คนรักน้ำเต้าหู้อย่าพลาดร้านนี้ Nam Dao Huu Café คาเฟ่น้ำเต้าหู้แห่งเยาวราชที่มีลูกค้าแวะเวียนมาอุดหนุนกันแน่นตลอดทั้งวัน ภายในร้านตกแต่งอารมณ์เหมือนโรงเตี๊ยมจีนขนาดย่อม กำแพงร้านเต็มไปด้วยภาพวาดสีสันสดใสเล่าเรื่องชีวิตผู้คนที่ผูกพันกับน้ำเต้าหู้ที่มองมุมไหนก็น่าถ่ายรูปไปหมด ขึ้นชื่อว่าเป็นคาเฟ่น้ำเต้าหู้ทั้งที ที่ร้านจึงมาพร้อมเมนูน้ำเต้าหู้ที่มีให้เลือกทั้งร้อน เย็น และแบบเกล็ดน้ำแข็ง! น้ำเต้าหู้ของร้านนี้มาพร้อมความเข้มข้น ได้รสชาติถั่วเหลืองแบบชัดเจน เราแนะนำน้ำเต้าหู้ทรงเครื่อง ถ้วยใหญ่เสิร์ฟแบบร้อน มาพร้อมเครื่องแน่นๆ อย่างรากบัว พุทราจีน แปะก้วย เฉาก๊วย ลูกเดือย ถั่วแดง สาคู อย่าลืมสั่งปาท่องโก๋กับซาลาเปาทอดมากินคู่กันเพลินดี ใครอยากแวะมานั่งพักจากแสงแดดร้อนแรง อยากให้ลองน้ำเต้าหู้อัญชันเกล็ดน้ำแข็ง นอกจากชื่นใจแล้ว ยังสีสวยจากดอกอัญชันและพลาดไม่ได้กับน้ำขิงเกล็ดหิมะน้ำขิงรสเข้มถึงใจแบบเกล็ดน้ำแข็งเย็นฉ่ำ นอกจากนี้ยังมีเมนูน่าลองอีกเพียบ อาทิ น้ำเต้าหู้ใส่ไข่ลวก บัวลอยน้ำขิง เต้าทึง เต้าฮวยมันม่วงน้ำขิง ฯลฯ คนรักน้ำเต้าหู้พลาดไม่ได้แล้วล่ะ

“หมูกระทะจะเยียวยาทุกสิ่ง” ถ้าคุณเป็นสายกินที่อินกับประโยคนี้ละก็เรามีร้านเด็ดๆ มาแนะนำ นี่เลย หมูกระทะคนรวย (Crazy Rich Thai BBQ) ร้านหมูกระทะน้องใหม่แห่งย่านสยามสแควร์ที่อยู่ฝั่งถนนอังรีดูนังต์ รองรับลูกค้าได้แบบจุใจเพราะมีหลายชั้น แถมยังมีวิวดาดฟ้าให้นั่งชมบรรยากาศแบบเก๋ๆ พร้อมสนุกไปกับเสียงดนตรีจากดีเจและดนตรีสด ในเรื่องของรสชาติก็เรียกได้ว่ารวย (ความอร่อย) สมชื่อ     โดดเด่นด้วยหมูหมักสูตรพิเศษ ที่มีให้เลือกทั้งหมูสามชั้นฟินๆ และหมูสันในนุ่มๆ ส่วนใครที่เป็นสายเนื้อทางร้านเขาก็มีเสือร้องไห้เสิร์ฟนะ มาพร้อมกับน้ำจิ้มสูตรเด็ด (มาก) ซึ่งมีให้คุณเลือกอร่อยถึง 4 สไตล์ เช่น น้ำจิ้มหวาน น้ำจิ้มเค็ม น้ำจิ้มปีศาจ รสจัดจ้าน ได้ความนัวของปลาร้าแบบเต็มๆ และน้ำจิ้มสามรส รสเปรี้ยวเผ็ด คล้ายๆ น้ำจิ้มซีฟู้ด ใครกลัวเผ็ดไม่ต้องหวั่น เพราะชั้นล่างของหมูกระทะคนรวย เป็น Pop-up ของร้านชานมเสือพ่นไฟจูเนียร์นี่เอง       สั่งของกินเล่นมาลิ้มลองดีกว่า ส้มตำทอด (120 บาท) ก็น่าสนใจ เส้นมะละกอทอดกรุบกรอบ ไม่อมน้ำมันกินเพลิน เสิร์ฟพร้อมน้ำส้มตำครบรส เผ็ดกำลังดี คอหมูย่างน้ำผึ้ง (160 บาท) ก็เข้าที เนื้อหมูนุ่ม (มาก) ชุ่มฉ่ำ หอมกลิ่นน้ำผึ้งอ่อนๆ เข้าคู่ไปกับน้ำจิ้มแจ่วรสเปรี้ยวเผ็ด       จานนี้เราเทใจให้รัวๆ ยำหมูยอ (150 บาท) หมูยอคุณภาพ เนื้อนุ่ม หอมกลิ่นพริกไทย คลุกเคล้ากับน้ำจิ้มรสจัดจ้านถึงใจ ไส้อ่อนทอดกระเทียม (160 บาท) หนึบๆ กินอร่อยดี สั่ง ส้มตำไทย (100 บาท) อีกสักจานดีกว่า รสหวาน เปรี้ยว เผ็ดกำลังดี ข้าวผัดเบคอน (150 บาท) รสเค็มกลมกล่อม เลิฟมากตรงเบคอน กินร้อนๆ อร่อยมาก         มาถึงตาหมูกระทะกันบ้าง เราสั่ง ชุดอภิมหาเศรษฐี (699 บาท) ที่ประกอบไปด้วย หมูสามชั้น แสนอร่อย หมูสันนอก นุ่มๆ เบคอน แสนรัก กุ้ง กินอร่อย ปลาหมึกกรอบ ปลาหมึกสดหนึบหนับ และชุดผักสดคุณภาพ ก่อนปิ้งควรคลุกเคล้าไข่สดกับเนื้อสัตว์ต่างๆ ให้ดี ย่างจนสุกได้ที่ เข้ากันดีกับน้ำจิ้มสูตรเด็ดที่ทางร้านแนะนำ นั่นก็คือการรวมตัวกันของ 4 น้ำจิ้ม น้ำจิ้มหวาน น้ำจิ้มเค็ม น้ำจิ้มปีศาจ และน้ำจิ้มสามรส     เอาใจเด็กอ้วนไปกับ ชุดคนมีอันจะกิน (340 บาท)  เพราะเป็นการรวมตัวกันระหว่างหมูสามชั้นเนื้อนุ่ม และเบคอนรสเค็มละมุน จิ้มกับน้ำจิ้มสามรสถูกใจมาก     ชุด CEO เงินล้าน ก็ปังนะ มีทั้งหมูสามชั้นฟินๆ หมูสันนอกเคี้ยวเพลิน เบคอน ที่หลายคนชอบ และชุดผักที่คุ้มแสนคุ้ม     สุดท้ายนี้ขอเอาใจสายเนื้อด้วย  เสือร้องไห้ เนื้อฉ่ำนุ่มลิ้น ย่างบนเตาทองเหลืองร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอ กินคู่น้ำจิ้มปีศาจ รสแซ่บผสมกับปลาร้า รสชาติดีสุดๆ     อร่อยกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

มุกเต้าทึง” เป็นร้านเต้าทึงที่ครองใจเรามานานหลายปี ตั้งแต่สมัยที่ยังเปิดร้านขายในซอยสันติสุข หรือสุขุมวิท 38 อดีตย่านสตรีทฟู้ดชื่อดังที่สองฟากถนนจะเนืองแน่นไปด้วยร้านอร่อยริมทาง ซึ่งร้านหวานเย็นชื่นใจแห่งนี้เป็นอีกจุดเช็คอินที่สายกินทั้งคนไทยและชาวต่างชาติจะไม่ยอมพลาดลิ้มรสชาติอย่างเด็ดขาด         วันนี้มุกเต้าทึงมี 3 สาขาให้หายคิดถึง ใกล้สาขาไหนก็แวะเวียนไปอุดหนุนได้ ขายดีที่สุดยกให้เต้าทึง เมนูดั้งเดิมตั้งแต่เริ่มเปิดร้านเมื่อ 30 กว่าปีก่อน เน้นเครื่องเยอะ ของเชื่อมทั้งหมดทำสดใหม่วันต่อวัน กินกับน้ำเชื่อมน้ำลำไยที่เคี่ยวด้วยน้ำตาลทรายแดงกับเนื้อลำไยอย่างดี อีกเมนูคู่ซี้ที่ขายดีแบบไม่มียอมกันคือน้ำแข็งไส ลูกค้าเลือกเครื่องได้4 อย่าง จากที่มีทั้งหมดกว่า 30 อย่าง วางเรียงรายทำหน้าที่เรียกลูกค้าอยู่หน้าร้าน โดยเฉพาะพุทรากับแปะก๊วยเชื่อม ที่ผ่านการเชื่อมซ้ำหลายครั้งจนน้ำตาลรัดตัวขึ้นเงาสวย หวานฉ่ำ เคี้ยวหนึบถึงใจ ใครชอบรากบัวเชื่อมยิ่งห้ามพลาดเพราะหั่นชิ้นใหญ่ให้กินได้จุใจ ตามด้วยฟักทองเชื่อม มันเชื่อม แห้ว หน้าตาชวนกินทุกอย่าง จึงอาจเลือกยากสักหน่อย ต่อด้วยทับทิมกรอบมะพร้าวกะทิ ทับทิบกรอบสีส้มอมแดง เคี้ยวกรุบกรอบสมชื่อ จับคู่กับมะพร้าวกะทิเนื้อฟูหนึบหนับ ตามด้วยน้ำกะทิคั้นสดซึ่งขึ้นเตามาเรียบร้อย โปะน้ำแข็งเกล็ดตาม รสไม่หวานจัดจึงกินได้หมดถ้วยแบบไม่ต้องกลัวพุงยื่น     ยังมีไอติมไข่แข็งที่ฮอตจนต้องติดป้ายโตๆ ไว้ที่หน้าร้าน ไอศกรีมกะทิ รสชาติหวานมัน เคลือบไข่แข็งกรอบๆ มันๆ ไม่มีกลิ่นกวนใจ ถ้าอยากได้ท็อปปิงก็สั่งเพิ่มได้ตามชอบ อีกเมนูคือไอติมทอด ขนมปังห่อไอศกรีมทอดโรยท็อปปิง ปังเย็น ขนมปังหั่นชิ้น โปะน้ำแข็งป่น ราดนมเย็นสีชมพูแล้วโรยท็อปปิงหลากสีตาม เมนูนี้ไม่เพียงเด็กๆ จะชื่นชอบ ผู้ใหญ่อย่างเรายังปลื้มเพราะกินเป็นขนมก็ได้ หรือเสียบหลอดลงไปก็เปลี่ยนเป็นเครื่องดื่มแก้กระหายคลายร้อนได้เลย         ปิดท้ายด้วยบัวลอยไข่หวาน ที่เราจะไม่ยอมพลาดเมื่อมาร้านนี้ จะนั่งกินที่ร้าน หรือซื้อติดมือกลับบ้านก็ได้ เพราะทิ้งไว้นานแป้งก็ยังนุ่มฟิน อร่อยเหมือนนั่งกินที่ร้าน   สาขาพัฒนาการ เปิดบริการ 13.00-23.00 น. สาขาลาดกระบัง เปิดบริการ 14.00-22.00 น. สาขาอ่อนนุช ซอย 9 เปิดบริการ 17.00-23.00 น.

“Skinnylicious” ร้านขนมคลีนรสฟินๆ ที่รังสรรค์จากวัตถุดิบชั้นเลิศ อาทิ แป้งข้าวกล้องออร์แกนิกส์ นมอัลมอนด์ สารให้ความหวานจากธรรมชาติอย่าง น้ำตาลหญ้าหวาน อิริทริทอล มอลทิทอล เป็นต้น ขนมส่วนใหญ่ของร้านจะปราศจากแป้งสาลี น้ำตาล เนยและนม บางเมนูจะ Low – Sugar รสหวานน้อยแต่อร่อย สมกับที่เป็นอีกหนึ่งโปรเจ็กของ Coffee Bean By Dao ร้านขนมหวานโฮมเมดสูตรประจำบ้านชื่อดัง     สายหวานคนไหนอยากสั่งมาชิมที่บ้านสบายๆ ก็สั่งออนไลน์ได้เลย แต่หากอยากมาฟินหน้าร้านก็ไม่ว่ากัน ครั้งนี้เรามาชิมที่สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว บริเวณชั้น 2 เห็นร้านสีแดงสดโดดเด่นมาแต่ไกลก็นั่นแหละ Skinnylicious นี่ไงล่ะ       ไปลองชิม Keto Strawberry Pie (100 บาท) ฟินมากมาย ฐานล่างเป็นครัมเบิ้ลกรุบกรอบที่ทำมาจากอัลมอนด์ กินพร้อมมูสสตรอว์เบอร์รีเนื้อนุ่ม รสหวานฉ่ำนี้ได้มาจากอิริทริทอล (สารให้ความหวานจากข้าวโพด) ท็อปด้วยวิปครีมสูตรคลีนอีกที     เค้กไมโลหนึบ (129 บาท) ขนมน้องใหม่มาแรง เนื้อเค้กนุ่มฟูนี้ทำมาจากข้าวกล้องออร์แกนิกส์ สลับชั้นกับซอสไมโลเหนียวหนึบ รสเข้มข้นหวานหอมนี้ได้มาจากมันหวานสัญชาติญี่ปุ่น กินพร้อมวิปครีมสูตรคลีน และโมจิเหนียวนุ่ม     ต่อด้วยเมนูดาวเด่นอย่าง Sugar-Free Dark Choc Almond Milk Pudding Cake (245 บาท) ได้รสชาติเข้มข้นของช็อกโกแลตเต็มๆ อย่างไม่รู้สึกผิด เพราะขนมชิ้นนี้ปราศจากเนย นม แป้งสาลี และน้ำตาล ตัวเค้กทำมาจากแป้งข้าวกล้องออร์แกนิกส์ เนื้อเบา กินพร้อมพุดดิ้งช็อกโกแลตที่ทำมาจากนมอัลมอนด์ และโมจิยักษ์หนึบๆ     Skinny Mochi Bomb (120 บาท) ตัวนี้ก็ขายดีแป้งโมจิเนื้อนุ่มนิ่ม กินเพลิน ห่อไส้ดาร์กช็อกโกแลต รสหวานที่ได้มาจากช็อกโกแลตแท้คุณภาพล้วนๆ     ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มแสนอร่อยอย่าง Sugar-Free Almond Milk Dark Choc Swirl (120 บาท) นมอัลมอนด์หอมมัน ผสมผสานกับดาร์กช็อกโกแลต โกโก้คุณภาพ น้ำตาลหญ้าหวาน ดูดพร้อมพุดดิ้งช็อกโกแลตที่ครีเอทมาจากนมอัลมอนด์ และโมจิสไตล์โฮมเมดหนึบหนับ  

หวานอร่อย เย็นใจไปกับ The Sweet Chaos ร้านไอศกรีมเจลาโตโฮมเมดพรีเมียม ที่ต้องการนำเสนอไอศกรีมเจลาโตออกเป็น 2 สไตล์ โดยแบ่งออกเป็น 7 รสชาติ ที่เหมาะรับประทานในช่วงกลางวัน และอีก 7 รสชาติ สำหรับยามกลางคืน อร่อยได้ทุกวัน ทุกวัยไม่มีเบื่อเลยล่ะ     สำหรับ รสชาติของเที่ยงวัน (Every Day Ice Cream) อัดแน่นไปด้วยคุณค่าของผัก ผลไม้ โดยเลือกใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ ไม่แต่งสีและกลิ่น รสชาตินุ่มนวล กลมกล่อม ใครที่ไม่ใช่สายกินผักก็ฟินได้ อาทิ     Fluffy Clouds ที่ผสมผสานดอกกะหล่ำและนมฮอกไกโดเข้าด้วยกัน หอมมันนัว ด้านบนโรยด้วยบัตเตอร์ครัมเบิล กรุบกรอบ Blancmange รสพุดดิ้งเต้าหู้ออร์แกนิกเนื้อสัมผัสเนียนละมุน รสหวานติดปลายลิ้นด้วยน้ำตาลดำโคคุโตะจากโอกินาว่า ท็อปด้วยผงถั่วคินาโกะหอมนวลจากฮอกไกโด Crazy Bunny แบ่งออกเป็น 2 รสชาติในถ้วยเดียว หวานมันด้วยส่วนผสมจากแครอต ครีมชีส และวอลนัต Strawberry Go Round สตรอว์เบอร์รีซอร์เบท ผสมมากับซอสเชอร์รี อมารีนา จากอิตาลี รสเปรี้ยวหวานสดชื่น       นอกจากนี้ยังมี Popeye Power รสผักโขม ที่เพิ่มความมันนัวด้วยเชดดาร์ชีส และเกาด้าชีส Golden Ticket รสดาร์คช็อกโกแลต หวานตัดขมกำลังดี และ Jack in The Box เจลาโตฟักทองบัตเตอร์นัตอบ รสหวานน้อย โดยจะได้สัมผัสกรุบๆ จากเมล็ดฟักทองอบดีต่อสุขภาพ       ส่วนรสชาติสำหรับกลางคืน (Every Night Ice Cream) เป็นค็อกเทลเจลาโต ที่จะทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และอารมณ์ดีแบบเบาๆ ในทุกค่ำคืน เหมาะสำหรับสายชิล อาทิ Umeshu ความเปรี้ยวอมหวานของเหล้าบ๊วยญี่ปุ่นเข้ากันได้ดีกับแอปริคอต กินแล้วสดชื่น The Godfather สุดเข้มข้นจากดาร์คช็อกโกแลตและบรั่นดี หอมหวานติดปลายขมเล็กน้อย Rum Cherry Merlot ได้รสสัมผัสนุ่มนวลของไวน์แดง หอมกลิ่นแบล็ก เชอร์รี และพลัม อีกตัวที่ชอบ คือ Kahlúa Milk ทางร้านเลือกใช้เป็นเมล็ดกาแฟคั่วเข้มของ Starbucks ผสมผสานมากับนมและคาลัวร์ นวลละมุนลิ้น       หรือจะเลือกเป็น Lychee Rose ที่นำรัมสีขาว มาจับคู่กับความหวานฉ่ำของลิ้นจี่จักรพรรดิ์จากเชียงราย ตบท้ายด้วยการใส่ น้ำดอกกุหลาบ รสชาติสะอาด เบาลิ้น Lemon Gin เลมอนซอร์เบทผสมกับจิน  กินแล้วสดชื่น และ Screwdriver ส้มซอร์เบทและวอดก้า ที่จะได้กลิ่นและรสสัมผัสอันหอมหวานของน้ำส้มแบบเต็มๆ       ช่องทางสั่งซื้อ FB : The Sweet Chaos IG : the_sweet_chaos Line : @thesweetchaos Tel : 096-915-6429, 061-592-6544

ต้องออกตัวก่อนเลยว่าเจลาโต้ไม่ใช่ไอศกรีมและแน่นอนว่าไอศกรีมก็ไม่ใช่เจลาโต้ หนึ่งในความภาคภูมิใจของชาวอิตาลีที่กลายเป็นที่รักของคนทั่วโลก ชื่อเสียงของ Ghignoni (กิโยนี่) มีมาเนิ่นนานและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในเจลาโต้รสชาติดีที่สุดแบรนด์หนึ่งของโลก       ต้นกำเนิดของ Ghignoni (กิโยนี่) นั้นอยู่ในแคว้นทัสคานีก่อตั้งในปี ค.ศ. 1981  โดย Palmiro Bruschi อาจารย์สอนทำเจลาโต้ชาวอิตาเลียน และเป็นแชมป์อันดับหนึ่งของอิตาลีเจลาโต้ ในปี ค.ศ.1994     ถามว่าทำไมเจลาโต้ถึงเป็นความภาคภูมิใจของประเทศอิตาลี นั่นก็เพราะศาสตร์ในการทำที่ยกย่องให้เป็นศิลปะแขนงหนึ่ง ด้วยการผลิตจากนมสดแท้ นำไปตีจนได้ความเหนียว เนื้อแน่น แต่ก็นุ่มนวล โดยไม่พึ่งสารเคมีหรือแป้งใด ๆ จึงมีรสชาติความหวานตามธรรมชาติจากนมสด ผสมผสานด้วยรสชาติจากวัตถุดิบจากธรรมชาติ และด้วยการทำสดใหม่วันต่อวัน ไร้สารกันบูด จึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนรักสุขภาพ     Ghignoni (กิโยนี่) ยังเป็นร้านเจลาโต้ที่ใช้กรรมวิธีการทำแบบดั้งเดิมอย่างที่เล่าไปข้างต้น หรือที่เรียกว่า Artisan Gelato พร้อมกันนั้นยังคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดี นำเข้าจากอิตาลีเพื่อให้ได้รสชาติและคุณภาพตามแบบฉบับเดิมของต้นตำรับ     สำหรับรสชาติเจลาโต้ซิกเนเจอร์ของ Ghignoni (กิโยนี่) ยกให้กับรส Hazelnut มีส่วนผสมจากถั่วเฮลเซนัทนำเข้าจากประเทศอิตาลี เมื่อเสิร์ฟจะโรยถั่วเฮลเซนัทอบเพิ่มความหอมและเนื้อสัมผัสความกรุบกรอบ เติมเต็มรสชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ     ถ้าอยากลิ้มลองรสชาติช็อกโกแลตไปพร้อม ๆ กับรสชาติความหอมของเฮเซลนัท ต้องลองรสชาติ Bacio (บาซิโอ้) ที่เป็นการรวมตัวกันระหว่างช็อกโกแลตกับเฮเซลนัท จึงมีรสชาติสุดเข้มข้นจากช็อกโกแลตผสมกับความกรุบกรอบของถั่วเฮเซลนัท     อีกรสชาติที่เป็นซิกเนเจอร์คือ Yuzu ใช้น้ำส้มยูซุนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นเป็นส่วนผสมหลัก จึงมีรสชาติสดชื่น หวานอมเปรี้ยว เหมาะสำหรับช่วงบ่ายของวันที่อากาศร้อน นับเป็นตัวเลือกเพิ่มความเย็นฉ่ำใจได้ดีทีเดียว     ที่ Ghignoni (กิโยนี่) ยังมีเจลาโต้อีกหลากหลายรสชาติให้ได้ลิ้มลอง ไม่ว่าจะเป็น Passion Fruit & White Chocolate รสเสาวรสและไวท์ช็อกโกแลต Mascarpone Cheese รสมาสคาโปนชีส และใหม่ล่าสุดคือ Rum Raisin with Cannabis ซึ่งเป็นรสรัมเรซิ่นที่ผสมกัญชาเข้าไปด้วย       นอกจากหน้าร้านสาขา ถ.สีลม Ghignoni (กิโยนี่) ตั้งมีป๊อบอัพสโตร์สาขาสุขุมวิท 33 และสาขาเพลินจิต นอกจากนี้ยังสามารถสั่งผ่านแอปพลิเคชั่น Lineman, Grab Food, Foodpanda และ Robinhood ได้ด้วยเช่นกัน

ใครที่เป็นนักกินตัวจริงไม่ควรพลาดร้านนี้ CDGRE ร้านอาหารยุโรปไลฟ์สไตล์เก๋กรุบที่มีคอนเซ็ปต์ “Eat  Drink Wear” ซึ่งเป็นการแทกทีมกันระหว่างกากั้น อนันต์ เชฟชาวอินเดียผู้มีเพชชั่นในเมล็ดกาแฟ เชฟคู่แฝดชาวเยอรมัน โทมัสและมาเทียส เจ้าของ Sühring ร้านอาหารเยอรมันสไตล์ Fine Dining ดีกรีมิชลิน 2 ดาวแห่งปี 2021 และ Carnival แบรนด์เสื้อผ้าไทยสไตล์สตรีทเท่ๆ ขวัญใจวัยทีนส์     ร้านตกแต่งโทนสีดำขลับผสมปูนเปลือย ให้ฟิลเหมือนบรรยากาศร้านกาแฟสเปเชียลตี้ ด้านหน้ามีตู้เบเกอรี่อบสดใหม่วันต่อวันละลานตา ถัดไปคือบาร์กาแฟของเชฟกากั้นและทีมบาริสต้า ที่รังสรรค์คอฟฟี่รสชาติดีจากเมล็ดกาแฟทั่วทุกมุมโลก และเครื่องดื่มชื่นใจ เดินขึ้นไปชั้นลอยจะพบกับบูธจำหน่ายแฟชั่นสตรีทสไตล์แบรนด์คาร์นิวาล ที่มีให้คุณช็อปปิ้งทั้งรองเท้า เสื้อผ้า และของใช้ทั่วไป     ชั้นสองก็บรรยากาศดีนะ ให้ความเป็นส่วนตัวเหมือนร้านอาหาร Fine Dining เหมาะจะเสิร์ฟอาหารสไตล์ยุโรปสูตรประจำบ้าน Sühring เสียนี่กระไร ใครอยากไปลิ้มลองปักหมุดมาที่ห้างพารากอน บริเวณชั้น G ได้เลย     เปิดด้วยเมนู The “Picnic Basket” (890 บาท) ตระกร้าปิกนิคใบใหญ่ ภายในเต็มไปด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยต่างๆ ได้แก่ สลัดผักกรุบกรอบ ราดบัลซามิกรสเปรี้ยว ขนมปังโฮมเมดหอมกรุ่น ชีสกูแยร์แผ่นบางๆ หอมมัน พาร์มาแฮมรสเค็มนุ่มนวล ซาลามี่ กินกับครีมสมุนไพรรสเปรี้ยวครีมมี เนยทำเองแสนอร่อย และหมูบดปรุงรส หอมกลิ่นเครื่องเทศ     Crispy Pork Knuckle (990 บาท) ขาหมูเยอรมันชิ้นโตๆ กรอบนอกฉ่ำใน ไม่อมน้ำมัน เข้าคู่ไปกับกะหล่ำดองรสเปรี้ยวเล็กๆ ตัดเลี่ยนได้ดี มันบดเนื้อเนียน ราดมาสตาร์ดรสเผ็ดนิดๆ หรือน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ดดวง (แซ่บเวอร์)     พลาดไม่ได้กับจานอร่อยอย่าง Carbonara Explosion (550 บาท) ราวีโอลี เกี๊ยวสไตล์อิตาเลียนทำเอง ที่อัดแน่นไปด้วยซอสคาโบนารา สูตรพิเศษของทางร้าน รสหอมมัน ได้ความเค็มฟินๆ ของเบคอนด้วย     ขนมหวานเราแนะนำ Mille feuille (290 บาท) ขนมอบสัญชาติฝรั่งเศสที่สายหวานชื่นชอบ แป้งเพสทรีกรุบกรอบ บางกำลังพอดี สลับชั้นกับคาราเมลโฮมเมดหวานฉ่ำ และครีมไวท์ช็อกโกแลตหอมหวาน เข้าปากพร้อมเลมอนเคิร์ดรสเปรี้ยวนุ่มนวล และไอศกรีมวานิลาทำเอง     พร้อมจิบ London Fog (190 บาท) ชาเอิร์ลเกรย์หอมฟุ้ง รวมไปกับน้ำผึ้ง น้ำมะนาว น้ำโซดา ท็อปด้วยฟองนมลาเวนเดอร์สีฟ้าอมม่วงสวยแปลกตา รสชาติเปรี้ยวอมหวาน ซาบซ่าสดชื่น     สายฟู้ดต้องแวะมาจริงๆ นะร้านนี้

นอกจากท้องทะเล และข้าวหลาม ที่เป็นของขึ้นชื่อประจำท้องถิ่นแล้ว วันนี้เราขอมาเยือนร้านไอศกรีมกะทิเจ้าดังประจำเมืองชลบุรี ที่มาพร้อมกับสูตรลับเฉพาะส่งตรงจากไอศกรีมรถเข็นของรุ่นคุณปู่ มาสู่รุ่นแม่ และปัจจุบันนี้อยู่ภายใต้การดูแลของทายาทรุ่นที่ 3 คุณไอติม ชวินโรจน์ สุทธิธรรมชนะ ที่เริ่มหยิบจับเอาวัตถุดิบท้องถิ่นในไทยมาผสมผสานกับไอศกรีมสูตรเด็ดประจำตระกูล         ร้านเมฆไอศครีมในวันที่เราไปเยือนนั้น ยังตั้งอยู่บริเวณชั้นล่างสุดของตึกแถวไม้เก่าแก่บนถนนเจตน์จำนง ตัวร้านที่ออกแบบโดยใช้ไม้เป็นหลัก ให้บรรยากาศสุดแสนคลาสสิคเข้ากับเอกลักษณ์ของไอศกรีมกะทิแบบไทย ๆ ได้เป็นอย่างดี แต่อีกไม่นานร้านเมฆไอศครีมจะย้ายไปยังที่ตั้งแห่งใหม่ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพิกัดเดิมเท่าไรนัก เพียงแค่ข้ามถนนไปอีกฝั่งก็ถึงแล้ว         สูตรดั้งเดิมของไอศกรีมกะทิที่นี่คือการใช้กะทิเข้มข้นที่ได้จากมะพร้าวพันธุ์ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ผสมผสานความหวานของน้ำตาลอ้อยจาก จ.สระบุรี สำหรับกะทิรสต้นตำรับ 50 ปีนั้นก็ยังคงรสชาติตามแบบฉบับดั้งเดิมเอาไว้ไม่มีเปลี่ยน       ส่วนรสชาติอื่น ๆ ก็ชวนประทับใจและน่าลิ้มลองไปด้วยวัตถุดิบที่หาได้จากท้องถิ่นและทั่วประเทศไทย เช่น รสข้าวหลามหนองมน รสกะทิไข่แข็ง รสขนมตาล รสช็อกโกแลตชุมพร รสกาแฟโครงการหลวง รสฝอยทอง รสอัญชันมะนาว รวมถึงรสผลไม้อย่าง กล้วยตาก ทุเรียน บ๊วย และมะม่วงกะทิสด           บอกเลยว่าเมฆไอศครีมดึงรสชาติของวัตถุดิบออกมาได้ดีมาก ชิมที่รสก็อดตื่นเต้นไม่ได้จริง ๆ นอกจากจะไปนั่งกินที่ร้านแล้ว ยังสามารถสั่งไอศกรีมมากินที่บ้านในไซส์ 1 ควอท ผ่านช่องทาง Mekicecream บนแอปพลิเคชั่น Shopee ได้อีกทางนะ  

ร้อนนักต้องพักร้อนด้วยไอศกรีมเย็นฉ่ำชื่นใจสักถ้วยที่ “ทิพย์รส” ร้านไอศกรีมระดับตำนานแห่งย่านเตาปูนที่เปิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 แม้ตอนนี้จะส่งไม้ต่อมาถึงรุ่นทายาทแต่ยังคงบรรยากาศแบบคลาสสิกย้อนยุคเอาไว้ได้เป็นอย่างดี           นอกจาก “ทิพย์รส” จะโดดเด่นที่ไอศกรีมทำเองแล้ว ยังเพิ่มความน่าสนใจให้แต่ละเมนูด้วยการนำไอศกรีมมาจัดเสิร์ฟกับขนมไทยอย่างสวยงามน่ากิน รวมถึงตั้งชื่อได้ติดหู เริ่มด้วยทิพย์รสไข่แข็ง ๒๕๖๓ นำเมนูตำนานของร้านมาตีความใหม่ ไอศกรีมกะทิรวมมิตรเคลือบด้วยไข่แข็ง เสิร์ฟพร้อมซุปข้าวโพดเบิร์นไฟ ตามด้วย เค้กกล้วยหอมโบราณ ไอศกรีมวานิลลาชิปเสิร์ฟพร้อมเค้กกล้วยหอมเนื้อหนึบผสมกล้วยตาก เติมความหวานด้วยซอสกล้วยปิ้ง         เมนูที่น่ากินไม่แพ้กันคือถังทอง ไอศกรีม 3 รสชาติ รวมมิตร งาดำ เผือก มาพร้อมขนมถังแตกชิ้นโต ประดับด้วยดอกอัญชัน และ ทุเรียนสยาม เมนูเพื่อคนรักทุเรียนโดยเฉพาะ ไอศกรีมทุเรียนหมอนทองเนื้อแน่นหนึบ ได้รสทุเรียนชัดเจน เคียงคู่ด้วยข้าวเหนียวหน้าทุเรียนและซอสทุเรียน           หากยังไม่จุใจ แนะนำ กระยาคูมรกต ไอศกรีมกะทิรวมมิตร เผือก แมงลัก งาดำ กินกับข้าวกระยาคู ขนมไทยโบราณสีสวยรสละมุน ส่วนใครยังติดใจไอศกรีมแบบดั้งเดิมอย่าพลาดเจลลีแดงวันวาน ไอศกรีมสตรอว์เบอร์รีกับเจลลีรสสละน่ารักน่ากิน             ใครติดใจอยากซื้อกลับไปฝากคนทางบ้าน ที่ร้านก็มีแบบถ้วยเล็กๆ หลากรสชาติให้เลือกกันได้เลย คนรักไอศกรีมอย่าพลาดเชียว

Azabu Sabo ร้านไอศกรีมเจลาโตโฮมเมด ที่โดดเด่นด้วยการเลือกใช้ส่วนผสมนมฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น สีและกลิ่นได้จากวัตถุดิบธรรมชาติ อาทิ สีเขียวในไอศกรีมชาเขียว ที่ได้จากผงมัทฉะคุณภาพจากเมืองชิซุโอกะซึ่งเป็นแหล่งผลิตชาชั้นดีที่สุดแห่งหนึ่งในดินแดนอาทิตย์อุทัย ส่วนไอศกรีมรสผลไม้ ทางอาซาบุ ซาโบะ ก็ใช้สีและกลิ่นจากเนื้อผลไม้แท้ๆ เช่นกัน     สิ่งที่สวีตเลิฟเวอร์จะเมินเฉยไปไม่ได้เลยนั้นคือ “ไอศกรีมเจลาโต” ที่ทางร้านคิดค้นสูตรลับเฉพาะทำให้ไอศกรีมมีความเหนียวหนึบ ละลายช้า ตั้งยอดอยู่บนโคนกรุบกรอบที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่น สูตร Sugar Free (เก๋ๆ) เพื่อรองรับน้ำหนักไอศกรีมได้โดยเฉพาะอีกด้วย สาวกของหวานคนไหนไหนอยากลิ้มลองไอศกรีมเจลาโต ที่มีให้เลือกกว่า 40 รสชาติ ก็ตรงดิ่งมาที่ Azabu Sabo ณ ชั้น G ของห้างสยามพารากอนได้เลย คุณสามารถ Take-Away ก็ได้ หรือจะนั่งกินชิวๆ ก็ดี       ประเดิมที่เมนูซิกเนเจอร์ของร้าน Gelato Double Cone ที่คุณสามารถเลือกละเอียดไอศกรีมเจลาโตได้ถึง 2 รส ครั้งนี้เราเลือก รสนมฮอกไกโด หอมมัน และรสมัทฉะที่ทำมาจากชาเขียวสายพันธุ์พิเศษ จากเมืองไซตามะ รสเข้มข้น หวานพอดี     Soft Cream Mix Flavor ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟเนื้อนุ่มที่เราคุ้นเคย รสนมฮอกไกโด หอมหวาน ซิกเนเจอร์ประจำร้าน ผสานไปกับรสชาเขียว หอมกรุ่น     สุดท้ายเป็นเมนูที่เหมาะกับยุคปัจจุบัน นั่นก็คือ Hokkaido Snow Drink บิงซูแช่แข็งในรูปแบบซื้อกลับบ้าน มีทั้งหมด 2 รส ได้แก่ Hokkaido Milk หวานพอเหมาะ และ Matcha ชาเขียวคุณภาพหอมฟุ้ง วิธีกินก็ง่ายนิดเดียว เพียงวางไว้นอกช่องฟรีซสัก 20 -25 นาที หลังจากนั้นใช้ช้อนขูด แค่นี้คุณก็สามารถอร่อยไปกับน้ำแข็งใสสไตล์เกาหลีได้แล้ว    

Karmakamet Conveyance ร้านอาหาร Fine Dining ในซอยสุขุมวิท 49 ที่สัมผัสได้ถึงความหรูหราและความสบายเพียงแค่ย่างก้าวเข้ามาภายใน พื้นไม้สีน้ำตาลเข้มเข้ากันดีกับผนังสีขาวสะอาดตา มีผนังอิฐปูนเปลือยล้อมรอบห้องสีขาวเอาไว้ ให้ความรู้สึกถึงความเป็นสตรีทเท่ๆ ร่วมไปกับผนังบล็อกแก้วใสที่ช่วยนำแสงจากธรรมชาติเข้ามาสู่ภายในทำให้ร้านดูกว้างขวาง ปลอดโปร่งไม่แออัดแม้จะสามารถจุลูกค้าได้เพียง 24 ที่นั่ง       เรื่องการตกแต่งบนโต๊ะอาหารก็โดดเด่น น่าสนใจจนเรียกว่าได้เป็นอีกหนึ่งกิมมิก อุปกรณ์ต่างๆ ที่ไม่ว่าจะเป็นมีดไม่คม ช้อนที่เป็นรูตรงกลาง หรือส้อมที่หักไปบางส่วน นั้นถูกสั่งทำขึ้นมาพิเศษ (ไม่ได้ใช้กินจริง) เพื่อสะท้อนถึงแนวคิดที่ว่า “ความไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็มีดีและสวยงามไม่แพ้กัน”     ซึ่งแน่นอนว่า ร้านอาหารสุดอาร์ตแห่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดผู้ก่อตั้งอย่าง คุณเอท ณัทธร รักษ์ชนะ ผู้เป็นเจ้าของ Karmakamet แบรนด์เครื่องหอมในดวงใจของใครหลายคน และ เชฟส้ม จุฑามาศ เทียนแท้ เชฟหญิงที่มากประสบการณ์ ทั้งสองร่วมกันครีเอทมื้ออาหารค่ำ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความไร้ขอบเขต  โดยใช้วัตถุดิบของไทย จีน อินเดีย นำมาผสมกันในแบบของ Karmakamet Conveyance หรือที่ฟังแล้วเข้าใจง่ายๆ ก็คือสไตล์ Modern Asian Cuisine นั่นเอง     จนเกิดเป็น “Appreciation” อาหาร 10 คอร์ส ที่เปรียบเสมือนการฟังดนตรีเพราะๆ ที่ปราศจากคนร้อง หรือภาพวาดในพิพิธภัณฑ์ ที่อาร์ตเลิฟเวอร์สามารถชื่นชมและอยู่ในห้วงอารมณ์ของตัวเอง แม้ว่าจะไม่รู้เรื่องราวของอาหารแต่ละจานที่เสิร์ฟ (มีเฉลยตอนท้าย) แต่นั่นก็ทำให้เราเพลิดเพลินในการกินไม่น้อยไปกว่าเดิมเลย เพราะงั้นก็ Allow Things To Happen The Way They Are. ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามแนวทางของตัวเองเถอะ     เริ่มด้วย Pradu Village เมนูแรกที่เราแสนจะประทับใจ ซูชิปลาค็อดรมควัน เนื้อหวานสด ให้สัมผัสนุ่มนวล หอมกลิ่นสโมคเบาๆ เคล้าไปกับข้าวที่ผสมผสานสมุนไพรและเครื่องเทศต่างๆ รสเผ็ดร้อน อร่อยจนอยากกินอีกคำ     ต่อด้วย Kopai River ขนมปังไส้สับปะรด ของหวานวันเด็กในความทรงจำของใครหลายๆ คน แต่ชิ้นนี้พิเศษมากกว่าที่เคยลิ้มลอง ขนมปังกรุบกรอบ ประกบไส้สับปะรดรสเปรี้ยวหวาน ผสานไปกับเครื่องเทศรสเค็ม ที่แซมไปด้วยความเผ็ดเล็กๆ ของพริกไทย     Gangtok น้ำซุปต้มกระดูกหมู เคี่ยวกับเครื่องตุ๋นยาจีนนานาชนิด จนได้รสชาติที่กลมกล่อม ราดลงบนกระเพาะปลาชิ้นพอดีคำ Keawkaika กุยช่ายทอดที่เราคุ้นเคย กลิ่นหอมฟุ้งชวนหิว แป้งบางๆ กรอบนอกนุ่มใน อัดแน่นไปด้วยผัก เข้ากันดีแล้วพริกน้ำส้มรสเปรี้ยวเผ็ด       Home สลัดผักกรุบกรอบ สดใหม่ นานาพันธุ์ และใช้คลอโรฟิลล์ สารสกัดจากพืชแทนน้ำสลัดทั่วไป ถูกใจสายเฮลท์ตีแน่นอน     อิ่มเอมไปกับ Truck Stop หรือที่แปลว่า “จุดพักรถบรรทุก” ข้าวหมกบริยานี หอมกลิ่นเฮิร์บ ราดด้วยเครื่องแกงต่างๆ รสเผ็ด ตัดรสด้วยพริกน้ำส้มรสเปรี้ยว ยังมีไข่ตุ๋นเนื้อนุ่ม ปลาทอด และกระเจี๊ยบทอดเอาไว้กินด้วยกัน     Noodles เส้นหมี่โฮมเมดเหนียวนุ่ม อยู่ในน้ำซุปสไตล์แกงใต้รสจัดจ้าน เข้มข้นถึงใจ กินคู่ไปกับไข่ดาว และส้มโอรสเปรี้ยวอมหวาน America ชีสเบอร์เกอร์แบบแยกส่วน ภายในจานประกอบไปด้วย ไก่ทอดเนื้อแน่น กรอบนอกฉ่ำใน ไม่อมน้ำมัน ขนมปังชีสครีมมี ขนมปังกรอบ และมันฝรั่งทอด     เติมความสดชื่นกันด้วย Refreshment โยเกิร์ตคุณภาพ เกล็ดหิมะ รสหอมมัน จิบกี่คราก็ชื่นใจ ปิดท้ายด้วยของหวานอย่าง Appreciation ไอศกรีมทำเองรสน้ำผึ้งและดอกเกลือ ตักกินพร้อมกับขนมปังบริยอชเนื้อนุ่ม สังขยาใบเตยหอมหวาน ถั่วต่างๆ และนมสด    

จะให้เรียก The Kitchen by Monika ว่าเป็นร้านอาหารอย่างจริงจังก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก เพราะบรรยากาศข้างในเหมือนเป็นการเปิดบ้านให้แขกได้เข้ามาปาร์ตี้รับประทานอาหารเสียมากกว่า ตัวร้านเลยมีแค่โต๊ะขนาดใหญ่ 1 โต๊ะที่รองรับคนได้ 6-12 คน แถมยังไม่มีป้ายหน้าร้าน ที่นี่จึงเป็นเสมือน Hidden Place ในย่านเอกมัยอย่างแท้จริง       เพียงแค่ก้าวไปด้านในก็จะต้องตกตะลึงไปกับคอลเลกชันภาพวาดที่แขวนอยู่บนฝนผนังนับสิบ รวมถึงบรรดาของสะสมและของตกแต่งที่ช่วยสร้างบรรยากาศให้เหมือนอยู่บ้านเพื่อนจริง ๆ แต่เป็นบ้านที่มาพร้อมเมนูอาหารเมดิเตอร์เรเนียนจานใหญ่มาเสิร์ฟให้กินถึงโต๊ะ       เริ่มต้นเมนูแรกด้วย Smoke Paprika Butter King Prawn with Fattoush Salad กุ้งตัวใหญ่ทอดด้วยกระทะแห้ง คลุกเคล้าด้วยพริกปาปริก้ารมควันผสมผสานกับเนย กัดแล้วได้เนื้อกุ้งที่กรอบ หวานฉ่ำ จานนี้เป็นอาหารท้องถิ่นของชาวอิตาเลียนตอนใต้ เสิร์ฟมาพร้อมกับสลัดสไตล์เลบานอน ราดด้วยน้ำสลัดที่ทำจากน้ำทับทิมและน้ำส้ม รสชาติหวานอมเปรี้ยวสดชื่น โรยหน้าด้วยเม็ดทับทิม กินพร้อมกันแล้วช่างเข้ากันได้ดี     จานต่อมาคือ Ricotta Meatball with Harissa Sauce มีตบอลจานนี้เลือกใช้เนื้อหมูส่วนหัวไหล่ และใช้กรรมวิธีการทำตามแบบฉบับอาหารอิตาเลียน แต่สร้างสรรค์ใหม่โดยใช้ซอสพริกสไตล์โมร็อกกันราดจนชุ่มฉ่ำ โรยด้วยชีสพาเมซาน ได้รสชาติที่กลมกล่อมแถมด้วยกลิ่นเครื่องเทศหอม ๆ เพิ่มอรรถรสระหว่างเคี้ยว     จานสุดท้ายคือ Jumbo Crab with Spaghetti พาสต้าเส้นสปาเกตตีที่เลือกใช้เนื้อกรรเชียงปูล้วน ๆ ผสมผสานอยู่ในน้ำซอสที่ได้ความหวานอมเปรี้ยวจากมะเขือเทศเชอร์รี่นำเข้า เมื่อกินแล้วจะได้รสชาติเผ็ดนิด ๆ จากพริกแห้งที่เสริมเข้าไป โรยหน้าด้วยพาร์สลีย์ใบแบนเพื่อเพิ่มกลิ่นให้หอมรัญจวน เป็นการปิดท้ายมื้ออาหารได้อย่างเต็มอิ่มและสมบูรณ์แบบ     อยากลิ้มลองก็ต้องจองที่นั่งล่วงหน้าก่อนเท่านั้นนะ

แม้อาหารเม็กซิกันจะไม่ได้มีเยอะจนหาได้ทุกมุมถนน แต่ในกรุงเทพฯ ก็มีร้านอาหารแนวนี้อยู่ไม่น้อย หนึ่งในนั้นคือ The Missing Burro ร้านอาการเม็กซิกันสไตล์กันเอง ตั้งอยู่บนลานหญ้าและในตู้คอนเทนเนอร์หลากสี หลบหลีกความวุ่นวายอยู่ด้านในสุดของซอยทองหล่อ 7       อิทซ์โก เป็นเจ้าของร้านอารมณ์ดี เขาร่วมมือกับน้องชายสร้างร้านอาหารเม็กซิกันที่กินเข้าไปแล้วจะทำให้คิดถึงบ้านเกิด เขาบอกว่าอาหารเม็กซิกันมีหลากหลายมาก หากได้ไปเยือนในแต่ละท้องที่ก็จะได้เห็นอาหารท้องถิ่นที่แตกต่างกันออกไป (คล้าย ๆ เมืองไทยกับบ้านเรา) ส่วนใหญ่จะขายแยกประเภทอย่างชัดเจน ร้านทาโก้ก็จะขายแต่ทาโก้เท่านั้น “เหมือนกับร้านผัดไทยที่ขายแค่ผัดไทย” แต่ที่ The Missing Burro ก็จะเป็นการรวบรวมเมนูเด็ด ๆ เหล่านั้นเอาไว้ด้วยกันให้คนกรุงเทพได้ลิ้มลองรสชาติที่แท้จริงของอาหารเม็กซิกัน       ฉะนั้น วัตถุดิบที่ร้านใช้จะพยายามหาให้ได้เหมือนของดั้งเดิมมากที่สุด ในระหว่างที่รออาหารจานหลัก ก็มี กัวคาโมเลกับคอร์นชิปส์ เสิร์ฟเป็นของว่างให้กินเล่น ๆ พร้อมกับเมนูเครื่องดื่มจากรัม Black Tears รัมรสหวานปนขมสไตล์คิวบามาให้ลิ้มลอง แก้วแรกคือ  One Man's Trash รสหวานอมเปรี้ยวจากน้ำส้มและซีตรัส อีกแก้วคือ Cosmos & Cauldrons ที่ได้เหล่าเชอร์รี่ เวอร์มุธ บิทเทอร์ออเรนจ์ และโทนิคเกรปฟรุ๊ต ที่ให้ความสดชื่นได้ไม่แพ้กัน เหมาะสำหรับดื่มเบา ๆ ก่อนเริ่มมื้ออาหาร       เริ่มเมนูหลักจานแรกกันที่ Gringas เป็นทาโก้ชนิดหนึ่งที่สอดไส้ด้วยเนื้อและชีส เวลากินจะได้สัมผัสยืด ๆ หนึบ ๆ จากชีสและแป้งตอร์ติญ่าไปพร้อม ๆ กับรสชาติสุดเข้มข้นของเนื้อกับเครื่องเทศแสนจะเข้ากัน เมนูนี้มาพร้อมกับซัลซ่า และเป็นหนึ่งในไม่กี่เมนูเม็กซิกันที่เสิร์ฟพร้อมกับซาวครีม     Panuchos de cochinita เป็นอาหารท้องถิ่นของคาบสมุทรยูกาตัน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเม็กซิโก เป็นส่วนผสมที่แสนลงตัวระหว่างหมูตุ๋นกับ Achiote เครื่องเทศท้องถิ่นแถบละตินอเมริกา น้ำส้มรสเปรี้ยว และพริกเม็กซิกัน กรรมวิธีสุดพิเศษนั้นต้องนำไปห่อใบตองแล้วตุ๋นเป็นเวลา 5 ชั่วโมงเต็ม จนได้เนื้อนุ่มละเอียด เสิร์ฟพร้อมถั่ว Refried หอมแดงดอง และพริก จานนี้จึงมีรสเผ็ด แต่ถ้ายังเผ็ดไม่พอสำหรับลิ้นคนไทย ก็มีสโมคกี้ชิลลี่ซัลซ่าให้จิ้มเพิ่มดีกรีความเผ็ดได้     จานสุดท้ายคือ Tacos de Camarones เป็นทาโก้อีกเช่นกัน แต่ว่าร้านดีไซน์ออกมาให้จัดจ้านเข้าปากคนไทยมากขึ้น  ด้วยการนำกุ้ง เบคอน พริกหวาน และหัวหอมมาปรุงรสร่วมกับซัลซ่าสูตรพิเศษของร้าน จนได้ไส้ทาโก้ที่ครบรสและได้สัมผัสกรอบ ๆ จากผักสด และเนื้อกุ้งนุ่ม ๆ มื้ออาหารเม็กซิกันจะขาดเครื่องดื่มนี้ไปไม่ได้ “แซงเกรีย” ไวน์แดงผสมน้ำผลไม้ ที่พบเห็นได้ในวัฒนธรรมการกินของสเปน ซึ่งเม็กซิโกก็เคยเป็นหนึ่งในประเทศอาณานิคมมาก่อนจึงไม่แปลกที่จะมีเครื่องดื่มนี้อยู่บนโต๊ะอาหาร จุดเด่นคือดื่มง่าย รสชาติไม่เข้มมาก ช่วยเสริมรสชาติอาหารได้ดี       อีกเมนูค็อกเทลที่น่าสนใจคือ มาร์การิต้า ว่ากันว่าค็อกเทลชนิดนี้ถือกำเนิดขึ้นในบาร์ท้องถิ่นในเม็กซิโก เครื่องดื่มแก้วนี้เลยกลายเป็นอีกหนึ่งต้นตำรับที่เหมาะกับมื้ออาหารสไตล์เม็กซิกันขนานแท้แบบนี้ หรือถ้าไม่อยู่ในอารมณ์อยากดื่มแอลกอฮอล์ ลองสั่ง Horchata แบบม็อกเทลมาลองก็ดีไม่แพ้กัน เพราะเป็นเครื่องดื่มท้องถิ่นที่ทำจากข้าว เพิ่มกลิ่นหอมด้วยอบเชย แก้วนี้เลยมีรสหอมหวานดื่มง่ายสุดๆ       มาที่ร้านนี้แล้วเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในเม็กซิโกจริง ๆ เพราะมีทั้งอาหารและเครื่องดื่มต้นตำรับที่ชาวเม็กซิโกตัวจริงเสียงจริงแนะนำ

IGNIV Bangkok ร้านไฟน์ไดนิ่งแชริ่งคอนเซ็ปต์ (Sharing) ของเชฟชื่อดัง เชฟแอนเดรียส คามินาดา มาเปิดที่โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพ ให้ชาวไทยได้สัมผัสประสบการณ์ระดับโลกกันแล้ว       เชฟแอนเดรียส ผู้ก่อตั้งร้านอาหารเครืออิกนีฟ ถือเป็นซุปเปอร์สตาร์แห่งวงการอาหารสวิสฯ เพราะเป็นเชฟที่อายุน้อยแต่คว้ารางวัลมิชลินสตาร์รวมกันแล้วถึง 7 ดวง โดยได้ 3 ดาวจาก Schloss Schauenstein ร้านที่ตั้งอยู่ในปราสาทเก่าแก่ในเมืองฟัวสเตอเนา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์     IGNIV ในภาษาโรมานซ์ (Romansh) หนึ่งในภาษาหลักของประเทศสวิตเซอร์แลนด์แปลว่า “รังนก” อิกนีฟ แบงคอกถือเป็นร้านแห่งแรกที่เปิดนอกบ้านเกิดของเชฟแอนเดรียสอีกด้วย แม้ว่าตอนนี้เชฟแอนเดรียสจะยังมาเมืองไทยไม่ได้ แต่ได้ส่งเชฟมือขวาอย่างเชฟเดวิด และมือซ้ายอย่างเชฟอาเน่มาควบคุมความอร่อย เสิร์ฟอาหารดมเดิร์นยูโรเปี้ยนทั้งหมด 5 คอร์ส รวมแล้ว 20 จาน ให้เราได้แบ่งปันกับเพื่อนร่วมโต๊ะ เมื่อจบคอร์สสุดท้ายแล้วยังมีมุมขนมที่มีขนมหวานชิ้นเล็กหลากหลายให้เราเลือกกลับบ้านได้อีกด้วย     เมนูที่สร้างความประทับใจให้เรามีหลายเมนู เริ่มจากคอร์ส Snacks กับเมนู Banana Shrimp Tartelette ทาร์ตชิ้นเล็กไส้กุ้ง ท๊อปด้วยโฟมสีขาวเนื้อนุ่มเบา Papaya Roll มะละกอดิบม้วนเป็นคำ รสคล้ายส้มตำไทยเผ็ดนิดๆ กรอบและสดชื่น Almond Liver Red Beet อัลมอนด์เคลือบด้วยฟัวกราสรสเข้มข้นนุ่มเนียน ผิวนอกเป็นสีแดงกำมะยีสวย เหมาะกับเครื่องดื่มแชมเปญ         ส่วนจาน Starters อย่าง Beef Tartare ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เนื้อสับปรุงรสนุ่มนวลเนียนเสิร์ฟกับแครกเกอร์มันฝรั่ง ที่เชฟคั้นน้ำจากมันฝรั่งแล้วช้อนเอาฟิล์มที่อยู่บนผิวหน้ามาทอดจนเหลืองกรอบ Lettuce Kimchi เมนูแปลกใหม่ที่ใช้ผักกาดคอสสดกรอบปรุงรสชาติเหมือนกิมจิได้รสเปรี้ยวเค็ม ราดมายองเนสที่มีกลิ่นรมควัน Seabass Radish Dill ปลากะพงเซบิเช่ วางแรดิชสไลด์บาง และผักชีลาว สวยงามและสดชื่น         จานหลักเรายกนิ้วให้กับ Pork BBQ Plum คอหมูนุ่มๆ กับซอสลูกพรุนบดรสหวาน กินกับ Cauliflower Truffle Glaze ที่นำดอกกะหล่ำไปทอดกรอบ ราดด้วยทรัฟเฟิลเกลซและบราวน์บัตเตอร์กลิ่นหอมชวนกิน ด้วยคอนเซ็ปต์แชริ่งทำให้เราได้กินอย่างหลากหลาย ยังคอร์สนี้ยังมีเนื้อ Short Rib Onion Salsa Verde ให้สายเนื้ออย่างเราได้ฟินกับเนื้อนุ่มๆ ย่างมาแบบหอมๆ กับซอสสีเขียวสวยหอมกลิ่นสมุนไพรอีกด้วย       จบด้วย Desserts ที่มีทั้ง Oats Buckwheat ที่เสิร์ฟมาในเปลือกไข่สมกับชื่อร้าน มีทั้งข้าวโอ๊ต แอปเปิ้ลและบัควีตอยู่ข้างใน ท๊อปด้วยโฟมนุ่ม Chocolate Soufflé ช็อกโกแลตซูเฟล่ เนื้อนุ่มเบาฟู รสช็อกโกแลตเข้มข้น ขม นิดๆ       อย่าลืมเผื่อท้องมาที่มุมขนม Candy Store ที่มีทั้ง Chocolate, Fruit Jellies, Chocolate Nuts, Macarons, Madeleines, Canelés และ Pan Forte ชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่เชฟให้เลือกแบบไม่อั้น กลับไปอิ่มอร่อยต่อที่บ้านอีกด้วย     อาหารหน้าตาสวย รสชาติดี เป็นอีกประสบการณ์ที่ควรไปเยือนรังนกแห่งนี้

Samsara Bar (แซมซาร่า) ร้านแฮงก์เอาท์ที่ไม่หรูหราห้าดาว แต่ว้าวอย่าบอกใคร แถมสนุกตั้งแต่ทางเข้าที่อาจจะดูลึกลับ แต่รับรองว่าไม่หลง ตัวร้านเป็นบ้านไม้เก่า ลุคเดิมๆ ไม่ได้เติมแต่ง แต่เชื่อไหมว่ากลายเป็นจุดเช็คอินระดับอินเตอร์ไปแล้ว เพราะมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ตบเท้าเข้ากระชับพื้นที่กันอย่างคึกคัก ใครมาก่อนได้(วิวดี)ก่อน นั่งนานแค่ไหนก็ไม่เบื่อ ยิ่งใกล้ช่วงทไวไลท์ที่แสงสีส้มจับขอบฟ้า สั่งไวน์หรือค็อกเทลมาชนแก้วกันกรุ๊งกริ๊ง โรแมนติกมาก!           ส่วนเมนูของร้านเน้นกินง่ายไซส์มินิ และฟิงเกอร์ฟู้ดเคี้ยวเล่นกรุบกริบ อาทิ รากบัวทอด ซิกเนเจอร์ที่แรกเห็นอยากบอกว่าธรรมดามาก แต่พอส่งเข้าปากได้สัมผัสความกรุบกรอบ รสชาติเค็มๆ มันๆ ก็ต้องรีบเปลี่ยนความคิดและยกให้เป็นเมนูคู่โต๊ะที่ลองเพียงครั้งแรกแล้วต้องสั่งซ้ำอีกหลายครั้ง       หมึกทอดกรอบ อีกเมนูขายดีที่เห็นแล้วก็เฉยๆ แต่ลองแล้วชอบมาก ความพิเศษของหมึกชุบแป้งทอดจานนี้อยู่ที่ความกรอบบางของแป้ง ทอดไม่อมน้ำมัน เคี้ยวหนึบๆ กินเปล่าๆ ก็เข้าที หรือจะแตะมายองเนสเพิ่มความครีมมี่ก็เข้าท่า อย่าลืมบีบมะนาวช่วยตัดรสและเสริมดีกรีความว้าวอีกเท่าตัว       ยำผักบุ้งกุ้งกรอบ ผักบุ้งชุบแป้งทอดเสิร์ฟแยกกับน้ำยำ น้ำขลุกขลิกรสเข้มข้น ใส่หมูสับกับกุ้งสดลวกพอสุก  กินเป็นเมนูกับแกล้มก็ได้ หรือจะกินกับข้าวสวยร้อนๆ ก็ได้ใจ จากนั้นขาดไม่ได้กับเครื่องดื่มสุดชิลนานาชนิด เลือกสั่งมาจิบเพลินๆ ได้ทั้งคืน       ดินเนอร์ครั้งต่อไปปักหมุด “แซมซาร่า” ไว้ในใจได้เลย

ยกให้เป็นคาเฟ่น้องใหม่มาแรงแห่งเอกมัยในเวลานี้ สำหรับ Babyccino” ที่พร้อมเสิร์ฟอาหารโฮมเมดสไตล์ All Day Breakfast ให้เราเริ่มต้นเช้าวันใหม่แบบอิ่มอร่อยและสุขใจในบรรยากาศโปร่งสบายด้วยการตกแต่งแบบเรือนกระจกรับแสงแดดอุ่นๆ รอบร้านที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้และธรรมชาติแสนร่มรื่น     ทุกเมนูเด่นของที่นี่อาจดูธรรมดา แต่บอกเลยว่า (อร่อย) พิเศษไม่เหมือนใครในแบบ Simple But Unique รวมทั้งการบริการที่ใส่ใจและเป็นกันเองยิ่งทำให้ Babyccino กลายเป็นบ้านหลังที่สองของหลายๆ คนไปแล้ว       จานเด่นต้องลองมีทั้ง K-Bomb Fried Chicken ขนมปังบริยอชโฮมเมดสอดไส้อกไก่ทอดราดซอสสไปซีมายองเนสและชีส Pasta Aglio E Olio พาสต้าเส้นสดผัดพริกแห้งและเบคอน รสจัดจ้านถึงใจ และ Lemon Chicken with Quinoa Rice สะโพกไก่หมักเครื่องเทศอบจนหนังกรอบกำลังดี เสิร์ฟพร้อมข้าวจัสมิน บราวน์ ไรซ์ผสมควินัวและสลัดผัก         ส่วนสายสุขภาพต้องลอง Miso Glazed Cauliflower & Kale กะหล่ำดอกเกลซกับมิโสะ มาพร้อมผักเคล มะเขือเทศเชอร์รีและควินัว เพิ่มรสชาติด้วยพาสลีย์เดรสซิง     ใครอยากมานั่งละเลียดเครื่องดื่มเบาๆ เราแนะนำซิกเนเจอร์อย่าง Babyccino เอสเพรสโซช็อตใส่นมสูตรพิเศษหอมสมุนไพร ทั้งอบเชย โรสแมรี และกระวาน (ก่อนดื่มแนะนำให้คนให้เข้ากันจะยิ่งอร่อย) และ Floral Soda รสเปรี้ยวหวานสดชื่น หอมกุหลาบและลาเวนเดอร์ กินคู่กับ Carrot Cake เนื้อเค้กสอดแทรกวอลนัท ท็อปด้วยครีมชีสหอมมัน หรือ Salted Caramel Banana Cake เค้กกล้วยหอมเนื้อแน่นราดครีมซอลต์คาราเมล โรยถั่วเคลือบคาราเมลกรุบกรอบ ยิ่งอร่อยเป็นสองเท่าเลยทีเดียว        

“บ้าน” สถานที่อบอุ่น เซฟโซนที่คุณอยู่แล้วรู้สึกสบายใจ ต่อด้วย ๑000 เลขที่มีมูลค่ามากที่สุดในธนบัตรของบ้านเรา ส่งเสริมความเป็นสิริมงคล “ไม้” ต้นไม้เขียวชอุ่มให้ความร่มรื่น ปิดท้ายด้วย “Cafe & Farm” ซึ่งบ่งบอกถึงคาแร็คเตอร์ของที่แห่งนี้ รวมเป็น “บ้าน ๑,๐๐๐ ไม้ Cafe & Farm” คาเฟ่ให้ฟิลโคซี่ที่ตั้งอยู่ในย่านสามโคก จ.ปทุมธานี พื้นที่สีเขียวกว่า 3 ไร่ ที่เต็มไปด้วยแมกไม้นานาชนิดซึ่งพิเศษเปิดเฉพาะวันเสาร์ – อาทิตย์เท่านั้น     เนื่องจากวันจันทร์ – ศุกร์ สถานที่แห่งนี้คือบ้านและที่ทำงานของคุณโก้ พชรพล ทรงศรี อดีตครูสอนวิชาเกษตรที่ปัจจุบันเป็นนักจัดสวนมืออาชีพที่พร้อมน้อมนำ “เศรษฐกิจพอเพียง” ปรัชญาของรัชกาลที่ 9 มาใช้ในการบริหารร้านอย่างเต็มตัว โดยจะแบ่งแอเรียเป็น 4 ส่วน อย่างแรกเลยคือ ขุดบ่อเก็บน้ำ 30%  ปลูกข้าว 30% พืชผักต่างๆ  30% ที่อยู่อาศัย (สำหรับคุณโก้นั้นคือ บ้าน ออฟฟิต) และสุดท้ายคือโรงเลี้ยงสัตว์กับคาเฟ่ 10%       บวกกับสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ “การให้” ซึ่งเป็นคติประจำใจที่คุณโก้นั้นยึดถือและปฏิบัติมาตลอด โดยใครที่อยากมาเยือนบ้าน ๑,๐๐๐ ไม้ ก็สามารถมาได้เลยโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายขั้นต่ำ คุณสามารถพาลูกๆ มาเรียนรู้และทำกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจ อาทิ ดำนา ทำไข่เค็ม พายเรือ ชมสัตว์ต่างๆ ปลูกผัก ปั้นดินเผาจิ๋ว ระบายสี เพนท์ผ้ามัดย้อม เป็นต้น ใครท้องร้องก็แวะหม่ำอาหารโฮมคุ้ก ขนมโฮมเมด ฝีมือคนในชุมชนที่รสชาติไม่ธรรมดา อย่าง       ข้าวหมูอบ กระดูกอ่อนกรึบกรับ อบจนเนื้อนุ่ม กินง่าย รสเค็มละมุนปนหวานเล็กๆ ราดน้ำจิ้ม ที่ทำมาจากน้ำส้มสายชูและพริก รสเปรี้ยวและเผ็ดพอดีกัน อิ่มอร่อยได้ในจานเดียว     มาถึงเมนูเฮลท์ตีกันบ้างกับ สลัดทูน่า ก็รสชาติดี ผักสด กร๊อบกรอบ ปลูกเองจากสวนนานาพันธุ์ ทั้งผักสลัด แครอต ข้าวโพด กระหล่ำปลีม่วง เป็นต้น มีทูน่าเนื้อแน่น เพิ่มโปรตีนให้กับร่างกาย ราดน้ำสลัดครีมรสกลมกล่อม     สายหวานเตรียมสั่ง ขนมปังสังขยา ขนมปังโฮมเมดเนื้อฟูๆ นุ่มนิ่มที่เราเลิฟ กินคู่กับสังขยาใบเตยหอมกรุ่น รสหวานพอดี     จิบกับ คาปูชิโน่ รสเข้มข้น ดื่มไม่ยาก ไม่ใช่คอกาแฟก็จิบได้ ชานม ชาไทยคุณภาพ หอมฟุ้ง รสเข้ม ผสานไปกับนมข้น และนมสด รวมกันเป็นรสที่หวานพอเหมาะ       และ สตรอว์เบอร์รีโซดามะนาว รสเปรี้ยว เพิ่มความสดชื่ดอีกขั้นด้วยน้ำโซดา ซาบซ่า     กระซิบ อีกหน่อยที่นี่จะมีเวิร์คชอปสำหรับผู้ใหญ่ด้วยนะ

ภาพจำเดิม ๆ ของอาหารไทยจะเปลี่ยนไปทันทีหากได้มาเยือน รอยัล โอชา (Royal Osha) ร้านอาหารไทยไฟน์ ไดนิ่งแห่งใหม่ บนถนนวิทยุ หัวมุมซอยร่วมฤดี ใจกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รับการแนะนำจากมิชลินไกด์ กรุงเทพฯ ในปี 2019 และ 2020 ติดต่อกัน และในคราวนี้ก็ถือโอกาสพิเศษเปิดตัว Executive Chef คนใหม่ “เชฟวิชิต มุกุระ” ดีกรีมิชลิน 1 ดาว ที่จะมารังสรรค์เมนูอาหารไทยรูปแบบใหม่จากแรงบันดาลใจที่ได้จากการเดินทางรอบโลกมาเป็นเวลานานกว่า 40 ปี พร้อมทั้งเปิดโซนใหม่คือ โซนกลาส เฮ้าส์ ไว้สำหรับให้บริการในรูปแบบ Chef’s Table อีกด้วย     การออกแบบตกแต่งภายในร้านก็เข้ากับแนวคิดของอาหารได้เป็นอย่างดี ด้วยสไตล์ไทยวิจิตรโมเดิร์น เน้นโทนสีเข้มตัดกับสีทองจากทองคำแท้บริสุทธิ์ ได้กลิ่นอายพระราชวังสมัยโบราณ บนชั้นลอยจะเห็นภาพจิตรกรรมฝาผนังบอกเล่าเรื่องราวรามเกียรติ์ และสิ่งที่โดดเด่นที่สุดนั้นเป็นอะไรไปไม่ได้เลยนอกจากโคมแชนเดอร์เลียร์รูปชฎาขนาดใหญ่สีทองอร่าม     “ครอบครัวเราชอบสรรหาของกินและเดินทางไปทั่วโลก เพื่อไปชิมอาหารจากร้านอาหารชื่อดัง รวมถึงร้านที่ได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ ทำให้มีโอกาสได้เข้าร้านอาหารที่เป็นไฟน์ ไดนิ่งบ่อยครั้ง  ซึ่งร้านประเภทนี้ทำให้เราได้สัมผัสกับวัฒนธรรมของชาตินั้น ๆ ไปพร้อมกัน จึงอยากนำพาอาหารไทย  ซึ่งเป็นอาหารที่มีเสน่ห์ รสชาติดี มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไปสู่จุดนั้นบ้าง” คุณจูน-ศุภาพิชญ์ พิทยานุกุล เจ้าของร้านรอยัล โอชา เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งร้านอาหารไทยแห่งนี้     รอยัล โอชาจึงเป็นร้านอาหารไทยแห่งแรกที่เป็นลักชัวรี่ ไทย ไฟน์ ไดนิ่ง นอกจากจะได้เชฟวิชิต มุกุระ ผู้มีความตั้งใจเดียวกันมาเสริมความละเมียดละไมและความพิถีพิถันในการรังสรรค์อาหารไทยไฟน์ ไดนิ่ง ให้เป็นรูปธรรมแล้ว ยังมีคุณพุธ-เกวลิน พิทยานุกุล น้องสาวของคุณจูน ผู้มีใจรักในด้านการทำอาหาร เรียนจบการโรงแรมจากสวิสเซอร์แลนด์และจบการทำอาหารจากอังกฤษมาร่วมมือด้วย ซึ่งเธอเผยถึงแนวคิดของเมนูอาหารทั้งหมดว่าเป็น  Classic Thai Elegance Reinvented สื่อถึงความสง่างามของอาหารไทยรสชาติดั้งเดิม คงไว้ทั้งรูป รส และกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ แต่เสิร์ฟใหม่ในสไตล์โมเดิร์น รวมทั้งสรรหาวัตถุดิบจากหลากหลายจังหวัดทั่วประเทศไทย จึงมีเมนูที่หมุนเวียนไปตามฤดูกาลและเต็มไปด้วยเอกลักษณ์ท้องถิ่น     ด้าน เชฟวิชิต มุกุระ เชฟดีกรี มิชลิน 1 ดาว ในฐานะ Executive Chef ร้าน รอยัล โอชา เผยว่า “ผมรู้สึกยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ ร้านรอยัล โอชา ในการนำพาอาหารไทยไปสู่อีกระดับนึง นับเป็นความท้าทายอย่างมาก เพราะอยากให้คนทั่วโลกมองว่าอาหารไทยไม่ใช่เพียงสตรีทฟู้ด แต่เป็นอาหารที่มีความลึกซึ้ง แฝงไปด้วยวัฒนธรรม โดยเมนู Chef’s Table ของร้านสร้างสรรค์ขึ้นจากประสบการณ์การทำงานกว่า 40 ปี ของผม ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ เป็นการนำของดีของเมืองไทย มาผสานกับวัตถุดิบชั้นเลิศจากทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่า อาหารแต่ละจานจะครบรสแบบอาหารไทยดั้งเดิม และคุ้มค่ากับราคาอย่างแน่นอน”     ประเดิมเมนู Chef’s Table จานแรกด้วย หอยสังข์พล่า (ญี่ปุ่น) ก๋วยเตี๋ยวห่อผักสลัด (Japanese Conch shell with fresh herbs salad in rice noodle roll) เพื่อเรียกน้ำย่อย จานนี้เชฟวิชิตได้แรงบันดาลใจจากการได้เดินทางไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น โดยนำหอยสังข์มาปรุงรสแบบไทย ๆ ด้วยพริกยำ เมื่อรับประทานจะได้สัมผัสกรุบ ๆ ของเนื้อหอยเคล้ารสชาติเค็มเปรี้ยวหอมกลิ่นสมุนไพรไทยอย่าง หอมแดง และตะไคร้     เนื้อปูทาราบะกับชะครามทอด กับใบชะพลูไทย (Deep fried Taraba crab meat with seabrite and piper leaves) มีหน้าตาคล้ายเทมปุระ แต่รสชาติไทยมาก ๆ จากการนำใบชะครามของดีสมุทรสาครมายำเคล้ากับแป้งทอดกรอบ ส่วนเนื้อปูห่อด้วยใบชะพลูเอามาทอดสไตล์เทมปุระ     สำหรับใครที่ชอบปอเปี๊ยะห้ามพลาดเมนู ปอเปี๊ยะตับห่านปิรามิดกับซอสพริก (Triangular Foie Gras spring roll with chilli sauce) ปอเปี๊ยะแบบไทย ๆ แต่ถูกรังสรรค์ในรูปแบบ ซาโมซ่า ของว่างยอดนิยมจากอินเดีย ปากีสถาน เนปาล และบังกลาเทศ ปรุงโดยการนำตับห่านมาเซียร์ ใส่วุ้นเส้น แล้วห่อด้วยแป้งปอเปี๊ยะ ทานคู่กับซอสพริก     เข้าสู่จานหลักกับเมนู หอยเชลล์ทอดกับไข่ตุ๋นน้ำจิ้ม (Pan fry scallop with steamed egg and spicy chilli lime sauce mixed salad) เมนูที่เชฟวิชิตได้ไอเดียมาจากการไปทำงานที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดดเด่นด้วยการผสานความนุ่มละมุนของเนื้อไข่ตุ๋น เคล้ากับกลิ่นหอมและความสดของหอยเชลล์ เพิ่มความจัดจ้านด้วยน้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรพิเศษ ที่ให้รสชาติเผ็ดและเปรี้ยวผิดกับรูปลักษณ์ใสแจ๋ว     ถัดมาเป็นเมนูต้มโคล้งที่ฉีกรูปแบบเดิมไปอย่างสิ้นเชิง เพราะดีไซน์เป็น ต้มโคล้งปลากรอบกับทูน่า (Clear smoked dried fish soup with seared yellowfin tuna and green pea) จานนี้ได้แรงบันดาลใจจากน้ำซุปกระดูกหมูราเมนของญี่ปุ่น โดยนำเครื่องต้มโคล้งมาบดกับเนื้อปลา ปรุงรสแล้วเคี่ยวในน้ำสต็อกปลานานกว่า 6 ชั่วโมง ก่อนจะกรองจนได้น้ำซุปใสรสชาติหอมของเครื่องต้มโคล้ง ทานคู่กับไชเท้าตุ๋น วิธีการกินนั้นต้องลองชิมน้ำซุปก่อนเพื่อสัมผัสรสชาติที่แท้จริง จากนั้นค่อยบีบมะนาวและใส่ปลาป่นลงไปแล้วจะได้อีกหนึ่งรสชาติที่แตกต่างและให้รสชาติแบบไทยอย่างน่าประทับใจ     อีกหนึ่งเมนูที่ร้านอาหารไทยขาดไม่ได้ นั่นคือ เมนูแกง โดยเชฟได้รังสรรค์ แกงกะหรี่ล็อบสเตอร์ทอดกับข้าวทอด แหนมเห็ด (Fried Lobster with yellow curry and deep fried rice, mushroom salad) โดยได้แรงบรรดาลใจจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ด้วยแกงกะหรี่รสจัดจ้าน เค็ม เปรี้ยว หวาน หอมเครื่องเทศแบบไทย ทานคู่กับ ล็อบสเตอร์ วัตถุดิบล้ำค่าแห่งท้องทะเล เคียงด้วย อาจาด ข้าวทอด แหนมเห็ด มันเทศ เพิ่มความสนุกในรสสัมผัสด้วย เกี๊ยวกุ้งแกงกะหรี่ และ ข้าวหอมมะลิแดง จาก บุรีรัมย์     สำหรับเมนูของหวานของร้านนั้นนำเสนอได้อย่างน่าสนใจ ทำให้เมนู ดอกจอกใบเตยกับหวานเย็นข้าวหมากกับสาเก (Sweet fermented rice sorbet with crispy coconut and rice flour shell) เกิดเป็นความลงตัวของรสชาติเค็มๆ หวานๆ ของขนมดอกจอก ทานคู่กับหวานเย็นข้าวหมาก ราดด้วยสาเกยูสุ รองด้วยฝอยทอง และข้าวหมากที่นำไปแนบบนกระทะจนกรอบ เสิร์ฟมาในจานเดียวกับ สังขยาน้ำตาลไหม้กับเครื่องเคียง (Steamed coconut egg custard with condiments) สังขยาเนื้อเนียนหวานกำลังดี เคล้ากลิ่นหอมของน้ำตาลไหม้ เรียกว่าเป็นการเปิดประสบการณ์แห่งรสชาติอาหารไทย ในสไตล์ ไฟน์ ไดนิ่งที่น่าประทับใจจนต้องกลับมาเยือนอีกสักครั้ง     สำหรับใครที่อยากได้ประสบการณ์ Chef’s Table โดยเชฟวิชิต มุกุระ ต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้า 1 สัปดาห์

ใครอยากลองชิมอาหารเลบานีสแบบดั้งเดิม ห้ามพลาด Nadimos ร้านเรียบหรูในซอยสุขุมวิท 24 ที่เจ้าของร้านชาวเลบานีสบอกกับเราว่าอยากส่งต่อวัฒนธรรมการกินจากบ้านเกิดให้คนไทยได้รู้จักมากขึ้นผ่านจานอาหาร ซึ่งหัวใจหลักอยู่ที่การได้อิ่มท้องแบบสุขภาพดี         มาถึงที่ร้าน อยากให้เริ่มต้นด้วย Lebanese Coffee กาแฟร้อนแบบเลบานีสเพิ่มความกระปรี้กระเปร่า เสิร์ฟในถ้วยขนาดเล็กที่จิบแล้วพอดีริมฝีปากเพื่อรับรสเข้มและกลิ่นหอมของกาแฟได้อย่างเต็มที่ ตามด้วย Nadimos Hummus เครื่องจิ้มแบบเลบานีสที่มีพระเอกหลักเป็นถั่วชิกพีบดเนื้อเนียนปรุงรสด้วยน้ำมันงาเพิ่มความหอม ได้รสเปรี้ยวเล็กน้อยจากเลมอน ท้อปด้วยถั่วชิกพีเม็ดอวบให้เคี้ยวกันเพลินๆ จับคู่กับพิตาเบรดแล้วเข้ากันมาก (แต่หากอยากเพิ่มเนื้อสัตว์ แนะนำฮัมมุสเนื้อแกะสุดแสนจะเข้ากัน)       ต่อด้วยเมนูพิเศษ Fasolia with Tahini Sauce ถั่วขาวรสชาติเข้มข้นจากซอสทาฮินี่ ปรุงรสด้วยน้ำมันมะกอกและเลมอน ได้รสสดชื่นจากมะเขือเทศสดและหอมแดงซอยที่ต้องคลุกเคล้าให้ทั่วก่อนกิน หรือจะลอง Fasolia with Tomato Sauce ถั่วขาวในซอสมะเขือเทศรสกลมกล่อม กินง่ายไม่เปรี้ยวเกินไป จะกินกับพิตาเบรดหรือข้าวแบบเลบานีสเม็ดเรียวก็เข้ากันทั้ง 2 แบบ       อีกจานห้ามพลาด Mujadara จานนี้ทำจากข้าวคลุกเคล้ากับถั่วเลนทิลต้ม โรยด้านบนด้วยหอมเจียวกรุบกรอบที่มีรสหวานเล็กน้อย ตามด้วย Falafel เชฟใช้ถั่วฟาวาและถั่วชิกพีบดเข้าด้วยกันปั้นเป็นก้อนกลมแล้วนำไปทอด เนื้อสัมผัสแน่นแต่นุ่ม ได้กลิ่นหอมของเครื่องเทศอวลอยู่ในปาก       จานหลักแนะนำ Mixed Grill รวมเมนูย่างที่มีทั้งเนื้อแกะและเนื้อไก่ที่หมักได้อย่างเข้มข้น เคียงด้วยผักย่าง วิธีกินฉีกแป้งเป็นคำเล็กๆ ห่อเนื้อแล้วกินกับซอสกระเทียมบดที่เข้ากันอย่างดี หากยังไม่อิ่มลอง Cheese and Sujuk Safiha ซาฟิฮาหรือแป้งขนมปังแบบเลบานอนออนท้อปด้วยชีสและไส้กรอกอบร้อนจากเตา ให้อารมณ์พิซซ่า แค่ชิ้นเดียวก็อยู่ท้องแล้ว    

แวะเวียนมาจังหวัดปทุมธานีแล้วทำทีผ่าน “คำเสน่ห์” ไปเฉยๆ ไม่ได้ ร้านอาหารไทยสูตรคุณแม่ของ คุณโจ วิรัช เปรมจิตต์ ที่เน้นเสิร์ฟรสชาติจัดจ้าน และอาหารตะวันตกที่อร่อยไม่น้อยหน้าร้านไหน ผสานไปกับบรรยากาศสไตล์อินดัสเทรียล ลอฟท์ โครงเหล็กกระจกใสถูกติดรอบผนัง มีพื้นและเคาน์เตอร์บาร์ปูนเปือย ที่ถูกเบรกด้วยต้นไม้กระถางน้อยใหญ่ที่มองแล้วสบายตา         ออกไปโซนเอ้าท์ดอร์ด้านหลังนอกจากมีที่นั่งในสวนสวยสุดร่มรื่นในยามกลางวัน แต่พอตกเย็นนั้นคำเสน่ห์จะกลับกลายเป็นร้านนั่งชิลที่เต็มไปด้วยฟิลโรแมนติก มีมุมถ่ายรูปมากมายให้สายโซเชียลได้แชะภาพกันแบบรัวๆ ทั้งเปลญวนริมน้ำเก๋ไก๋ ชมวิวสวยๆ จากธรรมชาติรอบนอก และเชยชมความงดงามยามพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าสู่ผืนแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างถนัดตา       จานแรกลองชิม ซี่โครงหมูอบคำเสน่ห์ ซี่โครงหมูชิ้นโตๆ หมักกับซอสสไปซี่สูตรพิเศษของทางร้าน รสเค็มกลมกล่ม เผ็ดกำลังดี ยิ่งเปล่าๆ ก็เพลิน หรือจะจิ้มรสมะเขือเทศก็เสริมชาติซี่โครงให้โดดเด่นไปอีกแบบ เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งทอด และผักย่าง อาทิ หัวหอม พริกหวาน มะเขือเทศ และหน่อไม้ฝรั่ง     หันมาลิ้มลองอาหารไทยกันบ้างกับ ปูนิ่มทอดกระเทียม ปูนิ่มกินง่ายที่เรารัก เนื้อกรอบนอกนุ่มใน หอมกลิ่นกระเทียมพริกไทย ราดซอสพริกรสเปรี้ยว หรือซีฟู้ดรสจัดจ้านก็แสนจะเข้ากัน     หันไปซดน้ำซุปร้อนๆ จากเมนู ต้มยำปลาคัง ปลาคังเนื้อสดเด้ง อยู่ในน้ำต้มยำน้ำใสรสเปรี้ยวแซ่บสะใจ เสิร์ฟมาในหม้อไฟร้อนๆ กินกับข้าวสวยสักจานสุดอิ่มเอม     อย่าลืมสั่ง มะนาวอัญชันโซดา เครื่องดื่มสีม่วง นี้มีรสเปรี้ยวสดชื่นจากน้ำมะนาวสด ปนน้ำอัญชันที่เต็มไปด้วยคุณประโยชน์ บวกกับความซาบซ่าจากน้ำโซดา ที่จิบกี่คราก็สดชื่น และ เสาวรสปั่น เสาวรสคุณภาพที่ถูกคัดสรรมาอย่างดี ผสานไซรัป และน้ำผึ้ง รวมกันเป็นรสเปรี้ยวอมหวาน จิบแล้วชื่นใจดี       บอกแล้วไงว่าใครไม่แวะร้านนี้ถือว่าพลาด