ใครที่กำลังมองหาสถานที่แฮงก์เอาต์ สำหรับสังสรรค์หลังเลิกงาน ขอแนะนำ Hoi - Chinese Izakaya  ร้านอิซากายะสไตล์จีนน้องใหม่บนถนนสุขุมวิท ที่นอกจากการสไตล์ของร้านจะเท่ชวนดึงดูดแล้ว ภายในยังซุกซ่อนความอร่อยจากอาหารจีนรสเข้มข้นเอาไว้อีกมากมาย       ภายในเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์สีดำเข้ากันได้ดีกับผนังปูนเปลือยสไตล์ลอฟต์ โดดเด่นด้วยกระจกบานใหญ่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติในเวลากลางวัน ให้ความรู้สึกปลอดโปร่ง เสริมความเท่ดูน่าค้นหาในเวลากลางคืนด้วยไฟโทนสีส้มสลัว ตอบโจทย์คนที่ต้องการมาดื่มด่ำอาหารรสเลิศ จิบเบียร์ชิลๆ ท่ามกลางบรรยากาศสุดผ่อนคลาย       ทางร้านเน้นคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดีมาจากหลากหลายแหล่ง เริ่มด้วยเมนูกินเล่นอย่าง แปะก๊วยคั่วเกลือ (118.-) รสชาติเค็มมัน อร่อยเคี้ยวเพลิน     ต่อด้วย สลัดมะเขือเทศโทฟู (168.-) สลัดเต้าหู้ชุปแป้งทอดกินกับมะเขือเทศราชินีคลุกเคล้ามากับน้ำสลัดสูตรพิเศษที่มีส่วนผสมของน้ำผึ้ง มะขามและโชยุ ได้รสชาติเปรี้ยมอมหวาน     จานถัดไปเป็น กุ้งซอสสิงคโปร์ (198.-) โดดเด่นด้วยซอสหมักสูตรพิเศษที่นำไปผัดกับไข่ก่อนจะนำมาราดบนกุ้งทอดตัวโตเนื้อเด้ง รสชาติเข้มข้น หอมมันกลมกล่อม     ที่พลาดไม่ได้ คือ เนื้อน่องลายตุ๋นแห้ง (198.-) เนื้อน่องลายแทรกมันตุ๋นข้ามคืนจนนุ่ม ชุ่มฉ่ำละลายในปาก หรือจะเลือกเป็น ราดหน้ากรอบเนื้อเต้าซี่ (198.-) ราดหน้าผักสามสีและเนื้อสันใน เสิร์ฟมาพร้อมเส้นใหญ่ทอดกรอบกำลังดี กินด้วยกันแล้วอร่อยลงตัวเป็นที่สุด       สุดท้าย ไก่แช่เหล้า (168.-) ไก่หมักเหล้าจีนหนังกรอบ เนื้อนุ่ม นึ่งมาจนได้ความสุกกำลังดี กินคู่น้ำจิ้มรสเด็ด ปิดท้ายมื้อนี้ได้อย่างสมบูรณ์  

“Buster's Fish & Chips Comfort Food and Drinks” ร้านอาหารคอมฟอร์ตฟู้ดที่โดดเด่นด้วยเมนูฟิช แอนด์ ชิพส์ ร้านแห่งนี้ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 33/1 (Bts พร้อมพงษ์) ของ ‘คุณเดวิด วิลเลียมสัน’ ซึ่งเป็นชาวอังกฤษแท้ๆ และ ‘คุณฟ้า – จริยา วิลเลียมสัน’ ผู้เป็นลูกสาว ทั้งคู่เปิดร้านแห่งนี้ขึ้นมาด้วยผลพ่วงจากวิกฤตโควิด-19 โดยเริ่มต้นจากการทำอาหารคอมฟอร์ตฟู้ด ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณเดวิดถนัดมากที่สุด     ในระยะแรกทั้งคู่เริ่มทดลองสูตร และขาย Fish and Chips จากที่บ้าน หลังจากกระแสตอบรับค่อนข้างดีจึงหาทำเลเหมาะๆ เปิดร้าน โดยใช้ชื่อว่า ‘บัสเตอร์ (Buster)’ ซึ่งเป็นชื่อเล่นและฉายาของคุณเดวิด เนื่องจากสมัยหนุ่มๆ เพื่อนๆ มักจะบอกว่าเขาหน้าตาละม้ายคล้าย ‘บัสเตอร์ คีตัน (Buster Keaton)’ นักแสดงตลกยุคเก่าชาวอเมริกัน ผู้ที่ได้รับสมญานามว่า ตลกหน้าตายผู้ยิ่งใหญ่       ความโดดเด่นใน ฟิช แอนด์ ชิปส์ ของ Buster's Fish & Chips Comfort Food and Drinks ที่ทำให้เหล่าฟู้ดดี้ติดใจตลอดระยะเวลาที่เปิดบริการกว่า 8 เดือน คือ ตัวแป้งสูตรพิเศษของทางร้าน ซึ่งเป็นสูตรต้นตำรับมาจากประเทศอังกฤษ และเนื้อปลาที่มีให้คุณเลือกชิมถึง 4 สายพันธุ์ เช่น ปลาคอด (Pacific Cod) ปลาแฮดด็อก (Atlantic Haddock) ปลากระพง (Local Sea Bass) และ ปลาฮาลิบัต (Greenland Halibut) จากแหล่งคุณภาพทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ     นอกจากนั้นยังมีคอมฟอร์ดฟู้ดเข้าถึงง่ายอีกหลายจาน ซึ่งเป็นเมนูที่คุณเดวิดมักจะทำให้คุณฟ้ารับประทานในสมัยเด็ก อาทิ ลาซานญา มักกะโรนีอบชีส พายไส้ต่างๆ ไอศกรีม มิลก์เชก และยังมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับสายจิบ เช่น ค็อกเทลกระป๋อง เบียร์นำเข้า ไวน์ และแชมเปญจากนานาประเทศ ให้คุณได้แพร์ริ่งกับ Fish and Chips พร้อมเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศแนววินเทจ สไตล์อังกฤษยุค 80 ที่สายโซเชียลถูกใจใช่เลย       ประตูทางเข้าร้านจำลองเป็นตู้โทรศัพท์สีแดงสไตล์อังกฤษที่เราคุ้นตา ด้านในปูกระเบื้องลายตารางขาวดำ ผนังเป็นกระเบื้องสีดำและแดง แซมด้วยภาพกราฟฟิกเท่ๆ และรายการอาหารตัวใหญ่ที่เอาไว้ให้คุณเลือกสั่ง มีเคาน์เตอร์บาร์นั่งติดกระจกใส และมีที่นั่งอีก 1-2 โต๊ะที่เห็นครัวเปิดได้อย่างชัดเจน ส่วนชั้นที่ 2 การตกแต่งจะฉีกไปเป็นแนวคาเฟ่อบอุ่น แสงไฟสีส้มไปด้วยกันได้ดีกับเฟอร์นิเจอร์ไม้แข็งแรงให้อารมณ์เสมือนมากินข้าวบ้านเพื่อน ผนังอิฐสีน้ำตาล และสีครีมแทรกด้วยภาพเพนท์กำแพงรูปวิวทะเล ลายเส้นน่ารัก ดูแล้วสบายตา และชั้นต่างๆ ที่เต็มไปด้วยหนังสือทำอาหาร และของสะสมส่วนตัวของคุณเดวิด     ทางร้านเริ่มเสิร์ฟจาก Chicken Tikka Masala Pie (180 บาท) แป้งพายสูตรดั้งเดิมของประเทศอังกฤษ สอดไส้แกงไก่ทิกกา มาซาลา (Tikka Masala) อาหารสุดป๊อปปูลาร์ของชาวอินเดีย รสหวานเล็กๆ เข้มข้น หอมกลิ่นเฮิร์บหลากชนิด ราดน้ำเกรวี่รสกลมกล่อมเข้ากัน     มาถึงพระเอกประจำร้านอย่าง Fish and Chips จานแรกเราเลือกเป็น Greenland Halibut (370/440 บาท) ปลาฮาลิบัตจากเกาะกรีนแลนด์ ประเทศเดนมาร์ก เนื้อสัมผัสนุ่ม ละม้ายคล้ายปลาหิมะ แต่ให้ไขมันที่ต่ำ เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพ นำไปทอดอย่างพิถีพิถัน ก่อนกินให้บีบเลมอนซักเล็กน้อย จิ้มเลมอนซอสก็อร่อยดี     ตามด้วย Pacific Cod (330 บาท) ปลาคอดจากมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นปลาทะเลน้ำลึกหนึ่งในปลาที่เหมาะสำหรับทำเมนูฟิช แอนด์ ชิปส์ เนื่องจากเนื้อแน่น ฉ่ำใน สดหวาน แถมยังไขมันน้อย นำไปทอดจนเป็นสีเหลืองทอง เสิร์ฟพร้อมชิปส์ ที่ทำจากมันฝรั่งคุณภาพ แท่งใหญ่จุใจ     กินคู่กับซอสต่างๆ ที่ให้คุณเลือกอร่อยได้หลากหลาย อาทิ Tartar Sauce ซอสทาร์ทาร์รสเปรี้ยว ที่เข้ากันดีกับซีฟู้ด Spicy Cheese Dip รสหอมมัน เผ็ดน้อยๆ Onion Cheesy Dip ชีสดิปกลิ่นหัวหอม Wasabi Mayo ซอสนี้เราเทใจให้เลย เป็นความลงตัวระหว่างวาซาบิเผ็ดซ่า และมายองเนสครีมมี Sriracha Mayo ซอสพริกศรีราชาที่เราคุ้นเคย ผสานมายองเนส ให้รสเปรี้ยว เผ็ด หอมมัน และสุดท้ายเป็น Japanese Mayo มายองเนสสไตล์ญี่ปุ่น พร้อมกับตัดเลี่ยนด้วย กระเทียมดอง รสเปรี้ยวสดชื่น   เครื่องดื่มเราแนะนำ Strawberry Milkshake (95 บาท) เครื่องดื่มยอดนิยมของเด็กอ้วน ไอศกรีมสตรอว์เบอร์รี ปั่นกับนมสดหอมมัน และ Chocolate Milkshake (95 บาท) เนื้อนวล รสเข้มกำลังดี ท็อปด้วยวิปครีมนุ่มละมุน       กระซิบ อีกหน่อยร้านนี้จะมีสาขา 2 ที่สาทรแล้วนะ

เหล่านักชิมที่คิดถึงร้านอาหารในตำนาน ตอนนี้ “13 เหรียญ” เปิดสาขาใหม่ล่าสุดใจกลางซอยสุขุมวิท 49 ในบรรยากาศและดีไซน์น่านั่งสบายตากลิ่นอายทรอปิคอลโทนสีเขียวสวยซึ่งเหมาะกับทุกเพศทุกวัย ที่สำคัญสาขานี้คัดสรรแต่เมนูซิกเนเจอร์และเมนูขายดีที่เชื่อว่าแฟนพันธุ์แท้ต้องเคยสั่งอย่างแน่นอน       ด้วยความตั้งใจของทายาทรุ่นที่สองที่อยากต่อยอดร้านอาหารสไตล์ Family Restaurant ที่เป็นศูนย์รวมครอบครัวอย่างแท้จริง ที่นี่จึงมาพร้อมที่จอดรถสะดวกสบายและรองรับได้อย่างเพียงพอ รวมทั้งยังเลือกเมนูที่หลายคนโหยหากลับมาหมุนเวียนอยู่เรื่อยๆ (แอบกระซิบว่าหนึ่งในเมนูที่จะกลับมาคือ ปูจ๋า จานเด็ดแบบไทยๆ ที่ใครๆ ก็เรียกร้อง)         ส่วนเมนูที่ต้อง (กลับมา) ชิมอีกครั้ง มีทั้งไก่อลาสก้า ไก่ทอดชุบเกล็ดขนมปังกรอบนอกนุ่มฉ่ำใน เมนูยอดนิยมตลอดกาลที่ยังคงความอร่อยเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความพรีเมียมของวัตถุดิบที่นำมาใช้ เสิร์ฟคู่กับสปาเกตตีผัดซอสมะเขือเทศที่มัดใจเด็กๆ ได้อยู่หมัด และหอยลายอบเนยกระเทียม หอยลายอบเครื่องเนยกระเทียมสูตรลับ 45 ปี เสิร์ฟพร้อมขนมปังกระเทียม อีกหนึ่งจานที่สั่งกันทุกโต๊ะ       ถ้ายังไม่อิ่มลองสั่ง ผักโขมอบชีส ที่อบจานต่อจาน เพื่อให้ชีสผสมผสานเข้าเนื้อกับผักโขม หรือจะจัดเต็มกับสลัดทาโก้ ทีเด็ดอยู่ที่แป้งทาโก้กระทงกรอบที่ร้านทำเองและน้ำสลัดเทาซันไอส์แลนด์รสชาติคุ้นเคย มาพร้อมซีฟู้ดนานาชนิด ทั้งกุ้ง หอยแมลงภู่ และปลาหมึก เพิ่มความสดชื่นด้วยแอปเปิลและสับปะรดหวานฉ่ำ    

หากใครมีโอกาสผ่านเข้ามาในซอยวิภาวดี 20 คงต้องสะดุดตากับบ้านสีเหลืองหลังย่อมที่เปิดเป็นร้านอาหารชื่อน่ารัก “จานกับข้าว” แน่นอน ไม่เพียงตัวบ้านที่มองแล้วรู้สึกอบอุ่นชวนให้อยากเข้าไปลิ้มลองความอร่อย ภายในร้านก็สวยงามน่านั่งไม่น้อย บวกรวมกับรสชาติอาหารที่ใครชิมก็ล้วนติดใจจนกลายเป็นลูกค้าประจำไปโดยปริยาย     เจ้าของร้านตั้งใจแบ่งปันความอร่อยสูตรคุณแม่จิตรา โตศักดิ์สิทธิ์ ให้ผู้คนในละแวกบ้านได้ลิ้มลอง จึงรีโนเวทบ้านเก่าที่ปิดไว้ ปรับเปลี่ยนเป็นร้านอาหารขนาดกะทัดรัด ทุกเมนูมีคุณแม่คอยกำกับความอร่อยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้รสชาติคงที่ตรงตามตำรับ ด้วยความพิถีพิถันและใส่ใจ “จานกับข้าว” จึงเป็นครัวประจำบ้านที่เสิร์ฟอาหารไทยโฮมเมดตำรับคุณย่าให้กับผู้คนในละแวกนี้มานานกว่า 5 ปี       บรรยากาศร้านให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนนั่งกินอาหารอยู่ภายในบ้าน ผนังร้านสีขาวสะอาดตาตัดด้วยสีเหลืองสดใส กรุกระจกบานใหญ่ช่วยให้ร้านดูโปร่ง ขณะเดียวกันก็เพิ่มความสว่างจากแสงธรรมชาติไปในตัว ชั้นวางและผนังตกแต่งด้วยถ้วยชามและจานเซรามิกลายสวยซึ่งเป็นของสะสม มุมยอดนิยมด้านในสุดเป็นโซนที่นั่งเพดานสูงประดับโคมไฟดีไซน์เก๋แซมด้วยสีเขียวของไม้ประดับ       เมนูเด็ดประจำร้านที่พลาดไม่ได้ แนะนำหมูเซี่ยงไฮ้ ที่ใช้หมู 3 ชั้นเคี่ยวจนนุ่มแทบไม่ต้องเคี้ยว สูตรของคุณแม่จิตราจะใส่น้ำมะพร้าวอ่อนชึ่งจะช่วยให้นุ่มในและหอม ตุ๋นนาน 3-4 ชั่วโมงจนรสชาติเข้าเนื้อ กลมกล่อม     ตามด้วยเนื้อปูผัดพริกเหลืองที่ส่งกลิ่นหอมมาแต่ไกล เนื้อกรรเชียงปูก้อนโตๆ ผัดกับพริกเหลืองและกระเทียมจนเป็นสีเหลืองสวย ได้ทั้งความหอมของพริกและรสชาติที่ลงตัว     กุ้งแม่น้ำราดซอสมะขาม กุ้งแม่น้ำแท้ๆ ทอดให้พอสุกราดด้วยน้ำมะขาม 3 รสที่เคี่ยวจนเหนียวข้นกำลังดี กินพร้อมข้าวสวยร้อนๆ ฟินทีเดียว     สั่งปลาทูต้มมะดันมาซดน้ำซุปอีกสักถ้วย เมนูนี้กินง่ายเพราะทางร้านใช้ปลาทูนึ่งแกะเนื้อให้เรียบร้อย ได้รสเปรี้ยวกลมกล่อมของมะดันกินพร้อมกับหอมซอยกรุบๆ      ปิดท้ายด้วยขนมหวานอย่างกล้วยไข่เชื่อมอีกสักจาน รับรองอิ่มแปล้  

ใครแวะเวียนไป อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ไม่ควรพลาด อ่าวขนอมซีฟู้ด ร้านอาหารน้องใหม่ที่กำลังมาแรงในตอนนี้ เพราะนอกจากจะได้ดื่มด่ำไปกับอาหารทะเลสดใหม่แล้ว ยังได้เพลิดเพลินไปกับวิวทะเลและลมธรรมชาติ เหมาะแก่การพาครอบครัวหรือคนรู้ใจ มาพักผ่อนเติมพลังในวันหยุด     ตัวร้านอยู่ติดถนนเลียบชายทะเล สิชล-ขนอม มีเฉพาะโซนโอเพ่นแอร์ เปิดโล่งรับลมทะเลชิลล์ ๆ ไฮไลต์อยู่ที่แสงเย็นยามพระอาทิตย์ตก และมุมถ่ายรูปเก๋ๆ ที่มีให้เลือกแชะภาพกันได้อย่างเพลินใจเลยล่ะ           เมนูแรก ปลาหมึกไข่โบราณ (300.-) ปลาหมึกไข่แน่นคลุกเคล้ามากับซอสซีอิ๊วดำเคี่ยวสมุนไพร รสชาติหอมหวานกลมกล่อม       ต่อด้วย ปูนิ่มผัดผงกะหรี่  (280.-) ปูนิ่มเนื้อแน่นผัดกับซอสผงกะหรี่และไข่ ได้รสเค็มละมุน แกมหวาน เข้ากับข้าวสวยร้อนๆ ได้เป็นอย่างดี และ แกงเนื้อปูใบชะพลู สีเหลืองสวยน่ากิน หอมมันกะทิ เสิร์ฟพร้อม หมี่ขาวลวกโรยกระเทียมเจียว           ผัดฉ่าทะเลกระทะร้อน (280.-) จานนี้ได้ความเผ็ดร้อนจากเครื่องแกงใต้คลุกเคล้ามากับปลาหมึกและกุ้งชิ้นโต หอมสมุนไพรรสชาติเข้มข้น หรือจะเลือกเป็น ใบเหลียงผัดไข่ (150.-) เมนูยอดฮิตของร้าน เหมาะกินตัดรสจัดจ้านจากเมนูอื่น           แกงส้มปลากระพง (280.-) แกงส้มเข้มข้นรสเปรี้ยวนำ ฉบับตำรับครัวใต้ กินพร้อมปลากระพงชิ้นโตและหน่อไม้ ซดแล้วคล่องคอเป็นที่สุด       นอกจากนั้นยังมี กุ้งมังกรซาชิมิ เนื้อหวานสดใหม่ กินกับวาซาบิและน้ำจิ้มโชยุ  กุ้งแม่น้ำไซส์ใหญ่และปูไข่เนื้อแน่น จิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ด ถูกปากคนรักอาหารทะเล    

‘It’s “happened to be” a fox princess and a spider’ หรือเรียกสั้นๆ ว่า “A Fox Princess + Friends”ร้านอาหารอิตาเลียนน้องใหม่ในห้างสรรพสินค้า ‘เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว’ ที่แตกไลน์จากแบรนด์ ‘It’s Happened to be A Closet’ ซึ่งโดดเด่นเรื่องความครบครัน มีทั้งเสื้อผ้า สปา และร้านอาหาร ที่ขึ้นชื่อเรื่องการตกแต่งแบบจัดเต็ม ให้คุณเห็นถึงความสนุกสนานไปกับบรรยากาศเก๋ๆ ที่มีแต่สีสันสดใส มองตรงไหนก็มีชีวิตชีวา       เฉกเช่นเดียวกับ ‘A Fox Princess + Friends’ ที่เต็มไปด้วยความคัลเลอร์ฟูล ทั้งจากของตกแต่งอย่าง ตุ๊กตาจากแอนิเมชั่นชื่อดังนานาเรื่อง และผนังหลากสีสันที่มีไฟนีนอนเก๋ๆ แซมอยู่ เห็นแล้วอยากแชะรูปลงโซเชียลทันควัน ด้านในสุดของร้านมองผ่านกระจกใสเข้าไปในครัวจะเห็นเชฟทำงานอย่างขะมักเขม้น ก็ดูเพลินตาไปอีกแบบเหมือนกัน     ส่วนเรื่องอาหารนั้น ทางร้านเสิร์ฟอาหารอิตาเลียนสไตล์เรียบง่าย แต่ครบครัน ที่รังสรรค์จากวัตถุดิบคุณภาพทั้งในเมืองไทยและนำเข้าจากต่างประเทศ มีทั้งพิซซา สเต๊ก สปาเกตตี รวมไปถึงขนมโฮมเมด และเครื่องดื่มต่างๆ แถมยังเป็นร้านเดียวในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ที่มีค็อกเทลบริการอีกด้วย (สายดื่มยิ้มกริ่ม) ว่าไปแล้ว A Fox Princess + Friends ก็เป็นร้านที่รองรับลูกค้าได้หลายกลุ่มเลยทีเดียว       เรียกน้ำย่อยกันกับ Orange (Mandarin) Salad (260 บาท) สลัดชามโตนี้ประกอบไปด้วย ผักสดนานาชนิด ส้มแมนดารินรสเปรี้ยวหวาน พิตาชิโอกรุบกรอบ ปลาแองโชวี หอมกลิ่นมอลต์ วิสกี้     Conchiglie Stuffed Ricotta & Spinach with Pomodoro Sauce (250 บาท) คอนคี้เหญ่ เส้นพาสตารูปเปลือกหอยอวบอ้วนสอดไส้ผักโขมอบชีสรสครีมมี เข้ากันดีกับซอสโปโมโดโร ซึ่งทำมาจากมะเขือเทศสดรสเปรี้ยวสดชื่น     Cumin Rosemary Lamb (390 บาท) ซี่โครงแกะคุณภาพหมักกับสมุนไพรย่างหอมฟุ้ง ขมิ้น และโรสแมรี เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ ราดซอสกระเทียมพริกไทย รสเผ็ดร้อนกำลังพอดี เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่ง และกระเทียมอบ     ยังไม่อิ่มสั่ง Our Favorite Pork Chop (350 บาท) พอร์คชอปชิ้นโตๆ จุใจ ราดเกรวี่แอบเปิ้ลรสกลมกล่อม กินคู่กับมันม่วงบดเนื้อเนียน ลูกพีชอบเนื้อนุ่ม รสหวาน และกะหล่ำปลีดอง     เมนูซุปที่นี่ก็น่าสนใจ Fresh Tomato Soup (160 บาท) ซุปมะเขือเทศรสเปรี้ยวนุ่มนวลที่ทำจากมะเขือเทศสด หอมกลิ่นเบซิลอ่อนๆ สาวกคนรักเส้นต้องชิม A Fox’s Choice เส้นสปาเก็ตตีอัลเดนเต้ ล้อมรอบด้วยซอสโปโมโดโรรสเปรี้ยวละมุน       พร้อมจิบ Lychee Berries Princess Soda (160 บาท) รสเปรี้ยวอมหวาน ได้ความสดชื่นจาก น้ำลิ้นจี่ เบอร์รี ไซรัป และน้ำโซดาซาบซ่า  

ใครเป็นแฟนคลับอาหารอิตาเลียนเตรียมยิ้มแป้น เพราะ G&C มีร้านอร่อยมาแนะนำ นั่นก็คือ “Emilia Ristorante Italiano” ร้านอาหารอิตาเลียนใจกลางเมืองย่านราชประสงค์ ซึ่งอยู่ในตึก Gaysorn Tower (Bts ชิดลม) งานนี้ทางร้านได้ ‘Crocetta Fabrizio’ เชฟสัญชาติอิตาเลียนฝีมือดี ที่มีประสบการณ์กับร้านมิชลินสตาร์ และฝึกปรือการทำอาหารอิตาเลียนมานานถึง 25 ปี มาเป็นหัวหน้าพ่อครัว และยังครีเอท ปรับปรุงและพัฒนาสูตรอาหารจนเป็นจานที่เพอร์เฟคที่สุด     มาทำความรู้จักกับร้านกันหน่อย ‘เอมิเลีย (Emilia)’ ชื่อนี้มีที่มาจาก ‘เอมีเลีย-โรมานยา (Emilia – Romagna)’ เป็นแคว้นหนึ่งทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเชฟ Crocetta Fabrizio และเป็นพื้นที่การเกษตรตั้งแต่สมัยโรมัน ที่มีความอุดสมบูรณ์ ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขาแอเพนไนน์ (Apennine Mountains) และแม่น้ำโป (Po River) ทั้งยัง เป็นศูนย์รวมวัตถุดิบชั้นยอด อาทิ น้ำส้มสายชูหมัก ชีสพาเมซาน พาร์ม่าแฮม ซอสโบโลเนส ที่ทางร้าน Emilia Ristorante Italiano ใช้รังสรรค์อาหารสุดพิถีพิถัน ที่อร่อยและเรียบง่าย       ถ่ายทอดผ่านบรรยากาศร้านหรูหรา แต่กระนั้นก็เต็มไปด้วยความสบาย กระเบื้องผืนใหญ่สีขาวและดำ เข้ากันดีกับเคาน์เตอร์กว้างที่เบื้องหน้าเป็นครัวขนาดใหญ่ สามารถมองเห็นเชฟทำงานอย่างขะมักเขม้น และบาร์น้ำขนาดใหญ่สีดำสนิท โต๊ะหินอ่อนสีขาวสะอาด และโซฟากำมะหยี่สีชมพูแชมเปญน่านั่ง ผสานไปกับแสงสีนวลวอร์มที่สาดส่องเข้ามาจากหน้าต่างโค้งมนสวยงาม และโคมไฟสีส้มยิ่งทำให้ได้ฟิลลิ่งอบอุ่น       ต้อนรับด้วย Pesto Focaccia ขนมปังเพสโตโฮมเมดชิ้นโตๆ เนื้อนุ่มฟู ผิวนอกกรอบเกรียม หอมกลิ่นใบเบซิล อร่อยกินเพลิน เสิร์ฟพร้อมน้ำมันมะกอกคุณภาพ หอมกรุ่น และเครื่องปรุงรสยอดนิยมของประเทศอิตาลีอย่าง น้ำส้มสายชูหมัก บัลซามิก รสเปรี้ยวสดชื่น     พร้อมเรียกน้ำย่อยด้วย Burrata Con Pomodorini (260 บาท) ชีสบูราต้า เนยแข็งสดลูกโตๆ ที่ทำมาจากนมวัวคุณภาพ รสครีมมีได้ใจ ล้อมรอบด้วยมะเขือเทศแฮร์ลูม (Heirloom) ที่แช่กับน้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น ชุ่มฉ่ำ เหยาะด้วยบัลซามิก ที่หมักมานาน 12 ปี รสเปรี้ยวกลมกล่อมลงไปเล็กน้อยก็อร่อยถูกใจ     Frittura Di Sardine (220 บาท) ปลาซาร์ดีนชั้นดี ทอดอย่างพิถีพิถัน ไม่อมน้ำมันแต่อย่างใด จิ้มกับซอสทาร์ทาร์ รสเปรี้ยวครีมมี Lasagna Al Forno (360 บาท) ลาซานญาหอมกรุ่นน่าลิ้มลอง จานนี้เป็นการรวมตัวระหว่างแผ่นพาสต้าโฮมเมด ไส้กรอกหมูจากประเทศอิตาลี และชีสการ์น่า พาดาโน (Grana Padano) รสเค็มกลมกล่อม และหอมมัน       Tagliolini Al Ragu’ Di Calamari (400 บาท) เส้นตัลยาเตลเลโฮมเมด ผัดพร้อมสตูปลาหมึกรสเข้มข้น ที่ทำมาจากเนื้อปลาหมึกสด ที่ส่งตรงมาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี และหมึกดำ Capelli D’ Angelo Aglio Olio Peperoncino (360 บาท) เส้นสดคาเปลลินีเหนียวนุ่ม เคล้าไปกับ Aop Sauce รสเค็มเล็กๆ เผ็ดจางๆ จากพริกแห้ง หอมกลิ่นกระเทียม       อาหารจานหลักเราเลือกเป็น Branzino Arrostito Con Salsa Al Vino Bianco (580 บาท) ปลากระพงเนื้อสดหวาน ย่างให้หอม ตักกินพร้อมซอสเคเปอร์ ที่มีส่วนผสมของไวน์ขาวชั้นเลิศรสนุ่มนวล ไปด้วยกันได้ดีกับ Funghi Sabbiati (140 บาท) เห็ดกรุบๆ ผัดกับเกล็ดขนมปังกลิ่นแบล็คทรัฟเฟิล     เอาใจสายหวานด้วย Gelato Al’ Tiramisu (200 บาท) ไอศกรีมเจลลาโตโฮมเมดรสกาแฟเข้มข้นกำลังดี ผสานไปกับมูสครีมเนียนนุ่ม รสหอมมัน และขนมปังแผ่นบางๆ Budino Al Caramello (200 บาท) พุดดิ้งเนื้อนุ่มเด้งรสคาราเมลหวานหอม ท็อปด้วยมูสฮาเซนัทเข้มข้น ถูกใจสวีตเลิฟเวอร์เป็นที่สุด เสิร์ฟมาในแก้วทรงสูงแลดูหรูหราน่าแชะรูปรัวๆ       เครื่องดื่มต้อง Rose Berry (260 บาท) ม็อกเทลสีชมพูแสนสวยนี้ประกอบไปด้วย ชากุหลาบหอมฟุ้ง ไวท์ช็อกโกแลต และไซรัปสตรอว์เบอร์รี และ Mojito Black Tea (260 บาท) ชาดำกลิ่นวานิลลา มิ๊กซ์กับแตงกวาดอง และน้ำตาลอ้อย จิบแล้วชื่นใจ       ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องแวะมาซ้ำอีกครั้ง

อาหารไทยโบราณเป็นหนึ่งตำรับอาหารที่คนไทยอย่างเรา ๆ เองนั้นโหยหาอยู่ไม่น้อย ด้วยเสน่ห์รสชาติอันโดดเด่นครบรส ครบเครื่องสมุนไพร ถ้าหากมีโอกาสได้แวะเวียนมาที่ศาลายา จ.นครปฐม เราขอแนะนำให้มาลิ้มรสอาหารไทยโบราณกันที่ร้าน ครัวนครปฐม ซึ่งตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของ เดอะ ศาลายา เลเชอร์ ปาร์ค (The Salaya Leisure Park) นี่เอง       กลิ่นอายของความเป็นไทยโบราณลอยฟุ้งอยู่ทั่วร้าน ท่ามกลางผนังที่ถูกแต่งแต้มไปด้วยบัวสีชมพูสดและภาพโคมลอยสู่ฟากฟ้านับพันดวง มีที่นั่งเป็นทั้งแบบมีโต๊ะกินข้าวแบบสากลทั่วไป และแบบนั่งพื้นอิงหมอนสามเหลี่ยมกับโต๊ะตัวเตี้ยแบบไทย ๆ ที่ให้บรรยากาศย้อนยุคไปอีกแบบ     เมนูอาหารไทยโบราณของครัวนครปฐมบอกเล่าเรื่องราว “อาหารเป็นยา” ผ่านการหยิบจับเอาวัตถุดิบท้องถิ่นและสมุนไพรมารังสรรค์ โดยเชฟแซม สิทธิศักดิ์ เป้งไชยโม       แน่นอนว่าก่อนจะเข้าสู้อาหารจานหลัก เรียกน้ำย่อยก่อนด้วยไทยโบราณอย่าง ม้าฮ่อ ที่ทางร้านเลือกใช้สับปะรดเพชรสุพรรณกินได้ทั้งแกน รสชาติเปรี้ยวอมหวาน ท็อปด้วยไส้หมูสับสามเกลอผัดน้ำปลาเคี่ยวกับน้ำตาลปี๊บ ปั้นเป็นก้อนแล้วคลุกกับถั่วให้ได้สัมผัสเคี้ยวกรุบตอนเคี้ยว ซึ่งเสิร์ฟมาในจานเดียวกับ กระทงทอง กับไส้หมูสับสามเกลอที่ผัดกับผักสามสี ได้แก่ แครอท ถั่วลันเตา และข้าวโพด     จากนั้นต่อด้วย ทอดมันกุ้งโบราณ สูตรเฉพาะของเชฟที่นำเอาเนื้อกุ้งทั้งตัวมาผสมกับมันหมู ความพิเศษที่ต่างจากทอดมันกุ้งทั่วไปก็คือเชฟผสมพริกแกงผสมน้ำมันงาเล็กน้อย แล้วจึงปั้นเป็นก้อนนำไปทอด จึงเป็นทอดมันกุ้งที่ได้กลิ่นและรสชาติหอม ๆ จากพริกแกงเข้ากับเนื้อกุ้งแสนลงตัว     ถัดมาคือเมนู ยำส้มโอ ที่เลือกใช้ส้มโอขาวน้ำผึ้งเนื้อกรอบหวานกำลังดี มาคลุกเคล้าเข้ากับน้ำยำสูตรพิเศษ ที่ผสมผสานระหว่างหัวกะทิ น้ำมะขามเปียก น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ และน้ำพริกเผาเคี่ยวจนเข้ากัน ทำให้จานนี้มีรสชาติเปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ครบรส เพิ่มความสมบูรณ์แบบด้วยกุ้งตัวใหญ่เนื้อเด้ง โดยด้วยมะพร้าวคั่ว     ถ้าใครชื่นชอบน้ำพริก ต้องลอง น้ำพริกนครบาล หนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ของร้าน เป็นเมนูโบราณสมัยรัชกาลที่ 5 น้ำพริกถ้วยนี้มีส่วนผสมหลัก ๆ ได้แก่ พริกจินดาแดง พริกแห้งบางช้าง กะปิ น้ำตาลปี๊บ มะนาว เสริมความหอมด้วยส้มซ่ากับผลไม้รสเปรี้ยวอย่างมะม่วงลงไปด้วย ได้รสชาติที่กลมกล่อม กินคู่กับผักลวกและผักสด     จากนั้นต้องขอข้าวสวยเพิ่มอีกสักจานมกินคู่กับ ต้มข่าปลาสลิด รสชาตินุ่มนวลด้วยกะทิ ได้กลิ่นหอมกรุ่นจากสมุนไพรเครื่องต้มข่าเสริมความเปรี้ยวด้วยมะขามเปียก ใส่ปลาสลิดทอดกรอบชิ้นใหญ่สะใจ และจบของคาวด้วย แกงคั่วส้มโอกุ้งสด น้ำขลุกขลิก ใช้หัวกะทิผัดกับพริกแกงจนแตกมัน แล้วผักกับเนื้อกุ้ง ปรุงรส ใส่ใบมะกรูดและพริกชี้ฟ้า เสิร์ฟพร้อมส้มโอ เป็นเมนูซิกเนเจอร์ที่หารับประทานยาก       สำหรับของหวานปิดท้าย ในมื้อนี้เป็น ส้มฉุน ซึ่งเป็นของหวานไทยโบราณเช่นเดียวกัน จุดเด่นคือการใช้ผลไม้รสเปรี้ยวอย่างส้มและลิ้นจี่มาใส่ในน้ำปรุงที่ผ่านกรรมวิธีสุดพิถีพิถัน เพิ่มความหอมเข้าไปด้วยผิวส้มซ่า และใช้หอมเจียวกับขิงซอยโรยหน้า เหมาะสำหรับกินคล้ายร้อนมาก ๆ  

อิ่มหน่ำสำราญกับอาหารอิตาเลียนท่ามกลางบรรยากาศสุดคลาสสิกที่ Contento ร้านอาหารอิตาเลียนภายใน โรงสำราญ ที่รีโนเวทตึกเก่าบนถนนไมตรีจิตต์ จนกลายเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ ให้ได้ดื่มด่ำกับความอร่อยในรูปแบบที่หลากหลาย   คุณ อู้-นพปฎล พหลโยธิน ผู้เป็นเจ้าของร้าน  เลือกใช้โทนสีอบอุ่นอย่างสีน้ำตาลเข้มและสีเหลืองนวล รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ไม้และของสะสมแนววินเทจจากทั่วโลกนำมาตกแต่งร้าน เสริมความคลาสสิกยิ่งขึ้นด้วยโคมไฟโทนสีส้มสลัว ทำให้บรรยากาศภายในดูลึกลับน่าค้นหาและโรแมนติกไปในคราวเดียวกัน       เมนูแรก Naked Tomato (320.-) มะเขือเทศราชินีปอกเปลือกนำไปหมักซอสพอนซึของญี่ปุ่น เสริมความหอมมันด้วยชีสสด ยอดผักมิซูนา และขนมปังกรอบชิ้นเล็กๆ ได้รสชาติหวานกลมกล่อม กินแล้วสดชื่น หรือเลือกเป็น Mizuna (280.-) ผักมิซูนา ปรุงรสด้วยน้ำมันมะกอก เกลือ กระเทียม ท็อปด้วยแอนโชวี่ แนะนำให้คลุกเคล้ากันก่อนรับประทาน จะได้รสชาติเค็มมัน กินเพลิน       ต่อด้วย Carabineros (56.-) พาสต้าเส้นแบนเหนียวนุ่มกับซอสซีฟู้ดสุดเข้มข้น กินพร้อมเนื้อกุ้งคาราบิเนโร และกุ้งแดงตัวโตจากทะเลน้ำลึกแถบเมดิเตอร์เรเนียน อร่อยลงตัวเป็นที่สุด   Orecchiette (320.-) เส้นพาสต้าคลุกเคล้ากับซอสเพสโต้ ที่มีส่วนผสมของ อิตาเลียนเบซิล น้ำมันมะกอก กระเทียม และพาร์เมซานชีส เพิ่มสัมผัสกรุบกรอบด้วยปลาหมึก และถั่วฝักยาว   Chicken Milanese (520.-) อกไก่ทอดสไตล์มิลานชุบแป้งทอด เนื้อแน่นหนังกรอบ ท็อปด้วยแอนโชวี่ผัดเนยเสิร์ฟมาพร้อมเลมอนและซอสสูตรเฉพาะของทางร้าน   เมนูเครื่องดื่ม เราแนะนำ Ramon (180.-) เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของนมเปรี้ยว น้ำส้มสดและไข่ขาวนำไปปั่นจนขึ้นโฟม ได้รสชาติเบาๆ นวลละมุนลิ้น หอมเตะจมูก และ Butterfly Honey Lemon (160.-) แก้วนี้ได้ความหอมหวานจากน้ำผึ้งผสมผสานมากับความเปรี้ยวจากมะนาว เพิ่มสีสันด้วยน้ำอัญชัญ ดื่มง่ายได้ความสดชื่น  

เพียงเปิดวันแรกก็เกิดกระแสฟีเวอร์ทำเอาคิวยาวหลายชั่วโมงกับร้าน Sushiro (ซูชิโระ) ร้านซูชิสายพานเจ้าดังจากญี่ปุ่นที่บินลัดฟ้ามาแลนดิ้งเปิดสาขาแรกในประเทศไทยที่ ชั้น 7 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิล์ด โซน Beacon เอาเข้าจริงร้านแห่งนี้ถือเป็นร้านสาขาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเลยทีเดียว ด้านในกว้างขวางสะอาดสะอ้านพร้อมด้วยที่นั่งติดสายพานที่หมุนวนรอบร้าน เมื่อได้ลิ้มลองแล้วก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมใครๆ ต่างก็ตั้งตารอ เพราะซูชิที่นี่เลือกใช้วัตถุดิบมาตรฐานเดียวกับในญี่ปุ่น เนื้อปลาคุณภาพดีสีสวยงาม อุณหภูมิพอเหมาะ หั่นชิ้นใหญ่หนาเต็มคำ แถมยังมีหลากหลายหน้าให้เลือกหยิบได้อย่างละลานตา ถ้ายังไม่พอใจก็สามารถกดสั่งจากทาเบล็ตประจำโต๊ะได้อีกด้วย ที่สำคัญราคายังน่าคบหาเป็นที่สุด ช่วงนี้ถึงสิ้นเดือนเมษายนมีโปรโมชั่นเปิดร้าน โอโทโระ คำละ 40 บาท ที่ไม่ควรพลาดเลยทีเดียว!! SUSHIRO เป็นร้านซูชิสายพานอันดับ 1 ในญี่ปุ่นที่เปิดให้บริการมากว่า 40 ปี และมีเมนูให้เลือกมากกว่า 100 เมนู ด้วยแนวคิด Tasty Sushi for all. Tasty Sushi for the Heart” ซึ่งหมายถึง “ทานซูชิอร่อยๆ ให้อิ่มท้อง เติมความอิ่มอกอิ่มใจ” นั่นเอง ปัจจุบัน Sushiro มีสาขามากกว่า 600 สาขาทั่วเอเชีย เป็นร้านซูชิสายพานที่มียอดขายสูงสุดติดต่อกันกว่า 10 ปี และด้วยสาขาที่มีเป็นจำนวนมากนี่เองเป็นเคล็ดลับให้ทางร้านสามารถสั่งซื้อวัตถุดิบคุณภาพดีได้ในราคาดีกว่าปกติ และส่งต่อความอร่อยมาถึงสาขาแรกในประเทศไทยแห่งนี้ด้วย   ด้วยความที่เป็นร้านสไตล์จานด่วนเซอร์วิสหลายอย่างจึงต้องบริการตัวเอง แต่ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย เมื่อถึงคิวเราจะได้รับการ์ด QR หนึ่งใบ ส่วนที่โต๊ะของเราจะมีถ้วยชา จานชาม ตะเกียบ และซอสต่างๆ เตรียมไว้ให้ นั่งปุ๊บก็เลือกหยิบเมนูอร่อยจากสายพานมาลิ้มลองได้ทันที นอกจากนี้ยังมีบาร์เครื่องดื่ม โดยเราต้องเลือกสั่งออเดอร์จากทาเบล็ตแล้วพนักงานจะนำแก้วมาให้ ซึ่งสามารถกดเครื่องดื่มเติมได้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำอัดลม น้ำผลไม้ น้ำเก๊กฮวย หรือชามะลิเย็นชื่นใจ มาดูเมนูซูชิกัน แน่นอนว่าตัวเอกคือเนื้อปลาทูน่าส่วนต่างๆ ที่ยกขบวนมาอย่างครบครัน ทั้ง อะกะมิ ส่วนเนื้อสีแดง ชูโทโระ ส่วนเนื้อสีชมพูเข้มที่มีมันแทรกปานกลาง และโอโทโระ ส่วนท้องปลาทูน่าที่มีเนื้อสีชมพูอ่อนและมีลายไขมันแทรกนุ่มละมุนลิ้นและละลายในปาก อย่างที่บอกไปว่าจานนี้มีโปรเด็ดลดเหลือจานละ 40 บาท ถึง 30 เมษายนนี้เท่านั้น!     ปลาแซลมอนที่หลายคนหลงรักก็มาทั้ง แซลมอน และ แซลมอนส่วนท้อง เนื้อหวานมันเคี้ยวเพลิน แซลมอนส่วนท้องย่างผิว เพิ่มความมันและกลิ่นหอม และ อิคุระ หรือไข่ปลาแซลมอนดองซีอิ๊วรสเค็มมัน     ส่วนปลาเนื้อขาวก็สดหวานไม่แพ้กัน ยกขบวนมาเพียบทั้ง ฮะมะจิ มะได ซาบะดอง เอ็นกาวะ และไม่อยากให้พลาด อิกะ หมึกกล้วยเนื้อหวาน มีทั้งแบบธรรมดาและโรยเกลือ รวมทั้ง กุ้งโบตัน ตัวใหญ่เนื้อหวาน และโฮตาเตะ หรือหอยเชลล์ญี่ปุ่นที่เนื้อนุ่มหวานละมุนมาก แนะนำว่าเห็นอะไรก็อย่าเพิ่งรีบหยิบมาตุนหลายๆ จาน รอให้หมุนผ่านไปเรื่อยๆ จะพบว่ามีเมนูใหม่ๆ ออกมาไม่หยุดหย่อนเลยทีเดียว      สำหรับเด็กๆ ที่ไม่กินของดิบก็ร่วมโต๊ะได้สบายมาก เพราะมีเมนูคุณหนูที่ผู้ใหญ่ก็ชื่นชอบอย่าง ซูชิหน้าปูอัด ไข่หวาน หรือจะเป็นหน้าไก่ทอด หน้ากุ้งเทมปุระ ไปจนถึงหน้าหมูสามชั้นตุ๋น นอกจากนี้ขอกระซิบว่าราเมนที่นี่ก็อร่อยไม่เบาเลยนะ แนะนำ ราเมนไก่ในน้ำซุปเกลือ (100 บาท) ที่เส้นเหนียวนุ่มน้ำซุปกลมกล่อมมาซดให้อุ่นท้องสักหน่อยจะฟินมาก       ด้านของหวานนั้นก็มีหลายอย่างให้เลือก ไม่ว่าจะสไตล์ญี่ปุ่นจ๋าอย่าง วาราบิโมจิ (40บาท) แป้งโมจินุ่มๆ คลุกผงถั่วเหลือง หรือ มันเชื่อมญี่ปุ่น (40บาท)   กินอิ่มแล้วหน้าทีของเรายังไม่จบ ก่อนจะกดทาเบล็ตเรียกพนักงานมาคิดเงิน แนะนำให้เรียงซ้อนจานโดยแบ่งจานสีเดียวกันไว้ด้วยกัน โดยวางชิดด้านริมทางเดินเพื่อความสะดวกของพนักงานเวลามาคิดเงินด้วย เพราะพนักงานจะต้องใช้อุปกรณ์แสกนเพื่อรายการอาหารของเรานั่นเอง เครื่องแสกนจะรับสัญญานจากชิพที่ติดอยู่ด้านใต้จานแต่ละใบ โดยจานแต่ละสีก็จะมีราคาไม่เท่ากัน เริ่มจากสีแดง 40 บาท สีเงิน 60 บาท สีทอง 80 บาท และสีดำ 120 บาท   เมื่อพนักงานคิดเงินเสร็จแล้วจึงนำการ์ด QR ไปชำระเงินที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ ซึ่งเป็นจุดที่มีสินค้าที่ระลึกเป็นมาสคอตไอ่ต้าวซูชิหลากสายพันธุ์สุดน่ารักให้เราซื้อหาพากลับบ้านกันได้ด้วยแหละ

ภายในอาคาร Gaysorn Tower (Bts ชิดลม)  ชั้น 3 มีร้านซูชิสไตล์ฟิวชั่นรสชาติดีชื่อ “Sushi Mori” ที่รังสรรค์จากวัตถุดิบคุณภาพ ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผ่านฝีมือเชฟมืออาชีพที่มากประสบการณ์มานานกว่า 20 ปี จนได้เป็นอาหารญี่ปุ่นแนวผสมผสานที่ลงตัว กินได้ไม่มีเบื่อ มีทั้งแนวโอมากาเสะสำหรับฟู้ดดี้ที่อยากเปิดประสบการณ์การรับประทานอาหารระดับพรีเมี่ยม หรือจะเลือกฟินแบบอะลาคาร์ต อาหารจานเดียวในบรรยากาศร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่นโบราณคลาสสิก     ‘โมริ (Mori)’ ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า ‘ป่า’ ซึ่งคล้ายกับการตกแต่งร้านของ Sushi Mori ที่มีความเป็นธรรมชาติสอดแทรกเข้ามาอยู่เป็นเนืองๆ บาร์ซูชิไม้สีดำขนาดใหญ่ไปด้วยกันได้ดีกับผนังไม้ด้านหลังที่ประดับด้วยก้อนหินสไตล์เซน มองแล้วให้ความรู้สึกสงบเบาสบาย ผสานไปกับเฟอร์นิเจอร์เรียบง่ายอย่าง โต๊ะไม้น้ำตาล และผนังไม้สไตล์ญี่ปุ่น ที่ดูอบอุ่บและเรียบง่าย       เมนูแรกเป็น Fuyu no Mori (450 บาท) หอยเชลล์โฮตาเตะตัวอวบอ้วน เนื้อหวาน จากจังหวัดฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ด้านบนมีปลาไหลย่างที่เรารัก ตับห่านจากประเทศฝรั่งเศส รสครีมมี อูนิ รสเค็มละมุน ตามด้วยซอสทรัฟเฟิลหอมๆ       ต่อด้วยดาวเด่นประจำร้าน Unagi Tower (1,250 บาท) ข้าวญี่ปุ่นหุงสุกกำลังดี เม็ดเรียงสวย ตักกินพร้อมปลาไหลย่างในปริมาณจุใจถึง 1 ตัว เนื้อสดเด้ง เคล้าไปกับซอสรสหวานเข้มข้น สูตรลับเฉพาะของทางร้าน โรยหน้าด้วยงาขาวหอมๆ และสาหร่าย     คนรักเนื้อต้องลองชิม Kuro Tsuki Tama Roll (1,050 บาท) ซูชิโรลเนื้อวากิว A5 จากดินแดนอาทิตย์อุทัย ซึ่งภายในประกอบไปด้วย อะโวคาโด ครีมชีส ไข่กุ้ง ไข่หวาน และปลาไหลย่าง ออนท็อปด้วยฟัวกราส์ชิ้นโต เบิร์นไฟให้หอม กินพร้อมกับไข่เป็ดคุณภาพดองโชยุ ซอสทรัฟเฟิลเข้มข้น และเกล็ดเทมปุระกรุบกรอบ     จานนี้เราเลิฟ Super Toro Sushi Set (1400 บาท) ซูชิส่วนต่างๆ ของปลามากูโร หรือปลาทูน่าสายพันธุ์บลูฟิน อาทิ อากะมิ (Akami) เนื้อส่วนที่ไร้มัน ชูโทโร่ (Chutoro) เป็นเนื้อส่วนที่มีไขมันปานกลาง ละมุนลิ้นโอโทโร่ (Otoro) เนื้อส่วนที่มีไขมันสูง ให้สัมผัสนุ่มละลายในปาก นอกจากนั้นยังมี ซูชิหน้ายำปลามากูโรสไตล์ญี่ปุ่น รสเปรี้ยวเล็กๆ และโรลปลาทูน่า ที่เนื้อปลาหมักด้วยซอสสึเกะ         เอาใจคนรักเส้นด้วยเมนู Tenzaru Nama Soba (360 บาท) เส้นโซบะเนียวนุ่ม ซู้ดพร้อมซอสเย็นรสเค็มกลมกล่อมสูตรเฉพาะของทางร้าน ใส่วาซาบิเพื่อเพิ่มรสเผ็ดซ่าลงไปด้วย ยิ่งกินยิ่งสดชื่น แต่อย่าเพลินจนลืมกุ้งเทมปุระทอดตัวโตล่ะ  

ไม่เพียงแค่ความอร่อยและความเผ็ดร้อนที่จะได้จากเมนูต่างๆ ภายใน คุ้นเคย ร้านอาหารปักษ์ใต้สไตล์คาเฟ่น้องใหม่ย่านรัชดาภิเษกเท่านั้น แต่บรรยากาศและการตกแต่งภายในร้าน ยังชวนให้รู้สึกอบอุ่นเป็นกันเอง ราวกับนั่งอยู่ในบ้านหลังเก่าที่แสน คุ้นเคย เลยล่ะ     ตัวร้านปรับเปลี่ยนมาจากบ้านเก่าที่ยังคงโครงสร้างเดิมเอาไว้ ตกแต่งด้วยเฟอนิเจอร์ไม้สีเข้มและของสะสมส่วนตัวของผู้เป็นเจ้าของร้าน เพิ่มเติมความมีชีวิตชีวาด้วยต้นไม้ฟอกอากาศที่นำมาแซมไว้ทุกมุมที่นั่ง บวกกับแสงธรรมชาติที่ส่องผ่านผนังกระจกเข้ามาภายใน ยิ่งช่วยเพิ่มความอบอุ่นอีกเป็นเท่าตัว       เริ่มด้วยเครื่องดื่มซิกเนเจอร์อย่าง มะม่วงเบาโซดา (75.-) ความเปรี้ยวของมะม่วงเบาผสมกับความซ่าของโซดา ดื่มแล้วได้ความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า     ต่อด้วย น้ำพริกโจร (280.-) หรือน้ำพริกขยำ จุดเด่นของเมนูนี้คือตัว ‘เคย’ หรือกะปิ จากอำเภอขนอมที่นำมาผสมกับกุ้งสับและพริกขี้หนู รสเผ็ดจัดจ้าน เสิร์ฟพร้อมผักสดพื้นบ้านหลากชนิด     หากไม่ได้สั่งเมนูนี้ก็เหมือนมาไม่ถึง แกงส้มปลาหน่อไม้ (240.-) แกงส้มรสเผ็ดร้อน ซึมเข้าไปในเนื้อปลากระพงชิ้นโต หน่อไม้ดองและยอดมะพร้าว จับคู่กับข้าวสวยร้อนๆ เข้ากันได้เป็นอย่างดี      ต้มหมูใบชะมวง (160.-) น้ำใบชะมวงที่นำมาเคี่ยวกับกระดูกหมูอ่อนข้ามคืน เพื่อให้รสชาติของใบชะมวงซึมเข้าไปในตัวเนื้อ อร่อยกลมกล่อมซดแล้วคล่องคอเป็นที่สุด     หมูผัดกะปิ (160.-) กะปิอย่างดีที่นำมาคลุกเคล้ากับเนื้อหมูและสมุนไพรเสิร์ฟมาแน่นเต็มจาน รสชาติหวานมัน ช่วยตัดรสเผ็ดของเมนูอื่นๆ ได้     ตบท้ายด้วย โอ๋วเอ๋ว (55.-) ของหวานพื้นเมืองของชาวภูเก็ตที่นำวุ้นมาราดน้ำแดง กินแบบเย็น ชื่นใจ หรือจะเลือกเป็น น้อยหน่านมสด (65.-) น้อยหน่าแช่แข็งรสกลมกล่อม ราดด้วยนมสด เหมาะสั่งมากินตัดความจัดจ้านของอาหารคาวที่สุดเลยล่ะ    

ใครที่ชอบบรรยากาศกิน-ดื่มสไตล์ญี่ปุ่นตอนนี้ร้านซูม่า (Zuma) เขามีเมนูใหม่มาให้ลอง เสิร์ฟเมนูสไตล์ “อิซากายะ” เป็นการรับประทานอาหารแบบง่ายๆ ไม่ทางการ อาหารมีความหลากหลายทั้งซูชิ ซาชิมิ และเมนูปิ้งย่าง จึงเหมาะกับการกินคู่กับเครื่องดื่ม     ซูม่านี้เป็นร้านดังที่มีสาขาทั่วโลกโดยเริ่มจาก เรนเนอร์ เบคเคอร์ (Rainer Becker) และ อาจุน วานี (Arjun Waney) เปิดสาขาแรกที่ไนท์สบริดจ์ ลอนดอน เมื่อปี 2545 และประสบความสำเร็จอย่างมากจนขยายสาขาไปเมืองต่างๆ ทั่วโลก เช่น ฮ่องกง ดูไบ อิสตันบูล ไมอามี คาบสมุทรดาซ่า อาบูดาบี นิวยอร์ก โรม ลาสเวกัส บอสตัน โดยซูม่า กรุงเทพฯ เปิดบริการเมื่อปี 2554       เชฟเรนเนอร์ได้รับแรงบันดาลใจจากการได้ทำงานในประเทศญี่ปุ่น และได้นำปรัชญาการทำอาหารสมัยใหม่มาใช้กับอาหารสไตล์อิซากายะ เมนูอาหารของซูม่าจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและไม่ถูกจัดว่าเป็นอาหารญี่ปุ่นแบบต้นตำรับ แบ่งครัวเป็นสามส่วน คือ ครัวหลักที่ปรุงเมนูอาหารญี่ปุ่นร่วมสมัย ซูชิบาร์ที่ดูแลโดยเชฟซูชิโดยเฉพาะ และเตาโรบาตะ ซึ่งเป็นการปรุงอาหารปิ้งย่างจากถ่านไม้ มาจากวิธีการทำครัวของชาวประมงในภาคเหนือของประเทศญี่ปุ่น     ร้านซูม่าสาขากรุงเทพฯ เปิดมาครบ 10 ปีแล้ว มีทั้งเมนูใหม่และเมนูดั้งเดิมที่ยังเป็นที่นิยมอยู่ เราเริ่มต้นมื้อด้วยเมนูเบาๆ อย่างสลัดและปลาดิบกันก่อน จานที่เราชอบคือ Salmon and tuna tartare with rice crackers (680 บาท) ทาร์ทาร์ปลาทูน่าและปลาแซลมอนสับมาเนื้อละเอียด ปรุงรสกลมกล่อมเค็มและมีกลิ่นหอมกินกับแครกเกอร์ข้าวกรอบๆ     Thinly sliced sea bass with yuzu, truffle oil and salmon roe (390 บาท) ปลากะพงขาวแล่บางๆ เนื้อนุ่มนวลของปลาดิบเข้ากับกลิ่นสดชื่นของซอสยูซุ และเพิ่มความหอมยิ่งขึ้นด้วยน้ำมันเห็ดทรัฟเฟิล     Sashimi salad with Japanese plum and wafu dressing (480 บาท) เนื้อปลาซาชิมิแล่บางม้วนกับผักสลัดมิซูน่าสดกรอบ ราดซอสวาฟูรสเค็มเปรี้ยว     Zuma salad with seasonal vegetables and barley miso dressing (320 บาท) สลัดซูม่าผักรวมคลุกน้ำสลัดมิโซะและข้าวบาร์เลย์ chef's selection of sashimi ปลาดิบรวมคัดสรรโดยเชฟวางบนน้ำแข็งมาอย่างสวยงาม       ส่วนจานที่เข้ากับเครื่องดื่มเย็นๆ ได้ดีคือ Crispy fried squid with green chilli and lime (340 บาท) ปลาหมึกหั่นชิ้นพอคำคลุกแป้งแล้วทอดกรอบ ตัดเลี่ยนด้วยด้วยพริกสดสไลด์บางเสิร์ฟพร้อมมะนาว บีบแล้วให้กลิ่นหอมสดชื่น     black cod and prawn gyoza with spicy ponzu sauce (450 บาท) เกี๊ยวซ่าไส้ปลาค้อดดำและกุ้ง     มาถึงเมนูย่างที่มีเมนูดังขึ้นชื่อของซูม่าทั่วโลกอย่าง Miso marinated black cod wrapped in hoba leaf (1,520 บาท) ปลาค้อดดำเนื้อนุ่มหมักกับมิโซะรสหวาน ย่างบนเตาถ่านโรบาตะจนมีกลิ่นหอมเสิร์ฟบนใบโฮบะหรือใบสักทองที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์     Grilled tofu with spicy miso and mushroom tentsuyu sauce (390 บาท) เต้าหู้รมควันนำมาย่างราดด้วยมิโซะรสเผ็ดและซอสเท็นซุยุ     จานที่โชว์ความอร่อยจากเตาย่างโรบาตะได้ดีคือ Spicy beef tenderloin, sesame, red chilli and sweet soy (1,340 บาท) เนื้อสันในย่างนุ่มๆ หอมกลิ่นเตาถ่านราดซอสรสเผ็ดหวาน และโรยด้วยต้นหอม     Spiced lamb chops with hatcho miso tofu (620 บาท) ซี่โครงแกะหมักซอสมิโซะแดงรสเข้มข้นเสิร์ฟพร้อมซอสเต้าหู้ กินแล้วเข้ากัน   นอกจากนี้ซูม่ายังมีเครื่องดื่มมากมายไว้บริการคู่กับอาหาร และยังเป็นร้านอาหารแห่งแรกที่มี “สาเกซอมเมลิเยร์” ไว้คอยแนะนำสาเกให้เข้ากับอาหารอีกด้วย สาเกเด่นๆ ได้แก่ สาเก บิวะ โน โชจู ของทางร้านที่ทำขึ้นเพื่อเครือร้านอาหารซูม่าโดยเฉพาะ โดยใช้น้ำจากทะเลสาบบิวะในจังหวัดชิกะ ประเทศญี่ปุ่น โดยทะเลสาบบิวะนี้เป็นแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติที่ขึ้นชื่อของญี่ปุ่นจากการสนับสนุนของโชกุน โทคุกาวะ โยชิโร ในสมัยศตวรรษที่ 15 ซึ่งเป็นผู้ออกกฎระเบียบว่าด้วยการทำอาหารสไตล์ญี่ปุ่น และพิธีชงชาที่ยังคงใช้สืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน     ซูม่ายังมีอีกหลายเมนูให้ลิ้มลอง เลิกงานแล้วรีบไปจับจองที่ได้   เปิดบริการ :  มื้อเที่ยง จันทร์-เสาร์       11:30 – 15:00 มื้อเย็น จันทร์-อาทิตย์    18:00 – 23:00 บรันช์    ทุกวันอาทิตย์     11:00 – 15:00 บาร์      จันทร์-อาทิตย์    11:30 – 23:00

กลาสเฮ้าส์หลังงามบนถนนนครไชยศรี คือที่ตั้งของ Rare BKK ร้านอาหารสไตล์แคชชวลไฟน์ไดนิ่งโดยเชฟรุ่นใหม่ผู้หลงใหลในศิลปะการทำอาหาร แบม-ธนโชติ ดลชลัยย์กร        ภายในร้านบรรยากาศอบอุ่น สบายตา ด้วยผนังกระจกและเพดานสูงทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง มีห้องครัวแบบเปิดที่เราสามารถดูเชฟปรุงอาหารได้แบบเพลินๆ จนเหมือนเราเข้ามานั่งในบ้านของเชฟ ส่วนเมนูเชฟแบมได้คัดสรรวัตถุดิบสดใหม่จากทั่วโลก เช่น ทรัฟเฟิลจากอิตาลี กุ้งแลงกูสทีนจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เนื้อวากิว A5 จากเมืองมิยาซากิประเทศญี่ปุ่น ฯลฯ โดยแบ่งเป็นซิกเนเจอร์เมนูที่เสิร์ฟเป็นคอร์ส "French Fine" เมนูใหม่ 11 คอร์ส ได้รับแรงบันดาลใจจากอาหารฝรั่งเศสแบบคลาสสิก ผสมผสานเทคนิคการปรุงแบบสมัยใหม่ โดยใช้วัตถุดิบพรีเมียมจากญี่ปุ่น          หากไม่อยากกินแบบคอร์ส เขาก็มีเมนูสไตล์คอมฟอร์ตที่เราคุ้นเคยให้เลือกสั่ง จานแรกต้องเริ่มด้วยซุปร้อนๆ อย่าง Truffle Soup (450 บาท) ซุปครีมเห็ดทรัฟเฟิลที่ใช้ทรัฟเฟิลดำที่มีกลิ่นหอม ซุปเนื้อเนียนนุ่มรสเค็มมันกลมกล่อม กินแล้วอุ่นท้อง     ส่วนจานที่เพื่อนร่วมโต๊ะต่างชื่นชอบคือ 48 Hours Smoked Pork Neck (400 บาท) คอหมูแช่ในน้ำเกลือ (Brine) และเครื่องเทศต่างๆ นาน 48 ชั่วโมง จากนั้นนำมาย่างรมควันด้วยไม้ฮิคเคอรี (Hickory) ทำให้มีกลิ่นหอมหวานของควันไม้ และรสเค็มกำลังดี เสิร์ฟมาพร้อมกับน้ำจิ้มแจ่วรสแซ่บ     Melt-In-Your-Mouth Pork Ribs (490 และ 950 บาท) ซี่โครงหมูหมักกับสมุนไพรหอมกลิ่นพริกไทย รากผักชี รมควันด้วยไม้ฮิคเคอรี ไม้ลำไย และไม้แอปเปิลด้วยไฟอ่อนให้สุกอย่างช้าๆ จนเนื้อหมูนุ่มละลายในปากสมชื่อ เสิร์ฟมาพร้อมข้าวผัดกระเทียมผัดมาหอมๆ เม็ดร่วน     จานสุดท้ายที่สายเนื้อต้องชอบคือ Fall-Off-The-Bone Short Ribs (280 บาท/100 กรัม) เป็นจานซิกเนเจอร์ที่ใช้เนื้อติดซี่โครงออสเตรเลียนวากิว มาร์เบิลสกอร์ส 8 หมักเครื่องเทศ รมควัน 24 ชั่วโมงด้วยไม้แอปเปิล เนื้อฉ่ำนุ่มจนใช้ส้อมเขี่ยออกมาได้เป็นเส้นๆ หอมกลิ่นเครื่องเทศ เสิร์ฟพร้อมซอสบาร์บีคิวศรีราชารสเปรี้ยวเค็มเผ็ด และพริกหวานดองตัดเลี่ยนได้ดี     เรียกว่าเป็นเมนูที่เชฟใส่ใจในทุกขั้นตอนการทำ จนออกมาเป็นรสชาติที่น่าลิ้มลอง   “French Fine” Tasting Menu “French Fine” คอร์สเมนูจำนวน 11 คอร์ส ประจำฤดูกาลล่าสุด จาก Rare BKK ได้รับแรงบันดาลใจจากอาหารฝรั่งเศสสุดคลาสสิกอย่าง เอสคาโก้ (Escargots) และ ซุปกะหล่ำดอก (Crème DuBarry) โดยผ่านการตีความและไอเดียจากเชฟแบม ผสานเทคนิคแบบสมัยใหม่ เกิดเป็นเมนูสุดสร้างสรรค์ อย่าง ซุปโฟมเห็ดทรัฟเฟิลเนื้อเนียน ทอร์เทลลินียัดไส้ปลากะพงเสิร์ฟในซุปคอนซอมเม่เห็ดชิตาเกะ และหอยเป๋าฮื้อ Jade Tiger บ่มในสมุนไพรและเนย ก่อนปิดท้ายคอร์สด้วยเมนูของหวานที่ทั้งสวยงามอย่าง Białowieża Forest 

เป็นเวลากว่า 5 ปีที่ “AKART Bistro & Bar” ร้านอาหารไทย – อิตาเลียนโฮมเมด บนถนนเย็นอากาศ ใจกลางสาทรได้เสิร์ฟความอร่อยต่อเนื่องอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง คุณเก๋ - ญาณี องค์วัฒนกุล นักธุรกิจหญิงปราดเปรื่องผู้เป็นเจ้าของ  แถมยังเป็นนักชิมของอร่อยตัวยง เธอมีความตั้งใจอยากเปิดร้านอาหารที่รวมระหว่างอาหารอิตาเลียนที่เธอรัก และอาหารไทยรสเด็ดสูตรลับของคุณยาย โดยเลือกคำว่า “อากาศ” มาตั้งเป็นชื่อร้าน เหตุเพราะเป็นคำที่จำง่าย ทั้งยังสื่อความหมายถึง ‘สิ่งจำเป็นในทุกๆ วันของการดำรงชีวิต’       เสมือนร้าน AKART Bistro & Bar ที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติ บรรยากาศด้านในอบอุ่น เข้าถึงง่าย พร้อมให้คุณเพลิดเพลินไปกับอาหารอร่อยๆ ได้ใน ‘ทุกๆ วัน’ ตัวร้านเป็นบ้านไม้เก่าแก่ 2 ชั้นอายุ 45 ปี ชั้นล่างปรับแต่งเป็นสไตล์ลอฟท์เรียบง่าย พื้นปูนเปลือยไปในธีมเดียวกับเฟอร์นิเจอร์ไม้คลาสสิก รอบๆ ตกแต่งด้วยแจกันดอกไม้สดสวยงาม แลดูมีชีวิตชีวา     ชั้นสองก็น่านั่งใช่ย่อย พื้นไม้สีน้ำตาลเข้ม ผนังไม้สีครีมนวล และสีน้ำเงินสดเข้ากันดี หน้าต่างโดยรอบเป็นกระจกใส มองเห็นต้นไม้น้อยใหญ่ร่มรื่น รำไรไปด้วยแสงธรรมชาติที่สาดเข้ามาภายใน ทำให้ร้านสว่างไสวตลอดวัน นอกจากบรรยากาศจะดีแล้วรสชาติเมนูของร้าน ‘อากาศ’ ก็ดีงามไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทยรสเลิศสูตรคุณยาย อิตาเลียนฟู้ด ขนมหวานโฮมเมด และเครื่องดื่มสุดสดชื่นที่ทำมาจากวัตถุดิบออร์แกนิก ซึ่งรังสรรค์โดยเชฟมืออาชีพ       เรียกน้ำย่อยด้วย ยำวุ้นเส้นอากาศอัญชันทะเล (260 บาท) วุ้นเส้นเหนียวนุ่ม สีม่วงแกมฟ้านี้ได้มาจากดอกอัญชันปลูกเอง คลุกเคล้ากับน้ำยำรสจัดจ้านกำลังดี พร้อมเพลิดเพลินไปกับซีฟู้ดสดเด้งจากมหาชัย อาทิ กุ้งตัวโต ปลาหมึกชิ้นใหญ่ และหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ตัวอ้วน     ต่อด้วย ผัดไทยหอยทอดอากาศ (290 บาท) หนึ่งในจานซิกเนเจอร์ของร้าน ซึ่งเป็นการรวมกันระหว่างอาหารสุดป็อปของเมืองไทยอย่าง หอยทอด และผัดไทย เครื่องแน่นๆ จุใจ กินคู่กับซอสสูตรพิเศษของทางร้าน รสเปรี้ยวอมหวาน แกมเผ็ดเล็กๆ     หันมาทางฝั่งอาหารอิตาเลียนกันบ้าง ลองชิมเมนูนี้ White Wine Steamed Mussels & French Fries with Truffle Sauce (550 บาท) หอยแมลงภู่สัญชาติฝรั่งเศสเนื้อเด้ง อบพร้อมไวน์ขาว เนยชั้นดี และสมุนไพรต่างๆ เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งทอด และซอสทรัลเฟิล รสครีมมี หอมกรุ่น     Homemade Butterfly Pea Tagliatelle Bacon with A.O.P. (355 บาท) เส้นตัลยาเตลเลโฮมเมดผสมกับสีฟ้าของดอกอัญชัน เข้ากันดีกับซอส A.O.P. หรือที่เรียกเต็มๆ ว่า ‘Aglio Olio pepper’ ซึ่งทำมาจากน้ำมันมะกอก กระเทียม พริกแห้ง และเครื่องเทศต่างๆ โรยเบคอนทอดกรอบลงไปด้วย     Akart Pizza Creamy Fettuccine Ham & Mushroom (430 บาท) พิซซาโฮมเมดสไตล์อิตาเลียนร้อนๆ แป้งบางกรอบ ท็อปด้วยเส้นเฟตตูชินีครีมซอสแฮมเห็ด รสหอมมัน ราดซอสมะเขือเทศเข้ากันดี     Australia’s Roast Rack of Lamb Served with Mixed Grilled Vegetable & Gravy Sauce (1,550 บาท) ซี่โครงแกะชั้นเลิศจากประเทศออสเตรเลีย หมักกับสมุนไพรนานาพันธุ์ จากนั้นย่างจนได้ความสุกกำลังกิน เนื้อนุ่มฉ่ำลิ้น ราดซอสเกรวี่รสเค็มละมุน และเจลลีมิ้นท์รสเปรี้ยวสดชื่น เสิร์ฟพร้อมผักย่าง และมันม่วงบดเนื้อเนียน     ล้างปากด้วยของหวานอย่าง Marian Plum Panna Cotta (250 บาท) พานนาคอตตามะยงชิด รสหอมมันผสานไปกับรสเปรี้ยวอมหวาน บิงซูบัวลอย 5 สี (220 บาท) น้ำแข็งไสสไตล์เกาหลีรสกะทิ เข้าปากพร้อมแป้งบัวลอยปั้นมือเนื้อนุ่มหนึบ กินเพลิน สีสันสดใส ราดน้ำกะทิเพื่อเพิ่มรสหวานมันอีกที       เครื่องดื่มต้อง น้ำมะพร้าวอัญชัน (100 บาท) น้ำมะพร้าวสดชื่น ผสมกับน้ำอัญชันสีสวย ตกแต่งด้วยสายไหมสีชมพูคิวท์ๆ น่าแชะรูปเป็นที่สุด  

กลายเป็นอีกพิกัดใหม่บนถนนอรุณอมรินทร์ที่คนรักอาหารไทยไม่ควรพลาด เพราะที่ร้าน ธธดา (อ่านว่า ทะ-ทะ-ดา) นี้มาพร้อมคอนเซปต์อาหารไทย-ทะเล ที่คัดเลือกแต่วัตถุดิบจากท้องทะเลชั้นดีมาเสิร์ฟ และยังมีอาหารไทยที่นำสูตรประจำบ้านของคุณบี-ธิธดา สกุลณะมรรคา และ เชฟโก๋-คมกริช ก้อนทอง มาสร้างสรรค์ส่งต่อรสชาติสไตล์บ้าน ๆ แต่ไม่ธรรมดาให้เราได้ลิ้มลอง     ทุกมุมของร้านธธดานั้นขาวสะอาด ด้วยความตั้งใจให้เป็นร้านอาหารของครอบครัว ที่มองไปทางไหนก็สบายตาและมั่นใจว่าตั้งแต่โต๊ะ เก้าอี้ ไปจนถึงอาหารแต่ละจานจะปลอดภัยไร้สารเจือปนแน่นอน       ถ้าเป็นอาหารไทยแล้ว เราอาจจะคุ้นเคยกับอาหารข้าวราดแกงที่ทำขายเป็นหม้อใหญ่ ๆ แต่ที่ร้านธธดาจะแตกต่างออกไปเพราะได้แรงบันดาลใจมาจากอิซากายะของญี่ปุ่น ซึ่งเน้นการทำอาหารแบบชามต่อชาม ดังนั้นอาหารที่นี่ก็ได้ปรุงที่ละชามเช่นกัน ถ้ามีรสชาติที่โปรดปรานหรืออยากได้แบบเผ็ดน้อยหรือเผ็ดมากก็สามารถบอกเชฟได้ตามที่ต้องการ     เริ่มต้นด้วยเมนู น้ำพริกไข่ปู ที่ผสมผสานระหว่างไข่ปูเนื้อแน่นเต็มถ้วย คลุกเคล้าเข้ากับพริก กระเทียม รากผักชี บีบมะนาวเพิ่มความเปรี้ยว และใส่น้ำตาลมะพร้าวเข้าไปเพื่อรสชาติที่กลมกล่อม รับประทานพร้อมผักสดนานาชนิดที่ผ่านการฆ่าเชื้อมาแล้วอย่างดี     ต่อด้วย ขนมจีนน้ำยาปู สูตรส่งตรงจากนครศรีธรรมราชที่ให้รสชาติจัดจ้าน คนรับประทานเผ็ดจะต้องถูกใจแน่นอน ความพิเศษนั้นนอกจากจะมาพร้อมเนื้อปูแบบจัดเต็มแล้ว ยังมีเครื่องเคียงเป็นผักดองที่ประกอบไปด้วยผักบุ้งแดง หอมแดง กระเทียม และแตงกวา ถึงจะไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเท่าไรแต่เข้าปากแล้วก็พบว่ารสชาตินั้นเข้ากันดีอย่างน่าเหลือเชื่อ       ไข่พะโล้เนื้อวากิว เป็นเมนูถัดมาที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะโดดเด่นตั้งแต่การต้มด้วยเครื่องยาจีน มาพร้อมไข่ที่ผ่านการต้มทั้งวันจนไข่ขาวนั้นมีสัมผัสกรอบเบา ๆ ตามสูตรพะโล้ดั้งเดิม แถมยังเสริมด้วยเนื้อวากิวส่วนอก (หรือที่เรียกกันว่าเสือร้องไห้) ตุ๋นเป็นเวลา 2-3 ชั่วโมงเต็มจนนุ่มรับประทานง่าย     เมนูสุดท้ายที่ห้ามพลาดเช่นกันคือ แกงรัญจวน แกงโบราณภาคกลางที่ผสมผสานไปด้วยสมุนไพรนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น ตะไคร้ หอม พริก ผสมผสานกับกลิ่นกะปิอย่างลงตัว และยังมีกระดูกหมูตุ๋นจนเปื่อยยุ่ย เหมาะจะรับประทานคู่กับข้าวสวยร้อน ๆ สักจาน     แต่แน่นอนว่ามื้ออาหารที่สมบูรณ์แบบจะขาดเครื่องดื่มเพิ่มความสดชื่นไปไม่ได้เลย เริ่มต้นด้วยเมนูชื่อชวนขำ น้ำสดชื่นที่ 1 ที่ได้ความหอมหวานจากน้ำหวานหมักจากส้ม ผสมโซดาเพิ่มความซ่าแสนลงตัว หรือจะเป็นเมนูแนวไทย ๆ อย่าง อัญชันมะนาว ที่พิเศษกว่าตรงที่เพิ่มความหอมหวานของน้ำผึ้งเข้าไปด้วย       นอกจากนั้นยังมีเมนู เลมอนมินต์โซดา ที่ได้ความเปรี้ยวของมะนาวมาเสริมความสดชื่นของสะระแหน่ปั่นรวมกัน แถมยังมีน้ำแข็งรูปดอกกุหลาบที่ทำจากใบเตยปั่นมาเพิ่มความหอมอีกด้วย      หรือถ้าอยากได้เมนูกาแฟสุดสร้างสรรค์ก็ต้องเป็น สละลาเต้ ที่เสิร์ฟในแก้วทรงสูงแยกเป็นชั้น ๆ ประกอบไปด้วยน้ำเชื่อมรสสละ นมข้นหวาน นมข้นจืด และกาแฟ 1 ช็อต แม้จะไม่ใช่กาแฟที่เข้มข้นมากแต่ก็เหมาะจะสั่งมาจิบในยามบ่าย     จากนั้นจะปิดท้ายด้วยไอศกรีมสักถ้วยก็ไม่เลว มีทั้งรสคลาสสิคอย่างช็อกโกแลต กะทิ ทุเรียน ไปจนถึงรสชาติแปลก ๆ อย่าง กะท้อน งาดำ และกล้วยตาก

ฟู้ดดี้คนไหนอยากสัมผัสประสบการณ์การกินอาหารสไตล์อีสต์เอเชียและยุโรป ในบ้านเก่าหลังงามอายุกว่า 80 ปี ต้องแวะมาเช็คอินที่ The Yard Restaurant” ซึ่งตั้งอยู่ในซอยเซนต์หลุยส์ย่านสาทร โดย“คุณเก๋ - ญาณี องค์วัฒนกุล” และ “คุณต้า ศักดา บุญกิตติพร” สองพาร์ทเนอร์ผู้เป็นเจ้าของ ทั้งร้าน ‘GROUND Coffee’ ร้านกาแฟเคียงข้างเดอะยาร์ด และ ‘AKART Bistro & Bar’ กับ ‘AKART Day’ บนถนนเย็นอากาศที่เราคุ้นเคย     แรกที่เห็นบ้านหลังนี้ คุณเก๋-คุณต้า ก็เกิดปิ๊งไอเดียที่จะรีโนเวทบ้าน 2 ชั้นสไตล์วินเทจเก่าแต่เก๋าหลังนี้ให้เป็นร้านอาหาร โดยคงเค้าโครงเดิมไว้ ทั้งพื้นไม้ผสานปูน หน้าต่าง และบานประตู  กลายเป็นความคลาสสิกผสมผสานไปกับความทันสมัยของผนังปูนเปลือยที่เพิ่มเติมเข้ามา มีโซฟาเบาะหนังสีดำนั่งสบายช่วยสร้างความเป็นทางการอีกระดับ แต่หากใครชอบบรรยากาศอบอุ่น สบายๆ และเป็นส่วนตัว แนะนำชั้นบนที่สามารถนั่งแฮงค์เอ้าท์กันยาวๆ     พื้นไม้เก่าสีน้ำตาลเข้ม ไปด้วยกันได้ดีกับผนังไม้สีขาวนวลสบายตา มีต้นไม้กระถางประดับเพื่อเพิ่มความสดชื่นอีกระดับ บนชั้นสองมีห้องหับแบ่งออกไป 2 ห้องใหญ่ๆ ที่มาพร้อมระเบียงกว้างน่านั่ง มองลงไปข้างล่างเห็นทั้ง GROUND Coffee และสวนสวยร่มรื่นสไตล์คอร์ทยาร์ดที่อยู่ตรงกลาง มีสระว่ายน้ำเล็กๆ ให้เหล่าฮ็อปเปอร์ได้แชะรูปกันอย่างรัวๆ       นอกจาก ‘The Yard Restaurant’ จะเป็นร้านที่สวยและบรรยากาศดีแล้ว ยังเสิร์ฟอาหารสไตลล์อีสต์เอเชียและยุโรปที่ปรุงจากวัตถุดิบชั้นเลิศ ทั้งนำเข้าและวัตถุดิบคุณภาพของบ้านเรา ผ่านฝีมือเชฟคนเก่งจนได้เป็นอาหารจานอร่อยที่เต็มไปด้วยความพิถีพิถัน กินง่าย และเข้าถึงลูกค้าได้ทุกกลุ่มอายุ     ต้อนรับด้วยเมนูประจำฤดูกาลอย่าง Marian Plum Spicy Salad with Prawns มะยงชิดเนื้อแน่นๆ ลูกโต รสเปรี้ยวอมหวาน คลุกเคล้ากับกุ้งตัวใหญ่เนื้อหวาน ไข่แดงหอมมัน ผักต่างๆ และน้ำยำรสเด็ด เผ็ดกำลังดี     Fried Mixed Flowers Spicy Salad ดอกไม้นานาพันธุ์ อาทิ อัญชัน เฟื่องฟ้า ราดด้วยยำส้มโอ ที่ผสมพริกเผา และกุ้งตัวโตลงไปด้วย รสเปรี้ยวอมหวานสดชื่น     ต่อด้วยเมนูซิกเนเจอร์ Yard’s Crumbly Duck เป็ดปักกิ่งสไตล์ฝรั่งเศส เนื้อเป็ดคุณภาพ ยีเป็นเส้นๆ แล้วนำไปทอดจนหอม กินกับแป้งปอเปี๊ยะสดที่ให้สัมผัสเหนียวนุ่ม ซอสสูตรพิเศษของทางร้านรสหวานละมุน และซีอิ๊วดำ     Homemade Pasta Sausage with Truffle Sauce จานนี้ก็ขายดี เส้นตัลยาเตลเลโฮมเมด สีเขียวซึ่งได้จากผักโขม ผัดกับไส้กรอกเนื้อแน่น และซอสทรัฟเฟิลหอมกรุ่น เพิ่มทรัฟเฟิลสไลซ์ลงไปด้วยเพื่อความฟิน     Risotto Lobster with Marinara ข้าวรีซอตโตหุงสุกกำลังดี ผัดพร้อมซีฟู้ดสดเด้ง ได้แก่ กุ้งล็อบสเตอร์ หอยเชลล์ หอยฝรั่งเศส และซอสมารีนาร่า รสกลมกล่อม ได้ความเปรี้ยวเล็กๆ จากมะเขือเทศ หอมกลิ่นเครื่องเทศ ท็อปด้วยล็อบสเตอร์บิ๊กเบิ้ม 2 ตัว ทั้งอลังการและน่ากิน     Duck Confit on Waffle Served with Passion Fruit Sauce สะโพกเป็ดไซส์ใหญ่เนื้อแน่นผ่านกรรมวิธีกงฟีอย่างดี เสิร์ฟพร้อมมันบดเนื้อเนียน วาฟเฟิลกรอบนอกนุ่มใน ผักย่าง และซอสเสาวรสรสเปรี้ยวอมหวานสดชื่น     Lamb Shank ขาแกะคุณภาพสัญชาติออสเตรเลียน หมักกับสมุนไพรต่างๆ จนไร้กลิ่นสาบ จากนั้นนำไปตุ๋นกับไวน์แดงให้ได้รสชาติกลมกล่อม     ของหวานเราแนะนำ Mixed Berries Mille Feuille ขนมหวานชื่อดังของฝรั่งเศส แป้งพายกรุบกรอบสลับชั้นกับคัสตาร์ดครีมรสหวานพอเหมาะ ตกแต่งด้วยผลไม้สด เข้ากันดีกับซอสมิ๊กซ์เบอร์รี     ปิดท้ายด้วย Mango Smoothie น้ำมะม่วงปั่นรสหวานฉ่ำ ดับร้อนได้ดี และ Watermelon Sparkling รสหวานสดชื่นนี้ได้มาจากไซรัปกลิ่นแตงโม แตงกวา แตงโม และน้ำโซดา  

“Kyoto Uji Saryo” ร้านโซเมงและคาเฟ่ชาเขียวที่มีจุดเริ่มต้นมาจาก ‘Fukujuen’ แบรนด์ชาเขียวชื่อดังจากเกียวโต แห่งดินแดนอาทิตย์อุทัย ชื่อร้านแสดงให้เห็นถึงจุดขายที่ชัดเจนและเต็มเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจ Kyoto (เกียวโต) จังหวัดเลื่องชื่อแห่งประเทศญี่ปุ่น รวมกับคำว่า “อูจิ (Uji)” ซึ่งหมายถึง แหล่งผลิตชาชื่อดังแห่งเมืองเกียวโต และซาเรียว (Saryo) ที่แปลว่าร้านชา เมื่อรวมกันจึงกลายเป็น Kyoto Uji Saryo ที่มีความหมายว่า ‘ร้านมัทฉะคุณภาพที่ได้จากแหล่งผลิตชาชื่อดังแห่งกรุงเกียวโต’       ร้านบรรยากาศอบอุ่นที่ภายในตกแต่งเป็นสไตล์ญี่ปุ่น เน้นเป็นไม้สีน้ำตาลนวลสลับกับกระเบื้องสีเขียวมรกตสบายตา มีเคาน์เตอร์บาร์เบื้องหน้าที่ติดกับครัวเปิด ซึ่งคุณสามารถดูเชฟทำงานได้อย่างเพลินๆ ส่วนด้านหน้ามีชั้นวางโปรดักซ์ต่างๆ อาทิ ใบชาชั้นดี ชุดน้ำชาแบบดั้งเดิม แปลงไม้สำหรับชงมัทฉะ เผื่อใครอยากซื้อของสะสม หรือของติดไม้ติดมือไปฝากคนพิเศษ เรื่องอาหาร Kyoto Uji Saryo โดดเด่นในการนำชาชั้นดีมาเป็นส่วนประกอบหลักในเมนูต่างๆ ทั้งอาหาร ขนมหวาน และเครื่องดื่ม อาทิ       โซเมงมะนาว (180 บาท) อาหารประจำฤดูร้อนของชาวญี่ปุ่น เส้นโซเมงเหนียวนุ่ม ที่ทำมาจากธัญพืชต่างๆ อยู่ในน้ำซุปเย็นเฉียบ รสเค็มนุ่มนวลนั้นได้มาจากปลาแห้งชั้นดี ก่อนเสิร์ฟเชฟจะโรยมะนาวสไลซ์เพื่อให้ได้รสเปรี้ยวเล็กๆ และกลิ่นหอมอ่อนๆ ของมะนาว ชามนี้ยิ่งซู้ดก็ยิ่งสดชื่นเราบอกเลย     เอาใจคนรักเส้นอย่างต่อเนื่องด้วย โซเมงซอสงาแบบเผ็ด (200 บาท) เส้นโซเมงคลุกเคล้ากับซอสสูตรพิเศษของทางร้าน ที่มีรสเผ็ดอ่อนๆ หอมกรุ่นกลิ่นน้ำมันงา และหมูสับกินเพลิน ตกแต่งด้วยต้นหอมซอยอย่างสวยงาม     ยังไม่อิ่มสั่ง ข้าวในซุปเท็นฉะแซลมอน (200 บาท) ข้าวกล้องคุณภาพ ท็อปด้วยแซลมอนย่างชิ้นโตจุใจ เนื้อฉ่ำใน ไม่กระด้าง โรยด้วย ‘ใบชาอุจิ เท็นฉะ’ ที่บดด้วยหิน ก่อนราดน้ำซุปชาร้อนๆ กลิ่นหอมฟุ้ง กินกับวาซาบิรสเผ็ดซ่า และผักดอง     ของหวานต้อง เบบี้คาสเทลล่าผสม  (120 บาท) ขนมตามงานเทศกาลต่างๆ ในดินแดนอาทิตย์อุทัย ความนุ่มนิ่มนี้ได้มาจากแป้งสาลีและไข่ มีทั้งรสดั้งเดิม และรสอูจิมัทฉะ รสหวานพอดี จิ้มซอสฟินๆ ที่คุณสามารถเลือกดังต่อไปนี้ ซอสช็อกโกครีม ถูกใจคนรักช็อกโกแล็ต ซอสมัทฉะครีม รสครีมมี หอมกลิ่นชาเขียว และซอสถั่วแดงหวานหอม     ซอร์ฟครีมคัพผสม  (120 บาท) ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ เนื้อนุ่ม รสวานิลลาหวานละมุน และรสชาเขียวที่เรารัก เสิร์ฟมาในถ้วยกรวยกรุบกรอบ     ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มสุดชื่นใจอย่าง มัทฉะเลมอนเย็น (190 บาท) มัทฉะรสเข้มข้น มิ๊กซ์กับน้ำเลมอนรสเปรี้ยวสดชื่น และน้ำโซดาซาบซ่า     ใครอยากลองชิมให้ตรงดิ่งไปที่ห้างไอคอนสยาม ชั้น UG ได้เลย

Tanwa The Food Project ร้านอาหารบรรยากาศอบอุ่นจากแบรนด์ Tanwa คอนเซ็ปต์สโตร์ที่โดดเด่นด้วยงานดีไซน์เรียบง่ายแต่มีเอกลักษณ์ของคู่รักนักออกแบบ คุณแทนและคุณพลอย กัมทรทิพย์ ซึ่งตั้งใจให้สาขาใหม่ ดิ เอ็มควอเทียร์ เป็นจุดนัดพบของคนรักอาหารที่สนใจงานดีไซน์ ให้มาใช้เวลาอย่างเต็มอิ่ม โดยมี Teva” เจ้าโทรล์หน้าตาน่ารัก คาแรกเตอร์ของ Tanwa รอต้อนรับอยู่แล้ว       ภายในร้านแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 โซน มีโชว์รูมขนาดย่อมสำหรับผลิตภัณฑ์ของ Tanwa ไม่ว่าจะเป็นถ้วยชาม ของแต่งบ้าน แบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Tanwa Baby and Kids ฯลฯ ซึ่งล้วนทำจากวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งผ้า ไม้ เซรามิก รวมถึงกระดาษรีไซเคิล อีกฝั่งเป็นโซนอาหารตกแต่งในสไตล์มินิมอลด้วยงานไม้ ทุกจานเลือกใช้วัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพคัดสรรจากหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ ข้าวหอมนิลออร์แกนิค รวมถึงน้ำผึ้งดอกลำไยจากฟาร์มของทางร้านเอง       จานแรก Soft Shell Crab Salad ปูนิ่มทอดกรอบแบบไทยเสิร์ฟพร้อมสลัดควินัว ผักสด เสริมความอร่อยด้วยน้ำสลัดซาวร์ครีมมิโสะรสเข้มข้น ตกแต่งด้วยดอกไม้กินได้จากฟาร์มจังหวัดเชียงใหม่  Mussels in Pink Sauce หอยแมลงภู่ตัวอวบในซอสครีมสีชมพูที่ได้จากซอสมะเขือเทศโฮมเมดเสิร์ฟพร้อมขนมปังกระเทียมในกระทะร้อน       จานถัดมาเก๋ไม่เบา Grilled Red Tilapia Fish with Tom Kha Sauce and Red Pepper Paste สเต๊กปลาทับทิมเนื้อนุ่มย่างได้กำลังดี ราดซอสต้มข่าเคี่ยวได้หอมกลมกล่อม เคียงด้วยน้ำพริกตาแดงที่เข้ากันอย่างน่าแปลกใจ     ส่วนสายหวานวานห้ามพลาด Crème Brulee กินกับข้าวพองแผ่นเล็กๆ ทำจากข้าวหอมนิล เพิ่มความกรุบกรอบด้วยฮาเซลนัต รวมถึง Fluffy Souffle Pancake ซูเฟล่แพนเค้กฟูนุ่มเด้งกินกับบัตเตอร์ครีม  ไอศกรีมโฮมเมดหอมหวาน ราดด้วยน้ำผึ้งออร์แกนิค       ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มสุดสดชื่น Organic Honey and Lemon With Honey Comb Soda นอกจากเปรี้ยวหวานซาบซ่าแล้ว ยังมีรวงผึ้งให้ได้เคี้ยวเพลินๆ อีกด้วย  

ฟู้ดดี้คนไหนอยากชิมอาหารสเปนแบบฉบับโฮมเมดตาม G&C ชี้เป้า “TAPAS by nan charcoal grill” ซึ่งตั้งอยู่ในห้าง ‘ไอคอนสยาม’โซน The Veranda ชั้น G เลย ร้านอาหารสเปนของ “คุณแนน-วิมวดี ปิยะวานิชย์” ผู้ทำงานด้านการเงินมาเป็นเวลากว่า 5 ปี แต่ด้วยความรักในการทำอาหาร จึงได้ตัดสินใจไปศึกษาที่ Ritz Escoffier School หนึ่งในสถาบันสอนทำอาหารคุณภาพ ที่ตั้งอยู่ในกรุงปารีส       แม้จะคลุกคลีกับอาหารสัญชาติฝรั่งเศสเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่คุณแนนกลับหลงใหลได้ปลื้มในความไม่ซับซ้อนของอาหารสเปน ซึ่งกินง่าย และมีรสเผ็ดน้อยๆ เธอจึงตั้งใจว่าจะเปิดร้านอาหารสเปนสไตล์โฮมเมดที่เข้าถึงง่าย โดยแทกทีมกับเชฟชาวสแปนิชมากฝีมือประสบการณ์สูง และเชฟชาวไทยรสมือดี บวกกับการเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพทั้งไทยและเทศ รังสรรค์อาหารสเปนในแบบดั้งเดิม และแบบฟิวชั่นที่ถูกปากคนไทย อาทิ       Lobster Wet Rice ข้าวสัญชาติสเปนคุณภาพ ผัดพร้อมกับซีฟู้ดสดเด้งหั่นชิ้นพอดีคำ อาทิ ปลาหมึกหนึบหนับ กุ้งเนื้อหวาน เครื่องเทศนานาชนิดหอมกรุ่น ท็อปด้วยล็อบสเตอร์ตัวใหญ่จุใจจากประเทศแคนาดา     ตามด้วยเมนูซิกเนเจอร์อย่าง Prawns Pil Pil กุ้งกระเทียมสไตล์สเปน เนื้อหวานสด เข้ากันได้ดีกับสมุนไพรและเครื่องเทศต่างๆ กินคู่กับขนมปังโฮมเมดอุ่นๆ     Homemade Chorizo Spicy Garlic Pasta สปาเก็ตตีสุกกำลังพอดี กินพร้อมไส้กรอกโฮมเมดหมูเนื้อแน่นสไตล์สเปน รสเค็มกลมกล่อม เผ็ดเล็กๆ หอมกลิ่นกระเทียม     Sangria เครื่องดื่มประจำชาติสเปน ที่โดดเด่นด้วยรสชาติของไวน์แดงชั้นเลิศ หอมกลิ่นผลไม้ต่างๆ อาทิ ส้มแมนดาริน และแอปเปิ้ล