เชื่อว่าคนรักสมุด ดินสอ และยางลบน่าจะคุ้นหูกับชื่อ Grey Ray แบรนด์เครื่องเขียนสัญชาติไทยกันอย่างแน่นอน ไอเทมสุดฮิตของแบรนด์นี้คงไม่พ้นปลอกดินสอดีไซน์เก๋ที่พกพาสีสันอันเรียบง่าย อันมาจากไอเดียเพื่อให้เราใช้ดินสอกันได้นานขึ้น ไม่ต่างจากสมุดขนาดกะทัดรัดที่เราเห็นหน้าตาและสีสันก็แทบจะตกหลุมรักขึ้นในทันที ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็ได้สะท้อนผ่านการตกแต่งด้วยเครื่องเรือนสุดเนี้ยบเท่ห์ แต่แฝงความอบอุ่นในทุกอณู     หากจะบอกว่าที่นี่คือคาเฟ่เครื่องเขียนก็คงไม่ผิดนัก เพราะเราจะได้สัมผัสกับสินค้าของ Grey Ray กันอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ห้องข้างในยังมีสินค้าจากแบรนด์ไทยอื่นอีกหลากหลายแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋า ฟิกเกอร์ เรื่อยไปจนถึงสติ๊กเกอร์สุดน่ารัก ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อลงท้ายด้วยคำว่า “แอนด์ มอร์” ทั้งที ที่นี่ยังมีโซน Co-Working Space ที่เอาไว้ทำงานหรือจัดกิจกรรมพิเศษอีกด้วย       สำหรับเครื่องดื่มที่เสิร์ฟนั้นจะชูโรงกาแฟโคลด์บริวเป็นหลัก เพราะสามารถเสิร์ฟความอร่อยได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังไม่มีเสียงของเอสเพรซโซแมชชีนมากวนใจ โดยกาแฟที่เลือกใช้จะเป็นกาแฟซิงเกิลออริจินจากอินโดนีเซีย ลาว และไทย จนได้กาแฟกาแฟรสเข้มที่ซุกซ่อนความหอมของคาราเมล     เริ่มกันด้วย Miles Brew (220 บาท) เครื่องดื่มที่มีเบสเป็นกาแฟแต่เติมความหวานละมุนบางเบาของน้ำมะตูมอินฟิวส์สูตรโฮมเมดผสมเครื่องเทศอีกเล็กน้อย จนได้กาแฟรสเย็นๆ ที่ให้กลิ่นหอมขึ้นจมูก     ตามด้วย Signature Latte (120 บาท) กาแฟที่เสิร์ฟมาพร้อมนมสดรสหวานละมุนให้เราเติมตามความชอบ หรือจะลอง Black Cocao (80 บาท) โก้โก้สีเข้มที่พกพารสชาตินุ่มนวลมาผสมกับนมสดเติมรสหวานมัน         แต่ถ้ายังไม่จุใจก็ยังมี Forrest Gump (75 บาท) คุกกี้ถั่วสูตรฝรั่งเศสที่เน้นความเข้มข้นหนึบหนับจากแบรนด์ Phawan Patisserie ที่ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งเพลิน ร่วมด้วยไอศกรีมหลากรสที่เราขอบอกเลยว่าชื่นใจอย่างที่สุด  

สายฮอปกำลังตามหาสิ่งนี้อยู่รึเปล่า ร้านกาแฟดีมีสไตล์ที่มีสายลมและแสงแดด Kamamoko camp ตอบโจทย์คุณแน่นอน คอนเซ็ปต์แคมป์สไตล์ญี่ปุ่น ตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา บนโครงการ MF Riverfront Marina ย่านพระราม 3 เหมาะสำหรับคนชอบท้าแดดและสัมผัสสายลมอ่อนๆ  รักการถ่ายรูปเป็นที่สุด     นอกจากบรรยากาศร้านที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว กาแฟของที่นี่ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน มาในคอนเซ็ปต์ กาแฟดริปแบบ Slow bar เน้นเมล็ดกาแฟคั่วกลางพิเศษ โดยมีไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้เลยสำหรับคอกาแฟ คือ  Jack Daniel’s Coffee กาแฟวิสกี้ จากแบรนด์วิสกี้ชื่อดัง Jack Daniel’s ความหอมกรุ่นของเมล็ดกาแฟอาราบิก้า100% และรสชาติพร้อมกลิ่นอันโดดเด่นของแจ็คแดเนียล รับรองว่าจะทำให้คุณต้องหลงใหลไปกับเครื่องดื่มเมนูนี้แน่นอน     สำหรับสาวๆ ที่รักกาแฟและชอบความสดชื่นก็พลาดไม่ได้กับ Espresso & Orange ความเข้มข้นของกาแฟ Espresso ผสมผสานกับความหวานหอมของน้ำส้มแท้ ออกมาเป็นความกลมกล่อมเข้ากันได้อย่างลงตัว     หากใครไม่ใช่สายกาแฟ ที่นี่เขาก็มี ชาเขียวและมันม่วงม่วงลาเต้ พร้อมเสิร์ฟสำหรับสายหวาน กินคู่กับมันญี่ปุ่นหอมๆ ฟินไม่แพ้กันเลย         ส่งท้ายด้วยเมนูขนมของร้านที่มาแล้วอย่างไรก็ต้องลอง Okura Toast ขนมชื่อดังของญี่ปุ่น ที่ตัวขนมปังจะท็อปด้วยถั่วแดงและเนย กินแล้วได้รสชาตินวลๆ เข้ากันอย่างลงตัว     อีกเมนู คือ Breads Toast with Butter and Homemade Jam ขนมปังโทสต์กินกับแยมโฮมเมดแบบ Low sugar มีด้วยกันถึง 5 รสชาติ Banana​ Strawberry,  Mango​ &​ Passion Fruit, Strawberry,  Mixed Berry และ Apple​ &​ Kiwi บอกเลยว่ากินแล้วอาจจะอดใจไม่ไหวต้องซื้อกลับบ้านเลยทีเดียว  

แค่กด (ไม่กี่ครั้ง) ก็อร่อยได้ทันที! กับกาแฟ “สตาร์บัคส์” ฝีมือตัวเอง ให้เรากลายร่างเป็นบาริสต้าอัตโนมัติสร้างสรรค์กาแฟแก้วโปรดได้ตลอดเวลาที่ "Starbucks Cashless Vending Machine" เครื่องแรกใน AIS eSports Studio ชั้น 2 สามย่านมิตรทาวน์     ที่สำคัญคือราคายังย่อมเยา เฉลี่ยแค่แก้วละ 60 – 75 บาท เท่านั้น เล่นเอาอยากไปกดทุกวันเลยทีเดียว จะสะดวกและอร่อยขนาดไหน...ไปดูขั้นตอนง่ายๆ กันเลย!     Step.1 : กดน้ำแข็ง     Step.2 : เลือกเมนูที่ต้องการ     Step.3 : เพิ่มรสชาติไซรัปได้ตามชอบ     Step.4 : จ่ายเงินแสนสะดวกผ่าน QR Code หรือ Rabbit Line Pay     แค่นี้ก็เรียบร้อย! รอชิมความอร่อยฝีมือตัวเองกันได้เลย     ใครยังงงๆ มาดูขั้นตอนการกดเครื่องดื่มกันอีกที     ส่วนเมนูอร่อยมีตามนี้เลยจ้า!  

หลังจากนับวันรออย่างใจจดใจจ่อ ในที่สุดคนไทยเราก็ได้สัมผัสกับกาแฟรสนุ่มของ “% Arabica” (อะราบิก้า) แบรนด์กาแฟชื่อดังสัญชาติญี่ปุ่นที่มีต้นกำเนิดจากเกียวโตกับสาขาแรกในประเทศไทย (สาขาที่ 57 ของโลก) ที่ชั้น 1 ไอคอนสยาม     นอกจากจะเป็นสาขาแรกในประเทศไทยแล้ว ที่นี่ยังนับเป็นแฟล็กชิฟสโตร์ที่ได้รวบรวมความเป็น % Arabica ได้อย่างสมบูรณ์แบบ คุณเคนเน็ธ โชจิ (Kenneth Soji) เล่าว่าประเทศไทยมีวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ที่น่าหลงใหล ไม่ต่างกับทำเลตรงนี้ที่เหมือนเป็นจุดนัดพบของวัฒนธรรมเก่าและใหม่มาเจอกัน และเป็นแหล่งต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มีใจรักกาแฟจากทั่วโลก     จุดเด่นของสาขานี้ เริ่มตั้งแต่บรรยากาศที่พกพามุมมอง 360 องศาแบบที่ไม่มีสาขาแห่งไหนในโลกทำได้ โดยได้ทีมออกแบบที่ 10 ของโนมุระ โกเกอิชา (no.10 of Nomurakougeisha) บริษัทออกแบบชื่อดังมาออกแบบให้ ด้วยการดึงเอาเอกลักษณ์ของอาราบิก้าของไอคอนสยามมารวมกัน จนออกมาเป็นพื้นที่กว้างขวางสีขาวโดดเด่นสะดุดตา ก่อนจะเพิ่มความเนี้ยบหรูด้วยพื้นเรืองแสงวิบวับที่ทำให้เราได้เห็นทั้งข้างนอกและข้างในได้อย่างแจ่มชัด     เริ่มตั้งแต่โซนบาร์ที่มีทีมบาริสต้ากว่า 11 ชีวิตมารังสรรค์กาแฟแก้วโปรด โซนคั่วกาแฟที่ทำให้เรามั่นใจว่ากาแฟทุกแก้วพร้อมเสิร์ฟความสดใหม่ หรือใครที่อยากได้เมล็ดกาแฟคั่วไว้ติดบ้านก็สามารถเลือกซื้อเลือกสั่งแล้วรับกลับบ้านกันได้ เรื่อยไปถึงโซนขายของที่ระลึกที่แฟนคลับไม่ควรพลาดซื้อติดไม้ติดมือ     สำหรับใครที่ยังคิดไม่ออกว่าจะสั่งอะไรดีแล้วล่ะก็ เราก็ขอแนะนำ 3 เมนูเด็ดอย่าง Latte (ราคา 130 – 175 บาท) เมนูสุดเรียบง่ายแต่แสนประทับใจจากความหอมมันของนมที่ผสมผสานรสชาติความเข้มข้นของ % Arabica Blend กาแฟเบลนด์สูตรทางร้านที่ใช้กาแฟซิงเกิลออริจินจากเอธิโอเปียและบราซิลได้อย่างเหมาะเจาะ เอาเป็นว่าถ้าใครชอบกาแฟรสนุ่มนวลแล้วล่ะก็ ต้องตกหลุมรักกาแฟแก้วนี้อย่างไม่ต้องสงสัย     ตามด้วย Spanish Latte (150 – 180 บาท) เมนูยอดฮิตที่เพิ่มความโดดเด่นของลาเต้ด้วยความหอมหวานและครีมมี่ของนมหวานที่เพิ่มเข้ามา จนได้ความนุ่มนวลที่น่าลิ้มลอง ปิดท้ายด้วย Lemonade Still (150 บาท) เครื่องดื่มที่จะเติมความสดใสให้ทุกคนที่ตอนนี้ก็ฮิตไม่แพ้กัน ด้วยน้ำเลมอนเฮาส์เมดรสเปรี้ยวอมหวานผสมน้ำแร่ แต่ถ้าใครชอบแบบซาบซ่าแบบมีฟองก็สามารถสั่งแบบ Sparkling ได้ตามชอบ    

ขอยกให้ Pour Over Lab เป็นร้านกาแฟที่คูลและเก๋ที่สุดในย่านนี้ เพราะนี่คือคาเฟ่ที่นำเอากาแฟ วิทยาศาสตร์และจิตวิทยามารวมกันในบรรยากาศของห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร อีกทั้งทุกเมนูมาพร้อมน้ำสีฟ้าที่จะสร้างอารมณ์ผ่อนคลายให้กับทุกคน       ขณะที่ร้านกาแฟดริป หรือ Pour Over ส่วนใหญ่มักจะให้เราเลือกเมล็ดกาแฟจากแหล่งต่างๆ แต่ที่นี่กลับคิดต่างออกไปด้วยการสร้างสรรค์กาแฟในรสที่ทุกคนชอบแทน ด้วยความเชื่อว่ารสชาติทุกอย่างสามารถควบคุมได้โดยให้ลูกค้าสามารถบอกความต้องการและรสชาติที่ตัวเองชอบได้ จากนั้นบาริสตาก็จะทำหน้าที่เลือกเมล็ดกาแฟ พร้อมกับเลือกวิธีชงผ่านเครื่องดริปหน้าตาหลากหลาย ตัวเด่นคงต้องยกให้เครื่องดริป Gem Series ที่มีหน้าตาเหมือนเพชรมาสร้างความแปลกใหม่ หรือจะลองเครื่องดริปกาแฟไฟฟ้าที่สามารถควบคุมอุณหภูมิแบบชัดเป๊ะ จนได้กาแฟที่ “ตรงใจ” ทุกคนที่สุด           ถ้านึกไม่ออกเขาก็มีเมนูซิกเนเจอร์ให้เลือกอย่าง On The Rock กาแฟที่ให้อารมณ์เหมือนวิสกี้ทั้งหน้าตาและรสชาติ ซึ่งได้จากกาแฟสกัดเย็นด้วยเครื่อง One Dutch เครื่องแรกและเครื่องเดียวในไทย ขณะที่กาแฟก็โพรเซสด้วยการหมักในถังเหล้ารัม ทำให้ได้กลิ่นหอมๆ เฉพาะตัว     หรือจะลอง Sphere Moon เครื่องดื่มปั่นสุดสดชื่นที่ได้จากน้ำส้มยูซุปั่นเนียนๆ ราดด้วยกาแฟสกัดเย็น ผสมดื่มคู่กันก็เพิ่มความสดชื่นได้ถึงใจ     แต่ถ้าชอบความหวานมันต้องลอง Black & Brown ช็อกโกแลตเย็นแก้วยักษ์ที่รวมความเข้มข้นของ Black Cacao และ Brown Cacao ไว้ในแก้วเดียว แถมยังมาพร้อมบราวนี่ชิ้นเล็กๆ ไม่ลองเป็นไม่ได้    

เรียกว่าสิ้นสุดการรอคอยสำหรับคอกาแฟ เพราะ The Coffee Academics” ร้านกาแฟเลื่องชื่อจากเกาะฮ่องกงที่ได้รับรางวัลการันตีจากทั่วโลก แถมยังเป็นหนึ่งในร้านกาแฟที่ควรไปสักครั้งก่อนลาจากโลกนี้ไปซึ่งจัดอันดับโดย BuzzFeed ปี 2557 พร้อมมาเสิร์ฟกาแฟรสเลิศให้เราได้ชิมกันสบายๆ กับร้านสาขาแรกในไทยที่ตกแต่งสไตล์ทรอปิคอลในย่านหลังสวน       ความพิเศษของกาแฟที่นี่คือ การเลือกใช้เฉพาะเมล็ดกาแฟอาราบิกา 5 เปอร์เซ็นต์ ที่ดีที่สุดจากไร่กาแฟอิสระทั่วโลก ทั้งเปรู บราซิล เคนยา ปานามา โคลัมเบีย อินโดนีเซีย และเยเมน โดยทำการคั่วในพื้นที่และทดสอบด้วยวิธีการคัปปิงด้วยคะแนนที่สูงกว่า 85 คะแนน ซึ่งทำให้เชื่อมั่นถึงรสชาติและคุณภาพที่คอกาแฟจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน       สายกาแฟ Cold Brew เราแนะนำ JWF Blend กาแฟ Cold Brew ที่ใช้เมล็ดกาแฟพีเบอร์รีจากเคนยาที่หายาก ส่วนคนรักกาแฟนมต้องลอง 4 แก้วซิกเนเจอร์ ทั้ง Manuka ลาเต้ร้อนหอมน้ำผึ้งมานูกาจากประเทศนิวซีแลนด์ Okinawa คาปุชชิโนที่เพิ่มรสชาติด้วยน้ำตาลทรายแดงจากโอกินาวา Agave ลาเต้ที่เพิ่มความหวานจากน้ำตาลเม็กซิกัน มาพร้อมกลิ่นเครื่องเทศจากพริกไทยดำ และ Jawa ลาเต้มัคคิอาโตที่ใช้น้ำตาลโตนดหอมหวานจากอินโดนีเซีย แถมยังได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากใบเตย           ส่วนสายกินไม่ต้องกลัวหิว เพราะที่นี่เมนูอร่อยให้อิ่มท้องมากมาย ไม่ว่าจะเป็น S.S. Croissant โทสต์ครัวซองต์หอมเนย ท็อปด้วยแซลมอนรมควัน ไข่คน และต้นหอมจีน Crab & Avocado Salad สลัดเนื้อปู อะโวคาโดสไลซ์ โรยไข่ปลาสีดำ ราดเดรสซิงสูตรเด็ด และ White Clam Pizza พิซซาแป้งบางกรอบหน้าหอยลาย เบคอนรสควัน กระเทียม และพาร์สลีย์         รวมทั้งของหวานอย่าง Hong Kong Style Bubble Waffle วัฟเฟิลสไตล์ฮ่องกงกรอบนอกนุ่มในราดน้ำผึ้งหอมหวาน มาพร้อมกล้วยแครมบูเล สตรอว์เบอร์รีสด และวิปครีมที่กินเพลินสุดๆ  

Hario Cafe Bangkok คาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่นย่านโชคชัย 4 แห่งนี้เป็นสาขาที่ 3 ของโลก ซึ่งเกิดจากการร่วมมือระหว่างแบรนด์ Hario และบริษัท Aroma Thailand จนกลายมาเป็นจุดนัดพบของคอฟฟี่เลิฟเวอร์ที่สามารถนั่งจิบกาแฟสบายๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ในบรรยากาศสไตล์มินิมอล คลีนๆ ให้ความรู้สึกสงบแต่แฝงความอบอุ่นจากสวนญี่ปุ่นในสไตล์เซ็น     โครงอาคารเรือนกระจกใสสีขาวสะอาดตาในสไตล์ Loft เผยให้เห็นเคาน์เตอร์บาร์ขนาดใหญ่เด่นอยู่ภายในร้าน ซึ่งแบ่งสัดส่วนพื้นที่สำหรับบาริสต้าและพนักงาน รวมถึงให้ลูกค้าได้นั่งจิบกาแฟพูดคุยกันอย่างออกรส   ถัดไปด้านหลังมีมุมโต๊ะส่วนตัวสำหรับคนที่มาเป็นกลุ่มเพื่อน แต่หากอยากหามุมปั่นงานสงบๆ เดินขึ้นไปชั้น 2 คุณจะพบสิ่งที่ตามหา ใครอยากดื่มกาแฟคุณภาพดี มีเมล็ดกาแฟใหม่ๆ หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามฤดูกาลในราคาไม่แรง Hario Cafe Bangkok นี่แหละคือสถานที่โปรดแห่งใหม่ของคุณ       ขอประเดิมแก้วแรกด้วย Hot Drip ที่เลือกใช้เมล็ดกาแฟกัวเตมาลา (120 บาท) ระดับคั่วกลาง ดื่มง่ายแม้ไม่ใช่คอกาแฟก็ดื่มเพลิน จิบร้อนๆ จะได้รสชาติเปรี้ยวผสานรสเข้มนิดๆ เคล้ากลิ่นหอมๆ ละม้ายคล้ายส้มจี๊ด แต่หากทิ้งให้เย็นจะเพิ่มระดับความเปรี้ยวขึ้นเท่าตัว เสมือนคุณดื่มกาแฟใส่มะนาวอย่างไรอย่างนั้น  (แต่เราชอบนะ)     เพิ่มประสบการณ์การดื่มกาแฟอีกสักนิดด้วยการชงแบบ Syphon ที่คราวนี้เลือกใช้เมล็ดกาแฟคุณภาพสัญชาติปานามา (120 บาท) ที่ถึงแม้จะเป็นกาแฟระดับคั่วเข้มสุดแต่กลับมีรสขมที่อ่อนนุ่ม ละมุนไปด้วยกลิ่นหอมอบอวลของดอกไม้ ดื่มแล้วปลายลิ้นของคุณจะสัมผัสได้ถึงรสเปรี้ยวเล็กๆ สร้างประสบการณ์ที่แสนประทับใจ     ถัดไปเป็นเมนูซิกเนเจอร์ Coffee Royale (120 บาท) กาแฟคั่วมือที่สกัดจากแรงดันร้อนๆ เสิร์ฟพร้อมนาฬิกาทรายจับเวลา (3 นาทีแล้วกด) ราดลงบนมิลค์บอลหอมมัน ใต้ล่างนั้นเป็นพุดดิ้งช็อกโกแล็ต หอมกลิ่นซินนามอนจางๆ อลังการด้วยแผ่นทองคำเปลวหรูหราที่ตกแต่งมาด้านบน บอกเลยแก้วนี้ได้ทั้งรสเข้ม หอมมันและกลมกล่อม จิบสลับตักกินพร้อมพุดดิ้ง อร่อยฟินเข้าที     แต่หากใครที่ไม่ดื่มกาแฟเราแนะนำ Devil Choco (95 บาท) ช็อกโกแลตสุดเข้มข้นผสมผสานกับนมสูตรพิเศษจากทางร้าน เพิ่มรสหวานด้วยไซรัปนิดหน่อย ค่อยๆ จิบ ชื่นใจดี     Brown Sugar milk tea float (85 บาท) ชานมไข่มุกหวานละมุนจากบราวชูการ์ เพลิดเพลินไปกับไข่มุกเนื้อหนึบหนับ เคี้ยวกินกันแบบเพลินๆ สาวกชานมไข่มุกต้องมาโดน     เอาใจสายชาเขียวกันบ้างกับเมนู Hot Brew Tea (95 บาท) ชาเขียวกลิ่นมินต์คุณภาพดีจากประเทศศรีลังกา ผ่านกระบวนการสกัดเย็นกว่า 8 ชั่วโมง จนได้รสนุ่มเย็นๆ หอมกลิ่นมินต์ชัดเจน กินคู่กับ Matcha Mousse Cake (95 บาท) เค้กมัทฉะเนื้อฟู สลับชั้นกับถั่วแดงกวนหอมหวาน ตักกินพร้อมมูสชาเชียวรสเข้มที่อยู่ด้านบน รสชาติดีทีเดียว      

ถ้าพูดคำว่า “Tim Hortons” หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นหูเท่าที่ควร แต่ถ้าพูดว่าเป็นแบรนด์กาแฟสัญชาติแคนนาดา ที่มี 4,850 สาขาทั่วโลก น่าจะทำให้คนที่ไม่รู้จักได้ตาลุกวาวพร้อมอยากลิ้มลองรสชาติกาแฟแบรนด์ดังแบรนด์นี้แน่นอน     Tim Hortons ก่อตั้งเมื่อปี 1964 เสิร์ฟกาแฟอาราบิก้าแท้ 100% ในราคาย่อมเยา รวมถึงเมนูเครื่องดื่มหลากหลายเอาใจสาวกคอกาแฟ และคอเครื่องดื่มกว่า 30 เมนูพร้อมด้วยขนมอบสดใหม่ เช่น โดนัท มัฟฟิน ครัวซองต์ คุกกี้ และเมนูยอดนิยมอย่าง Timbits (ทิมบิทส์) โดนัทจิ๋วทรงกลมหน้าตาน่ากินที่มีให้เลือกกว่า 8 รสชาติเลยทีเดียว         โดยสาขาแรกในประเทศไทยที่ “Tim Hortons” ได้มาลงหลักปักฐานนั้นตั้งอยู่ที่ชั้น G สามย่านมิตรทาวน์ บนพื้นที่กว่า 352 ตาราเมตร และรองรับเหล่าคอกาแฟได้มากถึง 118 ที่นั่งเลยทีเดียว ภายในร้านได้จำลองการตกแต่งเหมือนที่สาขาในแคนนาดา ด้วยพื้นไม้ปาเก้สบายตา ตัดกับโลโก้สีแดงสด และกระจกใสรอบร้าน ทำให้รู้สึกโปร่งโล่งสบาย พร้อมนั่งจิบกาแฟ ทำงานได้ทั้งวัน       อันดับแรกก็คงต้องลอง Brewed Coffee กาแฟโคลบลูว์ ซิกเนเจอร์ของที่นี่กันก่อน ถึงแม้จะเป็นกาแฟสกัดเย็นแต่ราคาเริ่มต้นเพียง 75 บาท (12 oz) เท่านั้น กาแฟรสชาติเข้มข้นแต่ไม่หนักมากจนเกินไป รสชาติกลมกล่อม สามารถดื่มได้ทั้งวัน       อีกหนึ่งเมนูชื่อดังประจำสาขาแคนนาดาเลยก็ว่าได้ “Original Iced Capp”กาแฟปั่นรสชาติเข้มข้น ท็อปด้วยวิปปิ้งครีมหอมมัน แก้วนี้ใครที่ไม่ใช่คอกาแฟก็สามารถดื่มได้ไม่ยาก ถือเป็นเมนูชื่อดังของร้านที่ควรมาลอง       และมาถึงอีกหนึ่งไฮไลท์ของร้านที่ใครมาก็ต้องสั่งอย่าง “Timbits” โดนัททรงกลมลูกจิ๋วหน้าตาน่ากิน มีให้เลือกถึง 8 รสชาติ ได้แก่ Coffee Crumble Cake / Chocolate Truffle / Cookie & Cream / Chocolate Glazed / Strawberry Snow / Chocolate Snow / Birthday Cake และ Old-Fashioned Glazed แถมราคาน่ารัก 4 ชิ้น 35 บาท 10 ชิ้น 85 บาท และ 20 ชิ้น 160 บาท โดนัทชิ้นพอดีคำรสหวานตัดกับกาแฟเข้มข้นของ tim hortons ได้อย่างลงตัว         นอกจากนี้ที่ร้านยังมีเมนูอาหารเช้าอย่างแซนด์วิชเนื้อสไตล์มอนทรีออลแบบแคนาดาและขนมปังปิ้งชีส เสิร์ฟในช่วงเวลาอาหารเช้าตั้งแต่เวลา 7.00 – 11.00 น. อีกด้วย  

จากที่เราเห็นร้านกาแฟ D’Oro ตามห้างร้านต่างๆ มานานก็ถึงเวลาที่ร้านกาแฟ D’Oro จะมีสาขาแฟล็กชิปสักที ร้านสาขานี้ตั้งอยู่ที่ถนนสุขาภิบาล 5 สายไหม ตัวอาคารชั้นเดียวสีเขียวอมน้ำเงินสไตล์โมเดิร์นนั้นดูโดดเด่นจนไม่มีทางมองข้ามไปได้แน่ๆ ที่จอดรถกว้างขวาง เรียกว่าสัญจรสะดวกทีเดียว เมื่อเดินเข้ามาสัมผัสแอร์เย็นฉ่ำและบรรยากาศน่ารักๆ โปร่งสบายด้านในก็รู้สึกได้เลยว่า นี่แหละที่นั่งจิบกาแฟสุดชิล!     เริ่มจากสั่งเครื่องดื่มกับเบเกอรี่ที่มุมเคาน์เตอร์กันก่อน เราขอแนะนำ D’coffee กาแฟเย็นสูตรใหม่ที่รสนุ่มนวลกลมกล่อมมากๆ ไม่หวานจนเกินไป เห็นว่ามีส่วนผสมลับที่ทำให้รสละมุนละไมกว่ากาแฟเย็นสูตรเดิม และอีกเมนูสำหรับคนที่ชอบทานหวานหน่อย Malt x Coffee ที่ได้รสมอลต์หวานมันและท็อปด้วยวิปครีมอีกที      ส่วนขนมหวานซิกเนเจอร์ของร้านต้อง “เค้กช็อกโกแลต” สูตรที่คุณแม่ของคุณนีน่าเจ้าของร้านเป็นผู้คิดค้นขึ้นตั้งแต่เริ่มเปิดร้านใหม่ๆ เค้กช็อกโกแลตเนื้อนิ่มรสเข้มข้น โรยด้วยผิวส้ม และ “ช็อกโกแลตบราวนี่” ซึ่งเป็นเมนูขายดีที่สุดของร้าน นอกจากนี้ยังมีขนมหวานที่คิดขึ้นมาใหม่สำหรับร้านสาขานี้คือ “ช็อกโกแลตมูส” เนื้อมูสได้รสช็อกโกแลตเข้มข้นทีเดียว       นอกจากเมนูประจำแล้ว ในแต่ละช่วงของปีเรายังจะได้ลิ้มรสเมนูประจำฤดูกาลจากการรังสรรค์ของเชฟ อย่างช่วงซัมเมอร์ก็มีเมนูขนมหวานที่ผสมผสานรสชาติแบบไทยๆ มาให้ลิ้มลองกัน อาทิ เค้กสังขยาไบเตย เอแคลร์กระเจี๊ยบ และเดนิชลูกตาล เครื่องดื่มพิเศษก็มีให้เลือกสั่งด้วยเช่นกันอย่างอเมริกาโน่กระเจี๊ยบ ดื่มแล้วได้รสเปรี้ยวหวานสดชื่นของกระเจี๊ยบเข้ามาเสริมรสกาแฟ ส่วนในฤดูกาลต่อไปจะมีเมนูใหม่อะไรมาเสนอต้องติดตามดู       เมนูของหวานที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งคือ Bread Butter Banana Coffee เนื้อขนมเป็นเหมือนลูกครึ่งระหว่างครัวซองต์และบริออช คือมีความนุ่มเนียนและหอมเนยมากๆ เนื้อสัมผัสเป็นชั้นๆ กรอบนอกนุ่มในแบบครัวซองต์ ท็อปด้วยกล้วยหอมเฟลมเบ้หอมหวานคาราเมลและอมเปรี้ยวนิดๆ เสิร์ฟกับเอสเปรสโซ สเฟียร์ กาแฟรสเข้มที่อัดแน่นอยู่ในสเฟียร์ เมื่อทานเข้าไปทั้งคำก็จะแตกโพละเป็นรสกาแฟในปาก ชวนให้ทานเพลินจนหมดจานไม่รู้ตัว!     ที่สำคัญสาขานี้ยังสามารถสั่งแบบ Drive-thru ได้ด้วย คือโทรสั่งล่วงหน้าเพื่อแวะรับกาแฟและขนมหวานไปทานต่อที่อื่นได้เลย เป็นอีกทางเลือกสำหรับใครที่มีเวลาจำกัด ลองแวะไปดูกันนะ   

4th Floor Drip Bar หรือชั้น 4 ร้านกาแฟใหม่เอี่ยมที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่ถึงเดือน ตั้งอยู่บนชั้น 4 ของร้าน Baker Gonna Bake ซอยสุขุมวิท 26 ร้านนี้ดูแลโดยกลุ่มเพื่อน 4 คน คือ คุณอิฐ-คุณยู-คุณจักร และคุณแป้งที่ชาว G&C คงพอคุ้นกันอยู่แล้ว      ทันทีที่เปิดประตูไม้เข้าไป เราก็รู้สึกเหมือนได้เจอ Hidden Place แห่งใหม่กับบรรยากาศที่เป็นส่วนตัวอย่างที่สุด โดยเฉพาะกลิ่นหอมของกาแฟและเสียงเพลงที่เปิดคลอช่วยให้ลืมอากาศร้อนด้านนอกไปซะดื้อๆ  ตัวร้านอบอุ่นด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ มีบาร์เล็กๆ ให้นั่งจิบกาแฟไป ชวนคุณอิฐคุยไปด้วย (คุณอิฐความรู้แน่นมาก คุยสนุกด้วยนะ) นอกจากที่นี่จะมีกาแฟดริปเป็นตัวชูโรง ยังมีเมนูพิเศษที่นำดอกไม้หรือผลไม้ไทยมาเพิ่มลูกเล่น ซึ่งคุณอิฐบอกว่านำประสบการณ์หลายปีเมื่อครั้งยังเป็นบาริสตามาคิดค้นสูตรใหม่ๆ ให้กาแฟน่าสนใจมากขึ้น ทุกแก้วของที่นี่จึงไม่ใช่แค่รสชาติดีเท่านั้น แต่ยังมองแล้วสวย กลิ่นก็หอมรัญจวนใจ       เริ่มแก้วแรก ช่อกินรี แก้วนี้สีแดงเข้มสวย ทางร้านใช้เมล็ดกาแฟม่อนแจ่ม ชงด้วยวิธีดั้งเดิมตามความถนัดของคุณอิฐ คือนำเมล็ดมาทุบแล้วต้มในหม้อ แต่ต้องใช้ความชำนาญเป็นพิเศษ ใส่ไซรัปทำจากกระเจี๊ยบและขิง จิบแล้วสดชื่นแปลกใหม่ ประดับแก้วด้วยขิงสดและดอกกระเจี๊ยบ เวลายกจิบจะอยู่ใกล้จมูกเราพอดี      ต่อด้วยแก้วโปรดของเรา มงกุฎสุมาลา ชื่อหมายถึงมงกุฏดอกไม้สีขาว เมื่อนำมาสวมแล้วจะได้กลิ่นหอมจรุงใจ แก้วนี้ใช้ชาขาวดอกมะลิ ใส่วุ้นว่านหางจระเข้ หยดด้วยน้ำปรุงทำเองจากกระเจี๊ยบและทับทิม ช่วยเรื่องกลิ่นและรสชาติ เพิ่มลูกเล่นด้วยเมล็ดทับทิมและส้ม ประดับด้วยใบเตย กลิ่นหอมมาก จิบแล้วชื่นใจหายเหนื่อย แถมมีเมล็ดทับทิมกรุบๆ ให้ได้เคี้ยว       ปิดท้ายด้วยแก้วเด็ด เสน่ห์วันทอง แค่ชื่อก็กินขาด คุณอิฐจับมะขามคลุกบ้านเรามาทำเป็นเครื่องดื่ม เติมไซรัปพริกเกลือ และจิงเจอร์เอลเล็กน้อย แก้วนี้ครบทั้งเปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด แต่งปากแก้วด้วยเกลือและพริกสด...ยกขึ้นจิบแล้วได้รสเผ็ดนิดๆ ให้พอปากเจ่อ   

หลังจากห่างหายไปให้คิดถึงตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ในที่สุด Common Room X Ari ก็กลับมาให้พร้อมโฉมใหม่ในลุคคาเฟ่กล่องใสสีขาวสุดน่ารักที่คอยต้อนรับทุกคนด้วยเมนูยามเช้าสไตล์คอมฟอร์ทฟู้ด และกลิ่นกาแฟหอมๆ ทุกครั้งที่เปิดประตู สิ่งที่เพิ่มเติมสำหรับการกลับมาคราวนี้ คงต้องยกให้กับบาร์กาแฟ และที่นั่งกว้างๆ ริมหน้าต่างที่นอกจากจะช่วยเพิ่มพื้นที่ในการจิบกาแฟแล้ว เรายังได้เห็นทุกขั้นตอนของกาแฟแก้วโปรด ซึ่งคอนเซปต์ของกาแฟ คุณต้น นรฤทธิ์ หอมรังสฤษดิ์ เล่าให้ฟังว่าพยายามทำให้กาแฟเข้าถึงทุกคนได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันเรื่องของคุณภาพของกาแฟยังคงมีอยู่เช่นเดิมด้วยการเลือกใช้เมล็ดกาแฟ Single Origin จากร้านที่คุณต้นรักอย่าง Ceresia มาให้ได้ลองชิมกัน ส่วนเอสเพรซโซ่ก็จะเป็นของ Brave Roaster เป็นหลัก แต่ที่พิเศษยิ่งกว่านั้น คือ เมล็ดกาแฟที่ใช้ในร้านจะถูกหมุนเวียนและสับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพื่อให้คนรักกาแฟแถวอารีย์ได้จิบกันอย่างไม่รู้เบื่อ เริ่มต้นกันด้วย Espresso on Milk Cream Rock เอสเพรสโซ่เย็นที่นำเสนอออกมาได้อย่างน่ารักน่าหยิก ด้วยการนำความเข้มข้นหอมมันของครีมและนมข้นมาทำเป็นก้อนน้ำแข็ง วิธีกินก็เพียงแต่เทเอสเพรสโซ่ช็อตตามลงไป ก่อนจะรอให้ครีมนมละลายมาเจอกาแฟช็อตเข้มๆ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็คือความหอมมันลงตัว (ตื่นเลยค่ะ) แต่สำหรับคอกาแฟดริปพี่สาวบาริสต้าประจำร้านก็แนะนำเมล็ดกาแฟจากโคลัมเบียที่โดดเด่นด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ติดเปรี้ยวนิดๆ มาให้ทีมงานนิตยสาร Gourmet & Cuisine เพิ่มความสดชื่น จิบกาแฟกันไปแล้วก็ได้เวลาของอาหารหน้าตาดีที่น่าจะถูกใจใครหลายคน โดยเฉพาะเมนูไข่ที่มีให้เลือกทั้งไข่ลวก ไข่คน และไข่กระทะ แต่เพื่อความอิ่มหนำอย่างจริงจังเราเลยเลือก Scramble Eggs on Toast, Smoked Salmon ไข่คนเนื้อฉ่ำวางบนขนมปังโทสต์เติมความอร่อยด้วยแซลมอนรมควันชิ้นโต ครีมชีส และสาหร่ายพวงองุ่นรสเค็มนิดๆ ส่งตรงจากฟาร์มของคุณต้นมาเพิ่มรสสัมผัส แต่สำหรับสายสุขภาพที่ไม่อยากอิ่มแน่นก็ต้องลอง Berry Yogurt Bowl with Mixed Seeds and Nuts เบอร์รี่โยเกิร์ตสูตรโฮมเมดที่มีส่วนผสมของกล้วยหอมและบลูเบอร์เบอร์รี่ปั่นรวมกัน มาจับคู่กินกับกราโนล่าเคี้ยวกรุบ และผลไม้สดอย่างบลูเบอร์รี่ แก้วมังกร และสตรอว์เบอร์รี่ ส่วนของหวานก็ห้ามพลาด Charcoal Waffle with Vanilla Ice Cream and Salted Yolk Custard วาฟเฟิลชาร์โคลสีดำสะดุดตาที่เคียงคู่มากับไอศกรีมวานิลลาหวานละมุน ตัดรสชาติด้วยซอสไข่เค็มรสเข้มข้นก็ขอบอกเลยว่าดีเชียวล่ะ  ที่สำคัญคุณต้นยังฝากบอกมาว่าในเร็วๆ นี้เตรียมพบกับเมนูดินเนอร์แสนอร่อยกันได้ แต่จะเป็นอะไรนั้น ทางทีมงานจะรีบอัพเดทให้ฟังกันอย่างแน่นอน