Drop by Dough ดิ เอ็มควอเทียร์  ร้านคราฟต์โดนัทสาขาที่ 3 ของคุณโอ๊ตซึและคุณโอ๊ต เจ้าของร้านนักเดินทาง (และนักตามล่าโดนัท) ที่ยังคงคาแรกเตอร์ของ Drop by Dough เอาไว้ได้ชัด ทั้งมู้ดแอนด์โทนอบอุ่นแบบสแกนดิเนเวียน สีน้ำเงินที่ให้ความรู้สึกสนุก รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นที่ผ่านการเลือกเฟ้นอย่างตั้งใจ         คุณโอ๊ตซึและคุณโอ๊ตบอกเราว่า เมื่อเทียบกับสาขาแรกที่อุดมสุขและสาขาที่ 2 ในซอยอารีย์ สาขานี้คงเป็น Drop by Dough ที่ดูเป็นผู้ใหญ่มากที่สุด เพราะนอกจากจะมีโดนัทซิกเนเจอร์แล้ว ยังเพิ่มเมนูคอมฟอร์ตฟู้ด (ที่ส่วนใหญ่ทำจากแป้งโดนัท) เข้ามาด้วย เพื่อให้ทุกคนแวะมานั่งที่ร้านได้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ จิบกาแฟ กินบรันช์ดีๆ แล้วตบท้ายด้วยโดนัทชิ้นโปรดอีกชิ้นได้สบายๆ         เริ่มด้วย Rosemary Scrambled Eggs & Prosciutto มื้อเช้าจากแป้งโดนัทที่นำไปอบให้ด้านอกกรอบนิดๆ ส่วนด้านในยังนุ่ม มาพร้อมไข่คนที่ใส่โรสแมรี่เพิ่มกลิ่นหอม แฮม และสลัดร็อกเก็ต หรือจะลอง Crab Meat & Mentaiko Salad ที่ได้แรงบันดาลใจจากเมนูล็อบสเตอร์โรล แต่เปลี่ยนมาเป็นสลัดเนื้อปูก้อนโตเคล้าด้วยไข่ปลาเมนไทโกะ ส่วนแป้งโดนัทก็เบาและกินง่าย ตามมาด้วย Berry Burrata การจับคู่ที่สดชื่นของชีสบูร์ราตา มะเขือเทศ และเหล่าเบอร์รี่สีแดงสวยแล้วราดด้วยซอสเบอร์รี่ตบท้าย           ส่วนฝั่งโดนัทซิกเนเจอร์ก็ยังเป็นขวัญใจ Raspberry Rose เมนูขายดีตลอดกาล โดนัทซ่อนไส้แยมราสป์เบอรรี่และครีมกลิ่นกุหลาบไว้ด้านใน กินด้วยกันได้ทั้งรสเปรี้ยว หวาน ตามด้วยกลิ่นหอมๆ อวลอยู่ในปาก และ Bacon & Cheddar Cheese  เมนูที่ทั้งอร่อยและสนุก โดนัทไส้เชดดาร์ชีสออกเค็มเล็กๆ โรยน้ำตาลไอซิ่งและเบคอนทอดครอบด้านบน เป็นการตัดรสเค็มหวานที่เราชอบมาก อย่าลืมสั่งกาแฟสักแก้วมาคู่กัน แนะนำ Cream Coffee จิบแล้วเจอกับครีมนุ่มๆ ด้านบน หรือหากอยากได้ความสดชื่นหน่อย Black Lemon ก็น่าจะตอบโจทย์           นอกจากนี้คุณโอ๊ตซึยังบอกด้วยว่าเร็วๆ นี้ เราจะได้เห็นการจับคู่ระหว่างโดนัทและ Natural Wine ที่คัดมาจากทั่วโลก อดใจรอไม่ไหวแล้ว

เรียกว่าสิ้นสุดการรอคอย หลังจากหายไปกว่า 1 ปี ตอนนี้ Laliart Coffee กลับมาเอาใจสายคาเฟ่ในบ้านหลังใหม่ในซอยอารีย์สัมพันธ์ 10 ที่ใหญ่และเก๋ไก๋ยิ่งกว่าเดิมในชื่อ "Lilou & Laliart" ที่ยังคงความอร่อยแบบโฮมเมดไม่เปลี่ยนแปลง       ความโดดเด่นของ Laliart ในบ้านหลังใหม่คือ การรีโนเวตบ้านเก่าอายุกว่า 60 ปี ให้กลายเป็นคาเฟ่ดีไซน์ฮิปด้วยผนังปูนเปลือย ตกแต่งด้วยงานศิลปะจากศิลปินต่างๆ รวมทั้งต้นไม้หลากหลายพันธุ์ในกระถางที่หากติดใจก็พร้อมให้ซื้อกลับไปดูแลที่บ้าน นอกจากนี้ยังเน้นเมนูอร่อยที่ดีต่อสุขภาพและเป็นมิตรกับชาววีแกนมากขึ้นอีกด้วย (Lilou ในชื่อร้านคือ แบรนด์อาหารมังสวิรัติ ที่กำลังจะเปิดตัวให้ชิมกันในเร็ววันนี้)         ไม่เพียงเมนูยอดนิยมตลอดกาล Carrot Cake เนื้อแน่นที่เต็มไปด้วยแครนเบอร์รี ถั่วพิสตาชิโอ และวอลนัตที่เข้ากับครีมชีสด้านบนได้อย่างกลมกล่อมลงตัวจะไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงแล้ว เมนูใหม่ทั้ง Dark Chocolate Mocha เค้กช็อกโกแลตเวโรนา ที่มีกาแฟคองโกเป็นส่วนผสมเพิ่มความหอม และ Cassava Macadamia Caramel บัตเตอร์เค้กที่ใช้แป้งมัน (Cassava Flour) เนื้อนุ่มแน่นราดคาราเมลหอมหวาน ท็อปด้วยครีมชีสรสเปรี้ยวนวลๆ และถั่วแมคดาดาเมียกรุบกรอบก็อร่อยกินเพลินแบบหยุดไม่ได้เช่นกัน         สำหรับคอกาแฟที่นี่มีเมล็ดกาแฟหลากหลายประเทศ อาทิ โคลัมเบีย คอสตาริกา เอธิโอเปีย และคองโก มาให้เลือกชิม เราแนะนำ Yuzugano อเมริกาโนที่ใช้กาแฟคั่วอ่อน โทนผลไม้ เข้ากันได้ดีกับน้ำส้มยูสุรสเปรี้ยวสดชื่น ส่วนใครไม่ถนัดกาแฟต้องลอง Strawberry Dark Choc ความเข้มข้นตัดกันพอดีของดาร์กช็อกโกแลตขมนิดๆ และแยมสตรอว์เบอรรีเปรี้ยวๆ หวานๆ ตอบโจทย์คนรักช็อกโกแลตอย่างแน่นอน    

Calico คาลิโกแมวขนสามสี ขาว ส้ม ดำ ถือเป็นแมวนำความโชคดีมาให้ ร้าน Calico Koff ร้านกาแฟโฮมคาเฟ่ที่มีแมวสามสีตัวอ้วนคอยเรียกแขกพร้อมกับกลิ่นกาแฟหอมๆ       ร้านในบ้านหลังนี้ตกแต่งด้วยเหล็กสีดำ และปูนให้อารมณ์ดิบเท่ เจ้าของร้านทำกาแฟด้วยตัวเอง พูดคุยผ่านเคาท์เตอร์บาร์ได้อย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง เมล็ดกาแฟที่นี่คั่วและเบลนด์เอง และยังมีเมล็ดกาแฟซิงเกิลออริจินแบรนด์ดังที่ทางร้านคัดสรรมาเป็นอย่างดีให้เลือกชิมอีกด้วย         เมนูยอดนิยมของร้านใช้ชื่อแมวมาตั้งเป็นชื่อเมนูได้อย่างน่ารัก เช่น Calio แมวสามศรี (180 บาท) เสิร์ฟนมสดกับไอศกรีมฮาเก้นดาส ราดด้วยชอตกาแฟ ได้ทั้งรสหวานมันของนมและไอศกรีมตัดกับรสเข้มๆ ของกาแฟ กินแก้วนี้แล้วถือเป็นก็ให้รางวัลตัวเอง     Dirty Cat แมวเปรอะ (140 บาท) กาแฟเดอร์ตี้ที่นำนมใส่แก้วไปแช่จนเย็นจัด ราดด้วยชอตกาแฟเข้ม กลิ่นนัตตี้ โรยเกล็ดช็อกโกแลต และผงโกโก้     Drip Coffe (150-180 บาท) ใครที่หลงเสน่ห์ของกาแฟดริปที่นี่ก็มีให้เลือกตามความชอบจากหลากหลายเมล็ดกาแฟ อย่างแก้วนี้เมล็ดกาแฟเอธิโอเปีย เปรี้ยว ฟรุ๊ตตี้โทนผลไม้บลูเบอร์รี องุ่น และจัสมิน     ส่วนเค้กจะมีหมุนเวียนไปเรื่อยๆ อย่างเช่น Carrot Cake แครอทเค้กสไตล์ดั้งเดิม เนื้อแน่นหยาบ หอมกลิ่นเครื่องเทศ เหมาะกินคู่กับกาแฟ     เป็นอีกร้านใกล้บ้านที่เหมาะจะไปจิบกาแฟเป็นหลัก และเล่นกับแมวเป็นของแถม

Yaks House Hostel โฮสเทลสุดโมเดิร์นบนถนนอรุณอัมรินทร์ ที่นำคอนเซ็ปต์ยักษ์จากรามเกียรติ์ อย่างทศกัณฐ์ ไมยราพ พิเภก และท้าววิรุฬหก มาตกแต่งให้ที่นี่มีสไตล์ไม่ซ้ำใคร         นอกจากห้องพักหลากหลายสไตล์แล้ว ยังมีคาเฟ่เล็กๆ อยู่บริเวณชั้นล่างของโฮสเทล ที่ให้เราได้ฝากท้องตลอดทั้งวัน ให้บริการทั้งอาหารคาว ของหวาน กาแฟ และเครื่องดื่ม ในบรรยากาศสดใส โล่งโปร่งด้วยกระจกบานใหญ่ให้เราได้ผ่อนคลาย และนั่งทำงานได้อย่างเพลิดเพลิน           หากมาช่วงเช้าลองสั่งเมนูขนมปังอย่าง แซนวิชสอดไส้ชีส 4 ชนิด ขนมปังชิ้นใหญ่สอดไส้ชีสรสเข้มข้น ย่างบนกระทะเพียงด้านเดียวทำให้ขนมปังกรอบนอก นุ่มใน หั่นแล้วชีสยืดสุดๆ     ช่วงเที่ยงแนะนำเมนู สปาเก็ตตีกุ้งอาราเบียต้า สปาเก็ตตี้ผัดแห้งรสเผ็ดร้อน ใส่มะเขือเทศอบแห้งและกุ้ง โรยชีสรสเค็มมัน ข้าวหมูย่างกะเพรากรอบไข่ดาว อาหารจานเดียวอิ่มง่ายๆ กับหมูสไลด์บางๆ ย่างและผัดกะเพรา โรยใบกะเพราทอดกรอบ หอมเผ็ด        ปิดท้ายด้วย กาแฟลาเต้ ที่ใช้เมล็ดกาแฟสายพันธุ์ทิปปิก้า และคาติมอร์ หมักแห้ง จะไร่ที่จังหวัดเชียงใหม่ คั่วเข้มให้กลิ่นถั่วและช็อกโกแลต     ทั้งที่พักและอาหาร ครบจบในที่เดียว Line : https://lin.ee/uFohzcd

Chufang (ฉูฝาง) ร้านอาหารจีนไซส์มินิที่เหมือนยกสตรีทฟู้ดเก๋ๆ มาจากเมืองจีน ที่นี่มีมุมถ่ายรูปเยอะมาก ไม่ว่าจะโคลสอัพมุมไหนก็ได้ฟีลเหมือนอยู่เมืองจีนจริงๆ ถ้ามาลำพังสามารถสั่งอาหารที่เคาน์เตอร์บาร์แล้วนั่งชิลบนเก้าอี้กลมทรงสูง ละเลียดอาหารได้สบายๆ ไม่ต้องขัดเขิน แต่ถ้ามาหลายคนก็มีโต๊ะไม้และเก้าอี้กลมแบบโบราณไว้รองรับทั้งด้านในและรอบร้าน           เราชอบกิมมิกเล็กๆ น้อยๆ อย่างใบปิดเก่าคร่ำที่นำมาปิดผนัง หรือหนังสือพิมพ์ภาษาจีนบนโต๊ะ ที่เล่าเรื่องราวของตัวเองโดยไม่ต้องอาศัยคำอธิบายใดๆ เพียงแค่เดินเข้ามาเราก็รู้สึกอิ่มเอมใจ และพร้อมเปิดประสบการณ์แห่งรสชาติที่ล้อไปกับบรรยากาศตรงหน้า         เนื่องจากเป็นร้านอาหารที่เรียบง่าย เมนูจึงมีไม่มาก แนะนำให้ล้างท้องเพื่อมาลิ้มลองให้ครบ อาทิ ข้าวอบรวม ข้าวอบกับเครื่องปรุงสูตรลับ เมล็ดข้าวนุ่มนวลและมีกลิ่นหอม ด้านบนวางสะโพกไก่และซี่โครงหมูเปื่อยนุ่มแทบไม่ต้องออกแรงเคี้ยว เพิ่มออปชั่นชวนกินอย่างกุนเชียงและเห็ดหอม รสเค็มๆ หวานๆ       ตันตันเมี่ยน บะหมี่ไข่เส้นแบนที่เหนียวนุ่มสาวเพลิน เติมเต็มรสชาติด้วยซี่โครงหมูและหมูสับปรุงรสด้วยหม่าล่าสูตรพิเศษ ท็อปไข่แดงเยิ้มๆ เพิ่มความละมุน       ส่วนจานนี้เป็นเมนูกินเล่นที่เห็นทุกโต๊ะ ฝั่นโก๋ชีส แป้งห่อไส้หมูสับราดด้วยชีสยืดๆ กินเปล่าๆ ก็อร่อย หรือจะแตะจิ๊กโฉ่วก็เข้มข้นไปอีกแบบ ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มเย็นเฉียบสักกระป๋อง     ยกให้เป็นมื้อธรรมดาที่ควรค่าแก่การจดจำจริงๆ

หอมกรุ่นขนมปังพรีเมียมทันที เมื่อเดินเข้าร้าน Lalai (ละลาย) ร้านขนมปังสุดฮอต จากตลาดต้นสัก จังหวัดนนทบุรี ที่ตอนนี้ขยับขยายความอร่อย มาเปิดสาขาใหม่ บนถนนสุขุมวิท ทั้งกว้างขวางและนั่งสบายกว่าเดิม         ตัวร้านตกแต่งด้วยโทนสีครีมเรียบง่าย สบายตา เข้ากันได้ดีกับเฟอร์นิเจอร์ไม้สีอ่อน ชวนให้รู้สึกอบอุ่น โดยแบ่งออกเป็น 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นเคานเตอร์บาร์ ที่เผยให้เห็นการครีเอตเมนูสุดพิเศษจากขนมปังของร้าน ส่วนชั้นบน เป็นโซนสำหรับนั่งรับประทานขนม และเครื่องดื่ม ที่สามารถมองเห็นขั้นตอนการอบขนมปังภายในห้องกระจกใสได้อีกด้วย         ความพิเศษของขนมปังร้าน Lalai คือ การเลือกใช้แป้งสาลีจากญี่ปุ่น มาผสมสูตรเฉพาะของทางร้าน โดยใช้เพียงแค่เนย และครีมสด เพื่อให้มีรสหวานธรรมชาติ เมนูแรก Cream Cheese Garlic Toast (160.-) โดดเด่นด้วยครีมชีสสูตรพิเศษของทางร้าน ที่ถ้าหั่นลงไปตรงกลางขนมปัง ตัวครีมชีสจะไหลเยิ้มออกมา กลิ่นหอมลอยเตะจมูก รสชาติกลมกล่อม         ต่อกันที่ Salmon Pizza (190.-) โทสต์เนื้อนุ่มชุ่มซอสพิซซ่ารสเข้มข้น กินพร้อมแซลมอนสไลซ์ พริกหวาน และชีส อิ่มท้องกำลังดี       ถัดมาเป็น Truffle & Mushroom Cheese (220.-) แซนด์วิชสอดไส้เห็ดแชมปิญองและชีสมาแบบเยิ้มๆ เพิ่มความหอมด้วยทรัฟเฟิล ถูกใจเราเป็นที่สุด       เมนูของหวานก็ดีไม่แพ้กัน Macadamia Toast (150.-) ตัวโทสต์กรอบนอกนุ่มใน ท็อปด้วยแมคคาเดเมียกรุบกรอบ ราดซอสคาราเมลที่ทางร้านเคี่ยวเองกับมือ       เครื่องดื่มเราแนะนำ Lalai Dirty Latte (140.-) นมสดเย็นรสละมุนออนท็อปมาด้วยเอสเปรสโซช็อตเข้มข้น แยกชั้นมาอย่างสวยงาม รสชาติหวานเล็กน้อย ดื่มง่าย กลมกล่อม หรือจะเลือกเป็น Fizzy Yuzu Americano (140.-) เครื่องดื่มสุดสดชื่นที่ทางร้านนำน้ำส้มยูซุ และเอสเปรสโซช็อต มาเชครวมกับโซดา รสชาติหอมหวาน มีความซ่าเล็กน้อย    

Hidden Leaf Matcha คาเฟ่น้องใหม่ ย่านคันยาว ที่คัดสรรชาเขียวคุณภาพจากหลากหลายภูมิภาคของประเทศญี่ปุ่น มาให้ชาวมัทฉะเลิฟเวอร์ได้ลิ้มลอง คู่กับบรรดาขนมญี่ปุ่นสุดหอมหวาน ท่ามกลางบรรยากาศร้านสบายๆ สไตล์ญี่ปุ่น       ตัวร้านโดดเด่นด้วยโทนสีขาวสะอาดตา ตัดกับประตูไม้บานเลื่อน และหลังคากระเบื้องแบบญี่ปุ่นโบราณ เมื่อเดินเข้าไปด้านใน จะพบกับโซนดื่มชาปูด้วยเสื่อทาทามิ ที่ได้รับแสงธรรมชาติจากระเบียงไม้ แฝงกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นไว้อย่างครบถ้วน ชวนให้รู้สึกอบอุ่นใจไม่เบา       เริ่มด้วย Usucha set (340.-) ชาสายพันธุ์ Asahi ที่ตีด้วยมืออย่างพิถีพิถัน รสชาติอูมามิ กลมกล่อม มีอาฟเตอร์เทสยาวนาว กินสลับกับ Nerikiri ขนมวากาชิดั้งเดิมของญี่ปุ่น ไส้งาดำ รสหวานกำลังดี     ต่อด้วย Hojicha Stem Teapot (60.-) ชาโฮจิฉะร้อนเสิร์ฟมาในกา โดยชงกับน้ำร้อนและทิ้งไว้ 1 นาที จะได้ชาที่มีรสชาติเบา ชุ่มคอ หอมข้าวคั่ว       หรือจะเลือกเป็น Matsu Matcha Latte (135.-) ชาเขียวจากฟุกุโอกะ ที่เบลนด์มาถึง 3 สายพันธุ์ รสเข้มข้น หอมกลิ่นถั่วเบาๆ จับคู่กับ Japanese Cheese Cake (90.-) ชีสเค้กสไตล์ญี่ปุ่น เนื้อเนียนนุ่มละมุน  กินแล้วแทบละลายในปากเลยล่ะ       ขนมอีกตัวที่พลาดไม่ได้ คือ Mitarasshi Dango (75.-) ดังโงะปั้นสด ที่ทางร้านเลือกใช้แป้งคุณภาพดีจากญี่ปุ่น เนื้อสัมผัสหนึบหนับ โรยถั่วคินาโกะหอมมัน เพิ่มความหวานด้วยน้ำเชื่อมคุโรมิตสึ อร่อยกินเพลิน  

เพียงแค่เดินเข้ามาในบริเวณสวนสวยของ Flaneur Tea” คาเฟ่แสนร่มรื่นที่ซ่อนตัวอยู่ในถนนสาทรเหนือ (หัวมุมถนนปั้น ซอยวัดแขก) ก็เหมือนได้หลบหลีกความวุ่นวายจากภายนอกมาสู่พื้นที่ธรรมชาติสีเขียวสบายตา เต็มไปด้วยดอกไม้สีสันสวยงามปลุกความสดชื่น และพร้อมให้เราเอนกายนั่งพักผ่อนอย่างสบายอารมณ์         นอกจากโซนสวนสวยด้านนอกที่ให้ความรู้สึกเหมือนมาปิกนิกสังสรรค์แล้ว ด้านในร้านห้องกระจกยังมีจุดเด่นอยู่ที่เคาน์เตอร์สีพาสเทลกลางร้านประดับด้วยดอกไม้สวยงามที่ชวนให้ถ่ายรูปกันรัวๆ รวมทั้งโซนห้องส่วนตัวที่พร้อมรับรองลูกค้ากลุ่มใหญ่ในโทนแสงอบอุ่นน่านั่งอีกด้วย ที่สำคัญเมนูอร่อยของที่นี่ยังสร้างสรรค์จากแรงบันดาลใจแห่งนักเดินทางสมชื่อร้านที่นำคำว่า Flaneur” ในภาษาฝรั่งเศส หมายถึงPassionate Wanderer” หรือนักเดินทางท่องเที่ยวที่มุ่งค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ และเก็บเกี่ยวแรงบันดาลใจจากสิ่งที่ค้นพบระหว่างทาง         ที่นี่เน้นเสิร์ฟชาออร์แกนิกจากหลากหลายประเทศ ของหวานที่เหมาะกับการดื่มชา ไปจนถึงอาหารโฮมเมดที่ดีต่อสุขภาพ โดยใช้ความหวานจากธรรมชาติ อาทิ ซุปที่ไม่ใส่ครีมและแป้งเลย โดยเมนูเด่นห้ามพลาด เราแนะนำ Red Pork Muffin อาหารเช้าสไตล์อังกฤษนำหมูแดงฮ่องกงเนื้อนุ่มมาทำเป็นไส้มัฟฟินกรอบนอกนุ่มใน มาพร้อมไข่ดาวและสลัดผัก และ Smoked Salmon Ikura Toast ขนมปังซาวร์โดหน้าไข่คนและแซลมอนชิ้นโต โรยไข่ปลาแซลมอนเพิ่มความอร่อย       สำหรับชาววีแกนและมังสวิรัติต้องลอง Just Like Chicken เห็ดทอดที่ให้รสสัมผัสเหมือนเนื้อไก่ทอด กินกับซอสทาร์ทาร์โฮมเมด และ Salted Egg Pumpkin ฟักทองญี่ปุ่นทอดกับไข่เค็มแบบกึ่งเทมปุระที่กินเพลินมากๆ       ส่วนสายหวานห้ามพลาด Chocolate Earl Grey Cake เค้กช็อกโกแลตเวโรนาเนื้อแน่นเข้มข้น เพิ่มความละมุนด้วยครีมชีสรสชาเอิร์ลเกรย์หอมกลิ่นเบอร์กามอตเบาๆ Sesame Tart ทาร์ตหน้ามูสงาดำผสมน้ำตาลมะพร้าวหอมหวานกลมหล่อม และ Lemon Tart รสเปรี้ยวหวานละมุนละไม กินหมดทั้งชิ้นแบบไม่รู้ตัว          จะจับคู่กับ Rooibos, Lemongrass, Kaffir Lime Leaves ชาแบบ Decaf หอมกลิ่นวานิลลา ตะไคร้ และใบมะกรูด เลือกดื่มได้ทั้งแบบร้อนเสิร์ฟใส่กาและแบบเย็นแสนชื่นใจ Black Tea, Pineapple Prosecco, Summer Fruits ชาดำออร์แกนิกผสมสับปะรด ใส่น้ำตาลกรวดหวานกำลังดี หรือ Pu-erh Yuzu ชาผู่เอ๋อร์จากจีนที่หมักนานถึง 5 ปี จนคาเฟอีนน้อย ดื่มง่าย ผสมผสานความเปรี้ยวสดชื่นของยูสุก็อร่อยประทับใจ      

บรรยากาศภายในตรอกตึกดิน เขตพระนคร เรียงรายไปด้วยอาคารและบ้านโบราณ แต่ตอนนี้เมื่อเดินเข้ามาแล้วกลับสะดุดตากับพิกัดน้องใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมสีขาวสุดมินิมอล หน้าต่างบานใหญ่ และบริเวณกำแพงตรงข้ามหน้าร้านก็จัดเป็นสวนหินสีขาวแซมด้วยสีเขียวรื่นตาจากต้นไม้น้อยใหญ่ ชวนให้แวะถ่ายรูปและเข้ามาค้นหาต่อว่าภายในร้านนี้มีอะไรซุกซ่อนอยู่บ้าง       คำว่า Flints นั้นถ้าให้แปลตรงตัวก็หมายถึงหินเหล็กไฟ (ที่ไม่ใช่วงร็อกในตำนาน) เมื่อก้าวเข้าไปภายในร้านแล้วก็จะเห็นองค์ประกอบของร้านสีขาวที่ตัดกับสีเทาเข้ม กับต้นไม้ และโต๊ะหินขนาดใหญ่ดูเข้ากับชื่อร้าน และเมื่อขึ้นไปสำรวจบนบริเวณชั้น 2 ก็จะพบกับบรรดาเครื่องประดับดีไซน์เก๋จากแบรนด์ Rock Me Jewelry Handmade Jewelry  ที่โดดเด่นด้วยพลอยหลากสีสันน่าเก็บไว้เป็นเจ้าของ         สำหรับเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ของร้าน จะเน้นเมนูม็อกเทลที่สีสันโดดเด่นขึ้นมาจากสีสุดเรียบง่ายของตัวร้าน เริ่มต้นด้วย Snowflake เครื่องดื่มสีแดงออกม่วงนิด ๆ ที่ผสมผสานระหว่างชากระเจี๊ยบ ลิ้นจี่ และทับทิม ให้รสชาติหวานหอมสดชื่น     อีกเมนูสุดน่ารักน่าลองนั้นยกให้กับ Ride The Wave ที่ได้แรงบันดาลใจจากท้องทะเล จึงมีสีฟ้าสดใส รสชาติออกเปรี้ยวอมหวานด้วยน้ำแอปเปิ้ลและน้ำมะพร้าว ส่วนด้านบนท็อปด้วยสายไหมสีขาวบริสุทธิ์ดูแล้วก็เหมือนทั้งก้อนเมฆและฟองคลื่น     ปิดท้ายด้วยของหวานเบา ๆ กับ Galaxy Donut หน้าตาน่าลิ้มลองด้วยความหลากสี ทั้งฟ้า น้ำเงิน ชมพู และเหลือง ราวกับอยู่บนห้วงอวกาศ ระยิบระยับด้วยกลิตเตอร์สีเงินที่เปรียบเสมือนดวงดาวส่องประกายอยู่ท่ามกลางกาแลกซี่     เป็นอีกหนึ่งคาเฟ่ที่มาพร้อมเมนูน่าตื่นเต้นทั้งนั้นเลย!

"Coffee Context" คือคาเฟ่สไตล์มินิมอลน่านั่งในชั้นล่างของ Nappiness Hotel โรงแรมสุดเก๋ติดริมคลองบางลำพู ที่พร้อมเสิร์ฟกาแฟรสดี ทั้งแบบเอสเปรสโซและสโลว์บาร์ ซึ่งมีเมล็ดกาแฟหมุนเวียนมาให้เลือกชิมทั้งไทยและต่างประเทศ รวมถึงขนมและเบเกอรีโฮมเมดแสนอร่อย เรียกว่าได้ทั้งจิบกาแฟ ละเลียดขนม และชมวิวคลองในย่านกรุงเก่าที่สวยงามไปพร้อมกัน สมกับคำว่า Context ในชื่อร้าน ที่หมายถึงบรรยากาศ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของผู้คน       ด้วยการตกแต่งแบบมินิมอล เน้นโทนสีขาว และพื้นที่ร้านกว้างขวาง โปร่งโล่งสบายตา ไม่อึดอัด รวมทั้งกาแฟคุณภาพในราคาเบาๆ เข้าถึงง่าย จึงไม่แปลกใจที่คาเฟ่แห่งนี้จะกลายเป็นอีกหนึ่ง Hidden Place บนถนนพระสุเมรุ ที่หลายคนเทใจให้         คอกาแฟต้องลอง Dirty ใช้เมล็ดกาแฟไทยเฮาส์เบลนด์ คั่วระดับกลาง กลมกล่อมหอมโทนนัตตี้และช็อกโกแลต (แนะนำให้ยกดื่ม 3 ครั้ง จะได้ความอร่อยแบบลงตัว) และ Hot Latte ลาเต้ร้อน นุ่มนวล หอมละมุน ส่วนใครชอบความสดชื่น เราแนะนำ Black Yuzu เอสเปรสโซช็อตเข้มข้นผสมผสานซอสยูสุและเนื้อยูสุรสเปรี้ยว แค่จิบเดียวก็คลายร้อนได้เป็นอย่างดี         ถ้ามองหาขนมมาเพิ่มความอิ่ม ลองสั่ง Croffle เนื้อแน่น กรอบนอกนุ่มใน และ Crepe Cake Strawberry Sauce เนื้อนุ่มราดซอสสตรอว์เบอร์รีเข้มข้น ที่เหมาะเป็นมื้อเช้าเบาๆ หรือมื้อบรันช์เติมพลังในวันสบายๆ ได้แบบ Made My Day    

เรียกว่าเป็นหนึ่งในร้านฮอตฮิตติดลมบนแห่งย่านคลองสานที่ชาวคาเฟ่ฮอปเปอร์ไม่ควรพลาด สำหรับ Hint Coffee” คาเฟ่สีขาวในซอยกรุงธนบุรี 10 ที่แค่ผลักประตูเข้าไปก็เหมือนกำลังนั่งละเลียดกาแฟอยู่ในคาเฟ่สุดฮิปที่เกาหลี ด้วยบรรยากาศและการตกแต่งสะอาดตาสไตล์มินิมัลลิสต์ เรียบง่ายละมุนละไม แต่แฝงความเก๋ไก๋ชวนถ่ายรูปไปทุกมุม       ไม่ว่าจะเป็นชั้นใต้ดินที่มาพร้อมหน้าต่างมุมโค้งแต่งด้วยขอนไม้และก้อนหินสุดเท่ รวมทั้งชั้นสองที่ต้อนรับเราด้วยตู้ถ่ายรูปสุดฮิปและมุมที่นั่งติดหน้าต่างแสนสบาย และชั้นสามที่ตกแต่งเป็นห้องทำงานแบบมินิมอลและมุมห้องนอน ซึ่งมีทั้งที่นอนและผ้าม่านสีขาวโปร่งที่ให้บรรยากาศเหมือนบ้านของหนุ่มสาวฮิปสเตอร์แดนกิมจิให้เราได้โพสต์ถ่ายรูปกันเพลินใจ             สำหรับคอกาแฟห้ามพลาดเมนูซิกเนเจอร์ Hint Coffee กาแฟดัลโกนาแบบเกาหลี มาพร้อมแผ่นน้ำตาลบนแก้วให้ทุบใส่เบาๆ ก่อนดื่ม เพิ่มความหอมหวานกลมกล่อมกำลังดี     ส่วนคนรักนมห้ามพลาด Strawberry Latte ความอร่อยลงตัวของนมสดเย็นกับแยมสตรอว์เบอร์รีโฮมเมดเข้มข้น ท็อปด้วยฟองนมนุ่มๆ และสตรอว์เบอร์รีสด กินคู่ Basque Burnt Cheesecake ชีสเค้กหน้าไหม้เนื้อเนียนแน่น ราดครีมหอมมัน ยิ่งเข้ากันสุดๆ    

ยกให้เป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินของสายถ่ายรูป สำหรับ Let me tell you our story cafe คาเฟ่โรงนาสไตล์ยุโรป ย่านลาดกระบัง ที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้และธรรมชาติ บรรยากาศโปร่งโล่งสบาย เหมาะแก่การไปนั่งเล่น จิบกาแฟ แถมยังได้รูปกลับไปแบบไม่ซ้ำมุม       เมื่อเดินเข้าไปในบริเวณร้าน จะพบกับโซนสวนสไตล์ยุโรปสุดร่มรื่น ที่ห้อมล้อมตัวโรงนาสีน้ำตาลหลังใหญ่เอาไว้ ภายในเลือกใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้สไตล์วินเทจเกือบทั้งหมด ตกแต่งด้วยเชิงเทียน โคมไฟสีส้ม และดอกไม้แห้งวางอยู่ทั่วทุกมุมร้าน ช่วยเสริมกลิ่นอายความคลาสสิกให้กับบรรยากาศภายในร้านได้เป็นอย่างดี       เมนูของร้านเน้นเสิร์ฟเป็นเบเกอรี่โฮมเมด พร้อมเครื่องดื่มชา กาแฟ ที่มีให้เลือกกันแบบจุใจ เมนูแรก Dark Beer Chocolate (140.-) เค้กช็อกโกแลตที่มีส่วนผสมของเบียร์ดำ รสเข้มข้นกลมกล่อม ท็อปด้วยครีมชีสและถั่วลิสงกรุบกรอบ     ต่อด้วย Flower Soda (80.-) ที่นำโซดามาผสมกับไซรัปผลไม้ หอมกลิ่นกุหลาบ และลาเวนเดอร์ กินกับ Oreo Cream Cheese Cake (140.-) เนื้อเค้กโอรีโอนุ่มฟูสลับชั้นมากับครีมชีสโอรีโอรสหวานกลมกล่อม หรือ Basque Burnt Macadamia Cheesecake (130.-) ชีสเค้กหน้าไหม้เนื้อนุ่มแน่น ท็อปด้วยแมกคาเดเมีย หวานมัน เคี้ยวเพลิน         Coffee Caramel Frappe (90.-) แก้วนี้ได้ทั้งความขมของกาแฟ และความหวานหอมของคาราเมล กินพร้อมไอศกรีมรสกาแฟ หวานละมุนลิ้นสุดๆ     เติมความสดชื่นด้วย Sparking lychee Coffee (80.-) ที่ทางร้านเลือกใช้ความหวานหอมของลิ้นจี่มาตัดความเข้มของรสกาแฟ ดื่มแล้วชื่นใจสุดๆ  

ท่ามกลางบ้านเรือนภายในซอยเสนานิเวศ 112 ในย่านลาดพร้าว บ้านหลังใหญ่สีขาวนี้ดูโดดเด่นออกมากว่าใคร ด้วยซุ้มประตูโค้งเป็นทางเดินลอดเข้าไปสู่ตัวบ้านสไตล์ยุค 90 ที่ทุกวันนี้กลายเป็นคาเฟ่แสนอบอุ่น มาพร้อมเมนูเครื่องดื่มและของหวานสุดสร้างสรรค์ เหมาะที่จะแวะมาพักผ่อนหลบร้อนในช่วงเวลายามบ่ายของวัน         พื้นที่สวนกว้างที่ล้อมรอบตัวบ้าน ถูกดัดแปลงเป็นพื้นที่นั่งเล่นและมุมถ่ายรูปเชิญชวนสายคาเฟ่ฮอปปิ้งให้เข้ามาเก็บภาพความประทับใจ หากวันไหนที่แดดร่มมีลมพัดเย็น ๆ ก็น่าออกมานั่งเล่นกินลมชมวิวอยู่ไม่น้อย ส่วนภายในตัวร้านนั้นยังคงกลิ่นอายของบ้านเก่าเอาไว้อย่างแนบเนียน แยกเป็นสัดส่วนระหว่างเคาน์เตอร์และพื้นที่นั่งรับประทานอาหารโดยมีประตูไม้บานใหญ่และชั้นวางของสีเข้มกั้นตรงกลาง         เริ่มกันที่เมนูเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ที่มีชื่อเดียวกับร้าน นั่นก็คือ Maysa เป็นเมนูกาแฟที่สร้างสรรค์ใหม่โดยหยิบจับเอาเอกลักษณ์ของขนมไทยมาผสมผสาน เมื่อจิบแล้วจึงได้กลิ่นของข้าวคั่วและใบเตย เสิร์ฟมาพร้อมข้าวเหนียวแดงเคี้ยวกรุบกรอบ ซึ่งเป็นขนมมงคลที่คนต่างจังหวัดมักจะแจกกันในงานบุญช่วงเดือนเมษายน และถ้าอยากได้ขนมเค้กมารับประทานคู่กัน แนะนำ Maysa เป็นเมนูทอฟฟี่เค้กที่ให้รสชาติคล้าย ๆ กัน ทั้งความหวานกลมกล่อมของน้ำตาลทรายแดง รวมกับกลิ่นของข้าวคั่วและใบเตย ท็อปด้วยแมคคาเดเมียเต็มคำ     แก้วต่อมา Black Lemon Tonic เป็นเมนูกาแฟให้ความสดชื่นด้วยกาแฟดำ เพิ่มความเปรี้ยวซาบซ่าด้วยโทนิค ความพิเศษนั้นอยู่ที่ไซรัปเลมอนที่ทางร้านลงมือหมักเอง     กาแฟอีกแก้วคือ Dirty กาแฟนมที่กำลังเป็นเทรนด์ของยุคนี้ โดยทางร้านเลือกใช้เบลนด์พิเศษที่ประกอบไปด้วยเมล็ดกาแฟจากเอธิโอเปีย อินโดนีเซีย อินเดีย และบราซิล ให้รสชาติในโทนนัทตี้     อีกเมนูสำหรับใครที่ไม่อยากดื่มกาแฟ ต้องลอง With Love With Maysa ส้มยูซุสปาร์คกลิ้งรสเปรี้ยวอมหวานพร้อมกลิ่นหอม ๆ เป็นเอกลักษณ์ของยูซุที่มอบความสดชื่นได้ดีไม่แพ้กัน     Pina Yakult แก้วนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากค็อกเทลพินา โคโลดา ซึ่งมีส่วนประกอบหลักคือสับปะรด นำมาผสมผสานกับยาคูลท์ จึงทำให้แก้วนี้มีรสชาติหวาน ๆ เปรี้ยว ๆ ดื่มง่ายไม่ว่าใครก็จะต้องถูกใจ     ปิดท้ายด้วยของคาวกับ หมูทอดเค็ม ที่มาพร้อมกับข้าวเหนียวและน้ำจิ้มแจ่วรสเด็ด เติมเต็มกระเพาะอาหารได้เป็นอย่างดี แต่ขอบอกก่อนว่าเมนนูนี้มีพิเศษเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น     ถ้าอยากพักผ่อนหย่อนใจในบรรยากาศของคาเฟ่สไตล์โฮมมี่ ต้องเก็บที่นี่ไว้ในลิสต์แล้วหนึ่ง!

ใครที่คุมน้ำหนัก คุมน้ำตาลในเลือด แต่ไม่อยากอดอาหาร เราขอชี้เป้า โลฟโฮลวีท ของ Vegan Plus by MedFood ร้านเบเกอรี่ที่เน้นโปรตีนจากธัญพืชหลายชนิด ไม่ใส่ เนย นม ไข่ ผงฟู และน้ำตาลทราย รสหวานได้จากอินทผาลัม มีให้เลือกทั้งแบบทำจากแป้งโฮลวีทและแป้งไรย์ผสมแป้งสาลี         ความเก๋ของร้านคือสร้างสรรค์ออกมาหลายสูตรให้เข้ากับความต้องการของลูกค้า สำหรับแป้งโฮลวีทจะมี 3 สูตร ได้แก่ สูตรควบคุมน้ำหนัก ใส่อินทผลัม อัลมอนด์ ลูกเกด เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดฟักทองและเมล็ดแตงโม สูตรชะลอวัย เพิ่มมันม่วงให้สีเข้มและรสชาติชวนกินยิ่งขึ้น และสูตรควบคุมน้ำตาลในเลือด เปลี่ยนจากลูกเกดเป็นแครนเบอรี่ ผสมชาเขียวหอมๆ ทั้งอร่อยและดีต่อใจ         ส่วนสูตรแป้งไรย์ผสมแป้งสาลีจะเหมาะกับเด็ก ผู้สูงอายุ และคนที่อาหารย่อยยาก เพราะแป้งไรย์จะช่วยย่อยอาหาร ส่วนแป้งสาลีก็ทำให้กินง่ายขึ้น มีให้เลือก 3 สูตรเหมือนกัน ได้แก่ สูตรช่วยย่อยอาหาร ใส่อิทผลัม อัลมอนด์ ลูกเกด เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ และเมล็ดแตงโม สูตรบำรุงสมอง สูตรนี้ขายดีเพราะเพิ่มโกโก้และกล้วย นุ่มๆ หอมๆ ฉ่ำลิ้นไปอีกขั้น และสูตรต้านมะเร็ง เอาใจคนชอบงาดำเพราะใส่ให้ไม่อั้น มีรสหวานจางๆ จากอินทผลัม ถ้าอยากเพิ่มรสชาติให้ปาดหน้าด้วยน้ำสลัดวีแกนเข้มข้นสูตรของร้าน       จะสูตรไหนก็ฟิน จึงควรชิมให้ครบ!

หลายคนอาจเดินผ่านตึกเก่าอายุเกือบ 100 ปีที่ถูกทิ้งร้างแห่งนี้โดยไม่รู้สึกสะดุดตา แต่คุณแมคกลับมองว่าที่นี่มีความพิเศษและเหมาะจะเป็นเซฟเฮาส์ของทุกคน จึงได้พลิกฟื้นพื้นที่ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยปรับชั้นบนให้เป็นโฮสเทล ส่วนด้านล่างเป็นร้านอาหารกาลเวลา และคาเฟ่ Buddha & Pals ทั้งหมดออกแบบให้ล้อไปด้วยกันในคอนเซ็ปต์กาลเวลา ถนอมรักษาร่องรอยในอดีตที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ชวนประทับใจ             ส่วนอาหารนำเสนอสไตล์อิตาเลียนฟิวชันที่กินง่าย อาทิ Mushroom & Gorgonzola Pizza พิซซ่าแป้งบางกรอบสไตล์โรมัน โรยหน้าด้วยบลูชีสและเห็ดแชมปิญอง เมนูนี้จับคู่กับไวน์แดงจะเข้ากันมาก         Kanvela White Sea Bass Fillet สเต๊กปลากระพงชิ้นโต กริลล์พอสุกทั่วถึงเพื่อรักษาระดับความนุ่มนวลฉ่ำลิ้น เสิร์ฟพร้อมผักโขมผัดครีมและแอสพารากัส ก่อนกินบีบเลมอนเล็กน้อยช่วยตัดเลี่ยนและยังเพิ่มกลิ่นหอมชวนสดชื่น       Spaghetti Arrabbiata พาสตาที่ไม่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ ผัดเส้นกับซอสมะเขือเทศรสชาติเปรี้ยวๆ เผ็ดปลายลิ้น กินแล้วสดชื่น       Avocado Tuna Salad สลัดชามโตที่ใส่เนื้อทูน่าเน้นๆ คลุกเคล้ากับสลัดร็อกเก็ต มะเขือเทศลูกเล็ก เพิ่มดีกรีความครีมมีด้วยอะโวคาโดหั่นชิ้นโตที่ใส่มาให้เต็มชาม       ส่วนเครื่องดื่มแนะนำ Calm Rosie Tea รสหวาน หอมกลิ่นไซรัปกุหลาบ จิบเบาๆ ก็ชื่นใจ     ช่วงค่ำที่ความมืดโรยตัวปกคลุมด้านนอก ภายในร้านกลับคึกคักยิ่งขึ้นด้วยเสียงดนตรีแจ๊สและเหล่าผองเพื่อนที่นัดรวมตัวพูดคุย และดื่มด่ำไปกับเสียงดนตรีที่ชื่นชอบ       โลกยังคงหมุนไป แต่ใครที่เดินเข้ามาที่นี่ ต่างก็อยากหยุดเวลาไว้ทั้งนั้น

แค่ผลักประตูไม้บานพับเข้ามาก็รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในโรงน้ำชาในหนังจีนกำลังภายใน แต่ยังคงแฝงกลิ่นอายเก๋ไก๋ของคนยุคใหม่ที่รักศิลปะและวัฒนธรรมจีน เช่นเดียวกับชื่อร้าน “Fa Ka Fei” ที่นำคำว่า “ฟา” จาก “กงสี่ฟาไฉ” ที่แปลว่า “รุ่งเรือง” มาผสมผสานกับ “คาเฟย” หรือ “คาเฟ่” ได้อย่าลงตัว         คาเฟ่สไตล์จีนแห่งนี้สร้างสรรค์โดยเจ้าของร้านที่เติบโตในครอบครัวคนจีน อีกทั้งยังเป็นคอหนังกำลังภายใน ทำให้ที่นี่กลายเป็นโรงเตี๊ยมสุดเก๋ที่ผสมผสานความร่วมสมัยกับความวินเทจแบบคลาสสิกไชนีสไว้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ ของสะสมจากบรรพบุรุษอย่างกรงนกโบราณอายุกว่าร้อยปี ไปจนถึงลวดลายภาพวาดเทพจีนบนกำแพงหลากหลายมุม นอกจากนี้บนชั้นสองยังเป็นอาร์ตแกลลอรีเล็กๆ ที่พร้อมเปิดพื้นที่ให้ศิลปินอิสระจัดแสดงงานได้อีกด้วย         ที่นี่เน้นเสิร์ฟเมนูชาจีนที่นำเข้าและคัดสรรอย่างดีจากประเทศจีน เราแนะนำช่วงเวลาแห่งชา เซตชาร้อนใส่กา (เราเลือกชาผู่เอ๋อร์กลิ่นหอมนุ่มนวล) เสิร์ฟพร้อมขนมเปี๊ยะเนื้อแน่นหอมหวาน และดาวเคลื่อนดาราคล้อย ชาอู่หลงที่เพิ่มความชื่นใจด้วยสมุนไพรจีนทั้งโปยกั๊กและเก๋ากี้ ใส่ฟักทองและเกาลัดเชื่อมเคี้ยวเพลิน       สำหรับคอกาแฟต้องลองสราญรมย์ เอสเปรสโซผสมไซรัปยูซุและลาเวนเดอร์ ดื่มแล้วชวนให้ใจผ่อนคลายสุดๆ ส่วนคนรักของหวานห้ามพลาดหยินหยาง ไอศกรีมรสงาดำและน้ำเต้าหู้ เพิ่มความอร่อยด้วยถั่วแดง พุทราจีน ลูกชิด และฟักทอง เสิร์ฟในวัฟเฟิลรูปหอยสุดน่ารัก หรือถ้ายังไม่อิ่มต้องลองไข่ทองคำ มันทอดกรอบคล้ายขนมไข่เต่า แต่สอดไส้เกาลัดและถั่วแดงกวนเพิ่มความอร่อย กินคู่กับวังบุปผา ความสดชื่นของโซดาและไซรัปกุหลาบผสมส้มมะปี๊ดที่ให้ความเปรี้ยวหวานชื่นใจในจิบเดียวแล้วแสนจะลงตัว        

หลังจากตั้งตารอคอยกันมานาน ในที่สุดร้าน Mil Toast House คาเฟ่ขนมปังสุดฮอตของเกาหลีก็มาเปิดสาขาในบ้านเรา ที่สยามสแควร์ ซอย 3 เป็นที่เรียบร้อย ความโดดเด่นต้องยกให้กับตัวร้านสองชั้นขนาดใหญ่และโลโก้ขนมปังอันเป็นเอกลักษณ์ ที่ใครเห็นเป็นต้องสะดุดตา       สำหรับ Mil Toast House สาขาประเทศไทย ทางร้านยังคงความดั้งเดิมด้วยการใช้วัตถุดิบที่เหมือนกับประเทศเกาหลี แต่ปรับรสชาติให้ถูกปากคนไทยขึ้นเล็กน้อย ในส่วนของการตกแต่งร้าน เลือกใช้โทนสีอุ่นและเฟอร์เจอร์ไม้เกือบทั้งหมด ดูน่ารักสบายตา เหมาะแก่การยกกล้องขึ้นมาถ่ายภาพสวยๆ สักใบ         เริ่มด้วยเมนูที่มาแล้วห้ามพลาดอย่าง Brioche Bread Ham & Corn (290.-) ซิกเนเจอร์ที่นำขนมปังไปนึ่งในซึ้งไม้ไผ่ จนได้สัมผัสนุ่มฟู ด้านในสอดไส้ข้าวโพดและแฮม รสชาติเค็มมัน หรือจะเลือกเป็นเมนูสุดพิเศษเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น อย่าง Brioche Bread Chocolate Nutella Marble (310.-) ตัวนี้ได้รสของนูเทลลาเต็มปากเต็มคำ เสริมด้วยความหอมของเนย เข้ากันได้ดี         ต่อด้วย Soufflé French Toast with Vanilla Ice Cream (365.-) ตัวโทสต์เหนียวนุ่ม ชุ่มฉ่ำไปด้วยเนย หอมกลิ่นเลมอนเบาๆ กินคู่กับไอศกรีมวานิลลา รสหวานละมุน อร่อยลงตัว       ต่อกันที่ Soufflé French Toast with Mont Blanc Cheese Mousse (405.-) ความพิเศษอยู่ที่ชีสมูสมองต์บลังค์เกาลัด รสชาติหวานมันกำลังดี กินกับตัวเฟรนช์โทสต์แล้วไม่เลี่ยน       Ham & Corn Bun (105.-) เมนูของคนรักข้าวโพด ด้านในของขนมปังสอดไส้ซุปข้าวโพด รสเค็มมัน ด้านบนเป็นข้าวโพดย่างเนย จับคู่กับ Signature Milk 5 Taste หรือนมซิกเนเจอร์ 5 สี ที่สามารถเลือกได้ ทั้งรสกล้วย รสสตรอเบอร์รี รสช็อกโกแลต รสเกาลัด และรสพีนัท         ส่วนเมนูเครื่องดื่มเราแนะนำ Almond Mocha (160.-) กาแฟดำรสเข้มข้น ท็อปมาด้วยครีมอัลมอนด์สูตรโฮมเมด โรยด้วยผงโกโก้ด้านบน หอมมันกลมกล่อม  

หากใครมองหาร้านเบอร์เกอร์ รสชาติดี ย่านสุขุมวิท ขอแนะนำ ร้าน Smizzle Burger ในโครงการ Bambini Villa โดดเด่นด้วยตัวร้านสีสันสดใส และเมนูสแมชเบอร์เกอร์ ที่เลือกใช้เนื้อถึง 3 ส่วน คือ Chuck Sirloin และ Striploin มาบดผสมกัน เพื่อให้ได้รสชาติและเนื้อสัมผัสที่ลงตัว         ตัวร้านตกแต่งด้วยโทนสีเหลือง แดงและขาวเป็นหลัก ให้ความรู้สึกสดชื่นเป็นกันเอง ภายในแบ่งเป็นโซนรับประทานอาหาร และโซนห้องกระจกที่สามารถมองเห็นทุกขั้นตอนในการปรุงอาหาร โดยมีคอนเซ็ปต์ร้าน คือ The Real American Smash Burger หรือเบอร์เกอร์สไตล์ดั้งเดิม ที่นำเนื้อไปกดให้แบนราบกับกระทะร้อนๆ จนเนื้อบริเวณด้านนอกกรอบ แต่ภายในยังคงความชุ่มฉ่ำ         เริ่มด้วยเมนูซิกเนเจอร์ Crusty Blondy (240.-) จุดเด่นของเมนูนี้ อยู่ที่การนำเชดด้าชีสไปย่างจนเป็นแผ่นกรอบๆ วางมาบนเนื้อย่างสุกกำลังดี เสริมความเผ็ดเล็กน้อยด้วย ซอสศรีราชามาโย อร่อยกลมกล่อม         ตามด้วย The Oklahoma (220.-) เมนูของชาว Onion Lover ที่จะได้เนื้อสัมผัสของหอมแบบหลากหลาย ทั้งจากการนำไปกดทอดพร้อมกับเนื้อ และจากตัวซอส Garlic & Onion ช่วยเสริมรสชาติของเนื้อได้เป็นอย่างดี       Uncle Sam (220.-) เมนูเบอร์เกอร์สุดคลาสสิก สามารถเลือกได้ทั้งเนื้อหมูและเนื้อวัว กินกับเชดด้าชีสและซอสสูตรพิเศษของทางร้าน หอมมัน ชุ่มฉ่ำสุดๆ       นอกจากนี้ยังมีเมนูกินเล่นน่าอร่อยอย่าง Messy Fries (155.-) เฟรนช์ฟรายส์ทอดกรอบราดชีสเยิ้มๆ และซอสสูตรพิเศษของร้าน เพิ่มเท็กเจอร์เวลาเคี้ยวด้วยเบคอนกรุบกรอบและแตงกวาดอง       ตบท้ายด้วย Dark Chocolate Ice Cream Shake (180.-) ไอศกรีมช็อกโกแลตเนื้อเนียนนุ่ม ที่นำไปเชก รวมกับซอสดาร์กช็อกโกแลตและช็อกโกแลตชิป กินแล้วหวานเย็นชื่นใจ  

ชื่อของ Bora Bora นั้นเป็นที่รู้จักกันในนามของเกาะสวรรค์แห่งการพักร้อน เมื่อกลายเป็นชื่อของคาเฟ่เล็ก ๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ใน ซ.หลานหลวง 8 แล้ว คาเฟ่แห่งนี้ก็เปรียบเสมือนพิกัดที่เปิดประตูให้ผู้มาเยือนได้ทุกคนเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจไปกับบรรยากาศที่แสนเป็นกันเอง รายล้อมไปด้วยมุมถ่ายรูปแบบมินิมัล พร้อมกันนั้นก็ได้เอ็นจอยกับเครื่องดื่มแก้วโปรดที่มีให้เลือกหลายหลายแบบ         ด้วยประสบการณ์ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ทำให้เจ้าของร้านทั้งสองคนนั้นจริงจังกับเรื่องเมล็ดกาแฟไม่น้อย โดยเมล็ดกาแฟในร้านนั้นใช้เป็นเมล็ดกาแฟนำเข้าแทบทั้งหมด อีกทั้งยังมีเบลนด์เฉพาะที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามฤดูกาลอีกด้วย         เริ่มต้นด้วยเมนูกาแฟแนวสร้างสรรค์อย่าง Sweet&Sour ที่เน้นดื่มง่าย ให้รสชาติหวานอมเปรี้ยว เพิ่มความสดชื่นในระหว่างวันได้เป็นอย่างดี       ต่อด้วย Dalgona Latte กาแฟดัลโกนาที่โด่งดังเป็นกระแสมาแล้วพักใหญ่ ซึ่งเป็นกาแฟนมรสชาติกลมกล่อมโปะมาด้วยแผ่นน้ำตาลเกาหลี หรือที่เราเรียกว่าดัลโกนา ซึ่งจะค่อย ๆ ละลายทีละนิดเพิ่มรสชาติหวานให้กับกาแฟแก้วนี้     อีกแก้วนั้นเป็นเมนูชาชื่อว่า Mixed fruite green tea เป็นชาเย็นที่ได้แรงบันดาลใจมาจากร้านชานมไข่มุกชื่อดังในซิดนีย์ จุดเด่นอยู่ที่รสชาติเปรี้ยวนิดหวานหน่อยจากผลไม้ท้องถิ่นเข้าไป เช่น แตงโม เสาวรส และส้ม ได้ความสดชื่นแบบเต็มพิกัด     สำหรับใครที่อยากละเลียดกาแฟคลาสสิค สั่งลาเต้ร้อนที่มาพร้อมลาเต้อาร์ตสุดประณีตสักแก้วก็ดีเหมือนกัน     นอกจากเมนูเครื่องดื่มแล้ว ที่ร้านยังมีซอฟต์คุกกี้โฮมเมดหลากหลายหน้าตามาให้ลิ้มลองด้วย อย่างเช่น SMore Cookies และ Lemon Cookies ที่เป็นตัวเด็ดของร้านเลย    

ชวนเหล่าคาเฟ่ฮอปเปอร์ไปชาร์จพลังกันที่ Chivit Issara โฮมคาเฟ่ขนาดกะทัดรัดย่านบางพลี ที่โอบล้อมไปด้วยต้นไม้นานาชนิด ชวนให้รู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวา โดดเด่นด้วยเมนูอาหารรสมือแม่กับขนมเค้กโฮมเมด ราคาสบายกระเป๋า ที่ใครได้กินเป็นต้องติดใจ         ชื่อร้าน Chivit Issara (ชีวิตอิสระ) มาจากเจ้ากระรอกที่คุณนุช ปิยวรรณ เจ้าของร้าน ได้พบโดยบังเอิญ ซึ่งน้องมักจะแวะเวียนมารออาหารที่บ้านของคุณนุชเป็นประจำ ทำให้เกิดความผูกพันธ์จนนำมาตั้งเป็นชื่อคาเฟ่บรรยากาศร่มรื่นแห่งนี้         เริ่มด้วย ข้าวแมวขโมย (65.-) เมนูของคาวที่เสิร์ฟปลาทูตัวใหญ่มาพร้อมข้าวผัดไข่ร้อนๆ เพิ่มความหอมด้วยผักชะอม แนะว่าก่อนกินให้บีบมะนาวลงบนข้าว รับรองว่าถูกใจคนชอบรสชาติจัดจ้าน       ต่อด้วย Strawberry Shortcake (85.-) สปันจ์เค้กเนื้อนุ่มฟู กินพร้อมครีมสดรสหวานกำลังดี ตัดเลี่ยนด้วยรสเปรี้ยวของสตรอว์เบอร์รีด้านบน อร่อยลงตัว       Basque Cheesecake (80.-) ชีสเค้กหน้าไหม้เนื้อเนียนละมุน กินแล้วละลายในปาก ท็อปมาด้วยสตรอว์เบอร์รีชิ้นโต รสหวานฉ่ำ       สายกาแฟต้องลอง Black Coffee Coconut (60.-) เอสเปรสโซรสเข้มข้น ผสานมากับน้ำมะพร้าวสด รสหอมหวาน เข้ากันได้ดี หรือจะเลือกเป็น เสาวรสโซดา (60.-) เมนูช่วยเติมความสดชื่น รสชาติหวานอมเปรี้ยว ดับร้อนได้ดีเลยล่ะ       นอกจากนี้ทางร้านยังรับรังสรรค์เค้กวันเกิด หน้าตาสวยงาม ใครที่กำลังมองหาร้านเค้กไปเซอร์ไพรส์คนที่คุณรัก สามารถสั่งล่วงหน้าได้ 2-3 วัน