม้สักหลังใหญ่ของพระยาภักดีนรเศรษฐ (นายเลิศ เศรษฐบุตร) ที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2458 เปิดให้คนทั่วไปได้เยี่ยมชมพร้อมด้วยห้องอาหาร Ma Maison ที่นำสูตรเด็ดจานอร่อยของคุณหญิงสิน ภักดีนรเศรษฐ ภริยาของนายเลิศมาให้ลิ้มลอง และล่าสุดกับ Lady L Garden Bistro ห้องอาหารที่บ่งบอกถึงสไตล์ของท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติสิริ บุตรสาวเพียงคนเดียวของพระยาภักดีนรเศรษฐและคุณหญิงสิน ได้อย่างถึงแก่น     ความโดดเด่นของ Lady L Garden Bistro อยู่ที่สไตล์ของอาหารที่เรียกได้ว่าแตกต่างจาก Ma Maison อย่างสิ้นเชิง (ถึงทำเลจะอยู่ใกล้กันเพียงแค่เอื้อม) เมื่อที่นี่นำเสนออาหารแนวเวสเทิร์นเมนูโปรดของท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเมนูจานคลาสสิกที่หากินได้ค่อนข้างยากในกรุงเทพฯ และที่สำคัญบรรยากาศยังดีงามมีให้เลือกตามความชอบ อย่างโซนบาร์กาแฟที่พกพาความเรียบหรู ขณะที่โซนการ์เด้นก็ให้อารมณ์เหมือนเรานั่งสบายๆ อยู่ในสวนสวย     เมื่อได้ที่นั่งเหมาะๆ แล้ว เรามาเริ่มจานแรกกันด้วย Citrus Fruit Salad with Tomato Gazpacho Sorbet สลัดผักสดมาพร้อมส้มฉ่ำชิ้นโตสุดสดชื่นที่ทำเก๋ด้วยการนำกัซปาโชหรือซุปมะเขือเทศจานเด่นของสเปนมาแปรรูปทำเป็นสกู๊ปเหมือนไอศกรีมมาให้เราคลุกเคล้าเพิ่มรสชาติ ต่อด้วย Crab Bisque ซุปข้นปูสไตล์ฝรั่งเศสหวานหอมละมุนที่ซ่อนตัวเองในแป้งพายบางกรอบ ก่อนกินก็ให้กะเทาะแผ่นแป้งช้าๆ แล้วค่อยตักชิมความอร่อยภายใน       ส่วนจานหลักที่ห้ามพลาดยกให้ Moules Mariniere หอยแมลงภู่ออสเตรเลียตัวโตเนื้อเด้งอบไวน์ขาว เสิร์ฟมาในกระทะร้อน ส่งกลิ่นหอมๆ มาแต่ไกล แล้วมาเพิ่มดีกรีความอิ่มกับ Shepherds Pie พายเนื้อแกะสไตล์อังกฤษข้างล่างจะเป็นเนื้อแกะสับผัดในซอสเกรวีให้กลิ่นหอมละมุนอมเปรี้ยวนิดๆ ส่วนข้างบนก็จะเป็นมันบดเนื้อแน่นข้นหอมหวาน ตัดรสกันได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว       แล้วมาปิดท้ายกับของหวานที่ขอบอกว่าดีงามไม่แพ้กันอย่าง Bread & Butter Pudding ขนมปังชุ่มไข่และนมฉ่ำสุดนุ่ม ราดซ้ำเพิ่มความหวานด้วยซอสวานิลลาหวานละมุน อร่อยจนใจละลาย แต่ถ้าใครอยากอยู่ต่อแบบยาวๆ ขอแนะนำ Lady L Afternoon Tea เซ็ต High Tea ที่รวมของคาวและขนมหวานไว้อย่างครบเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นแซนด์วิชชิ้นเล็ก เค้กชิ้นย่อม มาการองชิ้นโต และที่เด็ดที่สุดคงยกให้กับสคอนชิ้นใหญ่ข้างนอกกรอบ ข้างในนุ่ม แฝงความหนึบเล็กน้อย บรรจงทาชีสคอตเตจลงไป จิบชาที่ชอบอีกสักหน่อย ก็กรุ่นไปถึงหัวใจแล้ว    

Love Me Tender - à la plancha เป็นสาขาใหม่ของ Love Me Tender ซึ่งชายจุกเคยได้ไปชิมเมื่อหลายปีก่อนที่ TTN Avenue ถนนนางลิ้นจี่ ที่ฉีกกฎเดิมๆ ของร้านอาหารด้วยการนำเอาเนื้อวัว หมู เป็ดไก่ และอาหารทะเลมาซูวี (Sous Vide) ภายใต้แบรนด์ Cuisine Solution โดยคุณนิทัศน์ เลิศเดชะชัย และเชฟ Jean-Pierre Guillaud  นอกจากการฉีกกฎของการนำอาหารที่ได้จากการซูวีมาปรุงต่อแล้ว ที่นี่ยังเด่นเรื่องบรรยากาศของหมู่บ้านในโพรวองซ์ ชายเดินเข้าไปแล้วหลงรักเลย ทำเหมือนเคยไปโพรวองซ์ แถมชายยังได้กินอาหารตำรับโพรวองซ์ที่คิดเมนูใหม่เพิ่มขึ้นมา ชายชอบเจ้า พันช่า (Plancha) กระทะร้อนสไตล์ฝรั่งเศสที่ใช้เสิร์ฟอาหารทุกจาน ชายว่าทำให้อาหารร้อนตลอดเวลา ยกเว้นซุป สลัด และพาสต้าที่ไม่ได้ใช้พันช่า  Mixed Mushroom Soup with Truffle Oil  ซุปข้นที่หอมทรัฟเฟิลจางๆ Rosé Duck Breast Salad สลัดอกเป็ด และ Spaghetti Carbonara ใช้อกไก่ซูวีแล้วย่างกับไข่ออนเซ็นที่เยิ้มกำลังดีตีผสมกับซอสครีม  และที่ชายว่าบอกความอร่อยของอาหารที่ผ่านการซูวีได้ดีอยู่ที่ Surf & Turf เนื้อวัวส่วนชอร์ตริบที่ซูวีนาน 72 ชั่วโมง จนนุ่มนำมาย่างให้หอม กินคู่กับกุ้งลายเสือซูวี ราดซอสไวน์แดง Pork Knuckle & Choucroute ขาหมูซูวีกับไฟว์สไปซ์ กินกับไส้กรอกและซาวน์เคร้าท์ Duck Confit & Pomme Sarladaise เนื้อเป็ดส่วนน่องติดสะโพกซูวีกับน้ำมันเป็ดจนกรอบฉ่ำ และ Bouillabaisse with Rouille ซุปทะเลที่มาพร้อมขนมปังรูย เอกลักษณ์แบบโพรวองซ์