ชื่อของ Bora Bora นั้นเป็นที่รู้จักกันในนามของเกาะสวรรค์แห่งการพักร้อน เมื่อกลายเป็นชื่อของคาเฟ่เล็ก ๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ใน ซ.หลานหลวง 8 แล้ว คาเฟ่แห่งนี้ก็เปรียบเสมือนพิกัดที่เปิดประตูให้ผู้มาเยือนได้ทุกคนเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจไปกับบรรยากาศที่แสนเป็นกันเอง รายล้อมไปด้วยมุมถ่ายรูปแบบมินิมัล พร้อมกันนั้นก็ได้เอ็นจอยกับเครื่องดื่มแก้วโปรดที่มีให้เลือกหลายหลายแบบ         ด้วยประสบการณ์ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ทำให้เจ้าของร้านทั้งสองคนนั้นจริงจังกับเรื่องเมล็ดกาแฟไม่น้อย โดยเมล็ดกาแฟในร้านนั้นใช้เป็นเมล็ดกาแฟนำเข้าแทบทั้งหมด อีกทั้งยังมีเบลนด์เฉพาะที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามฤดูกาลอีกด้วย         เริ่มต้นด้วยเมนูกาแฟแนวสร้างสรรค์อย่าง Sweet&Sour ที่เน้นดื่มง่าย ให้รสชาติหวานอมเปรี้ยว เพิ่มความสดชื่นในระหว่างวันได้เป็นอย่างดี       ต่อด้วย Dalgona Latte กาแฟดัลโกนาที่โด่งดังเป็นกระแสมาแล้วพักใหญ่ ซึ่งเป็นกาแฟนมรสชาติกลมกล่อมโปะมาด้วยแผ่นน้ำตาลเกาหลี หรือที่เราเรียกว่าดัลโกนา ซึ่งจะค่อย ๆ ละลายทีละนิดเพิ่มรสชาติหวานให้กับกาแฟแก้วนี้     อีกแก้วนั้นเป็นเมนูชาชื่อว่า Mixed fruite green tea เป็นชาเย็นที่ได้แรงบันดาลใจมาจากร้านชานมไข่มุกชื่อดังในซิดนีย์ จุดเด่นอยู่ที่รสชาติเปรี้ยวนิดหวานหน่อยจากผลไม้ท้องถิ่นเข้าไป เช่น แตงโม เสาวรส และส้ม ได้ความสดชื่นแบบเต็มพิกัด     สำหรับใครที่อยากละเลียดกาแฟคลาสสิค สั่งลาเต้ร้อนที่มาพร้อมลาเต้อาร์ตสุดประณีตสักแก้วก็ดีเหมือนกัน     นอกจากเมนูเครื่องดื่มแล้ว ที่ร้านยังมีซอฟต์คุกกี้โฮมเมดหลากหลายหน้าตามาให้ลิ้มลองด้วย อย่างเช่น SMore Cookies และ Lemon Cookies ที่เป็นตัวเด็ดของร้านเลย    

ชวนเหล่าคาเฟ่ฮอปเปอร์ไปชาร์จพลังกันที่ Chivit Issara โฮมคาเฟ่ขนาดกะทัดรัดย่านบางพลี ที่โอบล้อมไปด้วยต้นไม้นานาชนิด ชวนให้รู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวา โดดเด่นด้วยเมนูอาหารรสมือแม่กับขนมเค้กโฮมเมด ราคาสบายกระเป๋า ที่ใครได้กินเป็นต้องติดใจ         ชื่อร้าน Chivit Issara (ชีวิตอิสระ) มาจากเจ้ากระรอกที่คุณนุช ปิยวรรณ เจ้าของร้าน ได้พบโดยบังเอิญ ซึ่งน้องมักจะแวะเวียนมารออาหารที่บ้านของคุณนุชเป็นประจำ ทำให้เกิดความผูกพันธ์จนนำมาตั้งเป็นชื่อคาเฟ่บรรยากาศร่มรื่นแห่งนี้         เริ่มด้วย ข้าวแมวขโมย (65.-) เมนูของคาวที่เสิร์ฟปลาทูตัวใหญ่มาพร้อมข้าวผัดไข่ร้อนๆ เพิ่มความหอมด้วยผักชะอม แนะว่าก่อนกินให้บีบมะนาวลงบนข้าว รับรองว่าถูกใจคนชอบรสชาติจัดจ้าน       ต่อด้วย Strawberry Shortcake (85.-) สปันจ์เค้กเนื้อนุ่มฟู กินพร้อมครีมสดรสหวานกำลังดี ตัดเลี่ยนด้วยรสเปรี้ยวของสตรอว์เบอร์รีด้านบน อร่อยลงตัว       Basque Cheesecake (80.-) ชีสเค้กหน้าไหม้เนื้อเนียนละมุน กินแล้วละลายในปาก ท็อปมาด้วยสตรอว์เบอร์รีชิ้นโต รสหวานฉ่ำ       สายกาแฟต้องลอง Black Coffee Coconut (60.-) เอสเปรสโซรสเข้มข้น ผสานมากับน้ำมะพร้าวสด รสหอมหวาน เข้ากันได้ดี หรือจะเลือกเป็น เสาวรสโซดา (60.-) เมนูช่วยเติมความสดชื่น รสชาติหวานอมเปรี้ยว ดับร้อนได้ดีเลยล่ะ       นอกจากนี้ทางร้านยังรับรังสรรค์เค้กวันเกิด หน้าตาสวยงาม ใครที่กำลังมองหาร้านเค้กไปเซอร์ไพรส์คนที่คุณรัก สามารถสั่งล่วงหน้าได้ 2-3 วัน  

ใครคิดถึงเฟรนช์โทสต์ของคุณมู่-จักรทอง อุบลสูตรวานิช แห่ง Let Them Eat Cake ครั้งนี้เธอกลับมาแล้วกับ Maison Bleue ไลฟ์สไตล์คาเฟ่ในซอยเมธีนิเวศน์ (BTS พร้อมพงษ์) ที่ให้อารมณ์เหมือนได้นั่งอยู่ตามชานเมืองของฝรั่งเศสที่เต็มไปด้วยดอกลาเวนเดอร์           ใช่ว่าที่นี่จะมีแต่ขนมเท่านั้น คุณมู่ยังเซอร์ไพรส์เราด้วยเมนูคาวที่ตีความจากขนมหวานจานสวย รวมถึงยังมีกาแฟเบลนด์พิเศษจากโรงคั่ว XOXO อย่าง Monsieur และ Mademoiselle ที่มีให้ชิมเฉพาะที่นี่       เริ่มจานแรก Mademoiselle’s Pomelo Tart ทาร์ตส้มโอที่ได้ไอเดียจากเมนูแสนอร่อยประจำบ้านอย่างยำส้มโอฝีมือคุณแม่ ปรับสูตรให้กลายมาเป็นเมนูลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส แต่งหน้าด้วยคางกุ้งชุบแป้งทอด ได้ทั้งเนื้อสัมผัสกรุบกรอบและรสชาติเข้มข้นสดชื่น       Duck Breast “Ispahan” เมนูคาวที่คุณมู่ตีความจากขนมอีสปาอ็อง อกเป็ดซอสราสป์เบอร์รี เสิร์ฟกับราสป์เบอร์รีสด ผลลิ้นจี่นาบกระทะกับน้ำกุหลาบหอมๆ และมันฝรั่ง กลายเป็นจานคาวที่มีทั้งความเค็ม เปรี้ยว หวานลงตัว       Seared Foie Gras “Cérémonie” จานนี้สีสวย ฟัวกราส์นาบกระทะกินกับซอสสตรอว์เบอร์รี่ป่ารสเปรี้ยวสดชื่นวางบนขนมปังบริออชนาบกระทะ เคียงด้วยสตรอว์เบอร์รี่สดและเจลลีชามะลิ เลือกอิ่มได้ทั้งแบบ 1 ชิ้นและ 2 ชิ้น       และพลาดไม่ได้กับ Chocolate-Hazelnut Bostock  ช็อกโกแลต-เฮเซลนัตบอสสต็อก บริออชรสช็อกโกแลตทิ้งให้เก่าหนึ่งคืน ชุบน้ำเชื่อมโกโก้ ทาอัลมอนด์ครีมผสมพราลีเน่และ Mixed Berries Clafoutis คลาฟูตีเบอร์รี่รวมที่อร่อยไม่แพ้กัน รวมถึงเมนูอื่นที่รออยู่อีกเพียบ       ส่วนใครอยากสวมบทเชฟดูบ้าง ลองสั่งเมนูเดลิเวอรี่ DIY Brioche French Toast ที่คุณมู่เตรียมให้ขนมปังกับเนยสูตรพิเศษไว้ให้แล้ว การันตีว่าทำอย่างไรก็อร่อย

เป็นครั้งแรกที่เราได้เจอร้านที่จริงจังเรื่องคัสตาร์ดและบอกว่าตัวเองเป็น “ร้านคัสตาร์ดแห่งแรกและแห่งเดียวในเมืองไทย” เน้นคัสตาร์ดเป็นเมนูชูโรง จนเราต้องตามมาพิสูจน์รสชาติ กระทั่งได้ข้อสรุปว่า “คัสตาร์ดร้านนี้คือเดอะเบสต์”         ที่มาที่ไปของร้านเริ่มจากคุณมาย เจ้าของร้านที่หลงเสน่ห์รสชาติและความนุ่มนิ่มละลายในปากของคัสตาร์ด แต่กินที่ไหนก็ยังไม่ใช่แบบที่ชอบ จนต้องเข้าครัวลองทำลองชิมด้วยตัวเอง โดยมีครูยูทูปเป็นผู้สอน แล้วปรับสูตรจนตรงนิยามที่ตามหา “คัสตาร์ดเนื้อเนียนข้น หวานน้อย ไม่มีฟองอากาศ กินแล้วหายวับไปในปาก ไม่มีกลิ่นไข่ มีแต่กลิ่นวานิลลาหอมๆ ขึ้นจมูก”        จากนั้นจึงเริ่มทำขายในออนไลน์ซึ่งก็โด่งดังจนยั้งไม่หยุด จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดร้าน ซึ่งสิ่งแรกที่ทำให้เราประทับใจคือกลิ่นหอมๆ ของวานิลลา และแอบสังเกตเห็นเม็ดสีดำจิ๋วๆ แซมอยู่ในเนื้อขนม ซึ่งคุณมายบอกว่าเป็นเม็ดวานิลลาแท้ๆ จากเกาะมาดากัสการ์ที่ขึ้นชื่อลือชาว่าดีที่สุดในโลก ไหนๆ ก็มาถึงร้านแล้ว เบอร์หนึ่งที่เราขอลองก่อนเพื่อนคือ Custard Sea Salt Caramel คัสตาร์ดหอมหวาน ราดซอสคาราเมลรสเค็มจางๆ ที่เข้ากันได้อย่างลงตัว หรือจะเป็น Frozen Custard หรือคัสตาร์ดที่นำไปทำไอศครีม เนื้อจะหนุบหนับเหมือนไอศครีมโมจิ ถ้าอยากเพิ่มดีกรีความอร่อยอีกขั้นก็สั่ง Frozen Custard Jelly เราจะได้ละเลียดพร้อมกันทั้งเยลลี่เด้งๆ คัสตาร์ดเย็นๆ ราดด้วยนม Premium Milk ที่เป็นอีกเมนูขายดีของร้าน จะสั่งแยกมาดื่มก็ได้ ความพิเศษของนมแก้วนี้คือทางร้านเบลนด์ขึ้นมาเอง มีรสชาติเข้มข้นหวานมัน เข้นข้นขนาดที่ว่าอุ่นร้อนแล้ววางทิ้งไว้จะขึ้นหน้านมเป็นแผ่นให้ตักกินได้ถึง 2 รอบ ใครแพ้น้ำตาลแลคโตสในนมยิ่งไม่ต้องกังวลเพราะใช้เบสจากนม Lactose Free ทำให้ดื่มได้แบบไม่ต้องกังวลว่าจะท้องอืดท้องเสียเลย     ลูกค้าหลายคนยังมีวิธีกินสนุกๆ ที่เพิ่มความสุขใจ อย่างการนำคัสตาร์ดมาจับคู่กับเมนูอื่นๆ เช่น เป็นสเปรดกินกับครัวซองต์ที่เราลองแล้วว่าเข้ากันสุดๆ นอกจากคัสตาร์ดที่เป็นพระเอก ที่นี่ยังมัดรวมเมนูเด็ดๆ ไว้ด้วยกันมากมาย อาทิ สโคน วัฟเฟิล โชกุปัง แยม รวมถึงเครื่องดื่มสุดฮอตที่สั่งมาฟินได้ไม่ซ้ำ     เริ่มที่ครัวซองต์ทางร้านใช้เนยแท้ ทำออกมาได้ชิ้นปุ๊กปิ๊กกำลังดี โดยส่วนตัวเราชอบกินครัวซองต์ต้นตำรับที่ไม่ปาดหน้าด้วยอะไรเลย แต่พอมาร้านนี้ลองบิแล้วจุ่มลงในถ้วยคัสตาร์ด หรือจะเอาช้อนตักคัสตาร์ดแล้วปาดไปบนครัวซองต์ก็อร่อยไม่แพ้กัน ครัวซองต์อุ่นๆ กรอบๆ จับคู่กับคัสตาร์ดนุ่มๆ เย็นๆ เข้ากันที่สุด ส่วนวัฟเฟิล แป้งเหนียวนุ่มได้รสสัมผัสไม่เหมือนใคร กินเปล่าๆ ก็อร่อยเพราะใช้เนยแท้เช่นเดียวกัน       ยังมีโชกุปัง บิ๊กปังแป้งนุ่มชิ้นโตๆ ให้เลือกอีก 2 แบบ แบบแรกเรียกพี่เสือ ปังก้อนนี้ใช้เวลาทำถึง 2 วัน เพราะประกอบด้วยแป้งที่ขึ้นรูปไว้ 52 ชิ้นย่อย ทำให้ต้องใช้เวลาทำนานมาก แต่อร่อยคุ้มค่าการรอคอยจริงๆ อีกชนิดเรียกพี่ขาว ปังขาวก้อนโตปั้มโลโก้ Hungry Me สุดน่ารัก ทำจากแป้งข้าวสาลีคุณภาพดีจากญี่ปุ่น เป็นแป้งไม่ขัดสี ทำให้ขนมปังหอมและเหนียวนุ่มมาก กินเปล่าๆ ก็ฟิน       ของดีถัดมาคือแยมผลไม้โฮมเมด ใส่เนื้อผลไม้มากถึง 75% น้ำตาลน้อย ผ่านการพาสเจอไรซ์มาอย่างดี กินคู่กับเบเกอรี่หรือจะเอาไปฟรีซแล้วกินเป็นไอศครีมก็ดีงามจนต้องติดตู้เย็นไว้เป็นประจำ       สำหรับคนรักสโคน แนะนำ The scone way สโคนในถ้วยกาบหมาก เนื้อฉ่ำเนย อบพร้อมกับถ้วยกาบหมากรักษ์โลกจากชุมชนบ้านโฮมฮักจังหวัดตาก สโคนของที่นี่จึงมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เวลากินนำไปดิปกับนมร้อนและแยมจะเข้ากันมาก        วัฟเฟิลครีมอัลมอนด์ วัฟเฟิลอุ่นๆ กินกับครีมอัลมอนด์เย็นๆ โรยด้วยอัลมอนด์คั่วหอมๆ กัดตรงไหนก็ละมุนไปหมด       ส่วนเครื่องดื่มต้องแก้วนี้ Custard coffee กาแฟอเมริกาโนท็อปปิ้งด้วยคัสตาร์ดพุดดิ้ง รสชาติหวานขมเข้ากันสุดๆ คนที่ไม่ดื่มกาแฟก็มี Custard tea latte เป็นคัสตาร์ดพุดดิ้งท็อปปิ้งบนชานมสูตรพิเศษของทางร้าน ได้คนละฟีลแต่อร่อยไม่น้อยหน้ากัน       ด้านสาวกชานมต้องยกนิ้วให้ ชานมไข่มุก นอกจากจะใช้นมพรีเมียมของทางร้านแล้ว ไข่มุกยังเป็นบุกบราวน์ชูการ์ที่ให้แคลอรี่น้อยแถมอร่อยกว่าเดิม ส่วนชาจะใช้ใบชาดำจากไต้หวันซึ่งมีกลิ่นหอมมาก ความเข้มข้นของนมทำให้เครื่องดื่มอร่อยแทบไม่ต้องใส่น้ำตาล ใครชอบหวานน้อยไม่ผิดหวัง       ปิดท้ายด้วย Eldorado เยลลี่แอ็ปเปิ้ลสุดคิ้วท์ในแก้วเบียร์ บนแก้วมีฟองนุ่มอร่อยทำจากเยลลี่แอ็ปเปิ้ลก่อนกินต้องทำท่าเก๋ๆ เรียกแขก จะสาดเพื่อน หรือคว่ำเล่นก็ได้ไม่มีหก แก้วนี้อิ่มจุกเพราะมีคอลลาเจนเยอะมาก     ยกให้เป็นที่สุดของร้านคัสตาร์ด ที่มัดรวมแต่ของอร่อยไว้ด้วยกันจริงๆ

บริเวณสี่แยกราชเทวีที่แสนคึกคักด้วยรถราที่แล่นกันขวักไขว่ ตรงหัวมุมหนึ่งจากถนนพญาไทที่เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนเพชรบุรี มีคาเฟ่เล็ก ๆ ที่มีชื่อว่า SecondDecember ตั้งอยู่ เสมือนเป็นมุมเล็ก ๆ ให้เข้าไปพักผ่อนหย่อนใจ และเติมเต็มความสุขด้วยอาหารและเครื่องดื่มหลากเมนู       อาหารในร้านจะมีทั้งเมนูคาวหวานที่คุ้นเคยทั้งไทยและเทศ ไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ เบเกอรี่ อาหารเช้า หรือเมนูคอมฟอร์ทฟู้ด นำมาปรับนิดผสมหน่อยใส่ความสร้างสรรค์ลงไปจนกลายเป็นเมนูสุดแปลกใหม่ที่น่าลิ้มลอง         เริ่มต้นด้วย สปาเกตตีเบคอนผัดน้ำมันมะกอกพริกแห้ง เมนูสไตล์อิตาเลียนที่ไม่เลี่ยนด้วยความเผ็ดเบา ๆ จากพริกแห้ง เข้ากันดีความเส้นสปาเกตตีเหนียวนุ่มและเบคอนรสชาติกลมกล่อม     ยังอยู่กับเมนูเส้นเหมือนเดิมกับอีกเมนูอิตาเลียนคลาสสิค สปาเกตตีโบโลเนส ซอสมะเขือเทศหมูสับที่ใคร ๆ ก็รู้จักและชื่นชอบ เข้มข้นด้วยมะเขือเทศที่มาพร้อมกลิ่นหอม ๆ แสนลงตัว     อีกหนึ่งเมนูเส้นที่เป็นซิกเนเจอร์น่าลองของร้านก็คือ สปาเกตตีคาโบซอสเผ็ดไข่ออนเซ็น ที่จับเอาคาโบนารามาเพิ่มรสชาติให้เผ็ดถูกปากคนไทยมากขึ้น และเพิ่มความกลมกล่อมด้วยไข่ออนเซ็น     ปิดท้ายด้วยเมนู ข้าวไข่ข้นต้มยำหมูสับพริกแห้ง จานใหญ่ เสิร์ฟมาในรูปแบบของข้าวสวยร้อย ๆ โปะไข่ข้นขนาดจุใจ เพิ่มรสชาติเผ็ด เปรี้ยว และเค็มของต้มยำหมูสับพริกแห้ง บีบมะนาวลงไปนิดหน่อยก็จะได้ความเปรี้ยวและกลิ่นหอม ๆ เพิ่มความสมบูรณ์แบบให้อาหารจานนี้อย่างลงตัว     สำหรับเมนูเครื่องดื่มที่ไม่ควรพลาด แนะนำให้ลอง สตรอว์เบอร์รี่โยเกิร์ตสมูทตี้ สีชมพูดูน่ารับประทาน ให้รสชาติหวานอมเปรี้ยวอย่างลงตัว เพิ่มความสดชื่นได้เป็นอย่างดี     SecondDecember Cafe ยังพร้อมเสิร์ฟความอร่อยผ่าน Lineman ได้ด้วยนะ

หลังจากพักการทำโฮมสเตย์ในชั้นบน Remedy Stay and Café จึงปรับเปลี่ยนมาเป็น “Remedy Coffee Roastery” คาเฟ่น่านั่ง (กว่าเดิม) ที่พร้อมเสิร์ฟกาแฟดีที่จะช่วยเยียวยาจิตใจที่อ่อนล้า รวมทั้งเป็นสถานที่ลับๆ บนถนนดำรงรักษ์ที่เหมาะมาพักผ่อนหย่อนใจจากชีวิตประจำวันแสนวุ่นวายของใครหลายคน       ไม่เพียงบรรยากาศสไตล์โฮมมี โทนสีขาวและน้ำเงิน ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ให้ความอบอุ่นสบายใจ ไปจนถึงโซนริมคลองด้านหลังร้านที่สามารถนั่งชมวิวภูเขาทองและเรือที่สัญจรแล่นผ่านไปมา รวมทั้งเสียงเพลงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงของสะสมของเจ้าของร้านที่เปิดเคล้าคลออย่างรื่นรมย์จะช่วยเยียวยาใจได้เป็นอย่างดีเท่านั้น แต่ที่นี่ยังให้ความสำคัญกับกาแฟคุณภาพดีที่คัดสรรจากหลากหลายแหล่ง โดยเฉพาะเมนูซิกเนเจอร์ที่ใช้กาแฟจากดอยขุนช่างเคี่ยน จังหวัดเชียงใหม่ให้รสชาติออกฟรุตตี้ หอมคาราเมล เบลนด์กับกาแฟบราซิล หอมถั่วและเฮเซลนัต รวมทั้งกาแฟจากปางขอน จังหวัดเชียงรายที่ให้รสชาติโทนช็อกโกแลตหอมกลมกล่อมซึ่งเหมาะกับกาแฟนม         เราแนะนำ Dirty ริสเทรตโตเข้มข้นราดบนนมสดเย็นสูตรพิเศษของร้านที่ผสมใหม่ทุกแก้วและแช่เย็นไว้เพื่อความอร่อยกลมกล่อม และ Breezy Passion Remedy Signature ความสดชื่นของเสาวรสคั้นสดผสมน้ำผึ้งและโซดา ราดดับเบิลเอสเปรสโซช็อตเข้มๆ ที่ใช้กาแฟขุนช่างเคี่ยน       สำหรับคนรักของหวานต้องลอง Lemon Cheese Pie เลมอนเคิร์ดรสเปรี้ยวอมหวานตัดด้วยครีมชีสหอมมัน ท็อปด้วยรังผึ้งหอมหวาน เลมอน สตรอว์เบอร์รี และบลูเบอร์รีสด และ Blueberry Cheese Pie ทีเด็ดอยู่ที่การใช้บลูเบอร์รีสดวางอัดแน่นบนหน้าชีสพาย ราดซอสบลูเบอร์รีโฮมเมดเปรี้ยวหวานกำลังดี       ส่วนใครเป็นสาวกมินต์ช็อกห้ามพลาด Mint Chocolate Chip Frappe นมมินต์ปั่นกับช็อกโกแลตชิปหอมหวานเย็นสดชื่นกำลังดี สั่งมาพร้อมเมนูใหม่ Mint Chocolate Chip Cake เค้กมินต์ช็อกโกแลตเนื้อนุ่มหอมมินต์ยิ่งอร่อยเพลิน    

เติมความอบอุ่นให้หัวใจด้วย Maison B (เมซง-เบ) คาเฟ่น่ารักไซส์กะทัดรัด บนถนนเจริญนคร ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกาแฟและเบเกอรี่อบสดใหม่ พร้อมต้อนรับเหล่าคนที่หลงใหลในของหวาน ให้มาใช้เวลาแห่งความสุขร่วมกัน       ภายในเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นหลัก ซึ่งตัดกับกำแพงสีขาวคลีนที่ตกแต่งด้วยบรรดากรอบรูป ของเก่าสะสมและดอกไม้แห้งอยู่ทุกมุมร้าน เสริมความอบอุ่นด้วยแสงธรรมชาติที่ลอดผ่านผ้าม่านสีขาวเข้ามาด้านใน ชวนให้รู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลาย     ทางร้านเน้นเสิร์ฟเบเกอรี่โฮมเมดเป็นหลัก ซึ่งจะสลับเปลี่ยนกันไปไม่ซ้ำในแต่ละวัน เมนูแรก Cinnamon Apple Crumble with Vanilla Ice Cream (140.-) พายแอปเปิ้ลเนื้อฉ่ำ หอมกลิ่นชินนามอน ที่เพิ่มความกรุบกรอบด้วยครัมเบิ้ล กินพร้อมไอศกรีมวานิลลารสหวานละมุน เข้ากันได้อย่างลงตัว     ต่อด้วย Chocolate Soufflé (110.-) ทางร้านจะให้เราเติมนมลงไปในถ้วยช็อกโกแลตจนฟองขึ้นฟูลอยขึ้นมาเหนือแก้ว พอยกดื่มแล้วฟองนมจะติดริมฝีปาก เป็นเมนูซิกเนเจอร์แสนน่ารักที่ไม่ควรพลาด     หรือจะเลือกเป็น Tiramisu (120.-) ทีรามิสุเนื้อนุ่มฟู ที่กินคำแรกก็ได้รสชาติของกาแฟสุดเข้มข้น เนื้อสัมผัสเบา หอมมันกลมกล่อม จับคู่กับ Kahlua Moonlight (120.-) ลาเต้เย็นจากเมล็ดกาแฟคั่วกลางของดอยสะเก็ต ท็อปด้วยไอศกรีมรสกาแฟหวานมัน กลมกล่อม       ปิดท้ายด้วยความสดชื่นของ Mojito (90.-) เครื่องดื่มที่ได้ความซาบซ่าของโซดา รสชาติเปรี้ยวหวาน หอมกลิ่นใบมิ้นต์ชื่นใจ  

เมื่อเอ่ยถึง Wonderland แล้ว นึกถึงอะไร? หนึ่งในนั้นต้องมีการ์ตูน Alice in Wonderland ขึ้นมาในหัวแน่ ๆ และก็ต้องบอกว่าการ์ตูนสุดคลาสสิคนี้เองก็เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เกิดร้านอาหาร Secret Wonderland แห่งนี้ขึ้นมาอยู่เคียงคู่กับโรงแรม Bangkok Oasis บนถนนพระราม 6       ดินแดนลึกลับชวนฝันนี้ซุกซ่อนตัวอยู่ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ น้ำตกขนาดย่อม และหมอกควันจาง ๆ ส่วนภายในนั้นเต็มไปด้วยข้าวของแอนทีค รวมทั้งพื้นตารางหมากรุก และโคมไฟแบบห้อยหัว ที่ให้บรรยากาศราวกับหลุดเข้าไปในโลกของการ์ตูน และด้วยหน้าต่างขนาดใหญ่ที่เปิดโล่ง ก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ได้รับลมเบา ๆ ในขณะที่นั่งรับประทานอาหารจานเด็ดของร้านไปพร้อม ๆ กัน       เมนูอาหารของร้านมาในรูปแบบของอาหารไทยฟิวชั่นเน้นความพิเศษของวัตถุดิบ เริ่มต้นด้วยเมนู ข้าวผัดกะเพราเสิร์ฟพร้อมกับล็อบสเตอร์ ที่ได้เนื้อสัมผัสแน่นหวานฉ่ำของล็อบสเตอร์เต็มคำเข้าคู่กับข้าวผัดกะเพรารสจัดจ้านตามแบบฉบับอาหารไทย โรยหน้าด้วยใบกะเพราทอดกรอบ     เมนูข้าวจานต่อมาคือ ข้าวผัดกระเทียมเสิร์ฟพร้อมเนื้อออสเตรเลียวากิว ย่างระดับกึ่งสุกกึ่งดิบได้ความหอมนุ่มจากเนื้อที่เป็นเอกลักษณ์ เพิ่มรสชาติความเป็นไทยเข้าไปด้วยน้ำจิ้มแจ่วสูตรเด็ด     ปิดท้ายของคาวด้วย ยำวุ้นเส้นอัญชันกุ้งแม่น้ำ ที่จัดเต็มกับกุ้งแม่น้ำเนื้อหวานตัวโต ๆ  2 ตัว เข้ากับรสชาติของน้ำยำรสเปรี้ยวหวานและเผ็ดนิด ๆ กำลังดี และวุ้นเส้นสีม่วงเส้นเหนียวนุ่ม กินได้เพลิน ๆ     สำหรับเมนูเครื่องดื่มของร้านนั้นต้องยกยิ้วให้กับความสร้างสรรค์ เริ่มต้นด้วย สมูตตี้มะม่วงเสาวรส ที่เพิ่มความสดชื่นได้เป็นอย่างดีด้วยความหวานหอมของเนื้อมะม่วง เข้ากับความเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดของเสาวรส ส่วนเมนูกาแฟเย็น ๆ ลองเป็น ลาเต้ 3D ที่น่ารักกว่าใครด้วยฟองนมสามมิติ ที่ชาวอินสตาแกรมเมอร์จะต้องถูกใจแน่นอน       นอกจากนี้แล้ว Secret Wonderland ยังให้บริการ Chef Table สุดเอ็กซ์คลูซีฟด้วย หรือถ้าอยากมีมื้ออาหารสุดพิเศษที่บ้าน ก็สามารถสั่งผ่านแอปพลิเคชั่น Lineman และ Robinhood ได้เช่นกัน

หากอยากนั่งชิลในคาเฟ่สไตล์เกาหลีที่อบอุ่นแบบมินิมอลและค่อนข้างเป็นส่วนตัว แนะนำ Eattention Please ซอยจุฬา 50 ที่วันนี้เป็นคอมมูนิตี้ที่รวมพลของนักเรียน นักศึกษา และคนทำงานในยานนี้ที่มักหลบความวุ่นวายภายนอกมานั่งอ่านหนังสือ พูดคุย รวมถึงฝากท้องกับอาหารและเครื่องดื่มแสนอร่อยได้ทั้งวัน       ในร้านจัดสรรพื้นที่ทั้ง 3 ชั้นสำหรับกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างลงตัว โดยชั้นล่างเป็นคาเฟ่ เรียบง่าย นั่งสบาย ชั้น 2 เป็น Co-Working Space กว้างขวางเหมาะกับกิจกรรมสุดชิล  ไม่ว่าจะนั่งกินหรือเอนกายอ่านหนังสือ ส่วนชั้น 3 เป็นสตูดิโอ จุดรวมพลของคนรักงานศิลป์ที่หมุนเวียนมาจัดแสดงงานหลากหลายแขนง           สำหรับอาหารจะเป็นการผสมผสานจานเด็ดทั้งไทย เกาหลี และญี่ปุ่น ที่ดูเรียบง่ายแต่เข้าถึงหัวใจสายกินที่สุด อาทิ ข้าวไข่ข้นกระเพรากุ้ง ข้าวนุ่มหอม ออนท็อปด้วยไข่ข้นและผัดกระเพรารสจัดจ้าน ใส่กุ้งพูนจานแทบมองไม่เห็นข้าวด้านล่าง       ข้าวเบคอนซอสญี่ปุ่น เป็นเมนูที่เสิร์ฟถึงโต๊ะก็ได้กลิ่นหอมๆ ของซอสญี่ปุ่นที่กระตุ้นน้ำย่อยให้ตื่นตัว เบคอนแผ่นบางผิวกรอบ ฉ่ำซอสญี่ปุ่นรสเค็มหวาน สมทบด้วยสาหร่ายอบกรอบและงาขาวคั่วหอมๆ ยิ่งเคี้ยวยิ่งฟินเหมือนสั่งตรงมาจากญี่ปุ่นจริงๆ       สปาเก็ตตี้เบคอนผัดพริกแห้ง เส้นสปาเก็ตตี้เหนียวนุ่ม ผัดคลุกเคล้ากับเครื่องปรุง รสชาติกลมกล่อม ออกเผ็ดนิดๆ จากพริกแห้งช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร     มาม่าเกาหลีกุ้ง เสิร์ฟในหม้อทองเหลืองสไตล์เกาหลี แค่เห็นก็หิว กินคนเดียวก็ฟิน แบ่งกันกินก็เพลิน         ถัดมาเป็นเครื่องดื่ม ซึ่งร้านนี้มีเมนูไฮไลท์หมุนเวียนมาให้เอ็นจอยเยอะมาก อาทิ Orange Black Coffee กาแฟอเมริกาโน่ช็อตสุดเข้ม ตามด้วยน้ำส้มสด จิบแรกจะได้รสสัมผัสเปรี้ยวๆ หวานๆ แล้วตามด้วยรสเข้มขมของอเมริกาโน่ จิบแรกก็จี๊ดเลย       Thai Tea แก้วนี้มอบแด่คนรักชาไทย รสชาติกลมกล่อม หวานมัน หอมกลิ่นชาไทยทุกครั้งที่จิบ       Fruity Ice Tea ชาเอิร์ลเกรย์ผสมน้ำผึ้งมะนาว เพิ่มกลิ่นหอมด้วยไซรัปพีชและกุหลาบ แก้วนี้เหมาะจับคู่กับ Falling in Love เมนูสุดโรแมนติกจากส่วนผสมของไซรัปกลิ่นกุหลาบ ท็อปด้วยลิ้นจี่ หอมหวานอมเปรี้ยว จิบเดียวชื่นหัวใจ       ปิดท้ายด้วย Ginger Honey Lime Soda เมนูสู้ร้อนที่มาพร้อมกลิ่นขิงหอมๆ ที่ให้ความรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า     ถ้าคิดถึงบรรยากาศของคาเฟ่สไตล์เกาหลี ที่นี่ตอบโจทย์มาก  

แม้สถานการณ์ไวรัสในปีนี้จะรุนแรงจนทำให้ร้านแรกบนถนนข้าวสารต้องปิดไป แต่แฟนๆ ของ “เสน่ห์” ร้านขนมไทยร่วมสมัยขวัญใจคนรักของหวานยุคนี้ก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะตอนนี้เสน่ห์เปิดบ้านใหม่ใจกลางซอยอิสรภาพ 21 ในสไตล์โฮมคาเฟ่น่านั่งสบายตาที่มาพร้อมบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง และเหมาะกับการจัดเวิร์กช็อปสอนทำขนมไทยมากขึ้น       โดย คุณหนุ่น เจ้าของร้านปรับเปลี่ยนบริเวณโรงรถหน้าบ้านให้กลายเป็นพื้นที่ของคนรักขนมไทย ทั้งนักชิมและนักเรียนที่อยากรู้และอยากลองทำขนมไทยโบราณ แต่ใส่ไอเดียให้น่ารักน่ากิน ดูเข้าถึงง่าย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครของเสน่ห์ รวมทั้งเพิ่มเติมเมนูขนมที่เหมาะสำหรับสั่งเดลิเวอรีหรือซื้อกลับบ้าน อาทิ อาลัว โสมนัส และกลีบลำดวน         ด้วยความหอมหวานชวนชิมที่มองแล้วละลานตาเลือกไม่ถูก เราแนะนำให้สั่ง เสน่ห์ Signature Set เมนูซิกเนเจอร์ที่รวมความอร่อยของขนมยอดนิยม ไม่ว่าจะเป็นเปียกปูนเผือก ทองเอก เสน่ห์จันทร์ สัมปันนี อาลัวดอกไม้ ขนมต้มไส้กะฉีก และเมนูสุดเก๋ที่นำมาตีความใหม่ให้ออกมาหน้าตาน่ากินกว่าเดิม ทั้งบุหลันดั้นเมฆ แป้งนุ่มหนึบ หยอดสังขยาเพิ่มความหวานมัน ขนมเหนียวเสียบไม้แบบดังโงะ ราดคาราเมลน้ำตาลมะพร้าว โรยข้าวพองกรุบกรอบ และขนมถ้วยไข่ดาวสีเขียวสวย หอมใบเตย เติมกะทิสดและสังขยาสีเหลืองนวลให้เหมือนไข่ดาวแสนน่ารัก                   ส่วนใครอยากแวะมาจิบเครื่องดื่มเบาๆ เติมความสดชื่น ที่นี่ก็มี Sane Cocoa & Coco ดาร์กช็อกโกแลตเข้มข้น ใส่นมและน้ำตาลมะพร้าวเพิ่มความหอมหวานกลมกล่อม และ Sane Cold Brew Coffee กาแฟดริปเย็นใส่น้ำตาลมะพร้าว แก้วนี้ก็หอมหวานมี “เสน่ห์” ไม่แพ้กัน    

ยกให้เป็นพื้นที่แห่งความสบายใจ สำหรับร้านบ้าน บ้าน 34 Home Cafe คาเฟ่ที่เหมาะแก่การ ไปนั่งเล่น จิบเครื่องดื่มและกินขนมรสอร่อย ในราคาสบายกระเป๋า โดดเด่นด้วยบรรยากาศสุดร่มรื่นจากบรรดาต้นไม้นานาชนิด ชวนให้รู้สึกสดชื่น อบอุ่นเหมือนได้ไปเที่ยวบ้านเพื่อน       ทางร้านเน้นเสิร์ฟอาหารสไตล์คอมฟอร์ตฟู้ด อาทิ เมนูอาหารเช้า อาหารกินเล่น ขนมปังหลากหลายรสชาติ และเครื่องดื่มมากกว่า 20 ชนิด เราเลือกเป็น ปังเยิ้ม (59.-) ขนมปังเนื้อนุ่มท็อปมาด้วยชีส เบคอนและไข่เยิ้มๆ จับคู่กับเครื่องดื่มสุดสดชื่นอย่าง มะกรูดโซดา (55.-) รสเปรี้ยมอมหวาน เข้ากันอย่างลงตัว     ต่อด้วย สังขยาทูโทน (39.-) ขนมปังปิ้งหั่นชิ้นพอดีคำ เสิร์ฟพร้อมสังขยาใบเตยและสังขยาชาไทย หอมหวาน รสชาติกลมกล่อม     ของคาวต้องไม่พลาด สปาเกตตีไก่กรอบซอสกะเพรา (89.-) เส้นสปาเกตตีเหนียวนุ่มคลุกเคล้ามากับซอสกะเพรารสจัดจ้าน กินพร้อมเนื้อไก่ ที่ทอดมาได้กรอบกำลังดี อร่อยอิ่มท้อง     ปิดท้ายด้วย ชาไทย (45.-) สูตรพิเศษที่ผสมผสานตัวชาหลากหลายชนิด ออกมาได้รสชาติกลมกล่อม หอมกลิ่นดอกไม้ หรือจะเลือกเป็น Black Ginger (65.-) ที่ดื่มแล้วจะได้ความเข้มข้นจากเอสเปรซโซช็อต และความซ่าของจินเจอร์เอล บวกกับความเปรี้ยวเล็กน้อยของเลมอน สดชื่น ตาตื่นไปทั้งวัน    

ยกให้เป็นหนึ่งในโอเอซิสของคนรักกาแฟแห่งคลองสาน สำหรับ Walden Home Café” โฮมคาเฟ่เล็กๆ สไตล์คลาสสิกวินเทจริมถนนสมเด็จเจ้าพระยา ที่ผลักประตูเข้ามาก็ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในบาร์กาแฟดีๆ ในยุโรป     ไม่เพียงบรรยากาศน่านั่งด้วยโทนแสงไฟแสนอบอุ่น เฟอร์นิเจอร์ไม้และของสะสมของเจ้าของร้านที่เต็มไปด้วยเรื่องราว ไปจนถึงเสียงเพลงเพราะๆ ฟังสบายที่เปิดคลอในร้านจะได้ใจเหล่าคาเฟ่ฮอปเปอร์เท่านั้น แต่ที่นี่ยังพร้อมเสิร์ฟกาแฟรสเลิศแบบ Specialty Coffee ระดับคุณภาพในราคาเป็นกันเองที่รับรองว่าโดนใจคอกาแฟตัวจริงอย่างแน่นอน       โดยเมนูซิกเนเจอร์จะเน้นใช้เมล็ดกาแฟเฮาส์เบลนด์จากลาวและบราซิล คั่วระดับกลาง ให้รสชาติโทนช็อกโกแลต รสชาติกลมกล่อม ดื่มง่าย ส่วนใครเป็นสายกาแฟดริป Walden Home Café ก็มีเมล็ดกาแฟแบบซิงเกิลออริจินจากหลายประเทศทั่วโลก อาทิ เอธิโอเปีย เคนยา หมุนเวียนมาให้ชิมกันเป็นประจำ     เราแนะนำ Cassara Latte ลาเต้เย็นสูตรพิเศษที่ใส่น้ำเชื่อมทำจากเปลือกกาแฟเคี่ยวจนได้ความหอมหวานคล้ายลำไยเชื่อม รสกลมกล่อม หวานกำลังดี Dirty เมนูยอดนิยมที่ผสมผสานนมสดเย็นหอมมันกับริสเทรตโต้เข้มข้นได้อย่างลงตัว และ Yuzugano อเมริกาโนเย็นเพิ่มความสดชื่นด้วยแยมส้มยูซุและโซดา เหมาะกับวันอากาศร้อนๆ เป็นที่สุด         ส่วนใครมองหาของ (หวาน) หนักท้อง ต้องลอง Carrot Loaf เค้กแครอตโฮมเมดเนื้อแน่นฝีมือเจ้าของร้าน บอกเลยว่ากินคู่กาแฟแก้วไหนก็แสนจะฟิน  

ชวนเหล่าคาเฟ่ฮอปเปอร์ไปสัมผัสความอบอุ่นที่ Slowblues Cafe คาเฟ่น้องใหม่ย่านงามวงศ์วาน ของ คุณสอง กฤษฎา นักดนตรีที่หลงใหลในรสชาติของกาแฟคั่วอ่อนและกลาง จนผันตัวมาเป็นบาริสต้าที่พร้อมแบ่งปันกาแฟแก้วโปรดให้กับทุกคน       ภายในร้านเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มตัดกับผนังสีขาว ดูสบายตา เสริมความคลาสสิกด้วยของตกแต่งสุดเท่ อย่างแผ่นเสียง เครื่องเล่นเพลง และเครื่องดนตรี ที่ล้วนเป็นของสะสมสุดรักของคุณสอง ส่วนบริเวณชั้น 2 ทางร้านเปิดเป็นโซน Co-working Space และโซน Listening Space ให้คอกาแฟและคนที่รักในเสียงดนตรีได้มาเสพย์ความสุขในพื้นที่เดียวกัน       นอกจากนี้เหล่าทาสแมวยังสามารถมาเพลิดเพลินกับเจ้าเหมียวน้อย มาเน มาสคอตประจำร้านที่รอต้อนรับทุกคนอย่างเป็นมิตร     ทางร้านมีเมล็ดกาแฟให้เลือกทั้งไทยและต่างประเทศ โดยจะเป็นเมล็ดคั่วอ่อนและกลางเท่านั้น เหมาะกับใครที่ชื่นชอบกลิ่น Floral & Fruity เมนูแรก Imagine (70.-) เมนูลาเต้หรือกาแฟนม ที่เลือกใช้เป็นเมล็ดเอธิโอเปียคั่วอ่อน รสชาติหวานน้อย ได้กลิ่นของดอกไม้ชัดเจน หอมฟุ้งทุกคำที่ดื่ม     ต่อด้วย Slowhand Coffee (150.-) กาแฟดริปที่เราเลือกเป็นเมล็ดโคลอมเบียคั่วอ่อน ที่จะได้กลิ่นหอมของดอกซากุระ รสชาติเปรี้ยวสดชื่น จับคู่กับ Moon River (45.-) มาเดอแลนหรือขนมเปลือกหอยเนื้อนุ่ม รสหวานพอเหมาะ ยิ่งอร่อยลงตัว       หรือจะเลือกเป็น Hey Jude (75.-) ซอฟต์คุกกี้ช็อกโกแลต ขนมขายดีประจำร้าน หน้าตาน่ารัก เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบหนับ หอมกลิ่นช็อกโกแลต  

จากตึกเก่าของครอบครัวที่ถูกปิดร้างไว้กลายเป็นที่พักและคาเฟ่สไตล์โฮมเมดด้วยความตั้งใจของทายาทสาวที่หลงใหลในการทำอาหาร ซึ่งผสมผสานความร่วมสมัยกับกลิ่นอายของบ้านคนจีนสมชื่อร้าน Tang Guang Aeum Coffee” ที่นำชื่อของอากงอดีตคนขายกาแฟในวันวานมาประยุกต์กับคำว่าคอฟฟีได้อย่างน่าสนใจ       แม้ความตั้งใจเริ่มแรกคือการสร้างห้องพักน่านอนเป็นหลัก แต่ด้วยเสียงเรียกร้องจากคนรอบข้าง ลอบบีชั้นล่างจึงปรับเปลี่ยนเป็นคาเฟ่โฮมเมดเต็มตัวที่ให้บรรยากาศเหมือนมากินข้าวบ้านเพื่อนสนิทที่แสนเป็นกันเอง         เมนูเด่นห้ามพลาดมีทั้ง Spicy Spaghetti Carbonara สปาเกตตีคาร์โบนาราสูตรเด็ดใส่พริกป่นและซอสศรีราชาเพิ่มความเผ็ดแต่กลมกล่อม กินเพลินแบบไม่เลี่ยน และ Omu Rice with Sour Sweet Sauce ข้าวผัดเบคอน ท็อปด้วยไข่เจียว ราดน้ำซอสรสเปรี้ยวอมหวานที่ทำจากซอสมะเขือเทศ หอมกลิ่นขิงและต้นหอม เป็นเมนูที่ได้แรงบันดาลใจมาจากอาหารจีนในประเทศญี่ปุ่นที่เรียกว่า เทนชินฮัง       หรือหากแวะมาตอนเช้า เราแนะนำเมนู All Day Breakfast เซตอาหารเช้าที่มีทั้งไข่คน เบคอน ไส้กรอก สลัดผัก และขนมปังปิ้งทาเนย และ Egg Cheese Toast ขนมปังโชกุปังโฮมเมดเนื้อนุ่มแน่น อบกับไข่แดงเยิ้มๆ และชีสหอมมัน       ส่วนสายคาเฟ่ลองแวะมานั่งชิลจิบ Iced Chai Tea Latte ชาไชสไตล์อินเดียที่ร้านต้มเอง หอมเครื่องเทศและสมุนไพรหลากชนิด ผสมกับนมสดหอมมัน ดื่มง่ายไม่ฉุน จะดื่มแบบเบาๆ หรือกินคู่กับครัวซองต์กรอบนอกนุ่มใน หอมเนยฝรั่งเศสก็แสนเพลินใจ    

"The Pattern Cafe" คือโรงงานผ้าเก่าแก่ที่ถูกชุบชีวิตใหม่กลายเป็นคาเฟ่และบูทีคโฮเทลสุดเก๋ในซอยธนบุรี 6 ย่านคลองสาน ซึ่งบอกเลยว่าใครกำลังมองหาที่พักกายพักใจ เติมพลังงานดีๆ ในช่วงนี้ต้องไปเช็กอินสักครั้ง       ความเก๋ของที่นี่ไม่ได้อยู่ที่การออกแบบที่คงกลิ่นอายและความทรงจำของอดีตโรงงานผ้า ทั้งลวดลายแพทเทิร์นผ้ากระเบื้องบนผนัง จักรเย็บผ้าสุดวินเทจ หรือเสาที่หุ้มด้วยแผ่นหนังเย็บมือไล่สีสวย ไปจนถึงมุมต้นกระบองเพชรสุดน่ารักด้านหน้าร้านที่กลายเป็นมุมถ่ายรูปยอดนิยมเท่านั้น แต่ทุกเมนูโฮมเมดของ The Pattern Cafe ยังเต็มไปด้วยรายละเอียดความอร่อยสุดสร้างสรรค์ ความพิถีพิถัน และไม่ธรรมดา       ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มแสนครีเอตอย่าง Sunny Side Up โกโก้ดัลโกนาเข้มข้นท็อปด้วยไข่ดาวสุดน่ารักที่ใช้เทคนิค Molecular Gastronomy ดัดแปลงไข่ไก่ให้ออกมาเป็นวุ้น เพิ่มความอร่อยด้วยวิปครีมกลิ่นวานิลลา (ก่อนดื่มแนะนำให้คนโกโก้กับนมให้เข้ากันเพื่อความอร่อย) และ The Cactus มัตฉะจากฟุกุโอกะปั่นหอมหวาน เพิ่มความเก๋ด้วยช็อกโกแลตต้นกระบองเพชรที่แฝงความกรุบกรอบนิดๆ จากครัมเบิลทองม้วนฝรั่งเศส       ใครมองหาเมนูอร่อยจานเดียวกินง่ายๆ เราแนะนำหมูสับผัดปลาเค็มราดข้าว เมนูยอดนิยมสูตรครอบครัวที่หน้าตาอาจดูธรรมดา แต่แค่บีบมะนาว ใส่พริกสด ก็อร่อยนัวกลมกล่อม กินกับข้าวสวยร้อนๆ หมดในพริบตา และริกาโทนีผัดแหนมใบโหระพา เส้นพาสต้านุ่มหนึบแบบอันดันเต้ ผัดกับแหนมและใบโหระพาเผ็ดนิดๆ กำลังดี       ส่วนส่วนสายหวานห้ามพลาดเค้กแสนอร่อยที่หลายคนติดใจ โดยเฉพาะรสชาติไทยๆ ทั้งเค้กกล้วยบวชชีข้าวหอมอุบล เมนูสุดครีเอตที่ผสมผสานแป้งข้าวหอมอุบล น้ำตาลมะพร้าวเคี่ยว และกล้วยให้ออกมาเหมือนกินกล้วยบวชชีในรูปแบบเค้ก เค้กมะพร้าวข้าวหอมนิล แป้งข้าวหอมนิลออร์แกนิกผสานความอร่อยกับครีมและเนื้อมะพร้าวอ่อน และเค้กเผือกใบเตยมะพร้าวอ่อน ความอร่อยลงตัวของเผือก ครีมมะพร้าว และเนื้อใบเตยคั้นสด         ช่วงล็อกดาวน์แบบนี้ สั่งไปอร่อยที่บ้านได้เลยผ่าน Grab, Line Man และ Robinhood  หรือจะลองมาพักผ่อนหย่อนใจในห้องพักสุดฮิปทั้ง 12 ห้อง ที่ตอนนี้มาพร้อมโปรโมชั่นและราคาคุ้มค่าสุดๆ ก็สุดแสนประทับใจ

Mitta x Sabaijai โฮมคาเฟ่ลำดับที่ 3 จากร้าน Mitta Café ที่ขยับความร่มรื่นชื่นใจจากพระราม 2 มาใกล้ตัวเมืองมากขึ้นอีกนิดในซอยสบายใจ 13 โดยแบ่งพื้นที่ของตัวบ้านให้คนรักขนมและกาแฟได้แวะมาพักใจจากวันอันรีบเร่ง โดยคุณจอยและคุณออย 2 ลูกพี่ลูกน้องช่วยกันดูแลทั้งขนมเค้ก กาแฟ และเครื่องดื่มไว้สำหรับจับคู่กัน           แฟนคลับร้าน Mitta เป็นอันรู้กันว่าเค้กโฮมเมดของร้านนี้นุ่มนวลหวานน้อย และนำผลไม้หวานฉ่ำตามธรรมชาติมาเพิ่มลูกเล่นให้น่าสนใจ อย่าพลาด Sri-nin rice cake เค้กข้าวสีนิลที่ใครได้ชิมก็หลงรัก เค้กสีเทาเข้ม เหมือนได้กินข้าวเหนียวดำน้ำกะทิที่เปลี่ยนจากน้ำกะทิเป็นน้ำมะพร้าวอ่อน กลิ่นหอมเนื้อนุ่มเบา   ตามมาด้วยลำไยชีสเค้ก ชีสเค้กนุ่มแน่นด้านล่างเป็นครัมเบิลกรุบกรอบ ท็อปด้วยลำไยสดลูกโตคัดจากเจ้าประจำเข้ากับเนื้อชีสเค้กได้พอดิบพอดี และพลาดไม่ได้กับ Roddy plum roll โรลลูกตาลสีสันน่ารักด้วยครีมสดจากดอกอัญชันให้ละเลียดได้เพลินๆ       คอกาแฟที่ร้านมีทั้งจากเมล็ดกาแฟแบบ Dark Roast และ House Blend (ไทย-ลาว-บราซิล) เราแนะนำซิกเนเจอร์เมนู Mable Coffee แก้วนี้เก๋มาก พุดดิ้งน้ำมะพร้าวอ่อนเนื้อเด้งราดด้วยช็อตเอสเพรซโซจากเมล็ด House Blend ส่วนใครไม่ปลื้มคาเฟอีนลองสั่ง ลิ้นจี่อัญชันโซดานอกจากสีสวยแล้วยังเปรี้ยวหวานซาบซ่า ช่วยดับร้อนยามบ่ายได้ดี       ก่อนกลับอย่าลืมซื้อ Shokupan ของทางร้านที่ขายดีไม่แพ้เมนูอื่นติดมือกลับไปด้วย ทั้งหอมนุ่มและฉ่ำเนย กินกี่ครั้งก็ไม่เบือ  

บ้านลลิณ (Lalin Thai Cafe) คาเฟ่สไตล์ไทยในบ้านหลังเก่าอายุกว่าร้อยปีที่ซ่อนตัวอยู่ในตรอกตึกดิน ถนนดินสอของเชฟพลอย-ณัฐณิชา และเชฟน้ำฝน-ลักษณาวดี  2 สาวเพื่อนซี้จากรายการมาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ ซีซั่น 1 ตัวร้านสวยสงบ ร่มรื่น  (และมีแมวน่ารัก) ด้านในเต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ที่เห็นแล้วชวนให้นึกถึงความสนุกในวัยเยาว์ ยิ่งทำให้การมากินข้าวที่นี่พิเศษขึ้นไปอีก           ​อาหารของเชฟพลอยและเชฟน้ำฝนเป็นอาหารไทยจานเดียวที่เติมความทันสมัยลงไปในแต่ละจานด้วย ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยวผัดไข่เค็มกุ้งจานโปรดของหลายคน ให้อารมณ์ลูกผสมระหว่างผัดผงกะหรี่และผัดไข่เค็ม เส้นก๋วยเตี๋ยวนุ่มๆ คั่วจนแห้ง รสชาติกลมกล่อม หอมกลิ่นกระทะ     ตามด้วยข้าวคลุกกะเพราเนื้อสับไข่ซูวี แค่ได้กลิ่นก็น้ำลายสอ ข้าวเรียงเม็ดกินอร่อย ตัดรสเผ็ดด้วยไข่ไหลเยิ้มๆ  อีกจานที่ขายดีไม่แพ้กันคือสปาเกตตีไก่ผัดพริกสด เมนูฟิวชันรสจัดจ้านที่คนรักพาสตาไม่ควรพลาด       ​อิ่มคาวแล้วตามด้วยขนมหวาน เค้กแตงไทยน้ำกะทิ ที่เชฟอยากให้รู้สึกเหมือนได้กินลอดช่องน้ำกะทิ ราดด้วยซอสกะทิอบควันเทียน และเค้กมะตูมกินคู่กับกะทิรสเค็มเข้ากัน       แล้วอย่าลืมสั่งเครื่องดื่มคลายร้อนอย่างบ๊วยแตงโมโซดา รสเค็มเปรี้ยวซ่า หอมกลิ่นแตงโมนิดๆ หรือจะลองสับปะรดพริกเกลือโซดา     แก้วนี้จิบแล้วสดชื่นตื่นเต็มตาจริงๆ

มาแรงจนฉุดไม่อยู่ สำหรับ The Barn Brasserie คาเฟ่สไตล์ grab and go น้องใหม่ย่านบางกรวย เจ้าของเดียวกันกับ Wood Cafe โชคชัย 4 ที่ตอนนี้ขยับขยายความอร่อยมาให้ชาวนนทบุรีได้ลิ้มลอง       ตัวร้านโดดเด่นด้วยไม้ขัดเนื้อด้านสีขาว ที่เสริมความน่ารักโดยบรรดาของใช้สำหรับทำครัวและเครื่องมือทำสวน อีกทั้งยังห้อมล้อมไปด้วยต้นไม้นานาชนิดเสมือนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ชวนให้รู้สึกอบอุ่นเป็นกันเอง จนกลายเป็นจุดเช็คอินที่มีลูกค้าแวะเวียนกันมาอย่างไม่ขาดสาย       ทางร้านเน้นเสิร์ฟเบเกอรี่โฮมเมด หน้าตาสวยงาม แซมมาด้วยผลไม้สดใหม่ตามฤดูกาล เริ่มด้วยเมนูซิกเนเจอร์ Earl Grey Cheesecake (165.-) ประกอบไปด้วยส่วนผสมที่มีคุณประโยชน์ อาทิ โยเกิร์ตและครีมไขมันต่ำ เมล็ดงาขี้ม่อน กินกับฐานครัมเบิ้ลกรุบกรอบและผลไม้สด อย่างเชอร์รีและสตรอว์เบอร์รี อร่อยกลมกล่อม     ต่อด้วย Carrot Cake (100.-) เค้กแครอตเนื้อนุ่มฟู ที่มีธัญพืชและเนื้อแครอทมาให้เคี้ยวเพลินๆ กินคู่กับครีมชีสด้านบน รสเปรี้ยวหวานกำลังพอดี หรือจะเลือกเป็น Lemon and Blueberry Scone (100.-) สคอนเนื้อแน่นนุ่ม เมื่อกัดแล้วจะได้กลิ่นหอมของเนย เลมอน และบลูเบอร์รี ด้านบนราดด้วยเลมอนซอสและเมล็ดงาขี้ม่อน     Tea of the day (90.-) เครื่องดื่มซิกเนเจอร์สุดพิเศษ ที่ทางร้านจะปรับเปลี่ยนตัวชาให้เราได้ลุ้นในรสชาติทุกสัปดาห์ โดยเน้นเป็นชาผลไม้ที่ดื่มแล้วให้ความสดชื่น  

คนย่านวงเวียนใหญ่และละแวกใกล้เคียงต่างต้องเคยแวะเวียนมาใช้บริการ “สยามรัตนาซุปเปอร์มาร์เก็ต” เพราะที่นี่คือซุปเปอร์มาร์เก็ตติดแอร์แห่งแรกของย่านที่สร้างสีสันให้กับนักช็อปได้มาเดินเลือกซื้อสินค้าได้แบบเย็นฉ่ำสบายใจ ก่อตั้งโดยคุณสวัสดิ์และคุณสมคิด นิลรุ่งรัตนาที่นำเอาความเชี่ยวชาญในการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ รวมถึงวัตถุดิบในการทำเบเกอรี่ซึ่งในช่วง 60 ปีก่อนนั้นยังหาได้ยากในบ้านเรา หลงจู้สวัสดิ์คือชื่อที่ผู้คนเรียกขานและถือเป็นตำนานของนักจัดซื้อผู้เยี่ยมยุทธ์แห่งยุคทีเดียว       นอกจากขายสินค้าทั่วไป สยามรัตนายังขายวัตถุดิบสำหรับนำมาทำเบเกอรี่ที่เรียกเสียงฮือฮาให้คนช่างกินในยุคนั้นได้ไม่เบา โดยเฉพาะขนมปังสังขยาสูตรต้นตำรับที่ไม่เคยหยุดเสิร์ฟความอร่อยมาตลอด 60 ปี ช่วงเริ่มต้นทำขนมปังขายคุณสมคิดเล่าให้ฟังว่า “เครื่องไม้เครื่องมือไม่ได้สะดวกสบายเหมือนเดี๋ยวนี้ ต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 มาทำขนมปังทุกวันเพื่อให้ทันขายลูกค้าในตอนเช้า แต่ผลตอบรับดีมากทำให้หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง” แม้วันนี้จะส่งไม้ต่อให้ทายาทดูแลแต่ระดับความหอมหวานยังเหมือนวันวานไม่ผิดเพี้ยน ทั้งเนื้อสัมผัสที่นุ่มนิ่มของแป้ง กัดแล้วหนึบนิดๆ รวมถึงไส้สังขยาใบเตยและไส้สังขยาไข่ก็ใส่ให้แบบล้นทะลักไม่มีกั๊กไว้ จากราคาเริ่มต้นชิ้นละ 50 สตางค์ ขยับมาทีละหน่อยจนถึง 18 บาทตามค่าครองชีพ แต่ยังถือว่าย่อมเยามาก     คุณวิบูลย์ (ลูกชาย) และคุณสมคิด นิลรุ่งรัตนา (คุณแม่)     ยังมีไฮไลท์ที่หลายคนแอบปลื้มอย่างขนมปังอบเนยน้ำตาล ขนมปังกรอบนอกนุ่มใน ถ้าชอบเนยเยิ้มๆ จะเคลิ้มมาก รวมถึงขนมปังไส้กรอก ขนมปังไส้กรอกมายองเนส และอื่นๆ อีกหลายอย่าง โดยฝีมือรังสรรค์ของเชฟแพรทายาทรุ่นที่ 3 ที่จบจากสถาบันสอนการทำอาหารเลอ กอร์ดอง เบลอ ผู้สานต่อสูตรดั้งเดิมของคุณปู่คุณย่าและยังเพิ่มเติมขนมอีกหลายชนิด สยามรัตนาจึงยังคงเป็นตำนานมีชีวิต ชนิดที่ใครเปิดประตูเข้ามาก็มีแต่อิ่มพุงกางกลับไป          นอกจากสยามรัตนาซุปเปอร์มาร์เก็ตร้านเดิมตรงแยกลาดหญ้า ไม่ห่างกันมากเป็นที่ตั้งของ “สยามรัตนาเบคเฮาส์” อาคารทันสมัยหลังใหม่ที่ตั้งใจออกแบบไว้รองรับลูกค้าที่มาเลือกซื้อของกินของใช้ในซุปเปอร์มาร์เก็ตแล้วต้องการที่นั่งพักรับประทานอาหาร รวมถึงมีมุมเบเกอรี่ที่กว้างขวางให้เลือกหยิบได้ตามชอบ หากอยากชมขั้นตอนการทำขนมอบก็สามารถชมผ่านครัวที่กรุกระจกใสให้ได้ชมอย่างใกล้ชิด         ที่นี่ยังเป็น Co-Working Space สำหรับนั่งทำงานหรืออ่านหนังสือได้อย่างเป็นส่วนตัว หรือจะจัดอีเวนต์ต่างๆ ก็แสนสะดวกสบาย ครบทุกฟังก์ชั่นความต้องการ     สำหรับเราแล้วสิ่งต่างๆ อาจเปลี่ยนไปแต่กลิ่นอายความทรงจำยังหอมกรุ่นตลอดเวลา    

รัชดาซอย 19 ไม่เคยเงียบเหงาเพราะมีร้านเก๋เปิดใหม่ให้เราได้แวะมาชิมเรื่อยๆ ล่าสุดกับร้านโอมิ ต็อก (Omi tteok) ร้านต็อกจาก Woolloomooloo ที่นำเมนูอร่อยตลอดกาลของชาวเกาหลีอย่าง “ต็อก” หรือเค้กข้าวนุ่มนิ่มหนึบหนับมาให้เราได้รู้จักผ่านเมนูทั้งคาวหวาน โดย Master Artisan ชาวเกาหลี         ต็อกของโอมิ ต็อกทำจากข้าวญี่ปุ่นส่งตรงจากเชียงใหม่ ซิกเนเจอร์คือ Omi Injeolmi แป้งต็อกนุ่มๆ เคลือบด้วยผงถั่วอิลจอมี เคี้ยวเพลินมาก และ Omi Cream Injeolmi ความพิเศษอยู่ที่ไส้ครีมถั่วแดงและครีมมันหวาน (เมนูนี้แนะนำให้จองก่อนล่วงหน้าเพราะขายดีมาก) จัดเสิร์ฟในกล่องดีไซน์สวยที่เก็บไว้ใช้เองก็ดี หรือจะซื้อติดมือไปฝากคนใกล้ตัวก็น่าจะยิ้มแก้มปริ           นอกจากนี้ยังมีทีเด็ดอย่าง So-ttoek so-tteok ต็อกเสียบไม้สลับกับไส้กรอกทอดจนกรอบพร้อมซอสโกชูจังสูตรพิเศษ กินร้อนๆ อร่อยมาก ปิดท้ายด้วย Cream tteokbokki ต็อกปกกีใส่ออมุก (ปลาแผ่นเกาหลี) รสเข้มข้นครีมมี่ มีเผ็ดเล็กๆ ตบท้าย       ช่วยแก้อาการคิดถึงเกาหลีไปได้ชั่วขณะ