ถ้ามีเวลา 5 วันในไต้หวัน อยากชวนไปเที่ยวสถานที่ไฮไลต์สายวัฒนธรรม เผื่อใครอยากรู้จักไต้หวันให้ลึกกว่าที่เคยลองออกเดินทางไปตาม “ร่องรอยวัฒนธรรม” ที่ซ่อนอยู่ในแต่ละเมืองไปพร้อมกับเรา เพียงเที่ยววันละที่ เก็บวันละ 1 แลนด์มาร์กแบบไม่ต้องคิดเยอะ เรารวมมาให้แล้ว




เริ่มต้นด้วยการเสริมสร้างความศรัทธาที่ วัดเป๋ยกั่งเฉาเทียน (Beigang Chaotian Temple) วัดเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความเชื่อที่มีอายุกว่า 300 ปี สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1694 และถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางศรัทธาที่สำคัญที่สุดของไต้หวัน โดยมี “เจ้าแม่มาจู่” (Mazu 媽祖) เทพีแห่งท้องทะเลเป็นเทพประธานที่ผู้คนเคารพบูชาอย่างลึกซึ้ง



ความโดดเด่นของวัดแห่งนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ แต่ยังสะท้อนความงดงามของศิลปะจีนโบราณได้อย่างประณีต ทั้งโครงสร้างไม้แกะสลัก เสา คาน และลวดลายมังกรหินที่ประดับอยู่ทั่วบริเวณวิหาร ภายในวัดยังประดิษฐานเทพสำคัญอีกหลายองค์ ไม่ว่าจะเป็นพระโพธิสัตว์กวนอิม องค์เจ้าแม่ทับทิม เทพตาทิพย์ และเทพหูทิพย์ ทำให้ที่นี่เป็นจุดหมายของผู้แสวงบุญและนักท่องเที่ยว



ทะเลสาบดอกบัว (Lotus Lake) หรือเรียกอีกชื่อคือ เหลียนฉือถัน สถานที่ชื่อดังของเมืองเกาสงที่ผสานความงดงามของธรรมชาติเข้ากับสถาปัตยกรรมทางศาสนาได้อย่างลงตัว ตั้งอยู่บริเวณชานเมือง รายล้อมด้วยวัดและศาลเจ้าหลายแห่ง



ไฮไลต์สำคัญคือทางทิศเหนือของทะเลสาบจะพบกับวัดขงจื๊อ ส่วนทางทิศใต้โดดเด่นด้วยเจดีย์มังกรและเสือ สัญลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคลที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมผืนน้ำกลายเป็นภาพจำของที่นี่


ปล่อยตัวเองให้หลงไปกับเสน่ห์ของงานคราฟต์บน ถนนกั๋วหัว (Guohua Street) หัวใจของสายกินในเมืองไถหนาน ถนนกั๋วหัวเต็มไปด้วยเสน่ห์ของร้านอาหารท้องถิ่นดั้งเดิมและสตรีทฟู้ดระดับตำนานตลอดสองข้างทาง มีเมนูขึ้นชื่อให้ลิ้มลองมากมายตั้งแต่ปาท่องโก๋ชิ้นโตกรอบนอกนุ่มใน ไปจนถึงขนมโบราณอย่างบิสกิตเปาหลงซิงที่หากินได้ยาก ทุกอย่างสะท้อนรสชาติแบบต้นตำรับที่สืบทอดกันมาหลายรุ่น นอกจากเรื่องของกิน ถนนเส้นนี้ยังเป็นเหมือนภาพสะท้อนวิถีชีวิตของคนไถหนานที่ยังคงเรียบง่ายและมีชีวิตชีวาไปพร้อมกัน




หรือจะย้อนเวลาไปสำรวจอดีตที่ ป้อมปราการโบราณอันผิง (Anping Old Fort) หนึ่งในโบราณสถานสำคัญของไต้หวันที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ยาวนานเกือบ 400 ปี แต่ในปัจจุบันสิ่งที่ยังคงหลงเหลือจากยุคดัตช์คือกำแพงอิฐเก่าแก่บริเวณด้านหน้า ที่ถูกโอบล้อมด้วยรากไม้ไทรขนาดใหญ่ กลายเป็นภาพจำอันเป็นเอกลักษณ์ สะท้อนการผสมผสานระหว่างธรรมชาติและประวัติศาสตร์ได้อย่างน่าทึ่ง



โดยรอบป้อมยังมีต้นชงโคที่ออกดอกสีชมพูให้เก็บภาพสุดประทับใจ


แวะพักใจในบรรยากาศญี่ปุ่นสุดคลาสสิกที่ หมู่บ้านไม้สนสไตล์ญี่ปุ่น (Hinoki Village) ย้อนเวลากลับไปสู่ทศวรรษ 1920 ในช่วงที่ไต้หวันอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น เดิมทีพื้นที่แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักของเจ้าหน้าที่และทหารญี่ปุ่น ควบคู่กับการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมไม้ฮิโนกิ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในยุคนั้น




หลังสิ้นสุดยุคอาณานิคมในปี ค.ศ. 1945 หมู่บ้านแห่งนี้ได้เปลี่ยนบทบาทมาเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของชุมชน ก่อนจะได้รับการอนุรักษ์และพัฒนาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีชีวิต และยังคงได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน ไฮไลต์สำคัญของที่นี่คือสถาปัตยกรรมไม้สไตล์ญี่ปุ่นที่สร้างจากไม้ฮิโนกิ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแรง ทนทาน และมีกลิ่นหอม




พบความคึกคักของ ตลาดนัดกลางคืนเหวินฮั่ว (Wenhua Road Night Market) ไม่ว่าใครที่มาไต้หวันก็ต้องแวะมาเช็กอิน ด้วยบรรยากาศคึกคักและกลิ่นหอมของอาหารท้องถิ่นที่ลอยอบอวลไปทั่วทั้งถนน ที่นี่เต็มไปด้วยร้านอาหารสตรีทฟู้ดและสินค้าท้องถิ่นให้เลือกช้อปแบบจุใจ ใครที่อยากสัมผัสวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นแบบใกล้ชิด พร้อมลิ้มลองของอร่อยหลากหลายเมนู ที่นี่คืออีกหนึ่งจุดหมายที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนเจียอี้




สัมผัสอีกมุมหนึ่งของเรื่องเล่าในอดีตที่ เรือนจำเก่าเจียอี้ (Chiayi Old Prison) อดีตสถานที่คุมขังที่ถูกบูรณะใหม่ให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ในปี ค.ศ. 2011 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของไต้หวันตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005 ปัจจุบันที่นี่เปิดให้ผู้คนเข้ามาเรียนรู้เรื่องราวของระบบเรือนจำและประวัติศาสตร์ในอดีตอย่างใกล้ชิด บรรยากาศยังคงกลิ่นอายของอดีตเอาไว้ส่วนความพิเศษของที่นี่คือ เป็นเรือนจำเพียงแห่งเดียวในไต้หวันที่ยังคงสถาปัตยกรรมยุคอาณานิคมญี่ปุ่นไว้อย่างสมบูรณ์ เจ้าหน้าที่จะไม่สามารถมองเห็นทุกห้องได้พร้อมกัน ต้องเดินเข้าไปตรวจสอบทีละห้อง





สัมผัสกลิ่นอายประวัติศาสตร์และปรัชญาที่ วัดขงจื๊อแห่งไถหนาน (Tainan Confucius Temple) เรียนรู้และซึมซับปรัชญาแห่งชีวิตที่ยังคงส่งต่อมาถึงปัจจุบันตั้งแต่ปี ค.ศ. 1666 ที่นี่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่ “ขงจื้อ” นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของจีน สัญลักษณ์แห่งปัญญาและคุณธรรม


ที่นี่ถือเป็นโบราณสถานสำคัญของไต้หวัน และยังได้รับการยกย่องให้เป็นโรงเรียนแห่งแรกของไต้หวัน เนื่องจากเคยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการศึกษาของลัทธิขงจื๊อในอดีต เสน่ห์ของวัดสะท้อนผ่านสถาปัตยกรรมที่เรียบง่ายแต่สง่างาม แฝงความคลาสสิกและความสงบในแบบฉบับวัดจีนโบราณ รายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นมานาน ยิ่งช่วยเสริมบรรยากาศให้ร่มรื่นและเปี่ยมด้วยกลิ่นอายวัฒนธรรม




ปิดท้ายวันด้วยการเติมเต็มความรู้ทางศิลปะและประวัติศาสตร์ที่ พิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติ สาขาภาคใต้ (Southern Branch of the National Palace Museum) อีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่ทั้งสายอาร์ตและสายเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไม่ควรพลาด เพราะที่นี่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่ตั้งอยู่กลางผืนน้ำ รายล้อมด้วยทะเลสาบขนาดใหญ่ และมีสะพานทอดยาวเชื่อมเข้าสู่อาคาร เสมือนการพาผู้มาเยือนค่อยๆ เดินเข้าสู่โลกของศิลปะและอารยธรรม




ภายในจัดแสดงผลงานศิลปะล้ำค่าจำนวนมาก โดยเฉพาะภาพวาดจีนโบราณที่สะท้อนความงดงามและภูมิปัญญาในอดีต นอกจากนี้ ไฮไลต์สำคัญคือคอลเลกชันที่ผสานอิทธิพลจากหลายวัฒนธรรม ทั้งจีน อินเดีย และเปอร์เซีย ทำให้ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงพิพิธภัณฑ์ แต่คือพื้นที่ที่เล่าเรื่องการเชื่อมโยงของอารยธรรมเอเชียได้อย่างน่าทึ่ง




ไปไต้หวันครั้งต่อไป เชื่อว่าทุกคนจะได้รับประสบการณ์การเดินทางที่เต็มอิ่มผ่านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิต ที่ยังคงหายใจอยู่ในทุกมุมของเกาะนี้ได้แบบเราแน่นอน
Tag:
ที่เที่ยวไต้หวัน, ไต้หวัน
ความคิดเห็น