ปีกุน (Pi Kun) ร้านอาหารอีสานน้องใหม่ของ “แอนดี้ ยังเอกสกุล” หรือ “แอนดี้ หยาง” เชฟชาวไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลมิชลินสตาร์จากร้านอาหารไทย ชื่อโรงเตี๊ยม (Rhong-Tiam) ที่เมืองนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา และคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้อีกครั้งหลังจากเปิด Table 38 ร้านอาหารไฟน์ ไดน์นิ่ง ซึ่งอยู่บนชั้น G ของห้างสรรพสินค้าสยามดิสคัฟเวอรี่     ‘ปีกุน’ ชื่อนี้มีที่มาจากการที่เชฟแอนดี้ตั้งใจจะใช้ ‘หมู’ซึ่งคัดสรรมาจากฟาร์มหมูอารมณ์ดี เป็นวัตถุดิบหลัก ผสานไปกับแนวรักษ์โลกที่เรารู้จักกันในชื่อ ‘ซีโร่เวสท์ (Zero Waste)’ คือการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และลดจำนวนขยะให้เหลือน้อยที่สุด จนได้เป็นคอนเซ็ปต์ ‘กินหัว กินหาง กินกลางตลอดตัว’ ซึ่งหมายถึง การใช้เนื้อหมูทุกส่วนตั้งแต่หัวจรดหาง มารังสรรค์เป็นเมนูอาหารไทยอีสานรสเด็ดต่างๆ อย่างไรล่ะ     เชฟแอนดี้ยังใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประกอบอาหาร อาทิ การใช้หนังควายมาทำเป็นผงชูรส ซึ่งเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวอีสาน การนึ่งข้าวเหนียวด้วยกะทิ เพื่อให้คนกินได้อรรถรสของอาหารไทยอีสานแท้ๆ เสริมด้วยบรรยากาศร้านที่มาในธีม ‘งานวัด’ชวนให้รื่นเริงยิ่งขึ้น     เฟอร์นิเจอร์ไม้สีน้ำตาลตัดด้วยของตกแต่งสีสดใส ผนังด้านหน้าวาดเป็นรูปโรงลิเก มีมุมศาลพระภูมิซึ่งเป็นความเชื่อของคนไทยทุกยุคสมัย และไฮไลท์คือซุ้มผัดไทยไฟทะลุ เมนูซิกเจอร์ของเชฟแอนดี้ตั้งอยู่ภายในร้าน สร้างความคึกคักด้วยจังหวะเพลงมันส์ๆ ของยุค 90 ทุกองค์ประกอบล้วนเสริมความสนุก เสมือนคุณนั่งกินสตรีทฟู้ดอยู่ในงานวัดสมัยก่อน     เริ่มเรียกน้ำย่อยด้วยเมนูซิกเนเจอร์อย่าง ตำโก๋มหาแซ่บ ตำผลไม้สดที่ประกอบไปด้วย แอปเปิ้ล ส้มโอ ขนุน องุ่น ส้ม รวมแล้วได้เป็นรสเปรี้ยวอมหวาน ผสานไปกับความแซ่บ กินพร้อมปาท่องโก๋ กรอบนอกนุ่มใน เนื้อแน่น อร่อยโดนใจใครหลายคน     แก้เผ็ดด้วย เฟรนช์ฟรายสามแซ่บ มันฝรั่งแท่งทอดจนเป็นสีเหลืองทองน่ากิน เสิร์ฟพร้อมซอส 3 ชนิด มีทั้งซอสมะเขือเทศ ซอสพริกศรีราชา ผสมน้ำผึ้งหอมหวาน และซอสมาโยจิ้มแจ่ว ซึ่งเป็นความลงตัวระหว่างมายองเนสรสครีมมี และน้ำจิ้มแจ่วรสเผ็ดเปรี้ยว     ลาบไส้อ่อน จานนี้ก็เด็ด ไส้หมูล้างสะอาด ต้มสุกกำลังพอดี คลุกเคล้ากับเครื่องลาบ รสจัดจ้าน หอมกลิ่นข้าวคั่ว ต่อด้วย ตำปีกุน ส้มตำรสนัว ที่คุณสามารถเลือกชนิดส้มตำได้ตามต้องการ อาทิ ส้มตำไทย ตำซั่ว ซึ่งครั้งนี้เราเลือกสั่ง ส้มตำปูปลาร้ารสเด็ด เผ็ดกำลังพอดี เสิร์ฟเคียงด้วยหมูกรอบ คอหมูย่างเนื้อนุ่ม และไข่เป็ดยางมะตูมเยิ้มๆ ชวนหิว       ยังไม่อิ่มสั่ง ข้าวปีกุน หมูคุโรบุตะคุณภาพ รมควันให้หอม เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ เสิร์ฟพร้อมกับข้าวรมควันกะทิ ไข่เป็ดยางมะตูม และน้ำจิ้มแจ่วสูตรลับฉบับของทางร้าน หรือจะลอง ข้าวหมูมะแขว่น เนื้อหมูอารมณ์ดี หมักด้วยมะแขว่น และสมุนไพร ทอดให้หอม กินกับข้าวรมควันกะทิ ราดซอสมะแขว่น รสเปรี้ยวนิดๆ เผ็ดหน่อยๆ ตามด้วยไข่เป็ดยางมะตูมอร่อยฟิน       ซดน้ำซุปร้อนๆ กับ ต้มแซ่บกระดูกอ่อน กระดูกอ่อนเคี้ยวกรุบกรับ อยู่ในน้ำแกงรสเปรี้ยวกลมกล่อม มีความแซ่บเบาๆ ของพริกป่น และ เล้งแซ้บแซ่บ ที่แซ่บสมชื่อ กระดูกเล้งตุ๋นจนเปื่อยนุ่ม ซดพร้อมกับน้ำซุปรสเผ็ดร้อน หอมกลิ่นพริกขี้หนู       เครื่องดื่มเราแนะนำ Cream Cocos ม็อกเทลสีสวยที่มีส่วนผสมของน้ำมะพร้าว น้ำมะนาว และน้ำอัญชัน รสหวานพอเหมาะ หอมกลิ่นมะพร้าวอ่อนๆ     หรือใครอยากเปิดประสบการณ์ใหม่ให้ลอง Tupi Ped Tupi น้ำสับปะรด ผสมน้ำมะนาว เติมความซาบซ่าด้วยโซดา โรยพริกเกลือ รวมแล้วได้รสชาติเปรี้ยวอมหวาน แกมสไปซี่เล็กๆ ของพริก  

ใครอยากเปิดประสบการณ์กินอาหารรูปแบบใหม่ ที่มาพร้อมกับรสชาติอันสนุกสนาน G&C ขอให้คุณลิสต์ชื่อ “Chim Diner” เอาไว้เลย ร้านฟิวชั่น อิซากายะ ราเมน ของคุณปาร์ค ภัทรวิทย์ จันทร์ไทย เชฟรุ่นใหม่มากความสามารถจากวิทยาลัยดุสิตธานี โดยชื่อของร้านมีที่มาจากคำว่า Shrimp (ชริมพ์) ซึ่งหมายถึง ‘กุ้ง’ วัตถุดิบที่เชฟปาร์คใช้รังสรรค์เมนูซิกเนเจอร์อย่าง Chim’s Ramen ราเมนซุปกุ้งออร์แกนิคสไตล์ล็อบสเตอร์บิสค์รสเข้มข้น       นอกจากนั้น Chim Diner ยังอ่านออกเสียงเป็นประโยคภาษาไทยที่ว่า “ชิมได้เน้อ” เสมือนเสียงชักชวนให้ฟู้ดทุกกลุ่มให้แวะเวียนกันเข้ามา ด้วยบรรยากาศร้านมืดสลัวๆ สไตล์บาร์และอิซากายะ พื้นสีดำขลับตัดสลับกับสีแดงสด ผนังกระเบื้องสีเขียวมรกต ที่ติดหนังสือพิมพ์เก่าของนานาประเทศเอาไว้ ไฟนีออนสีแดงที่เขียนว่า ‘Experimental Culture Dining’ หมายถึง ‘การทดลองโดยผ่านวัฒนธรรม’ อย่าง ‘การกิน’ ซึ่งเข้ากับอาหารฟิวชั่น ที่ผสมผสานหลายสัญชาติ อาทิ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และไทย ผ่านการทดลองสูตรจนกลายมาเป็นเมนูที่รสชาติลงตัวเหล่านี้ในที่สุด ได้แก่       เต้าหู้ทอดหัวหอมคาราเมล (125 บาท) เต้าหู้สไตล์ญี่ปุ่นที่สั่งทำเป็นพิเศษ ทอดจนได้สัมผัสกรอบนอกนุ่มใน กินพร้อมกับซอสหัวหอมคาราเมล รสหวานอมเปรี้ยว ครีมมี อร่อยติดใจ     ไข่ปลาหมึกย่างคัตสึโอะ (195 บาท) ละม้ายคล้ายกับ “ทาโกยากิ” แต่ไร้แป้ง! ไข่ปลาหมึกชิ้นโต ทาซอสสูตรพิเศษของทางร้าน ซึ่งทำมาจากน้ำซุปปลาแห้ง มิริน ผิวเลมอน ย่างให้หอม ซอสราดไข่ปลาหมึกรสครีมมี โรยหน้าด้วยปลาแห้ง และสาหร่าย     ต่อด้วย ปลาไทยตามใจคนจับดอง (180 บาท) ปลาตกเบ็ด ซึ่งแล้วแต่ว่าชาวประมงจะได้ปลาชนิดไหน แต่วันนี้เราได้ชิม “ปลาช่อนทะเล” นำไปดองกับโชยุ มิริน และเครื่องปรุงอื่นๆ อย่างพิถีพิถัน  จนได้รสชาติเค็มกลมกล่อม เข้ากันดีอย่างยิ่งกับวาซาบิดอง     คนรักเนื้อต้องเลิฟ ยูเกะเนื้อวัวพริกลาบ (180 บาท) เนื้อจัสมินวากิลคุณภาพจากจังหวัดสุรินทร์ สับละเอียด คลุกเคล้ากับเครื่องเทศต่างๆ สไตล์ภาคเหนือ ท็อปด้วยไข่แดงสด และใบมะกรูดหอมๆ กินคู่กับข้าวเกรียบทำเอง     ข้าวผัดพริกขี้หนูปูเยอะกว่าข้าว (280 บาท) ข้าวหอมมะลิหุงสวย ผัดพร้อมปูเนื้อหวานจากชาวประมงเจ้าประจำ ที่ส่งตรงจังหวัดตราด หรือสุราษฎร์ธานี พริกขี้หนูสวน รสเค็มกลมกล่อม แฝงไปด้วยความเผ็ดร้อน หอมกลิ่นกระเทียม ไปด้วยกันได้ดีกับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ด     และแล้วก็มาถึงเมนูดาวเด่นอย่าง Chim’s Ramen (250 หรือ 335 บาท) เส้นราเมนนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น เหนียวนุ่ม อยู่ในน้ำซุปกุ้งที่ทำมาจากหัวและเปลือกของกุ้ง เคี่ยวอย่างดีจนได้รสเข้มข้น กลมกล่อม ด้านบนมีกุ้งแม่น้ำย่างตัวโตเนื้อสดหวานถึง 2 ตัว และไข่ต้มยางมะตูมสุดอิ่มเอม     ตบท้ายด้วยของหวานอย่าง ขนมปังสังขยาวาซาบิ (135 บาท) ขนมปังบริออชนุ่มๆ ชุ่มเนย เสิร์ฟพร้อมสังขยาใบเตยรสหอมหวานกำลังดี มีรสเผ็ดเล็กๆ ของวาซาบิอยู่ด้วย     อร่อยทุกอย่างเลย

หลังจากครองใจคนรักคาเฟ่กับสาขาแรกในซอยสุขุมวิท 38 ได้อยู่หมัด ตอนนี้Toby's” เปิดบ้านหลังที่สองใจกลางศาลาแดง “Toby's at Saladaeng” ในชั้นล่างของโรงแรมสุดน่ารัก The Cotton Saladaeng ที่ยังคงความอบอุ่นน่านั่งเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือไปมาง่ายและสะดวกมากขึ้น เพราะอยู่ใกล้ทั้งรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีศาลาแดง และรถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีลุมพินี เรียกว่าไม่ว่าจะเป็นชาวสีลมหรือไม่ก็มาอร่อยกันได้แบบชิลๆ           สาขานี้ยังคงนำเสนอหลากหลายเมนูเด่นสไตล์ออสเตรเลียนบรันช์ที่เน้นคุณภาพและความสดของวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็น Smashed Avocado ขนมปังบริยอชหน้าอะโวคาโด้บดเนื้อเนียนละมุนลิ้น รสชาติกลมกล่อม ไร้ความเหม็นเขียว คนไม่ชอบอะโวคาโด้ก็กินได้สบายๆ มาพร้อมไส้กรอกโชริโซ มะเขือเทศเชอร์รี ผักโขม และโพชเอ้ก     Apple & Fig สลัดแอปเปิลและลูกฟิก เพิ่มความอร่อยด้วยเบคอน มะเขือเทศ ทับทิม หอมแดง และชีสมอสซาเรลลา ราดน้ำสลัดฮันนีมัสตาร์ด และเมนูของหวานยอดนิยมตลอดกาล Crispy French Toast ขนมปังบริยอชกรอบนอกนุ่มใน มาพร้อมไอศกรีมวานิลลา ถั่ว และเบอร์รีสด       แต่ทีเด็ดของสาขานี้อยู่ที่เมนูใหม่อย่างพิซซาโฮมเมดสไตล์อิตาเลียนที่ทำจากแป้งซาวร์โดหมักยีสต์ธรรมชาติ เนื้อนุ่มกำลังดี ไม่หนาหรือบางจนเกินไป เราแนะนำ Clam & Garlic พิซซาหน้าหอยลายและกระเทียมสด เสริมความอร่อยด้วยชีส ออริกาโน และพาสลีย์     สำหรับสาวๆ รักสุขภาพลองสั่ง Gym Junkie Smoothie สมูทตี้โยเกิร์ตที่มีส่วนผสมของสตรอว์เบอร์รี กล้วย และเมล็ดเจีย อร่อยสุขภาพดีแถมอิ่มแบบเน้นๆ หรือ Pink Lady Apple & Raspberry น้ำผลไม้สกัดเย็น (Cold Pressed) สูตรเด็ดที่ผสมผสานความหวานเปรี้ยวของแอปเปิลและราสพ์เบอร์รีได้อย่างลงตัว       ส่วนคอกาแฟต้องลอง Iced Café Latte ลาเต้เย็นรสนุ่มนวลที่จะช่วยให้ยามบ่ายแสนง่วงไปได้อย่างสดชื่นและมีพลัง  

สิ้นสุดการรอคอยจากร้านค้าออนไลน์สู่ Pick Up Shop จนในที่สุดร้าน Volks ร้านขนมปังเบเกิลสไตล์นิวยอร์กได้เปิดเป็นหน้าร้านแล้วที่ Volks ประดิพัทธ์ 13       ในบรรยากาศสบาย ๆ ในสไตล์มินิมอลผสม วินเทจ เรโทร ด้านหน้าตกแต่งด้วยสีขาวตัดเขียวที่เข้ากันอย่างน่ารัก มีหน้าต่าง Pick Up 2 ช่อง เข้ามาด้านในจะเห็นรูปภาพตัวการ์ตูน tintin แขวนอยู่เต็มไปหมด ลึกเข้าไปอีกจะเห็นตู้มินิมาร์ทหลายสีสัน และมุมเคาน์เตอร์ไม้ให้เราได้เลือกสั่งเมนูที่เราชอบ       จุดขายของร้านนั้นอยู่ที่แป้งเบเกิล 12 แบบ ทั้งแบบธรรมดาและพิเศษ ให้เลือกกันจุใจกันไปเลย จะกินกับครีมชีส หรือจะกินแบบแซนด์วิช ก็มีให้ลองจนเลือกแทบไม่ถูก       เราขอแนะนำ Blueberry Bagel with Honey Walnut Cream Cheese เบเกิลบลูเบอร์รีแสนอร่อยกินคู่กับฮันนี่วอลนัตครีมชีส จะได้รสหวานนิด ๆ พร้อมกับกลิ่นหอม ๆ จากน้ำผึ้ง ยิ่งได้จิบกาแฟสักแล้วยิ่งเข้ากัน     ต่อด้วยแซนด์วิช Smoked Salmon and Capers Everything Bagel หน้างา หอม กระเทียมกินคู่กับแซลมอนรมควัน ครีมชีส ตามด้วยหอมแดงและเคเปอร์ กรอบนอกเหนียวใน ได้รสเปรี้ยวนิด ๆ เป็นเมนูสุดคลาสสิคของชาวอเมริกัน       หรือจะลองแซนวิสชิ้นโต Jalapeño Cheddar Bacon Egg and Chedder เราเลือกเป็นเบเกิลพริกฮาลาปิโน เชดดาร์ชีส สอดไส้ด้วยเบคอน ไข่และชีส รสชาติเผ็ดตัดมันหน่อย ๆ กินเป็นอาหารเช้าคู่กับน้ำส้มสักแก้ว นับว่าเป็นมื้อที่ลงตัวเลยทีเดียว     ถ้ายังไม่จุใจ ต้องปิดท้ายด้วยของหวาน French Toast Banana Hezelnut เฟรนช์โทสต์เบเกิลช็อกโกแลตมาพร้อมกล้วย ท็อปด้วยเฮเซลนัต และคาราเมล รสชาติหอมหวาน     นอกจากนี้ยังมี เครื่องดื่ม Soft Cookie และเมนูของว่าง ให้เราเลือกได้ในแบบที่เราชอบ ส่วนใครไม่สะดวกมาที่ร้าน ก็มีบริการ Delivery ผ่าน LineMan , Grab ด้วยนะ

คนรักไก่ทอดพลาดไม่ได้ เพราะ "Katok Katak Fried Chicken" ร้านไก่ทอดเกาหลีสูตรเด็ดของ “ชานนท์ เรืองศรี” หนุ่มน่ารักขวัญใจผู้ชมและเพื่อนๆ จากมาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์ ซีซัน 3 นั้นไม่ธรรมดา เพราะผสมผสานกลิ่นอายและรสชาติแบบไทยๆ เข้าไปได้อย่างอร่อยและมีเอกลักษณ์ แถมตอนนี้ยังมีร้านแรกให้ไปนั่งละเลียดกันชิลๆ แล้วใจกลางอโศกในโครงการ woo is room บนถนนสุขุมวิท 21 (ใกล้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ)         ใครติดใจไก่ทอดกะโต๊กกะต๊ากและไก่ไร้กระดูกที่ทอด 2 ครั้ง จนกรอบนอกนุ่มใน รสซอสน้ำปลาหวาน เมนูที่เริ่มต้นขายผ่านทางออนไลน์ที่สีสันอาจดูไม่หวือหวา แต่แค่กัดคำแรกก็ประทับใจกับความหวานเค็มกลมกล่อมลงตัว ตอนนี้มีหลากหลายรสชาติให้เลือกชิม ทั้งรสไชยา (ไข่เค็ม) รสซอสเผ็ดที่ผสมน้ำพริกเผาเพิ่มความเข้มข้น และรสซอสหมาล่าที่เผ็ดจัดจ้านหอมเครื่องเทศสะใจสูตรลับของ เพิร์ท - ณฐคุณ กินกับข้าวญี่ปุ่นร้อนๆ (หรือข้าวเหนียว) น้ำจิ้มแจ่วสูตรเด็ดที่ใส่ปลาร้าเพิ่มความนัว และหัวไชเท้าอาจาดโฮมเมดแล้วเพลินสุดๆ         ใครอยากเพิ่มความสดชื่น เราแนะนำแกงส้มกิมจิไข่ซูวี แกงส้มฟิวชันกับแกงกิมจิที่เพิ่มความเปรี้ยวแบบไทยด้วยมะขามเปียก ใส่ไข่ซูวีนุ่มๆ ที่เข้ากันได้อย่างลงตัว     ส่วนใครมองหาอาหารจานเดียวกินง่าย ที่นี่ยังมีเมนูข้าวไก่ทอดแบบต่างๆ รวมทั้งและยำขนมจีนไก่กรอบที่คิดค้นโดย ปอนด์ – สหดล เส้นขนมจีนคลุกเคล้าน้ำจิ้มแจ่ว ผักต่างๆ และพริกป่น จัดจ้านโดนใจคนไทยแน่นอน อย่าลืมสั่งเฟรนช์ฟรายส์และโคลสลอว์สูตรพิเศษมากระตุ้นน้ำย่อยกันด้วย      

เมื่อ 4 ปีก่อนเชฟแดน บาร์ก ได้การันตีฝีมือของเขาด้วยรางวัลมิชลินสตาร์ 1 ดาวจากร้าน Upstairs at Mikkeller แต่วันนี้เขาย้ายบ้านใหม่มาตั้งอยู่ภายในซอยปรีดีพนมยงค์ 25 กับ 2 ร้าน 2 สไตล์ ได้แก่ Cadence และ Caper       หาก Cadence เป็นดั่งสวรรค์สำหรับการละเลียดมื้ออาหารไฟน์ ไดนิ่งสุดปราณีต Caper ก็จะเป็นสวรรค์สำหรับการนั่งจิบเครื่องดื่ม ไปพร้อม ๆ กับรับประทานอาหารจานเดี่ยวสไตล์ Comfort Modern American Cuisine  ที่เหมาะสำหรับช่วงเวลาสุดพิเศษของครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน ภายใต้บรรยากาศหรูหราตามแบบฉบับยุคแกสบี้ แต่กลับให้ความรู้สึกสบาย ๆ สมกับชื่อ Caper ที่สื่อความหมายถึงการกระโดดโลดเต้นอย่างมีชีวิตชีวา เคล้าคลอด้วยเสียงดนตรีแนวโซล อาร์ แอบด์ บี และโอลด์ สคูล ฟังค์ ตลอดเวลา       ในช่วงเวลาสาย ๆ ของวัน บาร์ของ Caper เสิร์ฟเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ซิกเนเจอร์มาให้เราจิบเล่น ๆ ในระหว่างรออาหาร แก้วแรกคือ Bright ที่ให้ความสดชื่นด้วย Champange Reduction เมื่อบวกกับความเปรี้ยวจากเสาวรสและมะนาว แทรกแซมความหวานนิด ๆ จากสับปะรดและมะม่วงก็เลยทำให้แก้วนี้มีความสดใสสมชื่อ ส่วนอีกแก้วนั้นชื่อว่า Sweet ที่มีความหวานละมุนออกมาตั้งแต่สีชมพู จากการผสมผสานของสตรอว์เบอร์รี มะเขือเทศ น้ำส้ม น้ำมะนาว และไข่ขาว หวานสมชื่ออีกเหมือนกัน       สำหรับอาหารสองจานแรกนั้นเป็น Snack เบา ๆ วอร์มกระเพาะอาหารก่อน เริ่มต้นด้วย Truffle Toast ขนมปังบริออชเนื้อกรอบนอกและนุ่มฉ่ำเนยด้านใน หั่นมาขนาดพอดีคำ ท็อปด้วยชีสทรัฟเฟิล ชีสพาเมซาน และเห็ดทรัฟเฟิล ต่อด้วย Chicken Liver Mouses มูสจากตับไก่รสชาติออกหวานด้วยซอสทรัฟเฟิลฮันนี่ ท็อปด้วยหัวหอมแดงดองเพิ่มรสชาติเปรี้ยวนิด ๆ กับเมล็ดธัญพืช จิ้มด้วยขนมปังชาวร์โดวจ์ กินได้เพลิน ๆ       จากนั้นเข้าสู่ Starter กับเมนูที่มีชื่อว่า Beef Tartare ที่น่าประทับใจไม่น้อยด้วยการหยิบเอาโกชูจัง น้ำพริกเกาหลีมาผสมผสานจนได้บีฟทาร์ทาร์รสชาติเผ็ดร้อนเบา ๆ เมื่อคลุกเคล้าไข่แดงดิบเข้าไปด้วยก็ยิ่งได้รสชาติที่กลมกล่อมมากขึ้น จานนี้เสิร์ฟมาพร้อมข้าวเกรียบบาง ๆ ที่ช่วยเพิ่มสัมผัสกรุบกรอบระหว่างเคี้ยว     Hokkaido Scallops คือเมนู Main ในวันนี้ที่มาพร้อมกับหอยเชลล์เนื้อแน่น ๆ ตัวโต ๆ และรีซอตโต้บาร์เลย์ ดอกกะหล่ำย่างและซอสเคเปอร์สูตรพิเศษสีสันน่ารับประทาน     ปิดท้ายด้วยของหวาน Warm Bread Pudding ขนมปังเนื้อนุ่ม ราดด้วยนมข้าวย่างกลิ่นหอมหวาน ท็อปด้วยซอสยูซุ รับประทานคู่กับแครนเบอร์รีซอร์เบต เป็นความหวานและเปรี้ยวที่ลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบ  

ถ้าใครเป็นคออาหารอีสานรสชาติแซ่บนัว จะต้องรู้จักและคุ้นเคยกับ “บ้านส้มตำ” อย่างแน่นอน นอกจากจะเป็นร้านที่มีชื่อเสียงมายาวนานกว่า 15 ปี เขามีหลากหลายสาขาอยู่ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑลอีกด้วย ซึ่งบ้านส้มตำ สาขาบางนานี้ นับเป็นสาขาที่ 10 และเป็นสาขาล่าสุดของบ้านส้มตำ       สวนบริเวณด้านหน้าร้านเป็นความประทับใจแรกตั้งแต่ก้าวเข้ามา ทำให้เราได้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้านจริง ๆ และเมื่อได้พบกับตุ๊กตาคุณยายมานั่งต้อนรับบริเวณหน้าร้านก็ยิ่งทำให้บรรยากาศนั้นเป็นกันเองมากขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว       ในเมื่อมาถึงบ้านส้มตำทั้งที ก็ต้องจัดเต็มกับส้มตำหลากหลายเมนูที่มีทั้งแบบออริจินัลและเมนูที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร เริ่มต้นด้วยซิกเนเจอร์ของร้าน ตำหลวงพระบาง ที่ได้สูตรมาจากเมืองหลวงพระบาง มีจุดเด่นอยู่ที่กะปิกลิ่นหอม ๆ ผสมผสานกับน้ำปลาร้าจนได้รสชาติออกมาอย่างลงตัว นอกจากนั้นยังใช้มะละกอพันธุ์ดำเนินสะดวกที่ฝานเป็นเส้นใหญ่ให้สัมผัสกรุบกรอบเวลาเคี้ยว ไม่ว่าใครที่ได้ลิ้มรสจะต้องตกหลุมรักแน่นอน     อีกเมนูตำ ๆ ที่ไม่ควรพลาดเลยก็คือ ตำข้าวสาลีดอย ซึ่งข้าวสาลีดอยนั้นเป็นชื่อที่ชาวเหนือใช้เรียกข้าวโพดข้าวเหนียว เมนูนี้จึงเป็นเมนูตำข้าวโพดที่พิเศษกว่าด้วยสัมผัสอันหนึบหนับเป็นเอกลักษณ์ ที่พิเศษกว่านั้น ทางร้านเลือกใช้ข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วงและสีขาวผสมกันจึงมีหน้าตาน่ารับประทานสุด ๆ เมื่อบวกกับรสชาติเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ แล้ว ยิ่งทำให้กินได้เรื่อย ๆ ไม่รู้เบื่อ     เมื่อมีส้มตำแล้วก็ต้องมีเมนูให้ซดน้ำร้อน ๆ เพิ่มความคล่องคอกันบ้าง อย่างเช่น แกงอ่อมหมู แกงอีสานขนานแท้ที่มากับกลิ่นหอม ๆ ของน้ำปลากับน้ำปลาร้าปรุงสุกสูตรลับเฉพาะของบ้านส้มตำ เพียงแค่ซดเข้าไปคำแรกก็จะสัมผัสได้ถึงรสชาติสมุนไพรจากเครื่องแกงที่ประกอบไปด้วยตะไคร้ หอมแดง และพริกแห้ง แถมยังจัดเต็มด้วยเนื้อส่วนสันคอหมูนุ่ม ๆ และผักสวนครัวนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นผักชีลาว ใบแมงลัก ต้นหอม มะเขือเปราะ ผักชีฝรั่ง กะหล่ำดอก และกะหล่ำปลี     และแน่นอนว่าอีกเมนูที่เสริมความอร่อยของส้มตำได้เป็นอย่างดีก็คือ คอหมูย่าง ซึ่งเป็นอีกเมนูขายดีของร้าน ด้วยเนื้อหมูติดมันย่างมาจนนุ่มฉ่ำกำลังดี กินคู่กับน้ำจิ้มแจ่วดำสูตรพิเศษของร้าน ก็ยิ่งทำให้อาหารมื้อนี้สมบูรณ์แบบ     สำหรับเครื่องดื่มเย็น ๆ ดับกระหายคลายร้อน แนะนำให้ลอง น้ำลำไย แบบโฮมเมด ที่ให้รสชาติหวานฉ่ำแถมมาด้วยเนื้อลำไยพูนแก้วให้เคี้ยวกินได้กรุบ ๆ     สำหรับช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้ บ้านส้มตำก็มีเมนูพิเศษที่มีชื่อว่า พล่าส้มซันคิสต์กุ้งสด ที่ให้ความเย็นฉ่ำและสดชื่นเพราะจัดเต็มมากับส้มซันคิสต์หวานฉ่ำ ส่วนเนื้อกุ้งก็ตัวใหญ่เต็มคำ ลวกมากำลังดีจนได้เนื้อที่แน่นและเด้ง นำมาคลุกเคล้าเข้ากับเครื่องสมุนไพรตามแบบฉบับของพล่ากุ้งของไทย จานนี้จึงครบรสทั้งเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม แถมยังได้ส้มมาเสริมความเฮงในช่วงเทศกาลตรุษจีน (เมนูพิเศษนี้จำหน่ายเฉพาะวันที่ 7-21 กุมภาพันธ์ ขายเฉพาะหน้าร้านเท่านั้น)     สำหรับบริการแบบฉบับนิว นอร์มัล บ้านส้มตำก็มีบริการสั่งอาหารแบบใหม่ Take Away Parking ที่ให้สั่งอาหารได้โดยไม่ต้องลงจากรถ และใช้เวลารอเพียง 20 นาทีเท่านั้น  

ไม่ต้องรอกันอีกต่อไป ร้านห่านย่างมิชลินสตาร์ 1 ดาวคิวยาวจากฮ่องกง Kam’s Roast พร้อมเสิร์ฟความอร่อยแบบต้นตำรับกับร้านแฟล็กชิปสาขาแรกในประเทศไทยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว ที่ชั้น 7 เซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่ 11 กุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป         Kam’s Roast เป็นร้านห่านย่างชื่อดังในฮ่องกง ซึ่งเพียงเปิดร้านในปีแรกเมื่อปี 2014 ได้เพียง 4 เดือนก็ได้รับ 1 ดาวมิชลิน ในคู่มือมิชลินไกด์ ฮ่องกง ทันที และยังสามารถรักษามาตรฐานอย่างต่อเนื่องจนได้รับดาวมิชลินติดต่อกันถึง 7 ปีแล้ว และยังนับเป็นร้านอาหาร Cantonese Roast ร้านเดียวในโลกที่ได้ดาวมิชลินสตาร์อีกด้วย จนได้ฉายาว่าเป็น The Master of Cantonese Roast เลยทีเดียว สำหรับสาขาต้นตำรับก่อตั้งโดย นายฮาร์ดี้ แคม ชุนเหยือน (Mr. Hardy Kam Shun-Yeun) ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูล Kam (ซึ่งรุ่นคุณปู่ก็เป็นเจ้าของร้านอาหารชื่อดังในฮ่องกงที่คนไทยรู้จักกันดี ร้าน Yung Kee นั่นเอง)        เมนูไฮไลท์ แน่นอนต้องเป็น ห่านย่าง (ซึ่งในบ้านเราจะเริ่มจำหน่ายในเดือนพฤษภาคมนี้) และ เป็ดย่าง ที่มีชั้นของไขมันให้ความจุ๊ยซี่และหนังที่บางกรอบ ด้วยผ่านกระบวนการปรุงอย่างพิถีพิถันนานกว่า 3 วัน ก่อนนำไปผึ่งให้แห้งอีก 1 วัน แล้วจึงนำไปย่างในเตาแบบพิเศษ กินกับน้ำจิ้มบ๊วยสูตรพิเศษนำเข้าจากฮ่องกง       อีกเมนูเด็ดของคนไม่กลัวอ้วนคือ หมูแดงส่วนท้อง หรือ Toro Char Tsui ใช้ส่วนท้องหมูที่ให้สัมผัสนุ่มละลายในปากด้วยชั้นไขมันราวกับโทโร่ หมักด้วยซอสที่เคี่ยวกับน้ำผึ้งแล้วนำไปย่างจนมีกลิ่นหอม และ หมูกรอบ ที่หนังบางกรอบเสียงกร๊อบลั่นเวลาเคี้ยวกินกับมัสตาร์ด หากใครที่ไม่ชอบส่วนที่มันมากก็มี หมูแดงย่าง เนื้อนุ่มให้ลิ้มรสเช่นกัน       เมนูเป็ดที่น่าสนใจอีกเมนูหนึ่งคือ เป็ดผีผา หรือ Pipa Duck เป็ดย่างรูปทรงแบนคล้ายผีผา(เครื่องสายของจีน) หมักซอสและเครื่องเทศข้ามคืนและเปลือกส้มตากแห้งให้กลิ่มหอมเฉพาะตัว     ปิดท้ายด้วย บะหมี่ และ เกี๊ยวกุ้ง เส้นบะหมี่เรียวเล็กเหนียวนุ่มฉบับจีนกวางตุ้งนำเข้าจากร้านต้นตำรับที่ฮ่องกงราดซอสถั่วรสเค็มมัน และเกี๊ยวกุ้งตัวโตสูตรเฉพาะของร้านเสิร์ฟมาในน้ำซุปหวานกลมกล่อม         นอกจากนี้ยังมีเมนูอื่นๆ อาทิ หมูกรอบ ไก่ซีอิ๊ว ข้าวและบะหมี่ราดหน้าต่างๆ รวมถึงของกินเล่นรสเด็ดอย่าง ถั่วเหลืองอบน้ำผึ้ง เห็ดหอมต้มซีอิ๊ว แมงกะพรุนหมักน้ำมันงา และเต้าหู้ราดซอสให้สั่งมาเป็นของกินเล่นที่เพลิดเพลินไม่เบา    

Chuan Kitchen ร้านอาหารจีนเปิดใหม่ในเซ็นทรัลเวิลด์ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักกินชาวไทยที่ได้มาเปิดประสบการณ์แห่งรสชาติแบบคนสิงคโปร์ท้องถิ่น ทั้งหมดเป็นเมนูที่เกิดจากการผสมผสานทางวัฒนธรรมหลายเชื้อชาติทั้งจีน มาเลเซีย อินเดียจนมีเอกลักษณ์เฉพาะ ใครเคยไปสิงคโปร์คงมีโอกาสได้ชิมรสชาติกันมาบ้าง แต่ถ้ายังไม่เคยอยากชวนมาร้านนี้เพราะครบเครื่องถึงรสเหมือนยกครัวมาจากสิงคโปร์           เริ่มที่เมนูกินเล่น กุ้งทอดซีเรียล กุ้งไซส์บิ๊กคั่วเนยหอมๆ โรยพริกเกลือและข้าวโอ๊ต รสชาติเค็มๆ มันๆ เผ็ดปลายลิ้นเล็กน้อย นอกจากเคี้ยวสนุกฟันแล้วยังหอมกลิ่นเคอรี่ลีฟอ่อนๆ เพิ่มความสดชื่นได้แบบไม่รู้ตัว       ต่อด้วยจานหลัก นาซีเลอมะค์ ข้าวหุงกับกะทิ คนสิงคโปร์นิยมกินกับน้ำพริกและเครื่องเคียง ได้แก่ ไก่ทอด ปลามะลิทอด ถั่วทอด หัวหอมเจียว แต่ทางร้านเพิ่มออปชั่นชวนกินยิ่งขึ้นด้วยท็อปปิงต่าง ๆ ให้สั่งเพิ่มตามใจชอบ       ลักซาหน้าตาคล้ายขนมจีนน้ำยาบ้านเรา ถือเป็นเมนูที่ช่วงชิงความเป็นหนึ่งด้วยสูตรลับเฉพาะของตัวเองเพราะไม่มีสูตรตายตัว แต่ที่เหมือนกันคือจะมีน้ำแกงเข้มข้นจากส่วนผสมของกุ้งแห้ง ใบลักซา และน้ำกะทิ ราดบนเส้นญวนแล้วใส่หอยแครงลวกปิดท้าย เป็นการมิกซ์แอนด์แมทช์ที่แปลกลิ้นแต่กินแล้วฟินทีเดียว นอกจากนี้ยังมีท็อปปิงอื่นๆ อาทิ กุ้ง ไก่ ฮื่อก้วย ไข่ต้ม ให้สายกินชาวไทยได้สั่งเพิ่มแบบจุใจ       ก่อนจบมื้ออย่าลืมเมนูที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดีคือบักกุดเต๋ น้ำซุปหอมกรุ่นตุ๋นด้วยเครื่องยาจีนหลายชนิดจนเข้มข้นถึงเครื่อง สมทบด้วยเครื่องเคราเปื่อยนุ่มเคี้ยวง่ายอย่างซี่โครงอ่อน กระเพาะหมู เห็ดหอม เห็ดเข็มทอง และฟองเต้าหู้ ซดคล่องคอและหอมกลิ่นพริกไทยทุกครั้งที่ตักเข้าปาก     ถ้ากินแล้วติดใจจะตามรอยไปกินต่อที่สิงคโปร์ก็ได้

Ippudo Ramen ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1985 ณ เมืองฮากาตะ ประเทศญี่ปุ่น โดย คุณชิกามิ คาวาฮารา เจ้าของฉายาราเมนคิง และมีดีกรีเป็นถึงผู้ชนะรายการ TV Champion Ramen Chef 3 สมัยซ้อน จนได้รับเกียรติให้มีชื่ออยู่ใน Ramen Hall of Fame โดยเขามีแนวคิดที่ว่า เพื่อไม่ให้เปลี่ยนไป เราจึงต้องเปลี่ยนแปลง จึงทำให้ราเมงทุกชามที่เสิร์ฟในร้านอิปปุโดะ ไม่ใช่ราเมนออริจินอลที่มีความเป็นมานานกว่า 300 ปี แต่กลับเป็นราเมนที่มาพร้อมด้วยนวัตกรรมและการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ให้ลูกค้าตลอดเวลา     ทุกส่วนประกอบในราเมนล้วนแล้วแต่ถูกคัดสรรมาอย่างดี ผ่านการปรุงอย่างพิถีพิถัน อาทิ เส้นราเมนทำเอง น้ำซุปกระดูกหมูทงคตสึที่ถูกเคี่ยวมาอย่างตั้งใจ เปรียบเสมือนราเมนหนึ่งชามที่งดงามราวกับงานศิลปะ ซึ่งมีเซฟเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวอันละเมียดละไม และด้วยความใส่ใจนี้เองทำให้อิปปุโดะสามารถขยายไปแล้วมากกว่า 220 สาขาทั่วโลก       ครั้งนี้ G&C ได้แวะมาชิมที่สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 7 บรรยากาศกว้างขว้าง รอบๆ ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีน้ำตาลอ่อน เห็นแล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจ สลับไปกับสีแดงร้อนแรง ซึ่งเป็นสีแห่งความเป็นมงคล มีชามราเมนสีดำ-แดง ประดับตกแต่งบนผนัง มองแล้วราวกับเรามาซู้ดราเมนในดินแดนอาทิตย์อุทัยอย่างไรอย่างนั้น       ประเดิมด้วยเมนูดาวเด่นอย่าง Ippudo Hakata Gyoza (90 บาท) เกี๊ยวซ่าแสนอร่อยแห่งร้านอิปปุโดะ แป้งบางกำลังพอเหมาะ กรอบนอกนุ่มใน ไส้หมูเนื้อแน่นเต็มคำ เสิร์ฟมาบนกระทะร้อนฉ่า จิ้มซอสสูตรพิเศษของทางร้าน รสเค็มกลมกล่อม     คนรักปลาต้องลอง Fresh Salmon Roll (260 บาท) แซลมอนโรลย่างจนหอมฉุย เนื้อหวาน ฉ่ำใน ท็อปด้วยซอสมาโย รสเปรี้ยวบวกกับความครีมมี ผสานไปกับสัมผัสกรุบกรับของไข่กุ้งโทบิโกะ     และแล้วก็ถึงเวลาชิม Shiromaru Special (280 บาท) เส้นราเมนทำเองเหนียวนุ่ม อยู่ในน้ำซุปทงคตสึกระดูกหมูสูตรต้นต้นรับของร้าน รสนุ่มนวล กลมกล่อม แล้วเพลิดเพลินกับเนื้อหมูที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะส่วนท้อง และส่วนไหล่ที่นุ่มราวกับจะละลายในปาก     เครื่องดื่มเราแนะนำ Peach Lemon Iced Tea (70 บาท) ชาพีชหอมๆ มิ๊กไปกับรสเปรี้ยวสดชื่นของน้ำเลมอน ดื่มแล้วชื่นใจ  

Tasty Congee & Noodle Wantun Shop ร้านคอมฟอร์ทฟู้ดสไตล์ฮ่องกง ในเครือ Ho Hung Kee ร้านโจ๊กและบะหมี่เกี๊ยวในตำนาน ซึ่งสืบทอดสูตรมานานกว่า 74 ปี รสชาติอร่อยเป็นที่เลื่องลือกระทั่งสามารถคว้ารางวัลมิชลินสตาร์ 1 ดาวได้ในปี 2015 และต่อเนื่องมาจนถึงปี 2018 และปัจจุบันคุณ Ho Koon Ming ทายาทรุ่นที่ 2 เข้ามาดูแลกิจการต่อโดยมีเมนูอาหารให้ลูกค้าได้เพลิดเพลินกว่า 90 เมนู         ในส่วนของรสชาติ ก็ยังคงความอร่อยไว้ได้สมคำร่ำลือ ซึ่งได้มาจากองค์ประกอบสำคัญต่างๆ  ทั้งเส้นหมี่ทำเอง เพิ่มสัมผัสกรุบกรอบเล็กๆ เกี๊ยวลูกโต ที่ผสมเนื้อหมูและเนื้อกุ้งเข้าด้วยกัน น้ำซุป ซึ่งทำมาจากปลาลิ้นหมาตากแห้ง กระดูกหมู และไข่กุ้ง เคี่ยวนานหลายชั่วโมง และโจ๊กสไตล์ฮ่องกง ที่เนื้อเนียน นุ่มละมุนอย่าบอกใคร ทั้งหมดนี้พร้อมเสิร์ฟให้ชิมแล้วที่ ชั้น G ของห้างสรรพสินค้า “สยามพารากอน”       เรียกน้ำย่อยกันด้วยคาราวานติ่มซำ อาทิ ห่ามโส่ยโค๊ะ (120 บาท) แป้งข้าวเหนียวเนื้อหนึบ กรอบนอกนุ่มใน ห่อไส้หมูแดงรสหวาน เข้มข้น กินกี่คำก็ติดใจ ม่าไลโถว (120 บาท) หมั่นโถวนึ่งไอน้ำ เนื้อนิ่มฟู๊ฟู ของชอบใครหลายคน        เกี๊ยวผักปวยเล้ง (160 บาท) แป้งเกี๊ยวบางๆ ห่อด้วยกุ้งเนื้อสดที่รวมไปกับผักมากประโยชน์อย่าง ปวยเล้ง จิ้มกับจิ๊กโฉ่รสเปรี้ยวพอดี  ปอเปี๊ยะผักทอด (140 บาท) ปอเปี๊ยะทอด ไส้เห็ดนานาชนิด รสเค็มใช้ได้ กินกับซอสเข้ากันดี       ตามด้วย ก๋วยเตี๋ยวหลอดกุ้งแห้ง (160 บาท) แป้งนุ่มนิ่ม ผสมกับกุ้งแห้งตัวใหญ่ กินคู่กับซอสรสหวาน ก๋วยเตี๋ยวหลอดปาท่องโก๋ (180 บาท)  แป้งก๋วยเตี๋ยวหลอด ห่อปาท่องโก๋เนื้อกรอบนอกนุ่มใน เป็นเมนูที่ทุกโต๊ะต้องลิ้มลอง       ซาลาเปาทอดไส้ครีม (160 บาท) แป้งสีเหลืองทอง น่าอร่อย รูปร่างไม่เหมือนใคร ข้างในเป็นไส้ครีมหวานพอเหมาะ     มาถึงเมนูซิกเนเจอร์ของร้าน พบกับ บะหมี่แห้งเกี๊ยวกุ้ง (260 บาท) เส้นบะหมี่โฮมเมด มีความกรอบเล็กๆ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของทางร้าน เคียงเกี๊ยวกุ้งไส้แน่นเต็มคำ ราดซอสสูตรลับรสเค็มกลมกล่อม จากนั้นคลุกเคล้ากันให้ทั่ว ก่อนซู้ดเส้นกันแบบเพลินๆ     ใครชอบซดน้ำซุปต้องสั่ง บะหมี่น้ำเกี๊ยวกุ้ง เห็ดหูหนูดำหน่อไม้จีน (260 บาท) เส้นหมี่ทำเองเหนียวนุ่ม อยู่ในน้ำซุปรสนุ่มนวล หอมกลิ่นน้ำมันงา มีเกี๊ยวกุ้งเนื้อเด้งที่เป็นพระเอกของชาม     บะหมี่ราดหมูผัดซอสเผ็ดสไตล์ฮ่องกง (260 บาท) บะหมี่เหลืองโฮมเมด เส้นยาวๆ เข้ากันดีกับหมูผัดซอสสูตรเฉพาะของทางร้าน รสเค็มหวาน แซมด้วยเผ็ดนิดๆ     สายเนื้อต้องสั่ง บะหมี่แห้งเนื้อตุ๋นซอสจูโห่วสไตล์ฮ่องกง (300 บาท) เนื้อคุณภาพ ตุ๋นจนได้ที่ กินพร้อมกับบะหมี่สุดอิ่มเอม ส่วนใครที่ไม่กินเนื้อ ทางร้านมี บะหมี่แห้งขาหมูตุ๋นสไตล์ฮ่องกง (300 บาท) เนื้อขาหมูนิ่มๆ เต็มอิ่มไปด้วยคอลลาเจน เสิร์ฟพร้อมบะหมี่ทำเอง กินกับซอสหอยนางรมอย่างดี       ต่อด้วยเมนูที่เรารัก โจ๊กหมูกับเครื่องใน (300 บาท) โจ๊กเนื้อเนียนนุ่ม หอมกลิ่นสโมกกี้เบาๆ กินพร้อมกับตับหมู ที่สุกกำลังดี ไส้หมู และกระเพาะหมู     ของหวานเราแนะนำ สาลี่ตุ๋นกับเมล็ดแอปริคอต (140 บาท) แบบร้อน สาลี่รสหวานสดชื่น ตุ๋นกับเมล็ดแอปริคอตจนเนื้อนุ่ม ซดอุ่นๆ สบายท้อง และ เยลลี่ดอกหอมหมื่นลี้กับเม็ดเก๋ากี้ (120 บาท) เยลลี่เนื้อเด้งดึ๋ง เย็นๆ รสหวานละมุน ภายในมีเม็ดเก๋ากี้ สมุนไพรของเมืองจีนที่ดีต่อร่างกาย    

“Mickey’s Diner” ร้านอาหารใหม่ของ “เชฟชาลี กาเดอร์” แห่ง 100 มหาเศรษฐ์ ที่ปรับเปลี่ยนร้านกินดื่มสังสรรค์ (Beer Bridge) มาเป็นร้านอาหารสไตล์ American Diner ที่ลงลึกและคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดีมาเสิร์ฟเป็นเมนูคอมฟอร์ดฟู้ดยอดนิยมของชาวอเมริกันที่บอกเลยว่า ใครคิดถึงดินแดนแห่งเสรีภาพต้องไม่พลาดเด็ดขาด       จุดเด่นของที่นี่คือ การนำเสนอเมนู American Comfort Food และอาหารเช้าแบบ All Day Breakfast ที่กินได้ทุกวันสอดคล้องกับชื่อร้านที่มาจากตัวการ์ตูนที่ทุกคนคุ้นเคย รวมทั้งบรรยากาศและการตกแต่งด้วยโทนสีแดงขาวและไฟนีออนซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในซีรีส์อเมริกันเรื่องโปรด     ใครแวะมาตอนเช้า เราแนะนำ Mickey’s Breakfast ที่มีทั้งเบคอน ไข่ดาว แพตตี้ไส้กรอกหมู มันฝรั่งทอด และแพนเค้กราดเมเปิลไซรัป ถ้าดูหนักไปจะลอง Breakfast Sandwich ขนมปังบันโฮมเมดสอดไส้แพตตี้ไส้กรอกหมู ไข่ ชีส และเบคอน หรือ Chicken & Biscuit Sandwich แซนด์วิชเนื้อบิสกิตกรอบรนิดๆ หอมเนยสอดไส้ไก่ทอดชิ้นโต ราดซอสเกรวีที่ทำจากไส้กรอกของร้านที่อร่อยกำลังดี         สำหรับสายกิน (อิ่ม) ต้องสั่งเมนูขายดี Chicken & Waffle วัฟเฟิลกรอบนอกนุ่มในที่ใส่แป้งยีสต์เพิ่มความกรอบฟู กินกับไก่ทอดที่ผ่านการแช่บัตเตอร์มิลก์และชุบแป้งทอดถึง 2 รอบ เสิร์ฟพร้อมเนย เมเปิลไซรัป และฮอตซอสโฮมเมด เพิ่มความเพลินด้วย Blooming onion หอมหัวใหญ่แช่บัตเตอร์มิลก์และชุบแป้งทอดทั้งลูกจนบานสวยเหมือนดอกไม้ กินกับแรนซ์เดรสซิงรสเปรี้ยว       ส่วนสาวๆ เฮลต์ตี้ไม่ต้องกลัวหิว เพราะ Cobb Salad สลัดประจำบ้านของชาวอเมริกันที่มีทั้งไข่ อะโวคาโด มะเขือเทศ บลูชีส และไก่ย่าง เสิร์ฟคู่แรนซ์เดรสซิงที่อร่อยได้สุขภาพไม่แพ้กัน แต่ถ้าเป็นสาย (ชอบ) หวานจัดเต็มห้ามพลาด Strawberry Milkshake มิลก์เชกสตรอว์เบอร์รีเข้มข้นใส่ทอปปิงจุใจแบบแก้วเดียวอยู่ (ท้อง)    

โรงเสบียง (Rong Sabiang) ร้านหัวใจสีเขียวที่ซ่อนตัวอยู่ในโครงการ Sansiri Backyard @ T77 Community ในซอยสุขุมวิท 77 ที่มีเพื่อนพ้องรักษ์โลกอย่าง ไร่กำนันจุล ปฐม และตลาดต้นไม้ปองโยอยู่ในโครงการนี้ด้วย       ด้วยคอนเซ็ปต์ Farm to table ทำให้โรงเสบียงเหมาะกับโครงการสีเขียวนี้ที่สุด วัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารในร้าน สดจากไร่ออแกนิคของกำนันจุล และจากแปลงผักหลังร้านของโครงการ Sansiri Backyard อีกด้วย     ภายในร้านตกแต่งได้อย่างน่านั่ง ใช้สีเขียวสบายตาสดชื่น มีหน้าต่างกระจกบานใหญ่เผยรับแสงธรรมชาติ มองเห็นสวนเล็กๆ ส่วนพื้นที่หน้าร้านก็ฮอตไม่แพ้กันเพราะถูกจับจองจนเต็มทุกเย็น       อาหารเป็นสไตล์ออลเดย์ไดนิ่งทั้งอาหารไทยและยุโรป รวมทั้งอาหารกลางวันจานด่วน และมื้อสายในวันหยุด เป็นเมนูที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดี เช่น ปลาแห้งแตงโมสิงห์บุรี (220 บาท) เมนูโบราณที่ใช้แตงโมสดหวานสีแดงฉ่ำน้ำ หั่นชิ้นสี่เหลี่ยมพอดีคำ โรยด้วยปลาแห้งจาก จ.สิงห์บุรี ที่ตำและป่นมาจนเนื้อฟู ปรุงรสเค็มๆ หวานๆ กินแล้วสดชื่นคลายร้อน     ข้าวยำโรงเสบียง (290 บาท) เมนูประจำร้านใช้ผักสดคุณภาพดี ปลอดสารพิษ ประกอบไปด้วยผักสวนครัวอย่าง ตะไคร้ ใบมะกรูด ถั่วฝักยาว ส้มโอ แครอต ถั่วงอก แตงกวา เสิร์ฟพร้อมข้าวสีฟ้าอมม่วงสวยจากดอกอัญชัน เคล้ากับน้ำข้าวยำรสเค็มหวานกลมกลม เป็นเพื่อสุขภาพที่กินแล้วอิ่มเบาสบายท้อง     แกงเหลืองปลากะพงมะละกอสวน (260 บาท) แกงเหลืองน้ำแกงเข้มข้นที่ใช้พริกแกงทำเอง มีกลิ่นหอมของสมุนไพรในเครื่องแกง กับเนื้อปลากะพงสดจากทะเล เนื้อแน่น รสหวาน ใส่มะละกอดิบจากสวน ทำให้แกงชามนี้อร่อยครบรส     ริบอายนิวซีแลนด์ & เกรวี (380 บาท) เนื้อส่วนริบอายจากนิวซีแลนด์ หมักและย่างจนมีกลิ่นหอม เสิร์ฟพร้อมซอสเกรวีที่เคี่ยวกว่า 4 วัน จนมีรสนุ่ม และมันบดโฮมเมดหอมกลิ่นเนย เนื้อแน่นเนียน     นอกจากอาหารอร่อยแล้ว ยังมีเครื่องดื่มอย่างกาแฟ คราฟต์ค็อกเทล และชาพิเศษที่ทำจากพืชผักและดอกไม้ในสวน ให้จิบพร้อมรับบรรยากาศธรรมชาติอย่างเต็มเปี่ยม  

Samsen Villa Life สาขา The River ร้านอาหารบรรยากาศสุดโรแมนติกริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เน้นปรับลุคให้เข้ากับยุคสมัย โดยชูไลฟ์สไตล์เรียบง่ายที่เข้าถึงได้ทุกเจเนอเรชัน ไม่เพียงตกแต่งสไตล์โมเดิร์นลอฟท์ชวนนั่ง ทิวทัศน์ของลำน้ำเจ้าพระยายังเป็นไฮไลต์ที่ใครก็ไม่อยากพลาด         อีกทั้งชื่อ “สามเสนวิลล่า” ยังการันตีเรื่องของรสชาติได้เป็นอย่างดีเพราะถือเป็นตำนานของสายกิน-ดื่มรุ่นเก๋ามายาวนานกว่า 40 ปี โดยเฉพาะเมนูคู่ร้านอย่างหมูสะเต๊ะสูตรต้นตำรับที่ยังคงอร่อยนุ่มลิ้นไม่ต่างจากวันแรกที่เปิดร้าน ยิ่งกินแกล้มกับเบียร์วุ้นแก้วแช่ที่จับเข้าคู่กันเมื่อไหร่ ก็อร่อยถึงใจเมื่อนั้น           นอกจากหมูสะเต๊ะรสเด็ดเรายังเทใจให้ซิกเนเจอร์ที่ขายดีตีคู่กันมาอย่างขาหมูเยอรมัน ขาหมูไซส์พิเศษ เนื้อนุ่มหนังกรอบและมีมันน้อย ชูรสด้วยน้ำจิ้มซีอิ๊วหวานหรือจะเลือกแตะน้ำจิ้มซีฟู้ดก็เป็นทางเลือกที่เพิ่มความสดชื่นจี๊ดจ๊าด ทำให้กินได้เรื่อย ๆ ไม่รู้สึกว่าเลี่ยนเลย       อีกเมนูรสเลิศยกให้ซี่โครงหมูย่างซอสบาร์บีคิว ทางร้านเสิร์ฟซี่โครงหมูยกแผงใหญ่ให้อร่อยได้จุใจแบบไม่ต้องแย่งกัน กลิ่นหอม ๆ เคลือบซอสฉ่ำ ๆ รสชาติเข้มข้นสไตล์อเมริกัน ผสานระดับความนุ่มฟินเกินร้อยแค่ใช้มีดกดเบาๆ เนื้อก็หลุดล่อนจากกระดูก เคี้ยวเพลินหมดจานไม่รู้ตัว       ปิดท้ายกับยำสามเสนไลฟ์ ส้มโอเนื้อเปรี้ยวอมหวานกำลังดี คลุกเคล้ากับเครื่องเคราและน้ำยำ 3 รส จบด้วยกุ้งสดลวกพอสุก กินเคียงกับเกี๊ยวกรอบไร้มัน วันไหนรู้สึกอ่อนล้ากับการทำงานกินแล้วจะรู้สึกเหมือนได้ชาร์ตพลัง ไม่แน่ว่าไอเดียดี ๆ อาจเกิดขึ้นตรงนี้ก็ได้     แถมราคายังย่อมเยาสบายกระเป๋า ไม่ต้องรอให้ถึงโอกาสพิเศษก็แวะมาชิลได้ทุกเวลา

River Wine ร้านสวยสะดุดตาริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ดีกรีความเท่นั้นเกินร้อย ด้วยการตกแต่งสไตล์โมเดิร์นลอฟต์ เน้นคอนกรีตเสริมเหล็กสีดำและปูนเปลือย ก่อนเบรกความดิบด้วยวัสดุธรรมชาติอย่างไม้ไผ่และสระน้ำใสๆ ให้พักสายตา       นอกจากดีไซน์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร พื้นที่อันกว้างใหญ่ยังช่วยให้จัดสรรมุมชิคๆ คูลๆ ได้อย่างหลากหลาย ลูกค้าเลือกนั่งได้สบายแบบไม่รบกวนกัน แต่ถ้าอยากได้มุมมหาชนอย่างโซนที่นั่งปูนเปลือยกลางสระน้ำที่ระดับน้ำสูงจนเกือบถึงไหล่ก็อาจต้องกริ๊งกร๊างจับจองกันล่วงหน้าเพื่อไม่ให้พลาดมุมไฮไลต์นี้ อีกโซนขายดีคือบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีวิวสวยๆ ให้นั่งชมแบบพาโนรามา ผ่อนคลายจนไม่อยากลุกไปไหน           ส่วนเมนูอาหารเล่มโตบรรจุรายการอาหารไว้นับร้อยทั้งอาหารไทยและนานาชาติ เริ่มที่จานเด็ดอย่างพาสตาปลาเค็ม ลูกผสม 2 สัญชาติที่ทำได้อย่างกลมกล่อมลงตัว เส้นพาสตาเหนียวนุ่มเคลือบด้วยรสเค็มๆ มันๆ ผสานกลิ่นหอมละมุนไม่ฉุนแรงของปลาเค็ม เรายังชอบที่มีเนื้อปลาเค็มชิ้นเล็กๆ ใส่มาให้เคี้ยวเล่นด้วย        ต่อด้วยหมี่กระเฉด ผัดหมี่สูตรโบราณใส่กุ้ง หมึกสด หมึกกรอบ ทีเด็ดอยู่ที่หมี่ขาวเส้นนุ่มหอมกลิ่นพริก กระเทียม และหอมแดง ตามด้วยผักกระเฉดคัดเฉพาะยอดอ่อน ไม่เหนียวแต่เคี้ยวกรุบ ปรุงรสกลมกล่อมเจือเผ็ดเล็กน้อยที่ปลายลิ้น ทั้งยังผัดได้ค่อนข้างแห้ง ไม่มีน้ำมันส่วนเกิน กินแล้วถูกปากจนอยากสั่งเพิ่ม       อีกเมนูที่นิยมสั่งกันทุกโต๊ะคือทอดมันกุ้ง ทอดมันชิ้นกลมโตแอบมีรูตรงกลางเหมือนโดนัท ทางร้านทอดได้กรอบนอกนุ่มใน เคี้ยวสู้ฟันด้วยเนื้อสัมผัสของกุ้งสับเน้นๆ ชูรสชาติด้วยน้ำจิ้มบ๊วยรสเปรี้ยวนำหวานตาม นอกจากเป็นร้านอาหารสำหรับทุกคนในครอบครัวแล้ว River Wine ยังเป็นไวน์บาร์ชื่อดังในย่านนี้ เพราะรวบรวมไวน์ดีจากทั่วโลกมาไว้ในที่เดียว รวมถึงเครื่องดื่มอย่างสปิริต เบียร์ ค็อกเทล หรือม็อกเทลก็มีไว้รองรับ (นักดื่ม) ทุกคน     จุดหมายของสายกิน(ดื่ม)ครั้งต่อไป ต้องมีชื่อร้านนี้ในใจแล้วล่ะ

ร้านสวยที่ตกแต่งอบอุ่นชวนนั่งแห่งนี้มีเจ้าของเป็นสาวชาวจีนชื่อ Xi Ya ที่หลงเสน่ห์เมืองไทยและอยากนำอาหารจีนสไตล์เสฉวนมาให้คนไทยได้ลองชิม และเชื่อว่าแค่ได้ลองครั้งแรกก็จะติดอกติดใจในรสชาติที่ทั้งอร่อยและเข้าถึงง่าย โดยไม่ต้องห่วงเรื่องรสเค็มมันเพราะทางร้านปรับระดับลงให้ถูกปากคนไทยแล้ว           เริ่มด้วยเครื่องดื่มหอมหวานชื่นใจอย่างชาฟักเขียว และน้ำหวังเหล่าจี๋ สมุนไพรจีนที่ดีต่อสุขภาพ แล้วต่อด้วยไต้ฝุ่นรูทโลตัส รากบัวสอดไส้หมูสับโรยเกล็ดขนมปังทอด เคี้ยวกรุบกรอบ รสชาติเค็ม ๆ มัน ๆ เพิ่มสีสันและรสเผ็ดนิด ๆ ด้วยพริกหวาน 2 สีสับละเอียด อร่อยแบบไม่ต้องพึ่งน้ำจิ้ม       ต่อด้วยต้มปลาผักกาดดองซิกเนเจอร์ที่หลายคนยกให้เป็นรักแรกพบ ทีเด็ดอยู่ที่ปลากระพงไร้ก้างหั่นชิ้นใหญ่ให้เคี้ยวเต็มคำกับผักกาดดองคัดอย่างดี ในน้ำซุปหอมกรุ่นเคี่ยวจากกระดูกปลานานกว่า 12 ชั่วโมง รสชาติเปรี้ยวหวาน แซมเผ็ดและเค็มเล็กน้อย โรยต้นหอม กระเทียมเจียว และกลีบดอกเบญจมาศเพิ่มสีสันและกลิ่นหอมชวนกิน อร่อยครบรสทั้งน้ำและเนื้อ อย่าลืมสั่งข้าวผัดผักกาดดอง ข้าวผัดรสชาติเค็มมัน จับคู่กับเมนูต้มปลาผักกาดดองได้อย่างลงตัว         ยำหูหมู เมนูนี้ไม่ต้องห่วงว่าจะเหนียวเพราะเคี้ยวนุ่มมาก ทางร้านหั่นชิ้นบางแล้วนำไปผัดกับซอสเสฉวนและล่าเจียวหรือน้ำมันพริกเผา เหยาะเครื่องปรุงรสเล็กน้อย รสชาติกลมกล่อมถูกปาก       ปิดท้ายด้วยมะเขือกระทะร้อน มะเขือม่วงสอดไส้หมูสับ ปรุงรสเค็มหวาน เสิร์ฟในกระทะร้อนพร้อมเสียงฉ่าควันฉุย ตักกินกับข้าวสวย อร่อยแก้มตุ่ยทีเดียว!     ยกให้เป็นร้านอาหารจีนในท็อปลิสต์เลย!

ขึ้นชื่อว่าสมบูรณ์โภชนา ร้านอาหารทะเลชื่อดังที่ผสมผสานจุดเด่นของอาหารไทยและอาหารจีนได้อย่างกลมกล่อมลงตัว สั่งเมนูไหนก็ไม่ผิดหวัง ปัจจุบันมีมากถึง 8 สาขา ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น ใครอยู่ย่านใจกลางเมืองที่การเดินทางแสนสะดวกสบายแนะนำสาขาเซ็นทรัลเวิลด์ การตกแต่งภายในเรียบหรูและมีพื้นที่กว้างขวาง การจัดวางโต๊ะเป็นสัดส่วน เหมาะกับการนั่งคุยกันอย่างออกรสแบบไม่รบกวนใคร           ส่วนเมนูอาหารยกขบวนมาครบครันไม่น้อยหน้าสาขาไหน แต่ถ้ายังลังเลใจเลือกไม่ถูก สั่ง 4 เมนูไฮไลท์มาประเดิมไปพลางๆ ก่อน โดยเริ่มที่ปูผัดผงกะหรี่ สูตรต้นตำรับครองใจลูกค้ามานานกว่า 50 ปี ปูทะเลเนื้อแน่นก้ามโตเสิร์ฟทั้งตัว ระดับความสดเหมือนเพิ่งยกขึ้นจากทะเลจึงไร้กลิ่นกวนใจ ทางร้านยังตั้งใจผัดให้มีน้ำขลุกขลิกจะได้ตักคลุกเคล้ากับข้าวสวยได้กลมกล่อมถึงใจยิ่งขึ้น แถมด้วยกลิ่นหอมรัญจวนใจของผงกะหรี่ อร่อยเพลินหมดจานไม่รู้ตัว         อีกเมนูแรงดีไม่มีตกยกให้ปลากระพงราดน้ำปลา คัดเฉพาะปลาไซส์บิ๊กนำมาทอดจนสุกกรอบ ผิวสีเหลืองทองชวนกิน เสิร์ฟพร้อมน้ำปลาปรุงรสเข้มข้นและมีกลิ่นหอมชวนหิว       ต้มยำกุ้ง แค่เห็นสีสันก็หวั่นไหว เตรียมใจไว้เลยว่าจะต้องแซ่บเวอร์แน่นอน ทางร้านใช้กุ้งก้ามกรามเนื้อเด้งเต็มคำ ส่วนน้ำแกงเข้มข้นสูตรของร้านใส่พริกเผา ไม่ใส่นมหรือกะทิ ซดร้อนๆ คล่องคอชื่นใจ     สุดท้ายคือข้าวผัดปู ถือเป็นเมนูคู่โต๊ะที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เนื้อปูก้อนใหญ่ๆ ใส่มาให้แบบไม่หวง ยังไม่พอเพราะเสริมด้วยเครื่องเคราอย่างกุนเชียงและไข่ จานนี้จับคู่กับเมนูไหนก็อร่อยเข้ากันทั้งนั้น     ขึ้นชื่อว่า “สมบูรณ์โภชนา” จะผ่านมากี่ปีที่ไม่เคยทำให้ใครผิดหวัง

ยามะจัง (SEKAI NO YAMACHAN) ร้านดังแห่งเมืองนาโกย่า ฉลองครบรอบ 6 ปีในบ้านเราด้วยสาขาใหม่ใกล้กว่าที่เคยอย่างอารีย์ พร้อมการตกแต่งแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมด้วยการใช้โทนสีน้ำตาลและงานไม้ ส่วนหน้าร้านประดับด้วยโคมไฟสีแดงสดใส แค่เปิดประตูก็รู้สึกถึงความสนุกสนานสไตล์อิซากายะได้ทันที           นอกจากจะยกเมนูซิกเนเจอร์ของยามะจังมาให้สั่งแบบครบถ้วนแล้ว ยังตั้งราคาได้ย่อมเยาเข้าถึงง่าย (เครื่องดื่มราคาเริ่มต้นที่แก้วละ 88 บาทเท่านั้น) เริ่มมื้อนี้ด้วยชีสทอด 10 ไม้ ชีสทอดกรอบนอก ด้านในยืดถูกใจ เป็นเมนูกินเล่นที่เพลินแบบหยุดไม่ได้       ต่อด้วยเมนูขวัญใจตลอดกาล ปีกไก่ทอดยามะจัง 30 ปีก ที่ของแท้ต้องเสิร์ฟสูงมาเป็นกองภูเขา ปีกไก่ทอดของที่นี่กรอบและเข้มข้นด้วยสูตรลับ ใช้ซอสและผงปรุงรสนำเข้าจากญี่ปุ่นทั้งหมด ไม่มีการหมัก ไม่ชุบแป้ง ทอดด้วยวิธีพิเศษอันเป็นที่มาของการ “รูดไก่” วิธีกินสุดสนุกของที่นี่ แค่บิดตรงช่วงกระดูกข้อต่อแล้วส่งเข้าปากได้ง่ายๆ ส่วนใครรู้สึกว่ารสจัดไปก็สสามารถสั่งแบบลดเค็ม ลดเผ็ดได้       ปลาฮอกเกะย่าง เนื้อปลานุ่มแน่น ย่างมาร้อนๆ มีรสเค็มอ่อนๆ จากเกลือ กินกับข้าวสวยแล้วดีงาม ตามด้วย ไก่คาราอาเกะสูตรดั้งเดิม เมนูชื่อดังแห่งนาโกย่า ไก่ทอดชิ้นโตเต็มคำ ด้านนอกกรอบ กัดไปแล้วเจอเนื้อไก่นุ่มและชุ่มฉ่ำ และห้ามพลาดกับยำปลาหมึกดอง เมนูสไตล์อิซากายะที่เคี้ยวสนุกและรสชาติจัดจ้าน (ถูกปากคนไทยอย่างเรายิ่งนัก) ตักทีละน้อยกินคู่กับแตงกวากรอบๆ เข้ากัน           นอกจากนี้ยังมีซุปกิมจิ ไว้ซดร้อนๆ คล่องคอ และ ข้าวผัดมันปูผสมมิโซะ ที่น่าจะถูกใจเพราะผัดได้หอมมัน ข้าวก็เป็นเม็ดไม่แฉะ         ปิดท้ายด้วยของหวานสุดฮิตอย่าง มันหวานญี่ปุ่นและไอศกรีมนมสด มันหวานญี่ปุ่นทอดอุ่นๆ กินกับไอศกรีมโฮมเมดสุดละมุน ราดด้วยน้ำผึ้ง หรือจะสั่งเป็น ขนมปังเดนิชและไอศกรีมนมสด ก็จะได้เนื้อสัมผัสที่อร่อยไปอีกแบบ       ปิดท้ายเครื่องดื่มอีกหลายเมนู แนะนำ Fruit Punch เปรี้ยวหวานสดชื่น และ Lemon Chu hi ที่เปรี้ยวซ่า       แฟนๆ ยามะจังอย่าพลาดเชียว

หากคิดถึงเนื้อไก่นุ่มฉ่ำลิ้นในเมนูข้าวมันไก่สิงคโปร์จาก Sergeant Kitchen ประเทศสิงคโปร์ วันนี้แค่ตรงมาที่เซ็นทรัลเวิลด์ก็ได้กินแล้ว เพราะทางร้านนำสูตรต้นตำรับมาสับขายรัวๆ มีทั้งแบบจานเดียวอิ่มสบายท้อง และเซ็ตเมนูเอาใจคนกินจุรวมถึงเหล่าฟู้ดดี้ให้กินได้ครบรสแบบไม่ต้องรักพี่เสียดายน้อง         ตู้กระจกหน้าร้านแขวนไก่ทั้งตัวไว้เรียงราย แต่ละตัวเนื้อแน่นอวบตึง แค่เห็นก็น้ำลายสอ สเน่ห์ของข้าวมันไก่สิงคโปร์สูตรไหหนานอยู่ที่ความนุ่มฉ่ำของเนื้อไก่ สีสันชวนกิน เนื้อยังมีรสหวานจากการต้มด้วยสมุนไพรมากกว่า 14 ชนิด ส่วนข้าวมันมีกลิ่นหอมของกระเทียมและสมุนไพร เคี้ยวนุ่มเข้ากันดีกับเนื้อไก่         ขายดีที่สุดยกให้ ชุดข้าวมันไก่สิงคโปร์+ผักกวางตุ้งน้ำมันหอย อร่อยจุใจกับเนื้อไก่จานโตที่สับมาให้แบบไม่หวง กินกับข้าวมันหอมกรุ่น เสริมรสชาติด้วยพริกน้ำส้ม ซีอิ๊วดำ น้ำจิ้มขิง หรือน้ำจิ้มเต้าเจี้ยวสไตล์ไทยก็ได้ตามชอบ ในชุดยังมีผักกวางตุ้งผัดน้ำมันหอย แล้วปิดท้ายด้วยซดน้ำซุปร้อนๆ คล่องคอ       ชุดข้าวมันไก่ทอด+ผักกวางตุ้งน้ำมันหอย ชุดนี้เปลี่ยนจากไก่ต้มสุดนุ่มมาเป็นไก่ทอดที่กรอบนอกนุ่มใน อย่าลืมเสริมรสชาติด้วยน้ำจิ้มรสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย อร่อยจนไม่อยากวางช้อน       ถ้าชอบไก่ย่างแนะนำ ข้าวมันไก่ย่างสิงคโปร์ซึ่งระดับความนุ่มฟินไม่เป็นรองกัน       แต่ถ้าอยากลิ้มลองให้ครบทั้ง 3 รสชาติให้สั่งชุดข้าวมันไก่สามสหาย ยกขบวนมาครบทั้งไก่ต้ม ไก่ย่างและไก่ทอด เสิร์ฟพร้อมเต้าหู้นึ่งราดซอสน้ำมันหอย (จานนี้เด็ดมากอยากให้ลอง) ผักกวางตุ้งน้ำมันหอย และไข่ต้มสมุนไพร ส่วนเครื่องดื่มห้ามพลาดน้ำข้าวบาร์เลย์ รสหวานน้อย ดื่มแล้วสดชื่นจนต้องยกนิ้วให้     ไม่ต้องบินไปสิงคโปร์ เพราะยกต้นตำรับจากสิงคโปร์มาไว้ที่นี่แล้ว

ใครชอบกินอาหารจีนสไตล์กวางตุ้ง ตรงไปที่ Dà Cuisine (ต้า คูซีน) ได้เลยเป็นร้านเปิดใหม่ที่อาคารแอทธินี ทาวเวอร์ ถนนวิทยุ       ภายในร้านบรรยากาศแสนสบายดูทันสมัยน่าถ่ายรูปทุกมุม ตกแต่งด้วยสไตล์จีนโมเดิร์น มีจุดเด่นด้วยเบาะสีเหลืองลายดอกไม้แสนหวานและผนังสีน้ำเงิน พร้อมกับห้องส่วนตัวและโซฟามุมต่างๆ ให้เลือกนั่ง       จานเด่นอยู่ที่อาหารจีนสไตล์กวางตุ้งสูตรดั้งเดิมกว่า 50 ปี เสิร์ฟบนกระทะร้อนๆ ควันฉุย มีเมนูเด็ดที่ห้ามพลาด คือ ต้ากระทะร้อน (450 บาท) ลูกชิ้นกุ้งห่อด้วยปลาหมึกทอดเสิร์ฟบนกระทะร้อนจี๋ ราดด้วยเครื่องผัดที่ทำจากผักชี ต้นหอม กระเทียม และพริกไทยผัดรวมกันให้กินหอมชวนกิน เนื้อกุ้งแน่นเต็มคำ จิ้มกับซอสมะเขือเทศสูตรลับของทางร้าน และผักดองกรอบๆ ได้รสเปรี้ยวหวานหอมอร่อย     ซี่โครงหมูซอสเต้าหู้ยี้กระทะร้อน (320 บาท) ซี่โครงหมูเนื้อนุ่มผัดกับซอสสีแดงสดใส รสเปรี้ยวหวานหอมกลิ่นของเต้าหู้ยี้ กินกับขนมปังโรลอบก้อนกลมเนื้อนุ่ม ทาด้วยเนยเค็มและแยมส้มอร่อยเข้ากัน     ส่วนใครที่ชอบติ่มซำต้องลองสั่ง ขนมจีบเป๋าฮื้อ (160 บาท) ขนมจีบลูกเบิ้มชิ้นใหญ่เต็มเข่ง เนื้อแน่นทำจากเนื้อกุ้งล้วนเต็มคำ วางหอยเป๋าฮื้อขนาดพอดีคำไว้ด้านบน เคี้ยวพร้อมกันหวานหอมอร่อย     เมนูกินเล่นที่อร่อยไม่ใช่เล่นต้องสั่ง ฟักทองชุบไข่เค็ม (180 บาท) ฟักทองสไลด์แผ่นหนากำลังดี คลุกแป้งแล้วทอดจนผิวกรอบ ผัดเคลือบด้วยซอสไข่เค็ม ให้มีรสเค็มหวานผสานกัน กินแล้วต้องอยากกินอีก     บะหมี่กุ้งพริกเผา (จานเดี่ยว 290 บาท แบบเซต 390 บาท) อาหารจานเดียวที่สั่งเป็นจานเดี่ยวหรือเป็นเซตมื้อกลางวันก็เหมาะ บะหมี่ไข่สีเหลืองนวลเส้นเหนียวนุ่ม เสิร์ฟกับกุ้งตัวโตผัดพริกเผารสหวานเค็มเผ็ด และมีกลิ่นหอม กินจานนี้บอกได้เลยว่าอร่อยเต็มอิ่ม     เป็นร้านที่อร่อยคุ้มค่า แฟนคลับอาหารจีนควรมาลอง