อาหารเหนือเป็นอีกหนึ่งตำรับอาหารที่คนไทยโปรดปรานไม่น้อย และที่ร้านพ “พอวา” (Porwa Northern Thai Cuisine) ซึ่งตั้งอยู่บนถนนพญาไท ใกล้ ๆ กับสถานีบีทีเอสพญาไทแห่งนี้ ก็พาเอาตำรับอาหารเหนือรสมือคุณแม่ของคุณจี จีรภัทร ศรีทองคำ มาส่งต่อความอร่อยแบบดั้งเดิมส่งตรงจากเชียงใหม่มาเลย       คำว่า “พอวา” นั้นถ้าแปลเป็นภาษากลางก็คงจะหมายความได้คร่าว ๆ ว่า “พอเหรอ” เหมือนจะเป็นคำถามว่ามาถึงร้านนี้ทั้งทีสั่งนิดเดียวจะพอกินเหรอ จัดเต็มกันไปเลยดีกว่า         เริ่มต้นด้วยเมนูอาหารเหนือสุดคลาสสิค ขันโตกเมือง เสิร์ฟมาในขนาดกำลังดี มีให้เลือกว่าจะกินน้ำพริกหนุ่มหรือน้ำพริกอ่อง เคียงกับผักสด ไส้อั่ว หมูกรอบ และแคปหมู     จากนั้นไปต่อกับ ลาบหมูเมือง ลาบแบบฉบับชาวเหนือที่เรามักจะคุ้นเคยกันว่าลาบคั่ว ตามปกติแล้วมักจะใส่เลือดสด แต่ที่ร้านพอวานั้นทำตามสูตรรสมือแม่ที่ไม่ใส่เลือดสด ทำให้คนที่ไม่คุ้นเคยรับประทานเมนูนี้ได้ง่ายขึ้น     ปิดท้ายด้วย “ข้าวซอยไก่ เมนูเส้นสุดขึ้นชื่อของภาคเหนือ โดยเฉพาะในเชียงใหม่ มาพร้อมกับน่องไก่ชิ้นใหญ่สะใจ มาพร้อมน้ำซุปเข้มข้นถึงเครื่อง และยังมีตัวเลือกเนื้อสัตว์อีกหลายอย่าง นอกจากไก่แล้วก็มีทั้งข้าวซอยหมูกรอบ ข้าวซอยหมู และข้าวซอยเห็ดสำหรับคนเป็นมังสวิรัติด้วย     ถ้าคนกรุงเทพฯ คิดถึงอาหารเหนือแล้วยังไม่มีโอกาสได้ไปเยือนให้หายคิดถึง ลองแวะมาแถว ๆ พญาไทก่อนหรือจะสั่งผ่าน Lineman กับ Gojek ก็ได้เหมือนกัน

คำว่า CIBO นั้นมาจากภาษาอิตาเลียนที่แปลว่า “อร่อย” สำหรับใครที่มองหาอาหารแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร เราแนะนำว่าที่ร้าน CIBO Bangkok แห่งนี้เป็นตัวเลือกที่ดี และที่สำคัญทำเลยังตั้งอยู่ใจกลางเมือง เดินทางสะดวกสบายสุด ๆ เพราะอยู่ใกล้บีทีเอสสนามกีฬาแห่งชาติ       ภายในร้านนั้นตกแต่งอย่างอลังการไปด้วยดอกไม้เต็มผนัง ให้บรรยากาศที่สวยงามและยังเป็นส่วนตัว ช่วงก่อนล็อกดาวน์นั้นลูกค้าส่วนใหญ่ของร้านจะเป็นชาวต่างชาติ เพราะบริเวณนี้ก็เป็นศูนย์รวมแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งช็อปปิ้ง เมนูอาหารส่วนใหญ่จึงได้แรงบันดาลใจจากอาหารหลากหลายสัญชาติ เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของตะวันตกผสมผสานกับตะวันออกที่แสนลงตัว         ตอนนี้ CIBO Bangkok ได้ออกเมนูใหม่มาตอบรับกับกระแสเดลิเวอร์รี่ที่ไม่มีอะไรฉุดอยู่ เริ่มต้นที่เมนู สปาเก็ตตีปลานามาซึ คลุกซอสทาเระและมายองเนสไข่ปลา เสิร์ฟกับขมิ้นขาวดองแบบขิงญี่ปุ่น ด้วยกรรมวิธีการทำเมนูนี้ ทำให้ได้รสชาติไม่ต่างกับการเมนูปลาไหลย่างของญี่ปุ่น แต่เปลี่ยนจากข้าวเป็นเส้นสปาเกตตี้สไตล์ตะวันตกแทน     จากนั้นต่อด้วย ซี่โครงแกะ ชิ้นใหญ่ย่างกับสมุนไพรนานาชนิด เสิร์ฟมาพร้อมกับผักพริกหวานแดงย่าง สลัดลูกเดือย มะเขือเทศ และเบบี้แครอท เพิ่มรสชาติให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นด้วยซอสมิ้นต์     ปิดท้ายด้วย แซลมอนคีนัว ที่นำเอาแชลมอนชิ้นโตบ่มกับคอมบุไปย่างกระทะจนได้หนังกรอบแต่เนื้อในสุกพอประมาณเป็นสีชมพู เสิร์ฟพร้อมกับสลัดคีนัว ฟักทอง และถั่ว เป็นเมนูที่เหมาะสำหรับคนมองหาจานอาหารเพื่อสุขภาพ     ตอนนี้ทางร้านมีบริการสั่งผ่านแอปพลิเคชั่น Lineman Robinhood และ Foodpanda กับอีกช่องทางหนึ่งคือสั่งผ่านไลน์  @cibo หรือโทร. 086-303-8222 ทางร้านมีโปรโมชั่น 1 แถม 1 และโปรโมชั่นช่วยค่าส่ง 100 บาทเมื่อสั่งครบ 900 บาทขึ้นไป

กลิ่นหอมของเนื้อย่างบนเตาร้อนๆ จากร้าน Barney's Burger Joint เรียกความสนใจจากเราทันทีเมื่อเดินผ่าน ความโดดเด่นของร้านสีดำสนิทบวกกับเสียงซู่ซ่าของเนื้อไทยแองกัสที่กำลังสุกได้ที่ โดยฝีมือ คุณซุป กันต์พงษ์ เจ้าของร้านผู้สุดแสนจะเป็นกันเอง ชวนให้ใครหลายคนอยากแวะเข้าไปลิ้มลองความอร่อยของเบอร์เกอร์ร้านนี้           ตัวร้านเป็นครัวแบบเปิดที่สามารถมองเห็นทุกขั้นตอนในการปรุงอาหาร เน้นใช้โทนสีดำและแดงเป็นหลัก โดยมีคอนเซ็ปต์เป็นร้านเบอร์เกอร์สไตล์ American Working Class ที่แม้จะมีเนื้อสัตว์ให้เลือกเพียง 2 ชนิด คือ เนื้อวัวและเนื้อหมู แต่มั่นใจได้ว่าเบอร์เกอร์ทุกชิ้นของที่นี่อัดแน่นไปด้วยคุณภาพและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์           เริ่มด้วยเมนูขายดีที่ไม่ควรพลาด American Trucker (190.-) เบอร์เกอร์ไซส์บิ๊ก สอดไส้เนื้อไทยแองกัสที่ย่างจนขอบกรอบแต่เนื้อด้านในยังชุ่มฉ่ำ ท็อปด้วยชีสและสโมกเบคอน กรุบกรอบ หอมอร่อยอิ่มท้อง       ต่อด้วย Double Bacon Cheeseburger (250-.) เบอร์เกอร์เนื้อที่ย่างแบบยังคงความชุ่มฉ่ำเอาไว้ อัดแน่นมาด้วยสโมกเบคอน เชดด้าชีส ผักสลัด และมะเขือเทศ ราดซอสฉ่ำๆ ใครที่ไม่กินเนื้อวัวสามารถเปลี่ยนเป็นเนื้อหมูแทนได้       และ Grilled Cheese (75.-) ขนมปังกรุบกรอบกริลล์มาใหม่ๆ สอดไส้ชีสเยิ้ม รสชาติเค็มมัน ถูกใจชีสเลิฟเวอร์แน่นอน  

ใครที่เคยไปเที่ยวสกลนครคงไม่พลาดลิ้มรสชาติความนุ่มละมุน หอมกรุ่นของปากหม้อญวนที่ร้านปากหม้อปารีส เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นเดอะมัสต์ประจำจังหวัด พอรู้ข่าวว่ามาเปิดสาขาที่กรุงเทพฯ สายกินอย่างเรามีหรือจะรอช้าขอตามไปกินให้หายคิดถึง วัตถุดิบทั้งหมดรวมถึงส่วนผสมถอดแบบมาจากสาขาแรกไม่ผิดเพี้ยน แป้งหอมนวล ห่อไส้แน่นๆ รสชาติกลมกล่อม ตักเข้าปากคำแรกแล้วรู้สึกเข้ากันไปหมด นี่แหละรสชาติที่รอคอย          ร้านนี้ใครได้ยินชื่อครั้งแรกคงอดสงสัยถึงที่มาไม่ได้ ขออธิบายว่าเดิมทีร้านนี้ไม่มีชื่อ ตั้งอยู่บริเวณหน้าโรงหนังปารีสลูกค้าเลยสถาปนาชื่อให้จนติดปากว่าปากหม้อปารีส แม้จะย้ายจากพิกัดเดิมมานานแล้วแต่ทั้งลูกค้าและเจ้าของร้านยังสมัครใจใช้ชื่อเดิมไม่ยอมเปลี่ยน ซึ่งสูตรลับความอร่อยเริ่มจากแป้งปากหม้อโม่เอง ส่วนไส้ใช้หมูสับรวนกับน้ำจนนิ่ม เทน้ำทิ้งแล้วคั่วต่อจนแห้ง ปรุงรสด้วยน้ำปลา พริกไทย ใส่หมูยอตาม         เท่านั้นยังไม่พอเพราะน้ำจิ้มก็เด็ดดวงไม่เหมือนใคร ทางร้านนำพริกกระเหรี่ยงมาต้ม ผึ่งให้แห้งก่อนบดละเอียดพร้อมใช้งาน ส่วนน้ำตาลเคี่ยวจากน้ำตาลทรายแดงผสมน้ำตาลทรายขาวในสัดส่วนที่พอเหมาะ ช่วยชูรสให้อร่อยเหาะ จนหลายคนต้องยกนิ้วให้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้กิน         เมนูแนะนำ ได้แก่ ปากหม้อธรรมดา ปากหม้อไข่ม้วน ปากหม้อไข่พับ ปากหม้อไข่ดาว และปากหม้อข้าวเกรียบกรอบ สมทบด้วยหอมเจียวกรอบๆ เจียววันต่อวัน ทางร้านโรยมาให้แบบไม่หวง แต่ถ้าไม่จุใจจะสั่งมาเพิ่มก็ได้ ก่อนกินราดน้ำจิ้มท่วมๆ ใครไม่เบิ้ลให้รู้ไป            สำหรับสาขากรุงเทพฯ เอาใจเหล่าฟู้ดดี้ที่ถวิลหาความหลากหลายด้วยเมนู ก๋วยเตี๋ยวปากหม้อ น้ำซุปหอมกรุ่นซดคล่องคอ เรายังเทใจให้ปากหม้อชิ้นใหญ่ที่ซึมซับน้ำซุปอย่างเต็มที่ แค่ตักเข้าปากก็หอมฟุ้งและนุ่มนวลแทบไม่ต้องออกแรงเคี้ยว ในชามยังอุดมด้วยเครื่องเคราทั้งหมูสับ หมูยอ ใครติดใจความหนึบหนับของหมูยอที่ใช้หมูล้วนๆ มาทำ จะซื้อกลับไปกินต่อที่บ้านก็ได้         ช่วงนี้อาจนั่งทานที่ร้านไม่ได้ แต่สามารถสั่งเดลิเวอรี่ผ่านแอพลิเคชั่นต่างๆ การันตีความฟิน อร่อยเหมือนนั่งกินที่ร้าน!    Delivery : GrabFood / Lineman / Gojek / Robinhood หรือ  Grab Kitchen สาขาวิภาวดี 36 และ Grab Kitchen สาขาสุคนธสวัสดิ์

ใครที่ผ่านไปมาแถวถนนตีทอง ย่านเสาชิงช้า จะต้องสะดุดตากับความสง่างามของบ้านโบราณอายุกว่า 100 ปีที่ชื่อ บ้านอยู่ดี ชื่อที่คุณกบและคุณนุ่นเจ้าของร้านถ่ายทอดจากอารมณ์ความรู้สึกที่มีต่อบ้านหลังนี้ และด้วยโครงสร้างอาคารที่แข็งแรงจนแทบไม่ต้องซ่อมแซมอะไรเลย เพียงตกแต่งเล็กน้อยและติดตั้งระบบน้ำ-ระบบไฟฟ้าใหม่ก็คืนความสดใสให้กับบ้านหลังนี้ได้ไม่ยาก             ที่นี่จึงเป็นจุดหมายของคนที่หลงใหลสถาปัตยกรรมสมัยก่อน เพราะทั้งรูปทรงอาคาร บานประตู หน้าต่างที่ยังคงความสวยงามเหมือนในอดีต รวมถึงบ่อน้ำโบราณหน้าบ้านที่ปรับลุคสุดชิลไว้สำหรับนั่งจิบชา-กาแฟและสนทนากันอย่างออกรส ยิ่งใส่ชุดหวานๆ สไตล์วินเทจจะยิ่งครีเอทเหมือนอยู่ในละครย้อนยุค         ส่วนเมนูอาหารเน้นสูตรเด็ดที่สืบทอดในครอบครัว มีทั้งอาหารจานเดียวที่เหมาะกับชั่วโมงเร่งด่วนและอาหารประเภทต้ม ผัด แกง ทอด สำหรับเอ็นจอยร่วมกัน เมนูน่าลองจานแรก หมูสามชั้นคั่วพริกเกลือ ทางร้านใช้หมูสามชั้นเลาะเอาหนังออก นำมาหมักกับเครื่องปรุงสูตรลับและน้ำปลาอย่างดี จากนั้นคั่วกับพริก เกลือ และพริกไทยอ่อนจนครบเครื่องถึงรส       หากยังติดใจหมูกรอบให้ต่อด้วยสปาเก็ตตี้ผัดหมูกรอบพริกไทยอ่อน อาหารจานเดียวที่ขายดีกว่าใคร เพราะได้ใจตรงหมูกรอบชิ้นโตเต็มปากเต็มคำ ผัดกับเส้นสุดนุ่มเคี้ยวลื่นคอ รสชาติกลมกล่อมแต่เด่นที่รสเผ็ดร้อนนิดๆ จากพริกไทยอ่อน ทำให้กินได้เรื่อยๆ ไม่รู้สึกเลี่ยน       ก๋วยเตี๋ยวผัดยำบก เส้นใหญ่ผัดกับหมูสับ เสิร์ฟพร้อมชุดเครื่องยำที่มีทั้งพริกขี้หนูซอย กระเทียมซอย ให้ลูกค้าตักคลุกเคล้าได้มากน้อยตามชอบ       หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ผัดพริกเหลืองโหระพา หอยแมลงภู่ตัวใหญ่เนื้อนุ่มหนึบ ปรุงรสเผ็ดร้อนและหอมกลิ่นโหระพาขึ้นจมูก       แซลมอนกวนน้ำปลา เปลี่ยนจากกุ้งแช่น้ำปลาเป็นแซลมอนเนื้อนุ่ม ราดน้ำปลาปรุงรสที่ผ่านการเคี่ยวจนเข้มข้นรสเค็มหวาน เมนูไฮไลท์นี้มีเฉพาะวันศุกร์,เสาร์และอาทิตย์ ไม่อยากพลาดควรสั่งจองล่วงหน้า       มาม่าจัดเต็ม (ชุดทะเล) มาม่าเส้นกลมในน้ำซุปต้มยำเข้มข้นที่ทางร้านปรุงใหม่ ไม่ได้ใช้เครื่องปรุงสำเร็จ ใส่พริกขี้หนูซอยเพิ่มรสจัดจ้านตามด้วยซีฟู้ดและไข่สดปลอดสารให้อิ่มกันแบบจุกๆ       ปิดท้ายด้วยขนมหวานราชปะแตน เค้กโบราณหาทานยาก เนื้อเค้กบัตเตอร์รสกาแฟด้านในมีลูกเกดเพิ่มเทกเจอร์หนึบหนับ ด้านบนโรยอัลมอนด์ให้เคี้ยวกรุบๆ สนุกลิ้น     อีกชิ้นขายดีคือบลูเบอร์รี่เลมอน เค้กบัตเตอร์เลมอนที่ซ่อนซอสบลูเบอร์รีไว้ด้านใน ท็อปปิงด้วยบลูเบอร์รี่สดลูกโต เมนูนี้ต้องจับคู่กับชาเย็นมิกซ์เบอร์รี รสเปรี้ยวอมหวาน ดื่มแล้วเข้ากันที่สุด       จบมื้อแล้วถ้ายังไม่อยากลุกไปไหนจะสั่งกาแฟเดอร์ตี้นั่งจิบเพลินๆ อีกสักแก้ว หรือเบื่อแล้วอยากลุกยืดเส้นยืดสายแนะนำให้ไปเดินเล่นแถวเสาชิงช้าที่อยู่ใกล้ๆ แวะถ่ายรูปสวยๆ เป็นที่ระลึกก่อนกลับบ้านก็ได้  

อาหารสัญชาติเปรูไม่ใช่อาหารที่หากินได้ทั่วไปในไทย และน่าประหลาดใจไม่น้อยที่เราสามารถตามหามันได้ในบ้านหลังเก่าแสนงดงามบน ถ.นครสวรรค์ “บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี” ยังคงโดดเด่นแม้จะผ่านร้อนผ่านหนาวมาเป็นเวลาร่วม 100 ปี ซึ่งทุกวันนี้กลายเป็นที่ตั้งของสำนักงาน BANGKOK 1899 และคาเฟ่ที่มีชื่อว่า Na Cafe ซึ่งพร้อมเสิร์ฟทั้งเครื่องดื่มชากาแฟและเมนูอาหารคาว       ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นร้านที่เสิร์ฟอาหารเปรู แต่ในเรื่องวัตถุดิบต่าง ๆ นั้นล้วนมาจากท้องถิ่นในประเทศไทย ต้องขอบคุณตำแหน่งที่ตั้งของประเทศที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรเหมือนกัน ทำให้วัตถุดิบในการประกอบอาหารหาได้ง่ายดายคล้ายคลึงต้นตำรับ นอกจากนี้อาหารเปรูยังมีเสน่ห์ที่ความหลากหลายของวัฒนธรรม ไม่ว่าจะมาจากการอพยพของคนหลากเชื้อชาติ หรือการเป็นหนึ่งในอาณานิคมของสเปน ทำให้อาหารเปรูมีกลิ่นอายจากหลากหลายตำรับอาหารผสมผสานอยู่         เมนูอาหารเรียกน้ำย่อยจานแรกมีชื่อว่า Ceviche ยำปลาดิบสไตล์เปรู ใช้ปลากระพงขาวสดแล่เป็นชิ้น เสิร์ฟพร้อมกับมันหวาน และน้ำมะนาว ความเป็นกรดทำให้เนื้อปลาสุกเล็กน้อย จานนี้เป็นหนึ่งในเมนูที่แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมการกินปลาดิบของชาวญี่ปุ่นที่อพยพไปตั้งรกรากในเปรูเมื่อนานมาแล้ว     จานถัดมาคือ Papa Rellena มันฝรั่งบดปั้นเป็นก้อน สอดไส้ด้วยเนื้อแล้วนำไปทอดจนด้านนอกกรอบ ราดด้วยซอสสูตรเด็ดตำรับเปรูที่ทำจากพริกเหลือง แม้แต่คนไม่ชอบเผ็ดก็กินได้สบาย ๆ เพราะใช้เฉพาะส่วนของเนื้อพริกให้ได้รสชาติและกลิ่นหอม ๆ เท่านั้น     สำหรับอาหารจานหลักเมนูแรก Pescado A Lo Macho เป็นซีฟู้ดที่จัดเต็มทั้งกุ้ง หมึก และปลา ผัดคลุกเคล้าในซอสซีฟู้ดสุดเข้มข้น แถมยังกลิ่นหอมและให้รสชาติเผ็ดนิด ๆ รับประทานพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ     แต่ถ้าอยากกินเมนูเส้น ต้องลอง Saltado Spaguetti ที่ดูเผิน ๆ แล้วเหมือนกับผัดหมี่ของจีน แต่ Saltado นี้เป็นอาหารดั้งเดิมยอดนิยมของเปรู ซึ่งมักจะประกอบไปด้วยเนื้อสัตว์ผัดเข้ากับหัวหอม มะเขือเทศ สามารถรับประทานคู่ได้กับข้าวสวย เฟรนช์ฟราย หรือจะเป็นเส้นสปาเกตตี้แบบที่ร้านนี้เสิร์ฟก็ได้เช่นกัน     เป็นอาหารอีกสัญชาติที่น่าจะถูกปากคนไทยได้ไม่ยาก

ชวนมาสัมผัสคาเฟ่บรรยากาศน่ารัก ย่านนวมินทร์ ที่จะทำให้คุณอบอุ่นหัวใจไปกับอาหารและเครื่องดื่มสไตล์โฮมเมด ด้วยรสมือคุณแม่วัยเกษียณที่มีใจรักในการทำอาหาร พร้อมต้อนรับนักชิมทุกท่านที่อยากแวะมาเติมพลังในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์     ตัวร้านรีโนเวทมาจากบ้านเก่า 2 ชั้น อายุราว 30 ปี โดยยังคงโครงสร้างเดิมเอาไว้ เพื่อเก็บกลิ่นอายของความโฮมมี่ สามารถเลือกนั่งได้ทั้งโซนห้องแอร์ที่ตกแต่งแบบเรียบง่ายสบายตา และโซน Outdoor ที่จะได้ความร่มรื่นจากต้นไม้น้อยใหญ่รอบๆ บริเวณบ้าน       ส่วนชั้น 2 ของบ้าน คุณกุ๊ก อำนวยศิลป์ (เจ้าของร้าน) จัดสรรพื้นที่ให้กับ คุณเกลียวยศ  ช่างภาพหนุ่มรุ่นน้องที่หลงใหลในกาแฟดริป ได้มีโอกาสเปิดหน้าร้าน ขันติโก สโลว์บาร์ บาร์กาแฟสุดเก๋า ที่ผสมผสานเสน่ห์ของบ้านเก่าและความดิบเท่ของสีดำไว้อย่างลงตัว เหมาะแก่การมานั่งทอดอารมณ์กับกาแฟแก้วโปรดเป็นที่สุด       เมนูแรก หมี่กะทิพุมเรียงกุ้งสด (125.-) ผัดหมี่ใต้หน้าตาคล้ายผัดไทย ราดด้วยซอสสูตรพิเศษที่ทำจากมะขามและกะทิ คลุกเคล้ากับเครื่องเคียงและกุ้งตัวโตเนื้อเด้ง ออกมาได้รสชาติเปรี้ยว หวานกลมกล่อม     ต่อด้วยคอมฟอร์ตฟู้ดอย่าง กะเพราหมูพริกเหลืองไข่เป็ดดาว (95.-) กะเพราสูตรเด็ดทำจากพริก 3 ชนิด คือ พริกขี้หนู พริกเหลือง และพริกแห้ง สามารถเลือกระดับความเผ็ดได้ ท็อปด้วยไข่เป็ดกรอบนอกฉ่ำใน อร่อยจัดจ้าน     ข้าวไก่ตุ๋นน้ำจิ้มซีฟู้ด (90.-) เมนูประจำครอบครัวที่หยิบเอาน่องไก่ชิ้นใหญ่มาราดน้ำซอสหวานหอม กินกับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ด จี๊ดจ๊าดถึงใจ     ต่อด้วย Brown Candy Latte Coffee (95-.) เมนูลาเต้รสนุ่มนวลที่ใช้ความหวานจากคาราเมลกรอบ สัมผัสกรุบๆ เคี้ยวเพลิน หรือจะเลือกเป็น Yuzu Coffee with Special Pop (120-.) กาแฟดำรสเข้มข้นผสานมากับความหอมหวานของน้ำส้มยูซุและน้ำส้มเขียวหวาน เพิ่มสัมผัสขณะรับประทานด้วย ไข่มุกป๊อปรสลิ้นจี่ ดื่มแล้วสดชื่น       ในส่วนของ Drip Coffee ขันติโก สโลว์บาร์ ใช้เมล็ด Single Origin ทั้งในไทยและต่างประเทศ อย่างแก้วนี้เราเลือกเป็น เมล็ดจากบราซิล กลิ่นหอมหวานคล้ายกับช็อกโกแลต    

ยินดีต้อนรับสู่ Home Culinary Studio ของเชฟฝีมือดี (และอารมณ์ดี) ที่หลายคนคุ้นหน้า “คุณแบงค์ เจตะสานนท์” หรือ “เชฟแบงค์-มาสเตอร์เชฟ” ที่ตั้งชื่อร้านตามชื่อลูกชายสุดรัก “น้องไทม์-ดวิณณ์”           ตัวร้านเป็นเรือนกระจกแยกออกจากตัวบ้านเพื่อความเป็นส่วนตัว ด้านในตกแต่งสไตล์ Cozy Industrial Loft เรียบ เท่ แต่อบอุ่น พร้อมไลท์ติ้งสวยๆ ให้อารมณ์แตกต่างทั้งในช่วงกลางวันและค่ำคืน เสิร์ฟอาหารสไตล์โฮมคุกกิ้งทั้งเอเชียและตะวันตกที่เชฟถนัด กับจำนวนโต๊ะเพียง 1 ตัวให้ทุกคนได้เห็นเชฟลงมือทำเมนูซิกเนเจอร์กันใกล้ๆ           เริ่มมื้อนี้ด้วย Chef’s secret garden สลัดผักและหอยเชล์โฮตาเตะตัวอวบจากฮอกไกโด ราดด้วยน้ำสลัด Balsamic Berries สูตรพิเศษที่เชฟทำจากเบอร์รี่หลายสายพันธุ์จากเชียงราย กินแล้วสดชื่น ต่อด้วย The Golden Fried Rice แม้ชื่อไทยคือข้าวผัดไข่ปูมหาชัย แต่เมื่อเห็นหน้าตาก็สร้างความประหลาดใจได้อีกขั้น ด้วยการนำข้าวผัดไข่ปูมาห่อด้วยไข่แล้วหั่นเป็นคำๆ ให้อารมณ์ญี่ปุ่นนิดๆ เคียงข้างด้วยซอสไข่เค็มลาวาทรงเครื่องรสเข้มข้น นัว และกลมกล่อม พร้อมด้วยปูนิ่มทอดกรอบไว้กินด้วยกัน         The one and Only –Thyme’s signature grand platter เชฟเล่าอย่างสนุกว่าเมนูนี้ใครมาก็กล่อมให้ลองชิม เพราะนี่คือ Surf&Turf สุดอลังการอันเป็นไฮไลต์ เนื้อออสเตรเลี่ยนวากิวโทมาฮอว์ก ซูวีดหลายชั่วโมงจนนุ่มฉ่ำ มาพร้อมเหล่าทะเลไซส์คัดสรร ทั้งกุ้ง ปลาหมึก ปู ผัดในซอส Red Hot Signature (ที่เชฟเล่าว่ามีส่วนผสมเกือบ 30 ชนิด) ทั้งหมดกินคู่กับเกลือสโมค เกลือหิมาลายัน เกลือหินลาวา และดอกเกลือแม่กลอง หรือจะลองจับคู่กับซอส Red Wine Reductiong , Chimichurri หรือจะลองซีฟู้ดรสจัดจ้าน และน้ำจิ้มแจ่วแบบไทยก็เสริมรสกันดี         ปิดท้ายด้วยของหวาน Mix them all and make it thai มองแล้วเดาไม่ถูกว่านี่คือ “รวมมิตร” ขนมไทยที่เชฟแยกข้าวโพดมาทำเป็นพานนาคอตต้า ซอสขนุนหอมๆ และไอศกรีมใบเตย พร้อมด้วยครัมเบิลกรุบกรอบ ละมุนชื่นใจมาก เช่นเดียวกับ d.c. memoir แอปเปิลครัมเบิลแนวใหม่ เข้ากับไอศกรีม Cheesy Banana โฮมเมดอย่างที่สุด    

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าในเขตของกรุงเทพมหานครจะยังมีพื้นที่สวนผักผลไม้ริมคลองซ่อนอยู่ ชื่อของ “ภูมิใจการ์เด้น” นั้นเป็นความภาคภูมิใจสมชื่อจากน้ำพักน้ำแรงของคุณพรทิพย์ เทียนทรัพย์ ผู้พลิกฟื้นที่ดินสวนเก่าของตระกูลให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง พร้อมกับเปิดต้อนรับให้คนเข้ามาเยือนด้วยห้องรับแขกของสวนที่มีชื่อว่า Natura Cafe       บรรดาต้นไม้พันธุ์พื้นเมืองกว่า 100 ชนิดในพื้นที่ราว 7 ไร่นี้กลายเป็นแหล่งวัตถุดิบชั้นดีในการสร้างสรรค์เมนูอาหาร ขนมหวาน และเครื่องดื่มของร้าน ไม่ว่าจะเป็นตะลิงปลิง ใบชะพลู มะเฟือง ส้มซ่า ต้นขี้เหล็ก ต้นทองหลาง และอื่น ๆ อีกมากมายที่คุณพรทิพย์บอกว่า “ปลูกครั้งเดียวกินได้ตลอดชีวิต”       ตะลิงปลิงดูจะเป็นพระเอกของสวนแห่งนี้ เพราะปรากฏกายให้เห็นในหลาย ๆ เมนูของร้าน เช่น น้ำตะลิงปลิง ที่ได้ความหวานจากการแช่อิ่มนำมาผสมเข้ากับเนื้อตะลิงปลิงปั่น เหมาะสำหรับการจิบคลายร้อนด้วยรสชาติที่หวานสดชื่น รวมถึงเมนู เค้กตะลิงปลิง ถึงจะออกรสเปรี้ยวกว่าแต่ก็คอยตัดความเลี่ยนของเนื้อเค้กครีมได้ดีทีเดียว       อีกเมนูไฮไลต์คือ เมี่ยง ที่มาพร้อมใบชะพลูและใบทองหลางสำหรับห่อ เสริมความเปรี้ยวด้วยตะลิงปลิง แต่ถ้าช่วงไหนที่ตะลิงปลิงหมดทางร้านจะเปลี่ยนเป็นมะเฟืองแทนเพราะให้รสเปรี้ยวได้เหมือนกัน เข้ากับไส้เมี่ยงรสกลมกล่อมที่ทำจากมะพร้าว กุ้งแห้ง ส้มซ่า หัวหอม ขิง และถั่วลิสง     อีกหนึ่งต้นไม้ไฮไลต์ของสวนคือต้นทองหลาง ที่นอกจากจะนำมาห่อในเมนูเมี่ยงแล้ว ยังนำมาประยุกต์ใหม่เป็นเมนู ใบทองหลางผัดไข่ ที่ให้รสชาติใกล้เคียงกับเมนูอาหารใต้อย่างใบเหลียงผัดไข่ นั่นเอง     ถ้าสังเกตรอบ ๆ จะเห็นเลยว่าทั่วพื้นที่สวนแห่งนี้ปลูกต้นชะพลูไว้เยอะมาก นอกจากจะช่วยประดับประดาเพิ่มสีเขียวชอุ่มแล้ว ยังเป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญในเมนูต่อมาด้วยคือ แกงปูใบชะพลู กินกับข้าวสวยได้รสชาติสมุนไพรจากน้ำพริกแกงคั่วในน้ำกะทิเข้มข้น เข้ากับวัตถุดิบสด ๆ ทั้งส่วนของเนื้อปูและใบชะพลู ส่วนอีกเมนูที่ใช้น้ำพริกแกงคั่วแบบเดียวกันคือ แกงขี้เหล็กหมูย่าง ที่รสชาติไม่ขมรับประทานง่ายแถมยังได้หมูย่างเนื้อนุ่มมาเสริมทัพความอร่อย       นอกจากนี้ที่ร้านยังมีเมนูอาหารไทยคลาสสิคประจำบ้านอย่าง ไข่พะโล้โบราณ ที่ใช้กรรมวิธีดั้งเดิมในการต้มจนได้ไข่ขาวสัมผัสกรอบนอก รวมถึง มัสมั่นไก่ ที่ได้รสชาติเครื่องเทศเต็มคำ       และที่สำคัญ คาเฟ่ยังมีโซนริมคลองให้ไปนั่งรับลมชิลล์ ๆ อีกด้วย เป็นโอเอซิสเล็ก ๆ ของกรุงเทพฯ ชวนให้ผ่อนคลายด้วยอาหารท้อง อาหารตา และอาหารใจ  

‘เขียง’ อุปกรณ์เตรียมอาหารที่ทุกครัวเรือนต้องมี ถูกเลือกมาเป็นชื่อร้านอาหารจานไทยด่วน รสจัดจ้าน ถึงเครื่อง ถึงใจอย่าง “เขียง บาย ตำมั่ว” ในเครือ ZEN เสน่ห์ของร้านแห่งนี้คือเสิร์ฟเมนูไทยสตรีทฟู้ดส์เรียบง่าย กินอร่อย ที่รังสรรค์จากวัตถุดิบคุณภาพ อาทิ อาหารทะเลที่ได้จากแหล่งซีฟู้ดชั้นเลิศ ไก่เบญจา เนื้อไก่ระดับพรีเมียม และข้าวหอมมะลิจากบ้านสำราญ ทุ่งกุลาร้องไห้ จังหวัดร้อยเอ็ด อันเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การปลูกข้าว เนื่องจากมีดินดี ทำให้ข้าวหอมมะลิที่นี่มีเมล็ดเรียวยาว นุ่ม และให้กลิ่นหอม     ด้วยคอนเซ็ปต์เสิร์ฟอาหารไทยตามสั่งที่คุ้ยเคย เข้าใจง่าย และราคาที่ไม่แพง ทำให้ปัจจุบันร้านเขียง บาย ตำมั่ว เติบโตจนสามารถขยายสาขาไปมากกว่า 80 แห่งทั่วประเทศ ทั้งตั้งอยู่ในปั้มน้ำมัน สถานีรถไฟฟ้า รวมไปถึงห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่างๆ อาทิ สาขา Gaysorn Village (Bts ชิดลม) บริเวณชั้น B ที่เราแวะมาในครั้งนี้     อันดับแรกเอาใจแฟนคลับซีฟู้ดกับเมนู ข้าวกะเพราโคตรเจ้าสมุทร (150 บาท) กะเพราปลาหมึกชิ้นโตเนื้อหนึบหนับ และกุ้งเนื้อหวานไซส์บิ๊กเบิ้ม รสเผ็ดดุดัน กินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยถูกใจ     ข้าวกะเพรากุ้งแม่น้ำ (250 บาท) จานนี้เราชอบมาก กุ้งแม่น้ำเนื้อสดเด้ง จากแหล่งอาหารทะเลคุณภาพ คลุกเคล้ากับซอสกะเพราเข้มข้นรสเผ็ดร้อน ราดข้าวสวยสุดอิ่มเอม     สายเนื้อต้องเลิฟ ข้าวกะเพราเนื้อออสเตรเลีย (220 บาท) เนื้อคุณภาพสัญชาติออสเตรเลีย สัมผัสนุ่มชุ่มฉ่ำ หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ผัดพร้อมใบกะเพรา ปรุงรสให้จัดจ้าน     หรือจะลอง ข้าวไก่ซุปเปอร์ผัดพริกเผา (ไก่เบญจา) (120 บาท) ไก่เบญจาคุณภาพ ที่เลี้ยงด้วยข้าวกล้องคัดพิเศษ ทำให้ได้เนื้อที่นุ่มและแน่น ได้รสหวานกลมกล่อมจากพริกเผา แกมเผ็ดเล็กๆ อย่าลืมสั่ง ข้าวไข่ข้นปู (250 บาท) รสนุ่มนวล อร่อยถูกใจ เนื้อปูชิ้นใหญ่ๆ รสหวาน เข้ากันดีกับไข่ข้นกินอร่อย    

ชวนมาสัมผัสความอร่อยของอาหารสไตล์ Modern European ที่ Bundle of Joy Bangkok ร้านลับสุดน่ารักในโครงการ Bambini Villa สุขุมวิท 26 ซึ่งโดดเด่นด้วยการใช้วัตถุดิบพรีเมียมที่สลับเปลี่ยนไปตามฤดูกาล มารังสรรค์เป็นเมนูรสชาติเยี่ยมให้เหล่านักชิมได้ลิ้มลอง     ภายในร้านเลือกใช้โทนสีครีมเรียบง่าย สบายตา เข้ากับเฟอร์นิเจอร์ไม้สีน้ำตาลอ่อนที่ทางร้านคัดสรรมาอย่างดี เสริมความอบอุ่นด้วยแสงธรรมชาติที่ส่องผ่านหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้บรรยากาศสไตล์โฮมมี่ เสมือนนั่งกินอาหารที่บ้าน       นอกจากโซนรับประทานอาหารแล้วยังมีโซน Grocery สำหรับขายวัตถุดิบคุณภาพดีทั้งในไทยและต่างประเทศ สามารถมาเลือกช้อปกันได้แบบจุใจ       เริ่มมื้ออร่อยด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยอย่าง Foie-rayaki Caviar (800.-) ฟัวกราส์รสละมุนชิ้นพอดีคำท็อปด้วยคาเวียร์ เสิร์ฟมาในแป้งโดรายากิหอมนุ่ม อร่อยลงตัว     ต่อมาเป็น Potato Millefeuille (450.-) มันฝรั่งสไลซ์เรียงมาเป็นชั้นสวยงาม ที่ใช้เวลาอบนานถึง 5 ชั่วโมงก่อนจะนำไปทอดจนเหลืองกรอบ รสชาติเค็มมันกินเพลิน     ต่อด้วย Hotaru ika and Uni lingunie (450.-) เมนูพาสต้าสุดพิเศษที่ 1 ปีอาจจะมีให้กินสักครั้งด้วยความพิเศษของหมึกโฮตารุที่จะมีเฉพาะในฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่น มาพร้อมกับอูนิ คลุกเคล้าเข้าด้วยกันได้รสชาติหอมมัน กลมกล่อม     ใครเป็นสายเนื้อเราแนะนำ Orzo Wagyu Beef Cheek (450.-) เนื้อแก้มวัวตุ๋น หอมมันเสิร์ฟมาบนพาสต้าเมล็ดข้าวผัดครีมซอส ท็อปด้วยทรัฟเฟิลหอมกรุ่น     Whole Kinmedai Nduja Rice (2400.-) จานนี้มีพระเอกเป็นปลาคิมเมได หรือสุดยอดปลาญี่ปุ่นที่นำไปย่างถ่านออกมาได้เนื้อสุกกำลังดี กินพร้อมกับข้าวอบสเปนและหมึกโฮตารุ     ตบท้ายด้วย Flourless Chocolate Cakes เค้กช็อกโกแลตไร้แป้งหวานกำลังดี เสิร์ฟพร้อมครีมที่นำไปตีจนได้สัมผัสคล้ายไอศกรีม รสชาติเข้มข้น ถูกใจช็อกโกแลตเลิฟเวอร์แน่นอน  

Casa Pasta ซอยสุขุมวิท 101/1 หรือ ซอยวชิรธรรมสาธิต 9 ร้านอิตาเลียนเล็กๆ ที่ให้อารมณ์ร้านใกล้บ้านบรรยากาศอบอุ่นมากินพร้อมกับครอบครัวได้บ่อยๆ อาหารอร่อยที่เราคุ้นเคยดีด้วยฝีมือของเชฟที่มีประสบการณ์กว่า 15 ปี จากร้านอาหารอิตาเลียนชั้นนำ ที่อยากทำร้านอาหารอิตาเลียนดีๆ ในราคาที่ไม่แพง       ด้วยประสบการณ์ของเชฟ และการเลือกใช้วัตถุดิบนำเข้าคุณภาพดีจากอิตาลี และการปรุงที่สดใหม่ ที่นี่เสิร์ฟอาหารสไตล์อิตาเลียนดั้งเดิม ทำแป้งพาสตาและพิซซาเอง โดยมีพาสตาเส้นสด 4 แบบให้เลือก       เมนูที่ห้ามพลาดคือ Fresh Homemade Black Spaghetti Seafood White Wine (290 บาท) จานขายดีของทางร้าน สปาเก็ตตี้เส้นสดผสมหมึกดำ เส้นนุ่มหนึบทำใหม่สดทุกเช้า ผัดกับน้ำมันมะกอกและซีฟู้ดแบบเต็มๆ ใส่ไวน์ขาว ให้กลิ่นหอมชวนกิน     ส่วนจานสลัดที่น่าลองคือ Casa Salad (260 บาท) สลัดสูตรพิเศษที่นำเห็ด 3 ชนิด แฮม ซาลามี และถั่ววอลนัต มาผัดกับน้ำมันมะกอก ใส่สมุนไพรอย่างโรสแมรีทำให้มีกลิ่นหอมน่ากิน ราดบนสลัดผักสดๆ เติมรสเข้มข้นด้วยบัลซามิกเดรสซิ่ง     ร้านนี้พิซซาก็เด็ด ที่ควรสั่งคือ Pizza Halfmoon (340 บาท) พิซซาหน้าปิด แป้งพับครึ่งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว พิซซาแป้งบางภายในอัดแน่นไปด้วยแฮม เห็ด ชีสมาสคาร์โปน และชีสมอซซาเรลลา นัวๆ นุ่มๆ หอมกลิ่นน้ำมันทรัฟเฟิล     ส่วนใครที่ชอบซีฟู้ดลองสั่ง Pizza Black Ocean (380 บาท) พิซซาแป้งบางกรอบสไตล์อิตาเลียน ผสมน้ำหมึกจากปลาหมึกให้แป้งเป็นสีดำสนิท มีกลิ่นหอมของทะเล ราดซอสมะเขือเทศสูตรเฉพาะ และซอสเพสโตสีเขียวเข้มกลิ่นหอม กับเครื่องซีฟู้ดแบบเต็มๆ ถาด     มาถึงอาหารจานหลักเราชอบเมนู Fish in the bag (390 บาท) เมนูสุดเฮลตี้ที่นำปลากะพงมาย่าง แล้วห่อด้วยกระดาษไข อบพร้อมกับน้ำมันมะกอก สมุนไพร และผักต่างๆ ยกมาเสิร์ฟและตัดห่อกระดาษที่โต๊ะ ได้กลิ่นหอมฟุ้งกระจาย เนื้อปลาที่อบในกระดาษเนื้อนุ่ม หวานและหอม     อีกจานคือ Baked Sea Bass in Salt Crust (470 บาท) เมนูสำหรับครอบครัว ปลากะพงขนาดพอดีพอกด้วยเกลือทะเล นำไปอบจนเนื้อสุกนุ่ม หนังร่อน พนักงานจะมาเคาะเกลือออกที่โต๊ะ เผยให้เห็นเนื้อปลาหวานนุ่มไร้ก้าง จานนี้รออบประมาณ 20 นาที แต่ก็คุ้มค่ากับการรอคอย       เป็นร้านบรรยากาศสบาย เสิร์ฟเมนูอร่อยที่คุ้นเคยเหมาะกับทุกคนในครอบครัว   Special Menu หากไม่อยากนั่งที่ร้านก็มีเมนูอร่อยเหมาะกับซื้อกลับบ้านอย่าง Ready to eat เป็นเมนูอบชีสอย่างเช่น ลาซานญ่าหมู ผักโขมอบชีส มะเขือม่วงอบชีส และกราแตงแฮมเห็ด ใส่ถ้วยฟอลย์ขนาดพอดี อุ่นในไมโครเวฟได้ หรือเข้าเตาอบก็อร่อย เก็บไว้ได้นาน 5 วัน หรือในฟรีซได้เป็นเดือน     อีกตัวเลือกให้ #อร่อยฟินเหมือนกินที่ร้าน คือ DIY Italian dish เชฟจะจัดเซตพาสต้าเส้นสดอย่างเฟตตูชินี กับซอสโบโลเนส หรือซอสอาราเบียตต้า ให้เราได้ไปลวกเส้นและอุ่นซอสเอง ทำตามขั้นตอนง่ายๆ ข้างซอง ก็อร่อยร้อนๆเหมือนกินที่ร้านแล้ว     ช่องทางการสั่งซื้อ :  Line @casapasta เดลิเวอรี Lineman, Grab, Robinhood, Gojek

The Karaked (เดอะ การะเกด) ร้านอาหารไทยคอมฟอร์ตฟู้ดของ “คุณเจลลี่ - นันจนา สุขสดมภ์” ที่เริ่มต้นจากการจำหน่ายอาหารทางโลกออนไลน์จนประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม จึงตัดสินใจเปิดร้าน และขยายกิจการกระทั่งปัจจุบันมี 3 สาขา นั่นคือ สุขุมวิท 36 สยามสแควร์วัน และเซ็นทรัลเวิลด์ บริเวณชั้น 7 ที่จัดป๊อปอัพสโตร์ (Pop-up Store) และ G&C มีโอกาสแวะมาชิมในครั้งนี้     จุดเด่นของร้าน The Karaked คือเสิร์ฟอาหารไทยรสเด็ด ประเภทคอมฟอร์ตฟู้ดที่เข้าถึงง่าย อาทิ ข้าวไข่ข้น ยำรสแซ่บ ผัดมาม่า หมูทอด ทั้งยังมีขนมหวานที่มาในคอนเซ็ปต์เรียบง่ายเช่นกัน  ได้แก่ เค้กฝอยทองลาวา ขนมเปี๊ยะไข่เค็มลาวา ซึ่งทุกเมนูรังสรรค์จากวัตถุดิบคุณภาพ ผ่านกรรมวิธีตามสูตรลับฉบับของคุณเจลลี่ และที่สำคัญคือจำหน่ายในราคาที่ไม่สูง ทุกคนสามารถจับต้องได้     เรียกน้ำย่อยกันด้วย ยำหมูยอไข่แดงเค็ม (190 บาท) หมูยอคุณภาพชิ้นพอดีคำ ไข่แดงเค็มมันและเส้นบุกกรุบๆ คลุกเคล้ากับน้ำยำรสเปรี้ยวกลมกล่อม เผ็ดกำลังดี ได้รสเค็มนัวจากน้ำปลาร้าอีกด้วย     ต่อกันที่เมนูซิกเนเจอร์อย่าง ผัดมาม่ากุ้งไข่กุ้งล้น  (190 บาท) เส้นมาม่าสุกกำลังดี ผัดพร้อมกุ้งตัวโตเนื้อหวาน และซอสสูตรพิเศษของทางร้าน รสเค็มละมุน เสิร์ฟพร้อมไข่กุ้งกรุบกรับปริมาณมหาศาลกินเพลิน     เอาใจคนรักเนื้อกับ ข้าวหน้าเนื้อย่างไข่ดอง (240 บาท) เนื้อริบอายชั้นดีสัญชาติออสเตรเลีย ความสุกระดับมีเดียมแรร์ ให้สัมผัสนุ่มชุ่มฉ่ำ กินคู่กับไข่ดองฟินๆ และน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ด ต้มยำหมูสับ (180 บาท) หนึ่งในเมนูดาวเด่นของร้าน หมูสับกินเพลินอยู่ในน้ำแกงต้มยำรสนุ่มนวล เผ็ดกำลังดี       ล้างปากด้วยขนมหวานขายดีประจำร้าน ขนมเปี๊ยะไข่เค็มลาวา (250 บาท) แป้งเปี๊ยะนุ่มๆ สอดไส้ไข่เค็มลาวาเยิ้มๆ รสหวานมันกำลังดี  แซนด์วิชโบราณ (100 บาท) ขนมปังเนื้อนุ่ม กัดพร้อมหมูหยองคัดสรรพิเศษ โบโลน่า และน้ำสลัดสูตรลับ รสไม่หวานจัด กินแล้วไม่เลี่ยนแต่อย่างใด       เค้กภูเขาเยิ้มช็อกโกแลต (320 บาท) เค้กช็อกโกแลตเนื้อฟองน้ำนุ่มๆ ราดด้วยซอสช็อกโกแลตรสเข้มพอเหมาะ โรยผงโกโก้คุณภาพ เค้กภูเขาเยิ้มนมฮอกไกโด (320 บาท) ซอสนมฮอกไกโดรสหวานครีมมี มีส่วนผสมของคุกกี้โอริโอ ไปด้วยกันได้ดีกับเค้กช็อกโกแลตเนื้อฟู    

“อลัง ดูคาส” เชฟชาวฝรั่งเศสชื่อดังระดับตำนาน เจ้าของรางวัลมากที่สุดคนหนึ่งของโลก และเป็นอาจารย์เชฟผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่เชฟระดับมิชลินสตาร์มากมาย ร้านของเขาที่มีสาขาอยู่ทั่วโลกต่างได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ที่ถือเป็นรางวัลอันมีเกียรติที่เชฟต่างหมายปอง       Blue by Alain Ducasse ร้านอาหารสไตล์ร่วมสมัยตั้งอยู่ในโซนไอคอนลักซ์ ไอคอนสยาม เป็นร้านอาหารแห่งแรกในประเทศไทยที่บริหารงานโดย อลัง ดูคาส ที่นี่เสิร์ฟอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัยที่ผสมผสานทั้งตำรับคลาสสิค และสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว จนเมื่อเร็วๆ นี้ได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลินไปได้ตามความคาดหมาย       เมื่อก้าวเข้าสู่ร้านจะพบบริเวณต้อนรับ ตามด้วยเลานจ์ที่ประดับด้วยโคมไฟทำจากไม้วอลนัต และทองเหลืองที่ได้แรงบันดาลใจจากสวนสไตล์ฝรั่งเศสในพระราชวังแวร์ซาย ส่วนบริเวณรับประทานอาหารโดดเด่นด้วยโคมระย้าประดับด้วยผ้าอัดพลีตสีครีม ผนังสีน้ำเงินเป็นเอกลักษณ์ตามชื่อร้าน พร้อมหน้าต่างกระจกบานใหญ่สูงจากพื้นจรดเพดานเปิดรับวิวสวยๆ ของแม่น้ำเจ้าพระยา     สาขาประเทศไทยนี้ได้ เชฟวิลฟริด ฮ็อคเกต เอ็กเซกคิวทีฟเชฟผู้มีประสบการณ์กว่า 20 ปี ทำงานในร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์มาแล้วมากมาย รวมทั้งร้านดังอย่าง ‘Le Louis XV by Alain Ducasse’ ร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ 3 ดวง ที่โรงแรม Hotel de Paris Monte Carlo     อาหารของที่นี่เสิร์ฟทั้งเมนูตามสั่งแบบอะลาคาร์ท แต่ถ้าอยากได้รับประสบการณ์ความอร่อยเต็มรูปแบบ แนะนำให้สั่ง Blue Experience ที่มีให้เลือกทั้งแบบ 5 คอร์ส และ 7 คอร์ส เริ่มจาก amuse-bouche คำเล็กคำน้อยที่เสิร์ฟมาสวยงามน่ากิน อาทิ แตงกวาม้วนกับซอสสีเขียวท๊อปด้วยครีมอะโวคาโด ครอสตินี่ฟัวกราส์เทอร์รีน และพาร์เมซานแครกเกอร์รสเค็มมัน       คอร์สแรก Blue crab and gold caviar จานซิกเนเจอร์ของร้านที่มีเสิร์ฟทุกสาขาทั่วโลก เป็นคอนซอมเม่ปูรสหวานที่ทำเป็นเจล โรยแครปพาวเดอร์ปูป่นให้กลิ่นหอมและรสปูที่ชัดเจน ข้างในเป็นเนื้อปูม้าหวานๆ ด้านบนมีคาร์เวียร์เม็ดใหญ่กินแล้วเค็มมัน     Pan-seared duck foie gras, beet and tamarind ฟัวกราส์ที่ใช้ตับเป็ดจากบ้านเกิดของเชฟอลัง  ฟัวกราสย่างมาอย่างดี เสริมรสด้วยซอสสีชมพูม่วงทำจากบีทรูทและน้ำมะขามเปียก ให้รสเปรี้ยวอมหวาน มีรสเปรี้ยวจากบีทรูทดองสไลด์บางๆ โรยเม็ดธัญพืช Amaranth grain กรุบกรอบ     “Upside down” aged comté cheese soufflé ชีสซูเฟ่ต์ กลิ่นหอมและรสเข้มข้นจากชีส 3 ชนิด ไส้ทำจากเห็ดชานเทอเรล (Chanterelles) ราดซอสเนื้อนุ่มฟูเบาหอมกลิ่นทรัฟเฟิล กินแล้วได้รสของเห็ดและชีสอุ่นอยู่ในปาก น่าประทับใจ     Steamed line-caught sea bass with seaweed, turnips ปลากะพงจากแคว้นบริตานี ฝรั่งเศส เนื้อแน่น เด้งและนุ่มกว่าปลากะพงบ้านเรา นำมาหมักกับสาหร่ายคอมบูแล้วนึ่ง ปลาเนื้อสีขาวนวลเสิร์ฟพร้อมซอสสีเขียวที่ทำจากพาร์สลีย์และสาหร่าย ให้กลิ่นสดชื่นจากทะเล ซอสสีขาวมีรสเค็มจากมิโสะ เป็นจานที่มีสีสันเรียบง่ายแต่มีรสชาติหลายมิติ     Wagyu beef, chicory in the fireplace เนื้อวัววากิวจากเรนเจอร์วาเลย์ (Ranger Valley) ประเทศออสเตรเลีย เนื้อย่างมาแบบสุกปานกลางพอดี นุ่มและมีกลิ่นหอม เสิร์ฟพร้อมกับใบชิโครีรสขมซ่อนเนื้อตุ๋นไว้ข้างใน ซอสรสเข้มออกเค็มทำจากเนื้อและทรัฟเฟิลดำ     หลักจากจานหลักรสหนักๆ แล้ว ตามมาด้วย Passion fruit, mint and lavender, almond foaming เป็นผลไม้รสเปรี้ยวที่มีวนิลาเจลลี่ เสาวรสเชอเบทเย็นชื่นใจ อัลมอนด์โฟมอิลมันชั่นสีขาวกลิ่นหอม ได้รสละมุนเบาของลาเวนเดอร์ เป็นจานล้างปากที่ตัดรสเลี่ยนจากคอร์สก่อนหน้าได้เป็นอย่างดีจนเราต้องยกนิ้วให้     สุดท้ายคือ Chocolate from our manufacture in Paris, cocoa nib ice cream ที่ใช้ช็อกโกแลตที่ผลิตเองของเชฟอลัง ช็อกโกแลตทาร์ตที่ได้รสเข้มข้นของโกโก้ โรยโกโก้นิฟกรุบกรอบ ได้รสขมและหวานน้อยๆ     ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายของคนชอบรับประทานอาหารแบบไฟน์ไดนิ่ง   อ่านเพิ่มเติม : Blue by Alain Ducasse ขนมอร่อยที่ร้านของเชฟอลัง ดูคาส @ไอคอนสยาม

แหนมเนือง เฝอ ก๋วยจั๊บญวน เป็นชื่ออาหารเวียดนามที่คนไทยคุ้นหู แต่อันที่จริงแล้ววัฒนธรรมอาหารเวียดนามก็มีความประณีตไม่ได้น้อยหน้าอาหารชาติใด ๆ เช่นกัน เพราะตามประวัติศาสตร์แล้ว เวียดนามก็เคยปกครองโดยราชวงศ์มาก่อน แต่เมื่อก้าวสู่ระบอบการปกครองคอมมิวนิสต์ ตำรับตำราอาหารราชสำนักจึงค่อย ๆ รางเลือนไปจากความทรงจำของคนเวียดนามเอง จนเหลือแค่เพียงอาหารชนชั้นกรรมาชีพ ที่เน้นความเรียบง่าย ให้สารอาหารเยอะ       Thuyen (เถวี่ยน) เป็นร้านอาหารเวียดนามในกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ในซอยปรีดีพนมยงค์ 37 ที่เลือกหยิบเอาอาหารเวียดนามตำรับราชสำนักมานำเสนอให้คนไทยได้รู้จัก ผ่านการนำเสนอที่ทันสมัยและยังคงความซับซ้อนในการกินไว้อย่างเต็มเปี่ยม       เริ่มต้นด้วยเมนูยอดนิยม หอยเชลล์ย่างสไตล์เวียดนาม ที่ร้านเลือกใช้หอยเชลล์จากฮอกไกโด ย่างแล้วปรุงรสด้วยขมิ้นและถั่วได้รสชาติกลมกล่อมแบบไม่ต้องพึ่งน้ำจิ้ม แต่ถ้าอยากได้รสชาติจี๊ดจ๊าดทางร้านก็มีน้ำจิ้มซีฟู้ดเสิร์ฟมาให้พร้อมกัน     ต่อด้วย แหนมเนือง จัดเป็นคำมาอย่างสวยงามทั้งแผ่นแป้ง ผักสด หมูยอโฮมเมด และเครื่องเคียงครบครัน จุดเด่นอยู่ที่น้ำจิ้มแหนมเนืองสูตรพิเศษที่ได้รสชาติหวานอมเปรี้ยวและเผ็ดจากพริกอย่างลงตัว       จากนั้นเป็นเมนู บุ่นจ๋า เซ็ตใหญ่ประกอบไปด้วยเนื้อหมูบดปั้นเป็นก้อน หมูสามชั้นย่าง ปอเปี๊ยะทอด เส้นขนมจีน ผักสด พริก กระเทียม มะนาว เสิร์ฟพร้อมน้ำซุปร้อน ๆ ใส่มะละกอดิบชิ้นเล็ก ๆ วิธีกินเมนูนี้ต้องใส่ส่วนประกอบทุกอย่างลงไปในถ้วยน้ำซุป โดยใส่เนื้อหมูบดก้อนลงไปก่อนเพื่อให้น้ำหมักซึมไปกับน้ำซุป ตามด้วยส่วนที่เหลือลงไปให้ครบแล้วกินคล้ายก๋วยเตี๋ยวน้ำ     ต่อมาเป็นเมนู จ่า ก๋า ลา หว่อง ปลากะพงคลุกเคล้าสมุนไพรนานาชนิดเสิร์ฟมาในกระทะร้อนสำหรับผัด เมื่อผัดเสร็จเรียบร้อยก็นำเนื้อปลาที่ได้มาใส่ในชามขนมจีน ปรุงรสชาติด้วยซอสเปรี้ยวหวาน กะปิ พริก และมะนาว คลุกเคล้าจนเข้ากัน ได้รสและกลิ่นสมุนไพรเต็มปากเต็มคำ       ส่วนเมนูยำที่เป็นเมนูเด็ดของร้านต้องยกให้กับ ยำหัวปลี รสชาติกลมกล่อมมาพร้อมกุ้งตัวโต ๆ กินเล่นได้เพลิน ๆ คลุกเคล้าน้ำยำรสเปรี้ยวหวานที่เป็นดั่งหัวใจสำคัญของอาหารเวียดนาม     และที่ขาดไม่ได้สำหรับเครื่องดื่มก็คือ กาแฟเวียดนาม ที่มีให้เลือกทั้งร้อนและเย็น โดยแบบร้อนนั้นเสิร์ฟมาในอุปกรณ์ดริปตามแบบฉบับกาแฟเวียดนามท้องถิ่นแท้ ๆ       นับเป็นประสบการณ์ลิ้มลองอาหารเวียดนามที่เปี่ยมด้วยความซับซ้อนแต่ก็มาพร้อมอรรถรสที่แตกต่างจากอาหารเวียดนามที่คุ้นเคยได้อย่างน่าประทับใจ แถมยังมาพร้อมบริการเดลิเวอร์รี่ให้อิ่มอร่อยได้ที่บ้านเช่นกัน

“Mister Lobster” ร้านล็อบสเตอร์โรลสูตรดั้งเดิมจากประเทศสหรัฐอมเริกาซึ่งมีความพิเศษคือล็อบสเตอร์ทุกตัวนำเข้าจากรัฐเมนที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของดินแดนเสรีภาพและขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งกุ้งล็อบสเตอร์เนื้อสดหวานที่สุดในโลก ทางร้านรังสรรค์ ‘Lobster Roll’ เป็นเมนูซิกเนเจอร์ซึ่งมีด้วยกัน 3 รส ได้แก่ รสออริจินอล เสิร์ฟพร้อมกับเลมอนออร์แกนิก รสสลัด และรสเห็ดทรัฟเฟิล ให้คุณเลือกฟินได้ตามใจชอบ       นอกจากล็อบสเตอร์แล้วที่ร้านยังมีวัตถุดิบคุณภาพมากมาย พร้อมครีเอทเป็นเมนูรสชาติดี อาทิ กุ้งทะเลเนื้อเด้ง ปูเนื้อหวาน แซลมอนจากประเทศนอร์เวย์ สุดยอดเนื้อวากิวอย่าง ทาจิมะวากิวที่นำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย เนื้อพรีเมียมจากประเทศนิวซีแลนด์ และสะโพกไก่ ไม่ว่าเป็นสายซีฟู้ด สายเนื้อ ก็เลือกอร่อยได้อย่างเต็มที่ ใครอยากลิ้มลองเราขอเชิญที่ห้งสรรพสินค้า CentralPlaza Lardprao’ ชั้น G เลยจ้า     ไปถึงแล้วห้ามพลาดเมนูดาวเด่นอย่าง Lobster Roll รสออริจินอล ขนมปังโฮมเมดเนื้อนุ่ม ย่างจนหอม กัดพร้อมล็อบสเตอร์เนื้อแน่น สดหวานสัญชาติอเมริกัน ราดซอสครีมสลัดรสเปรี้ยวละมุน     Lobster Roll รสเห็ดทรัฟเฟิล ก็ดีงาม ล็อบสเตอร์คุณภาพเนื้อแน่นๆ เข้ากันดีกับขนมปังทำเอง และทรัฟเฟิลสดหอมฟุ้ง ส่วนใครที่อยากชิมโรลอื่นๆ ที่ร้านก็มี เช่น Salmon Roll แซลมอนคุณภาพจากประเทศนอร์เวย์ ปรุงอย่างดีทำให้เนื้อยังคงความฉ่ำใน ไปด้วยกันได้ดีกับขนมปังโรล       สาวกปูต้องเลิฟ Crab Roll ขนมปังโรลโฮมเมดสอดไส้เนื้อปูรสหวานปริมาณมหาศาล ใส่ซอสพริกศรีราชารสเปรี้ยวเผ็ด เข้ากันดี และ Shrimp Roll แซนด์วิชไส้กุ้งทะเลเนื้อเด้ง  บีบน้ำเลมอนสักเล็กน้อยอร่อยเลย แต่สำหรับใครที่เลือกไม่ได้เราแนะนำ Mister Lobster Trio ให้คุณเลือกอร่อยไปกับโรล 3 ไส้แน่นๆ ทั้งล็อบสเตอร์ ปู และกุ้ง เรียกได้ว่าอิ่มเอมกันสุดๆ          นอกจากนั้นยังมีเมนูน่าลิ้มลองอย่าง Wagyu Steak ที่ใช้เนื้อวากิวทาจิมะชั้นดีจากประเทศออสเตรเลีย ย่างอย่างพิถีพิถันจนได้ความสุกระดับมีเดียม ชิ้นพอดีคำ เนื้อนุ่ม ฉ่ำใน โดนใจสายเนื้อ     ตามด้วยเมนูขายดี Wagyu Beef Rice เนื้อวากิวคุณภาพ ให้สัมผัสนุ่มชุ่มฉ่ำ หอมกลิ่นพริกไทยอ่อนๆ เสิร์ฟพร้อมไข่ดองที่เรารัก ข้าวสวยอิ่มเอม ราดพอนซึรสเปรี้ยวกลมกล่อม พริกน้ำปลาสไตล์ไทยๆ และซอสเกรวีรสเข้มข้น     ยังมี ชุดสเต๊กแซลมอน ที่ประกอบไปด้วย สเต๊กแซลมอนชิ้นโตจุใจ มันบดเนื้อเนียน (สามารถเปลี่ยนเป็นข้าวได้) ผักย่าง ซุปปลาดาชิ และน้ำลิ้นจี่อิตาเลียนโซดา หรือใครชอบเมนูสไตล์ไทย ต้องนี่เลย กะเพราแซลมอนจัมโบ้ ขอบอกว่าขายดีมาก แซลมอนเนื้อหวานชิ้นพอดีคำ รสเผ็ดพอเหมาะ       Lobster Soup รสเข้มข้น กลมกล่อม หอมกลิ่นเนย Fresh Truffle Soup รสครีมมีอย่าบอกใคร ถูกใจแฟนคลับทรัฟเฟิลแน่นอน แถมยังท็อปด้วยทรัฟเฟิลสไลซ์ ส่วนฟู้ดดี้คนไหนอยากกินของทอดอร่อยกรุบกริบต้องนี่ Hash Brown มันบดผสมหอมหัวใหญ่จากนั้นนำไปทอด กินคู่กับซอสทาร์ทาร์     Fish Fingers แท่งใหญ่เนื้อแน่น Waffle Fries มันฝรั่งทอดรูปวาฟเฟิล กินเพลิน Crispy Salmon หนังแซลมอนทอด และ Salmon Ball แซลมอนลูกกลมๆ ทอดอย่างดี ไม่อมน้ำมัน ราดซอสสูตรพิเศษของทางร้าน รสเปรี้ยวเล็กๆ เข้ากันดี     ทำเอาสาวกล็อบสเตอร์อย่างเรานี่ฟินไปเลย

ยกให้เป็นร้านครองใจสายสุขภาพที่ไม่เพียงมีจานเด็ดให้เลือกมาก แต่ยังมีกิมมิกไม่เหมือนใครคือเมนูตามกรุ๊ปเลือดซึ่งเป็นหนึ่งในโภชนาการทางเลือก  อยากรู้ว่าเมนูไหนที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือดของเราให้ถามพนักงานที่พร้อมประจำการให้ข้อมูล หรือจะดูจากสัญลักษณ์กรุ๊ปเลือดที่ระบุไว้ในเมนูก็ได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเราจะเชื่ออาหารตามกรุ๊ปเลือดหรือไม่ แต่มั่นใจได้ว่าถ้ามาถึงร้านแล้ว รับรองต้องอิ่มพุงกางกลับบ้านแน่นอน       เรียกน้ำย่อยกันที่จานแรกเมี่ยงปลากระพงทอดสมุนไพร (กรุ๊ป O, A) ปลากระพงทอดในน้ำมันรำข้าว หั่นเป็นชิ้นให้หยิบวางบนใบชะพลูได้สะดวก ตามด้วยเครื่องเคียงสมุนไพร ได้แก่ ตะไคร้ หอมแดง พริก มะนาว มะพร้าวคั่ว และอัลมอนด์บด ราดด้วยน้ำเมี่ยงสมุนไพรสูตรพิเศษเคี่ยวจากน้ำตาลโตนด ใส่ปลาเห็ดโคนแทนกุ้งแห้ง และอัลมอนด์แทนถั่วลิสง อร่อยนัวไปอีกแบบ     ต่อด้วยเมนูสีสันคัลเลอร์ฟูล ยำวุ้นเส้นอัญชันเห็ด 3 อย่าง (กรุ๊ป O,A,B,AB) จานโปรดของคนชอบเห็ด มีทั้งเห็ดนางฟ้าภูฐาน เห็ดออรินจิ เห็ดหูหนูดำ ราดน้ำยำรสจัดจ้านหอมกลิ่นมะนาวสด     ยำหัวปลีกุ้งสดและอกไก่สับ (กรุ๊ป O) เสิร์ฟในกลีบหัวปลี เครื่องแน่นรสแซ่บมาก ทีเด็ดคือหัวปลีซอยเคี้ยวสดกรอบ สบทบด้วยปลาเห็ดโคนอบ มะพร้าวคั่ว หอมเจียว และกุ้งสดลวก โดยสะระแหน่เพิ่มสีสันและกลิ่นหอมๆ     ข้าวยำ 3 สี (กรุ๊ป O,A,B,AB)  เมนูอุดมด้วยผักสมุนไพรหากินยากอย่างยอดผักปลัง ผักแขยง ดอกขจร  กินกับข้าว 3 สี ราดน้ำบูดูเคี่ยวจากน้ำอ้อยชัน น้ำตาลโตนด มะพร้าวคั่ว ตะไคร้ หอมแดง ใส่เนื้อปลาทูเน้นๆ คลุกเคล้ากับเครื่องเคราอย่างมะพร้าวคั่ว ปลานิลอบ ปลาเห็ดโคนอบ ครบรสเหมือนยกมาจากภาคใต้     ผละจากของคาวมาต่อกันที่ของหวาน โดดเด่นเรียกแขกต้องยกให้ กล้วยแขกทอด กล้วยชุบแป้งสเปลท์ทอด โรยงาหอมๆ กรอบนอกนุ่มใน ไม่อมน้ำมัน นอกจากเสิร์ฟร้อนๆ ที่ร้าน ยังมีบรรจุแพกเกจให้ซื้อไปทอดกินเองที่บ้านอีกด้วย     อีกเมนูสุดโปรดของครอบครัวยกให้วัฟเฟิลหอมๆ กินกับไอศกรีมโฮมเมด วิปครีม และกล้วยหอมหั่นแว่น     ส่วนเครื่องดื่มก็มีให้เลือกจุใจไม่น้อยหน้า อาทิ Forever Young (กรุ๊ป AB) น้ำปั่นสุดเข้มข้นจากผลไม้รสเปรี้ยว ดื่มแล้วกระชุ่มกระชวย       แนะนำพอเป็นไอเดีย เพราะไปถึงร้านแล้วอาจเลือกไม่ถูก แต่ละเมนูครีเอทได้ยั่วน้ำลายสายกินทั้งนั้น

หลังจากที่คุณจ้อ-พัชรินทร์ เหมอังกูร เดินทางไปทั่วโลกเพื่อตามหาวัตถุดิบระดับพรีเมียมส่งตรงให้กับร้านอาหาร โรงแรม และห้างสรรพสินค้ามานานหลายปี ก็ถึงเวลาเปิดครัวของตัวเองเพื่อนำของดีในมือทั้งเนื้อสัตว์ ผักสด ทรัฟเฟิล คาร์เวีย ฟัวกราส์ และอื่นๆ มาปรุงอาหารจานเด็ดที่รสชาติโดดเด่นไม่เหมือนใครจากฝีมือของ 2 เชฟชาวสเปนและอิตาเลียน ในบรรยากาศแสนสบายในโทนสีเขียวมะกอกสุดอบอุ่น       โดยมีมุมไฮไลท์ที่ดึงดูดสายตาเกือบตลอดเวลาคือตู้กระจกที่จัดวางวัตถุดิบอิมพอร์ตไว้มากมาย จนหลายคนอดใจไม่ไหวต้องซื้อติดมือกลับบ้าน       หลังจากหามุมหย่อนกายได้ลงตัวก็ถึงเวลาของความสุขโดยเริ่มที่ Burrata Salad จานเด็ดเรียกน้ำย่อยที่ตกแต่งน่ารักชวนกิน ตรงกลางวางบูราตาครีมชีสที่ทำเป็นลูกกลม เหยาะน้ำมันทรัฟเฟิลด้านบนเพิ่มกลิ่นหอมกระตุ้นความอยากอาหาร เวลากินให้ใช้มีดจิ้มเบาๆ ครีมชีสด้านในจะไหลเยิ้ม รสชาติกลมกล่อมหอมมัน กินกับพาร์มาแฮม ผักสลัด และมะเขือเทศ Heirloom รสเปรี้ยวอมหวานนำเข้าจากฝรั่งเศส ก่อนส่งเข้าปากอย่าลืมแตะโอลีฟออยที่ปาดไว้ขอบจานจะเพิ่มระดับความฟินแบบทบเท่าทวีคูณ     ส่วนจานหลัก Paella Carabineros Prawn ข้าวผัดเสปนหน้าตาคล้ายริซอตโต ปรุงรสกลมกล่อม มีกลิ่นหอมของการ์ลิคออย ท็อปด้วยกุ้งแดงจากสเปนที่มีเฟเวอร์เข้มข้นเป็นเอกลักษณ์     อีกจานคือ Roasted Patagonian Tooth Fish เชฟเลือกใช้ปลาแบ็กค้อดซึ่งเป็นปลาน้ำลึกจากอาร์เจนตินา เนื้อนุ่มแน่นไร้กลิ่นคาวกวนใจ ใครชอบทรัฟเฟิลจะยิ่งปลื้มเพราะไม่เพียงได้รสสัมผัสหวานฉ่ำตามธรรมชาติของเนื้อปลา ยังได้อิ่มเอมไปกับรสชาติสุดเข้มข้นของซอสไวท์ทรัฟเฟิลบัตเตอร์ที่แทรกซึมอยู่ทุกอณู อร่อยจนอยากบอกต่อเพื่อน     ปิดท้ายที่พระเอกของร้าน Wagyu Striploin No.4-5 Westholme เนื้อพรีเมียมวากิวอิมพอร์ตที่ทางร้านใช้เวลาบ่มนานถึง 45 วัน ก่อนนำมากริลล์ระดับมีเดียมแรร์เพื่อรักษารสชาติสุดเข้มข้นในช่วงเวลาที่ดีที่สุดเอาไว้ สมทบด้วยมันบดเนื้อเนียนที่กินเข้ากันกว่านี้ไม่มีแล้ว       ในช่วงที่เราไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ แวะมาที่ Sooooo Goood Gourmet ร้านเดียวก็เหมือนได้เที่ยวทั่วโลกผ่านอาหารจานเด็ดแล้ว

คนรักซีฟู้ดต้องชอบใจเมื่อได้รู้ว่า “JUMBO Seafood” ร้านซีฟู้ดเก่าแก่ของประเทศสิงคโปร์ ที่เสิร์ฟรสชาติต้นตำรับมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 ได้ขยายสาขามาที่ห้างใจกลางมหานครอย่าง ‘สยามพารากอน’ ชั้น G แล้ววันนี้!     ร้านโล่งกว้างในสไตล์ร่วมสมัยเน้นการตกแต่งด้วยสีเอิร์ธโทน ซึ่งสื่อถึงความเป็นธรรมชาติของทะเลแหล่งกำเนิดของซีฟู้ดเนื้อสดหวาน เข้ากันกับตู้ปลาขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยอาหารทะเลสดไซส์จัมโบ้สมชื่อร้าน อาทิ ปูอลาสก้า ปูเนื้อ ปูดันเจนนิส อันเป็นวัตถุดิบหลักที่ขาดไม่ได้ และยังเสริมทัพด้วยปูทะเล กุ้งล็อบสเตอร์ กุ้งมังกรเจ็ดสี กุ้งทะเล ปลากุดสลาด ปลาเก๋า หอยงวงช้าง อีกด้วย       พื้นปูนเปลือยสไตล์ลอฟท์เปรียบราวกับทรายริมหาด โซฟาเบาะนุ่มสีฟ้าสดใสเหมือนน้ำทะเล ผนังไม้สีครีมแทรกด้วยภาพกราฟฟิกประเทศสิงคโปร์ขนาดใหญ่ สื่อให้หลายคนทราบถึงต้นกำเนิดของร้านว่ามาจากที่ใด มีครัวเปิดให้คุณได้เห็นทีมเชฟมืออาชีพทำงานอย่างขะมักเขม้น พร้อมเสิร์ฟซีฟู้ดรสชาติดี ซึ่งมีจุดเด่นที่ทุกจานต้องเป็น ‘Live Products’ อาหารทะเลสดใหม่ซีฟู้ดแบบ ‘เป็นเป็น’ ที่ทางร้านคัดสรรมาอย่างพิถีพิถันจากประเทศต่างๆ ทั้งในเมืองไทยและต่างแดน ให้คุณเลือกอร่อยคู่กับซอสสูตรพิเศษ 12 ชนิด เช่น ซอสปูผัดพริกผสมถั่ว ซอสน้ำพริกผสมกุ้งแห้ง ซอสน้ำผึ้งผสมพริกไทย และ ซอสกาแฟมอคค่า ที่ส่งตรงจากประเทศสิงคโปร์อีกด้วย       เริ่มต้นกับเมนูซิกเนเจอร์อย่าง ปูผัดซอสพริก ปูทะเลไซส์บิ๊กเบิ้ม เนื้อสดหวาน ผัดพร้อมซอสพริกสูตรเฉพาะ สไตล์สิงคโปร์ที่ประกอบไปด้วยเครื่องเทศกว่า 10 ชนิด ไข่ ถั่ว และซอสมะเขือเทศ รสหวานละมุน กินคู่กับซาลาเปาทอดเนื้อแน่น นุ่มฟู ไม่อมน้ำมันแต่อย่างใด     ต่อด้วยเมนูที่คุณหนูๆ ชื่นชอบ กุ้งทอดคลุกซีเรียล กุ้งตัวโตเนื้อสดเด้ง คลุกเคล้ากับซีเรียลชั้นดีจากประเทศสิงคโปร์ ทอดจนเป็นสีเหลืองทองชวนหิว รสหวานกลมกล่อม กินเพลิน     ซี่โครงหมูคั่วซอสมอคค่า ก็น่าอร่อย ซี่โครงหมูคุณภาพหมักกับสมุนไพร และเครื่องเทศต่างๆ ซึ่งเป็นสูตรลับฉบับของทางร้าน ทำให้ได้เนื้อที่นุ่มล่อน ฉ่ำใน เคลือบด้วยซอสมอคค่ารสเข้มข้น หอมกลิ่นกาแฟเบาๆ โรยด้วยอัลมอนด์แผ่นกรุบกรอบ     ปิดท้ายด้วย เต้าหู้หน้าผักโขมกับเนื้อปู เต้าหู้โฮมเมดเนื้อเนียนนุ่ม ทอดอย่างพิถีพิถัน ไม่อมน้ำมันแต่อย่างใด ท็อปด้วยผักโขมสูตรเฉพาะของทางร้าน ที่ทำมาจากเนื้อปูที่เรารักและไข่ขาว     JUMBO Seafood มีติ่มซำด้วยนะเผื่อใครยังไม่รู้

ขอต้อนรับสู่ Mad Sugar x Pasta ร้านพาสตาเส้นสดน้องใหม่สุดอาร์ตในซอยเจริญกรุง 28 ก่อนหน้านี้เราอาจได้ยินชื่อ Mad Sugar บ่อยครั้งในฐานะร้านเค้กออนไลน์ที่ดีไซน์แต่ละชิ้นออกมาได้อย่างเก๋ไก๋ ซึ่งคุณตูน เจ้าของร้านเล่าให้เราฟังว่าได้มีโอกาสเรียนทำเส้นพาสตาจากผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ บวกกับประสบการณ์การทำงานในร้านอาหารมานานร่วม 10 ปี ร้านพาสตาเล็กๆ แต่อบอุ่นของเธอจึงเกิดขึ้นได้ดั่งฝัน               เพราะยังอยู่ในช่วง Soft Opening เมนูของที่ร้านจึงเน้นที่ Classic Pasta อย่าง Arrabiata, Pesto, Carbonara และ Garlic and Chlii ส่วนเส้นมีเส้นแบบเดียวคือ Fettuccine ทีคุณแม่ช่วยลงมือทำด้วย แต่อดใจอีกไม่นานคุณตูนจะเพิ่มเมนูใหม่ๆ ซึ่งจะเผยโฉมออกมาในแต่ฤดูกาล         เมนูไฮไลต์ของที่ร้านต้องยกให้ Seafood Arrabiata ความโดดเด่นอยู่ที่ซอส Arrabiata ทำจากมะเขือเทศสดจำนวนมากเคี่ยวกับสมุนไพรและผักจนเข้มข้น คุณตูนใส่พริกแห้งทอดลงไปด้วยเพื่อให้ได้รสเผ็ดชวนให้เจริญอาหาร       ส่วน Bacon Carbonara ก็ยังติดอันดับเมนูที่ลูกค้าโปรดปรานที่ใครมาเยือนเป็นตั้งสั่งมาลิ้มลองจนได้ รสเข้มข้นได้จากไข่แดงพาสเจอไรซ์ พาร์เมซานชีส เบคอน และใส่เบคอนกรอบปิดท้ายให้เคี้ยวสนุก       พลาดไม่ได้กับ Prawn butter lemon chili ที่ร้านใช้กุ้งตัวโตส่งตรงจากฟาร์ม เนื้อสดหวานผัดพริกแห้งให้หอมฉุย บีบเลม่อนลงไปให้จี๊ดจ๊าด ท็อปด้วยพาร์เมซานชีส และผิวเลม่อนอีกนิด จบครบความอร่อย     คนรักพาสตาอย่าพลาดเชียว   ขอขอบคุณภาพจากร้าน Mad Sugar x Pasta