ร้านอาหารไทยล้านนาผสมไทยใหญ่แห่งล่าสุดในตัวเมืองเชียงใหม่ ซึ่งความพิเศษของร้านนี้ไม่ได้อยู่ที่การได้เชฟดังจากสวรรค์ (Saawaan) ร้านระดับมิชลินสตาร์ของกรุงเทพฯ อย่างเชฟอ้อม – สุจิรา พงษ์มอญ ที่มาดูแลอาหารคาว และเชฟเปเปอร์-อริสรา จงพาณิชกุล ที่มาดูแลของหวานเท่านั้น หากตัวตึกยังอยู่คู่เมืองเชียงใหม่มากว่า 130 ปี เช่นเดียวกับของตกแต่งที่เรียกได้ว่าเป็นของบ้านหลังนี้จริงๆ ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่เราจะได้เห็นอุปกรณ์ทำผมไปจนถึงโปสเตอร์ขายยา เพราะตึกนี้เคยเป็นทั้งร้านทำผมและคลินิกหมอฟันมาก่อน           แม้จะใช้บริการเชฟชื่อดัง แต่เรื่องราคานับว่าน่ารักน่าอุดหนุนมาประเดิมกันด้วย เนื้อลุงราดซอสงา หมูสับใส่มะเขือเทศหมักด้วยเครื่องเทศตำรับไทยใหญ่ที่ให้รสชาติสดชื่นปั่นเป็นลูกกลมๆ ในซุปขลุกขลิกหอมหวานจิ้มกับน้ำจิ้ม     ตามด้วย ตำขนุน ที่นำขนุนอ่อนต้มจนเปื่อยนำมาฉีกเนื้อ ก่อนจะนำมาคั่วกับข่า พริก กระเทียม หอมแดง ตะไคร้ และมะเขือเทศ จนได้หน้าตาเหมือนกับน้ำพริกกินคู่กับผักเคียงและแคบหมู หรือจะลอง ยำเห็ดงาคั่ว ที่นำเห็ด 3 ชนิดมาปรุงในวิธีที่ต่างกันเพื่อสร้างรสสัมผัสให้ซับซ้อนยิ่งขึ้น ด้วยการนำเห็ดหูหนูลวก เห็ดชิเมจิผัด และเห็ดออรินจิย่าง มาคลุกกับน้ำยำที่ประกอบไปด้วยขมิ้น น้ำมันพริก ขิงสับ จนได้รสชาติจัดจ้านแต่ก็อมหวาน       คั่วคะน้าจิ้นหมูเค็ม คะน้าคั่วน้ำมันกับมะแขว่นร่วมด้วยหมูสามชั้นที่ผ่านการหมักนาน 21 วันจนได้ความหอมและรสชาติเค็มๆ มันๆ ที่เหมาะเข้าคู่กับข้าวสวยร้อนๆ และที่ขาดไปไม่ได้เลยก็คือ ข้าวซอยไก่ ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับน่องไก่ตุ๋นเนื้อนุ่มชิ้นโตในน้ำขลุกขลิก แต่ถ้าใครที่ชอบซดน้ำซุปแล้วล่ะก็ เขาก็มีน้ำซุปร้อน` มาให้เติมกันอีกด้วย       ส่วนของหวาน ข้าวเม่าก้อนราดกะทิ ข้าวเม่าไส้มะพร้าวเสิร์ฟอุ่นๆ พร้อมกับน้ำกะทิสุดเข้มข้นให้มากินคู่กัน เคี้ยวหนุบหนับหวานมัน เพลินอย่างที่สุด  

ยกให้เป็นอีกหนึ่งคาเฟ่สวยที่ต้องเช็กอินในเชียงใหม่ สำหรับ Caramellow Cafe” ที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าโรงแรม Parcborough ครบครันทั้งอาหารอร่อย วิวสวนสวยนั่งสบาย และโลเกชันสะดวกสบายไม่ไกลจากสนามบินเชียงใหม่และสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตในตัวเมือง       โดยเฉพาะบรรยากาศอบอุ่นแบบ Feel Like Home แต่ก็สามารถเป็น Co-working Space สงบเงียบ และมีโซนสวนสวยร่มรื่นด้านนอกให้เดินออกไปผ่อนคลายอารมณ์และเก็บภาพมุมน้ำตกสวยๆ ได้ทุกเมื่อ       หลังจากแอบส่องครัวเปิดกลางร้านจนพอใจแล้ว เราขอเริ่มด้วย Grilled Spicy Caramellow Homemade Sausage with Tomato สลัดไส้กรอกคาราเมลโลว์รสเผ็ดนิดๆ ใส่มะเขือเทศออร์แกนิก และ Mama Chicken Stew with Sticky Rice Croissant สตูว์ไก่ในซอสมะเขือเทศ เสิร์ฟพร้อมครัวซองต์ข้าวก่ำทำจากข้าวเหนียวดำกรอบนอกนุ่มใน       ต่อด้วยของหวานอย่าง Cruffin Thai Milk Tea with Meringue ลูกผสมระหว่างครัวซองต์และบริยอช สอดไส้ครีมชาไทยหอมหวาน ด้านบนเป็นเมอแรงค์เบิร์นหอมๆ และ Chiang Mai Chocolate Cake ทำจากช็อกโกแลตเชียงใหม่รสเข้มข้น       ถ้าใครอยากมานั่งจิบเครื่องดื่มชิลๆ เราแนะนำ Marshmallow Cappuccino คาปุชชิโนรสนุ่ม ท็อปด้วยมาร์ชเมลโลว์ Iced Divine Earl Grey ชาเอิร์ลเกรย์ใส่ไซรัปโรสแมรีโฮมเมด ส้ม และรังผึ้งหอมหวาน และ Matcha Lemon Soda ชาเขียวมัตฉะใส่เลมอนโซดาที่สดชื่นได้ในจิบเดียว      

แฟนๆ Taste Cafe คาเฟ่สุดฮิตแห่งย่านนิมมานเหมินทร์ต้องแวะไปลองสาขาใหม่สุดเก๋บนถนนวัวลายกับ Taste Café Atelier” ที่ตั้งอยู่ในโครงการพื้นที่ศิลปะสร้างสรรค์ Weave Artisan Society ที่ตกแต่งได้เก๋ไก๋น่านั่ง เหมาะกับทั้งคอกาแฟและคนรักงานอาร์ต       ความโดดเด่นของที่นี่คือ เมล็ดกาแฟระดับพรีเมียมที่มีให้เลือกหลากหลายมากขึ้น ครบครันทั้งคั่วอ่อน คั่วกลาง และคั่วเข้ม โดยเมนูประจำจะใช้เมล็ดของแม่ฮ่องลอนและลาวมาเบลนด์พิเศษ       สายกาแฟนมอย่างเราชอบ Dirty นมหอมมันสูตรของร้านท็อปด้วยเอสเพรสโซช็อต ความหวานของนมตัดความขมของกาแฟพอดี Cloud Latte ลาเต้เย็นท็อปด้วยไอศกรีมวานิลลาหอมหวาน และ Brown Sugar Latte ลาเต้เย็นเพิ่มความหวานด้วยน้ำตาลทรายแดง         ส่วนสายกาแฟดริป เราแนะนำ Cold Brew Cream กาแฟสกัดเย็นท็อปด้วยครีมนมนุ่มๆ จับคู่กับ Lamington Cake เค้กสไตล์ออสเตรเลียนเนื้อนุ่มแน่น มีให้เลือก 2 รส ช็อกโกแลตและเลมอน       หรือจะลอง Baked Cheese Cake ชีสเค้กโฮมเมดหอมมัน ตัดรสด้วยเบอร์รีต่างๆ กินคู่ Lemon Marmalade น้ำผึ้งมะนาวหวานเปรี้ยว ใส่โซดาเพิ่มความสดชื่นก็เข้าที    

ใครคิดถึงคาเฟ่ยอดนิยมของเชียงใหม่อย่าลืมไปเช็กอิน เพราะตอนนี้เปิดให้บริการเหมือนเดิมแล้วในแบบมินิมอลเก๋ไก๋สไตล์เกาหลีให้สาวๆ ฟินยิ่งกว่าเดิม สำหรับ “8 Days A Week” คาเฟ่ชื่อดังของเชียงใหม่ที่พร้อมเสิร์ฟกาแฟหอมๆ ขนมอร่อยๆ ในบรรยากาศบ้านสีขาวรับแสงแดดสวยที่ส่องผ่านประตูหน้าต่างกระจกขอบไม้รอบด้านดูอบอุ่น     ที่สำคัญคือถ่ายรูปสวยทุกมุม ไม่ว่าจะมุมเก้าอี้สานคู่สุดเก๋ในร้าน หรือโต๊ะใต้ต้นไม้ร่มรื่นรับลมด้านนอกที่บอกเลยว่าปัง!     เมนูเด่นของที่นี่ยังคงเป็นกาแฟหอมๆ ที่ใช้กาแฟแม่ออนใต้กับกาแฟดอยช้าง เราชอบ Dirty ความหอมของกาแฟผสานความหอมมันของนมเบาๆ ดื่มง่ายลงตัว และ Falling น้ำผึ้งมะนาวเปรี้ยวหวาน ใส่กาแฟตามเพิ่มความขมนิดๆ ใครไม่ถนัดกาแฟ ลองสั่ง Rosie อิตาเลียนโซดาสีชมพูสวยหอมกลิ่นกุหลาบ เพิ่มความสดชื่นด้วยมินต์และเลมอน         นอกจากนี้ที่ร้านยังมีเมนูของหวานสับเปลี่ยนหมุนเวียนมาให้ชิม แต่ที่เราไม่อยากให้พลาดคือ Basque Burnt Cheese Cake เนื้อนุ่มแน่นหอมมัน และ Tiramisu เค้กทิรามิสุหวานละมุนกำลังดี หอมกลิ่นเหล้านิดๆ กินเพลินหมดแบบไม่รู้ตัว      

หนึ่งในสาขาของร้านกาแฟดังในเครือ The Baristro ที่มาพร้อมการตกแต่งสไตล์มินิมอลเก๋ไก๋น่านั่งและวิวสวยติดริมแม่น้ำปิงที่ทำให้โซนเอาต์ดอร์ด้านนอกร้าน The Baristro at Ping River” ฮอตฮิตสุดๆ โดยเฉพาะโต๊ะบนสะพานไม้ที่ยื่นสู่แม่น้ำที่ไม่ว่าสายกินหรือสายแชะก็ไม่อยากพลาด         ที่นี่มีเมล็ดกาแฟให้เลือกหลากหลายทั้งไทยและนานาชาติ เราแนะนำ Double X Triple เสิร์ฟคู่กัน 2 แก้ว ดับเบิลคือเอสเพรสโซช็อตผสมนมสูตรพิเศษรสนุ่มกลมกล่อม ส่วนทริปเปิลคือดับเบิลที่ผสมช็อกโกแลตเพิ่มความหอมหวานกำลังดี (แนะนำให้ยกดื่มก่อนคน เพื่อไม่ให้เสียรสชาติ) Black Coconut เอสเพรสโซชอตเทใส่น้ำมะพร้าวเย็นสดชื่น       สำหรับของหวานก็อร่อยเด่นไม่แพ้กัน ทั้ง B-Coconut Ice Cream ไอศกรีมมะพร้าวเนื้อเนียนนุ่มเหมือนบิงซู เสิร์ฟพร้อมฝอยทองและนมหวานให้ราดอีกชั้นเพิ่มความอร่อย Crispy Roti with Thai Sweet & Whipped Cream โรตีบางกรอบสอดไส้วิปครีมฝอยทองที่กินเพลินมาก และ Salt Caramel Cheese Cake ชีสเค้กนุ่มนวลสอดไส้คาราเมลลาวาเยิ้มๆ         แนะนำให้สั่งคู่ Pink Panther ซอฟต์ดริงก์ที่มาพร้อมความหวานของเปรี้ยวสดชื่นของลูกแพร์ สตรอว์เบอร์รี และไซรัปแตงโม  

คาเฟ่สุดน่ารักที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนหลุดไปอยู่ในเมืองเล็กๆ ของญี่ปุ่น ด้วยบรรยากาศของบ้านสีขาวที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ดูอบอุ่น ผ้าม่านสีขาวพลิ้วไหว และความร่มรื่นของต้นไม้สีเขียวสบายตาที่ทำให้เช้าวันจันทร์กลายเป็นวันแห่งความสุขสมชื่อ “Mondae Morning”     ทุกเมนูคิดค้นโดยเจ้าของร้านที่พกพาความรู้ด้านอาหารจากออสเตรเลียมาสร้างสรรค์จานอร่อยแบบฟิวชันที่บอกเลยว่าอร่อยคุณภาพในราคาไม่แพง ที่สำคัญยังแฝงกลิ่นอายล้านนาไว้อย่างน่ารักน่ากิน       เราแนะนำ ข้าวซอสไก่ย่าง ไข่ดาว ที่ประยุกต์น้ำข้าวซอยสูตรสันกำแพงมาเสิร์ฟพร้อมข้าวสวย ไก่ย่าง และไข่ดาว ข้าวกะเพราหมูเบอร์เกอร์มันเดย์ หมูหมักเครื่องเทศวางบนข้าวสวยร้อนๆ เสิร์ฟพร้อมไข่แดงลาวา       ส่วนคนรักครัวซองต์ต้องลอง ครัวซองต์ไข่ข้นปู น้ำพริกอ่อง ที่ใช้ครัวซองต์โฮมเมดอบสดใหม่ทุกเช้าสอดไส้ไข่ข้นและปูแบบอัดแน่น กินคู่น้ำพริกอ่องและหอมเจียว และครัวซองต์ครีมสตรอว์เบอร์รี ครีมสดนุ่มเบาเข้ากับความเปรี้ยวของสตรอว์เบอร์รี       กินคู่กับเมนูเครื่องดื่มอย่าง Lime Peach Tea ชาพีชแสนสดชื่น หอมหวานกำลังดี หรือจะเพิ่มพลังด้วย Signature Reboot สมูทตี้ที่นำบีตรูต แอปเปิล แครอต และน้ำส้มมาผสมกันได้ลงตัวก็อร่อยไปอีกแบบ    

ถูกใจคนรักงานศิลป์และของสะสม เมื่อ The Map ห้องอาหารเปิดใหม่ในโรงแรม MeStyle Museum Hotel ที่ตั้งใจตกแต่งล้อไปกับส่วนอื่นของโรงแรม เหมือนเราได้ท่องเที่ยวทั่วโลกผ่านของสะสมแปลกตาและบรรดางานศิลป์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวน่าสนใจ ก่อนลิ้มรสอาหารไทยสไตล์ฟิวชั่นที่มีให้เลือกอย่างจุใจ             อาทิ สลัดส้มโอปลาหมึกฉีก เปลี่ยนยำส้มโอเป็นเมนูสลัดที่ปรุงรสจัดถึงใจ เนื้อส้มโอแห้งไม่แฉะน้ำ รสหวานอมเปรี้ยวนิดๆ กินแล้วสดชื่น เมนูนี้แนะนำให้จับคู่กับแกงเหลืองเปลือกแตงโม เปลือกแตงโมฉ่ำๆ กินกับเนื้อปลาแซลมอนในน้ำแกงเข้มข้นที่ได้จากเครื่องแกงโขลกเองรสชาติถูกปากจนอยากเติมข้าว ส่วนเนื้อแตงโมไม่ไปไหน หั่นพอดีคำและเสิร์ฟมาพร้อมกันในเมนูปลาแห้งแตงโม ช่วยตัดรสจัดจ้านได้อย่างลงตัว         เนื้อย่างและน้ำจิ้มแจ่วเมนูสุดฮอตที่หลายคนยกนิ้วให้ในความแซ่บนัวสไตล์อีสาน ทางร้านใช้เนื้อโคขุนจากสกลนครมาซูวีดเพื่อให้นุ่มนวลเคี้ยวง่าย กริลล์พอสุกด้านนอกส่วนด้านในยังคงเป็นสีชมพูระเรื่อชวนกิน เสิร์ฟร้อนๆ กลิ่นหอมฟุ้งกระตุ้นน้ำลาย เพิ่มความจี๊ดจ๊าดด้วยน้ำจิ้มแจ่วสูตรเด็ดสักหน่อย อร่อยจนไม่อยากวางช้อน       สำหรับของหวานห้ามพลาดในฤดูกาลนี้ ได้แก่ ข้าวเหนียวมะม่วงมะม่วงน้ำดอกไม้สุกรสชาติหวานหอม จัดมาเป็นรูปดอกกุหลาบ วางคู่ข้าวเหนียวมูนรสหวานมันกำลังดี     อิ่มจานหลักแล้วยังอยากปักหลักไม่ไปไหน แวะมานั่งชิลที่Sombat Barบาร์ค็อกเทลไทยมุมสุดคูลที่ออกแบบมาเพื่อสายดริงก์โดยเฉพาะ เครื่องดื่มของร้านได้นพบุรีบาร์ บาร์ค็อกเทลชื่อดังจากเชียงใหม่มาครีเอทให้จิบสบายๆ ในบรรยากาศของห้องเก็บสมบัติล้ำค่าที่หาชมยาก ถือเป็นอีกมุมไฮไลท์ในโรงแรมที่ห้ามพลาด ค็อกเทลส่วนใหญ่เน้นสปิริตไทยเป็นเบส แต่บางทีก็มีแบรนด์จากต่างประเทศเข้ามาสร้างสีสันชวนว้าวบ้าง       ไฮไลท์คือเทคนิคผสมกลิ่นให้ใกล้เคียงธรรมชาติอันเป็นสเน่ห์เฉพาะตัว อาทิ ต้มยำ รสละมุนไม่ฉุนแรงหอมกลิ่นสมุนไพรไทยที่เข้าใจง่าย เหมาะกับสาวๆ หรือบิกินเนอร์ ส่วนหนุ่มๆ เราแนะนำสมบัติซิกเนเจอร์สุดจี๊ดที่ต้องรีบยกนิ้วให้ทั้งบรรยากาศและรสชาติที่เข้ากันได้ดีแบบนี้ เพิ่มดีกรีความชิลได้ทั้งค่ำคืนเลยล่ะ

อาหารแบบวีแกนก็อร่อยได้ เมื่อ Goodsouls Kitchen – Chang Moi Road คาเฟ่บนถนนช่างม่อยกลางเมืองเชียงใหม่ของคุณวารี ซึ่งนับเป็นสาขาที่ 3 พร้อมเปิดประตูต้อนรับคนรักสุขภาพกันแล้วกับเมนูจากผัก ผลไม้ และธัญพืชที่ “ลำแต้” แด่ชาวเชียงใหม่และนักเดินทางต่างถิ่น แม้แต่คนกินผักไม่เก่งก็ยังกินได้เพลินๆ         ความใส่ใจของที่นี่เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ โดยพยายามให้เป็นออร์แกนิกให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นผักสลัดซื้อจากฟาร์มที่ได้รับการรับรองจาก USDA กาแฟ ข้าวสาร รวมถึงซอสและน้ำสลัดที่เป็นโฮมเมดทั้งหมดโดยไม่มีผลิตภัณฑ์จากสัตว์เจือปน แถมยังนำเสนออกมาได้สนุกสนานและรสชาติดีผ่านเมนูทั้งไทยและตะวันตก อาทิ ก๋วยเตี๋ยวตุ๋น เมนูง่ายๆ ที่อิ่มกันแบบชามโต น้ำซุปหอมกลมกล่อมด้วยเครื่องเทศจีน ใส่เห็ดหอมและผักต่างๆ ที่ตุ๋นจนนุ่ม กินง่าย หรือจะลองเมนูสุดฮอต Mushroom Burger เบอร์เกอร์เห็ดเสิร์ฟพร้อมมันทอดทำเอง ด้านในใช้เห็ดหอมและเห็ดหลายชนิดมาแทนเนื้อ กินแล้วอร่อยไปอีกแบบ เสิร์ฟคู่สลัดผักและมายองเนสแบบวีแกน       อีก 1 เมนูพิเศษ Farafel ฟาลาเฟลในซอสมะเขือเทศสูตรจากครอบครัวของเพื่อนชาวอิสราเอลของคุณวารี ทำจากผักผสมกับถั่วลูกไก่ปั้นเป็นก้อนพอดีคำแล้วทอด ส่วนซอสมะเขือเทศก็เข้มข้นเข้ากันดี     หรือใครเป็นสายสมูทตี้โบวล์ ห้ามพลาด Blue Lagoon ที่อัดแน่นไปด้วยคุณประโยชน์แบบเต็มถ้วย พร้อมรสเปรี้ยวหวานจากผลไม้และความกรุบกรอบจากกราโนล่าโฮมเมด กินแล้วสดชื่นเหมือนได้เติมพลัง นอกจากนี้ยังมีเครื่องดื่มอย่างน้ำผลไม้สดและกาแฟที่เราเลือกนมแบบที่ชอบได้ทั้งนมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์ หรือกะทิ         แถมช่วงค่ำที่นี่ยังมีคอกเทลแบบวีแกนให้จิบกันเพลินๆ อีกด้วยนะ

ย้อนไปก่อนหน้านี้ เชฟแดน - ชินดนัย บุญเฉลียว และคุณพราว - พิมพ์มาดา กรรณกุลสุนทร เริ่มต้นเส้นทางสายอาหารของตัวเองที่ประเทศบรูไนกับไอเดียการทำข้าวกล่องที่พลิกโฉมอาหารธรรมดาให้อร่อยและมีลูกเล่นในชื่อ Redbox ซึ่งไม่ได้สื่อถึงสีแดงแต่อย่างใด แต่มาจากคำว่า Ready- Eatable - Distinctiveness ซึ่งได้การตอบรับอย่างดีเยี่ยม เมื่อมีโอกาสกลับบ้านที่เชียงใหม่ ทั้งคู่จึงเปิดร้านอาหารไทยที่มีกลิ่นอายของความเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แปลงโฉมบ้านหลังร่มรื่นให้กลายเป็น Home Dining พร้อมกับการบอกต่อแบบปากต่อปากจนได้เป็น 1 ในร้าน The Plate ของ Michelin Guide 2020 ไปแล้ว         ความน่าสนใจของ Red Box อยู่ที่จากการเลือกวัตถุดิบท้องถิ่นของไทยอย่าง ปลากุเลาเค็มตากใบ ไข่เค็มไชยา มะพร้าวอัมพวา น้ำตาลโตนดเพชรบุรี มาใช้ในเมนู รวมถึงคัดสรรของดีจากต่างแดน ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล Gula Melaka จากมาเลเซีย น้ำตาล Gula Jawa จากบาหลี และน้ำตาลโอกินาว่าซึ่งมีรสชาติเฉพาะตัว     เริ่มมื้อนี้ด้วย สะเต๊ะไก่มลายู เชฟแดนเลือกไก่ส่วนน่องและสะโพกหมักนาน 3 วันก่อนจะนำไปเสียบไม้ย่าง หอมและนุ่มเสิร์ฟกับซอสพีนัทเดรซซิงเข้มข้นหอมถั่วพร้อมอาจาดไว้ตัดรส บัตเตอร์กุ้งไข่เค็มไชยา ความอร่อยอยู่ที่ซอสไข่เค็มไชยารสชาตินุ่มนวลที่เคลือบเนื้อกุ้งได้พอดีกัน ส่วนจานที่เราชอบมากคือ พล่าหอยเชลล์ พล่าไทยที่ให้อารมณ์เหมือนคาร์ปาชโช รสจัดดีทีเดียว อีกทั้งจัดเสิร์ฟมาสวยงาม         ส่วนของหวานซิกเนเจอร์ Siam Ruby ที่ได้แรงบันดาลไทยจากทับทิบกรอบ ไอศกรีมกะทิจากมะพร้าวอัมพวารายล้อมด้วยครัมเบิลแบบไทย ทั้งโสมนัส ทองม้วน กลีบลำดวน ท็อปด้วยขนมดอกประยงค์ที่ให้อารมณ์เหมือนกับคาเวียร์ มาพร้อมเดรสซิงทำจากน้ำตาล Gula Melaka แล้วเสิร์ฟแบบมีควันราวกับการอบควันเทียนแบบโบราณ หอมหวานชื่นใจนัก     ปิดท้ายด้วย The Old Town เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมจาก “สล่ามองโอสถ” ยาแผนโบราณชื่อดังของเชียงใหม่ที่อัดแน่นไปด้วยกลิ่นหอมเฉพาะตัวจากสมุนไพรไทย     จิบแล้วสดชื่นชุ่มคอ

คงต้องบอกว่าแบล็กคิตช์ อาร์ติซาน คิตเชน คือร้านเชฟเทเบิล 16 ที่นั่งที่ฮอตที่สุดในตัวเมืองเชียงใหม่  เพราะนอกจากจะเป็นร้านแรกๆ ที่เปิดตัวด้วยคอนเซปต์นี้แล้วนั้น ที่นี่ยังมีเจ้าของเป็นเชฟแบล็ค-ภานุภน บุลสุวรรณ เชฟคนดังที่ขึ้นชื่อเรื่องการปรุงอาหารแบบยั่งยืนที่เน้นการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นทั่วประเทศไทย จนได้ความอร่อยตามฤดูกาลที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว         อาหารของที่นี่จะเสิร์ฟเป็น 9 คอร์สด้วยกัน ตัวอย่างจานอร่อยก็มีตั้งแต่ ปลาดิบ เป็นปลาเก๋าหรือปลากะรังแดงเป็นปลาที่อาศัยอยู่ตามโขดหิน ก่อนนำเนื้อมาคลุกด้วยเกลือและมะข่วง (มีลักษณะคล้ายมะแขว่น) ที่ให้กลิ่นหอมเหมือนตะไคร้ เสิร์ฟพร้อมสลัดผลไม้ตามฤดูกาลที่มีทั้งสตรอว์เบอร์รี่ เคปกูสเบอร์รี่ และส้มเขียวหวานออร์แกนิคจากจังหวัดน่าน ราดด้วยเดรซซิ่งทำจากถั่วเน่าและมะกอกป่า เมื่อกินคู่กันก็จะได้ความนุ่มกรอบของเนื้อปลาที่ผสานรสเปรี้ยวสดชื่นจากสลัดและกลิ่นหอมๆ นับเป็นการเปิดปุ่มรับรสได้ดีทีเดียว     จานต่อมาเป็นอาหารเหนืออย่าง แกงบอน ที่เชฟทำเป็นหลามบอน ด้วยการนำบอนไปเผาแล้วมาผัดกับเครื่องแกงก่อนนำใส่กระบอกไม้เผาไปเผาอีกครั้งให้สุกแล้วค่อยเอาออกมาเสิร์ฟ จนได้แกงหน้าตาคล้ายน้ำพริกสีเขียวหม่นที่เพิ่มรสสัมผัสด้วยมะเขือเผาหอมๆ กินคู่กับแคบหมูและข้าวเกรียบมันหวานสีม่วงที่เชฟนำมันหวานที่เหลือเก็บมาบดแล้วนำมาทอดเป็นข้าวเกรียบ     ตามด้วย ขนมหัวผักกาด เมนูที่ได้แรงบันดาลใจจากหัวไช้เท้าที่ไม่ได้รูปทรงมาทำ ก่อนจะนำมาคลุกเคล้ากับปลาหมึกแห้งกุ้งแห้งราดด้วยซอสมันกุ้งแม่น้ำที่เคี่ยวกับพริกชี้ฟ้าแดงและมะเขือเทศที่ให้รสเปรี้ยวๆ เผ็ดๆ หวานๆ และมีหัวปลีผัดกับเห็ดหอมและคึ่นฉ่ายโรยเสิร์ฟมาด้วยกัน ต่อมาเป็น เมี่ยงไก่ทอด เป็นเมี่ยงคำคำเล็กที่เชฟแบล็คนำมากินคู่กับปีกไก่ทอด โดยใช้ปีกไก่ประดู่หางดำมายัดไส้ด้วยแหนมเห็ดวางบนใบชะพลูให้เราห่อกินแบบเมี่ยงคำ แต่เพิ่มรสชาติและรสสัมผัสด้วยดอกดาหลาที่ทั้งกรอบและฝาดน้อยๆ       แล้วปิดท้ายด้วย แกงส้มชะอมปู แบบภาคกลางที่เติมความเข้มข้นด้วยมันของกุ้งลายเสือเคี่ยวกับพริกแห้งและกะปิ นำมากินคู่กับหยวกกล้วยและชะอมทอด ที่เชฟทำเป็นเบือทอด ซึ่งก็เป็นวิธีการนำพริกแกงมาชุบแป้งแล้วทอดจนได้ความกรุบกรอบผสมความเผ็ดร้อนอยู่ในที อร่อยตลอดทั้งจานเลยล่ะ  

เมื่อพูดถึงร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งที่เป็นที่รักของนักท่องเที่ยวมากที่สุดชื่อของ David’s Kitchen คงต้องติดอยู่ในนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะร้านนี้เคยติด Top 10 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลกจาก Trip Advisor เว็บท่องเที่ยวชื่อดังระดับโลกประจำปี 2018 มาแล้ว ซึ่งปัจจัยความสำเร็จก็ไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากความอร่อยของอาหารฝรั่งเศสที่เข้าคู่กับการบริการอันดีเยี่ยมของ คุณเดวิด ฟิลิปป์ กอร์ดอน (David Philip Gordon) เจ้าของร้าน         อาหารแต่ละจานที่เสิร์ฟเป็นฝีมือของเชฟโอ - อาทิตย์ ดิษฐสุนนท์ เชฟคนไทยที่ได้นำความรู้ที่ได้เรียนรู้จากการทำงานมาตลอดชีวิตสร้างสรรค์ความอร่อย อีกทั้งยังมีการสร้างสมดุลของรสชาติในแต่ละจานจนออกมาเป็นอาหารฝรั่งเศสที่กินง่ายทั้งหน้าตาและรสชาติ ประเดิมด้วย Fettucine with Truffle Cream, Lobster Claw and Sliced Summer Black Truffle เฟตตูชินี่เส้นเหนียวนุ่มผัดกับครีมทรัฟเฟิลที่ทำจากเนยฝรั่งเศสและน้ำมันกุ้งจนได้ความหอมละมุน เสิร์ฟพร้อมกับเนื้อล็อบสเตอร์ส่วนก้ามชิ้นโตเนื้อแน่นเต็มคำ     แล้วมาเปิดปุ่มรับรสกันต่อด้วย Spicy Pomelo with Fried Red Snapper Fish ยำส้มโอสายน้ำผึ้งรสจี๊ดจ๊าดจากรสชาติถึงเครื่องจากการเข้าคู่กันของมะนาว น้ำปลา และถั่วลิสง กินคู่กับปลากะพงแดงจากภูเก็ตแล่บางๆ ก่อนจะห่อด้วยแตงกวาญี่ปุ่นและแครอทเพิ่มความกรอบหวาน     หรือจะลอง Slow Baked Fillet of Tasmanian Salmon with White Wine Sauce แซลมอนชิ้นหนามาม้วนแล้วย่างให้มีความกึ่งดิบนิดๆ เพื่อความนุ่มที่พ่วงมากับรสชาติหวานๆ เสิร์ฟพร้อมซอสไวน์ขาวรสเปรี้ยวนิดๆ แต่ทว่าเข้มข้นด้วยครีมและเนย     ขณะที่จานหลักก็มีซิกเนเจอร์อย่าง Braised Beef Cheek Slow Cooked in Red Wine with Paris Mash เนื้อวากิวออสเตรเลียส่วนแก้มวัวที่มีทั้งความนุ่มและหอมมันมาหมักกับไวน์แดงไว้ข้ามคืนก่อนจะนำไปตุ๋นจนนุ่ม เสิร์ฟพร้อมมันบดสูตรเด็ดที่หวานละมุนและนุ่มนวล หรือจะเปลี่ยนจากเนื้อมาเป็น Braised Lamb Shank Slow Cooked in Red Wine with Paris Mash ขาแกะชิ้นโตตุ๋นในน้ำเกรวี่นานถึง 2 – 3 วัน จนได้ความนุ่มหอมละลายในปากก็ดีไม่แพ้กัน       แล้วอย่าลืมปิดท้ายด้วย Tiramisu ที่ครีมมาสคาโปนทั้งฉ่ำและนุ่มจนเราต้องเทใจให้จริงๆ  

“มานั่งกินข้าวบ้านเพื่อน” คือคอนเซ็ปต์ที่เชฟอ้น ปฐพี แห่งร้านเลเลฟอง (L'éléphant) ร้านอาหารฝรั่งเศสระดับท็อปลิสต์ของเชียงใหม่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงอาหารฝรั่งเศสได้โดยไม่รู้สึกอึดอัดใจ     ชื่อร้าน “เลเลฟอง” เป็นภาษาฝรั่งเศสหมายถึงช้าง ซึ่งเราจะเห็นได้จากรูปทรงอาคารด้านนอกที่เป็นรูปช้างตัวใหญ่ (การเดินเข้ามาด้านในจึงเหมือนการเดินลอดใต้ท้องช้างไปในตัว) เดิมทีพื้นที่ของร้านเคยเป็นอาร์ตแกลอรีมาก่อน ทุกพื้นที่ด้านในจึงมีกลิ่นอายของงานศิลปะซึ่งช่วยเพิ่มความสุนทรีย์ในมื้ออาหารได้ดีเยี่ยม       เชฟอ้นบอกกับเราว่าโชคดีที่อยู่เชียงใหม่ นอกจากวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศแล้ว เชฟยังเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่มีความสดใหม่ อาทิ ผักตามฤดูกาลจากโครงการหลวง มาปรุงแบบสดใหม่ทุกจาน     เริ่มด้วยจานเรียกน้ำย่อย L'éléphant Salmon Gravlax ปลาแซลมอนหมักกับเกลือ น้ำตาล ไวน์ขาว และผักชีลาว จัดวางให้เหมือนดอกกุหลาบดอกโต กินกับซอสฮอร์สราดิช กินแล้วกระตุ้นต่อมอยากอาหารได้ดีเยี่ยม ตามด้วย Seasonal Fish ปลาตามฤดูกาล ครั้งนี้เราได้ชิมปลากะพงขาวจากภาคใต้เนื้อนุ่มเบา เชฟย่างแล้วเพิ่มกลิ่นหอมด้วยทาร์รากอน กินกับซอสที่ทำจากไวน์ขาว เนย และเลมอน       ตามด้วย Truffle Cream Soup in Puff Pastry ซุปแบล็กทรัฟเฟิลในพัฟอบกรอบ (เชฟใช้ทรัฟเฟิลตามฤดูกาล) เราชอบที่ซุปมีความครีมมี่และกลิ่นหอมจรุงใจกินกับพัฟกรอบๆ แล้วดีงาม ขาดไม่ได้สำหรับ Ox Tongue Stew สตูลิ้นวัวสายพันธุ์ชาร์โรเลส์ตุ๋นในไวน์แดงนาน 6-8 ชั่วโมงที่ทั้งนุ่มหอม กินง่าย และสัมผัสได้ถึงซอสไวน์แดงที่แทรกอยู่ในลิ้นวัวทุกคำ       ปิดท้ายด้วยของหวาน Mango & Butterfly Pea Panna Cotta สีสวยจากมะม่วงตามฤดูกาล ดอกอัญชัน และท็อปด้วยซอสลาเวนเดอร์มิกซ์เบอร์รี่ให้อารมณ์ฝรั่งเศสเบาๆ      

ห้องอาหาร “ข้าว” ถือเป็นห้องอาหารหลักของ โฟร์ซีซั่นส์ รีสอร์ท เชียงใหม่ ตั้งอยู่ใจกลางรีสอร์ทล้อมด้วยวิวทุ่งนาและทิวเขา ได้รับแรงบันดาลใจการออกแบบจากวัฒนธรรมท้องถิ่นล้านนาโดย มร. บิลล์ เบนสเลย์ นักออกแบบที่มีชื่อเสียงในระดับสากลว่าเป็นราชาแห่งการออกแบบรีสอร์ทสุดหรูทั่วโลก     ห้องอาหารข้าวเสิร์ฟอาหารไทยที่มีกลิ่นอายของวัฒนธรรมการปรุงอาหารท้องถิ่น ด้วยเมนูที่สะท้อนเอกลักษณ์ของศิลปะการทำอาหารของภาคเหนือ และคัดเลือกวัตถุดิบคุณภาพดีจากทั่วทุกมุมโลกมาประยุกต์ใช้กลายเป็นเมนูที่มีรสชาติโดดเด่นและสร้างสรรค์     เชฟอัญชลี หัวหน้าเชฟซึ่งเป็นคนเชียงใหม่สนับสนุนผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักอย่างสากล โดยนำผักและผลิตภัณฑ์จากโครงการหลวงมาเป็นส่วนประกอบหลักของอาหารแต่ละจาน นอกจากมื้อเช้าที่มีเมนูหลากหลายจนเลือกกินไม่หมดแล้ว เราไม่อยากให้พลาดมื้อเที่ยงเพราะเสิร์ฟเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ Wellness Dishes ที่ใช้ผักพื้นบ้านปรุงรสน้อยแต่ได้รสอร่อยตามธรรมชาติ     เราชอบเมนูอย่าง Rice Berry Paper Roll แป้งเปาะเปี๊ยะทำจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ห่อผักสด กินกับน้ำจิ้มรสเปรี้ยวหวานทำจากขมิ้น น้ำผึ้ง มะนาว Thai Inspired Fish Cake ทอดมันปลากะพงผสมกับมันเทศไม่ใส่น้ำพริกแกงแต่ใส่เครื่องเทศอย่างยี่หร่า ได้เนื้อนุ่มละมุนรสอ่อนๆ แปลกและแตกต่างจากทอดมันที่เราเคยกิน     จานหลักเป็นแกงป่าน้ำใส Jungle Curry ที่ไม่ใส่น้ำพริกแกง ใช้เนื้อไก่บ้านต้มกับผักสดครบเครื่องทั้ง มะเขือพวง กระชาย ฟักทอง ถั่วฝักยาว ได้รสสดชื่นและอร่อยจากผักต่างๆ Poached Salmon แซลมอนโพชเนื้อนุ่ม เนื้อปลารสหวานราดด้วยยำผลไม้กินกับคะน้าผัดน้ำมันหอยหอมกลิ่นคั่วกระทะ     ส่วนของหวานเราชอบ Pumpkin Thai Custard สังขยาฟักทองใส่น้ำมะพร้าวและเนื้อมะพร้าวอ่อน ไม่ใส่น้ำตาล เราสามารถเติมรสหวานด้วยน้ำผึ้งได้ตามใจชอบ     ส่วนมื้อเย็นมีคอนเซ็ปต์ Thai Western Touch ได้แก่เมนู Lava Stone Grilled Chicken ไก่ย่างหินลาวาสูตรของคุณพ่อเชฟอัญชลี ไก่เนื้อนุ่มหอมกลิ่นเครื่องเทศ โรงผงถั่วลิสง กินกับยำข้าวโพดจากดอยหลวงเชียงดาวและไข่เค็มไชยา     ส่วนอาหารจานหลักที่ห้ามพลาดคือ Khao Soi Gai ข้าวซอยไก่น้ำแกงเข้มข้นถึงเครื่อง และ Gaeng Hang Lay แกงฮังเลข้อหมู ที่ตุ๋นเนื้อหมูที่ติดข้อกระดูกจนนุ่ม น้ำแกงฮังเลหอมกลิ่นเครื่องเทศแบบเมืองเหนือแท้ๆ     กินมื้อนี้ถือว่าครบถึงเชียงใหม่แล้ว

Char by Four Seasons “ชาร์” ร้านอาหารกึ่งเอาท์ดอร์ บรรยากาศรับลมโอบล้อมด้วยขุนเขาและวิวทุ่งนา เป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่ควรมาเยือนเมื่อมา จ.เชียงใหม่       ร้านนี้มีคอนเซ็ปต์ย้อนรอยวิธีการทำอาหารแบบดั้งเดิมด้วยการใช้ฟืนไฟและถ่านไม้ลำไยจากจ.เชียงใหม่ที่ขึ้นชื่อเรื่องกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยเตาย่างทรงดอกบัวขนาดใหญ่ออกแบบโดยสถาปนิกและนักออกแบบภูมิทัศน์ชื่อดัง มร. บิลล์ เบนสเลย์     กว่า 70% ของเมนูในร้านย่างด้วยเตาย่างแสนสวยนี้ ไม่ว่าจะเป็นการอบ เผาให้เกรียม และย่างรมควัน โดยใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรในชุมชนผสมกับการคัดสรรเนื้อสเต็กเกรดพรีเมี่ยมจากทั่วโลก ดูแลความอร่อยโดยเชฟมาร์โค อเวซานี หัวหน้าทีมพ่อครัวชาวอิตาเลียน ที่นำทักษะและความเชี่ยวชาญด้านอาหารอิตาเลียนมายกระดับความโดดเด่นให้กับห้องอาหารชาร์     เราได้ชิมเมนูยอดนิยมของร้านได้แก่ Tasmanian Salmon Pastrmi แซลมอนพาสตรามี่รมควันรสเค็มอ่อนๆ มีกลิ่นหอมของควันไม้ กินกับครีมเฟร้นช์รสเปรี้ยวๆ มันๆ เป็นจานที่เริ่มต้นมื้อได้ดี     Brown Figs สลัดลูกฟิกสดราดด้วยน้ำผึ้งจาก จ.เชียงใหม่ มีรสหวานหอมกินแล้วสดชื่น กับชีสนมแพะจากออสเตรเลีย Cauliflower Textures ดอกกะหล่ำทั้งสีขาวและสีม่วง นำมาลวก ย่างและดอง ให้รสชาติ รสสัมผัสและกลิ่นที่หลากหลาย       มาถึงจานเด็ด Arctic Char Salt Baked ปลาอาร์คติคชาร์จากออสเตรเลีย เนื้อปลาสีส้มอมชมพูคล้ายปลาเทร้าท์ พอกด้วยเกลือแล้วอบทั้งตัว เมื่อเคาะเกลือออกจะได้ชิมปลาเนื้อนุ่มเฟิร์ม เค็มอ่อนๆ หอมกลิ่นไทม์และเลมอน Australian Lamb Rack ซี่โครงแกะย่างหอมๆ กับผักโขมเบบี้ ใบสะระแหน่ อาร์ติโชคและถั่วแระญี่ปุ่น       มาถึงจานเนื้อเชฟจัดรวมกันมาเป็นแพลตเตอร์ใหญ่ ได้แก่ Wagyu Hanger Steak, Organic Beef Tenderloin, Wagyu Rib Eye, Thai Wagyu Striploin ที่เนื้อแต่ละชนิดมีความนุ่มแตกต่างกัน แต่ทั้งหมดมีกลิ่นหอมจากการย่างอย่างชัดเจน จานนี้ต้องสั่งคู่กับเครื่องเคียงอย่าง Broccolini บล็อคโคลินี่ย่างรสหวานกรอบ และ Wood Fired Pumpkin ฟักทองญี่ปุ่นย่างกับชีสนมแพะ โรยธัญพืชและใบสะระแหน่     จบมื้อแล้วอย่าลืมเผื่อท้องให้กับ Chocolate On Fire ช็อกโกแลตโดมราดไฟพรึ่บ และ Valrhona Colten Chocolate Cake เค้กช็อกโกแลตลาวา     เรียกว่าเต็มอิ่มจุใจคนชอบปิ้งย่าง

เมื่อนึกถึงขนมปังสูตรต้นตำรับฝรั่งเศสแล้วล่ะก็ หลายคนคงนึกถึงร้านเด่นร้านดังในกรุงเทพฯ แต่ความจริงแล้วเชียงใหม่ก็เป็นที่ตั้งของร้านขนมปังสไตล์ฝรั่งเศสอย่าง Chez Nous ที่ชาวเชียงใหม่รักกันสุดหัวใจ     “เชนู” (Chez Nous) มาจากภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า “บ้านเรา” ซึ่งเกิดจากความตั้งใจของ คุณไหม - ปิยะกมล วาณิชย์มงคล ที่ต้องการให้ที่นี่เป็นเสมือนบ้านสไตล์คันทรี่ในชนบทของประเทศฝรั่งเศสที่แวดล้อมไปด้วยบรรยากาศอันแสนอบอุ่นและเต็มไปด้วยกลิ่นหอมอบอวลของขนมปังอบสดใหม่สูตรต้นตำรับ จากวิธีการทำที่พิถีพิถัน ร่วมด้วยวัตถุดิบที่อิมพอร์ตมาจากฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็น แป้ง เนย อัลมอนด์ ไปจนถึงช็อกโกแลต       เริ่มกันด้วย Thousand Layers Croissant ครัวซองต์พันชั้นสูตรซิกเนเจอร์ที่โดดเด่นด้วยความกรอบนอกนุ่มในสอดแทรกรสชาติหอมหวานมันและละมุนในทุกๆ คำ จากชั้นแป้งบางๆ ที่เรียงซ้อนเป็นชั้นสวย ต่อด้วย Almond Croissant ครัวซองต์อัลมอนด์ที่ต้องรีบจับจองกันตั้งแต่ตอนเช้าๆ เพราะหมดกันตั้งแต่หัววัน ซึ่งความอร่อยคงต้องยกให้กับไส้ครีมอัลมอนด์เนื้อนุ่มที่ผสานกับความกรุบกรอบของอัลมอนด์สไลซ์ได้อย่างลงตัว       ถ้าใครอยากลองขนมหายากก็ต้องลอง Kouignamann หรือ ควิน-ยา-มาน ขนมฝรั่งเศสโบราณจากแคว้นบริตตานีย์ที่พกพาจุดเด่นความเข้มข้นหวานมันของแป้งพัฟกรอบนอกนุ่มในที่ซุกซ่อนความชุ่มฉ่ำของเนยและคาราเมลอย่างเต็มพิกัด     แต่ถ้ายังไม่จุใจก็ยังมีเมนูบรันช์ง่ายๆ ให้เลือกชิมอย่าง Wholewheat Breadbowl ที่ทำเก๋ด้วยการนำขนมปังโฮลวีทโฮมเมดทรงหัวกะโหลกมาคว้านไส้ออกทำเป็นชาม ก่อนจะเติมความอร่อยของปลาแซลมอนรมควันคลุกเคล้าด้วยซอสทาร์ทาร์รสอมเปรี้ยว โรยหน้าอีกนิดด้วยชีสและไข่แดงแล้วนำไปอบ เสิร์ฟร้อนๆ พร้อมสลัดผักเพิ่มความสดชื่น     แล้วปิดท้ายกับ Chef Dark Chocolate 64 %  เครื่องดื่มสุดเข้มข้นโดดเด่นด้วยความอร่อยของช็อกโกแลตนำเข้าจากฝรั่งเศสที่มีให้เลือกทั้งแบบร้อนและแบบเย็น แน่นอนว่านอกจากความเข้มข้นยังพกพารสชาติหอมมันหวานน้อย ช็อกโกแลตเลิฟเวอร์ต้องถูกใจอย่างแน่นอน     บอกเลยว่าไม่ลองไม่ได้  

หลังจากเปิดสาขาแรกเอาใจชาวภูเก็ตกันไปแล้ว “Fusion One” ร้านอาหารสุดเก๋ก็ได้เวลาขยับขยายมาเปิดร้านที่ 2 ที่สนามบินนานาชาติเชียงใหม่ให้เหล่านักชิมชาวเหนือได้ลิ้มลองกันบ้าง โดยยังคงคอนเซ็ปต์ Signature Comfort Food นำเสนอเมนูสไตล์ฟิวชันที่ทั้งกินง่ายและดีต่อสุขภาพ       ที่สำคัญทุกเมนูสร้างสรรค์โดย “เชฟเมย์ - พัทธนันท์ ธงทอง” ที่หยิบรสชาติจากท้องถิ่นของไทยมาผสมผสานกับความอร่อยแบบตะวันตกได้อย่างลงตัว     สำหรับเมนูเด่นของสาขานี้มีทั้ง Cream Cheese Semi Dried Tomatoes and Basil Open Sandwich แซนด์วิชหน้ามะเขือเทศอบแห้งและโหระพา เพิ่มความอร่อยด้วยครีมชีสหอมมัน Mushroom Gratin Open Sandwich แซนด์วิชกราแตงหน้าเห็ดหอมชีสมอสซาเรลลา       ใครอยากชิมเมนูเบาๆ เราแนะนำ Chicken Broccoli Cream Soup ซุปบรอคโคลีและเนื้อไก่ที่มีส่วนผสมของคุกกิงครีมคุณภาพดี แต่ถ้าอยากอิ่มแบบเต็มๆ อย่าลืมสั่ง Chicken Spinach Alfredo Pasta พาสต้าที่รวมความอร่อยของอกไก่ซูสวิดนุ่มๆ ผักเบบี้สปิแนชผัด และครีมซอสสูตรพิเศษทำจากคุกกิงครีมผสมชีสพาร์เมซานมาอร่อยอีกสักจาน       สนับสนุนผลิตภัณฑ์โดย  

“Sweet Stories” ร้านพาทิสเซอรีสวยเรียบง่ายสไตล์เซนที่โดดเด่นด้วยเมนูของหวานแบบ Authentic Japanese ที่ไม่เน้นการความสวยงามอลังการ แต่กลับให้ความสำคัญกับวัตถุดิบและรสชาติที่บอกได้คำเดียวว่าอร่อยระดับคุณภาพ         โดยทุกเมนูของ Sweet Stories เป็นสูตรเด็ดที่ คุณบัมพ์ เจ้าของร้านคิดค้นและสร้างสรรค์ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น Macaron หลากรสที่ทำในสไตล์เฟรนช์เมอร์แรงค์กรอบเบา ส่วนไส้ทำจากบัตเตอร์ครีมผสมเนยจืดคุณภาพดี รสกลมกล่อมและไม่หวานมากเกินไป โดยเฉพาะรส Passion Fruit ที่ใช้เสาวรสคัดอย่างดี       อีกหนึ่งเมนูเด็ดที่เราไม่อยากให้พลาดคือ Vanilla Choux Cream เนื้อชูครีมกรอบฟูสอดไส้คัสตาร์ดผสมวิปปิงครีมหอมมัน ส่วนช็อกโกแลตเลิฟเวอร์ต้องลอง Chocolate Lava เข้มข้นที่มีส่วนผสมของเนยเค็มชั้นเลิศ เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมที่กินเข้ากันได้อย่างลงตัว       สนับสนุนผลิตภัณฑ์โดย

ด้วยบรรยากาศสุดฮิปสไตล์เรโทรแฝงความสนุกสนานด้วยภาพวาดกราฟิตีบนผนังสีขาวดำอาจทำให้หลายคนแปลกใจ เพราะ “Thin Thin Pizza” คือร้านพิซซาโฮมเมดที่พร้อมเสิร์ฟพิซซาสูตรเด็ดตำรับอิตาเลียนที่เจ้าของร้านผู้หลงใหลพิซซาลงมือทำด้วยตัวเอง       ความอร่อยของพิซซาแบบตินตินอยู่ที่แป้งบาง แต่กรอบนอกนุ่มในกำลังดี ไม่แข็งกระด้าง อบด้วยเตาฟืนที่ให้กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ที่สำคัญยังไม่มีการผสมน้ำตาลในแป้งและให้แคลลอรีต่ำดีต่อสุขภาพ     หากดูเมนูแล้วเลือกไม่ถูก เราแนะนำเมนูยอดนิยมอย่าง Thin Thin Pizza พิซซาซิกเนเจอร์ที่มาพร้อมกันถึง 4 หน้า ทั้งพาร์มาแฮม แซลมอนรมควัน ไส้กรอกอิตาเลียน และซีฟู้ดที่อัดแน่นไปด้วยกุ้ง หอย ปลาหมึก ซึ่งเข้ากับซอสมะเขือเทศโฮมเมดและชีสมอสซาเรลลากลมกล่อมหอมมันได้เป็นอย่างดี       สำหรับคนรักชีสต้องลอง 4 Chesses Pizza รวมมิตรความอร่อยของชีสมอสซาเรลลา ชีสเชดดา และชีสสูตรลับอีก 2 ชนิด ส่วนใครไม่กินเนื้อสัตว์ที่นี่ยังมี Vegetarian Pizza พิซซาสำหรับมังสวิรัติหน้าเห็ดแชมปิญอง พริกหวาน ข้าวโพดหวาน และมะเขือเทศที่อร่อยเด็ดไม่แพ้กัน       สนับสนุนผลิตภัณฑ์โดย

เข้าสู่ช่วงปลายปีแบบนี้ ใครมีโอกาสไปเที่ยวรับลมหนาวที่เชียงใหม่ ลองไปเพิ่มความเย็น(และอร่อย)กันที่ “Sofuto Cream” ร้านขนมสไตล์ญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมบนถนนสุเทพที่มาพร้อมรูปลักษณ์สวยงามน่าชิม แชะ แล้วแชร์เป็นที่สุด โดยเฉพาะคนรักไอศกรีมพลาดไม่ได้ เพราะเมนูสุดฮิตของที่นี่อย่างซอฟต์เสิร์ฟหลากรสชาตินั้นทั้งนุ่มนวล หอมหวาน ละมุนสมกับชื่อร้านที่มาจากคำว่า Soft ในภาษาญี่ปุ่นจริงๆ     จุดเด่นของซอฟต์เสิร์ฟแบบ Sofuto อยู่ที่ส่วนผสมระดับคุณภาพ โดยเฉพาะการใช้นมสดแท้ 100 เปอร์เซ็นต์จากฮอกไกโด และวัตถุดิบนำเข้าจากญี่ปุ่นและอิตาลี ที่ทำให้เนื้อไอศกรีมเนียนนุ่ม รสชาติเข้มข้นไม่เหมือนใคร   นอกจาก 4 รสชาติหลัก ทั้งนมสดฮอกไกโด โยเกิร์ตสด เกียวโตมัตฉะ และเกียวโตโฮจิฉะที่หลายคนติดใจ เราแนะนำให้ชิม Blueberry Secret ซอฟต์เสิร์ฟบลูเบอร์รีโยเกิร์ต แสนสดชื่นที่จับคู่กับทอปปิงเด็ดอย่างบลูเบอร์รีชีสเค้กที่มีส่วนผสมของครีมชีสหอมนม แต่ถ้าชอบความเย็นแบบนุ่มเบา Murasaki Imo Kakigori คากิโกริมันม่วง เมนูใหม่ล่าสุดของโซฟุโตะคงตอบโจทย์ได้ดี เกล็ดน้ำแข็งละเอียดรสมันม่วงผสมนมและวิปครีมคุณภาพเยี่ยม ท็อปด้วยซอฟต์เสิร์ฟรสนมที่กินเข้ากันได้อร่อยลงตัว       สนับสนุนผลิตภัณฑ์โดย