แม้จะบอกว่า SNOG XX เป็นคาเฟ่สุดมินิมอล แต่จริง ๆ แล้วก็ยังมีความดิบโดดเด่นออกมาไม่แพ้กัน ด้วยซุ้มทางเข้าที่สร้างมาให้ดูเหมือนเป็นกำแพงที่แตกออก เมื่อทะลุไปแล้วจะเจอกับคาเฟ่น้องใหม่ในซอยโยธินพัฒนา ย่านรามอินทรานี้ ที่นำเสนอเมนูกาแฟสุดสร้างสรรค์       ด้านหน้าร้านจะเห็นโลโก้รูปหน้ายิ้ม ซึ่งสอดคล้องกับ XX บนชื่อของร้าน บาร์กาแฟดีไซน์เรียบโก้เป็นสิ่งแรกที่ต้อนรับเรา บนเครื่องทำกาแฟมีแก้วสีขาวลวดลายหน้ายิ้ม XX เรียงซ้อนกันดูน่ารักแปลกตา ส่วนสีเทาของผนังปูนรอบร้านให้อารมณ์ดิบ ๆ แต่ก็มีเก้าอี้ไม้มาวางเพื่อเบรกไม่ให้ร้านดูแข็งทื่อจนเกินไป สายอินสตาแกรมรับรองว่าจะต้องถูกใจ       นอกจากการออกแบบร้านที่แสนเหมาะกับการถ่ายรูปแล้ว เครื่องดื่มก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากัน อย่างเช่น Caramellow กาแฟร้อนสุดครีมมี่ ที่เลือกใช้เมล็ดกาแฟ Deeper Blend ซึ่งจะมีรสชาตินุ่มนวลและนัตตี้ เสิร์ฟมาพร้อมช้อนเล็กให้ตักรับประทาน แต่ถ้าอยากได้รสชาติที่เข้มข้นก็สามารถยกแก้วดื่มได้เช่นกัน กาแฟแก้วนี้ถูกออกแบบให้ไหลเยิ้มเลอะเทอะหน่อย ๆ แต่ถ่ายรูปออกมาสวยแน่นอน     ถ้าใครชื่นชอบกาแฟที่ให้ความสดชื่น Yuzu Coffee จะเป็นตัวเลือกที่ดี โดยแก้วนี้จะใช้เมล็ดกาแฟ House Blend ที่ให้รสชาติฟรุ๊ตตี้ เข้ากับรสเปรี้ยวอมหวานของซอสยูสุทำเอง ช่วยเพิ่มความสดชื่นในยามบ่ายได้เป็นอย่างดี     อย่าลืมสั่งของหวานมากินเล่น ๆ จากเมนูที่มีทั้งหมด 9 เมนู เราเลือก Chocolate Tart XS ทาร์ตช็อกโกแลตกานาชสุดเข้มข้นบนแป้งทาร์ตเนื้อร่วน ท็อปด้วยครีม สตรว์เบอร์รี่ และบลูเบอร์รี่ มากินคู่กับกาแฟแก้วโปรด ได้รสชาติหวานกำลังดีแถมยังมีผลไม้รสเปรี้ยวมาช่วยตัดไม่ให้หวานเกินไป     กระจกบานใหญ่ที่เปิดรับแสงสว่าง เหมาะสำหรับการนั่งหลบร้อน ค่อย ๆ ละเลียดกาแฟกับของหวานตรงหน้า มองรถราวิ่งผ่านไปมาก็เพลิดเพลินไปอีกแบบ  

ใครผ่านไปผ่านมาย่านปากน้ำ สมุทรปราการ จะต้องสะดุดตากับคาเฟ่สีขาวห้องกระจกใสที่มีดีไซน์สวยโดดเด่น ยิ่งถ้าได้เข้าไปสัมผัสรสชาติกาแฟและความเป็นกันเองของเจ้าของร้านและบาริสต้าแล้ว Gooseberry Coffee จะกลายเป็นร้านกาแฟในดวงใจเลยของคุณเลยล่ะ     คอนเซ็ปต์ของร้านมาในรูปแบบมินิมอลโทนสีขาวดำสไตล์ซิมโบลิค เพิ่มกิมมิคด้วยเฟอร์นิเจอร์รูปทรงแปลกตา ชวนให้ยกกล้องขึ้นมาถ่ายภาพ ในส่วนของบาร์กาแฟแบ่งออกเป็น บาร์เอสเพรสโซ่แมชชีนและสโลว์บาร์ที่สามารถแลกเปลี่ยนบทสนทนา และลองดริปกาแฟเองได้อีกด้วย       เริ่มต้นด้วยเมนู Signature ของร้าน Gooseberry Coffee ความพิเศษอยู่ที่มีโซดาเป็นส่วนผสมและวางมะยมเชื่อมเสียบไม้มาบนแก้ว กินด้วยกันแล้วได้ทั้งความซ่าของโซดาผสมกับรสขมเบาๆจากกาแฟคั่วกลาง ตัดด้วยความหวานอมเปรี้ยวจากมะยม ถือเป็นเมนูสุดครีเอทที่คอกาแฟต้องลอง     เมนูต่อไป Happy Yuzu รสขมของเอสเปรสโซ่ช็อตผสมผสานกับความหวานของน้ำส้มยูซุ ออกมาเป็นรสชาติที่กลมกล่อม ดื่มแล้วชุ่มคอ เรียกความสดชื่นในยามบ่ายได้ดี     เอาใจคนรักกาแฟนมด้วย Salted Caramel โดดเด่นด้วยฟองนมคาราเมล รสชาติหวานมันผสมกับความเค็มเล็กน้อยจากเกลือ ดื่มแล้วละมุนลิ้นเป็นที่สุด   ฟ   Drip Coffee เครื่องดื่มที่สามารถเลือกเมล็ดกาแฟมาดริปได้ตามความชอบ อย่างแก้วนี้เราเลือกเป็นเมล็ดกาแฟคั่วกลางตระกูลเบอร์รี่ กลิ่นซากุระ ให้รสชาติเบาและมีกลิ่นหอมของดอกไม้ ใครที่ไม่ใช่คอกาแฟได้ลองยังต้องยอมให้กับกาแฟแก้วนี้     อีกเมนูที่ขาดไปไม่ได้ ครัวซองต์ร้อนๆ หลากหลายรส ส่งตรงจากร้าน BRIX  Dessert Bar ยกให้เป็นขนมกินเล่นสุดชื่นชอบที่อร่อยจนต้องซื้อกลับบ้าน  

สิ้นสุดการรอคอย ในที่สุด “คาเฟ่ คิทสึเนะ” (Café Kitsuné) คาเฟ่สัญชาติฝรั่งเศส-ญี่ปุ่นก็เผยโฉมสาขาแรกในไทยแล้วที่ชั้น G The Emquartier ในพื้นที่เดียวกับร้าน Maison Kitsune แบรนด์แฟชั่นระดับโลกที่หลายคนหลงรักพร้อมโลโก้สุนัขจิ้งจอกมาดเท่ที่ซุกซ่อนอยู่ทั่วร้าน     คงต้องบอกว่าความเก๋ของคาเฟ่ คิทสีเนะนั้นครอบคลุมทุกพื้นที่ตั้งแต่กำแพงไม้ลายเชฟรอนสีน้ำตาลวอลนัต มีโต๊ะให้นั่งรับลมด้านนอกเฉกเช่นชาวปารีเซียงที่นั่งดื่มกาแฟในบรรยากาศสบายๆ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากสาขา Palais Royal ประเทศฝรั่งเศส ในขณะที่ด้านในแอบใส่กิมมิกไทยๆ ด้วยบานไม้ฉลุเป็นฉากกั้นทำจากชานอ้อย ล้อไปกับเก้าอี้ที่ทำจากไม้ไผ่ ที่นี่เราจะได้มองเห็นทีมบาริสต้ารังสรรค์เมนูพิเศษที่สื่อสารความเป็นฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และไทยได้อย่างน่าสนใจ และมีให้ชิมเฉพาะในบ้านเราเท่านั้น       เริ่มด้วยแก้วแรก Fox Latte หนักแน่นแต่นุ่มนวลด้วยกาแฟเบลนด์พิเศษจาก 3 แหล่งทั้งนิคารากัว ซัลวาดอร์ และกัวเตมาลา คั่วที่โรงคั่วคิทสึเนะเมืองโอกาย่าม่า แล้วหมักกับเปลือกของโกโก้จากเชียงใหม่ ด้านบนโรยเปลือกโกโก้อบแห้งเพิ่มลูกเล่น แล้วเพิ่มความสนุกด้วยการสั่ง Fox Shortbread คุกกี้รูปคุณหมาจิ้งจอกอบใหม่มากินคู่กัน Uji Fizz มัทฉะจากเมืองอูจิเกรดพรีเมี่ยมที่ใช้ในพิธีชงชา มีกลิ่นหอมและรสเปรี้ยวสดชื่นจากน้ำส้มยูซุ เมืองยานากาว่า และกลิ่นหอมอ่อนๆ จากลูกพีชญี่ปุ่น         และแก้วสุดท้าย La Fleur  สะท้อนความหรูหราแบบฝรั่งเศส ด้วยไซรัปที่ขึ้นชื้อเรื่องความหอมอย่าง Elder Flower เพิ่มความละมุนด้วยเฟรนช์วานิลลา และความสดชื่นจากส้มตกแต่งด้วยดอกไม้สีขาวและใบเลมอนไธม์     เก๋ไก๋สมการรอคอย

เชื่อว่าคนรักสมุด ดินสอ และยางลบน่าจะคุ้นหูกับชื่อ Grey Ray แบรนด์เครื่องเขียนสัญชาติไทยกันอย่างแน่นอน ไอเทมสุดฮิตของแบรนด์นี้คงไม่พ้นปลอกดินสอดีไซน์เก๋ที่พกพาสีสันอันเรียบง่าย อันมาจากไอเดียเพื่อให้เราใช้ดินสอกันได้นานขึ้น ไม่ต่างจากสมุดขนาดกะทัดรัดที่เราเห็นหน้าตาและสีสันก็แทบจะตกหลุมรักขึ้นในทันที ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็ได้สะท้อนผ่านการตกแต่งด้วยเครื่องเรือนสุดเนี้ยบเท่ห์ แต่แฝงความอบอุ่นในทุกอณู     หากจะบอกว่าที่นี่คือคาเฟ่เครื่องเขียนก็คงไม่ผิดนัก เพราะเราจะได้สัมผัสกับสินค้าของ Grey Ray กันอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ห้องข้างในยังมีสินค้าจากแบรนด์ไทยอื่นอีกหลากหลายแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋า ฟิกเกอร์ เรื่อยไปจนถึงสติ๊กเกอร์สุดน่ารัก ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อลงท้ายด้วยคำว่า “แอนด์ มอร์” ทั้งที ที่นี่ยังมีโซน Co-Working Space ที่เอาไว้ทำงานหรือจัดกิจกรรมพิเศษอีกด้วย       สำหรับเครื่องดื่มที่เสิร์ฟนั้นจะชูโรงกาแฟโคลด์บริวเป็นหลัก เพราะสามารถเสิร์ฟความอร่อยได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังไม่มีเสียงของเอสเพรซโซแมชชีนมากวนใจ โดยกาแฟที่เลือกใช้จะเป็นกาแฟซิงเกิลออริจินจากอินโดนีเซีย ลาว และไทย จนได้กาแฟกาแฟรสเข้มที่ซุกซ่อนความหอมของคาราเมล     เริ่มกันด้วย Miles Brew (220 บาท) เครื่องดื่มที่มีเบสเป็นกาแฟแต่เติมความหวานละมุนบางเบาของน้ำมะตูมอินฟิวส์สูตรโฮมเมดผสมเครื่องเทศอีกเล็กน้อย จนได้กาแฟรสเย็นๆ ที่ให้กลิ่นหอมขึ้นจมูก     ตามด้วย Signature Latte (120 บาท) กาแฟที่เสิร์ฟมาพร้อมนมสดรสหวานละมุนให้เราเติมตามความชอบ หรือจะลอง Black Cocao (80 บาท) โก้โก้สีเข้มที่พกพารสชาตินุ่มนวลมาผสมกับนมสดเติมรสหวานมัน         แต่ถ้ายังไม่จุใจก็ยังมี Forrest Gump (75 บาท) คุกกี้ถั่วสูตรฝรั่งเศสที่เน้นความเข้มข้นหนึบหนับจากแบรนด์ Phawan Patisserie ที่ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งเพลิน ร่วมด้วยไอศกรีมหลากรสที่เราขอบอกเลยว่าชื่นใจอย่างที่สุด  

สายฮอปกำลังตามหาสิ่งนี้อยู่รึเปล่า ร้านกาแฟดีมีสไตล์ที่มีสายลมและแสงแดด Kamamoko camp ตอบโจทย์คุณแน่นอน คอนเซ็ปต์แคมป์สไตล์ญี่ปุ่น ตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา บนโครงการ MF Riverfront Marina ย่านพระราม 3 เหมาะสำหรับคนชอบท้าแดดและสัมผัสสายลมอ่อนๆ  รักการถ่ายรูปเป็นที่สุด     นอกจากบรรยากาศร้านที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว กาแฟของที่นี่ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน มาในคอนเซ็ปต์ กาแฟดริปแบบ Slow bar เน้นเมล็ดกาแฟคั่วกลางพิเศษ โดยมีไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้เลยสำหรับคอกาแฟ คือ  Jack Daniel’s Coffee กาแฟวิสกี้ จากแบรนด์วิสกี้ชื่อดัง Jack Daniel’s ความหอมกรุ่นของเมล็ดกาแฟอาราบิก้า100% และรสชาติพร้อมกลิ่นอันโดดเด่นของแจ็คแดเนียล รับรองว่าจะทำให้คุณต้องหลงใหลไปกับเครื่องดื่มเมนูนี้แน่นอน     สำหรับสาวๆ ที่รักกาแฟและชอบความสดชื่นก็พลาดไม่ได้กับ Espresso & Orange ความเข้มข้นของกาแฟ Espresso ผสมผสานกับความหวานหอมของน้ำส้มแท้ ออกมาเป็นความกลมกล่อมเข้ากันได้อย่างลงตัว     หากใครไม่ใช่สายกาแฟ ที่นี่เขาก็มี ชาเขียวและมันม่วงม่วงลาเต้ พร้อมเสิร์ฟสำหรับสายหวาน กินคู่กับมันญี่ปุ่นหอมๆ ฟินไม่แพ้กันเลย         ส่งท้ายด้วยเมนูขนมของร้านที่มาแล้วอย่างไรก็ต้องลอง Okura Toast ขนมชื่อดังของญี่ปุ่น ที่ตัวขนมปังจะท็อปด้วยถั่วแดงและเนย กินแล้วได้รสชาตินวลๆ เข้ากันอย่างลงตัว     อีกเมนู คือ Breads Toast with Butter and Homemade Jam ขนมปังโทสต์กินกับแยมโฮมเมดแบบ Low sugar มีด้วยกันถึง 5 รสชาติ Banana​ Strawberry,  Mango​ &​ Passion Fruit, Strawberry,  Mixed Berry และ Apple​ &​ Kiwi บอกเลยว่ากินแล้วอาจจะอดใจไม่ไหวต้องซื้อกลับบ้านเลยทีเดียว  

แค่กด (ไม่กี่ครั้ง) ก็อร่อยได้ทันที! กับกาแฟ “สตาร์บัคส์” ฝีมือตัวเอง ให้เรากลายร่างเป็นบาริสต้าอัตโนมัติสร้างสรรค์กาแฟแก้วโปรดได้ตลอดเวลาที่ "Starbucks Cashless Vending Machine" เครื่องแรกใน AIS eSports Studio ชั้น 2 สามย่านมิตรทาวน์     ที่สำคัญคือราคายังย่อมเยา เฉลี่ยแค่แก้วละ 60 – 75 บาท เท่านั้น เล่นเอาอยากไปกดทุกวันเลยทีเดียว จะสะดวกและอร่อยขนาดไหน...ไปดูขั้นตอนง่ายๆ กันเลย!     Step.1 : กดน้ำแข็ง     Step.2 : เลือกเมนูที่ต้องการ     Step.3 : เพิ่มรสชาติไซรัปได้ตามชอบ     Step.4 : จ่ายเงินแสนสะดวกผ่าน QR Code หรือ Rabbit Line Pay     แค่นี้ก็เรียบร้อย! รอชิมความอร่อยฝีมือตัวเองกันได้เลย     ใครยังงงๆ มาดูขั้นตอนการกดเครื่องดื่มกันอีกที     ส่วนเมนูอร่อยมีตามนี้เลยจ้า!  

หลังจากนับวันรออย่างใจจดใจจ่อ ในที่สุดคนไทยเราก็ได้สัมผัสกับกาแฟรสนุ่มของ “% Arabica” (อะราบิก้า) แบรนด์กาแฟชื่อดังสัญชาติญี่ปุ่นที่มีต้นกำเนิดจากเกียวโตกับสาขาแรกในประเทศไทย (สาขาที่ 57 ของโลก) ที่ชั้น 1 ไอคอนสยาม     นอกจากจะเป็นสาขาแรกในประเทศไทยแล้ว ที่นี่ยังนับเป็นแฟล็กชิฟสโตร์ที่ได้รวบรวมความเป็น % Arabica ได้อย่างสมบูรณ์แบบ คุณเคนเน็ธ โชจิ (Kenneth Soji) เล่าว่าประเทศไทยมีวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ที่น่าหลงใหล ไม่ต่างกับทำเลตรงนี้ที่เหมือนเป็นจุดนัดพบของวัฒนธรรมเก่าและใหม่มาเจอกัน และเป็นแหล่งต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มีใจรักกาแฟจากทั่วโลก     จุดเด่นของสาขานี้ เริ่มตั้งแต่บรรยากาศที่พกพามุมมอง 360 องศาแบบที่ไม่มีสาขาแห่งไหนในโลกทำได้ โดยได้ทีมออกแบบที่ 10 ของโนมุระ โกเกอิชา (no.10 of Nomurakougeisha) บริษัทออกแบบชื่อดังมาออกแบบให้ ด้วยการดึงเอาเอกลักษณ์ของอาราบิก้าของไอคอนสยามมารวมกัน จนออกมาเป็นพื้นที่กว้างขวางสีขาวโดดเด่นสะดุดตา ก่อนจะเพิ่มความเนี้ยบหรูด้วยพื้นเรืองแสงวิบวับที่ทำให้เราได้เห็นทั้งข้างนอกและข้างในได้อย่างแจ่มชัด     เริ่มตั้งแต่โซนบาร์ที่มีทีมบาริสต้ากว่า 11 ชีวิตมารังสรรค์กาแฟแก้วโปรด โซนคั่วกาแฟที่ทำให้เรามั่นใจว่ากาแฟทุกแก้วพร้อมเสิร์ฟความสดใหม่ หรือใครที่อยากได้เมล็ดกาแฟคั่วไว้ติดบ้านก็สามารถเลือกซื้อเลือกสั่งแล้วรับกลับบ้านกันได้ เรื่อยไปถึงโซนขายของที่ระลึกที่แฟนคลับไม่ควรพลาดซื้อติดไม้ติดมือ     สำหรับใครที่ยังคิดไม่ออกว่าจะสั่งอะไรดีแล้วล่ะก็ เราก็ขอแนะนำ 3 เมนูเด็ดอย่าง Latte (ราคา 130 – 175 บาท) เมนูสุดเรียบง่ายแต่แสนประทับใจจากความหอมมันของนมที่ผสมผสานรสชาติความเข้มข้นของ % Arabica Blend กาแฟเบลนด์สูตรทางร้านที่ใช้กาแฟซิงเกิลออริจินจากเอธิโอเปียและบราซิลได้อย่างเหมาะเจาะ เอาเป็นว่าถ้าใครชอบกาแฟรสนุ่มนวลแล้วล่ะก็ ต้องตกหลุมรักกาแฟแก้วนี้อย่างไม่ต้องสงสัย     ตามด้วย Spanish Latte (150 – 180 บาท) เมนูยอดฮิตที่เพิ่มความโดดเด่นของลาเต้ด้วยความหอมหวานและครีมมี่ของนมหวานที่เพิ่มเข้ามา จนได้ความนุ่มนวลที่น่าลิ้มลอง ปิดท้ายด้วย Lemonade Still (150 บาท) เครื่องดื่มที่จะเติมความสดใสให้ทุกคนที่ตอนนี้ก็ฮิตไม่แพ้กัน ด้วยน้ำเลมอนเฮาส์เมดรสเปรี้ยวอมหวานผสมน้ำแร่ แต่ถ้าใครชอบแบบซาบซ่าแบบมีฟองก็สามารถสั่งแบบ Sparkling ได้ตามชอบ    

ขอยกให้ Pour Over Lab เป็นร้านกาแฟที่คูลและเก๋ที่สุดในย่านนี้ เพราะนี่คือคาเฟ่ที่นำเอากาแฟ วิทยาศาสตร์และจิตวิทยามารวมกันในบรรยากาศของห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร อีกทั้งทุกเมนูมาพร้อมน้ำสีฟ้าที่จะสร้างอารมณ์ผ่อนคลายให้กับทุกคน       ขณะที่ร้านกาแฟดริป หรือ Pour Over ส่วนใหญ่มักจะให้เราเลือกเมล็ดกาแฟจากแหล่งต่างๆ แต่ที่นี่กลับคิดต่างออกไปด้วยการสร้างสรรค์กาแฟในรสที่ทุกคนชอบแทน ด้วยความเชื่อว่ารสชาติทุกอย่างสามารถควบคุมได้โดยให้ลูกค้าสามารถบอกความต้องการและรสชาติที่ตัวเองชอบได้ จากนั้นบาริสตาก็จะทำหน้าที่เลือกเมล็ดกาแฟ พร้อมกับเลือกวิธีชงผ่านเครื่องดริปหน้าตาหลากหลาย ตัวเด่นคงต้องยกให้เครื่องดริป Gem Series ที่มีหน้าตาเหมือนเพชรมาสร้างความแปลกใหม่ หรือจะลองเครื่องดริปกาแฟไฟฟ้าที่สามารถควบคุมอุณหภูมิแบบชัดเป๊ะ จนได้กาแฟที่ “ตรงใจ” ทุกคนที่สุด           ถ้านึกไม่ออกเขาก็มีเมนูซิกเนเจอร์ให้เลือกอย่าง On The Rock กาแฟที่ให้อารมณ์เหมือนวิสกี้ทั้งหน้าตาและรสชาติ ซึ่งได้จากกาแฟสกัดเย็นด้วยเครื่อง One Dutch เครื่องแรกและเครื่องเดียวในไทย ขณะที่กาแฟก็โพรเซสด้วยการหมักในถังเหล้ารัม ทำให้ได้กลิ่นหอมๆ เฉพาะตัว     หรือจะลอง Sphere Moon เครื่องดื่มปั่นสุดสดชื่นที่ได้จากน้ำส้มยูซุปั่นเนียนๆ ราดด้วยกาแฟสกัดเย็น ผสมดื่มคู่กันก็เพิ่มความสดชื่นได้ถึงใจ     แต่ถ้าชอบความหวานมันต้องลอง Black & Brown ช็อกโกแลตเย็นแก้วยักษ์ที่รวมความเข้มข้นของ Black Cacao และ Brown Cacao ไว้ในแก้วเดียว แถมยังมาพร้อมบราวนี่ชิ้นเล็กๆ ไม่ลองเป็นไม่ได้    

เรียกว่าสิ้นสุดการรอคอยสำหรับคอกาแฟ เพราะ The Coffee Academics” ร้านกาแฟเลื่องชื่อจากเกาะฮ่องกงที่ได้รับรางวัลการันตีจากทั่วโลก แถมยังเป็นหนึ่งในร้านกาแฟที่ควรไปสักครั้งก่อนลาจากโลกนี้ไปซึ่งจัดอันดับโดย BuzzFeed ปี 2557 พร้อมมาเสิร์ฟกาแฟรสเลิศให้เราได้ชิมกันสบายๆ กับร้านสาขาแรกในไทยที่ตกแต่งสไตล์ทรอปิคอลในย่านหลังสวน       ความพิเศษของกาแฟที่นี่คือ การเลือกใช้เฉพาะเมล็ดกาแฟอาราบิกา 5 เปอร์เซ็นต์ ที่ดีที่สุดจากไร่กาแฟอิสระทั่วโลก ทั้งเปรู บราซิล เคนยา ปานามา โคลัมเบีย อินโดนีเซีย และเยเมน โดยทำการคั่วในพื้นที่และทดสอบด้วยวิธีการคัปปิงด้วยคะแนนที่สูงกว่า 85 คะแนน ซึ่งทำให้เชื่อมั่นถึงรสชาติและคุณภาพที่คอกาแฟจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน       สายกาแฟ Cold Brew เราแนะนำ JWF Blend กาแฟ Cold Brew ที่ใช้เมล็ดกาแฟพีเบอร์รีจากเคนยาที่หายาก ส่วนคนรักกาแฟนมต้องลอง 4 แก้วซิกเนเจอร์ ทั้ง Manuka ลาเต้ร้อนหอมน้ำผึ้งมานูกาจากประเทศนิวซีแลนด์ Okinawa คาปุชชิโนที่เพิ่มรสชาติด้วยน้ำตาลทรายแดงจากโอกินาวา Agave ลาเต้ที่เพิ่มความหวานจากน้ำตาลเม็กซิกัน มาพร้อมกลิ่นเครื่องเทศจากพริกไทยดำ และ Jawa ลาเต้มัคคิอาโตที่ใช้น้ำตาลโตนดหอมหวานจากอินโดนีเซีย แถมยังได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากใบเตย           ส่วนสายกินไม่ต้องกลัวหิว เพราะที่นี่เมนูอร่อยให้อิ่มท้องมากมาย ไม่ว่าจะเป็น S.S. Croissant โทสต์ครัวซองต์หอมเนย ท็อปด้วยแซลมอนรมควัน ไข่คน และต้นหอมจีน Crab & Avocado Salad สลัดเนื้อปู อะโวคาโดสไลซ์ โรยไข่ปลาสีดำ ราดเดรสซิงสูตรเด็ด และ White Clam Pizza พิซซาแป้งบางกรอบหน้าหอยลาย เบคอนรสควัน กระเทียม และพาร์สลีย์         รวมทั้งของหวานอย่าง Hong Kong Style Bubble Waffle วัฟเฟิลสไตล์ฮ่องกงกรอบนอกนุ่มในราดน้ำผึ้งหอมหวาน มาพร้อมกล้วยแครมบูเล สตรอว์เบอร์รีสด และวิปครีมที่กินเพลินสุดๆ  

Hario Cafe Bangkok คาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่นย่านโชคชัย 4 แห่งนี้เป็นสาขาที่ 3 ของโลก ซึ่งเกิดจากการร่วมมือระหว่างแบรนด์ Hario และบริษัท Aroma Thailand จนกลายมาเป็นจุดนัดพบของคอฟฟี่เลิฟเวอร์ที่สามารถนั่งจิบกาแฟสบายๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ในบรรยากาศสไตล์มินิมอล คลีนๆ ให้ความรู้สึกสงบแต่แฝงความอบอุ่นจากสวนญี่ปุ่นในสไตล์เซ็น     โครงอาคารเรือนกระจกใสสีขาวสะอาดตาในสไตล์ Loft เผยให้เห็นเคาน์เตอร์บาร์ขนาดใหญ่เด่นอยู่ภายในร้าน ซึ่งแบ่งสัดส่วนพื้นที่สำหรับบาริสต้าและพนักงาน รวมถึงให้ลูกค้าได้นั่งจิบกาแฟพูดคุยกันอย่างออกรส   ถัดไปด้านหลังมีมุมโต๊ะส่วนตัวสำหรับคนที่มาเป็นกลุ่มเพื่อน แต่หากอยากหามุมปั่นงานสงบๆ เดินขึ้นไปชั้น 2 คุณจะพบสิ่งที่ตามหา ใครอยากดื่มกาแฟคุณภาพดี มีเมล็ดกาแฟใหม่ๆ หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามฤดูกาลในราคาไม่แรง Hario Cafe Bangkok นี่แหละคือสถานที่โปรดแห่งใหม่ของคุณ       ขอประเดิมแก้วแรกด้วย Hot Drip ที่เลือกใช้เมล็ดกาแฟกัวเตมาลา (120 บาท) ระดับคั่วกลาง ดื่มง่ายแม้ไม่ใช่คอกาแฟก็ดื่มเพลิน จิบร้อนๆ จะได้รสชาติเปรี้ยวผสานรสเข้มนิดๆ เคล้ากลิ่นหอมๆ ละม้ายคล้ายส้มจี๊ด แต่หากทิ้งให้เย็นจะเพิ่มระดับความเปรี้ยวขึ้นเท่าตัว เสมือนคุณดื่มกาแฟใส่มะนาวอย่างไรอย่างนั้น  (แต่เราชอบนะ)     เพิ่มประสบการณ์การดื่มกาแฟอีกสักนิดด้วยการชงแบบ Syphon ที่คราวนี้เลือกใช้เมล็ดกาแฟคุณภาพสัญชาติปานามา (120 บาท) ที่ถึงแม้จะเป็นกาแฟระดับคั่วเข้มสุดแต่กลับมีรสขมที่อ่อนนุ่ม ละมุนไปด้วยกลิ่นหอมอบอวลของดอกไม้ ดื่มแล้วปลายลิ้นของคุณจะสัมผัสได้ถึงรสเปรี้ยวเล็กๆ สร้างประสบการณ์ที่แสนประทับใจ     ถัดไปเป็นเมนูซิกเนเจอร์ Coffee Royale (120 บาท) กาแฟคั่วมือที่สกัดจากแรงดันร้อนๆ เสิร์ฟพร้อมนาฬิกาทรายจับเวลา (3 นาทีแล้วกด) ราดลงบนมิลค์บอลหอมมัน ใต้ล่างนั้นเป็นพุดดิ้งช็อกโกแล็ต หอมกลิ่นซินนามอนจางๆ อลังการด้วยแผ่นทองคำเปลวหรูหราที่ตกแต่งมาด้านบน บอกเลยแก้วนี้ได้ทั้งรสเข้ม หอมมันและกลมกล่อม จิบสลับตักกินพร้อมพุดดิ้ง อร่อยฟินเข้าที     แต่หากใครที่ไม่ดื่มกาแฟเราแนะนำ Devil Choco (95 บาท) ช็อกโกแลตสุดเข้มข้นผสมผสานกับนมสูตรพิเศษจากทางร้าน เพิ่มรสหวานด้วยไซรัปนิดหน่อย ค่อยๆ จิบ ชื่นใจดี     Brown Sugar milk tea float (85 บาท) ชานมไข่มุกหวานละมุนจากบราวชูการ์ เพลิดเพลินไปกับไข่มุกเนื้อหนึบหนับ เคี้ยวกินกันแบบเพลินๆ สาวกชานมไข่มุกต้องมาโดน     เอาใจสายชาเขียวกันบ้างกับเมนู Hot Brew Tea (95 บาท) ชาเขียวกลิ่นมินต์คุณภาพดีจากประเทศศรีลังกา ผ่านกระบวนการสกัดเย็นกว่า 8 ชั่วโมง จนได้รสนุ่มเย็นๆ หอมกลิ่นมินต์ชัดเจน กินคู่กับ Matcha Mousse Cake (95 บาท) เค้กมัทฉะเนื้อฟู สลับชั้นกับถั่วแดงกวนหอมหวาน ตักกินพร้อมมูสชาเชียวรสเข้มที่อยู่ด้านบน รสชาติดีทีเดียว      

ถ้าพูดคำว่า “Tim Hortons” หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นหูเท่าที่ควร แต่ถ้าพูดว่าเป็นแบรนด์กาแฟสัญชาติแคนนาดา ที่มี 4,850 สาขาทั่วโลก น่าจะทำให้คนที่ไม่รู้จักได้ตาลุกวาวพร้อมอยากลิ้มลองรสชาติกาแฟแบรนด์ดังแบรนด์นี้แน่นอน     Tim Hortons ก่อตั้งเมื่อปี 1964 เสิร์ฟกาแฟอาราบิก้าแท้ 100% ในราคาย่อมเยา รวมถึงเมนูเครื่องดื่มหลากหลายเอาใจสาวกคอกาแฟ และคอเครื่องดื่มกว่า 30 เมนูพร้อมด้วยขนมอบสดใหม่ เช่น โดนัท มัฟฟิน ครัวซองต์ คุกกี้ และเมนูยอดนิยมอย่าง Timbits (ทิมบิทส์) โดนัทจิ๋วทรงกลมหน้าตาน่ากินที่มีให้เลือกกว่า 8 รสชาติเลยทีเดียว         โดยสาขาแรกในประเทศไทยที่ “Tim Hortons” ได้มาลงหลักปักฐานนั้นตั้งอยู่ที่ชั้น G สามย่านมิตรทาวน์ บนพื้นที่กว่า 352 ตาราเมตร และรองรับเหล่าคอกาแฟได้มากถึง 118 ที่นั่งเลยทีเดียว ภายในร้านได้จำลองการตกแต่งเหมือนที่สาขาในแคนนาดา ด้วยพื้นไม้ปาเก้สบายตา ตัดกับโลโก้สีแดงสด และกระจกใสรอบร้าน ทำให้รู้สึกโปร่งโล่งสบาย พร้อมนั่งจิบกาแฟ ทำงานได้ทั้งวัน       อันดับแรกก็คงต้องลอง Brewed Coffee กาแฟโคลบลูว์ ซิกเนเจอร์ของที่นี่กันก่อน ถึงแม้จะเป็นกาแฟสกัดเย็นแต่ราคาเริ่มต้นเพียง 75 บาท (12 oz) เท่านั้น กาแฟรสชาติเข้มข้นแต่ไม่หนักมากจนเกินไป รสชาติกลมกล่อม สามารถดื่มได้ทั้งวัน       อีกหนึ่งเมนูชื่อดังประจำสาขาแคนนาดาเลยก็ว่าได้ “Original Iced Capp”กาแฟปั่นรสชาติเข้มข้น ท็อปด้วยวิปปิ้งครีมหอมมัน แก้วนี้ใครที่ไม่ใช่คอกาแฟก็สามารถดื่มได้ไม่ยาก ถือเป็นเมนูชื่อดังของร้านที่ควรมาลอง       และมาถึงอีกหนึ่งไฮไลท์ของร้านที่ใครมาก็ต้องสั่งอย่าง “Timbits” โดนัททรงกลมลูกจิ๋วหน้าตาน่ากิน มีให้เลือกถึง 8 รสชาติ ได้แก่ Coffee Crumble Cake / Chocolate Truffle / Cookie & Cream / Chocolate Glazed / Strawberry Snow / Chocolate Snow / Birthday Cake และ Old-Fashioned Glazed แถมราคาน่ารัก 4 ชิ้น 35 บาท 10 ชิ้น 85 บาท และ 20 ชิ้น 160 บาท โดนัทชิ้นพอดีคำรสหวานตัดกับกาแฟเข้มข้นของ tim hortons ได้อย่างลงตัว         นอกจากนี้ที่ร้านยังมีเมนูอาหารเช้าอย่างแซนด์วิชเนื้อสไตล์มอนทรีออลแบบแคนาดาและขนมปังปิ้งชีส เสิร์ฟในช่วงเวลาอาหารเช้าตั้งแต่เวลา 7.00 – 11.00 น. อีกด้วย  

กระทรวงการคั่ว น้องใหม่ในเครือ Café by Chiangmai บริหารงานโดยปลัดกระทรวงหนุ่มที่ดูแลด้วยตัวเองทุกขั้นตอน คนรักกาแฟทั้งหลายจะได้รื่นรมย์ไปกับ Specialty Coffee ที่ปลัดตั้งใจคัดมาเป็นพิเศษและยังเลือกได้ว่าอยากจิบกาแฟแบบไหน ไม่ว่าจะเป็น Espresso Blend ที่มีเมล็ดกาแฟพันธุ์ดีทั้งในและต่างประเทศหมุนเวียนมาให้ได้ลิ้มลอง หรือ Filter ก็มีกาแฟ Original Single ให้เซอร์ไพรส์ได้ตลอดเหมือนกัน         สำหรับ Espresso Blend คุณปลัดจัดให้เลือก 4 ระดับ ได้แก่ รัฐมนตรีเบลนด์ กาแฟคั่วอ่อนสุด ได้กลิ่นหอมและรสเปรี้ยวของผลไม้ชัดเจน ปลัดเบลนด์ กาแฟคั่วอ่อน หอมหวานแบบน้ำผึ้ง แต่ซ่อนเปรี้ยวเล็กน้อยอย่างลงตัว ข้าราชการเบลนด์ กาแฟคั่วกลาง หอมแบบช็อกโกแลต เหมาะดื่มเย็นหรือผสมนมจะช่วยให้ละมุนลิ้นยิ่งขึ้น ใครต้องการความเข้มข้นแบบสุดขั้วต้องลอง ประชาชนเบลนด์ กลิ่นคั่วเข้มชัดเจน เหมาะดื่มเป็นเอสเปรสโซเย็น หรือผสมนมก็กลมกล่อมโดนใจ     หากต้องการประสบการณ์แปลกใหม่แนะนำชงด้วย Filter เริ่มจากเลือกเมล็ดกาแฟ Original Single คั่วกลางหรือคั่วอ่อนตามชอบแล้วสนุกกับอุปกรณ์ที่มีทั้งดริปด้วยกรวยกระดาษ, Aeropress, Syphon หรือ Clever Coffee Dripper ที่ให้กลิ่นหอมและรสชาติที่แตกต่างกัน     เมนูแนะนำ Iced Americano อเมริกาโนเย็นจากกาแฟเอธิโอเปียและไทยเชียงราย ฮันนี่ โปรเซสให้กลิ่นรสสดใสในโทนดอกไม้และผลไม้กลุ่มซิตรัส หากอยากจิบอุ่นๆ จะเปลี่ยนเป็น Hot Americano ก็ได้     Espresso on the Pink Rock เอสเปรสโซสกัดเย็น ราดบนน้ำแข็งทำจาก Acerola Cherry เชอร์รี่ที่มีวิตามินซีสูง น้ำแข็งจะค่อยๆ ละลาย โดยที่ Flavor หลักของกาแฟยังโดดเด่น ทำให้จิบได้เพลินๆ จนหมดแก้ว     Single Original Filter Coffee ดริปร้อนจากกาแฟเคนย่า โทนผลไม้จัดจ้าน เหมาะกับคอกาแฟที่ต้องการท่องไปในโลกแห่งสีสันสไตล์เคนย่า     Yellow Sky Cream Cheese เหมาะเป็นกาแฟแก้วที่ 2 ของวัน ดื่มแล้วกระปรี้กระเปร่าด้วยส่วนผสมของน้ำผึ้งมะนาว ตามด้วยไนโตรโครบรู ทอปด้วยครีมชีส รสเปรี้ยวเค็มหวานผสานกันได้อย่างลงตัว แนะนำให้จับคู่กับเลมอนทาร์ตสักชิ้นจะฟินมาก     หากอยากเปลี่ยนบรรยากาศจากกาแฟเป็นน้ำผลไม้ปั่นก็มีให้เลือกหลายเมนู แต่ที่อยากแนะนำคือ Mo-Now Lisa แตงโมผสมน้ำมะนาวปั่นจนเนื้อเนียน รสชาติเปรี้ยวหวานลงตัว     กระทรวงไหนก็คงไม่ชิลเท่ากระทรวงนี้!

เยาวราช แหล่งของอร่อยและคาเฟ่สุดชิคที่สาวก Café Hopping แวะเวียนมาดื่มด่ำบรรยากาศอยู่เสมอ  และครั้งนี้ถึงคิวของคาเฟ่น้องใหม่ “Chata Specialty Coffee” ที่ได้พื้นที่สวนด้านหน้าโรงแรม Baan๒๔๕๗ มาเป็นฐานตั้งมั่นหลักของร้าน       คำว่า “Chata” มาจากคำว่า “ชะตาลิขิต” จากความเชื่อว่าทุกอย่างเกิดขึ้นจากความบังเอิญ “Chata Specialty Coffee” จึงถือกำเนิดขึ้นจากโชคชะตาที่ลิขิตให้ได้มาพบกับกำแพงอิฐเก่า ก่อร่างสร้างโรงแรม Baan๒๔๕๗ จนมาถึงคาเฟ่อันเป็นดั่งโชคชะตาแห่งนี้ขึ้นมา       เมื่อก้าวเข้ามาภายในบริเวณโรงแรม เราจะพบกับเรือนกระจกด้านขวา ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน Chata โดยร้านเลือกตกแต่งในสไตล์ Contemporary Loft ที่ผสานความคลาสสิกของเฟอร์นิเจอร์ไม้เข้ากับผนังอิฐเก่าพร้อมด้วยเรือนกระจกโปร่งโล่งได้อย่างลงตัว อีกทั้งมีโซนนั่งให้เลือกหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นเคาน์เตอร์ริมหน้าต่าง โต๊ะ โซฟา หรือโต๊ะยาวขนาดใหญ่แบบ Long Table ให้บรรยากาศอบอุ่นเปรียบเสมือนนั่งจิบกาแฟอยู่กลางบ้าน ที่รายล้อมไปด้วยแมกไม้ และแสงแดดที่ลอดผ่านกระจก       ความโดดเด่นของที่นี่คือ เมล็ดพันธุ์กาแฟที่นำเข้าจาก 4 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย เอธิโอเปีย บราซิล และอินเดีย แล้วนำทั้ง 4 ชนิดมาเบลนด์ใหม่เพื่อให้ได้รสชาติในแบบของ Chata เริ่มที่เมนูแรก “Piccolo Latte” แก้วจิ๋วแต่แจ๋ว กาแฟบอดี้หนักแน่นผสมผสานกับนมสดนุ่มนวลได้อย่างลงตัว     สำหรับคนที่ไม่ชอบทานกาแฟ ทางร้านมีเมนูเพิ่มความสดชื่นอย่าง “Chata Secret Love” ลิ้นจี่โซดารสซาบซ่า ดับความร้อนของอากาศได้เป็นอย่างดี       นอกจากเครื่องดื่ม ทางร้านยังมีเมนูของคาวไว้คอยเสิร์ฟให้อิ่มท้องอย่าง “ข้าวไข่ข้นเนื้อน่องลาย” ข้าวสวยร้อนๆ ท็อปด้วยไข่ข้นไหลเยิ้ม ซอสแกงกะหรี่ และเนื้อน่องลายที่นุ่มจนละลายในปาก เสิร์ฟบนจานกระทะร้อนให้อาหารอุ่นได้นานขึ้น เป็นเมนูง่ายๆ ที่ Beef Lover ไม่ควรพลาด    

จากร้านกาแฟเล็กๆ เพียงไม่กี่ที่นั่งที่เคยอิงแอบอยู่ใน “ชามเริญสตูดิโอ” สตูดิโอย่านแพร่งสรรพศาสตร์ มาตอนนี้ Sati Handcraft Coffee ได้มีที่ทางเป็นของตัวเองใจกลางย่านฮิปอย่างอารีย์ และด้วยพื้นที่ที่กว้างขวางมากขึ้นนี้เอง ร้านกาแฟร้านนี้จึงมาพร้อมกาแฟและเครื่องดื่มหลากรสที่เข้าคู่กับอาหารจานเด็ดได้อย่างลงตัว       คุณเอฟ - วิทิต ชัยสัมฤทธิ์โชค เจ้าของร้านเล่าให้เราฟังว่าอยากให้ที่นี่เสมอเป็นจุดแวะพักสำหรับทุกคนให้มานั่งทำงานหรือแฮงก์เอาท์กันได้แบบนานๆ พลางลิ้มรสกาแฟดีๆ โดยมีให้เลือกทั้งแบบเอสเพรสโซ่จากกาแฟเฮาส์เบลนด์ของทางร้านที่ผสานรสชาติกาแฟไทยและกาแฟจากรวันดาเอาไว้ จนได้รสชาติเข้มข้นแบบช็อกโกแลตแฝงกลิ่นถั่วและรสเปรี้ยวน้อยๆ         ถ้าใครอยากลองกาแฟซิงเกิลออริจินก็สามารถสั่งกาแฟฟิลเตอร์ (Filter Coffee) ที่ให้เราสามารถเลือกวิธีชงกันได้ด้วย ซึ่งครั้งนี้เราได้ลองกาแฟดริปจากเอธิโอเปียเบลนด์กับกาแฟจากคองกาที่โดดเด่นด้วยรสชาติเปรี้ยวๆ พ่วงด้วยกลิ่นหอมๆ ชวนจิบจนหมดแก้ว แต่สำหรับคนรักกาแฟรสละมุนก็อย่าลืมลองกาแฟและชาโคลด์บริวที่มีหมุนเวียนรสชาติกันอย่างไม่ขาด       หากใครยังนึกไม่ออกเราก็ขอแนะนำ Ginger Dirty การแฟสูตรพิเศษที่นำน้ำขิงคั้นสดมาผสมเข้ากับนมอุ่นท็อปด้วยเอสเพรสโซ่ช็อตแล้วปิดท้ายด้วยครีมสดด้านบน ทำให้ได้กาแฟรสชาติแปลกใหม่เพราะรสชาติขิงและนมเข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ แถมยังมีบิสกิตเลมอนชิ้นเล็กๆ มาช่วยเติมเต็มรสชาติสดชื่น ในขณะที่อาหารก็เป็นสไตล์คอมฟอร์ตฟู้ดที่ร้อยเรียงรสชาติมาให้เข้ากันกับกาแฟ     เริ่มด้วย Mussels with White Wine Sauce หอยแมลงภู่ตัวโตอบในซอสไวน์ขาวกินคู่กับขนมปังบาแกตต์อบเนยและกระเทียมแผ่นบางกรอบ หรือจะอิ่มแบบหนักๆ กับ Egg Benedict with Smoked Salmon เมนูอาหารเช้ายอดฮิตที่มาพร้อมกับแชลมอนรมควันชิ้นหนานุ่มราดด้วยซอสฮอลันเดสรสเข้มข้นหอมมัน       ส่วนใครชอบอาหารจานเส้นก็ต้องลอง Spaghetti Aglio Bacon สปาเก็ตตี้ผัดในน้ำมันมะกอก กระเทียม พริกแห้ง และเบคอน ที่เราขอบอกว่าห้ามพลาดบีบมะนาวเพิ่มรสชาติลงไปอย่างเด็ดขาด  

ใครกำลังมองหามุมสงบหลบความวุ่นวายจากภายนอก ลองแวะมาที่คาเฟ่สไตล์อินดัสเตรียลวินเทจที่จำลองโรงจอดเครื่องบินเก่าให้เป็นร้านนั่งชิลและถ่ายรูปเล่น ท่ามกลางเฟอร์นิเจอร์สไตล์วินเทจที่หาชมได้ยาก รับรองว่าหายเบื่อเป็นปลิดทิ้งทั้งยังได้เพลิดเพลินไปกับกาแฟเกรดพรีเมียมที่ทางร้านรวบรวมมาจากหลายแหล่ง อาทิ ดอยช้าง อินโดนีเซีย และบราซิล หากอยากรู้ความแตกต่างที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของกาแฟแต่ละชนิด บาริสตาใจดียินดีให้ข้อมูล!         เริ่มต้นเนิบๆ ชิลๆ ได้ฟีลลิ่งไปอีกแบบกับเมนู Café Latte กาแฟร้อนท็อปฟองนม จิบอุ่นๆ ละมุนลิ้น     วันไหนอุณหภูมิทะลุองศาเดือด เลือกคลายร้อนด้วย Mocha Mint กาแฟผสมมินต์เข้มข้นหอมสดชื่น ช่วยดับความร้อนรุ่มเปลี่ยนเป็นความชุ่มฉ่ำได้ในทันที     ส่วนใครไม่ดื่มกาแฟก็มีทางเลือก Real Matcha ชาเขียวญี่ปุ่นคุณภาพดี ชงสดใหม่แก้วต่อแก้วเพื่อรสสัมผัสเข้มข้นแบบต้นตำรับ เลือกดื่มแบบร้อนก็ได้อารมณ์ญี่ปุ่นแท้ๆ หรือดื่มแบบเย็นก็สดชื่นคลายร้อนสไตล์ไทย นั่งเพลินๆ แล้วปิ๊งเฟอร์นิเจอร์ในร้านอยากได้เป็นของสะสมชิ้นใหม่ ลองสอบถามราคาไม่แน่ว่าอาจได้ของถูกใจในราคาย่อมเยาก็ได้นะ    

Pressed Café แหล่งรวมตัวของคนที่หลงใหลในกลิ่นและรสชาติของกาแฟพันธุ์ดีที่เดินทางมาจากแหล่งปลูกคุณภาพจากทั่วโลก หลายคนมาครั้งแรกแล้วติดใจกลายเป็นลูกขาค้าประจำแถมยึดทำเลดีหน้า Coffee Bar ที่ออกแบบเปิดโล่งเพื่อให้ลูกค้าได้นั่งชมทุกขั้นตอนการชงกาแฟได้อย่างใกล้ชิด แล้วมิตรภาพดีๆ ของคนรักในสิ่งเดียวกันก็ได้เริ่มต้นและงอกงามจากตรงจุดนี้       แนะนำเมนูห้ามพลาด Aero Press กาแฟแรงดันสูงเมนูสุดครีเอตสกัดด้วยเมล็ดซิงเกิลออริจินได้รสชาติที่หนักแน่น ถูกใจคอกาแฟสายเข้ม     ต่อด้วย Camouflage เมนูสำหรับคนรักพี่เสียดายน้อง ใจหนึ่งก็อยากสั่งชาเขียว แต่ช็อกโกแลตก็โดนใจเหลือเกิน ลังเลแบบนี้ทางร้านเลยจัดให้แบบทูอินวัน ด้วยสัดส่วนที่ลงตัวช่วยส่งให้เครื่องดื่มแก้วนี้หอมหวานได้อย่างน่าทึ่งทีเดียว     สำหรับวันอากาศดีต้องสั่งแก้วนี้มาโดน Summer Garden ไซรัปดอกเอลเดอร์ผสมโซดาให้ความสดชื่น ด้านบนท็อปด้วยเลมอนและดอกแพนซี่ สมชื่อซัมเมอร์การ์เด้น!  

ใครกำลังเหนื่อยหน่ายกับการงานอันเคร่งเครียดอยู่ล่ะก็ ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาชาร์จพลังสักนิดที่ Gloria Jean’s Coffees สาขาสาทร-นราธิวาส ร้านกาแฟสัญชาติออสเตรเลียที่ไม่ได้เป็นแค่ร้านกาแฟเท่านั้น แต่ยังเป็นโชว์รูมขนาดย่อมที่รวบรวมเมล็ดกาแฟจากหลายประเทศทั่วโลกเอาไว้ รวมถึงมีเครื่องชงกาแฟหลายแบบ ตั้งแต่เฟรนช์เพรสไปจนถึงไซฟอนเลยทีเดียว         แม้ Gloria Jean’s Coffees จะมีให้เราได้เช็คอินหลายสาขา แต่สิ่งที่ทำให้สาขานี้แตกต่างออกไปคือความโปร่งโล่ง นั่งสบาย และเป็นส่วนตัวมากๆ เหมาะกับการหอบหิ้วโน้ตบุ้กมานั่งทำงาน (โซฟานุ่มเหลือเกิน) รวมถึงทีมบาริสต้าที่มีความรู้เรื่องกาแฟอย่างครอบคลุม       มาถึงแล้วลองเทสต์กลิ่นของเมล็ดกาแฟที่หน้าเคาน์เตอร์สักหน่อย วันนี้เราได้ลอง French Breakfast Blend, French Vanilla ,Papua New Guinea Organic และ Chocolate Macadamia และตกลงปลงใจเลือก Chocolate Macadamia มาชงแบบไซฟอน กลิ่นหอมหวาน ดื่มง่าย รสชาติสมดุล และมีรสขมปลาย เหมาะกับคนที่อยากจิบกาแฟดำที่ไม่หนักจนเกินไปนัก แล้วสั่ง GJC’s Signature Cheesecake ชีสเค้กเนื้อแน่น รสละมุนมากินคู่กัน เก๋ตรงที่เบิร์นน้ำตาลที่โรยด้านบนให้เป็นสีน้ำตาลสวยก่อนเสิร์ฟ ช่วยเพิ่มกลิ่นหอมและความกรุบกรอบเบาๆ       ส่วนใครชอบกาแฟเย็น แนะนำ Iced Coffee Yuzu Soda แก้วนี้ช่วยเรียกความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า เพราะมีทั้งความขม รสเปรี้ยวซ่า และกลิ่นหอมๆ ของยูซุ และสำหรับสายหวาน ลองสั่ง Voltage เมนูซิกเนเจอร์ที่นำกลิ่นหอมละมุนของวานิลลา ความมันจากนมสด และรสขมเล็กๆ จาก Espresso Bean มาปั่นรวมกันจนเนื้อเนียน ก่อนกินเทเอสเพรซโซ่ช็อตลงไปด้านบนให้ไหลลงมาเหมือนลาวา หรือจะลอง Affogato ไอศกรีมวานิลลาหอมหวานตัดกับกาแฟเอสเพรสโซเข้มข้นก็ดีงาม         ชาว Coffee Lover อย่าพลาดเชียว

ใครจะคิดว่าย่านเก่าแก่อย่างเฟื่องนครจะมีร้านคาเฟ่สุดเก๋ซ่อนตัวอยู่ “Simiaokafei” (ซื่อเมี่ยวคาเฟย) แปลว่ากาแฟข้างวัด ดูเหมือนว่าชื่อและสถานที่จะมีความสอดคล้องกันไม่ใช่น้อย ก็แหมม ร้านนี้อยู่ห่างจากวัดราชบพิธเพียงแค่ข้ามถนนมาเท่านั้น       เมื่อก้าวเข้ามาบรรยากาศภายในร้านตกแต่งด้วยสไตล์จีนโมเดิร์นแต่ยังแฝงกลิ่นอายของชิโนโปรตุกีส เพราะตัวร้านเป็นตึกเก่าแก่อายุมากกว่า 150 ปี นอกจากนี้เจ้าของยังเพิ่มความเก๋ด้วยการทุบกำแพงบางส่วนเพื่อเผยให้เห็นเนื้ออิฐด้านใน แถมยังพ่นรูปผู้หญิงใส่ชุดจีนบนผนังเพื่อเพิ่มลูกเล่นให้กับร้านอีกด้วย       นอกจากบรรยากาศร้านและการตกแต่งจะเป็นสไตล์จีน เมนูของที่นี่ก็มีกลิ่นอายของจีนด้วยเช่นกัน เริ่มจากซิกเนเจอร์อย่างก๊กเฟย น้ำเก๊กฮวยเย็นๆ แถมยังมีกลิ่นหอมอ่อนจากขนุน เพิ่มความน่ารักที่ขอบแก้วด้วยสับปะรดอบแห้งที่เจ้าของร้านทำขึ้นมาเอง แต่สำหรับคอกาแฟต้องจัดไปเลยกับเมนูพิโคโล ลาเต้ ได้เมล็ดกาแฟที่มีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ส่งตรงจากโรงคั่วที่ชนะเลิศการประกวดของประเทศเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมี ช็อกโกแลตเย็นสูตรเข้มข้น เพราะเป็นช็อกโกแลตนำเข้าจากฝรั่งเศส แถมยังได้บาริสต้าฝีมือดีมาชงอีก งานนี้ใครที่เป็นสาวกช็อกโกแลตต้องถูกใจแน่นอน         แต่หากใครอยากหาอะไรรองท้องเบาๆ ก็ขอแนะนำปังจีบ ขนมปังขาวกรอบๆ ที่ห่อไส้ด้วยไวท์ซอสแฮม รสชาติเข้มข้น ไม่ว่าจะกินคู่กับเครื่องดื่มไหนก็ดูเหมือนจะเข้ากันได้ดี นอกจากนี้ทางร้านยังมีเมนูลับในแต่ละเดือนสลับหมุนเวียนกันมาให้เราได้ลิ้มลองกัน สามารถติดตามได้จากทางเพจเฟสบุ๊คหรือเข้ามาสอบถามที่ร้านก็ได้  

ใครเป็นแฟน Amber Coffee Brewery ร้านกาแฟชื่อดังจากฮ่องกงซึ่งปลุกปั้นโดย Dawn Chan เจ้าของร้านผู้เป็นแชมป์บาริสต้าฮ่องกง 2 สมัย แถมยังไปคว้าอันดับ 4 จากการแข่งขัน World Barista Championship มาครองไม่ต้องไปรอคิวอันยาวเหยียดที่ฮ่องกงอีกต่อไป เพราะแอมเบอร์มาเปิดสาขาแรกในไทยให้ไปละเลียดรสชาติของกาแฟ Specialty Coffee ระดับพรีเมียมกันสบายๆ ในชื่อ “høst x AMBER” ซึ่งเป็น Collaboration Project ร้านแรกของ Zen@Central world         ก่อนเลือกกาแฟรสเลิศมาเป็นแก้วแรกของวัน เราอยากให้ลองหามุมสวยๆ ในร้านนั่งให้สบายใจสักนิด โดยเฉพาะมุมโต๊ะเก๋ๆ ข้างผนังกระจก ที่มีแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าทอดเข้ามายิ่งช่วยให้อารมณ์ดีมากขึ้นไปอีก       สำหรับกาแฟแก้วแรกที่เราไม่ขอพลาดแน่นอนต้อเงป็น Amber เมนูซิกเนเจอร์ดีกรีแชมป์ที่คุณ Dawn หยิบ Gesha หนึ่งในเมล็ดกาแฟราคาสูงระดับโลกมาใช้เป็นเบสเอสเปรสโซ ผสมน้ำสับปะรดหมักกับดอกฮ็อบส์ เพิ่มกลิ่นอโรมาด้วยควันจากชาเอิร์ลเกรย์ เป็นเมนูที่ซับซ้อนแต่หอมและสดชื่นสุดๆ ต่อด้วย Strawberry Soda เมนูกาแฟสุดเก๋ที่มีชื่อน่าแปลกใจ เพราะนี่คือเอสเปรสโซอินฟิวส์กับ Palm Sugar เพิ่มความซ่าด้วยโซดา จิบแล้วเหมือนกำลังดื่มสตรอว์เบอร์รีโซดาหวานเปรี้ยวเย็นสดชื่น       ส่วนสายกาแฟนม เราแนะนำ Hot Latte เมนูยอดนิยมใช้เมล็ดกาแฟบราซิล 70 เปอร์เซ็นต์ และอินโดนีเซีย 30 เปอร์เซ็นต์ ผสมผสานจนได้กาแฟเฮาส์เบลนด์รสชาตินุ่มละมุน หากรู้สึกว่าท้องจะว่างเกินไป ลองสั่ง Dark Chocolate Brownie บราวนีดาร์กช็อกโกแลตเข้มข้น เนื้อแน่นหนึบ ราดช็อกโกแลตหอมหวานอีกสักชิ้นเป็นอันอิ่มกำลังดี    

ใครที่กำลังจะไปเที่ยวโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น อย่าพลาดจุดเช็คอินใหม่ล่าสุด! Starbucks Reserve® Roastery Tokyo ตั้งอยู่ใจกลางย่านสร้างสรรค์สุดฮิป “นากะเมะกุโระ” (Nakameguro) สตาร์บัคส์ โรสเตอรี่ โตเกียว แห่งนี้นับเป็นสตาร์บัคส์ โรสเตอรี่ลำดับที่ห้าของโลก เปิดให้บริการเมื่อ28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ครอบคลุมพื้นที่อาคารทั้งสี่ชั้นที่ตั้งโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเหล่าต้นซากุระที่เรียงรายริมแม่น้ำเมะกุโระพร้อมให้บริการลูกค้าด้วยกาแฟและชาคุณภาพกว่า 100 รายการ       The Tokyo Roastery ได้รับการออกแบบร่วมกับสถาปนิกชาวญี่ปุ่นชื่อดัง Kengo Kuma เป็นสตาร์บัคส์แห่งเดียวที่ใช้โทนสีของไม้เนื้ออ่อนซึ่งได้จากการปลูกป่าแบบยั่งยืนในญี่ปุ่นโดยมีปรัชญาในการออกแบบคือการเชื่อมต่อ เชื่อมพื้นที่ภายในและภายนอกแบบไร้รอยต่อ ผสมผสานการออกแบบดั้งเดิมและสมัยใหม่เข้าด้วยกันเพื่อมอบประสบการณ์ที่จะสร้างแรงบันดาลใจตลอดทั้งสี่ชั้น     เมื่อก้าวเข้ามาเราจะได้พบกับถังคั่วกาแฟใหญ่ที่สุดในบรรดา Roastery ของสตาร์บัคส์ มีความสูงตลอดสี่ชั้นของอาคารเลยทีเดียว ถังคั่วทองแดงนี้สร้างขึ้นด้วยเทคนิคการตีทองแดงของญี่ปุ่นที่เรียกว่า Tsubame-Tsuiki ประดับด้วยดอกซากุระทองแดงแฮนด์เมดตั้งแต่ฐานที่ชั้นล่างก่อนจะค่อยๆ กระจายตัวขึ้นสู่ด้านบนสื่อถึงซากุระริมคลองเมะกุโระที่สร้างชื่อให้กับย่านนี้ อย่าลืมเงยหน้ามองเพดานซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะการพับกระดาษ “โอริกามิ” ด้วยล่ะ [readmore]       ณ ที่แห่งนี้ ผู้ที่หลงใหลกาแฟจะได้ทำความรู้จักกาแฟตั้งแต่เมล็ดไปจนถึงกาแฟในถ้วยเสิร์ฟ เริ่มที่ชั้นแรกเป็นโอเพ่นฟลอร์ดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาพบกับศิลปะการคั่ว การต้ม และการสร้างสรรค์กาแฟเราจะได้ลิ้มรสกาแฟแปลกใหม่อาทิ Barrel-Aged Cold Brew หรือ The Melrose Tokyo เลือกจับคู่กับของว่างแบบอิตาเลียนแท้จากร้านเบเกอรี่ Princi แห่งแรกในญี่ปุ่นอบสดใหม่ตลอดวันอย่าพลาดชิม Mini Panettone รสชาติพิเศษสำหรับญี่ปุ่น “รสเลมอน” ที่ได้แรงบันดาลใจจากอิตาลี และ “รสซากุระ” ที่ได้แรงบันดาลใจจากญี่ปุ่น รวมทั้งเมนูอื่นๆ อย่าง พิซซา คอร์เน็ต โฟคาเซีย ฯลฯ       นอกจากนี้ยังมีมุมสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟที่สตาร์บัคส์ร่วมออกแบบกับศิลปินและนักออกแบบชาวญี่ปุ่น อาทิ ขนมญี่ปุ่นที่มีอายุกว่า 100 ปี ชุดภาชนะที่ออกแบบโดย Kengo Kuma เค้กเซ็ทของ Tokyo Roastery ที่ร่วมกับแบรนด์เค้กคัสเทลลาที่ก่อตั้งในปี 1624 เป็นต้น     จากนั้นขึ้นบันไดโปร่งสู่ชั้นสองซึ่งจะพาเข้าสู่โลกของชาญี่ปุ่นกับ Teavana Bar ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เราจะได้ลิ้มรสชาสูตรพิเศษอย่าง Pop'n Tea Sakura Jasmine ชาจัสมินประดับด้วยหวานเย็นรสไฮบิสคัสและเชอร์รี หรือ Golden Sky Black Tea Latte ที่มีส่วนผสมของผงขมิ้น ทอปด้วยสายไหมขมิ้นสีทอง     Pop'n Tea Sakura Jasmine Golden Sky Black Tea Latte เมื่อขึ้นมาถึงชั้นสามก็จะได้พบกับค็อกเทลบาร์แห่งแรกของสตาร์บัคส์ในญี่ปุ่น Arriviamo ™ ที่ซึ่งเราจะได้ลิ้มรสเครื่องดื่มค็อกเทลจากกาแฟและชา เฉพาะที่ Tokyo Roastery แห่งนี้เท่านั้น อาทิ Nakameguro Espresso Martini ที่ทำจากเหล้าเกาลัด Crème de Cacao และเอสเปรสโซ่ เสิร์ฟคู่กับช็อกโกแลตจากแบรนด์ของนากาเมะกุโระ หรือ Tokyo Pour Over กาแฟฟิลเตอร์หยดลงมาบนค็อกเทลวิสกี้ เสิร์ฟมาใน Tokkuri หรือภาชนะเสิร์ฟสาเกของญี่ปุ่น และถ้วย Oshoko 2 ใบ นอกจากนี้ยังมีเครืองดื่มอื่นๆ อย่างค็อกเทลคลาสสิค ไวน์ และเบียร์ให้บริการด้วย     Cascara Lemon Sour Nakameguro Way Spring Shower Nakameguro Expresso Martini Tokyo Pour Over ส่วนชั้นสี่เป็นที่ตั้งของเลาจน์ AMU Inspiration Lounge พื้นที่เฉพาะสำหรับการรวมตัวกันที่จัดขึ้นตามแนวคิดของ “AMU” ซึ่งแปลว่า “ถักทอเข้าด้วยกัน” ซึ่งมีรากฐานมาจากการเชื่อมโยงมนุษย์และความสนใจเข้าด้วยกัน นับเป็นครั้งแรกของสตาร์บัคส์ที่จัดให้มีแพลตฟอร์มสำหรับผู้ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมและนักคิดสร้างสรรค์จากทั่วญี่ปุ่น โดยอีเวนท์แรกในเดือนเมษายนเป็นการเฉลิมฉลองบทบาทของผู้นำสตรีในญี่ปุ่น นอกจากนี้ The Tokyo Roastery ยังได้รับการวางแผนให้เป็นที่ตั้งของสมาคมกาแฟพิเศษ หรือ Specialty Coffee Association (SCA) ที่ได้รับการรับรองเป็นครั้งแรกของสตาร์บัคเพื่อฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟในอนาคตด้วย     ปัจจุบัน Starbucks Japan มีสาขา 1,400 แห่งใน 47 จังหวัดทั่วญี่ปุ่น มีบุคลากรในชุดผ้ากันเปื้อนเขียวกว่า 37,000 คน โดย 250 คนประจำที่สาขา The Tokyo Roastery แห่งนี้ ที่พร้อมจะต่อยอดศิลปะและนวัตกรรมกาแฟผ่านกาแฟคั่วสดใหม่ที่ส่งตรงจากทุกมุมโลกสู่โตเกียวในทุกวัน และสร้างสรรค์เป็นเบลนด์ใหม่ เริ่มต้นด้วยเบลนด์ “Tokyo Roast” ที่ผลิตขึ้นในโรสเตอรี่แห่งนี้ ซึ่งจะวางจำหน่ายเฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น โดยวางจำหน่ายพร้อมกันทุกสาขาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 มาชมภาพบรรยากาศเปิดร้านวันแรกกันเถอะ   ภาพประกอบโดย Starbucks.com       [/readmore]