พอกล่าวถึงอาหารเพื่อสุขภาพ หลาย ๆ คนอาจจะจำภาพของอาหารรสจืด ไม่ค่อยโดนใจ แต่ที่ร้าน Cheat Day by Modish ที่ตั้งอยู่ที่บริเวณชั้น 1 ของโครงการเดอะ ปาร์ค (The PARQ) ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของอาหารเพื่อสุขภาพแบบเดิม ๆ ไปจนหมด ด้วยการดีไซน์อย่างสร้างสรรค์       ภายในร้านดูอบอุ่นด้วยโทนสีเรียบง่ายอย่างสีเขียวเข้มกับสีน้ำตาลอ่อนของไม้ ดูราวกับอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ด้านหน้าร้านมีอาหารและเครื่องดื่มแบบกล่องสำหรับซื้อกลับเรียงรายอยู่บนตู้ ไม่ว่าจะเป็นของคาว ขนมเค้กมังสวิรัติ ขนมปังมังสวิรัติ และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอย่างคอมบูชา (Kombucha)           เมนูอาหารของร้านทั้งหมดผ่านการเลือกสรรมาอย่างดีโดยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเพื่อสุขภาพ มีสารอาหารครบ 5 มื้อ เพราะ Modish เป็นแบรนด์ที่รู้จักกันในแวดวงอาหารสำหรับผู้ป่วย จากจุดแข็งนี้จึงนำมาต่อยอดด้วยแบรนด์ใหม่คือ Cheat Day ที่ยังคงคุณประโยชน์ต่อร่างกาย รวมถึงรสชาติและการสร้างสรรค์หน้าตาของอาหารแต่ละจาน     เมนูแรกเป็นสลัดหวาน ๆ เย็น ๆ ชื่อว่า สลัดคิวบิก ที่นำแตงโมสีแดง แตงโมสีเหลือง และแก้วมังกรมาหั่นเต๋าแล้วเรียงเป็นคิวบิก ล้อมรอบด้วยผักสลัดนานาชนิด รวมถึงเต้าหู้แผ่น โรยหน้าด้วยเมล็ดทานตะวัน รับประทานคู่กับน้ำพริกเผารสจัดจ้าน เข้ากันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ     สลัดกุ้งย่างทานตะวัน เป็นอีกจานสลัดที่น่าลิ้มลอง นอกจากกุ้งตัวโต ๆ เนื้อเด้งที่เป็นดั่งตัวเอกหลักแล้ว ยังมีอะโวคาโดที่มาเสริมไขมันดีให้กับจานนี้ นอกจากนั้นยังมีรสเปรี้ยวนิดหวานหน่อยจากแอปเปิ้ล และสัมผัสกรอบ ๆ จากต้นอ่อนทานตะวัน     ข้าวคลุกไม่กะปิ จานนี้เป็นหนึ่งในเมนูมังสวิรัติที่ขึ้นชื่อ ด้วยรสชาติที่ทำออกมาได้ใกล้เคียงกับข้าวคลุกกะปิจริง ๆ โดยเสริมโปรตีนจากพืชมาทดแทนเนื้อสัตว์ในรูปแบบของเต้าหู้ เคียงกับผักนานาชนิด เช่น แรดิช แครอท มะม่วง หอมแดง ถั่วฟักยาว พริก และเห็ด บีบมะนาวลงไปนิดหน่อยก็ช่วยเติมเต็มรสชาติได้ดีทีเดียว     ทำให้คนรับประทานได้อรรถรสจากการกินอย่างเต็มเปี่ยม และไม่ต้องระแวงเรื่องสุขภาพ!

อาหารที่ปรุงขึ้นจากความรักมักถูกถ่ายทอดอย่างละเมียดละไมราวกับงานศิลปะ คนกินก็มีแต่ได้กำไรคือได้ทั้งอิ่มท้อง อิ่มใจ และยังได้ประสบการณ์แห่งรสชาติที่ยากจะลืม ดังเช่นที่ Goose Café ร้านเปิดใหม่ย่านสุขุมวิทที่ทำให้เราเซอร์ไพรส์ได้ทุกเมนู เจ้าของร้านคิดค้นสูตรด้วยตัวเองและนำเสนอในสไตล์ Asian Twisted หยิบยกเสน่ห์แบบเอเชียร่วมกับเทคนิคการปรุงที่ชูรสชาติและเอกลักษณ์ของอาหารได้โดดเด่นไม่เหมือนใคร     ภายในร้านตกแต่งในคอนเซ็ปต์ Unique Tropical Style คุมโทนด้วยสีเขียวสบายตา มีห่านเป็นมาสคอตสื่อถึงอิสระเสรี จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเราถึงรู้สึกเพลิดเพลินและผ่อนคลายตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่       เมนูแรกเริ่มที่ Grilled Cesar Salad & Charred Prawn สลัดซีซาร์กุ้งย่างที่ใช้ผักคอสย่างทั้งต้น สัมผัสได้ถึงความสดกรอบผสานรสเข้มข้นของน้ำสลัดที่แทรกซึมทุกอณู กินกับกุ้งย่างและไข่ซูวีที่ช่วยเพิ่มความละมุนและตัดรสเค็มมันของชีสพาเมซานได้อย่างลงตัว     Goose's Poke Bowl เมนูสุดเฮลท์ตี้ที่รวมของอร่อยอย่างแซลมอน ทูน่า อิคุระ อะโวคาโด มะม่วงสุก ถั่วแระ กิมจิ และไข่ซูวี ราดด้วยซอสสไปซี่ เปรี้ยวเผ็ดเล็กน้อย     Cold Capellini with Tuna Yuzu พาสต้าแคปเปลลินีเสิร์ฟเย็น กินกับทูน่าหั่นเต๋าและแตงกวาดอง ราดด้วยซอสยูสุ เปรี้ยวๆ หอมๆ     Penne & Black Truffle Gorgonzola เส้นเพนเน่คลุกเคล้ากับชีสกอร์กอนโซล่าและชีสพาเมซาน ท็อปด้วยไส้กรอกอิตาเลียนที่มีเทกเจอร์เนื้อหมูหนึบหนับเต็มปากเต็มคำ     Slow Cooked Short Ribs Green Curry & Roti แกงเขียวหวานเนื้อที่ใช้เนื้อตุ๋นนาน 24 ชั่วโมงจนนุ่มนวล ปรุงรสเข้มข้นหอมกลิ่นเครื่องแกง ราดบนแป้งโรตีย่างให้หยิบเป็นชิ้นกินแบบพิซซา     Roasted Striploin & Truffle Potato Puree with Red Wine Jus เนื้อสตริปลอยด์ดรายเอจ 15 วัน นำมาย่างระดับกลางอวดสีชมพูสวย กินกับมันฝรั่งบดและเบบี้แครอทย่าง     ส่วนเครื่องดื่มห้ามพลาด Goose Forest น้ำเชอร์รี่ผสมน้ำแอปเปิ้ล ราดด้วยช็อตเอสเปรสโซอุ่นๆ ช่วยกระตุ้นกลิ่นหอมของซินนามอน     Hide & Peach ชาพีชผสมน้ำสตรอว์เบอร์รี น้ำผึ้งมะนาว น้ำเสาวรส และชิลลีออย รสเผ็ดร้อนนิดๆ     ปิดท้ายด้วย Tang-Mo-Ho-Ra-Pha น้ำแตงโมผสมน้ำมะนาว โซดา และเบซิล บนปากแก้ววางแตงโมเสียบไม้คล้ายไอติมให้กินเล่น     Goose Café ยิ่งเสิร์ฟ ยิ่งเซอร์ไพรส์จริงๆ

Praya Kitchen (พระยา คิทเช่น) ห้องอาหารไทยสูตรดั้งเดิม แห่งโรงแรมแบงค็อก แมริออท เดอะ สุรวงศ์ ที่เน้นเสิร์ฟไทยฟู้ดต้นตำรับรสชาติจัดจ้านซึ่งส่วนใหญ่จะอาหารประจำบ้านของแต่ละภูมิภาค นอกจากนั้นยังมีอาหารนานาชาติอย่าง อาหารอิตาเลี่ยน อาหารญี่ปุ่น อาหารจีน อาหารยุโรป มาเพิ่มเติมเพื่อความหลากหลาย และที่นี่ยังมีทีเด็ดที่ขาดไม่ได้เลยคือ “ซีฟู้ด วอลล์”       นั่นคือการให้คุณได้เลือกอาหารทะเลสดเด้งต่างๆ ได้แก่ กุ้งลายเสือ กุ้งแม่น้ำ กั้งกระดาน หอยนางรม หอยตลับ หอยแมลงภู่ หอยหวาน เป็นต้น มาให้เชฟรังสรรค์เป็นเมนูที่คุณอยากรับประทาน ไม่ว่าจะเป็นการทอดกระเทียม ผัดพริกไทยดำ หรือคั่วพริกเกลือ ยังไม่หมดแค่นี้เพราะที่นี่เขายังเอาใจสายเนื้อด้วย “พาเหรดเนื้อ” ซึ่งมีให้คุณได้เลือกหม่ำทั้ง เนื้อดรายเอจ บีฟ สเต๊ก เนื้อเซอร์ลอยสเต๊ก แฟรงค์สเต๊ก ริบอาย ท็อปไซด์ และเนื้อแกะ อยากลิ้มลองชิ้นไหนก็เลือกตักแล้วส่งต่อให้เชฟปรุงสดได้เลยไม่ต้องรีรอ       อิ่มอร่อยแล้วก็อย่าลืมเอ็นจอยกับบรรยากาศกว้างขวางแสนสบาย พื้นไม้สีน้ำตาลรองรับเฟอร์นิเจอร์สีเทาตุ่น แสงสีส้มจากโคมไฟด้านบนส่องสว่างทำให้รู้สึกอบอุ่น ไม่ต้องกลัวว่าห้องจะมืดเกินไป เนื่องจากผนังมีกระจกใสบานใหญ่ติดรอบๆ ช่วยลำเลียงแสงแดดจากภายนอกให้เข้ามาได้อย่างทั่วถึง     ลิ้มลองมื้ออร่อยกันดีกว่า เรียกน้ำย่อยกันด้วย ส้มตำปูปลาร้า เส้นมะระกอกรุบกรอบ คลุกเคล้ากับเครื่องส้มตำ ทำให้ได้รสแซ่บ เค็มนัว ถึงใจคนรักอาหารอีสาน ต่อด้วย น้ำพริกอ่อง รสเข้มข้น และ น้ำพริกหนุ่ม รสจัดจ้าน เสิร์ฟคู่กับผักสด ผักลวกนานาชนิด แคบหมู และไข่ชะอม         ขนมจีนน้ำยาปู ก็เลิศเลอ ปูทะเลเนื้อหวาน ตัวโต อยู่ในน้ำยารสเผ็ดกลมกล่อม หอมกรุ่นเครื่องแกง กินกับขนมจีน ผักสด และไข่ยางมะตูมเยิ้มๆ มาที่ติ่มซำกันบ้างดีกว่า เราเลือก ซาลาเปาหมูสับ ลูกขาวอวบน่าหม่ำ ภายใต้แป้งนุ่มๆ อัดแน่นไปด้วยไส้หมูรสเค็มละมุนเต็มคำ       เริ่มหนักท้องขึ้นไปกับเมนู ทะเลเผา ที่มีทั้ง กั้ง กุ้ง ปลาหมึก และปู ย่างบนเตาจนหอมฉุย ราดน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บซี๊ด หรือจะเป็น ซีฟู้ดคั่วพริกเกลือ ก็ดีมี กุ้งไซส์บิ๊ก กั้ง และหอยแมลงภู่ตัวอ้วน ผัดพร้อมกระเทียมและพริกสด ปรุงรสจนจัดจ้าน ใครไม่ชอบกินเผ็ดก็สั่งผัดกระเทียม เราเลือกเป็น กั้งผัดกระเทียม เนื้อสดเด้งของกั้งไปด้วยกันได้กีกับกระเทียมหอมฟุ้ง         เอาใจสายเนื้อด้วย เนื้อย่าง เนื้อนุ่ม ชุ่มฉ่ำ หอมกลิ่นสมุนไพร เสิร์ฟไปพร้อมกับผักย่าง ละจากอาหารไปที่ของหวานกันบ้าง มีทั้งขนมไทยและเทศให้คุณได้ละเลียด เริ่มกันที่ซิกเนเจอร์อย่าง พระยาชีสเค้ก ชีสเค้กหน้าไหม้รสครีมมี่ ที่มีฐานล่างเป็นครัมเบิ้ลกรุบกรอบ เค้กมะพร้าว เนื้อฟู หวานพอดี บราวนี่ เนื้อแน่น รสเข้ม ช็อกโกแลต ต่างๆ อาทิ ดาร์กช็อกโกแลต ช็อกโกแลตนม ไวท์ช็อกโกแลต         ชูครีม ลูกกลมๆ ไส้ครีมหวานหอม พานนาคอตตาลำไย ก็อร่อย พานนาคอตาเนื้อนุ่มเด้ง ผสมเนื้อลำไยหวานฉ่ำ ออนทอปด้วยลำไยสดอีกที     หันมาชิมขนมไทยกันดีกว่า เม็ดขนุน สีเหลืองทองสวยงาม เนื้อหนึบๆ หวานพอเหมาะ ลูกชุบ สุดน่ารัก จำแลงเป็นรูปผัก-ผลไม้ต่างๆ ข้างในเป็นถั่วกวนเนื้อเนียน ข้าวเหนียวแก้ว หลากสีสันสดใส และขนมหม้อแกง หวานมัน ชิ้นพอดีคำ     ไม่อิ่มหนำก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว พิเศษสำหรับมื้อค่ำวันเสาร์-อาทิตย์ เพิ่มไลน์ปูนานาชนิดและดนตรีสดด้วยนะ

ยกระดับข้าวต้มกุ๊ยริมทางยามค่ำคืน ให้กลายเป็นร้านอาหารสุดโมเดิร์นบนถนนสาทรที่ Lon Lon Local Diner ตัวร้านโดดเด่นด้วยดีไซน์สุดเก๋ในสไตล์สแกนดิเนเวียและรสชาติอาหารที่เข้มข้นทั้งคาวหวาน เป็นหนึ่งในร้านที่ควรค่าแก่การไปลิ้มลองสักครั้ง     กิมมิคของร้านคงไม่พ้นผนังสีขาว มีลักษณะเป็นคลื่นลอนเล็กๆ ซึ่งตรงกับคำว่า “ลอน ลอน”  ชื่อของร้านและซุ้มประตูโค้ง ที่ถ่ายรูปออกมามุมไหนก็ดูดีมีมิติไปซะหมด นอกจากนี้ยังได้ความรู้สึกอบอุ่นจากไฟสีส้มสลัว เหมือนนั่งอยู่ร้านอาหารในช่วงเวลากลางคืน       เมนูของร้านส่วนใหญ่จะเสิร์ฟมาเป็นเซ็ต พร้อมเครื่องเคียงและน้ำซุป เมนูแรก ต้มแซ่บพะโล้น่องเป็ด เปลี่ยนมุมมองของพะโล้รสชาติหวานๆ เพราะชามนี้ได้ความจัดจ้านจากพริกและกระเทียมที่ตุ๋นจนซึมเข้าไปในตัวน่องเป็ด กินคู่กับข้าวสวย กุนเชียงชิ้นพอดีคำและไชโป้ว     เซ็ตต่อมาเป็น ปลากะพงทอดราดพริกสด เนื้อปลาชุบแป้งบาง ทอดกรอบคลุกเคล้ามากับพริกและกระเทียม เสิร์ฟพร้อมเกี๊ยมฉ่ายคลุกน้ำมันงาและต้มจืดใบกะเพรา กลิ่นหอมชวนกิน     หากอยากสั่งเป็นเมนูกับข้าว สามชั้นทอดน้ำปลา ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย หมูสามชั้นกรุบกรอบทอดร้อนๆ เสิร์ฟมาพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บ ส่วนใครชอบความอร่อยแบบคลาสิก เมนูต้าหู้ดำ ตอบโจทย์แน่นอน เพราะทางร้านใช้เต้าหู้สดเนื้อร่วน ตุ๋นกับน้ำพะโล้สามวันสามคืนเลยเชียวล่ะ     สำหรับเครื่องดื่มก็ดีงาม แนะนำ โฮจิฉะลาเต้ โดดเด่นด้วยกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์และรสชาติสุดนุ่มนวลของชาโฮจิฉะ แต่ถ้าอยากเพิ่มความสดชื่น ต้องลอง บ๊วยโซดา ที่วางมะม่วงเบามาบนแก้ว สีสันสวยงามชวนรับประทาน       ตบท้ายด้วย ไอศกรีมกะทิเค็มซอสคาราเมล ไอศกรีมกะทิรสเค็มนัวตัดกับคาราเมลรสหวานกินกับบิสกิตกรุบกรอบ และไอศกรีมลอนลอนมัทฉะ ของหวานที่นำขนมติดคอซึ่งเป็นขนมพื้นบ้านของจันทบุรีมาผสมกับไอศกรีมมัทฉะสุดเข้มข้นจากญี่ปุ่น โรยด้วยถั่วป่น กินเพลินทุกคำ    

นานแค่ไหนสเน่ห์อาหารไทยโบราณก็ไม่มีวันจางหาย ยิ่งได้ละเลียดในบรรยากาศบ้านไทยริมน้ำ เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม โดยเฉพาะที่จางวางอิ่ม จะมื้อไหนก็เอ็กคลูซีฟได้ทั้งนั้น นอกจากศาลาท่าน้ำที่นั่งชมวิวได้แบบ 360 องศาแล้ว ภายในบ้านโบราณหลังใหญ่อายุเกือบร้อยปียังถูกปรับปรุงให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง นั่งมุมไหนก็ได้ความเป็นส่วนตัวและชมวิวภายนอกได้สวยเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์เอียง วัดปรมัยยิกาวาส แลนด์มาร์คของเกาะเกร็ด รวมถึงเรือที่สัญจรผ่านไปมา เรียกว่าชมวิวเพลินจนไม่อยากลุกไปไหน         ส่วนชื่อร้านแปลกหูมีที่มาจากคำว่า “จางวาง”  ตำแหน่งข้าราชการชั้นสูงในสมัยก่อน รวมกับ “อิ่ม” จึงสื่อถึงผู้ชำนาญการด้านรสชาติอาหารที่ควรค่าแก่การมาลิ้มลอง ไม่เพียงอาหารไทยโบราณที่หากินยาก ยังมีอาหารไทย 4 ภาคที่ปรุงถึงเครื่องถึงรส       จานแรกแนะนำข้าวผัดกากหมูเมนูที่ทำให้ยิ้มแก้มปริเพราะคิดถึงรสมือแม่ ข้าวผัดเรียบง่ายใส่แต่กากหมู ผัดแห้งๆ หอมกลิ่นกระทะ กินเพลินแบบไม่ต้องพึ่งน้ำปลาพริก     ต่อด้วยเมนูของคนรักสุขภาพเมี่ยงปลากระพงทอด ปลากระพงทอดหั่นเต๋า จับคู่กับชุดเมี่ยงคำที่กินแล้วสดชื่นเข้ากันมาก     อีกเมนูหากินยากต้องยกให้แกงรัญจวน หอมกลิ่นสมุนไพรตั้งแต่พนักงานยังเสิร์ฟไม่ถึงโต๊ะ ส่วนรสชาติจัดจ้านเผ็ดร้อนซดคล่องคอ เพราะมีส่วนผสมของน้ำพริกกะปิสูตรโบราณ ใส่เนื้อหมูนุ่มๆ ให้เคี้ยวเพลิน ครบรสทั้งน้ำและเนื้อ     ผัดสายบัวกุ้ง สายบัวสดกรอบผัดกับกุ้งสดแค่พอตึงตัวก็ยกขึ้น มีน้ำขลุกขลิกให้ตักคลุกเคล้ากับข้าวสวย อร่อยจนไม่อยากวางช้อน     น้ำพริกคู่ตุนาหงัน เมนูที่ควรสั่งมาประจำการทุกโต๊ะ ความพิเศษของน้ำพริกถ้วยนี้คือใส่ปลาฉิ้งฉ้างส่งตรงจากเกาะยาวน้อย-ยาวใหญ่ เสิร์ฟพร้อมสะตอทอด เพิ่มความมันและลดกลิ่นฉุนแรง คนไม่กินสะตอลองแล้วยังติดใจ     ถ้าไม่อิ่มท้องเกินไปนัก กุ้งแม่น้ำเผาย่างเตาถ่าน มันกุ้งเยิ้มๆ กับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ดยังรออยู่     ไม่ว่ามื้อไหนก็เอ็กคลูซีฟได้ที่ร้านนี้!

ถ้าใครกำลังมองหาร้านอาหารญี่ปุ่นที่พร้อมจะมอบประสบการณ์อาหารญี่ปุ่นขนานแท้แล้วละก็ โฮว ยู (Hou Yuu) น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อย หลังจากที่ประสบความสำเร็จไปกับสาขาแรกที่ตึกแกรมมี่ ล่าสุดก็ได้โอกาสดีเปิดตัวสาขาใหม่ที่ เดอะ ปาร์ค (The PARQ) ที่ยังคงพิถีพิถันตั้งแต่การเลือกใช้วัตถุดิบส่งตรงจากตลาดปลาประเทศญี่ปุ่น นำมารังสรรรค์อย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน เน้นการปรุงที่ยังชูรสชาติแสนโดดเด่นของวัตถุดิบไว้ได้เป็นอย่างดี         เมนูแรกที่จะได้ลิ้มลองความสดใหม่จากทะเลญี่ปุ่นคือ Jo Sashimi Mori ซาชิมิรวมอย่างดี ที่ประกอบไปด้วย ชูโทโร่ (ทูน่า) ปลาฮามาจิ และแซลมอน และยังมีบางส่วนที่มาจากท้องทะเลบ้านเราเอง ได้แก่ ปลากะพง และปลาหมึกอิกะ     แต่ถ้าใครที่ไม่ใช่คอปลาดิบ แนะนำให้ลอง Aburi Sushi Mori ซูชิรวมย่างไฟ ที่มีทั้ง หน้ากุ้งกุลาดำ ท็อปด้วยซอสบ๊วยรสเปรี้ยว ตัดกับรสชาติเนื้อกุ้งหวาน ๆ ได้ดีทีเดียว ที่วางอยู่ข้าง ๆ กันคือซูชิหน้าแซลมอน กรีดเนื้อเป็นริ้ว ๆ เบิร์นไฟพอสุกกำลังดี ราดด้วยซอสไดเกียวรสหวาน ๆ เค็ม ๆ ถัดมาเป็นซูชิหน้าเอนกาวะ หรือครีบปลาตาเดียว ที่มีหัวไชเท้าโมมิจิ เม็ดพอนสึ และหอมซอย โปะมาด้านบน สุดท้ายคือ ซูชิหน้าไข่ปลาบิน (ที่คนไทยอาจจะคุ้นเคยกับการเรียกว่าไข่กุ้งเสียมากกว่า) เข้าปากแล้วเคี้ยวเพลิน ๆ ได้ความกรุบและรสชาติเค็มนิด ๆ โดยไม่ต้องพึ่งซอสใด ๆ เพิ่มเติม       สำหรับเมนูข้าวจานซิกเนเจอร์ ต้องยกให้กับ Sanshoku Don ข้าวหน้าปลาดิบรวม 3 ชนิด ประกอบไปด้วย แซลมอน 2 ชิ้น เอนกาวะย่างไฟ 3 ชิ้น และปลาชูโทโร่สับ มาพร้อมเครื่องเคียงช่วยเพิ่มรสชาติหลายอย่าง เช่น เม็ดพอนสึ ต้นหอมซอย ขิงดอง และวาซาบิ       ปิดท้ายด้วยของทอดอย่าง Ebi Tempura กุ้งเทมปุระที่กรอบนอกด้วยแป้งสีทองกำลังดี และหวานในด้วยเนื้อกุ้งกุลาดำสดตัวใหญ่พอดีคำ     แล้วค่อยล้างปากด้วยชาเขียวร้อน ๆ สักแก้วเป็นการส่งท้ายมื้ออาหารญี่ปุ่นอย่างสมบูรณ์แบบ

แม้อาหารเม็กซิกันจะไม่ได้มีเยอะจนหาได้ทุกมุมถนน แต่ในกรุงเทพฯ ก็มีร้านอาหารแนวนี้อยู่ไม่น้อย หนึ่งในนั้นคือ The Missing Burro ร้านอาการเม็กซิกันสไตล์กันเอง ตั้งอยู่บนลานหญ้าและในตู้คอนเทนเนอร์หลากสี หลบหลีกความวุ่นวายอยู่ด้านในสุดของซอยทองหล่อ 7       อิทซ์โก เป็นเจ้าของร้านอารมณ์ดี เขาร่วมมือกับน้องชายสร้างร้านอาหารเม็กซิกันที่กินเข้าไปแล้วจะทำให้คิดถึงบ้านเกิด เขาบอกว่าอาหารเม็กซิกันมีหลากหลายมาก หากได้ไปเยือนในแต่ละท้องที่ก็จะได้เห็นอาหารท้องถิ่นที่แตกต่างกันออกไป (คล้าย ๆ เมืองไทยกับบ้านเรา) ส่วนใหญ่จะขายแยกประเภทอย่างชัดเจน ร้านทาโก้ก็จะขายแต่ทาโก้เท่านั้น “เหมือนกับร้านผัดไทยที่ขายแค่ผัดไทย” แต่ที่ The Missing Burro ก็จะเป็นการรวบรวมเมนูเด็ด ๆ เหล่านั้นเอาไว้ด้วยกันให้คนกรุงเทพได้ลิ้มลองรสชาติที่แท้จริงของอาหารเม็กซิกัน       ฉะนั้น วัตถุดิบที่ร้านใช้จะพยายามหาให้ได้เหมือนของดั้งเดิมมากที่สุด ในระหว่างที่รออาหารจานหลัก ก็มี กัวคาโมเลกับคอร์นชิปส์ เสิร์ฟเป็นของว่างให้กินเล่น ๆ พร้อมกับเมนูเครื่องดื่มจากรัม Black Tears รัมรสหวานปนขมสไตล์คิวบามาให้ลิ้มลอง แก้วแรกคือ  One Man's Trash รสหวานอมเปรี้ยวจากน้ำส้มและซีตรัส อีกแก้วคือ Cosmos & Cauldrons ที่ได้เหล่าเชอร์รี่ เวอร์มุธ บิทเทอร์ออเรนจ์ และโทนิคเกรปฟรุ๊ต ที่ให้ความสดชื่นได้ไม่แพ้กัน เหมาะสำหรับดื่มเบา ๆ ก่อนเริ่มมื้ออาหาร       เริ่มเมนูหลักจานแรกกันที่ Gringas เป็นทาโก้ชนิดหนึ่งที่สอดไส้ด้วยเนื้อและชีส เวลากินจะได้สัมผัสยืด ๆ หนึบ ๆ จากชีสและแป้งตอร์ติญ่าไปพร้อม ๆ กับรสชาติสุดเข้มข้นของเนื้อกับเครื่องเทศแสนจะเข้ากัน เมนูนี้มาพร้อมกับซัลซ่า และเป็นหนึ่งในไม่กี่เมนูเม็กซิกันที่เสิร์ฟพร้อมกับซาวครีม     Panuchos de cochinita เป็นอาหารท้องถิ่นของคาบสมุทรยูกาตัน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเม็กซิโก เป็นส่วนผสมที่แสนลงตัวระหว่างหมูตุ๋นกับ Achiote เครื่องเทศท้องถิ่นแถบละตินอเมริกา น้ำส้มรสเปรี้ยว และพริกเม็กซิกัน กรรมวิธีสุดพิเศษนั้นต้องนำไปห่อใบตองแล้วตุ๋นเป็นเวลา 5 ชั่วโมงเต็ม จนได้เนื้อนุ่มละเอียด เสิร์ฟพร้อมถั่ว Refried หอมแดงดอง และพริก จานนี้จึงมีรสเผ็ด แต่ถ้ายังเผ็ดไม่พอสำหรับลิ้นคนไทย ก็มีสโมคกี้ชิลลี่ซัลซ่าให้จิ้มเพิ่มดีกรีความเผ็ดได้     จานสุดท้ายคือ Tacos de Camarones เป็นทาโก้อีกเช่นกัน แต่ว่าร้านดีไซน์ออกมาให้จัดจ้านเข้าปากคนไทยมากขึ้น  ด้วยการนำกุ้ง เบคอน พริกหวาน และหัวหอมมาปรุงรสร่วมกับซัลซ่าสูตรพิเศษของร้าน จนได้ไส้ทาโก้ที่ครบรสและได้สัมผัสกรอบ ๆ จากผักสด และเนื้อกุ้งนุ่ม ๆ มื้ออาหารเม็กซิกันจะขาดเครื่องดื่มนี้ไปไม่ได้ “แซงเกรีย” ไวน์แดงผสมน้ำผลไม้ ที่พบเห็นได้ในวัฒนธรรมการกินของสเปน ซึ่งเม็กซิโกก็เคยเป็นหนึ่งในประเทศอาณานิคมมาก่อนจึงไม่แปลกที่จะมีเครื่องดื่มนี้อยู่บนโต๊ะอาหาร จุดเด่นคือดื่มง่าย รสชาติไม่เข้มมาก ช่วยเสริมรสชาติอาหารได้ดี       อีกเมนูค็อกเทลที่น่าสนใจคือ มาร์การิต้า ว่ากันว่าค็อกเทลชนิดนี้ถือกำเนิดขึ้นในบาร์ท้องถิ่นในเม็กซิโก เครื่องดื่มแก้วนี้เลยกลายเป็นอีกหนึ่งต้นตำรับที่เหมาะกับมื้ออาหารสไตล์เม็กซิกันขนานแท้แบบนี้ หรือถ้าไม่อยู่ในอารมณ์อยากดื่มแอลกอฮอล์ ลองสั่ง Horchata แบบม็อกเทลมาลองก็ดีไม่แพ้กัน เพราะเป็นเครื่องดื่มท้องถิ่นที่ทำจากข้าว เพิ่มกลิ่นหอมด้วยอบเชย แก้วนี้เลยมีรสหอมหวานดื่มง่ายสุดๆ       มาที่ร้านนี้แล้วเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในเม็กซิโกจริง ๆ เพราะมีทั้งอาหารและเครื่องดื่มต้นตำรับที่ชาวเม็กซิโกตัวจริงเสียงจริงแนะนำ

35 Dry Aged Beef เป็นร้านเล็ก ๆ ในห้องแถวย่านวงเวียนใหญ่ ท่ามกลางร้านขายผืนหนังและม้วนผ้า มีเพียงสถานที่แห่งนี้ที่โดดเด่นออกมา ชวนให้สงสัย อยากค้นหาว่าเนื้อดรายเอจคืออะไร ใช่เนื้อแบบทั่ว ๆ ไปหรือเปล่า?       คุณแทน ไกรสรกิตติกุล ผู้ก่อตั้งร้านนี้เล่าให้ฟังว่า แต่เดิมร้านมีขนาดเล็กกว่าที่เห็นอีก ตั้งอยู่บนชั้นลอย มีแค่ 6 ที่นั่ง ไม่มีหน้าร้าน เพราะหลบซ่อนอยู่เบื้องหลังร้านขายผ้ามาก่อน (แต่ตอนนี้มีหน้าร้านแล้วนะ ไม่ต้องกลัวว่าจะหาไม่เจอ)       บาร์ไม้ขนาดใหญ่และตู้ดรายเอจเรียงเป็นแถวเป็นสิ่งแรกที่เรามองเห็นและบ่งบอกได้ว่าที่นี่จริงจังกับเนื้อมากแค่ไหน ก้อนเนื้อลวดลายหินอ่อนโชว์ที่อวดโฉมอยู่ในร้านทั้งหมดล้วนเป็นเนื้อไทย-วากิว ที่คุณแทนบอกว่าเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัว เพราะเนื้อวัวไทยพันธุ์พื้นเมืองนั้นแทบจะไม่มีไขมันแทรก เนื้อเลยเหนียวสุด ๆ ส่วนเนื้อวากิวจากประเทศญี่ปุ่นก็มีไขมันแทรกสูงมากจนเนื้อนุ่มแทบละลายในปาก เมื่อทั้งสองสายพันธุ์มาเจอกันเลยเกิดสัมผัสใหม่ที่เขาขอเรียกว่า “นุ่มเด้ง”         เนื้อแต่ละชิ้นจะต้องเอามาดรายเอจก่อนเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 35 วัน เพื่อให้เนื้อนุ่ม มีรสชาติและกลิ่นที่เข้มข้นขึ้น นอกจากจะได้เนื้อที่มีสัมผัสนุ่มเป็นเอกลักษณ์แล้ว สิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การเลือกใช้เนื้อแต่ละส่วนให้เหมาะกับแต่อาหารแต่ละเมนู อย่างเช่น สตูว์เนื้อ ของร้านนี้จะเลือกใช้เนื้อสะโพกและหน้าแข้งที่มีความเหนียวมากกว่าส่วนอื่น ๆ เมื่อนำไปเคี่ยวกับหอมและกระเทียมเป็นเวลาหลายชั่วโมงก็จะเปื่อยยุ่ยทำให้ทานง่าย เมนูนี้จะมาพร้อมกับมันฝรั่งบด ที่มีเนื้อเนียนมากจนชวนตะลึง     ยังมีความพิเศษมากกว่านั้นคือ โคลด์คัท (Cold Cuts) ที่ทางร้านก็ทำเองเช่นกัน คุณแทนเป็นคนแกะสูตรกรรมวิธีการทำของอิตาเลียนโบราณด้วยตนเอง ซึ่งมีให้ลองในเมนู สลัดมะเขือเทศ ราดด้วยซอสบัลซามิกที่ทางร้านเบลนด์เอง เมื่อกินพร้อม ๆ กันก็จะได้ทั้งความหวานอมเปรี้ยวจากมะเขือเทศเชอร์รี่ที่ราดด้วยซอสแสนเข้ากัน และยังได้เคี้ยวหนึบ ๆ แถมด้วยกลิ่นเนื้อหอม ๆ จากโคลด์คัทอีกด้วย     จานต่อมาคือ สเต๊กเนื้อสันนอก หรือ นิวยอร์กสเต๊ก ที่ได้ชื่อว่าเป็น King Of Steak เพราะเนื้อจะมีความเหนียวนุ่ม เคี้ยวเพลิน และมีมันตรงขอบสุดชุ่มฉ่ำ ชิ้นนี้มีขนาด 340 กรัม เสิร์ฟมาบนเขียงไม้ พร้อมกับเครื่องเคียงเช่น เกลือ พริกไทย และผักดองนานาชนิด     ปิดท้ายด้วยเมนูที่ออกไทย ๆ อย่าง เนื้อผัดซอสแจ่ว ที่ถูกปากคนไทยแน่นอนด้วยตัวซอสรสแซ่บ ยิ่งได้ ข้าวผัดมันเนื้อ ที่มีกลิ่นหอมยวนใจมากินคู่กัน ก็ต้องขอบอกเลยว่าสองเมนูนี้เข้ากันที่สุดในโลก       เป็นร้านที่คนรักเนื้อไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ต้องรีบไปจองล่วงหน้ากันด่วน ๆ มีทั้งรอบเที่ยงและรอบเย็น

IGNIV Bangkok ร้านไฟน์ไดนิ่งแชริ่งคอนเซ็ปต์ (Sharing) ของเชฟชื่อดัง เชฟแอนเดรียส คามินาดา มาเปิดที่โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพ ให้ชาวไทยได้สัมผัสประสบการณ์ระดับโลกกันแล้ว       เชฟแอนเดรียส ผู้ก่อตั้งร้านอาหารเครืออิกนีฟ ถือเป็นซุปเปอร์สตาร์แห่งวงการอาหารสวิสฯ เพราะเป็นเชฟที่อายุน้อยแต่คว้ารางวัลมิชลินสตาร์รวมกันแล้วถึง 7 ดวง โดยได้ 3 ดาวจาก Schloss Schauenstein ร้านที่ตั้งอยู่ในปราสาทเก่าแก่ในเมืองฟัวสเตอเนา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์     IGNIV ในภาษาโรมานซ์ (Romansh) หนึ่งในภาษาหลักของประเทศสวิตเซอร์แลนด์แปลว่า “รังนก” อิกนีฟ แบงคอกถือเป็นร้านแห่งแรกที่เปิดนอกบ้านเกิดของเชฟแอนเดรียสอีกด้วย แม้ว่าตอนนี้เชฟแอนเดรียสจะยังมาเมืองไทยไม่ได้ แต่ได้ส่งเชฟมือขวาอย่างเชฟเดวิด และมือซ้ายอย่างเชฟอาเน่มาควบคุมความอร่อย เสิร์ฟอาหารดมเดิร์นยูโรเปี้ยนทั้งหมด 5 คอร์ส รวมแล้ว 20 จาน ให้เราได้แบ่งปันกับเพื่อนร่วมโต๊ะ เมื่อจบคอร์สสุดท้ายแล้วยังมีมุมขนมที่มีขนมหวานชิ้นเล็กหลากหลายให้เราเลือกกลับบ้านได้อีกด้วย     เมนูที่สร้างความประทับใจให้เรามีหลายเมนู เริ่มจากคอร์ส Snacks กับเมนู Banana Shrimp Tartelette ทาร์ตชิ้นเล็กไส้กุ้ง ท๊อปด้วยโฟมสีขาวเนื้อนุ่มเบา Papaya Roll มะละกอดิบม้วนเป็นคำ รสคล้ายส้มตำไทยเผ็ดนิดๆ กรอบและสดชื่น Almond Liver Red Beet อัลมอนด์เคลือบด้วยฟัวกราสรสเข้มข้นนุ่มเนียน ผิวนอกเป็นสีแดงกำมะยีสวย เหมาะกับเครื่องดื่มแชมเปญ         ส่วนจาน Starters อย่าง Beef Tartare ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เนื้อสับปรุงรสนุ่มนวลเนียนเสิร์ฟกับแครกเกอร์มันฝรั่ง ที่เชฟคั้นน้ำจากมันฝรั่งแล้วช้อนเอาฟิล์มที่อยู่บนผิวหน้ามาทอดจนเหลืองกรอบ Lettuce Kimchi เมนูแปลกใหม่ที่ใช้ผักกาดคอสสดกรอบปรุงรสชาติเหมือนกิมจิได้รสเปรี้ยวเค็ม ราดมายองเนสที่มีกลิ่นรมควัน Seabass Radish Dill ปลากะพงเซบิเช่ วางแรดิชสไลด์บาง และผักชีลาว สวยงามและสดชื่น         จานหลักเรายกนิ้วให้กับ Pork BBQ Plum คอหมูนุ่มๆ กับซอสลูกพรุนบดรสหวาน กินกับ Cauliflower Truffle Glaze ที่นำดอกกะหล่ำไปทอดกรอบ ราดด้วยทรัฟเฟิลเกลซและบราวน์บัตเตอร์กลิ่นหอมชวนกิน ด้วยคอนเซ็ปต์แชริ่งทำให้เราได้กินอย่างหลากหลาย ยังคอร์สนี้ยังมีเนื้อ Short Rib Onion Salsa Verde ให้สายเนื้ออย่างเราได้ฟินกับเนื้อนุ่มๆ ย่างมาแบบหอมๆ กับซอสสีเขียวสวยหอมกลิ่นสมุนไพรอีกด้วย       จบด้วย Desserts ที่มีทั้ง Oats Buckwheat ที่เสิร์ฟมาในเปลือกไข่สมกับชื่อร้าน มีทั้งข้าวโอ๊ต แอปเปิ้ลและบัควีตอยู่ข้างใน ท๊อปด้วยโฟมนุ่ม Chocolate Soufflé ช็อกโกแลตซูเฟล่ เนื้อนุ่มเบาฟู รสช็อกโกแลตเข้มข้น ขม นิดๆ       อย่าลืมเผื่อท้องมาที่มุมขนม Candy Store ที่มีทั้ง Chocolate, Fruit Jellies, Chocolate Nuts, Macarons, Madeleines, Canelés และ Pan Forte ชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่เชฟให้เลือกแบบไม่อั้น กลับไปอิ่มอร่อยต่อที่บ้านอีกด้วย     อาหารหน้าตาสวย รสชาติดี เป็นอีกประสบการณ์ที่ควรไปเยือนรังนกแห่งนี้

ถ้านิวาสในภาษาบาลีแปลว่าที่พักพิง เราขอยกให้ “นิวาส Café & Bistro” หมายถึง “ที่พักพิงของนักกินและคนรักอาหารไทย” ในรูปแบบคาเฟ่แอนด์บิสโทรที่มีทั้งคาเฟ่ที่เสิร์ฟกาแฟพร้อมขนมไทย ร้านอาหารไทยรสจัดจ้าน และคอกเทลบาร์ครบครันในที่เดียว         ที่นี่นำเสนออาหารไทยท้องถิ่นสไตล์ Rustic Thai Cuisine ฝีมือ เชฟป๊อป - พิชชากร รามบุตร เชฟสาวรุ่นใหม่ไฟแรงจากรายการเชฟสุดขั้วครัวสองโลก ที่หยิบยกแรงบันดาลใจจากอาหารบ้านเกิดในจังหวัดนครศรีธรรมราชและกำแพงเพชร และวัตถุดิบพื้นบ้านที่คนไทยหลายคนอาจยังไม่รู้จักมาสร้างสรรค์เมนูเด็ดในสไตล์ของตัวเอง       เราแนะนำไก่ฆอและ ที่เชฟโขลกเครื่องแกงเอง เคี่ยวกับหัวกะทิล้วนๆ ก่อนนำไปชุบเนื้อไก่และย่างถึง 3 รอบ ปลาทรายทอดขมิ้นสด กรอบนอกนุ่มใน โรยด้วยกระเทียมเจียวสูตรทางใต้ที่มีส่วนผสมของหอมแดง พริกไทย และรากผักชี และรวนพะโล้ไข่เค็ม พะโล้สไตล์จีนที่ใช้วิธีผัดรวนเนื้อหมูจนถึงเครื่องแล้วตุ๋นต่อจนนุ่ม เสริมรสชาติด้วยไข่เค็ม         ส่วนสายเผ็ดต้องลองแกงคั่วปลาดุกใบรา ใช้เครื่องแกงสูตรเฉพาะ หอมกลิ่นใบราหรือใบยี่หร่า เสิร์ฟพร้อมชุดผักสดที่เน้นผักท้องถิ่นหากินยาก และกุ้งผัดสะตอกะปินครศรีฯ ผัดรสเข้มข้นถึงใจ ใช้กะปิแท้จากจังหวัดนครศรีธรรมชาติและน้ำตาลออร์แกนิกจากจังหวัดเพชรบุรี       แต่หากรสจัดเกินไปลองเบรกด้วย Coconut Affogato น้ำมะพร้าวปั่นหอมหวานราดเอสเปรสโซช็อตรสเข้ม เขียวตะไคร้ ที่หยิบน้ำตะไคร้แบบไทยๆ มาผสมผสานชาเขียว หรือน้ำมนต์ คอกเทลซิกเนเจอร์ที่ผสมผสานวอดก้า ไวน์ขาว และไซรัปกลิ่นมะลิได้อย่างลงตัว...แค่จิบเดียวก็สดชื่นถึงใจในแบบฉบับ “นิวาส”      

Samsara Bar (แซมซาร่า) ร้านแฮงก์เอาท์ที่ไม่หรูหราห้าดาว แต่ว้าวอย่าบอกใคร แถมสนุกตั้งแต่ทางเข้าที่อาจจะดูลึกลับ แต่รับรองว่าไม่หลง ตัวร้านเป็นบ้านไม้เก่า ลุคเดิมๆ ไม่ได้เติมแต่ง แต่เชื่อไหมว่ากลายเป็นจุดเช็คอินระดับอินเตอร์ไปแล้ว เพราะมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ตบเท้าเข้ากระชับพื้นที่กันอย่างคึกคัก ใครมาก่อนได้(วิวดี)ก่อน นั่งนานแค่ไหนก็ไม่เบื่อ ยิ่งใกล้ช่วงทไวไลท์ที่แสงสีส้มจับขอบฟ้า สั่งไวน์หรือค็อกเทลมาชนแก้วกันกรุ๊งกริ๊ง โรแมนติกมาก!           ส่วนเมนูของร้านเน้นกินง่ายไซส์มินิ และฟิงเกอร์ฟู้ดเคี้ยวเล่นกรุบกริบ อาทิ รากบัวทอด ซิกเนเจอร์ที่แรกเห็นอยากบอกว่าธรรมดามาก แต่พอส่งเข้าปากได้สัมผัสความกรุบกรอบ รสชาติเค็มๆ มันๆ ก็ต้องรีบเปลี่ยนความคิดและยกให้เป็นเมนูคู่โต๊ะที่ลองเพียงครั้งแรกแล้วต้องสั่งซ้ำอีกหลายครั้ง       หมึกทอดกรอบ อีกเมนูขายดีที่เห็นแล้วก็เฉยๆ แต่ลองแล้วชอบมาก ความพิเศษของหมึกชุบแป้งทอดจานนี้อยู่ที่ความกรอบบางของแป้ง ทอดไม่อมน้ำมัน เคี้ยวหนึบๆ กินเปล่าๆ ก็เข้าที หรือจะแตะมายองเนสเพิ่มความครีมมี่ก็เข้าท่า อย่าลืมบีบมะนาวช่วยตัดรสและเสริมดีกรีความว้าวอีกเท่าตัว       ยำผักบุ้งกุ้งกรอบ ผักบุ้งชุบแป้งทอดเสิร์ฟแยกกับน้ำยำ น้ำขลุกขลิกรสเข้มข้น ใส่หมูสับกับกุ้งสดลวกพอสุก  กินเป็นเมนูกับแกล้มก็ได้ หรือจะกินกับข้าวสวยร้อนๆ ก็ได้ใจ จากนั้นขาดไม่ได้กับเครื่องดื่มสุดชิลนานาชนิด เลือกสั่งมาจิบเพลินๆ ได้ทั้งคืน       ดินเนอร์ครั้งต่อไปปักหมุด “แซมซาร่า” ไว้ในใจได้เลย

“La” ล่า ภาษาจีนกลางแปลว่า เผ็ด และ “Meow” เสียงร้องของแมว สัตว์เลี้ยงน่ารักที่มีความเอาแต่ใจ คาดเดาไม่ได้ และเป็นตัวของตัวเอง  เมื่อรวมกันกลายเป็น “La Meow” แปลตรงตัวว่าแมวเผ็ด คำที่ คุณแอมป์ ณรัตตรุจน์ ทองประดิษฐ์ เลือกให้มาเป็นชื่อร้านอาหารจีนสไตล์หูหนานและเสฉวนต้นตำรับ รสชาติจัดจ้านอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมให้คุณได้อร่อยกับเมนูใหม่ ที่อัปเดตอยู่ตลอดเวลา เรียกได้ว่าทุกคราที่มาเยือนคุณจะได้ลิ้มลองรสชาติที่แตกต่าง (แต่ยังอร่อย) ทุกครั้งไป     ครั้งนี้เราจะมาพูดถึงสาขาที่สอง ที่ตั้งอยู่ชั้น 7 ของห้างฯ ใหญ่อย่างเซ็นทรัลเวิลด์ ร้านสีขาวสบายตา ด้านหน้าโดดเด่นด้วยมาสคอตรูปแมวเหมียวหน้าทะเล้น เห็นแล้วก็อดยิ้มเป็นไม่ได้มาคอยต้อนรับลูกค้า เดินเข้ามาจะพบกับบรรยากาศร้านที่อบอุ่นและกว้างขวาง พื้นไม้ ผนังไม้สีน้ำตาลอ่อน โต๊ะและโซฟา ที่มีฉากกั้นเป็นรูปลายหูน้องแมวเอาไว้สร้างความเป็นส่วนตัว แอบเก๋ด้วยการนำโถพริกดองซึ่งเป็นเครื่องปรุงซิกเนเจอร์ประจำร้านวางตกแต่งโชว์ไว้บนชั้นสวยงาม เห็นแล้วยิ่งทำให้เจริญอาหารมากขึ้น     ด้านอาหารของล่าเมียว ที่นอกจากจะเป็นสูตรต้นตำรับบ้านของ คุณกวางหยาง จู ชาวจีนมณฑลหูหนานขนานแท้ผู้เป็นหุ้นส่วนชีวิตของคุณแอมป์ แล้วยังเสริมด้วยไอเดีย และฝีมือการทำอาหารสุดฉกาจของ Feng Jun เชฟชาวจีน เจ้าแห่งวงการอาหารจีนหูหนานสูตรดั้งเดิม จนได้รับฉายาว่า Dragon King Fire  หรือ ราชามังกรพ่นไฟ ที่บอกเลยว่าแต่ละจานรังสรรค์ออกมานั้นไฉไล ลิ้มลองแล้วไม่ผิดหวังว่าอย่างแน่นอน       ไม่ว่าจะเป็นเมนู เนื้อผัดพริกดอง ที่ให้คุณได้เลือกอร่อยกับเนื้อถึง 2 ชนิด มีทั้งเนื้อโคขุนไทย ที่เราคุ้นเคย และเนื้อ US SLICED (เนื้อท้องวัวสไลซ์ นิยมใส่ในชาบู) ครั้งนี้เราเลือกเป็นเนื้อโคขุนไทย ที่ให้สัมผัสเหนียวนุ่มสู้ฟัน ผัดพร้อมพริกดองมณฑลหูหนาน และสมุนไพรต่างๆ รสเผ็ดร้อน แต่ก็กลมกล่อม กินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยสุดๆ     ตามมาด้วย ดอกกะหล่ำผัดพริกแห้ง ดอกกะหล่ำกรุบกรอบ กินพร้อมกับผักต่างๆ รสเค็มละมุน ผสานไปกับความเผ็ดปลายลิ้นเล็กๆ มาถึงจานที่เรารัก ไก่ทอดพริกเสฉวน ไก่ทอดกรอบนอกฉ่ำใน หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ คลุกเคล้าไปกับสมุนไพรและเครื่องเทศต่างๆ รสชาติละม้ายคล้ายหม่าล่า ให้รสชาติเผ็ดเล็กๆ ลิ้นชาแต่ก็กินสนุก       หมูตุ๋น เมนูขายดีที่ทุกโต๊ะต้องสั่ง หมูสามชั้นชิ้นพอเหมาะ ตุ๋นกับซีอิ๊วคุณภาพดี และเครื่องเทศนานาพันธุ์ที่ใช้เวลานานกว่า 8 ชั่วโมง จนได้เนื้อหมูที่นุ่มลิ้น แทบละลายในปาก หม่ำพร้อมกับน้ำแกงรสเค็มหวาน เพลินๆ     อย่าเพิ่งรีบอิ่มเพราะยังเหลือ ไก่ผัดเกาลัดกระทะร้อน เนื้อไก่หั่นเป็นชิ้นลูกเต๋า ปรุงจนได้รสเค็มหวาน ผสมไปกับความเผ็ดร้อนของพริกสด เข้ากันได้ดีกับเกาลัดหอมกรุ่น เสิร์ฟมาในกระทะร้อนทรงสูงอลังการ     เบนความสนใจมาที่ Mala Bowl  ที่คุณสามารถเพลิดเพลินไปกับการเลือกวัตถุดิบต่างๆ อาทิ ผักสดนานาพันธุ์ เนื้อสัตว์ ซีฟู้ดสดเด้ง พร้อมทั้งเลือกวิธีการปรุง ที่ไม่ว่าจะเป็นแบบผัดแห้ง หรือเลือกซดน้ำซุปร้อนๆ ก็ย่อมได้นอกจากนั้นยังสามารถเพิ่มรสชาติ เพิ่มระดับความเผ็ด ลดระดับความเค็มตามใจต้องการอีกด้วย           ทั้งนี้เราเลือกเป็น หม่าล่าผัดแห้ง ผักต่างๆ หมูสไลซ์สู้ฟัน กุ้งตัวโต เส้นมันหวานและเส้นเต้าหู้ซู๊ดเพลิน ผัดไปพร้อมกับซอสหม่าล่าสูตรพิเศษเฉพาะของทางร้าน รสชาติจัดจ้าน     ตบท้ายด้วยการซดน้ำแกงร้อนๆ จาก ซุปคอลลาเจน ได้รสหวานจากน้ำต้มกระดูกหมู ที่ผ่านการเคี่ยวอย่างใส่ใจ ผสานไปกับสมุนไพรต่างๆ เพื่อเสริมกลิ่นหอม จนได้รสชาตินุ่มนวล เบาบาง ซดได้สบายท้อง     อร่อยถูกใจสายแซ่บขนาดนี้จะไม่มาอีกได้อย่างไร

L'OLIVA Ristorante Italiano & Wine Bar ร้านอาหารอิตาเลียนที่ตั้งอยู่ภายในซอยนภาศัพท์ 2 ย่านทองหล่อ ของคุณจูน และ คุณนีน่า แทกทีมกับ Nicolino Pasquini เชฟชาวอิตาลีมากฝีมือ ที่ได้นำสูตรลับแสนอร่อยประจำครอบครัวมารังสรรค์เป็นอาหารอิตาเลียนสไตล์รัสติก ให้ถูกปากคนไทย จับคู่ไปกับไวน์ชั้นดีจากแคว้นอาบรุซโซ ที่เสิร์ฟมาในบรรยากาศเรียบง่ายอบอุ่น เสมือนคุณอยู่ในหมู่บ้านชนบทของประเทศอิตาลีก็ไม่ปาน     บ้านเก่าขนาดใหญ่ที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยตึกสูง ด้านหน้าของร้านมี “ต้นมะกอก” สวยงามขนาบข้างทางเข้าไว้คอยต้อนรับ ที่เชฟ Nicolino นำมาปลูกไว้เพื่อระลึกถึงหมู่บ้านผลิตไวน์ในภาคอาบรุซโซที่เขาเติบโตมา ซึ่งมันถูกล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ชนิดนี้ และนี่ก็เป็นที่มาของชื่อร้าน L'OLIVA อ่านว่า “โลลิวา” แปลว่า ต้นมะกอกนั่นเอง     ผนังนอกบ้านติดด้วยบานกระจกใสแสดงถึงความทันสมัย เมื่อเดินเข้ามาด้านในกลับให้ฟิลลิ่งถึงความโฮมมี ผนังไม้ผสมผสานไปกับปูนเปลือยและอิฐ ถูกแซมด้วยภาพวาดศิลปะเก๋ๆ เสริมด้วยการใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้ ซุ้มประตูโค้ง และต้นไม้กระถางในการตกแต่ง ทำให้บรรยากาศปลอดโปร่ง แถมยังมีหลากหลายโซนให้เลือกนั่ง  ทั้งในส่วนของคาเฟ่ Caffe Olive โซนไพรเวทปาร์ตี้ที่บริเวณชั้น 2 และโซนเอ้าท์ดอร์ที่เป็นสวนสวยเขียวขจี       ประเดิมด้วยเมนูคอมฟอร์ดฟู้ดของประเทศอิตาลี อย่าง TIMBALLO ABRUZESSE (420 บาท) ลาซัญญาสูตรดั้งเดิมของแคว้นอาบรุซโซ เส้นพาสตาสี่เหลี่ยมสไตล์โฮมเมด สลับชั้นกับหมูสับ เนื้อสับ มะเขือเทศ และ Scamorza ชีสที่มาจากทางตอนใต้ของชาวอิตาเลียน ทั้งหมดรวมเป็นรสเปรี้ยว ผสานความครีมมีที่เข้มข้น     จานต่อไปเป็น IMPEPATA DI COZZE ALL'ARRABBIATA (550 บาท) หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ ตัวอวบอ้วน เนื้อหวาน ที่ถูกคัดสรรมาอย่างดี นำมาผัดกับซอสสไปซีสูตรพิเศษของทางร้าน ได้รสเปรี้ยวสดชื่นจากมะเขือเทศ หอมกรุ่นกลิ่นไวน์ขาว และใบเบซิล     ต่อด้วยเมนูจิกเนเจอร์ MORTADELLA E PISTACCHIO (520 บาท) พิซซาเตาถ่านทำเองหอมๆ ร้อนๆ แป้งบางกรอบที่ถูกทาด้วยซอสครีมซูกีนี และพิททาชิโอ้บด ให้รสเค็มกลมกล่อม หอมกลิ่นสมุนไพร โรยหน้าด้วย Mortadella ไส้กรอกอิตาลีสไลซ์บาง และชีสต่างๆ อาทิ ชีสนม Fior di Latte และ ชีสมาสคาร์โปน     ล้างปากด้วย PROFITTEROLE (250 บาท) ครีมพัฟสอดไส้ไอศกรีมวานิลลาทำเอง หอมหวาน ราดซอสช็อกโกแล็ตรสเข้มอุ่นๆ กินคู่ไปกับผลไม้สดตระกูเบอร์รีต่างๆ ได้แก่ สตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี และราส์ปเบอร์รี รสเปรี้ยวอมหวาน และวิปครีมนุ่มละมุน     กระซิบ อยากมาชิมร้านนี้ต้องบุ๊คก่อน เพราะคิวทองมาก!

จากสาขาแรกที่ Stadium One ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม มาคราวนี้ Lust Ramen ได้ปั้นสาขาที่สอง ส่งต่อความอร่อยให้กับคนย่านสีลมโดยใช้โลเคชั่นสีลมซอย 3 (BTS ช่องนนทรีย์) ไว้ประจำการเสิร์ฟราเมนรสชาติดีๆ ที่เต็มไปด้วยความคุ้มค่าให้ลูกค้าหนุ่มสาวออฟฟิตได้อิ่มเอมกันอย่างสบายกระเป๋า     เจ้าของร้านคือ คุณกด ทรงกรต ตันติศรีสุข ซึ่งมีความตั้งใจที่จะสร้างราเมนรูปแบบใหม่ ที่รังสรรค์จากเชฟยอดฝีมือให้ถูกปากกับคนไทย จนกลายมาเป็นราเมนสไตล์ฟิวชั่น อาทิ ราเมนต้มยำกุ้ง ราเมนหม่าล่า และราเมนสุกี้น้ำดำ เป็นต้น แต่อย่างไรซะก็ยังไม่ทิ้งความเป็นออริจินอลของอาหารประเภทนี้ เห็นได้จากเมนูราเมนทงคตสึ และราเมนทงคตสึ ทันทัน นั่นเอง     ความพิเศษของ Lust Ramen  ที่นอกจากมีราเมนรสอร่อยทำชามต่อชาม ที่ประกอบไปด้วยเส้นสดโฮมเมด น้ำซุปที่ผ่านการเคี่ยวและปรุงรสอย่างพิถีพิถัน จนได้รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ แล้วยังมีเมนูอื่นๆ ที่ให้คุณได้เลือกฟินอีกหลากหลาย เช่น ข้าวหน้าต่างๆ อิซากายะ ซูชิ ของหวาน และค็อกเทล ทุกอย่างล้วนไปสูตรที่ร้านคิดเองจนได้รสชาติที่ลงตัว     ลิ้มรสเคล้าไปบรรยากาศอบอุ่นสไตล์ร้านกาแฟ พื้นไม้สีน้ำตาลเข้ากันได้ดีกับเฟอร์นิเจอร์ไม้โฮมมี่ๆ ทุกโต๊ะล้วนมีต้นไม้กระถางตกแต่ง สร้างความมีชีวิตชีวาให้กับร้านได้เป็นอย่างดี ผนังสีขาวสว่างที่ด้านล่างมีกรอบรูปอาร์ตๆ เก๋ไก๋วางไว้อยู่ ดูแล้วให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สบายๆ เหมาะกับหม่ำอร่อยเป็นอย่างยิ่ง     ประเดิมด้วยราเมนสไตล์ฟิวชั่นซิกเนเจอร์อย่าง Mala Ramen (169 บาท) เส้นราเมนเหนียวนุ่มทำเอง อยู่ในน้ำซุปหม่าล่ารสเค็มละมุน ร้อนแรง เพิ่มความฟินด้วยการให้คุณเลือกกินเนื้อชั้นดีประเภทต่างๆ ได้อย่างตามใจ อาทิ เสือร้องไห้ ใบพายโคขุน เนื้อลายเทพ USA เนื้อจากสไลซ์ประเทศประเทศออสเตรเลีย (เราเลือกอันนี้) แต่หากใครไม่ใช่สาวกเนื้อจะเปลี่ยนเป็นหมูชาชู สันคอหมู หรือหมูติดมันสไลซ์ ก็ได้ อร่อยไม่แพ้กันเลย     ตามด้วย Traditional Tonkotsu Ramen (159 บาท) ราเมนต้นตำหรับขายดี ที่มีความพิเศษอยู่ตรงน้ำซุปที่ใช้ขาหมูเผาไฟ เคี่ยวไปกับเนื้อไก่เป็นเวลานานถึง 1 สัปดาห์ จากนั้นใส่เครื่องเทศต่างๆ เพื่อเพิ่มความหอม จนได้รสชาติที่กลมกล่อม นุ่มนวล กินพร้อมกับเส้นราเมนโฮมเมด ข้าวโพด หมูติดมันสไลซ์กินเพลิน หมูชาชูนุ่มๆ ไข่หมักโชยุ ยิ่งเสริมให้รสชาติดีเข้าไปใหญ่     หันมาที่เมนูข้าวกันบ้าง จานนี้น่าสนใจ ข้าวผัดทันทัน (139 บาท) ข้าวญี่ปุ่นผัดกับซอสทันทันสูตรเฉพาะของทางร้าน ที่ทำมาจากหมูสับ หอมกลิ่นน้ำมันงา รสเผ็ดปลายลิ้น เสริมทัพความอิ่มด้วยหมูติดมันสไลซ์ที่เรารัก ไข่หมักโชยุ และข้าวโพด ข้าวหน้าไก่เทริยากิ (119 บาท) เนื้อไก่นุ่มๆ หมักด้วยโชยุและเครื่องปรุงต่างๆ จนได้รสหวาน ปนเค็มเล็กๆ ออนท็อปด้วยไข่ออนเซ็นเยิ้มๆ       อย่าเพิ่งรีบอิ่มเพราะยังมีเมนูอิซากายะ ที่ให้คุณได้เลือกอร่อยกับ หมูสามชั้น (38 บาท) นุ่มๆ ปีกไก่ขนาดกลาง (38 บาท) เนื้อเด้ง สันคอหมู (38 บาท) สู้ฟัน ราดซอสเทริยากิรสหวานละมุน หอมกรุ่น หรือหม่าล่ารสเผ็ดร้อนกำลังพอเหมาะ ก็แล้วแต่ชอบ จากนั้นนำมาย่างบนเตาถ่าน เสิร์ฟร้อนๆ     ปิดท้ายมื้ออร่อยด้วย Salmon Burn Mayo Ebiko Sushi (89 บาท) แซลม่อนเนื้อหวานสับละเอียด ผสมกับไข่กุ้งกรุบกรับ มายองเนส วาซาบิ โชยุ รสชาติเปรี้ยวอมหวาน วางอยู่บนข้าวญี่ปุ่นและสาหร่ายแผ่น     อิ่มเอมขนาดนี้วันหลังต้องแวะกลับมาเยือนใหม่แล้ว

“อยากให้ปากนังเป็นร้านอาหารใต้ที่เทรนดี้” คุณลูกศร 1 ในเจ้าของร้านบอกเล่าคำนิยามของปากนัง (PakNang) ร้านอาหารใต้แห่งใหม่ปากซอยอารีย์ 5 ที่เธอและเพื่อนได้นำสูตรเครื่องแกงเข้มข้นถึงใจของคุณยายละมูลคนดังจากปากพนัง นครศรีธรรมราช มาเสิร์ฟในร้านสไตล์วินเทจชวนฝันอันเห็นได้จากเฟอร์นิเจอร์ภายในร้านที่ล้อไปกับเสียงเพลงย้อนยุค ประดับด้วยภาพวาดคุณยายละมูนในอิริยาบถที่แตกต่าง โดยเฉพาะไฟนีออนรูปคุณยายหน้าร้านที่สะดุดตาเกินกว่าจะเดินผ่านไปได้         เพราะเป็นสูตรปักษ์ใต้โดยแท้ อาหารของที่ร้านจึงมาพร้อมความเผ็ดร้อนเข้มข้นชวนถึงใจ อาทิ แกงเหลืองเนื้อกะพงยอดมะพร้าวไหลบัว หากไม่ได้สั่งเมนูนี้ก็เหมือนมาไม่ถึง น้ำแกงส้มเข้มข้นแทรกซึมเข้าไปในเนื้อปลากะพงนุ่มชิ้นโต ใส่ไหลบัวและยอดมะพร้าว ซดแล้วถึงกับตาสว่าง เช่นเดียวกับแกงพริกปากนังปลาทราย ที่ขอเตือนไว้ก่อนว่าจานนี้เผ็ดที่สุดในร้าน ให้อารมณ์คล้ายแกงป่าแต่ข้นกว่า รสชาติร้อนแรงด้วยเครื่องแกงสูตรลับ ใส่กระชาย ใบกะเพรา และใบยี่หร่า และปลาทรายขาว ของขึ้นชื่อจากปากพนัง       อีกเมนูที่น่าสนใจ รวมฆอและบ้านปากพนังกับข้าวเหนียวขมิ้นหอม อาหารท้องถิ่น สะโพกไก่ กุ้ง และปลาหมึก ย่างแล้วชุบด้วยเครื่องแกงรสหวานเค็ม ก่อนย่างซ้ำอีก 4 รอบจนซึมเข้าเนื้อ และเมนูที่คนรักน้ำพริกต้องถูกใจ น้ำพริกสามสหาย รวม 3 น้ำพริกสูตรคุณยาย ทั้งน้ำพริกกะปิ น้ำพริกหยำ และน้ำพริกไตปลาแห้ง จัดเสิร์ฟแบบอลังการ 3 ชั้นพร้อมเครื่องเคียงและผักสด เบรกรสเผ็ดด้วยใบเหลียงผัดไข่รสนุ่มนวล รวมถึงในสวนรัก กุ้งแช่น้ำปลาในรูปแบบใหม่เคียงมาด้วยสาหร่ายพวงองุ่นจากทะเลอันดามัน         ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มสีสวยน้ำยี่หวา น้ำกระเจี๊ยบต้มกับเม็ดพุทรา และน้ำปาหนัน น้ำอัญชันต้มกับขิงและมะนาว เติมความสดชื่นได้เป็นอย่างดี  

ไม่ว่าจะเป็นแฟนละครหรือเป็นคนรักการกิน เราก็ไม่อยากให้พลาดความอร่อยฝีมือหนุ่มมากความสามารถ “เพชร - กรุณพล เทียนสุวรรณ” ที่ "On A Cloud Cafe" คาเฟ่กึ่งร้านอาหารน่านั่งแห่งซอยราษฎร์บูรณะ 4 ที่เขาทุ่มเทและปลุกปั้นด้วยตัวเอง     โดยคอนเซ็ปต์อาหาร ของหวาน และเครื่องดื่มของที่นี่คือการแบ่งปันความชอบและความอร่อยของเพชรที่บอกเลยว่า ถึงหน้าตาจะดูธรรมดา ไม่หวือหวา แต่รับประกันความอร่อยแบบชิมแล้วเหมือนอยู่บนปุยเมฆในสวรรค์เลยทีเดียว ที่สำคัญบรรยากาศแสนเป็นกันเองและมิตรไมตรีจากเจ้าของร้านก็ยิ่งทำให้เราอยากแวะมาเยือนที่นี่บ่อยๆ อีกด้วย       ใครเป็นทาสของหวาน แต่ไม่ชอบกินหวานมากต้องโดนใจ เพราะสูตรเด็ดของเพชรคือ ลดความหวานลงครึ่งหนึ่ง แต่ยังคงความอร่อยกลมกล่อมหอมมัน เราแนะนำเมนูซิกเนเจอร์ Young Coconut Cake เค้กมะพร้าวอ่อนสูตรเด็ด หอมหวานกำลังดี และ Dark Beer Cake เค้กเบียร์ดำเนื้อแน่นท็อปด้วยครีมชีสและสตรอว์เบอร์รี (ทั้งสองเมนูนี้แอบกระซิบว่าให้รีบสั่ง เพราะหมดเร็วมาก)       ส่วนสายชีสเค้กต้องลอง New York Cheesecake เนื้อชีสเค้กนุ่มนวลละมุนลิ้น ท็อปด้วยสตรอว์เบอร์รีสดรสเปรี้ยวนิดๆ ที่เข้ากันได้อย่างลงตัว     แต่หากอยากอิ่มแบบจัดเต็ม ที่นี่มีเมนูอาหารโฮมเมดแบบจานเดียวกินง่าย ไม่ว่าจะเป็นข้าวไข่ข้นกุ้งผัดพริกขี้หนู จานเด่นยอดนิยมที่ไม่ว่าใครมาก็ต้องสั่ง ข้าวผัดกิมจิ รสชาติไม่เหมือนใคร เพราะเพิ่มรสชาติจัดจ้านด้วยการใส่พริกขี้หนูและซอสพริกศรีราชา แถมยังเลือกได้ทั้งเนื้อและหมู       รวมทั้งสปาเกตตีหมึกดำ เมนูโปรดของเพชรที่คัดสรรหมึกดำมาอย่างดี อร่อยแบบไม่เลี่ยน เพราะจานนี้ใส่พริกเพิ่มรสชาติเช่นกัน เรียกว่าจะของหวานหรือของคาวก็อร่อยครบจบมื้อแบบประทับใจ  

“ร้านของเราใช้เนื้อไทยจากสกลนครและมุกดาหาร” เชฟชินกร ทุมทอง บอกกับเรา ด้วยประสบการณ์การเป็นบุชเชอร์มานานกว่า 12 ปี ทำให้เขาได้ลิ้มลองเนื้อวัวมาแล้วทุกส่วน และเนื้อทุก ๆ ชิ้นในร้าน SAHA Steak and Butcher (สหสเต๊กแอนด์บุชเชอร์) ก็ล้วนผ่านการคัดสรรมาอย่างดีด้วยมือของเขาเอง จึงมั่นใจได้เลยว่าเนื้อไทยของร้านสเต๊กในซอยลาดพร้าว 101 แห่งนี้จะนุ่มละมุนลิ้นอย่างแน่นอน       ในตู้โชว์ด้านหน้าร้านมีเนื้อหลากหลายแบบอวดโฉมให้เลือกตามความชอบ ทั้งหมดเป็นเนื้อที่ทางร้านได้นำไป Dry Aged หรือบ่มเนื้อ เป็นเวลาอย่างต่ำ 30 วัน เพื่อให้เนื้อนุ่มขึ้นและมีรสชาติเข้มข้นขึ้น สเต๊กทุกชิ้นที่เสิร์ฟบนโต๊ะจะย่างด้วยเตาถ่าน เพราะเป็นกรรมวิธีที่ดึงรสชาติของเนื้อได้ดีกว่าแถมยังได้กลิ่นหอมอย่างมีเอกลักษณ์ ที่สำคัญนั้นต้องใช้ฝีมือพอสมควรถึงจะได้เนื้อสุกกำลังดีและมีกลิ่นหอม เพราะเตาถ่านควบคุมความร้อนได้ยากกว่าเตาแก๊ส       สเต๊กโทมาฮอว์ค เป็นเนื้อริบอายติดกระดูก เสิร์ฟมาบนถาดไม้ขนาดใหญ่พร้อมน้ำจิ้มแจ่วสไตล์อีสานและผักแนมที่ประกอบไปด้วย ผักกรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค โหระพา ผักชีฝรั่ง พริก และกระเทียมย่าง ความพิเศษอยู่ที่กลิ่นหอม ๆ ซึ่งเกิดจากการ Dry Aged อีกชิ้นหนึ่งคือเนื้อส่วนที่เรียกว่า เซอร์ลอยน์ หรือเนื้อสันนอกที่ติดมันทั้งชิ้น พอย่างแล้วก็จะได้ความฉ่ำที่เป็นเอกลักษณ์ สเต๊กทั้งสองชิ้นนี้ไม่จำเป็นต้องราดซอสหรือเกรวี่ใด ๆ แค่โรยเกลือกับพริกไทยนิดหน่อยเพื่อให้ได้รสชาติของเนื้ออย่างเต็มที่โดยไม่รสชาติอื่น ๆ มารบกวน       ถ้าอยากตัดรสชาติฉ่ำ ๆ ไขมันแทรกในเนื้อ ลองกินคู่กับ  Avocado Salad สลัดผัดสด ๆ หวานกรอบ มาพร้อมอะโวคาโดหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ราดด้วยน้ำสลัดสไตล์ญี่ปุ่น ให้รสชาติหวานหอม ไม่เลี่ยน หรือจะลองเป็น มันบดอบชีส ก็เข้ากันได้ดีไม่แพ้กัน       นอกจากจะโดดเด่นเรื่องเนื้อวัวแล้ว ที่ร้านยังมีเมนูจากเนื้อหมูด้วยเช่นกัน อย่างเช่น ไส้กรอกโฮมเมด มีสองรสชาติคือ Fire Red รสเผ็ด และแบบ Classic รสต้นตำรับ ซึ่งมีจำนวนจำกัดต่อวัน เวลาเสิร์ฟจะราดด้วยซอสพริกไทยดำผัดกับหัวหอม รสชาติกลมกล่อม ได้ความหวานจากหัวหอมเข้ากับเนื้อแน่น ๆ ของไส้กรอกได้เป็นอย่างดี     มาแล้วจะรู้เลยว่าเนื้อไทยก็มีดีไม่แพ้เนื้อนำเข้าเลยล่ะ!

“Krung Gastro Cafe” โฮมคาเฟ่น่านั่งที่ตั้งอยู่ในชั้นล่างของ Krung Gastro” ที่พักของนักกินในรูปแบบ Airbnb (หรือ Bed & Breakfast) ที่แฝงกลิ่นอายประวัติศาสตร์ของถนนสายแรกของกรุงเทพมหานครอย่างเจริญกรุง ซึ่งพร้อมต้อนรับเราด้วยกาแฟรสเลิศที่ใช้เมล็ดไทยเป็นหลัก ของหวานหน้าตาน่ากิน และเมนูอาหารไทยปักษ์ใต้ฝีมือเชฟชาวจังหวัดสตูลที่อร่อยจัดจ้านถึงใจ         นอกจากรสชาติแบบไทยๆ แล้ว เรายังประทับใจกับบรรยากาศและการตกแต่งในแบบไทยโมเดิร์นด้วยการดึงเส้นสายความโค้งแบบสถาปัตยกรรมยุคเก่ามาผสมผสาน อีกทั้งยังนำผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่นมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์สั่งทำพิเศษ หมอนทรงสามเหลี่ยม เสื่อรองนั่ง กระเป๋า และหมวกสานให้แขกที่มาพักได้สัมผัสวัฒนธรรมไทยยิ่งขึ้น รวมไปถึงโลโก้บนผนังที่เป็นรูปตัวอักษร ก.ไก่ สุดเก๋ไก๋ (มาจากคำว่า กรุง) และภาพวาดแผนที่ย่านเจริญกรุงบนกำแพงด้านในของคาเฟ่ที่ทำเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เข้าใจแบบง่ายๆ อีกด้วย       แม้บรรยากาศจะแฝงความเป็นไทยในแบบโมเดิร์น แต่บอกเลยว่าเมนูอาหารที่นี่จัดจ้านและจัดเต็มแบบคนใต้แท้ๆ ไม่ว่าจะเป็นแกงส้มใต้กุ้งยอดมะพร้าว กุ้งเนื้อแน่นสดเด้ง น้ำแกงรสเปรี้ยวนำ แต่อร่อยเด็ด กุ้งหมูสับสะตอผัดกะปิ หนึ่งในเมนูยอดนิยมที่แม้ใครไม่ชอบสะตอก็อยากให้ลองสักครั้ง และใบเหลียงผัดไข่ รสชาติกลมกล่อมที่บอกเลยว่าโดนใจทุกเพศทุกวัยแน่นอน         ส่วนคอกาแฟที่นี่มี Drip Coffee ที่คัดสรรเมล็ดกาแฟดีๆ จากในไทยและทั่วโลกมาให้ชิม เราแนะนำ Columbia Huila Betania หรือจะลอง Iced Strawberry Latte ลาเต้รสนุ่มเพิ่มความหวานอมเปรี้ยวด้วยไซรัปสตรอว์เบอร์รี และ Iced Bael Fruit Milk Tea ชาไทยหอมมะตูม เครื่องดื่มซิกเนเจอร์ก็อร่อยสดชื่นไม่แพ้กัน         ถ้ายังไม่อิ่มอย่าลืมสั่ง Cup Cake เสิร์ฟพร้อมแยม 3 รส มาอร่อยตบท้าย (เราแนะนำคัพเค้กช็อกโกแลตและคัพเค้กสตรอว์เบอร์รี) มากินพร้อมกาแฟรสดีแล้วแสนจะอิ่มอกอิ่มใจ    

ช่างเป็นชื่อร้านที่ชวนให้อารมณ์ดีราวกับกำลังแลกเปลี่ยนของอร่อย! สำหรับ “หมูไปไก่มา” ร้านลำดับล่าสุดจากวอเตอร์ไลบรารี่ (Water Library) ในซอยสุขุมวิท 39 ที่เซอร์ไพรส์เราด้วยอาหารไทยอีสานรสชาติจัดจ้านซึ่งเกิดจากความชอบส่วนตัวของเจ้าของร้านและอยากส่งต่อความแซ่บนี้ให้ทุกคนได้ลิ้มลอง ตัวร้านอบอุ่นน่านั่งเหมือนบ้านหลังใหญ่ ล้อมรอบด้วยกระจกใสให้มองเห็นความคึกคักด้านนอก         นอกจากคัดเลือกวัตถุดิบตามฤดูกาลแล้ว เคล็ดลับยังอยู่ที่เครื่องแกงตำมือ รวมถึงปลาร้าคัดอย่างดีที่ทั้งหอมและนัว รังสรรค์ออกมาเป็นที่เข้าถึงง่ายหลายเมนู เริ่มด้วยของเรียกน้ำย่อยข้าวเกรียบทอดกินกับน้ำพริกเผาสูตรเด็ดที่กินแล้วติดใจ ตามด้วย หมูไป ซี่โครงหมูขนาด 800 กรัม หมักซอสสูตรลับแล้วซูวีดอีก 24 ชั่วโมง ก่อนจะนำมาทาซอสบาร์บีคิวที่เติมส่วนผสมแบบไทยๆ อย่างขิง ข่า ตะไคร้ ฯลฯ แล้วอบอีกครั้งจนได้ซี่โครงหมูที่นุ่มร่อนจากกระดูกและฉ่ำซอส       อีกเมนูซิกเนเจอร์ ไก่มา เป็นไก่เต็มตัวหมักสมุนไพรแล้วนำไปอบแบบสโลว์คุ้กด้วยเครื่อง Combi Oven จนได้ไก่หนังกรอบที่เนื้อด้านในยังนุ่มอร่อย กินกับน้ำจิ้มแจ่วและผักย่างสีสวย ต่อด้วยปลาหมึกย่าง เนื้อหนึบหนับสู้ฟันจิ้มน้ำจิ้มตำหยาบๆ รสเด็ดถึงทรวง หรือจะลองหมี่กะเฉดกุ้ง เชฟผัดเส้นหมี่กับน้ำซอสสูตรพิเศษที่มีส่วนผสมของมันกุ้งและน้ำมันพริกกระเทียมจนหอมฟุ้ง และส้มตำปูปลาร้า ที่ต้องใช้คำว่า “แซ่บนัว” ตามแบบฉบับอีสานแท้       แก้เผ็ดด้วย เค้กมะพร้าวอ่อนนมสด สูตรของเชฟจาว สปันจ์เค้กนุ่มๆ สลับชั้นกับครีมสดสุดละมุน มีเนื้อมะพร้าวน้ำหอมให้ได้เคี้ยว รวมถึงม็อกเทลห้ามพลาดอย่าง Fancy Neptune แก้วนี้มีส่วนผสมของนมเปรี้ยว บลูเบอร์รี่พูเร ตกแต่งด้วยลิ้นจี่และโรสแมรี่ หรือจะเป็น Tropical Fizz สดชื่นฉ่ำใจจากมะพร้าวพูเร มะม่วงพูเร น้ำมะนาว แล้วเติมจิงเจอร์เอล ลงไปเพิ่มความซาบซ่า       ปิดท้ายมื้อนี้ได้เป็นอย่างดี  

ไม่ว่าใครที่ขับรถผ่านไปมาบนถนนสุวินทวงศ์ ย่านหนองจอก ชานเมืองกรุงเทพฯ จะต้องมองเห็นอาคารหลังคาไม้ไผ่โดดเด่นอยู่ริมทางอย่างแน่นอน เพราะร้านแบมบูใหญ่นั้นใหญ่สมชื่อ       นอกจากโครงสร้างไม้ไผ่ทั้งหลังแล้ว เมื่อก้าวเข้ามาด้านในจะเห็นโครงสร้างสไปรัลสานจากหวายเป็นรูปปลากัดแหวกว่ายอยู่บนเพดานอย่างสง่างาม เข้าคู่กันดีกับซุ้มอาหารที่สานจากหวายโดยช่างฝีมือคนไทย มีโซนวีไอพีในห้องกระจกและโซนโอเพ่นแอร์ให้เลือกนั่งได้ตามใจชอบ แต่ถ้ามีสัตว์เลี้ยงมาด้วย ก็จะมีโซนด้านนอกสุดให้บริการ อยู่ติดกับสนามหญ้ากว้าง ๆ ให้พวกเขาได้วิ่งเล่น       แบมบูใหญ่ ให้บริการทั้งเมนูอาหารไทยทั้ง 4 ภาคและอาหารตะวันตกสุดหลากหลาย เริ่มต้นเบา ๆ กับ มอร์นิงฟาร์ม สลัด ที่ใช้ผักออร์แกนิกปลูกเอง ท็อปด้วยกุ้งและไก่ลวก ราดด้วยน้ำสลัดรสแซ่บแล้วเพิ่มความหอมมันด้วยมะพร้าวคั่ว     ต้มข่าปลาสลิดใบมะขามอ่อน เป็นอีกหนึ่งเมนูไฮไลต์ประจำร้านเพราะเป็นแกงไทยที่หาทานได้ยากในปัจจุบัน น้ำแกงเข้มข้นด้วยกะทิอย่างดี มีรสเปรี้ยวจากใบมะขามอ่อน ได้ข้าวสวยร้อน ๆ สักจานจะยิ่งสมบูรณ์แบบ     ห่อหมกทะเลมะพร้าวอ่อน ก็ไม่น้อยหน้าเมนูอื่น ๆ  เพราะครบรสด้วยเครื่องแกงทำเอง แล้วนำมาผัดกับน้ำมะพร้าว ปลาหมึก กุ้ง หอย และเนื้อมะพร้าวอ่อนจนรสกลมกล่อม เสิร์ฟมาในลูกมะพร้าวกลิ่นหอมยั่วยวน     มาลองอาหารเหนือกันบ้างกับ ลาบเหนือ หรือ ลาบหมูคั่ว ซึ่งใช้กรรมวิธีในการคั่วแห้งไม่ใช้น้ำมัน ปรุงรสจนเข้มข้นแล้วโรยหน้าด้วยไส้อ่อนทอดและสามชั้นทอด มาพร้อมเครื่องเคียงผักสดเพิ่มรสชาติให้อร่อยมากยิ่งขึ้น     ปิดท้ายด้วยเมนูตะวันตกฟิวชัน สปาเกตตีต้มยำทะเล ที่ได้ความกลมกล่อมของครีมซอสต้มยำ รสเปรี้ยว หวาน และเผ็ดมาเสริมให้ถูกปากคนไทยมากขึ้น ยิ่งมาพร้อมกับซีฟู้ดแน่น ๆ ก็ยิ่งทำให้หยุดปากไม่ได้     อย่าลืมเผื่อพื้นที่กระเพาะอาหารให้กับของหวานที่ทางร้านทำเองเช่นกัน เค้กน่ากินมากมายอวดโฉมเรียงรายอยู่ในตู้โชว์ โดยมี เค้กมะพร้าว เป็นหนึ่งตัวเลือกยอดนิยม เพราะเนื้อนุ่มแถมยังสอดไส้ด้วยเนื้อมะพร้าวอ่อนแบบจัดเต็ม ด้านบนราดด้วยซอสครีมมะพร้าวสุดหอมหวาน     หรือจะจัดเต็มกับ Honey Toast ขนมปังอบเนยโฮมเมด กรอบนอกนุ่มในราดไซรัปจนชุ่มฉ่ำกินคู่กับผลไม้ตามฤดูกาล ไอศกรีม และวิปปิ้งครีม ก็น่าจะถูกใจสายของหวานไม่แพ้กัน     นอกจากอาหารจะโดดเด่นแล้ว เครื่องดื่มก็เด่นไม่แพ้กัน ด้วยม็อกเทลสไตล์เอเชีย แก้วแรกชื่อว่า Honey Rose เครื่องดื่มที่ผสมผสานระหว่างไซรัปกลิ่นกุหลาบ โซดา และน้ำผึ้งป่าที่จะให้ความหอมหวานแตกต่างจากน้ำผึ้งธรรมดา     อีกแก้วนั้นคือ Lamon Glass ออกแนวสมุนไพรเพราะมีส่วนผสมของน้ำตะไคร้ และได้ความเปรี้ยวอมหวานจากน้ำเลมอนและน้ำส้มสด ยกขึ้นมาจิบได้เรื่อย ๆ ไม่รู้เบื่อ