หากพูดถึงร้านที่คัดสรรเนื้อเป็นอย่างดี ต้องมีชื่อร้าน CUT Raw & Grilled รวมอยู่ด้วยแน่ ร้านเนื้อร้านดังนี้เพิ่งย้ายจากอารีย์ไปอยู่ในบ้านโบราณแสนสวยบนถนนสุโขทัย       บ้านโบราณสีเหลืองนวลโดดเด่นหลังนี้ คุณต้นเจ้าของร้านตั้งใจจะเปิดเป็นร้านอาหารฝรั่งเศส Chez Miline แต่ระหว่างนี้ย้ายร้าน CUT มาชั่วคราว และจะย้ายกลับไปอารีย์พร้อมกับโฉมใหม่ช่วงปีหน้า ทำให้บรรยากาศร้าน CUT ฉบับชั่วคราวนี้ตกแต่งในสไตล์ฝรั่งเศสปนไทยให้ความรู้สึกหรูหรา     CUT มาจากคำว่า “คัดสรร” โดยคัดเลือกวัตถุดิบดีที่ดีจากทั่วโลก มาเสิร์ฟในแบบ Raw & Grilled ตามชื่อร้าน นอกจากซาชิมิสดๆ จากญี่ปุ่นแล้ว เมนูย่างของที่นี่ถือว่าเด็ดมาก อย่างเช่น       Dry-aged Australian Wagyu and Goose Foie Gras Donburi ข้าวหน้าเนื้อที่เสิร์ฟเนื้อวัววากิวออสเตรเลียย่างกับตับห่าน ที่ใช้วิธีเลี้ยงแบบธรรมชาติ ทำให้ตับมีกลิ่นหอมและนิ่มนวลกว่าตับเป็ด เสิร์ฟกับซอสยูสุคาปาโช รสเปรี้ยวและมีกลิ่นหอมจากยูสุ เค็มนิด เผ็ดพริกไทยดำ ช่วยตัดเลี่ยนได้ดี     Japanese Wagyu A5 เนื้อวากิวจากประเทศญี่ปุ่น A5 ถือเป็นเกรดที่ดีที่สุดมีลายไขมันแทรกเหมือนหินอ่อน ย่างแล้วมีกลิ่นหอม นุ่มลิ้น เสิร์ฟกับซอสยูสุพอนสึรสเปรี้ยว     Lamb Rack ซี่โครงแกะจากประเทศออสเตรเลียหมักกับเครื่องเทศ และสมุนไพรสไตล์ฝรั่งเศส ย่างสุกปานกลางได้กลิ่นหอม เสิร์ฟกับซอสเลมอนสไตล์ฝรั่งเศส เปรี้ยว มัน เข้ากันได้ดีกับเนื้อแกะ     หากไม่กินเนื้อให้ลองสั่ง Scallop Ravioli ราวิโอลีชีสมอสซาเรลล่าและผักโขม แป้งทำเองนุ่มหนึบ หอยเชลล์จากฮอกไกโดตัวใหญ่ ย่างไฟแรงพอสะดุ้ง เนื้อหอยจึงยังหวานนุ่ม หอมกลิ่นย่าง     ราคาสมเหตุสมผล ย่างได้ดี และซอสที่บรรจงทำจนได้รสอร่อย ปักหมุดไว้เลยว่าร้านที่ไม่ควรพลาด

Jei Jei Mei Mei หรือ เจเจ้ เหม๋ยเม่ย ร้านอาหารจีนที่ชื่อมีความหมายถึง พี่สาว (คุณนก) และน้องสาว (คุณแนน) 2 พี่น้องที่นำความหลงใหลในรสเผ็ดๆ ชาๆ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของหม่าล่าเสฉวนมานำเสนอ ซึ่งเคล็ดลับความอร่อยไม่เหมือนใครสร้างสมจากประสบการณ์เดินสายกินมาหลายร้านทั้งในและต่างประเทศ แล้วจดจำรสชาติที่ชื่นชอบมาลองทำกระทั่งได้สูตรลับประทับใจ จึงอยากให้คนอื่นได้กินด้วย ใครที่ยังกังวลเรื่องความเผ็ดชา วางใจได้ เพราะปรับระดับให้ถูกลิ้นคนไทย กินคำแรกแล้วอยากกินซ้ำเรื่อยๆ           บรรยากาศของร้านยังล้อไปกับเมนูอาหาร เน้นสีแดงซึ่งเป็นสีมงคลของชาวจีน ตกแต่งสไตล์โรงเตี๊ยม เปิดให้นั่งชิลได้ทั้ง 3 ชั้น ชั้นล่างถือเป็นด่านแรกที่ต้อนรับผู้มาเยือน จึงเน้นความโปร่งโล่งสบายตา ชั้น 2 ภายใต้ความเรียบง่ายมีจุดดึงดูดสายตาคือภาพลายเส้นสไตล์จีนสวยๆ ช่วงค่ำเพิ่มสีสันด้วยแสงไฟที่ชวนให้รู้สึกเหมือนนั่งชิลอยู่ในเมืองจีน ส่วนชั้น 3 สร้างสรรค์บรรยากาศที่เหมาะกับการแฮงก์เอาท์ จิบเบียร์จีนที่จับคู่กับเมนูของร้านได้แบบครบเครื่องถึงรส           เมนูไฮไลท์ของร้านคือเนื้อสัตว์และผักสดเสิร์ฟแบบเสียบไม้ อาทิ สันนอกหมูซอสหม่าล่า, ไก่หมักซอสหม่าล่า, หมูสามชั้น, สาหร่ายพันเบคอน, ปลาหมึกกรอบ, ชิกุระปลาหมึกหลอด,กระเจี๊ยบ, เห็ดออรินจิ แต่ที่ชวนให้นึกบรรยากาศล้อมวงรอบหม้อชาบูในซีรีส์เรื่องโปรดมากที่สุด คือ ไส้อ่อนหมูกับไส้ตันหมู ทุกอย่างหั่นชิ้นใหญ่ให้เคี้ยวได้เต็มปากเต็มคำ เลือกอร่อยได้ทั้งแบบจุ่มในน้ำซุปชาบูร้อนๆ ควันหอมฉุย หรือใครอยากกินแบบปิ้งย่าง ทางร้านมีบริการปิ้งย่างให้เสร็จสรรพ ไม่ต้องกังวลว่าหัวจะเหม็นกลิ่นควันไฟ             นอกจากนี้ยังมีเมนูยอดนิยม หม่าล่าภูเขาไฟ หม้อร้อนที่รวมทั้งผัก ราเมง หมูสามชั้น เสิร์ฟมาพูนๆ เหมือนภูเขาไฟ ด้านบนมีลาวาสีแดงที่เดือดปุดๆ (ซอสหม่าล่า) เห็นแล้วน้ำลายสอ ทางร้านยังเสิร์ฟเครื่องเคียงที่จะหมุนเวียนไปในแต่ละวัน อาทิ กิมจิ แตงกวาดอง และยำสาหร่าย เป็นต้น นอกจากเมนูสุดฮอตเหล่านี้ ยังมีอาหารจีนรสเลิศอีกหลากหลายเมนู รวมถึงจานเด็ดจากเกาหลีที่หลายคนคุ้นเคย         ใครอยากเปิดประสบการณ์แห่งรสชาติที่เผ็ดร้อนจนอาจต้องกินไปเป่าปากไป ห้ามพลาด! เรารับรองว่าจะติดใจจนต้องฝากท้องไว้เป็นร้านประจำ!

หลังจากพา Natsu Curry Express ร้านข้าวแกงกะหรี่โฮมเมดไซส์กะทัดรัดประสบความสำเร็จไปแล้ว ก็ถึงเวลาของการขยายความอร่อยสู่บ้านหลังที่สอง Thyme’s Table Café & Bistro โดยดัดแปลงอาคารเก่าของที่บ้านให้กลายเป็นร้านบิสโทรบรรยากาศรื่นรมย์ มีมุมผนังต้นไม้สีเขียวสบายใจ พร้อมด้วยเปียโนหลังสวย เครื่องเล่นแผ่นเสียง และของสะสมสุดรักของเจ้าตัว           ด้วยความที่คุณโย่เจ้าของร้านเรียนจบการทำอาหารโดยตรงและสะสมประสบการณ์มานานหลายปี เรื่องฝีไม้ลายมือจึงไว้ใจได้ โดยเฉพาะเมนูฟิวชันที่ทำออกมากินง่ายและถูกปาก เรียกน้ำย่อยด้วยเกี๊ยวซ่าพะแนงไก่ เมนูลูกครึ่งญี่ปุ่น-ไทยอันเป็นทีเด็ด เกี๊ยวซ่าทอดร้อนๆ ซ่อนไส้พะแนงไก่สุดเข้มข้นเอาไว้ หรือจะลองแฮชบราวน์เสิร์ฟคู่ซอสทรัฟเฟิลมาโยก็กระตุ้นความอยากอาหารได้ทันที       จานหลักเริ่มที่ สลัดแซลมอนย่าง แซลมอนแล่แบบญี่ปุ่น (คิริมิ) ชิ้นโต ย่างสุกกำลังดีมาพร้อมสลัดผักไฮโดรโปนิกส์ที่เลือกน้ำสลัดได้ทั้งเทาซันไอส์แลนด์หรือซีซาร์ ส่วนคนรักพาสตาที่นี่มีให้เลือกแบบจุใจ อาทิ พาสตาซอสมะเขือเทศไส้กรอก ทีเด็ดอยู่ที่ซอสมะเขือเทศเคี่ยวเองรสเปรี้ยวอมหวาน กินกับไส้กรอกเยอรมันย่างให้ผิวด้านนอกกรอบ รสเค็มนิดๆ เข้ากันดี       ต่อด้วยพาสตาครีมซอสไข่กุ้ง จานนี้ครีมมี่นุ่มนวล ท็อปด้วยไข่กุ้งเคี้ยวกรุบ เสิร์ฟพร้อมกุ้งชุบเกล็ดขนมปังทอดสไตล์ญี่ปุ่น หรือจะลองพาสตาครีมเห็ดทรัฟเฟิลที่คนรักกลิ่นหอมๆ ของทรัฟเฟิลน่าจะถูกใจ ส่วนใครอยากได้รสจัดหน่อยแนะนำจานไทยๆ อย่างพาสตาขี้เมาทะเลที่ผัดได้หอมฟุ้ง แถมให้เครื่องเคราเยอะจุใจ         กินอย่างไรก็ไม่เลี่ยน

เวียดนาม เป็นอีกประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องสตรีทฟู้ดไม่แพ้ใคร และคุณฌอน แฟม ชาวอเมริกัน-เวียดนาม เจ้าของคาเฟ่ขนาดกระทัดรัดในซอยทองหล่อ 25 นี้ ก็ภูมิใจนำเสนออาหารท้องถิ่นจากบ้านเกิดของเขา ไซง่อน หรือ โฮจิมินห์ ในปัจจุบัน ที่ยกเอาตำรับของคุณแม่ชาวเวียดนามมาส่งต่อให้ทุกคนในลิ้มลอง         ตัวร้านเน้นจับเอาความย้อนยุค ของโต๊ะเก้าอี้ไม้ พื้นกระเบื้องลายสวยที่ได้แรงบันดาลใจมาจากบ้านที่เคยอยู่ มาผสมผสานกับความโมเดิร์นของป้ายไฟนีออนหน้าร้าน ซุ้มประตูและหน้าต่างโค้ง รวมถึงภาพวาดจากศิลปินชาวเวียดนาม ที่บอกเล่าถึงวิถีชีวิตของชาวเมืองไซง่อนจากความทรงจำตอนเด็กของคุณฌอนเอง         คุณฌอนบอกว่า หมูย่างและไก่ ของร้าน Son of Saigon ถือเป็นของเด็ดที่พลาดไม่ได้ด้วยสูตรลับเฉพาะที่มั่นใจว่าไม่มีใครเหมือน เริ่มต้นด้วย บั๋นหมี่หมูย่าง ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับขนมปังสไตล์เวียดนามกรอบนอกนุ่มใน ผ่ากลางแล้วทาด้วยปาเต๊ะ (ตับหมูบด) และมายองเนส สอดไส้ด้วยหมูย่างหั่นชิ้นใหญ่เต็มปากเต็มคำ พร้อมผักดองและผักสดนานาชนิด     จานต่อมา บุ๋นถิดเหนื่อง ยำขนมจีนหมูย่าง ชามโต จัดเต็มด้วยเส้นขนมจีนเหนียวนุ่มโปะหน้าด้วยหมูย่าง มาพร้อมกับผักดองและผักสด รวมถึงน้ำปลาสูตรพิเศษที่ราดคลุกเคล้าเข้าด้วยกันแล้วจะได้รสชาติที่แสนกลมกล่อม     ปิดท้ายของคาวด้วย ไข่กะทะ ไข่ดาว 2 ฟอง มาพร้อมหมูย่างและปาเต๊ะ ราดซอสพริกสไตล์เวียดนาม แค่นี้ก็อิ่มท้อง เหมาะสำหรับมื้อสายของวันไม่น้อย ถ้าจะให้ครบสูตรต้องสั่ง กาแฟชะมดดริปร้อน มาจิบคู่กับ ด้วยกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของกาแฟชะมดเวียดนาม ซึ่งมีทั้งความนัทตี้ คาราเมล และมีกลิ่นของมะพร้าวผสมผสานกันอย่างลงตัว รับรองเลยว่าจะต้องประทับใจ         แต่ถ้าเป็นเครื่องดื่มเย็น ๆ เพิ่มความสดชื่น ลองสั่ง มะม่วงเสาวรสโซดา รสชาติหวานอมเปรี้ยวชื่นใจ หรือ บ๊วยโซดา ก็จะได้รสชาติเปรี้ยวนิดเค็มหน่อย ปิดท้ายมื้ออาหารได้เป็นอย่างดี      

みなみ (มินามิ) ร้านอาหารญี่ปุ่นแนวมินิมอล ในโครงการ Warehouse 26 บนถนนสุขุมวิท ที่พร้อมเสิร์ฟเมนูไก่ย่างขึ้นชื่อของจังหวัดคากาวะ และอาหารญี่ปุ่นสไตล์คอมฟอร์ตฟู้ดให้ทุกคนได้ลิ้มลอง ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ ได้ความเป็นส่วนตัว       ตัวร้านแบ่งออกเป็น โซนอินดอร์ที่เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งโทนสีน้ำตาลเป็นหลัก ดูเรียบง่ายสบายตา ส่วนโซนเอาต์ดอร์ ทางร้านจัดเป็นสวนหินขนาดย่อม ช่วยสร้างบรรยากาศและกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่น ชวนให้รู้สึกอบอุ่นใจไม่เบา         เริ่มกันที่เมนูกินเล่น Tako Wasabi ปลาหมึกดองวาซาบิ รสเผ็ดนิดๆ Cucumber Salt Kombu แตงกวาดองเนื้อสดกรอบ ราดด้วยซอสรสเค็มมัน และ Yuzu Crispy Chicken Skin หนังไก่ทอดกรุบกรอบ ราดซอสยูซุเพิ่มรสเปรี้ยวหวาน โรยด้วยปลาโอแห้ง         ต่อด้วยเมนูซิกเนเจอร์ ไก่ย่างขึ้นชื่อของจังหวัดคากาวะ Salt Garlic Honetsuki Dori (189.-) เนื้อไก่อบส่วนสะโพกหอมกลิ่นกระเทียม ที่มีไฮไลต์คือ การโชว์เบิร์นไฟจนหนังกรอบ แต่เนื้อในยังคงนุ่ม ชุ่มฉ่ำ แนะนำให้กินพร้อมเซ็ตข้าวกระเทียมพร้อมน้ำซุปและสลัด อร่อยลงตัว         หรือจะเลือกเป็นรส Spicy Honetsuki Dori (189.-) ที่ได้เครื่องเทศของชาวเหนืออย่าง มะแขว่น มาช่วยเสริมความเผ็ดร้อน ทั้งจัดจ้านและเข้มข้น จับคู่กับ Mixed Salad (119.-) ผักสลัดกรุบกรอบกินพร้อม น้ำสลัดงาญี่ปุ่น เปรี้ยวหวานกลมกล่อม         คนรักเนื้อต้องไม่พลาด Yakiniku Garlic Fried Rice (359.-) เนื้อสันนอกออสเตรเลียย่างมาระดับมีเดียมแรร์ เนื้อสีชมพูสวย กินกับข้าวกระเทียมหอมๆ รสเค็มมัน กลมกล่อม       อีกเมนูที่ต้องลอง Buta Kakuni Don (179.-) ข้าวหน้าหมูตุ๋นซอสสูตรเฉพาะของทางร้าน ที่ผ่านการตุ๋นนานถึง 6 ชั่วโมง จนได้เนื้อหมูนุ่ม ละลายในปาก ท็อปด้วยไข่ออนเซนเยิ้มๆ เข้ากันได้ดี  

ณ บวร ร้านอาหารไทยภาคกลางที่เชฟใช้วิธีสืบค้นจากตำรับตำรา ผสมผสานและปรุงด้วยวัตถุดิบในท้องถิ่นเกิดเป็นจานเด็ดถูกปากที่หลายเมนูยังหากินได้ยาก เสน่ห์ของร้านที่นอกจากอาหารคือสถานที่ ซึ่งรีโนเวทภายในให้ร่วมสมัย สวยงาม แต่ยังคงรักษารากฐานโครงสร้างเดิมของอาคารที่อบอวลด้วยกลิ่นอายของย่านเมืองเก่า ทั้งพื้น ผนัง เพดาน ราวบันไดไม้ ชวนให้รู้สึกถึงความสงบ ผ่อนคลาย และอยากอาหารขึ้นมาทันที         หากชอบงานศิลป์จะยิ่งถูกใจ เพราะภายในประดับภาพถ่ายซึ่งช่างภาพได้แรงบันดาลใจจากการเดินชมภายในวัดบวรนิเวศวิหารแล้วเก็บภาพความประทับใจในมุมมองแปลกตา จนหลายคนต้องตามรอยไปเดินหาว่าถ่ายจากมุมไหน ส่วนอาหารเน้นปรุงด้วยวิธีดั้งเดิมเพื่อดึงรสชาติวัตถุดิบ ทั้งยังตั้งใจให้รสเข้มข้นอีกระดับเพื่อให้กินกับข้าวสวยแล้วได้รสชาติที่ลงตัวพอดี         เริ่มต้นเรียกน้ำย่อยกับปลาแห้งแตงโม เชฟนำปลาช่อนมารมควันด้วยกากมะพร้าว โขลกให้ป่นละเอียดแล้วคลุกเคล้ากับเกลือ น้ำตาล ปลาตาเดียวป่น และหอมเจียว โรยบนแตงโมรสหวานฉ่ำ       ผัดสามฉุน รวมความฉุนของผัก 3 ชนิด ได้แก่ สะตอ ชะอม และกระเทียมดอง ผัดรวมกับวุ้นเส้นและกุ้งสด ทั้งกลิ่นและรสกลมกล่อมนัวเข้ากันไปหมด กลายเป็นเมนู 3 สหายที่ขายดีติดลมบนของร้านไปแล้ว       ถัดมาเป็นเมนู ไก่ย่างพระนคร ทางร้านใช้สะโพกไก่หมักกับสมุนไพรนานกว่า 6 ชั่วโมงจนแทรกซึมถึงเนื้อใน แล้วย่างไฟให้หอมฉุย เนื้อนุ่มฉ่ำ กินเปล่าๆ ก็อร่อย หรือจะชูรสด้วยน้ำจิ้มแจ่วก็เพิ่มดีกรีความแซ่บไปอีกขั้น       ยำตะไคร้กุ้งย่าง กุ้งขาวเคล้าน้ำยำ 3 รส เชฟเพิ่มความอูมามิด้วยหัวกะทิคั้นสด ตักคำแรกแล้วอยากตักซ้ำเรื่อยๆ       ต่อด้วยเมนูคู่โต๊ะน้ำพริกกุ้งเสียบ กุ้งตัวใหญ่ไซส์พิเศษส่งตรงจากทะเลใต้ คั่วหอมๆพักรอไว้ แล้วคั่วพริก กระเทียม หอมแดง กะปิ จากนั้นโขลกเข้าด้วยกัน ปรุงให้ออกรสเปรี้ยว เผ็ด เค็ม ใส่ไข่แดงเพิ่มความเค็มมัน เสิร์ฟพร้อมผักสดหลากชนิด       กินคาวต้องกินหวาน เราจึงขอปิดท้ายมื้อด้วยบัวลอยมันม่วง ในถ้วยมีบัวลอย 2 แบบ แบบแรกนวดแป้งกับมันม่วงเข้าด้วยกัน อีกแบบสอดไส้มันม่วง กินกับน้ำกะทิคั้นสด เข้มข้น หวานมัน     อร่อยทุกคำที่ตักเข้าปาก!

ร้านอาหารบรรยากาศดีริมแม่น้ำเจ้าพระยาแถวท่าเรือเทเวศร์อย่างร้าน Steve Cafe & Cuisine เปิดให้บริการกับลูกค้ามาอย่างยาวนาน จนมีลูกค้าประจำแวะเวียนไม่ขาดสาย เพราะติดใจในรสชาติของอาหารไทย แกล้มกับวิวสวยของสายน้ำ       หลังจากจอดรถที่วัดเทวราชกุญชรวรวิหารแล้ว เดินลัดเลาะมาทางฝั่งริมน้ำจะพบกับร้านอาหารบนเรือนไม้มองเห็นวิวสะพานพระราม 8 เลือกที่นั่งริมระเบียงแล้วสั่งเมนูเด็ดประจำร้านอย่าง       ยำขมิ้นขาวกุ้งสด จานกับแกล้มเรียกน้ำย่อย ยำขมิ้นขาวเนื้ออ่อนกรอบๆ กับกุ้งสดเนื้อหวาน น้ำยำเปรี้ยว เค็ม เผ็ด ครบรส     แตงโมหน้าปลาสลิดแห้ง เมนูคลายร้อนที่มีความพิเศษต่างจากที่อื่นคือใช้เนื้อปลาสลิดทอดจนฟูกรอบแทนเนื้อปลาช่อน ได้กลิ่นหอมและรสชาติที่ดีกว่า     จานหลักแนะนำเมนูรสจัดจ้านอย่าง หมูย่างตะไคร้พริกขี้หนูสด หมูบดปรุงรสจัด หอมกลิ่นสมุนไพรตะไคร้ ใบมะกรูด หุ้มตะไคร้แล้วย่างจนกลิ่นหอม รสเค็มเผ็ดกินกับข้าวหรือคู่กับเครื่องดื่มเย็นๆ ได้ดี     แกงระแวงไก่ แกงโบราณน้ำแกงข้นคล้ายพะแนง น้ำพริกแกงใส่ขมิ้นให้มีสีเนื้อสดใส ใส่เนื้อไก่นุ่มลิ้น รสจัดจ้านถึงเครื่อง     เป็นอีกร้านที่ได้กินอาหารไทยรสอร่อย ละเลียดไปกับวิวอันเงียบสงบของสายน้ำ

ยินดีต้อนรับสู่ “ตรอกแห่งความอร่อย” ของคุณปราค-ปราคาร อดีตสถาปนิกหนุ่มที่ผูกพันกับอาหารไทยมาตั้งแต่ยังเด็ก อีกทั้งยังมีโอกาสได้ไปช่วย คุณนายติ่ง - ทอรุ้ง จรุงกิจอนันต์ ผู้เชียวชาญด้านอาหารเข้าลงครัวอยู่บ่อยครั้ง เมื่อความชอบชัดเจนขึ้นอีกขั้น เจ้าตัวจึงตัดสินใจไปเรียนด้านอาหารและเปิดร้านอย่างจริงจัง โดยอยากให้ซิมเมอร์ บาย ปราค เป็นเหมือนตรอกเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยเมนูแสนอร่อยคอยต้อนรับทุกคน           เพราะตั้งโจทย์กับตัวเองไว้ว่าเมนูของที่ร้านจะมีจุดแตกต่างไม่เหมือนร้านไหน เราจึงได้ชิมเมนูเด่นๆ อย่างแกงกะทิรัญจวน ต่างจากแกงรัญจวนฉบับดั้งเดิมตรงที่ทางร้านตำเครื่องแกงขึ้นมาโดยเฉพาะ เพิ่มกลิ่นหอมด้วยสมุนไพรและเติมหางกะทิลงไปด้วย จึงออกมาเป็นแกงรัญจวนที่มีความนุ่มนวล กินกับข้าวสวยร้อนๆ ดีงาม     อีกเมนูเด่น แซลมอนผัดกะปิแปดริ้ว เมนูลูกครึ่ง นำแซลมอนไปทอดก่อนแล้วผัดกับกะปิจากเมืองแปดริ้วด้วยไฟแรงจนได้กลิ่นกะปิหอมฟุ้ง ใครได้กินก็ติดใจ ตามด้วยดอกขจรผัดวุ้นเส้นและแหนม ใช้ผักพื้นบ้านอย่างดอกขจร มาผัดกับซอสซอสสูตรเฉพาะจนกลมกล่อม เพิ่มความเข้มข้นด้วยรสแหนม       แล้วปิดท้ายด้วย ส้มฉุนเกล็ดหิมะ ของหวานดับร้อนที่คุณปราคตีโจทย์ใหม่ ประยุกต์เมนูโบราณให้หน้าตาทันสมัย โดยยังคงความชื่นใจเอาไว้แต่่มีเกล็ดน้ำแข็งให้มีเท็กซ์เจอร์ที่สนุกขึ้น     ปิดท้ายมื้อนี้ได้ประทับใจ

ดื่มด่ำวิวแม่น้ำเจ้าพระยากับร้าน SUNTOOB ร้านอาหารลับๆ ภายในวัดเขมาภิรตาราม นนทบุรี ที่รีโนเวทมาจากบ้านเก่าริมน้ำอายุกว่า 70 ปี พร้อมเสิร์ฟสารพัดเมนูอาหารโฮมเมด ให้เลือกอร่อยท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ ได้ความเป็นส่วนตัว คงกลิ่นอายความเป็นโฮมคาเฟ่ที่เรียบง่ายแต่อบอุ่นเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน       โดยชื่อร้าน SUNTOOB หรือ ซันตุ๊บ มาจากการเล่นเสียงของหล่นดัง “ตุ๊บ” เปรียบเสมือนตอนพระอาทิตย์ตกสู่พื้นดิน ที่ทุกคนสามารถแวะมานั่งกินข้าวรับลม ไปพร้อมกับการชมพระอาทิตย์ตกยามเย็นได้ที่ร้านนั่นเอง       เริ่มด้วยเมนูกินเล่นเรียกน้ำย่อย อย่าง ลุมเปี๊ยะ (80.-) ปอเปี๊ยะสไตล์ฟิลิปปินส์ ที่มีรูปร่างเรียวยาว รสชาติเค็มมัน เสิร์ฟพร้อมซาวครีมโฮมเมดเนื้อเนียน ละมุน รสกลมกล่อม     ต่อกันที่เมนูซิกเนเจอร์ บะหมี่หมูตุ๋น (110.-) จุดเด่นคือเส้นบะหมี่โฮมเมด เหนียวนุ่ม ที่ทางร้านพิถีพิถันในทุกขั้นตอนการทำ และตัวกระดูกอ่อนหมูตุ๋นเนื้อเปื่อยนุ่ม หอมอร่อยเคี้ยวเพลิน     ถัดมาเป็น บะหมี่จัมปง (140.-) โดดเด่นด้วยน้ำซุปหมูรสเข้มข้น กลมกล่อม กินพร้อมเส้นบะหมี่โฮมเมด และบรรดาซีฟู้ดที่ทางร้านเสิรฟ์มาแน่นคับชาม อาทิ หมึกสาย กุ้ง หอยแมลงภู่     ปิดท้ายด้วย Crispy Chick (80.-) ไก่ทอดสไตล์ฟิลิปปินส์ ที่ใช้เวลาหมักข้ามคืน อย่างน้อย 8 ชั่วโมง กรอบนอกฉ่ำใน กินพร้อมซอสเกรวี หอมกลิ่นโรสแมรี  

อาหารไทยรุ่นคุณปู่คุณย่า หน้าตา รสชาติเป็นเช่นไร ? เชื่อว่าคนรุ่นปัจจุบันอาจจะสงสัย ท่ามกลางร้านอาหารไทยที่เปิดขึ้นมากมายในตำรับต่างๆ กัน     ร้านอักษร ร้านอาหารไทยดีไซด์ทันสมัยตามคอนเซ็ปต์ของเซ็นทรัล Original Store ห้างเซ็นทรัลสาขาแรกที่ปรับปรุงใหม่ แต่เมนูในร้านเป็นอาหารไทยดั้งเดิมตามแนวคิดของเชฟเดวิด ทอมป์สันที่ต้องการนำเสนออาหารไทยในช่วงปลายทศวรรษที่ 1940-1970 ( พ.ศ. 2483-2513) โดยชุดแรกเขานำเสนออาหารจากตำราหนังสืองานศพของท่านผู้หญิงกลีบ มหิธร และชุดต่อมาเป็นอาหารไทยจากความทรงจำของ นุชนันท์ โอสถานนท์ ที่เชฟทุกคนได้ร่วมกันทำร่วมกันชิมอาหารจากความทรงจำชุดนี้ของเธอ     พอก้าวเข้าไปในร้านมองไปรอบๆ จะเห็นแสงสียามค่ำคืนของกรุงเทพฯ ครัวเป็นครัวเปิด เชฟกำลังตำ กำลังย่าง เหมือนครัวไทยในอดีตที่ทำอาหารเดี๋ยวนั้นกินกันเดี๋ยวนี้ บรรยากาศสาละวนที่ดูคึกคักมีชีวิตชีวา จานชามเป็นลวดลายดอกไม้สไตล์กินข้าวบ้านคุณปู่จริงๆ  ยิ่งพอเห็นเมนูก็ยิ่งจิตใจจดจ่อ   เริ่มต้นด้วยอาหารว่าง เมี่ยงหมาก ห่อคล้ายหมากของคุณย่าซึ่งก็เป็นเช่นนั้นเพราะมีเรื่องเล่าว่าหลานๆ ชอบไปขโมยหมากของคุณย่ามาชิม คุณย่าเลยจัดให้ใหม่หน้าตาเหมือนหมากแต่เนื้อในรสชาติคล้ายเมี่ยงคำแต่รสเผ็ดกว่าเพราะมีกระชาย เมื่อห่อด้วยใบทองหลางมนที่ไม่แก่ไม่อ่อนมีรสฝาดนิดๆ อร่อยอย่างที่วัยรุ่นสมัยนี้ต้องบอกว่า “ฟิน”     ซอง ชื่ออาหารช่างสมจริงมากเพราะอาหารเหมือนซองจดหมายเล็กๆ ที่ใช้แป้งเปาะเปี๊ยะห่อไส้หมูสับผสมปลากุเลาเค็มและไข่เค็มแดง ทอดได้กรอบเบา รสเค็มนิดๆ ช่วยเรียกน้ำย่อยให้รออาหารจานแรก เรไรหน้าปู เรไรเส้นสดเส้นเล็กหน้าปู โรยหอมเจียว กระเทียมเจียว ราดกะทิที่มีถั่วเขียวคั่วตำรวมกันเพื่อให้ข้นหอม  เสิร์ฟในกระดองปู ทั้งดูสวย และอร่อย     ต่อมาเป็นกับข้าวเสิร์ฟพร้อมกันทั้งสำรับดูตื่นตาตื่นใจมาก มียำยอดกระถิน รสเข้มข้น แกงจืดหมูย่างหน่อไม้ไผ่ตง ตำรับวังบางขุนพรหม ใช้หมูย่างหนังกรอบของจีน กลิ่นหอมจากรากผักชี กระเทียม พริกไทย แกงเขียวหวานกุ้ง แกงน้ำขลุกขลิก สีเขียวเข้มสมชื่อจากใบพริกที่ตำรวมกับเครื่องแกง รสกลมกล่อมที่ไม่มีรสเผ็ดหรือหวานโดดออกมาให้รู้สึก เป็นเมนูห้ามพลาดชิมเด็ดขาด พริกขิงปลาสลิด รสเข้มข้น ปลาสลิดหอมกลิ่นย่างเตาถ่านก่อนนำไปทอด และผัดกับสมุนไพร ใส่เมล็ดบัวด้วย     เมนูไฮไลท์อีกเมนู คือ น้ำพริกนครบาลที่ไม่เคยเห็นในร้านอาหารใดมาก่อน พริก กุ้ง ปลาดุก ต้องนำมาย่างก่อนตำ ไม่มีกลิ่นกะปิ รสกลมกล่อมมาก ไม่เผ็ดเหมือนน้ำพริกทั่วไป และปลาหมึกต้มเค็ม ปลาหมึกไข่ตัวเล็ก  เคี่ยวกับน้ำตาลปึก กระเทียม น้ำปลา และขิง   ของหวาน มะเฟืองลอยแก้ว น้ำขลุกขลิก รสเปรี้ยวหวาน สดชื่นมาก และทองพลุ หรือ Thai Choux ราดน้ำตาลโตนดคาราเมล มะพร้าวขูด โรยงาดำ และจานสุดท้ายจบด้วย กระยาสารทใส่แม็คคาเดเมียร์กับกล้วยไข่ตีนเต่า     สมกับเป็นเมนูแห่งความทรงจำในอดีตที่ส่งต่อให้คนรุ่นใหม่ได้ชิม ซึ่งไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง และจะได้สัมผัสว่ารสอร่อยกลมกล่อมของไทยแท้จริงแล้วเป็นเช่นนี้เอง

จำได้ว่าช่วงที่ร้านเขียวไข่กา เปิดสาขาแรกที่ถนนนาคนิวาส สายคาเฟ่ฮ็อปปิ้งทั้งหลายต่างเฮกันไปเช็คอิน เพราะแค่เห็นบรรยากาศด้านหน้าร้านก็อยากจะเดินเข้าไปในด้านในแล้ว ร้านสวยสุดเย้ายวนแห่งนี้ประดุจดังโอเอซิสสำหรับชาร์ตพลัง ทั้งยังเติมเต็มความอิ่มท้องด้วยหลากหลายเมนูอาหารไทยรสเด็ด       ล่าสุดได้ขยายสาขาความอร่อยมาที่ซอยลาซาล (ถนนสุขุมวิท ซอย 105) เอาใจคนย่านบางนา-ศรีนครินทร์ ไม่ต้องขับรถไกลก็ได้กิน แถมยกคอนเซ็ปต์กลาสเฮาส์หลังใหญ่มาได้แบบไม่ผิดเพี้ยน ไม่ว่าจะเป็นลุคสุดเท่แบบอินดัสเตรียล เน้นสีดำและสีเขียวไข่กาที่เป็นชื่อเดียวกับร้าน แล้วเติมเต็มความสดชื่นสบายตาจากสีเขียวของต้นไม้ ร่วมกับไฮไลท์ลายเส้นบนผนังร้านที่กลายเป็นจุดพักสายตาระหว่างมื้ออาหาร       เช่นเดียวกับจานเด็ดที่ยกมาครบรส ไม่ว่าจะเป็นไข่เจียวปู (ไข่เจียวคอนโด) เต็มปากเต็มคำกับเนื้อปูก้อนโตที่ส่วนหนึ่งตีไปพร้อมกับไข่  แล้วทอดจนขึ้นฟูราวกับคอนโดขนาดย่อมๆ อีกส่วนโรยหน้ามาให้เคี้ยวได้แบบสะใจ ไม่ต้องแย่งกัน อย่าลืมชูรสด้วยซอสพริกหรือซอสมะเขือเทศ เพิ่มดีกรีความอร่อยไปอีกขั้น     ต่อด้วยเมนูสุดฮอตไม่น้อยหน้าอย่าง แกงเผ็ดเป็ดย่าง กลิ่นหอมนำช่วยปลุกน้ำย่อยให้พร้อมรับมือกับความอร่อย นอกจากใส่เนื้อเป็ดชิ้นใหญ่ เรียงมาให้กินเต็มชาม เรายังถูกใจกับน้ำแกงที่ปรุงได้เข้มข้นถึงเครื่อง รสชาติกลมกล่อม แซมด้วยรสเปรี้ยวสดชื่นจากสับปะรดและมะเขือเทศ       ปลาช่อนนาจำศีล จุใจทั้งครอบครัวกับปลาช่อนนาตัวใหญ่ส่งตรงจากราชบุรี บั้งและทอดทั้งตัว กรอบนอกนุ่มใน กินเคียงกับมะเขือยาวผัดและใบกระเพราทอดกรอบ เป็นเมนูที่ผสมผสานทั้งรสชาติและเนื้อสัมผัสที่เข้ากันได้อย่างลงตัวทุกอย่าง     ช่วงนี้เมนูจากใบกัญชากำลังมาแรงที่นี่ก็ไม่พลาดนำมาปรุงอาหารให้เราได้ลิ้มรส อาทิ ยำกัญชากรอบ ใบกัญชาชุบแป้งทอดกรอบ แยกเสิร์ฟกับน้ำยำรสจัดจ้านที่ประโคมทั้งเนื้อกุ้ง หมูสับ และเม็ดมะม่วงหิมพานต์มาให้แบบไม่หวง     ก่อนปิดจ๊อบล้างปากด้วยน้ำลำใยกัญชา หอมหวาน สดชื่น   หิวเมื่อไหร่ก็แวะมาฝากท้องได้สบาย ไม่ต้องฝ่ารถติดเข้าเมืองอีกต่อไป

มากี่ครั้งก็ประทับใจ มา เมซอง (Ma Maison) ร้านอาหารไทยตำรับบ้านปาร์คนายเลิศ ที่ตอนนี้พร้อมเปิดร้านต้อนรับทุกคนอีกครั้ง ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ ตัวร้านเป็นเรือนกระจกใส ด้านในเหมือนห้องสมุดขนาดย่อมที่เต็มไปหนังสือและของสะสมชิ้นสำคัญ ดึงดูดสายตาด้วยสีสันของดอกไม้ที่ปรับโฉมไปตามฤดูกาล             เมนูของที่ร้านเลือกวัตถุดิบจากต้นทางเพื่อความสดใหม่ รวมถึงผักออร์แกนิคจากสวนปลูกเองบนดาดฟ้า ปรุงทุกจานอย่างพิถีพิถัน อาทิ หมี่น้ำปาร์คนายเลิศ  เมนูสุดคลาสสิกของคุณหญิงสิน (ภรรยาของนายเลิศ) ที่นำวัตถุดิบในครัวมาทำน้ำซุปคล้ายน้ำซุปต้มยำ ใส่ไข่ กุ้ง และหมูสับ ปรุงรสให้กลมกล่อม กินกับเส้นหมี่ทอดกรอบโรยผิวส้มซ่า เป็นเมนูที่มีให้กินเฉพาะที่นี่เท่านั้น       อีกเมนูคู่บ้านคือห่อหมกข้าว ห่อหมกปลา ห่อหมกปลากะพงเนื้อแน่น รสเข้มข้น กินกับห่อหมกข้าวที่ได้จากการนำน้ำเครื่องแกงมาคลุกเคล้ากับข้าวแล้วนำไปนึ่งจนหอมฉุย รวมถึงแกงขี้เหล็กปลาย่าง คัดเฉพาะใบขี้เหล็กยอดอ่อน แกงกับกะทิคั้นสด รสกลมกล่อม กินง่ายไม่ขม หอมกลิ่นปลาย่าง           นอกจากนี้ยังมีเมนูเด่นอย่างยำส้มโอ รสเปรี้ยวหวานจากส้มโอสด หอมกลิ่นมะพร้าวขูด เต้าเจี้ยวหลนปลาดุกฟูพร้อมด้วยผักแนมชุดใหญ่ ข้าวเหนียวเนื้อแองกัสย่างเสิร์ฟกับส้มตำไทย ปิดท้ายด้วย ขนมโค แป้งข้าวเหนียวนุ่มหนึบ ไส้ในเป็นมะพร้าวกระฉีกหอมหวาน ตัดกับรสเค็มนิดๆ จากกะทิ รวมถึงปลากริมไข่เต่าที่ทำได้อร่อยไม่แพ้กัน             คนรักอาหารไทยอย่าพลาดเชียว

อั่งโล่ บาย ย่างแรก ร้านอาหารของคนรุ่นใหม่ไฟแรง ย่านบางรัก ที่ยกระดับ สตรีทฟู้ดเมืองไทยให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยการผสมผสานรสชาติอาหารไทยและจีนเข้าด้วยกัน ผ่านการปรุงอาหารโดยเตาอั่งโล่แบบโบราณ ออกมาเป็นเมนูที่มีความหอมอร่อยไม่เหมือนใคร         ภายในตกแต่งในสไตล์ Industrial Loft ที่เมื่อเดินเข้าไปด้านใน จะพบกับเคาน์เตอร์บาร์ปูนเปลือยทอดยาวไปจนถึงกลางร้าน โดยสามารถนั่งรับประทานอาหารและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเชฟหนุ่มได้อย่างเป็นกันเอง เสริมความอบอุ่นด้วยโทนไฟสีส้มสลัว ให้ความรู้สึกดิบเท่ แต่ผ่อนคลายไปในคราวเดียวกัน       เมนูแรก ข้าวหมูแดงอั่งโล่+น้ำพริกอั่งโล่ (159.-) เมนู Recommend ที่เราอยากให้ลอง  โดดเด่นด้วยเนื้อหมูแดงย่างน้ำผึ้งที่ใช้เวลาหมักข้ามวัน กินพร้อมน้ำพริกอั่งโล่ ซึ่งทำจากส่วนผสมกว่า 10 ชนิด รสชาติเผ็ดร้อน เข้ากันได้ดี       ต่อด้วย ทองพลุ+แกงเกาลัดหมูย่าง (120.-) เมนูที่หยิบขนมไทยโบราณอย่าง ทองพลุ มาทำเป็นของคาวโดยจับคู่มากับแกงเกาลัดหมูย่าง รสหวานมัน กลมกล่อม       หรือจะเลือกเป็น เซ็ตของเสียบไม้ย่างแบบไทย ประกอบไปด้วย ไก่สะเต๊ะผักดอง (55.-) ทางร้านเลือกใช้เนื้อไก่จากเชียงราย ย่างมากับซอสสูตรพิเศษ กินพร้อมน้ำจิ้มสะเต๊ะรสเข้มข้นและผักดอง คอหมูย่างกะทิ (60.-) คอหมูที่นำไปหมักกับกะทิสดและย่างจนเนื้อนุ่ม หอมกลิ่นเตาถ่าน และหมูสามชั้นย่างพริกเกลือ (60.-) หมูสามชั้นเนื้อนุ่ม ท็อปด้วยพริกแห้ง กระเทียม มะแขว่น รสชาติจัดจ้าน ช่วยตัดรสหวานของเมนูอื่นได้เป็นอย่างดี    

หลายคนอาจเดินผ่านตึกเก่าอายุเกือบ 100 ปีที่ถูกทิ้งร้างแห่งนี้โดยไม่รู้สึกสะดุดตา แต่คุณแมคกลับมองว่าที่นี่มีความพิเศษและเหมาะจะเป็นเซฟเฮาส์ของทุกคน จึงได้พลิกฟื้นพื้นที่ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยปรับชั้นบนให้เป็นโฮสเทล ส่วนด้านล่างเป็นร้านอาหารกาลเวลา และคาเฟ่ Buddha & Pals ทั้งหมดออกแบบให้ล้อไปด้วยกันในคอนเซ็ปต์กาลเวลา ถนอมรักษาร่องรอยในอดีตที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ชวนประทับใจ             ส่วนอาหารนำเสนอสไตล์อิตาเลียนฟิวชันที่กินง่าย อาทิ Mushroom & Gorgonzola Pizza พิซซ่าแป้งบางกรอบสไตล์โรมัน โรยหน้าด้วยบลูชีสและเห็ดแชมปิญอง เมนูนี้จับคู่กับไวน์แดงจะเข้ากันมาก         Kanvela White Sea Bass Fillet สเต๊กปลากระพงชิ้นโต กริลล์พอสุกทั่วถึงเพื่อรักษาระดับความนุ่มนวลฉ่ำลิ้น เสิร์ฟพร้อมผักโขมผัดครีมและแอสพารากัส ก่อนกินบีบเลมอนเล็กน้อยช่วยตัดเลี่ยนและยังเพิ่มกลิ่นหอมชวนสดชื่น       Spaghetti Arrabbiata พาสตาที่ไม่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ ผัดเส้นกับซอสมะเขือเทศรสชาติเปรี้ยวๆ เผ็ดปลายลิ้น กินแล้วสดชื่น       Avocado Tuna Salad สลัดชามโตที่ใส่เนื้อทูน่าเน้นๆ คลุกเคล้ากับสลัดร็อกเก็ต มะเขือเทศลูกเล็ก เพิ่มดีกรีความครีมมีด้วยอะโวคาโดหั่นชิ้นโตที่ใส่มาให้เต็มชาม       ส่วนเครื่องดื่มแนะนำ Calm Rosie Tea รสหวาน หอมกลิ่นไซรัปกุหลาบ จิบเบาๆ ก็ชื่นใจ     ช่วงค่ำที่ความมืดโรยตัวปกคลุมด้านนอก ภายในร้านกลับคึกคักยิ่งขึ้นด้วยเสียงดนตรีแจ๊สและเหล่าผองเพื่อนที่นัดรวมตัวพูดคุย และดื่มด่ำไปกับเสียงดนตรีที่ชื่นชอบ       โลกยังคงหมุนไป แต่ใครที่เดินเข้ามาที่นี่ ต่างก็อยากหยุดเวลาไว้ทั้งนั้น

ร้านน้องใหม่ป้ายแดงริมถนนบรรทัดทองที่วางคอนเซ็ปต์ฉีกแนวจากสตรีทฟู้ดทั่วไปในย่านนี้ บรรยากาศด้านในตกแต่งสไตล์อินดัสเทรียล ลุคดิบๆ เท่ๆ จัดวางเฟอร์นิเจอร์และของสะสมสุดคลาสสิกที่เจ้าของร้านรักสุดหัวใจ และบอกว่ามาร้านนี้นอกจากจะมีอาหารอร่อยให้ลูกค้ากินนับร้อยเมนู บรรยากาศที่เหมือนนั่งอยู่กลางพิพิธภัณฑ์ยังถือเป็นของแถมให้ลูกค้าได้ชื่นชมกันอย่างเต็มอิ่มอีกด้วย               เมนูอาหารเน้นอาหารไทยและอิตาเลียน โดยเฉพาะจานเด็ดจากแดนใต้ที่ได้พ่อครัวฝีมือเยี่ยมมาปรุงแบบถึงเครื่องถึงรส ไม่ว่าจะเป็น แกงส้มปลากะพงไหลบัว เมนูคู่โต๊ะที่ใครมาก็ไม่พลาดสั่ง ด้วยระดับความร้อนแรงของเครื่องแกงที่โขลกเอง ใส่ปลากระพงชิ้นโตๆ ให้แบบไม่หวงของ เพิ่มดีกรีความอร่อยด้วยไหลบัวสดกรอบ ที่ซึมซับน้ำแกงอย่างเต็มที่ กินไปเป่าปากไป แต่จะให้วางช้อนก็ทำไม่ได้เหมือนกัน       เราแนะนำให้สั่งข้าวผัดปูมากินคู่จะยิ่งชูรส ข้าวผัดจานนี้ไม่ธรรมดา เพราะเป็นเมนูชูโรงที่เชฟเดินสายขายความอร่อยไปทั่วสารทิศในรูปแบบ Food Truck มาแล้ว จุดเด่นของรสชาติที่กลมกล่อมและหอมกลิ่นคั่วกระทะ ไร้ความมันส่วนเกิน ทำให้กินได้เรื่อยๆ แบบไม่เลี่ยน ทีเด็ดยังอยู่ที่ใส่เนื้อปูให้จุใจ ไม่ปล่อยให้ต้องควานหาเหงาๆ แน่นอน       อีกจานขายดีคือปลากะพงสามรสกะเพรากรอบ ปลากะพงทอดไซส์บิ๊ก ปรุงครบ 3 รส กินกับกะเพราทอดกรอบๆ เข้ากันที่สุด       สปาเก็ตตี้คาร์โบนาราเบคอน สาวเส้นกันได้แบบสุดเพลิน เส้นยังนุ๊มนุ่มเคี้ยวลื่นคอ นอกจากความละมุนของครีมยังได้สัมผัสรสชาติเค็มๆ มันๆ จากชีสพาเมซานที่ใส่มาให้อย่างจุใจ       ปิดท้ายด้วยสามชั้นคั่วเกลือ กรอบ เค็ม มัน ถ้าได้ลองเคี้ยวคำแรกแล้ว จะหยุดปากไม่ได้อีกเลย       อิ่มท้องแล้วแต่ยังติดใจในของสะสมแปลกตาจากทั่วโลก อยากถามความเป็นมาของแต่ละชิ้น เจ้าของร้านก็ยินดีให้ข้อมูล รับรองสนุกจนไม่อยากลุกกลับบ้าน!

บ้านรั้วสีเหลืองที่มีรูปเสือ ซุกซ่อนบริสโตรที่เสิร์ฟอาหารอร่อยภายในสวนร่มรื่น ขวามือเป็นบาร์คลุมด้วยหลังคาผ้าใบสีเหลืองสดใส สร้างบรรยากาศสนุกสานได้ตลอดทั้งวัน     บ้านเสือหิว เสิร์ฟเมนูอร่อยที่เจ้าของร้านซึ่งเป็นสจ๊วต และแอร์โฮสเตสของการบินไทย ได้แรงบันดาลใจจากการเดินทาง โดยเฉพาะเมนูเกี่ยวกับเนื้อที่รับรองว่าเด็ด เพราะคุณตั้วได้นำประสบการณ์กว่า 5 ปี จากการเปิดร้านเบอร์เกอร์ชื่อ MadCow Burger ที่ย่านอโศก ทำให้เมนูเนื้อของร้านนี้โดดเด่นน่าสนใจ       บรรยากาศสบายเหมือนมากินข้าวบ้านเพื่อน และการบริการแบบมืออาชีพทำให้มีลูกค้าประจำอย่างคุณหมอจากรพ.ศิริราช จานแนะนำแน่นอนว่าต้องเป็นเนื้อที่ร้านคัดมาอย่างดี ที่ร้านใช้เนื้อวัวที่เลี้ยงด้วยข้าวโพดเนื้อจะมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์     เราได้ลองชิมเมนูที่เป็นซิกเนเจอร์อย่าง แก้มวัวตุ๋นไวน์แดง (590 บาท) ที่ได้รสชาติสไตล์ฝรั่งเศสเนื้อแก้มวัวตุ๋นกับไวน์แดงทำให้ได้กลิ่นหอม รสชาติเข้มข้น     ข้าวหน้าเนื้อริบอายสไลซ์ย่างและไข่ข้น (145 บาท) เมนูอร่อยง่ายอาหารจานเดียวที่เสิร์ฟมาอย่างเต็มอิ่ม กับเนื้อริบอายสไลซ์ย่างมาพร้อมกับไข่ข้นนุ่มๆ ราดข้าว     มักกะโรนีครีมทรัฟเฟิล (190 บาท) ใครชอบกลิ่นชอบของทรัฟเฟลิต้องถูกใจเมนูนี้กับมักกะโรนีนุ่มหนึบผัดครีมซอสครีมมี ให้กลิ่นหอมของทรัฟเฟิลเต็มๆ     ข้าวกะเพราเนื้อริบอายสไลซ์ (145 บาท) ทีเด็ดของมื้อเที่ยงเลย กะเพราเนื้อริบอายที่สไลซ์มาแล้วเคี้ยวง่าย หอมฉุนกลิ่นกะเพรา กับไข่ดาวกรอบๆ     เป็นอีกร้านที่คนชอบเนื้อเน้นๆ ต้องถูกใจ

สำหรับนักชิมสายรักสุขภาพที่กำลังมองหาร้านอาหารดีๆ เพื่อไปฝากท้องยามหิว เราแนะนำ VIBE Coffee & Plant-Based Food ร้านอาหารเพื่อสุขภาพของคนยุคใหม่ ย่านทองหล่อ ที่พร้อมเสิร์ฟอาหารมังสวิรัต อาหารเจและหลากหลายเมนูเครื่องดื่มในราคาเป็นมิตร ให้เลือกอร่อยกันได้อย่างจุใจ       VIBE Coffee & Plant-Based Food เกิดจากความต้องการของคุณ พิมพ์ พิมพ์วลัญช์ (เจ้าของร้าน) ที่อยากเห็นสมาชิกในครอบครัว และคนรอบข้างมีสุขภาพกายแข็งแรง ด้วยการกินอาหารที่อร่อยและมีประโยชน์ เพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ โดยเน้นการบริโภคที่ปราศจากเนื้อสัตว์ และใช้โปรตีนจากพืชเป็นหลักมารังสรรค์เป็นอาหารสุดพิเศษ ผสมผสานกับขั้นตอนการปรุงที่สะอาด ได้มาตรฐาน คิดค้นความอร่อยโดยเชฟมากประสบการณ์ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ชอบความจำเจ และใครที่ต้องการงดเนื้อสัตว์ แต่อยากลิ้มรสชาติอาหารที่เข้มข้น กลมกล่อมเหมือนเดิม     เริ่มด้วย Appetizer Set (179.-) เพลิดเพลินไปกับเซ็ตอาหารเรียกน้ำย่อยที่ไม่มีส่วนผสมของหัวหอมและกระเทียม อาทิ ปอะเปี๊ยะทอด เกี๊ยวทอด นักเก็ต ไส้กรอกคอกเทล กินกับน้ำจิ้มไก่รสชาติหวานกลมกล่อม       ต่อด้วย Burger Plant Beef (269.-) ขนมปังนุ่มฟูสอดไส้เนื้อแพลนต์เบสจากออสเตรเลีย รสสัมผัสเสมือนจริง จับคู่มากับวาฟเฟิลฟรายส์ทอดกรุบกรอบ เคี้ยวเพลิน     Sizzling Soy Chick Steak (249.-) สเต็กเนื้อแพลนต์เบส ราดซอสเกรวีที่เคี่ยวจากซุปสต๊อกผัก รสกลมกล่อมจับคู่กับ Avocado Caesar Salad (249.-) จานนี้ได้ความหอมมันของอะโวคาโดสดจากออสเตรเลีย ราดน้ำสลัดซีซาร์สูตรพิเศษของทางร้าน ที่ทำจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์และยีนส์ธรรมชาติ       นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารจีนให้เลือกอร่อย หมี่ผัดไก่รังนก (99.-) เส้นหมี่เหนียวนุ่มคลุกเคล้ามาด้วยน้ำซอสสูตรพิเศษ หอมกลิ่นน้ำมันงา และกระเพาะปลา (129.-) ปรุงรสมาด้วยซอสเห็ดหอมชั้นดี มีเท็กเจอร์ของเยื่อไผ่ให้เคี้ยวกรุบๆ       เมนูเครื่องดื่มก็ดีไม่แพ้กัน Signature Coffee กาแฟดำรสเข้มนุ่มลิ้นผสมผสานมากับนมถั่วเหลือง โดยทางร้านเลือกใช้ แบล็กไซรัป ที่นอกจากจะได้ทั้งความหวานแล้ว ยังซ่อนความหอมอยู่ในทุกคำที่ดื่ม อีกตัวที่พลาดไม่ได้ Signature Matcha Latte (150.-) ทางร้านเลือกใช้ผงชาเขียวพรีเมียมจากประเทศญี่ปุ่นมาผสมผสานกับนมอัลมอนด์ หอมมัน เข้มข้น     สามารถดูเมนูเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/2Y8ynNo หรือสแกนคิวอาร์โค้ด สั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์

หลังจากที่ร้านอาหารไทย Royal Osha (รอยัล โอชา) ได้จับมือกับเชฟวิชิต มุกุระ หนึ่งในเชฟอาหารไทยระดับตำนาน ไปเมื่อราว ๆ ปลายปี 2563 และได้เปิดตัวเมนูอาหารไทยแนวใหม่ที่มาในรูปลักษณ์หน้าตาที่ทันสมัยกว่าเดิม ด้วยจุดมุ่งหมายหลักที่ต้องการให้อาหารไทยในรูปแบบไฟน์ ไดนิ่งมีชื่อเสียงโด่งดังไปไกลในระดับโลก         หลังจากงานเปิดตัวในปีนั้น เราได้กลับมาเยือน Royal Osha (รอยัล โอชา) อีกครั้งเพื่อลิ้มลองเมนูอาหาร  A La Carte ที่เรายังไม่มีโอกาสได้สัมผัสในคราวนั้น และยังได้รับการต้อนรับจากเชฟวิชิตอย่างอบอุ่นอย่างเช่นเคย       เริ่มต้นด้วยเมนูเรียกน้ำย่อย เมี่ยงกลีบบัวตับห่านและกุ้งแช่บ๊วยหลังไข่ จัดมาอย่างสวยงามบนจานที่เรียงรายด้วยหินสีดำพร้อมควันบางเบา ที่ดึงให้กลีบบัวสีชมพูนั้นโดดเด่นขึ้นมาทันที เชฟวิชิตเพิ่มคุณค่าให้กับเมนูเมี่ยงคำนี้ด้วยกุ้งแชบ๊วยหลังไข่และตับห่าน หยอดน้ำเมี่ยงคำรสชาติหอมหวาน ครบทั้งรสชาติและกลิ่นของสมุนไพรอย่างเต็มคำ       จานต่อมาคือ Lobster ส้มตำผลไม้ ที่ปรับเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาของส้มตำอาหารประจำชาติไปอย่างสิ้นเชิงด้วยสีสันของผลไม้สด เข้ากันเป็นหนึ่งเดียวกับสีแดงสดจากล็อบสเตอร์ และเพียงแค่ค่อย ๆ ราดน้ำส้มตำลงไป เมื่อเข้าปากแล้วจะได้กลิ่นของน้ำปลาที่เข้ากับเนื้อหวานนุ่มเด้งของล็อบสเตอร์ได้เป็นอย่างดี       ปิดท้ายด้วย Rack Lamb ซอสแกงเขียวหวาน ซี่โครงแกะย่างสมุนไพร ที่ทำจากใบมะกรูดและโหระพาบดละเอียด จัดวางมาอย่างสวยงามและคุมโทนสีมาอย่างดีด้วยผักย่างสีเขียวครบเครื่องสมชื่อแกงเขียวหวาน เสิร์ฟมาพร้อมกับซอสแกงรสชาติเข้มข้น ครบรสชาติ       มื้ออาหารที่สมบูรณ์แบบจะขาดเครื่องดื่มไปไม่ได้ เราขอแนะนำ รอยัลโอชาชฎา เครื่องดื่มสีทองซิกเนเจอร์ของร้าน รสชาติเปรี้ยวอมหวานจากเสาวรสและน้ำแอปเปิ้ล ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับชฎาจิ๋วสุดปราณีต ที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์แบบไทยโมเดิร์นของร้านได้เป็นอย่างดี       ภายใต้หน้าตาอาหารที่เปลี่ยนไป แต่เอกลักษณ์รสชาติอาหารไทยนั้นฝังแน่นชวนประทับใจอย่างแน่นอน

จากชื่อ Maison Saigon (เมซง ไซง่อน) ก็พอจะบอกได้แล้วว่าร้านอาหารแห่งนี้ยกเอาตำรับอาหารเวียดนามจากไซง่อน หรือ โฮจิมินห์ ในปัจจุบัน มาเสิร์ฟให้ชิมกันบนโต๊ะอาหาร ณ ย่านใจกลางกรุงเทพมหานคร       คำว่า Maison (เมซง) นั้นหมายถึง “บ้าน” ดังนั้น อาหารแต่ละจานจึงเป็นการรังสรรค์สไตล์โฮมคุกกิ้งที่ทำกินเองในบ้าน เมื่อบวกกับบรรยากาศสบาย ๆ ของร้านที่ตั้งอยู่ภายในสินทร วิลเลจ หลังสวน ซึ่งมาพร้อมกับที่นั่งในสวนแสนรมรื่น ก็ยิ่งช่วยเพิ่มความรื่นรมย์ให้มากขึ้นอีกเป็นเท่าตัว       นอกจากจะจริงจังเรื่องรสชาติต้นตำรับแล้ว อาหารเวียดนามยังขึ้นชื่อเรื่องคุณค่าทางสารอาหาร ทางร้าน Maison Saigon จึงให้ความสำคัญกับวัตถุดิบสดใหม่จากฟาร์มปลอดสาร และไม่ใส่ผงชูรส     เริ่มต้นด้วยเมนูอาหารกินเล่นจานซิกเนเจอร์ พอลลี โทฟู เต้าหู้ทอดคุณแม่พอลลี ที่ทอดจนได้สีเหลืองทองกรอบนุ่ม เพิ่มรสชาติด้วยต้นหอมซอยผัดกับน้ำปลา     ต่อด้วย ก๋อยแซง ยำไหลบัวไซง่อน รสชาติกลมกล่อมด้วยน้ำยำสไตล์เวียดนาม ได้สัมผัสกรุบกรอบจากไหลบัว แซมมากับกุ้งเนื้อหวานเด้ง พร้อมกับกลิ่นผักแพวที่หอมโดดเด่นตั้งแต่คำแรกที่กิน     จานถัดมาคือ ซูเปอร์บั๋นแบ่ว รวมมิตรเมซงไซง่อน โดยในหนึ่งจานนี้ประกอบไปด้วยแป้งนึ่งสอดไส้หมูแดง และแป้งนึ่งโรยหน้าด้วยกุ้งแห้งป่น ตรงกลางเป็นหมูยอเวียดนาม ราดด้วยน้ำยำรสชาติเปรี้ยวหวาน แล้วโรยหอมเจียว กินได้เรื่อย ๆ ไม่มีเบื่อ     แน่นอนว่ามาถึงร้านอาหารเวียดนามทั้งที จะขาดเมนู เนมเนื้อง หรือ แหนมเนือง ที่คนไทยคุ้นเคยไปไม่ได้เลย  เนมเนื้องโบราณไซง่อนนี้โรลมาให้แล้วเรียบร้อย อัดแน่นด้วยหมูย่างก้อนใหญ่ ผักสมุนไพรออร์แกนิกนานาชนิด และเส้นขนมจีน จิ้มกับน้ำจิ้มสูตรโฮมเมดเพิ่มรสชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ     เมนูถัดมาคือ บุ๋นจ๋า ฮานอย หรือ ขนมจีนหมูย่างหมูก้อนฮานอย ซึ่งเสิร์ฟมาในรูปแบบของชามน้ำซุปร้อน ๆ ในนั้นมีทั้งหมูย่างหั่นชิ้นใหญ่เต็มคำและหมูก้อน รวมทั้งมะละกอฝานบาง ๆ กินพร้อมกับเส้นขนมจีนและเคียงด้วยผัดสด ถ้าอยากได้ความจัดจ้านอีกนิดก็เพิ่มพริกสดลงไปได้เช่นกัน     ก่อนจะเข้าสู่เมนูของหวาน ยังมี เกิมตั๊ม หรือ ข้าวหมูย่างไซง่อนทรงเครื่อง เป็นเมนูคาวจานสุดท้าย ซึ่งในหนึ่งจานนี้อัดแน่นมาทั้งข้าวสวย ไข่ตุ๋นทรงเครื่อง หมูย่าง หนังหมูซอยละเอียด และผักดอง โรยด้วยข้าวคั่วกลิ่นหอม ๆ กินเพลิน     ในส่วนของหวานนั้น เพื่อไม่ให้เสียชื่อวัฒนธรรมกาแฟสุดขึ้นชื่อของเวียดนาม ต้องลอง คัสตาร์ดกาแฟเวียดนาม เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนเข้ากับความเข้มจากกาแฟเวียดนามเป็นอย่างดี อีกเมนูหนึ่งคือ ไซง่อนพุดดิ้งลำไย ที่ มาพร้อมกับพุดดิ้งมัทฉะ เน้นความหอมหวานและสดชื่น       สำหรับเครื่องดื่มที่พลาดไม่ได้ ยกให้กับ เสาวรสน้ำผึ้ง และ บ๊วยมะนาว ที่ให้รสชาติเปรี้ยว ๆ เพิ่มชีวิตชีวาให้กับมื้ออาหารตรงหน้าได้อย่างดีทีเดียว    

ใครที่กำลังมองหาร้านอาหารที่มาพร้อมกับเมนูข้าวญี่ปุ่นแบบจานเดียวง่าย ๆ และเต็มอิ่ม Hako Japanese Rice & Cafe ต้องเป็นหนึ่งในตัวเลือกนั้นแน่นอน ชื่อของร้านนั้นมีที่มาจากเมือง ๆ หนึ่งในญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Hakodate (ฮาโกะดาเตะ) ตั้งอยู่ในฮอกไกโดนั่นเอง เมนูของที่นี่จึงยกเอาตำรับอาหารญี่ปุ่นจากเมืองฮาโกะดาเตะมาถ่ายทอดสู่โต๊ะอาหารของร้านที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากแยกราชเทวี ให้คนกรุงเทพฯ ได้ลิ้มลอง         เพื่อให้ได้รสชาติที่ใกล้เคียงกับต้นตำรับมากที่สุด สูตรต่าง ๆ ของร้านจึงได้มาจากเชฟชาวญี่ปุ่นตัวจริงเสียงจริง เมืองฮาโกดาเตะนั้นมีชื่อเสียงในเรื่องของข้าวแกงกะหรี่ เพราะฉะนั้นเมนูซิกเนเจอร์ของร้านก็เป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก ข้าวหมูทอดทงคัตสึราดแกงกะหรี่ญี่ปุ่น นอกจากจะจัดเต็มกับหมูทอดชิ้นโตเต็มจานแล้ว ความเด็ดยังอยู่ที่น้ำแกงกะหรี่ซึ่งใช้เวลาเคี่ยวนานกว่า 6 ชั่วโมงจนได้รสชาติเข้มข้น กลมกล่อม และไม่เผ็ดจนเกินไป     ต่อด้วยเมนู ข้าวหน้าบูตะชาชู ที่ใช้หมูสองชั้นลอกหนังแล้วม้วนนำไปต้มและจี่กับกระทะ จนได้หมูชาชูชิ้นหนานุ่มติดมันเล็กน้อย ราดด้วยซอสสูตรพิเศษที่แสนเข้ากัน     สำหรับของกินเล่นที่พลาดไม่ได้ต้องยกให้กับ เกี๊ยวซ่า สอดไส้หมูแน่น ๆ เต็มคำ เพิ่มรสชาติให้มีชีวิตชีวายิ่งขึ้นด้วยน้ำจิ้มรสเด็ด แค่นี้ก็เป็นมื้ออาหารญี่ปุ่นที่อิ่มทั้งท้องอิ่มทั้งใจแล้ว       ร้าน Hako Japanese Rice & Cafe มีให้บริการแบบ Takeaway และสามารถสั่งเดลิเวอร์รี่ผ่าน Lineman และ Grab ได้ด้วยเช่นกัน