สำหรับสาวกอาหารจีนตัวยง เราเชื่อว่า "เชฟกั๊ม – เชง กัม ซิง" เชฟใหญ่แห่ง ‘The Silk Road” ห้องอาหารจีนเลื่องชื่อของโรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล  คงเป็นหนึ่งในเชฟอาหารจีนในดวงใจอย่างแน่นอน ด้วยเพราะฝีมือทำอาหารที่หาตัวจับยากและความใส่ใจในทุกรายละเอียดทั้งกับอาหารทุกจานและความต้องการของคนกิน         หลังจากรีโนเวทห้องอาหารใหม่ในแนวอาร์ตเดโคที่ดูโอ่อ่าสวยงาม เชฟกั๊มจึงขอนำเสนอเมนูใหม่สุดสร้างสรรค์ ซึ่งยังคงเป็นอาหารจีนกวางตุ้งคลาสสิก แต่เสิร์ฟแบบร่วมสมัยเก่ไก๋ เรียกว่าสวยทั้งรูปจูบก็หอม (อร่อย) ไม่ว่าจะเป็นซุปกังป๋วยตุ๋นเต้าหู้ดอกไม้ ซุปใสใส่เห็ดและเต้าหู้ขาวที่แกะเป็นรูปดอกไม้พลิ้วไหวสวยงาม และกุ้งนครปฐมราดซอสส้มจีนในฝาครอบช็อกโกแลต กุ้งขาวใหญ่ชุบแป้งทอดครอบด้วยโดมทำจากไวต์ช็อกโกแลตที่ราดซอสส้มซันคิสต์เพื่อให้ละลายผสมรสชาติเปรี้ยวหวานลงตัว         ส่วนสายเนื้อห้ามพลาดเนื้อวากิวญี่ปุ่นเจี๋ยนซอสเอ็กซ์โอ เนื้อคุณภาพเยี่ยมจากญี่ปุ่น นุ่มนวลผัดซอสสูตรเด็ด แต่ถ้าไม่ชอบเนื้อลองสั่งซี่โครงหมูอ่อนนครปฐมอบซอสข้าวเหนียวแดง ที่ใช้ซี่โครงหมูติดกระดูกอ่อนชิ้นโตที่ไม่ต้องกลัวเหนียวกินยาก เพราะเชฟต้มกับซอสสูตรลับนานกว่า 4 ชั่วโมงจนเปื่อยนุ่มแทบละลายในปาก ถ้ายังไม่อิ่มจุใจ ลองสั่งเป็ดย่างไม้หอม ซึ่งมีทีเด็ดอยู่ที่การรมเนื้อเป็ดย่างด้วยควันไม้หอมก่อนเสิร์ฟ เมื่อเปิดฝาครอบออกมาจะหอมชวนกินสุดๆ         แล้วอย่าลืมตบท้ายด้วยของหวาน พุดดิ้งมะม่วงน้ำดอกไม้ มาพร้อมเนื้อมะม่วงและสตรอว์เบอร์รีสด รวมทั้งแพนเค้กทุเรียน ไส้เนียนนุ่มที่บอกได้คำเดียวว่า แม้จะอิ่มแค่ไหน...เราก็ไม่หวั่น!    

ไม่เพียงแค่วิวทิวทัศน์บนชั้น 59 ที่สามารถมองเห็นความสวยงามของเมืองหลวงที่แสนคึกคักอย่างกรุงเทพฯ ท่ามกลางบรรยากาศและการตกแต่งในแบบไชนีสโมเดิร์นเรียบหรู รวมทั้งบุฟเฟต์ติ่มซำมื้อกลางวันอันเลื่องลือจะดึงดูดใจคนรักอาหารจีนเท่านั้น แต่ “Bai Yun” ห้องอาหารจีนระดับคุณภาพของ โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ ยังพร้อมต้อนรับเราด้วยบรรดาเมนูอะลาคาร์ตสไตล์จีนกวางตุ้งที่อร่อยโดดเด่นอีกด้วย         โดยทุกเมนูของที่นี่รังสรรค์โดย “เชฟเหวิน เว่ย สง” เชฟใหญ่ชาวจีนกวางตุ้งคนใหม่ที่พกพาฝีมือและประสบการณ์อันยาวนานมาถ่ายทอดเป็นอาหารจีนที่ทั้งอร่อย สวยงาม และสร้างสรรค์ ก่อนจะเริ่มต้นกับจานหลัก อย่าลืมอุ่นท้องกันก่อนกับ Essence Black Chicken in Coconut ซุปไก่ดำในลูกมะพร้าวที่ใช้ไก่ดำตุ๋นสมุนไพรจีนจนนุ่ม พร้อมทั้งใส่เนื้อมะพร้าวทึนทึกเพิ่มความหอม     ต่อด้วย Stirred Fried Black Cod with Eggs ปลาหิมะหั่นชิ้นเล็กผัดกับไข่ไก่สองสี ทั้งไข่แดงและไข่ขาว รสกลมกล่อมหอมมันกินเพลิน Tiger Prawn with Orange Sauce กุ้งลายเสือตัวโดเนื้อเด้งผัดซอสเหล้าแดงสูตรเฉพาะของเชฟ และ Stirred Fried Wakyu Beef with Pepper Garlic Sauce เนื้อวากิวจากออสเตรเลียผัดซอสพริกไทยดำเข้มข้น         ถ้ายังไม่อิ่ม สาย (กิน) หนักลองสั่ง Fried Rice with Abalone Chef Wen Style ข้าวไรซ์เบอร์รีราดหน้าเป๋าฮื้อที่เชฟต้มซอสเป๋าฮื้อนานกว่า 7 ชั่วโมง ส่วนสาย (กิน) เบา เราแนะนำ Boiled Sesame in Pumpkin Sauce บัวลอยไส้งาในน้ำฟักทองญี่ปุ่นหอมหวานนุ่มนวลที่ช่วยปิดท้ายมื้อนี้แบบสมบูรณ์    

ครองใจมาอย่างยาวนาน สำหรับภัตตาคารจีนสไตล์ฮ่องกง Ah Yat Abalone Forum Restaurant บนชั้น 2 ของ Ramada Plaza by Wyndham Bangkok Menam Riverside หรือโรงแรมแม่น้ำที่แค่ก้าวพ้นประตูร้านก็ชวนให้นึกถึงร้านอาหารในฮ่องกงหรือมาเก๊าที่เก้าอี้ไม่เคยว่าง ช่วงกลางวันที่นี่จะเสิร์ฟติ่มซำเป็นหลัก ส่วนมื้อค่ำเป็นแบบอะลาคาร์ต ฝีมือเชฟใหญ่ชาวฮ่องกง       เสน่ห์ของที่นี่คงต้องยกให้ความครึกครื้นเป็นกันเองและซีฟู้ดสดใหม่ที่รอให้เรามาลิ้มลองดูสักครั้ง (ล่าสุดคว้ารางวัลประเภท The Plate จากมิชลินไกด์ 2020 ประเทศไทย มากอดแล้วเรียบร้อย) ส่วนใครชอบความเป็นส่วนตัว ที่นี่มีห้องไพรเวทไว้รองรับหลายห้องด้วยกัน มาถึงแล้วรองท้องกันก่อนด้วยซาลาเปาไส้หมูแดงอบ แป้งข้างนอกกรอบ กัดไปเจอหมูแดงรสหวานๆ เค็มๆ ลงตัว ต่อด้วยก๋วยเตี๋ยวหลอดกุ้งที่นอกจากเนื้อกุ้งจะเด้งแล้ว ยังเข้ากับกุยช่ายขาวด้านในอีกด้วย     ถึงเวลาของจานหลักกันบ้าง เริ่มด้วยปลาหิมะซอสสลัด เชฟเลือกปลาชิ้นใหญ่ หมักด้วยซอสสูตรพิเศษแล้วนำไปทอดอย่างเซียน เพราะเนื้อปลาด้านในยังคงความชุ่มฉ่ำไว้ กินคู่สลัดผลไม้หวานๆ เข้ากันมาก ปอเปี๊ยะกุ้งยัดไส้ฟัวกราส์ อัดแน่นด้วยกุ้งบดและฟัวกราส์จากฝรั่งเศส รสชาตินุ่มนวล ส่วนด้านนอกห่อด้วยเส้นหมี่ทำเองทอดกรอบจนเป็นสีทองสวย กินคู่น้ำจิ้มบ๊วยหรือมายองเนสก็อร่อยไปอีกแบบ       แน่นอนว่ามาถึงที่นี่ ต้องลองสุดยอดเมนู เป๋าฮื้อ-ขาห่าน-เห็ดหอม ที่ร้านมีทั้งเป๋าฮื้อจากแอฟริกา เม็กซิโก และออสเตรเลีย จานนี้เชฟใช้เป๋าฮื้อแอฟริกาซึ่งมีกลิ่นหอมเฉพาะ เนื้อสัมผัสเหนียวกว่าเป๋าฮื้อจากเม็กซิโกซึ่งจะเด่นที่ความกรอบ (ส่วนเป๋าฮื้อจากออสเตรเลียจะนิ่ม เคี้ยวง่ายเหมาะกับผู้สูงอายุเป็นพิเศษ) นำไปตุ๋นก่อนแล้วราดด้วยซอสเป๋าฮื้อสูตรลับอีกรอบ     ดีงามสมกับเป็นร้านอาหารจีนในตำนานเลยล่ะ

ถ้าเอ่ยถึงร้านอาหารจีนในโรงแรมดังต้องมีชื่อของ “เหม่ยเจียง” รวมอยู่ด้วยแน่นอน เหม่ยเจียงแปลได้ว่าแม่น้ำอันงดงาม เป็นร้านอาหารจีนสไตล์กวางตุ้งตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาคู่กับโรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ มาอย่างยาวนาน เมื่อปีก่อนได้เชฟหนุ่ม บอลล์ เหยา มาเป็นหัวหน้าเชฟคนใหม่     เชฟดวงรุ่งคนนี้ทำงานในร้านอาหารจีนที่มีชื่อเสียงและโรงแรมชั้นนำทั้งในฮ่องกง มาเก๊า และประเทศจีน จากประสบการณ์กว่า 25 ปี เชฟเหยาได้ผสมผสานรสชาติของอาหารจีนคลาสสิคเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอหน้าตาของอาหารให้มีความร่วมสมัย ล่าสุดเชฟได้เปิดตัว The 8 Elements ซึ่งใช้วัตถุดิบชั้นเยี่ยม 8 อย่างของจีน เสิร์ฟเป็นเมนู 8 คอร์ส หน้าตาสวยงามดูแล้วไม่เหมือนอาหารจีน เราได้ลองแล้วอยากแนะนำคือ       จานแรกเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยคำเล็ก Raw Red Garouper ซาชิมิปลาเก๋าแดงม้วนกับผักสดและผักดองให้รสชาติหลากหลายทั้งเปรี้ยว หวาน เผ็ด จากแตงกวาดอง รากบัว แรดิช กรุ่นด้วยควันเย็นๆ จากดรายไอซ์ให้ความรู้สึกตื่นตา     BBQ Pig หมูอบบาร์บีคิว เนื้อหมูติดมันหมักในเครื่องเทศ 8 ชนิด ย่างและรมควัน หมูเนื้อนุ่มรสหวานเค็มจากซอสฮอยซิน หอมกลิ่นเหล้าจีน น้ำผึ้งลาเวนเดอร์และเครื่องเทศ เชฟจะมาหั่นและติดทองคำเปลวให้ที่โต๊ะ     อีกจานที่คิดว่าเชฟทำได้ดีเลยคือ Boiled Chicken ไก่ต้มในน้ำซุปรสชาติเข้มข้นกลมกล่อมกลิ่นหอมจากเครื่องเทศยาจีนอย่างฮ่วยซัว เก๋ากี้ โสม และเมล็ดบัวแห้ง ต้มนานกว่า 10 ชั่วโมง ซุปสูตรพิเศษนี้ต้มสองครั้ง (Double-boiled Soup) ซึ่งเป็นเมนูโปรดในวัยเด็กของเชฟเหยา กินแล้วรู้สึกมีพลัง     Steamed Dumpling ขนมจีบทะเล ซึ่งรวมส่วนผสมจากท้องทะเล 8 ชนิดไว้ด้วยกันได้แก่ ล็อบสเตอร์ ปูอลาสก้า ปูม้า กุ้งลายเสือ กุ้งเม่น้ำ กุ้งเครย์ฟิช กุ้งคาราบิเนโร และคาเวียร์ ชิ้นใหญ่เต็มคำ แป้งบาง ได้รสหวานอร่อยและสัมผัสที่หลากหลายในคำเดียว ทุกคอร์สจะจับคู่กับน้ำชาเมื่อดื่มคู่กันกลิ่นหอมของชาจะช่วยกระตุ้นให้อยากกินมากขึ้น     Crispy Beef เนื้อทอดสมุนไพร เชฟตุ๋นเนื้อจนนุ่มแล้วนำมาคลุกแป้งที่ปรุงรสจัดจ้านด้วยเครื่องเทศ แป้งฟูเบากรอบ อีกจานที่แปลกและหน้าตาดูไม่เหมือนอาหารจีนคือ Stir-fried Mushrooms ที่รวมเห็ดนานาชาติ เช่น เห็ดมอเรลฝรั่งเศส เห็ดพอร์ชีนี่ เห็ดดำทรัฟเฟิลมาผัดในแบบจีน ห่อด้วยฟองเต้าหู้       Wok-fried เชฟนำเทคนิคการผัดไฟแรงของจีนทำข้าวผัดไข่หอมกลิ่นกระทะ เสิร์ฟกับเป็ดย่าง คะน้าอ่องกงและข้าวกรอบ สุดท้ายในเซตนี้คือ Sweet Thailand ของหวานจากผลไม้ไทย ประกอบด้วยผลไม้ 8 ชนิดทั้งสดและทำเป็นขนม ได้แก่ มะม่วงสุกหุ้มด้วยเจลมะม่วง วุ้นมะพร้าว มะละกอ มังคุดบด กล้วยทอด วุ้นขนุน เงาะไส้ถั่วแดงบด และแก้วมังกร       ถ้าไม่สั่งเซตเมนูเราแนะนำเมนูตามสั่งที่อร่อยไม่แพ้กันเลย คือ ไก่อบใบชาข้าวกรอบ ไก่อบเนื้อนุ่มหนังสีน้ำตาลทองสวย หอมกลิ่นใบชาและกลิ่นรมควัน หนังไก่มีข้าวที่อบพร้อมไก่จนกรอบสร้างเนื้อสัมผัสแปลกใหม่ให้กับเมนูได้เป็นอย่างดี     อีกจานคือ เนื้อวากิวผัดพริกไทยดำ เนื้อวัววากิวหั่นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าผัดกับพริกไทยดำส่งกลิ่นหอมฟุ้ง รสเค็มกลมกล่อม กินคู่กับกะหล่ำดอกสีม่วงสวยงามแปลกตา     ไม่ว่าจะชอบแบบคลาสสิคหรือร่วมสมัยก็น่าลิ้มลองทั้งนั้น

“แชงพาเลซ” อาหารจีนตำรับกวางตุ้งดั้งเดิมอยู่คู่กับโรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ มาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี ห้องอาหารจีนแห่งนี้ยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานระดับโรงแรมห้าดาว โดยมีเชฟเชา ไวแมน (Chow Wai Man) พ่อครัวใหญ่เชฟมือเก๋าจากเมืองกว่างโจวเป็นผู้ดูแลความอร่อย     แรกก้าวเข้าสู่ห้องอาหารจะพบกับพระสังกัจจายน์องค์ใหญ่สีทองอร่ามตา ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งมงคลประจำห้องอาหาร ซึ่งจะประทานพร ความสุขและโชคลาภมาให้ ร้านมีขนาดใหญ่โปร่งสบาย มีที่นั่งให้เลือกหลายแบบรวมทั้งห้องส่วนตัวอีกด้วย       เมนูนั้นมีหลากหลายแต่ถ้าให้เลือกสั่งอันดับแรกต้องลอง ออเดิร์ฟร้อนรวมมิตร รวมอาหารเรียกน้ำย่อยสไตล์จีนหลายอย่างเข้าด้วยกันได้แก่ หมูกรอบที่มีหนังบางกรอบ เนื้อหนานุ่ม เป็ดย่างเนื้อนุ่มฉ่ำกลิ่นหอม หมูแดงรสหวานนิดๆ เนื้อหวานนุ่ม และยำแมงกระพรุนรสเผ็ดๆ กรุบๆ     ส่วนเมนูที่เหมาะกับครอบครัวเราแนะนำ ข้าวเหนียวเนื้อปู ข้าวเหนียวนึ่งในใบบัวเสิร์ฟมาบนเข่งใหญ่ โรยเนื้อปูและก้ามปูชิ้นใหญ่ ข้าวเหนียวนี้รสชาติอร่อยเพราะเคล้ากับซอสที่ทำจากเต้าเจี้ยว กระเทียม หมูสับ และกุ้งแห้ง นึ่งแล้วข้าวเหนียวสุกหอมนุ่มเป็นเม็ดไม่แฉะ รสเค็มอ่อนๆ และมีกลิ่นหอมชวนกิน     จานต่อมาคือ หมูสามชั้นตุ๋นหม้อดิน เป็นเมนูที่ชาวจีนนิยมกินกันตลอดทั้งปี เนื้อหมูสามชั้นตุ๋นจนนุ่มแต่ไม่เละเนื้อยังเฟิร์มอยู่ ซอสสีเข้มรสเค็มหวานกลมกล่อม หอมกลิ่นเหล้าจีนและซีอิ๊ว     ส่วนจานที่ทุกโต๊ะไม่พลาดคือ เป็ดปักกิ่ง เมนูพิเศษนี้ใช้เทคนิคและขั้นตอนการเตรียมที่พิถีพิถันทั้งการหมักและเป่าหนังให้พอง เมื่อย่างหนังจะกรอบและร่อนออกจากเนื้อเป็ด พนักงานจะมาแล่หนังเป็ดบางกรอบสีสวยที่โต๊ะ เรามีหน้าที่ห่อด้วยแป้งนุ่มๆ ใส่แตงกวา ต้นหอมและซอสรสเค็มหวาน อร่อยสมมาตรฐาน ส่วนเนื้อเป็ดเลือกไปทำเมนูได้คือ ผัดพริกไทยดำใส่พริกหวาน เนื้อเป็ดหั่นชิ้นใหญ่หนานุ่มแน่นเต็มคำ กับพริกไทยดำรสชาติเผ็ดร้อน หรือจะเลือกทำเมี่ยงเนื้อเป็ดสับ นำเนื้อเป็ดไปสับและผัดจนมีกลิ่นหอม โรยด้วยไข่ฝอย กินคู่กับผักกาดแก้วสดกรอบ     อาหารจานใหญ่และเมนูสุดคลาสสิคแบบนี้ จึงเป็นร้านที่เหมาะทั้งกินเลี้ยงธุรกิจหรือสังสรรค์กันในครอบครัว

ใครจะรู้ว่าโรงแรม AVANI ขอนแก่น จะมีภัตตาคารอาหารจีนสไตล์ฮ่องกงพร้อมคาราวานติ่มซำสุดอร่อยราคาสบายกระเป๋าซ่อนอยู่     บรรยากาศภายในห้องอาหารกว้างขวาง ตกแต่งสไตล์โรงเตี๊ยมพร้อมด้วยชุดน้ำชา จาน ชาม แจกันกระเบื้องลวดลายจีนประดับตกแต่งอยู่ทั่วทุกมุม ถึงแม้จะดูคล้ายโรมเตี๊ยมสมัยก่อน แต่ร้านยังผสมผสานความนำสมัยได้อย่างลงตัว ทั้งครัวแบบเปิดที่สามารถดูเชฟปรุงอาหารกันสดๆ อีกด้วย         พูดถึงเมนูที่เชฟเลือกเสิร์ฟให้เราวันนี้ เริ่มจานแรกที่ออร์เดิร์ฟ ซึ่งประกอบไปด้วย แมงกะพรุนยำน้ำมันงา ไก่ต้มน้ำปลา แฮม และปูอัด เป็นออร์เดิร์ฟที่กระตุ้นต่อมรับรสอาหารได้เป็นอย่างดี       จากนั้นเชฟไม่รอช้า มาพร้อมกับคาราวานติ่มซำน่าทานชุดใหญ่ไม่ว่าจะเป็น ขนมจีบฮ่องกง ขนมจีบไส้กุ้ง ขนมจีบเห็ดหอม สาหร่ายทะเลไส้กุ้ง ขาไก่นึ่งเต้าซี่ บล็อกโคลี่นี่งใส้กุ้ง ซึ่โครงหมูนึ่งเต้าซี่ ก๋วยเตี๋ยวหลอดไส้กุ้ง ติ่มซำรสชาติดี ได้รสต้นตำรับอาหารจีนแท้ๆ         เชฟไม่รอช้า เสิร์ฟต่อด้วย “บาร์บีคิวรวมมิตร”ซึ่งภายในจานมีเป็ดย่าง หมูแดง หมูกรอบ ทีเด็ดอยู่ที่น้ำซอสสูตรเฉพาะรสหวานเค็มกำลังดี และเมนูที่เชฟภูมิใจนำเสนออย่าง “บล็อกโคลี่กับหอยเชลล์ซอสมันปู” ซอสมันปูหอมมัน คลุกเคล้ากับหอยเชลล์ตัวใหญ่เนื้อเด้ง ได้รสชาติละมุนและกลมกล่อมไปพร้อมกัน       มาร้านอาหารจีนคงขาดเมนูนี้ไปไม่ได้ “ปลากะพงนึ่งซีอิ้ว” ปลากะพงตัวใหญ่ ราดด้วยซอสซีอิ้วสูตรเข้มข้น กินคู่กับขิงซอยและพริกหยวกซอย ยิ่งตัดรสชาติแถมเพิ่มความหอมได้เป็นอย่างดี ปิดท้ายด้วย “ผัดหมี่ฮกเกี้ยนทะเล” หมี่เหลืองเส้นเหนียวนุ่ม หอมกลิ่นน้ำมันงา           หากมีโอกาสแวะพักที่โรงแรม AVANI ขอนแก่น อย่าลืมลิ้มลองความอร่อยสไตล์จีนต้นตำรับ แล้วคุณจะประทับใจในความอร่อยคุ้มค่าคุ้มราคาเลยล่ะ

ไม่เพียงอาหารจีนสไตล์กวางตุ้งรสเลิศของThe Silk Road” ห้องอาหารจีนบนชั้น 3 ของโรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก จะเป็นตำนานความอร่อยที่คนรักอาหารจีนต้องลองสักครั้งเท่านั้น หากเมนู “ติ่มซำ” ระดับพรีเมียมฝีมือ “เชฟกั๊ม - เชง กัม ซิง” เชฟใหญ่แห่งเส้นทางสายไหมแสนอร่อยแห่งนี้ยังอร่อยแบบหาตัวจับยากอีกด้วย แม้จะไม่ได้เสิร์ฟแบบบุฟเฟต์เหมือนเคย แต่บอกเลยว่า ไม่ว่าจะเป็นสายติ่มซำหรือไม่ก็ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง     โดยติ่มซำแบบเชฟกั๊มยังคงคอนเซ็ปต์ “ความดั้งเดิมอันทันสมัย” นั่นคือการปรุงด้วยเทคนิคสมัยใหม่และนำเสนออย่างสร้างสรรค์ พร้อมยังคงรสชาติความอร่อยแบบต้นตำรับไว้ครบถ้วน เช่นเดียวกับการตกแต่งห้องอาหารรูปแบบใหม่ที่ใช้ศิลปะแบบอาร์ตเดโค โดยเฉพาะการกรุกระจกใสลวดลายสีทองรอบห้องซึ่งเพิ่มความนำสมัย นั่งสบาย และให้ความรู้สึกเป็นกันเองยิ่งขึ้น       เราแนะนำ “5 เมนูซิกเนเจอร์” ของเชฟกั๊มที่ต้องลองให้ครบเป็น Must Eat ได้แก่ ฮะเก๋าไข่ปลาคาเวียร์ ฮะเก๋าชิ้นโตสอดไส้หมูสับและกุ้งสับแน่นๆ เพิ่มความอร่อยด้วยไข่ปลาคาเวียร์ด้านบน ขนมจีบเป๋าฮื้อ เสิร์ฟลูกโตแบบเดี่ยวๆ มาพร้อมเป๋าฮื้อชิ้นใหญ่สะใจ พายห่าน พายแป้งกรอบร่วนเบาละลายในปาก สอดไส้เนื้อห่านปรุงสูตรเด็ด แต่งเป็นรูปตัวห่านสุดเก๋ กรรเชียงปูนึ่งผงกะหรี่ ถูกใจคนชอบปูเต็มๆ กับกรรเชียงปูนึ่งเนื้อแน่นสดเด้ง และเสี่ยวหลงเปา แป้งนุ่มกินเพลิน กัดแล้วได้รสชาติน้ำซุปร้อนๆ รสกลมกล่อมอร่อยสุดๆ             ส่วนเมนูอื่นที่เราไม่อยากให้พลาดมีทั้ง ก๋วยเตี๋ยวหลอดปาท่องโก๋ เมนูชื่อแปลก แต่อร่อยเด็ด ปาท่องโก๋ทอดกรอบ (มาก) ห่อด้วยแป้งก๋วยเตี๋ยว เพิ่มความอร่อยด้วยหมูหยอง พร้อมราดซอสซีอิ๋วที่เข้ากันอย่างลงตัว และแป้งข้าวเหนียวทอด ชื่อเมนูอาจดูธรรมดา แต่เสิร์ฟมาแล้วเป็นต้องร้องว้าว! เพราะเชฟครีเอตแป้งข้าวเหนียวสอดไส้หมูสับเป็นรูปนกน้อยตัวอ้วนแสนน่ารักน่ากิน       ส่วนใครยังไม่อิ่มลองสั่งอีหมี่ผัดไก่เส้นเห็ดสองสี เส้นบะหมี่ไข่เหนียวนุ่มผัดคลุกเคล้ากับเนื้อไก่ เห็ดหอม และเห็ดเข็มทอง (จานใหญ่มาก กินได้ 2-3 คน สบายๆ) ยิ่งได้ Imperial Golden Tea ชาดำรสเยี่ยมที่ใช้ใบชาที่เก็บเกี่ยวครั้งแรกในฤดูใบไม้ผลิ แฝงรสชาติกลมกล่อมของอ้อยและช็อกโกแลตมาดื่มไปพร้อมกันยิ่งทำให้มื้อนี้อร่อยแบบสุดประทับใจ    

ไม่เพียงแค่เปลี่ยนชื่อจาก Smooth Curry มาเป็น The House of Smooth Curry” ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเองมากขึ้น แต่ห้องอาหารไทยบนชั้น 3 ของโรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อกแห่งนี้ยังปรับเปลี่ยนสไตล์การตกแต่งและบรรยากาศให้แคชชวลนั่งสบายยิ่งขึ้น รวมทั้งเพิ่มโซนเอาต์ดอร์ด้านนอกกระจกให้นั่งรับลมชมวิวแบบเพลิดเพลินอีกด้วย       สำหรับเมนูอาหารไทยของที่นี่ก็ยังคงความอร่อยเด็ดขาดด้วยฝีมือของ "เชฟต้น - มนตรี จิรฐิติกาลกิจ" Head Chef ประจำห้องอาหารที่พาเราดื่มด่ำไปกับความอร่อยของอาหารไทย 4 ภาคและอาหารไทยสูตรโบราณที่หากินได้ยากในปัจจุบัน ซึ่งเชฟคัดสรรวัตถุดิบออร์แกนิกท้องถิ่นระดับคุณภาพจากทั่วประเทศด้วยตัวเอง     เมื่อเปิดเมนูเล่มใหม่ก็ทำเอาเราละลานตากับบรรดาจานเด่นที่แค่อ่านชื่อก็อยากลองไปเสียทุกจาน และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราขอเริ่มด้วยเมนูกินเล่นอย่างค้างคาวเผือกมันม่วง เมนูโบราณที่ทำจากมันม่วงทอดกรอบเบา สอดไส้กุ้งแม่น้ำสับและเห็ด ต่อด้วยแสร้งว่ากุ้ง ยำรสจัดจ้านแต่ไม่เผ็ดมาก เนื้อกุ้งแม่น้ำจากอยุธยาสดเด้งสุดๆ       จากนั้นเร่งเครื่องความอร่อยด้วยจานหลัก ทั้งแกงรัญจวนเนื้อ ที่ใช้แก้มโคขุนโพนยางคำจากสกลนครผสานความอร่อยกับกะปิจากระยอง แกงของแม่ หรือแกงนอกหม้อไก่บ้านสูตรคุณแม่ของเชฟ เมนูเด็ดของชาวนครสวรรค์ที่คล้ายลาบคั่วผัดใส่กะทิ ปลาเก๋าทอดซอสมะขาม ปลาเก๋าจากปัตตานีทอดกรอบนอกนุ่มใน ราดซอสมะขามสูตรเด็ดรสหวานเปรี้ยวกลมกล่อม และแกงปูใบชะพลู ที่ใช้เครื่องแกงผสมระหว่างน้ำพริกแกงแดงและแกงเขียว เสิร์ฟพร้อมขนมจีนและปูนิ่มทอดกรอบ           ถ้ายังไม่อิ่มอย่าลืมตบท้ายมื้อนี้ (เหมือนเรา) กับเมนูของหวานไทยที่หากินยากอย่างส้มฉุน ที่ใช้น้ำลอยดอกมะลิในช่วงกลางคืน หอมกลิ่นส้มซ่าที่มาขูดโรยหน้ากันถึงโต๊ะ และขนมโคกะทิสด คล้ายขนมต้มในน้ำกะทิ สอดไส้มะพร้าวและน้ำตาลหอมหวานนุ่มนวล หรือจะตัดรสชาติหนักๆ ด้วย Summer Floral มอกเทลสูตรเด็ดที่มีส่วนผสมของไซรัปเอลเดอร์ฟลาวเวอร์ ตะไคร้ ใบมินต์ มะนาวฝาน และโซดาก็สดชื่นไม่แพ้กัน      

"ข้าวมันไก่" เมนูโปรดปรานของใครหลายๆ คน ถึงแม้จะไม่เลิศหรูอลังการ แต่ทุกครั้งที่กินก็ได้ความฟินมากมายเสมอ หากพูดถึง “ข้าวมันไก่รสเลิศ” หลายคนคงจะนึกถึงชื่อของ “โรงแรมมณเฑียร” เป็นแน่ ได้ยินแบบนี้แล้ว G&C จะรอช้าอยู่ใย รีบไปลิ้มลองตำนานความอร่อยให้รู้แจ้งเห็นจริงกันไปเลย       เพียงก้าวแรกที่เข้าร้านก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศอบอุ่น สบายๆ เหมาะมากสำหรับใช้เวลากับครอบครัว แต่ถ้ามาคนเดียวก็ชิลดีอยู่เหมือนกัน       ทางห้องอาหารเรือนต้นเสิร์ฟ ข้าวมันไก่ มาเป็นเซ็ตแบบจุใจซึ่งประกอบไปด้วย ไก่สับเป็นชิ้นพอดีคำ ข้าวมัน น้ำจิ้ม 4 อย่าง และน้ำซุปไว้ซดให้คล่องคอ     ไก่ต้ม ไก่คัดพิเศษที่ผ่านการต้มแบบพิถีพิถันจนได้เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ เวลาจัดเสิร์ฟหั่นเป็นชิ้นพอดีคำจากนั้นราดด้วยน้ำมันงาสูตรพิเศษ ช่วยเพิ่มความหอมและเสริมให้ไก่มีรสชาติอันเค็มหวานเป็นเอกลักษณ์     กินพร้อมกับ ข้าวมัน ข้าวหอมมะลิชั้นดีที่หุงพร้อมน้ำมันเปลวไก่โดยตู้อบพิเศษ จึงทำให้ได้เมล็ดข้าวเรียงตัวสวย นุ่มร่วน ไม่มัน ราดด้วยน้ำจิ้มที่มีให้เลือกถึง 4 แบบตามความพอใจ ใครชอบกินเผ็ดเราแนะนำ น้ำจิ้มดั้งเดิม ทำจากซีอิ๊ว ขิง และพริกซอย รสชาติเค็มหวานและเผ็ดร้อน น้ำจิ้มเต้าเจี้ยว รสชาติเปรี้ยวนำ เค็มปลายลิ้นและเผ็ดเล็กๆ จากพริก น้ำจิ้มขิง ใช้ขิงอ่อนสับหยาบผสมกับน้ำต้ม ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว รสชาติเผ็ดซ่า เค็มเบาๆ ได้กลิ่นหอมของขิงชัดเจน ตัวสุดท้าย น้ำจิ้มซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วขาวเกรดพรีเมี่ยมปรุงจนรสหวานเค็มได้ที่ จากนั้นหันไปซดน้ำซุปร้อนๆ ที่ได้จากน้ำสต๊อกไก่เคี้ยวจนหวานกลมกล่อม ตัดเลี่ยนพอดิบพอดี       ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มที่ชวนลิ้มลอง น้ำส้มโอปั่น ใช้ส้มโอพันธุ์ทองดีเนื้อแน่นจากนครชัยศรี เพิ่มความหวานด้วยไซรัป รวมเป็นรสชาติเปรี้ยวหวานที่ลงตัว สดชื่นอย่าบอกใคร  

“เดอะ บราซเซอรี” ห้องอาหารหลักประจำโรงแรม Waldorf Astoria Bangkok ตั้งอยู่บนถนนราชดำริ เสิร์ฟอาหารสไตล์ฝรั่งเศสต้นตำรับ เน้นการใช้วัตถุดิบคุณภาพดีเยี่ยมของท้องถิ่นมาผสมผสานกับเทคนิคการปรุงอาหารแบบดั้งเดิม กลายเป็นรสชาติอาหารสุดอร่อยที่ใครได้มากินแล้วประทับใจไปตามๆ กัน     ถึงแม้จะเป็นห้องอาหารภายในโรงแรม แต่การตกแต่งสวยงามก็ไม่แพ้ใคร ซึ่งที่นี้ได้รับการออกแบบโดยมัณฑนากรชื่อดังชาวฮ่องกง คุณอังเดร ฟู ด้วยการออกแบบให้ห้องอาหารมีทางเข้าสองด้านมาบรรจบกันเป็นวงกลม ทำให้เห็นวิวทิวทัศน์โดยรอบผ่านผนังกระจก ทางเข้าด้านขวามีอุโมงค์สูงกว่า 4 เมตรประดับด้วยหินอ่อนเชื่อมทั้งสองด้านเข้าหากัน ซึ่งอุโมงค์หินอ่อนนี้มีความคล้ายกับพื้นที่บางส่วนของโรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย นิวยอร์ก สาขาแรกแรกในโลกที่เป็นต้นแบบของแบรนด์อีกด้วย       บริเวณด้านหน้าเป็นพื้นที่ห้องนั่งเล่นหรูหราสไตล์ฝรั่งเศส ตกแต่งด้วยกระจก หินอ่อน โดดเด่นด้วยเคาน์เตอร์บาร์สีควันบุหรี่ตัดขอบทองเหลือง ส่วนภายในห้องอาหารถูกตกแต่งด้วยหินอ่อนเช่นกัน ให้ความรู้สึกโปร่ง โล่ง สบายตา โต๊ะอาหารไม้สีเข้มเข้ากันได้ดีกับเก้าอี้ และโซฟาหนัง พร้อมครัวเคาน์เตอร์บาร์แบบเปิด ให้เราได้เห็นเชฟรังสรรค์อาหารในมุมต่างๆ อีกด้วย         ห้องอาหาร “เดอะ บราซเซอรี” อยู่ภายใต้การดูแลของ เชฟ ชลิต กอบัวแก้ว หรือเชฟท๊อดดี้ เชฟมากประสบการณ์ผู้เคยมีโอกาสร่วมงานกับเชฟชื่อดังจากทั่วโลกมาแล้วมากมาย เราเริ่มต้นมื้อนี้ด้วยเมนูเรียกน้ำย่อย Baked Camembert ขนมปังกริลล์จนกรอบกำลังดี กินคู่กับชีส ตัดรสชาติด้วยแยมและน้ำผึ้งหอมๆ     ต่อกันด้วยเมนูไซส์ใหญ่ที่สามารถกินได้ทั้งครอบครัวอย่าง Seafood Plateau อาหารทะเลสดๆ เสิร์ฟแบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็น หอยเชลล์ฮอกไกโด, หอยนางรม, กุ้งแม่น้ำ,  เนื้อปูอลาสก้า, ล้อบสเตอร์, ปลาหมึกยักษ์ และแซลมอน ทาร์ทาร์ เคียงคู่มากับน้ำจิ้ม 3 แบบ อาหารทะเลสด รสหวาน ทานแล้วสดชื่น       เข้าสู่เมนคอร์สสไตล์ฝรั่งเศสจานแรกด้วย Seared Foie Gras ฟัวกราส์ย่างมานุ่มกำลังดี เสิร์ฟพร้อมแอปเปิ้ลบด และซอสบัลซามิคหอมกลิ่นองุ่น ตามมาด้วย Pan-seared Halibut Provençale ปลาฮาลิบัตรเนื้อเนียน นำไปเซียจนได้ที่ เคียงคู่มากับกราแตงมันฝรั่งอบด้วยชีสเนื้อเนียน กินกับซอสสูตรพิเศษของทางร้าน        ปิดท้ายของคาวด้วย Grilled Australian Rack of Lamb แกะเนื้อนุ่มชิ้นใหญ่ เสิร์ฟมาบนกะหล่ำปลีแดง ทานคู่กับแบล็คการ์ลิคและซอสบัลซามิค ชูรสชาติเนื้อแกะให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น     นอกจากจะโดดเด่นเรื่องอาหารแล้ว ที่นี่ยังมีบาร์เล็กๆ ไว้สำหรับสั่งดริงค์มาดื่มแบบเก๋ๆ เริ่มจาก Homemade Lemonade น้ำมะนาวรสชาติเข้มข้น คั้นแบบสดๆ ทานแล้วสดชื่น และ Pickwick club น้ำเสาวรสรสชาติจี๊ดจ๊าด หอมกลิ่นสมุนไพร ปิดท้ายมื้ออร่อยสุดประทับใจได้อย่างลงตัว        

วันหยุดสุดสัปดาห์คือวันที่จะได้ผ่อนคลาย ทั้งพักผ่อนและกินอาหารอร่อยตามใจอยาก หลายคนชอบรับประทานบุฟเฟต์มื้อสาย มื้อเช้าควบมื้อเที่ยงหรือที่เรียกว่า “บรั้นช์” (Brunch) เพราะเป็นช่วงเวลาที่ไม่ต้องเร่งรีบ หลายโรงแรมต่างแข่งกันที่เมนูเด็ด อาหารคุณภาพดี ไลน์บุฟเฟต์อลังการตื่นตาตื่นใจ แถมยังขยายเวลาจากมื้อสายไปถึงบ่ายแก่     ที่เดอะ คิทเช่น เทเบิ้ล ร้านอาหารหลักประจำโรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพ เขาจัดบรั้นช์วันเสาร์ชื่อว่า W Does Brunch ที่สนุกสนานคึกคักไม่เหมือนใคร ด้วยบรรยากาศสบายเป็นกันเอง มีโซฟาเข้ามุมเป็นส่วนตัว และโต๊ะตัวยาวสำหรับรับรองครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน เมื่อก้าวเข้าร้านมาก็รู้สึกสนุกขึ้นมาทันทีเพราะเสียงเพลงจังหวะชวนโยกจากดีเจ ส่วนอาหารจัดเป็นมุมอาหารต่างๆ ทั้งค็อกเทลบาร์โดยมิกซ์โซโลจิสต์ มุมชีสจากทั่วโลก แฮมและโคลด์คัท ขนมปัง อาหารทะเลสดๆ เนื้ออบ บาร์บีคิว ซูชิบาร์ ก๋วยเตี๋ยว พาสต้า และของหวานแบบจัดเต็ม       เมื่อเป็นบุฟเฟ่ต์แล้วจึงมีแพ๊คเกจให้เลือกตามความชอบได้แก่ Just For Food เน้นกินอาหารพร้อมกับเครื่องดื่มอย่างซอฟท์ดริ้งค์และน้ำผลไม้แบบไม่อั้น ถ้าอยากเอนจอยกับวันหยุดแบบสุดๆ ให้เลือก The Experience ที่รวมอาหารพร้อมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ค็อกเทล ไวน์ เบียร์ และ สปาร์คลิงไวน์แบบจัดเต็ม     G&C ไปลองมาแล้วบอกเลยว่าวันหยุดแบบนี้ต้องเรียกน้ำย่อยด้วย Seafood ซีฟู้ดบนน้ำแข็งคู่หูคู่มื้อบรั้นช์ที่มีทั้ง กั้งหิน ขาปูอลาสก้า หอยนางรม กุ้งลวก หอยแมลงภู่เปลือกดำ มีตัวเลือกไม่มากแต่ว่าสดทุกอย่าง จัดใส่จานมาอย่างละนิดหน่อยพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดแซ่บๆ ก็กระตุ้นน้ำลายได้แล้ว     ส่วนใครสายเนื้อต้องลอง Roasted Aus. Prime Rib เนื้อวัวจากออสเตรเลียอบชิ้นใหญ่ติดกระดูก เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ กลิ่นหอม มีซอสให้เลือกหลายอย่างตามชอบ เมนูที่ปรุงสดใหม่อย่างพาสต้าก็น่าสั่ง เราลองชิม Pasta Truffle พาสต้าเส้นสดทำเองผัดกับเห็ดหลายชนิด ครีมและน้ำมันทรัฟเฟิลหอมๆ       สุดท้ายให้ Save room for dessert เผื่อท้องไว้สำหรับของหวานด้วย เพราะทั้งเค้กและขนมที่วางเรียงรายละลานตาชวนให้ตักทุกอย่าง เราชิม Chocolate Cake เค้กช็อกโกแลตเนื้อนุ่มกับครีมช็อกโกแลตรสเข้มข้นกินกิบไอศครีมราสป์เบอร์รี         จบมื้อใหญ่ให้ฟินสมเป็นวันหยุด   ‘ดับเบิ้ลยู ดาส บรั้นช์’ มีให้เลือก 2 แพ็กเกจ ได้แก่ จัส ฟอร์ ฟู้ด (Just For Food) ราคา 1,999 บาท++ /ท่าน สำหรับอาหาร, ซอฟท์ดริ้งค์, น้ำผลไม้, ชา และกาแฟแบบไม่อั้น ดิ เอ็กซ์พีเรียนส์ (The Experience) ราคา 2,999 บาท++ /ท่าน สำหรับอาหาร, ค็อกเทล, ไวน์,เบียร์ และ สปาร์คลิ่งไวน์แบบไม่อั้น

งานนี้ถูกใจคนชื่นชอบของหวานอย่างแน่นอน เพราะโรงแรมสุโขทัยเขามีบุฟเฟต์ช็อกโกแลตที่จัดหนักจัดเต็ม จากทั่วทุกมุมโลกจำนวนมากกว่า 31 ชนิด มาวางเรียงรายให้ได้เลือกกับแบบจุใจกันไปเต็มๆ     เมื่อเดินเข้ามาจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่สบายๆ ผ่อนคลายแถมยังมีเก้าอี้นุ่มๆ คอยต้อนรับอีกด้วย และที่สำคัญจะมีเชฟ Laurent Ganguillet ท่าทางใจดีคอยแนะนำและอธิบายรสชาติช็อกโกแลต โดยประจำอยู่สเตชัน คอยชงเครื่องดื่มให้เราดื่มอย่างไม่จำกัด ซึ่งจุดเด่นของสเตชันนี้คือ เราสามารถเลือกรสชาติ ความเข้ม ความหวานได้ตามใจชอบ และเลือกได้ว่าต้องการแบบร้อนหรือแบบเย็นอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีช็อกโกแลตรสชาติผลไม้ให้ชิมอีกด้วย งานนี้เรียกว่าใครถูกใจรสไหนก็จัดเต็มกันได้เลย         นอกจากโซนบริเวณที่เป็นไฮไลท์จากเชฟแล้ว ยังมีส่วนบาร์ของหวานมากมายให้ได้เลือกอย่าง Raspberry Forest Cake เค้กช็อกโกแลตแสนเข้มข้นตัดเลี่ยนด้วยด้วยราสเบอร์รีสุดจี๊ดทำให้เค้กชิ้นนี้อร่อยลงตัวจริงๆ Milk chocolate white chocolate dark chocolate มาในรูปแบบก้อนสี่เหลี่ยมชิ้นพอดีคำตกแต่งด้านบนด้วยลายของโรงแรมหน้าตาน่ารับประทานสุดๆ Chocolate skewers กล้วยหอมๆ ชิ้นโตเนื้อหวานเคลือบด้วยช็อกโกแลตทั้งแท่ง กัดเข้าไปแล้วเข้ากันดีซะเหลือเกิน Cheesecake ชีสเค้กสูตรเด็ดที่เชฟคอนเฟิร์มเองเลยว่ารสชาติไม่เหมือนที่ไหนอย่างแน่นอน แถมตัวเนื้อเค้กยังเนียนนุ่มกินแต่ละครั้ง ประทับใจแบบสุดๆ ไปเลย นอกจากที่ยกตัวอย่างมาแล้วที่โซนนี้ยังมีของหวานอื่นๆ อีกมากมาย     white chocolate Milk chocolate dark chocolate     Chocolate skewers   Cheesecake   ถัดมาจะเป็นในส่วนของโซนของคาวกันบ้าง มีตั้งแต่ซูชิหน้าต่างๆ ปลาแซลมอนสดๆ ชิ้นโต สีสันดึงดูดแบบสุดๆ หรือจะเป็นซูชิโรลก็น่ากินไม่แพ้กัน  หรือแม้กระทั่งแซนด์วิชที่มาในชิ้นพอดีคำ กัดไปแล้วรู้สึกเต็มปากเต็มคอแน่นอน นอกจากนี้ยังมี BBQ chicken wings ปีกไก่ซอสบาร์บีคิว ชิ้นโตฉ่ำซอส แถมด้วยของว่างแบบไทยอย่างสาคูไส้หมู จัดมาในช้อนพร้อมผัก แป้งนุ่มๆ แถมไส้ก็หอมอร่อย เรียกได้ว่ากินแล้วต้องลุกขึ้นมาหยิบมาเพิ่มอีก และเนื้อมังคุดยำ จัดเต็มเรื่องรสชาติของน้ำยำได้อรรถรสในการกินแบบสุดๆ เพราะมีทั้งความเผ็ด เปรี้ยว หวาน เรียกได้ว่าครบรสเป็นอย่างมาก       สาคูไส้หมู   ปิดท้ายมื้อนี้ด้วยผลไม้ต่างๆ ที่จะสลับเปลี่ยนหมุนเวียนให้เราเลือกตามแต่ช่วงฤดู เรียกได้ว่าเป็นการตบท้ายมื้อนี้ได้อย่างประทับใจจริงๆ ค่ะ  

ใครว่าอาหารญี่ปุ่นรสเลิศจะต้องนั่งกินกันนิ่งๆ แบบเป็นทางการอย่างเดียว เราอยากชวนมาลองความอร่อยที่ยังคงรสชาติระดับพรีเมียม แต่มาพร้อมความสนุกในการลงมือ “กินไป ทำไป” ในสไตล์ “Interactive Cuisine” ที่ให้เราลองต้ม ย่าง ไปจนถึงคลุกเคล้าเมนูโปรดด้วยตัวเองที่ “ห้องอาหารญี่ปุ่นคิซาระ (KiSara) โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ” ที่ดูแลโดย “เชฟเคนจิ ชินโด” Head Chef ชาวญี่ปุ่นมากประสบการณ์ที่บรรจงสร้างสรรค์ทุกเมนูเด่นอย่างพิถีพิถัน         ก่อนจะเริ่มสนุกกับเมนูที่ให้เราได้ขยับไม้ขยับมือ แนะนำให้เริ่มด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยอย่าง “King Salmon Tataki Salad” สลัดหัวหอมมาพร้อมคิงแซลมอนเซียร์กำลังดี ราดน้ำสลัดที่เลือกได้ถึง 5 รสชาติ     ไปต่อกับเมนู “ต้ม” แสนอร่อยอย่าง “Tarabagani Kaminabe” ชาบูหม้อไฟกระดาษที่ผ่านการเคลือบพิเศษที่ทำให้น้ำซุปมีรสชาติหอมหวานและกินนานแค่ไหนก็ไม่มีทางไหม้ โดยคนรักปูต้องร้องว้าว เพราะเมนูนี้มาพร้อมเนื้อปูทาราบะสดเด้งและผักนานาชนิด ให้เราต้มในน้ำซุปโบนิโตะ (หรือซุปดาชิ) รสกลมกล่อมร้อนๆ เจริญอาหารกันสุดๆ       สำหรับสายเนื้อพลาดไม่ได้กับ “Kuroge Wagyu Hidagyu Houbayaki” เนื้อฮิดะระดับ A5 ของอร่อยขึ้นชื่อของเมืองทาคายามะ ประเทศญี่ปุ่น รสสัมผัสนุ่มชุ่มฉ่ำ สอดแทรกลายหินอ่อนสวยงามชิ้นพอดีคำ ที่พร้อมให้เรา “คลุกเคล้า” ซอสมิโซะสูตรเด็ด และ “ย่าง” ใบโฮบะที่ให้กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ เรียกว่าใครชอบสุกมาก สุกน้อยแค่ไหน ก็ลงมือ (ย่าง) ได้ตามใจชอบ             ส่วนใครขอแบบหนักท้อง ต้องสั่ง “King Salmon to Ikura no Oyako Kamameshi” เมนูริซอตโตสไตล์ญี่ปุ่นที่เสิร์ฟให้ทานทั้งหม้อ โดยไม่ตักแบ่งใส่ถ้วย โดยเชฟจะนำข้าวญี่ปุ่นไปหุงแล้วปรุงรสด้วยเครื่องปรุง อาทิ โชยุและมิริน แล้วเสริมทัพด้วยออราคิงแซลมอนที่ได้รับฉายาว่า วากิวแห่งท้องทะเล และไข่ปลาอิคุระแบบจัดเต็ม     และถ้ายังไม่อิ่ม อย่าลืมตบท้ายด้วย “Mango Ume Jelly” ของหวานซิกเนเจอร์ของคิซาระ ที่มีทั้งเนื้อมะม่วงสด ไอศกรีมมะม่วงหอมหวาน และเจลลีเหล้าบ๊วย ตักเข้าปากพร้อมกันแล้วบอกได้คำเดียวว่าหยุดไม่อยู่!       โปรโมชันพิเศษ! สำหรับผู้ถือบัตรเครดิต Amex รับส่วนลดค่าอาหาร 25% สำหรับเมนู a la carte มื้อกลางวันและมื้อค่ำ เมื่อทาน 1-4 ท่าน และรับส่วนลดค่าอาหาร 20% สำหรับเมนู a la carte มื้อกลางวันและมื้อค่ำ เมื่อทาน 5-12 ท่าน สำหรับผู้ถือบัตรเครดิต City Bank, Krungsri และ UnionPay รับส่วนลดค่าอาหาร 20% สำหรับเมนู a la carte บุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น และเมนูเซตวีกเอนพรีเมียม มื้อกลางวัน และมื้อเย็น สำหรับผู้ถือบัตรเครดิต JCB และ SCB รับส่วนลดค่าอาหาร 20% สำหรับเมนู a la carte บุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น มื้อกลางวัน และมื้อเย็น

แม้การเดินทางบนถนนสุขุมวิทจะสะดวกสบายด้วยรถไฟฟ้าที่ช่วยให้เราก้าวข้ามปัญหาจราจรไปได้เปราะหนึ่งแต่ความจอแจไม่ได้ลดลงจนกลายเป็นภาพชินตา จึงเป็นเรื่องน่าทึ่งเมื่อเราก้าวเท้าเข้ามาใน Market Café โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ที่สัมผัสได้ถึงความรู้สึกสงบชวนผ่อนคลายแทรกอยู่ในทุกอณูแตกต่างจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง โดยคอนเซ็ปต์ของห้องอาหารออกแบบให้ล้อไปกับดีไซน์ในภาพรวมของโรงแรมที่ต้องการสื่อความหมายของคำว่า Contrast และ Humble พื้นที่แห่งการพักผ่อนในมุมมองที่แตกต่าง!     เมนูอาหารควบคุมโดยคุณเฟรเดอริค ฟารินา ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายอาหาร เครื่องดื่มและพ่อครัวใหญ่ที่มีประสบการณ์ด้านอาหารไทยทั้งยังรู้จักวัตถุดิบของไทยที่มีความหลากหลายเป็นอย่างดี โดยจัดให้มีจานเด็ดสูตรของบ้านครอบคลุมทุกประเภทอาหาร ได้แก่ เมนูเรียกน้ำย่อย ซุป ข้าวและก๋วยเตี๋ยว จานหลัก รวมถึงขนมหวาน ทุกจานถือเป็นสุดยอดของอาหารไทยแบบดั้งเดิม เน้นความสดของวัตถุดิบผ่านการปรุงรสชาติโดยเชฟที่ผ่านการเลือกเฟ้นว่าเป็นยอดฝีมือในแต่ละจาน         เข้มข้นถึงเครื่องกับเมนูคู่โต๊ะ แกงปูใบชะพลู เครื่องแกงโขลกเองเน้นขมิ้นสดช่วยชูรสให้น้ำแกงเข้มข้นและมีกลิ่นหอมยิ่งขึ้น ตามด้วยใบชะพลูและเนื้อปูที่ใส่ให้เยอะมากเอาช้อนตักลงตรงไหนก็เจอ ไม่เพียงเท่านั้นเชฟยังเพิ่มลูกเล่นด้วยการนำใบชะพลูมาชุบแป้งทอด ใส่มาในชามให้เคี้ยวกรุบสนุกลิ้นอีกด้วย     ตามมาติดๆ กับพล่ากุ้ง จานโปรดของคนรักสุขภาพเพราะอุดมไปด้วยสมุนไพรนานาชนิด จุดเด่นยังอยู่ที่กุ้งสดเนื้อกรอบเด้งชวนกิน ปรุงเข้มข้นครบ 3 รส โรยใบสะระแหน่หอมๆ น้ำลายสอกันถ้วนหน้า     เส้นใหญ่ผัดกะปิกุ้งสด จานเด็ดหากินยากสูตรเข้มข้นตำรับชาวใต้ใช้เส้นใหญ่ที่เหนียวนุ่มเป็นพิเศษผัดกับเครื่องแกงน้ำพริกกะปิและกุ้งสด รสชาติกลมกล่อมหอมกรุ่นด้วยกลิ่นกะปิอย่างดี     ปีกไก่ทอดแจ่ว สูตรเฉพาะของร้านใช้น้ำตาลปี๊บเคี่ยวกับน้ำปลา ใส่หอมแดงตามเคี่ยวนานจนละลายเป็นเนื้อเดียว จากนั้นนำปีกไก่ทอดที่เตรียมไว้ลงไปคั่วพอเคลือบผิว รสชาติเปรี้ยวเค็มหวานผสานกันได้อย่างลงตัว ยกให้เป็นเมนูขายดีที่นิยมสั่งซ้ำแทบทุกโต๊ะ     ปิดท้ายมื้อกับกุ้งทอดกระเทียม กุ้งตัวใหญ่ผัดกับกระเทียมเจียวสับละเอียดทั้งเปลือก ตักเสิร์ฟพร้อมน้ำมันขลุกขลิกให้คลุกเคล้ากับข้าวสวยร้อนๆ ย้อนบรรยากาศอาหารบ้านแบบรสมือแม่ได้อย่างอบอุ่นและอร่อยลิ้นทีเดียว  

ไม่เพียงแค่ความอร่อยของเมนูอาหารนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นไทย จีน ยูโรเปียน และซีฟู้ดที่มีให้เลือกชิมกันละลานตาทั้งแบบบุฟเฟต์และอาลาคาร์ต แต่โซนของหวานและเบเกอรีของห้องอาหาร “Elements” และ “Deli Coffee Shop” โรงแรมพูลแมน ภูเก็ต อาร์คาเดีย หาดในทอน ที่ดูแลโดย “เชฟกิตติศักดิ์” Pastry Chef มากฝีมือยังโดนใจเหล่าเบเกอรีเลิฟเวอร์อีกด้วย       เมนูซิกเนเจอร์ยอดนิยมที่มาแล้วต้องชิมคือ Croissants สไตล์ฝรั่งเศส เนื้อเบาฟู กรอบนอกนุ่มใน ที่ใช้เนยคุณภาพดีให้ความหอมมันกลมกล่อม         หากใครชอบของหวานแบบ Plated Desserts เราแนะนำ Chocolate Mousse เข้มข้น ไม่หวานมาก Panna Cotta เนื้อเนียนละมุนลิ้น และ Crème Brulee หวานมันกำลังดี ที่ทุกเมนูมีส่วนผสมของวิปปิงครีมหอมมันที่ทำเอาเรากินเพลินจนหมดแบบไม่รู้ตัว       สนับสนุนผลิตภัณฑ์โดย

มื้อที่เราจะเต็มที่กับตัวเองได้อย่างสบายใจ ต้องยกให้ “ซันเดย์บรันช์” (Sunday Brunch) เพราะท้องยังว่างหลังจากตื่นนอน แล้วยังมีเวลาให้ย่อยไปอีกยาวๆ ด้วยเหตุนี้ ซันเดย์บรันช์ บุฟเฟต์ จึงเป็นอะไรที่ลงตัวสำหรับทั้งเพื่อนฝูงและครอบครัวที่ชื่นชอบของกินอร่อยๆ ได้กินอาหารตามที่แต่ละคนชอบแถมยังนั่งคุยนั่งชิลกันได้ตลอดบ่าย ใครที่กำลังมองหาซันเดย์บรันช์ที่คุ้มค่า อาหารอร่อย วิวงามๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ลองมาที่ เน็กซ์ทู คาเฟ่ (Next2 Café) โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ ที่เพิ่งเปิดตัวซิกเนเจอร์เมนูใหม่ล่าสุดสำหรับซันเดย์บรันช์ นั่นคือ “ล็อบสเตอร์ออมเล็ต” ออมเล็ตนุ่มละมุนลิ้นสอดไส้ชิ้นกุ้งล็อบสเตอร์ชิ้นโตตักแล้วเจอทุกคำ ทอปด้วยซอสฮอลแลนเดสรสออกมันๆ เปรี้ยวนิดๆ โรยด้วยไข่กุ้งกรุบๆ ทำสดใหม่เมื่อสั่งออร์เดอร์เท่านั้น แล้วค่อยๆ ไล่ลำดับความเข้มข้นด้วย “ล็อบสเตอร์เทอร์มิดอร์” กุ้งล็อบสเตอร์ย่างอบด้วยชีสแบบแน่นๆ เน้นๆ เนื้อกุ้งแกะมาให้แล้ว ย่างสุกกำลังดีไม่เหนียวเลย และ “ล็อบสเตอร์บิส” ซุปกุ้งล็อบสเตอร์รสเข้มข้น เป็นเมนูใหม่ที่คนรักล็อบสเตอร์โดนใจเต็มๆ         ต่อด้วยอีกเมนูที่ห้ามพลาดสำหรับคนรักเนื้อ “เนื้อวัวแองกัสย่าง” ใช้เนื้อวัวนำเข้าจากออสเตรเลีย เนื้อด้านในนุ่มชุ่มฉ่ำ เสิร์ฟคู่กับซอสเกรวีหรือซอสพริกไทย และยอร์คเชอร์พุดดิ้ง ส่วนใครที่ชอบฟัวกราส์ต้องลองเมนู “ฟัวกราส์กระทะร้อน” นำฟัวกราส์ชิ้นหนามานาบกระทะ แล้วประกบด้วยขนมปังเนื้อบางเบาทาเนยนาบกระทะจนผิวกรอบๆ เท่านี้ก็ฟินแล้ว         ด้านไลน์อาหารที่นี่นำเสนอเมนูอาหารนานาชาติที่เรียกว่าครบครัน ทั้งมุมซีฟู้ดออนไอซ์สดใหม่ นอกจากกุ้งและปู ยังมีก้ามล็อบสเตอร์ ขาปูทาราบะ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ เสิร์ฟกับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสดี มุมหอยนางรมสดก็มีหอยนางรมให้เลือกหลายสายพันธุ์ทั้งจากฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และอเมริกา ส่วนสเตชั่นอาหารญี่ปุ่นมีซูชิและซาชิมิหลากหลายดี สเตชั่นอาหารจีนมีเป็ดปักกิ่งอุ่นในซึ้งเสิร์ฟร้อนๆ ตลอดเวลา สเตชั่นอาหารอินเดียนี่เรียกว่าดีงามมากทีเดียว ไก่ย่างทันดูรีเนื้อนุ่ม แกงก็รสชาติเข้มข้น กินกับแป้งนาน ชัทนีย์ และหอมแดงดอง นอกจากนี้ยังมีสเตชั่นบาร์บีคิว สเตชั่นอาหารยุโรป สเตชั่นอาหารไทย สเตชั่นอาหารสไตล์เอเชีย ที่มีจานเด่นอย่างข้าววมันไก่ไหหลำและก๋วยเตี๋ยวน้ำด้วย           ถึงจะมีเมนูให้เลือกมากขนาดนี้ แต่สายแข็งอย่างเพิ่งยอมแพ้ เพราะไลน์ของหวานและชีสของที่นี่ก็เรียงรายรอให้ชิมกันอย่างเพียบ! เริ่มด้วย ตู้ไอศกรีมสไตล์โฮมเมด 12 รสชาติ ที่หมุนวนให้เลือกจนเลือกไม่ถูกเลยทีเดียว ตามด้วยขนมหวานสไตล์ฝรั่งเศสทั้งเค้กและมูสต่างๆ มาการอง ช็อกโกแลตฟาวเทน เตอร์กิชดีไลท์ อย่าพลาดเค้กช็อคโกแลตลาวาที่อร่อยมากๆ และยังมีมุมขนมไทย พร้อมด้วยข้าวเหนียวหน้าต่างๆ รวมทั้งข้าวเหนียวมะม่วง ซึ่งจะปอกให้ใหม่ๆ เมื่อมีออร์เดอร์ด้วย             นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายนเป็นต้นไป เราอยากชวนให้บ้านที่มีน้องๆ เด็กๆ พาลูกหลานมาด้วย เพราะตอนนี้ทางเน็กซ์ทู คาเฟ่ ร่วมกับโครงการ “เอเลเฟนท์ พาเหรด®” Elephant Parade® โครงการไม่แสวงหาผลกำไรที่มีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปหันมาให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ช้าง ด้วยการร่วมกันช่วยเหลือช้างที่เจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บ รวมถึงลดความรุนแรงที่เกิดกับช้าง ด้วยการดำเนินโครงการในลักษณะการจัดนิทรรศการผลงานศิลปะบนรูปปั้นช้างที่ได้รับการออกแบบและตกแต่งโดยนักออกแบบ ศิลปิน และบุคคลมีชื่อเสียงทั่วโลก จัดกิจกรรมระบายสีรูปปั้นช้าง โดยได้จัดเตรียมพื้นที่ อุปกรณ์ระบายสี และรูปปั้นช้างเรซิ่น (ขนาดเริ่มต้น 15 เซนติเมตร ราคาตัวละ 1,000บาท) และผ้ากันเปื้อนไว้ให้พร้อมสรรพ รอแค่ทุกท่านมาปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์วาดลงไปบนตัวช้าง เป็นกิจกรรมที่เด็กๆ ก็ชื่นชอบ ผู้ใหญ่ก็สนุก นอกจากนี้ จำนวนเงิน 20% จากกำไรสุทธิจะนำไปบริจาคเพื่อกิจกรรมในโครงการสวัสดิการและอนุรักษ์ช้างในเอเชียต่อไป         บุฟเฟต์มื้อสายวันอาทิตย์ที่เน็กซ์ทู คาเฟ่ รังสรรค์โดย เชฟมาร์ค ซีโบรวีอุส หัวหน้าพ่อครัวใหญ่ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ สำหรับผู้ใหญ่ราคาท่านละ 2,888 บาทถ้วน และเด็กที่มีอายุระหว่าง 4 ปี – 11 ปี ราคาท่านละ 1,444 บาท 

เมื่อห้องอาหารฝรั่งเศสสไตล์โมเดิร์นอย่างเดอะ รีเฟล็กซ์ชั่นส์ ทำเมนูมื้อสายวันเสาร์ ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน “Social Saturday Brunch” เป็นคอนเซ็ปต์ใหม่ที่เสิร์ฟเมนูอาหารฝรั่งเศสแบบสั่งทีละจานได้แบบไม่อั้น! มีให้เลือกชิมถึง 27 เมนู   โดยเชฟสาวคนเก่ง “ร็อกซาน แรงจ์” เป็นผู้ปรุงและจัดตกแต่งแบบสวยงามจานต่อจาน G&C ไปชิมมาแล้วอร่อยหลากหลาย มากมายจนเลือกไม่ถูก       กางเมนูแล้วลองเลือกตามประเภทอาหาร เริ่มจาก Amuse Bouche มีทั้งโคนอันเล็กไส้ปูอลาสก้ากับกัวกาโมเล่รสเข้มข้น นอกจากนั้นยังมีอกเป็ดรมควันกับซอสฮอยซิน และทูน่ากับซอสพอนสึ ให้เลือกสั่ง     จากนั้นมาเรียกน้ำย่อยกันต่อด้วย Appetizer หอยเชลล์กับถั่วลันเตาและเพสโต ปลาอามาจิเซียกับแอปเปิ้ลและผักที่ตกแต่งมาได้สวยงาม ซุปเย็นมะเขือเทศกับแฮมไอเบอริโอวางบนขนมปังกรอบที่เมื่อกินด้วยกันแล้วได้รสสดชื่นจนต้องอยากสั่งเพิ่ม ใครที่ชอบหอยนางรมให้ดูที่เมนู Oyster ก่อนเลยเพราะเชฟเสิร์ฟทั้งแบบมาตรฐานพร้อมเครื่องเคียงอย่างเลมอน และกับซอสต่างๆ ให้เลือกชิม     ยังมีเมนูตับห่านซอสเบอร์รี่และล็อบสเตอร์ในซอสเนยหอมๆ ให้สั่งแบบไม่อั้น รวมทั้งปลาแซลมอนและปลาเทอร์บอท แต่ทีเด็ดก็คือ เสต็กเนื้อกวาง นุ่มๆ เสิร์ฟกับแบล็คเบอร์รี่ กะหล่ำปลีสีม่วงและมันฝรั่งยอคคี และยังมีชีส และของหวานให้เลือกอีกหลายชนิด           ลองสั่งทีละเมนูแบบไม่ซ้ำกันมาชิม ได้เห็นการตกแต่งจานอันสวยงามและปราณีต ทำให้มื้อนี้เป็นบรั้นช์ที่พิเศษกว่าเคย

คนรักอาหารญี่ปุ่นโดยเฉพาะสายบุฟเฟ่ต์ที่เน้นความอร่อยหลากหลายในราคาคุ้มค่า เราอยากชวนให้มาลองบุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่นที่ “โมริ กริลล์” ห้องอาหารญี่ปุ่นบนชั้น 2 ของโรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ซึ่งตอนนี้เปิดโซนใหม่เอาใจนักชิมกับ “BBQ Izakaya Buffet Dinner” ที่มาพร้อมเมนูปิ้งย่างมากมายเสิร์ฟร้อนๆ รวมทั้งซีฟู้ดสดใหม่นานาชนิดให้เลือกชิมกันแบบไม่อั้น     ด้วยบรรยากาศการตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นร่วมสมัยในพื้นที่ค่อนข้างกว้างขวาง สะดวกสบาย โดยมีทั้งโซนนั่งกินอาหารแบบเปิดกว้างที่รองรับเหล่านักชิมได้ถึง 115 ที่นั่ง และโซน Private Room ห้องไพรเวตที่มาพร้อมจอโทรทัศน์ LED ที่ให้ความเป็นส่วนตัวอีก 5 ห้อง จึงให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ไม่อึดอัด เหมาะกับการสังสรรค์กับครอบครัวและเพื่อนฝูง       เลือกที่นั่งมุมเหมาะๆ กันแล้ว ก็ถึงเวลาไปสำรวจไลน์บุฟเฟ่ต์ เราขอเริ่มจากโซนใหม่ BBQ Izakaya Buffet Dinner ที่เอาใจสายปิ้งย่างกับเมนูบาร์บีคิว ทั้งเนื้อ หมู ไก่ แกะ และซีฟู้ด อาทิ แซลมอน ปลาหมึก ที่เราสามารถเลือกหยิบได้ตามใจ โดยมีเชฟผู้เชี่ยวชาญพร้อมปรุงเสิร์ฟกันสดๆ ส่วนใครชอบแนวกระทะร้อน เขยิบไปด้านข้างเป็นโซน Teppanyaki - BBQ Counter ที่มีไฮไลต์อย่างกุ้งแม่น้ำ แซลมอน เห็ดออรินจิ เห็ดชิตาเกะ และเบคอนพันเห็ดเข็มทอง ชอบแบบไหนก็เลือกใส่จานยื่นให้เชฟปรุงกันได้เลย           สำหรับคออาหารทะเลห้ามพลาดซีฟู้ดนานาชนิด ที่เชฟเอ็ดดี้ – ยุคิยะซุ ทะคะมะ เชฟใหญ่ชาวญี่ปุ่นประจำห้องอาหารคัดสรรมาอย่างดี โดยเฉพาะพระเอกอย่างปูอลาสก้า เนื้อสดหวานที่กินได้ไม่อั้น รวมทั้งกั้งหิน กุ้งแม่น้ำ หอยนางรม หอยแมลงภู่ และปลาหมึกที่พร้อมให้อร่อยกันแบบสดใหม่ ส่วนใครเป็นสาวกปลาดิบต้องตรงไปที่โซน Sushi – Sashimi Counter ที่นอกจากแซลมอนชิ้นหนา ยังมีทั้งทูน่า ทาโกะ (ปลาหมึกยักษ์) ซาบะ  และปูอัด รวมทั้งข้าวปั้นหน้าต่างๆ อาทิ แคลิฟอร์เนียโรล ให้ชิมกันอย่างจุใจ               หากยังไม่อิ่ม โมริ กริลล์ยังมีโซนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นมุมชาบุชาบุ ที่เราสามารถเลือกเนื้อสัตว์ น้ำซุปและผักต่างๆ ให้เชฟปรุงได้เลย มุมของทอดที่มีทั้งเทมปุระ เกี๊ยวซ่า และมุมเมนูอาหารญี่ปุ่นปรุงสำเร็จที่หมุนเวียนเมนูให้ชิมกันแบบไม่มีเบื่อ แล้วอย่าลืมเก็บท้องไว้เผื่อโซน Dessert Counter ที่เต็มไปด้วยเมนูของหวานละลานตา ทั้งเค้กนานาชนิด ไอศกรีม น้ำแข็งไส และผลไม้ต่างๆ เป็นการปิดท้ายมื้ออร่อยนี้อย่างสมบูรณ์แบบ           ที่สำคัญตอนนี้ยังมีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับมื้อค่ำ ให้อร่อยคุ้มค่าในราคาเพียง 650 บาท (สุทธิ) ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคมนี้ เท่านั้น

ปีนี้เป็นปีแรกที่บ้านเรามีคู่มือนักกิน มิชลิน ไกด์ กรุงเทพฯ และแน่นอนว่าห้องอาหาร เลอร์ นอร์มังดี   ห้องอาหารฝรั่งเศสที่แรกของกรุงเทพฯ ซึ่งมีอายุ 60 ปี ในโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ โรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เคยได้รับรางวัลโรงแรมดีเด่นระดับต้นๆ ของโลกต้องไม่พลาดได้ดาวมิชลิน 2 ดาว ซึ่งเป็นดาวที่ได้รับสูงสุดในครั้งนี้ด้วย     ภายในบรรยากาศยังหรูหราเหมือนเดิม เก้าอี้ ผ้าม่าน พรมสีเหลืองและสีทอง เห็นสายน้ำและวิวทิวทัศน์ 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านกระจก ช่วยให้ทั้งสดชื่นและผ่อนคลาย เชฟอาโน ดูนัง โซทีเอร์ หัวหน้าเชฟประจำห้องอาหารชาวฝรั่งเศสผู้ทำให้ห้องอาหารนี้คว้ารางวัลมาจากฝรั่งเศสโดยตรง เคยผ่านงานกับห้องอาหารซึ่งได้รับรางวัลมิชลินและมีชื่อเสียงหลายแห่งก่อนจะมาทำงานที่นี่เพียง 5 ปี     เชฟอาโนพูดคุยด้วยน้ำเสียงแจ่มใสเป็นกันเองว่าอาหารของที่นี่เป็นอาหารฝรั่งเศสคลาสสิก ซึ่งยังรักษาวิธีการทำแบบดั้งเดิม เช่น เคี่ยวซอสกันเป็นวัน และใช้อุปกรณเทคนิคสมัยใหม่น้อยมาก แต่ก็เป็นสไตล์ฝรั่งเศสร่วมสมัยหรือ French Contemporary ที่มีการปรับให้เข้ายุคเข้าสมัย แน่นอนว่าวัตถุดิบเลือกอย่างดีที่สุดและสั่งตรงมาจากฝรั่งเศสตามฤดูกาล   เริ่มต้นด้วยขนมปังที่น่าสนใจคือ ขนมปังซาวด์โดซึ่งใช้ยีสต์หมักตามธรรมชาติอายุ 9 ปี มาทำ กลิ่นหอม เนื้อขนมปังนุ่มกำลังอร่อยกับเนยผสมสาหร่ายที่มีไขมันเนยนุ่ม อาหารเรียกน้ำย่อยจานแรก Tataki of Choutoro Tuna, Mushroom and Red Onion เนื้อทูน่าหั่นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กจัดวางมาอย่างสวยงาม เนื้อสดนุ่ม กับเห็ดรสหวานตามธรรมชาติ     จานต่อมาเป็นจานซิกเนเจอร์ของเชฟ Sea Urchin and Potato Foam, Champagne Sauce เนื้อหอยเม่นทะเลสดจากฮอกไกโด เนื้อสดนุ่มหวาน ราดครีมรสละมุน โรยคาเวียร์ออสซีตรา รสเค็มมันของคาร์เวียช่วยเสริมรสชาติให้โดดเด่น เมื่อไปสัมผัสกับโฟมมันฝรั่ง เนื้อนุ่มเบา และราดซอสแชมเปญที่ทำจากล็อบเสตอร์ รสครีมมัน จานนี้มีเนื้อสัมผัสและรสชาติละเอียดอ่อนกลมกล่อมสไตล์คลาสสิกฝรั่งเศสได้อย่างดีเยี่ยม     อาหารจานหลัก Roasted Pigeon, Endive, Pear and Cocoa เนื้อนกพิราบมาจากเมือง Breast ที่มีชื่อเสียง นำมาย่างเสิร์ฟกับผักอองไดฟ์ที่มีรสขมนิดๆ และลูกแพร์หั่นชิ้นบางได้รสหวาน ราดซอสช็อกโกแลตที่มีรสขมนิดๆ จานนี้ส่วนผสมดูขัดแย้งกันแต่อร่อยอย่างเข้ากัน     ของหวาน Lemon Tart Meringue, Citrus Coulis and Confit Zest ไม่หวือหวาแต่อร่อยสไตล์คลาสสิค มีเมอร์แรงค์อยู่บนหน้าและขูดผิวส้มสดนานาชนิดโรยหน้าหอมกรุ่น เนื้อเลมอน ทาร์ตรสเปรี้ยวอมหวาน   จบมื้อมิชลินในบรรยากาศการบริการอย่างอิ่มเอมและประทับใจ   ข้อมูลเพิ่มเติม เปิดบริการ : ทุกวัน (ยกเว้นวันอาทิตย์) 12:00 – 14:00 น. มื้อกลางวัน   ราคา 1,800++ บาท ต่อท่าน (3 คอร์ส) ราคา 2,250++ บาท ต่อท่าน (4 คอร์ส) 19:00 – 22:00 น. มื้อค่ำ พร้อมโชว์บรรเลงเพลงเปียโน ราคา 5,200++ บาท ต่อท่าน (5 คอร์ส) ราคา 6,200++ บาท ต่อท่าน (7 คอร์ส)

คนที่ชื่นชอบอาหารอิตาเลียนน่าจะมีชื่อร้านอาหารอิตาเลียนอยู่ในใจ และหนึ่งในนั้นน่าจะต้องมีห้องอาหารรอสซินีส์ แม้ว่าจะเปิดมานานแต่ความอร่อยก็ยังคงประทับใจเช่นเดิม     ห้องอาหารรอสซินีส์ไปสะดวกมากเพราะอยู่บนถนนนสุขุมวิทที่รถไฟฟ้าไปถึง ลงที่สถานีรถไฟฟ้าอโศก แล้วเดินเข้าโรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท, เอ ลักช์ชัวรี่ คอลเล็คชั่น โฮเต็ล ชั้น 1 จะพบห้องอาหารอิตาเลียนโอ่โถงที่ยังอยู่ในความทรงจำ ภายในตกแต่งด้วยขวดไวน์ ชีส นานาชนิดจากภาคต่างๆ ของอิตาลี และภาพวาดสไตล์ทัสกันวิลล่าของเมืองทัสคานี บรรยากาศชวนผ่อนคลาย     อาหารเป็นสไตล์อิตาเลียนดั้งเดิมตามฝีมือของเชฟเกตาโน่ พาลุมโบ้ จากเกาะซิซิลีที่พกพาอาหารจากบ้านเกิดเดินทางไปทำงานทั่วโลก และนำมาผสมผสานสร้างสรรค์เป็นจานเด่นของที่นี่ หลายจานจึงอร่อยสไตล์ดั้งเดิมแต่มีเทคนิคชวนให้ตื่นตาตื่นใจ อย่างเช่น อาหารเรียกน้ำย่อยจานแรกพนักงานยกอาหารมาเสิร์ฟพร้อมควันสโม๊คในฝาครอบแก้ว พอควันเริ่มจางจะเห็นชิ้นปลาแซลมอนลายสวยสีส้มเนื้อฉ่ำ rosemary smoked salmon, parmesan cream, sweet pickled baby onions, onion powder เนื้อปลารสนุ่มหอมกลิ่นสโม๊คได้รสเค็มนิดๆ จากครีมของชีสพาร์เมซาน และผงหอมหัวใหญ่ที่นำหอมหัวใหญ่ไปอบจนแห้งและบดเป็นผงช่วยเพิ่มรสเป็นเสน่ห์ของจานนี้     จานต่อมา roast turbot fish, zucchini, culatello ham and taleggio cheese จานนี้ทั้งแฮมคาลาเทลโล รสเค็มนุ่ม และชีสเนื้อนุ่ม อาหารลือชื่อของอิตาเลียนวางมาบนปลาเทอร์บอทเนื้อแน่น ช่วยชูรสปลาให้โดดเด่น     ส่วนมีตเลิฟเวอร์ไม่ควรพลาด miyazaki wagyu sirloin, banana shallot วากิวผิวนอกเกรียมเนื้อในสีแดงชุ่มฉ่ำเพียงแค่เห็นก็ชวนให้ต้องรีบหยิบมีดและส้อมขึ้นมาทันที     คนที่หลงไหลเส้นพาสต้าที่ห้องรอสซินีส์มีให้เลือกหลากหลาย เส้นเหนียวนุ่ม Al dented กับซอสและชีสต้นตำรับ รับรองว่าไม่ทำให้ผิดหวัง ถ้าจบของหวานด้วย Tiramisu อันโด่งดังที่มีชีสมาสคาโปเนครีมมันกับกลิ่นและรสหอมของกาแฟที่เสิร์ฟมาในขวดใบย่อมๆ ยิ่งช่วยเพิ่มรสชาติความเป็นอาหารอิตาเลียนได้อย่างจุใจ     มื้อนี้เรียกได้ว่าอยู่กลางกรุงเทพฯ แต่ก็ได้ลิ้มชิมรสอาหารอิตาเลียนได้อย่างอิ่มอกอิ่มใจ