ในแต่ละวัน เราต่างมีเวลาเท่ากัน 24 ชั่วโมง แต่ดูเหมือนว่าเวลาของคนยุคนี้จะผ่านไปเร็วขึ้นทุกที เช้าหมดไปกับการเรียนหรือทำงาน ตกเย็นยังมีงานที่ต้องสะสาง คอร์สที่อยากเรียน หรือเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ว่าจะต้องทำให้สำเร็จ จนบางครั้งเมื่อถึงเวลานอนกลับรู้สึกว่าวันนี้ยังทำได้ไม่มากพอ ทั้งที่ตลอดทั้งวันแทบไม่ได้หยุดพัก

ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเราบริหารเวลาไม่เก่งเสมอไป แต่อาจเป็นเพราะเราเริ่มรู้สึกว่า ทุกนาทีต้องมีความหมาย ต้องใช้ให้คุ้ม ต้องก้าวหน้า และไม่ควรปล่อยให้ตัวเองเสียเวลามากเกินไป จนแม้แต่ช่วงพักผ่อนก็ยังมีคำถามในใจว่า หรือเราควรเอาเวลาไปทำอะไรที่มีประโยชน์กว่านี้?
ความรู้สึกกังวลว่าเวลาจะไม่พอสำหรับสิ่งที่อยากทำ หรือกลัวว่าตัวเองกำลังเดินช้ากว่าคนอื่น มีชื่อเรียกว่า Time Anxiety หรือความวิตกกังวลเกี่ยวกับเวลา โดย คริส กีเยโบ (Chris Guillebeau) ผู้เขียนหนังสือ Time Anxiety อธิบายว่า ภาวะนี้แตกต่างจาก FOMO เพราะไม่ได้เกิดจากความกลัวว่าจะพลาดสิ่งที่คนอื่นกำลังทำ แต่เกิดจากช่องว่างระหว่างชีวิตที่เป็นอยู่กับชีวิตที่คิดว่าควรจะเป็น
เราจึงอาจรู้สึกเสียดายเวลาที่ผ่านมา คิดว่าตัวเองน่าจะเริ่มต้นเร็วกว่านี้ กังวลกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน และวางแผนล่วงหน้าว่าอนาคตต้องไปให้ถึงไหน ทั้งหมดเกิดขึ้นพร้อมกันจนกลายเป็นความรู้สึกว่ายังไม่ทันอยู่ตลอดเวลา ยิ่งคาดหวังกับตัวเองมากเท่าไร ความกังวลเรื่องเวลาก็อาจยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น
ยิ่งเมื่อโลกการเรียนและการทำงานเปลี่ยนเร็วขึ้นจากเทคโนโลยีและ AI ขณะที่โซเชียลมีเดียทำให้เราเห็นความสำเร็จของคนอื่นอยู่แทบทุกวัน การเปรียบเทียบจึงเกิดขึ้นง่ายกว่าเดิม คนหนึ่งเรียนจบ อีกคนได้งานในฝัน อีกคนเริ่มต้นธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย ส่วนเราที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองต้องการอะไร อาจเผลอรู้สึกว่ากำลังเดินช้ากว่าคนอื่น ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราอาจกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่แตกต่างกัน

ผลสำรวจของ Harmony Healthcare IT ในกลุ่ม Gen Z จำนวน 1,010 คนในสหรัฐอเมริกา พบว่าความกังวลสำคัญเกี่ยวข้องกับความไม่แน่นอนของอนาคต ทั้งเรื่องการศึกษา การเริ่มต้นอาชีพ และความมั่นคงในการทำงาน ขณะที่ผลสำรวจของ Deloitte พบว่า Gen Z และ Millennials ในประเทศไทยจำนวนไม่น้อยรู้สึกเครียดหรือวิตกกังวลเป็นประจำ โดยมีเรื่องการเงิน ภาระงาน และความรู้สึกว่าไม่มีเวลามากพอในการสร้างชีวิตตามที่คาดหวังเข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญ
สำหรับคนที่กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นชีวิตการทำงาน ความรู้สึกนี้ยิ่งเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะมีคำถามมากมายที่ยังไม่มีคำตอบ ต้องเรียนให้จบ หาที่ฝึกงาน เตรียมสมัครงาน และค้นหาว่าตัวเองเหมาะกับงานแบบไหน บางครั้งความกดดันไม่ได้มาจากใครโดยตรง แต่อาจเกิดจากการเห็นเพื่อนรุ่นเดียวกันก้าวไปข้างหน้า แล้วเผลอถามตัวเองว่า “แล้วเราล่ะ?”
ในมุมหนึ่ง การลดความกังวลเรื่องเวลาอาจไม่ใช่การพยายามจัดตารางให้แน่นขึ้น แต่คือการลดความไม่แน่นอนที่อยู่ในใจ เพราะเมื่อยังไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเดินไปทางไหน ทุกนาทีก็ดูเหมือนกำลังถูกใช้ไปอย่างสูญเปล่า การได้ลองลงมือทำจริงจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราเห็นภาพตัวเองชัดขึ้น
หลายมหาวิทยาลัยในประเทศไทยเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาวะทางใจของนิสิตและนักศึกษามากขึ้น ผ่านศูนย์ให้คำปรึกษาและบริการด้านสุขภาพจิต เช่น Chula Student Wellness, Thammasat Well-Being Center, MU Friends, CMU Mental Health Center และ KU Happy Place Center ขณะเดียวกัน การสร้างประสบการณ์จากการทำงานจริงก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่ได้ค้นหาความถนัดและสร้างความมั่นใจก่อนก้าวเข้าสู่โลกการทำงาน
หนึ่งในตัวอย่างคือโครงการสหกิจศึกษา KTC COOP ของ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาชั้นปีที่ 3-4 ได้เรียนรู้จากการทำงานจริง ควบคู่กับการทำงานในองค์กรที่ส่งเสริม Coaching Culture หรือวัฒนธรรมการโค้ช ซึ่งเน้นการตั้งคำถาม การรับฟัง และการสะท้อนความคิด เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้ค้นหาคำตอบและศักยภาพของตัวเอง แทนการรอรับคำตอบสำเร็จรูป

นางสาวชนิกานต์ กำเนิด อดีตนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้สำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 และผู้เข้าร่วม KTC COOP รุ่นที่ 5 เป็นหนึ่งในคนที่ได้สัมผัสประสบการณ์นี้ ก่อนเรียนจบเธอเคยไม่แน่ใจว่าพื้นฐานด้านภาษาและการสื่อสารจะต่อยอดสู่งานประชาสัมพันธ์ได้จริงหรือไม่ แต่การได้ทำงานกับทีมประชาสัมพันธ์ของเคทีซีทำให้เห็นภาพการทำงานจริง ตั้งแต่การเข้าใจธุรกิจ วิเคราะห์ประเด็นข่าว ไปจนถึงการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายกลุ่ม
การได้รับการโค้ชจากโค้ชภายในเคทีซีก็ช่วยให้เธอได้ทบทวนความกังวล มองเห็นศักยภาพของตัวเอง และค่อย ๆ สร้างความมั่นใจผ่านการตั้งคำถามและการสะท้อนความคิด จากนักศึกษาที่เคยไม่แน่ใจว่าจะก้าวเข้าสู่โลกการทำงานอย่างไร วันนี้เธอได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำของเคทีซีและมีผลงานโดดเด่น เป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนว่า การได้ลงมือทำจริงควบคู่กับการมีคนคอยโค้ช อาจช่วยเปลี่ยนความไม่แน่ใจให้กลายเป็นความมั่นใจได้
เพราะสุดท้ายแล้ว ชีวิตอาจไม่ใช่การแข่งขันที่ทุกคนต้องเข้าเส้นชัยพร้อมกัน ในโลกที่ทุกอย่างดูเร่งรีบขึ้นทุกวัน สิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการอาจไม่ใช่การมีใครมาบอกให้เดินให้เร็วขึ้น แต่คือการได้เรียนรู้ว่าตัวเองกำลังเดินไปทางไหน ได้ลองผิดลองถูก และมีคนคอยช่วยตั้งคำถามระหว่างทาง
เมื่อเราเริ่มมั่นใจในทิศทางของตัวเองมากขึ้น เวลาอาจไม่ใช่สิ่งที่ต้องคอยวิ่งไล่ตามอีกต่อไป เพราะบางครั้ง การเดินช้าลง ไม่ได้แปลว่าเรากำลังไปผิดทาง แต่อาจหมายถึงเรากำลังเลือกจังหวะที่เหมาะกับตัวเอง
ขอขอบคุณข้อมูลจากเคทีซี
Tag:
การทำงาน, การพัฒนาตนเอง, เคทีซี
ความคิดเห็น