ย่านเอกมัยมีร้านอาหารหน้าใหม่เกิดขึ้นมากมาย แต่มีหนึ่งในร้านที่อยู่คู่กับถนนเส้นนี้มาเกือบสิบปี และเป็นขวัญใจของคนละแวกนี้ ต้องยกให้กับ Bourbon Street ทั้งผนังร้านอิฐเปลือยสีแดงและบาร์ไม้ยาว ที่ให้บรรยากาศราวกับถอดแบบมาจากร้านอาหารอเมริกันในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดสักเรื่อง คุณดักลาส บี แฮริสัน เล่าให้เราฟังว่า เขาเปิดร้านอาหาร Bourbon Street วันแรกเมื่อ 34 ปีก่อน ในย่านพร้อมพงษ์ จากนั้นจึงย้ายมาที่เอกมัยจนถึงปัจจุบัน       ชื่อของร้านนั้นมาจากถนนสายเก่าแก่แห่งหนึ่งในนิวออร์ลีนส์ รัฐหลุยเซียนา ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นถนนสายบันเทิง ทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านอาหาร บาร์ และเสียงบทเพลงแจ๊สเคล้าคลอตลอดตลอดทั้งคืน     Tex-Mex เป็นคำเรียกอาหารท้องถิ่นในรัฐเท็กซัส ทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ย่อมาจาก Texas-Mexican อาหารท้องถิ่นทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากอาหารเม็กซิกัน ส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ในอาหารแต่ละจานก็คือ “ถั่ว” เมนูอาหารหลาย ๆ อย่างที่ขายในร้านจึงได้แรงบันดาลใจมาจากความทรงจำในวันเก่ากับรสชาติอาหารฝีมือแม่       เริ่มต้นด้วย Red Beans & Rice ทำจากถั่วแดงนำมาต้มกับเครื่องเทศเม็กซิกัน พริกหยวก หัวหอม และขึ้นฉ่าย ซึ่งไฮไลต์ของจานนี้อยู่ที่ไส้กรอก Andouille ไส้กรอกหมูโฮมเมดสูตรลับเฉพาะของร้านนี้ จุดเด่นอยู่ที่เนื้อสัมผัสแน่น กรอบนอกนุ่มในจนยากจะหยุดกินได้ แถมยังมีขนมปังข้าวโพด หนึ่งในอาหารที่ชาวอเมริกันพื้นเมืองมักจะนำมากินกับทุกสิ่งทุกอย่างเสิร์ฟมาคู่กันให้ได้รสชาติต้นตำรับแท้ๆ     Enchilada & Taco Plate เป็นอีกเมนูที่ได้อิทธิพลมาจากอาหารเม็กซิกันอย่างชัดเจน ด้วยแผ่นแป้งตอร์ติยาไส้เนื้อสัตว์ ราดด้วยซอสรสเผ็ดชุ่มฉ่ำ เสิร์ฟคู่มากับทาโก้สอดไส้เนื้อ ข้าวผัดเม็กซิกัน และที่ขาดไม่ได้คือ Refried Beans ซึ่งทำจากถั่วปินโตต้มแล้วนำมาบด จัดเป็นอีกเมนูถั่วที่อยู่คู่กับจานอาหารเม็กซิกันแทบทุกจาน     ปิดท้ายด้วย Mexican Chili Con Carne with Beans ที่ทำจากถั่วแดง ดูภายนอกอาจจะมีหน้าตาคล้ายๆ กับเมนูแรก แต่จริงๆ แล้วแตกต่างด้วยรสชาติของมะเขือเทศ พริก และเนื้อสันในตุ๋นจนเปื่อยยุ่ย ทำให้ได้กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ นิยมทานกับซาวครีมและเชดด้าชีสเพื่อเพิ่มรสชาติให้กลมกล่อมยิ่งขึ้น  

หากอยากมีโมเมนต์พิเศษเพื่อเก็บเป็นความทรงจำ การล่องเรือชมพระอาทิตย์ตกไปตามลำน้ำเจ้าพระยาที่มีบ้านเรือนขนาบสองฝั่ง ประดับดวงไฟที่สะท้อนสายน้ำระยิบระยับ คงเป็นทริปที่หลายคนแอบลิสต์ไว้ในใจ เราจึงอยากชวนคุณและคนพิเศษมาเก็บช่วงเวลาดีๆ นี้บนเรือ Supatra Boat โดยเฉพาะไฮไลต์“พระบรมมหาราชวัง” สถานที่สำคัญซึ่งเราเชื่อว่าหลายคนจะไม่พลาดบันทึกภาพความงดงามอย่างแน่นอน     ระหว่างทางในเรือยังมีบริการค็อกเทล เสิร์ฟคานาเป้สไตล์ไทยจากห้องอาหาร Supatra River House เราเลือกเมนูที่ชอบได้ 3 เมนูทั้งคาวและหวาน อาทิ ไก่ห่อใบเตย เมี่ยงกุ้งเสวย เปาะเปี๊ยะไส้ผัก และขนมไทย รวมถึงซอฟต์ดริงก์ที่จิบแล้วเข้ากับบรรยากาศที่สุด อีกทั้งยังมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัยเพราะกลุ่มสุภัทราให้บริการแบบมืออาชีพมานานกว่า 100 ปี ตั้งแต่กรุงเทพฯ ยังใช้เรือแจวข้ามฟากจนพัฒนามาเป็นเรือด่วนเจ้าพระยาและขยายสู่ธุรกิจท่องเที่ยวและการบริการมากมายในปัจจุบัน       หลังจากได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศตลอด 1-1.30 ชั่วโมง แต่ยังอยากต่อมื้อค่ำแนะนำที่ Supatra River Houseร้านอาหารไทยที่เอาใจเหล่านักชิมด้วยเมนูสูตรลับให้เลือกสั่งมาเอนจอยได้ไม่ซ้ำ ก่อนร่ำลาคืนพิเศษด้วยเครื่องดื่มรสเลิศพร้อมชมวิวสุดโรแมนติกในมุมที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดมุมหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยาที่ทำเอาหลายคนนั่งเพลินจนไม่อยากลุกกลับบ้านมาแล้ว     สนนราคาสำหรับผู้ใหญ่ 2,350 บาท ส่วนเด็กอายุ 4-12 ปีราคาเพียง 1,100 บาทเท่านั้น ราคานี้รวมล่องเรือ คานาเป้ และซอฟต์ดริงก์ รวมถึงประกันภัยให้ลูกค้าทุกคน ส่วนเรือที่ใช้ขึ้นอยู่กับจำนวนของลูกค้า ได้แก่ Water Limousine ไม่เกิน 10 ท่าน เรือสุภาพรรณ 20 ท่าน และเรือสุภัทรา 30 ท่านขึ้นไป นอกจากให้บริการแบบส่วนตัว หากต้องการจัดเลี้ยงหรือปาร์ตี้กรุ๊ปใหญ่สามารถสอบถามบริการเพิ่มเติมตามลายแทงด้านล่างนี้ได้เลย    

หากพูดถึงขนมไต้หวัน เชื่อว่าทุกคนคงพอจะนึกภาพออกว่าหน้าตาและรสชาติจะประมาณไหน และแน่นอนถ้าเป็นแบรนด์จากไต้หวันแท้ต้องมีวัตถุดิบอย่างธัญพืชจำพวก ถั่ว งา หรือแม้แต่เฉาก๊วยกับเต้าฮวย ซึ่งแบรนด์ ‘Meet Fresh’ ก็นำเสนอสิ่งเหล่านี้พร้อมความน่าสนใจอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ที่โด่งดังจากไต้หวันที่คนไต้หวันและใครไปเที่ยวก็อยากลิ้มลอง จนตอนนี้ขยายสาขาไปทั่วโลกกว่า 800 สาขาแล้ว     ส่วนเสน่ห์ที่มีมากกว่าแบรนด์ขนมเจ้าอื่นๆ คงเป็นสไตล์ของหวานที่เหมือนบ้านส่วนตัว ทำสดใหม่และไม่ใส่สารกันบูด แถมยังเป็นธุรกิจที่เติบโตจากรูปแบบดั้งเดิมในยุคแรกๆ จากสองพี่น้องตระกูล Fu แห่งเมืองไทจง (Taichung) ประเทศไต้หวัน จนพัฒนากลายเป็นร้านขนมหวานยอดนิยมระดับ 6 ดาว และเป็นแบรนด์ขนมไต้หวันต้นตำรับ   แต่ละเมนูมีอะไรบ้าง ? Icy Grass Jelly Signature (139.-) ทางร้านแนะนำว่านี่คือเมนูซิกเนเจอร์ที่มาแล้วต้องสั่ง ความโดดเด่นของเฉาก๊วยที่นุ่มให้ความรู้สึกเหมือนกินเยลลี่ มาจากกรรมวิธีตุ๋นกว่า 8 ชั่วโมง ที่สำคัญใบเฉาก๊วยยังมาจากแหล่งผลิตอย่างดีส่งตรงจากไต้หวัน ยิ่งเวลากินราดนมลงไปยิ่งเพิ่มอรรถรสในทุกคํา     Taro Ball #4 (139.-) สดชื่นสุดๆ ต้องยกให้เมนูนี้ ใครที่ชอบกินน้ำแข็งไสใส่เครื่องแน่นๆ ต้องลอง โดยเฉพาะเผือกที่คัดมาพิเศษ จึงหอมอร่อย ไม่เละ กินคู่กับถั่วแดง ไข่มุก และทาโร่บอลหนึบหนับยิ่งเคี้ยวเพลิน     Q mocha & Egg Pudding Combo (99.-) เป็นเมนูสแน็กที่มีทั้งพุดดิ้งท๊อปไข่มุก ตัวพุดดิ้งหอมน้ำตาลละมุนลิ้น พอกินพร้อมไข่มุกแล้วเข้ากันได้อย่างลงตัว ตัวคิวโมจิมีทั้งแบบออริจินอลราดคาราเมลและบราวชูการ์     Tofu Pudding (119.-) เมนูเสิร์ฟร้อนก็มีนะ อย่างเต้าฮวยสูตรเฉพาะของทางร้าน ที่ผลิตจากถั่วเหลืองปลูกด้วยวิธีธรรมชาติไม่ผ่านการตัดต่อทางพันธุกรรม (Non-GMO) ไม่มีสารเคมีปนเปื้อน     สุดท้ายเป็นชาไข่มุก เราสั่ง Fluffy Winter Melon Tea with Mini Taro Balls (99.-) รสชาติหวานหอม ตัวทาโรบอลยังคงเป็นซิกเนเจอร์ที่กินเข้ากับหลายเมนู     นอกจากการใส่ใจรายละเอียดในเรื่องวัตถุดิบแล้ว ทางร้านยังส่งพนักงานไปเทรนงานก่อนจะเปิดร้านด้วย เพื่อคงกรรมวิธีในการทำที่ถูกต้องและทำให้ได้รสชาติแบบตามต้นตำรับแท้ๆ

เอาแบบนี้ดีกว่าปกติชายจุกถือคติยอมอ้วนเบียร์ดีกว่าอ้วนอาหาร แต่สำหรับ MASH ชายยอมใจปล่อยให้มันอ้วนไปทั้ง 2 อย่างนี้แหละ ก็นานครั้งจะได้เจอบาร์เบียร์ที่อาหารโคตรอร่อย แถมยังเป็นคราฟท์เบียร์บาร์เพียงไม่กี่แห่งในโซนสีลมที่ชายต้องบอกต่อ ยิ่งในซอยคอนแวนต์ใกล้บีทีเอสศาลาแดงด้วยแล้ว ชายบอกได้คำเดียวว่าใกล้บ้าน     หุ้นส่วนร้านเจอกันที่อเมริกา ต้นตำรับอารยธรรมคราฟท์เบียร์ ทำให้ที่นี่เด่นทั้งเรื่องของอาหารสไตล์อเมริกันและคราฟท์เบียร์ ซึ่งหุ้นส่วนเชื่อว่าอาหารอเมริกันนี่แหละที่เข้ากับเบียร์ที่สุด ด้วยหนึ่งในหุ้นส่วนเป็นเชฟจึงตั้งใจให้เป็นบาร์แอนด์เรสเตอรองท์ เรียกว่าเพิ่มความอ้วนแบบฟิน 2 เท่า แต่อร่อยแบบนี้ก็ยอมเหอะ     คราฟท์เบียร์มีให้เลือกแบบสดจากแท็บทั้ง 16 แท็บ มีทั้งคราฟ์เบียร์ไทยและเทศ เลือกสไตล์เบียร์ให้วาไรตี้ที่สุด ใครชอบเบียร์ตลาดไม่แนะนำที่นี่ แต่ถ้าชอบหลากหลายแปลกใหม่ขอให้รีบพุ่งตัวมาเย็นนี้เลย เมื่อชายเอ่ยปากถามถึงเบียร์ต้องบอกว่าให้ข้อมูลโคตรดี ฟังแล้วคอแห้งเลย ปกติเจอแต่แบบชี้ไปที่บอร์ดอธิบายอะไรไม่ได้   IPA Devanom คราฟท์เบียร์ไทยที่ส่งกลับเข้าประเทศ แบรนด์นี้จากบริวมาสเตอร์ที่ปลูกดอกฮอฟต์เอง ไม่แน่ใจว่าเบียร์ตัวนี้ใช้ไหม ชายว่ามีความไอพีเอแหละ แต่บอดี้บางไปหน่อย แต่ชายชอบ Anderson Valley Wild Turkey Bourbon Barrel เบียร์ดำที่นำไปเอจในถังเบอร์เบิน ชายว่าบอดี้ดี กลิ่นรสก็ดีด้วย แอบได้ยินว่าจะมีโอมากาเสะเบียร์ด้วยในอนาคต (ชื่อนี่ชายตั้งเอง) เหมือนไฟลท์แหละ แต่จิบเบียร์มันก็ต้องเย็นๆ หน่อยเนอะ จิบทีละแก้วแล้วลำดับรสไปเรื่อยๆ น่าจะดีงามกว่า   มาที่อาหารต้องบอกว่าทูดายฟอร์ Fried Oyster แป้งเขาดีกรอบอร่อยจิ้มไอโอลีเผ็ดนิดๆ American Burgers ขนมปังโฮมเมดกับแพทตี้ ชีสเชดดาร์ เบคอน และผักดองกับมันฝรั่งทอด โอ๊ย! กับเบียร์คือดี ยิ่ง Philly Cheese Steak Sandwich ยิ่งดี เนื้อริบอายนุ่มๆ ฉ่ำกับซอสไวน์แดงและชีสเชดดาร์ยืดๆ          แต่ถ้าเป็นสัตว์กินเนื้อแบบชายจงสั่ง 2 จานต่อไปนี้ ไม่มีแป้งมากวนใจ เอาท้องไปถมกับเบียร์แทน Pork Spare Ribs เนื้อล่อนๆ นุ่มๆ กับซอสวิสกี้โฮมเมด หรือเมนูพิเศษ Rack of Lamb ซี่โครงแกะออสเตรเลียกับซอสไวน์แดงมิโซะ หาอะไรนะ ซอสไวน์แดงมิโซะ แต่ดีอะ       ถ้าอาหารจะอร่อยขนาดนี้มันก็จบในร้านเดียวได้เลยสินะ

หลังจากชายจุกได้ชิม Wang Jia Sha มาก่อนหน้านี้ ชายก็ตบปากรับคำมาชิม Townhouse ต่อในทันที ซึ่งเป็นหนึ่งในร้านอาหารเครือ Gaia Group  ที่ชักชวน Greyhound Café ไปเปิดในฮ่องกง แม้ว่าจะเป็นร้านอาหารในเครือเดียวกัน แต่ก็ฉีกแนวออกมาจากหวังเจี่ยชาที่เน้นติ่มซำ ที่นี่เน้นความโมเดิร์นในแบบที่ทางร้านเรียกว่า Share Good Food with Good Friend      อาหารเป็นแบบ East Meets West ที่นำเอาความเป็นตะวันตกผสมกลมกลืนไปกับตะวันออกอย่างแนบเนียน นอกจากอาหารยังเด่นเรื่องค็อกเทล พร้อมมีดีเจมาเปิดแผ่นช่วงสุดสัปดาห์ เรียกว่าให้อารมณ์แบบบาร์และร้านอาหารโดยแท้จริง กินอาหารเสร็จดื่มต่อได้เลย     เริ่มที่อาหาร ชายเลือก Robata Grilled Portobello เคยเห็นในโลกโซเชียลน่ากินดี เห็ดพอร์โทเบลโลย่างกับกิมจิ ชีสมาโยอุ่นๆ ยืดๆ ตามด้วยอาหารเบาๆ Pink Rice Paper Rolls แป้งเปาะเปี๊ยะแบบเวียดนามห่อด้วยบีตรูต แซลมอนรมควัน และกุ้งลายเสือ เพิ่มรสชาติด้วยไข่แซลมอนด้านบนและซอสมะม่วง คั่นด้วยสลัด Caesar Salad, Runny Egg, Soft-Shell Crab ซีซาร์สลัดกับปูนิ่มทอดผงกะหรี่และไข่ยางมะตูม ชายว่าผงกะหรี่ที่ทอดกับปูนิ่มทำให้สลัดจานนี้รสจัดจ้านกว่าซีซาร์สลัดทั่วไป           ส่วนจานเด่นชายแนะนำ BBQ Smoked Duck, Leeks and Mozzarella Cheese Pizza พิซซาสุดเก๋ที่ได้รางวัลในฮ่องกงมาแล้ว เรียกง่ายๆ ว่าพิซซาเป็ดปักกิงก็คงได้ ชายว่าอร่อยดี แป้งบางกรอบ หอมซอสฮอยซิน ส่วนเป็ดอาจจะไม่ได้หนังกรอบแต่รมควันมารสดีเชียว ชายว่าควรสั่ง และ Chilean Sea Bass Fillet ปลากะพงชิลีอบกับซอสมะเขือเทศตากแห้งที่รสเปรี้ยวนิดๆ ตัดกับรสหวานของเนื้อปลา       แต่ที่ตราตรึงใจชายที่สุดเป็นของหวาน Vanilla Soufflé​ ซูเฟล่ขนาดยักษ์ที่เนื้อนิ่มหยุ่น แค่เขย่าเล่นก็เพลินแล้ว เอ๊ะใช่สิก่อนกินต้องเจาะรูแล้วราดด้วยซอสครีมรัมส้มที่หอมหวาน และที่เลิฟยิ่งกว่าเป็น Fondue Set เลือกได้ว่าจะเป็นคัสตาร์ด ชาเขียว หรือช็อกโกแลต ชายเลือกคัสตาร์ดอุ่นๆ จิ้มด้วยวัฟเฟิลฮ่องกง สลับกับมาร์ชแมลโลว์ ผลไม้สด และบราวนี่       หลังมื้ออาหารก็ได้เวลาค็อกเทล ชายจัดหนักสิไม่ได้ไปไหนต่อ Old Fashioned รสชาติไม่แย่ คนที่ชอบคลาสสิกค็อกเทลน่าจะถูกใจ Golden Triangle รัมอินฟิวกับใบกะหรี่ ลิเคียวร์พีช บรั่นดีแอปริคอต และโฟมขิง     

BIRDS Rotisserie เป็นร้านที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของฟู้ดดี้ชาวฝรั่งเศส 5 คน คือ ลอเลน เพร์ช, แทมิว บาโบ, แมททิว โอดู, เชฟเจอรามี ตูเร่ห์ และเชฟจูเลียน ลาวีน โดยมีเชฟเจอรามีดูแลสูตรอาหาร โดยเริ่มต้นเพียงไก่ที่ได้สูตรที่ดีที่สุด ก่อนเตรียมอาหารจากสัตว์ปีกอื่นๆ เพิ่มในอนาคต       ที่นี่เลือกใช้ไก่ไทยออร์แกนิกที่ปล่อยเลี้ยงให้อิสระจากเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา เลือกใช้เฉพาะไก่ตัวเมียที่เนื้อนุ่ม น้ำหนักอยู่ที่ตัวละ 1.5 กิโลกรัม หมักนาน 3 วัน อบด้วยเตาที่จุไก่ได้ครั้งละ 36 ตัว นาน 55 นาที ให้ไก่ทั้งตัวค่อยๆ สุกไปด้วยกัน     จานเด่นห้ามพลาด Roasted Chicken มี 3 ขนาด 1/4 ตัว ครึ่งตัว และทั้งตัว เสิร์ฟพร้อมน้ำของไก่ที่ได้จากการอบปั่นผสมกับส่วนคอและขาไก่จนได้จูสหรือน้ำข้นๆ มาพร้อมมันฝรั่งและข้าวโพดที่ล้วนเป็นผักออร์แกนิกจากเชียงใหม่ เนื้อในของไก่ฉ่ำนุ่มอร่อยดี     นอกจากไก่อบที่เป็นจานเด็ดแล้วอาหารอื่นๆ ที่นำเอาส่วนต่างๆ ของไก่มาทำก็ใช่ย่อย ไก่ทั้งตัวจะถูกแปรรูปเป็นอาหารต่างๆในแบบ nose to tail เลยแหละ Birds Nuggets (180 บาท) นัตเก็ตไก่ที่หอมด้วยเครื่องเทศ Birds Chicken Mousse (210 บาท) ตับไก่เข้มข้นกับขนมปัง       สลัดผักออร์แกนิกก็ดีมาก ทำเป็นสลัดหลากหลายแบบสำหรับกินกับเมนูไก่ Quinoa Tabbouleh ควินัว ส้มโอ แห้ว และน้ำสลัดส้ม และ Super Grilled สลัดผักย่างที่หอมกลิ่นไหม้ๆ ราดด้วยน้ำสลัดบัลซามิกผสมน้ำมะพร้าว        ถึงจะเป็นร้านอาหารสัตว์ปีก แต่ ของหวานก็ไม่บกพร่อง Riz พุดดิ้ง (130 บาท) พุดดิ้งข้าวกับคาราเมลและมะพร้าวคั่ว ก็รสอร่อย     ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเชฟเชฟได้ที่นี่ Add Favorite In Get Adobe Flash player จิงของร้านคือดีมากรักษ์โลกใช้ถุงกระดาษและกล่องไม้ไผ่ 

เคยเป็นบ้างไหม? ไปร้านอาหารทีไรสั่งเมนูไม่ค่อยจะถูกเลือกแล้วเลือกอีก เลือกนานกว่าจะตัดสินใจได้   มาที่นี่สิเลือกง่าย เพราะที่ ห้องอาหารนิชโรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ โดยเชฟเจมส์ นอร์แมน หัวหน้าพ่อครัวบริหารประจำโรงแรม เขาเลือกแล้วจัดเมนูเด็ดไว้ให้เราสั่งง่ายๆ แค่อยากกินปลา เนื้อวัว เนื้อแกะ ฯลฯ ก็เลือกได้ว่าจะให้เชฟปรุงแบบสไตล์เอเชี่ยน (Asian) หรืออยากจะให้เชฟปรุงมาแบบนอน-เอเชี่ยน (Non-Asian) ก็ได้     เราชิมมาแล้วเลยอยากบอกต่อ เริ่มต้นด้วยจานเรียกน้ำย่อย เนื้อวัววากิวซาชิมิ แล่บางๆ ถ้าเป็นแบบเอเชี่ยน เชฟจะราดด้วยซีอิ๊วโรยงา เสิร์ฟกับเผือกกรอบและเจลมะม่วงรมควัน ส่วนนอน-เอเชี่ยนเชฟเสิร์ฟมากับเห็ดและซอสไข่แดงใส่ทรัฟเฟิล เข้มข้น   เนื้อวัววากิวซาชิมิ แบบเอเชี่ยน   เนื้อวัววากิวซาชิมิ แบบนอนเอเชี่ยน   ส่วนจานปลาเราลองชิม ปลาฮามาจิ แบบเอเชี่ยนเชฟนำสาหร่ายมาม้วนแล้วหั่นบาง กินกับซอสมิโสะใส่ยูสุหอมๆ รสเค็มอร่อย ส่วนแบบนอน-เอเชี่ยนมากับบีทรูทและซอสโยเกิร์ตทารากอนกินแล้วสดชื่น   ปลาฮามาจิ   เริ่มหนักท้องอีกนิดด้วย เนื้อสันในวากิว แบบเอเชี่ยนที่เชฟเสิร์ฟมาคล้ายส้มตำเนื้อย่าง ส่วนนอน-เอเชี่ยนนั้นเสิร์ฟแบบคลาสสิคราดซอสบัลซามิค ชีสพาร์เมซานขูดเป็นแผ่นและผักร็อคเก็ต   เนื้อสันในวากิว แบบเอเชี่ยน   เนื้อสันในวากิว แบบนอนเอเชี่ยน   มาถึงจานที่ทำจาก เนื้อแกะ กันบ้าง จานแรกเป็นเนื้อแกะอยู่บนซอสที่เชฟทำให้มีรสเหมือนแกงเรนดังหอมกลิ่นเครื่องเทศ ส่วนนอน-เอเชี่ยนเสิร์ฟเนื้อแกะกับซอสชิมิชูริและมะเขือเทศอบ   เนื้อแกะ   สุดท้ายที่ของหวานใครที่ชอบ พาฟโลว่า ห้ามพลาดเลย แบบเอเชี่ยนมาพร้อมกับความหอมหวานของลิ้นจี่และขิง หรือจะเลือกคู่กับเลมอนเคิร์ดรสเปรี้ยวอมหวานก็อร่อยไม่แพ้กัน   พาฟโลว่า   แต่ละจานถูกเสิร์ฟมาในขนาดที่พอเหมาะให้ทุกคนได้แบ่งความอร่อยและชิมเมนูได้หลากหลายมากขึ้น มาหลายๆ คนแบ่งกันชิมก็สนุกดี จะเลือกค็อกเทลมาจิบคู่กันก็ใช้ได้เลยนะ เช่น Niche Negroni, The Niche Old Fashioned, Italian Love Story   Niche Negroni   The Niche Old Fashioned   Italian Love Story   เป็นมื้อเบาๆ กินง่ายๆ เดินช้อปปิ้งพารากอนจนเหนื่อยก็เดินข้ามมาได้เลยมีสะพานเชื่อมด้วยนะ

Tag:

หากอยากดื่มด่ำช่วงเวลาในการจิบชาให้สมดุล เราว่านอกจากสถานที่และบรรยากาศเงียบสงบจะพาเราดำดิ่งสู่รสชาติชาที่แท้จริงแล้ว อีกหนึ่งไคลแม็กซ์สำคัญเลยคือชาหอมๆ นี่ล่ะ เป็นเหมือนยาใจชั้นดีช่วยผ่อนคลายอารมณ์สุนทรีย์ให้เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว Tea Lover คนไหนกำลังมองหาสถานที่พักใจไปกับชาหอมกรุ่นเราว่าร้าน Sense Tea ตอบโจทย์ทีเดียว เพราะคุณหมวย เจ้าของร้านออกแบบที่นี่เป็นทีเฮ้าส์ มีความเป็นส่วนตัว พ่วงมุมกว้างขวางโปร่งสบายให้ทุกคนเข้ามานั่งจิบชาออร์แกนิคเต็มใบที่เลือกเองกับมือ แถมยังมีโซนขายชากว่า 62 ชนิด เครื่องชงชาน่ารักกุ๊กกิ๊ก และแก้วชาใบสวยให้เราซื้อกลับไปฟินต่อที่บ้านได้ด้วย  คุณหมวยบอกว่าชาที่ร้านส่งตรงจากไร่ชาเล็กๆ ทางภาคเหนือเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในบ้านเรา และบางส่วนนำเข้าจากแถบเอเชียอย่างจีน ศรีลังกา อินเดียซึ่งเป็นแหล่งผลิตชามีชื่อชนิดต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ผ่านการฉีดน้ำหอม ใช้วิธีหมักชากับผลไม้ ดอกไม้ หรือสมุนไพรแทนเพื่อให้ได้กลิ่นหอมจางๆ แต่ปราศจากสารเคมี  สิ่งที่เราชอบที่สุดในร้านคือไอเดียการทำ D.I.Y Tea Blend Studio เพราะเราสามารถเลือกชาที่ใช่แล้วให้ทีมาสเตอร์เบลนด์รสชาติในแบบที่ชอบได้เลย ใครชอบชาดำรสเข้ม ชาเขียวหอมละมุน ชาอู่หลงชุ่มคอ หรือชาขาวที่มีวิตามินสูงสุด ก็จิ้มชนิดที่เหมาะใจแล้วมามิกซ์แอนด์แมทช์กับสมุนไพรหรือดอกไม้หอมๆ ราคาจะคิดตามชนิดของชาและปริมาณมากน้อยที่เราต้องการ  นอกจากเมนูชามากมายที่คุณหมวยขยันคิดกลิ่นและรสใหม่ๆ ให้คนรักชาได้ตื่นเต้นอยู่เสมอ ก็ยังมีอาหารและขนมที่นำชามาเป็นส่วนผสมด้วยนะอย่าง Lavender Blossom Waffle วาฟเฟิลนุ่มๆ ที่ผสมชากลิ่นลาเวนเดอร์ลงไป พร้อมเพิ่มความหวานหอมด้วยไอศกรีมลาเวนเดอร์อีก 1 สกู๊ป ส่วนใครที่ไม่ถูกจริตกับชาเท่าไหร่ก็มีจานอื่นๆ น่าลองทั้ง ข้าวผัดต้มยำทะเลแห้งรสแซ่บและสลัดหอยเชลล์ย่างกับน้ำสลัดวาซาบิ รับรองว่าอิ่มไปถึงใจ

ต้องบอกว่าสิ้นสุดการรอคอยสำหรับเหล่าคาเฟ่ฮอปเปอร์และคนรักของหวานกับสาขาแรกในเมืองไทยของ "Patissez" คาเฟ่ชื่อดังจากเมืองแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย เจ้าของสูตร Freakshake มิลค์เชคแปลกใหม่ที่มาพร้อมท็อปปิ้งสุดอลังการซึ่งผ่านการคิดค้นมาแล้วว่ากินเข้ากันได้อย่างอร่อยลงตัว แถมยังตกแต่งอย่างสวยงามเหมาะกับการถ่ายรูปแชร์เป็นที่สุด ไม่เพียงแค่ Freakshake หลากรสชาติ ทั้งช็อกโกแลตนูเทลล่า บานอฟฟี่ มินต์ เบอร์รี รวมทั้งชาไทย (รสชาติพิเศษที่มีเฉพาะสาขานี้) ที่เรียกความว้าวจากเราเท่านั้น แต่บรรยากาศอบอุ่นสไตล์รัสติกที่เน้นความโปร่งสบาย ตกแต่งด้วยไม้และโครงเหล็ก ด้านหน้าร้านเป็นกระจกใสให้แสงแดดลอดเข้ามาสร้างความเป็นธรรมชาติ รวมทั้งการใช้สีฟ้าเทอร์ควอยซ์ สัญลักษณ์ของร้านที่ช่วยเพิ่มความสบายตา ไปจนถึงเมนูบรันช์สไตล์ออสเตรเลียนที่ใส่ใจทั้งการเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพ รสชาติ ขั้นตอนการทำที่พิถีพิถัน และรูปลักษณ์สวยงามน่ากินแบบที่ทำให้เราอดใจแชะแล้วแชร์ไม่ได้กันเลยทีเดียว นอกจากนี้ Patissez สาขาสุขุมวิท 39 ยังเพิ่มเติมเมนูดินเนอร์สไตล์ยุโรป อาทิ สเต๊ก พาสต้า และอาหารทะเลให้อร่อยกันอีกด้วย สำหรับสายเบอร์เกอร์ เราแนะนำให้เริ่มด้วย Freak Burger เมนูซิกเนเจอร์ที่ใช้ขนมปังบริออชหนานุ่มประกบกับเนื้อบดโฮมเมดสองชิ้นโต ชีส เบคอนกรอบ ตัดความมันด้วยหอมหัวใหญ่ มะเขือเทศ และผักกาดหอม เพิ่มรสชาติด้วยซอสบาร์บีคิวสูตรเด็ด เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งทอดและสเปเชียลซอสสูตรพิเศษ แต่ถ้าชอบอาหารทะเลต้องจานนี้ Pasta Clam เมนูใหม่ล่าสุดที่หยิบหอยตลับมาผัดแห้งกับเส้นสปาเกตตีและเห็ดหอม เชฟแอบกระซิบว่าปรุงรสด้วยไวน์ขาว เกลือ และพริกไทย แต่ขอบอกว่ารสชาติกลมกล่อม กินเพลิน...นัวสุดๆ ส่วนคนรักสุขภาพ Crispy Skin Salmon ตอบโจทย์ได้แน่นอน แซลมอนจากนอร์เวย์ย่างกำลังดี ราดซัลซ่าอะโวคาโด มายองเนส และมะนาว รสเปรี้ยวเผ็ดนิดๆ เข้ากับแซลมอนได้อย่างลงตัว แล้วอย่าลืมสั่ง French Toast ที่ร้านนี้ครีเอตแบบไม่เหมือนใครด้วยการนำขนมปังบริออชอบกรอบนอกนุ่มในไปชุบไข่ทอดอีกครั้ง มาพร้อมเนื้อมะม่วงสุก ส้ม และไอศกรีมวานิลลา ราดซอสมะม่วงคาราเมลที่ใส่แซฟฟรอนหรือหญ้าฝรั่นเพิ่มความหอม ก่อนปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มสุดฮิตห้ามพลาดอย่าง Pretzella ช็อกโกแลตนูเทลล่าปั่นหอมหวานกำลังดี ท็อปด้วยมูสวานิลลานุ่มๆ กินคู่กับ Salted Pretzels กรอบๆ รสเค็มนิดๆ จะกินพร้อมมิลค์เชคด้านล่างหรือจะดิปกับนูเทลล่าที่ขอบแก้วก็อร่อยฟินไม่แพ้กัน (เห็นขนาดแก้วไม่ต้องกลัวเลี่ยนหรือกินไม่หมด เพราะแว่บแรกเราก็คิดแบบนั้น จนรู้ตัวอีกทีก็...หมดแก้วซะแล้ว (ฮา)