หลังจากเปิดตัวสาขาแรกในไทยไปเมื่อปีก่อน % Arabica แบรนด์กาแฟที่มีต้นกำเนิดจากเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก่อตั้งโดยคุณ Kenneth Shoji ก็พร้อมแล้วสำหรับสาขาที่ 2 ในประเทศไทย ที่ชั้น 1 เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งนับเป็นสาขาที่ 77 ของโลก         % Arabica ไม่เพียงโดดเด่นเรื่องกาแฟ หากแต่ให้ความสำคัญกับงานดีไซน์ รวมถึงองค์ประกอบทั้งหมดเพื่อให้การจิบกาแฟเพลิดเพลินที่สุด สำหรับสาขานี้ คุณ Jialu Zhao ผู้บริหารสาขาประเทศไทย เล่าถึงการออกแบบภายในร้านว่าได้แรงบันดาลใจจากลวดลายจิตรกรรมฝาผนังจากวัดในบ้านเรา มีกิมมิกเป็นบล็อกสี่เหลี่ยมสีเทา ส่วนที่นั่งยกระดับเป็นเลเยอร์เพื่อให้ทุกคนได้มุมมองที่แตกต่าง นอกจากนี้ยังเน้นเรื่องแสงธรรมชาติที่ลอดผ่านตัวร้าน ในแต่ละช่วงเวลา ที่นี่จะมีองศาของแสงและเงาไม่ซ้ำกัน         สำหรับเมนูของสาขานี้ ยังคงยกซิกเนเจอร์มาอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น Iced Spanish Latte ลาเต้รสชาตินุ่มนวลจาก Arabica Blend กาแฟเบลนด์พิเศษของทางร้าน หอมและหวานเบาๆ จากนมสดและนมข้น หรือหากชอบกาแฟร้อน สั่งเป็น Hot Caffe Latte ใช้ Arabica Blend เช่นกัน มาพร้อมลาเต้อาร์ตสวยๆ จิบคู่กับครัวซองต์ชิ้นโปรด เลือกได้ทั้ง Plain Croissant , Almond Croissant และ Chocolate Croissant โดยเฉพาะ Plain Croissant เสิร์ฟอุ่นๆ เนื้ออร่อยและหอมกลิ่นเนยสด (ขอใช้คำว่าไม่อ้วนฟรี)           ส่วนใครไม่จิบกาแฟ ลองเป็น Matcha Latte อูจิมัทฉะหอมเข้มที่สั่งได้ทั้งร้อนและเย็น รวมถึง Lemoned น้ำเลมอนเพิ่มความสดชื่นที่เลือกได้ทั้งแบบ Still และ Sparkling       กระซิบอีกนิดว่าตอนนี้มีเมนูใหม่ Dark Latte ที่เพิ่งเปิดตัวในวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา แฟนๆ ของ % Arabica ตามไปลองได้เลย

ไม่ว่าใครก็ต้องหลงใหลไปกับ ร้านข้าวแกงใต้รสชาติจัดจ้าน Riceroom Canteen ที่ผสมผสานมากับร้านกาแฟสุดเท่ Kepler bkk ย่านบางนาแห่งนี้ ทั้งบรรยากาศแสนอบอุ่นสไตล์โฮมมีและความคลาสสิกของเฟอร์นิเจอร์ที่เลือกใช้ ทำให้ร้านนี้เป็นหนึ่งในใจใครหลายคนได้ไม่ยากเลยล่ะ       ตัวร้านเน้นใช้โทนสีอบอุ่น อย่างสีส้ม สีน้ำตาล และสีเขียวเข้ม ตกแต่งด้วยภาพถ่ายและของสะสมส่วนตัวจากยุคเก่า ของคุณหนึ่ง กรวุฒิ (เจ้าของร้าน) ชวนให้รู้สึกอบอุ่นเหมือนนั่งอยู่บ้านเก่าสมัยก่อน แบ่งออกเป็น 2 โซนหลักๆ คือ โซนร้านข้าวแกงใต้ถาดหลุม Riceroom Canteen ที่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยสไตล์รสมือแม่ และโซนคาเฟ่ Kepler BKK สโลว์บาร์หอมกรุ่นกาแฟ ที่สามารถแลกเปลี่ยนบทสนทนากับเจ้าของร้านได้อย่างเป็นกันเองตลอดวัน       เริ่มด้วย ข้าวแกงรสชาติเข้มข้น ถึงเครื่องพริกแกงใต้ ที่ผลัดเปลี่ยนเมนูให้ไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน อย่างจานนี้เราเลือกเป็น แกงส้มสายบัวสดกรอบเสิรฟ์พร้อมกุ้งตัวโต ถัดไปคือคั่วกลิ้งรสจัดจ้านหอมกลิ่นใบมะกรูด ที่ตัดความเผ็ดร้อนด้วยไข่พะโล้หอมหวาน กินพร้อมกับน้ำพริกกะปิและปลาทู อิ่มอร่อยสบายท้อง     มาต่อกันด้วยเครื่องดื่มในโซนคาเฟ่ Kepler Flower เอสเพรสโซช็อตเข้มข้นที่ผสมผสานมากับเลมอนไซรัป น้ำผึ้ง และขิง นำไปหมักจนได้กลิ่นหอมของดอกไม้ ดื่มง่ายเติมความสดชื่นในยามบ่ายได้เป็นอย่างดี     Kepler Orange สาวกกาแฟส้มไม่ควรพลาด เพราะแก้วนี้มีส่วนผสมลับที่ช่วยชูรสชาติของส้มยูซุให้โดดเด่น แถมยังไม่ติดรสขมของกาแฟ เพียงแก้วเดียวก็กระปรี้ประเปร่าไปทั้งวัน     ปิดท้ายด้วย Latte Creme Brulee เครื่องดื่มที่ให้สัมผัสคล้ายขนมหวาน จุดเด่นอยู่ที่การเบิร์นฟองนมด้านบนที่ท็อปด้วยน้ำตาลและอบเชย ดื่มแล้วนวลละมุนลิ้นเป็นที่สุด  

คาเฟ่ไซส์มินิสไตล์เกาหลี ย่านลาดกระบัง ของคุณเกต สลิตทิพย์ ทัศนจริยา และ คุณฝัน  ธัช ยิ่งสุข ที่มีความชื่นชอบในการฟังเพลงจาก Playlist เดียวกัน จนเกิดขึ้นมาเป็นร้าน  Playlistcafe ในบรรยากาศเรียบง่าย โทนสีขาวสอาดตา ด้านนอกมีโซนให้นั่งจิบกาแฟ และสนามหญ้าขนาดย่อมให้นั่งปิกนิก ด้านในร้านตกแต่งด้วยเครื่องเล่นแผ่นเสียงและแผ่นเสียงตามมุมต่างๆ พร้อมหน้าต่างบานกระจกใสเปิดรับลมพร้อมจะฮีลคุณด้วยเครื่องดื่มให้ผ่อนคลายไปพร้อมกับเสียงเพลง แถมเมนูของร้าน ยังมีชื่อไปตามแนวเพลง         เริ่มที่  Einpanner อเมริกาโน่เข้มข้น คั่วกลาง จากเมล็ดกาแฟเบลนด์ของ เลย ผาตั้ง และปางขอน ท็อปด้วยครีมนมนุ่มๆ โรยด้วยเกร็ดช็อคโกแลต ดื่มแล้วได้รสกลมกล่อมหอมมันกำลังดี  ตามด้วยเมนูยอดฮิต Dalgona ลาเต้เย็นไม่หวาน  มาพร้อมกับคาราเมลกรุบกรอบ รสละมุน ดื่มง่าย ไม่ใช่คอกาแฟก็สามารถดื่มได้       ถ้าอยากจะเปลี่ยนรสชาติต้องลอง OST หรือ Original Soundtrack เมนูของคนชื่นชอบการดูหนังสุดคลาสสิคที่นำโคล่ารสซ่าสดชื่นผสานด้วยฟองนมและป๊อปคอร์นคาราเมล สร้างแปลกใหม่แต่เข้ากันอย่างลงตัว     หรือจะลอง Trio ที่นำสามอัลบั้มเข้าไว้ด้วยกัน น้ำเก๊กฮวยหอมชื่นใจตกแต่งด้วยมะตูมแห้ง เพิ่มท็อปปิ้งด้วยเฉาก๊วยให้เคี้ยวเพลินๆ ดื่มแล้วให้ความสดชื่นได้เป็นอย่างดี กินคู่กับ Coconut cake เค้กมะพร้าวเนื้อนุ่มรสละมุน หอมหวานกำลังดี  หรือ Croffle สไตล์เกาหลี ที่ผสมผสานระหว่างแป้งครัวซองต์กับ Waffle กรอบนอกนุ่มใน ราดด้วยเมเปิ้ลไซรัป สุดฟิน     สำหรับคอกาแฟ ทางร้านมีกาแฟให้เราได้เลือกหลากหลาย ทั้งคั่วเข้ม คั่วกลาง คั่วอ่อน อยากได้แบบเข้ม ๆ ออกเปรี้ยว หรือดื่มง่าย ก็สามารถแจ้งทางร้านได้ และในอนาคต ด้านนอกจะมีโซนดริปกาแฟ และขายต้นไม้อีกด้วย  

จากจุดเริ่มต้นที่เมืองออร์ฮูสและขยับขยายโรงคั่วไปสู่โคเปนเฮเกน ตอนนี้ La Cabra”  กาแฟเลื่องชื่อแห่งเดนมาร์กมาเปิดสาขาแรกในไทย (และเอเชีย) ให้คอกาแฟได้ดื่มด่ำกับรสชาติและความหอมของกาแฟแบบ One Roast (กาแฟคั่วแบบเดียว) แบบใกล้ๆ ใจกลางเจริญกรุงกันแล้ว       ที่นี่คัดเลือกกาแฟซิงเกิลออริจิน (Single Origin) จากอเมริกาใต้และแอฟริกา อาทิ บราซิล เคนยา เอลซัลวาดอร์ เอธิโอเปีย ฯลฯ มาคั่วอ่อน (เท่านั้น) รสออกเปรี้ยวสดชื่น หอมกลิ่นผลไม้เบาๆ ที่สำคัญรสชาติและเทสต์โน้ตยังเปลี่ยนไปตามระยะเวลาคล้ายการบ่ม ทำให้การดึงกาแฟมาใช้ในแต่ละครั้งนั้นให้ความอร่อยที่ไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ลา คาบรายังมีสูตรดริปกาแฟที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองอีกด้วย       สายกาแฟดริปห้ามพลาด Finca Santa Rosa : Bangkok Edition กาแฟ Hand Brewed Coffee ที่ใช้เมล็ดกาแฟระดับรางวัลจากประเทศเอลซัลวาดอร์ซึ่งอบอวลไปด้วยความหอมของพลัม ส้ม และช็อกโกแลตนม แถมยังเป็นเมนูซิกเนเจอร์ที่มีแค่ในไทยเท่านั้น หรือถ้าอยากลองแบบกาแฟร้อนก็เลือกเป็น Espresso ได้เช่นกัน       ส่วนคนรักกาแฟนมต้องลอง Coffee with Milk กาแฟแบบ Comfort จากบราซิลที่มาพร้อมเทสต์โน้ตของช็อกโกแลต คาราเมล และเบอร์รีอ่อนๆ     ถ้าไม่ถนัดกาแฟจริงๆ ที่นี่ยังมี Matcha Latte ชาเขียวมัตฉะแบบซิงเกิลออริจินจากญี่ปุ่น รสเข้มข้นกลมกล่อม และ Yuzu Honey Soda ที่ผสมผสานความสดชื่นของยูซุ น้ำผึ้ง และโซดาได้อย่างลงตัว จะกินคู่ Financier ขนมอบสไตล์ฝรั่งเศสเนื้อแน่นหอมหวาน หรือ Red Cube Brownie บราวนีเรดเวลเวตสอดไส้ครีมชีสที่ทำจากราสพ์เบอร์รีและไวต์ช็อกโกแลตก็อร่อยไม่แพ้กัน      

ใครผ่านไปมาในซอยรามอินทรา 93 จะต้องสะดุดตากับคาเฟ่สีขาว คลีน ๆ สไตล์มินิมอล ในเครือของ The Coach Gym อย่างแน่นอนด้วยดีไซน์โด่ดเด่นแปลกตาในรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมู ด้านหน้าร้านล้อมรอบไปด้วยกระจกใส ภายในร้านเน้นตกแต่งด้วยสีขาวกับสีเบจสบายตา เหมาะอย่างยิ่งแก่การเป็นจุดนัดพบทางเลือกใหม่ หรือจะมานั่งละเลียดกาแฟก็ดีไม่น้อย แถมด้านนอกยังมีโซน Outdoor และมุมถ่ายสุดเก๋ให้เราได้เลือกถ่ายไม่มีเบื่อ จะสายคาเฟ่ฮอปปิ้งหรือจะคอกาแฟ ก็ตอบโจทย์ทั้งหมด         เมนูของทางร้าน Coach House Cafe เน้นกินง่าย ให้ความสดชื่น และยังไม่หวานมากอีกด้วย สายคลีนก็กินได้ เริ่มกันที่ Cold Brew Original กาแฟสดจากเมล็ดกาแฟเบลนด์หลากหลายสายพันธุ์ทั้งในและต่างประเทศ นำมาสกัดเย็น คั่วระดับกลาง ดื่มแล้วได้รสอมเปรี้ยวอมหวานนิด ๆ หอมกลิ่นฟรุตตี้หน่อย ๆ ให้ความสดชื่นได้เป็นอย่างดี ตามด้วยเมนู Special ที่คอกาแฟต้องรู้จัก Affogato ไอศกรีมวนิลาราดด้วยเอสเปรสโซช๊อตเข้มข้นตัดกับความหวาน หอมละมุมด้วยกลิ่นกาแฟ       หรือจะลองเมนูสูตรพิเศษของร้าน Signature Americano Peach Soda ความขมของอเมริกาโน ผสานกับกลิ่นหอมไซรัปพีชรสเปรี้ยวและเติมความสดชื่นด้วยโซดา ออกมาเป็นรสชาติเข้ากันอย่างลงตัว     ต่อด้วยเมนูยอดฮิต Green Tea ชาเขียวเย็น สกัดจากใบชาเกรดพรีเมียม กลิ่นหอม ไม่หวานกำลังดี แต่ถ้าอยากได้ความสดชื่นต้อง Lemon Butterfly น้ำผึ่งมะนาวรสเปรี้ยวหวาน เพิ่มกิมมิกด้วยสีม่วงจากดอกอัญชัน ดื่มแล้วกระปรี้กระเปร่า       นอกจากเครื่องดื่มแล้วยังมีเค้กที่การันตีว่าไม่หวานกำลังดี พร้อมสลับเปลี่ยนหมุนเวียนไปทุกวัน ไม่มีเบื่อ อาทิ Mango Sticky Rice Cheese Cake ชีสเค้กเนื้อแน่นสอดแทรกด้วยเนื้อมะม่วงน้ำดอกไม้และข้าวเหนียวมูลพร้อมฐานครัมเบิ้ลกรุบกรอบ รสเปรี้ยวอมหวานที่อร่อยจนแทบไม่อยากวางช้อน ตามด้วย Rainbow Rare Cheese Cake เรนโบว์ชีสเค้ก เนื้อเนียนรสละมุน สีสันสดใสถูกใจหลาย ๆ คน ถ้ายังไม่จุใจจะสั่ง เครปเค้กโอวัลติน เนื้อนุ่มชุ่มครีม ติดไม้ติดมือไว้กลับไปกินเล่นที่บ้าน ก็ดีต่อใจเหมือนกัน    

ข่าวดีของ FC ที่หลงใหลในกลิ่นและรสชาติเย้ายวนใจของสเปเชียลตี้คอฟฟี่จากร้าน The Coffee Academics แบรนด์ดังจากฮ่องกงที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในร้านกาแฟที่ดีที่สุดในโลก (The World’s Best Coffee Shop) จาก The Telegraph ในปี 2559 มาแล้ว หลังขยายสาขาเข้ามาเมืองไทยได้ไม่นานก็ได้กุมหัวใจของคอฟฟี่เลิฟเวอร์ชาวไทยไปเป็นที่เรียบร้อย           ล่าสุดสาขาเกษรวิลเลจเอาใจแฟนๆ กันแบบต่อเนื่องด้วยอาหารจานหลักในสไตล์ East Meet West มาที่เดียวอิ่มจุใจไม่ต้องลุกย้ายร้านไปไหน แนะนำยืนหนึ่งเรื่องความสดชื่นและได้สุขภาพต้องยกให้ Fresh Green Beans, Sliced Smoked Duck Breast สลัดอกเป็ดสไลซ์ เนื้อเป็ดสุดนุ่มคลุกเคล้ากับผักสลัดบัตเตอร์เฮด ถั่วแขก และน้ำสลัดสมุนไพร       ต่อด้วย Truffle and Mushroom Agnolotti พาสต้าเส้นสดสอดไส้เนื้อไก่ เห็ด และทรัฟเฟิล ราดซอสเข้มข้น โรยชีสพาร์เมซานและอิตาเลียนพาสลีย์ เป็นเมนูที่คนรักทรัฟเฟิลจะยิ่งปลื้มเพราะกลิ่นหอมขึ้นจมูกมาก       ยังมี BBQ Pork with Egg Noodle บะหมี่ไข่หมูแดงคุโรบุตะสไตล์ฮ่องกง ชูจุดเด่นของเส้นบะหมี่ไข่ที่เหนียวนุ่มกับหมูคุโรบุตะหมักซอสสูตรพิเศษในน้ำซุปกลิ่นหอม รสกลมกล่อม       Nori Avocado Toast เป็นเมนูที่จัดมาเอาใจคนรักสุขภาพโดยเฉพาะกับขนมปังซาวโด ท็อปด้วยอะโวคาโด โรยสาหร่ายญี่ปุ่นและถั่วพิทาชิโอ เสิร์ฟให้กินคู่ไข่ดาวน้ำ ทั้งอร่อยและดีต่อใจสายคลีน       Tagliatelle with Beef Brisket and Shank ragout พาสต้าเส้นสด ผัดกับซอสเนื้อรากูและไวน์แดง เพิ่มความสดชื่นด้วยผักสดตามฤดูกาล รสชาติกลมกล่อมถูกปาก       Brioche Bun Wagyu Beef Burger เบอร์เกอร์เนื้อวากิวที่เสิร์ฟให้กินแบบไซส์บิ๊ก เตรียมซ้อมอ้าปากกว้างๆ รอได้เลย จุดเด่นของเมนูนี้ไม่เพียงมีเนื้อวากิวชิ้นโต ยังแทรกด้วยเบคอน เชดด้าชีส มะเขือเทศ กะหล่ำปลี หัวหอม เคียงด้วยเฟรนช์ฟรายและตัดเลี่ยนด้วยเห็ดและหัวไชเท้าดองกรอบๆ รสเปรี้ยวสดชื่น       สำหรับของหวานอยากให้ลอง Pandan Cake ลิ้มรสความหอมหวานของเนื้อมะพร้าวอ่อนที่ผสมผสานกับใบเตย ไม่ต้องออกแรงเคี้ยวเพราะนุ่มละมุนละลายในปาก       ส่วนชิ้นนี้เป็นเมนูใหม่ล่าสุด Yuzu Cake รสชาติเปรี้ยวนำพร้อมกลิ่นหอมส้มยูซุแท้ๆ ด้านล่างเป็น  ทาร์ตกรุบกรอบ เมื่อตักกินพร้อนกันกับเนื้อเค้กสุดละมุนลิ้นที่ยังมีเซอร์ไพรส์เป็นแยมซุกซ่อนอยู่ด้านใน เทใจให้เลย       สำหรับ FC คงมีลิสต์เครื่องดื่มแก้วโปรดในใจแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Jawa กาแฟลาเต้มัคคิอาโต้ที่ใช้น้ำตาลโตนดจากอินโดนีเซีย สัมผัสความนุ่มเนียนลิ้นพร้อมกลิ่นหอมน้ำตาลโตนดผสานความสดชื่นของใบเตย ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งชิลอยู่ท่ามกลางธรรมชาติทีเดียว       อีกเมนูคือ Manuka กาแฟลาเต้ที่ใช้น้ำผึ้งมานูก้าแท้จากประเทศนิวซีแลนด์ หอมหวานละมุนลิ้น แค่ได้ลองครั้งแรกก็เลิฟแล้ว       สำหรับ Okinawa คาปูชิโนที่ใช้น้ำตาลทรายแดงส่งตรงจากจังหวัดโอกินาวา แนะนำให้ละเลียดช้าๆ เพื่อสัมผัสความหอมหวานตามธรรมชาติ ใครจะจินตนาการว่านั่งชิลอยู่เกาะโอกินาวาก็ไม่ว่ากัน       ส่วนคนที่อยากเปลี่ยนรสชาติจากกาแฟบ้าง ลองแก้วนี้ Citrus Rooibos ชาเย็นสีแดงเข้มที่มีกลิ่นหอมหวานของผลไม้ ได้รสเปรี้ยวสดชื่นจากเลมอนและส้ม เป็นเมนูที่สั่งมาดื่มได้เรื่อยๆ ตลอดทั้งวัน     สำหรับสาขาเกษรวิลเลจเปิดให้บริการตั้งแต่เช้าตรู่ เอาใจคอกาแฟให้ได้ซื้อติดไม้ติดมือก่อนไปทำงาน หรือจะแวะฝากท้องไปพร้อมกันก็อิ่มสบายไปจนถึงมื้อกลางวันเลย

คาเฟ่เล็กๆ ขนาด 20 ตารางเมตร แต่น่ารักน่านั่งของ “จ๋า-น้ำทิพย์ ภูศรี” แห่งมาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ ซีซัน 2 และสองสาวเพื่อนสนิทที่พร้อมให้เราเข้าไปสัมผัสตัวตนและฝีมือของเธอผ่านกาแฟรสดีที่ใส่ทั้งความตั้งใจและความสร้างสรรค์ของนักปรุง (เครื่องดื่ม) มือใหม่ที่หลงใหลในเสน่ห์ของกาแฟอย่างจริงจัง       ไม่เพียงรูปแบบเรือนกระจกของ Reflect Cafe” จะหมายถึงแสงสะท้อนแล้ว ชื่อร้านยังสื่อถึงการสะท้อนตัวตนของทั้งสามที่หลอมรวมออกมาเป็นคาเฟ่สุดเก๋แห่งนี้ ที่สำคัญกาแฟทุกแก้วของที่นี่สกัดจาก Robot Espresso Maker เครื่องทำกาแฟแบบมินิมอลที่ใช้แรงกดกลั่นช็อตเอสเปรสโซได้ออกมารสดีไม่แพ้เครื่องทำกาแฟประเภทอื่น ซึ่งเชฟจ๋าจะคัดเลือกเมล็ดกาแฟแบบเฮาส์ซิงเกิลที่เหมาะกับแต่ละแก้วโดยเฉพาะ       ซิกเนเจอร์ที่ไม่ควรพลาดมีทั้ง Rose Coffee Shake เอสเปรสโซรสเข้มจากเมล็ดกาแฟไทยเชกกับน้ำกุหลาบหอมหวาน โรยกุหลาบบนแก้ว Apple Pie Coffee Shake ที่เหมือนกำลังจิบกาแฟที่มีรสชาติและความหอมคล้ายขนมแอปเปิลพาย และ Unplugged Dirty ช็อตเอสเปรสโซเข้มข้นจากกาแฟบราซิลราดบนนมสดเย็น แนะนำให้ดื่มแบบไม่ต้องคนเพื่อสัมผัสรสชาติกาแฟและครีม่าหอมมัน         ใครไม่ถนัดกาแฟ เราแนะนำ Dirty Choco ความลงตัวชองช็อกโกแลตเข้มข้นอุ่นๆ นมช็อกโกแลตเย็น และช็อกโกแลตบาร์ที่โรยบนแก้ว หรือจะสั่งพร้อม Basque Burnt Cheesecake ชีสเค้กหน้าไหม้เนื้อแน่น หรือ Dark Chocolate Cheesecake ช็อกโกแลตชีสเค้กเข้มข้นกลมกล่อมก็อร่อยไม่แพ้กัน      

หลังจากครองใจเหล่าคาเฟ่ฮอปเปอร์กับร้านแรกบนชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ไปแล้ว ตอนนี้ SIWILAI Café” พร้อมให้เราไปนั่งชิลจิบกาแฟรสเลิศและชิมอาหารเช้าที่ได้แรงบันดาลใจจากอาหารไทยแบบคอมฟอร์ตฟู้ด รวมทั้งอาหารสไตล์ไทย-จีน ฝีมือเชฟมากประสบการณ์ที่จะช่วยให้เราเริ่มต้นวันใหม่แบบอิ่มท้องและสุขใจไปพร้อมกันที่ร้านสาขาใหม่แสนน่านั่งที่ CENTRAL : The Original Store” ซอยเจริญกรุง 38         SIWILAI Café สาขาเจริญกรุงนี้มาพร้อมบรรยากาศคอร์ตยาร์ดหลังคากระจกรับแสงธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาของวัน รายล้อมไปด้วยสีเขียวสบายตาจากต้นไม้นานาชนิดทั้งที่มุมห้องและที่แขวนห้อยจากเพดานซึ่งช่วยสร้างความร่มรื่นได้เป็นอย่างดี       ใครมองหามื้อเช้าเบาๆ เราแนะนำให้เริ่มด้วย Siwilai Poached Eggs ไขลวกสุดเก๋กินกับน้ำพริกหมูสับรสเด็ด เสิร์ฟพร้อมขนมปังปิ้ง และ Fried Chicken with Sticky Rice ปีกไก่ทอดเลาะกระดูกยัดไส้ข้าวเหนียวปรุงรสด้วยพริกแกง ทอดกรอบนอกนุ่มใน กินกับซอสพริกสูตรเฉพาะ       หรือจะลอง Sliced Wagyu Beef Sandwich แซนด์วิชไส้เนื้อวากิวจากโคราชผัดเนยและหอมหัวใหญ่ ก่อนนำไปอบชีสหอมมัน และ Truffle Cheese Toast แซนด์วิชเห็ดทรัฟเฟิลอบชีส เสิร์ฟพร้อมซอสใบบัวบกเพสโตที่เชฟครีเอตออกมาได้อย่างน่าสนใจ       ส่วนคนรักเส้นต้องลอง Fusilli Vodka Sauce เส้นฟูซิลลีเหนียวนุ่มปรุงรสด้วยมะเขือเทศสดและกระเทียม โรยชีสพาร์เมซาน Fettuccini Garlic Anchovy เฟตตูชินีผัดปลาเค็มแอนโชวี โรยพริกแห้งและกรูตองซ์กรุบกรอบ และ Pennywort Pesto Sauce ทีเด็ดอยู่ที่ซอสใบบัวบกเพสโตที่เพิ่มรสชาติให้พาสต้าจานนี้อร่อยแปลกใหม่แต่ลงตัว         สำหรับเมนูอาหารจานเดียวที่มีเฉพาะสาชานี้อย่าง Hainan Chicken Rice ข้าวมันไก่ไหหนานเนื้อนุ่มหอม เพราะใช้ไก่เนื้อมันตุ๋นในน้ำซุป เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มเต้าเจี้ยวรสเด็ด และ Hainan Noodle Soup ก๋วยเตี๋ยวเนื้อเส้นหุ่นแบบไหหนาน ทำจากเนื้อสามชั้นตุ๋นจนนุ่มเปื่อยได้ที่ เคี่ยวกับสมุนไพรจีน เสิร์ฟพร้อมผักดองและน้ำจิ้มกะปิหอมชวนกินก็เป็นอีก 2 จานเด็ดที่พลาดไม่ได้เช่นกัน       อย่าเพิ่งรีบอิ่ม เพราะเราอยากให้ลองของหวานแสนอร่อย ทั้ง Banana Khao Mao Chocolate Tart ทาร์ตช็อกโกแลตเข้มข้น มาพร้อมไอศกรีมกล้วยและข้าวเม่าทอด Maple Banana Pancakes แพนเค้กหนานุ่มราดเมเปลไซรัป มาพร้อมกล้วยคาราเมลและเบอร์รีสด และ PHD. Bar ขนมเพื่อสุขภาพสไตล์ซีเรียลบาร์ที่มีส่วนผสมหลักอย่างเมล็ดฟักทองและน้ำผึ้ง อร่อยและดีต่อสุขภาพ แถมยังกลูเตนฟรีอีกด้วย       ปิดท้ายกับกาแฟรสเลิศ หัวใจหลักของ SIWILAI Café อย่าง Dirty รสนุ่มนวลกลมกล่อม ที่นี่เลือกใช้เมล็ดกาแฟแบบ Single Origin จากภาคเหนือของไทย อาทิ เชียงราย เชียงใหม่ น่าน แม่ฮ่องสอน และตาก ซึ่งสายกาแฟดริปเป็นต้องถูกใจเพราะเราสามารถเลือกวิธีสกัดกาแฟได้หลากหลาย เช่น การชงบนเตา Syphon, เครื่อง Delta Press และ Filter หรือจะดึงช็อตจากเอสเพรสโซก็ยังได้ หรือถ้าไม่ถนัดกาแฟ เราแนะนำ Nutty Chocolate ช็อกโกแลตปั่นเข้มข้น หอมถั่วอ่อนๆ และ Matcha Latte มัตฉะลาเต้หอมหวานกำลังดี หนึ่งในเมนูเครื่องดื่มยอดนิยมที่ไม่ว่าใครก็ติดใจ    

ซอยปรีดีพนมยงค์ 3 อยู่ไม่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS พระโขนงเท่าไร ใช้เวลาเดินเพียงไม่นานก็จะพบกับ SINGLE LANE ร้านกาแฟเล็ก ๆ หน้าตาดูโมเดิร์น ตั้งอยู่อย่างแนบเนียนไปกับอาคารห้องแถวเก่าที่เรียงรายขนาบสองข้างทาง     คุณโอ-ธีระวัฒน์ บูรณะประสพชัย และคุณเมย์-เมทิกา ปั้นเจริญ เจ้าของร้านทั้งสองคนมีประสบการณ์เป็นบาริสต้าอยู่ที่เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลียมาถึง 4 ปีเต็ม กาแฟและขนมแต่ละเมนูในร้านจึงมีกลิ่นอายออสซี่สอดแทรกอยู่อย่างชัดเจน       กาแฟที่โดดเด่นที่สุดของร้านต้องยกให้ Single Origin ที่นำเข้าจากออสเตรเลียทั้งหมด เสิร์ฟเฉพาะเมนูอเมริกาโน่ กาแฟดริป และช็อตเอสเปรสโซเท่านั้น         Dirty Kat กาแฟนมสุดเข้มข้นและครีมมี่ ใช้เมล็ดกาแฟเบลนด์ไทย เชียงใหม่-เชียงราย คั่วระดับกลาง เลยมีรสชาติออกช็อกโกแลตและนัทตี้ มาพร้อมคิทแคท จิบไปเคี้ยวไปเพิ่มสัมผัสกรอบ ๆ เข้ากันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ     แก้วต่อมาดูผ่าน ๆ แล้วช่างคล้ายกับค็อกเทล Summerest เป็นกาแฟเย็นที่ใช้เมล็ดกาแฟ Single Origin จาก อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ที่มีรสชาติผลไม้แห้ง ช็อกโกแลต และกล้วยตาก ผสมผสานกันอย่างมีเอกลักษณ์อยู่แล้ว เมื่อมารวมกับชาพีชและน้ำพรุน เลยมีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน ตัดรสชาติกับพุทราเชื่อมที่เสียบไม้วางอยู่บนแก้ว เพิ่มความสดชื่นในยามบ่ายได้ดี     นอกเหนือจากเมนูกาแฟแล้วก็ยังมี Double Choc ที่น่าลิ้มลองไม่แพ้กัน สาเหตุที่ใช้คำว่าดับเบิ้ล นั้นเป็นเพราะแก้วนี้มีส่วนผสมของโกโก้ 100% และดาร์กช็อกโกแลต จึงไม่ผิดหวังเรื่องความเข้มข้น และยังได้รสหวานกำลังดีจากน้ำตาลทรายแดงมาเสริมให้ไม่ขมและดื่มง่าย     เมื่อมีเครื่องดื่มแก้วโปรดในใจแล้ว อย่าลืมสั่งเบเกอรี่โฮมเมดมากินคู่กันสักชิ้นหรือสองชิ้น Lemon Cake เป็นหนึ่งในไฮไลต์ประจำร้าน ด้วยเนื้อบัตเตอร์แน่น ๆ ราดด้วยเกลสน้ำตาลไอซ์ซิ่งกับเลม่อน ตกแต่งด้วยกลีบดอกไม้เล็ก ๆ ดูน่ารัก นอกจากนี้ยังมีเมนูโฮมเมดอื่น ๆ ที่น่าลองเหมือนกันทั้งแครอทเค้ก และบานาน่าเค้ก     หรือจะเป็นครัวซองต์สักชิ้นก็ดีเหมือนกัน  

เพียงแค่อ่านจากชื่อก็พอรู้แล้วว่าร้านกาแฟแห่งนี้มีชื่อเสียงอยู่ในย่านเอกมัย ที่เมื่อไม่นานมานี้ได้ยกอีกสาขามาอยู่ที่ Tha PARQ ไลฟ์สไตล์มิกซ์ยูสแห่งใหม่ย่านคลองเตยแล้ว และยังพกพาเมนูกาแฟสุดสร้างสรรค์มาเพียบ รวมถึงเมนูเบเกอรี่ที่ขึ้นชื่อ     จากภาพของบ้านแสนอบอุ่นในซอยเอกมัย 12 เมื่อมาอยู่ที่นี่แล้ว ก็ยังคงความอบอุ่นไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยโทนสีไม้อ่อน ๆ สบายตา เล่นไปกับลายเส้นตรง ๆ ทั่วทั้งร้านให้บรรยากาศเหมือนคาเฟ่ญี่ปุ่น ทำให้ผู้มาเยือนนั่งจิบเครื่องดื่มตรงหน้าได้อย่างไม่รู้เบื่อ       ปัจจุบันนี้ Ekkamai Macchiato มีเมล็ดกาแฟให้เลือก 2 เบลนด์ด้วยกันคือ ระดับคั่วกลาง ที่ใช้เมล็ดกาแฟไทย โคลัมเบีย และกัวเตมาลา ให้รสชาติความเป็นผลไม้ มีรสเปรี้ยว อีกตัวเป็นกาแฟคั่วเข้ม ใช้เมล็ดกาแฟจากโบลิเวียและบราซิล ที่ให้รสชาตินัทตี้ช็อกโกแลต       สำหรับช่วงเวลายามบ่าย ใครที่ไม่อยากต่อสู้กับแสงแดดร้อน ๆ ลองแวะเข้ามานั่งพักผ่อน พร้อมจิบกาแฟเย็น ๆ ที่มีให้เลือกหลากหลายแบบ อย่างเช่นแก้วนี้ที่มีชื่อว่า Espresso X Orange กาแฟเอสเปรสโซดับเบิ้ลช็อต ผสมผสานด้วยน้ำส้มคั้นสดจากส้ม 3 สายพันธุ์ ได้แก่ สายน้ำผึ้ง โชกุน และแมนดาริน จึงมีรสชาติหวานและเปรี้ยวกำลังดี ตัดรสชาติขมของกาแฟได้อย่างลงตัว     อีกแก้วที่จะได้รสชาติหวาน ๆ เปรี้ยว ๆ จากน้ำส้มเหมือนกันคือ Oriental ที่ไม่มีกาแฟแต่เป็น Tea Mocktail ที่ใช้ผงมัทฉะจากยามาซากิ ผสมผสานกับเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ และส้มยูสุ แก้วนี้จึงอัดแน่นด้วยกลิ่นอายญี่ปุ่น เวลาเสิร์ฟมามาพร้อมควันกลิ่นโรสแมรี่ที่จะให้กลิ่นสุดพิเศษ     Rest in Peach แก้วนี้ผสมผสานรสชาติของกาแฟดับเบิ้ลช็อตเข้ม ๆ เพิ่มความซ่าของโซดาเข้าไป พร้อมกับโชว์รสชาติลูกพีชและไซรัปกลิ่นพีชแบบเน้น ๆ  จึงได้เป็นเครื่องดื่มเพิ่มความสดชื่น มีกลิ่นหอมน่าลิ้มลอง     สำหรับใครที่ชื่นชอบการดื่มชา Lychee x Rose Tea เป็นหนึ่งตัวเลือกที่จอแนะนำ เพราะนี่คือหนึ่งในเมนูยอดนิยมของร้าน ผสมผสานระหว่างน้ำลิ้นจี่กับชากุหลาบ ด้านบนประดับด้วยเลมอน เวลาจิบจะได้กลิ่นหอม ๆ ช่วยเพิ่มอรรถรสได้ดี     ปิดท้ายด้วยของหวานขึ้นชื่ออย่าง สปันจ์เค้ก ราดซอลท์เท็ดคาราเมลสูตรโฮมเมดของร้าน และแมคคาเดเมีย จึงได้ทั้งความหอมหวาน และความกรุบกรอบของถั่ว เข้ากับเนื้อเค้กเนื้อเนียนนุ่มได้อย่างเหมาะเจาะ  

แม้จะบอกว่า SNOG XX เป็นคาเฟ่สุดมินิมอล แต่จริง ๆ แล้วก็ยังมีความดิบโดดเด่นออกมาไม่แพ้กัน ด้วยซุ้มทางเข้าที่สร้างมาให้ดูเหมือนเป็นกำแพงที่แตกออก เมื่อทะลุไปแล้วจะเจอกับคาเฟ่น้องใหม่ในซอยโยธินพัฒนา ย่านรามอินทรานี้ ที่นำเสนอเมนูกาแฟสุดสร้างสรรค์       ด้านหน้าร้านจะเห็นโลโก้รูปหน้ายิ้ม ซึ่งสอดคล้องกับ XX บนชื่อของร้าน บาร์กาแฟดีไซน์เรียบโก้เป็นสิ่งแรกที่ต้อนรับเรา บนเครื่องทำกาแฟมีแก้วสีขาวลวดลายหน้ายิ้ม XX เรียงซ้อนกันดูน่ารักแปลกตา ส่วนสีเทาของผนังปูนรอบร้านให้อารมณ์ดิบ ๆ แต่ก็มีเก้าอี้ไม้มาวางเพื่อเบรกไม่ให้ร้านดูแข็งทื่อจนเกินไป สายอินสตาแกรมรับรองว่าจะต้องถูกใจ       นอกจากการออกแบบร้านที่แสนเหมาะกับการถ่ายรูปแล้ว เครื่องดื่มก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากัน อย่างเช่น Caramellow กาแฟร้อนสุดครีมมี่ ที่เลือกใช้เมล็ดกาแฟ Deeper Blend ซึ่งจะมีรสชาตินุ่มนวลและนัตตี้ เสิร์ฟมาพร้อมช้อนเล็กให้ตักรับประทาน แต่ถ้าอยากได้รสชาติที่เข้มข้นก็สามารถยกแก้วดื่มได้เช่นกัน กาแฟแก้วนี้ถูกออกแบบให้ไหลเยิ้มเลอะเทอะหน่อย ๆ แต่ถ่ายรูปออกมาสวยแน่นอน     ถ้าใครชื่นชอบกาแฟที่ให้ความสดชื่น Yuzu Coffee จะเป็นตัวเลือกที่ดี โดยแก้วนี้จะใช้เมล็ดกาแฟ House Blend ที่ให้รสชาติฟรุ๊ตตี้ เข้ากับรสเปรี้ยวอมหวานของซอสยูสุทำเอง ช่วยเพิ่มความสดชื่นในยามบ่ายได้เป็นอย่างดี     อย่าลืมสั่งของหวานมากินเล่น ๆ จากเมนูที่มีทั้งหมด 9 เมนู เราเลือก Chocolate Tart XS ทาร์ตช็อกโกแลตกานาชสุดเข้มข้นบนแป้งทาร์ตเนื้อร่วน ท็อปด้วยครีม สตรว์เบอร์รี่ และบลูเบอร์รี่ มากินคู่กับกาแฟแก้วโปรด ได้รสชาติหวานกำลังดีแถมยังมีผลไม้รสเปรี้ยวมาช่วยตัดไม่ให้หวานเกินไป     กระจกบานใหญ่ที่เปิดรับแสงสว่าง เหมาะสำหรับการนั่งหลบร้อน ค่อย ๆ ละเลียดกาแฟกับของหวานตรงหน้า มองรถราวิ่งผ่านไปมาก็เพลิดเพลินไปอีกแบบ  

ใครผ่านไปผ่านมาย่านปากน้ำ สมุทรปราการ จะต้องสะดุดตากับคาเฟ่สีขาวห้องกระจกใสที่มีดีไซน์สวยโดดเด่น ยิ่งถ้าได้เข้าไปสัมผัสรสชาติกาแฟและความเป็นกันเองของเจ้าของร้านและบาริสต้าแล้ว Gooseberry Coffee จะกลายเป็นร้านกาแฟในดวงใจเลยของคุณเลยล่ะ     คอนเซ็ปต์ของร้านมาในรูปแบบมินิมอลโทนสีขาวดำสไตล์ซิมโบลิค เพิ่มกิมมิคด้วยเฟอร์นิเจอร์รูปทรงแปลกตา ชวนให้ยกกล้องขึ้นมาถ่ายภาพ ในส่วนของบาร์กาแฟแบ่งออกเป็น บาร์เอสเพรสโซ่แมชชีนและสโลว์บาร์ที่สามารถแลกเปลี่ยนบทสนทนา และลองดริปกาแฟเองได้อีกด้วย       เริ่มต้นด้วยเมนู Signature ของร้าน Gooseberry Coffee ความพิเศษอยู่ที่มีโซดาเป็นส่วนผสมและวางมะยมเชื่อมเสียบไม้มาบนแก้ว กินด้วยกันแล้วได้ทั้งความซ่าของโซดาผสมกับรสขมเบาๆจากกาแฟคั่วกลาง ตัดด้วยความหวานอมเปรี้ยวจากมะยม ถือเป็นเมนูสุดครีเอทที่คอกาแฟต้องลอง     เมนูต่อไป Happy Yuzu รสขมของเอสเปรสโซ่ช็อตผสมผสานกับความหวานของน้ำส้มยูซุ ออกมาเป็นรสชาติที่กลมกล่อม ดื่มแล้วชุ่มคอ เรียกความสดชื่นในยามบ่ายได้ดี     เอาใจคนรักกาแฟนมด้วย Salted Caramel โดดเด่นด้วยฟองนมคาราเมล รสชาติหวานมันผสมกับความเค็มเล็กน้อยจากเกลือ ดื่มแล้วละมุนลิ้นเป็นที่สุด   ฟ   Drip Coffee เครื่องดื่มที่สามารถเลือกเมล็ดกาแฟมาดริปได้ตามความชอบ อย่างแก้วนี้เราเลือกเป็นเมล็ดกาแฟคั่วกลางตระกูลเบอร์รี่ กลิ่นซากุระ ให้รสชาติเบาและมีกลิ่นหอมของดอกไม้ ใครที่ไม่ใช่คอกาแฟได้ลองยังต้องยอมให้กับกาแฟแก้วนี้     อีกเมนูที่ขาดไปไม่ได้ ครัวซองต์ร้อนๆ หลากหลายรส ส่งตรงจากร้าน BRIX  Dessert Bar ยกให้เป็นขนมกินเล่นสุดชื่นชอบที่อร่อยจนต้องซื้อกลับบ้าน  

สิ้นสุดการรอคอย ในที่สุด “คาเฟ่ คิทสึเนะ” (Café Kitsuné) คาเฟ่สัญชาติฝรั่งเศส-ญี่ปุ่นก็เผยโฉมสาขาแรกในไทยแล้วที่ชั้น G The Emquartier ในพื้นที่เดียวกับร้าน Maison Kitsune แบรนด์แฟชั่นระดับโลกที่หลายคนหลงรักพร้อมโลโก้สุนัขจิ้งจอกมาดเท่ที่ซุกซ่อนอยู่ทั่วร้าน     คงต้องบอกว่าความเก๋ของคาเฟ่ คิทสีเนะนั้นครอบคลุมทุกพื้นที่ตั้งแต่กำแพงไม้ลายเชฟรอนสีน้ำตาลวอลนัต มีโต๊ะให้นั่งรับลมด้านนอกเฉกเช่นชาวปารีเซียงที่นั่งดื่มกาแฟในบรรยากาศสบายๆ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากสาขา Palais Royal ประเทศฝรั่งเศส ในขณะที่ด้านในแอบใส่กิมมิกไทยๆ ด้วยบานไม้ฉลุเป็นฉากกั้นทำจากชานอ้อย ล้อไปกับเก้าอี้ที่ทำจากไม้ไผ่ ที่นี่เราจะได้มองเห็นทีมบาริสต้ารังสรรค์เมนูพิเศษที่สื่อสารความเป็นฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และไทยได้อย่างน่าสนใจ และมีให้ชิมเฉพาะในบ้านเราเท่านั้น       เริ่มด้วยแก้วแรก Fox Latte หนักแน่นแต่นุ่มนวลด้วยกาแฟเบลนด์พิเศษจาก 3 แหล่งทั้งนิคารากัว ซัลวาดอร์ และกัวเตมาลา คั่วที่โรงคั่วคิทสึเนะเมืองโอกาย่าม่า แล้วหมักกับเปลือกของโกโก้จากเชียงใหม่ ด้านบนโรยเปลือกโกโก้อบแห้งเพิ่มลูกเล่น แล้วเพิ่มความสนุกด้วยการสั่ง Fox Shortbread คุกกี้รูปคุณหมาจิ้งจอกอบใหม่มากินคู่กัน Uji Fizz มัทฉะจากเมืองอูจิเกรดพรีเมี่ยมที่ใช้ในพิธีชงชา มีกลิ่นหอมและรสเปรี้ยวสดชื่นจากน้ำส้มยูซุ เมืองยานากาว่า และกลิ่นหอมอ่อนๆ จากลูกพีชญี่ปุ่น         และแก้วสุดท้าย La Fleur  สะท้อนความหรูหราแบบฝรั่งเศส ด้วยไซรัปที่ขึ้นชื้อเรื่องความหอมอย่าง Elder Flower เพิ่มความละมุนด้วยเฟรนช์วานิลลา และความสดชื่นจากส้มตกแต่งด้วยดอกไม้สีขาวและใบเลมอนไธม์     เก๋ไก๋สมการรอคอย

เชื่อว่าคนรักสมุด ดินสอ และยางลบน่าจะคุ้นหูกับชื่อ Grey Ray แบรนด์เครื่องเขียนสัญชาติไทยกันอย่างแน่นอน ไอเทมสุดฮิตของแบรนด์นี้คงไม่พ้นปลอกดินสอดีไซน์เก๋ที่พกพาสีสันอันเรียบง่าย อันมาจากไอเดียเพื่อให้เราใช้ดินสอกันได้นานขึ้น ไม่ต่างจากสมุดขนาดกะทัดรัดที่เราเห็นหน้าตาและสีสันก็แทบจะตกหลุมรักขึ้นในทันที ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็ได้สะท้อนผ่านการตกแต่งด้วยเครื่องเรือนสุดเนี้ยบเท่ห์ แต่แฝงความอบอุ่นในทุกอณู     หากจะบอกว่าที่นี่คือคาเฟ่เครื่องเขียนก็คงไม่ผิดนัก เพราะเราจะได้สัมผัสกับสินค้าของ Grey Ray กันอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ห้องข้างในยังมีสินค้าจากแบรนด์ไทยอื่นอีกหลากหลายแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋า ฟิกเกอร์ เรื่อยไปจนถึงสติ๊กเกอร์สุดน่ารัก ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อลงท้ายด้วยคำว่า “แอนด์ มอร์” ทั้งที ที่นี่ยังมีโซน Co-Working Space ที่เอาไว้ทำงานหรือจัดกิจกรรมพิเศษอีกด้วย       สำหรับเครื่องดื่มที่เสิร์ฟนั้นจะชูโรงกาแฟโคลด์บริวเป็นหลัก เพราะสามารถเสิร์ฟความอร่อยได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังไม่มีเสียงของเอสเพรซโซแมชชีนมากวนใจ โดยกาแฟที่เลือกใช้จะเป็นกาแฟซิงเกิลออริจินจากอินโดนีเซีย ลาว และไทย จนได้กาแฟกาแฟรสเข้มที่ซุกซ่อนความหอมของคาราเมล     เริ่มกันด้วย Miles Brew (220 บาท) เครื่องดื่มที่มีเบสเป็นกาแฟแต่เติมความหวานละมุนบางเบาของน้ำมะตูมอินฟิวส์สูตรโฮมเมดผสมเครื่องเทศอีกเล็กน้อย จนได้กาแฟรสเย็นๆ ที่ให้กลิ่นหอมขึ้นจมูก     ตามด้วย Signature Latte (120 บาท) กาแฟที่เสิร์ฟมาพร้อมนมสดรสหวานละมุนให้เราเติมตามความชอบ หรือจะลอง Black Cocao (80 บาท) โก้โก้สีเข้มที่พกพารสชาตินุ่มนวลมาผสมกับนมสดเติมรสหวานมัน         แต่ถ้ายังไม่จุใจก็ยังมี Forrest Gump (75 บาท) คุกกี้ถั่วสูตรฝรั่งเศสที่เน้นความเข้มข้นหนึบหนับจากแบรนด์ Phawan Patisserie ที่ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งเพลิน ร่วมด้วยไอศกรีมหลากรสที่เราขอบอกเลยว่าชื่นใจอย่างที่สุด  

สายฮอปกำลังตามหาสิ่งนี้อยู่รึเปล่า ร้านกาแฟดีมีสไตล์ที่มีสายลมและแสงแดด Kamamoko camp ตอบโจทย์คุณแน่นอน คอนเซ็ปต์แคมป์สไตล์ญี่ปุ่น ตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา บนโครงการ MF Riverfront Marina ย่านพระราม 3 เหมาะสำหรับคนชอบท้าแดดและสัมผัสสายลมอ่อนๆ  รักการถ่ายรูปเป็นที่สุด     นอกจากบรรยากาศร้านที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว กาแฟของที่นี่ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน มาในคอนเซ็ปต์ กาแฟดริปแบบ Slow bar เน้นเมล็ดกาแฟคั่วกลางพิเศษ โดยมีไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้เลยสำหรับคอกาแฟ คือ  Jack Daniel’s Coffee กาแฟวิสกี้ จากแบรนด์วิสกี้ชื่อดัง Jack Daniel’s ความหอมกรุ่นของเมล็ดกาแฟอาราบิก้า100% และรสชาติพร้อมกลิ่นอันโดดเด่นของแจ็คแดเนียล รับรองว่าจะทำให้คุณต้องหลงใหลไปกับเครื่องดื่มเมนูนี้แน่นอน     สำหรับสาวๆ ที่รักกาแฟและชอบความสดชื่นก็พลาดไม่ได้กับ Espresso & Orange ความเข้มข้นของกาแฟ Espresso ผสมผสานกับความหวานหอมของน้ำส้มแท้ ออกมาเป็นความกลมกล่อมเข้ากันได้อย่างลงตัว     หากใครไม่ใช่สายกาแฟ ที่นี่เขาก็มี ชาเขียวและมันม่วงม่วงลาเต้ พร้อมเสิร์ฟสำหรับสายหวาน กินคู่กับมันญี่ปุ่นหอมๆ ฟินไม่แพ้กันเลย         ส่งท้ายด้วยเมนูขนมของร้านที่มาแล้วอย่างไรก็ต้องลอง Okura Toast ขนมชื่อดังของญี่ปุ่น ที่ตัวขนมปังจะท็อปด้วยถั่วแดงและเนย กินแล้วได้รสชาตินวลๆ เข้ากันอย่างลงตัว     อีกเมนู คือ Breads Toast with Butter and Homemade Jam ขนมปังโทสต์กินกับแยมโฮมเมดแบบ Low sugar มีด้วยกันถึง 5 รสชาติ Banana​ Strawberry,  Mango​ &​ Passion Fruit, Strawberry,  Mixed Berry และ Apple​ &​ Kiwi บอกเลยว่ากินแล้วอาจจะอดใจไม่ไหวต้องซื้อกลับบ้านเลยทีเดียว  

แค่กด (ไม่กี่ครั้ง) ก็อร่อยได้ทันที! กับกาแฟ “สตาร์บัคส์” ฝีมือตัวเอง ให้เรากลายร่างเป็นบาริสต้าอัตโนมัติสร้างสรรค์กาแฟแก้วโปรดได้ตลอดเวลาที่ "Starbucks Cashless Vending Machine" เครื่องแรกใน AIS eSports Studio ชั้น 2 สามย่านมิตรทาวน์     ที่สำคัญคือราคายังย่อมเยา เฉลี่ยแค่แก้วละ 60 – 75 บาท เท่านั้น เล่นเอาอยากไปกดทุกวันเลยทีเดียว จะสะดวกและอร่อยขนาดไหน...ไปดูขั้นตอนง่ายๆ กันเลย!     Step.1 : กดน้ำแข็ง     Step.2 : เลือกเมนูที่ต้องการ     Step.3 : เพิ่มรสชาติไซรัปได้ตามชอบ     Step.4 : จ่ายเงินแสนสะดวกผ่าน QR Code หรือ Rabbit Line Pay     แค่นี้ก็เรียบร้อย! รอชิมความอร่อยฝีมือตัวเองกันได้เลย     ใครยังงงๆ มาดูขั้นตอนการกดเครื่องดื่มกันอีกที     ส่วนเมนูอร่อยมีตามนี้เลยจ้า!  

หลังจากนับวันรออย่างใจจดใจจ่อ ในที่สุดคนไทยเราก็ได้สัมผัสกับกาแฟรสนุ่มของ “% Arabica” (อะราบิก้า) แบรนด์กาแฟชื่อดังสัญชาติญี่ปุ่นที่มีต้นกำเนิดจากเกียวโตกับสาขาแรกในประเทศไทย (สาขาที่ 57 ของโลก) ที่ชั้น 1 ไอคอนสยาม     นอกจากจะเป็นสาขาแรกในประเทศไทยแล้ว ที่นี่ยังนับเป็นแฟล็กชิฟสโตร์ที่ได้รวบรวมความเป็น % Arabica ได้อย่างสมบูรณ์แบบ คุณเคนเน็ธ โชจิ (Kenneth Soji) เล่าว่าประเทศไทยมีวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ที่น่าหลงใหล ไม่ต่างกับทำเลตรงนี้ที่เหมือนเป็นจุดนัดพบของวัฒนธรรมเก่าและใหม่มาเจอกัน และเป็นแหล่งต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มีใจรักกาแฟจากทั่วโลก     จุดเด่นของสาขานี้ เริ่มตั้งแต่บรรยากาศที่พกพามุมมอง 360 องศาแบบที่ไม่มีสาขาแห่งไหนในโลกทำได้ โดยได้ทีมออกแบบที่ 10 ของโนมุระ โกเกอิชา (no.10 of Nomurakougeisha) บริษัทออกแบบชื่อดังมาออกแบบให้ ด้วยการดึงเอาเอกลักษณ์ของอาราบิก้าของไอคอนสยามมารวมกัน จนออกมาเป็นพื้นที่กว้างขวางสีขาวโดดเด่นสะดุดตา ก่อนจะเพิ่มความเนี้ยบหรูด้วยพื้นเรืองแสงวิบวับที่ทำให้เราได้เห็นทั้งข้างนอกและข้างในได้อย่างแจ่มชัด     เริ่มตั้งแต่โซนบาร์ที่มีทีมบาริสต้ากว่า 11 ชีวิตมารังสรรค์กาแฟแก้วโปรด โซนคั่วกาแฟที่ทำให้เรามั่นใจว่ากาแฟทุกแก้วพร้อมเสิร์ฟความสดใหม่ หรือใครที่อยากได้เมล็ดกาแฟคั่วไว้ติดบ้านก็สามารถเลือกซื้อเลือกสั่งแล้วรับกลับบ้านกันได้ เรื่อยไปถึงโซนขายของที่ระลึกที่แฟนคลับไม่ควรพลาดซื้อติดไม้ติดมือ     สำหรับใครที่ยังคิดไม่ออกว่าจะสั่งอะไรดีแล้วล่ะก็ เราก็ขอแนะนำ 3 เมนูเด็ดอย่าง Latte (ราคา 130 – 175 บาท) เมนูสุดเรียบง่ายแต่แสนประทับใจจากความหอมมันของนมที่ผสมผสานรสชาติความเข้มข้นของ % Arabica Blend กาแฟเบลนด์สูตรทางร้านที่ใช้กาแฟซิงเกิลออริจินจากเอธิโอเปียและบราซิลได้อย่างเหมาะเจาะ เอาเป็นว่าถ้าใครชอบกาแฟรสนุ่มนวลแล้วล่ะก็ ต้องตกหลุมรักกาแฟแก้วนี้อย่างไม่ต้องสงสัย     ตามด้วย Spanish Latte (150 – 180 บาท) เมนูยอดฮิตที่เพิ่มความโดดเด่นของลาเต้ด้วยความหอมหวานและครีมมี่ของนมหวานที่เพิ่มเข้ามา จนได้ความนุ่มนวลที่น่าลิ้มลอง ปิดท้ายด้วย Lemonade Still (150 บาท) เครื่องดื่มที่จะเติมความสดใสให้ทุกคนที่ตอนนี้ก็ฮิตไม่แพ้กัน ด้วยน้ำเลมอนเฮาส์เมดรสเปรี้ยวอมหวานผสมน้ำแร่ แต่ถ้าใครชอบแบบซาบซ่าแบบมีฟองก็สามารถสั่งแบบ Sparkling ได้ตามชอบ    

ขอยกให้ Pour Over Lab เป็นร้านกาแฟที่คูลและเก๋ที่สุดในย่านนี้ เพราะนี่คือคาเฟ่ที่นำเอากาแฟ วิทยาศาสตร์และจิตวิทยามารวมกันในบรรยากาศของห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร อีกทั้งทุกเมนูมาพร้อมน้ำสีฟ้าที่จะสร้างอารมณ์ผ่อนคลายให้กับทุกคน       ขณะที่ร้านกาแฟดริป หรือ Pour Over ส่วนใหญ่มักจะให้เราเลือกเมล็ดกาแฟจากแหล่งต่างๆ แต่ที่นี่กลับคิดต่างออกไปด้วยการสร้างสรรค์กาแฟในรสที่ทุกคนชอบแทน ด้วยความเชื่อว่ารสชาติทุกอย่างสามารถควบคุมได้โดยให้ลูกค้าสามารถบอกความต้องการและรสชาติที่ตัวเองชอบได้ จากนั้นบาริสตาก็จะทำหน้าที่เลือกเมล็ดกาแฟ พร้อมกับเลือกวิธีชงผ่านเครื่องดริปหน้าตาหลากหลาย ตัวเด่นคงต้องยกให้เครื่องดริป Gem Series ที่มีหน้าตาเหมือนเพชรมาสร้างความแปลกใหม่ หรือจะลองเครื่องดริปกาแฟไฟฟ้าที่สามารถควบคุมอุณหภูมิแบบชัดเป๊ะ จนได้กาแฟที่ “ตรงใจ” ทุกคนที่สุด           ถ้านึกไม่ออกเขาก็มีเมนูซิกเนเจอร์ให้เลือกอย่าง On The Rock กาแฟที่ให้อารมณ์เหมือนวิสกี้ทั้งหน้าตาและรสชาติ ซึ่งได้จากกาแฟสกัดเย็นด้วยเครื่อง One Dutch เครื่องแรกและเครื่องเดียวในไทย ขณะที่กาแฟก็โพรเซสด้วยการหมักในถังเหล้ารัม ทำให้ได้กลิ่นหอมๆ เฉพาะตัว     หรือจะลอง Sphere Moon เครื่องดื่มปั่นสุดสดชื่นที่ได้จากน้ำส้มยูซุปั่นเนียนๆ ราดด้วยกาแฟสกัดเย็น ผสมดื่มคู่กันก็เพิ่มความสดชื่นได้ถึงใจ     แต่ถ้าชอบความหวานมันต้องลอง Black & Brown ช็อกโกแลตเย็นแก้วยักษ์ที่รวมความเข้มข้นของ Black Cacao และ Brown Cacao ไว้ในแก้วเดียว แถมยังมาพร้อมบราวนี่ชิ้นเล็กๆ ไม่ลองเป็นไม่ได้    

เรียกว่าสิ้นสุดการรอคอยสำหรับคอกาแฟ เพราะ The Coffee Academics” ร้านกาแฟเลื่องชื่อจากเกาะฮ่องกงที่ได้รับรางวัลการันตีจากทั่วโลก แถมยังเป็นหนึ่งในร้านกาแฟที่ควรไปสักครั้งก่อนลาจากโลกนี้ไปซึ่งจัดอันดับโดย BuzzFeed ปี 2557 พร้อมมาเสิร์ฟกาแฟรสเลิศให้เราได้ชิมกันสบายๆ กับร้านสาขาแรกในไทยที่ตกแต่งสไตล์ทรอปิคอลในย่านหลังสวน       ความพิเศษของกาแฟที่นี่คือ การเลือกใช้เฉพาะเมล็ดกาแฟอาราบิกา 5 เปอร์เซ็นต์ ที่ดีที่สุดจากไร่กาแฟอิสระทั่วโลก ทั้งเปรู บราซิล เคนยา ปานามา โคลัมเบีย อินโดนีเซีย และเยเมน โดยทำการคั่วในพื้นที่และทดสอบด้วยวิธีการคัปปิงด้วยคะแนนที่สูงกว่า 85 คะแนน ซึ่งทำให้เชื่อมั่นถึงรสชาติและคุณภาพที่คอกาแฟจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน       สายกาแฟ Cold Brew เราแนะนำ JWF Blend กาแฟ Cold Brew ที่ใช้เมล็ดกาแฟพีเบอร์รีจากเคนยาที่หายาก ส่วนคนรักกาแฟนมต้องลอง 4 แก้วซิกเนเจอร์ ทั้ง Manuka ลาเต้ร้อนหอมน้ำผึ้งมานูกาจากประเทศนิวซีแลนด์ Okinawa คาปุชชิโนที่เพิ่มรสชาติด้วยน้ำตาลทรายแดงจากโอกินาวา Agave ลาเต้ที่เพิ่มความหวานจากน้ำตาลเม็กซิกัน มาพร้อมกลิ่นเครื่องเทศจากพริกไทยดำ และ Jawa ลาเต้มัคคิอาโตที่ใช้น้ำตาลโตนดหอมหวานจากอินโดนีเซีย แถมยังได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากใบเตย           ส่วนสายกินไม่ต้องกลัวหิว เพราะที่นี่เมนูอร่อยให้อิ่มท้องมากมาย ไม่ว่าจะเป็น S.S. Croissant โทสต์ครัวซองต์หอมเนย ท็อปด้วยแซลมอนรมควัน ไข่คน และต้นหอมจีน Crab & Avocado Salad สลัดเนื้อปู อะโวคาโดสไลซ์ โรยไข่ปลาสีดำ ราดเดรสซิงสูตรเด็ด และ White Clam Pizza พิซซาแป้งบางกรอบหน้าหอยลาย เบคอนรสควัน กระเทียม และพาร์สลีย์         รวมทั้งของหวานอย่าง Hong Kong Style Bubble Waffle วัฟเฟิลสไตล์ฮ่องกงกรอบนอกนุ่มในราดน้ำผึ้งหอมหวาน มาพร้อมกล้วยแครมบูเล สตรอว์เบอร์รีสด และวิปครีมที่กินเพลินสุดๆ  

Hario Cafe Bangkok คาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่นย่านโชคชัย 4 แห่งนี้เป็นสาขาที่ 3 ของโลก ซึ่งเกิดจากการร่วมมือระหว่างแบรนด์ Hario และบริษัท Aroma Thailand จนกลายมาเป็นจุดนัดพบของคอฟฟี่เลิฟเวอร์ที่สามารถนั่งจิบกาแฟสบายๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ในบรรยากาศสไตล์มินิมอล คลีนๆ ให้ความรู้สึกสงบแต่แฝงความอบอุ่นจากสวนญี่ปุ่นในสไตล์เซ็น     โครงอาคารเรือนกระจกใสสีขาวสะอาดตาในสไตล์ Loft เผยให้เห็นเคาน์เตอร์บาร์ขนาดใหญ่เด่นอยู่ภายในร้าน ซึ่งแบ่งสัดส่วนพื้นที่สำหรับบาริสต้าและพนักงาน รวมถึงให้ลูกค้าได้นั่งจิบกาแฟพูดคุยกันอย่างออกรส   ถัดไปด้านหลังมีมุมโต๊ะส่วนตัวสำหรับคนที่มาเป็นกลุ่มเพื่อน แต่หากอยากหามุมปั่นงานสงบๆ เดินขึ้นไปชั้น 2 คุณจะพบสิ่งที่ตามหา ใครอยากดื่มกาแฟคุณภาพดี มีเมล็ดกาแฟใหม่ๆ หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามฤดูกาลในราคาไม่แรง Hario Cafe Bangkok นี่แหละคือสถานที่โปรดแห่งใหม่ของคุณ       ขอประเดิมแก้วแรกด้วย Hot Drip ที่เลือกใช้เมล็ดกาแฟกัวเตมาลา (120 บาท) ระดับคั่วกลาง ดื่มง่ายแม้ไม่ใช่คอกาแฟก็ดื่มเพลิน จิบร้อนๆ จะได้รสชาติเปรี้ยวผสานรสเข้มนิดๆ เคล้ากลิ่นหอมๆ ละม้ายคล้ายส้มจี๊ด แต่หากทิ้งให้เย็นจะเพิ่มระดับความเปรี้ยวขึ้นเท่าตัว เสมือนคุณดื่มกาแฟใส่มะนาวอย่างไรอย่างนั้น  (แต่เราชอบนะ)     เพิ่มประสบการณ์การดื่มกาแฟอีกสักนิดด้วยการชงแบบ Syphon ที่คราวนี้เลือกใช้เมล็ดกาแฟคุณภาพสัญชาติปานามา (120 บาท) ที่ถึงแม้จะเป็นกาแฟระดับคั่วเข้มสุดแต่กลับมีรสขมที่อ่อนนุ่ม ละมุนไปด้วยกลิ่นหอมอบอวลของดอกไม้ ดื่มแล้วปลายลิ้นของคุณจะสัมผัสได้ถึงรสเปรี้ยวเล็กๆ สร้างประสบการณ์ที่แสนประทับใจ     ถัดไปเป็นเมนูซิกเนเจอร์ Coffee Royale (120 บาท) กาแฟคั่วมือที่สกัดจากแรงดันร้อนๆ เสิร์ฟพร้อมนาฬิกาทรายจับเวลา (3 นาทีแล้วกด) ราดลงบนมิลค์บอลหอมมัน ใต้ล่างนั้นเป็นพุดดิ้งช็อกโกแล็ต หอมกลิ่นซินนามอนจางๆ อลังการด้วยแผ่นทองคำเปลวหรูหราที่ตกแต่งมาด้านบน บอกเลยแก้วนี้ได้ทั้งรสเข้ม หอมมันและกลมกล่อม จิบสลับตักกินพร้อมพุดดิ้ง อร่อยฟินเข้าที     แต่หากใครที่ไม่ดื่มกาแฟเราแนะนำ Devil Choco (95 บาท) ช็อกโกแลตสุดเข้มข้นผสมผสานกับนมสูตรพิเศษจากทางร้าน เพิ่มรสหวานด้วยไซรัปนิดหน่อย ค่อยๆ จิบ ชื่นใจดี     Brown Sugar milk tea float (85 บาท) ชานมไข่มุกหวานละมุนจากบราวชูการ์ เพลิดเพลินไปกับไข่มุกเนื้อหนึบหนับ เคี้ยวกินกันแบบเพลินๆ สาวกชานมไข่มุกต้องมาโดน     เอาใจสายชาเขียวกันบ้างกับเมนู Hot Brew Tea (95 บาท) ชาเขียวกลิ่นมินต์คุณภาพดีจากประเทศศรีลังกา ผ่านกระบวนการสกัดเย็นกว่า 8 ชั่วโมง จนได้รสนุ่มเย็นๆ หอมกลิ่นมินต์ชัดเจน กินคู่กับ Matcha Mousse Cake (95 บาท) เค้กมัทฉะเนื้อฟู สลับชั้นกับถั่วแดงกวนหอมหวาน ตักกินพร้อมมูสชาเชียวรสเข้มที่อยู่ด้านบน รสชาติดีทีเดียว