หลังจากมัดใจนักกินกับร้านอาหารจีนสไตล์กวางตุ้ง Little Hong Kong ที่ฮอตฮิตติดลมบนไปแล้ว ตอนนี้พิธีกรมากความสามารถ “เวฟ – คูเป่ยจง” มีความอร่อยใหม่มานำเสนอในรูปแบบกินง่ายเข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัยกับ “3 Brothers Chicken Rice” หรือ “ข้าวมันไก่สามพี่น้อง” ร้านอาหารน้องใหม่แห่งเดอะสตรีท รัชดา ที่ร่วมปลุกปั้นและคิดค้นสูตรกับ 2 หนุ่มนักแสดง คริส - พีรวัส แสงโพธิรัตน์ และ ท็อปแท็ป - จิรกิตติ์ คูอาริยะกุล       โดยข้าวมันไก่ฉบับ 3 หนุ่มพี่น้องนี้ก็ไม่ธรรมดา เพราะเลือกใช้แต่ไก่ปลอดสาร ไร้สารเร่งแอนติไบโอติก และเป็นสูตรเด็ดที่ผสมผสานความอร่อยของรสชาติแบบไทย ฮ่องกง และสิงคโปร์ไว้ด้วยกัน โดยผสานความชอบของทั้งสาม ไม่ว่าจะเป็นข้าวมันไก่ต้มเนื้อนุ่มแน่นชิ้นโต เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้ม 3 สไตล์ ทั้งเต้าเจี้ยว พริกปั่นสีส้ม และขิงปั่นที่หากินยาก ข้าวมันไก่ทอดกรอบนอกนุ่มใน และข้าวมันไก่แซ่บคลุกเคล้าน้ำยำรสจัดจ้าน       หากมากันหลายคนแนะนำให้สั่งเมนูข้าวมันไก่สามพี่น้องที่รวมความอร่อยทั้งไก่ต้ม ไก่ทอด และไก่แซ่บมาไว้ในจานใหญ่สะใจที่แบ่งกันได้ถึง 4 คน แถมยังเลือกได้ทั้งข้าวมันข้าวกล้องและข้าวมันข้าวหอมมะลิ       แต่ถ้ายังไม่อิ่มแนะนำให้สั่งปีกไก่ทอดหมาล่าและเต้าหู้หมาล่า รสจัดจ้านกินเพลิน โดนใจคนชอบหมาล่า ยำไก่สามพี่น้อง ยำไก่ฉีกรสเปรี้ยวมะนาวนำสไตล์ฮ่องกง และซุปผักกาดดองต้มกระดูกอ่อนร้อนๆ มาเพิ่มความอร่อย           แล้วอย่าลืมตบท้ายด้วยของหวานอย่างเฉาก๊วยนมสดโรยน้ำตาลทรายแดง หอมหวานเย็นชื่นใจ  

ใครที่กำลังคิดถึงรสชาติอาหารบนน่านฟ้าของสายการบินไทย ตอนนี้จะได้คลายความคิดถึงกันแล้ว เพราะฝ่ายการบินไทย ได้เปิดตัว Royal Orchid Dining Experience ที่ปรับห้องอาหารพนักงานบนสำนักงานใหญ่การบินไทย ให้กลายเป็น Flagship Store แห่งแรกของครัวการบินไทย     ความน่าสนใจคือการจำลองห้องอาหารให้เหมือนเมื่อครั้งที่ยังให้บริการบนเครื่องบินมากที่สุด ตั้งแต่การเริ่มจองตั๋ว โดยให้สแกน QR Code เพื่อรับ E-Boarding Pass และมีไฮไลท์สุดพิเศษตรง ทางเข้าห้องอาหารที่ใช้รถบันไดสำหรับขึ้นเครื่องบินมาทำ เป็นจุดถ่ายรูปเก๋ๆ รวมถึงการนำวัสดุ อุปกรณ์ และอะไหล่ของเครื่องบินที่หมดอายุการใช้งานแล้วมาตกแต่งสถานที่     ในส่วนของห้องอาหารแบ่งเป็น 2 โซน ชั้นล่างจะเป็นเซ็ตเมนูแบบ Self Service และโซนชั้นลอยสำหรับชั้นเฟิรส์คลาส เป็นเซ็ตเมนูแบบ Full Service ที่ต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้า สำหรับลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัว       สำหรับอาหารที่เสิร์ฟจะเป็นอาหารนานาชาติ ปรับเปลี่ยนเมนูให้ไม่ซ้ำกันในแต่ละเดือน เมนูแรกแนะนำ ซีฟู้ดยากิโซบะ เส้นโซบะเเหนียวนุ่มเข้ากับซอสรสชาติเปรี้ยวอมหวานเข้มข้น กินกับซีฟู้ดที่มีทั้งหอยเชลล์ กุ้ง และปลาหมึก ชิ้นโตเต็มคำ     เมนูต่อไป เนื้อย่างจิ้มแจ่ว เนื้อย่างความสุกระดับมีเดียมแรร์ สีชมพูกำลังน่ารับประทาน กินคู่กับน้ำจิ้มแจ่วรสชาติจัดจ้านเข้มข้นเข้ากันอย่างลงตัว     ส่วนใครที่ชื่นชอบอาหารอินเดีย ไก่ทิกก้าราดซอสแกงกะหรี่อินเดีย เสิร์ฟมาพร้อมแป้งนานนุ่มๆ กินคู่กันแล้วได้ความหอมมัน และกลิ่นเครื่องเทศอ่อนๆ ฟินแน่นอน     ด้านของหวานก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ชีสเค้กมะม่วง สีสันสดใส เสิร์ฟมาพร้อมซอสมะม่วงเข้มข้น เป็นอีกหนึ่งเมนูของหวานที่ควรมาลิ้มลอง     นอกจากนี้ยังมีเมนูอื่นๆ ที่น่าสนใจ อย่าง ซีซาร์สลัดทูน่า ไก่ชาวามา พาสต้าคาโบนาร่า และขนมจีนน้ำพริก ให้เลือกตามความชอบ รวมไปถึงของหวาน เช่น ชีสเค้กบลูเบอรี่ มาการอง ฯลฯ     ใครที่เป็นแฟนคลับอาหารบนสายการบินไทย อย่าลืมตามมาเช็คอินลองสัมผัสรสชาติอาหารของครัวการบินไทยในบรรยากาศที่ต่างออกไปดูสักครั้ง

ย่านเอกมัยมีร้านอาหารหน้าใหม่เกิดขึ้นมากมาย แต่มีหนึ่งในร้านที่อยู่คู่กับถนนเส้นนี้มาเกือบสิบปี และเป็นขวัญใจของคนละแวกนี้ ต้องยกให้กับ Bourbon Street ทั้งผนังร้านอิฐเปลือยสีแดงและบาร์ไม้ยาว ที่ให้บรรยากาศราวกับถอดแบบมาจากร้านอาหารอเมริกันในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดสักเรื่อง คุณดักลาส บี แฮริสัน เล่าให้เราฟังว่า เขาเปิดร้านอาหาร Bourbon Street วันแรกเมื่อ 34 ปีก่อน ในย่านพร้อมพงษ์ จากนั้นจึงย้ายมาที่เอกมัยจนถึงปัจจุบัน       ชื่อของร้านนั้นมาจากถนนสายเก่าแก่แห่งหนึ่งในนิวออร์ลีนส์ รัฐหลุยเซียนา ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นถนนสายบันเทิง ทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านอาหาร บาร์ และเสียงบทเพลงแจ๊สเคล้าคลอตลอดตลอดทั้งคืน     Tex-Mex เป็นคำเรียกอาหารท้องถิ่นในรัฐเท็กซัส ทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ย่อมาจาก Texas-Mexican อาหารท้องถิ่นทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากอาหารเม็กซิกัน ส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ในอาหารแต่ละจานก็คือ “ถั่ว” เมนูอาหารหลาย ๆ อย่างที่ขายในร้านจึงได้แรงบันดาลใจมาจากความทรงจำในวันเก่ากับรสชาติอาหารฝีมือแม่       เริ่มต้นด้วย Red Beans & Rice ทำจากถั่วแดงนำมาต้มกับเครื่องเทศเม็กซิกัน พริกหยวก หัวหอม และขึ้นฉ่าย ซึ่งไฮไลต์ของจานนี้อยู่ที่ไส้กรอก Andouille ไส้กรอกหมูโฮมเมดสูตรลับเฉพาะของร้านนี้ จุดเด่นอยู่ที่เนื้อสัมผัสแน่น กรอบนอกนุ่มในจนยากจะหยุดกินได้ แถมยังมีขนมปังข้าวโพด หนึ่งในอาหารที่ชาวอเมริกันพื้นเมืองมักจะนำมากินกับทุกสิ่งทุกอย่างเสิร์ฟมาคู่กันให้ได้รสชาติต้นตำรับแท้ๆ     Enchilada & Taco Plate เป็นอีกเมนูที่ได้อิทธิพลมาจากอาหารเม็กซิกันอย่างชัดเจน ด้วยแผ่นแป้งตอร์ติยาไส้เนื้อสัตว์ ราดด้วยซอสรสเผ็ดชุ่มฉ่ำ เสิร์ฟคู่มากับทาโก้สอดไส้เนื้อ ข้าวผัดเม็กซิกัน และที่ขาดไม่ได้คือ Refried Beans ซึ่งทำจากถั่วปินโตต้มแล้วนำมาบด จัดเป็นอีกเมนูถั่วที่อยู่คู่กับจานอาหารเม็กซิกันแทบทุกจาน     ปิดท้ายด้วย Mexican Chili Con Carne with Beans ที่ทำจากถั่วแดง ดูภายนอกอาจจะมีหน้าตาคล้ายๆ กับเมนูแรก แต่จริงๆ แล้วแตกต่างด้วยรสชาติของมะเขือเทศ พริก และเนื้อสันในตุ๋นจนเปื่อยยุ่ย ทำให้ได้กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ นิยมทานกับซาวครีมและเชดด้าชีสเพื่อเพิ่มรสชาติให้กลมกล่อมยิ่งขึ้น  

Nantei (นัน-เต) ในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายถึง “สถานที่ร่มรื่นน่าอยู่ทางตอนใต้” คำไพเราะเช่นนี้ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อร้านยากิโทริน้องใหม่แห่งย่านสีลม Nantei Yakitori Bkk ที่ตั้งอยู่ในมณเฑียร มอลล์ โดดเด่นด้วยการตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม เพิ่มเติมด้วยความโมเดิร์ลเก๋ๆ พื้นไม้ที่น้ำตาลแก่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเสมือนบ้านเรือนในดินแดนอาทิตย์อุทัย ผสานไปกับผนังสีขาวสว่างทันสมัยที่ทำให้แอเรียดูกว้างขวาง แตกต่างจากร้านยากิโทริทั่วไปบรรยากาศมืดสลัว       ด้านในมีเคาร์เตอร์บาร์ขนาดใหญ่ให้คุณเลือกนั่งได้ตามใจ ถัดเข้าไปเป็นโต๊ะสำหรับแขกที่มาเป็นคู่หรือกลุ่มเพื่อนฝูงมาสังสรรค์ แต่หากใครอยากได้ความเป็นส่วนตัวนั้นทางร้านก็มี 2 ห้องไพรเวทแสนสงบ นอกจากนี้ยังมีโซนเอาท์ดอร์ไว้กินลมชมวิวบริเวณหน้าร้านที่ติดริมถนน มองดูวิถีชีวิตคนเมืองหลวงที่แม้ดูวุ่นวายแต่ก็เต็มไปด้วยสีสัน     ส่วนจุดเด่นในเรื่องของอาหารนั้นร้านนัน-เตจะพิถีพิถันเรื่องวัตถุดิบเป็นพิเศษ เครื่องปรุงหลักๆ นำเข้าจากญี่ปุ่น ปรุงในแบบต้นตำรับ ย่างบนเตาย่างแบบไร้ควัน ยังคงรสชาติธรรมชาติของวัตถุดิบนั้นๆ ไว้ ทีเด็ดอยู่ที่ซอสสูตรลับฉบับโฮมเมด ไอศกรีมทำเองฟินๆ พร้อมอิ่มอร่อยไปกับอาหารมื้อกลางวันหลากหลาย ในราคาที่จ่ายสบาย อาทิ     Yaki Edamame (40 บาท) ถั่วแระญี่ปุ่นย่างเกลือหอมๆ ได้รสชาติความเค็มและความมันจากถั่วอย่างเต็มพิกัด กินเพลินไปเลยงานนี้ ต่อด้วย Yaki Atsuage (120 บาท) เต้าหู้คินุนุ่มนิ่ม หอมกลิ่นถั่วเหลือง นำไปย่างให้หอมฉุย ด้านบนโรยด้วยปลาแห้ง กินพร้อมกับขิงบด และซอสถั่วเหลืองรสเค็มกลมกล่อม ถือเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยแสนอร่อยยอดนิยมของคนญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้       จานหลักของวันนี้คือ Yakitori Don Set (260 บาท) หรือเรียกย่อๆ ว่าเซ็ต C ซึ่งจะประกอบไปด้วย ลูกชิ้นไก่เนื้อเด้งสไตล์โฮมเมดเสียบไม้ สันคอไก่เสียบไม้ และกล้ามเนื้อน่องไก่ย่าง ซึ่งเป็นเมนู Chef's Selection แล้วแต่ว่าเชฟนั้นจะเลือกให้คุณกินส่วนไหนของไก่ ราดซอสยากิโทริรสหวานละมุน กินพร้อมกับข้าวและไข่ออนเซ็นสุดอิ่มเอม ตัดเลี่ยนด้วยสลัดผัก กิมจิทำเอง และซุปมิโซะร้อนๆ     แต่เราสั่ง Nameko (90 บาท) เพิ่มลงไปในเซ็ต C ด้วย เห็ดนาเมโกะเนื้อหวานย่าง ซึ่งเห็ดชนิดนี้คนญี่ปุ่นนิยมกินเคียงไปกับแอพพิไทเซอร์ต่างๆ อาทิ เต้าหู้เย็น เต้าหู้ย่าง และซุปมิโซะนั่นเอง     Mentaiko Yakisoba (240 บาท) ไข่ปลาค็อดกริลล์จนได้ที่ ผัดพร้อมกับเส้นยากิโซบะยาวๆ สาวเส้นกินสนุก รสเค็มพอดีไม่โดดจนเกินไป โรยหน้าด้วยสาหร่ายและไข่ปลาค็อดเพื่อตกแต่งอีกที     ห้ามพลาดกับ Tsumetai Inaniwa Udon (180 บาท) เมนูซิกเนเจอร์สุดขายดี หมี่เย็นที่มีความพิเศษตรงเส้นอุด้งเหนียวนุ่ม ที่ผลิตเฉพาะในเมืองอินานิวะ ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น บอกเลยว่าน้อยร้านมากๆ ที่จะมีเส้นชนิดนี้พร้อมให้คุณหม่ำ ซู้ดพร้อมน้ำซุปรสเค็มพอเหมาะ ผสานไปกับสาหร่าย ต้นหอมซอย หอมกลิ่นขิง และได้รสเผ็ดเล็กๆ ของวาซาบิอีกด้วย     และ Seseri Nantei Miso Itame (79 บาท) ก็เด็ดดวงไม่แพ้กัน เนื้อสันคอไก่ที่ถูกสั่งและคัดสรรมาเป็นพิเศษ หมักด้วยซอสมิโซะสูตรลับในแบบฉบับของร้านนัน-เต ก่อนทอดจนกรอบนอกฉ่ำใน รสเค็มละมุน ออนทอปด้วยไข่ออนเซ็นเยิ้มๆ เป็นเมนูที่อิ่มอร่อยได้ในราคาประหยัด บอกเลยเมนูนี้เราเลิฟมากมาย     ล้างปากด้วยของหวานที่เรารักอย่าง Matcha Hokkaido (50 บาท) ไอศกรีมแท่งชาเขียวสูตรโฮมเมด ผงมัทฉะชั้นดีจากเมืองชิสุโอกะแห่งดินแดนอาทิตย์อุทัย ไปด้วยกันได้ดีกับนมฮอกไกโด รสเข้มผสานความหอมมัน ช่างเป็นความฟินที่ลงตัวจริงๆ     สายดริ้งอย่างลืมสั่ง Apple Beer (159 บาท) เบียร์สดจิบง่าย หอมกลิ่นแอปเปิ้ลอ่อนๆ หรือจะลอง Yuzu Beer (159 บาท) กรุ่นกลิ่นส้มยูซุสดชื่น ดื่มลื่นคอไม่แพ้กัน!       คราวหลังต้องมาลองชิมมื้อเย็นที่ร้านแห่งนี้บ้างซะแล้ว

Bangkok Tree House โรงแรมโปรดของนักท่องเที่ยวหัวใจสีเขียวที่บางกระเจ้า ปัจจุบันนอกจากจะเป็นบ้านพักแสนสงบแล้ว ยังเป็นคาเฟ่สุดชิคขวัญใจคาเฟ่ฮอปเปอร์อีกด้วย คุณฝน ธนาพร วิทยสิริไพบูลย์ เจ้าของร้านเล่าให้ฟังว่า อยากให้สถานที่แห่งนี้กลมกลืนไปกับทรัพยากรท้องถิ่นให้มากที่สุด ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายโดยใกล้ชิดกับธรรมชาติ ซึ่งได้แนวคิดนี้มาจากจาก “วอลเดน” หนังสืออันโด่งดังของกวีอเมริกันชื่อ เฮนรี เดวิด ทอโร       นอกจากโครงเหล็กสไตล์มินิมอล และกระจกใสที่สื่อถึงความทันสมัยแล้ว ทางร้านจะเน้นใช้วัสดุธรรมชาติในการตกแต่งทั้งพื้นไม้รีไซเคิล ไม้ไผ่ มีมุมไฮไลท์อย่างต้นลำพูต้นใหญ่อายุหลายร้อยปี ที่ปลูกอยู่ด้านหลังของร้านติดริมตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยา  และต้นไม้นานาพันธุ์รอบๆ  ที่คอยให้ความร่มรื่นในวันที่แดดจ้าไม่เป็นใจ     ส่วนอาหารในร้าน Bangkok Tree House จะแบ่งออกเป็น 2 สไตล์ให้คุณได้เลือกอร่อย ทั้งอาหารจานเดียวรับประทานง่าย เป็นคอมฟอร์ดฟู้ดที่ใครๆ ก็รู้จัก อาทิ ผัดกะเพรา ข้าวหมูกระเทียม ในส่วนที่สองจะเป็นไทยฟิวชั่นฟู้ด เมนูไทยโบราณผสานกับวัตถุดิบท้องถิ่น หรือตะวันตก เสิร์ฟมาหลากหลายรูปแบบที่มีความนำสมัย ความเป็นไทยแบบดั้งเดิม ผสมไปกับความ Eco รักษ์โลกอย่างการใช้หลอดกระดาษ      เมนูต้องชิม ได้แก่ ม้าฮ้อ (85 บาท) อาหารว่างไทยโบราณที่ช่วยเรียกน้ำย่อยได้ดี รสหวานอมเปรี้ยวของสับปะรด ตัดรสเค็มหวานของไส้หมูผัดกับสามเกลอหอมๆ     ต่อด้วย พระรามลงสรง (159 บาท) หนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ของร้าน อาหารไทยชื่อเพราะที่ได้อิทธิพลมาจากจีนตอนใต้นี้ประกอบไปด้วย ผักบุ้งลวก ราดซอสมัสมั่นกลมกล่อม หอมกรุ่นกลิ่นโหระพา วางกุ้งลวกเนื้อเด้งไว้ด้านบนสวยงามน่ากิน     มี สลัดแตงโม (159 บาท) ไว้สร้างความสดชื่นอีกแรง แตงโมสีแดงหวานๆ สับปะรดรสเปรี้ยว และเนื้อส้มชุ่มฉ่ำ นำมายำในสไตล์อิตาเลี่ยน หนักท้องขึ้นมาหน่อยกับ กุ้งซอสเปรี้ยวหวานข้าวผัดผงกะหรี่ (199 บาท) ข้าวผัดผงกะหรี่หอมฟุ้ง ไปด้วยกันได้ดีกับกุ้งชุบแป้งทอดบางๆ และผัดเปรี้ยวหวานรสเด็ด       จานต่อมาคือ ข้าวน้ำพริกกะปิปลาสลิดผักต้ม (165 บาท) ข้าวกล้องหุงกับสมุนไพรไทยอย่าง ตะไคร้ และใบมะกรูด กินพร้อมกับน้ำพริกกะปิรสกลมกล่อม ที่เพิ่มความพิเศษด้วยการใส่เนื้อกุ้งลงไปด้วย ปลาสลิดทอดกรอบของท้องถิ่น ผักต้ม เสิร์ฟมาในปิ่นโตโบราณ 3 ชั้น แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมการกินอันเก่าแก่ของคนไทยในสมัยก่อน     ยังมี เสต็กปลาดอลลี่ (275 บาท) ปลาดอลลี่เนื้อนุ่มเด้งชิ้นโต ชุบแป้งทอด ทำให้ได้เนื้อที่กรอบนอกนุ่มใน กินไปกับซอสมะม่วงสุกหวานฉ่ำ รสเปรี้ยวอมหวาน ผสมผสานความครีมมี่ เข้ากันได้ดีจริงๆ     เครื่องดื่มแนะนำมี อัญชันนมสด (75 บาท) น้ำอัญชันจากสวนสีน้ำเงินเข้ม มิ๊กซ์ไปกับนมสด รวมเป็นรสชาติหวานละมุน และ Blue Passion Fruit (85 บาท) รสเปรี้ยวอมหวานชื่นใจนี้ได้มาจาก น้ำบลูฮาวาย และไซรัปเสาวรส นั่นเอง     ใกล้กรุงเทพฯ แค่นี้เห็นทีต้องมาเยือนอยู่เรื่อยๆ แล้ว  

ชุมชนท่าเตียนหลังวัดโพธิ์มีซอยเล็กซอยน้อยที่สมัยก่อนเป็นที่ตั้งของทั้งตึกแถวและโกดังเก็บสินค้าอยู่ติดกับริมแม่น้ำ เมื่อเวลาเปลี่ยนไปพื้นที่ทองคำแห่งนี้จึงปรับเป็นร้านอาหารและโรงแรมที่มีวิวหลักล้าน       “ชมอรุณ” ร้านริมน้ำของ คุณชัชวาล อรุณลาภ และ คุณตรีทิพยนิภา วิเศษผลิตผล ที่ปรับปรุงพื้นที่โกดังเก่าให้เป็นร้านอาหารที่มีดาดฟ้าโล่งมองเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาและวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหารได้อย่างชัดเจน เหมาะกับการมากินมื้อค่ำพร้อมชมพระอาทิตย์ตกดิน     เนื่องจากเป็นย่านชุมชนที่มีกลุ่มลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่นี่จึงเสิร์ฟอาหารไทยที่เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว เริ่มต้นด้วย ปลาสลิดทอดยำมะม่วง (200 บาท) จานเรียกน้ำย่อยที่ใช้ปลาสลิดทอดหอมกรอบรสเค็มกำลังดี เสิร์ฟพร้อมยำมะม่วงรสเปรี้ยว หวาน เผ็ด     ปลาหมึกไข่แดดเดียว (220 บาท) ปลาหมึกไข่สดๆ ทอดน้ำปลาตราสามกระต่ายของดีจากเมืองตราด  เนื้อปลาหมึกเด้งเหนียวนุ่มแทรกด้วยไข่ปลาหมึกเนื้อหนึบหนับ เสิร์ฟมาพร้อมน้ำจิ้มซีฟู๊ดรสจัดจ้านเปรี้ยวเผ็ดครบรส     มาถึงจานที่ถูกใจทั้งคนไทยและชาวต่างชาติอย่าง ผัดไทยกุ้ง (220 บาท) ใช้เส้นเล็กเหนียวนุ่มผัดกับซอสสูตรของร้านรสเปรี้ยวหวานกลมกล่อม อร่อยด้วยกุ้งตัวโตๆ สดหวาน     ส่วนใครที่ชอบรสจัดขึ้นมาอีกนิดลองสั่ง เส้นหมี่ผัดกระเฉดกุ้ง (240 บาท) เส้นหมี่ผัดกับผักกระเฉดยอดอ่อนๆ เคี้ยวมัน ใส่มันกุ้งสดให้สีสวย ปรุงรสมาอย่างดีทั้งเค็มเผ็ดนิดๆ กินอร่อย     อีกจานที่รสจัดจ้านไม่เบาคือ ขนมจีนน้ำยาปู (250 บาท)  เด่นที่เนื้อปูก้อนใหญ่สดแน่นเต็มคำ กับน้ำแกงข้นๆ รสเข้มข้นถึงเครื่อง กินคู่กับกับเส้นขนมจีนและผักเคียงที่จัดมาอย่างครบครัน ถูกใจคนชอบอาหารรสจัดแน่นอน     เมนูที่คนรักอาหารไทยต้องชอบคือ หลนปูหมูสับ (250 บาท) หลนเนื้อปูก้อนใหญ่หอมมันจากกะทิ กินคู่กับผัดสดชุดใหญ่     อย่าลืมสั่งเครื่องดื่มเย็นๆ อย่างม็อกเทลสีสวยมาจิบพร้อมชมวิวไปด้วย เราแนะนำ อรุณสวัสดิ์ (150 บาท) น้ำปั่นสีสวยทำจากลิ้นจี่ เสาวรสและน้ำเลมอน     อีกแก้วคือ ชมพันช์ (150 บาท) ที่ใช้น้ำสับปะรดผสมกับน้ำแอปเปิ้ล น้ำเลมอนและดอกอัญชันให้มีสีสวยรับกับวิวยามเย็น     เป็นอีกร้านที่ต้องอยู่ในลิสต์สำหรับร้านอร่อยวิวดีริมแม่น้ำ

Sheepshank ร้านริมน้ำสุดเท่บนถนนพระอาทิตย์นี้เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มเพื่อนและพี่น้องที่สนิท  ที่มีความชื่นชอบในบรรยากาศกรุงเก่าริมน้ำ จึงดัดแปลงอู่ต่อเรือเก่าที่มีเพดานสูงโปร่ง ตกแต่งในคอนเซ็ปต์ Industrail style แฝงกลิ่นอายความเท่ห์ มีกำแพงอิฐ โครงเหล็ก ตะขอเหล็ก โคมไฟ รอก ไม้พาย เข็มทิศเดินเรือ มาประดับตกแต่งให้สมกับชื่อร้านที่แปลว่าเงื่อนที่ใช้ผูกเรือ         นอกจากได้ละเลียดบรรยากาศยามเย็นริมน้ำแล้ว อาหารของที่นี่ก็โดดเด่นน่าลองในสไตล์ New American เน้นเสิร์ฟอาหารทะเลเข้ากับสไตล์ของร้าน เริ่มด้วยเมนูสลัดอย่าง Scallop salad with jamon ham (260 บาท) สลัดหอยเชลล์ที่ย่างมาแบบสุกกำลังดี เนื้อหอยหวานนุ่ม ผักสดกรอบ น้ำสลัดสีเหลืองสดใสรสชาติเปรี้ยวหวานกลมกล่อม มาพร้อมกับ jamon ham กลิ่นหอมมีรสเค็มกำลังดี     Salmon mint tartare with crusty sourdough croutons (240 บาท) แซลมอนรมควันกลิ่นหอม รสเค็มอ่อนๆ คลุกเคล้ากับซอสมิ้นท์และซอสพิเศษของทางร้าน รสเปรี้ยวหวานกลิ่นหอม เสิร์ฟพร้อมขนมปังซาวโดว์แผ่นบางกรอบ     Risotto with sun-dried tomato pesto, scallops and parma ham (470 บาท) ข้าวริซอตโตผัดมากับซอสมะเขือเทศอบแห้งเปลี่ยนให้เป็นข้าวสีส้มสวยและรสอร่อย เสิร์ฟพร้อมหอยเซลล์ย่าง และพาร์ม่าแฮมรสเค็มมัน     ต่อด้วยเมนูอิ่มท้องอย่าง Pork belly with poached Asian pear and Madeira sauce (390 บาท) เนื้อหมูส่วนท้องซูวีจนนุ่มละลายในปาก เสิร์ฟพร้อมกับซอสลูกแพรกลิ่นหอมรสหวานเข้ากันได้ดีกับเนื้อหมู และซอสไวน์สไตล์เมอเดียรา แกล้มกับสลัดผักรวมย่างครบเครื่อง     ใครอยากจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ลองสั่ง Caipiroska Twiss (350 บาท) ค็อกเทลสีสวยทำจากวอดก้าราสเบอร์รี่ รสเปรี้ยวหวานด้วยเลมอน น้ำสับปะรด และน้ำเชื่อมมะนาว และ คลาสสิคค็อกเทลอย่าง Mojito (350 บาท) ที่มีกลิ่นหอมรัม รสเปรี้ยวหวานนิดๆ หอมกลิ่นมิ้นท์สดชื่น       จะเลือกนั่งในร้านหรือนั่งนอกร้านเพื่อดูพระอาทิตย์ตกดินพร้อมจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ไปด้วยก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลว

หลังจากอร่อยแบบเดลิเวอรีกันมานาน ในที่สุด “บุญปาก” ร้านอาหารไทยแบบจานเดียว กินง่าย แต่อร่อยต้องลองสักครั้งในชีวิต (สมชื่อร้าน) ก็เปิดร้านเต็มรูปแบบให้เราได้นั่งกินแบบสะดวกสบายที่เซ็นทรัลเวิลด์       ที่สำคัญในช่วงเย็นที่นี่ยังเปลี่ยนเป็น O:T คลับสำหรับแฮงก์เอาต์สุดฮิปให้สายกินดื่มมาสังสรรค์กันได้อย่างต่อเนื่อง หรือถ้าอยากแจมกับสาวกเคป๊อปก็เขยิบไปที่ OverSeoul BKK สาขาใหม่ที่อยู่ข้างๆ ได้เช่นกัน       ทุกเมนูของที่นี่เป็นอาหารจานเดียวอร่อยจัดที่เหมาะอย่างยิ่งกับมื้อกลางวันของเหล่าหนุ่มสาวออฟฟิศ โดยเฉพาะกะเพราบุญปากไทยจีนเนื้อสับ ที่ผัดด้วยซอสสูตรลับรสเข้มข้นจัดจ้าน หรือถ้าอยากเพิ่มความพรีเมียมอีกนิด เราแนะนำกะเพราบุญหนักเนื้อวากิว ข้าวผัดกะเพราคลุกมาพร้อมเนื้อวากิวออสเตรเลียน เสิร์ฟพร้อมไข่ดาว รวมทั้งกะเพราโกโบริ เมนูเก๋ที่นำแกงกะหรี่และข้าวญี่ปุ่นมาผสมผสานกับกะเพราหมูสับแบบไทยๆ ท็อปด้วยไข่ออนเซ็น         ส่วนสายเส้นต้องลองเรือมงคลน้ำตกหมูชาชู ที่นำหมูชาชูและผักหวานมาช่วยเสริมความแปลกใหม่ หรือจะอร่อยแบบเฮลต์ตี้กับเมี่ยงปลาทู เสิร์ฟพร้อมผักเคียงชุดใหญ่ เส้นหมี่ขาวลวก และน้ำจิ้มสูตรเด็ด แต่ถ้ายังไม่อิ่มลองสั่งข้าวหมูแดงอั่งเปา ที่ใช้หมูแดงหมักและซูสวิดข้ามวันมาอบจนนุ่มเข้าเนื้อฉ่ำซอส กินกับซีอิ๊วบุญปากสูตรเฉพาะมาอีกสักจาน         อย่าลืมเพิ่มความสดชื่นด้วยเครื่องดื่มสีสวย อาทิ นูน่า พันช์ น้ำพันช์สีสวย, โอปป้า บ๊วย เปรี้ยวหวานเค็มครบรส, อาจุมม่า Drink หอมกลิ่นน้ำยาอุทัยทิพย์ และ Passion ซาราง สำหรับคนชอบเสาวรส....บอกเลยว่าอร่อยลงตัวกับทุกเมนู        

Pause the time คาเฟ่สุดฮิปส์ของคุณกัน กันต์ศักดิ์ สหพรอุดมการณ์ ที่ชวนทุกคนมา “หยุดเวลา” ไปกับบ้านอิฐสีส้ม 2 ชั้นสุดคลาสสิค ด้านหน้าร้านสะดุดตาด้วยน้ำพุสไตล์อังกฤษ บรรยากาศโดยรอบสบายตาด้วยสีเขียวจากไม้กระถางน้อยใหญ่ มองผ่านกระจกใสเข้าไปตัวร้านเป็นโซนที่นั่งอินดอร์ แต่ลูกค้าส่วนใหญ่คงอยากเสพธรรมชาติบริสุทธิ์ที่ทางร้านตั้งใจสร้างเป็นศาลาริมน้ำในสไตล์โมเดิร์นลอฟท์ที่กลมกลืนไปกับธรรมชาติได้อย่างลงตัว       โต๊ะและม้านั่งที่ทำจากปูนเปลือยให้ความรู้สึกดิบและ เท่เข้ากับตัวศาลา มีทิวมะพร้าวยาวเป็นแนวริมน้ำ และกำแพงต้นไม้ริมทางเดินให้ความร่มรื่น ได้นั่งชมสายน้ำพลิ้วไหวแล้วผ่อนคลายสุดๆ  ช่วงเย็นใครอยากพายเรือเล่นก็ได้ไม่ว่ากัน ส่วนเรื่องอาหารทางร้านเน้นเป็นคอมฟอร์ดฟู้ดรสชาติดี ทั้งเรียบง่าย และอิ่มได้ในราคาเบาๆ อาทิ       ชุดคอมโบ ชุดสเต็กสุดคุ้มที่จะให้คุณอิ่มเอมไปกับ สเต็กหมู เนื้อสันในชิ้นโตหมักกับพริกไทยดำหอมกรุ่น สเต็กไก่ เนื้อแน่นชิ้นใหญ่ ที่ย่างมาอย่างดี ไร้ไขมันมากวนใจ สเต็กปลาดอลลี่ เนื้อนุ่มชุบเกล็ดขนมปังทอดจนเป็นสีเหลืองทองน่าหม่ำ พร้อม นักเก็ต และ เฟรนช์ฟรายส์ ที่มากับซอส 3 ชนิดให้เลือกอร่อยได้ตามชอบ ทั้งน้ำจิ้มแจ่วรสแซ่บ น้ำเกรวี่รสกลมกล่อม และมายองเนสรสครีมมี่ อย่าลืมกินสลัดผักเพื่อเพิ่มวิตามินได้กับร่างกายด้วยล่ะ     สปาเก็ตตีผัดเบคอนพริกแห้ง ทีเด็ดอยู่ตรงที่น้ำซอสปรุงรสสูตรโฮมเมดประจำร้านรสเค็มละมุน ผัดพร้อมกับเบคอนเค็มมัน เส้นสปาเก็ตตีอัลเดลเต้ เพิ่มความเผ็ดร้อนและกลิ่นหอมๆ ด้วยพริกแห้ง     ล้างปากด้วยของหวานอย่าง สตรอว์เบอร์รีโทสต์ โทสต์นุ่มๆ อุ่นๆ ชุ่มฉ่ำไปด้วยเนยหอมๆ หั่นเป็นชิ้นพอดีคำพร้อมหม่ำ ราดซอสสตรอว์เบอร์รีสดรสเปรี้ยวอมหวาน กินกับไอศกรีมสตรอว์เบอร์รี และผลไม้สดอย่าง กล้วยหอม     อย่าลืมสั่ง โค้กเบอร์รี่ เครื่องดื่มที่ให้ความสดชื่นได้เป็นอย่างดี เป็นการรวมรสชาติระหว่างโค้กกับไซรัปเบอร์รี่รสเปรี้ยวอมหวาน ที่ด้านบนตกแต่งด้วยลูกเบอร์รี่สด อีกแก้วเป็น มะนาวน้ำผึ้งโซดา น้ำผึ้งเดือน 5 รสหวานหอม ผสมกับรสเปรี้ยวของน้ำมะนาวสด เติมความชื่นใจอีกขั้นด้วยน้ำโซดา       และ เวรี่เบอร์รีโซดา เบฟเวอเรจสีฟ้าสดใส รสชาติเปรี้ยวอมหวานนี้มาจากน้ำเชื่อมกลิ่นบลูฮาวายที่หลายคนคุ้นเคย น้ำโซดา และน้ำมะนาว บอกเลยว่าเป็นเครื่องดื่มที่ Refreshing ได้อย่างเยี่ยมยอด     อยากหยุดเวลานี้ไปนานเท่านาน

สวนมะพร้าวเขียวขจีที่มีเนื้อที่กว้างขวางกว่า 2 ไร่เศษๆ แห่งอำเภอบ้านแพ้ว ดินแดนแห่งโคโคนัท ถูกเนรมิตให้เป็น “พร้าวหอมคาเฟ่” คาเฟ่มะพร้าวสุดลับของคุณวุฒิ ณรัณ ทัศนากร ที่ได้แรงบันดาลใจในการริเริ่มร้านแห่งนี้มาจากการที่อยากให้ย่านพักอาศัยของตนเอง เป็นอีกหนึ่งสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ มิใช่แค่เพียงทางผ่านธรรมดาๆ เท่านั้น       บ้านไม้สไตล์โมเดิร์ลบ่งบอกถึงความทันสมัย เดินเข้าไปจะพบกับสวนมะพร้าวขนาดใหญ่สุดร่มรื่น แพไม้ไผ่แข็งแรงให้ความรู้สึกเย็นสบาย มุงด้วยหลังคาจากเข้ากับธรรมชาติรอบข้างได้ดี แม้จะไร้เครื่องปรับอากาศแต่ก็ไม่ร้อนอบอ้าว เนื่องจากมีท้องร่องสีเขียวใสช่วยเพิ่มความเย็นสดชื่น นั่งดื่มด่ำบรรยากาศดีๆ และหม่ำอาหารไทยรสเลิศที่รังสรรค์จากวัตถุดิบท้องถิ่นเลื่องชื่อแห่งอำเภอบ้านแพ้ว อย่าง “มะพร้าว” อาทิ       ตำผลไม้รวมมะพร้าวอ่อน (95 บาท) ผลไม้สดนานาพันธุ์ อาทิ สับปะรด แก้วมังกร องุ่นแดง แอปเปิล ส้มแมนดาริน และนางเอกประจำจานอย่างมะพร้าวอ่อน หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ปรุงรสให้อร่อยสไตล์ส้มตำไทย รสชาติหวานอมเปรี้ยว สดชื่นไปกับผลไม้ต่างๆ ชิมกี่ทีก็ไม่มีเบื่อ     หนักท้องขึ้นมาอีกหน่อยกับ ข้าวผัดน้ำพริกปลาทูทอด (89 บาท) หนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ ข้าวคลุกน้ำพริกตาแดงสูตรเฉพาะของทางร้าน กลิ่นหอมฉุยชวนน้ำลายสอ เสิร์ฟพร้อมปลาทูทอดตัวโต น้ำพริกตาแดงเผื่อใครอยากเติมความแซ่บอีกขั้น และผลไม้รสเปรี้ยวอย่าง เสาวรส และผักสด     ต้มยำกุ้งน้ำข้นมะพร้าวอ่อน (199 บาท) กุ้งตัวใหญ่ๆ และเนื้อมะพร้าวอ่อนหวานๆ อยู่ในน้ำแกงต้มยำที่เข้มข้น รสเปรี้ยวผสานความเผ็ดพอเหมาะ รวมกันเป็นรสชาติที่กลมกล่อม ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของมะพร้าวอ่อนแบบฟินๆ อีกด้วย     สายหวานต้องสั่ง มะพร้าวน้ำหอมบัตเตอร์ (90 บาท) เค้กมะพร้าวสไตล์โฮมเมดแสนอร่อย เนื้อเค้กฟองน้ำนุ่มๆ กลิ่นใบเตยหอมกรุ่น สลับชั้นกับครีมสดหอมมัน แถมยังได้รสสัมผัสสนุกๆ ของมะพร้าวขูด     ส่วนเครื่องดื่มต้องสั่ง กาแฟพร้าวหอม (75 บาท) กาแฟดอยช้างจากจังหวัดเชียงรายสุดเข้มข้น ราดลงไปในนมผสมกะทิหอมมัน สำหรับใครที่ไม่ใช่คอกาแฟลอง ชาเขียวพร้าวหอม (75 บาท) ชาเขียวชั้นดีถึง 3 สายพันธุ์เป็นสูตรลับประจำร้านที่ผสานนมและน้ำกะทิหอมกรุ่น ให้รสหวานพอดี จิบแล้วชื่นใจ       ฟินขนาดนี้ต้องขับรถแวะไปที่สมุทรสาครบ่อยๆ แล้ว!

กลับมาเปิดบริการเต็มรูปแบบให้คุณได้อิ่มอร่อยกันอีกครั้งกับห้องอาหาร มาร์เก็ต คาเฟ่ แห่งโรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท สุดหรู สายกินเตรียมท้องไว้สำหรับโปรโมชั่น ปูสมุทร x กุ้งคงคา กันได้เลย บุฟเฟต์ซีฟู้ดสดๆ ที่รังสรรค์เป็นอาหารไทยหลากสไตล์ มีทั้งสูตรโบราณและแบบผสมผสาน ผ่านการปรุงจากเชฟวุฒิ - พลวุฒิ เพชรแหน หัวหน้าเชฟอาหารไทย ผู้คร่ำหวอดในแวดวงอาหารไทยมานาน         ใครที่เลิฟกุ้งเป็นชีวิตจิตใจเราแนะนำให้เลือกโปร “บุฟเฟต์กุ้งแม่น้ำ” ที่จ่ายในราคาน่ารักๆ 1,099++ บาท ต่อท่าน ว่าแล้วก็หยิบจานท่องไลน์บุฟเฟ่ต์กันเลยดีกว่า เรียกน้ำย่อยด้วย ปีกไก่ทอดแจ่ว แอพพิไทเซอร์จานเด่นที่ใครมาก็ต้องลิ้มลอง ปีกไก่ทอดร้อนจี๋สไตล์เกาหลี จนทำให้ได้เนื้อที่กรอบนอก ฉ่ำใน ราดด้วยน้ำจิ้มแจ่วรสเด็ด หวานหอมพร้อมกิน     ยำส้มโอกุ้งสด จานนี้ก็น่าชิม เนื่องจากเป็นสูตรโบราณหารับประทานยาก เนื้อส้มโอ กุ้ง กุ้งแห้ง และสมุนไพรไทยต่างๆ คลุกเคล้ากับน้ำยำรสเปรี้ยวอมหวาน กระตุ้นต่อมรับรสได้ดี     ยังมี รวมมิตรสามสหาย ที่รวมเอาความอร่อยของ ปีกไก่ทอดแจ่ว คาลามารี (ปลาหมึกทอด) และ คอหมูทอดงาหอมหอม มาไว้ในจานเดียวกัน     หนักท้องกันอีกสักนิดกับเมนู เส้นใหญ่ผัดกะปิ เส้นใหญ่ที่คุ้นเคย ผัดกับกุ้งเนื้อหวาน ถั่วฝักยาวหั่นชิ้นพอดี และกะปิชั้นดีรสเค็มละมุน ก่อนกินให้บีบมะนาวซีกเล็กน้อย อร่อยโดนใจ     ข้าวผัดมันกุ้ง จานนี้ที่เราเลิฟ ข้าวหอมมะลิคุณภาพชั้นยอด ผัดพร้อมกับมันกุ้งรสกลมกล่อมฟินๆ กุ้งตัวใหญ่ และใส่ไข่กุ้งกรุบๆ มาเพิ่มสัมผัสสนุกๆ อีกด้วย     หากอยากได้น้ำแกงร้อนๆ ต้องลอง ต้มส้มปลากะพง สูตรโบราณ รสเปรี้ยวละมุนอมหวานเล็กๆ กรุ่นไปด้วยกลิ่นสมุนไพรไทย เนื้อปลากะพงสดหวานธรรมชาติ รสชาติดีอย่าบอกใครเชียว     มาทางด้านซีฟู้ดกันบ้าง เราขอเปิดด้วยเมนู กุ้งแม่น้ำเผา กุ้งแม่น้ำที่ผ่าครึ่งมาให้หม่ำง่ายๆ ย่างจนหอมฉุย เห็นมันกุ้งสีส้มเยิ้มๆ แล้วชวนให้น้ำลายสอเสียนี่กระไร เนื้อกุ้งก็ใช่ย่อย หวานนุ่ม หอมกรุ่นไม่แพ้กัน กินคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บ สุดฟินไปเลย     กุ้งทอดกระเทียมพริกไทย หอมกลิ่นพริกไทย กระเทียม ผสานไปกับเนื้อนุ่มของกุ้งแม่น้ำตัวโต ยังมี ปลาหมึกนึ่งมะนาวสูตรเด็ด ปลาหมึกเนื้อนุ่มหนึบหั่นเป็นแว่นๆ กินง่าย ได้รสชาติน้ำนึ่งมะนาวครบรสทั้ง เปรี้ยว เผ็ด เค็ม และหวาน     เอาใจคนรักเมนูปลาด้วย ปลากะพงทอดน้ำปลา ที่เชฟแยกหนังกับเนื้อ และนำไปทอดจนกรอบ ให้เราได้กินอร่อยทั้ง 2 แบบ เสิร์ฟพร้อมยำมะม่วง รสหวานอมเปรี้ยว และ ปลาเก๋าราดพริก ปลาเก๋าเนื้อสดเด้ง ทอดแบบน้ำมันท่วมแต่ไม่อมน้ำมัน คลุกเคล้ากับซอสสูตรพิเศษรสหวาน     สำหรับคนที่เลือก “บุฟเฟ่ต์กุ้งแม่น้ำและปู” (1699++ บาท ต่อท่าน) จะได้เลือกอิ่มอร่อยไปกับเมนูปูทะเลเพิ่มอีกด้วย อาทิ ปูทะเลผัดผงกะหรี่ ปูทะเลเนื้อแน่นๆ ตัวใหญ่ ผัดคลุกเคล้ากับซอสผงกะหรี่ รสครีมมี่เล็กๆ เค็มละมุน แกมหวานหน่อยๆ รวมกันเป็นรสชาติที่กลมกล่อม หอมกลิ่นผงกะหรี่     ปูม้านึ่ง จานนี้กินสะดวก เพราะเชฟแกะมาให้แล้ว จิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ด ที่ไม่เผ็ดจนเกินไป     เผื่อท้องไว้สำหรับของหวานอย่าง ข้าวเหนียวมะม่วง มะม่วงน้ำดอกไม้หวานฉ่ำ หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ กินกับข้าวเหนียวมูลราดน้ำกะทิ และ ไอศกรีมทรงเครื่อง ไอศกรีมรวมมิตรกะทิสด หวานมัน กินกับเครื่องเคราต่างๆ อาทิ ลูกชิด มันเชื่อม  สุดสดชื่น     จะมาอร่อยในมื้อกลางวัน หรือดินเนอร์ยามค่ำคืนก็ย่อมได้ ขอเพียงไม่ลืมจองโต๊ะล่วงหน้าเท่านั้นพอ

ไม่ว่าจะอยู่สีลมหรือสุขุมวิท ร้าน 100 มหาเศรษฐ์สาขาสี่พระยาหรือเอกมัยก็ได้บรรยากาศเหมือนกัน แน่นอนว่าจะได้ชิมอาหารอีสานรสชาติปราณีต ปรุงด้วยวิธีการทันสมัย และเสิร์ฟแบบไฟไดน์นิ่ง ในคอนเซ๊ป “ Nose to tail “ ที่ไม่ทำให้ผิดหวัง บรรยากาศภายในร้านจัดตกแต่งด้วยผ้าและเครื่องจักสานให้ความรู้สึกเหมือนอีสานบ้านเฮา     เชฟชาลี การ์เดอร์ ผู้ปลุกปั้นร้านและแนวคิดบอกว่าวัตถุดิบในร้านยังใช้ของท้องถิ่นที่หาได้ในประเทศ ใช้เนื้อสัตว์ทุกส่วนตั้งแต่ลิ้น หัวใจ ตับ ไส้ มาปรุง และดัดแปลงของทุกอย่างมาใช้ให้เป็นประโยชน์ทิ้งให้น้อยที่สุด ซึ่งนับว่าท้าทายมาก เชฟบอกว่าสาขานี้จะเน้นเครื่องดื่มที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น เช่น Natural Wine ไวน์ที่ไม่ใช้สารบ่ม สาโท รัม จากภูมิปัญญาไทยของบ้านเราเอง ที่น่าสนใจ คือ New Moon สาโทที่ผลิตจากข้าวออร์แกนิกสัญชาติไทย ร้านนี้จึงนั่งดื่มได้ชิวๆ กว่าที่สี่พระยา     ส่วนอาหารก็แหมือนที่ร้านสี่พระยา จานซึ่งกลายเป็นซิกเนเจอร์ไปแล้วคือ Bone Morrow หรือไขกระดูกงาขี้ม่อน ยังเป็นจานนิยมที่ไม่เปลี่ยนแปลง จานต่อมา ปีกไก่ยัดไส้ข้าวแหนม นำข้าวออร์แกนิกที่เหลือจากหมักแนมมายัดไส้ปีกไก่แล้วย่างให้กรอบ  เหมือนกินไส้กรอกอีสานรสเปรี้ยวๆ ไก่ย่างส้มตำ ซึ่งเชฟบอกว่ามะละกอไม่จำเป็นต้องมาเป็นเส้นก็น่าจะได้จึงหั่นเป็นแผ่นกลมบาง แล้วไปทำให้มะละกอได้รสส้มตำปลาร้า เสิร์ฟคู่กับไก่ย่าง เป็นการกินไก่ย่างส้มตำในประสบการ์ใหม่ที่จัดอย่างปราณีตมาก         ที่ไม่ควรพลาดคือ ยำสับปะรดหอยแครง สับปะรดภูแลรสหวานฉ่ำผ่านเครื่อง vaccum ให้รสปลาร้าซึมเข้าเนื้อ กินกับหอยแครงลวกสุก เหมือนกินตำสับปะรดหอยแครง รสชาตินุ่มอร่อยแต่ยังคงความเป็นอีสาน จัดมาอย่าสวยงาม กินได้อย่างสบายใจ ยิ่งกินยิ่งอร่อย     ลิ้นวัว Dry Aged นำลิ้นตัดโคนตัดปลายออกไปทำอย่างอื่น เนื้อส่วนลิ้นตุ๋นแล้วเอจให้เนื้อนุ่มลง เนื้อนุ่ม หอม จัดเสิร์ฟมาเป็นชิ้นบาง ถ้ายังไม่ได้ชิมอาจจะนึกไม่ออกว่าจะอร่อย  อีกจานคือ เนื้อสันในย่างเสิร์ฟกับแกงขี้เหล็ก เนื้อเทนเดอร์ลอยจากวัวที่เลี้ยงในบ้านเราย่างด้วยถ่านไม้ลำไยซึ่งมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ เนื้อนุ่มแต่มีเนื้อสัมผัสให้คี้ยว ราดซอสแกงขี้เหล็กสูตรอีสานที่ปั่นหนังวัวรวมไปด้วย       สำหรับคนชอบเนื้อชอบอาหารอีสานในรสนุ่มนวล แต่ยังเป็นอีสานอยู่ บอกได้เลยว่าไม่ควรพลาด

หลบหนีความจอแจในเมืองออกไปย่านบางบอนที่ The Hay Equestrian Center & Eatery ร้านสวยบรรยากาศดีให้คุณได้ชาร์จแบตเติมพลังด้วยกิจกรรมดีๆ อย่างการขี่ม้า และเติมท้องให้อิ่มด้วยอาหารอร่อย       “คุณดิว คุณมิ้น และคุณมาย” สามพี่น้องเจ้าของร้านที่ชอบท่องเที่ยวได้แรงบันดาลใจจากประเทศแถบสแกนดิเนเวีย นำคอนเซ็ปต์ใกล้ชิดธรรมชาติตกแต่งร้านให้โล่งโปร่งเพดานสูงบรรยากาศแสนสบาย มีที่นั่งเป็นโต๊ะใหญ่เหมาะกับกลุ่มเพื่อและครอบครัว     ด้านในร้านมีโซนสำหรับขี่ม้าทั้งในร่มและกลางแจ้ง มีคอร์สให้ฝึกขี่ม้ารายครั้งสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ และยังมีคอร์สฝึกขี่ม้าแบบจริงจังกับครูสอนขี่ม้ามืออาชีพอีกด้วย หากมากับเด็กๆ มีโซนม้าแคระพันธุ์ Shetland Pony ที่ให้เด็กๆ ได้ป้อนแครอทกับม้าเพื่อให้เด็กคุ้นเคยกับสัตว์       ร้านใหญ่ที่เหมาะกับทุกคนในครอบครัวแบบนี้มีอาหารหลากหลายให้เลือกสั่ง เริ่มจาก เมี่ยงบัวหลวงและแตงโม (160 บาท) เมี่ยงเสิร์ฟบนกลีบบัวหลวง น้ำเมี่ยงทำเป็นแบบก้อนแห้งพอดีคำกินง่าย เสิร์ฟพร้อมแตงโมกินด้วยกันแล้วสดชื่นดับร้อน     ซุปเห็ดทรัฟเฟิล (280 บาท) ซุปเห็ดเนื้อเนียนหอมกลิ่นทรัฟเฟิลฟุ้ง รสกลมกล่อม บนถ้วยซุปมีแป้งอบทำเป็นรูปม้าให้เข้ากับสไตล์ของร้าน ส่วนเมนูที่ถูกใจทุกวัยอย่าง ข้าวผัดสับปะรด (250 บาท) เสิร์ฟมาในลูกสับปะรดข้าวผัดเม็ดร่วนหอมกลิ่นผงกะหรี่ ใส่เครื่องทะเลทั้งกุ้งและปลาหมึกมาแบบเต็มๆ เติมรสเค็มหวานด้วยกุนเชียงและลูกเกดครบรส       มาถึงจานหลักอย่าง สเต็กเนื้อแกะออสเตรเลีย เรดไวน์ริซอตโต้ (820 บาท) ซี่โครงแกะเนื้อนุ่ม ที่ย่างมากำลังดี เสิร์ฟพร้อมกับข้าวริซอตโต้หอมกลิ่นไวน์แดง     หากมาเป็นกลุ่มใหญ่แนะนำให้สั่ง เปลย่าแบบเดอะเฮย์ (1,190 บาท)ข้าวผัดสเปนที่ปรุงในสไตล์ของร้านที่ผัดและอบข้าวสีเหลืองนวลจนได้กลิ่นหอม เสิร์ฟพร้อมซีฟู้ดมาแบบครบเครื่องทั้งปลาทูน่าย่าง หอยเชลล์ฮอกไกโด ปลาหมึก กุ้ง หอยแมลงภู่ ไข่กุ้งและไข่แซลมอน     ยังมีเครื่องดื่มสดชื่นอย่างกาแฟยูสุ Sparkling Yuzu Coffee (170 บาท) และน้ำเสาวรสโซดา Tropical Passion Fruit Soda (140 บาท) ให้สั่งมาดื่มละเลียดบรรยากาศสบายๆ อีกด้วย     ร้านบรรยากาศดีถ่ายรูปสวย กิจกรรมครบ สนุกกันได้ทั้งครอบครัว

Mediterra ร้านที่เหมือนยกอิตาลีทางตอนใต้มาไว้ใจกลางเมือง ด้วยบรรยากาศแสนสบายมีที่นั่งเอ้าท์ดอร์ออกไปรับแสงแดดและลมเย็นๆ ได้ ตัวร้านตกแต่งด้วยสีขาว-เขียวให้ความรู้สึกสบายเหมือนจำลองอิตาลีมาไว้ที่อโศก       คุณดีเอโก้เจ้าของร้าน และคุณวอลเตอร์หัวหน้าเชฟชาวอิตาเลียน ออกมาต้อนรับอย่างเป็นกันเอง อาหารของที่นี่เน้นความสดใหม่ของวัตถุดิบ ปรุงออกมาให้มีรสชาติของอิตาลีตอนใต้แถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน     เริ่มจากเมนูเรียกน้ำย่อย Crudo (1,490 บาทสำหรับ 2 ท่าน และ 2,690 บาทสำหรับ 4 ท่าน) เซตซีฟู้ดจัดวางบนน้ำแข็ง ประกอบด้วยกุ้งแดงจากซิซิลีรสหวานเนื้อเด้ง หอยนางรมสดตัวอวบจากฝรั่งเศส ปลาหมึกสดสไลด์เส้นบางเนื้อนุ่ม ปลาฮามาจิทาร์ทาร์รสหวาน และไข่หอยเม่นหรืออูนิเนื้อเค็มมัน เสิร์ฟพร้อมซอส 4 ชนิด ได้แก่ น้ำส้มสายชูไวน์แดงกับหอมแดงสับ มะเขือเทศสับหยาบคองกาเซ่ ซอสซัลซ่าเวอร์เด้สีเขียวหอมกลิ่นสมุนไพร และน้ำมันเลมอนกลิ่นหอมสดชื่น     ส่วนจานสลัดต้องสั่ง Andria (480 บาท) ชีสบูราต้าสีขาวก้อนกลมเนื้อนุ่มและแอนโชวีตัวใหญ่รสเค็มอ่อนๆ จากซิซิลี กับมะเขือเทศแฮร์ลูมสดๆ ที่นำพันธุ์จากอิตาลีมาปลูกในเมืองไทย ได้รสหวานอร่อยจากธรรมชาติ     ระหว่างรอจานต่อไปอย่าลืมชิมขนมปังสไตล์อิตาเลียนอบใหม่ๆ จิ้มกับน้ำมันมะกอกหอมๆ ด้วยล่ะ     Vongole (580 บาท) พาสต้า Tonnarelli เส้นเล็กสีดำทำเองเหนียวนุ่ม ผัดกับหอยตลับและซอสสีเหลืองสวยทำจากมะเขือเทศเชอร์รี่ใส่ไวน์ขาว ได้กลิ่นหอมของน้ำมันเบซิล และมีรสเผ็ดนิดๆ     อีกจานที่น่าลองคือ Paranza (620 บาท) เป็นสตรีทฟู้ดสไตล์อิตาเลียนที่รวมเอาซีฟู้ดหลายชนิด เช่น กุ้ง ปลาหมึก ปลาซาร์ดีน และซูกินีคลุกแป้งเซโมลิน่าป่น ทอดจนกรอบนอกเนื้อในนุ่ม เสิร์ฟกับซอสทาร์ทาร์รสเปรี้ยวมันเข้ากันลงตัว     สุดท้ายที่ห้ามพลาดคือ Mediterra (490 บาท) พิซซ่าที่ใช้ชื่อเดียวกับร้าน เป็นพิซซ่าสูตรเด็ดที่เชฟอบใหม่สด โดดเด่นด้วยรสเผ็ดนิดๆ จากซาลามี่ “Nduja” ใส่เนื้อหอยแมลงภู่ และซอสมะเขือเทศสีเหลืองปั่น เติมรสเค็มมันด้วยชีสมอสซาเรลล่า และชีส Scamorza ที่มีกลิ่นหอมของควัน โรยอัลมอนด์สไลด์เพิ่มรสมัน     ทั้งบรรยากาศและอาหารอร่อยลงตัว เหมือนนั่งกินอยู่ที่ซิซิลีเลยทีเดียว

“ครัวช้อนทอง” ร้านอาหารไทย ซีฟู้ด ที่ตั้งอยู่ในอำเภอพระสมุทรเจดีย์ แห่งจังหวัดสมุทรปราการ เจ้าของร้านคือ คุณโจ้ ดร.พิเชษฐ ยังตรง อาจารย์สอนเศรษฐศาสตร์ที่ใช้ช่วงเวลาของการเกษียณมาเปิดร้านอาหารรสเลิศ ซึ่งได้รับสูตรความอร่อยมาจากคุณแม่และคุณยาย (เจ้าของร้านศรทอง) มาครบทุกระเบียบนิ้ว ทั้งเรื่องการเลือกวัตถุดิบ และเคล็ดลับการปรุงอาหารต่างๆ เรียกได้ว่ารสชาติดีไม่แพ้ที่ใดเลย     บวกกับบรรยากาศร้านที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้คนอยากมานั่งรับประทานมากขึ้น น้ำคลองธรรมชาติที่อยู่ด้านหลังนอกจากจะให้ทิวทัศน์ที่สวยงามแล้ว ยังช่วยคลายร้อนและให้ความรู้สึกที่เย็นสบาย แมกไม้สีเขียวขจีรอบๆ ช่วยสร้างความร่มรื่น ทั้งยังมีลมโกรกตลอดวัน  ถึงแม้ว่าภายในร้านนั้นจะไร้เครื่องปรับอากาศแต่ก็ไม่ร้อนระอุอบอ้าวแต่อย่างใด       เริ่มชิมจาก ลาบปลากะพง ปลากะพงเนื้อหวาน ทอดจนเป็นสีเหลืองทอง จนได้เนื้อที่กรอบนอกนุ่มใน หอมฟุ้งมาแต่ไกล ราดด้วยน้ำยำสูตรพิเศษของทางร้าน รสเปรี้ยวแกมเผ็ดเล็กๆ ได้กลิ่นข้าวคั่วชัดเจน     กุ้งทอดซอสมะขาม หนึ่งในสุดป๊อปของที่ร้าน กุ้งแชบ๊วยตัวโต๊โต เนื้อแน่น ชุบแป้งทอดจนเป็นสีเหลืองทอง เข้ากันดีกับซอสมะขาม ซึ่งเป็นสูตรจากคุณแม่ของคุณโจ้ (เจ้าของร้าน) มีความพิเศษอยู่ที่ใส่เก๋ากี้ งา และน้ำมันงาลงไป ทำให้นอกจากจะได้อร่อยครบรสแล้ว ยังได้สุขภาพและกลิ่นหอมๆ ของสมุนไพรจีนอีกด้วย     และ ข้าวผัดปู เป็นเมนูที่ทุกโต๊ะต้องสั่ง ข้าวผัดหอมกรุ่นกลิ่นกระทะ ผัดจนแห้งทำให้กินอร่อย เพลินไปกับเนื้อปูก้อนใหญ่ๆ จุใจคนรักซีฟู้ด     ชามนี้ก็น่าสนใจ ต้มข่าทะเล ที่อัดแน่นไปด้วยซีฟู้ดสดใหม่แน่นๆ อย่าง ปลากะพง กุ้ง และปลาหมึก อยู่ในน้ำแกงต้มข่ารสกลมกล่อม ได้ความหอมมันจากหัวกะทิสด สุดละมุน ซดร้อนๆ คล่องคอดี     อย่าลืมสั่ง ห่อหมกหอย เมนูซิกเนเจอร์ของที่ร้าน หอยแมลงภู่เนื้อหนึบหนับที่เรารัก ถูกซุกซ่อนอยู่ในเครื่องแกงห่อหมกรสเข้มข้น หอมกลิ่นเครื่องแกง กินคู่กับข้าวสวยร้อนๆ สุดเข้ากัน     รสชาติดีแบบนี้คราวหน้าต้องแวะมาหม่ำใหม่ซะแล้ว  

บ้านสไตล์บูทิคสีเขียวสบายตา ที่ด้านหน้าติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาแสนสวย ด้านหลังประกอบด้วยทางจักรยานยนต์นี้คือ พบรัก ณ บางน้ำผึ้ง ร้านอาหารไทยสุดคลาสสิคของ คุณกบ นฤมล พุทธวงศ์ ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีเป็นที่รู้จักจากกองละครเรื่อง “ภพรัก” ผลงานของผู้กำกับ คุณต้อม ปิยะพันธุ์ ชูเพ็ชร เรียกได้ว่าใครที่เวียนมาเที่ยวแถวบางกระเจ้าจะต้องปักหมุดและแวะแชะรูปปังๆ ที่ “บ้านพบรัก” กันทุกราย       ด้วยกระแสตอบรับที่ล้นหลาม คุณกบจึงเกิดปิ๊งไอเดียที่จะสร้างบ้านพบรักให้กลายเป็นร้านอาหารสบายๆ ให้คนมานั่งชิลๆ ไปซะเลย นอกจากจะได้ถ่ายรูปกับบรรยากาศร้านเก๋ๆ ชมวิวริมน้ำสวยๆ สูดโอโซนบริสุทธ์แล้ว ยังได้อร่อยไปกับอาหารไทยรสเลิศสไตล์ดั้งเดิม ที่รังสรรค์จากเชฟซึ่งเป็นคนบางกระเจ้าแท้ๆ และวัตถุดิบท้องถิ่นปลูกเองที่เสริมรสชาติให้เมนูอาหารโดดเด่นขึ้นอีกด้วย อาทิ       น้ำพริกตะลิงปลิง ตะลิงปลิงสดๆ จากสวน คือหัวใจหลักสำคัญของน้ำพริกถ้วยนี้ รสเปรี้ยวกลมกล่อมไปด้วยกันได้ดีกับความเค็มนัวของกะปิชั้นดี เสิร์ฟพร้อมกับปลาทูทอดตัวโต และผักสด อาทิ ข้าวโพดอ่อน ผักกะหล่ำ มะเขือเปราะ และถั่วพู     ต่อด้วยเมนูที่เราเลิฟ กุ้งแม่น้ำราดซอสมะขาม กุ้งแม่น้ำเนื้อแน่นชุบแป้งทอดจนกรอบ หอมกรุ่น ราดซอสมะขามสูตรเด็ดของทางร้าน ที่ใช้น้ำตาลมะพร้าวชูโรงจนได้รสชาติที่หอมหวาน ยิ่งกินยิ่งติดใจ     หันไปชิมเมนูซิกเนเจอร์อย่าง แกงส้มไหลบัวกุ้ง​ กันบ้าง ไหลบัวกรุบกรอบกินอร่อย กุ้งตัวโตเนื้อหวาน อยู่ในน้ำแกงส้มรสชาติเข้มข้น จัดจ้านอย่าบอกใคร หม่ำกับข้าวสวยที่หุงด้วยน้ำอัญชันร้อนๆ สุดอิ่มเอมไปเลยงานนี้     ยำถั่วพูสูตรโบราณ จานนี้ก็เด็ด น้ำยำรสแซ่บรวมกับความมันของกะทิ ยังมีกุ้งตัวใหญ่ และไข่ต้มที่ให้คุณได้ฟินอีกด้วย     อย่าลืมสั่งเมนูใหม่มาลิ้มลอง หมูกรอบผัดพริกขิงไข่เค็ม หมูกรอบจากหม้อทอดไร้น้ำมัน ผัดพร้อมไข่เค็มไชยาหอมมัน ถั่วฝักยาวหั่นชิ้นพอดีคำ และพริกแกงรสเผ็ดร้อน     ปิดท้ายด้วยของหวานอย่าง ลูกจากลอยแก้ว ลูกจากเนื้อหนึบหนับซึ่งได้จากต้นตาว พืชท้องถิ่นของ อ.บางน้ำผึ้ง นี่เอง ถูกนำมาทำลอยแก้ว ใส่น้ำแข็งเพิ่มความเย็นสดชื่นสักนิด รสหวานละมุนสุดชื่นใจ     จะนั่งเรือ หรือปั่นจักรยานมาชิมก็ได้ฟิลเหมือนกัน

บ้าน 2 ชั้นที่ตั้งอยู่ในสวนสวยสุดร่มรื่นแห่งนี้คือ บ้านบ้าน บางกระเจ้า หนึ่งในร้านอาหารไทยเลื่องชื่อแห่งย่านบางกระเจ้า ซึ่งแวดล้อมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ที่ให้ความเย็นสบาย ชั้นล่างเป็นผนังปูนเปลือยเท่ๆ สไตล์ลอฟท์ทันสมัย ผสานไปกับความเป็นไทยในแบบฉบับดั้งเดิม ส่วนชั้นบน ตกแต่งด้วยไม้ ทั้งพื้น ผนัง และเครื่องเรือนต่างๆ ใครโหยหาความเย็นให้เลือกนั่งภายในร้าน เพราะทางร้านได้เปิดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำไว้ต้อนรับตลอดวัน       ส่วนคนที่อยากรับลมธรรมชาติพร้อมกับชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของแม่น้ำเจ้าพระยา แนะนำที่นั่งโซนเอ้าท์ดอร์ เพราะคุณจะได้ผ่อนคลายไปกับบรรยากาศดีๆ พร้อมเอร็ดอร่อยกับอาหารไทยรสจัดจ้านตามความชอบของ คุณเป่ย เจ้าของร้านอีกด้วย     เริ่มมื้ออร่อยด้วยเมนูซิกเนเจอร์อย่าง ยำวุ้นเส้นโบราณ วุ้นเส้นนุ่มเหนียวกินเพลินๆ คลุกเคล้ากับหอมแดง กระเทียมเจียว กุ้งแห้ง ถั่วลิสง ปรุงจนได้รสชาติจัดจ้าน เปรี้ยวนำ ตามด้วยความเผ็ดเป่าปาก ถูกใจคนรักรสเผ็ดจริงๆ     ตามด้วย คอหมูทอดตะไคร้ เมนูที่ใครๆ ก็โปรดปราน คอหมูที่ทางร้านหมักกับสมุนไพรต่างๆ และนำไปทอดพร้อมตะไคร้เพื่อเพิ่มความหอมอีกระดับ เนื้อนุ่มๆ รสเค็มละมุน จิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเผ็ดเปรี้ยว กินกับข้าวสวยร้อนๆ ก็ดี กินเปล่าๆ ก็โดนใจ     หันไปซดน้ำซุปร้อนๆ กันบ้างกับ ต้มแซ่บกระดูกอ่อน กระดูกอ่อนกรุบกรับกินสนุก ซดพร้อมน้ำแกงร้อนๆ รสเปรี้ยว เผ็ดร้อน หอมกลิ่นสมุนไพร แซ่บซะใจ สมกับที่เป็นเมนูขายดี     ปิดท้ายด้วยนี่เครื่องดื่ม ชานมเย็น รสหวานมัน กลมกล่อม ได้กลิ่นชาไทยชัดเจน ช่วยดับรสเผ็ดร้อนได้แบบฟินๆ     ความสุขที่เรียบง่ายกับมื้อสุดอร่อยแบบนี้ล่ะที่เราชอบ

คนรักอาหารญี่ปุ่นตัวจริงรู้กันดีว่าถ้าอยากกินอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียมที่รวมวัตถุดิบชั้นดีจากทั่วโลกต้องมาร้านนี้ โดยเฉพาะวัตถุดิบหากินยากอย่างซีฟู้ดจากอลาสก้า ซีฟู้ดธรรมชาติจากแหล่งน้ำที่สะอาดที่สุดของโลก ทางร้านย่อมไม่พลาดปรุงเป็นเมนูเด็ดให้เราได้ลิ้มรสความสดเหมือนเพิ่งยกขึ้นมาจากทะเลอย่างแน่นอน       ประเดิมกันที่สเต๊กปลาจินดาระ หรือปลาค็อด ปลาทะเลน้ำลึกเนื้อแน่น นุ่มมัน ย่างให้ผิวตึง ส่วนเนื้อในยังชุ่มฉ่ำ คีบกินเปล่าๆ ก็เข้าที หรือชูรสด้วยซอสเทอริยากิ หอมสับ หรือครีมสลัดก็ได้รสสัมผัสไปอีกแบบ ต่อด้วยปลาจินดาระย่างซีอิ๊วที่เพิ่มดีกรีความเข้มข้นไปอีกขั้น หรืออยากเปลี่ยนไปซดน้ำซุปร้อนๆ สั่งนาเบะ หรือหม้อไฟสไตล์ญี่ปุ่น ความสดหวานของเนื้อปลาจะเสริมรสชาติของน้ำซุปให้กลมกล่อมซดคล่องคอยิ่งขึ้น       อีกวัตถุดิบห้ามพลาดคือเมงไทโกะหรือไข่ปลาค็อดที่มีให้เลือกหลายเมนู อาทิ คาราชิเมงไทโกะ คนญี่ปุ่นนิยมกินเมงไทโกะดองเกลือกับพริกเป็นเมนูเรียกน้ำย่อย หรือกินเป็นกับแกล้มคู่กับเครื่องดื่มรสเลิศ ทางร้านนำมาย่างให้ผิวกรอบเพิ่มความกรุบมันยิ่งขึ้น ส่วนเนื้อในสุกพอดีๆ เสิร์ฟคู่เลมอนที่ช่วยตัดรสเข้มข้นเค็มมันได้อย่างลงตัว     ยังมียากิอุด้งที่นำเมงไทโกะย่างไฟ บดแล้วผัดกับเส้นอุด้ง รสชาติกลมกล่อม หรือโอนิงิริยากิที่เปลี่ยนรสสัมผัสของเมงไทโกะให้เข้มข้นในอีกมิติ ยกให้เป็นของดีที่หยิบมาปรุงอะไรก็ได้ใจไปหมด นอกจากนี้ยังมีเมนูอื่นๆ ที่ล้วนตอบโจทย์คนรักอาหารญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นนามะแฮมสลัดที่ต้องยกนิ้วให้ในความเข้มข้นเค็มมันของนามะแฮมที่มาพร้อมความสดชื่นของสลัดผัก     ซูชิรวม รวมซูชิคำโตท็อปด้วยสุดยอดวัตถุดิบ ได้แก่ อูนิ เอนงาวะ อะกามิ คัมปาจิ โอโทโร มาได และฮามาจิ ซาชิมิรวม รวมวัตถุดิบที่ดีที่สุดของวัน ได้แก่ แซลมอน โอโทโร ชิมะอาจิ หอยนางรม อะกามิ มาได และฮามาจิ       นึกถึงซีฟู้ดจากอลาสก้ามาที่นี่ไม่ผิดหวังจริงๆ

ร้านยำสุดเก๋าในตรอกเก่าย่านสะพานหัน เสน่ห์ความหอมยั่วน้ำลายที่เปิดขายมานานกว่า 40 ปีตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ที่ขายในรถเข็น กระทั่งขยับขยายมาขายในร้านที่เป็นบ้านไม้เก่าอายุกว่า 100 ปี ก่อนผลัดมือให้รุ่นลูก 3 คนพี่น้องได้สืบทอดฝีไม้ลายมือต่อไป ซึ่งที่มาของความจัดจ้านอยู่ที่เทคนิคการลวกเครื่องเคราและปรุงรสเปรี้ยวเค็มเผ็ดให้เสร็จสรรพตั้งแต่บนเตาถ่าน กลิ่นหอมเย้ายวนแค่ไหนถามใจคนที่เดินผ่านไปมาดู           เมนูแรกเห็นแล้วเปรี้ยวปากขนาดนี้ก็ต้องเมนูจี๊ดๆ ชื่อเดียวกับชื่อร้าน ยำโดเรมอน หรือยำรวมมิตร จานเด็ดที่รวมของวิเศษ(แสนอร่อย)มากมายเหมือนที่อยู่ในกระเป๋าโดเรมอน รสชาติเปรี้ยวแซ่บ อร่อยจนต้องสั่งเพิ่ม       ยำอิคคิว หรือยำเห็ดหูหนูขาว ทางร้านใช้เห็ดหูหนูขาวเป็นสัญลักษณ์แทนเณรน้อยเจ้าปัญญาจากการ์ตูนเรื่องดัง ทางร้านลวกสุกพอกรุบกรอบ กินบำรุงปอดดีทีเดียว อีกเมนูชื่อน่ารัก ยำฮาโตริ นำยอดมะพร้าวมาหั่นชิ้นยาวคล้ายดาบนินจา ปรุงรสแซ่บ กินไปซี๊ดปากไป         ต่อด้วยยำมะม่วงปู แค่เห็นสีสันก็ทำเราน้ำลายสอ ทางร้านใช้ปูจืดเจ้าประจำนำมาล้างจนสะอาดหมดจด แช่ในน้ำมะนาว ส่วนมะม่วงเขียวเสวยเลือกลูกที่แก่จัดเพื่อให้ได้รสหวานอมเปรี้ยว สับหยาบแล้วราดน้ำยำรสจัดจ้าน ปิดท้ายโรยถั่วลิสงคั่วใหม่ เทใจให้เลย!       นอกจากสารพัดยำรสเด็ดพระเอกของร้าน ยังมีเมนูเสริมทัพความอร่อยอีกหลายรายการ อาทิ ลาบวุ้นเส้น ส้มตำปู ส้มตำไทย กุ้งแช่น้ำปลา ไก่ทอด เป็นต้น           สนนราคาย่อมเยาเมนูละ 50 – 80 บาท สั่งได้เต็มที่ไม่ต้องกลัวกระเป๋าฉีกเลย!

ร้านใหม่แกะกล่องมาแรงแห่งย่านราชพฤกษ์ ตกแต่งบรรยากาศสบายๆ เหมือนมานั่งเล่นบ้านเพื่อน ส่วนเมนูไฮไลท์ยกให้ส้มตำและยำแซ่บที่มีให้เลือกสั่งได้ไม่ซ้ำ ทั้งยังไม่ต้องห่วงเรื่องความสดใหม่ของวัตถุดิบเพราะเจ้าของร้านสายลุยไปตระเวนเลือกซื้อที่ตลาดด้วยตัวเองทุกเช้ามืด เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้กินของดีที่สุด ซื้อเอง เตรียมเอง ตำเอง ยำเอง พิถีพิถันทุกขั้นตอนเหมือนทำให้คนในครอบครัวกินอย่างไรอย่างนั้น       แซ่บสุดยกให้ ยำเสวย หรือเหลาเสวย (350 บาท) รวมวัตถุดิบไฮไลท์ไว้ 7 อย่างด้วยกัน ได้แก่ แซลมอน ปูม้า กุ้ง หมึก หมูยอ ไข่แดง และไข่กุ้ง คลุกเคล้ากับน้ำยำรสเข้มตามสไตล์คนใจถึง แถมยังเสิร์ฟจานใหญ่ไซส์บิ๊กให้แบ่งกันกินได้จุใจทุกคน     ยำวุ้นเส้นโบราณทรงเครื่อง (100 บาท) สูตรจากรสมือแม่ที่หลายคนถวิลหา ผสานเทคนิคการลวกเส้นที่เหนียวนุ่มเป็นพิเศษ วางไว้นานแค่ไหนก็ไม่อืด เสริมทัพความอร่อยด้วยหมูสับ กุ้ง และหมึก ปรุง 3 รส เปรี้ยว เผ็ด หวาน โรยถั่วลิสงและกุ้งแห้งทอด กรุบกรอบชวนกิน     ตำไหลบัวปูนิ่มทอด (220 บาท) เมนูขายดีที่ใครก็อยากลิ้มลองความกรุบกรอบของปูนิ่มที่ใส่มาให้เต็มที่ไม่มีหวง ตำกับไหลบัวสดกรอบ ปรุงรสนัวเค็มด้วยน้ำปลาร้าสูตรลับของร้าน คนไม่กินปลาร้ายังกินได้เพลินๆ เรียกว่าไม่บอกไม่รู้เลย     สามชั้นทอดหมูมะนาว (90 บาท) เลือกหมูสามชั้นที่เนื้อเยอะมันน้อย เลาะส่วนหนังออกแล้วหมักซอสให้ออกรสเค็มหวาน ก่อนทอดจนสุกทั่วถึง เน้นให้ผิวนอกกรอบด้านในนุ่มฉ่ำ จากนั้นหั่นชิ้นพอดีคำ ราดตามด้วยน้ำปรุงรสหมูมะนาว รสชาติเปรี้ยวนำเผ็ดตาม     ท้องปลาแซลมอนแดดเดียว (100 บาท) ท้องปลาแซลมอนตากแดดให้แห้ง นำมาทอดแล้วเสิร์ฟร้อนๆ ให้เคี้ยวกรุบกรอบ มีความหอมมันกำลังดี กินเปล่าๆ ก็เข้าทีหรือแตะน้ำจิ้มซีฟู้ดเพิ่มรสจี๊ดจ๊าดอีกหน่อยก็เข้าท่า อีกเมนูชูรสยกให้หมูเสวย หมูหมักซอสทอด รสชาติเข้มข้นเข้าเนื้อก็เคี้ยวเพลินไม่เป็นรองกัน         ผัดขนมจีนทรงเครื่อง (100 บาท) ปรุงรสคล้ายผัดหมี่โคราช เป็นเมนูที่จับคู่กับส้มตำแล้วเข้ากันที่สุด ช่วยลดทอนความเผ็ดร้อน ทำให้กินได้เรื่อยๆ สบายปาก     ร้านนี้ยังขึ้นชื่อเรื่องขนมจีนน้ำยาปู จุดเด่นคือใส่เนื้อปูก้อนโตให้ไม่ยั้ง เอาช้อนตักลงตรงไหนก็เจอ แต่มีให้กินเฉพาะวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ใครไม่อยากพลาดแนะนำให้โทรสั่งจองล่วงหน้าเท่านั้น   เมนูจี๊ดๆ ยังมีอีกเยอะ ยกให้เป็นร้านเด็ดห้ามพลาดแห่งย่านราชพฤกษ์เลยจ้า!