สำหรับสายเนื้อ เราขอแนะนำอีกพิกัดที่มาพร้อมกับเมนูเนื้อหลากหลายเมนู GYUเด้อ เป็นร้านอาหารสไตล์เปิดโล่ง ตั้งอยู่ใน ซ.ปรีดี พนมยงค์ 42 ให้บรรยากาศเป็นกันเอง ชูจุดเด่นด้วยเนื้อโคขุนโพนยางคำ ที่มาพร้อมแนวคิดของการใช้เนื้อวัวในทุก ๆ ส่วนให้คุ้มค่ามากที่สุด       ชื่อของ GYUเด้อ ก็เป็นการผสมผสานระหว่างความเป็นญี่ปุ่นและความอีสาน ซึ่งก็ถ่ายทอดออกมาอย่างชัดเจนผ่านเมนูของร้าน ที่มียากินิคุ ปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นพร้อมเมนูเนื้อให้เลือกลิ้มลองถึง 3 เช็ตด้วยกัน ได้แก่ SET A ประกอบไปด้วย เนื้อฝาสันคอ เนื้อหนอก เนื้อซี่โครง เนื้อแฟรงค์ เนื้อพิคันย่า และเนื้อรวม ในราคา 610 บาท SET B มีทั้งลิ้น เนื้อสันคอ เนื้อเสือร้องไห้ เนื้อเซอร์ลอยน์ เนื้อน่องลาย และเนื้อใบพาย ส่วน SET C ประกอบไปด้วยเนื้อคารุบิ เนื้อหางตะเข้ เนื้อน่องแก้ว เนื้อตะพาบ เนื้อริปแคป เนื้อร่องซี่โครง เนื้อสันใน เนื้อสันกลาง เนื้อสันนอก เนื้อพื้นท้อง และเนื้อหางว่าว       อีกส่วนที่เด็ดไม่แพ้กันคืออาหารอีสาน เริ่มต้นด้วยจานเรียกน้ำย่อย กากเนื้อทรงเครื่อง ซึ่งเป็นการนำกากเนื้อมาผัดจนน้ำมันออกหมดแล้วคั่วกับสมุนไพร ส่วนน้ำมันเนื้อที่ได้จากกากมัน ก็นำไปผัดกับข้าวสวย เป็น ข้าวผัดมันเนื้อ กลิ่นหอมเย้ายวน กินกับเมนูไหนก็เข้ากัน       ต่อด้วย ต้มแซ่บเนื้อน่องลาย ที่เข้มข้นหอมเป็นเอกลักษณ์ด้วยน้ำซุปที่ได้จากการเคี่ยวกระดูกวัวอย่างพิถีพิถัน ซดคล่องคอ แทรกซึมเข้าไปในเนื้อน่องลายที่เปื่อยยุ่ย หอมกลิ่นข้าวคั่วและสมุนไพร     ต่อด้วย ส้มตำปูปลาร้า ที่ต้องถูกใจสายส้มตำแน่นอนด้วยมะละกอสับ ได้สัมผัสกรุบกรอบจากมะละกอชิ้นเล็กบ้างใหญ่บ้าง รสชาติกลมกล่อมหอมปลาร้า ไม่เผ็ดจนเกินไป     โคนลิ้นย่าง เป็นอีกหนึ่งเมนูเด็ดที่พลาดไม่ได้ ด้วยความนุ่มเด้งเคี้ยวสนุก จิ้มกับน้ำจิ้มแจ่วมะขาม หรือน้ำจิ้ม GYUเด้อ สูตรเฉพาะที่ได้จากเนื้อตุ๋นกับสมุนไพร ให้อีกรสชาติที่แตกต่างออกไป         แน่นอนว่ามาที่ร้านเนื้อโคขุนทั้งที จะพลาดเมนูสเต๊กไปไม่ได้ ที่ GYUเด้อ มีเนื้อส่วนต่าง ๆ ให้เลือกมากมาย และที่สำคัญคือทุกชิ้นนั้นมีความหนามากกว่า 1 นิ้ว สามารถเลือกเกรวี่ได้ 3 รสชาติ ได้แก่ ไวน์แดง ซอสเห็ด และซอสพริกไทยดำ เสิร์ฟมาพร้อมมันบดจัดเต็ม     ถึงแม้ว่า GYUเด้อ จะเป็นร้านเปิดโล่ง ก็ไม่ต้องกลัวเรื่องฝนฟ้าคะนอง เพราะทำหลังคาครอบคลุมไว้เป็นอย่างดี ส่วนที่จอดรถนั้นมี 3 จุดด้วยกันคือ ริมกำแพงตรงข้ามหน้าร้าน ที่จอดด้านหลังร้าน และลานจอดรถที่อยู่ติดร้าน ราคา 20 บาทต่อวันเท่านั้น     นอกจากนีี้ ถ้าอยากลงมือทำอาหารเอง ที่ GYU เด้อ ก็มีเนื้อโคขุนไทยส่วนต่าง ๆ จำหน่ายด้วยเช่นกัน

สำหรับใครที่มองหาพิกัดคาเฟ่ใหม่ ๆ มีเมนูอาหารและเครื่องดื่มที่น่าลอง Polli’s ก็เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจ ภายในบ้านหลังใหญ่ในซอยปรีดี พนมยงค์ 26 แห่งนี้ผ่านการเนรมิตเสียใหม่จนกลายเป็นคาเฟ่ที่ให้บรรยากาศแสนอบอุ่นและเคลือบไปด้วยความสดใส           เมนู Brunch ที่มาพร้อมคอนเซปต์ดีต่อสุขภาพ รังสรรค์ออกมาให้ไม่จำเจ ลืมภาพอาหารเพื่อสุขภาพที่มีแต่สีเขียวและรสชาติบางเบาไปเลย เริ่มต้นด้วยกาแฟ Iced Cinnamon Oat Latte ลาเต้ที่ได้กลิ่นหอมจากซินนามอนผสมผสานไปกับความหวานธรรมชาติจากนมโอ๊ต เพิ่มพลังพร้อมความสดชื่นในยามสายของวันได้เป็นอย่างดี     จากนั้นเรียกน้ำย่อยด้วย Sourdough with Chiajam and Almond Butter ซาวร์โดเนื้อธัญพืชโทสต์จนกรอบนอกเหนียวนุ่มใน ดิปกับอัลมอนด์บัตเตอร์ก็ได้รสชาติหอมมันนุ่มนวล หรือเลือกเพิ่มรสชาติเปรี้ยวนิดหวานหน่อยด้วยเชียแจมก็ดีเหมือนกัน     เข้าสู่จานหลักกับ Butter Milk Fried Chicken Whole Wheat Waffle with Kale Slaw ไก่ทอดชิ้นใหญ่เสิร์ฟมาบนวาฟเฟิลโฮลวีตเนื้อนุ่ม เติมเต็มรสชาติด้วย “เคลสลอว์” หรือสลัดเคลที่เป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน     ปิดท้ายด้วยของหวานรสชาติเบา ๆ กินง่าย Dark Chocolate Raspberry Chia Pudding ให้รสชาติเปรี้ยวจากราสป์เบอร์รี่ หวานปนขมจากดาร์กช็อกโกแลต พร้อมสัมผัสกรุบกรอบจากอัลมอนด์และธัญพืชอื่น ๆ รวมมาในแก้วเดียว     แค่นี้ก็มีช่วงสายของวันที่อิ่มท้องและอิ่มอกอิ่มใจได้ไม่ยาก

“เจ๊แดงสามย่าน” ร้านส้มตำ – คอหมูย่างในตำนาน (30 กว่าปี) ตั้งแต่สมัยเปิดร้านในปี 1990 ที่ตั้งอยู่ข้างริมรั้วคณะนิติศาสตร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยรสชาติอร่อยอันเป็นเอกลักษณ์บวกกับได้รับการแนะนำจากหนังสือ Michelin Guide Bangkok จนบูมกลายเป็นขวัญใจฟู้ดดี้ทุกกลุ่ม       ซึ่งตอนนี้ได้ตอกย้ำอีกความสำเร็จโดยการบุกมาเปิดสาขาใหม่ที่ People Park คอมมูนิตี้มอลล์สุดป๊อปของชาวอ่อนนุช (Bts อ่อนนุช ทางออก 3) ให้สายฟู้ดได้เพลิดเพลินกับเมนูรสแซ่บอย่างส้มตำ ยำสไตล์ต่างๆ และทีเด็ดที่ห้ามพลาดเลยคือ คอหมูย่างเนื้อนุ่มในตำนาน ที่ถูกชี้เป้าโดยมิชลินไกด์นั่นเอง       ขอประเดิมด้วยเมนูแซ่บๆ อย่าง ยำยอไข่เค็มครกแตก หมูยอคุณภาพ เนื้อแน่น คลุกเคล้ากับไข่แดงเค็มที่เราเลิฟ รสชาติเค็วนัว และน้ำยำสูตรพิเศษเฉพาะของทางร้าน หอมกลิ่นปลาร้ายั่วน้ำลาย     ยำยั่วไหลบัวกุ้งสด ไหลบัวกรุบกรอบ เข้าปากพร้อมกุ้งตัวโตเนื้อสดหวาน และน้ำยำแซ่บๆ รสจัดจ้านที่ผสานไปกับความกลมกล่อมของน้ำปลาร้า     ซั่วหมูยอครกแตก ขนมจีนเส้นยาวนุ่ม ผสมกับหมูยออย่างดี ความเผ็ดกำลังได้ที่ โรยด้วยน้ำพริกกากหมูแสนอร่อย เคี้ยวเพลิน จิ้มกับข้าวเหนียวก็อิ่มเอมแล้ว     มาต่อกันที่ ตำข้าวโพดไข่เค็ม กันบ้าง ตำไทยรสหวานละมุน ที่ประกอบไปด้วยข้าวโพดหวานกรอบๆ และไข่เค็มชั้นดี ใครสายปลาร้าต้องสั่ง ตำปูปลาร้า เส้นมะละกอยาวๆ มิกซ์ไปกับน้ำปลาร้ากลมกล่อม เผ็ดใช้ได้เลยทีเดียว       อย่าลืมสั่งเมนูซิกเนเจอร์อย่าง คอหมูถาด ที่เสิร์ฟมาอย่างอลังการ คอหมูหมักให้หอม สัมผัสนุ่ม มีมันแทรกเล็กๆ ปรุงรสด้วยด้วยข้าวคั่วกรุบๆ และพริกป่นเผ็ดร้อน รวมเป็นรสชาติหวานเค็มลงตัว จิ้มกับแจ่วต้นตำรับ ที่หลายคนชื่นชอบ หรือแจ่วจัดจ้าน ที่เพิ่มความแซ่บขึ้นมาอีกดีกรี ยังมีความเหนียวนุ่มนิ่มให้คุณกินคู่กับคอหมูย่างอีกด้วย     ส่วนใครที่เป็นสาวกเมนูไก่ต้องนี่เลย ไก่ย่างข้าวคั่ว ไก่ย่างเนื้อแน่น นุ่มชุ่มฉ่ำ ได้กลิ่นหอมของข้าวคั่วเบาๆ กินคู่กับแจ่วต้นตำรับรสเผ็ดเปรี้ยว     ใครขี้เกียจเดินทางกดสั่งเดลิเวอรี่ได้นะ

ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างในหมู่ฟู้ดดี้มานานแล้วสำหรับ “Spaghetti Factory” ร้านอาหารยูโร-ฟิวชั่นที่เสิร์ฟความอร่อยมากว่า 20 ปี เมนูดาวเด่นสุดป็อปคือ ‘พาสตาเส้นสด’ ที่มีให้คุณเลือกซู้ดทั้งเส้นสปาเกตตี แองเจิลแฮร์ ลิงกวีเน เพนเน และ เปบปาร์เดลลา นอกจากนี้ทางร้านยังใช้วัตถุดิบคุณภาพจากเกษตรกร อาทิ ผักสดปลอดสารพิษและการปลูกแบบอินทรีย์  กาแฟ ไข่ไก่ เนื้อสัตว์ต่างๆ และน้ำมันมะกอก       ภายใต้โครงการดีๆ อย่าง โครงการ Central Tham และ โครงการผักปลอดภัย Good Agricultural Practiced แถมทางร้านยังอนุรักษ์การรักษาสิ่งแวดล้อมโดยการใช้หลอดกระดาษ และมีบริการ Infuse Water เพื่อลดขยะพลาสติกอีกด้วย สายอาหารคนไหนอยากมาลิ้มลองร้านอร่อยที่มีคอนเซ็ปต์ดีๆ แบบนี้ขอเชิญที่ Spaghetti Factory ได้ทุกสาขา แต่ครั้งนี้เรามาที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 6 นี่เอง       ประเดิมด้วยเมนูสุขภาพอย่าง Rocket Salad with Shrimp Cherry Tomatoes and Lime Balsamic Vinaigrette Dressing สลัดผักปลอดสารรสสดชื่นที่ประกอบไปด้วย ใบร็อคเก็ตรสเผ็ดซ่า มะเขือเทศเชอร์รี กุ้งเนื้อเด้ง ราดน้ำสลัดสูตรเฉพาะที่โดดเด่นด้วยรสเปรี้ยวของบัลซามิก ผสานไปกับน้ำสลัดงา     ตามมาด้วย Cold Capellini with Truffle Oil Yuzu Ponzu and Prawn เส้นแองเจิลแฮร์สไตล์โฮมเมดในแบบฉบับเย็น ให้สัมผัสเหนียวนุ่ม มีความกรุบเล็กๆ คลุกเคล้ากับน้ำมันทรัฟเฟิลหอมๆ ซอสยูสุ พอนสึรสเปรี้ยวสดชื่น และกุ้งตัวโต     พลาดไม่ได้กับ Wheel Cheese Pasta Truffle Oil Cacio e Pipi with Shrimp เมนูซิกเนเจอร์ที่เอาใจสาวกชีสโดยเฉพาะ เฟตตูชินีซู้ดเพลินในแบบฉบับโฮมเมด ผสานไปกับชีสพาเมซานหอมมัน กุ้งกรอบเด้งๆ และน้ำมันทรัฟเฟิลหอมฟุ้ง เพิ่มความครีมมีอีกระดับด้วยการนำไปคลุกเคล้าใน Wheel Cheese ก้อนโต       ยังเอาใจชีสเลิฟเวอร์ต่อเนื่องไปกับเมนู Cheese Bowl Fettuccine with Vodka Cream Sauce  and Prawn เฟตตูชินีเส้นสดผสานไปกับซอสครีมหอมมัน (แต่ไม่เลี่ยนนะ) มีกุ้งแก้วกรอบๆ ที่หลายคนชอบด้วย เสิร์ฟในจานที่ทำจากชีสทอดกรอบครีมมี ป.ล จานนี้กินร้อนๆ ฟินมาก     ของหวานเราสั่ง Black Volcano Lava ซอฟต์คุกกี้ทำเองอุ่นๆ ภายในสอดไส้ซอสไข่เค็มนัวฟิน กินกับไอศกรีมทำเองรสชีสเค้กเบอร์รีแสนอร่อย ราดด้วยซอสสตรอว์เบอร์รีรสเปรี้ยวอมหวาน และครัมเบิ้ลกรุบกรอบอีกที     จิบคู่ไปกับเครื่องดื่มชื่นใจอย่าง Yuzu Soda น้ำส้มยูซุรสเปรี้ยว มิกซ์ไปกับน้ำโซดาซาบซ่า และ Mixed Berry Soda น้ำเบอร์รีรสหวานอมเปรี้ยว ผสมกับโซดา       รสชาติดีทุกเมนูจริงๆ นะ

เดี๋ยวนี้อาหารไทยโบราณที่เหมือนจะหารับประทานได้ยาก ก็ไม่ได้หายากอย่างที่คิด ด้วยร้านอาหารเกิดใหม่มากมายที่ขนเอาตำรับตำราอาหารเก่าแก่มานำเสนอให้ลิ้มลองกันถึงย่านใจกลางเมือง “วิเสทสรร” นั้นเป็นร้านน้องใหม่ล่าสุด ตั้งอยู่ภายใต้ชายคาบ้านหลังใหญ่ในซอยสุขุมวิท 32 (ซอยบ้านไทย) ที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟทองหล่อเท่าไร       คำว่า “วิเสท” นั้น หมายถึง ผู้ทำกับข้าวของหลวง ส่วน “สรร” ก็มาจากการสรรหาและรังสรรค์อาหารจานอร่อยนั่นเอง ดังที่จะเห็นได้จากเมนูอาหารไทยโบราณสุดหลากหลายบนเมนูของวิเสทสรร ที่ล้วนปราณีตตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบที่ดีที่สุดจากต้นกำเนิดมาสู่กรรมวิธีการปรุงอาหารตามขั้นตอนแบบโบราณ ให้ได้รสชาติที่ดั้งเดิมอย่างแท้จริง         เริ่มต้นด้วย กุ้งซอสมะขาม ไซส์ 3 ตัวโล จานซิกเนเจอร์ของร้านที่ชวนตื่นตาตื่นใจตั้งแต่ขนาดของกุ้งแม่น้ำตัวโตนำเข้าจากพม่า ทอดให้หัวมันยังคงอยู่และเนื้อยังนุ่มเด้ง ราดด้วยซอสมะขามเคี่ยวที่ได้ความหวานธรรมชาติของมะขามเพชรบูรณ์และน้ำตาลโตนด โรยด้วยหอมเจียว หากกินไปเรื่อย ๆ แล้วรู้สึกเลี่ยนก็สามารถหยิบน้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรพิเศษของร้านมาเสริมเพื่อตัดเลี่ยนได้อย่างพอดิบพอดี     ข้าวผัดแมวยายพิกุล เป็นอีกหนึ่งจานซิกเนเจอร์ที่พลาดไม่ได้  มาในรูปแบบของข้าวสวยร่วน ๆ ผัดเข้ากับเนื้อปลาทูแม่กลองแกะเอาแต่เนื้อจนเข้ากัน โรยด้วยกระเทียมเจียว หอมเจียว ยกมาพร้อมเครื่องเคียงที่เราสามารถคลุกเองได้ตามใจชอบ ได้แก่ หอมซอย มะนาวหั่นชิ้นเล็ก พริกซอย ขิงหั่นชิ้นเล็ก และพริกน้ำปลา     ยำส้มโอคุณยายสะอาด จานนี้ประกอบไปด้วยส้มโอขาวน้ำผึ้งจากนครปฐมมาคลุกกับน้ำยำและน้ำพริกเผาตามแบบฉบับสูตรโบราณ เสริมด้วยกุ้งแชบ๊วยสด โรยหอมเจียวและมะพร้าวคั่ว กินแล้วได้ความหอมมันและความกรุบเข้ากันอย่างดี     ปิดท้ายด้วย แกงคั่วใบชะพลูเนื้อปูก้อนยักษ์ เสิร์ฟพร้อมเส้นขนมจีน โดดเด่นด้วยน้ำแกงที่เคี่ยวด้วยกะทิสดหอมหวานมัน เคี่ยวอย่างดีไม่ให้กะทิแตก ใส่เนื้อปูก้อนส่งตรงจากสุราษฎร์ธานี เคี้ยวเต็มปากเต็มคำ     สำหรับใครที่อยากดื่มด่ำกับอาหารจานโบราณราวกับหลุดช่วงเวลาไปสู่วันวาน วิเสทสรร ตอบโจทย์ได้อย่างแน่นอน

เดินทางกันมาถึงสาขาที่ 2 กันแล้วสำหรับ โค-ลิมิเต็ด ร้านอาหารอีสาน เนื้อย่าง สตรีทฟู้ด ที่อัดแน่นไปด้วยความอร่อยของ คุณหมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา เจ้าของแบรนด์ห้องเสื้อ Asava ซึ่งครั้งนี้ทางร้านได้มาปักธงขยายสาขาที่ ‘สยามพารากอน’ (บริเวณชั้น G) ด้วยการแต่งร้านโดดเด่นสะดุดตา พื้นสามสีเข้ากันดีกับผนังไม้สีน้ำตาลจำแลงเป็นเรือหางยาวของคนสมัยก่อน มีนางกวักสีทองประจำร้านตั้งอยู่ด้านหน้า มาพร้อมกับผ้ายันต์สีสันคัลเลอร์ฟูล ที่เห็นแล้วรู้สึกสนุกชวนให้อยากชิมอาหารเร็วๆ       คอนเซ็ปต์ของร้าน Co Limited คือ การเสิร์ฟอาหารอีสานและสตรีทฟู้ดที่ครีเอทจากวัตถุดิบชั้นดี อาทิ เนื้อจากประเทศออสเตรเลีย ซีฟู้ดสดเด้งจากภาคใต้ของเมืองไทย ปลาร้าทำเอง ผ่านกรรมวิธีดั้งเดิมผสมผสานกับความทันสมัย ปรุงรสให้จัดจ้านโดนใจคนไทย แถมยังเอาใจสายดื่มด้วยค็อกเทลจิบเพลินอีกด้วย (จัดโปรฯ บ่อยด้วยนะ)       เรียกน้ำย่อยกันกับ ยำขนมจีนโคลิมิเต็ด เครื่องเคราต่างๆ เช่น แหนมรสเปรี้ยว หมูยออย่างดี หมูกรอบที่เรารัก ไข่ต้มอิ่มเอม ผักต่างๆ และขนมจีนเส้นยาวๆ คลุกเคล้าไปกับน้ำปลาร้าสไตล์โฮมเมด และน้ำซอสรสเด็ด     บังเอิญรวยช่วยไม่ได้ ซิกเนเจอร์ประจำร้านที่สายเนื้อห้ามพลาด สเต็กเนื้อโทมาฮอว์กชั้นดี ความสุกระดับมีเดียมแรร์ ให้สัมผัสนุ่มชุ่มฉ่ำ เข้ากันดีกับน้ำจิ้ม 3 สไตล์ ได้แก่ น้ำจิ้มแจ่วรสเปรี้ยวเผ็ด แจ่วบองรสนัว และน้ำจิ้มสูตรเฉพาะของทางร้าน เสิร์ฟพร้อมข้าวผัดมันเนื้อที่เราเลิฟมาก ข้าวสวยผัดพร้อมเนื้อสับ โรยด้วยพริกแห้งทอดหอมๆ     อย่าลืมเมนูดาวเด่นอย่าง ไก่สาวดาวยั่ว ไก่บ้านตัวโตเนื้อแน่น หมักด้วยเบียร์และอบกัญชาในโอ่งดินเผา ได้กลิ่นหอมๆ ยั่วชวนน้ำลายสอ เสิร์ฟพร้อมข้าวเหนียวน้ำจิ้มแจ่วเนื้อนุ่ม ข้าวโพดหวานย่าง และน้ำจิ้มรสอร่อย 3 สไตล์     ซดน้ำซุปร้อนๆ กันบ้างกับ ต้มแซ่บลูกทุ่งรวมมิตรเนื้อ เนื้อน่องลายคุณภาพหั่นชิ้นพอดีคำ ลูกชิ้นเนื้อเด้งเคี้ยวอร่อย เอ็นแก้วกรุบๆ เนื้อสไลซ์แผ่นบาง และลิ้นวัว อยู่ในน้ำแกงต้มแซ่บเข้มข้น (ละม้ายคล้ายก๋วยเตี๋ยวน้ำตก) ได้รสกลมกล่อม แต่แฝงไปด้วยความเผ็ดเป่าปาก เสิร์ฟมาในหม้อไฟร้อนๆ     ตบท้ายด้วย ขนมมะพร้าวปั่นทับทิมกรอบ ของหวานชื่นใจรับฤดูร้อน น้ำแข็งใสเกล็ดหิมะรสมะพร้าว ได้ความครีมมีของกะทิ เข้าปากพร้อมขนมปังเนื้อนุ่ม ทับทิมกรอบสีสวย และข้าวเม่า เสิร์ฟคู่กับท็อปปิง 4 อย่าง ได้แก่ ข้าวเม่ากรุบกรอบ (เราชอบมาก) มะพร้าวอ่อน ทับทิมกรอบ และคาราเมลสไตล์ไทยรสหวานหอม     คราวหน้าจะลองสั่งขนมโคมากิน

นึกถึงเมืองริมทะเลที่อยู่ใกล้กับกรุงเทพฯ มากที่สุด แน่นอนว่าคำตอบก็หนีไม่พ้นชลบุรี เมืองที่เรียงรายไปด้วยโรงแรม รีสอร์ต และร้านอาหารนับร้อยนับพันกับวิวท้องทะเลที่อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม The Sky Gallery ร้านอาหารริมทะเลในบางละมุงก็เป็นหนึ่งในสถานที่สุดป๊อบปูลาร์เบอร์ต้น ๆ ของชลบุรีเลยก็ว่าได้         เมื่อได้สัมผัสความร่มรื่นภายใต้ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขามาจรดกับหน้าผาสูง โดยเบื้องหน้าเป็นท้องทะเลสีฟ้าสดใสกลมกลืนไปกับสีของท้องฟ้า ก็ไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อยว่าทำไมที่นี่จึงเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวต้องการมาเยือน       อาหารของ The Sky Gallery  นั้นมีให้เลือกชิมทั้งอาหารไทย ต่างชาติ และเมนูฟิวชั่นที่ออกแบบมาให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของร้าน ตอบโจทย์กับผู้มาเยือนในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยที่ชื่นชอบอาหารรสจัดหรือต่างชาติที่ยังไม่คุ้นเคยกับความจัดจ้าน หากมาเป็นครอบครัวใหญ่ที่มีคนหลากหลายวัยก็สามารถเลือกเมนูที่ชื่นชอบและเอ็นจอยไปพร้อม ๆ กันได้อย่างไม่มีสะดุด และแน่นอนว่าไม่ให้เสียชื่อเมืองติดทะเล เมนูซีฟู้ดของ The Sky Gallery ก็มีให้เลือกมากหน้าหลายตาเช่นกัน       เริ่มต้นด้วยเมนูซีฟู้ดซิกเนเจอร์ของร้าน ผัดทะเลรวมเรือโป๊ะ ที่ชื่อก็บอกอยู่แล้วมาขนมาทั้งทะเล ไม่ว่าจะเป็นกุ้ง หอย ปู ปลา ผัดกับพริกและกระเทียมได้รสชาติจัดจ้าน เหมาะจะกินกับข้าวสวยร้อน ๆ สักจาน รวมถึงเมนู แกงคั่วปูใบชะพลู รสชาติเข้มข้นด้วยพริกแกงสูตรพิเศษของทางร้านคู่มากับเนื้อปูก้อนแน่น ๆ เต็มปากเต็มคำ และ ใบเหลียงผัดไข่ ใบเหลียงรสชาติหวานมันผัดจนได้กลิ่นหอม ๆ ของกระทะตั้งแต่คำแรกที่กิน         ต่อด้วยอาหารต่างชาติกันบ้างกับ ปิอาดินาผักโขมย่าง ขนมปังแผ่นแบนสไตล์อิตาเลียนสอดไส้ผักโขม ชีส และเบคอน รสชาติกลมกล่อมที่ใคร ๆ ก็กินได้ ต่อด้วยเมนูเส้น เดอะ สกาย พาสตา ที่ถือเป็นหนึ่งในซิกเนเจอร์เมนูของ The Sky Gallery มาในรูปแบบของเส้นสปาเกตตีคลุกเคล้าซอสรสชาติกลมกล่อมแซมความเผ็ดนิด ๆ หน่อย ๆ เสิร์ฟมาคู่กับแซลมอน สแกลลอป โรยหน้าด้วยไข่กุ้ง       นอกเหนือจากนี้ The Sky Gallery ก็พร้อมเสิร์ฟทั้งเครื่องดื่ม น้ำผลไม้ สมูตตี ม็อกเทล และของหวานหน้าตาสีสันสดใสอีกหลากหลายเมนูให้ลิ้มลองเพื่อเพิ่มความสดชื่นระหว่างมื้ออาหาร รวมถึงเมนูขนมเค้กเป็นจานปิดท้ายอย่างอิ่มท้องและอิ่มอกอิ่มใจ            

อาหารไทยโบราณก็เหมือนกับไทม์แมชชีนที่จะพาเราย้อนหลับไปสัมผัสกับรากเหง้าวัฒนธรรมอาหารการกินของคนรุ่นก่อน และในทุกวันนี้ก็มีร้านอาหารไทยโบราณเกิดขึ้นมากมายหลากหลายตำรับ สำหรับร้าน คุณเอียดชาววัง & ANYA Cafe นั้นได้กลายเป็นหนึ่งในพิกัดใหม่ของร้านอาหารไทยโบราณที่สืบทอดตำรับความอร่อยกันมารุ่นสู่รุ่น จับคู่กับบรรดาขนมหวานและเครื่องดื่มแนวคาเฟ่สมัยใหม่ ให้ประสบการณ์ของอาหารที่ครบครันทั้งคาวและหวานไม่มีพร่อง       บรรยากาศโดยรอบของร้านคุณเอียดชาววัง & ANYA Cafe นั้นเปี่ยมด้วยความโมเดิร์น โล่งโปร่งด้วยหน้าต่างบนกระจกขนาดใหญ่ที่อนุญาตให้แสงจากด้านนอกส่องเข้ามาอย่างเต็มที่ มอบความรู้สึกสบายคล้ายกับกินอาหารที่บ้าน ดื่มด่ำกับอาหารไทยรสมือคุณแม่ที่ไม่ว่าจะกินกี่ครั้งก็ถูกปากถูกใจอยู่เสมอ       สำหรับของคาวนั้นเริ่มต้นด้วย ล่าเตียง ของว่างไทยโบราณชื่อดังที่ปรากฏบนกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน รสชาติกลมกล่อมด้วยไส้ที่ผัดมาอย่างครบเครื่องเข้ากัน ห่อด้วยตาข่ายไข่สีเหลืองทองน่ารับประทาน เสิร์ฟมาคู่กับอาจาดที่เพิ่มสีสันให้กับรสชาติโดยรวมได้เป็นอย่างดี     ต่อด้วยอาหารถิ่นชาวเหนือกับ ลาบเหนือ สูตรเฉพาะของครอบครัว ให้กลิ่นหอมฉุนเป็นเอกลักษณ์จากสมุนไพร เผ็ดกลาง ๆ รับประทานง่าย จัดเต็มทั้งเนื้อหมูสับ เครื่องในชิ้นเล็กพอดีคำ และหนังหมู โรยหน้าด้วยหอมเจียว เคียงมากับผักสดหลากชนิด     ปิดท้ายของคาวจานสุดท้ายด้วยหนึ่งในซิกเนเจอร์ที่มีขายเฉพาะเมนูนั่งกินในร้านเท่านั้นอย่าง หมูกรอบคั่วพริกเกลือ ที่ส่งกลิ่นชวนน้ำลายสอทันทีที่วางจาน สีสันน่ารับประทานจากหมูกรอบที่น้ำตาลทอง ตัดกับสีเขียวและแดงจากพริกสด สำหรับรสชาตินั้นแสนจะกลมกล่อมด้วยความเค็มนิด ๆ ผสานไปกับกลิ่นหอมของกระเทียม และที่สำคัญคือความกรอบจากหมูกรอบชวนเคี้ยวเพลิน ยิ่งได้กินคู่กับข้าวผัดกระเทียมสูตรเฉพาะของร้านก็ยิ่งเสริมความอร่อยเข้ากันอย่างน่าประทับใจ     สำหรับของหวานสไตล์ไทย ๆ ที่ร้านก็มีขนมไทยอีกหลากหลายเมนูที่ทำสดแบบถ้วยต่อถ้วย เช่น ดาวล้อมเดือน ขนมไทยแป้งหลากสีสอดไส้ด้วยถั่วและพริกไทยให้ความหอมแซมเผ็ดร้อนนิด ๆ หน่อย ๆ เบรกด้วยความหอมหวานจากน้ำกะทิและโรยด้วยงาขาว อีกเมนูหนึ่งคือ บัวลอยเผือกมะพร้าวอ่อน เนื้ออ่อนนุ่มเคี้ยวเพลิน ได้สัมผัสความหอมมันจากเนื้อบัวลอยเข้ากับเนื้อมะพร้าวอ่อนเป็นอย่างดี       นอกจากของคาวหวานแบบไทย ในส่วนของ ANYA Cafe ก็มาพร้อมกับขนมเค้กโฮมเมดหลากหลายรสชาติ เช่น ชีสเค้กหน้าไหม้ เค้กเผือก และเค้กมะพร้าวอ่อน พร้อมกับเครื่องดื่มชากาแฟเพิ่มความสดชื่นระหว่างมื้ออาหาร โดยมีซิกเนเจอร์อย่างเช่น Black Coffee Honey Lemon กาแฟช็อตเข้มข้นผสมผสานรสชาติหวานอมเปรี้ยวจากเลม่อนดองน้ำผึ้งโฮมเมด และ Black Orange กาแฟช็อตผสมน้ำส้ม ที่เป็นหนึ่งในเมนูกาแฟเย็นสดชื่นยอดฮิตในปัจจุบัน       หากจะบอกว่ามาเยือนคุณเอียดชาววัง & ANYA Cafe ก็เหมือนมีทุกอย่างครบจบในที่เดียว ก็คงจะไม่เกินจริงนัก เพราะนอกจากอาหารและขนมหวานไทยที่เป็นตัวชูโรง มีเครื่องดื่มและขนมเค้กในคาเฟ่ที่มาเสริมความหลากหลาย ก็ยังมีเมนูอาหารตะวันตกอย่างพาสตาสไตล์ฟิวชั่นและสลัดให้เลือกชิมด้วยเช่นกัน

ยังบินไปเวียดนามไม่ได้ ก็มาชิมอาหารเวียดนามให้หายคิดถึงกันก่อนที่ Morning Glory (มอร์นิ่งกลอรี่) ร้านอาหารเวียดนามรสชาติแบบต้นตำรับ เหมือนยกกรุงฮานอยมาไว้ใจกลางกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ภายในโรงแรม Ramada Plaza by Wyndham Bangkok Sukhumvit บนถนนสุขุมวิท 48 ย่านที่เนืองแน่นไปด้วยรถราและผู้คนตลอดวัน     คำว่า Morning Glory นอกจากจะหมายถึง ผักบุ้ง ซึ่งเป็นพืชประจำถิ่นที่นิยมทานคู่กับหลากหลายเมนูอาหารของเวียดนามแล้ว ยังหมายรวมถึงแสงยามเช้าอันโชติช่วง ด้วยความเชื่อว่าการได้รับประทานอาหารที่ดี ย่อมก่อให้เกิดความสดใสเบิกบานต้อนรับชีวิตแรกตื่นในยามเช้า     เชฟบัง วาลิต เลิศปัญญา เชฟมากประสบการณ์ที่เชี่ยวชาญในการทำอาหารทั้งไทย จีน และเวียดนาม ได้หยิบเอาอาหารเวียดนามมานำเสนอในรูปแบบดั้งเดิมและประยุกต์ โดยใช้วัตถุดิบและเครื่องปรุงที่ส่งตรงจากเวียดนามเกือบ 100% ทั้งยังให้ความสำคัญกับวัตถุดิบสดใหม่ ผักออร์แกนิกจากสวนเกษตรกร เนื้อสัตว์จากฟาร์มที่สะอาดและปลอดภัย รังสรรค์เป็นเมนูอาหารกว่า 30 รายการ อาทิ   บั้นแบ่ว ขนมถ้วยเวียดนาม หน้าตาแอบคล้ายขนมถ้วยบ้านเราแต่เป็นอาหารคาวไม่ใช่ของหวาน แป้งหนึบๆ นุ่มๆ ทำจากแป้งข้าวเหนียวและแป้งข้าวจ้าว โรยหน้าด้วยหมูสับที่ผัดกับซอสเวียดนาม กระเทียม และรากผักชี     จ่าก่อย เปาะเปี๊ยะทอดแป้งตาข่ายเส้นทะเล กรอบตั้งแต่แผ่นแป้งด้านนอกถึงแผ่นแป้งด้านใน เมื่อกัดเข้าไปจะเจอกับไส้ทะเลล้วนทั้งหมึก กุ้ง ปลา รสชาติกลมกล่อม     มาร้านอาหารเวียดนามทั้งทีจะขาดเมนู แหนมเนือง ไปไม่ได้ จัดใส่จานชุดใหญ่ไล่เรียงตั้งแต่หมูหมักเสียบไม้ แผ่นแป้งที่ไม่ต้องชุบน้ำ ผักสดออร์แกนิก และเครื่องเคียงครบครัน ทีเด็ดอยู่ตรงน้ำจิ้มสูตรเด็ดของร้าน รสหวานนำ ตักน้ำจิ้มราดปิดท้ายหลังห่อทุกอย่างเข้าด้วยกัน อร่อยลงตัว     บั่นแซ่ว ขนมเบื้องญวน ไส้แน่นเต็มแผ่นทั้งเนื้อกุ้ง เนื้อหมู ถั่วลิสงคั่วบด และถั่วงอก จานนี้เชฟกระซิบว่าสไตล์เวียดนามแท้แป้งต้องกรอบเฉพาะบริเวณขอบๆ ส่วนแป้งที่รองไส้จะยังคงนุ่ม     บั่นก้วน ปากหม้อญวน และปากหม้อญวนใส่ไข่ แป้งบางเหนียวนุ่ม โรยหน้าด้วยกระเทียมเจียวและต้นหอม เสิร์ฟเคียงหมูยอ ถ้าเป็นแบบใส่ไข่ เวลาตัดไข่แดงด้านในจะไหลเยิ้มชวนน้ำลายสอ       ใครชอบความจัดจ้าน ต้องสั่งเมนูนี้เลย บุ่นปอเฮ ขนมจีนซุปเนื้อ คล้ายกับเฝอแต่ใส่เป็นเส้นขนมจีนแทน พร้อมเนื้อและหมูยอที่ให้มาแบบล้นชาม     จาก๋า ปลาเก๋าขมิ้นกระทะร้อน เสิร์ฟมาในหม้อไฟพร้อมผักชีลาว เนื้อปลาไร้กลิ่นคาว ผัดเข้ากันกับขมิ้นที่ส่งกลิ่นหอม กินคู่กับน้ำจิ้มกะปิเวียดนามที่มีรสชาติเผ็ดนิด หวานหน่อย และมีน้ำจิ้มซีฟู้ดเพิ่มเป็นทางเลือกสำหรับผู้ไม่ชอบรสชาติกะปิอีกด้วย     เนื้อย่างใบชะพลู ทานคู่กับหมี่ขาวลวก และน้ำจิ้มใสสไตล์เวียดนาม แกล้มด้วยผักสดให้เคี้ยวตัดเลี่ยน     ตบท้ายมื้อนี้ด้วยของหวานล้างปากอย่าง สาคูแคนตาลูป และ โอนีแปะก๊วย       สำหรับคอกาแฟที่หลงใหลในกลิ่นและรสชาติของกาแฟคั่ว เราแนะนำ กาแฟเวียดนาม เสิร์ฟมาพร้อมกับอุปกรณ์ดริป โดยใช้น้ำร้อนเทผ่านถ้วยกรองที่มีผงกาแฟอยู่ด้านใน กาแฟจะค่อยๆ หยดจากถ้วยกรองลงในแก้วที่รองพื้นด้วยนมข้นหวาน และเมื่อคนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน จะได้ลิ้มรสกับความเข้มข้น หวานมัน กลมกล่อม ตามแบบฉบับกาแฟเวียดนามท้องถิ่นแท้ๆ     นอกจากเมนูอะลาคาร์ท ร้าน Morning Glory ยังโดดเด่นด้วยการให้บริการ ชาบูบุฟเฟ่ต์ ราคาเซตละ 799 บาท ชาบูสไตล์เวียดนาม ที่มีให้กินอิ่มครบจัดเต็มทั้งของว่าง เนื้อและหมู สารพัดผักนานาชาติ ให้คุณเพลิดเพลินไม่อั้นในเวลา 2 ชั่วโมง     อีกหนึ่งรูปแบบการให้บริการคือ Chef’s Table ซึ่งเมนูอาหารจะเป็นเมนูที่เชฟกำหนด และมี Surprised Menu แตกต่างกันในแต่ละไตรมาส จำนวน 15 รายการ ครบครันทั้งจานหลัก ของหวาน ในราคา 1,000 บาท (net ต่อท่าน)  โดยต้องสำรองที่ล่วงหน้า 2 วัน จำกัดจำนวน 4-12 ท่านต่อครั้ง

ถ้าพูดถึงร้านอาหารเช้าเก่าแก่ของเมืองไทย ร้านไหนจะเก่า (แต่เก๋า) ไปกว่า On Lok Yun - ออน ล๊อก หยุ่น ร้าน All day American Breakfast ที่เสิร์ฟความอร่อยตั้งแต่ 1933 กว่า 90 ปี จนเดี๋ยวนี้ก็ยังได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลายทั้งจากคนรุ่นเก่า วัยทีนส์ และนักท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน อาจเป็นเพราะความคลาสสิกของอาหารและมู้ดแอนด์โทนของร้านที่ให้อารมณ์เสมือนได้ย้อนเวลากลับไปนั่งกินมื้อเช้าจุใจ จิบกาแฟชิลๆ ในวันสบายๆ อันเป็นวิถีสโลว์ไลฟ์ของคนสมัยก่อน         ตัวร้านตั้งอยู่ ณ ถนนเจริญกรุง หรือจะนั่ง Mrt มาลงสถานีสามยอด (ทางออก 3) ก็ได้เหมือนกัน บรรยากาศยังคงเหมือนสมัยโก๋วังหลัง เฟอร์นิเจอร์ของเก่าทำให้นึกย้อนไปถึงวันวาน อาทิ โต๊ะกลมโบราณ ตู้เก่าที่ภายในเต็มไปด้วยของตกแต่งหาดูยาก เข้ากับมื้อเช้าง่ายๆ แต่อร่อยซึ่งเป็นเมนูซิกเนอร์ประจำร้าน ไม่ว่าจะเป็น 3 Toppings (Large) ชุดอาหารเช้าน่าหม่ำที่ประกอบไปด้วยแฮมรสเค็มละมุน ไส้กรอกชิ้นพอดีคำ และเบคอนทอดกรอบแต่ไม่อมน้ำมัน จิ้มกับซอส 3 อย่าง ฉบับของทางร้านอร่อยลงตัว     ต่อด้วย 2 Eggs + 4 Topping ไข่กวนสองฟองสุดอิ่มเอม ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของพริกไทย เข้าคู่ไปกับกุนเชียงเนื้อแน่นรสหวาน แฮมแผ่นใหญ่ ไส้กรอก และเบคอนรสเค็มกลมกล่อม     มาแล้วห้ามพลาด Signature French Toast ขนมปังชุบไข่ เมนูดาวเด่นประจำร้าน ขนมปังเนื้อนุ่มชุบไข่จนเข้าเนื้อ จากนั้นนำไปทอดตามแบบฉบับร้าน กินคู่กับซอสพริกรสเปรี้ยวเผ็ดเล็กๆ     Steamed Bread with Kaya ขนมปังเนื้อนุ่มฟูที่ตัดขอบมาอย่างดี เสิร์ฟพร้อมสังขยาสไตล์โฮมเมด รสหวานมัน เทนมสดครีมมีลงไปด้วย จิบคู่กับชาจีนร้อนๆ สุดฟิน     Milo Toast เมนูน้องใหม่ ขนมปังเนื้อหนาฟู ปิ้งจนหอม ได้รสหวานผสมเข้มกลมกล่อมของผงไมโลที่หลายคนเลิฟ ราดด้วยนมข้นเพื่อทวีความฟินอีกที     หรือใครชอบแบบดั้งเดิมจะสั่ง Toast with Butter ก็ได้นะ เขามีให้เลือกทั้งทาน้ำตาล แยม และนมข้น (เราเลือกอันนี้) ขนมปังเนื้อซอฟต์ๆ ที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยเนยและนมข้นรสหวานมัน ถือเป็นสวรรค์ของสายหวาน     ส่วนเครื่องดื่มเราสั่ง Ice Milk Tea ชาเย็นที่เรารัก รสหวานกำลังพอดี ได้กลิ่นหอมเล็กๆ ของใบชา และ Ice Lemon Tea รสเปรี้ยวอมหวาน ดื่มแล้วชื่นใจ     พร้อมเริ่มวันใหม่กับคุณทุกวันก็ “ออน ล๊อก หยุ่น” นี่แหละ

Yuenan (เยี่ยหนาน) ร้านอาหารเวียดนามสุดโมเดิร์น ภายในตึกเก่าตรงข้ามวัดโสมนัสราชวรวิหาร ย่านหลานหลวง ที่เน้นเสิร์ฟอาหารเวียดนามรสเข้มข้นสไตล์โฮมเมด โดยทางร้านนำวัตถุดิบคุณภาพดี มาปรุงจนได้รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ เติมแต่งความสร้างสรรค์ลงไป กลายเป็นเมนูสุดน่ารับประทาน     ตัวร้านตกแต่งด้วยโทนสีดำและแดงเป็นหลัก เปี่ยมไปด้วยความดิบเท่ห์ โดยคุณแนน - ปิยมน บันทัดทอง และคุณแนท - ดลฤดี บันทัดทอง สองพี่น้องเจ้าของร้าน ต้องการรีโนเวตตึกแถวขายอะไหล่รถยนต์เก่า ให้กลายเป็นร้านอาหารเวียดนาม ที่ผสมผสานความเป็นจีนจากสีแดง และความเป็นฝรั่งเศสจากมุมที่นั่งเก้าอี้โค้ง ชวนให้เราสะดุดตาตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปเยือน       เริ่มด้วยเมนูที่ใครมาเป็นต้องลอง แนม เนื้อง (300.-) แหนมเนืองแป้งกรอบบาง ไม่ผ่านการแช่น้ำ เสิร์ฟมาพร้อมหมูย่างไม้ลำไยหอมกลิ่นเตาถ่าน สัปปะรดภูแลฉ่ำหวานจากเชียงราย พริกกะเหรี่ยงและผักสด โดยทางร้านมีสอนวิธีการห่อ แนมเนื้องสไตล์เยี่ยหนาน ที่จะได้สัมผัสของทุกวัตถุดิบ และเครื่องเคียงภายในคำเดียว       ต่อด้วยเมนูซิกเนเจอร์ บั๊น แบ่ว (180.-) ขนมถ้วยหน้าหมูสไตล์เวียดนาม ด้านล่างทำจากแป้งข้าวเจ้านึ่ง ท็อปด้วยหมูสับปรุงรส หมูยอ หมูฝอย ราดน้ำปลาพริกส้มจี๊ด อร่อยครบรส       บั๊น แส่ว  (220.-) ขนมเบื้องญวน แป้งบางสีเหลืองสวย สอดไส้ กุ้งตัวโต หมูสับ เต้าหู้ และถั่วงอก ผัดมาด้วยไฟแรงหอมกลิ่นกระทะ เสิร์ฟพร้อมผักดองและน้ำปลาพริกส้มจี๊ด หรือจะเลือกเป็น ก่อย ก๋วน (220.-) เปาะเปี๊ยะสดกินคู่กับน้ำจิ้มเนยถั่ว ประกอบไปด้วย ไส้กุ้งสดกรอบ ไส้ไข่ที่สอดแทรกหมูยอ กุนเชียง ขนมจีน ผักสด และไส้แตงกวาที่อัดแน่นหมูสามชั้นต้มน้ำปลามาแบบเต็มคำ       ปิดท้ายด้วย จ่าย เนื้อง (290.-) หอยแมลภู่ปรุงรสเข้มข้นอบจนสุกกำลังดี เนื้อฉ่ำหวาน จิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ดสไตล์เวียดนาม ประกอบไปด้วย เกลือ พริกบดสด พริกไทย และผงชูรส บีบมะนาวเพิ่มความจี๊ดจ๊าด เป็นเมนูสตรีทฟู้ดของเวียดนามที่ห้ามพลาด  

เปิดประสบการณ์การทานอาหารเหนือแบบ Fine Dining ร้านอาหารเหนือที่ซ่อนตัวอยู่ภายในบ้านไม้หลังเก่าอายุเกือบ 100 ปี ซึ่งถูกนำมารีโนเวตใหม่ในโทนสีเขียวให้ฟิลล์อบอุ่น ตั้งตระหง่านโดดเด่นริมถนนสุขุมวิท ซอย 33     เมื่อเดินเข้ามาข้างในร้าน จะพบกับเอเลเมนต์ต่างๆ ที่สะท้อนถึงภาคเหนือถูกนำมาตกแต่งไว้แทบจะทั่วทุกมุม ไม่ว่าจะเป็น โคมไฟในร้านที่ฝั่งหนึ่งได้แรงบันดาลใจจากโคมยี่เป็ง อีกฝั่งมาจากโครงของร่มบ่อสร้าง หัตถกรรมชื่อดังแห่งอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนม่านโมบาย ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากรูปทรงสามเหลี่ยมของ ‘ขนมจ๊อก’ (ภาษากลางคือขนมเทียน) รวมถึง อูบ ภาชนะสมัยโบราณ ที่แสดงถึงฐานะทางการเงินของแต่ละบ้าน วางไว้บนโต๊ะอาหารแทนแจกันดอกไม้นั่นเอง       สำหรับเมนูอาหารคิดค้นและรังสรรค์ขึ้นโดยเชฟนุ-ภานุพงษ์ ส่องแสง และเชฟแฟง-กนกวรรณ ก้อนศิลา สองเชฟชาวเชียงราย พิถีพิถันตั้งแต่ขั้นตอนการคัดเลือกวัตุดิบ โดยเน้นใช้วัตถุดิบท้องถิ่นทางภาคเหนือ ดัดแปลงหน้าตาอาหารให้ดูพรีเมียมขึ้น แต่ยังคงรักษารสชาติของความเป็นอาหารเหนือตามแบบฉบับล้านนาไว้อย่างดีเยี่ยม       การเสิร์ฟอาหารเป็นแบบ Fine Dining เริ่มด้วยจานเรียกน้ำย่อย Amuse bouche ประกอบด้วย ไส้อั่วหมูคุโรบุตะ-น้ำพริกหนุ่ม-แคบหมู ใช้หมูคุโรบุตะคลุกเคล้ากับสมุนไพรสด ยัดลงในไส้หมู และนำไปย่างบนเตาถ่านจนหอม ท็อปด้วยน้ำพริกหนุ่มที่ป่นกับแคปหมูและมะแขว่น ให้รสจัดจ้าน โครเกตต์ยัดไส้ด้วยตำขนุนและชีสเชียงใหม่ นำขนุนอ่อนมานึ่งจนสุก ตำกับพริกแกงและผัดจนหอม สอดไส้ด้วยชีสคุณภาพดีจากเชียงใหม่ ท็อปด้วยมายองเนสสไปซี่ ที่มีความเผ็ดนิดๆ และแกงกระด้าง เสิร์ฟพร้อมบิสกิตผักกาดฮีน       สตาร์ทจานแรกกับ ยำส้มโอพิจิตรคาเวียร์น้ำปู๋ ส้มโอพิจิตรเนื้อแน่นหวานฉ่ำ คลุกเคล้ากับเครื่องยำ แล้วท็อปด้วยคาเวียร์น้ำปู๋ (น้ำปู๋เป็นวัตถุดิบทางภาคเหนือ โดยการนำปูนามาตำสดและเคี่ยวจนเข้มข้น) เสิร์ฟพร้อมกุ้งย่างลายเสือ     ส้าจิ้นทาร์ทาร์เนื้อวากิว เชฟนำเนื้อวัวมิยาซากิเกรด A5 หั่นเป็นชิ้นและปรุงรสด้วยสมุนไพร 13 ชนิด ท็อปด้วยไข่ไก่ออร์แกนิก ที่ผ่านการซูวีดนาน 2 ชั่วโมง ให้รสละมุนยิ่งขึ้น ส่วนใครที่ไม่ทานเนื้อวัวก็ไม่ต้องกังวล สามารถเลือกเป็นปลาฮามาจิแทนได้     ไปกันต่อกับเมนูสุดคลาสสิกของภาคเหนือ แอ๊บอ่องออ โดยเชฟได้นำสมองหมู (อ่องออ) มาคลุกเคล้ากับพริกแกงให้เข้ากัน ใส่ในใบตอง แล้วเอาไปย่างจนสุกและหอม จากนั้นกรองสมองหมูแบบละเอียด และผสมกับสมองหมูอีกส่วนที่นำไปต้มกับสมุนไพรเพื่อดับกลิ่นคาว  ทานคู่กับขนมปังซาวร์โดใบเมี่ยง ตัดเลี่ยนด้วยสับปะรดภูแลจากเชียงราย ครบรสทั้งเผ็ด หวาน เค็ม มัน จานนี้สามารถเปลี่ยนเป็นฟักทองแทนได้ค่ะ     จานถัดมา ทอร์เทลลินีข้าวซอยเชียงรายยัดไส้ไก่บ้านออร์แกนิก ข้าวซอยที่ใช้พาสต้าเส้นสดแทนเส้นหมี่กรอบ ห่อเป็นเกี๊ยวอิตาลี (Tortellini) สอดไส้ด้วยไก่บ้านออร์แกนิก บดละเอียด คลุกเคล้ากับเครื่องแกง และซ่อนผักกาดดองไว้ด้านล่างแผ่นเกี๊ยว จากนั้นราดด้วยน้ำข้าวซอยรสเข้มข้น ท็อปด้วยโฟมกะทิ ที่ใส่กลิ่นกระวานดำเพิ่มความหอม เสิร์ฟคู่กับแป้งพัฟเพสทรี ที่มีบีตรูตวางอยู่ด้านบนแทนผักดองแบบดั้งเดิม วิธีรับประทานให้ตักทอร์เทลลินีทานพร้อมซุป แล้วตามด้วยแผ่นแป้ง หรือหักแผ่นแป้งจุ่มในน้ำซุป แล้วทานพร้อมกันในคำเดียว     พักเบรคของคาวแล้วต่อของหวาน ซอร์เบต์มะเกี๋ยงกุหลาบเวียงพิงค์ แน่นอนพระเอกหลักของจานนี้ก็คือมะเกี๋ยง หรือลูกหว้าที่คนภาคกลางคุ้นเคย นำมาเสิร์ฟในรูปแบบของซอร์เบต์ เพิ่มอรรถรสในการทานด้วยกลิ่นของกุหลาบเวียงพิงค์ ทานคู่กับไอศกรีมทองม้วนฝรั่งเศส มีความเปรี้ยวแถมยังสดชื่นสุดๆ     เดินทางมาถึงจาน Pre-Main แกงฟักทองปลากะพงแม่น้ำน่าน ไข่ปลาริวกิว เนื่องจากปลาจากแม่น้ำน่านจะมีกลิ่นดินน้อย และเนื้อเฟิร์ม โดยเชฟนำปลาไปทอด 2 รอบให้ได้หนังที่กรอบ และเนื้อนุ่ม ส่วนไข่ปลาริวกิวก็ดองด้วยเหล้าหมักหมาใจดำ สำหรับสายเนื้อสามารถเลือกเป็น เนื้อวัวไทยแองกัสย่างถ่าน ที่ผ่านการ Dry-aged 30 วัน เสิร์ฟในรูปแบบของสเต๊ก พร้อมน้ำเงี้ยวดอกงิ้วป่า       เข้าสู่พาร์ต Main อาหารจานหลักกับ ขันโตกนอร์ธ ที่โดดเด่นด้วยรสชาติของน้ำพริกมะแขว่น เสิร์ฟพร้อมผักเคียง 15 อย่าง ลาบหมูคั่ว แกงฮังเลเนื้อวากิว และจิ้นส้มหมกไผ่ ทานคู่กับข้าวเหนียว 3 สายพันธุ์ (ข้าวเหนียวสันป่าตอง ข้าวเหนียวเขี้ยวงู ข้าวเหนียวใหม่) หรือข้าวสวยร้อนๆ ซึ่งพาร์ตนี้ถ้าไม่อิ่มทางร้านบริการเติมให้ได้เรื่อยๆ เลยนะ     ปลุกความสดชื่นก่อนจบคอร์สกับ ไอศกรีมส้มสายน้ำผึ้ง ใช้ส้มสายน้ำผึ้งแท้จากอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ นำมาห่อด้วยมาสคาโปชีส และดิปกับไวต์ช็อกโกแลต แล้วโรยข้าวแต๋นไว้รอบๆ ได้ความหวานจากไวต์ช็อกตัดกับรสเปรี้ยวของส้ม เข้ากันดีมากๆ     จานสุดท้าย Petit Four ขนมทานเล่นไซส์จิ๋ว 4 คำได้แก่ ช็อกโกแลตบอล ที่ใช้วัตถุดิบหลักเป็นผงโกโก้คุณภาพดีจากเชียงใหม่ ชูครีมมัทฉะ ใช้ผงชาเขียวจากเชียงราย ข้าวปุกงา เสิร์ฟในรูปแบบของไดฟูกุ และ ข้าวแต๋น โดยนำข้าวพองมาผสมกับไซรัปน้ำแตงโม สอดไส้ไวต์ช็อกโกแลต และท็อปด้วยแยมสตรอว์เบอร์รี ทานแกล้มกับชา Special Blend ที่ทางร้านเบลนขึ้นเป็นสูตรเฉพาะของร้าน     สำหรับเมนูเครื่องดื่มก็ไม่น้อยหน้า เอาใจทั้งคอม็อกเเทลและค็อกเทล เช่น กาสะลอง ที่ผสานวัตถุดิบจากข้าวหอมล้านนา กับเหล้าหมักหมาใจดำ รสหอมหวาน หรือจะลองเครื่องดื่มที่ชื่อว่า ไหมคำ เกิดจากส่วนผสมอันลงตัวของชาหอมหมื่นลี้ ลาเวนเดอร์ และชากุหลาบเวียงพิงค์ เพิ่มเติมด้วยกลิ่นไซรัปข้าวเหนียวมะม่วง       บริเวณชั้น 2 มีอาร์ตแกลเลอรีให้เดินชมระหว่างรออาหาร หรือหลังอิ่มท้องกันอีกด้วย เอาใจสายถ่ายรูปเต็มๆ

หากจะเรียกร้าน บอนไซ (Bonsai) ว่าเป็น ‘ร้านลับ’ ก็น่าจะเรียกได้อย่างไม่ขัดเขิน เพราะตัวร้านซุกซ่อนอยู่บนชั้น 2 ของร้าน Sexy Cow ร้านเนื้อพรีเมียมในซอยหลังสวน โดยแบ่งพื้นที่เป็นโซนโอมากาเสะ เทปปันยากิ ซูชิบาร์ รวมถึงชาบูชาบูแบบอะลาคาร์ต และเมนูที่เพิ่งเปิดตัวล่าสุดคือสุกี้ยากี้ที่เชฟครีเอตได้หรูหราสมกับเป็นบอนไซ       เพราะชื่อร้านหมายถึงต้นบอนไซ เราจึงได้เห็นภาพวาดต้นบอนไซขนาดใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสวยงาม ประดับด้วยแผ่นทองบนผนังร้าน ส่วนวัตถุดิบของที่ร้านนำเข้าจากตลาดปลาโทโยสึสัปดาห์ละ 3 ครั้ง รังสรรค์อย่างประณีตโดยทีมเชฟ ซึ่งมีทั้งเชฟชาวญี่ปุ่นจากร้านมิชลิน และเชฟไทยที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี     นอกจากโอมากาเสะของที่ร้านจะโดดเด่น Shabu-Shabu Course ก็ไม่ควรพลาด ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมูคุโรบูตะ เนื้อวัวออสเตรเลีย เนื้อฟุราโนะวากิว ปลาฮามาจิ และซีฟู้ด มาพร้อมน้ำซุปคอมบุหอมกลิ่นปลาแห้ง รสกลมกล่อมล้ำลึก       รวมถึงล็อบสเตอร์ ที่เสิร์ฟมาทั้งตัวมาพร้อมน้ำซุป Lobster Bisque หอมและเข้มข้นได้รสชาติล็อบสเตอร์ชัดเจนทุกคำ ทุกคอร์สเสิร์ฟพร้อมสตาร์ทเตอร์ ผักสด เส้นต่างๆ ส่วนน้ำจิ้มมีทั้งน้ำจิ้มลายุ (น้ำมันพริกญี่ปุ่น ) งาญี่ปุ่น และพอนสึ เลือกของหวานได้ระหว่างเมล่อน ไอศกรีมชาเขียวถั่วแดง และไดฟุกุ       ส่วน Sukiyaki Course เมนูใหม่มาแรง เลือกได้ทั้งหมูคุโรบูตะ เนื้อวัวออสเตรเลีย และทีเด็ดอย่างเนื้อฟุราโนะวากิวลายสวยผืนใหญ่ นำไปแกว่งไกวในน้ำซอสสุกี้ยากี้รสเข้มข้นให้พอสะดุ้ง จิ้มไข่แดงดิบแทบละลายในปาก ปิดท้ายด้วยของหวานที่เลือกได้ทั้งเมล่อน ไอศกรีมชาเขียวถั่วแดง และไดฟุกุเช่นกัน         เพลินใจจนไม่อยากกลับบ้านเลย

ต้องยอมรับว่าตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด -19 ผู้คนต่างก็ดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของการกิน วันนี้เราจึงจะมาแนะนำร้านอาหารสุขภาพที่น่าลิ้มลองอีกหนึ่งร้าน ชื่อว่า “เหลือใจ” คุณนัท เจ้าของร้านเล่าให้ฟังว่าเหลือใจเป็นคำภาษาอีสานที่เขามักพูดติดปากกับเพื่อนซี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลากินของอร่อย เขาจึงนำคำนี้มาตั้งเป็นชื่อร้านเสียเลย เพราะนอกจากจะเป็นคำภาษาถิ่นของตนเองแล้ว ยังเป็นภาษาไทยกลางที่จำง่ายและไพเราะอีกด้วย       ทางร้านเหลือใจจะเสิร์ฟอาหารเฮลท์ตี้สไตล์ฟิวชั่นกินสนุก จนลืมอาหารสุขภาพในแบบเดิมๆ ไปได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเมนูไทยๆ อย่างยำขนมจีน หรือหมี่กะทิโบราณ ยำแซลมอน มาผสานกับเมนูสัญชาติญี่ปุ่น ฮาวาย หรือเกาหลี ที่รังสรรค์มาจากวัตถุดิบชั้นดี อาทิ ผักปลอดสาร แซลมอนจากนอร์เวย์ กิมจิ ปลาซาบะดองกับไข่หวานสไตล์โฮมเมด ปลาร้าทำเอง เป็นต้น อิ่มเอมไปกับปริมาณที่เยอะจุใจ แต่จ่ายในราคาน่ารักๆ เรียกได้ว่าร้านเหลือใจเข้าได้กับคนทุกกลุ่มจริงๆ       เปิดมาด้วยเมนูน้องใหม่อย่าง Bibimbowl (229 บาท) ขนมจีนเส้นยาวๆ สาวเพลินๆ ไข่กุ้งกรุบๆ แตงกวากรุบกรอบ เสริมโปรตีนด้วยไข่หวานสไตล์โฮมเมด และปลาหมึกยักษ์เนื้อหวาน ราดซอสกิมจิทำเอง สูตรลับฉบับทางร้าน รสเปรี้ยวกลมกล่อม     ตามด้วยเมนูซิกเนเจอร์อย่าง Salmon Poke Bowl (229 บาท) อิ่มเอมแบบมีประโยชน์ไปกับข้าวไรซ์เบอร์รีผสมกับข้าวสัญชาติญี่ปุ่น เหนียวนุ่ม กินพร้อมแซลมอนเนื้อหวาน อะโวคาโดครีมมี แตงกวาญี่ปุ่น เข้าคู่ไปกับซอสต้นตำรับ รสชาติเค็มหวาน หอมกลิ่นน้ำมันงา เสริมความเผ็ดซ่าด้วยวาซาบิลงตัว     ยำขนมจีนซาบะดอง (189 บาท) ก็ขายดี โดดเด่นด้วยเนื้อปลาซาบะดองรสเค็มนุ่มนวล กินกี่ชิ้นก็ไม่เบื่อ เข้าปากพร้อมขนมจีนและเครื่องเคราต่างๆ ราดน้ำปลาร้ารสเด็ด เผ็ดกำลังพอดี หรือใครชอบรสแซ่บโดยปราศจากปลาร้าทางร้านก็มีซอสพริกป่นนะ     หมี่เกษียรสมุทร (229 บาท) ดัดแปลงมาจากเมนูหมี่กะทิโบราณ ประกอบไปด้วยเส้นหมี่ที่ทำมาจากข้าวกล้อง ซาบะดองรสเค็มอร่อย แซลมอนเนื้อสด ปลาหมึกยักษหนึบหนับ หอมเจียว และผักสดต่างๆ เข้าปากพร้อมกะทิหอมมัน และน้ำยำครบรส     ภาชนะที่ร้านเขายังย่อยสลายได้ด้วยนะ ดีต่อโลก ดีต่อใจ

สำหรับสายชาบูหม่าล่า ชาลิ้นเราขอแนะนำพิกัดใหม่ของการกินชาบูต้นตำรับจากไต้หวัน Warng Warng (ว่าง ว่าง) สาขาแรก ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 33         จุดเด่นแรกของที่นี่ ต้องยกให้กับหม้อน้ำซุปแบบ 3 in 1 ได้แก่ ซุปหม่าล่าต้นตำรับ รสชาติจัดจ้าน แต่ใช้น้ำมันน้อยลงทำให้ซดได้ เคี่ยวกับสมุนไพรอีกกว่า 21 ชนิด ซุป 8 สุมนไพรอมตะ หรือจะเรียกว่าเป็นซุปยาอายุวัฒนะ โดย 8 สมุนไพรนั้นประกอบไปด้วย โสม ถั่งเช่า พุทราจีน เก๋ากี้ ตังกุย โบตั๋นขาว ชางจู๋ และแยม สุดท้ายคือ ซุปมะเขือเทศไต้หวัน เหมาะสำหรับเด็กหรือคนไม่ชอบกินเผ็ด ได้กลิ่นอายของซุปมะเขือเทศตะวันตก มาผสมผสานกับสมุนไพรสไตล์ตะวันออก ซึ่งทั้ง 3 ซุปนี้จัดมาให้เหมาะสำหรับคนวัยในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ วัยรุ่น หรือเด็ก ๆ ก็สามารถมาใช้ช่วงเวลาที่มีความสุขร่วมกันได้     ที่สำคัญน้ำซุปยังมาพร้อมหม้อสุดไฮเทค ใช้รีโมทกดเพื่อยกก้นหม้อขึ้นมาได้ ไม่ต้องใช้ตะเกียบควานหาเนื้อที่เราจุ่มไว้ด้วยนะ     แน่นอนว่าชาบู ต้องมีเนื้อและหมูระดับพรีเมี่ยม ที่ Warng Warng (ว่าง ว่าง) ก็จัดเต็มให้กับตัวเลือกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เนื้อออสเตรเลีย เนื้อไทย-เฟรนช์ เนื้อวากิวญี่ปุ่นระดับ A4 และเนื้อหมูคุโรบูตะจากญี่ปุ่น       สำหรับเมนูชาบูของ Warng Warng (ว่าง ว่าง) ยังอีกหลาย ๆ อย่างที่ขอยกนิ้วให้ก็คือ เต้าหู้สูตรโฮมเมด แบบลับเฉพาะของร้านที่ให้สัมผัสแสนนุ่มนวล ไม่นิ่มหรือแข็งจนเกินไปน้ำซุปชาบูซึมซับได้ดี และยังมีฟองเต้าหู้ทั้งแบบทอดและแบบสดให้ลองด้วย เส้นมันสำปะหลัง เหนียวนุ่มหนึบหนับ ยืดออกมาได้ยาวววสุด ๆ แถมยังให้แคลอรีต่ำ ดีต่อสุขภาพ และ ลูกชิ้น ซึ่งเป็นลูกชิ้นสไตล์ไต้หวันทำมือ มีทั้งลูกชิ้นหมู ลูกชิ้นปลาหมึก และลูกชิ้นกุ้ง           นอกจากชาบูที่จัดเต็มจนอิ่มแปล้แล้ว ที่ร้านยังมีเมนูอาหารน่าลองอีกหลายเมนู เช่น ไก่กรอบหม่าล่า รสจัดจ้านหอมกลิ่นหม่าล่าสุดๆ เคล็ดลับความอร่อยคือนำไปทอดถึง 3 ครั้ง ข้าวอบกุนเชียงหมู แฮมรวม 4 ชนิด เป็นข้าวอบสไตล์ฮ่องกงหรือ La-wei Pot หน้าแน่น ๆ มาพร้อมซุป 4 สมุนไพรบำรุงกำลัง       สำหรับเมนูของหวานปิดท้าย ก็ยังเป็นของหวานสไตล์จีนที่น่าสนใจ เช่น กุ้ยหลิงเกา วุ้นเต่าและสมุนไพรโป่งรากสนที่ดูคล้ายเฉาก๊วยแต่ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว อัลมอนด์พุดดิ้ง ของหวานคลายร้อน ไม่มีครีมหนัก ให้ความสดชื่นเบา ๆ สุดท้ายคือ บัวลอยงาดำ กินแล้วได้กลิ่นหอมหวานงาดำ ไส้แน่นอัดเต็มในเนื้อแป้งนุ่ม ๆ         รับรองเลยว่าคนชอบหม่าล่าจะไม่มีคำว่าผิดหวัง!

ยกให้เป็นร้านอาหารใหม่น่าชิมและน่านั่งแห่งซอยสุขุมวิท 31 สำหรับ "La Plante" ที่นำเสนอเมนูอร่อยแบบไทยทวิสต์และใช้ผักออร์แกนิกจากฟาร์มของร้านเป็นส่วนประกอบหลักแทบทุกจาน เรียกว่าใครไม่ชอบกินผักต้องลองเปิดใจแล้วจะรู้ว่าอาหารที่ดีต่อสุขภาพก็อร่อยน่ากินได้เหมือนกัน       ด้วยบรรยากาศสไตล์ทรอปิคอลแบบฝรั่งเศสตอนใต้ที่ให้ความอบอุ่นนั่งสบายผสานกลิ่นอายที่สื่อถึงฟาร์มผักแล้ว ที่นี่ยังมีไวน์สเตชั่นหลากหลายแบรนด์ในราคาเบาๆ สำหรับดื่มสังสรรค์และโซน Grocery เล็กๆ ในร้านให้ซื้อผักสลัดและวัตถุดิบจากฟาร์มติดไม้ติดมือกลับบ้านไปอีกด้วย (หรือสั่งออนไลน์ได้ทั้งทางไลน์ @laplante และแอพเดลิเวอรีต่างๆ)       ความสดอร่อยของผักจากฟาร์มถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมหลักทุกจาน ไม่ว่าจะเป็นทาปาส Chilled Berry Tomato มะเขือเทศเบอร์รีแช่เย็น ปอกเปลือกให้เนื้อฉ่ำหวาน จิ้มเกลือซีซอลต์ บอกเลยว่าแม้ไม่ชอบมะเขือเทศก็ยังกินเพลิน Grilled Beef Salad สลัดผักเคลและผักคอสสดกรอบ มาพร้อมเนื้อแองกัสย่างกำลังดี ราดน้ำสลัดฮันนีมัสตาร์ด และ Grilled Seafoods เซตรวมซีฟู้ดย่างจานใหญ่ที่มีทั้งกุ้ง ปลาหมึก และหอย เสิร์ฟกับซอสเนยและน้ำจิ้มซีฟู้ดรสจัดจ้าน         ส่วนคนรักอาหารอิตาเลียน เราแนะนำ Grilled Prawn Creamy Prawn Paste Sauce Fettuccini เส้นเฟตตูชินีเหนียวนุ่มผัดกับกุ้งตัวโตและครีมซอสมันกุ้งเน้นๆ และ Risotto with Seafoods ริซอตโตสูตรเด็ดเข้มข้นหอมมันมาพร้อมกุ้งและหอยลายจัดเต็ม       อย่าลืมตบท้ายด้วยของหวานอย่าง Coconut Pineapple Lime Granita กรานิต้าที่ผสานความเปรี้ยวหวานของมะพร้าวสับปะรด และมะนาวได้อย่างสดชื่นลงตัว  

Masa Garden อีกหนึ่งร้าน Japanese Sukiyaki Kansai Style น้องใหม่ในเครือ มาสะ ที่มาพร้อมการตกแต่งร้านสไตล์บ้านโบราณแบบญี่ปุ่น ในแถบโตเกียว ให้คุณได้เพลิดเพลินกับวิวสวนเซน เขียวขจี ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ เหมือนได้เข้าไปในอีกโลกหนึ่ง ย่านใจกลางเมืองกรุงเทพฯ       ภายในเลือกใช้วัสดุไม้สีอ่อนเป็นหลักดูอบอุ่นสบายตา โดยมีทั้งโซนเคาน์เตอร์บาร์ และโซนไพรเวทแบบห้องส่วนตัว ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ในส่วนของเมนูก็ยังคงเน้นเรื่องคุณภาพและรสชาติ เช่นเดียวกับร้าน Suki Masa โดยมีตั้งแต่เนื้อวากิวระดับ A5 (1,200-1,500 บาท) เนื้อวากิว A4 (900-1,200 บาท) และ Masa Beef  (700-1,000 บาท) รวมไปถึงเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อเป็ด ให้ได้เลือกอร่อย         เริ่มต้นเมนูเรียกน้ำย่อยน้องใหม่ Masa Garden Bakudan (450.-) ที่เสิร์ฟซาชิมิชุดใหญ่ อาทิ ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ไข่ปลาแซลมอน ปลาหมึก เนื้อปู ผักดองและถั่วแระญี่ปุ่น ท็อปด้วยไข่ดิบ มาพร้อมเตาปิ้งสาหร่าย เพื่อปิ้งสาหร่ายให้หอมและกรอบก่อนนำไปห่อเครื่องต่างๆ       อร่อยกันต่อกับซิกเนเจอร์ของร้าน Set Kansai Style Sukiyaki เซ็ตสุกีน้ำดำขลุกขลิกปรุงด้วยซอสวาริชิตะ สูตรเฉพาะของทางร้าน ที่ทำมาจากน้ำตาลทรายแดง เหล้าสาเก และโชยุ ภายในเซ็ตประกอบด้วย ข้าว สลัด ชุดผัก ไข่ไก่ เนื้อ แนะนำเมื่อปรุงเนื้อสุกตามความชอบแล้ว ให้จิ้มกับไข่สดหรือ น้ำจิ้มพอนสึ ยิ่งอร่อย กลมกล่อม       หรือจะเลือกเป็น Set Shabu Shabu ที่มีน้ำซุปให้เลือกถึง 4 ชนิด คือ น้ำซุปดาชิ น้ำซุปยูซุทงคัตสึ น้ำซุปมิโซะทงคัตสึ และ น้ำซุปกระดูกหมูคอลลาเจน เสิร์ฟพร้อม ข้าว สลัด ชุดผัก เส้นอุด้ง และเนื้อ โดยนำตัวเนื้อลงไปแกว่งในน้ำซุปจนเริ่มสุก กินกับน้ำจิ้มโกมะ (น้ำจิ้มงาขาว) หรือพอนสึ ก็ดีไม่แพ้กัน    

บัดนี้ El Tapeo ร้านอาหารสเปนและไวน์บาร์รสเลิศได้ย้ายโลเคชั่นมาอยู่ที่เอกมัย (สุขุมวิท 61 ) แล้ว เพลิดเพลินกับอาหารสเปนรสออริจินอลแห่งกรุงมาดริด ทาปาสที่ต้องร้อน เร็วและรสชาติดี โดยฝีมือ Alberto Izard หัวหน้าเชฟชาวสเปนที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ เขาเข้าครัวตั้งแต่อายุ 12 ปี และยังเป็นศิษย์เก่า Escuela Superior de Hostelería y Turismo สถาบันการทำอาหารอันทรงเกียรติแห่งเมืองหลวงของประเทศสเปน       แถมเชฟอัลแบร์โตยังมีประสบการณ์การทำอาหารจากโรงแรมระดับมิชลินต่างๆ เขาเชี่ยวชาญทั้งอาหารสเปนรสต้นตำรับ ฝรั่งเศส และเมดิเตอร์เรเนียนที่เน้นใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล ในส่วนของวัตถุดิบ El Tapeo เน้นนำเข้าจากประเทศสเปนซะเป็นส่วนใหญ่ ผสมกับวัตถุดิบไทยที่ไม่น้อยหน้าชาติใดอย่างซีฟู้ด สายดื่มหายห่วงเพราะที่นี่เขายังมีไวน์สัญชาติสเปน 30 ชนิด และค็อกเทลให้เลือกจิบอยู่เช่นเคย     คุณจะชอบโลเคชั่นใหม่ที่แอเรียกว้างสามารถปาร์ตี้กันได้นานกว่าเดิม เพราะรีโนเวทจากบ้านเก่าให้เต็มไปด้วยกลิ่นอายสเปนและโมร็อกโก ผนังสีเหลืองมัสตาร์ด ตัดกับกระเบื้องโมเสกสีน้ำเงิน เฟอร์นิเจอร์ไม้สีน้ำตาลรวมแล้วเป็นบรรยากาศโฮมมีๆ ใครอยากได้ความเป็นส่วนตัวต้องเลือกไปนั่งที่ชั้น 2 มีรูปโปสเตอร์หนังเก๋ๆ หรือสถานที่สำคัญของประเทศสเปนให้ชมระหว่างทาง แต่หากอยากกินอาหารสเปนในสวนหลังบ้านที่นี่ก็มีโซนการ์เด้นนะเราขอบอกเลยว่าน่านั่งไม่น้อยเลยทีเดียว       มาเริ่มกันที่ Pimientos de Padrón เมนูขายดีประจำร้าน ปีเมียนโต้ เดอร์ ปา-ดร้อน พริกสีเขียวรูปร่างอวบอ้วน ที่ส่งตรงมาจากทางภาคเหนือของประเทศสเปน เชฟปรุงจนได้ที่ กินเล่นเพลินไม่น้อย     มาที่นี่ห้ามลืมสั่ง Gambas al Ajillo กุ้งกระเทียมสไตล์สเปนนิชแสนอร่อย กุ้งเนื้อหวาน อยู่ในน้ำมันมะกอกคุณภาพร้อนฉ่า ได้รสเผ็ดของพริกแห้งและผงปาปริก้า หอมกลิ่นพริกไทยไม่ฉุนกึก เสิร์ฟพร้อมขนมปังโฮมเมด     ตามด้วยจานที่เรารักอย่าง Albóndigas De Cerdo Caseras มีตบอลลูกโตๆ ทำเอง เนื้อแน่นนุ่มในซอสมะเขือเทศตามแบบฉบับของทางร้าน รสเปรี้ยวกลมกล่อม หอมกลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งทอดอิ่มเอม     Pulpo a la Gallega หนวดปลาหมึกยักษ์จากแคว้นกาลิเซี่ยน​แห่งประเทศสเปน ต้มจนสุกพอดี ชิ้นไม่บางไม่หนาจนเกินไป สัมผัสหนึบหนับเคล้าไปกับมันฝรั่งต้ม ปรุงรสด้วยน้ำมันมะกอกชั้นดี เกลือทะเล และพริกหวานปาปริก้า     เปลี่ยนจากข้าวอบมาเป็น Fideua Negra เส้นพาสตากรอบพอเหมาะ คลุกเคล้ากับหมึกดำและปลาหมึกหนึบหนับ รสเค็มพอดี เข้ากันกับ Aioli Garlic Mayonnaise มายองเนสเนยสูตรลับฉบับทางร้าน รสครีมมี่ หอมกลิ่นกระเทียมเบาๆ     แต่ไหนๆ ก็มาร้านอาหารสเปนแล้วจะไม่สั่ง Paella De Mariscos ก็เห็นจะไม่ได้ ข้าวอบสเปนร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมฟุ้งชวนหิวมาแต่ไกล ครีเอทมาจากข้าวสัญชาติสเปนสุกพอเหมาะ อบพร้อมปลาหมึกคุณภาพ ท็อปด้วยซีฟู้ดสดเด้ง อาทิ กุ้งตัวใหญ่ และหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ตัวอ้วน     ของหวานเราสั่ง Churros Con Chocolate ชูโรสสไตล์โฮมเมด เนื้อสัมผัสกรอบนอกนุ่มใน ไม่อมน้ำมัน จิ้มซอสช็อกโกแลตร้อนรสเข้มข้นอร่อยมาก จานนี้ก็น่าประทับใจ Flan Casero Con Nata คัสตาร์ดเนื้อนุ่มเด้งฟินๆ กินพร้อมซอสคาราเมลโฮมเมด รสหวานละมุน และวิปครีมตีสด       ปิดท้ายด้วย Sangria ค็อกเทลสัญชาติสเปน รสเปรี้ยวเล็กๆ หวานหน่อยๆ เป็นการรวมตัวกันของไวน์แดงชั้นเลิศ น้ำมะนาว เหล้าสปิริตและผลไม้สดนานาชนิด   ได้ใจเราทุกจานจริงๆ  

“Flavors of The North” คอร์สเมนูใหม่ของร้าน Maze Dining ทำให้เราเข้าใกล้ตัวตนของ เชฟเมย์ - พัทธนันท์ ธงทอง ไปอีกขั้น เชฟเมย์เปิดเผยมาตลอดถึงความหลงใหลที่มีต่ออาหารเหนือซึ่งเป็นอาหารบ้านเกิดและยังทำอาหารเหนือได้อร่อยมาก โดยคอร์สเมนูใหม่นี้ยังคงคอนเซ็ปต์อาหารไฟน์ไดนิ่งสุดพิถีพิถันงานถนัดของเธอ ทว่าสอดแทรกด้วยเซอร์ไพรซ์ของแต่ละจานที่มีตัวตนของอาหารเหนือซุกซ่อนอยู่ ซึ่งหากดูแค่หน้าตาไม่มีทางรู้ได้เลย!   เชฟเมย์ใช้เวลาพัฒนาคอร์สเมนูนี้อยู่นานเพราะอยากให้ออกมาดีที่สุดตามความตั้งใจที่จะนำเสนออาหารเหนือแก่คนรุ่นใหม่และชาวต่างชาติโดยไม่ยึดติดกับรูปลักษณ์ เรียกว่าเป็น “มิติใหม่ของอาหารเหนือ” เลยก็ว่าได้   ก่อนเริ่มคอร์ส เชฟเสิร์ฟขนมปังเรียกน้ำย่อย ขนมปังข้าวหนุกงา อบสไตล์เกาหลีกรอบนอกนุ่มหนึบภายใน เนื้อขนมปังมีส่วนผสมของข้าวเหนียวตำและงาขี้ม่อนคั่วผสมกันแบบล้านนาที่เรียกว่า “ข้าวหนุกงา” เคี้ยวหนุบหนับให้สัมผัสดีมากๆ เสิร์ฟคู่กับเนยฝรั่งเศสผสมอ่องมันปูนัวๆ มันๆ หอมกลิ่นปูย่าง     เข้าสู่คอร์สจานแรก กะบอง ชื่อชวนให้นึกภาพผักทอดจิ้มน้ำจิ้มถั่วตัด แต่กะบองจานนี้แตกต่างโดยสิ้นเชิง แต่ละองค์ประกอบในจานให้อุณหภูมิ 3 แบบ คือความร้อนจากฟักทองชุบแป้งทอดกรอบ ความเย็นแบบโฟรเซ่นจากไอศกรีมพริกแกงแดง และความเย็นของซอสพริก Red Capsicum โรยหน้าด้วยถั่วคาราเมล เป็นการตีความน้ำจิ้มถั่วตัดขึ้นใหม่จนจำไม่ได้ แต่รสชาตินั้นใช่เลย     จานที่สอง ลาบ ซึ่งใช้เนื้อปลาทูน่าครีบเหลืองสับผสมกับเครื่องเทศของลาบ อาทิ มะแขว่น ข้าวคั่ว และเลือด สร้างเลเยอร์ให้เป็นชิ้นด้วยมันฝรั่งฝานบางอบ เสิร์ฟกับมะเขือเทศดองน้ำปลาที่นำมาคอมเพรสในถุงสุญญากาศ และไข่ปลาคาเวียร์     จานต่อมาดูคล้ายสลัดแต่ที่จริงคือ น้ำพริกหนุ่ม ที่เสิร์ฟมาในรูปแบบของมูสตามสไตล์อาหารฝรั่งเศส และฉีกขนบด้วยการเลือกใช้หอยเชลล์ย่างเนื้อหวานมากินเคียง เสริมด้วยแคร็กเกอร์เนื้อหอยเชลล์ให้สัมผัสเคี้ยวกรอบแทนแคปหมูนั่นเอง     ตามด้วย ส้าบะแต๋ง จานที่เรารักมาก หากกูเกิลคำนี้จะพบเมนูคล้ายยำแตงกวา เชฟเมย์เลือกทำแตงกวาเป็น compressed cucumber และ cucumber emulsion ซอสเย็นสีเขียวอ่อนสดใสที่มีส่วนผสมของกะปิและน้ำปลาร้าให้ความนัวในทุกคำ ส่วนเนื้อปลากะพงนำไป Dry-aged ในตู้แช่แบบพิเศษนาน 7 วัน ให้สัมผัสหนึบเคี้ยวเพลินและรสอูมามิจากเนื้อปลา อร่อยจดต้องกวาดซอสเลยทีเดียว     ไส้อั่ว คือชื่อที่อ่านแล้วต้องมองซ้ำอีกครั้งเพราะถูกตีความใหม่จนไม่เหลือเค้าเดิม ไส้อั่วปลาหมึกคลุกเคล้าเครื่องเทศจนถึงรสนำไปชุบแป้งทอดแทนการห่อด้วยไส้แบบไส้อั่วทั่วไป เสิร์ฟกับหมึกตัวเล็กย่างชาร์โคลจนหอม วางบนซอสโยเกิร์สรสละมุนเพื่อทอนความเผ็ดร้อน     ไล่ระดับความเข้มข้นขึ้นทีละนิดกับ น้ำพริกส็อก หรือน้ำพริกมะเขือเทศตำสีแดงรสจัดจ้านเสิร์ฟมาในรูปแบบของเพสต์คู่กับกุ้งลายเสือจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่จับด้วยเรือประมงขนาดเล็กส่งเสริมการประมงอย่างยั่งยืน (Sustainable Fishing) เนื้อกุ้งสดใหม่หวานเด้ง เสิร์ฟกับกะหล่ำปลีดองรสหวานเปรี้ยวเพื่อตัดรส     จานถัดมาน่ารักเหมือนหมวกสานใบสวย ข้าวซอย ที่เชฟเลือกเสิร์ฟในสไตล์โมเดิร์นอิตาเลียน เป็นราวีโอลีแบบรีเวิร์สที่มีซอสอยู่ด้านใน เมื่อหั่นราวีโอลีซอสข้าวซอยด้านในจะไหลออกมาผสมผสานกับเนื้อซี่โครงด้านล่าง เชฟนำเนื้อไปกงฟีจนนุ่มจากนั้นนำไปทอดกับ beef fat ซ้ำอีกครั้งเพื่อให้เกรียม เคียงด้วยผักกาดดองรสจี๊ดจ๊าด ประดับด้วยแป้งพายกรอบที่ทำหน้าที่แทนหมี่กรอบ ครบถ้วนความเป็นข้าวซอยมากๆ     คั่นรายการก่อนเข้าสู่จานหลักด้วย ต้มส้ม ซึ่งเชฟนำไปไซฟ่อนเพื่อดึงเอาอโรม่าของเครื่องเทศต่างๆ ลงไปในน้ำซุปรสเปรี้ยวๆ หวานๆ ใส่เนื้อไก่ม้วนผักชีและมะเขือเทศโพช ตกแต่งด้วยหนังไก่ที่แล่มันออกแล้วนำไปนาบกระทะจนกรอบ ซดเพลินเลยทีเดียว       ตามด้วยเมนคอร์ส แกงฮังเล ซึ่งเสิร์ฟมาในรูปแบบของบีฟเวลลิงตัน ห่อหุ้มด้วยแป้งพายบางกรอบ ด้านในเป็นพูลพอร์คฮังเลรสจัดจ้าน ราดซอสแกงฮังเลเข้มข้น โรยหน้าด้วยทรัฟเฟิลขูด เสิร์ฟกับผักดองที่จัดแต่งเป็นรูปดอกไม้     มาถึงของหวานซึ่งเป็นอีกไฮไลต์สำหรับเรา ลำไย ช่วยปลุกความสดชื่นให้ประสาทรับรสอีกครั้งด้วยความหวานละมุนของไอศกรีมลำไยผสมมะพร้าว วางมาบนเนื้อมะพร้าวอ่อนผัดกับน้ำอ้อยจนเข้มข้นแบบคาราเมล ราดน้ำชาเกสรดอกลำไยหอมเย็นชื่นใจ ตามด้วย ช็อกโกแลตเชียงใหม่ เป็นช็อกโกแลตที่ชนะรางวัลจากการประกวดระดับโลกเสิร์ฟมาในรูปลักษณ์ของพริก ด้านในสอดไส้กานาชราสป์เบอร์รี่ผสมพริกรสเปรี้ยวหวานติดเผ็ดเบาๆ ชวนให้เซอร์ไพรซ์จนจานสุดท้าย       สำหรับเครื่องดื่มที่นี่ก็มีตัวเลือกมากมาย ไม่ว่าจะไวน์สำหรับแพร์ริ่ง ม็อกเทล และค็อกเทลต่างๆ อาทิ Purple Spell ค็อกเทลสีม่วงเข้มจากน้ำอัญชัน รสหวานอมเปรี้ยวนิดๆ ชวนสดชื่น     คอร์สเมนู Flavors of the North จำนวน 11 คอร์ส ราคา 2,900++ บาทต่อท่าน พร้อมให้ลิ้มลองแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ร้าน Maze Dining   อ่านรีวิวคอร์สอื่นของร้าน Maze Dining ได้ที่ : Maze Dining ไฟน์ไดนิ่งร้านใหม่ของเชฟเมย์ Top Chef Thailand

เป็นขวัญใจแฟนคลับข้าวหน้าปลาไหลไม่เสื่อมคลายจริงๆ สำหรับ “Unagi Toku” ร้านข้าวหน้าปลาไหลจากเมืองฮามามัตสึ จังหวัดชิซูโอ ที่เปิดมาตั้งแต่สมัยเมจิ (110 ปี ) ตอนนี้เขามีสาขาใหม่ใจกลางกรุงฯ ที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์แล้วนะ ใครอยากลิ้มรสชาติในแบบฉบับญี่ปุ่นแท้ๆ ตรงดิ่งมาที่ชั้น 6 ได้เลย เท้าความถึงความพิเศษของร้านอุนางิ โทคุ กันสักนิด ร้านนี้เขาเน้นใช้ปลาไหลสดหรือปลาไหลเลี้ยงเองเท่านั้น เนื่องจากเนื้อสัมผัสจะหวานนุ่มเด้งกว่า     ผ่านการแล่ปลาสไตล์คันโตแบบผ่าด้านหลัง จากนั้นนำไปนึ่งสไตล์ฮามามะสึก่อน 15 นาทีแล้วนำไปย่างฉบับคาบายากิ รังสรรค์โดยเชฟชาวญี่ปุ่นมากประสบการณ์เรื่องการย่างปลาไหล ซึ่งจะต้องย่างด้วยกันถึง 3 รอบ แต่เนื้อจะยังคงความชุ่มฉ่ำไว้อยู่เต็มเปี่ยม ใช้ถ่านไม้บินโจตันในการย่าง เพราะให้กลิ่นหอมกว่า และมอดช้ากว่าถ่านทั่วไป       ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ ซอสปลาไหลสูตรเฉพาะของโทคุ รสหวานเค็มหวานเข้มข้นนี้เกิดจากการหมักและเคี่ยวอย่างพิถีพิถัน ซึ่งเป็นสูตรอร่อยเก่าแก่ที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นตั้งแต่สมัยเมจิ นอกจากนั้นยังมีแบบย่างเกลือ ย่างมิริน และย่างสาเก ให้ฟู้ดดี้ได้เลือกชิมอีกด้วย เสิร์ฟพร้อมกับข้าวออร์แกนิกสัญชาติญี่ปุ่นคุณภาพ เต็มเม็ดเต็มคำ     ประเดิมจานแรกกันที่ Shirayaki ปลาไหลย่างขาวทั้งตัว ที่หมักด้วยเหล้าสาเกอย่างดี ย่างบนเตาถ่านหอมๆ หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ เนื้อนุ่มไม่เลี่ยนแต่อย่างใด กินกับโชยุหรือมิริน ผสมวาซาบิรสเผ็ดซ่า และขิงป่นสดชื่นลงไปด้วย       ตามด้วย  Hitsumabushi (Matsu) เซ็ตข้าวหน้าปลาไหลหั่นชิ้น ที่คุณสามารถฟินไปกับวิธีการกินได้ถึง 3 รูปแบบ ได้แก่ กินปลาไหลย่างเคลือบซอสสูตรพิเศษกับข้าวญี่ปุ่นออร์แกนิกร้อนๆ หรือจะลองเติมเครื่องเคียงอย่าง ต้นหอมญี่ปุ่นซอย และวาซาบิที่เรารักก็อร่อยไม่แพ้กัน สุดท้ายให้เติมน้ำซุปต้นตำรับรสนุ่มนวลลงไป เป็นอะไรที่เข้ากันได้พอดี     สุดท้ายเป็น Una-Jya (Nami) ปลาไหลเลี้ยงเอง ทาด้วยซอสสูตรลับฉบับของทางร้าน ที่ส่งต่อความอร่อยจากรุ่นสู่รุ่นเป็นเวลากว่าร้อยปี หมักและเคี่ยวจนได้ที่ ให้รสชาติเค็มๆ หวานๆ เนื้อสัมผัสนุ่มแทบละลายในปาก ผสานไปกับความหอมของถ่านไม้บินโจตัน ที่ช่วยทำให้จานนี้ชวนลิ้มลองมากยิ่งขึ้น     แม้แต่น้ำชายังรสชาติดีเลยร้านนี้