จำได้ว่าช่วงที่ร้านเขียวไข่กา เปิดสาขาแรกที่ถนนนาคนิวาส สายคาเฟ่ฮ็อปปิ้งทั้งหลายต่างเฮกันไปเช็คอิน เพราะแค่เห็นบรรยากาศด้านหน้าร้านก็อยากจะเดินเข้าไปในด้านในแล้ว ร้านสวยสุดเย้ายวนแห่งนี้ประดุจดังโอเอซิสสำหรับชาร์ตพลัง ทั้งยังเติมเต็มความอิ่มท้องด้วยหลากหลายเมนูอาหารไทยรสเด็ด       ล่าสุดได้ขยายสาขาความอร่อยมาที่ซอยลาซาล (ถนนสุขุมวิท ซอย 105) เอาใจคนย่านบางนา-ศรีนครินทร์ ไม่ต้องขับรถไกลก็ได้กิน แถมยกคอนเซ็ปต์กลาสเฮาส์หลังใหญ่มาได้แบบไม่ผิดเพี้ยน ไม่ว่าจะเป็นลุคสุดเท่แบบอินดัสเตรียล เน้นสีดำและสีเขียวไข่กาที่เป็นชื่อเดียวกับร้าน แล้วเติมเต็มความสดชื่นสบายตาจากสีเขียวของต้นไม้ ร่วมกับไฮไลท์ลายเส้นบนผนังร้านที่กลายเป็นจุดพักสายตาระหว่างมื้ออาหาร       เช่นเดียวกับจานเด็ดที่ยกมาครบรส ไม่ว่าจะเป็นไข่เจียวปู (ไข่เจียวคอนโด) เต็มปากเต็มคำกับเนื้อปูก้อนโตที่ส่วนหนึ่งตีไปพร้อมกับไข่  แล้วทอดจนขึ้นฟูราวกับคอนโดขนาดย่อมๆ อีกส่วนโรยหน้ามาให้เคี้ยวได้แบบสะใจ ไม่ต้องแย่งกัน อย่าลืมชูรสด้วยซอสพริกหรือซอสมะเขือเทศ เพิ่มดีกรีความอร่อยไปอีกขั้น     ต่อด้วยเมนูสุดฮอตไม่น้อยหน้าอย่าง แกงเผ็ดเป็ดย่าง กลิ่นหอมนำช่วยปลุกน้ำย่อยให้พร้อมรับมือกับความอร่อย นอกจากใส่เนื้อเป็ดชิ้นใหญ่ เรียงมาให้กินเต็มชาม เรายังถูกใจกับน้ำแกงที่ปรุงได้เข้มข้นถึงเครื่อง รสชาติกลมกล่อม แซมด้วยรสเปรี้ยวสดชื่นจากสับปะรดและมะเขือเทศ       ปลาช่อนนาจำศีล จุใจทั้งครอบครัวกับปลาช่อนนาตัวใหญ่ส่งตรงจากราชบุรี บั้งและทอดทั้งตัว กรอบนอกนุ่มใน กินเคียงกับมะเขือยาวผัดและใบกระเพราทอดกรอบ เป็นเมนูที่ผสมผสานทั้งรสชาติและเนื้อสัมผัสที่เข้ากันได้อย่างลงตัวทุกอย่าง     ช่วงนี้เมนูจากใบกัญชากำลังมาแรงที่นี่ก็ไม่พลาดนำมาปรุงอาหารให้เราได้ลิ้มรส อาทิ ยำกัญชากรอบ ใบกัญชาชุบแป้งทอดกรอบ แยกเสิร์ฟกับน้ำยำรสจัดจ้านที่ประโคมทั้งเนื้อกุ้ง หมูสับ และเม็ดมะม่วงหิมพานต์มาให้แบบไม่หวง     ก่อนปิดจ๊อบล้างปากด้วยน้ำลำใยกัญชา หอมหวาน สดชื่น   หิวเมื่อไหร่ก็แวะมาฝากท้องได้สบาย ไม่ต้องฝ่ารถติดเข้าเมืองอีกต่อไป

มากี่ครั้งก็ประทับใจ มา เมซอง (Ma Maison) ร้านอาหารไทยตำรับบ้านปาร์คนายเลิศ ที่ตอนนี้พร้อมเปิดร้านต้อนรับทุกคนอีกครั้ง ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ ตัวร้านเป็นเรือนกระจกใส ด้านในเหมือนห้องสมุดขนาดย่อมที่เต็มไปหนังสือและของสะสมชิ้นสำคัญ ดึงดูดสายตาด้วยสีสันของดอกไม้ที่ปรับโฉมไปตามฤดูกาล             เมนูของที่ร้านเลือกวัตถุดิบจากต้นทางเพื่อความสดใหม่ รวมถึงผักออร์แกนิคจากสวนปลูกเองบนดาดฟ้า ปรุงทุกจานอย่างพิถีพิถัน อาทิ หมี่น้ำปาร์คนายเลิศ  เมนูสุดคลาสสิกของคุณหญิงสิน (ภรรยาของนายเลิศ) ที่นำวัตถุดิบในครัวมาทำน้ำซุปคล้ายน้ำซุปต้มยำ ใส่ไข่ กุ้ง และหมูสับ ปรุงรสให้กลมกล่อม กินกับเส้นหมี่ทอดกรอบโรยผิวส้มซ่า เป็นเมนูที่มีให้กินเฉพาะที่นี่เท่านั้น       อีกเมนูคู่บ้านคือห่อหมกข้าว ห่อหมกปลา ห่อหมกปลากะพงเนื้อแน่น รสเข้มข้น กินกับห่อหมกข้าวที่ได้จากการนำน้ำเครื่องแกงมาคลุกเคล้ากับข้าวแล้วนำไปนึ่งจนหอมฉุย รวมถึงแกงขี้เหล็กปลาย่าง คัดเฉพาะใบขี้เหล็กยอดอ่อน แกงกับกะทิคั้นสด รสกลมกล่อม กินง่ายไม่ขม หอมกลิ่นปลาย่าง           นอกจากนี้ยังมีเมนูเด่นอย่างยำส้มโอ รสเปรี้ยวหวานจากส้มโอสด หอมกลิ่นมะพร้าวขูด เต้าเจี้ยวหลนปลาดุกฟูพร้อมด้วยผักแนมชุดใหญ่ ข้าวเหนียวเนื้อแองกัสย่างเสิร์ฟกับส้มตำไทย ปิดท้ายด้วย ขนมโค แป้งข้าวเหนียวนุ่มหนึบ ไส้ในเป็นมะพร้าวกระฉีกหอมหวาน ตัดกับรสเค็มนิดๆ จากกะทิ รวมถึงปลากริมไข่เต่าที่ทำได้อร่อยไม่แพ้กัน             คนรักอาหารไทยอย่าพลาดเชียว

อั่งโล่ บาย ย่างแรก ร้านอาหารของคนรุ่นใหม่ไฟแรง ย่านบางรัก ที่ยกระดับ สตรีทฟู้ดเมืองไทยให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยการผสมผสานรสชาติอาหารไทยและจีนเข้าด้วยกัน ผ่านการปรุงอาหารโดยเตาอั่งโล่แบบโบราณ ออกมาเป็นเมนูที่มีความหอมอร่อยไม่เหมือนใคร         ภายในตกแต่งในสไตล์ Industrial Loft ที่เมื่อเดินเข้าไปด้านใน จะพบกับเคาน์เตอร์บาร์ปูนเปลือยทอดยาวไปจนถึงกลางร้าน โดยสามารถนั่งรับประทานอาหารและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเชฟหนุ่มได้อย่างเป็นกันเอง เสริมความอบอุ่นด้วยโทนไฟสีส้มสลัว ให้ความรู้สึกดิบเท่ แต่ผ่อนคลายไปในคราวเดียวกัน       เมนูแรก ข้าวหมูแดงอั่งโล่+น้ำพริกอั่งโล่ (159.-) เมนู Recommend ที่เราอยากให้ลอง  โดดเด่นด้วยเนื้อหมูแดงย่างน้ำผึ้งที่ใช้เวลาหมักข้ามวัน กินพร้อมน้ำพริกอั่งโล่ ซึ่งทำจากส่วนผสมกว่า 10 ชนิด รสชาติเผ็ดร้อน เข้ากันได้ดี       ต่อด้วย ทองพลุ+แกงเกาลัดหมูย่าง (120.-) เมนูที่หยิบขนมไทยโบราณอย่าง ทองพลุ มาทำเป็นของคาวโดยจับคู่มากับแกงเกาลัดหมูย่าง รสหวานมัน กลมกล่อม       หรือจะเลือกเป็น เซ็ตของเสียบไม้ย่างแบบไทย ประกอบไปด้วย ไก่สะเต๊ะผักดอง (55.-) ทางร้านเลือกใช้เนื้อไก่จากเชียงราย ย่างมากับซอสสูตรพิเศษ กินพร้อมน้ำจิ้มสะเต๊ะรสเข้มข้นและผักดอง คอหมูย่างกะทิ (60.-) คอหมูที่นำไปหมักกับกะทิสดและย่างจนเนื้อนุ่ม หอมกลิ่นเตาถ่าน และหมูสามชั้นย่างพริกเกลือ (60.-) หมูสามชั้นเนื้อนุ่ม ท็อปด้วยพริกแห้ง กระเทียม มะแขว่น รสชาติจัดจ้าน ช่วยตัดรสหวานของเมนูอื่นได้เป็นอย่างดี    

หลายคนอาจเดินผ่านตึกเก่าอายุเกือบ 100 ปีที่ถูกทิ้งร้างแห่งนี้โดยไม่รู้สึกสะดุดตา แต่คุณแมคกลับมองว่าที่นี่มีความพิเศษและเหมาะจะเป็นเซฟเฮาส์ของทุกคน จึงได้พลิกฟื้นพื้นที่ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยปรับชั้นบนให้เป็นโฮสเทล ส่วนด้านล่างเป็นร้านอาหารกาลเวลา และคาเฟ่ Buddha & Pals ทั้งหมดออกแบบให้ล้อไปด้วยกันในคอนเซ็ปต์กาลเวลา ถนอมรักษาร่องรอยในอดีตที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ชวนประทับใจ             ส่วนอาหารนำเสนอสไตล์อิตาเลียนฟิวชันที่กินง่าย อาทิ Mushroom & Gorgonzola Pizza พิซซ่าแป้งบางกรอบสไตล์โรมัน โรยหน้าด้วยบลูชีสและเห็ดแชมปิญอง เมนูนี้จับคู่กับไวน์แดงจะเข้ากันมาก         Kanvela White Sea Bass Fillet สเต๊กปลากระพงชิ้นโต กริลล์พอสุกทั่วถึงเพื่อรักษาระดับความนุ่มนวลฉ่ำลิ้น เสิร์ฟพร้อมผักโขมผัดครีมและแอสพารากัส ก่อนกินบีบเลมอนเล็กน้อยช่วยตัดเลี่ยนและยังเพิ่มกลิ่นหอมชวนสดชื่น       Spaghetti Arrabbiata พาสตาที่ไม่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ ผัดเส้นกับซอสมะเขือเทศรสชาติเปรี้ยวๆ เผ็ดปลายลิ้น กินแล้วสดชื่น       Avocado Tuna Salad สลัดชามโตที่ใส่เนื้อทูน่าเน้นๆ คลุกเคล้ากับสลัดร็อกเก็ต มะเขือเทศลูกเล็ก เพิ่มดีกรีความครีมมีด้วยอะโวคาโดหั่นชิ้นโตที่ใส่มาให้เต็มชาม       ส่วนเครื่องดื่มแนะนำ Calm Rosie Tea รสหวาน หอมกลิ่นไซรัปกุหลาบ จิบเบาๆ ก็ชื่นใจ     ช่วงค่ำที่ความมืดโรยตัวปกคลุมด้านนอก ภายในร้านกลับคึกคักยิ่งขึ้นด้วยเสียงดนตรีแจ๊สและเหล่าผองเพื่อนที่นัดรวมตัวพูดคุย และดื่มด่ำไปกับเสียงดนตรีที่ชื่นชอบ       โลกยังคงหมุนไป แต่ใครที่เดินเข้ามาที่นี่ ต่างก็อยากหยุดเวลาไว้ทั้งนั้น

ร้านน้องใหม่ป้ายแดงริมถนนบรรทัดทองที่วางคอนเซ็ปต์ฉีกแนวจากสตรีทฟู้ดทั่วไปในย่านนี้ บรรยากาศด้านในตกแต่งสไตล์อินดัสเทรียล ลุคดิบๆ เท่ๆ จัดวางเฟอร์นิเจอร์และของสะสมสุดคลาสสิกที่เจ้าของร้านรักสุดหัวใจ และบอกว่ามาร้านนี้นอกจากจะมีอาหารอร่อยให้ลูกค้ากินนับร้อยเมนู บรรยากาศที่เหมือนนั่งอยู่กลางพิพิธภัณฑ์ยังถือเป็นของแถมให้ลูกค้าได้ชื่นชมกันอย่างเต็มอิ่มอีกด้วย               เมนูอาหารเน้นอาหารไทยและอิตาเลียน โดยเฉพาะจานเด็ดจากแดนใต้ที่ได้พ่อครัวฝีมือเยี่ยมมาปรุงแบบถึงเครื่องถึงรส ไม่ว่าจะเป็น แกงส้มปลากะพงไหลบัว เมนูคู่โต๊ะที่ใครมาก็ไม่พลาดสั่ง ด้วยระดับความร้อนแรงของเครื่องแกงที่โขลกเอง ใส่ปลากระพงชิ้นโตๆ ให้แบบไม่หวงของ เพิ่มดีกรีความอร่อยด้วยไหลบัวสดกรอบ ที่ซึมซับน้ำแกงอย่างเต็มที่ กินไปเป่าปากไป แต่จะให้วางช้อนก็ทำไม่ได้เหมือนกัน       เราแนะนำให้สั่งข้าวผัดปูมากินคู่จะยิ่งชูรส ข้าวผัดจานนี้ไม่ธรรมดา เพราะเป็นเมนูชูโรงที่เชฟเดินสายขายความอร่อยไปทั่วสารทิศในรูปแบบ Food Truck มาแล้ว จุดเด่นของรสชาติที่กลมกล่อมและหอมกลิ่นคั่วกระทะ ไร้ความมันส่วนเกิน ทำให้กินได้เรื่อยๆ แบบไม่เลี่ยน ทีเด็ดยังอยู่ที่ใส่เนื้อปูให้จุใจ ไม่ปล่อยให้ต้องควานหาเหงาๆ แน่นอน       อีกจานขายดีคือปลากะพงสามรสกะเพรากรอบ ปลากะพงทอดไซส์บิ๊ก ปรุงครบ 3 รส กินกับกะเพราทอดกรอบๆ เข้ากันที่สุด       สปาเก็ตตี้คาร์โบนาราเบคอน สาวเส้นกันได้แบบสุดเพลิน เส้นยังนุ๊มนุ่มเคี้ยวลื่นคอ นอกจากความละมุนของครีมยังได้สัมผัสรสชาติเค็มๆ มันๆ จากชีสพาเมซานที่ใส่มาให้อย่างจุใจ       ปิดท้ายด้วยสามชั้นคั่วเกลือ กรอบ เค็ม มัน ถ้าได้ลองเคี้ยวคำแรกแล้ว จะหยุดปากไม่ได้อีกเลย       อิ่มท้องแล้วแต่ยังติดใจในของสะสมแปลกตาจากทั่วโลก อยากถามความเป็นมาของแต่ละชิ้น เจ้าของร้านก็ยินดีให้ข้อมูล รับรองสนุกจนไม่อยากลุกกลับบ้าน!

บ้านรั้วสีเหลืองที่มีรูปเสือ ซุกซ่อนบริสโตรที่เสิร์ฟอาหารอร่อยภายในสวนร่มรื่น ขวามือเป็นบาร์คลุมด้วยหลังคาผ้าใบสีเหลืองสดใส สร้างบรรยากาศสนุกสานได้ตลอดทั้งวัน     บ้านเสือหิว เสิร์ฟเมนูอร่อยที่เจ้าของร้านซึ่งเป็นสจ๊วต และแอร์โฮสเตสของการบินไทย ได้แรงบันดาลใจจากการเดินทาง โดยเฉพาะเมนูเกี่ยวกับเนื้อที่รับรองว่าเด็ด เพราะคุณตั้วได้นำประสบการณ์กว่า 5 ปี จากการเปิดร้านเบอร์เกอร์ชื่อ MadCow Burger ที่ย่านอโศก ทำให้เมนูเนื้อของร้านนี้โดดเด่นน่าสนใจ       บรรยากาศสบายเหมือนมากินข้าวบ้านเพื่อน และการบริการแบบมืออาชีพทำให้มีลูกค้าประจำอย่างคุณหมอจากรพ.ศิริราช จานแนะนำแน่นอนว่าต้องเป็นเนื้อที่ร้านคัดมาอย่างดี ที่ร้านใช้เนื้อวัวที่เลี้ยงด้วยข้าวโพดเนื้อจะมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์     เราได้ลองชิมเมนูที่เป็นซิกเนเจอร์อย่าง แก้มวัวตุ๋นไวน์แดง (590 บาท) ที่ได้รสชาติสไตล์ฝรั่งเศสเนื้อแก้มวัวตุ๋นกับไวน์แดงทำให้ได้กลิ่นหอม รสชาติเข้มข้น     ข้าวหน้าเนื้อริบอายสไลซ์ย่างและไข่ข้น (145 บาท) เมนูอร่อยง่ายอาหารจานเดียวที่เสิร์ฟมาอย่างเต็มอิ่ม กับเนื้อริบอายสไลซ์ย่างมาพร้อมกับไข่ข้นนุ่มๆ ราดข้าว     มักกะโรนีครีมทรัฟเฟิล (190 บาท) ใครชอบกลิ่นชอบของทรัฟเฟลิต้องถูกใจเมนูนี้กับมักกะโรนีนุ่มหนึบผัดครีมซอสครีมมี ให้กลิ่นหอมของทรัฟเฟิลเต็มๆ     ข้าวกะเพราเนื้อริบอายสไลซ์ (145 บาท) ทีเด็ดของมื้อเที่ยงเลย กะเพราเนื้อริบอายที่สไลซ์มาแล้วเคี้ยวง่าย หอมฉุนกลิ่นกะเพรา กับไข่ดาวกรอบๆ     เป็นอีกร้านที่คนชอบเนื้อเน้นๆ ต้องถูกใจ

สำหรับนักชิมสายรักสุขภาพที่กำลังมองหาร้านอาหารดีๆ เพื่อไปฝากท้องยามหิว เราแนะนำ VIBE Coffee & Plant-Based Food ร้านอาหารเพื่อสุขภาพของคนยุคใหม่ ย่านทองหล่อ ที่พร้อมเสิร์ฟอาหารมังสวิรัต อาหารเจและหลากหลายเมนูเครื่องดื่มในราคาเป็นมิตร ให้เลือกอร่อยกันได้อย่างจุใจ       VIBE Coffee & Plant-Based Food เกิดจากความต้องการของคุณ พิมพ์ พิมพ์วลัญช์ (เจ้าของร้าน) ที่อยากเห็นสมาชิกในครอบครัว และคนรอบข้างมีสุขภาพกายแข็งแรง ด้วยการกินอาหารที่อร่อยและมีประโยชน์ เพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ โดยเน้นการบริโภคที่ปราศจากเนื้อสัตว์ และใช้โปรตีนจากพืชเป็นหลักมารังสรรค์เป็นอาหารสุดพิเศษ ผสมผสานกับขั้นตอนการปรุงที่สะอาด ได้มาตรฐาน คิดค้นความอร่อยโดยเชฟมากประสบการณ์ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ชอบความจำเจ และใครที่ต้องการงดเนื้อสัตว์ แต่อยากลิ้มรสชาติอาหารที่เข้มข้น กลมกล่อมเหมือนเดิม     เริ่มด้วย Appetizer Set (179.-) เพลิดเพลินไปกับเซ็ตอาหารเรียกน้ำย่อยที่ไม่มีส่วนผสมของหัวหอมและกระเทียม อาทิ ปอะเปี๊ยะทอด เกี๊ยวทอด นักเก็ต ไส้กรอกคอกเทล กินกับน้ำจิ้มไก่รสชาติหวานกลมกล่อม       ต่อด้วย Burger Plant Beef (269.-) ขนมปังนุ่มฟูสอดไส้เนื้อแพลนต์เบสจากออสเตรเลีย รสสัมผัสเสมือนจริง จับคู่มากับวาฟเฟิลฟรายส์ทอดกรุบกรอบ เคี้ยวเพลิน     Sizzling Soy Chick Steak (249.-) สเต็กเนื้อแพลนต์เบส ราดซอสเกรวีที่เคี่ยวจากซุปสต๊อกผัก รสกลมกล่อมจับคู่กับ Avocado Caesar Salad (249.-) จานนี้ได้ความหอมมันของอะโวคาโดสดจากออสเตรเลีย ราดน้ำสลัดซีซาร์สูตรพิเศษของทางร้าน ที่ทำจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์และยีนส์ธรรมชาติ       นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารจีนให้เลือกอร่อย หมี่ผัดไก่รังนก (99.-) เส้นหมี่เหนียวนุ่มคลุกเคล้ามาด้วยน้ำซอสสูตรพิเศษ หอมกลิ่นน้ำมันงา และกระเพาะปลา (129.-) ปรุงรสมาด้วยซอสเห็ดหอมชั้นดี มีเท็กเจอร์ของเยื่อไผ่ให้เคี้ยวกรุบๆ       เมนูเครื่องดื่มก็ดีไม่แพ้กัน Signature Coffee กาแฟดำรสเข้มนุ่มลิ้นผสมผสานมากับนมถั่วเหลือง โดยทางร้านเลือกใช้ แบล็กไซรัป ที่นอกจากจะได้ทั้งความหวานแล้ว ยังซ่อนความหอมอยู่ในทุกคำที่ดื่ม อีกตัวที่พลาดไม่ได้ Signature Matcha Latte (150.-) ทางร้านเลือกใช้ผงชาเขียวพรีเมียมจากประเทศญี่ปุ่นมาผสมผสานกับนมอัลมอนด์ หอมมัน เข้มข้น     สามารถดูเมนูเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/2Y8ynNo หรือสแกนคิวอาร์โค้ด สั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์

หลังจากที่ร้านอาหารไทย Royal Osha (รอยัล โอชา) ได้จับมือกับเชฟวิชิต มุกุระ หนึ่งในเชฟอาหารไทยระดับตำนาน ไปเมื่อราว ๆ ปลายปี 2563 และได้เปิดตัวเมนูอาหารไทยแนวใหม่ที่มาในรูปลักษณ์หน้าตาที่ทันสมัยกว่าเดิม ด้วยจุดมุ่งหมายหลักที่ต้องการให้อาหารไทยในรูปแบบไฟน์ ไดนิ่งมีชื่อเสียงโด่งดังไปไกลในระดับโลก         หลังจากงานเปิดตัวในปีนั้น เราได้กลับมาเยือน Royal Osha (รอยัล โอชา) อีกครั้งเพื่อลิ้มลองเมนูอาหาร  A La Carte ที่เรายังไม่มีโอกาสได้สัมผัสในคราวนั้น และยังได้รับการต้อนรับจากเชฟวิชิตอย่างอบอุ่นอย่างเช่นเคย       เริ่มต้นด้วยเมนูเรียกน้ำย่อย เมี่ยงกลีบบัวตับห่านและกุ้งแช่บ๊วยหลังไข่ จัดมาอย่างสวยงามบนจานที่เรียงรายด้วยหินสีดำพร้อมควันบางเบา ที่ดึงให้กลีบบัวสีชมพูนั้นโดดเด่นขึ้นมาทันที เชฟวิชิตเพิ่มคุณค่าให้กับเมนูเมี่ยงคำนี้ด้วยกุ้งแชบ๊วยหลังไข่และตับห่าน หยอดน้ำเมี่ยงคำรสชาติหอมหวาน ครบทั้งรสชาติและกลิ่นของสมุนไพรอย่างเต็มคำ       จานต่อมาคือ Lobster ส้มตำผลไม้ ที่ปรับเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาของส้มตำอาหารประจำชาติไปอย่างสิ้นเชิงด้วยสีสันของผลไม้สด เข้ากันเป็นหนึ่งเดียวกับสีแดงสดจากล็อบสเตอร์ และเพียงแค่ค่อย ๆ ราดน้ำส้มตำลงไป เมื่อเข้าปากแล้วจะได้กลิ่นของน้ำปลาที่เข้ากับเนื้อหวานนุ่มเด้งของล็อบสเตอร์ได้เป็นอย่างดี       ปิดท้ายด้วย Rack Lamb ซอสแกงเขียวหวาน ซี่โครงแกะย่างสมุนไพร ที่ทำจากใบมะกรูดและโหระพาบดละเอียด จัดวางมาอย่างสวยงามและคุมโทนสีมาอย่างดีด้วยผักย่างสีเขียวครบเครื่องสมชื่อแกงเขียวหวาน เสิร์ฟมาพร้อมกับซอสแกงรสชาติเข้มข้น ครบรสชาติ       มื้ออาหารที่สมบูรณ์แบบจะขาดเครื่องดื่มไปไม่ได้ เราขอแนะนำ รอยัลโอชาชฎา เครื่องดื่มสีทองซิกเนเจอร์ของร้าน รสชาติเปรี้ยวอมหวานจากเสาวรสและน้ำแอปเปิ้ล ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับชฎาจิ๋วสุดปราณีต ที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์แบบไทยโมเดิร์นของร้านได้เป็นอย่างดี       ภายใต้หน้าตาอาหารที่เปลี่ยนไป แต่เอกลักษณ์รสชาติอาหารไทยนั้นฝังแน่นชวนประทับใจอย่างแน่นอน

จากชื่อ Maison Saigon (เมซง ไซง่อน) ก็พอจะบอกได้แล้วว่าร้านอาหารแห่งนี้ยกเอาตำรับอาหารเวียดนามจากไซง่อน หรือ โฮจิมินห์ ในปัจจุบัน มาเสิร์ฟให้ชิมกันบนโต๊ะอาหาร ณ ย่านใจกลางกรุงเทพมหานคร       คำว่า Maison (เมซง) นั้นหมายถึง “บ้าน” ดังนั้น อาหารแต่ละจานจึงเป็นการรังสรรค์สไตล์โฮมคุกกิ้งที่ทำกินเองในบ้าน เมื่อบวกกับบรรยากาศสบาย ๆ ของร้านที่ตั้งอยู่ภายในสินทร วิลเลจ หลังสวน ซึ่งมาพร้อมกับที่นั่งในสวนแสนรมรื่น ก็ยิ่งช่วยเพิ่มความรื่นรมย์ให้มากขึ้นอีกเป็นเท่าตัว       นอกจากจะจริงจังเรื่องรสชาติต้นตำรับแล้ว อาหารเวียดนามยังขึ้นชื่อเรื่องคุณค่าทางสารอาหาร ทางร้าน Maison Saigon จึงให้ความสำคัญกับวัตถุดิบสดใหม่จากฟาร์มปลอดสาร และไม่ใส่ผงชูรส     เริ่มต้นด้วยเมนูอาหารกินเล่นจานซิกเนเจอร์ พอลลี โทฟู เต้าหู้ทอดคุณแม่พอลลี ที่ทอดจนได้สีเหลืองทองกรอบนุ่ม เพิ่มรสชาติด้วยต้นหอมซอยผัดกับน้ำปลา     ต่อด้วย ก๋อยแซง ยำไหลบัวไซง่อน รสชาติกลมกล่อมด้วยน้ำยำสไตล์เวียดนาม ได้สัมผัสกรุบกรอบจากไหลบัว แซมมากับกุ้งเนื้อหวานเด้ง พร้อมกับกลิ่นผักแพวที่หอมโดดเด่นตั้งแต่คำแรกที่กิน     จานถัดมาคือ ซูเปอร์บั๋นแบ่ว รวมมิตรเมซงไซง่อน โดยในหนึ่งจานนี้ประกอบไปด้วยแป้งนึ่งสอดไส้หมูแดง และแป้งนึ่งโรยหน้าด้วยกุ้งแห้งป่น ตรงกลางเป็นหมูยอเวียดนาม ราดด้วยน้ำยำรสชาติเปรี้ยวหวาน แล้วโรยหอมเจียว กินได้เรื่อย ๆ ไม่มีเบื่อ     แน่นอนว่ามาถึงร้านอาหารเวียดนามทั้งที จะขาดเมนู เนมเนื้อง หรือ แหนมเนือง ที่คนไทยคุ้นเคยไปไม่ได้เลย  เนมเนื้องโบราณไซง่อนนี้โรลมาให้แล้วเรียบร้อย อัดแน่นด้วยหมูย่างก้อนใหญ่ ผักสมุนไพรออร์แกนิกนานาชนิด และเส้นขนมจีน จิ้มกับน้ำจิ้มสูตรโฮมเมดเพิ่มรสชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ     เมนูถัดมาคือ บุ๋นจ๋า ฮานอย หรือ ขนมจีนหมูย่างหมูก้อนฮานอย ซึ่งเสิร์ฟมาในรูปแบบของชามน้ำซุปร้อน ๆ ในนั้นมีทั้งหมูย่างหั่นชิ้นใหญ่เต็มคำและหมูก้อน รวมทั้งมะละกอฝานบาง ๆ กินพร้อมกับเส้นขนมจีนและเคียงด้วยผัดสด ถ้าอยากได้ความจัดจ้านอีกนิดก็เพิ่มพริกสดลงไปได้เช่นกัน     ก่อนจะเข้าสู่เมนูของหวาน ยังมี เกิมตั๊ม หรือ ข้าวหมูย่างไซง่อนทรงเครื่อง เป็นเมนูคาวจานสุดท้าย ซึ่งในหนึ่งจานนี้อัดแน่นมาทั้งข้าวสวย ไข่ตุ๋นทรงเครื่อง หมูย่าง หนังหมูซอยละเอียด และผักดอง โรยด้วยข้าวคั่วกลิ่นหอม ๆ กินเพลิน     ในส่วนของหวานนั้น เพื่อไม่ให้เสียชื่อวัฒนธรรมกาแฟสุดขึ้นชื่อของเวียดนาม ต้องลอง คัสตาร์ดกาแฟเวียดนาม เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนเข้ากับความเข้มจากกาแฟเวียดนามเป็นอย่างดี อีกเมนูหนึ่งคือ ไซง่อนพุดดิ้งลำไย ที่ มาพร้อมกับพุดดิ้งมัทฉะ เน้นความหอมหวานและสดชื่น       สำหรับเครื่องดื่มที่พลาดไม่ได้ ยกให้กับ เสาวรสน้ำผึ้ง และ บ๊วยมะนาว ที่ให้รสชาติเปรี้ยว ๆ เพิ่มชีวิตชีวาให้กับมื้ออาหารตรงหน้าได้อย่างดีทีเดียว    

ใครที่กำลังมองหาร้านอาหารที่มาพร้อมกับเมนูข้าวญี่ปุ่นแบบจานเดียวง่าย ๆ และเต็มอิ่ม Hako Japanese Rice & Cafe ต้องเป็นหนึ่งในตัวเลือกนั้นแน่นอน ชื่อของร้านนั้นมีที่มาจากเมือง ๆ หนึ่งในญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Hakodate (ฮาโกะดาเตะ) ตั้งอยู่ในฮอกไกโดนั่นเอง เมนูของที่นี่จึงยกเอาตำรับอาหารญี่ปุ่นจากเมืองฮาโกะดาเตะมาถ่ายทอดสู่โต๊ะอาหารของร้านที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากแยกราชเทวี ให้คนกรุงเทพฯ ได้ลิ้มลอง         เพื่อให้ได้รสชาติที่ใกล้เคียงกับต้นตำรับมากที่สุด สูตรต่าง ๆ ของร้านจึงได้มาจากเชฟชาวญี่ปุ่นตัวจริงเสียงจริง เมืองฮาโกดาเตะนั้นมีชื่อเสียงในเรื่องของข้าวแกงกะหรี่ เพราะฉะนั้นเมนูซิกเนเจอร์ของร้านก็เป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก ข้าวหมูทอดทงคัตสึราดแกงกะหรี่ญี่ปุ่น นอกจากจะจัดเต็มกับหมูทอดชิ้นโตเต็มจานแล้ว ความเด็ดยังอยู่ที่น้ำแกงกะหรี่ซึ่งใช้เวลาเคี่ยวนานกว่า 6 ชั่วโมงจนได้รสชาติเข้มข้น กลมกล่อม และไม่เผ็ดจนเกินไป     ต่อด้วยเมนู ข้าวหน้าบูตะชาชู ที่ใช้หมูสองชั้นลอกหนังแล้วม้วนนำไปต้มและจี่กับกระทะ จนได้หมูชาชูชิ้นหนานุ่มติดมันเล็กน้อย ราดด้วยซอสสูตรพิเศษที่แสนเข้ากัน     สำหรับของกินเล่นที่พลาดไม่ได้ต้องยกให้กับ เกี๊ยวซ่า สอดไส้หมูแน่น ๆ เต็มคำ เพิ่มรสชาติให้มีชีวิตชีวายิ่งขึ้นด้วยน้ำจิ้มรสเด็ด แค่นี้ก็เป็นมื้ออาหารญี่ปุ่นที่อิ่มทั้งท้องอิ่มทั้งใจแล้ว       ร้าน Hako Japanese Rice & Cafe มีให้บริการแบบ Takeaway และสามารถสั่งเดลิเวอร์รี่ผ่าน Lineman และ Grab ได้ด้วยเช่นกัน

ชื่อเสียงของร้านสเต๊กสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิมในรูปแบบเทปันยากิแห่งนี้ได้เปิดตำนานเอาไว้เมื่อ 40 ปีก่อนที่สยามสแควร์ ทุกวันนี้ยังคงยืนหนึ่งทั้งในแง่ของความเก๋าและความอร่อยที่จัดสรรมาไม่ต่ำกว่า 150 เมนู ผัดบนเตาร้อน ๆ ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนชวนน้ำลายสอกันตั้งแต่ก้าวเข้าร้าน       Kobe Japanese Steakhouse Since 1978 ริมถนนเพชรบุรี ต้อนรับเราด้วยหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ปล่อยให้แสงจากภายนอกส่องเข้ามาในร้านได้อย่างเต็มที่ ทำให้ร้านดูโอ่โถงสบายตา บวกกับบรรดาโต๊ะและเก้าอี้สีน้ำตาลของไม้ กับโคมไฟญี่ปุ่นลอยละล่องอยู่บนเพดานเหนือศีรษะ ยิ่งช่วยเพิ่มกลิ่นอายราวกับอยู่ในดินแดนอาทิตย์อุทัย เพิ่มอรรถรสให้กับอาหารเทปันยากิไปอีกเท่าตัว         เริ่มต้นเมนูแรกด้วย  Beef Steak Set ชุดสเต๊กเนื้อพร้อมผัดผักสไตล์ญี่ปุ่น ที่ทางร้านเลือกใช้เนื้อไทยหั่นเต๋าขนาดพอดีคำ ย่างกึ่งสุกกึ่งดิบให้ได้รสชาติกับกลิ่นหอมของเนื้ออย่างเต็มพิกัด รวมถึงสัมผัสชุ่มฉ่ำ นุ่มเด้งสู้ฟันในแบบที่คนรักเนื้อจะต้องประทับใจ เติมเต็มรสชาติด้วยน้ำจิ้ม 3 ช่อง 3 แบบ ที่จัดมาให้ทั้งหัวไชเท้าสับ ต้นหอมซอยราดโชยุ และเต้าหู้ยี้     Bulgogi Premium Beef Sliced Set เมนูถัดมาที่ให้กลิ่นอายเนื้อย่างสไตล์เกาหลี โดยการนำเนื้อสไลซ์มาหมักกับซอสบูลโกกิจนเข้าเนื้อ ผัดเข้ากับกระเทียมซอยกลีบใหญ่เพิ่มความหอม เมื่อกินแล้วจะรับรู้ได้ถึงกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวซอสบูลโกกิรวมถึงรสชาติเค็มหวานกลมกล่อม     ถ้าอยากเพิ่มดีกรีความเผ็ดร้อนอีกนิดหน่อย ลองเป็น Spicy Bulgogi Pork ชุดหมูสไปซี่บูลโกกิ เนื้อหมูสไลซ์นำมาผัดกับกระเทียมซอยและซอสบูลโกกิสูตรพิเศษเพิ่มความเผ็ดให้เข้าปากคนไทย ช่วยตัดเลี่ยนกับความมันจากเนื้อหมูได้เป็นอย่างดี     จากเนื้อและหมู มาสู่จานสุดท้ายกับ King Prawn Steak Set ชุดสเต๊กกุ้งลายเสือ ที่ร้านจัดให้แบบสดใหม่ตัวใหญ่ ๆ โดยส่วนของเนื้อกุ้งนั้นหั่นเต๋าพอดีคำมาให้เรียบร้อย รับประทานง่าย และยังคงเนื้อแน่นและหวานฉ่ำตามแบบฉบับของกุ้งลายเสือ ที่สำคัญนอกจากน้ำจิ้ม 3 ช่อง ได้แก่ หัวไชเท้าสับ ต้นหอมซอยราดโชยุ และมายองเนสแล้ว ยังมีน้ำจ้มซีฟู้ดรสเปรี้ยวเผ็ดแซ่บมาเป็นอีกตัวเลือกช่วยเพิ่มรสชาติให้กับสเต๊กจานนี้อีกด้วย     ปัจจุบันนี้ Kobe Japanese Steakhouse Since 1978 มีทั้งหมด 5 สาขา ได้แก่ สาขาถนนเพชรบุรี สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ชั้น 5 สาขาเซ็นทรัลเวิล์ด ชั้น 6 สาขาเซ็นทรัลพระราม 3 ชั้น 6 และสาขาเมกะ บางนา ชั้น 2 ที่สามารถไปตามความอร่อยกันได้ หรือถ้าอยากชิมความอร่อยกันที่บ้าน ก็สามารถสั่งผ่านแอปพลิเคชั่น GrabFood Foodpanda Lineman หรือสั่งโดยตรงผ่านไลน์ออฟฟิเชียลของร้าน @Kobesteakhouse ก็ได้เช่นกัน  

แลนด์มาร์คสุดปังแห่งย่านบางพลี จุดหมายปลายทางแห่งการสังสรรค์ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง อิ่มแล้วยังไม่อยากกลับบ้านจะนอนพักชาร์ตพลังกันต่อในส่วนของโรงแรมก็มีให้บริการมากถึง 70 ห้อง เพราะที่นี่คือพื้นที่แห่งความสุขทุกตารางนิ้วที่ใครก็สัมผัสได้ ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์ที่บอสนัทเจ้าของร้านตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก         สุขแรกที่พบยกให้บรรยากาศสุดเท่สไตล์อินดัสเตรียลลอฟต์ หนักแน่นด้วยโครงสร้างเหล็กสีดำและผนังอิฐแดง แล้วเบรกความดิบเท่ด้วยชุดโซฟาหนังสีน้ำตาลอ่อนกับกระจกบานใหญ่รอบทิศ ช่วยรับแสงธรรมชาติจากด้านนอกและเพิ่มความโปร่งโล่งสบายตา เปลี่ยนลุคสุดเข้มให้ดูซอฟท์ลง หากอยากเปลี่ยนบรรยากาศจากด้านใน ยังมีโซนริมน้ำหรือโซนรับลมบนชั้น 2 ก็เป็นพื้นที่ปลดปล่อยความเฮฮาได้ไม่น้อยหน้ากัน           สุขต่อมาคืออาหารที่นำเสนอเมนูฟิวชั่นหลากหลายสัญชาติ รวมถึงเครื่องดื่มนานาชนิด โดยเฉพาะค็อกเทลสุดสร้างสรรค์ที่มีมากกว่า 30 รายการ  จานแรกเปิดตัวมาก็พาน้ำลายสอ 4 สหายปากเบิร์น ดีกรีความแซ่บให้เต็ม 10 ไม่หัก นำทัพโดย 4 สหาย ได้แก่ แซลมอน กุ้ง หมึก ปูอัดที่ทั้งสดและหวาน เสิร์ฟจานใหญ่ไม่ต้องแย่งกัน       ห่อหมกทะเลมะพร้าวอ่อน มะพร้าวอ่อนหอมหวานคัดไซส์พิเศษ ด้านในอัดแน่นด้วยซีฟู้ดที่ใส่ให้แบบไม่หวง เครื่องแกงหอมกรุ่น รสชาติกลมกล่อมเจือเผ็ดนิดๆ ปลายลิ้น       อีกจานคือเสต๊กแซลมอน เมนูไม่ธรรมดาที่เราให้คะแนนเต็มตั้งแต่แซลมอนชิ้นโตเคลือบด้วยซอสครีมเข้มข้น กินกับผักลวกหลากสีที่เพิ่มดีเทลชวนกินให้แบบทวีคูณ       อีกเมนูห้ามพลาดคือผัดไทยกุ้งแม่น้ำ เราชอบเส้นนุ่มๆ ชุ่มซอสผัดไทย มัดใจเราตั้งแต่คำแรกที่ตักเข้าปาก เมื่อรวมกับกุ้งแม่น้ำไซส์บิ๊กหัวมันเยิ้ม ย่างร้อนๆ กลิ่นหอมกรุ่น อยากกดไลค์ให้สักล้านครั้ง       อิ่มของคาวแล้วจบด้วยของหวาน บัวลอยบิงซู น้ำแข็งไสฟูเบา ละลายในปาก ทำจากนมสดรสหวานกำลังดี ใส่บัวลอยสีพาสเทลนุ่มนิ่ม ปิดท้ายมื้อได้แบบอยากซื้อติดมือกลับบ้าน     สุขสุดท้ายที่ทำให้เพลิดเพลินจนไม่อยากลุกไปไหนคือดนตรีสดจากวง Letana Band ร้องเองเล่นเองโดยเจ้าของร้านอารมณ์ดีที่ควบตำแหน่งนักดนตรีและเอนเตอร์เทนลูกค้าไปพร้อมกัน เป็นใครก็สุขใจ มาแล้วก็อยากมาซ้ำ     นัดครั้งต่อไปปักหมุดร้านนี้ไว้ในใจได้เลย!

หนึ่งในร้านอาหารขวัญใจนักชิมที่ไม่ว่าจะแวะมาเยือนเมื่อไหร่ก็ไว้ใจในมาตรฐานความอร่อยและรสมือที่ไม่เคยตก สำหรับ “ครัวดอกไม้ขาว” บนถนนบำรุงเมือง ที่พร้อมต้อนรับทุกคนด้วยเมนูเด่นทั้งไทย จีน ฝรั่ง ไปจนถึงเค้ก ของหวาน และเบเกอรีโฮมเมด รวมทั้งกาแฟรสดี เรียกว่าอร่อยครบเครื่องทั้งคาวหวาน       สำหรับสาขาแรกนี้ให้บรรยากาศสบายๆ ด้วยพื้นที่ร้านกว้างขวางปลอดโปร่ง ตกแต่งเรียบง่าย แต่อบอุ่นและอบอวลไปด้วยความเป็นกันเอง เหมาะกับการชวนครอบครัวและเพื่อนฝูงมาสังสรรค์ในวันหยุดพักผ่อนเป็นที่สุด       หากไม่รู้จะสั่งอะไร เพราะความหลากหลายละลานตาของเมนูอาหาร ใครมองหาอาหารจานเดียวกินง่ายๆ เราแนะนำเส้นใหญ่ซี่โครงหมูอบ เนื้อนุ่มจากการเคี่ยวอย่างพิถีพิถัน กินกับเส้นใหญ่นุ่มหนึบและน้ำส้มพริกเหลืองดำอร่อยลงตัว (หรือจะเลือกเป็นข้าวสวยก็ได้) และเส้นใหญ่ผัดกะเพราหมู ที่ผัดรสชาติเข้มข้นถูกปากคนไทย กินกับเส้นใหญ่ทอดกรอบนอกนุ่มใน หรือจะลองสั่งเมี่ยงคำ ที่ใช้ใบชะพลูอ่อนกินกับน้ำเมี่ยงสูตรเด็ดและเคื่องเคียงครบครันมากินเล่นไปด้วยก็ยิ่งเพลิน         ส่วนคนรักเค้กห้ามพลาด Coconut Cake เค้กมะพร้าวอ่อนยอดนิยม หอมหวานกำลังดี โรยมะพร้าวจัดเต็ม Raspberry Lemon Cake รสเปรี้ยวหวาน กินแล้วสดชื่น และ Thai Tea Crepe Cake เนื้อเครปเค้กเรียงชั้นสวยงามราดซอสชาไทยหอมหวาน กินคู่ Traditional Cappocino คาปุชชิโนร้อนสูตรดั้งเดิม กลมกล่อมดื่มง่ายก็แสนจะเข้ากัน           ถ้าอิ่มเกินไปแล้ว ลองสั่ง Tiramisu เมนูขายดีขวัญใจสายหวาน หรือ Pana Cotta ท็อปด้วยเบอร์รีหลากชนิดกลับไปอร่อยต่อที่บ้านก็ยิ่งฟินนะ    

ต้องบอกว่าเป็น Hidden Place ในกรุงเทพฯ ที่พลาดไม่ได้ทั้งที่พักในส่วนของโรงแรม “Amdaeng Bangkok Riverside Hotel” และส่วนร้านอาหารริมน้ำในชั้นล่างที่ตั้งชื่อว่า NYE” หรือ “นาย” ที่สอดคล้องกับ “อำแดง” ที่แปลว่านางหรือนางสาว และมาพร้อมคอนเซ็ปต์ Cafestaurant ซึ่งเป็นการผสมผสาน Café และ Restaurant ได้อย่างลงตัว       ที่นี่พร้อมเสิร์ฟเมนูอาหารไทยสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย โดยหยิบยกอาหารไทยโบราณซึ่ง บางส่วนเป็นอาหารชาววังสมัยรัชกาลที่ 5 มาสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ที่ทั้งสนุกและอร่อย รวมทั้งเครื่องดื่มหน้าตาเก๋ไก๋ให้เราได้ละเลียดรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ไปพร้อมกับชมวิวสวยของโค้งน้ำเจ้าพระยาในบรรยากาศแสนโรแมนติก โดยเฉพาะชั้นรูฟท็อปที่ออกแบบไล่ระดับความสูงเพื่อให้ทุกคนเห็นวิวสวยสะกดสายตาไปพร้อมกัน       เราแนะนำ ไข่พะโล้หมูตุ๋นน้ำอ้อย สูตรเด็ดใช้น้ำอ้อยแทนน้ำตาล หอมหวานกลมกล่อม กินกับน้ำจิ้มพริกดำรสเปรี้ยว ทอดมันปลากรายหนึบ ใช้ปลากรายล้วนๆ ไม่มีแป้งผสม ตีจนเนื้อหนึบ และไม่ใส่เครื่องแกงเผ็ดฉุน เสิร์ฟพร้อมอาจาดแอปเปิลเขียวและครีมซอส       ปูนิ่มทอดกระเทียม กรอบนอกนุ่มใน ใส่อัลมอนด์เพิ่มความอร่อย กินคู่น้ำจิ้มซีฟู้ดวาซาบิรสแซ่บ และแกงส้มไหลบัวกรอบ สูตรเฉพาะที่ใส่กะปิและใบมะกรูด มาพร้อมปลากะพงทอดชิ้นโต       อย่าลืมตบท้ายด้วยของหวานแปลกใหม่แต่อร่อยเด็ด มะกรูดลอยแก้ว เนื้อหวานกรุบหอมน้ำเชื่อมใบเตย หรือจะสั่งมอกเทลซิกเนเจอร์อย่าง Amdaeng River ที่มีส่วนผสมของแอปเปิล สับปะรด ตะไคร้ น้ำผึ้ง และมะนาว หรือ Amdaeng Berry รสเปรี้ยวหวานของเบอร์รี แอปเปิล และมะนาว เพิ่มความสดชื่นด้วยมินต์ มาจิบรับลมชมวิวกันตลอดคืนก็แสนประทับใจ      

เรียกว่าเป็นหนึ่งในร้านอาหารไทยเล็กๆ แต่อร่อย (ลับ) แห่งย่านพลับพลาไชยที่หลายคนอาจไม่รู้ว่าซ่อนตัวอยู่ในซอยอนุสรณ์ ไม่ไกลจากวัดเทพศิรินทร์ สำหรับ “ไชยพราหมณ์” ที่แค่บันไดข้ามคลองด้านหน้าร้านก็ให้ความรู้สึกแบบ Hidden Place ที่ต้องมองหาและตั้งใจมากินอย่างแท้จริง       แต่เมื่อเข้ามาในร้านที่ให้ความรู้สึกเหมือนกินข้าวในบ้านกับครอบครัวแล้วก็ต้องแปลกใจ เพราะที่นี่นำเสนอเมนูอาหารไทยโบราณและหากินยากในปัจจุบันฝีมือเชฟเจนจบ ไชยเลิศ รวมทั้งเมนูฟิวชันและจานเด็ดที่มีกลิ่นอายของอาหารจีนที่รังสรรค์โดยเชฟบวรพล พราหมณพันธุ์ ซึ่งสั่งสมประสบการณ์การทำงานเป็นเชฟที่ฮ่องกงมากว่า 20 ปี ทั้งสองคนร่วมกันสร้างความอร่อยที่ทำด้วยใจสมกับสโลแกน Made With Heart มานาน 5 ปีแล้ว       ด้วยพื้นที่และปริมาณโต๊ะที่จำกัด เราแนะนำให้โทรจองก่อนล่วงหน้า เพื่อจะได้มาชิมอาหารจานเด่น ไม่ว่าจะเป็นผัดปลาแห้งแตงอุลิต เมนูเรียกน้ำย่อยที่ใช้ปลาแห้งจากจังหวัดสิงห์บุรีย่างและคั่วจนหอม กินคู่กับแตงโมหั่นชิ้นพอดีคำหวานชื่นใจ เข้ากันอย่างลงตัว และสามชั้นทอดน้ำปลา ชุบแป้งเล็กน้อย ทอดร้อนๆ กินกับน้ำจิ้มแจ่ว เมนูยอดนิยมที่สั่งกันแทบทุกโต๊ะ       ส่วนสายเผ็ดต้องลองเผ็ดไก่บังเลาะ แกงไก่ใส่มันฝรั่งและหอมหัวใหญ่คล้ายมัสมั่น น้ำขลุกขลิก แต่ใช้เครื่องแกงเผ็ดและเครื่องเทศต่างๆ รสเค็มเผ็ด ไม่ออกหวาน  และปลากะพงทอดราดพริกซอสมะขาม ตัวโตเนื้อแน่น ทอดกรอบนอกนุ่มใน  ราดซอสมะขามรสเปรี้ยวหวานเผ็ดกลมกล่อมลงตัว       อย่าลืมปิดท้ายด้วยของหวานอย่างเกล็ดแก้วไชยพราหมณ์ เผือกหิมะสูตรเด็ด เนื้อเผือกเนียนนุ่ม เคลือบเกล็ดน้ำตาลบางกรอบกำลังดี กินเพลินแบบหมดในพริบตา  

ภายในซอยพญานาค ราชเทวี บนถนนเพชรบุรี มีร้านอาหารไทยขนาดกระทัดรัดซุกซ่อนอยู่ท่ามกลางความคึกครื้นของผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในซอยแห่งนี้     “บ้าน Baan Progressive Thai Cuisine” เป็นร้านอาหารไทยที่ก่อตั้งขึ้นมาด้วยฝีมือของเชฟเบนซ์ คะณานน คนดี ผู้มีแรงบันดาลใจในการนำอาหารไทยที่คุ้นหน้าคุ้นตามาปรับเปลี่ยนใหม่ให้ทันสมัยขึ้น และเชฟเบลล์ ณัฐรัตน์ แซ่ลิ้ม ​ผู้ที่มีความหลงใหลในขนมไทย       ด้วยแรงบันดาลใจในการนำอาหาร “หลงยุค” มาเสิร์ฟความอร่อย บรรยากาศภายในร้านจึงเล่นไปกับกลิ่นอายหลงยุคด้วยบรรดาภาพและโปสเตอร์แนววินเทจบนฝาหนังร้าน       เริ่มต้นด้วยเมนูแรก ข้าวหมูกรอบคั่วพริกกระเทียมไข่ดอง ซิกเนเจอร์ของร้าน ที่โดดเด่นด้วยหมูกรอบสูตรเฉพาะ ราดด้วยน้ำซอสที่มีส่วนผสมหลักจากกระเทียม พริกจินดา และน้ำมะขามเปียก ให้รสชาติจัดจ้าน เสิร์ฟมาพร้อมไข่แดงดองน้ำปลาสูตรเด็ด     ต่อด้วย เนื้อโคขุนย่าง ที่ทางร้านเลือกใช้เนื้อวัวสายพันธุ์ผสมระหว่างวากิว ชาร์โรเล่ส์ และแองกัส ทำให้มีสัมผัสเคี้ยวนุ่ม แถมให้รสชาติของเนื้ออย่างชัดเจน ซึ่งในจานนี้ใช้ส่วนที่เรียกว่าพิคานย่า (Picanha) หรือเนื้อส่วนสะโพกด้านบน dry-aged จนครบ 15 วัน นำมาซูวีและย่างบนกระทะ กินคู่กับแจ่วและไข่ดองเผาที่เสิร์ฟมาคู่กัน       อีกหนึ่งเมนูย่างที่ไม่อยากให้พลาดก็คือ ลิ้นย่าง ที่ผ่านการซูวีมาแล้ว 24 ชั่วโมงจนนุ่ม ย่างบนกระทะจนสุก เสิร์ฟมาพร้อมไข่ดองเห็ดทรัฟเฟิล ที่จะมีความพิเศษที่กลิ่นหอม ๆ อันเป็นเอกลักษณ์     ปิดท้ายด้วยเมนู แกงเขียวหวานเนื้อ ที่เชฟนำพริกแกงเขียวหวานไปคั่วในกระทะจนหอม จากนั้นผัดจนแตกมันด้วยกะทิ ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บจากเพรชบุรี และกะปิจากชุลพร ใส่เนื้อโคขุนหั่นพอดีคำ ออกมาเป็นแกงเขียวหวานที่รสชาติเข้มข้น ยิ่งได้ข้าวหอมมะลิหุงน้ำอัญชันมากินด้วยกันก็ยิ่งสมบูรณ์แบบ     สำหรับเครื่องดื่มเพิ่มความสดชื่น แนะนำให้ลอง น้ำตาลสด จากอัมพวาที่ให้ทั้งกลิ่นหอมและรสชาติหวานสดชื่นกำลังดี     บ้าน Baan Progressive Thai Cuisine เปิดอีกหนึ่งสาขาที่พระโขนง สามารถสั่งเดลิเวอร์รี่ผ่าน Lineman Grab Robinhood และ Foodpanda

ตรอกริมน้ำหลังวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร เป็นอีกหนึ่งชุมชนที่คึกคักเพราะมีร้านรวงต่างๆ รวมทั้งสามารถเดินไปยังตลาดวังหลังได้สะดวก หากใครหาร้านอาหารไทยที่มีวิวแม่น้ำสวยๆ ให้แวะมาที่ Tonmakok ร้านอาหารไทยที่อยู่บนชั้น 2 ของโรงแรมบูติค  “บ้านวังหลัง”             “ต้นมะกอก” ตกแต่งร้านด้วยสีเขียวมะกอกสบายตา กับบานประตูที่เปิดโล่งรับลมเย็นของแม่น้ำได้ตลอดทั้งวัน อาหารของที่นี่เป็นเมนูเด็ดจากสี่ภาค เริ่มด้วยเมนูกินเล่นหรือจะเป็นกับข้าวอย่าง หมูดำย่างเตาถ่าน (250 บาท) เนื้อหมูดำส่วนสันคอคัดสายพันธุ์พิเศษ มีเอกลักษณ์คือเนื้อนุ่ม เมื่อย่างแล้วจะมีกลิ่นหอม เนื้อชุ่มฉ่ำ หมักด้วยซอสพริกไทยดำรสกลมกล่อม โรยหอมแดงเจียว เสิร์ฟคู่กับน้ำจิ้มแจ่วสูตรพิเศษของทางร้าน ผสมผสานความอร่อยแบบฟิวชั่นได้อย่างลงตัว     แกงเหลืองมะละกอกุ้งสด (320 บาท) เมนูรสจัดจ้านจากภาคใต้ ด้วยเครื่องแกงดั้งเดิมทำให้ได้รสเข้มข้น เปรี้ยวเผ็ด หวานอร่อยด้วยเนื้อกุ้งสดๆ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี     ส่วนใครที่ชอบต้มยำน้ำใสสไตล์พื้นบ้านลองสั่ง ต้มยำปลากะพงขาวน้ำใส (300 บาท) ปลากะพงขาวเนื้อแน่นๆ จากจังหวัดเพชรบุรี หอมกลิ่นสมุนไพรไทยพื้นบ้าน รสชาติเผ็ด เปรี้ยวถึงใจ     จานสุดท้ายที่ทุกคนต้องชอบคือ หมูกรอบคั่วพริกเกลือ (220 บาท) ร้านเลือกเนื้อหมูสามชั้นที่มีส่วนเนื้อ ไขมัน และหนังที่มีขนาดเท่ากันพอดี ทำให้ได้ชิ้นสวย ทอดจนเหลืองกรอบ เมื่อนำมาผัดกับพริก กระเทียม ได้กลิ่นหอมชวนกิน     เป็นอีกร้านที่ได้อิ่มเอมอาหารอร่อยไปพร้อมกับละเลียดวิวสวยของสายน้ำ

KinlennEatery&Play (กินเล่น อีทเทอรี่ แอนด์ เพลย์) สาขาร่วมฤดี เป็นหนึ่งในสามสาขาของร้านอาหารบรรยากาศเป็นกันเอง ที่พกพาเอาความโดดเด่นของเมนูอาหารสุดสร้างสรรค์เสิร์ฟให้ถึงโต๊ะ       ภายในร้านนี้ก็เน้นการออกแบบและตกแต่งด้วยโทนสีสบายตา มีความร่วมสมัยเหมือนกับสาขาอื่น ๆ และหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่ปล่อยให้แสงแดดจากภายนอกทะลุเข้ามา ก็ยิ่งทำให้ร้านมีความสดใสและปลอดโปร่ง เติมเต็มความผ่อนคลายสบายใจในช่วงเวลาของมื้ออาหารสุดพิเศษ         ถึงชื่อจะบอกว่าเป็นร้านกินเล่น แต่เมนูแต่ละจานที่ออกมานั้นต้องบอกไม่ว่าไม่ได้มาเล่น ๆ เลย เริ่มต้นด้วยเครื่องดื่มเย็น ๆ เพิ่มความสดชื่นกันก่อนกับ ชามะนาว ที่ทางร้านเสิร์ฟแยกมาเป็นแก้วใส่น้ำแข็งรสชามะนาว กับน้ำชามะนาวในขวดใส่ถังน้ำแข็ง ทวีคูณความสดชื่นกันไปเลย     เอสเพรสโซ่นมอัลมอนด์จิ๊กซอว์ เป็นอีกเมนูที่นำเสนอออกมาอย่างน่ารัก ด้วยน้ำแข็งกาแฟเอสเพรสโซ่รูปจิ๊กซอว์ เสิร์ฟคู่กับนมอัลมอนด์ ถ้าใครอยากกินกาแฟรสชาติเบา ๆ ไม่เข้มมากก็เทนมใส่แก้วแล้วจิบได้เลย หรือถ้าอยากได้รสชาติเข้มข้นของกาแฟ ให้เทนมแล้วรอสักพักจนน้ำแข็งกาแฟละลายก็จะได้รสชาติที่ต้องการ ขอบอกว่าเมนูนี้ยังเป็นเมนูเอาใจคนกินมังสวิรัติด้วย เพราะใช้นมจากพืชแทนนมวัวนั่นเอง       เขาสู่จานของคาวกันบ้าง เริ่มต้นด้วย ยำแซ่บทะเลจัดเต็ม รสชาติจัดจ้านถึงใจด้วยน้ำยำสูตรพิเศษของทางร้าน แถมยังจัดเต็มทั้งหอยแครง กุ้ง หมึก และแซลมอนสด ความพิเศษนั้นคือสัมผัสกรุบกรอบที่ได้จากยอดมะพร้าวอ่อนและควินัวเพิ่มความอร่อยอีกเท่าตัว     ต่อมาเป็นจานสลัดรสชาติเบา ๆ ที่ชื่อว่า ควินัวน้ำดอกไม้ชมสวน จานมังสวิรัติอัดแน่นด้วยผักออร์แกนิก ทั้งคอส หอมแขก มะเขือเทศราชินี คลุกเคล้าในน้ำสลัดสูตรเฉพาะ เพิ่มความหวานด้วยเนื้อมะม่วงน้ำดอกไม้สุก     สำหรับจานซิกเนเจอร์ของร้าน ต้องยกให้กับ ข้าวผัดกินเล่นซีฟู้ด เป็นข้าวที่นำไปผัดในซอสสูตรเฉพาะให้รสชาติเผ็ดกำลังดี รับประทานคู่กับซีฟู้ด มีทั้งหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ แซลมอน หมึก และกุ้ง บีบมะนาวอีกนิดให้ได้ความเปรี้ยวเพิ่มรสชาติอย่างเข้ากัน     ข้าวคลุกปลาทู ถึงแม้ว่าจะเป็นเมนูที่ฟังดูธรรมดา แต่ก็เป็นอีกเมนูข้าวที่มาแล้วไม่ควรพลาดเลยทีเดียว ปลาทูแม่กลองทั้งตัวนำมาคลุกเคล้ากับข้าวสวยร้อน ๆ เพิ่มรสชาติด้วยน้ำยำรสกลมกล่อม และจัดจานคู่กับผักเคียงนานาชนิด     ต่อกันที่อาหารใต้กับ สำรับแกงปูใบชะพลู ซึ่งในหนึ่งสำรับนี้ประกอบใบด้วยแกงปูใบชะพลูสุดเข้มข้นจากเครื่องแกงใต้ตำเองและเนื้อปูแน่น ๆ มาพร้อมกับเส้นหมี่ หมูหวาน และใบเหลียงผัดไข่     อีกเมนูที่น่าสนใจคือ โรตีแกงกะหรี่เนื้อตุ๋น โดดเด่นด้วยเนื้อที่ตุ๋นข้ามวันจนเปื่อยยุ่ย กินคู่กับแผ่นโรตี เสริมรสชาติด้วยกระเทียมย่างและอาจาด     ปิดท้ายด้วยของหวานสองเมนูด้วยกัน อย่างแรกคือ กล้วยไข่เชื่อมน้ำกะทิ สูตรโฮมเมด ที่ทำสดใหม่ทุกวัน ให้รสชาติหวานมันกลมกล่อม และสุดท้ายคือ บัวลอยมันม่วงมะพร้าวอ่อน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในซิกเนเจอร์ของร้านที่โดดเด่นเพราะในเม็ดบัวลอยนั้นผสมมันม่วงไปด้วย ทำให้ได้รสชาติที่ชัดเจน บวกกับความหอมหวานของกะทิที่แสนลงตัว       จัดเต็มขนาดนี้ไม่น่าเรียกว่ากินเล่นแล้วล่ะ!

ย่างด้วยเตาถ่านคือจุดเด่นของความหอมอร่อย และสูตรลับความอร่อยที่สืบทอดกันยาวนานกว่า 80 ปี ทำให้ ร้านข้าวด้งหมูแดงเตาถ่าน วังหลัง ศิริราช เป็นอีกร้านที่ห้ามพลาดถ้ามาเดินที่ตลาดวังหลัง       ตรอกเล็กๆ ของตลาดวังหลังเมื่อเดินลัดเลาะเข้าไปทางริมน้ำจะพบกับร้านข้าวด้งหมูแดงเตาถ่าน กับบรรยากาศสบายๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และอาหารจานด่วนที่เราคุ้นเคย     ด้ง หรือ ดงบุริ หมายถึงอาหารจานเดียวของญี่ปุ่น ที่จะเสิร์ฟข้าวในชาม วางท๊อปปิ้งด้วยเนื้อสัตว์ต่างๆ แบบข้าวราดนั่นเอง ร้านนี้ได้หยิบการเสิร์ฟสไตล์ด้งมาคู่กับหมูแดงหมูกรอบที่เราคุ้นเคย จับใส่ชามดูแล้วน่ากิน เริ่มจากเมนูอร่อยยอดนิยมอย่าง     ข้าวด้งหมูแดงเตาถ่าน (79 บาท) ข้าวสวยเม็ดร่วนนุ่มวางหมูแดงย่างเตาถ่านหั่นชิ้นหนา และไข่ต้มยางมะตูม มาพร้อมน้ำราดรสเข้มข้น น้ำซุป และน้ำจิ้ม เป็นจานด่วนที่อิ่มกำลังดี     ข้าวด้งไข่ข้นยู่ยี่เนื้อปูก้อน (179 บาท) เนื้อปูก้อนใหญ่จากสุราษฯ ที่ใช้เรือเล็กออกไปจับปูทุกวัน ราดบนข้าวพร้อมกับไข่ข้นที่ผัดแบบเร็วๆ เสิร์ฟกับน้ำจิ้มพริกเกลือสูตรจากระยอง ได้รสหวานอร่อยจากเนื้อปู กับน้ำจิ้มรสเค็มเผ็ดอร่อยเข้ากัน     ใครที่อยากกินแบบเต็มอิ่มให้สั่ง หมูแดง หมูกรอบ (189 บาท) เสิร์ฟหมูแดงหมักเครื่องเทศกว่า 12 ชั่วโมง ย่างเตาถ่านจนหอม น้ำหมักหมูนำมาเคี่ยวเป็นน้ำราดรสเค็มหวานกำลังดี ส่วนหมูกรอบย่างเตาถ่านเพื่อรีดน้ำมันออก และทอดทำให้กรอบนาน     นอกจากข้าวด้งแล้วยังมีเมนูอื่นที่น่าสั่งได้แก่ สุกี้โบราณกุ้งจัมโบ้ (179 บาท) สุกี้แห้งรสเด็ดใส่กุ้งสดตัวใหญ่ และน้ำจิ้มใส่เต้าหู้ยี้ทำเอง     ผัดไทยโบราณ (179 บาท) ผัดไทยสูตรโบราณเส้นเล็กเหนียวนุ่ม เปรี้ยวหวานกลมกล่อม ผัดดีไม่แฉะ ใส่หมูกรอบ หมูแดง และเนื้อปูแบบไม่อั้น     เป็นอีกร้านที่ทำเมนูจานด่วนที่เราคุ้นเคยได้อร่อยแบบคุ้มค่า

คนย่านบางนา-ศรีนครินทร์ที่อยากกินอาหารเกาหลีต้นตำรับ ปรุงโดยคนเกาหลีแท้ๆ แต่ไม่อยากเข้าเมืองแนะนำที่  Daya Korean BBQ ร้านเล็กๆ สุดอบอุ่นที่ซ่อนตัวอยู่ในพรีเมียร์เพลส ศรีนครินทร์ ไม่เพียงเป็นจุดรวมพลของคนเกาหลีที่พักอาศัยอยู่ในย่านนี้ แต่ยังเป็นร้านโปรดของคนรักอาหารเกาหลีชาวไทยอีกด้วย         คุณฮา เจ้าของร้านชาวเกาหลีเน้นเมนูเรียบง่ายที่ครอบครัวนิยมทำกิน ไม่ปรุงแต่งมากแต่ชูรสชาติด้วยวัตถุดิบธรรมชาติที่สดใหม่ มีทั้งนำเข้าจากต่างประเทศ ในขณะที่บางอย่างเช่นผักสดเลือกซื้อจากในประเทศเพื่ออุดหนุนเกษตรกรไทย ร่วมกับไฮไลท์คือซอสคู่ครัวที่ลงมือทำเอง ไม่ว่าจะเป็นซอสต๊อกปกกี ซอสโคชูจัง หรือแม้แต่น้ำจิ้มข้าวยำ ทุกอย่างใช้เวลาและความพิถีพิถัน ซอสแต่ละชนิดใช้ส่วนผสม 6-8 อย่าง เคี่ยวนานจนเข้มข้นได้ที่ เพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อมและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ซึ่งสูตรของแต่ละบ้านก็จะมีทีเด็ดที่ต่างกันไป       เมนูแนะนำบาร์บีคิวปิ้งย่าง ทางร้านใช้หมูคุโรบูตะ เลือกเฉพาะส่วนสามชั้นและคอหมูนำมาหมักกับซอสรสเผ็ดและเปรี้ยวนิดๆ กินกับซัมจัง (ซอสสีส้ม) น้ำมันงาใส่เกลือและพริกไทย และน้ำจิ้มไทยรสชาติคล้ายแจ่ว  วิธีกินที่เพิ่มดีกรีความอร่อยยิ่งขึ้นให้หยิบหมูย่างวางบนผักสลัด เหยาะน้ำจิ้มเล็กน้อย ค่อยๆ เคี้ยวไปพร้อมกันเพื่อให้ได้รสสัมผัสที่ครบถ้วนทุกรสชาติ         ข้าวยำเกาหลี เมนูหน้าตาชวนกินที่มีท็อปปิงหลายอย่าง ทั้งหมูบดปรุงรส เห็ด ถั่วงอก แครอท สาหร่าย ท็อปด้วยไข่ยางมะตูม โรยงาขาวและงาดำ รสชาติกลมกล่อม ตักเข้าปากคำแรกแล้วอยากกินต่อให้จบ       คิมบับ ข้าวห่อสาหร่ายที่มีรสเปรี้ยวสดชื่นจากผักดองสูตรพิเศษของร้าน       ต่อด้วยแฮจังกุ๊ก ซุปเผ็ดเกาหลีที่นำซี่โครงเล้งตุ๋นกับเครื่องเทศและงาป่าป่นจากเกาหลีนานถึง 4 ชั่วโมงจนซึมซาบเข้าเนื้อ ใช้ช้อนรูดเบาๆ เนื้อก็หลุดร่อนจากกระดูกอย่างง่ายดาย ส่วนน้ำซุปรสเผ็ดนิดๆ พอได้รส จึงตักซดได้สบายปาก       อย่าลืมสั่งไข่ตุ๋นเกาหลี ที่นุ่มเนียนลิ้นมาปิดท้ายมื้อแบบอุ่นสบายท้อง อีกสิ่งที่จะลืมไม่ได้เลยคือกิมจิ เครื่องเคียงคู่โต๊ะที่ทำจากผักหลากชนิด อร่อยจนต้องซื้อกลับไปกินต่อที่บ้าน     เมนูของร้านนี้อาจมีไม่มากแต่ด้วยเสน่ห์ความเรียบง่ายของรสชาติแบบเกาหลีแท้ๆ ทั้งบรรยากาศยังสบายๆ มีคุณฮาและภรรยาคอยต้อนรับอย่างอบอุ่นเหมือนนั่งกินข้าวในบ้านเพื่อนชาวเกาหลี จึงกุมหัวใจคนรักอาหารเกาหลีได้อยู่หมัด     คิดถึงอาหารเกาหลีที่มีรสชาติแบบเกาหลีแท้ๆ แวะมาที่ Daya Korean BBQ