Tina’s ร้านอาหารไฟน์ไดนิงสไตล์นิวออร์ลีนส์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจจากอาหารท้องถิ่นของรัฐลุยเซียนาทางตอนใต้ ผสมผสานรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของฝรั่งเศส สเปน แอฟริกัน อเมริกันพื้นเมือง อิตาลี และแคริบเบียนเข้าไว้ด้วยกัน สร้างความแปลกใหม่และชวนลิ้มลองได้น่าประทับใจยิ่ง เพราะนิวออร์ลีนส์เป็นเมืองที่ได้รับอิทธิพลทางด้านอาหารจากหลายประเทศข้างต้น ทำให้วัฒนธรรมการกินถูกผสมผสานเข้าไปในครัวท้องถิ่น อาหารทุกจานเต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความอุดมสมบูรณ์ของเมือง อันเป็นที่มาในการรังสรรค์เมนูของ Tina’s เชฟเดวิด คลีแลนด์ เชฟผู้เป็นเจ้าของร้านตั้งใจเนรมิต Tina’s ขึ้นอย่างหรูหราภายในซอยสวนพลู โดยมีแรงบันดาลใจจากคุณแม่ (Tina) ผู้เป็นชาวนิวออร์ลีนส์โดยกำเนิด ภายในร้านตกแต่งอย่างงดงามสไตล์นิวออร์ลีนส์ดั้งเดิมประดับด้วยภาพวาดสวยงาม ชั้นล่างมีบาร์เครื่องดื่มขนาดใหญ่รอต้อนรับแขกที่มาเยือน บันไดวนกลางร้านนำสู่ชั้นลอยที่เพิ่มความเป็นไพรเวตโซนมากขึ้น เชฟเดวิดพร้อมต้อนรับด้วยเมนูอาหารนิวออร์ลีนส์แบบต้นตำรับ ที่ผสมผสานเทคนิกและรสชาติอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของอเมริกาตอนใต้เข้าไว้ด้วยกัน อาทิ Shrimp and Grits กุ้งผัดซอสสไตล์ลุยเซียนา จับคู่มากับเบคอนและพาร์เมซานกริตเค้กกรุบกรอบ Jambalaya ข้าวผัดสไตล์ลุยเซียนาที่ผสมผสานทั้งข้าวเมล็ดสั้น กุ้ง ไก่ ไส้กรอกอันดูอิล สมุนไพร มะเขือเทศ และเครื่องเทศต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว Beef Tartare ที่เลือกใช้เนื้อสันในชั้นดี เสิร์ฟกับซอสเรมูลาดสไตล์หลุยเซียน่าสีส้มสวยและขนมปังฝรั่งเศสย่างถ่านกรอบและหอม กินพร้อมกันได้ความอร่อยครบรส Grouper Pontchartrain ปลาเก๋าจาก Pontchartrain ซึ่งเป็นทะเลสาบยอดนิยมของชาวออร์ลีนส์ นำมาปรุงแบบคลาสสิก เนื้อปลาฟิลเลต์แผ่นใหญ่วางซ้อนด้วยเนื้อแน่นๆ ของปูและเห็ด เสิร์ฟกับข้าวสมุนไพร Roast Baby Chicken เชฟใช้ไก่ฝรั่งเศสหมักเครื่องเทศและย่างในกระทะเหล็กหล่อเสิร์ฟพร้อมบิสกิตไส้กรอกอันดูอิล ราดด้วยซอสเคจัน ต้องไม่ลืมสั่ง Side Dish มากินเคียงด้วย แนะนำ Summer Squash Succotash สควอชผัดกับหอมแดงและเนยหอมๆ มีสมุนไพรและมะเขือเทศเชอรี่ย่าง หรือจะลองเป็น Macaroni & Cheese ที่ราดด้วยซอสโฮมเมดร้อนๆ ของทีน่าแล้วโรยเกล็ดขนมปัง นำไปอบจนกรอบและเป็นสีเหลืองทอง หอมกลิ่นชีสโชยเตะจมูก จบมื้อแห่งความสุขให้ฟินยิ่งขึ้นด้วย Pecan Pie สุดอร่อย เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมวานิลลา เชิญร่วมสัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหารชั้นเลิศสไตล์นิวออร์ลีนส์ใจกลางกรุงเทพมหานครได้แล้ววันนี้ ที่ร้าน Tina’s เปิดให้บริการทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 17.30 - 23.30 น. สามารถจอดรถได้ที่โรงแรมซัมเมอร์เซ็ท ปาร์ค สวนพลู

Teppan France Kanda เสิร์ฟอาหารฝรั่งเศสและญี่ปุ่นผสมผสานในรูปแบบของเทปันยากิ โดยเชฟโทชิอะกิ โอกามา (Toshiaki Ohkama) ผู้คร่ำหวอดในวงการการทำอาหารและการโรงแรมนานถึง 40 ปี จุดเด่นของร้านคือการดัดแปลงอาหารฝรั่งเศสซึ่งอาจจะรสชาติไม่ถูกปากชาวเอเชียมาปรุงด้วยวิธีการของตะวันออกโดยเฉพาะญี่ปุ่นอย่างการทำอาหารบนกระทะแบนร้อน หรือการทำซอส ก่อนนำมาเสิร์ฟเป็นแบบโอมากาเสะเพื่อสร้างสีสันใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนใคร เปิดฉากด้วยหมึกโฮตารุ บนซอสมะเขือเทศ ส่วนด้านบนคือเคเปอร์และโอลีฟออย กินกับแอสพารากัสและถั่วโซระมาเมะ Chicken Terrine ห่อปาเต้หมูกับไก่ ด้านในคือไส้ลูกพรุน จัดมาพร้อมมัสตาร์ดให้กินคู่กัน จานต่อมา เป็นคาร์ปัชชิโอปลาชิมะอาจิบนมะเขือม่วงย่าง ท็อปด้วยไข่คาเวียร์ เลม่อน ราดซอสพาร์สลีย์และซิตัสเจลลี่ มาถึงทีเด็ดเลยคือ ผัดกะหล่ำปลีกับฟัวกราส์ ซึ่งเป็นเมนูเทปันยากิที่ทำให้เชฟโทชิอะกิชนะการแข่งขันรายการ Iron Chef บนฟัวกราราดซอสลูกพรุนไวน์แดงและบัลซามิก ท็อปด้วยปลาข้าวสารกับวอลนัต ทำให้ได้ความกรอบของผักกับปลาและความฉ่ำซอสไปพร้อมๆ กัน ตัดรสเบาๆ ด้วย Marseille ซุปซีฟู้ดสไตล์ฝรั่งเศส ใส่ทั้งปลาอิซากิ หอยโฮตาเตะ และกุ้งคุรุมะ ส่วนซุปเย็นก็มีเป็นซุปหอมใหญ่เสิร์ฟในถ้วยช็อต ตัวละครหลักอีกตัวต้อง Sirloin steak โดยร้านเลือกใช้เนื้อ A5 Saga sirloin จัดมาคู่ซอสกาลิค แต่ถ้าใครไม่กินเนื้อ ทางร้านจะเสิร์ฟ Abalone steak พร้อมซอสบลูลูนิยองให้แทน นอกจากนี้ยังมีของหวานฝีมือเชฟโทชิอะกิให้เลือกลิ้มลองมากมาย อาทิ พายลูกแพร์ พุดดิงคาราเมล Compote ลูกพรุนใส่ไวน์แดง การ์โตว์โอเปร่า เค้กช็อคโกแลต ชีสเค้ก และทีรามิสุ หรือถ้าอยากกินไอศกรีมเย็นๆ ก็เลือกได้ตามใจ อาทิ รสชาเอิร์ลเกรย์ ราสเบอร์รี่ คาราเมล มะม่วง และวนิลา (ชาร้อน กาแฟร้อน และคุกกี้ก็มีนะ) เกือบลืมบอกว่าข้อดีของร้านนี้คือ เราสามารถแจ้งว่าอยากให้เสิร์ฟอาหารในงบประมาณเท่าไรได้ด้วยนะ ทางร้านก็จะเตรียมให้ตรงกับความต้องการของเรา รับรองว่าอิ่มอร่อย คุ้มค่า คุ้มราคาแน่นอน

ใครที่กำลังหาสถานที่พบปะเพื่อนฝูงหรือไว้ผ่อนคลายหลังเลิกงาน BESIDES UMI @Velaa ตอบโจทย์ทุกข้อ เพราะที่นี่คือร้านกินดื่มสไตล์ญี่ปุ่นในเครือ Umi แบรนด์โอมากาเสะพรีเมียมที่เปิดมานานกว่า 10 ปี ซึ่งร้านลูกแห่งนี้เกิดจากการระดมความคิดของหุ้นส่วนทุกคนที่ต้องการเปิดร้านอะไรก็ได้ที่เปิดกว้างเรื่องเมนู รสชาติ วัตถุดิบ เครื่องปรุง รวมถึงชนิดของอาหารที่เสิร์ฟที่ทางทีมอยากจะทำแต่ไม่สามารถขายในฝั่งของ Umi ได้ ดังนั้นจึงเกิดเป็น 'BESIDES Umi' หรือที่แปลว่า 'นอกเหนือจาก Umi' แล้ว ยังมีอาหารรสชาติใหม่ๆ ที่รอให้เข้าไปค้นหาด้วยตัวเอง ภายใตคอนเซ็ปต์ Easy Going Food Bar เน้นเสิร์ฟอาหารแนวอิซากายะที่คัดสรรวัตถุดิบพรีเมียมมาเสิร์ฟแต่ยังคงความเข้าถึงง่ายด้วยบรรยากาศเป็นกันเองระหว่างเชฟ พนักงาน และผู้มาเยือน ตัวร้านอยู่ติดกับ Umi Velaa ร้านโอมากาเสะพรีเมียมที่เพิ่งเปิดเมื่อปลายปีที่แล้วเช่นกัน แต่ประตูทางเข้าแบ่งเขตกันชัดเจนด้วยโทนสีดำและไม้ เมื่อเปิดประตูบานสีดำเข้าไปจะพบกับบาร์ขนาดใหญ่ที่สามารถนั่งดูเชฟรังสรรค์มื้อพิเศษได้อย่างใกล้ชิด ด้านบนตกแต่งด้วยขวดเครื่องดื่มชั้นเลิศที่สามารถจิ้มมาดื่มคู่กับอาหารได้ ภายในร้านดูปลอดโปร่งด้วยกระจกใสบานใหญ่ ด้านข้างเป็นกระจกเงาเพื่อให้ห้องดูกว้างขึ้น มีโต๊ะที่สามารถจับกลุ่มนั่งคุยกันได้ระหว่างรับประทานอาหาร หากสังเกตดีๆ ทุกครั้งที่เปลี่ยนฤดูกาล ลายหน้าร้านก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย เป็นการเก็บรายละเอียดเล็กๆ ที่บ่งบอกถึงความใส่ใจ แม้กระทั่งแผ่นเมนูที่เปลี่ยนลายไปตามสีประจำวัน (เราไปวันพุธได้สีเขียว) เป็นกิมมิกน่ารักๆ ที่ร้านตั้งใจใส่เข้าไป เริ่มกันที่ Jasmine Wagyu Sirloin Yukke เชฟนำเนื้อเซอร์ลอยน์ไปอบให้ผิวนอกสุกเล็กน้อยแต่เนื้อในยังดิบอยู่ก่อนนำไปคลุกเคล้าซอสรสเข้มข้น ก่อนกินให้เจาะไข่แดงด้านบนแล้วคลุกให้ทั่ว ได้รสเค็มนำหวานปลายลิ้น มีความนัวของไข่แดง และหอมกลิ่นน้ำมันงา ต่อด้วย Ebi Miso Sauté River Prawn เนื้อกุ้งแม่น้ำอบแล้วผัดกับมิโซะตัดเลี่ยนด้วยพริกญี่ปุ่น ได้รสเค็มๆ มันๆ หอมกลิ่นมันกุ้ง ตัดรสชาติด้วยยามะโกโบดองที่ให้รสเปรี้ยวเล็กน้อย มีสัมผัสกรุบกรอบเคี้ยวสนุก ถัดมาเป็น Omakase Sushi Nigiri (5 Pieces) ซูชิ 5 คำ ประกอบด้วย มาได ชิมะอาจิ อาโอริอิกะ อากามิ และชูโทโร่ เนื้อสดและหวานมาก แต่รสชาติของโชยุจะมีความเข้มข้นกว่าฝั่งของ Umi เพื่อให้เข้ากันได้ดีกับการกินดื่ม Umi Vongole Pasta สปาเกตตีเส้นสุกกำลังดีมีกลิ่นหอมของหอยลายจากน้ำสตอกที่เชฟนำมาต้มจนเส้นดูดน้ำเข้าไป กินกับหอยลายตัวโต ให้รสกลมกล่อม อร่อยทีเดียว ตามด้วย Organic Ground Beef Japanese Curry Rice ข้าวแกงกะหรี่เนื้อน่องลายออร์แกนิกบด เสิร์ฟสไตล์ญี่ปุ่น ให้รสเข้มข้น มีความหอมของเครื่องเทศ และอย่าพลาด Jasmine Wagyu Boneless Short Rib เนื้อส่วน Short Rib สไลซ์พอดีคำ นำไปย่างจนผิวนอกกรอบหอมกลิ่นสโมก แต่เนื้อในยังอมชมพู ได้รสหวานๆ เค็มๆ จากซอสสูตรเฉพาะที่ราดมา เคียงคู่มากับเห็ดย่างและหอมหัวใหญ่ผัดกับกระเทียมซอสโชยุ อร่อยจนอยากสั่งเพิ่มอีกจาน ต้องหาเวลาไปกินอีกให้ได้!

จากความโดดเด่นของร้านที่ใช้เตาถ่านปรุงอาหาร กลายเป็นที่มาของชื่อร้าน Charbon (ชาร์บง ภาษาฝรั่งเศสแปลว่า ถ่าน) ซึ่งแต่ละจานมีกลิ่นหอมเฉพาะที่ได้จากถ่านบินโจตันของญี่ปุ่น ถ่านที่มีข้อดีคือการดูดซับกลิ่นไม่พึงประสงค์ ไม่ทำให้เกิดควัน และให้ความร้อนก็คงที่อีกด้วย เมนูที่ส่งตรงจากเตา ออกโตพุสออสเตรเลียนฟรีแมนเทิลย่างถ่านราดซอสโรเมสโก ท็อปด้วยยี่หร่าฝรั่ง หนวดหมึกยักษ์นำมาซูวีดแล้วย่างบนเตาถ่านเพื่อให้เนื้อมีกลิ่นหอม ผัดหอยลาย ราดน้ำสต๊อกดาชิยอดนิยมของญี่ปุ่น และน้ำมันล็อบสเตอร์หอมมัน เสิร์ฟมาเต็มถ้วยใบใหญ่ ส่วนเมนูที่ดูเหมือนจะธรรมดาอย่าง Fish & Chips แต่ชาร์บงก็ทำให้ตื่นตาตื่นใจได้ด้วยการเสิร์ฟเนื้อปลาเฮกชิ้นโตชุบด้วยแป้งชาร์โคลเพิ่มสีสันให้เมนูนี้ได้อย่างดีเยี่ยม แป้งทอดจนกรอบได้สัมผัสกรุบกรอบที่ผิวนอกแต่เนื้อใน กินกับ Triple Fries และ Bell Pepper Ketchup เข้ากันที่สุด นอกจากปลาเฮกแล้วยังมีออทัมแมกเคอเรลย่างเตาถ่าน ซึ่งผ่านการดรายเอจมาแล้ว 2 วัน หนังกรอบ หอมกลิ่นย่าง ราดด้วยซอสมัสตาร์ดรสปรี้ยวเล็กน้อย กินคู่กันแล้วช่วยชูรสชาติของปลาแมกเคอเรลได้อย่างอร่อย ขาดไม่ได้เลยก็คือ “เนื้อ” ขอแนะนำ Hanger Steak ราดซอส Beef Fat Chimichurri ทั้งหอมและนุ่มละมุนลิ้น เพราะใช้เนื้อออสเตรเลียวากิวเฉพาะส่วน Hanger Steak ซึ่งจะได้เพียง 1 ชิ้น จากวัวแต่ละตัวเท่านั้น นำไปดรายเอจทำให้ได้เนื้อนุ่ม เคี้ยวง่ายแทบละลายในปาก   ของหวานก็พลาดไม่ได้เลยกับ Chocolate Lava Cake ราด Smoked Caramel โรยโกโก้นิบส์ จัดตกแต่งมาอย่างสวยงาม เนื้อเค้กเนียนสวย ไส้ลาวาช็อกโกแลตรสเข้มข้น เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมวานิลลาเย็นสดชื่นตัดกัน อร่อยหมดคำ หรือจะลองแครมบรูเลหวานหอมสักถ้วยดี?                               ขณะกินก็นั่งมองเชฟย่างเนื้อให้ดูตรงหน้า ได้ทั้งกลิ่นหอม และมั่นใจว่าวัตถุดิบสดใหม่จริงๆ

ไม่ใช่ความบังเอิญที่ทำให้เราเจอกัน แต่เป็นความตั้งใจอย่างยิ่งยวดที่จะมาสัมผัสกับบรรยากาศของ ร้านที่ถูกกล่าวขานในโลกโซเชียลตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว W’s Britto ตั้งอยู่ชั้นล่างของโรงแรม Cherie แยกสำราญราษฎร์ การตกแต่งล้อไปกับโรงแรมที่ออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์โคโรเนียล ที่เข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 5-6 และยังเข้ากับบริบทของเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยอาคารอายุกว่า 100 ปี ทั้งประตูโค้ง เสาปูน พื้นปูกระเบื้องลายดำสลับขาว สอดรับกับบันไดเวียนหินอ่อนที่ทอดตัวสู่ชั้นลอยที่วางโซฟาสีน้ำเงินให้นั่งชิลเล่น เมนูอาหารมีทั้งสไตล์ไทยและตะวันตก เพราะอยากให้เป็นจุดนัดพบของคนจากทั่วโลก เริ่มที่ ยำวุ้นเส้นหมูสับโบราณ วุ้นเส้นเหนียวนุ่ม ปรุงรสแบบต้นตำรับ เสริมทัพด้วยหมูสับ เส้นแก้ว กุ้งแห้ง หอมซอย คื่นช่าย และถั่วลิสง สลัดกุ้งย่างกับน้ำสลัดมิกซ์เบอร์รี เมนูอุดมวิตามินเพราะมีทั้งผักสลัด สตรอว์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ โรยชีสพาเมซาน คลุกเคล้ากับน้ำสลัดมิกซ์เบอร์รี่ สดชื่นทุกคำที่เข้าปาก ผัดไทยกุ้ง เส้นเหนียวนุ่มฉ่ำซอสสูตรลับเฉพาะแล้วท็อปด้วยกุ้งใหญ่ นอกจากอาหารไทยยังเอาใจชาวต่างชาติด้วยนาโชหมู นาโชแผ่นบางกรอบ ท็อปด้วยหมูสับคลุกเคล้ากับมะเขือเทศสับ ชีส และซัลซา รสเปรี้ยวสดชื่น ถ้ายังไหวไปต่อกับครัวซองต์แป้งกรอบนอกฉ่ำใน ประกบไส้แน่นๆ ทั้งไข่คนและเบคอน สั่งมากินเป็นจานหลักก็อิ่มเบาสบายท้อง หรือจะกินรองท้องก่อนมื้อต่อไปก็ได้ สำหรับเครื่องดื่มยกให้ ชาไทยมะตูม หวานฉ่ำเหมาะกับการดื่มล้างปาก หรือ คาราเมลแอปเปิ้ลพาย ก็เป็นตัวเลือกที่ดีเช่นเดียวกัน อิ่มจุใจแล้วก็ได้เวลาเดินย่อยอาหารเก็บภาพบรรยากาศของย่านเมืองเก่า เริ่มจากเสาชิงช้า ศาลาว่าการกรุงเทพ วัดสุทัศน์ ศาลเจ้าพ่อเสือ หรือเดินมาทางถนนดินสอเลี้ยวเข้าถนนราชดำเนินก็มีร้านอาหารและขนมหวานอร่อยๆ ตลอดเส้นทางให้ซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้าน   จัดเป็นวันเดย์ทริปก็ดีนะ!

เพราะเราใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในเมือง การจะปลีกตัวไปพักผ่อนตากอากาศนอกเมืองก็ทำได้ไม่บ่อยนัก พอได้พบกับ The Carnival BKK ที่ยกบ้านพักตากอากาศริมทะเลแถบเมดิเตอร์เรเนียนมาไว้ที่บางนา ที่นี่จึงกลายเป็นจุดรวมพลแห่งใหม่ที่อยากแวะมาเมื่อไหร่ก็ทำได้ง่ายๆ ตัวร้านอยู่ด้านหลัง FO SHO BRO คาเฟ่ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน คั่นด้วยสวนสวยก่อนเข้าสู่ประตูที่อยู่ถัดไป เราชอบความตั้งใจของร้านที่อยากอวดโครงสร้างผนังอิฐ แต่ลดทอนความดิบด้วยการฉาบสีขาว เพิ่มกระจกโค้งสูงจรดเพดานเพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์และของประดับที่ให้ความรู้สึกแบบรัสติก อาทิ รูปภาพ แจกันดินเผา และโคมไฟ มู้ดแอนด์โทนโดยรวมจึงดูอบอุ่นชวนให้เอนหลังนานๆ สำหรับเมนูของร้านนำเสนอบรันช์ที่สั่งได้ทั้งวัน เมนูแรกอยากให้ลอง Pizza Magarita พิซซ่าต้นตำรับนโปลี เด่นที่แป้งและซอสที่เชฟทำเองทุกขั้นตอน เสิร์ฟร้อนๆ หอมชีส หอมใบโหระพา ต่อด้วย Aglio Olio with Homemade sausage สปาเก็ตตี้ซิกเนเจอร์ที่ชูไส้กรอกสูตรเด็ดเป็นไฮไลท์ รสชาติคล้ายไส้อั่วไทยผสมกับไส้กรอกแบบตะวันตก กลมกล่อม ถึงเครื่องถึงรส จนต้องยกนิ้วให้ Salmon Steak สเต๊กแซลมอน ผิวเกรียมนิดๆ เนื้อนุ่มฉ่ำ วางบนซอสเข้มข้นที่ช่วยดึงรสชาติของแซลมอนให้โดดเด่นยิ่งขึ้น สำหรับเครื่องดื่มถือเป็นเดอะมัสต์มีทั้งคาร์ฟเบียร์ ไวน์ ค็อกเทล และม็อกเทล สั่งมาจับคู่กับอาหารได้อย่างลงตัว มื้อนี้เราลองเครื่องดื่มเบาๆ ที่เข้ากับอากาศยามบ่ายอย่าง Sun Rise ชาที่มีส่วนผสมของซิตรัส ส้มยูซุ เข้มข้น รสหวานอมเปรี้ยว Earl Grey Lemon ชาเอิร์ลเกรย์ผสมเลมอน แก้วนี้รสเบา ไม่เปรี้ยวจี๊ด ไม่หวานจัด จิบได้เพลินๆ และเมนูสุดฮอต Sex on the Beach รวมความสดชื่นของน้ำส้ม สับปะรด และแครนเบอร์รี่ ตกแต่งแก้วในบรรยากาศสบายๆ เหมือนนั่งอยู่ชายหาด แค่ดื่มก็คืนความกระปรี้กระเปร่าเกินร้อย อยู่กรุงเทพฯ แต่เหมือนมาเที่ยวบ้านพักตากอากาศได้ทุกวันที่ The Carnival BKK

3 Cats Toast Hut บ้านไม้สไตล์โฮมมี่ที่รีโนเวทให้กลับมามีชีวิตชีวาเหมือนใหม่ มีคาแรคเตอร์แมวสุดหล่อ 3 ตัว ชื่อ บราวนี่ ฮอปเปอร์ และชูการ์ เป็นเซเลบประจำร้าน น้องจะซ่อนตัวอยู่ในมุมต่างๆ ให้เราเผลอยิ้มทุกครั้งที่ได้เห็น แม้เป็นบ้านหลังน้อยแต่มีพื้นที่ให้เลือกนั่งชิลหลายโซน ทั้งในสวนหน้าบ้านและข้างบ้าน แต่ถ้าอากาศกลางวันยังร้อนเกิน แนะนำในบ้านที่ติดแอร์เย็นฉ่ำจะสบายตัวกว่า ตัวบ้านมี 2 ชั้นให้เลือกนั่งเอนหลัง เหยียดแขนขาได้อย่างเต็มที่ ขอแค่อย่าเผลองีบก็แล้วกัน   เมนูแนะนำ มีทั้งอาหารจานเดียวแบบออล์เดย์ โทสต์ และเครื่องดื่ม ให้กินรองท้องหรือจะกินเป็นมื้อหลักก็สั่งได้ อาทิ ข้าวผัดปลาทูคะน้าพริกสด ซิกเนเจอร์การันตีโดยน้องเหมียวทั้ง 3 ว่าอร่อยของแทร่ ปลาทูเนื้อแน่น มันนัว ผัดกับข้าวสวยเข้ากันดี มีรสเผ็ดนิดๆ แต่เด็กกินได้สบายปาก ข้าวผัดอเมริกันสไตล์ฮ่องกงไข่ข้น เมนูสุดฮอตที่กินได้ทุกเจนเนอเรชั่น เครื่องเคราอัดแน่น สั่งจานเดียวก็อิ่มจุกแล้ว มาถึงร้าน 3 เหมียวถ้าไม่สั่งโทสต์เหมือนมาไม่ถึง เราแนะนำ กล้วยหิมะกับซอสเลมอน ขนมปังเนยสดที่ชุ่มเนยสุดๆ ท็อปด้วยกล้วยหอมผ่าซีก ราดคาราเมลเข้มข้นแล้วเบิร์นไฟ กัดแล้วได้เทกเจอร์หลากหลายในคำเดียว เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมวานิลลาโฮมเมด อร่อยครบทุกองค์ประกอบจนอยากกลับมากินซ้ำ สำหรับเครื่องดื่ม แนะนำ ช็อกโกแลตเย็น ช็อกโกแลตเกรดพรีเมียมที่มีรสชาติเข้มข้นแบบช็อกโกแลตแท้ หวานกำลังดี ดื่มได้เรื่อยๆ แบบไม่เลี่ยน และเอิร์ลเกรย์เลมอน เหมาะกับคนที่มองหาเครื่องดื่มเบาๆ เราว่าแก้วนี้เหมาะมาก รสเปรี้ยวอมหวาน ดื่มแล้วสดชื่นกระปรี้กระเปร่า เดินออกแดดได้ไม่เพลีย (ยกเว้นแดดเที่ยงนะ ^_^) ใครอยู่ย่านสีลมอยากหามุมสงบ หลบมามุมนี้!

เปิดตัวไปเมื่อกลางปีที่แล้วก็กลายเป็นขวัญใจนักชิมไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ Mimosa Mediterranean Restaurant ร้านอาหารเมดิเตอร์เรเนียนบรรยากาศสนุกแห่งย่านสาทรใต้ ที่ครั้งนี้ครีเอท “เมนูบรันช์” (All Day)เอาใจหนุ่ม-สาวชาวออฟฟิตย่านสาทรให้มาลิ้มลองมื้อสายสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ที่เน้นความสดของวัตถุดิบ แถมยังมีพิซซาโฮมเมด ซิกเนเจอร์ของทางร้านพร้อมเสิร์ฟเช่นเคย เปิดด้วย Tuna Crostino แซนด์วิชหน้าเปิดชิ้นโตนี้ประกอบด้วย ขนมปังซาวโดวจ์โฮมเมดปิ้งเกรียมๆ ทูน่าเนื้อสดจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ผักร็อคเกต เคเปอร์ ใบเบซิลและซอส Spicy Rojo Aioli รสเผ็ดเล็กๆ ตามด้วย Prawn Cocktail โทสต์เนื้อฉ่ำในหอมกลิ่นเนยละมุน เข้าคู่กับอะโวคาโดบด และซอสค็อกเทลรสกลมกล่อม เพิ่มความกรุบกรอบด้วยผักสลัด และกุ้งเนื้อหวานพระเอกของจาน ไปต่อเรื่อยๆ กับ BLT French Toast ที่เอาใจนักกินด้วยเบคอนรสเค็มได้ที่ เข้าคู่กับไข่คนอิ่มเอม มะเขือเทศและขนมปังโทสต์นุ่มฟู ก่อนเพิ่มความหอมมันด้วยชีสและซอสมัสตาร์ดกระเทียม Mediterranean Mozza แป้งพิซซาโฮมเมดสไตล์อิตาเลียน เสิร์ฟคู่ซอสดิป 4 สไตล์ ได้แก่ รูแม็สกู ซอสมะเขือเทศสไตล์สเปน ทาปานาท ซอสมะกอกดำในแบบฉบับฝรั่งเศสตอนใต้ เพลสโต กลิ่นหอมที่เราคุ้นเคย และสุดท้ายเป็น ซอสมะเขือม่วงกับกรีกโยเกิร์ต สายหวานต้องนี่ Chocolate French Toast โทสต์เนื้อนุ่มฉ่ำใน เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมวานิลลาทำเองรสหวานมัน ราดซอสช็อกโกแลตรสเข้มฉ่ำๆ ท็อปปิ้งด้วยสตรอว์เบอร์รี และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ Tropical Chia ก็น่าสนใจ พุดดิ้งเมล็ดเจียกินง่าย ที่ได้ความครีมมีของกะทิ และรสเปรี้ยวอมหวานของผลไม้ฤดูร้อนอย่าง สับปะรด เสาวรส และมะม่วงอย่างเต็มเปา ปิดท้ายด้วยน้ำผลไม้คั้นสด Red ที่มีส่วนผสมของบีตรูต สตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี แอปเปิ้ล ส้ม เติมรสเผ็ดซ่าด้วยขิง Orange น้ำผลไม้สีส้มที่เป็นการรวมตัวกันของส้ม แครอต สับปะรด และแอปเปิ้ล Green รสเปรี้ยวอมหวานนี้ได้จากแอปเปิ้ล น้ำมะนาว แตงกวา ผักเคลและน้ำผึ้ง

โยกย้ายโลเคชั่นทั้งที  ‘ มิกกี้ส์ไดเนอร์ ’ ก็ไม่ทำให้เหล่าแฟนๆ ผิดหวัง ปรับโฉมร้านให้เท่สะดุดตา จนแทบจำร้านเดิมไม่ได้ จุดเด่นคือดีไซน์ของผนังและเคานเตอร์บาร์สแตนเลสที่ทำให้ร้านดูหรูหราและคูลไปพร้อมกัน โดยไม่ได้ทิ้งความเป็นอเมริกันด้วยการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งที่แฝงไปด้วยกลิ่นอายของยุค 60's สวยเก๋ลงตัวแบบไม่ขัดตา ในส่วนของเมนูยังคงจัดเต็มด้วย American Comfort Food และ All Day Breakfast ที่ลงลึกและคัดสรรแต่วัตถุดิบคุณภาพดีมาเสิร์ฟเป็นเมนูจานใหญ่ท็อปปิ้งแน่นเช่นเดิม ซึ่งสามารถแวะมากินดื่มเอ็นจอยได้ตั้งแต่เช้าถึงค่ำ เมนูแรก Cobb Salad (320.-) สลัดประจำบ้านของชาวอเมริกันประกอบด้วยไข่ อะโวคาโด มะเขือเทศ บลูชีสและเบคอน เสิร์ฟคู่น้ำสลัดครีมอร่อยได้สุขภาพ ต่อด้วย Clam Chowder Soup (350.-) ซุปครีมหอยสไตล์นิวอิงแลนด์ หอมมันนัวครีมจับคู่มากับบาแกตต์ กินพร้อมกันอร่อยลงตัว เมนูไฮไลต์ยกให้ Chicken & Waffle (480.-) จากวัฟเฟิลกรอบกรอบฟู ท็อปด้วยไก่ทอดที่นำไปแช่บัตเตอร์มิลก์พร้อมชุบแป้งทอดอีก 2 รอบ กินพร้อมเนย และเมเปิลไซรัป และ American Fried Chicken Combo (340.-) ข้าวผัดอเมริกันจานยักษ์ ท็อปปิ้งแน่นทั้ง ไก่ทอด แฮม เบคอน และไข่ออนเซน รสชาติกลมกล่อมสมคำร่ำลือ หรือจะเลือกเป็นเมนูพิเศษที่เสิร์ฟแบบจำกัดจานต่อวัน Blooming Onion (220.-) หอมหัวใหญ่แช่บัตเตอร์มิลก์ชุบแป้งทอด ที่ผ่านการคัดไซส์มาอย่างดี เสิร์ฟพร้อมซอสครีมรสเปรี้ยวนิดๆ

อบอุ่นน่าประทับใจไปอีกขั้นสำหรับ OOO BKK คาเฟ่ฮอตฮิตย่านทาวน์อินทาว์นที่ล่าสุดเปลี่ยนโลเคชั่นย้ายเข้าสู่บ้านหลังใหม่ภายในซอยพระรามเก้า 29 มาพร้อมบรรยากาศสุดคลาสสิกสไตล์ Mid-Century Modern เน้นดีไซน์ที่เรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยกลิ่นอายของความวินเทจ นอกจากการปรับเปลี่ยนโลเคชั่นแล้ว ทางร้านยังเติมสีสันใหม่ๆ ในตัวเมนูด้วยการอัพเดตเมนูบรันช์ให้หลากหลายมากขึ้น รวมถึงเปลี่ยนมู้ดเป็นไวน์บาร์ในยามค่ำคืนเพื่อเสิร์ฟเนเชอรัลไวน์คู่กับอาหารรสเลิศ ตอบโจทย์ทุกความต้องการ เริ่มด้วยบรันช์อย่าง Gochujang prawn toast (390.-) ขนมปังซาวโดวจ์ท็อปด้วยกุ้งย่างคลุกซอสโกชูจังและอะโวคาโดบด ตัดเลี่ยนด้วยหอมแดงดองและสาหร่ายทอดกรอบ ถัดไปเป็น Scallop Seaweed Pasta (690.-) พาสต้าที่ผัดกับน้ำสตอคหอยปรุงรสจนกลมกล่อมท็อปมาด้วยอิกุระ สาหร่ายทะเล และโฮตาเตะเนื้อเด้งหนึบ เครื่องดื่มแนะนำ Chamomile Bergamot & Citrus Foam (160.-) เครื่องดื่มรีเฟรชชิ่งจากชาคาโมมายผสานรสเปรี้ยวหวานของใบมะกรูดและน้ำผึ้ง เสริมความนุ่มนวลด้วยซีตรัสโฟมน้ำผึ้งด้านบน ในส่วนของดินเนอร์ต้องลอง Pork Chop Mustard Sauce (420.-) พอร์คชอปไซส์ใหญ่ย่างมาความสุกกำลังดีเนื้อนุ่มเด้งสู้ฟัน เสริมรสเปรี้ยวเค็มเบาๆ จากมัสตาร์ดซอส เสิร์ฟคู่กับมันมันฝรั่งย่าง แพร์ริ่งกับไวน์อร่อยลงตัว

บนชั้น 2 ของ BK SALON สาธุประดิษฐ์เป็นที่ตั้งของ Ōre เชฟส์เทเบิลกับเคาน์เตอร์บาร์ยาว 8 ที่นั่งล้อมรอบครัวเปิดให้เราเห็นเชฟ Dimitrios Moudios และทีมง่วนอยู่กับเทสติงเมนูกว่า 20 เมนูที่เชฟบอกว่าไม่จำกัดสัญชาติ เหมือนโชว์สุดเจ๋งที่มีกลิ่นควันไฟหอมๆ ลอยประกอบ เชฟ Dimitrios เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากร้านดังมาแล้วหลายประเทศ Ōre จึงเป็นห้องทดลองครั้งใหม่ เชฟหยิบวัตถุดิบท้องถิ่นมานำเสนอผ่านการหมัก การย่าง พรีเซนต์หน้าตาอาหารแปลกตา (มองเผินๆ เหมือนมาร้านโอมากาเสะ แต่ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว) แพริ่งกับชาที่เข้ากันอย่างราบรื่นตั้งแต่คำแรกจนคำสุดท้าย เพราะที่นี่ใช้น้ำแร่ธรรมชาติ Sai Yok Springs ในการทำอาหาร ค่ำนี้จึงเริ่มด้วยน้ำแร่ต้มที่เพิ่มกลิ่นหอมด้วยผิวมะกรูด ตามด้วยเทสติงเมนูที่ไล่รสชาติไปเรื่อยๆ กว่า 20 เมนู ให้สนุกกับรสเปรี้ยว รสหวาน ความกรอบ ความนุ่มที่ได้จากเนื้อ ปลา ผลไม้ และสารพันผัก อาทิ สตรอว์เบอร์รีมาพร้อมลาร์โด (Lardo) หมักด้วยมะแขว่น ข้าวโพดอ่อนย่างทาด้วยซอยซอส (Soy Sauce) รสเค็มนิดๆ และแยมมัลเบอร์รีเสิร์ฟในฝักข้าวโพดอีกที มันหวานต้มในน้ำแร่นุ่มหวาน สโมกแล้วเสิร์ฟร้อมเต้าหู้หมัก ปลากะพงแดงซาชิมิ ด้านในมีเม็ดมะละกอ จิ้มกับโชยุทำเองรสกลมกล่อม อีกเมนูที่เราชอบเนื้อสัมผัสคือถั่วหวานย่าง ใส่เนื้อปลาหมึกชิ้นเล็กๆ คาเวียร์ และมีฟิงเกอร์ไลม์ให้บีบชูรส ได้ทั้งความมันและกรุบกรอบในหนึ่งคำ ปูนิ่มเทมปุระห่อใบชิโซะเมนูนี้พรีเซนเทชันอู่ฟู่ เสิร์ฟพร้อมมะม่วงเบาให้บีบแทนเลมอน ลูกฟิกส์ย่างฉ่ำๆ กินกับซอสพริกแกงแดง บนหน้าเป็นดอกกุหลาบย่าง เนื้อเสือร้องไห้รมควัน เม็ดเล็กๆ บนหน้าคือน้ำพริกเผาเพิ่มรสเข้มข้น อีกจานที่ตื่นเต้นทั้งโต๊ะคือเนื้อทาร์ทาร์คลุมด้วยดอกแนสเตอร์เตียมแสนสวยให้กินได้ทั้งคำ ของหวานมีทั้งซอร์เบต์กีวีรสเปรี้ยวสดชื่นกับซอสที่ทำจากใบชะมวง ผักชีลาว และพาร์สลีย์ รวมถึงไอศกรีมมะพร้าว ราดด้วยชาเข้มๆ แบบอัฟโฟกาโต  เข้ากันดีเชียว

ใครกำลังมองหามุมฮีลใจในวันว้าวุ่นที่ทั้งเงียบสงบและผ่อนคลาย แนะนำ “เวฬาภิรมย์” ห้องอาหารในโรงแรมวิลล่าเทวา รีสอร์ท แอนด์ โฮเทล กรุงเทพ ตกแต่งสไตล์ไทยโมเดิร์นล้อไปกับคอนเซ็ปต์ของโรงแรมคือ “สัมผัสแห่งไทย” ด้วยดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เสมือนภาพฉายในอดีตของสาทรที่หลายคนยังคงคิดถึง เวฬาภิรมย์เน้นปรุงอาหารไทยต้นตำรับในแบบฉบับไฟน์ไดนิง จากวัตถุดิบในท้องถิ่นที่เชฟเดินทางไปเสาะแสวงหาด้วยตัวเอง เพื่อให้ได้รสชาติเข้มข้นแบบต้นตำรับ อาทิ ยำส้มโอกุ้งสด เชฟเลือกใช้ส้มโอพันธุ์ทองดีจากนครปฐมที่มีรสหวานฉ่ำแซมเปรี้ยวนิดๆ ราดน้ำยำที่มีส่วนผสมของกะปิคั่วและน้ำมะขาม เสริมทัพด้วยกุ้งลวกและเครื่องสมุนไพร คลุกเคล้าจนเข้ากัน รสชาติจัดจ้านถึงใจ ไม่ว่าจะกินมื้อไหนก็ได้ความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ต่อด้วย แกงปูใบชะพลู เครื่องแกงโขลกใหม่ๆ ใส่ปลาเนื้ออ่อนตากแห้งที่ผ่านการย่างหอมๆ เพิ่มดีกรีความเข้มข้นให้น้ำแกงไปอีกขั้น ส่วนไฮไลท์เราขอเทใจให้เนื้อปูสดๆ จากเรือประมงเล็กของชาวบ้านซึ่งเชฟใจดีใส่ให้เต็มที่ไม่มีอั้น ถัดมาคือ ต้มข่าหอยเชลล์ญี่ปุ่นย่าง เมนูคู่ครัวไทยที่เซอร์ไพรส์สายกินด้วยหอยเชลล์ญี่ปุ่นตัวใหญ่ เนื้อแน่นเคี้ยวหนึบและซึมซับน้ำแกงที่หอมกรุ่นด้วยกลิ่นข่าและเครื่องสมุนไพร สายเนื้อต้องลอง สเต็กเนื้อวากิว เนื้อนุ่มฉ่ำที่เราสามารถเลือกระดับความสุกได้ตามชอบ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มแจ่วรสแซ่บ ช่วยชูรสให้ว้าวขึ้นอีกเท่าตัว ปิดท้ายด้วยของหวาน กล้วยไข่เชื่อมทรงเครื่อง หากยังไม่รีบไปไหนอยากให้ลองชุดน้ำชายามบ่าย แล้วย้ายออกมานั่งรับลมริมสระว่ายน้ำจะเพลิดเพลินดีต่อใจยิ่งนัก หรือยังไม่มีโปรแกรมไปไหนจะสั่งชุดน้ำชายามบ่ายมานั่งละเลียดริมสระ  เก็บเป็นโมเมนต์สุดประทับใจก็ได้อีกเช่นเดียวกัน “เวฬาภิรมย์” มุมรื่นรมย์ที่ใครก็เข้าถึงได้จริงๆ

ไม่ต้องเท้าความหลังเพราะห้องอาหารกรีนเฮ้าส์ โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ เป็นที่รู้จักกันดีของสายกินมานานกว่า 30 ปี จากฝีไม้ลายมือของเชฟมัก คิน ไฟ เชฟชาวฮ่องกงผู้อยู่เบื้องหลังเมนูเด็ดกว่าร้อยรายการ ช่วงนี้ห้องอาหารปิดรีโนเวทแต่ถ้าคิดถึงรสมือเชฟ แนะนำที่ The Greenhouse Congee & Noodles by The Landmark Bangkok พื้นที่ความอร่อยแห่งใหม่เอาใจชาวทองหล่อ ยกขบวนเมนูเด็ดมาแบบจัดเต็ม ฮอตตลอดกาลยกให้ โจ๊กลูกชิ้นหมูไข่เยี่ยวม้า เชฟใช้ปลายข้าวหอมมะลิ (ข้าวหัก) และข้าวเก่าผสมข้าวใหม่ เคี่ยวกับน้ำสต๊อกปลาแซลมอนนานกว่า 2-3 ชั่วโมง จนได้โจ๊กเนื้อเนียนข้น เหนียว นุ่ม ฟู ดับคาวด้วยขิงแก่ เคล็ดลับคือใส่น้ำเต้าหู้ไปด้วยช่วยเพิ่มกลิ่นหอมละมุนและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ เสริมทัพด้วยลูกชิ้นหมูที่ทำจากเนื้อหมู 70% มันหมู 30% ใส่น้ำมันงาและแป้งมัน ทำให้เนื้อนุ่ม เด้ง กินกับไข่เยี่ยวม้า รสชาติมันๆ นัวๆ เข้ากันมาก เมนูคู่โต๊ะคือ เฉโป (หมูกรอบ, หมูแดง, เป็ดย่าง) หมูแดง สันคอหมูหมักด้วยเครื่องปรุงสูตรพิเศษนาน 4-5 ชั่วโมง จากนั้นนำมาย่าง 45 นาที เนื้อแน่นหนึบรสออกหวานนิดๆ หมูกรอบ นำหมูส่วนท้องมาต้มแล้วล้างด้วยเกลือ อบอีก 1 ชั่วโมง จึงนำมาตากแห้งก่อนย่างด้วยไฟอ่อนจนเนื้อนุ่ม หนังตึงกรอบ ก็พร้อมเสิร์ฟ และ เป็ด ที่มีกรรมวิธีการทำหลายขั้นตอน ทั้งลวกและขึ้นสีด้วยแบะแซ อบด้วยไฟอ่อนๆ 40 นาที ต่อด้วยตากและเป่าลม 2 ชั่วโมง ย่างอีก 2 ชั่วโมง ซึ่งเคล็ดลับขั้นตอนนี้จะเริ่มที่ไฟแรง 250 องศา แล้วค่อยๆ ลดไฟ ทำให้เนื้อนุ่ม หนังกรอบ อย่าลืมเพิ่มรสด้วยน้ำราดชุ่มๆ ก่อนส่งเข้าปาก อร่อยจนอยากสั่งเพิ่ม    บะหมี่เกี๊ยวกุ้งทรงเครื่อง เริ่มจากบะหมี่ไข่โฮมเมดที่เชฟใส่ใจทุกขั้นตอน ทั้งนวดและคลึงแป้งด้วยไม้ไผ่ นำมาลวกให้สุกพอดีๆ คลุกเคล้ากับซอสสูตรลับ สมทบด้วยเกี๊ยวไส้แน่นที่มีส่วนผสมของหน่อไม้ เห็ดหอม หมู กุ้ง และกุ้ยช่ายขาว ปรุงรสนิดหน่อยก็อร่อยจนลืมไม่ลง อีกเมนูห้ามพลาดคือ ข้าวอบทะเลหม้อดิน ข้าวผัดกับไข่หอมๆ ใส่ในหม้อดินที่วอร์มจนร้อน ท็อปด้วยเครื่องเคราซีฟู้ดกลิ่นหอมฟุ้ง ประกอบด้วยกุ้ง ปลากะพง เนื้อปู ปลาหมึก และหอยเชลล์ ปิดท้ายด้วย ก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ๊วหมู หอมเส้นหอมหมูหมักที่ผัดด้วยกระทะเหล็ก ทีเด็ดคือซอสฮ่องกงรสชาติกลมกล่อม ถูกปากโดนใจแบบไม่ต้องปรุงเพิ่ม กรีนเฮาส์ 30 ปี การันตีรสชาติจากรุ่นสู่รุ่น!

จากความหลงใหลในเมนูกุ้งอบวุ้นเส้นและข้าวไข่ข้นกุ้งผัดพริกขี้หนู สู่เส้นทางสายอาชีพในนามร้าน สืบกุ้งอบ ร้านสตรีทฟู้ดที่ยกทะเลมาเสิร์ฟกลางเมืองกรุง รับประกันเรื่องความสดใหม่ ส่วนรสชาติก็ไม่ต้องสืบ เพราะอร่อยคุ้มค่าแคลแน่นอน! ถนนพระอาทิตย์ อีกหนึ่งเส้นทางของนักชิมตัวยง โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวในเมืองกรุง เป็นต้องมาลิ้มลองรสมือของร้านสืบกุ้งอบ ที่มียอดรีวิวความอร่อยเต็มสิบเผยแพร่ในโลกโซเชียล ทำเอานักกินอย่างเราต้องตามไปลองสักครั้ง ภายในร้านอัดแน่นไปด้วยผู้คนที่ต้องการมาฝากท้องกับอาหารสตรีทฟู้ดรสเด็ด และด้วยความซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค ทางร้านสืบกุ้งอบจึงให้ความสำคัญกับวัตถุดิบทุกชนิดที่นำมาปรุงอาหาร แถมยังใส่ใจเรื่องรสชาติ พร้อมทั้งพัฒนาสูตรอาหารไทยให้เข้ากับยุคสมัย เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มรสความเป็นไทยผ่านจานอาหารของเขา เริ่มต้นที่ ต้มยำกุ้งน้ำข้น เมนูขายดีมีทุกโต๊ะ ได้รสเข้มข้นของน้ำแกง หอมกลิ่นสมุนไพร แต่ที่พิเศษสุดๆ คือยอดมะพร้าวอ่อนที่ช่วยเพิ่มความลงตัวให้หม้อนี้ได้ดีทีเดียว ต่อด้วย หอยแครงลวก เสิร์ฟคู่น้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรเด็ดและน้ำจิ้มหวานถั่วตัด กินผสมกันอร่อยครบรส ส่วนหอยก็ให้ตัวใหญ่ เนื้อแน่น มีความสดและสะอาด บ่งบอกถึงความพิถีพิถันในการเลือกวัตถุดิบได้เป็นอย่างดี (สามารถเลือกระดับความสุกของหอยได้) เพิ่มความอิ่มท้องด้วย ยกทะเลอบวุ้นเส้น เสิร์ฟหม้อใหญ่ ภายในอัดแน่นด้วยกุ้งตัวโต หมึกกระดอง และกรรเชียงปู ที่ทางร้านแกะเปลือกให้เรียบร้อยพร้อมทาน เนื้อหวานเด้ง กินคู่กับวุ้นเส้นเหนียวนุ่มที่ทำจากถั่วเขียว 100% เรียกได้ว่าเป็นจุดเด่นของเมนูนี้เลย แต่ที่ห้ามพลาดคือ ข้าวไข่ข้นกุ้งพริกขี้หนู เท็กซ์เจอร์ไข่ข้นที่เนียนนุ่ม เข้ากันได้ดีกับความจัดจ้านของกุ้งผัดพริกขี้หนู ยิ่งกินกับข้าวสวยร้อนๆ พูดได้เต็มปากว่าอร่อยมาก เบรกความแซ่บด้วยน้ำผลไม้ปั่นอย่าง น้ำแตงโม และ มะม่วงน้ำดอกไม้ปั่น เป็นเมนูสมูตตี้ที่ไม่ผสมไซรัป เพื่อให้ทุกคนได้ดื่มด่ำกับรสชาติของผลไม้แท้ๆ เป็นอีกหนึ่งร้านที่เหล่าฟู้ดดี้ห้ามพลาด

ฉัน – (CHUNN) ร้านข้าวหน้าเนื้อที่เกิดจากความชื่นชอบในการกินเนื้อของเจ้าของร้าน “คุณโจ๊ก” ตั้งแต่สมัยเรียน จนฝันอยากจะมีร้านข้าวหน้าเนื้อที่กินง่าย ในราคาสบายกระเป๋า เป็นร้านที่ตอบโจทย์คนชอบกินเนื้อคู่กับน้ำจิ้มรสไทยๆ อร่อยไม่พอ ยังได้นั่งเสพบรรยากาศวินเทจจากข้าวของ และรูปภาพงานศิลปะในร้าน เหมาะกับสายอาร์ตมากๆ สุดท้ายความฝันของเขาก็กลายเป็นจริง กลายมาเป็นร้านฉัน (CHUNN) ที่เปิดให้ผู้คนเข้าไปในโลกความฝันของคนชอบกินเนื้อเหมือนกัน ก่อนอื่น เมื่อเดินเข้าไปในร้าน จะเห็นงานศิลปะเรียงรายตลอดทาง เหมือนเข้ามาในหอศิลป์อย่างไรอย่างนั้น เมนูส่วนใหญ่ของร้าน จะเป็นเนื้อที่ถูกสร้างสรรค์ออกมาในแบบต่างๆ เช่น Beef BBQ บาร์บีคิวเนื้อเสียบไม้ กินง่าย ปรับให้เข้ากับคนไทยมากขึ้นโดยเสิร์ฟพร้อมปลาร้าบอง อร่อยนัว ถูกใจสายแซ่บแน่นอน Beef Tartare เมนูที่เหนือความคาดหมายมาก เพราะการนำเนื้อดิบมากินคู่กับผลไม้อย่างแอปเปิลและสาลี่ ฝานเป็นเส้นๆ ดันเกิดเป็นความลงตัวขึ้นมา จากกลิ่นของเนื้อที่ถูกเติมเต็มด้วยรสหวานของผลไม้ CHUNN Steak เนื้อเทนเดอร์ลอยน์ที่ถูกนำมาย่างจนได้กลิ่นหอม สไลด์เป็นชิ้นๆ มาให้เรียบร้อย เนื้อกินได้พอดีคำ เคี้ยวสนุก แต่มาร้านฉันทั้งที จะพลาดเมนูนี้ได้ไง CHUNN Beef Rice Bowl เมนูซิกเนเจอร์ที่ขาดไม่ได้เลยของร้านฉัน เสิร์ฟเนื้อย่างสไลด์โปะบนข้าวและโรยกระเทียมเจียว ตามด้วยไข่แดงของไข่เป็ดปิดท้ายไว้ข้างบนสุด เวลากิน คลุกเคล้าทุกอย่างให้อยู่ในคำเดียวกันจะยิ่งฟินอย่าบอกใคร   ส่วนถ้าใครอยากลองเปลี่ยนจากข้าวหน้าเนื้อย่าง เป็นข้าวหน้าหมูย่างบ้าง ที่นี่ก็มีให้เลือกเหมือนกัน CHUNN Pork Rice Bowl ข้าวหน้าหมูย่าง หมูย่างมาอย่างดี เคี้ยวไปแล้วไม่รู้สึกว่าเหนียวเลย ระหว่างนี้ก็ซดซุปกิมจิเต้าหู้ใส่เนื้อ รสชาติเข้มข้นไปด้วย อร่อยขึ้นไปอีกขั้น! เติมไฟเบอร์ให้ร่างกายด้วย CHUNN Salad สลัดของที่นี่ก็อร่อยสดชื่น และจานใหญ่ใส่ผักมาพูนๆ พร้อมราดน้ำสลัด Balsamic มา รสชาติจี๊ดจ๊าด กินเนื้อไปด้วย กินสลัดไปด้วย อร่อยและได้สารอาหารเต็มๆ แน่นอน การได้กินเนื้อในบรรยากาศร้านที่อบอุ่น และตกแต่งด้วยสไตล์วินเทจ มีงานศิลปะให้ดูเพลินๆ เคล้าคลอกับเสียงเพลง ยิ่งทำให้มื้ออาหารครั้งนี้เต็มไปด้วยความสุข   ร้าน "ฉัน" ใกล้ใคร แนะนำให้ไปที่ร้านนั้น สาขาเอกมัย (สุขุมวิท 61) สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว สาขาเมกาบางนา

สำหรับเรา Artlicious ไม่ได้เป็นเพียงร้านอาหารไฟน์ไดนิงสุดหรู แต่คือประสบการณ์มื้อพิเศษในแบบ Immersive Experience Dining ที่นำเทคโนโลยีแสง สี เสียงสุดล้ำมาเล่าเรื่องราวร้อยเรียงไปพร้อมกับมื้ออาหารตั้งแต่ต้นจนจบทั้ง 8 คอร์ส ชนิดที่เราไม่อาจละสายตาได้แม้เพียงเสี้ยวนาที คอนเซ็ปต์ของร้านคืออาหารไทยโบราณที่ตีโจทย์ใหม่ให้น่าสนใจและทันสมัยยิ่งขึ้น ผสมผสานวัตถุดิบของไทยและต่างประเทศ ร่วมด้วยเทคนิคอันแพรวพราวของเชฟ เสิร์ฟในภาชนะที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ คอร์สแรกเริ่มเปิดต่อมรับรสด้วย 3 นครา เมนูกินเล่น 3 อาณาจักรไทย ได้แก่ สุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ ประกอบด้วยม้าฮ้อ เมี่ยงบัว และหมูโสร่ง คอร์สถัดมาคือ พรานไพร หรือก้อยเนื้อชาละวัน รสชาติจัดจ้านแบบไทยแท้แต่ใช้วัตถุดิบจากญี่ปุ่น เพิ่มความสดชื่นด้วยว่านหางจรเข้ เสริมด้วยไข่แดงนกกระทาที่ช่วยเพิ่มมิติของรสชาติ ต่อด้วย อุดมธารา หรือต้มโคล้ง ซุปที่เคี่ยวรวมสมุนไพรหลายชนิดรวมกับกังป๋วย พระเอกคือหอยโฮตาเตะเนื้อแน่นหนึบ เชฟเพิ่มกิมมิกสนุกๆ ด้วยน้ำมะนาวในขวดใบจิ๋วให้เหยาะเพิ่มรสเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดได้ตามชอบ ต่อด้วย ไกลบ้าน หรือข้าวซอยเป็ดกงฟี ข้าวซอยของไทยจับคู่กับน่องเป็ดกงฟีซึ่งเป็นเทคนิคแบบฝรั่งเศส ร่วมด้วยเส้นโซเมนจากญี่ปุ่น แม้จะรวมวัตถุดิบจากแดนไกล แต่กลมกล่อมแบบไทยไม่ผิดเพี้ยน ชื่นกลิ่น การรวมตัวของส้ม 2 สายพันธุ์ ได้แก่ ซันควิด และยูซุ ที่มีรสหวาน เปรี้ยว และกลิ่นหอมเฉพาะตัว กินแล้วสดชื่น การเดินทางใกล้ถึงบทสรุป เชฟจึงส่งเมนู นักเดินทาง มาให้เราลิ้มรส คอร์สนี้เป็นกุ้งเผาเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้ม 3 รสชาติ ได้แก่ น้ำจิ้มพริกเกลือ น้ำจิ้มน้ำปลาหวาน และน้ำจิ้มน้ำปลามะกอกป่า เสริมทัพด้วยข้าวหอมมะลิผัดกับกากหมู พริกขี้หนู หอมแดง และใบมะกรูด รสชาติของข้าวผัดนั้นจับใจ อยากให้ทุกคนได้ลิ้มลองจริงๆ จบของคาวแล้ว ล้างปากด้วย คำหวาน ขนมปังเสียบไม้กับสังขยาสายรุ้ง ตกแต่งงดงามราวงานศิลป์ สมดังคำว่า สวยรูป จูบหอม เราขอเพิ่มอีกหน่อยว่า อร่อย อีกด้วย และ ทุ่งอรุณ ของหวานที่มีองค์ประกอบหลากหลาย เริ่มจากข้าวโพดข้าวเหนียวที่เคี้ยวหนึบมากกว่าข้าวโพดชนิดอื่น เครปไส้ข้าวเหนียวและมะพร้าวขูด ไอศกรีมกะทิ และครัมเบิ้ลมะพร้าว   มากกว่ารสชาติที่ซึมซ่านผ่านลิ้น  คือสตอรี่ที่หลอมรวมอรรถรสไว้ครบจบที่ 8 คอร์ส

ก่อนที่จะพาทุกคนมาร่วมดินเนอร์ในครั้งนี้ เราต้องขอร่วมแสดงความยินดีกับเชฟทั้ง 2 ที่พึ่งจะเข้าพีธีวิวาห์เมื่อไม่นานมานี้ หลายคนคงได้ยินชื่อเสียงของร้าน Mia (มีอา) มาไม่มากก็น้อย แต่เมื่อล่าสุดร้านแห่งนี้ได้ดาวมิชลินสตาร์มาไว้ครอบครองเป็นที่เรียบร้อยนำทีมโดยเชฟท็อป-พงศ์ชาญ รัสเซลดีกรีเชฟไทยคนแรกที่ได้มิชลินสตาร์ที่ทำอาหารเวสเทิร์น และแฟนของเชฟท็อปเชฟมิเชล โก เชฟหญิงมาเลเซียผู้รังสรรค์ขนมหวานที่ทำให้หลายคนติดใจในรสชาติกันแบบปากต่อปาก บ้านหลังสีฟ้าหลังใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยคุณภาพตั้งแต่หัวเรือใหญ่อย่างเชฟท็อปและเชฟมิเชล ไปจนถึงทีมงานทีซัพพอร์ตร่วมกัน เชฟท็อปได้เล่าเรื่องราวและความภาคภูมิใจให้เราได้ฟังว่า “เราค่อนข้างเข้มข้นกับการทำงานเป็นอย่างหนัก ผมเป็นคนที่บ้านชอบทำอะไรต้องทำให้มันไปถึงที่สุด เราต้อมงมีคุณภาพพร้อมทั้งรสชาติและการทำงาน เพื่อที่จะรังสรรค์รสชาติอาหารตะวันตกในแบบดั้งเดิมได้อย่างดีเยี่ยม แล้วจึงนำออกมาผสมผสานกับความสร้างสรรค์จนเกิดเป็นอาหารแนวโมเดิร์นยูโรเปียนได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นเหตุที่คว้า 1 ดาวมาครอบครองได้ในปีนี้ และเราก็จะพยายามให้มากขึ้นอีกต่อๆ ไป” Mia Restaurant นำเสนอ Taste of Mia” เทสติ้งเมนูแรกหลังจากได้ดาวมา ซึ่งครั้งนี้เราได้ไปลิ้มลองทั้งหมด 8 คอร์ส พร้อมไวน์แพร์ริงโดยเริ่มจากคำแรก Chill Crab เเรงบันดาลใจจากแป้งทอดของสิงคโปร์ซึ่งเป็นที่แรกของเชฟทั้ง 2 ได้เจอกันนำมาดัดแปลงโดยใช้แป้งโมจิทอด สอดไส้ชีสกรูแย ท็อปด้วยสลัดเนื้อปู ต่อด้วย Cocollos Oyster เนื้อหอยนางรมเสิร์ฟแบบเย็นคู่กับกรานิตาเสาวรส และน้ำมันพริก ให้ความครีมมีและสดชื่น เบาๆ ต่อมา Duxelle Tarte ทาร์ตเห็ดเสิร์ฟกับซอสฮอลันเดสที่ทำเป็นโฟมด้านบน ท็อปด้วยทรัฟเฟิลสไลซ์แบบพูนๆ และ Mia Chicken Waldorf Salad สลัดไก่วอลดอร์ฟ และ Taramasalata ทาร์ตถั่วลูกไก่กับปลาเทาร์ตวึ่งซ่อนอยู่ด้านใน ท็อปด้วยเจลลีดาชิและไข่ปลาแซลมอน Sourdough Brioche หรือขนมปังบรียอชไฮบริด ขนมปังที่เกิดขึ้นจากเชฟทั้ง 2 พบกันที่ประเทศสิงคโปร์ ทำให้ขนมปังก้อนนี้เป็นมากว่าขนมปังธรรมดาเพราะเล่าถึงเรื่องราวที่ทำให้ได้พบกัน และเป็นสตาร์ตเตอร์ในการทำให้กับขนมปังก้อนนี้ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ‘’HOW IT STARTED WITH A STARTER’ ขนมปังเสิร์ฟมาพร้อมกับเนยหัวหอมเผา รสเข้มข้น นอกจากจะอร่อยเเล้วยังได้โปสการ์ดรูปคู่ของเชฟทั้ง 2 พร้อมกับเรื่องเล่าที่มาของขนมปังก้อนนี้ไว้เป็นที่ระลึกอีกด้วย สำหรับ Cold Starter เริ่มด้วย Hokkaido Scallop , Blue Fin Tuna , Truffle Ponzu และ Caviar N25 จานนี้บอกเลยว่าตกหลุมรัก เนื้อหอยเชลล์และเนื้อปลาทูน่าในจานเย็น เสิร์ฟในน้ำทรัฟเฟิลพอนซึ ด้านข้างเป็นหัวโคลราบิสไลซ์ดอง (Kohlrabi) ดัดเป็นรูปดอกไม้ ท็อปด้วยคาเวียร์แบบพูนๆ Cured Hamachi ปลาฮามิจิหมักเสิร์ฟกับหัวโคราบิสไลซ์ กินคู่กับวาซาบิซอเบ ให้ความสดชื่น ตกแต่งด้วยผักท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งเชฟเเนะนำให้ค่อยๆ กินกับผักเเต่ละชนิดจะได้รสชาติที่เเตกต่างกัน หลังจากจบ Cold Starter แล้วก็ต่อด้วย Hot Starter กันอย่างต่อเนื่อง Smokef Eel Chawanmushi | Bone Marrow | Ikura ไข่ตุ๋นเนื้อเนียนผสมกับเนื้อปลาไหลสโมก เสิร์ฟมาในถ้วยเล็กแต่มากด้วยรสและสัมผัส เพราะว่าเชฟใส่ไขกระดูกวัวเพื่อเพิ่มความครีมมีไปอีกขั้น และสตาร์ตเตอร์อีกจาน Aged Stone Bass | Shell Fish | Thai Sweet Basil ปลาบาสเชฟนำไปเอจจิงจนเนื้อแน่ เสิร์ฟคู่กับซอสครีมและสลัดส้มโอ ตัดเลี่ยนด้วยเจลมะนาว จริงๆ แล้วทั้ง 2 จานนี้ก็มีกลิ่นอายของความเป็นไทยซ่อนเอาไว้อยู่ สำหรับจานหลักสามารเลือกได้ทั้งไก่และเนื้อวัว เราเลือกเป็น 48 Hours Braised Beef Short Rib เนื้อชอร์ตริบย่าง เนื้อนุ่ม เสิร์ฟคู่กับมะเขือเเละผักเคลทอด ราดด้วยจูว์รสเข้มข้น หรือสำหรับคนที่กินเนื้อก็เป็น Grain Fed Baby Chicken | Parsnip | Albufera Sauce ไก่ที่ถูกเลี้ยงด้วยัญพืชเนื้อนุ่ม ใต้หนังไก่สอดไส้ด้วยมูสเนื้อเนียน กินคู่กับซอสอัลบูเฟรา รสครีมมี โรยด้วยทรัฟเฟิลแบบจุใจ ปิดท้ายด้วยการเสิร์ฟคองซอมเมให้คลายท้อง พร้อมสำหรับของหวาน เดินทางมาสู่คอร์สสุดท้ายปิดท้ายด้วยขนมหวานจากเชฟมิเชล Shine Muscat Sorbet ซอร์เบองุ่นไซมัสคัตเสิร์ฟพร้อมกับไอศกรีมโยเกิร์ตและทารากอน และซิกเนเจอร์ Mia Cereal Bowl ซีเรียลอาหารเช้ารสชาติที่คุ้นเคยแต่มากด้วยเทคนิก และเสิร์ฟมาในหน้าตาพรีเมียม สำหรับคนที่ชื่นชอบชาเขียนต้องสั่ง! Matcha Ice Cream | Almond | Mascarpone ไอศกรีมชาเขียวรสเข้มข้น แพร์ริงกับเบียร์เมลอน หอมหวาน หน้าตาและรสชาติของอาหารสมกับ 1 ดาวมิชลินสตาร์ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่ดี และเราขอเป็นกำลังใจให้สำหรับดาวดวงต่อไป

ALT Dry Age ร้านอาหารใหม่ล่าสุดของคู่รักมาสเตอร์เชฟ เชฟแก้ว - ปวีณ์นุช ยอดปรีชาวิจิตร และเชฟสัญ - เวชกร เจริญปัญญาวุฒิ ซึ่งชื่นชอบการกินเนื้อเป็นทุนเดิมและอยากมีร้านเนื้ออร่อยๆ เป็นพื้นที่สำหรับแบ่งปันความอร่อยของ "เนื้อดรายเอจ" ให้คนรักเนื้อได้ลิ้มลอง จึงชักชวนเพื่อนฝูงอีก 2 คน คือ คุณปิ๊ง - วรัชญ์ รัตนศิริวิไล และคุณน้ำอบ - ศุทธิดา วงศ์เทียมชัย มาเปิดร้าน ALT Dry Age ในซอยสาทร 12 ร่วมกัน โดยความหมายของชื่อร้านคือเคล็ดลับความอร่อยที่เชฟทั้งสองภูมิใจนำเสนอ เพราะคำว่า “ALT” มาจากภาษาเยอรมัน แปลว่าเก่าแก่ (Old) ส่วน “Dry Age” เป็นวิธีการเก็บรักษาเนื้ออย่างหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่ากรรมวิธีเก็บรักษาเนื้ออันเก่าแก่ที่มีมาอย่างยาวนานจะช่วยเพิ่มประสบการณ์ความอร่อยให้กับมื้ออาหารที่ ALT Dry Age นั่นเอง บรรยากาศภายในร้านให้ความรู้สึกอบอุ่นด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นหลัก วางโชว์ตู้เนื้อดรายเอจไว้ตั้งแต่บริเวณประตูทางเข้า เชฟเล่าว่าหลังจากลงทุนซื้อตู้ Dry Age มา ทุกคนในร้านก็ช่วยกันค้นหาสูตรการ Dry Age พยายามลองผิดลองถูกหลายครั้งว่าควรจะใช้เวลานานเท่าไร จนพบว่า เนื้อที่นุ่มเด้ง รสชาติเข้มข้น และไม่ทิ้งกลิ่นคาว คือเนื้อที่ผ่านกระบวนการดรายเอจมานาน 30 และ 45 วัน ออกมาเป็นเมนูที่เชฟอยากแนะนำให้ลิ้มลองกัน อาทิ 30-Day Dry Aged Striploin สเต๊กเนื้อ Striploin เมนูซิกเนเจอร์ของร้าน ใช้เนื้อไทยวากิวดรายเอจมาแล้ว 30 วัน ทำให้ได้กลิ่นและรสชาติของเนื้อแบบเต็มๆ ยิ่งกินคู่กับซอสยิ่งฉ่ำ ตัดรสด้วยกระเทียมดำรสหวานมันและวาซาบิดองเผ็ดซ่าถึงใจ สำหรับใครที่เพิ่งลองกินเนื้อดรายเอจครั้งแรก เชฟแนะนำให้เริ่มที่เนื้อดราย 30 วันก่อน และหากคุ้นเคยแล้วอยากลิ้มลองเนื้อที่มีกลิ่นรสหนักแน่นยิ่งขึ้นก็ลองสั่งเนื้อดรายเอจ 45 วันได้เลย นอกจากเนื้อ ทางร้านยังมีปลาฮามาจิดรายเอจด้วย กับเมนู Aged Hamachi Ceviche ผสมผสานระหว่างสไตล์ยุโรปและญี่ปุ่น เสิร์ฟพร้อมซอส Dill Oil และครีมสด สีสวยงามน่ากินมากๆ เนื้อปลาที่ดรายเอจแล้วให้สัมผัสเด้งเคี้ยวหนุบชวนฟินยิ่งกว่าเดิม และยังเข้ากับซอสได้ดีมาก Golden Foie Gras Burger เบอร์เกอร์ฟัวกราส์ ที่แพตตี้ทำจากเนื้อดรายเอจเข้มข้นสับแบบยังใีเท็กซ์เจอร์ สลับชั้นกับหัวหอมผัดและซอสมัลเบอร์รี ทอปด้วยฟัวกราส์ชิ้นหนานุ่ม นอกจากจะอร่อยชุ่มฉ่ำแล้ว หน้าตาก็ยังหรูหรา เพราะโรยด้วยแผ่นทองมาบนขนมปังบริยอชนุ่มๆ ด้วย Dry Aged Meatball Pasta สปาเกตตีมีตบอลรสชาติเข้มข้น มีความพิเศษตรงที่ใช้มีตบอลไทยวากิวดรายเอจ ทำให้ได้รสสัมผัสนุ่มๆ แน่นๆ เคี้ยวสนุกเต็มปากเต็มคำ มาถึงเมนูสายสุขภาพกันหน่อยกับ Burrata Salad สลัดชีสบูร์ราตาสดจากอิตาลี กินพร้อมผักสลัด ผลไม้ฉ่ำน้ำอย่างแอปเปิล วอลนัต และน้ำสลัด Balsamic Glaze ให้รสชาติสดชื่น ปิดท้ายด้วยของหวาน Homemade Fudge Brownie บราวนี่เนื้อฟัดจ์ที่ทางร้านตั้งใจใช้ดาร์กช็อกโกแลต 70% รสชาติจึงออกมาเข้มข้น ไม่หวานมาก และได้เนื้อช็อกโกแลตเน้นๆ แน่นๆ ออกขมนิดๆ ตัดกับรสหวานกลมกล่อมของไอศกรีมเฮเซลนัตได้อย่างลงตัว แน่นอนว่าการดรายเอจเนื้อย่อมใช้เวลามากกว่า แต่พอได้เนื้อรสชาติแสนอร่อยออกมาแล้ว ก็ถือเป็นการรอคอยที่คุ้มค่าไม่ใช่น้อยเลยล่ะจะบอกให้

ร้านอาหารเม็กซิกันเปิดใหม่! ที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์นักมวยปล้ำชื่อดังจากเวทีมวยระดับโลก El Santo (เอล ซานโต) นักมวยปล้ำผู้ซ่อนตัวภายใต้หน้ากากสีเงินที่ช่วยสร้างคาเรกเตอร์อันดุเดือดและน่าเกรงขามในยามขึ้นชกบนสังเวียนมวย (lucha Libre) จนกลายเป็นที่รู้จักในวงการนักมวยปล้ำและเป็นที่มาของชื่อร้านแห่งนี้ แม้จะตั้งอยู่ในโรงเเรม Novotel Living Bangkok Sukhumvit Legacy แต่บรรยากาศร้านแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยเเสงสีและสีสันที่ฉูดฉาด เเสดงถึงความสนุกสนานตลอดเวลา เคล้าคลอไปกับเสียงเครื่องดนตรีบรรเลงที่เร้าใจจนทำให้เเทบอดใจลุกขึ้นเต้นไม่ไหว ภายในร้านโดดเด่นด้วยภาพวาดนักมวยปล้ำและหัวกะโหลก ถือเป็นอีกหนึ่งสเน่ห์ของวัฒนธรรมชาวเม็กซิกันที่เรียกว่า "Dia de Los Muertous" หรือวันเเห่งคนตาย ตัวร้านมีทั้งโซนด้านในเเละด้านนอกให้เลือกนั่งได้ตามสบาย ไม่ว่ามุมไหนๆ ก็ดูสนุกไม่มีเบื่อ นอกจากโซนห้องอาหารแล้ว โซนเอาต์ดอร์ก็ตกแต่งด้วยสีสันจัดจ้านไม่แพ้ด้านใน ทำให้ได้อีกมู้ดสำหรับนั่งเพลินๆ ฟังเสียงดนตรีเม็กซิกันที่บรรเลงจังหวะเเบบไม่มีหยุดหย่อน สำหรับสายดื่มก็ไม่ควรพลาดเช่นกัน เพราะที่โซนเคาเตอร์บาร์ซึ่งตกแต่งอย่างเท่และแฝงความดุดัน เหมาะแก่การสั่งเครื่องดื่มชื่อโหดๆ มาลิ้มลองอย่าง ON THE ROPES ค็อกเทลที่อินฟิวส์พริกสเปน (Ancho Pepper) กับเหล้าเตกิลา มาซคาล (Mezcal) ผสมกับน้ำมะพร้าว ตะไคร้ และน้ำมะนาวได้กลิ่นหอมสดชื่น และ CHEATING DEATH เหล้าเตกิลาอินฟิวส์กับพริกปาซิลลา (Pasilla Chilla) ผสมกับเสาวรส เกรปฟรุต ให้ความสดชื่นได้เป็นอย่างดี เมนูอาหารที่ El Santo นำเสนอสูตรต้นตำรับรสจัดจ้านตามแบบฉบับของคนเม็กซิกัน รังสรรค์โดยเชฟ Daniel Calderón Camacho เชฟชาวเม็กซิกันโดยเเท้ เริ่มด้วย Ceviche Maya เซบิเชปลากระพงราดด้วยซอสบีตรูตผสมกับพริกฮาลาเปโย กินคู่กับ Maya Sauce ซอสท้องถิ่นสีม่วงสวยทำจากหัวบีทรูต รสเปรี้ยวหวานและเผ็ดอ่อนๆ เข้ากันได้ดีกับเนื้อปลาดิบ ต่อด้วย Panuchos De Cochinita Pabil แป้งคอร์นตอร์ติญาทอดกรอบทอปด้วยเนื้อหมูอบนุ่มๆ เสิร์ฟพร้อมกล้วยไข่และซัลซา Tacos De Carnitas แป้งทาโก้เนื้อเป็ดที่่เชฟนำไปกงฟีนานกว่า 4 ชั่วโมงจนเนื้อนุ่มและชุ่มฉ่ำ ราดด้วยซอสอะโวคาโด รสเข้มข้น กินคู่กับเครื่องเคียงต่างๆ และ Chalupitas De suafero คอร์นตอร์ติญาเสิร์ฟพร้อมกับเนื้อวัวตุ๋น เนื้อนุ่มและชุ่มฉ่ำ ท็อปด้วยซัลซา เจอร์กิน หอมแดง และผักชี เสิร์ฟมาพร้อมกับซอสอะโวคาโด Quesa-Biria แป้งตอติลญาที่อัดเเน่นไปด้วยเนื้อวัวส่วนชอร์ตริบส์ มาพร้อมกับเครื่องเคียงต่างๆ เช่นหอมแดง ผักชี และน้ำซุปวัวรสเข้มข้น เพียงได้ลิ้มรสก็รู้สึกถึงช่วงเวลาที่ใช้เคี่ยวกระดูกเป็นเวลานานเลยทีเดียว ปิดท้ายแบบคูลๆ ด้วยการสั่ง เตกิราช็อต เสิร์ฟบนสังเวียนมวย พร้อมกับกล่าวคำว่า ซาลู้ต!

เชื่อว่าใครหลายคนคงคุ้นเคยกับร้านอาหารเช้าที่เป็นตำนานความอร่อยกว่า 70 ปีอย่าง โกปี๊เฮี้ยะไถ่กี่ ที่ล่าสุดทำการเปิดสาขาใหม่ในบ้านหลังเก่าสุดคลาสสิค ซึ่งมาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ชวนอบอุ่น 'อยากให้ทุกคนมานั่งล้อมวงทานข้าวด้วยกัน' สำหรับจุดเด่นของสาขานี้ยกให้ตัวร้านพื้นที่กว้างขวางที่ออกแบบมาในสไตล์โมเดิร์นเฮอร์ริเทจ โดยเราจะได้ผ่อนคลายไปกับพื้นที่สีเขียวและวิวน้ำตกที่ทางร้านเนรมิตขึ้นมาอย่างสวยงามสมบูรณ์แบบ ซึ่งมีทั้งโซนอินดอร์ห้องแอร์เย็นสบายและโซนเอาท์ดอร์ให้รับลมธรรมชาติ ในส่วนของเมนูอาหารทางร้านยังเน้นเสิร์ฟเป็นเซ็ตอาหารเช้ากินง่าย เพิ่มเติมด้วยหลากหลายเมนูกับข้าวเพื่อตอบโจทย์กลุ่มครอบครัวให้มากขึ้น อาทิ โรตีแกงเขียวหวานไก่ (168.-) แป้งโรตีกรอบฟูทานคู่กับแกงเขียวหวานจากเครื่องแกงสูตรเฉพาะของร้าน ตัดความเข้มข้นด้วย แกงจืดเกี๊ยมบ๊วยหมูสับ (328.-) ซุปรสชาติเปรี้ยวนิดเค็มหน่อย กินกับหมูสับชิ้นโตซดแล้วคล่องคอ ต่อด้วยเซ็ตอาหารเช้า ชุดไข่กระทะครบสูตร (158.-) ประกอบด้วย ไข่ลวก ขนมปัง และเครื่องดื่ม เราเลือกเป็นชาเฟ กาแฟรสเข้มปานกลางที่ผสานมากับชาซีลอนหอมกรุ่นอิ่มอร่อยสบายท้อง ปิดท้ายที่ของหวาน เค้กปลากริมไข่เต่า เค้กชิฟฟอนนุ่มฟูสลับชั้นมากับกะทิและแป้งปลากริม กินด้วยกันในหนึ่งคำ อร่อยละมุนลิ้นสุดๆ