Sheepshank ร้านริมน้ำสุดเท่บนถนนพระอาทิตย์นี้เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มเพื่อนและพี่น้องที่สนิท  ที่มีความชื่นชอบในบรรยากาศกรุงเก่าริมน้ำ จึงดัดแปลงอู่ต่อเรือเก่าที่มีเพดานสูงโปร่ง ตกแต่งในคอนเซ็ปต์ Industrail style แฝงกลิ่นอายความเท่ห์ มีกำแพงอิฐ โครงเหล็ก ตะขอเหล็ก โคมไฟ รอก ไม้พาย เข็มทิศเดินเรือ มาประดับตกแต่งให้สมกับชื่อร้านที่แปลว่าเงื่อนที่ใช้ผูกเรือ         นอกจากได้ละเลียดบรรยากาศยามเย็นริมน้ำแล้ว อาหารของที่นี่ก็โดดเด่นน่าลองในสไตล์ New American เน้นเสิร์ฟอาหารทะเลเข้ากับสไตล์ของร้าน เริ่มด้วยเมนูสลัดอย่าง Scallop salad with jamon ham (260 บาท) สลัดหอยเชลล์ที่ย่างมาแบบสุกกำลังดี เนื้อหอยหวานนุ่ม ผักสดกรอบ น้ำสลัดสีเหลืองสดใสรสชาติเปรี้ยวหวานกลมกล่อม มาพร้อมกับ jamon ham กลิ่นหอมมีรสเค็มกำลังดี     Salmon mint tartare with crusty sourdough croutons (240 บาท) แซลมอนรมควันกลิ่นหอม รสเค็มอ่อนๆ คลุกเคล้ากับซอสมิ้นท์และซอสพิเศษของทางร้าน รสเปรี้ยวหวานกลิ่นหอม เสิร์ฟพร้อมขนมปังซาวโดว์แผ่นบางกรอบ     Risotto with sun-dried tomato pesto, scallops and parma ham (470 บาท) ข้าวริซอตโตผัดมากับซอสมะเขือเทศอบแห้งเปลี่ยนให้เป็นข้าวสีส้มสวยและรสอร่อย เสิร์ฟพร้อมหอยเซลล์ย่าง และพาร์ม่าแฮมรสเค็มมัน     ต่อด้วยเมนูอิ่มท้องอย่าง Pork belly with poached Asian pear and Madeira sauce (390 บาท) เนื้อหมูส่วนท้องซูวีจนนุ่มละลายในปาก เสิร์ฟพร้อมกับซอสลูกแพรกลิ่นหอมรสหวานเข้ากันได้ดีกับเนื้อหมู และซอสไวน์สไตล์เมอเดียรา แกล้มกับสลัดผักรวมย่างครบเครื่อง     ใครอยากจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ลองสั่ง Caipiroska Twiss (350 บาท) ค็อกเทลสีสวยทำจากวอดก้าราสเบอร์รี่ รสเปรี้ยวหวานด้วยเลมอน น้ำสับปะรด และน้ำเชื่อมมะนาว และ คลาสสิคค็อกเทลอย่าง Mojito (350 บาท) ที่มีกลิ่นหอมรัม รสเปรี้ยวหวานนิดๆ หอมกลิ่นมิ้นท์สดชื่น       จะเลือกนั่งในร้านหรือนั่งนอกร้านเพื่อดูพระอาทิตย์ตกดินพร้อมจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ไปด้วยก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลว

ถือเป็นข่าวดีของคนรักซีฟู้ดย่านราชพฤกษ์ที่วันนี้อบอร่อย ร้านในตำนานของคนรักซีฟู้ดย่านทาวน์อินทาวน์ ได้ฤกษ์ขยายสาขาความอร่อยมาเอาใจคนย่านราชพฤกษ์กันบ้าง มาทั้งทีไม่มีคำว่าธรรมดาเพราะยกทั้งมหาสมุทรมาให้สั่งอย่างจุใจนับร้อยรายการ บนพื้นที่กว่า 4 ไร่ รองรับนักชิมกว่า 500 ที่นั่ง พร้อมที่จอดรถแบบจัดเต็ม           เริ่มต้นที่ กุ้งอบวุ้นเส้น 1 ใน 4 ของเมนูในตำนานยุคก่อตั้งร้าน เลือกใช้กุ้งไซส์ใหญ่อบกับวุ้นเส้นที่คัดมาเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้เส้นที่นุ่มหนึบกำลังดี ผสานน้ำซอสกลมกล่อมถึงเครื่อง ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีเมนูนี้ก็ยังรสชาติเหมือนวันแรกที่เปิดร้าน       ปลาสำลีเผา ไฮไลท์อยู่ที่ความสดของเนื้อปลาที่ยิ่งสดรสก็ยิ่งหวานมากเป็นพิเศษ อีกทั้งเนื้อยังนุ่มแน่นเคี้ยวแล้วรู้สึกเต็มปากเต็มคำ ไม่ยุ่ยเละหรือมีกลิ่นคาวกวนใจ เมื่อผสานกับสับปะรดและสมุนไพรที่ยัดไว้ในตัวปลาก็ยิ่งเสริมรสชาติให้จานนี้อร่อยขึ้นอีกทบเท่าทวีคูณ       ต่อด้วยเมนูที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายตั้งแต่พนักงานยังเดินมาเสิร์ฟไม่ถึงโต๊ะคือ กุ้งผัดพริกเกลือ กุ้งคั่วกับเครื่องเครา เป็นเมนูที่ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งเพลินเพราะเนื้อกุ้งเด้งสู้ฟันมาก ด้านรสชาติออกเค็มมันและซ่อนเผ็ดติดปลายลิ้นไว้อย่างแนบเนียน ชนิดกินแรกๆ แทบไม่รู้สึกเลย       หอยเชลล์ย่างเนย หอยเชลล์สดรสหวานตามธรรมชาติ ผสานความหอมของเนย เป็นเมนูขายดีอันดับต้นๆ ของร้านเลยทีเดียว       ข้าวผัดปู ข้าวหอมมะลิหุงสุก ผัดได้แห้งหอมกลิ่นกระทะและไร้ความมันเลี่ยน จุดเด่นอยู่ที่ความสดหวานของเนื้อปูที่ช่วยชูรสชาติของจานนี้ แถมใส่มาให้กินแบบเน้นๆ เอาช้อนตักตรงไหนก็เจอ     แนะนำเบาๆ เพราะที่เหลือยังรอเราอีกเพียบ!

ใครที่ตามหารสชาติความเผ็ดร้อนแซ่บนัว ขยับกันเข้ามาใกล้ๆ วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักร้าน อบทะเล ศาลายา ร้านซีฟู้ดน้อยๆ หนึ่งในร้านขวัญใจเด็กมหาลัยฯ ย่านนี้ ภายในตกแต่งแบบเรียบง่าย ผนังสีขาวให้ความรู้สึกโปร่งสบาย ได้ฟิลมากินอาหารแบบชิลๆ         เริ่มที่  หมูกรอบซีอิ๊วหวาน เนื้อนุ่ม หนังกรอบ กินคู่กับซีอิ๊วหวานเข้ากันพอดิบพอดี จากนั้นต่อด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยสุดฮิต ขนมจีบมันกุ้งเสวย ขนมจีบลูกใหญ่ไส้แน่น ตัวไส้ใช้เนื้อหมูมันน้อยผสมกับเนื้อกุ้งแชบ๊วย ท็อปด้วยมันกุ้งรสหวานมัน ใครมาแล้วไม่สั่งถือว่าพลาด       กุ้งผัดมันกุ้งเสวย เมนูเอาใจคนรักกุ้งอย่างเต็มเปา กุ้งสดตัวโตผัดคลุกเคล้ากับมันกุ้ง และกะหล่ำปลีจนเข้าเนื้อ ได้รสชาติหวานเค็มพอดีกัน     ไปต่อกับ อบทะเลเดือด วุ้นเส้นอบรสต้มยำจี๊ดจ๊าดสะใจ หอมกลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ อบพร้อมกุ้งแชบ๊วยไซส์ใหญ่เนื้อแน่น ปลาหมึกกล้วยปลอดสาร และเนื้อปลากะพงขาวสดเด้ง กินคู่น้ำจิ้มรสเด็ดเผ็ดเปรี้ยว ชวนให้น่าลิ้มลอง     สายแซ่บถูกใจสิ่งนี้ มาม่าต้มยำยกหม้อ เมนูขายดีที่ขาดไม่ได้ ซดเพลินไปกับน้ำต้มยำเข้มข้น เปรี้ยวซี๊ดจี๊ดเผ็ด รสดีครบเครื่องต้มยำ กุ้งแชบ๊วยตัวโต ปลาหมึกกล้วยชิ้นใหญ่  เนื้อปลากะพงขาว หมูกรอบ หมูเด้ง ตอกไข่เยิ้มๆ ก่อนเสิร์ฟ งานนี้ฟินไปตามๆ กัน  

สายซีฟู้ดต้องตามมาทางนี้เลยค่ะ โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท จัดหนักจัดเต็มให้คุณได้อิ่มอร่อยกับบุฟเฟ่ต์ซีฟู้ดและอาหารสตรีทฟู้ดยอดนิยมทั้งไทย จีน ญี่ปุ่น อิตาเลียน และยุโรป รวมถึงขนมหวานหลากหลายเมนูทั้งเค้กหลากชนิด ไอศกรีมโฮมเมด ขนมเบื้อง ช็อคโกแลตฟองดู น้ำแข็งไส     ภายในห้องอาหารตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สีอ่อน พนักงานก็แต่งตัวเข้ากับธีมของห้องอาหารด้วยชุดแบบกะลาสี ให้คุณรู้สึกเหมือนได้กินซีฟู้ดสดๆจากทะเล     โดยไฮไลท์ของห้องอาหารอมาญาคือ เมนูปู ที่เชฟจะทำการปรุงสดๆตามออเดอร์ ทั้งผัดพริกไทยดำ ผัดผงกะหรี่ หรือทอดซอสมะขาม โดยสามารถเลือกได้ทั้งปูม้า ปูนิ่ม ปูทะเล และปู brown crab ไม่ว่าจะเมนูไหน ก็สัมผัสได้ถึงเนื้อปูหวานๆแน่นๆ ไม่ผิดหวังเลยค่ะ     ยังมีอาหารซีฟู้ดอีกหลากหลายชนิด อย่างกุ้งแม่น้ำ กุ้งลายเสือ กั้ง หอยนางรม หอยแมลงภู่ ส่วนใครที่ยังคิดไม่ออกว่าจะลองกินเมนูไหน ยังมีพนักงานอยู่หน้าบาร์อาหาคอยให้คคำแนะนำ ให้คุณได้อิ่มอร่อยกับเมนูที่คุณต้องการ     นอกจากนี้ยังมีอาหารจานหลักอีกมากมาย อย่างผัดไท กุ้งราดซอสมะขาม ปลากระพงนึ่งมะนาว หอยเป่าฮื้อ ส้มตำ น้ำพริกผักต้ม ซูชิ ซาซิมิ ติ่มซำ     ไม่ได้มีแต่ซีฟู้ด ยังมีสเต็กเนื้อวัวและแกะสุดพรีเมี่ยม     ปิดท้ายด้วยความฟินจากขนมหวาน ไม่ว่าจะเป็นเค้กนานาชนิด ผลไม้ ไอศกรีม ช็อกโกแลตฟองดู และน้ำแข็งไสที่มีเครื่องให้เลือกกว่า 40 ชนิด จัดหนักจัดเต็มขนาดนี้ ถูกใจทั้งสายซีฟู้ดสายหวานเลยนะคะ  

เป็นที่ฮือฮาไม่น้อยเมื่อเดอะเฮ้าส์ออนสาทรเปลี่ยนคอนเซ็ปต์อาหารจาก The Dining Room ที่เสิร์ฟอาหารจากแรงบันดาลใจของอดีตเชฟชาวตุรกี-ฟาทีห์ ทูทัค กลายเป็นอาหารสไตล์โมเดิร์นไทยซีฟู้ด ใช้ชื่อร้านว่า “พาย” (Paii) ที่มีความหมายถึงการพายเรือ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากหลวงสาทรราชายุกต์เจ้าของคฤหาสน์คนแรกผู้ริเริ่มขุดคลองสาทรนั่นเอง       ภายในร้านยังคงสวยคลาสสิคเหมือนเดิม ปรับโฉมโดยเปลี่ยนเคาท์เตอร์บาร์ออกไป ทำให้โปร่งโล่งและรองรับลูกค้าได้มากขึ้น ส่วนอาหารได้เชฟคนใหม่ฝีมือดี โจ-วีรเกติ์ นิลายน ปรุงอาหารด้วยรสชาติจัดจ้านในแบบที่คนชอบรสเข้มข้นต้องถูกใจ     เริ่มด้วย ยำหัวปลีเนื้อปู จานนี้ใช้ทั้งหัวปลีสดและหัวปลีชุบแป้งทอดเพิ่มสัมผัสที่กรุบกรอบต่างกัน น้ำยำรสเด็ดหวานเผ็ดจากน้ำพริกเผาทำเอง และเนื้อกรรเชียงปูขนาดจัมโบ้ช่วยให้จานนี้อร่อยเรียกน้ำย่อยได้ดี ลาบปลาหมึกยักษ์ย่าง หนวดปลาหมึกยักษ์จากสเปนเชฟต้มทั้งหนวดจนนุ่ม สไลด์บางๆ ราดด้วยเครื่องลาบหอมกลิ่นข้าวคั่วและสะระแหน่ น้ำลาบเปรี้ยวเค็มเผ็ดครบรส       ต้มยำกุ้งแม่น้ำ เชฟใช้กุ้งตัวโตจากสมุทรสงคราม กุ้งสดเนื้อหวานเด้งทำเป็นต้มยำน้ำข้นรสเข้ม หอมกลิ่นเครื่องต้มยำ กุ้งลายเสือผัดกระเทียมพริกไทย กุ้งลายเสือไซส์ยักษ์จากทะเลไทย ผัดกับซอสกระเทียมพริกไทยรสเข้มข้ม เผ็ดและหอมถึงเครื่องจากกระเทียมพริกไทยดำจานนี้แนะนำว่าคลุกข้าวอร่อย หอยเชลล์ผัดผงกะหรี่ หอยเชลล์ฮอกไกโดย่างกระทะสุกพอดีเนื้อนุ่มหวาน กับซอสผงกะหรี่กลิ่นหอมนวล         หอยหลอดผัดซอสเอ็กโอ หอยหลอดฝรั่งเศสกับซอสรสเค็ม ราดด้วยเหล้ารัมให้ไฟลุกพรึ่บ กลิ่นหอยยั่วน้ำลาย     ปิดท้ายด้วยของหวาน พายวาฟเฟิล วาฟเฟิลฮ่องกงกรอบนอกนุ่มใน กินกับครีมสดและผลไม้ไทยรสเปรี้ยวอมหวานอย่างลูกหม่อน ทับทิมและส้มโอ ถึงจะครบถ้วน     “เดอะเฮ้าส์ออนสาทร” ตึกโบราณสไตล์โคโลเนียล แลนด์มาร์คเก่าแก่อายุกว่า 130 ปี อดีตเคยเป็นบ้านพักของครอบครัว “หลวงสาทรราชายุกต์” นักธุรกิจผู้มั่งคั่งและเป็นผู้ริเริ่มขุดคลองสาทร หลังจากเปลี่ยนเป็นโรงแรมและสถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทยแล้ว ปัจุบันอาคารหลังนี้เป็นส่วนหนึ่งของ W Bangkok

ยอมรับว่าครั้งแรกที่ได้ยินชื่อร้านอะเหน่ รู้สึกแปลกใจในชื่อและอยากรู้ถึงที่ไปที่มาของการตั้งชื่อ ซึ่งความจริงแล้วเกิดจากคุณอ๊อนเจ้าของร้าน มีความตั้งใจอยากเปิดร้านนี้เพื่อเป็นของขวัญให้กับคุณยาย และคำที่ใช้เรียกก็คือคำว่า อะเหน่ ซึ่งแปลว่าคุณยาย (มาจากภาษาจีนไหนหลำ) นั่นเอง     อีกหนึ่งความตั้งใจหรือความใส่ใจของร้านนี้คือ ทุกจานที่เกิดขึ้นล้วนนั้นเป็นการปรุงสดใหม่จานต่อจาน ไม่ใส่ผงชูรส เน้นความเรียบง่ายและคัดเลือกวัตถุดิบซีฟู้ดสดใหม่เท่านั้น       เริ่มต้นกันด้วยเมนูแรกอย่างข้าวกุ้งแม่น้ำซอสไข่เค็มมันกุ้ง กุ้งแม่น้ำตัวโตๆ มาพร้อมไข่เค็มรสชาติกลมกล่อมหอมมันกำลังดี ราดลงบนข้าวสวยร้อนๆ มันช่างเข้ากันดีเหลือกัน ต่อด้วยโคตรเนื้อก้ามปูหมาล่าราดข้าว เนื้อปูเน้นๆ ผัดกับผงหมาล่าแสนหอมราดบนข้าวสวยร้อนๆ เสิร์ฟพร้อมกับไข่ดาวเป็นใครก็อดใจไม่ไหวแถมด้วยข้าวขยำไข่ปู ที่มาพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดสุดแซ่บ พร้อมด้วยข้าวที่ผัดด้วยมันปู และยังมีก้ามปูด้านข้างตกแต่งมาในจานอย่างสวยงามอีกด้วย กินคู่กันแล้วเข้ากันมากๆ เลยค่า         ตัดเลี่ยนอีกนิดด้วยหมูสับหมาล่า หมูสับติดมันนิดๆ ผัดสุกกำลังดี แถมยังได้ความเผ็ดร้อนจากผงหมาล่าที่ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป กินกับข้าวก็อร่อย หรือจะกินเล่นก็อร่อยไม่แพ้กัน     ของกินเล่นก็มีนะ อย่างเปาะเปี๊ยะกุ้งแม่น้ำ เนื้อแน่นๆ ของกุ้งแม่น้ำและเครื่องแน่นๆ ลักษณะภายนอกอาจไม่เหมือนเปาะเปี๊ยะเพราะเขาเอาแป้งมาทำให้มีลักษณะเหมือนเส้นหมี่ ขอบอกเลยว่ามันกรอบมากทุกคำที่กัดต้องได้ยินเสียงความกรอบอย่างแน่นอน     มาถึงเมนูที่น่ารักๆ อย่างซาลาเปา ทางร้านก็มีให้เลือกถึง 4 ไส้ด้วยกันคือ เปาส้มไข่เยิ้ม สีสันสดใสน่ารัก กัดเข้าไปแล้วได้รสชาติส้มแบบเต็มปากเต็มคำ เปาไข่ช็อค เป็นการมิกซ์กันระหว่างไข่เค็มและช็อคโกแลตเรียกได้ว่าลงตัวอย่างมาก เปากุ้งน้ำมันงา เนื้อกุ้งแน่นๆ พร้อมน้ำมันงาหอมๆ กินทีไรก็ยังชอบทุกครั้ง และเปาเห็ด เหมาะสำหรับคนที่กินมังสวิรัติ         ปิดท้ายด้วย ชากระเพราอัญชัน หอมกลิ่นชาอ่อนๆ แถมเมื่อดื่มเข้าไปแล้วยังได้สัมผัสความเย็นเบาๆ ที่ปลายลิ้นอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นเครื่องดื่มที่เรียกความสดชื่นได้ดีจริงๆ    

ไหนใครเป็นซีฟู้ดเลิฟเว่อร์บ้างขอให้ยกมือขึ้น! ขยับเข้ามาใกล้ๆ กันอีกนิด เพราะวันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับร้านอาหารทะเลสุดแสนพรีเมียมอย่าง The Dock by ธรรมชาติซีฟู้ด ที่นี่มีแต่ของอร่อย แถมสดใหม่ เพราะเขาคัดสรรแต่วัตถุดิบที่ดีจากทั่วทุกมุมโลก พร้อมเสิร์ฟคุณบนโต๊ะอาหารภายใน 48 ชั่วโมง!!       ก้าวแรกเมื่อเข้ามาภายในร้านมีความรู้สึกโล่งโปร่งสบาย ให้อารมณ์มากินอาหารทะเลแบบชิลๆ แถมยังมีหอยนางรมเป็นๆ จากทั่วทุกมุมโลกวางเรียงรายตอนรับมากถึง 14 สายพันธุ์ด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีอาหารทะเลชนิดอื่นๆ อย่างล็อบสเตอร์ ปลาแซลมอน และอื่นๆ อีกมากมายรอต้อนรับเราอยู่เช่นกัน       เริ่มด้วยเมนูเรียกความสดชื่นให้ร่างกายอย่าง Crispy Fried Halibut ปลาแฮลิบัตชุบแป้งทอด กรอบนอก นุ่มใน เสิร์ฟกับยำมะม่วงสุดจี๊ดรสชาติแซ่บนัวตามแบบฉบับยำของไทย แต่ถ้าใครรู้สึกว่ายังเปรี้ยวไม่มากพอก็สามารถบีบมะนาวเพิ่มได้   Crispy Fried Halibut   ต่อมาเป็น Harissa Spiced Halibut ปลาชิ้นโตๆ นำไปกริลล์จนส่งกลิ่นหอมของเครื่องเทศ วางลงบนควินัวที่คลุกเคล้ามาด้วยรสชาติกลมกล่อมจากส่วนผสมหลากหลายอย่างมะเขือเทศ เลมอน และมินต์ แถมด้วยซอสโยเกิร์ตรสเปรี้ยวหวาน เรียกว่าเป็นส่วนผสมที่ลงตัว   Harissa Spiced Halibut   ปิดท้ายด้วย Baked Halibut with Chorizo ปลาแฮลิบัตร้อนๆ จากเตาอบ เนื้อเนียน ตักเข้าปากแล้วแทบไม่ต้องเคี้ยวเพราะเนื้อปลานุ่มละเอียด มีกลิ่นหอมอ่อนๆ จากชีส เพิ่มอรรถรสในการกินด้วยขนมปังกรอบที่เสิร์ฟมาคู่กันและมะเขือเทศนึ่ง ช่วยทำให้จานนี้น่ากินยิ่งขึ้น   Baked Halibut with Chorizo   ขอกระซิบนิดหนึ่งว่าสำหรับเจ้าปลาแฮลิบัตนั้นมีให้เราลิ้มลองกันเฉพาะช่วงโปรโมชันตั้งแต่เดือนมิถุนายน 62 – สิ้นเดือนกรกฎาคม 62 เท่านั้น แถมยังมีจัด Set 3 อย่างนี้เพียงแค่ 1,290 บาท ของดีแบบนี้ต้องรีบไปกินด่วนๆ เลยค่ะ!    

อยากกินบุฟเฟต์ซีฟู้ดแบบจัดหนักจัดเต็มไม่ต้องไปไหนไกลก็สามารถสัมผัสกับรสชาติซีฟู้ดแท้ๆ เหมือนยกทะเลมาไว้ที่นี่ Skyline Seafood Buffet AVANI+ Riverside Bangkok Hotel ย่านใจกลางพระราม 3   วิวแม่น้ำเจ้าพระยา   ใครกังวลว่ามากินบุฟเฟต์ที่โรงแรมแล้วต้องจัดเต็มเรื่องเสื้อผ้าหน้าผม แต่ไม่ใช่กับที่นี่อย่างแน่นอน เพราะเมื่อก้าวเข้ามาถึงห้องอาหารจะรับรู้ได้ถึงบรรยากาศสบายๆ ผ่อนคลาย ด้วยการตกแต่งเฟอร์นิเจอร์และผนังด้วยไม้สีอ่อน แต่เพิ่มความหรูให้เคาน์เตอร์อาหารลายหินอ่อนสีขาว แถมยังได้วิวแม่น้ำเจ้าพระยาแบบพาโรนามาประกอบเข้าไปอีก ทำให้การมากินอาหารในครั้งนี้ช่างแสนมีความสุขจริงๆ   ตอนกลางคืนวิวก็สวยไม่แพ้กัน   ซีฟู้ดจัดเต็ม   ขอบอกเลยว่าไม่ได้มีดีแค่วิวเท่านั้น เพราะพระเอกจริงๆ คือซีฟู้ดบุฟเฟต์นั่นเอง เรียกได้ว่าจัดมาให้กินอย่างจุใจ เริ่มจากกุ้ง กั้ง ปู ปลาหมึก หอยแมลงภู่ แซลมอน และที่ขาดไม่ได้คือหอยนางรม 4 สายพันธุ์ อาทิ หอยนางรมไอริช จากไอร์แลนด์ หอยนางรมเจอร์ซี่ หอยนางรมนอร์มังดีร์ และหอยนางรมฟิน เดอ แคลร์ จากฝรั่งเศส แถมยังมีปิ้งย่างให้บริการอีกด้วย มีอาหารให้เลือกมากมาย เช่น กุ้งแม่น้ำ ปลาแซลมอน ปลาหมึก หมู หรือเนื้อก็มีจ้า     หอยนางรม 4 สายพันธุ์   Seafood on ice   เอาใจสาวกปลาดิบกันหน่อยกับสารพัดเมนูทั้งซาชิมิแซลมอน ซาชิมิทูน่าเนื้อแดง ยำปลาแซลมอน ปลาซาบะหอมๆ แถมด้วยปูอัด ไข่หวาน และข้าวปั้นหน้าต่างๆ วางเรียงรายให้เราเลือกกันอย่างเต็มอิ่ม   ข้าวปั้นหน้าต่างๆ   แซลมอนสดๆ     ต่อมาเป็นโซนพาสต้าสามารถเลือกเส้นได้ตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นเส้นสปาเกตตี มักกะโรนี ฟูซิลลี่ ราวิโอลี ลิงกวินี และเพนเน่ แถมยังเลือกปรุงรสชาติได้หลากหลายรูปแบบ เพราะเชฟปรุงสดใหม่จานต่อจาน       ไม่หมดเพียงแค่นี้ยังมีอาหารให้เราเลือกอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย ส้มตำ ยำต่างๆ หรืออกเป็ดซอสส้ม ซึ่งแต่ละสัปดาห์อาหารจะไม่ซ้ำกันอย่างแน่นอน เราจะได้ลิ้มลองรสชาติใหม่ๆ กันตลอด   ส้มตำแซ่บๆ     ส่วนใครที่ชอบกินผักเป็นชีวิตจิตใจก็มีจัดเตรียมไว้ให้อย่างอลังการ โดยเฉพาะน้ำสลัดที่ขนมาให้เลือกกันตาลายไปข้าง แอบกระซิบนิดนึงว่าผักทั้งหมดนี้เป็นของออร์แกนิกทั้งนั้นเลย   ผักสดๆ   ถึงแม้อาหารจะมีให้เลือกเยอะ แต่อย่าลืมเผื่อท้องไว้ให้ของหวานกันด้วย เพราะเขาจัดเต็มกับของหวานไม่แพ้ของคาวเลยทีเดียว เริ่มจากสารพัดเค้กน่ารักๆ หรือจะเป็นขนมไทยเขาก็มี ไม่หมดเพียงเท่านี้ยังมีช็อกโกแลตฟองดูอีก ตบท้ายไอศกรีมสุดพิเศษที่ทางโรงแรมทำขึ้นมาเอง งานนี้กินให้พุงกางกันไปข้างเลยจ้า       ไอศกรีมสุดเฉพาะจากทางโรงแรม  

ถูกขนานนามว่าเป็น Little Lobster ไปโดยปริยาย สำหรับเครย์ฟิช (Crayfish) กุ้งเปลือกแข็งเนื้อแน่นที่ติดเทรนด์วัตถุดิบมาแรง แม้จะยังใหม่ในบ้านเรา แต่สำหรับในประเทศจีนนั้น เมนูจากเครย์ฟิชได้รับความนิยมอยู่ก่อนแล้ว เพราะเนื้อหวานและเด้งช่างไปได้ดีเหลือเกินกับความเผ็ดร้อนเข้มข้นของเครื่องเทศจำพวกหม่าล่า ซึ่งตอนนี้เราหาชิมรสชาติแบบต้นตำรับได้แล้วที่ Chubby Crayfish ร้านอาหารจีนสไตล์เซี่ยงไฮ้และเสฉวนแห่งใหม่ย่านพระราม 3 ที่เจ้าของร้านบอกกับเราว่า ตั้งใจนำความอร่อยจากบ้านเกิดมาเสิร์ฟกันถึงที่         แน่นอนว่าที่นี่มีกุ้งเครย์ฟิชตัวอวบเป็นตัวชูโรง (สังเกตได้จากชื่อร้าน) เมนู 70 % จึงมีเจ้ากุ้งสีสดเป็นส่วนประกอบ และที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือซอสที่มีมากกว่า 17 ชนิดซึ่งเลือกได้เลยจากลิสต์เมนูยาวเหยียด แต่ที่เข้ากันเป็นพิเศษจะเป็นอะไรไม่ได้ นอกจากกุ้งเครย์ฟิชซอสหม่าล่า (จานเล็ก 299 จานใหญ่ 580) ที่มีทั้งรสเผ็ด รสเค็ม ตามมาด้วยความชาที่ค่อยๆ รู้สึกทีละนิด ช่างเข้ากับเนื้อกุ้งสดหวานตัวอวบอ้วน ความสนุกอยู่ระหว่างการออกแรงแกะเปลือกกุ้ง ใครชำนาญกว่าได้กินก่อนไปเลย แถมหมดปัญหาเรื่องมือเปื้อน เพราะทางร้านมีถุงมือและผ้ากันเปื้อนไว้บริการอย่างดี     อีก 1 เมนูที่เราชอบมากคือกุ้งเครย์ฟิชซอสสมุนไพร 13 ชนิด จานนี้เสิร์ฟมาแบบมีน้ำซอสพอขลุกขลิก หอมเครื่องสมุนไพร นอกจากจะเผ็ดร้อนแล้ว ยังมีรสหวานนิดๆ มาช่วยตัด แถมน้ำซอสยังซึมเข้าไปในตัวกุ้ง กัดแล้วได้ความชุ่มฉ่ำ แต่สำหรับใครที่ไม่ถนัดรสเผ็ดแบบจีนๆ ลองสั่งเป็นกุ้งเครย์ฟิชนึ่ง ที่เสิร์ฟคู่ซอสซีฟู้ดรสไทยๆ ก็อร่อยไปอีกแบบ       นอกจากเครย์ฟิชแล้ว ยังมีเมนูอื่นๆ อย่าง ซุปปลา ที่ชิมแล้วเห็นพ้องต้องกันว่าไอ้อารมณ์เดียวกับต้มข่า อร่อยหอมมัน เนื้อปลาช่อนสด ไม่มีกลิ่นคาว ซดได้เพลินๆ หรือจะลองต้มกระเพาะหมูกับเกี้ยมฉ่าย เปรี้ยวๆ โรยด้วยน้ำมันหม่าล่าเพิ่มความเผ็ดอีกนิด     กระตุ้นต่อมรับรสได้เป็นอย่างดี

เรียกว่าเป็นกิมมิกของแดนเมอร์ไลออนเลยก็ว่าได้ สำหรับเมนูสุดฮิตตลอดกาลอย่าง Chilli Crab ที่ไปเยือนเป็นต้องไปลิ้มลองกันให้สักครั้ง แต่ตอนนี้ร้านซีฟู้ดคิวยาวอย่าง Jumbo Seafood ได้ขยายพื้นที่ความอร่อยมาถึงที่บ้านเราแล้วเป็นครั้งแรกที่ชั้น G Icon Siam พร้อมซอสสูตรลับ 12 ชนิดส่งตรงจากสิงคโปร์เลยทีเดียว     ขึ้นชื่อว่า Jumbo Seafood ทั้งที อะไรต่อมิอะไรจึงไซส์จัมโบ้ไปเสียหมด เริ่มตั้งแต่ปู กุ้ง หอย ปลาสดๆ ที่โชว์โฉมในตู้กระจก แต่ทีเด็ดของร้านนี้ต้องยกให้ปูซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งมีให้เลือก 3 แบบ ทั้งปูอลาสก้า ปูเนื้อ และปูดันเจนนิส และที่พิเศษกว่าสาขาในประเทศอื่นคือที่นี่มีเมนูกุ้งแม่น้ำตัวโต นำมาทำเป็นเมนูต่างๆ ได้อร่อยเด็ดไม่แพ้กุ้งลายเสือ     พระเอกของร้านต้องยกให้ Winning Chilli Crab ปูไซส์จัมโบ้นึ่งก่อนแล้วนำมาผัดกับซอสพริก ที่มีส่วนผสมของซอสมะเขือเทศ พริก เครื่องเทศ และไข่ (10ใบต่อ 1 เสิร์ฟ นัวมากจริงๆ) ผัดรวมกันตามสูตรเฉพาะ รวมถึงอุณหภูมิการผัด และระยะเวลาที่ผัดยังต้องตรงตามแบบฉบับเป๊ะๆ จึงจะได้เป็นปูผัดซอสพริกที่อร่อย รสเผ็ดนำ หวานตาม กินคู่กับหมั่นโถวอร่อยมาก     ต่อด้วย Red Tilapia Deep Fried with Nonya Sauce ปลาทับทิมแล่แล้วนำไปทอดแบบดีพฟรายจนได้รูปร่างสวยงามชวนน้ำลายสอเสิร์ฟมาพร้อมซอสข้น ให้อารมณ์เดียวกับซอสสะเต๊ะรสหวานมัน ส่วนคนรักล็อบสเตอร์ห้ามพลาด Boston Lobster Braised with Superior Broth ล็อบสเตอร์ตัวโตนึ่งในน้ำซุปสูตรพิเศษของเชฟ รสเบาๆ เพื่อโชว์ความสดและหวานของล็อบสเตอร์อย่างแท้จริง       ปิดท้ายด้วย Dungeness Stir Fried with Pepper & Spiced Salt ปูดันเจนนิส เนื้อน้อยแต่หวาน นำมาผัดพริกไทยและเกลือ     อร่อยสมคำร่ำลือ

คลายความสงสัยเกี่ยวกับความหมายของชื่อร้านลาวา ทันทีที่ได้เห็นภาพของไลน์อาหารบุฟเฟต์วางเรียงรายตลอดความยาวด้านหนึ่งของร้าน เปรียบดั่งสายธารลาวาหลั่งไหลไม่สิ้นสุด กระตุ้นน้ำย่อยให้เต้นโครมครามและอยากลงมือปิ้งย่างเสียเดี๋ยวนั้น     ด้านบรรยากาศภายในร้านคึกคักเป็นปกติด้วยลูกค้าพร้อมใจกันเข้ากระชับพื้นที่แทบจะในนาทีแรกที่เปิดร้าน โดยเฉพาะสายกินตัวจริงยิ่งไม่พลาดเตรียมล้างท้อง พร้อมรับมือกับมื้อค่ำอันโอชะที่มีให้เลือกอย่างจุใจ ในราคาที่เกินคุ้มไปไกลมาก   แนะนำเริ่มที่ต้นทางนำโดยกุ้งสดเลือกได้ทั้งแบบแหวกว่ายอยู่ในน้ำหรือคีบจากถาดโรยน้ำแข็งด้านบนที่สดใหม่ไม่ต่างกัน      ตามด้วยหอยใหญ่หลายสายพันธุ์รับประกันความสด เช่น หอยนางรมกินคู่ยอดกระถิน หอมเจียว และน้ำพริกเผาสูตรต้มยำแม่ประนอม ต่อด้วยโซนเนื้อสัตว์จัดเต็มเนื้อไก่ เนื้อหมู หมูบด หมึก แมงกะพรุน ปูอัด ไข่นกกระทา และอื่นๆ       อย่าลืมผักสดกรอบช่วยตัดเลี่ยนและเพิ่มความสดชื่นระหว่างมื้อ ใกล้กันคือไลน์อาหารปรุงเสร็จพร้อมเสิร์ฟเติมเต็มตลอด หลายคนคงเทใจให้โซนนี้เพราะหน้าตาชวนกินทั้งนั้น ปิดท้ายด้วยขบวนขนมหวาน ไอศกรีม ผลไม้ และเครื่องดื่มเติมไม่อั้น ยกเว้นแอลกอฮอล์         แต่ที่อยากกดไลค์ให้รัวๆ เป็นตัวช่วยชูรสชาติความอร่อยแบบคูณสองคือน้ำจิ้ม 4 ชนิด ได้แก่ ซีฟู้ด และแจ่วสูตรเฉพาะของร้าน ร่วมสมทบความเข้มข้นและจัดจ้านด้วยน้ำจิ้มสุกี้สูตรกวางตุ้งและน้ำจิ้มไก่ตราแม่ประนอม ต้นตำรับความอร่อยแบบดั้งเดิมไม่เคยเปลี่ยน แวะมากินกี่ครั้งก็ไม่มีคำว่าผิดหวังกลับไป         เปิดให้บริการแล้ว 2 สาขาใกล้บ้านคุณ สาขาแรกสุวรรณภูมิ โทร. 09-2558-8265 และสาขาสอง อ้อมน้อย โทร. 08-9492-1919

เรือโป๊ะซีฟู๊ด โดยแสนสมบูรณ์ ร้านอาหารทะเลตั้งอยู่ในซอยหลังเซ็นทรัลบางนา ร้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องความอร่อย สดใหม่ และราคาไม่แพง ดูแลโดย เชฟภู-ภัทระ สังวาลย์ เชฟฝีมือดีที่นำประสบการณ์การเป็นเชฟในโรงแรม และทายาทรุ่นลูกของร้านอาหารทะเลชื่อจากจังหวัดชลบุรีอย่างแสนสมบูรณ์  มาบริหารร้าน เสริมสร้างเมนูอร่อยได้เป็นอย่างดี       ร้านเป็นตู้คอนเทนเนอร์สีฟ้าสดใส ภายในตกแต่งด้วยธีมกะลาสีเรือน่ารักๆ บรรยากาศอบอุ่นแสนสบาย เหมาะกับการรับประทานอาหารในครอบครัว เราเริ่มด้วยเมนูที่เป็นที่มาของชื่อร้าน ผัดเรือโป๊ะโบราณ (สูตรชาวเล) ผัดอาหารทะเลสูตรพิเศษของคุณยาย ใส่เนื้อปลากระพงขาว ปลาหมึก กุ้ง และหอยเชลล์ผัดกับพริกขี้หนูสวน พริกไทย กระเทียมและเครื่องเทศอีกหลายชนิดโขลกเข้ากัน กินแล้วรสเผ็ดร้อนกระจายทั่วปาก ดับกลิ่นคาวจากอาหารทะเลได้ดี และยังช่วยเรื่องเลือดลมอีกด้วย       ต่อมาเป็นเมนูฮิต ยำสามไข่ ที่มีไข่ปูม้า ไข่ปลาเรียวเซียว และไข่แมงดา พระเอกของจานเป็นไข่แมงดาสีเขียวแตกต่างจากที่อื่น เพราะใช้แมงดาจาน จึงมีเนื้อสัมผัสนุ่มเคี้ยวมันและมีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ ใครไม่ชอบกลิ่นของแมงดา ลองชิมจานนี้ดูแล้วจะเปลี่ยนใจ     เมนูใหม่ที่เชฟอยากให้ลองคือ ปลาทูฉู่ฉี่ ใช้ปลาทูโป๊ะจาก จ.ชลบุรี สดใหม่ไม่มีกลิ่นคาว แถมยังตัวใหญ่และเนื้อนุ่ม เมื่อกินคู่กับน้ำแกงฉู่ฉี่สีแดงสวย รสชาติเข้ากันสุดๆ รสชาติเผ็ดกลมกล่อมกำลังดี     ที่ห้ามพลาดคือ กุ้งแม่น้ำเผา ที่นี่มีให้เลือกหลายขนาด เราชิมกุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ขนาด 4 ตัว/กิโลกรัม ผ่าครึ่งตัวเห็นมันกุ้งสีเหลืองน่ารับประทาน เชฟเลือกกุ้งสาวที่เพิ่งลอกคราบ เนื้อจึงเด้งและฟู เมื่อกินคู่กับมันกุ้ง ได้กลิ่นหอม รสชาติหวานมัน เต็มปากเต็มคำ     ต่อมาเป็น ปูม้านึ่ง ปูม้านี้ส่งตรงจากอ่างศิลา ต้มและแกะสดๆ ทุกวัน เชฟใช้ปูหน้าหาด ตัวเล็กแต่เนื้อแน่น รสหวานและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เป็นเมนูที่เชฟบอกว่า ใครได้ลองแล้วต้องกลับมากินที่ร้านกันทุกคน  อย่าลืม น้ำจิ้มซีฟู๊ด สูตรเด็ดของเชฟ รสเผ็ดจัดจ้านของพริกขี้หนูสวนเม็ดเล็ก ตามด้วยรสเปรี้ยว เค็ม ไม่เน้นหวาน กินกับอาหารทะเลแล้วแซ่บถึงใจ     ปิดท้ายด้วย ยำปลาดุกฟู จานนี้ความอร่อยอยู่ที่ปลาดุกฟู คัดเฉพาะเนื้อ ไร้แป้ง เคี้ยวมันกรุบกรอบเข้ากันได้ดีกับเครื่องยำ จานนี้รสชาติเผ็ดและเปรี้ยวกล่อมกล่อมกำลังดี ยิ่งมีมะม่วงดิบมาเสริมรสเปรี้ยวของน้ำยำ กินแล้วสดชื่นสุดๆ     อย่าลืมปิดท้ายด้วยไอศกรีมทุเรียนที่ช่วยเสริมความฟินให้กับมื้อนี้

เดี๋ยวนี้จะกินบุฟเฟ่ต์ทั้งทีต้องไม่ธรรมดา เพราะที่โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพฯ และแบรนด์เลอ เมอริเดียนทั่วโลก จัดคอนเซปต์ใหม่เป็นบุฟเฟ่ต์ที่ผสมไลฟ์สไตล์การมีความสุขกับการใช้ชีวิต     ที่ห้องอาหารเลเทส เรซิพี อาหารที่นี่ได้รับแรงบันดาลใจจากแถบทะเลเมดิเตอเรเนียน โดยเฉพาะอาหารที่มีความโดดเด่นจากแถบเมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส จนถึงบริเวณเมืองพอตโตฟิโน่ ประเทศอิตาลี       G&C ไปมาแล้วขอบอกว่าห้ามพลาด เริ่มตั้งแต่มุมอาหารทะเลออนไอซ์พร้อมน้ำจิ้มหลากหลาย พาสต้าสเตชั่นมีให้เลือกทั้งเส้นและซอสเชฟปรุงใหม่ร้อนๆ มุมอาหารย่างหอมๆ พิซซ่าอบร้อน รวมทั้งอาหารจานหลักแบบสั่งได้ไม่อั้น อาทิ ซุปทะเล เป็ดกงฟี แก้มวัวตุ๋นซอสทรัฟเฟิล ฯลฯ หากเลี่ยนอาหารฝรั่งก็พุ่งไปที่มุมส้มตำที่สั่งให้เชฟทำแบบแซ่บถูกใจเราได้เลย           สุดท้ายอย่าลืมเผื่อท้องไว้สำหรับของหวานนานาชนิด และแพคเกจเครื่องดื่มที่มีให้เลือกตามชอบ จัดเต็มสมเป็นวันหยุดไปเลย           ข้อมูล มื้อกลางวัน (วันจันทร์ – วันเสาร์ เวลา 12:00-14:30 น.) ราคา 900 บาท มื้อค่ำ (วันพฤหัสบดี - วันเสาร์ เวลา 18:00-21.30 น.) ราคา 1,100 บาท มื้อบรันช์วันอาทิตย์ (เวลา 12:30-16:30 น.) ราคา 1,700 บาท *ราคาสุทธิต่อท่าน และรวมเครื่องดื่มแบบไม่อั้น)

ไม่เพียงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิปที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ซึ่งสะท้อนศิลปวัฒนธรรมแบบไทย-จีน แต่ “ล้ง 1919” ยังมีร้านอาหารอร่อยน่าสนใจที่เหล่านักชิมไม่ควรพลาด หนึ่งในนั้นคือ “โรงสี” (หรือโรงสีริมน้ำที่หลายคนเรียกกันติดปาก) ร้านอาหารสไตล์ Authentic Thai Seafood ในเครือ Iberry ที่ยังคงรสชาติจัดจ้านแบบไทย แต่เน้นหนักไปที่อาหารทะเลนานาชนิดแบบที่ไม่ต้องเดินทางไกลไปต่างจังหวัดก็อร่อยกับเมนูซีฟู้ดสดใหม่ได้สบายๆ       เราชอบบรรยากาศร้านที่ผสมผสานความร่วมสมัยกับกลิ่นอายในแบบจีนได้อย่างลงตัว โดยคุณปลา - อัจฉรา บุรารักษ์ ตั้งใจรีโนเวทโดยรักษาโครงสร้างของอดีตโรงสีข้าวเก่าแก่แห่งท่าเรือหวั่งหลีไว้ให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเพดานสูงให้ความรู้สึกโปร่งสบายไม่อึดอัดและการหยิบวัสดุเก่า เช่น กระสอบข้าวและหลังคากระเบื้องเดิมมาตกแต่งผนัง หรือการนำราวบันไดเก่ามาซ่อมแซมใหม่ใช้เป็นพนักเก้าอี้และที่กั้นโซนต่างๆ ในร้าน ส่วนใครอยากดื่มด่ำกับวิวริมแม่น้ำที่นี่ก็มีโซนเอาต์ดอร์ให้นั่งรับลมเย็นๆ กันอีกด้วย         เริ่มต้นเรียกน้ำย่อยกับเมี่ยงกลีบบัว เมนูสุดเก๋ที่นำดอกบัวหลวงมาห่อเครื่องต่างๆ แทนใบชะพลูที่เราคุ้นเคย โดยเด็ดกลีบมาเรียบร้อยง่ายต่อการหยิบ กินกับน้ำจิ้มเมี่ยงสูตรเด็ดที่เคี่ยวจนข้นนานหลายชั่วโมง ต่อด้วยห่อหมกขนมครกเนื้อปู ความลงตัวของเนื้อปู เนื้อปลากระพง และพริกแกงรสเข้มข้นที่ร้านโขลกเอง เสิร์ฟบนจานดินเผาเหมือนเตาขนมครกให้เปิดฝาตักกินกันสนุกๆ       มาถึงจานหลัก เราแนะนำตำถาดอโยธยา ไฮไลต์คือกุ้งแม่น้ำตัวใหญ่เนื้อสดหวานส่งตรงจากอยุธยา เผาสดตามสั่งแบบร้อนๆ มันกุ้งเยิ้มๆ มาพร้อมส้มตำไทยใส่กุ้งแห้งตัวโต หมูยอ ไหลบัว เส้นขนมจีน และผักสดหลากชนิด ถ้ายังไม่อิ่มลองสั่งแกงส้มเหลืองปลากะพงไหลบัวดอกขจร รสจัดจ้านเผ็ดร้อน ปลากะพงเนื้อแน่น ไหลบัวกรุบกรอบ ไปกันได้ดีกับดอกขจรที่ขอบอกว่าไม่ต้องกลัวเหม็นเขียว เพราะเชฟลวกดอกขจรก่อนนำไปแกง กินกับข้าวสวยร้อนๆ สักจานรับรองว่าฟิน หรือถ้ารสชาติจัดจ้านเกินไป แนะนำให้สั่งเครื่องดื่มเย็นๆ อย่างน้ำตะไคร้ใบเตย หอมหวานกำลังดีที่ทำสดใหม่แก้วต่อแก้วมาช่วยดับความเผ็ดร้อนและเรียกความสดชื่นได้เป็นอย่างดี      

Big Fish กลายเป็นซิกเนเจอร์ของห้องอาหารริมทะเลในแบรนด์แมริออทไปแล้ว เราเคยได้ชิมที่หัวหินมาแล้ว แต่ต้องบอกว่ามันมีความเหมือนและต่างกัน สิ่งที่เหมือนกันดูจะเป็นเรื่องของบรรยากาศริมทะเล แต่ที่แตกต่างกันน่าจะเป็นการรวมเอาบาร์เครื่องดื่มเข้ามาด้วย ซึ่งดีและเข้ากับบรรยากาศริมทะเล       บิ๊กฟิชเปิดรับลมทะเลจากทุกทิศทาง จึงเหมาะกับทั้งการนั่งดื่มและกินอาหารตลอดทั้งวัน ส่วนเมนูอาหารยังคงเป็นซีฟู้ดและสเต๊ก โดยเลือกใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นภูเก็ต ปลาและอาหารทะเลก็รับซื้อจากชาวประมงโดยตรง รับรองว่าสดจากทะเลแน่นอน     เราแนะนำให้สั่งอาหารกินเล่นก่อน Crab Cake with Cucumber Salad เค้กเนื้อปูที่อาจจะไม่ได้ดูแปลก แต่มาพร้อมสลัดแตงกวาและน้ำจิ้มที่กินแล้วก็คล้ายน้ำจิ้มทอดมัน ตามด้วย Grilled Pumpkin & Mango with Romaine, Cashew Nuts, Tomato and Honey Mustard Dressing สลัดผักสดกรอบที่มีไฮไลต์อยู่ที่ฟักทองย่างเพิ่มความหอมหวานเข้ากับเดรสซิง     ส่วนอาหารจานอื่นๆ แนะนำ Spaghetti with Seafood, Chili and Tomato Sauce สปาเกตตีผัดซอสมะเขือเทศที่ใส่พริกเข้าไปเพิ่มรสจัดจ้านกับอาหารทะเลสดอร่อย Baked Sea Bass Fillet Marinated with Thai Herbs Wrapped in Banana Leaf ปลากะพงหมักสมุนไพรห่อใบตองแล้วย่าง เนื้อปลาออกมาหวานหอมสมุนไพร       ปิดท้ายด้วย Duck Confit with Caramelized Apple and Rocket Leaves เป็ดกงฟีที่ผิวนอกกรอบ เนื้อในฉ่ำ กินกับแอปเปิลย่างที่ออกเปรี้ยวหวาน  

เดอะ รอว์ บาร์ น่าจะตอบโจทย์คนรักซีฟู้ดได้ดีที่สุด เพราะที่นี่เป็นแหล่งรวมอาหารทะเลชั้นเยี่ยม โดยเฉพาะออยสเตอร์ทั้งหมด 16 สายพันธุ์ที่นำเข้าจากฝรั่งเศส อเมริกา ไอร์แลนด์ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ถูกใจตัวไหนก็ให้พนักงานแกะให้ลิ้มลองกันแบบสดๆ เลยที่หน้าบาร์ อีกหนึ่งพระเอกคงต้องยกให้ล็อบสเตอร์ที่ทางร้านการันตีความสด นอกจากนี้ยังมีวัตถุดิบชั้นดีอีกเพียบ ทั้งหอยเชลล์ฮอกไกโด เนื้อวากิว ทูน่า และอูนิ       เมนูแนะนำ Beyond Oyster รวมความอร่อยไว้ในคำเดียว ทั้งออยสเตอร์ อูนิ คาเวียร์ และไข่แดงนกกระทาได้ทั้งความมันและรสชาติเค็มนิดๆ จากท้องทะเล   Grilled Baby Corn ข้าวโพดอ่อนย่างคลุกเคล้ากับปาปริกา วางบนซอสที่ทำจากชีสเฟตาและชีสพาร์เมซาน   Grilled Lobster Spicy Roasted Garlic แคนาเดียนล็อบสเตอร์ย่างแบบสุกกำลังดี อร่อยกับซอสรสเข้มข้น   Roll Set เลือกสั่งได้ทั้ง Lobster Roll, Alaska Roll, Crab Meat Roll, Shrimp Roll และ Po'boys เครื่องเคราแน่น ซอสอร่อยกลมกล่อม 

จั่วหัวไว้แบบนี้อย่าเพิ่งตกใจ หญิงใหญ่แค่อยากชวนให้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง นึกถึงความรู้สึกแรกที่ได้อ่านนิทานเรื่องพิน็อคคิโอที่ถูกปลาวาฬยักษ์กลืนลงไปในท้อง แต่ด้วยความฉลาดเจ้าหุ่นไม้ลงมือจุดไฟให้เกิดควัน ปลาวาฬจึงจามฮัดชิ้วเอาพิน็อคคิโอและพ่อออกมา  นี่เป็นคอนเซ็ปต์สุดสนุกของร้านซีฟู้ดน้องใหม่ Burn Whale สยามสแควร์ซอย 2 ของคู่รัก คุณนิว-ธนกร และคุณชิ-ชลธิชา ที่จำลองภายในร้านให้เป็นเรือ ตั้งแต่บันไดวน รวมถึงกิมมิคเป็นฝูงปลา ผ้าใบ สมอเรือ แห ส่วนที่บอกว่าเป็นพุงปลาวาฬก็เพราะร้านนี้มีกุ้ง หอย ปู ปลาให้เลือกสั่งแบบไม่อั้น (เหมือนปลาวาฬที่ซัดสัตว์ทะเลซะเต็มพุง) เลือกได้ทั้งเมนูอะลาคาร์ตและแบบบุฟเฟต์ แนะนำว่าสั่งบุฟเฟต์คุ้มกว่า 599 บาท กินได้ 1 ชั่วโมงครึ่ง จัดเต็มทั้งกุ้งก้ามกราม กุ้งขาว ปูม้า ปูทะเล กั้งกระดาน หมึกกระดอง หมึกหอม หมึกสาย หอยแครง หอยหวาน ฯลฯ ซึ่งทางร้านจะปิ้งมาให้เรียบร้อยพร้อมกิน มีซีฟู้ดให้เลือกหนำใจขนาดนี้ แอบถามคุณนิวถึงได้รู้ว่าที่บ้านของคุณชิ ทำธุรกิจเกี่ยวกับประมงอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี อาหารทะเลจึงส่งตรงจากบ้านแบบรับประกันความสด หญิงใหญ่สายโหยอยู่เป็นทุนเดิมจึงสั่งมาชุดใหญ่อย่างที่เห็น และขอให้คะแนนกั้งกระดานร้านนี้ชนะไปสวยๆ เพราะไซส์ใหญ่ เนื้อแน่นหวานอร่อย ไม่ใช่กั้งจิ๋วเนื้อหด (บางครั้งก็คิดว่านั่นกั้งหรือกุ้ง) ส่วนน้ำจิ้มก็ตำเองทุกวัน ที่นี่จะมีรสหวานนำนิดหน่อยตามสไตล์คนเพชรฯ จิ้มกับซีฟู้ดได้ฟีลไปอีกแบบ อีกเมนูแนะนำคือของกินเล่นอย่างปูนิ่มทอด กรอบอร่อย ไม่อมน้ำมัน และหอยนางรมสด เสิร์ฟเย็นเจี๊ยบ พร้อมน้ำพริกเผาและหอมเจียว ใครจะมาลองชิม ขอกระซิบไว้ว่าที่ร้านมีที่นั่งค่อนข้างจำกัด ควรโทรมาสำรองโต๊ะล่วงหน้าจะได้นั่งกินได้ฟินๆ  จะได้รู้ว่าอร่อยจนต้องเผาปลาวาฬนั้นเป็นอย่างไร