ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราได้ยินคำว่า Longevity หรือการมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดีเป็นหนึ่งในแนวคิดที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ผ่านการกินอาหารและการออกกำลังกาย ในขณะเดียวกัน “โพรไบโอติกส์” (Probiotics) ก็กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในฐานะจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์กับร่างกาย โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพลำไส้ (Gut Health) ที่เชื่อมโยงกับระบบต่างๆ ในตัวเรามากกว่าที่หลายคนคิด

Gut Check : รู้จัก Gut Microbiome Health กับหมอเพื่อน
“การมีสุขภาพที่ดีและมีชีวิตยืนยาว (Longevity) อยู่ที่สุขภาพลำไส้ เพราะลำไส้เปรียบเหมือนสมองที่ 2 ของมนุษย์ค่ะ” คุณหมอเพื่อน-พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี ผู้อำนวยการศูนย์พรีเมียร์ไลฟ์เซ็นเตอร์ โรงพยาบาลพญาไท 2 อธิบายต่อว่าลำไส้มีโครงข่ายประสาทที่ซับซ้อนเรียกว่า Enteric Nervous System เป็นระบบอัตโนมัติของระบบประสาทซึ่งอยู่ที่ผนังลำไส้ เป็นสาเหตุที่ลำไส้เคลื่อนที่ได้เองโดยที่ไม่ต้องสั่งการจากสมอง
“ร่างกายมนุษย์มีเซลล์สมองถึง 86,000 ล้านเซลล์ ในผนังลำไส้เองก็มีเซลล์ประสาทมากกว่า 100 ล้านเซลล์ ที่น่าสนใจกว่านั้นคือสารสื่อประสาทบางชนิดที่สร้างจากสมอง ลำไส้ก็สร้างได้เช่นกัน เช่น เซโรโทนิน หรือ ‘สารแห่งความสุข’ ซึ่งหากพร่องไปจะเชื่อมโยงกับโรคซึมเศร้า โดยเซโรโทนินในร่างกายถึง 90% ถูกสร้างจากลำไส้ผ่านเซลล์ที่เรียกว่า Enterochromaffin Cells การดูแลสมดุลลำไส้จึงถือเป็นการดูแลสุขภาพองค์รวม เพราะลำไส้ทำหน้าที่มากกว่าการย่อยอาหารค่ะ”

บทบาทสำคัญของลำไส้ 6 ประการ
- ช่วยสร้างวิตามิน - มนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินบางชนิดได้เองหากขาดจุลินทรีย์ดีในลำไส้
- เสริมภูมิคุ้มกัน - เซลล์ภูมิคุ้มกันถึง 70% ของร่างกายถูกสร้างมาจากผนังลำไส้
- ควบคุมอารมณ์ - จุลินทรีย์ดีมีส่วนช่วยสร้างเซโรโทนิน เมื่อลำไส้แข็งแรง อารมณ์ก็ดีตามไปด้วย
- ส่งผลต่อผิว - ผ่านกลไกที่เรียกว่า Gut-Skin Axis เช่น อาหารที่มีน้ำตาลสูงจะกระตุ้นการอักเสบในร่างกายและส่งผลถึงสภาพผิวโดยตรง
- เชื่อมโยงกับความเสี่ยงมะเร็ง - หากจุลินทรีย์ร้ายมีมากกว่า กรดอะมิโนจากอาหารจะถูกเปลี่ยนเป็นสารฟีนอลและเอมีน สารเหล่านี้จะก่อให้เกิดสารอีกตัวที่ตับมาย่อยต่อเรียกว่า ไนโตรซามีน สารที่เร่งการเกิดมะเร็ง
- ควบคุมความหิว - จุลินทรีย์สามารถผลิต Short-Chain Fatty Acids เพื่อส่งสัญญาณอิ่มไปยังสมองได้โดยตรง หากจุลินทรีย์ดีมีเพียงพอ ร่างกายจะรู้จักอิ่ม แต่หากลำไส้มีจุลินทรีย์ตัวร้าย สัญญาณแห่งความหิวก็จะถูกส่งไปที่สมอง ทำให้กินไม่หยุดแม้อิ่มแล้ว
เรื่องอาหารการกินเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการรักษาความสมดุลของ Gut Microbiome หรือกลุ่มจุลินทรีย์นับล้านล้านตัวที่อยู่ในระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะการเลือกกิน “โพรไบโอติกส์” (Probiotics) หรือจุลินทรีย์ดีที่มีประโยชน์กับร่างกายนั่นเอง

ทำไมเราจึงต้องเติมโพรไบโอติกส์?
ร่างกายของมนุษย์น่าพิศวงมาก คุณหมอเพื่อนอธิบายว่าขณะอยู่ในครรภ์แม่จะไม่มีโพรไบโอติกส์อยู่เลย แต่เพียง 2 ชั่วโมงหลังคลอด ทารกจะเริ่มได้รับโพรไบโอติกส์ 10,000 ล้านตัวทันทีจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทั้งจากอากาศที่หายใจเข้าไป น้ำนมแม่ ถุงมือหมอ ฯลฯ หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ จำนวนโพรไบโอติกส์จะมีเพิ่มขึ้นเป็น 100 ล้านล้านตัวซึ่งเท่ากับเราทุกคนตอนนี้
เจ้าจุลินทรีย์เหล่านี้ก็พร้อมจะหายไปได้เมื่อเกิดความเครียด การสูบบุหรี่ กินอาหารแปรรูป กินอาหารรสจัดที่มีไขมันและน้ำตาลสูง นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงควรเติมโพรไบโอติกส์ในทุกวัน
“โพรไบโอติกส์พบมากในอาหารที่ผ่านกระบวนการหมัก (Fermentation) ซึ่งอาหารเหล่านี้จะมีจุลินทรีย์ดีอยู่ เวลากินโยเกิร์ตหนึ่งถ้วยจะได้รับโพรไบโอติกส์ 10,000 ล้านตัว แต่จุลินทรีย์เหล่านี้บอบบางมาก เมื่อค่า pH ที่เปลี่ยน มีน้ำตาลหรือความเค็มเข้ามา เขาจะอยู่ไม่ได้”

ส่วนคำที่เราได้ยินควบคู่กันอย่างพรีไบโอติกส์ (Prebiotics) อธิบายง่ายๆ คือเป็นใยอาหารหรือสารอาหารบางชนิดที่ร่างกายย่อยไม่ได้ แต่เป็นอาหารของจุลินทรีย์ดีที่มีประโยชน์ ซึ่งพบมากในผักและผลไม้ อาทิ กล้วย เบอร์รี ต้นหอม กะหล่ำปลี ฯลฯ นอกจากนี้จะมีคำว่าโพสต์ไบโอติกส์ (Postbiotics) คือสารที่จุลินทรีย์ดีสร้างขึ้นซึ่งมีประโยชน์กับร่างกาย เช่น Short-Chain Fatty Acids ที่บอกความหิวความอิ่ม และยังมีพาราไบโอติกส์ (Parabiotics) หมายถึงจุลินทรีย์ดีที่แม้จะตายไปแล้ว แต่โครงสร้างก็ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่

สิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจผิดเรื่องโพรไบโอติกส์
คนชอบคิดว่ากินโพรไบโอติกส์เพื่อให้ขับถ่ายดี แต่ในทางกลับกันการขับถ่ายคือการบ่งบอกสุขภาพลำไส้ ถ้าขับถ่ายไม่มีปัญหา อารมณ์ก็จะดีตาม ปัจจุบันทางการแพทย์มีการใช้โพรไบโอติกส์มาช่วยในเรื่องการรักษาสิว การรักษาสะเก็ดเงิน หรือแม้แต่รักษาอาการซึมเศร้า เพราะบางสายพันธุ์ช่วยสร้างให้เซโรโทนินสูงขึ้นได้ ถึงอย่างนั้นคุณหมอเพื่อนแนะนำด้วยว่าแต่ละคนต้องการโพรไบโอติกส์ไม่เหมือนกัน และอยากให้เลือกกินอาหารหลากหลายและมีจำนวนเหมาะสม ใน 1 วันควรได้ 5,000-10,000 ล้านตัว
ส่วนใครอยากเริ่มดูแลลำไส้ คุณหมอเพื่อนบอกว่าให้เริ่มจากการสังเกตอุจจาระของตัวเองทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำ “อุจจาระที่ดีจะมีลักษณะคล้ายกล้วยหอมทอง ผลขนาดกลาง อุจจาระของคนที่สุขภาพดีต้องเป็นเหมือนนักกระโดดน้ำ นั่นแปลว่า เมื่อจมลงไปในโถแล้วจะโผล่มาอย่างกึ่งจมกึ่งลอย นั่นแปลว่าสุขภาพลำไส้ของคุณดีมากจริงๆ”
Tag:
การดูแลสุขภาพ, อาหารเพื่อสุขภาพ, โพรไบโอติกส์
ความคิดเห็น