หลังจาก Garret Fish & Chips ร้านอาหารสไตล์อังกฤษและยุโรป ที่สาขาพัฒนาการประสบความสำเร็จได้ไม่นาน ก็ถึงเวลาขยายสาขาใหม่ให้ชาวพหลโยธินได้ลิ้มรสเมนูขึ้นชื่ออย่างฟิชแอนด์ชิปส์สไตล์อังกฤษแท้ ที่รสชาติและตัวแป้งกรอบนุ่มและเบา ทำเอาติดใจชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างมาก เจ้าของร้าน Garret Fish & Chips เป็นนักเรียนออสเตรเลียที่อาศัยอยู่กับโฮสต์ชาวอังกฤษ หนึ่งในวิชาที่ร่ำเรียนมานั้น เป็นสูตรอาหารหลายเมนูจากครอบครัวโฮสต์ด้วย เมื่อกลับไทยจึงเปิดร้านตามความชอบและความถนัดของตัวเอง แล้วพัฒนาสูตรอาหารร่วมกับหุ้นส่วนชาวออสเตรเลีย ซึ่งเมนูโดดเด่นคือฟิชแอนด์ชิปส์ ตัวแป้งเป็นสูตรเฉพาะของร้าน โดยใช้ “เบียร์” เป็นของเหลวสำหรับผสมแป้งเพื่อการทอด อย่าง “IPA” (India Pale Ale) ซึ่งเป็นเบียร์ที่ให้รสหวานจากมอลต์ มีกลิ่นหอมของดอกฮอปส์ (Hops) แป้งของ Garret Fish & Chips จึงไม่ได้เป็นแค่ Beer-Battered Fish & Chips แต่เป็น “IPA-Battered Fish & Chips” เจ้าแรกของประเทศไทย ถือเป็นเอกลักษณ์ที่ต่างจากร้านอื่น นอกเหนือจากเมนูฟิชแอนด์ชิปส์ยังมีอาหารสไตล์อังกฤษ ยุโรปและซีฟู้ดอีกหลายเมนูรอให้ทุกคนได้ลิ้มลอง การตกแต่งร้านเป็นแนวบ้านริมหาดที่มีกลิ่นอายของทะเล สร้างมู้ดแอนด์โทนด้วยรถทรักและเก้าอี้ชายหาดทาสีสันต่างๆ หลังร้านมีสนามวอลเลย์บอลชายหาด ยังมีโซนห้องแอร์และที่จอดรถบริการด้วย และทางร้านมีเครื่องดื่ม IPA เตรียมเสิร์ฟ สามารถนั่งชิวเอาท์กับเพื่อนๆได้ ทั้งบรรยากาศและอาหารทำให้รู้สึกไม่ได้อยู่กลางพหลโยธิน เหมือนได้ไปเที่ยวทะเลจริงๆ เริ่มที่จานแรก Sausage Roll, Beans & Chips ซอสเซจโรลไส้หมูสับ รสชาติเข้มข้น เสิร์ฟคู่บีนส์และชิปส์ เข้ากันสุดๆ จานที่ 2 เป็น The Full Monty มีไส้กรอกเลือดและเบคอนทรงกลมที่อร่อยมากๆ เป็นอาหารเช้าสไตล์อังกฤษแท้ๆ เลย เมนูขายดีอย่าง Angus Steak Mince & Onion Pie, Chips, Peas & Gravy พายสเต๊กเนื้อแองกัสสับและหัวหอม เสิร์ฟคู่เฟรนช์ฟรายส์กับซอสเกรวี อร่อยกลมกล่อม มาต่อที่เมนูซิกเนเจอร์ IPA-Battered Cod & Chips ปลาค้อดเนื้อขาวจั๊ว แถมยังฉ่ำ แป้งมีสัมผัสที่กรอบและบางมาก เพราะสูตรการนำเบียร์ IPA มาผสมแป้งแทนน้ำ แอลกอฮอล์จะระเหยได้ดีกว่า ใช้เวลาทอดไม่นาน ทำให้แป้งสุกเร็วขึ้นและเนื้อปลาด้านในสุกกำลังดี ก่อนกินลองเยาะมอลเวเนการ์ตามสไตล์อังกฤษให้มีรสเปรี้ยวนิดๆ อร่อยลงตัวมาก IPA-Battered Seafood Platter ซีฟู้ดรวมจานใหญ่ เชฟแอบใส่หอยนางรมจากญี่ปุ่น 1ชิ้นให้ลองเสี่ยงดวง ใครได้ถือว่าโชคดี กินคู่เฟรนช์ฟรายส์ ซอสทาร์ทาร์และถั่วลันเตาบด กระดาษซับมันที่รองมาเป็น Food Grade ร้านออกแบบและใส่เรื่องราวไว้ในนั้นเป็น Easter Egg ให้อ่านไปกินไป กินจนหมดจานแป้งยังกรอบอยู่เลยเพลินสุดๆ ใครชอบเนื้อเน้นๆไม่อยากกินของทอดต้องสั่ง Bangers & Mash ไส้กรอกย่างสูตรลับของร้าน เสิร์ฟพร้อมมันบดสไตล์อังกฤษ และปิดท้ายด้วย Apple Pie And Custard แอปเปิลพายกับคัสตาร์ด จุดเด่นคือความหอมของตัวแป้งพัฟเพสตรี ตัดด้วยรสชาติแอปเปิลที่เปรี้ยวหวานกำลังดี ใครอยากตามรอยมากิน ต้องจองล่วงหน้าทาง Line : @garretfishandchips (มี@) หรือสั่งผ่าน Delivery ได้เช่นกัน

ลึกเข้าไปในถนนสายเล็กในอำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ใช้เวลาขับรถจากกรุงเทพฯ เพียงชั่วโมงกว่า ๆ เท่านั้น ก็จะได้สัมผัสอีกบรรยากาศหนึ่งราวกับหลุดพ้นจากความวุ่นวายทั้งปวง ด้วยตัวอาคารสีขาวสะอาดท่ามกลางลานหญ้าสีเขียว มีเทือกเขาพระพุทธบาทน้อยตั้งตระหง่านเป็นฉากหลัง พิมพิมาน นั้น เป็นห้องอาหารแนว East meet West ภายในร้านประดับประดาด้วยข้าวของสไตล์ตะวันออก พร้อมโทนสีที่จัดจ้าน ด้วยแนวคิด Color Therapy ส่วนเมนูอาหารไทยโบราณของที่นี่จะปราศจากเนื้อสัตว์ใหญ่ สัตว์ป่า รวมถึงสัตว์อายุยืนทั้งหมด สอดคล้องไปกับแนวคิดแห่งการผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ สำหรับอาหารไทยโบราณที่ขึ้นชื่อของพิมพิมาน เริ่มต้นด้วยจานเรียกน้ำย่อย มังกรคาบแก้ว หรือม้าฮ่อ ไส้ผัดส่วนผสมข้าด้วยกันจนเหนียวปั้นเป็นก้อนกลม ยัดเป็นไส้ในส้มผ่าซีก รสชาติหวานเค็มตัดกับความเปรี้ยวของผลไม้อย่างลงตัว ต่อด้วย ปลาแห้งแตงอุลิต หรือ แตงโมปลาแห้ง อีกหนึ่งของว่างชาววังโบราณ เหมาะสำหรับกินยามบ่ายคลายร้อน ด้วยความเย็นชุ่มฉ่ำของแตงโม ผสานกับกลิ่นหอม ๆ จากปลาแห้งที่คั่วกับหอมเจียวและน้ำตาลทราย เข้าสู่อาหารจานหลัก เมนูแรกเปิดด้วย ห่อหมกปู พริกแกงไทยจัดจ้าน หอมกลิ่นสมุนไพร อัดแน่นด้วยเนื้อปูเน้น ๆ เช่นเดียวกับ หลนปู เมนูน้ำพริกเค็มมันจากกะทิที่มาพร้อมเนื้อปูเต็มปากเต็มคำเสริมความเค็ม ๆ มัน ๆ เข้าไปอีกด้วยไข่ปูแบบไม่มีหวง เคียงกับผักสดหลากชนิดที่เสิร์ฟมาพร้อมกัน ปิดท้ายด้วย แกงรัญจวนไก่ อีกหนึ่งแกงโบราณที่หากินได้ยากในปัจจุบัน ความโดดเด่นอยู่ที่น้ำซุปกลมกล่อม หอมรัญจวนจากเครื่องแกงกะปิ ใบโหระพา และตะไคร้ซอย ไม่มีอะไรจะดีไปกว่ากินคู่กับข้าวสวยร้อน ๆ สักจาน สำหรับของหวานนั้น ก็ยังคงความเป็นไทยไว้อย่างเหนียวแน่น เริ่มต้นด้วย ขนมโคกะทิสด มีทั้งไส้กระฉีกหอมหวานและไส้ถั่วมาในถ้วยเดียว หอมทั้งกลิ่นกะทิและงาในหนึ่งคำ แล้วจบด้วย ข้าวเหนียวมะม่วง เมนูของหวานสุดคลาสสิก ข้าวเหนียวมูนหวานนุ่มชุ่มฉ่ำ ราดกะทิหวานมัน กินคู่กับมะม่วงที่ฉ่ำไม่แพ้กัน โรยหน้าด้วยถั่วทองทอดเพิ่มความกรุบกรอบเคี้ยวเพลิน เครื่องดื่มที่เป็นความพิเศษเฉพาะของร้าน เริ่มด้วย พิมพิมาน มาในสีเหลืองทองจากน้ำสับปะรด น้ำเก๊กฮวย และไซรัปวานิลลาที่ผสมผสานกันในแก้วเดียว ท็อปด้วยโฟมนุ่มสีขาวจากไข่ขาวและแปะทองคำเปลวดูหรูหรา รพีจรัส น้ำมะตูมและน้ำกระเจี๊ยบ เพิ่มความหวานหอมด้วยไซรัปกลิ่นเอลเดอร์ฟลาวเวอร์ พฤกษาขจี เครื่องดื่มสีเขียวสด มีส่วนผสมของตระไคร้ ใบเตย และน้ำแอปเปิ้ล เพิ่มความซ่าด้วยเลมอนเนด สุดท้ายคือ ช่ออำพัน ที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมตะไคร้ น้ำส้มยูซุ และน้ำอัญชัน นอกจากจะโดดเด่นเรื่องเมนูไทยโบราณ ที่นี่ยังมีเมนูตะวันตกอีกหลากหลายเป็นอีกตัวเลือกด้วยเช่นกัน เริ่มต้นจาก Salmon Passion Ceviche สลัดแซลมอนสดหั่นเต๋า คลุกเคล้าในซอสเสาวรสที่รสชาติเปรี้ยวจัดจ้าน ให้ความสดชื่นเหมาะกับการเป็นจานเรียกน้ำย่อย จานต่อมา Duck a’ L’Orange เป็ดอบซอสส้ม ที่ทางร้านเลือกใช้น่องเป็ดติดสะโพก นำไปเซียจนหนังเป็นสีทอง แล้วอบไฟอ่อน ๆ กับซอสส้มและเฮิร์บต่าง ๆ อีกประมาณ 4 ชั่วโมงจนเนื้อเปื่อยยุ่ยกินง่าย เข้ากับซอสส้มที่มีรสเปรี้ยวอมหวาน ปิดท้ายด้วยพาสตา Spaghetti Aglio e Olio with Carbmeat สปาเก็ตตีเส้นหมึกดำกับปูซอสกระเทียมพริกแห้ง ผัดกับ Olive oil มะเขือเทศอบแห้ง มะเขือเทศเชอรี่ และพาสลีย์ ส่วน เดอะ ฮาร์โมนี่ ไลบรารี่ แอนด์ ทีรูม ห้องชายามบ่ายที่อยู่ภายในโครงการเดียวกัน ภายในดูอบอุ่นสบายตา เหมาะกับการมานั่งจิบชาอย่างไม่เร่งรีบ แน่นอนว่าภายในยังคงการตกแต่งด้วยสไตล์ตะวันออก พร้อมกับสะท้อนองค์ประกอบการใช้สีทั้ง 7 สีเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว (Symphony of Color)  ผ่านการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์และข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ชุดชายามบ่ายของ เดอะ ฮาร์โมนี่ ไลบรารี่ แอนด์ ทีรูม นั้นบอกเล่าแนวคิดของการเดินทางบนเส้นทางสายไหม ผ่านเมนูของว่างมากหน้าหลายตา ไม่ว่าจะคาวหรือหวาน เช่น มาการอง ที่มีช็อกโกแลตรูปขนนกติดด้านบน สื่อถึงการบันทึกเรื่องราวการเดินทาง โอเปร่าเค้ก ที่ห่อด้วยแผ่นน้ำตาลลายผ้าไหม เป็นตัวแทนสินค้าที่นิยมขายบนเส้นทางสายไหม ช็อกโกแลต ทรงกลมที่สื่อถึงลูกโลก การโคจรมาเจอกันระหว่างโลกตะวันออกและตะวันตก และ ตำลึงทอง ที่ทำจากไวต์ช็อกโกแลต ที่หมายถึงเงินตราในสมัยก่อน ของหวานเซ็ตใหญ่นี้จะมาคู่กับสโคนอุ่น ๆ กับชา TWG หลากหลายรสชาติ รวมถึงเมนูชาผลไม้แบบเย็น เช่นเมนูซิกเนเจอร์ชื่อ เดอะ ฮาร์โมนี่ ที่มีส่วนประกอบของชาเขียว ลูกพีช น้ำใบเตย คาโมมายด์ มะลิ และดอกลิลลี่ และอีกแก้วหนึ่งที่สีสันสวยสดงดงามไม่แพ้กันคือ ลิ้นจี่ ลา โรส ซึ่งเป็นชาอู่หลง ผสมน้ำลิ้นจี่ และกุหลาบ นอกเหนือไปจากห้องอาหารพิมพิมาน และ เดอะ ฮาร์โมนี่ ไลบรารี่ แอนด์ ทีรูม ที่นี่ยังเปิดให้บริการห้องพักวิวเทือกเขาพระพุทธบาทน้อยของ เดอะ โซล รีสอร์ต (The Soul Resort) เพื่อการพักผ่อนท่ามกลางอ้อมกอดของธรรมชาติ และปล่อยใจเป็นอิสระจากความวุ่นวายทั้งปวง

“โกปี๊เฮี้ยะไถ่กี่” ร้านอาหารเช้าเก่าแก่ที่เริ่มเสิร์ฟความอร่อยตั้งแต่ พ.ศ.2495 (นานกว่า 60 ปี) เดิมทีเป็นร้านโชห่วยที่มีมุมกาแฟเล็กๆ แต่ด้วยกาลเวลาแปรเปลี่ยนไปทำให้ธุรกิจกาแฟได้กระแสตอบรับที่ดีตลอดมา เจ้าของจึงเปิดเป็นร้านคอฟฟี่เสียเลย โดยชื่อนี้มีที่มาจากคำว่า ‘โกปี๊’ แปลว่า กาแฟ รวมกับคำว่า ‘เฮี้ยะ’ ซึ่งเป็นแซ่ของเจ้าของร้าน ‘ไถ่’ หมายถึงประเทศไทย และ ‘กี่’ คือ ธุรกิจ ทั้งหมดรวมกันเป็น ‘ธุรกิจร้านกาแฟของคนตระกูลเฮี้ยะในเมืองไทย’ ปัจจุบันร้านโกปี๊เฮี้ยะไถ่กี่ ขยายสาขาไปแล้วกว่า 5 ที่ แต่วันนี้เราแวะมาชิมที่เสาชิงช้า ซึ่งเป็นโลเคชั่นดั้งเดิมที่ตั้งอยู่ถนนศิริพงษ์ ใกล้ๆ ศาลาว่าการกรุงเทพฯ ตึกอาคารพาณิชย์หัวมุมกว้างขวาง ภายในร้านให้ฟีลคลาสสิกของร้านกาแฟสมัยก่อน ตั้งแต่โต๊ะกลมหินอ่อนเข้าคู่กับเก้าอี้ไม้ทรงกลมยุคโบราณ ผนังของร้านทำจากไม้ที่แซมด้วยภาพเมนูน่ากินต่างๆ นอกจากมีมื้อเช้าเสิร์ฟแล้วยังมีคอมฟอร์ตฟู้ดอาหารจานเดียวเสิร์ฟอีกด้วย มาถึงร้านแล้วเราสั่ง ไข่กระทะ เมนูสุดป็อปประจำร้าน อิ่มเอมไปกับไก่ไข่ 2 ฟอง หมูสับ กุนเชียงรสหวาน เสิร์ฟพร้อมขนมปังสไตล์ฝรั่งเศสอบ ท็อปด้วยหมูยอและกุนเชียง ตามด้วย ขนมปังอบเนยนม ขนมปังกรอบนอกนุ่มใน สอดใสเนยนมรสหวานมัน เสิร์ฟคู่นมข้นหวาน และน้ำตาลเผื่อนักชิมคนไหนอยากได้ความหวานเพิ่มเติม เครื่องดื่มเราสั่ง นมเย็น น้ำหวานแดงผสานไปกับนมสดหอมมัน ได้รสหวานเข้มข้น และที่แนะนำเลยคือ ชาเข้มนมข้น ชาลีลอนนำเข้า ผสมกับนมข้นหวาน และนมสด ได้รสชาติหอมหวาน กลมกล่อม จิบกี่ครั้งก็ชื่นใจ

“ร้านข้าวต้มเป็ด เป็ดอ้วน เจ้าเก่า (ประตูผี)” ร้านในตำนานที่เสิร์ฟความอร่อยมา 60 ปี ตั้งแต่สมัยรุ่นอากง ให้พลพรรคนักชิมได้ฟินไปกับเมนูที่ครีเอทจากส่วนต่างๆ ของเป็ด อาทิ ไส้ น่อง ปาก ขา ปีก เลือด เนื้อล้วน ที่ทางร้านคัดสรรมาจากเป็ดคุณภาพตัวอ้วนๆ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ ร้านข้าวต้มเป็ด เป็ดอ้วน นั่นเอง ฟู้ดดี้คนไหนอยากลิ้มลองให้ปักหมุดซอยสำราญราษฎร์ได้เลย สามารถจอดรถวัดเทพธิดาราม หรือใครจะนั่ง Mrt มาลงสถานีสามยอด (ออกประตู 3) ก็สะดวกไม่แพ้กัน เมนูแรกที่เราสั่งคือ ข้าวต้มเป็ดเนื้อล้วน ข้าวต้มหม้อดินหอมกลิ่นใบเตยอ่อนๆ ราดน้ำซุปรสเค็มนุ่มนวล ที่เคล้าไปด้วยเนื้อเป็ดล้วนแน่นๆ โรยด้วยกระเทียมเจียวทำเอง เสิร์ฟคู่น้ำจิ้มสูตรเฉพาะของทางร้าน รสออกเปรี้ยวเล็กๆ เผ็ดหน่อยๆ กินกับข้าวต้มลงตัวสุดๆ และ ผัดกระเพราเป็ด เป็ดเนื้อแน่นชิ้นพอดีคำ ผัดพร้อมเครื่องกระเพรา เพิ่มความเผ็ดร้อนด้วยพริกเผา ใครที่ชอบรสแซ่บต้องเลิฟมากจานนี้ เป็นร้านในตำนานที่เรียกได้ว่าอร่อยของจริง

หลังจากเปิดประตูบ้านให้บริการอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ชื่อของ Villa Frantzén ก็กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของเหล่าฟู้ดดี้ในกรุงเทพมหานครทันที พร้อมกับสร้างสีสันให้แวดวงร้านอาหารในเมืองไทยขึ้นไปอีกขั้น  ด้วยชื่อเสียงของร้านอาหารนอร์ดิกจากสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เจ้าของดีกรีมิชลิน ไกด์ 3 ดาว และท็อป 25 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลกจากรายชื่อ The World’s 50 Best Restaurants ประจำปี 2022 ที่ผ่านมา สำหรับสาขาใหม่ภายใต้นามว่า Villa Frantzén นั้น ได้เนรมิตบ้านหลังใหญ่ในย่านที่อยู่อาศัยมุมหนึ่งในกรุงเทพมหานครให้กลายเป็นร้านอาหารในวิลล่าสุดหรู พร้อมครัวเปิดโล่งที่น่าตื่นตาตื่นใจ กระจกบานใหญ่เปิดโล่งให้เห็นสวนสีเขียวด้านนอก และเมื่อฟ้ามืด แสงไฟด้านนอกก็จะเปล่งประกายระยิบระยับสร้างบรรยากาศให้มื้ออาหารเย็น ณ ที่แห่งนี้มีความพิเศษมากกว่าเดิม ส่วนวิลล่าอีกหลังที่อยู่ติดกัน เปิดเป็น Villa Frantzén Cocktail Bar ค็อกเทลบาร์สไตล์นอร์ดิกที่นำกลิ่นอายเอเชียมาผสมผสานอย่างลงตัว คอยทำหน้าที่ต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วยเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อยจากการรังสรรค์ของ Gabriel Valdés ผู้จัดการบาร์และทีมของเขา ก่อนการเดินทางไปสู่มื้ออาหาร 5 คอร์ส Villa Frantzén Cocktail Bar ต้อนรับเราด้วยค็อกเทลซิกเนเจอร์ Plum & Miso ที่ได้กลิ่นอายญี่ปุ่นจากบ๊วยและมิโซะ กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับรสชาติของอัลมอนด์และคาโมมายด์ เบสด้วยดรายจิน คอนยัค และเวอร์มุธ อีกแก้วหนึ่งคือ Caramel, Coffee & Banana ค็อกเทลรสกาแฟ หอมหวานด้วยซอลท์เต็ดคาราเมล  และไซรัปกล้วย แน่นอนว่าในเรื่องของอาหาร ที่นี่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็น Frantzén ของเชฟ Björn Frantzén ไว้อย่างเหนียวแน่น พร้อมกันนั้นยังสอดแทรกไปด้วยแรงบันดาลใจที่ได้จากอาหารเอเชีย ภายใต้การดูแลของ Martin Enstrom เฮดเชฟของร้าน สำหรับอาหารทั้ง 5 คอร์ส สามารถเลือกแพร์ริ่งกับไวน์หรือเครื่องดื่ม Non-Alcoholic ก็ได้ จากการให้ความสำคัญในการหมักดองอาหาร เครื่องดื่ม Non-Alcoholic ก็ล้วนนำเอากรรมวิธีดังกล่าวนี้มาใช้ด้วยเช่นกัน อย่างเช่นแก้วแรก ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่ทำจากสตรอว์เบอร์รี่หมักรสหวานอมเปรี้ยว เพิ่มกลิ่นและความสดชื่นด้วยมิ้นต์ พร้อมเริ่มต้นคอร์สด้วย Oyster หอยนางรมจากนอร์มังดี ประเทศฝรั่งเศส ให้รสชาติเค็มอ่อน ๆ ออกครีมมี่จากครีมรมควัน แทรกด้วยความสดชื่นจากน้ำมะนาว น้ำมันซีบัคธอร์น และให้รสเผ็ดเจือมานิด ๆ จากเครื่องปรุงรสฟักทองสไปซี่ ถัดมาคือ Kavring ขนมปังทำจากข้าวไรย์ เป็นหนึ่งในอาหารท้องถิ่นของสวีเดน เสิรฟ์มาพร้อมเนย Bordier จากฝรั่งเศส จากนั้นก็พร้อมแล้วที่จะเข้าสู่อาหารมื้อหลัก โดยทั้ง 5 คอร์สเมนูนี้ผู้กินสามารถเลือกเมนูได้ตามใจชอบคนละ 1 จานต่อ 1 คอร์ส สามารถกินจานใครจานมันหรือกินแบบแชร์กันเพื่อให้ลิ้มลองได้หลากหลายเมนูก็ได้ เริ่มต้นด้วยคอร์สแรกที่เราเลือกเป็น Veal tartare & smoked parsley ทาร์ทาร์เนื้อลูกวัวและผักชีฝรั่งรมควัน คลุกเคล้ากับซาวครีมแบบฝรั่งเศสและมะนาวดอง ให้รสชาติกลมกล่อม มาพร้อมกับไข่ปลาเวนเดซและหัวไชเท้าแตงโม ท็อปด้วยต้นหอมซอยและหอมเจียวสีทอง อีกจานคือ Cold poached lobster & rhubarb ล็อบสเตอร์ชิ้นใหญ่ เนื้อเด้ง และรูบาร์บ ในน้ำซอสรสออกเปรี้ยวจากการผสมผสานของมะเขือเทศ วานิลลา พริกไทยดำ น้ำมันมะกอก และมะนาวเวอร์บีน่า ให้ความรู้สึกคล้ายกินน้ำยำรสชาติเบา ๆ เพิ่มสัมผัสกรุบ ๆ เคี้ยวมันด้วยผลอ่อนอัลมอนด์สีขาว คอร์สที่สอง Grilled scallops & fermented parsnips หอยเชลล์เนื้อนุ่มหอมกลิ่นย่างเตะจมูกทันทีที่เข้าปาก เพิ่มรสชาติด้วยพาร์สนิปหมักหั่นเต๋าขนาดเล็ก พร้อมด้วยเห็ดทรัฟเฟิลดาชิ หัวหอมใหญ่ และน้ำมันอัลมอนด์ อีกจานหนึ่งคือ Jerusalem artichokes & vendace roe ที่จัดมาให้ลิ้มลองทั้งอาร์ติโช้คแบบสดและแบบทอดกรอบ มาคู่กับไข่ปลาเวนเดซในครีมสด เหยาะน้ำมันเรพซีดสกัดเย็น โรยต้นหอมและดิลล์ ได้อโรม่าในทุก ๆ คำ โดยคอร์สนี้จับคู่กับเครื่องดื่มรสเปรี้ยวที่ได้จากรูบาร์บ แต่ในขณะเดียวกันก็มีกลิ่นของเมล็ดกาแฟหอม ๆ เข้ามาเสริมให้ดื่มได้อย่างเพลิดเพลิน สำหรับคอร์สถัดมาจับคู่กับเครื่องดื่มสีชมพูขุ่นที่ได้จากข้าวสีแดงผสมน้ำแครนเบอร์รี่ รสชาติกลาง ๆ ดื่มง่าย จับคู่จานอาหารในคอร์ส ได้แก่ Pumpkin & frozen truffle butter เนื้อฟักทองบดละเอียด ท็อปด้วยบรอกโคลี ชีสเวสเตอร์บอตเทน น้ำมันเมล็ดฟักทอง และผักโขม จานนี้ให้รสชาติออกเค็มจากเนยทรัฟเฟิล ผสานกับความหวานธรรมชาติของเนื้อฟักทองได้อย่างลงตัว แถมยังได้สัมผัสกรุบ ๆ ของมูสลี่ถั่วเข้ามาเสริมด้วย อีกจานคือ Baked turbot & green asparagus เนื้อปลาตาเดียวอบราดด้วยซอสหน่อไม้ฝรั่งขาวหมัก ที่มาพร้อมในชามเดียวกันคือหน่อไม้และถั่ว ปรุงรสด้วยสมุนไพรซีตรัสและเพิ่มความหอมสดชื่นด้วยใบมิ้นต์ เข้าสู่เมนคอร์สด้วยเมนู Ox cheeks & caramelized onion velouté เนื้อแก้มวัวตุ๋นจนเปื่อยยุ่ย ราดซอสเวลูเต ที่ได้จากการเคี่ยวหัวหอมคาราเมล เสิร์ฟพร้อมกะหล่ำดาว ผักชีฝรั่ง และชะเอม ส่วนอีกเมนูนั้นคือ Chicken »pôche-grillé« & scrambled eggs เนื้อไก่ย่างที่เลือกซื้อไก่ท้องถิ่นจากตลาดคลองเตยจับคู่กับไข่คน มาในน้ำซุปไก่สีเข้ม เห็ดทรัฟเฟิล และน้ำมันกระเทียมย่าง ค่อย ๆ ใช้มีด Morakniv สุดพิเศษด้วยด้ามที่มีสีสันและลวดลายพื้นเมืองของสวีเดนที่เรียกว่า Kurbits ละเลียดหั่นเนื้อสัตว์มห้ได้ชิ้นพอดีคำ แพร์ริ่งไปกับน้ำเชอร์รี่หมักกับเกาลัดคั่ว ปิดท้ายด้วยคอร์สของหวานแพร์ริ่งกับเครื่องดื่มแก้วสุดท้ายที่มาจากน้ำชาแดงและเลมอน โดยเลือกที่จะล้างปากด้วยรสชาติออกเปรี้ยวของ Blood orange sorbet ซอร์เบต์รสส้มสีเลือด กินคู่กับมูสอูหลง ส้มโอ และเฮเซลนัทอบ หรือจะดื่มด่ำกับความรสชาติอันหนักแน่นของ Smoked ice cream »2.0« ที่มาพร้อมกับถั่วพีแคนโทสต์จนกลิ่นมีกลิ่นหอม คาเคานิบส์ ทาร์ไซรัป ซอล์ทเต็ดฟัดจ์ นำเสนอในรูปแบบของไอศกรีมซ็อกโกแลตภายใต้โดมช็อกโกแลตที่ค่อย ๆ ละลาย ได้กลิ่นของถ่านที่เผาไหม้อย่างชัดเจนเจือไปกับกลิ่นเครื่องเทศที่ได้จากกานพลู หลังจากดื่มด่ำกับมื้ออาหารเรียบร้อยแล้ว ยังกลับไปนั่งจิบเครื่องดื่มที่ Villa Frantzén Cocktail Bar เพื่อเป็นการปิดท้ายได้เช่นกัน สำหรับซิกเนเจอร์ LICORICE & AIR ส่วนผสมระหว่างวอดก้าอัลมอนด์ ชะเอม บัตเตอร์สก็อต เกลือ และกลิ่นหอมของซีตรัส และโฟมนุ่มบางเบาท็อปด้านบน เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับช่วงเวลาที่ท้องอิ่ม ส่งท้ายช่วงเวลาสุดพิเศษที Villa Frantzén ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เด็กอ้วนคนไหนชอบกินเฟรนช์ฟรายส์เป็นชีวิตจิตใจ เราแนะนำให้ไปลองที่ Toro Fries Signature เลย ร้านเฟรนช์ฟรายส์สไตล์โฮมเมดที่โดดเด่นด้วยความยาวกว่า 1 ฟุต ทำสดๆ ทอดร้อนๆ ให้คุณลิ้มลอง หัวใจหลักแห่งความอร่อยคือ ‘มันฝรั่ง’ ที่เจ้าของร้านเลือกสรรมันฝรั่งคุณภาพจากรัฐไอดาโฮ ประเทศสหรัฐอเมริกา ผ่านกระบวการทอดที่ความร้อน 190 องศา เป็นเวลา 2 นาที ราดซอสชีสรสต่างๆ หรือแม้กระทั่งกินเปล่าๆ ก็ยังฟินได้ ทางร้านบอกว่าจะต้องกินภายในระยะเวลา 6 นาทีเท่านั้นเพราะเฟรนช์ฟรายส์จะให้รสชาติลงตัวที่สุด ครั้งนี้เราแวะมาชิมที่ห้างไอคอนสยาม (บริเวณชั้น 6)  ซึ่งเป็นสาขาแรกของฝั่งธนฯ พิเศษด้วยมีซอสชีสดิปกว่า 10 รส มีทั้งซอสตามฤดูกาล และซอสรสทรัฟเฟิล เมนูขายดีที่มีเสิร์ฟเฉพาะสาขานี้เท่านั้น ว่าแล้วก็ไปลองกันเลย เมนูแรกที่ต้องสั่งคือ Truffle Cheese มันฝรั่งแท่งทอดกรอบร้อนๆ ราดซอสชีสทรัฟเฟิลหอมๆ ได้รสครีมมีกินอร่อย ตามด้วยเมนูดาวเด่นอย่าง รส Signature Mix ซอสชีสต่างๆ อาทิ ชีสรสดั้งเดิม ชีสรสสไปซี่ และชีสรสหัวหอม เข้ากันดีกับเฟรนช์ฟรายส์ทำสดใหม่ รส Purple Sweet Potato Cheese ได้รสหวานธรรมชาติของผงมันม่วง กินคู่กับมันฝั่งแท่งทอดหอมๆ  คนรักรสเผ็ดต้องชอบ รส Nori Wasabi Cheese ตัวซอสครีเอทมาจากสาหร่ายโนริ วาซาบิรสเผ็ดซ่า และชีสหอมมัน หรือใครอยากชิม 2 รสในหนึ่งกล่องทางร้านก็ไม่ติด เอาสั่ง รส Pizza Cheese มันฝรั่งแท่งรังสรรค์จากมันฝรั่งนำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา ราดซอสพิซซ่ารสกลมกล่อม และ รส Corn Cheese ซอสรสข้าวโพสได้รสหวานมันพอดี

ไม่ว่าจะอยู่ตรงมุมไหน ทัศนียภาพของกรุงเทพมหานครในยามค่ำคืนนั้นก็ยังเป็นภาพที่ชวนประทับใจเสมอ อย่างเช่นที่ SOL and LUNA ร้านอาหารแนวเอเชียร่วมสมัย พิกัดน้องใหม่ล่าสุดบนชั้น 15 ของโรงแรม GLOW Sukhumvit 71 (โกลว์ สุขุมวิท 71) นับเป็นข้อได้เปรียบของทำเลที่ตั้ง เพราะรอบ ๆ ดาดฟ้าแห่งนี้ไม่มีตึกสูงใกล้เคียงมาบดบังวิวเลยแม้แต่น้อย ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นมุมชั้นดีสำหรับการชมอาทิตย์ตกดิน จวบจนแสงสุดท้ายตัดไปกับเส้นขอบฟ้าของกรุงเทพมหานครที่อยู่ไกลสุดสายตา ก่อนที่ท้องฟ้าจะค่อย ๆ มืดลง ที่นี่มีทั้งที่นั่งในร่มและที่นั่งรับลมด้านนอก ภายในร้านอบอุ่นด้วยโทนสีน้ำตาลสว่างและสีส้มจากสีสันของดวงอาทิตย์ เมื่อต้องแสงไฟในยามค่ำคืนแล้วกลายเป็นสีทองอร่าม สำหรับอาหารสไตล์เอเชียร่วมสมัยของ SOL and LUNA นั้น เริ่มต้นด้วยจานเรียกน้ำย่อย Duck Liver Pate ปาเตสไตล์ฝรั่งเศสจากตับเป็ดบดละเอียด จากที่นิยมกินคู่กับบาแกตต์ ปาเตของ SOL and LUNA นั้นกลับท็อปมาด้วยบ๊วยเชื่อมโฮมเมดและจับมากินคู่มากับแป้งปอเปี๊ยะเวียดนามทอดกรอบแทน ต่อด้วย Grilled Squid มาพร้อมจุดเด่นที่ตัว ‘ซอสสามแผ่นดิน’ ได้แก่ ซอสสไตล์จีนทำจากน้ำมันผัดกับกระเทียมและต้นหอม ตัวหมึกสายหั่นพอดีคำคลุกเคล้าด้วยซอสทาเระแบบญี่ปุ่นให้รสหวานเค็ม แล้วราดด้วยน้ำส้มสายชูหมักบัลซามิกเพื่อให้ได้กลิ่นอายอาหารอิตาเลียน โรยหน้าด้วยปลาโอแห้ง Caesar Salad ของที่นี่เพิ่มความแตกต่างเข้าไปด้วยไวท์แองโชวี่ที่ให้รสเปรี้ยวและสดชื่นแทนแบล็กแองโชวี่ที่ให้รสเค็ม ท็อปด้วยไข่เป็ดชุบแป้งทอด ผ่าออกให้ยางมะตูมไหลเยิ้ม แล้วจิ้มกินพร้อมกับผัก ชีส ครีมสลัด และไวท์แองโชวี่ เพื่อให้ได้รสชาติของทุกวัตถุดิบรวมกันอย่างลงตัวในคำเดียว Duck Confit เป็นเมนคอร์สที่ทางร้านภูมิใจนำเสนอ ด้วยเป็ดกงฟีหนังกรอบเนื้อนุ่มรสออกเค็ม เข้ากันเป็นอย่างดีเมื่อกินคู่กับซอสเบอร์รี่รวมรสเปรี้ยวและซอส Sweet Chili สูตรเฉพาะของร้าน เสิร์ฟพร้อมผักย่างหลากชนิด Australian Wagyu Rice Pot ข้าวหน้าเนื้อวากิวจากออสเตรเลีย เสิร์ฟด้วยเทคนิคที่เรียกว่า ‘ทาทากิ’ แบบญี่ปุ่น ที่ปรุงสุกแค่ผิวด้านนอกส่วนด้านในยังมีความดิบ จึงได้รสชาติเนื้อวากิวฉ่ำนุ่ม มาพร้อมข้าวผัดสไตล์ญี่ปุ่น โปะหน้าด้วยไข่ดิบ โรยหอมซอย กระเทียม และปลาโอแห้ง ได้กลิ่นหอมคละคลุ้งเวลากิน สำหรับพาสตาจานซิกเนเจอร์ ต้องยกให้กับ Soft Shell Crab Spaghetti สปาเกตตีท็อปด้วยปูนิ่มชุบแป้งทอดทั้งตัว เส้นผัดกับซอส XO มีรสเผ็ดร้อนแทรกมานิด ๆ ในทุกคำ ตามแบบฉบับอาหารเสฉวน สำหรับเครื่องดื่มซิกเนเจอร์คู่กับมื้ออาหาร เริ่มต้นด้วย The Moon Over Bangkok ที่มีส่วนผสมหลักจากแอปเปิ้ลเขียวคั้นสดและบรั่นดีไทย Honolulu มาในแก้วทรงสับปะรดดูตระการตา มีส่วนผสมของวอดก้า น้ำสับปะรดคั้นสด เปิดฝาแล้วจะได้กลิ่นหอมกลิ่นโรสแมรี่เตะจมูกเป็นอย่างแรก ด้านบนท็อปด้วยแผ่นน้ำตาลทรายแดงเผา แต่ถ้านิยมเครื่องดื่มรสชาติเบา ๆ ต้องเป็นแก้วที่ชื่อว่า Soulmate ให้รสชาติรัมเพียงเบา ๆ ในขณะเดียวกันก็หวานสดชื่นด้วยน้ำลิ้นจี่และเจลลี่ลิ้นจี่สีม่วงเพิ่มความสนุกให้กับเครื่องดื่มแก้วนี้ สำหรับของหวาน Mango Granita เกล็ดน้ำแข็งสไตล์อิตาเลียนรสมะม่วงซอร์เบต์ สอดแทรกความเปรี้ยวนิด  ๆ ด้วยไอศกรีมโยเกิร์ตรสธรรมชาติที่มาในแก้วเดียวกัน อีกเมนูคือ Caramel Banana กล้วยเชื่อมคาราเมล เสิร์ฟพร้อมช็อกโกแลตและไอศกรีมวานิลลา หอมหวานในทุก ๆ คำ ปิดท้ายมื้ออาหารได้อย่างสมบูรณ์แบบ อีกพื้นที่ใหม่ของรูฟท็อปกำลังจะเปิดเป็นบาร์เปิดโล่งเห็นวิวกรุงเทพมหานครแบบ 360 องศา สำหรับสายดื่มที่อยากดื่มด่ำกับช่วงเวลาที่แสนพิเศษ ก็คงอีกไม่นานเกินรอ อย่างไรก็ตาม แนะนำว่าให้โทรหรือแอดไลน์ https://lin.ee/cUnZ9Mh สำรองที่นั่งก่อนเพื่อให้ได้มุมที่ดีที่สุดในร้าน!

จุดรวมพลแห่งใหม่ย่านอารีย์ ตกแต่งสไตล์คาเฟ่ที่เหมาะนั่งชิลเอาท์และเอนจอยกับอาหารจานเด็ด โดยเฉพาะยำรสแซ่บที่เป็นไฮไลท์ของร้าน ครีเอทโดยเชฟมากฝีมือที่ไม่เพียงเชี่ยวชาญการปรุง ยังมุ่งให้ความสำคัญกับการตกแต่งจานให้สวยทุกองศาด้วยดอกไม้และผลไม้ เพิ่มสีสันกระตุ้นความหิวตามคอนเซ็ปต์ Fruity Juicy หรือความชุ่มฉ่ำของผลไม้ ซึ่งมาจากความหมายในภาษาสเปนของชื่อร้าน Zumoso เริ่มด้วย ยำสตรอว์เบอร์รีกะปิ สตรอว์เบอร์รี่สดหวานอมเปรี้ยวนิดๆ  ราดด้วยน้ำยำกะปิสูตรลับที่ปรับจนได้รสชาตินัวเค็ม มีกลิ่นหอมนวลชวนรับประทาน ต่อด้วย ยำเนื้อย่างองุ่นหวาน หนักท้องยิ่งขึ้นด้วยเนื้อวากิวริบอายออสเตรเลีย ย่างสุกปานกลาง เพิ่มความสดชื่นด้วยองุ่นแดงไร้เมล็ด หวานกรอบ โรยตะไคร้ซอยดับกลิ่นและช่วยชูรสให้ทุกคำที่เข้าปาก ลาบปลากระพงมะแขว่น จานนี้เปรี้ยวเค็มเผ็ด ทีเด็ดคือใส่มะแขว่นที่ขึ้นชื่อว่าราชาเครื่องเทศเมืองเหนือมาเสริมรส ขอยกให้เป็นหมัดเด็ดพิชิตใจลูกค้า หน้าตาเรียบๆ แต่ซ่อนความอร่อยไว้เพียบ ยกให้ หนังไก่ทอดสมุนไพร หนังไก่ขูดไขมันจนสะอาดหมดจด ทอดร้อนๆ กับสมุนไพรไทย ได้รสสัมผัสกรุบกรอบเคี้ยวเพลิน หากมาลำพังแนะนำข้าวผัดยำกุนเชียง อิ่มครบจบในหนึ่งจาน ข้าวผัดกับน้ำยำรสแซ่บที่เบื้องหลังมีกระเทียมโทนดองช่วยชูรสชาติและกลิ่นหอมเฉพาะตัว เคียงด้วยกุนเชียงทอดไร้มันที่ใส่มาให้แบบไม่หวง หรือจะเป็นจานนี้ผัดมาม่าเบคอนพริกแห้ง เส้นมาม่าลวกพอสุก ผัดต่อด้วยไฟแรงซึ่งต้องใช้เทคนิคควบคุมไฟให้พอเหมาะพอดีเพื่อให้เส้นแห้ง นุ่มหนึบ หอมกระทะ ยังมีเบคอนทอดมาเพิ่มความกรุบกรอบเค็มมัน เปลี่ยนเมนูบ้านๆ ให้เป็นเมนูเงินล้านในพริบตา ก่อนปิดจ๊อบด้วยอ่อมหอยลาย เชฟบอกอยากให้กินง่ายเหมือนซุปจึงใส่หอยลายที่กินแล้วสดชื่นสบายท้อง เราลองแล้วประทับใจจนลืมอ่อมหมูหรืออ่อมไก่ที่คุ้นเคยไปเลย ใครผ่านมาแถวอารีย์แล้วอยากหามุมหย่อนใจได้อิ่มท้องด้วย แนะนำ Zumoso

Tag: ยำ

มุมแฮงก์เอาท์ใหม่ชั้นล่างของโรงแรม สยามแอ็ทสยาม ดีไซน์ โฮเต็ล พัทยา ที่มาพร้อมความเชื่อที่ว่า “ไม่มีถนนสายไหนยาวเกินไปถ้ามีเพื่อนร่วมทางที่ดี” จึงเนรมิตพื้นที่ให้เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวชวนประทับใจระหว่างการเดินทาง ที่หากใครได้ผ่านมาสักครั้งจะต้องปักหมุดเป็นจุดหมายสำหรับทริปต่อไปอย่างแน่นอน พื้นที่ร้านกว้างขวางเน้นสีสันจัดจ้านผ่านลวดลายสไตล์ยุค 70s ล้อไปกับเฟอร์นิเจอร์หลากสีที่ช่วยกระตุ้นดีกรีความหิว อาหารของที่นี่เสิร์ฟสไตล์คอมฟอร์ตฟู้ด อาทิ Banh Mi Bowl สตรีทฟู้ดยอดฮิตของเวียดนามที่นำมาตีโจทย์ใหม่ให้ชวนกินยิ่งขึ้น ทั้งยังรวมไว้แต่วัตถุดิบสุดเฮลท์ตี้ไม่ว่าจะเป็นควินัว แครอต พีนัท ผักสด ราดด้วยซอสสไปซี่มาโยเผ็ดซ่าติดปลายลิ้น Crab Roll ขนมปังไส้ทะลักที่มีส่วนผสมของเนื้อปู หอมใหญ่ เซเลอรี่ แครอต ผักกาดหอม และซอสสไตล์นิวอิงแลนด์สุดครีมมี่ ต่อด้วยเมนูอิ่มอร่อยและย่อยง่าย Salmon BBQ แซลมอนหมักซอสย่างหอมๆ วางบนผักสดหลากชนิด โรยถั่วลูกไก่อบกรอบแล้วเพิ่มรสเปรี้ยวสดชื่นด้วยกรีกโยเกิร์ต เอาใจมีทเลิฟเวอร์กับเมนู Beef Roasted เนื้อนุ่มฉ่ำ เคี้ยวง่าย ชูรสด้วยซอสชิมิชูรีแบบอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นซอสที่เข้ากับเนื้อได้ดี วางเรียงบนชีสที่ด้านล่างรองด้วยขนมปังอีกที ปิดท้ายด้วย Lemon Pie การผสมผสานของ 3 รสชาติในคำเดียว เริ่มจากรสเปรี้ยวจี๊ดของเลมอน ตัดด้วยรสเค็มมันและความกรุบกรอบจากฐานบิสกิต ด้านบนเป็นเมอแรงรสหวานจับใจที่พอแตะลิ้นก็แทบละลายหมดแล้ว เครื่องดื่มก็เด็ดไม่แพ้กัน คอฟฟี่เลิฟเวอร์จะได้ลิ้มรสกาแฟแก้วพิเศษที่คัดสรรโดย Roots ผู้บุกเบิกการผลิตกาแฟอาร์ติซานชั้นนำของไทย ส่วนทีเลิฟเวอร์มีชาหอมกรุ่นจาก Monsoon Tea ผู้ผลิตชาจากภาคเหนือของไทยไว้รองรับ แต่สำหรับสวีทเลิฟเวอร์อย่างเรา ขอปันใจให้ Over Sweet Limit ดรีมทีมที่นำโดยไอศกรีมวานิลลา นมสด ท็อปด้วยป็อปคอร์น พีนัทบัตเตอร์ คุ้กกี้ ราดคาราเมลฉ่ำๆ หอมหวานเกินห้ามใจ ไกลแค่ไหนไม่ใช่ปัญหา ถ้าระหว่างทางจะมีแต่ของอร่อยแบบนี้

อะไรจะดีไปกว่าการได้รับประทานอาหารท่ามกลางบรรยากาศเย็นสบายของแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ Hinghoy Harmony ร้านอาหารและคาเฟ่ย่านปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ที่นอกจากตัวร้านจะกว้างขวาง โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติแล้ว ยังมีไฮไลต์เป็นจุดชมหิ่งห้อยยามค่ำคืนอันสวยงาม ที่ไม่ต้องรอให้ถึงฤดูกาลก็สามารถแวะมารับชมกันได้แบบทั้งปี โดยแบ่งเป็นโซนอินดอร์ ห้องแอร์เย็นฉ่ำ สไตล์กลาสเฮ้าส์เปิดรับแสงธรรมชาติ และโซนเอ้าท์ดอร์ ริมน้ำ ลมพัดเย็นสบาย ซึ่งแบ่งเป็นพื้นที่แบบ Pet Friendly ที่สามารถพาสัตว์เลี้ยงของคุณมาร่วมพักผ่อนได้อีกด้วย เรียกน้ำย่อยด้วย ป๊อเปี๊ยะผักโขมสอดไส้ชีส (150.-) แป้งปอเปี๊ยะทอดหอมกรอบ สอดไส้ผักโขมรสเค็มมันนัว จิ้มกับซอสมายองเนส กินเพลิน ต่อกันที่ ผัดหิ่งห้อย (250-) เมนูซิกเนเจอร์ของร้าน ที่ประกอบไปด้วย เนื้อปลากระพง  หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ และกุ้ง ทอดจนหอมกรอบก่อนจะนำไปผัดกับพริกเผารสหวานเผ็ดเข้มข้น โรยด้วยใบกะเพราทอดกรอบและเม็ดมะม่วงหิมพานต์ กรุบกรอบเคี้ยวเพลิน หรือจะเลือกเป็น ซี่โครงหมูบาร์บีคิว (320.-) ซี่โครงหมูเนื้อนุ่มราดซอสบาร์บีคิวเข้มข้น เสิร์ฟพร้อมเฟรนส์ฟรายส์ชิ้นใหญ่ ข้าวโพดย่างและผักสลัด ตบท้ายของหวานอย่าง บราวนี่นูเทลลา (120.-) เนื้อบราวนี่รสเข้มข้นนุ่มหนึบฉ่ำอยู่ในปาก กินคู่กับไอศกรีมนมฮอกไกโด วิปครีมและผลไม้สด เข้ากันอย่างลงตัว

แดดร่มลมเย็นริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เรือของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ พาเราเทียบท่าหน้าเรือนไม้หลังงาม ยินดีต้อนรับสู่ “บ้านพระยา” (Baan Phraya) ห้องอาหารไทยแห่งใหม่ของโรงแรม เดิมทีบ้านพระยาเป็นบ้านของพระยามไหสวรรย์ (กอ สมบัติศิริ) และคุณหญิงเลื่อน มไหสวรรย์ ที่สร้างขึ้นราวพ.ศ.2440-2450 ในอดีตบ้านไม้หลังนี้เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เพราะทั้ง 2 ท่านได้เปิดบ้านหลังนี้เพื่อจัดเลี้ยงอาหารค่ำต้อนรับบุคคลสำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศอยู่หลายต่อหลายครั้ง อีกทั้งสูตรอาหารของคุณหญิงเลื่อนยังเป็นที่เลื่องลือว่าหาใครเปรียบโดยเฉพาะขนมไทย ถึงขนาดเคยมีบันทึกไว้ว่า ยากที่หาใครทำขนมหวานได้อร่อยเช่นนี้ นี่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ทางโรงแรมอยากเปิดครัวอันครึกครื้นให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยมีเชฟป้อม พัชรา พิระภาค เชฟผู้เชี่ยวชาญอาหารไทยมาเป็นผู้ถ่ายทอด โดยมีโจทย์ว่าหากงานเลี้ยงโก้หรูในยุคสมัยนั้นเกิดขึ้น ณ ขณะนี้ หน้าตาอาหารและรสชาติจะเป็นอย่างไร เวลคัมดริงก์ของบ้านพระยาเป็นคอมบูชาที่มีส่วนผสมของมะตูมและน้ำผึ้งมัลเบอร์รี่ออร์แกนิก จิบแล้วชื่นใจ แล้วเรียกน้ำย่อยด้วยม้าฮ่อ ที่ปรับโฉมให้หน้าตาทันสมัยโดยเปลี่ยนจากชิ้นสับปะรดเป็นเจลแผ่นสีทองที่ทำจากน้ำสับปะรด กระตุ้นต่อมรับรสได้ดี ในส่วนอาหารทั้งค่ำ 8 คอร์สที่เชฟป้อมนำเสนอเริ่มด้วย ขนมดอกจอกไข่ปู ที่เชฟทำเป็นของว่างแบบคาว โดยหยอดไข่ปูลงไประหว่างช่องของดอกจอก ออนท็อปด้วยผงไข่ปู ส้มซ่าเจล โรยผิวส้มซ่าด้านบน เมื่อกินพร้อมกันแล้วจะได้ทั้งความกรอบ รสมัน และกลิ่นของส้มซ่าในคำเดียว คอร์สถัดมายำถั่วพูหอยเชลล์ หอยเชลล์ฮอกไกโดหมักกับหัวน้ำปลา 100 ปี (จากโรงน้ำปลาทั่งง่วนฮะ) ข้างๆ กันคือไข่นกกระทาลวดลายหินอ่อนที่ดองในน้ำกระเจี๊ยบ ได้รสเผ็ดจากน้ำพริกเผาสูตรคุณยายของเชฟป้อม ด้านบนโรยไข่เค็มฝอย ใบเปราะหอม และดอกรวงทอง ต่อด้วยแกงร้อน หรือที่เรียกว่าวุ้นเส้นแกงร้อน เมนูโบราณหากินยาก เชฟเพิ่มความหรูหราด้วยการนำปลาหมึกมาหั่นเป็นเส้นขนาดเล็กแทนวุ้นเส้น เคี้ยวสนุกสู้ฟัน เคียงด้วยไข่ปลาหมึกสโมค ส่วนน้ำแกงกะทิรสเผ็ดร้อนจากพริกไทย 4 ชนิดคือพริกไทยกัมปอด พริกไทยอ่อน พริกไทยชมพู และพริกไทยขาว สำหรับคอร์สที่ 4 เป็นคอร์สที่เรารอคอย หลามปลาบู่และแจ่วมะเขือเผา เนื้อปลาบู่ติดหนังประกบกับเนื้อปลาบู่สับ นำไปใส่ในกระบอกไม้ไผ่แล้วย่างด้วยเตาถ่านจนสุกหอม เสิร์ฟกับแจ่วมะเขือเผารสเผ็ดเล็กน้อย กินพร้อมข้าวสวยและผักสด แล้วล้างปากด้วยด้วยยำผลไม้ เราชอบน้ำยำรสสดชื่นทำจากน้ำส้มซ่า น้ำมะกรูด น้ำมะนาว ผิวส้มซ่า ใส่กุ้งแห้งฝอย และหัวน้ำปลา เข้าสู่จานหลัก กุ้งแม่น้ำย่างซอสน้ำพริกมะขามและหลนมันกุ้ง กุ้งแม่น้ำตัวโตจากสุราษฎร์ธานี ย่างด้วยเตาถ่าน เนื้อนุ่มแน่น ส่วนมันกุ้งเชฟนำมาทำเป็นหลนกะทิรสนุ่มนวล อีกฝั่งเป็นน้ำพริกมะขามตัดรสกัน เสิร์ฟพร้อมข้าวกล้องจากสกลนคร อีกจานคือพะแนงเนื้อวากิวยอดมะพร้าวอ่อน ความอร่อยอยู่ที่น้ำแกงของพะแนงรสเข้มข้นซึ่งได้จากเครื่องแกงโขลกเองผสานกับน้ำที่ได้จากเนื้อวากิว ปิดท้ายด้วยรถเข็นขนมหวานที่มีขนมให้เลือกมากกว่า 10 ชนิด โดยมี 4 นางเอกหลักคือไอศกรีมมะพร้าว ที่ทำให้เหมือนมะพร้าวในกะลาขนาดจิ๋ว ตรงกลางเป็นเนื้อมะพร้าวปั่นเป็นมูส ส่วนผิวกะลาทำจากช็อกโกแลต ส้มฉุน ผลไม้ตามฤดูกาลลอยแก้วเสิร์ฟในผลส้มซ่ารสเปรี้ยวหวานสดชื่น ส่วนน้อยหน่าน้ำกะทิ ใช้น้อยหน่าเพชรปากช่องเสิร์ฟกับน้ำกะทิกรานิต้า และพลาดไม่ได้กับฝรั่งพริกเกลือ ฝรั่งจิ้มพริกเกลือแบบโบราณที่ได้จากการนำเกลือไปคั่วกับมะพร้าวคั่วจนหอม ใส่กุ้งแห้งป่น ปลาหมึกบด เกลือ น้ำตาล รสชาติกลมกล่อมนัก เป็นความสุนทรีย์ในการกินที่หาได้ที่นี่เท่านั้น...ที่บ้านพระยา

เคยลิ้มลองเมื่อนานมาแล้วแต่ยังจำได้ดีถึงความอร่อยของ Akira Back Restaurant and Bar ร้านอาหารสไตล์เอเชียร่วมสมัย ที่ตั้งอยู่บนชั้น 37 ของโรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค ครั้งนี้มีโอกาสแวะเวียนเข้ามาชิมเมนูใหม่ๆ สักหน่อย พูดถึงความเป็นมาของห้องอาหารกันเล็กน้อย ผู้ก่อตั้งคือ เชฟ อาคีรา แบค เชฟมิชลินสตาร์ชาวเกาหลีที่เติบโตในประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันเขามีร้านอาหารหลายสาขาทั่วโลก อาคีรา เเบค เรสเตอรองท์ แอนด์ บาร์ ยังมีกำลังสำคัญอย่าง เชฟซองฮยอน ยุน เชฟใหญ่ประจำห้องอาหาร ซึ่งเป็นชาวเกาหลีใต้ที่เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ คอยครีเอทจานอร่อยสไตล์อีสมีทเวสท์โดยผสมผสานระหว่างอาหารญี่ปุ่นและเกาหลี ที่มีทั้งแบบอะลาคาร์ต โอมากาเสะและซูชิบาร์ จิบคู่ไปกับสาเกชั้นดีจากจังหวัดอิวะเตะ ประเทศญี่ปุ่น หรือจะลิ้มรสพร้อมไวน์และคราฟเบียร์นานาชนิด จานแรกเราสั่งเป็น Toro Tartare ทาร์ทาร์ปลาเนื้อหวาน ที่ทางร้านปรุงสดๆ ด้วยครีมวาซาบิ ใบไชส์ หอมแดง ไข่ขาว ไข่แดง วาซาบิดอง พริกจาลาปิโน ใบต้นกระเทียมญี่ปุ่น กระเทียมซอยทอด ผสมด้วยซอสถั่วเหลือง และวาซาบิ กินพร้อมขนมปังโฮมเมด Eringi Pizza พิซซาแป้งบางกรอบหน้าเห็ดออรินจิ ทีเด็ดอยู่ที่การทาซอสสูตรลับฉบับของทางร้านบนแป้งพิซซา ได้รสเค็มพอดีและหอมกลิ่นน้ำมันทรัฟเฟิล Lamb Chops จานนี้เป็นเมนูดาวเด่น ขาแกะชิ้นโตๆ สัญชาติออสเตรเลีย ย่างระดับมีเดียมแรร์เข้าคู่กับซอส Chipotle Anticucho สไตล์ทวีปอเมริกาใต้ รสเปรี้ยวผสมเผ็ด เคียงมันฝรั่งฝอยทอด   ซูชิเลิฟเวอร์ต้องปลื้ม Perfect Storm เป็นซูชิโรลดาวเด่นประจำร้าน ข้าวญี่ปุ่นเนื้อหนึบห่อกุ้งชุบแป้งทอด ทูน่าสไปซี่ แซลมอนย่างไฟและซอสมาโยรสครีมมี จานต่อไปคือ Hamachikama แก้มปลาหางเหลืองชิ้นโต ชุบซอสกิมจิรสหวานกลมกล่อม ย่างบนเตาถ่าน เสิร์ฟคู่สลัดผักกรุบกรอบ ปิดท้ายกันกับของหวานซิกเนเจอร์อย่าง Valrhona Lava Souffle ขนมหวานลูกครึ่งเค้กช็อกโกแลตลาวา ที่ทำจากช็อกโกแลต Valrhona จากเกาะมาดากัสการ์ และซูเฟลเนื้อฟู เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมรสวานิลลาโฮมเมด รสหวานมันชื่นใจนี้ครีเอทมาจากฝักวานิลลาแห่งเกาะมาดากัสการ์ และ Honey Yogurt Panna Cotta พานนาคอตตาโยเกิร์ต ก่อนกินให้เคาะแผ่นน้ำตาลราสป์เบอร์รีลงไป ตักกินพร้อมซอร์เบท์มะพร้าว เบอร์รีต่างๆ และครัมเบิ้ลกรุบกรอบยิ่งอร่อย  

สิ้นสุดการรอคอยที่จะได้ลิ้มรสความอร่อยของอาหารอิตาเลียนสไตล์ไฟน์ คอนเทมโพรารีของร้าน Acqua Restaurant Bangkok ร้านอาหารแห่งที่ 2 ของเชฟ Alessandro Frau เชฟชาวอิตาเลียนผู้สร้างตำนานให้กับร้าน Acqua Phuket ร้านอาหารอิตาเลียนในภูเก็ตที่ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติมากว่า 13 ปี และได้รับการแนะนำบนคู่มือร้านอาหารมากมาย ทั้ง Michelin Guide Thailand, Tatler Best Restaurant Guide และ Miele Asia Finest Restaurant Guide ร้าน Acqua Restaurant Bangkok ดูสวยสง่าตั้งแต่ทางเข้า ทางเดินกระจกผ่านสวนร่มรื่นนำไปสู่ภายในร้านที่ตกแต่งด้วยโทนสีขาวทองดูหรูหราแต่ก็แฝงไว้ด้วยความอบอุ่น ผนังและเพดานแต่งลวดลายของเกลียวคลื่นและฟองน้ำสื่อถึงชื่อร้านที่แปลว่า “น้ำ” เราชอบเก้าอี้ที่ออกแบบมาให้นั่งสบายเพื่อที่แขกจะได้ค่อยๆ ละเลียดความอร่อยของอาหารแบบลืมเวลา และหากต้องการความเป็นส่วนตัวทางร้านก็มีห้องไพรเวตขนาด 4 และ 8 ที่นั่งไว้รองรับ ที่สำคัญคือมีที่จอดรถกว้างขวางสะดวกสบายอีกด้วย “We bring a breeze of sea from Phuket and Sardinia to Bangkok” คือความตั้งใจของเชฟ Alessandro ในการทำร้านแห่งนี้ ขณะที่รักษาความเรียบง่ายที่จะทำให้ลูกค้าเอร็ดอร่อยไปกับรสชาติของอาหารได้อย่างเต็มที่ ก็สอดแทรกแนวคิดแบบ Innovative ใส่ความสนุกสนานอ่อนเยาว์และสีสันของเมืองลงไปในอาหาร รวมทั้งเลือกสรรวัตถุดิบจากทั่วโลก ผสมผสานออกมาเป็นเมนูซีฟู้ด เนื้อสัตว์ รวมทั้งพาสต้าเส้นสด และที่แน่ๆ เมนูที่ลูกค้าหลงรักจากร้าน Acqua Phuket จะมีให้ลิ้มลองที่นี่อย่างแน่นอน เมนูที่เชฟแนะนำเริ่มจาก Sardinian Smoked Eel served with pickled vegetable (750 บาท) จานเรียกน้ำย่อยที่ดูเหมือนแปลงดอกไม้สุดน่ารัก ตัวเอกของจานคือปลาไหลเนื้อนุ่มอุดมไขมันจากเกาะซาร์ดีเนียในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนซึ่งเป็นบ้านเกิดของเชฟเอง ซึ่งมักเอามาทำเป็นบาร์บีคิวกัน แต่เชฟเลือกนำมารมควันให้กลิ่นหอมและเสิร์ฟแบบเย็นกับผักดองรสหวานและเปรี้ยวในซอสน้ำสมสายชูขาว (white balsamic vinegar) เป็นจานเบาๆ ที่ให้สัมผัสสดชื่น จานนี้เป็นจานที่เชฟปรุงขึ้นจากอาหารในความทรงจำคือเอ็นตุ๋นซึ่งนุ่มและอร่อยมากใส่ในสลัดกับใส่ผักดองและน้ำส้มสายชูที่มีรสสดชื่น รสชาตินั้นนำมาซึ่งแรงบันดาลใจให้กับอาหารจานนี้ จานต่อมาเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่เชฟรักมากนั่นคือ Raw Sicilian Red Prawns Rosso di Mazara (1,250 บาท) หรือกุ้งแดงจากแคว้นซิชิลี เสิร์ฟแบบเฟรชให้ผู้ที่ลิ้มลองได้อิ่มเอมกับเนื้อหวานนุ่มละมุนเปี่ยมด้วยความอูมามิ เพื่อคงรสชาติสดชื่นไว้จึงปรุงรสด้วยน้ำเลมอน น้ำมันมะกอก และทอปด้วยครีมชีสมอสซาเรลลารมควันและไข่ปลาไซบีเรียนคาเวียร์ เรียบง่ายทว่าขับเน้นรสชาติได้อย่างดีเยี่ยม เชฟมั่นใจในความสดใหม่ของกุ้งแดงซิชิลีนี้มากเพราะรู้จักกับคุณ Paolo Giacalone แห่งตระกูลประมง Rosso di Mazara ตระกูลประมงจากซิชิลี แหล่งจับกุ้งแดงที่ดีที่สุด ที่เป็นผู้ส่งออกกุ้งแดงที่ทางร้านใช้อยู่ด้วย จานหลักเป็นพาสต้าเส้นสดที่ทางร้านทำเอง Burrata stuffed Tortelli with Wagyu Beef Cheeks ragout and black truffle (1,500 บาท) แต่เดิมจานนี้เป็นเมนูใหม่ประจำฤดูกาล เริ่มจากเชฟได้เนื้อวากิวมาก่อนแล้วอยากทำให้นุ่มอร่อยขึ้นอีกจึงนำมาสโลว์คุกนาน 3 วัน จากนั้นจึงนำมาทำเป็นรากูต์ (ragout) เพื่อให้รสชาติเข้มข้นขึ้น ด้วยรสชาติที่เป็นเหมือนลูกระเบิดแห่งความอร่อยในปากทำให้เมนูนี้ได้รับความนิยมอย่างมากทันทีที่เปิดตัวที่ภูเก็ตจนต้องบรรจุเป็นเมนูประจำในที่สุด และนำเอาความอร่อยนี้มาถึงกรุงเทพฯ ด้วย   อาหารอร่อยย่อมคู่กับเครื่องดื่มดีๆ ถัดจากโซน Open Kitchen เข้าไปจะเป็นโซนบาร์ขนาดใหญ่เชื่อมสู่สวนด้านนอกให้เราได้เพลิดเพลินกับเครื่องดื่มในบรรยากาศสุดชิล ลองสั่ง Romeo & Juliet (350 บาท) เครื่องดื่มสีแดงสวยที่มีส่วนผสมของ Rose syrup, ginger ale, Chardonnay wine, Hendrick’s Gin และ aperol ให้รสหวานนิดๆ สดชื่นกำลังดี เพิ่มดีกรีความเพลิดเพลินให้กับมื้ออาหาร นอกจากบาร์ผสมเครื่องดื่มแล้ว ทางร้านยังมีห้องเก็บไวน์ซึ่งคัดสรรไวน์โดย Sacha Di Silvestre ผู้เป็น Manager and Sommelier ประจำร้าน เขาเคยร่วมงานกับเชฟ Massimo Bottura เชฟมิชลินสตาร์ 3 ดาวที่ Casa Maria Luigia และร้านอาหาร Osteria Francesana ร้านอาหารซึ่งเคยได้อันดับหนึ่งจากการจัดอันดับ World’s 5o Best Restaurants มาแล้ว ประสบการณ์เรื่องไวน์จึงแน่นปึ้ก คุณซาช่ากำลังอยู่ระหว่างการคัดสรรชีสชั้นยอดจากทั่วโลกสำหรับห้องเก็บชีสในร้านเพื่อให้ผู้ที่รักชีสได้มาลิ้มลองเร็วๆ นี้ด้วย เรียกว่าเป็นร้านอาหารอิตาเลียนในกลางกรุงที่ครบเครื่องทั้งเรื่องกินและดื่มในบรรยากาศดีๆ เหมาะสำหรับเป็นจุดแฮงค์เอาต์ของผู้ที่ชอบอาหารอร่อยและวัตถุดิบสดใหม่ เชฟยังแอบหยอดความหวังให้คอกาแฟด้วยว่าเขากำลังวางแผนจะเปิดร้านคาเฟ่สไตล์อิตาเลียนตอนใต้ไว้เสิร์ฟอาหารง่ายๆ และกาแฟอิตาเลียนแท้ๆ ในบริเวณใกล้เคียงกันอีกด้วย อดใจรอได้เลย

หลังจากเปิดขายออนไลน์จนลูกค้าติดอกติดใจ ก็ถึงเวลาที่ร้าน คนละหม้อ จะเปิดหน้าร้านให้เราได้ตามไปชิม กุ้งอบวุ้นเส้นรสชาติเยี่ยม ภายในตึกแถว 3 ชั้น ย่านทองหล่อที่ตกแต่งร้านในสไตล์ Modern Street Chinese ตัวร้านแบ่งเป็นชั้นลอย มีที่นั่ง 1-2 โต๊ะสามารถมองเห็นครัวเปิดได้อย่างชัดเจน ส่วนชั้นสองเป็นชั้นที่ชวนให้รู้สึกสบายตา ด้วยแสงไฟสีส้มและเฟอร์นิเจอร์ไม้ ซึ่งมีบันไดวนเชื่อมขึ้นไปถึงชั้น 3 ที่เปิดเป็นห้องไพรเวตไว้บริการ นอกจากเมนูกุ้งอบวุ้นเส้นอันเลื่องชื่อ ตัวอาหารทะเลของทางร้านก็สดใหม่ ส่งตรงจากตำบลมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร นำมาปรุงอย่างพิถีพิถัน จนได้อาหารรสเข้มข้นไม่เหมือนใคร เริ่มด้วย กุ้งลายเสืออบวุ้นเส้น (350.-) กุ้งลายเสือไซส์ใหญ่เนื้อหวานเด้ง อบมากับวุ้นเส้นเหนียวนุ่ม ที่ทำจากถั่วเขียว 100% คลุกเคล้าน้ำซอสสูตรพิเศษหอมเครื่องเทศ กลมกล่อม ต่อด้วย ปลากะพงนึ่งบ๊วย (269.-) ปลากะพงชิ้นโต เนื้อสดหวาน ไร้คาว เสิร์ฟในหม้ออบร้อนๆ ราดซอสบ๊วยรสเปรี้ยวหวานเค็ม กินพร้อมข้าวสวยเข้าคู่กันอย่างลงตัว หรือจะเลือกเป็น ทะเลถัง (499.-) ที่ประกอบไปด้วยกุ้ง หมึกกระดอง และหอยแมลงภู่ คลุกเคล้ากับน้ำซอสสูตรเด็ดรสชาติเข้มข้น สามารถเลือกเทกินบนโต๊ะ หรือใส่ถุงมือกินในหม้อก็ฟินไม่แพ้กัน เมนูของหวานยกให้ คัสตาร์ดบลูเบอร์รีโฮมเมด (99.-) เนื้อเนียน รสหอมหวานคาราเมล ราดซอสเบอร์รีรสเปรี้ยวหวาน วุ้นเก็กฮวย ทำจากน้ำเก็กฮวย เสิร์ฟพร้อมน้ำเชื่อมเก็กฮวย รสหวานน้อยและ วุ้นจับเลี้ยง (69.-) ราดไซรัปบราวน์ชูก้า หวานอร่อยกินเพลิน ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ น้ำแจ่มจำรัส (89.-) ที่ผสานน้ำมะนาว น้ำผึ้ง และโคล่าเอาไว้ด้วยกัน รสเปรี้ยวหวานซ่า ดื่มแล้วชื่นใจ  

กลายเป็นว่ากระแสที่มาแรงแห่งปี 2565 นี้ต้องยกให้กับอินเดีย จากภาพยนตร์คังคุไบที่ฮิตกันไปทั่วบ้านทั่วเมือง และถ้าพูดถึงพิกัดกินอาหารอินเดียในกรุงเทพฯ แล้วล่ะก็ ถนนคนเดินริมคลองโอ่งอ่างที่คาบเกี่ยวระหว่างย่านการค้าสำเพ็งและพาหุรัดคือสวรรค์ที่แท้จริง!     Mama Restaurant โดดเด่นด้วยสีน้ำเงินสว่าง ใครเดินผ่านไปผ่านมาก็ต้องสะดุดตาอย่างแน่นอน แต่ใช่ว่ามีแค่ความสะดุดตา เพราะที่นี่เปิดให้บริการอาหารอินเดียมาแล้วนานกว่า 20 ปี จนเป็นที่รู้จักทั้งในกลุ่มคนละแวกนี้รวมถึงนักท่องเที่ยว เห็นได้จากคนที่เดินทางเข้ามารอลิ้มลองกันอย่างไม่ขาดสาย     เริ่มต้นด้วยเมนูดังที่ขึ้นชื่อว่าพลาดไม่ได้อย่าง ปานิปูริ แป้งทรงกลม ข้างในกลวงเป็นโพรงเพื่อใส่เครื่องนานาชนิด เช่น มันฝรั่ง ถั่วชิกพี ผักชี ราดซอสมะขามและซอสผักชีให้ชุ่ม กัดกินในคำเดียว ได้รสชาติอร่อยกลมกล่อมครบรส     จานกินเล่นถัดมาคือ โมโม่นึ่งไส้ไก่ ที่รูปร่างหน้าตาดูคล้ายกับเกี๊ยวนึ่งตัวอวบอ้วน คาดว่าได้อิทธิพลมาจากอาหารจีนและเนปาล ที่มีเมนูโมโม่ในรูปแบบเดียวกันนี้ เสิร์ฟมาพร้อมกับซอสเผ็ด เพิ่มรสชาติให้จัดจ้านกินเพลิน     ต่อมาเป็นอีกเมนูขายดีของร้าน ชิกเก้น ติ๊กก้า มาซาล่า หรือ แกงไก่ทิกก้ามาซาล่า แกงไก่อินเดียขนานแท้ น้ำแกงสีส้มหอมกลิ่นเครื่องเทศเข้มข้น เข้ากับเนื้อไก่นุ่ม ๆ กินคู่กับแผ่นแป้งนาน ที่ทางร้านก็มีให้เลือกหลากหลายรสชาติ     และที่เราเลือกมาลองในคราวนี้เป็นรสชาติยอดนิยม ได้แก่ นานมันฝรั่ง และอีกชนิดหนึ่งที่น่าลองไม่แพ้กันคือ นานหัวหอม จิ้มกินกับน้ำแกงก็ดี หรือจะลองกินเปล่า ๆ ก็ได้อีกรสชาติของแป้งนานที่เหนือไปกว่าแป้งเปล่า ๆ     หากไปเยือนในช่วงกลางวัน อย่าลืมสั่งเครื่องดื่มสไตล์อินเดียอย่าง ลาสซี่หวาน หรือ ลาสซี่มะม่วง มาดับร้อนจากแสงแดด รับรองว่าหวานเย็นชื่นใจแน่นอน  

หากใครอยากเปิดประสบการณ์กินสตรีทฟู้ดอินเดียให้ตรงมาที่ Mr. Jogg’s ในโครงการ Block 28 ย่านจุฬา ที่มาในคอนเซ็ปต์ร้านอาหารอินเดียสไตล์ฟาสต์ฟู้ด เสิร์ฟไว รับประทานง่าย รังสรรค์ความอร่อยโดยเชฟชาวอินเดียที่มีประสบการณ์นานกว่า 10 ปี       ตัวร้านเลือกใช้เป็นโทนสีฟ้าเหลืองสดใสสะดุดตา เสริมบรรยากาศอบอุ่นด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ และแสงธรรมชาติที่ส่องผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่เข้ามาภายในทำให้ร้านสว่างไสวตลอดวัน เหมาะแก่การนัดพบปะเพื่อนฝูง เพื่อมารับประทานอาหารรสอร่อย นั่งพูดคุยกันยาว ๆ       เริ่มด้วย Wok Fried เมนูกินเล่นผัดซอสสไตล์อินเดีย โดยมีซอสให้เลือกถึง 6 แบบ อาทิ Manchurian Sauce รสชาติเผ็ดหวานมันเค็ม Honey Spicy หอมหวานน้ำผึ้งเผ็ดปลายลิ้น และ Tomato Mustard เปรี้ยวหอมโยเกิร์ต และมะเขือเทศ     หรือจะเลือกเป็น Signature 65 Fries เมนูไก่ทอดหมักเครื่องเทศสูตร 65 สูตรเฉพาะของทางร้าน จุดเด่นอยู่ที่แป้งหอมกรอบ จากเครื่องเทศมากกว่า 10 ชนิด ซึ่งหากใครไม่รับประทานเนื้อสัตว์ก็สามารถเลือกเป็น ชีส เห็ด หรือกระเจี๊ยบ ก็ดีไม่แพ้กัน     ต่อด้วย Chicken Biriyani (125.-) ข้าวหอมบาสมาติผัดเครื่องเทศรสกลมกล่อม เสิรฟ์พร้อมเนื้อไก่และไข่ต้ม ราดด้วยซอสราอิตา (Raita) ซอสโยเกิรต์ซิกเนเจอร์ รสเปรี้ยวหวาน เข้าคู่กับตัวข้าวอย่างลงตัว     Naan with Indian Curry แป้งนานตัดมาขนาดพอเหมาะ กินพร้อมแกงอินเดีย Butter Chicken Curry รสนุ่มนวลกลมกล่อม หอมเนย และ Southern Curry รสเผ็ดมันเค็มจัดจ้าน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอินเดียฝั่งใต้โดยเฉพาะ     ปิดท้ายด้วย Mango Lassi Shake (120.-) เครื่องดื่มสมูทตี้สไตล์อินเดีย ที่มีส่วนผสมของนม โยเกิร์ตและผลไม้ เราเลือกเป็นรสมะม่วง รสหวานละมุนมีกลิ่นหอม ดื่มแล้วสดชื่น    

เต้าฮวย อะพอลโล ร้านเปิดใหม่ในซอยพิพัฒน์ (สีลม ซ.3) ที่คุณเค้กและคุณอาของคุณเค้ก นำเต้าฮวยสูตรอาม่ากลับมาอีกครั้งในชื่อเดิม    คุณเค้กเล่าว่าเมื่อ 50 ปีก่อน อาม่าขายเต้าฮวยน้ำขิงแบบรถเข็นแถวท่าพระในชื่อ “เต้าฮวย อะพอลโล” เพราะเป็นปีที่อะพอลโล 11 ไปเยือนดวงจันทร์สำเร็จ เมื่อมีโอกาสเปิดร้านจึงนำชื่อเดิมกลับมาใช้อีกครั้ง   นอกจากเต้าฮวยแสนอร่อย เมนูของร้านนี้ยังโดดเด่นไม่ซ้ำใคร โดยเฉพาะเมนูอาหารคาวที่คุณอาของคุณเค้กได้ไอเดียเมื่อครั้งไปใช้ชีวิตที่ปักกิ่งนาน 8 ปี จึงนำเต้าฮวยมาเสิร์ฟเป็นเมนูคาวสไตล์จีน อย่าง เต้าฮวยหมี่เสี้ยน ก๋วยเตี๋ยวแห้งสไตล์จีนยูนนาน เส้นกลมเคี้ยวสนุกมาพร้อมเต้าฮวยเนื้อเนียนนุ่ม ได้กลิ่นหอมของถั่วเหลือง เคียงด้วยหมูสับปรุงรส คีบเส้นหนึ่งคำ ตามด้วยเต้าฮวยอีกคำ เข้ากันดี     ชามต่อมา บะหมี่เสฉวนหมูแดง บะหมี่เส้นแบนคลุกเคล้ากับซอสเสฉวนครบทั้งรสเผ็ด เค็ม และรสเปรี้ยวจากจิ๊กโฉ่วนิดหน่อย กินคู่กับหมูแดงสูตรฮ่องกง     อีกเมนูห้ามพลาด บะหมี่มะเขือเทศ ชามนี้เราชอบเป็นพิเศษ แต่คุณเค้กนำมะเขือเทศนำเข้าเนื้อนุ่มหวานผัดกับไข่จนกลมกล่อม วางบนเส้นแล้วราดน้ำซุปรสชาติกลมกล่อม กินแล้วสดชื่น     นอกจากนี้ยังมีน้ำเต้าหู้ทำจากถั่วเหลืองแท้ กลิ่นหอม เข้มข้นกำลังดี รวมถึงขนมหวานไม่ว่าจะเป็นเต้าฮวยน้ำขิง บัวลอย 4 รสนมสด เต้าทึงน้ำลำไย ให้กินปิดท้าย     เป็นร้านที่ไม่อยากให้พลาดเลยจริงๆ

มาเที่ยวอุดรฯ ทั้งทีอย่าพลาดร้านอาหารเช้าขวัญใจคนท้องถิ่นอย่างมาดาม พาเท่ห์ 2515 (Madam Patehh 2515) ร้านสวยบนถนนประจักษ์ฯ ที่ผสมผสานอาหารไทย เวียดนาม ฝรั่งเศส จีน และลาวเอาไว้ด้วยกัน       ตัวร้านเป็นเรือนไม้ให้อารมณ์เหมือนโรงเตี๊ยมโบราณ ภายในตกแต่งแบบย้อนยุคทั้งโต๊ะไม้ ภาพถ่าย โคมไฟ ของสะสมวินเทจ มองมุมไหนก็น่ายกกล้องขึ้นมาถ่ายรูป รวมถึงมุมไฮไลต์อย่างมุมขนมปังกลางร้านให้เราได้ยืนดูการทำเมนูโปรดแบบใกล้ชิด     มาถึงแล้วขอเริ่มด้วยโอยัวะเข้มๆ สักแก้ว ที่ร้านน่ารักตรงที่เสิร์ฟโรตีกรอบมาให้กินคู่กันด้วยเพลินๆ ต่อด้วยเมนูขนมปังอันโด่งดัง มีทั้งปัตเต้ ครัวซองต์ และโรตี โดยเฉพาะโรตีติดพัน แป้งกรอบอร่อย ไส้แน่นจากหมูยอ กุนเชียง ปูอัด ผักสลัด และซอสที่เข้ากันสุดๆ หรือใครอยากลองให้ครบ 3 แบบก็สั่งขนมปังสามสหายได้เลย       ปิดท้ายด้วยทีเด็ด เฝอเนื้อโคขุน เราได้ชิมแล้วชอบมาก นอกจากจะเสิร์ฟชามใหญ่ น้ำซุปยังหอมกรุ่นมาแต่ไกล รสชาติกลมกล่อม มีเค็มมีหวาน เส้นนุ่มดีแต่เนื้อนุ่มกว่า เคียงด้วยกะปิ พริกย่าง มะนาว และผักแนมชุดใหญ่      บอกเลยว่าชามเดียวไม่พอ

ชบาบาร์น ครัวอีสานวินเทจ ร้านเด็ดแห่งอุดรธานีที่อยากให้มาลองความแซ่บถึงทรวงดูสักมื้อ ตัวร้านซ่อนตัวอยู่ในสวนร่มรื่น ภายในตกแต่งแบบวินเทจสมชื่อ มีโคมไฟจากเครื่องจักสานประดับอยู่ทั่วร้าน       ที่ชบาบาร์นขึ้นชื่อเรื่องอาหารอีสานพื้นบ้านทั้งเมนูทั่วไปและเมนูหากินยาก แต่ละจานบอกเลยว่ารสเด็ด โดยเฉพาะเมนูขายดีประจำร้าน ตำลาวกะด้อใส่ต่อนปลาร้า ไม่ใช่แค่กลิ่นปลาร้าจะหอมฟุ้งเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมต่อนปลาแดกเพิ่มความนัว ได้รสเผ็ดถึงใจเพราะใส่ทั้งพริกแห้งและพริกสด กินแล้วหูตาสว่าง     ต่อด้วยห่อผักหอยแครงลวก หอยแครงตัวอวบ ลวกมาสุกกำลังดี แถมแกะออกจากเปลือกแล้วเรียบร้อย เสิร์ฟพร้อมเส้นขนมจีน (ข้าวปุ้น) น้ำจิ้มถั่วตำรสเด็ด น้ำจิ้มซีฟู้ด และผักพื้นบ้านอีกชุดใหญ่ วิธีกินก็ง่าย ตักหอยวางบนผัก ตามด้วยข้าวปุ้น ราดน้ำจิ้มลงไปแล้วห่อเป็นคำ อร่อยสมเป็นเมนูขึ้นชื่อ     ปิดท้ายด้วยเมนูคลาสสิกของชาวอุดรธานีอย่างลาบเป็ด ลาบเป็ดของร้านนี้เป็นลาบเป็ดหนังกรอบ เนื้อเป็ดสับเป็นชิ้นเล็กๆ ให้เคี้ยวสนุก โรยหนังเป็ดทอดกรอบ รสเค็มนำแต่กลมกล่อม กินกับพริกทอดและใบมะกรูดทอดรอบ       มื้อนี้แซ่บหลาย

“เหมือนได้กลับไปนั่งกินข้าวแซ่บๆ ที่บ้านนอก” คือคำนิยามของร้านครกไม้ไทยลาว ร้านอาหารอีสานที่เปิดมานานกว่า 30 ปีของคุณสุชาติ ผาธรรม เจ้าของสูตรเด็ดจากเมืองอุบลราชธานีที่นำเมนูบ้านๆ แต่อร่อยล้ำมาให้คนอีสานในเมืองกรุงได้แวะมากินทุกครั้งที่หัวใจเรียกร้อง         ไฮไลต์ของร้านนี้ต้องยกให้วัตถุดิบหลากหลายส่งตรงจากแดนอีสาน (คนกรุงเทพหลายคนอาจไม่คุ้นมาก่อน แต่ลองเถอะ รับประกันว่าติดใจ) ทั้งผักพื้นบ้าน เห็ดตามฤดูกาล ไข่มดแดง หอยหอม หอยโข่ง ไข่ผำ แมงมัน ปลาน้ำจืด ฯลฯ มาทำเป็นเมนูแซ่บๆ ที่เห็นแล้วน้ำลายสอ อาทิ หมกรังผึ้งอ่อน ที่ร้านคัดเฉพาะรังผึ้งอ่อนมาห่อด้วยใบตองแล้วย่าง รสชาติออกนมๆ มันๆ จิ้มกินกับเกลือแล้วเข้ากันมาก     ต่อด้วยมันปูนานึ่งที่ใครมาก็ต้องถามถึง หอมกลิ่นปูนา ปั้นข้าวเหนียวเป็นคำแล้วจิ้มตามด้วยผักแกล้มสักหน่อย ชวนให้เจริญอาหาร และขาดไม่ได้กับตำมั่วซั่วครกไม้ ทั้งแซ่บทั้งนัว มาครบทั้งขนมจีน ปูนา หมูยอ หอมกลิ่นน้ำปลาร้าต้มเอง         แล้วปิดท้ายด้วยแกงเห็ดโคนใส่ไข่มดแดง น้ำแกงข้นคลั่กด้วยปลาป่นและน้ำปลาร้า ตักแล้วเจอทั้งเห็ดโคน แซมด้วยไข่มดแดงที่ใส่แบบไม่ยั้ง     สมเป็นร้านขวัญใจลูกอีสาน