ชวนทุกคนมาย้อนวันวานไปกับ Tokyyo Roaster (โตคีโอ โรสเตอร์) จากสตรีทฟู้ดส์หน้าโรงเรียน สู่คาเฟ่ขนมโตเกียวแบบพรีเมียม โดยใช้วัตถุดิบที่ดีที่สุดในตลาดมารังสรรค์ให้กลายเป็นขนมโตเกียวที่แปลกใหม่และน่าสนใจยิ่งกว่าเดิม       ตัวร้านเป็นตึกแถว 1 คูหา ทาสีเขียวหัวเป็ดสวยสะดุดตา ซ่อนตัวอยู่ในซอยเย็นจิตร 8 บนถนนจันทน์  เมื่อเปิดประตูเข้าร้านจะพบกับพนักงานที่เรียกแทนตัวเองว่า Torista (โตริสต้า) หมายถึงบาริสต้าที่ทำขนมโตเกียวได้อร่อยมากนั่นเอง การตกแต่งร้านดูน่ารักสดใส ในโทนสีเขียวตัดกับสีชมพู มีภาพวาดลายเส้นการ์ตูนประดับเรียงรายบนผนัง อีกมุมหนึ่งยังมีดิสเพลย์รถเข็นพร้อมกล่องขนม และผนังสังกะสี ให้ถ่ายรูปเล่นกันด้วย       ประเดิมที่เมนูแรก Tokyyo Custard Cream with Cracking Candy ขนมโตเกียวสอดไส้ครีมคัสตาร์ด สัมผัสนุ่มละมุน หอมกลิ่นวานิลลา ก่อนเสิร์ฟบีบครีมสดไว้ด้านบน และโรยด้วยเป๊าะแป๊ะ ขนมโบราณที่เมื่อกินเข้าไปจะรู้สึกซ่าๆ เป๊าะแป๊ะในปาก ให้ความเพลิดเพลินขณะกำลังเคี้ยว       Tokyyo Vanilla Custard Cream with Golden Threads ขนมโตเกียวแป้งบางกรอบสอดไส้ครีมสด และฝอยทองที่ไม่หวานจนเกินไป แป้งม้วนเป็นทรงกรวยสวยงาม และปักบนเมล็ดกาแฟในแก้วใบจิ๋วก่อนจัดเสิร์ฟ ดูพรีเมียมมากๆ       เพิ่มความหนักท้องขึ้นอีกนิดกับขนมโตเกียวไส้คาว Tokyyo Salmon & Truffle Cream สอดไส้แซลมอนรมควันจากนอร์เวย์ ผสานความหอมของครีมชีสทรัฟเฟิล เพิ่มเท็กซ์เจอร์เคี้ยวกรุบๆ ด้วยไข่กุ้ง รสชาติเค็มๆ มันๆ กำลังดี     Tokyyo Salted Egg Custard ขนมโตเกียวสอดไส้ไข่เค็มลาวา โดยร้านเลือกใช้ไข่เค็มจากอำเภอไชยา จังหวัด สุราษฎร์ธานี  ให้รสสัมผัสหวาน เค็ม มัน อร่อยนัว กลมกล่อม     ปิดท้ายด้วย Tokyyo London ชาเขียวมัตฉะสุดเข้มข้น ออนท็อปด้วยแผ่นโตเกียวแป้งบางกรอบ และแอบซ่อนผลไม้ตามฤดูกาลไว้ด้านในทั้ง สตรอว์เบอร์รี บลูบอร์รี ผสมผสานกับเบคอนกรอบ ขอบแก้วปาดด้วยเนยถั่วและอัลมอนด์ เพิ่มความหอมมันเมื่อได้ลิ้มลอง     สำหรับใครที่เดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว แนะนำให้จอดรถที่สมาคมแต้จิ๋ว แล้วเดินมาร้าน 50 เมตร เมื่อสั่งอาหารครบ 300 บาท สามารถแสดงบัตรจอดรถกับพนักงานที่ร้าน เพื่อรับส่วนลด 30 บาท  

ใครมีแพลนไปชะอำ-หัวหิน ต้องจดคาเฟ่ ริมผาชมวิว ไว้ในลิสต์ เพราะนอกจากโลเคชันที่ตั้งอยู่บนเนินเขามองเห็นวิวธรรมชาติกว้างสุดสายตาแล้ว เมนูขนมและเครื่องดื่มก็ยังครีเอตออกมาได้สวยงามไม่แพ้กัน รสชาติละมุนละไม กลมกล่อม ถูกใจทั้งสายถ่ายรูป และสายกินแน่นอน       ตัวร้านตกแต่งออกมาคล้ายกับโรงนาของประเทศแถบตะวันตก โดยเลือกใช้ ไม้ เป็นวัสดุหลัก ผสานมากับปูนเปลือย เผยให้เห็นความดิบเท่กลมกลืนไปกับธรรมชาติ โดดเด่นด้วยวิวภูเขาเพชรบุรีที่ไม่ว่าจะเลือกนั่งโซนใด ก็บรรยากาศดีไม่แพ้กัน         เริ่มด้วย Bitter Brown (120.-) กาแฟนมรสเข้มมันนัว ท็อปด้วยวิปครีมและบราวน์ชูก้า เพิ่มความหอมด้วยอบเชยและมะตูมอบแห้ง น่ารับประทาน     หากชอบความสดชื่นต้องลอง Passion in Black (120.-) เอสเปรสโซช็อตรสเข้มข้นผสานมากับรสเปรี้ยวหวานของเสาวรส ตกแต่งด้วยผลเสาวรสหั่นเสี้ยว และดอกกล้วยไม้ดูสวยงาม ดื่มแล้วกระปรี้กระเปร่า     ใครไม่ใช่สายกาแฟ เราแนะนำ Burning Brown (120.-) เป็นนมสดบราวน์ชูก้า รสหวานมันนัว กินพร้อมไข่มุกบราวน์ชูก้าเนื้อนุ่มหนึบ จับคู่กับ Canele (90.-) คาเนเล่เนื้อหนึบหนับ หอมกลิ่นวานิลลา ท็อปมาด้วยวิปครีมนุ่มละมุน และผลสตรอว์เบอร์รีสด    

เรียกได้ว่ามาแรงจนใครที่ไปหัวหิน ต้องแวะเข้าไปเช็คอินกันสะทุกราย สำหรับ bOnnie on the beach คาเฟ่สุดชิลริมทะเล ที่พกพาความน่ารักสไตล์มินิมอลมาให้ชาวคาเฟ่ฮอปเตอร์ตามไปแชะภาพสวยๆ ท่ามกลางเสียงคลื่นและลมทะเล       โดดเด่นด้วยดีไซน์ร้านสุดเรียบง่าย โทนสีครีมรับกับแสงธรรมชาติ แบ่งเป็นโซนอินดอร์ ที่มีไฮไลต์เป็นกระจกใสบานใหญ่เผยให้เห็นวิวทะเลสวยงาม โดยทางร้านเลือกใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้เกือบทั้งหมด ช่วยเสริมบรรยากาศให้อบอุ่นขึ้นเป็นอีกเท่าตัว     ส่วนโซนเอ้าท์ดอร์ก็ชิลไม่แพ้กัน เพราะนอกจากจะได้สัมผัสลมทะเลแบบเต็มๆแล้ว โซนนี้ยังเป็นพื้นที่แบบ Pet Friendly ที่สามารถพาสัตว์เลี้ยงของคุณมาร่วมพักผ่อนได้อีกด้วย       เมนูแรก Peach Tonic (140.-) ความขมของอเมริกาโน ผสานกับกลิ่นหอมของไซรัปพีชรสหวานละมุน เติมความสดชื่นด้วยโทนิค ออกมาเป็นเครื่องดื่มรสชาติกลมกล่อม เข้ากันได้อย่างลงตัว       จับคู่กับ Red Velvet Cake (150.-) เนื้อเค้กนุ่มๆ รสหวานกำลังดี สลับชั้นมากับครีมชีสคุณภาพ ตกแต่งด้วยผลไม้สดอย่าง สตรอว์เบอร์รี และเคปกูสเบอร์รี     หรือจะเลือกเป็น Orange Blossom (120.-) เครื่องดื่มเบาๆ ที่นำน้ำส้มมาเบลน์กับชาคาโมมายล์ เติมความซ่าสดชื่นด้วยโทนิค และมะนาวเล็กน้อย และ Raspberry Mango Frozen (150.-) เมนูสมูทตี้สุดสดชื่น ที่นำผลไม้รสเปรี้ยวหวาน อย่าง ราสป์เบอร์รี และมะม่วง มาปั่นรวมกับโยเกิร์ต เนื้อเนียน นุ่มละมุน      

เปิดประสบการณ์พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ พร้อมรับประทานอาหารรสอร่อยที่ Turtle Bay Hua Hin คาเฟ่และที่พักสไตล์ Eco Friendly โดดเด่นด้วยรูปทรงบ้านพักหน้าตาเก๋ไก๋ หลังคาโค้งมนคล้ายเต่า โดยออกแบบตามโลเคชันซึ่งอยู่ บริเวณหมู่บ้านเขาเต่า อำเภอหัวหิน โอบล้อมไปด้วยภูเขา ทั้งสงบและได้ความเป็นส่วนตัว       สำหรับโซนคาเฟ่เป็นแบบ Open Air พร้อมต้อนรับทุกคนอย่างอบอุ่น โดยเน้นใช้วัสดุธรรมชาติอย่างไม้ไผ่ และตกแต่งด้วยข้าวของเครื่องใช้พื้นบ้าน ส่วนโซนที่พักแบ่งออกเป็น บ้านสำหรับสองท่านจำนวน 3 หลัง และบ้านสำหรับสี่ท่านจำนวน 1 หลัง       เมนูของร้านส่วนใหญ่เน้นหน้าตาสวยงาม และประดับด้วยดอกไม้กินได้ อาทิ Whole Food Salad (290.-) สลัดไก่ย่างที่เลือกใช้ผักสดปลูกเองภายในที่พัก กินพร้อมน้ำสลัดงาดำ รสเค็มมันกลมกล่อม     กะเพราหมูตุ๋น (190.-) เมนูยอดนิยมที่นำหมูสันคอมาตุ๋นจนเปื่อยนุ่ม ยีออกเป็นเส้นๆ ผัดกับเครื่องเทศรสจัดจ้าน หอมกลิ่นกะเพรา กินพร้อมไข่ลวกอร่อยอิ่มสบายท้อง หรือจะเลือกเป็น Pepper Pig (190.-) หมูสะเต๊ะเนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำน้ำซอส หอมกลิ่นงา จับคู่มากับน้ำจิ้มสูตรพิเศษ โดยนำถั่วไปปั่นกับกะทิและปรุงรสให้กลมกล่อม       ตบท้ายด้วย Turt Puff (79.-) ชูครีมสูตรเฉพาะของทางร้าน รูปทรงคล้ายเต่าสอดไส้ครีมคัสตาร์ดเยิ้มๆ ไว้ตรงกลาง จับคู่กับ Turtle Bay Blossom (180.-) เครื่องดื่มที่ให้รสสัมผัสคล้ายกับขนม มีส่วนผสมของน้ำตาลดอกมะพร้าวและน้ำกะทิสด โดยได้สีชมพูจากบีตรูทมาเพิ่มความสวยงาม รสชาติหอมหวาน กินเพลิน    

คนรักทุเรียนไม่ต้องขับรถไปกินทุเรียนไกลๆ อีกต่อไปแล้ว เพราะตอนนี้มีคาเฟ่ทุเรียนเปิดใหม่ Durianism Café Samyan โครงการ Block 28 สามย่าน แค่ฟังชื่อร้านก็รู้แล้วว่านี่คือคาเฟ่สหรับสาวกทุเรียนตัวจริง       คุณวิน เจ้าของร้านเล่าว่า คาเฟ่มีต้นกำเนิดมาจากร้าน Tree House Durian Café คาเฟ่ทุเรียนชื่อดังของจังหวัดจันทบุรี ส่วนบรรยากาศในร้านใช้สีพาสเทล เหลือง-ขาว เข้ากับเมนูทุเรียนที่มีให้เลือกหลากหลาย     เริ่มต้นด้วย โทสต์ทุเรียน ขนมปังโทสต์ที่กรอบและหอมเนย เสิร์ฟพร้อมเนื้อทุเรียนหมอนทองเกรดพรีเมียมชิ้นโตจุใจ เนื้อกรอบนอกนุ่มใน เคียงด้วยไอศกรีมทุเรียนรสละมุน ซอสทุเรียน แล้วโรยด้วยทุเรียนทอดเพิ่มความฟิน     เค้กทุเรียน เนื้อเค้กนุ่มเบา ใส่เนื้อทุเรียนสุกนิ่มลงไปกับวิปปิงครีมด้วย กินแล้วได้กลิ่นหอมอวลในปาก ต่อด้วยครัวซองต์ทุเรียน ครัวซองต์เนยสดและซอสทุเรียนหอมๆ       นอกจากนี้ยังมี หมอนทองสมูทตี้ ทุเรียนหมอนทองปั่นกับนมสด โรยด้วยทุเรียนทอดกรุบกรอบ ส่วนคอกาแฟอย่าพลาด กาแฟทุเรียน ที่เข้ากันดีอย่างน่าแปลกใจ แถมมีเนื้อทุเรียนให้เคี้ยวด้วย       ก่อนกลับอย่าลืมซื้อคอร์นเฟล็กทุเรียนติดมือกลับบ้าน ทางร้านใช้ผงทุเรียนที่สกัดจากเนื้อทุเรียนแบบเต็มๆ มาคลุกเคล้ากับคอร์นเฟล็ก เพิ่มความหอมหวานด้วยคาราเมล     กินเพลินแบบหยุดยากจริงๆ

เป็นแหล่งแฮงค์เอาต์ใหม่ที่รับรองว่าต้องได้ใจสายสุขภาพกับคาเฟ่ลุคเก๋ Sip & Co. ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 โรงแรมสินธร มิดทาวน์ กรุงเทพฯ ใจกลางถนนหลังสวน แม้จะอยู่ในย่านธุรกิจแต่เมื่อเข้ามาในร้านก็สัมผัสได้ถึงความสงบและผ่อนคลายจากการออกแบบที่เปิดรับแสงธรรมชาติสว่างไสว ทิ้งเสปซโปร่งสะอาดตา ตกแต่งในสไตล์สแกนดิเนเวียนจากชุดเฟอร์นิเจอร์ของ NORSE Republic ชวนให้อยากให้เวลาละเลียดเครื่องดื่มแก้วโปรดกับอาหารดีสักมื้อ     อาหารที่นี่มีความพิถีพิถันตามคอนเซ็ปต์ Café & Kitchen และเพราะร้านเปิดตั้งแต่ 6 โมงเช้าจึงมีเมนูมื้อเช้าให้เลือกมากมาย อาทิ Papaya & Mango Smoothie Berries Bowl สมูทตี้มะละกอและมะม่วงที่ให้รสหวานโดยไม่ใส่น้ำตาลเพิ่ม โรยหน้าผลไม้สดทั้งบลูเบอร์รี สตรอว์เบอร์รี ราสป์เบอร์รี เพิ่มสัมผัสกรุบกรอบจากกราโนลา ดาร์กช็อกโกแลตสับ และมะพร้าวคั่ว     หรือจะเป็นเมนูบรันช์ที่อยู่ท้องหน่อยอย่าง Roasted Prawn Avocado Toast โทสต์ขนมปังซาวร์โดว์ที่เนื้อขนมปังด้านในนุ่มเคี้ยวหนุบหนับ ส่วนอะโวคาโดเลือกใช้สายพันธุ์แฮสที่เนื้อหวานมันหมักในซอสสูตรพิเศษให้รสเปรี้ยวกลมกล่อมและเผ็ดนิดๆ ทอปด้วยกุ้งย่างซอสบาร์บีคิวและผักสลัดสดสวย เป็นจานที่ครบรสชาติเลยทีเดียว และ Tossed Taco Salad ใช้แป้งตอร์ติญาข้าวโพดมาอบเป็นชามกรอบๆ เคี้ยวเพลิน ด้านในเป็นสลัดผักคลุกเคล้ากับเนื้อสับ อะโวคาโด และถั่วดำในน้ำสลัดรสเปรี้ยวสดชื่น โรยหน้าด้วยเชดดาร์ชีสและซาวร์ครีม จานนี้เป็นไอเดียจากเชฟใหญ่ชาวแม็กซิกัน หากไม่กินเนื้อก็สามารถเปลี่ยนเป็นหมู ไก่ หรือวีแกนได้ด้วย       สำหรับจานหลักมีทั้งจานเบาๆ ที่สาวๆ ต้องหลงรักอย่าง Fresh Salmon Chowder ซุปครีมข้นที่อุดมไปด้วยผักนานาชนิดหั่นเต๋าที่เคี่ยวมาจนนุ่มเคี้ยวเพลิน กับตัวเอกคือแซลมอนโพชเนื้อนุ่มละมุนลิ้น กินคู่กับขนมปังกรอบและซาวร์ครีม หรือจานข้าวที่ชวนสุขภาพดีไปกับข้าวไรซ์เบอร์รี Caribbean Jack Chicken เสิร์ฟกับเนื้อน่องไก่เลาะกระดูกทอดสีสวย ผักโขมผัด แครอตและบร็อกโคลีย่าง เพิ่มรสชาติด้วยชัตนีย์แตงกวา ถ้าอยากเป็นกินข้าวหอมมะลิก็ขอเปลี่ยนได้       สำหรับขนมหวานบอกเลยว่าสายโทสต์ไม่ควรพลาด Midtown Caramel Toast โทสต์ขนมปังบริยอชเนื้อนุ่มผิวนอกกรอบ ทอดด้วยเนยชุ่มฉ่ำและน้ำอ้อยหวานนวลๆ ทอปด้วยวิปครีม นูเทลลา และไอศกรีมที่เราสามารถเลือกรสที่ชอบเองได้จากตู้ไอศกรีมของทางร้าน เสิร์ฟกับผลไม้สดทั้งบลูเบอร์รี กล้วย สตรอว์เบอร์รี่ และมะม่วงสุกหวานหอม นอกจากเมนูเอาใจคนรักสุขภาพแล้ว ที่นี่ยังมีเบเกอรี เค้ก และพายอบสดใหม่ทุกวัน รวมทั้งไอศกรีมหลากรสชาติเอาใจคุณหนูๆ ด้วย       ส่วนใครที่อยากหาที่พักหลบร้อนพลางนั่งทำงานไปด้วยบรรยากาศที่นี่ก็นับว่าเหมาะทีเดียว เพราะมีที่นั่งให้เลือกหลากหลายทั้งโต๊ะสูง เคาน์เตอร์ และโต๊ะเตี้ย ประกอบกับมีหลากหลายเมนูเครื่องดื่มสดชื่นคอยกระตุ้นให้สมองแล่น โดยเฉพาะกาแฟที่นี่ซึ่งคัดสรรเมล็ดกาแฟคั่วสดใหม่จาก CoffeeWORKS ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรสชาติอัดแน่นเอาใจคอกาแฟไม่ว่าจะเสิร์ฟแบบร้อนหรือเย็น ในช่วงอากาศร้อนๆ แบบนี้ขอแนะนำ Ruby Americano เอสเปรสโซดับเบิลช็อตเลเยอร์กับน้ำทับทิมและแครนเบอร์รีสีแดงสวยสมชื่อรูบี้ หอมหวานชื่จใจ หรือ Cold Brew Coffee กาแฟโคลด์บรูวแบบมีเดียมบอดี ให้รสสัมผัสเอิร์ธและนัตตี สดชื่นแบบไร้น้ำตาล       หากไม่ดื่มกาแฟ ต้องลอง Matcha Honey Lemon ที่ได้ความขมฝาดนิดๆ ของชาเขียวมัตฉะเข้มข้นผสานความหวานอมเปรี้ยวของน้ำผึ้งมะนาวทำให้ดื่มง่าย รีเฟรชมากๆ ส่วนเครื่องดื่มปิดท้ายที่เหมาะสำหรับหน้าร้อนสุดๆ Somchoon Soda หรือส้มฉุนโซดา เสิร์ฟแบบเย็นฉ่ำเป็นเกล็ดหิมะ ได้กลิ่มหอมของมะนาว มะกรูด และน้ำใบเตยที่จะยังอบอวลค้างอยู่ในสัมผัสแม้หลังดื่มไปแล้ว ในแก้วนี้ยังมีผลไม้ฉ่ำๆ เต็มคำทั้งส้ม เงาะ และลิ้นจี่       อ่านรีวิวนี้แล้ว อย่าลืมไปที่อินสตาแกรม @gourmetandcuisine แคปโพสต์ของร้าน Sip & Co. ที่มีแฮชแท็ก #SipWithUs และแท็ก @SipandCo.BKK ไปแสดงที่หน้าร้านเพื่อรับโปรโมชั่นพิเศษ ซื้อเครื่องดื่ม 1 แก้วรับฟรี 1 แก้วทันที ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 พฤษภาคมนี้กันด้วยนะ

พูดเรื่องร้านที่มีเมนูมะพร้าวโดดเด่นทั้งที อย่าพลาด White Flower Café by ครัวดอกไม้ขาว โครงการ Block 28 นอกจากที่ร้านจะโด่งดังจากเมนูไทย จีน ฝรั่งแล้ว เรื่องเค้กก็ขึ้นชื่อ โดยเฉพาะ Coconut Cake เค้กมะพร้าวอ่อนที่ใครมาแล้วไม่ได้กินก็เหมือนมาไม่ถึง         เค้กมะพร้าวอ่อนของที่นี่เสิร์ฟชิ้นสี่เหลี่ยมขนาดกำลังอิ่ม หน้าตาไม่ได้หรูหราแต่ความละมุนนั้นกินขาดสมกับเป็นเมนูสร้างชื่อ เนื้อเค้กเป็นสปันจ์เค้ก นุ่มเบา เนื้อครีมนวลและหวานกำลังดี ตรงกลางมีเนื้อมะพร้าวอ่อนเป็นชิ้นๆ ส่วนด้านบนโรยด้วยมะพร้าวเป็นเส้นๆ ให้มีหลายเนื้อสัมผัสในหนึ่งคำ กินหมดชิ้นก็ไม่เลี่ยน       หากยังไม่จุใจ ยังมีเมนูมะพร้าวที่น่าประทับใจไม่แพ้กันอย่าง Coconut-Americano Frost รสเข้มของกาแฟเจอกับความหอมหวานชื่นใจจากน้ำมะพร้าวปั่นแบบเกล็ดน้ำแข็ง เข้ากันดีอย่างน่าแปลกใจ Coconut Affogato อัฟโฟกาโต ไอศกรีมมะพร้าวโฮมเมดเย็นเจี๊ยบราดด้วยช็อตกาแฟที่ได้ชิมแล้วชอบมากเช่นกัน       นอกจากนี้ที่ครัวดอกไม้ขาวยังมีไอศกรีมมะพร้าวแบบโฮมเมดแพคเกจสวยงามไว้ให้ซื้อกลับไปติดตู้เย็นที่บ้านได้     ตอบโจทย์คนรักมะพร้าวที่สุด

แค่ชิมครั้งเดียวก็ติดใจ สำหรับ Casual Cake คาเฟ่ขนาดกะทัดรัดริมถนนพัฒนาการในบรรยากาศโฮมมี่อบอุ่นเหมือนนั่งอยู่ในคาเฟ่ที่ญี่ปุ่น แถมยังเต็มไปด้วยเค้กโฮมเมดหน้าตาน่ารักและน่ากิน ฝีมือคุณแพร เจ้าของร้านที่ทำทุกชิ้นอย่างตั้งใจ         แน่นอนว่า Best Seller ต้องเมนูนี้ Coconut Cake เค้กมะพร้าวสีขาวมินิมอลที่ได้ชิมแล้วเข้าใจทันทีว่าทำไมถึงขายหมดไวกว่าใครเพื่อน เนื้อเค้กนุ่มเบา สลับชั้นด้วยไส้มะพร้าวอ่อนเป็นชิ้นๆ รสชาติหอมหวานที่ใช้จากสวนเจ้าประจำเท่านั้น เมื่อกินกับครีมสดหอมมันแล้วเข้ากันดีจริงๆ เผลอแป๊บเดียวก็หมดชิ้นแล้ว จะสั่งแบบชิ้นเล็กหรือสั่งแบบปอนด์เป็นเค้กวันเกิดก็ได้เช่นกัน       ไม่ใช่แค่เค้กมะพร้าวจะดีงามเท่านั้น Yuzu Cheesecake ชีสเค้กยูซุก็มาแรง ชีสเค้กเข้มข้นรสเปรี้ยวอมหวาน ตกแต่งด้วยบลูเบอร์รี่และส้ม ด้านล่างเป็นทาร์ตกรุบกรอบ กินแล้วสดชื่น นอกจากนี้ยังมี Creme Brulee Cheesecake, Mango Cheesecake ,Scone       รวมถึงเมนูจากผลไม้ตามฤดูกาลที่หมุนเวียนกันมาโชว์โฉมอยู่เรื่อยๆ อีกด้วย  

จากนิตยสารแฟชั่น ELLE สู่ ELLE Cafe Pattaya คาเฟ่ครัวซองต์ชวนอบอุ่นน้องใหม่ ในโครงการ  A’ La Campagne ที่ยกขบวนครัวซองต์สไตล์ฝรั่งเศส แบบต้นตำรับแสนอร่อยมาให้ลิ้มลอง ท่ามกลางบรรยากาศร้านสุดร่มรื่น และวินเทจ ตอบโจทย์ทั้งสายกินและสายถ่ายรูป       ตัวร้านตกแต่งเป็นสไตล์โรงนาในประเทศโซนยุโรป โดยนำไม้พาเลตที่เหลือใช้จากท่าเรือแหลมฉบังมาขึ้นเป็นผนังอาคาร  ส่วนหลังคากรุเป็นกระจกใสโปร่งแสง เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าในเวลากลางวัน ภายในนอกจากจะแบ่งเป็นโซนสำหรับคาเฟ่แล้ว ยังมีโซนขายของฝาก ที่คัดสรรมาจากผู้ผลิตในท้องถิ่นและศิลปินทั่วไป       ครัวซองต์ของทางร้านจะใช้การหมักแป้งแบบวิธีดั้งเดิมเพื่อให้ได้เนื้อแป้ง และกลิ่นเฉพาะตัว มีให้เลือกหลากหลายรสชาติ อาทิ Yuzu Meringue (150.-) สอดไส้ครีมยูซุ รสหวานอมเปรี้ยว ท็อปด้วยเมอแรงก์เนื้อเบาหวานฉ่ำ     ใครรักนูเทลลาต้องเมนูนี้ Croissant Noisette Almond & Nutella (165.-) ครัวซองต์ที่ราดด้วยนูเทลลามาแบบฉ่ำๆ เพิ่มเท็กเจอร์กรุบกรอบเวลาเคี้ยวด้วยอัลมอนด์ด้านบน     หรือจะเลือกเป็น Butter Croissant (95.-) ครัวซองต์รสออริจินัล เนื้อสัมผัสกรอบเบา หอมฟุ้งกลิ่นเนย จับคู่กับ Hibiscus & Rosella (150.-) เครื่องดื่มสุดสดชื่น ที่นำชบา และกระเจี๊ยบ มามิกซ์รวมกัน ดื่มแล้วชื่นใจ       นอกจากนี้ยังมี Chocolate Croffle (120.-) ครอฟเฟิลเคลือบช็อกโกแลตรสเข้มข้น โรยด้วยอัลมอนด์ หอมอร่อยกินเพลิน  

ไม่ต้องไปภูเก็ตก็ได้ละเลียดโดนัทจากร้านดังคิวยาว John Donut ที่วันนี้มาเปิดสาขาในกรุงเทพฯ และเป็นการจับมือกันระหว่างเชฟป้อง-ภาวิณี บุญทวีกับบริษัท เบอร์แทรม (1958) จำกัด โดยคุณมีนา อัครพงศ์พิศักดิ์ ที่เข้ามาช่วยด้านการจัดการและการลงทุน เพื่อให้คนรักจอห์นโดนัทไม่ต้องเดินทางไกลก็ได้กิน           จุดเด่นของโดนัทร้านนี้คือเน้นนวดแป้งสดๆ และทอดใหม่ทุกวัน ใช้เนยเยอะ ไข่เยอะ เพื่อให้ได้โดนัทที่นุ่มนวลเป็นพิเศษ รวมถึงมีวาไรตี้ให้เลือกมากถึง 50 หน้าหมุนเวียนไปในแต่ละวัน อาทิ Classic Icing / Classic Sugar Cinnamon เมนูนี้ทำให้เรานึกถึงประโยค Simply is the best เรียบง่ายแต่ตราตรึงใจที่สุด เชฟใช้แป้ง brioche ที่ใช้เทคนิคการทำที่เรียกว่า poolish แบบผสม sourdough แป้งจึงนุ่มฟูเป็นพิเศษ รวมถึงใช้เนยสดแท้ 100% ไม่ต้องแต่งเติมรสชาติใดๆ ก็ได้ใจเราไปเต็มๆ     อีกชิ้นที่ติดอันดับ Best Seller ของร้านคือ Pink Salt Caramel เชฟกวนคาราเมลใหม่ทุกเช้า รสออกหวานแล้วตัดเค็มบางๆ ด้วยเกลือชมพู     Strawberry Cream Cheese สะดุดตากว่าใครเพราะมีไฮไลท์เป็นสตรอว์เบอร์รีลูกโต สอดไส้แยมโฮมเมดและสตรอว์เบอร์รีสด เพิ่มความสดชื่นละมุนลิ้นด้วยครีมชีสรสหวานกลมกล่อม     Cake Donut (Old fashion) โดนัทเนื้อนุ่มแบบเนื้อเค้ก มีกลิ่นหอมของเครื่องเทศและผิวผลไม้ Citrus     ถ้าอยากสดชื่นไปอีกขั้นสั่ง Apple Fritter ที่ใช้เนื้อแอปเปิ้ลเขียวผัดกับเครื่องเทศ โรย Lemon Icing Poppy Seed Glaze รสชาติออกเปรี้ยวหวาน กินได้เรื่อยๆ แบบไม่เลี่ยน     ถัดมาเป็นเมนูกึ่งคาวหวาน Maple Bacon โดนัทเคลือบ Maple Sauce สูตรเฉพาะที่มีเบคอนทอดไร้น้ำมันชิ้นเล็กๆ ใส่มาให้เคี้ยวกรุบสนุกลิ้น     Churros ชูโรสน้ำตาล ผิวกรอบนอกนุ่มใน แป้งไม่หวานมาก เมื่อได้รสหวานจากน้ำตาลที่เคลือบบางๆ จึงลงตัวเข้ากันพอดี ไม่หวานเกิน     ปิดท้ายด้วย Cointreau Creme Brulee บอมโบโลนีโดนัทสัญชาติอิตาลีที่ไม่มีรู สอดไส้ครีมวนิลาหวานน้อย ด้านบนเคลือบน้ำตาลกรอบ ก่อนรับประทานให้พรมด้วย liquor  Cointreau สีใสรสขมอ่อน ๆ หอมกลิ่นส้มชัดเจนมาก     ไม่ต้องเดินทางไกล ไม่ต้องต่อคิวยาว แค่ขับรถมาที่ร้าน หรือสั่งเดลิเวอร์รี่ก็ได้กินแล้ว

ถ้าถามว่าย่านใหญ่ที่กำลังเติบโตไม่หยุดในช่วงนี้ ก็ต้องบอกเลยว่าซอยปรีดี พนมยงค์ หรือ ถนนสุขุมวิท 71 ตลอดเส้นนี่แหละ ที่เริ่มมีสีสันมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการเดินทางเข้ามาของบรรดาร้านอาหารและคาเฟ่ จนย่านบีทีเอสพระโขนงนี้กลายเป็นแหล่งแฮงเอาท์สำหรับวัยรุ่นและเหล่าคาเฟ่ฮอปเปอร์ไปเป็นที่เรียบร้อย       PRIDI เป็นอีกพิกัดใหม่ล่าสุด ตั้งอยู่ภายใต้ชายคาบ้านหลังใหญ่ในซอยปรีดี พนมยงค์ 25 เกิดจากหุ้นส่วนผู้มีความสนใจและเชี่ยวชาญในเรื่องกาแฟและการอบขนมปังมารวมตัวกัน นอกจากชื่อของร้านที่บ่งบอกถึงทำเลที่ตั้งแล้ว คำว่า “ปรีดี” ยังสื่อถึงความสุข และยังพ้องเสียงกับ “ปีดี” ที่เจ้าของร้านทุกคนหวังว่าการเริ่มต้นทำคาเฟ่แห่งนี้จะช่วยสร้างปีที่ดีให้กับพวกเขาด้วย       บรรยากาศภายในร้านนั้นอบอุ่นไปทุกอณู ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคาเฟ่แห่งนี้ตั้งอยู่ในบ้านหลังใหญ่ ที่มาพร้อมสวนด้านหลัง พื้นไม้สีน้ำตาลยังคงเป็นวัสดุดั้งเดิมของบ้านหลังนี้ ทำให้ได้ความรู้สึกเหมือนมาเยี่ยมเยือนบ้านของเพื่อนที่พร้อมให้การต้อนรับอยู่เสมอ       สำหรับเมนูของร้านนั้นออกไปทางเมนูกินง่าย เหมาะสำหรับมื้อเช้าหรือมื้อสาย (แต่จริง ๆ แล้วก็สามารถกินได้ทั้งวันนั่นแหละ) เริ่มต้นด้วยเครื่องดื่มกาแฟเพิ่มหลังงานในยามเช้ากับแก้วที่มีชื่อว่า Espresso Tonic ขมปนหวานพร้อมความซ่าให้ความสดชื่นได้เป็นอย่างดี จะจิบคู่กับ Tebirkes ขนมอบสไตล์เดนิชโรยหน้าด้วยเมล็ดป๊อบปี้ สอดไส้มาร์ซิปันที่ทำจากอัลมอนด์และน้ำตาล รสชาติไม่หวานมาก หรือคู่กับ Sourdough ขนมปังซาวร์โดกรอบนอกนุ่มใน เสิร์ฟพร้อมกับเนยและสเปรดลูกจันทน์สูตรโฮมเมดให้รสหวานนุ่มนวล ก็เข้ากันดีทั้งนั้น         จานต่อมา Endive & Preserved Nutmeg เป็นเมนูจานสลัดรสชาติออกเปรี้ยว โดดเด่นที่ความกรุบกรอบของใบอองดีฟสด และแรดิช มาพร้อมกับมอร์ตาเดลลา ไส้กรอกอิตาลีหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ ราดด้วยออริกาโนวินิเกรตต์     ต่อด้วย Fish & Butter ปลากะพงนำไปจี่บนกระทะจับคู่มากับเห็ดผัด ราดด้วยซอสพอนสึ ยูซู บัตเตอร์ ให้รสชาติหอมนุ่มละมุน กลมกล่อม     ที่เราได้ลิ้มลองในโอกาสนี้ยังเป็นแค่ส่วนหนึ่ง ยังมีอาหารและเครื่องดื่มอีกหลายหลายเมนูที่รอให้เข้าไปสัมผัส และเราก็เชื่ออย่างเต็มหัวใจว่ามาเยือน PRIDI แล้ว ทุกคนจะปรีดีอย่างแน่นอน

แค่เห็นร้านนี้ก็พุ่งตัวไปโดยไว นี่คือร้านขนมหวานสุดน่ารักของคุณเอ เจ้าของร้านที่ชื่นชอบการตระเวนชิมขนมหวานในต่างแดน จนลงเรียนอย่างจริงจังทั้งกับอาจารย์ชาวไต้หวันและชาวจีน ตัวร้านดึงดูดสายตาด้วยคาแรกเตอร์เจ้ามังกร 4 ตัวคือ Rui Rui,Ohki ,Ali และ Nobi ที่ได้ไอเดียจากภาพวาดของลูกชายสุดรัก       จุดเด่นของทางร้านอยู่ที่การเลือกวัตถุดิบอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นใบชาอัสสัมนำเข้าจากไต้หวัน เช่นเดียวกับน้ำเชื่อมบราวน์ชูการ์นำเข้าจากไต้หวันทั้งหมดเพื่อได้รสชาติแบบต้นตำรับ รวมถึงครีมชีสปั่นสดเพื่อความละมุน     เริ่มด้วย เป่าปิงมะม่วง น้ำแข็งไสแบบไต้หวันที่ใส่เนื้อมะม่วงลงไปในเป่าปิงด้วย เนื้อสัมผัสเบานุ่มเหมือนปุยหิมะ เติมดวงตาแป๋วๆ ด้วยน้ำตาลไอซิ่ง เสิร์ฟพร้อมมะม่วงสุก ครีมชีส วุ้นAiyu และเฉาก๊วยสไตล์ไต้หวันที่นุ่มกว่า ส่วนใครเป็นแฟนบิงซูอย่าพลาดบิงซูชาไต้หวัน รสชาชัดเจน เนื้อสัมผัสคล้ายเส้นสายไหมกินแล้วละลายในปาก เสิร์ฟพร้อมทาโร่บอล ไข่มุกบราวน์ชูการ์ และเจลลี่       ส่วนเครื่องดื่มต้องยกให้ ชาส้มจี๊ดใช้ใบชามะลิยูนนานนำเข้าจากเมืองจีนนำมาสกัดเย็นแบบไนโตรโคลด์บริว ใส่น้ำส้มจี๊ดสด บ๊วย เนื้อส้มสดแล้วแล้วเบิร์นไฟปิดท้ายเพิ่มกลิ่นหอม หรือจะลอง Apple Coffee กาแฟออร์แกนิกแบบไนโตรโคลด์บริว ใส่น้ำแอปเปิลรสเปรี้ยวอมหวานและเนื้อแอปเปิลให้เคี้ยวด้วย    

แค่เปิดประตูร้านกลิ่นชาก็โชยมาเตะจมูกแล้ว “หล่อเลี้ยง” ร้านขนมในคอนเซ็ปต์โรงเตี๊ยมเล็กๆ แห่งซอยสาทร 11 ที่มาพร้อมเมนูขนมหวานและเครื่องดื่มเย็นฉ่ำที่กินแล้วเหมือนได้หล่อเลี้ยงร่างกายและหัวใจ         ที่นี่มีเมนู “หวานเย็น” ชื่อเก๋ไก๋ไว้รอดับร้อน เริ่มด้วยแก้วแรก ทะเลดำ ที่ได้แรงบันดาลใจจากการนั่งมองทะเลในช่วงค่ำคืน น้ำแข็งไสคลุกซอสน้ำตาลทรายแดงโฮมเมด ด้านล่างเป็นสาคูซึ่งเป็นตัวแทนของเม็ดทราย ใส่เฉาก๊วยทำเอง และแปะก๊วยด้านบนตัวแทนพระจันทร์ที่ลอยอยู่บนผืนน้ำ         แก้วถัดมายอดภูผา ช็อกโกแลตมอลต์หอมมัน ด้านล่างเป็นสาคู ส่วนด้านบนโปะด้วยพุดดิ้งนมเด้งดึ๋งทำเองเหมือนหิมะบนยอดเขา ต่อด้วย ป่าต้นบ๊วย ครบรสเปรี้ยวหวานเค็ม น้ำแข็งไสรสบ๊วย ด้านล่างเป็นสาคูเช่นกัน ด้านบนท็อปด้วยวุ้นบ๊วยดองสีสวยน่ากิน ให้ค่อยๆ ละเมียดได้จนหมดแก้ว     หากยังไม่จุใจ สั่งเลย เซียน ต่อยอดจากทะเลดำมาเป็นขนมถ้วยโต เพิ่มบัวลอยลงไปให้เป็นก้อนเมฆ ใส่แปะก๊วย เฉาก๊วย และสาคู กินเย็นๆ แล้วลืมอากาศร้อนด้านนอกไปสนิท       นอกจากนี้ที่ร้านยังทำขนมอร่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นขนมดาวเสาร์สูตรไต้หวัน คุ้กกี้ไส้สับปะรดกวน หรือจะเป็นขนมไข่นุ่มไส้คัสตาร์ดที่ใครแวะมาก็ต้องซื้อกลับบ้าน       ยกให้เป็นร้านน่าเช็คอินประจำซีซั่นนี้เลยล่ะ

ที่สุดของความอร่อยแบบพรีเมียม สำหรับเหล่าขนมจากร้าน Mika Pâtisserie คาเฟ่มินิมอลชื่อดัง ที่ตั้งอยู่บนชั้น 4 ศูนย์การค้า The Emquartier โดยทางร้านเน้นเสิร์ฟขนมหวานหน้าตาน่ารัก รังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันจากวัตถุดิบคุณภาพดี ไม่ว่าจะไปนั่งรับประทานที่ร้าน หรือเลือกสั่งทางออนไลน์มาฟินที่บ้านก็ดีไม่แพ้กัน     เราแนะนำให้ลอง Caviar Tiramisu เค้กคาเวียร์ทิรามิสุตัวดังที่บรรจุมาในกล่องสวยหรูดูแพง ตัวเม็ดคาเวียร์ทำจาก เอสเปรสโซช็อต คั่วกลาง-เข้ม โดยใช้เทคนิค Molecular Gastronomy เหมือนร้าน Fine Dining สัมผัสหนึบหนับ หอมกาแฟ ผสานมากับ มาสคาโปนชีส เลดี้ฟิงเกอร์ ชุบกาแฟ และเหล้าคาลัวร์จากเม็กซิโก กลมกล่อมละมุนลิ้นเป็นที่สุด       ต่อด้วยเมนูยอดฮิต Ultimate Blueberry Cheese Pie บลูเบอร์รีสดล้นกล่อง ท็อปมาบนซอสบลูเบอร์รี รสเปรี้ยวอมหวาน และครีมชีสโฮมเมด กินพร้อมแครกเกอร์บดอบเนยกรุบกรอบ มีให้เลือกทั้งสูตรออริจินัล และสูตรคีโต       สำหรับช็อกโกแลตเลิฟเวอร์ต้องเมนู Mika’s Chocolate Truffle Lava เค้กช็อกโกแลตไร้แป้งในตำนานเจ้าแรกในไทย ที่เลือกใช้ช็อกโกแลตนำเข้าจากฝรั่งเศสถึง 3 ชนิด รสเข้มข้นหวานน้อย เนื้อสัมผัสนุ่มละมุน สามารถกินได้ทั้งแบบเย็น และแบบอุ่นๆ เป็นลาวา     สั่งได้ที่ LINE official : @mikapatisserie Delivery : Robinhood, LINE MAN

สายฟู้ดดี้คนไหนกำลังคิดถึงรสชาติอาหารอันเป็นเอกลักษณ์ของไต้หวัน ต้องไม่พลาดที่จะแวะไป Mah Moji 馬麻 คาเฟ่ฝั่งธน ใกล้ไอคอนสยาม ที่เน้นเสิร์ฟเมนูอร่อยทั้งคาว หวาน และเครื่องดื่มสไตล์ไต้หวัน สามารถสั่งกินกันได้อย่างจุใจเลยล่ะ       ตัวร้านโดดเด่นด้วยโทนสีน้ำเงิน แดง ขาว ที่มีแรงบันดาลใจมาจากธงชาติของไต้หวัน โซนชั้น 2 ตกแต่งเป็นสไตล์โรงเตี๊ยมจีน โดยจัดวางโต๊ะและเก้าอี้ไม้ไว้อย่างเป็นสัดส่วน ประดับด้วยภาพวาดหญิงสาวและตัวอักษรจีนที่ใครเห็นเป็นต้องสะดุดตา       เริ่มด้วยเมนูกินเล่นเพลินๆ อย่าง มันหวานทอด (89.-) มันหวานกรอบนอก หนึบใน เสิร์ฟมาพร้อมดิปบ๊วยรสเปรี้ยวหวาน และดิปมัสตาร์ดรสเผ็ดอ่อนๆ หรือจะเลือกเป็น สี่สหายของทอด (189.-) ที่ประกอบไปด้วย ลูกชิ้นปลาหมึกเนื้อหนึบหนับ เปาะเปี๊ยะกุ้งทอด ที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อกุ้งเต็มคำ เทียนปุระ ปลาทอดในรูปแบบเฟรนช์ฟรายส์ และไก่ทอดไต้หวัน เนื้อชุ่มฉ่ำ กินพร้อมน้ำจิ้มพริกเผา รสเผ็ดร้อน       ต่อด้วยจานเด่นที่เรายกนิ้วให้ ชุดข้าวหน้าหมูตุ๋นไต้หวัน (179.-) ความพิเศษอยู่ที่หมูสับตุ๋นที่ทางร้านใช้เวลาหมักกับเครื่องเทศและสมุนไพรถึง 2 คืน รสเข้มข้นกลมกล่อม กินพร้อม ยำแตงกวาและซุปลูกชิ้นหมู     ชุดชาอูหลงพรีเมียม+โมจิไต้หวัน (250.-) เซ็ตชาที่เสิร์ฟมาในกาดินสีหยกสวยงาม โดยตัวชาอูหลงพรีเมียมจะมีรสชาติเข้มข้น หอมกว่าชาอูหลงทั่วไป จับคู่กับโมจิไต้หวัน แป้งบาง นุ่มหนึบ สอดไส้ถั่วลิสงคั่วบด และถั่วลิสงงาดำคั่วบด อร่อยเข้ากันสุดๆ       นอกจากนี้ยังมี ชาอูหลงลาเต้ (55.-) รสชาติกลมกล่อม หวาน มัน และ ชาเขียวมะลิส้มจี๊ด (65.-) ชาเขียวมะลิหอมเตะจมูก ที่เพิ่มความเปรี้ยวหวานด้วยส้มจี๊ด ดื่มแล้วสดชื่น    

หน้าร้อนปีนี้ ใครกำลังมองหาร้านไอศกรีมรสชาติดี ต้องไม่พลาด CUBE to CUP ร้านไอศกรีมโฮมเมดแห่งใหม่ ที่ตั้งอยู่บนชั้นสองภายในตึกเก่ากว่าร้อยปี บริเวณแยกไมตรีจิต โดยเน้นเสิร์ฟไอศกรีมเจลาโตรสชาติไทย ที่รังสรรค์จากวัตถุดิบไทยเป็นหลัก เหมาะแก่การไปเติมความสดชื่นให้ร่างกายเป็นที่สุด   ตัวร้านยังคงโครงสร้างเดิมของตึกสุดวินเทจเอาไว้ โดยภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์และของสะสมส่วนตัวยุคเก่าของ คุณอาร์ - ยุทธพงศ์ ชัยโรจน์ (เจ้าของร้าน) ที่เลือกสรรมาเป็นอย่างดี ช่วยเสริมบรรยากาศให้ดูอบอุ่นและคลาสสิกขึ้นเป็นอีกเท่าตัว       เริ่มด้วยเมนูซิกเนเจอร์ อัฟโฟกาโตโอเลี้ยง ไอศกรีมวานิลลาอัญชัน (99.-)  อัฟโฟกาโตสไตล์ไทย ที่นำโอเลี้ยงมาจับคู่กับไอศกรีมวานิลลาสีฟ้าจากอัญชัน อร่อยลงตัว เข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ       ใครชอบความละมุน ต้องลอง ไอศกรีมกาแฟถั่วตัด (85.-) ความนุ่มนวลของกาแฟนมเข้ากันได้ดีกับสัมผัสกรุบๆของถั่วตัด โดยทางร้านเลือกใช้ถั่วตัดร้านดัง หอม หวานมันทุกคำที่เคี้ยว หรือจะเลือกเป็น ไอศกรีมข้าวหลาม (85.-) รสหวานกลมกล่อม ที่จะได้เท็กเจอร์หนึบหนับจากข้าวเหนียวดำ กินเพลินสุดๆ     เติมความสดชื่นด้วย ไอศกรีมมัลเบอร์รีส้มจี๊ด (85.-) ที่ผสมผสานผลไม้รสเปรี้ยวอมหวานอย่าง มัลเบอร์รีและ ผลไม้ไทยรสเปรี้ยวหอมเบาๆ อย่างส้มจี๊ด เข้าด้วยกัน กินแล้วคลายร้อนได้ดีเลยล่ะ  

นักฮอป(คาเฟ่) ทั้งหลายมารวมพลกันตรงนี้ เรามีร้านเปิดใหม่ย่านเจริญกรุงมาแนะนำ Ron Ron Slow Bar เป็นบาร์ลับที่ซ่อนตัวอยู่บนชั้น 2 ของตึกเก่า ชูคอนเซ็ปต์สโลว์บาร์ให้เราได้ดื่มด่ำบรรยากาศโมเดิร์นกลาสเฮาส์ เน้นแสงธรรมชาติที่ส่องผ่านกระจกตลอดแนวผนังด้านหนึ่งซึ่งจะเปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลาตามการเคลื่อนตัวของดวงอาทิตย์ เริ่มจากแสงอุ่นนวลตาในยามเช้า หรือแสงสีชมพู ส้ม อมม่วงในช่วงทไวไลท์         ท่ามกลางเฟอร์นิเจอร์และของสะสมสุดคลาสสิกที่จัดวางได้งามตา ตรงกลางเป็นบันไดเวียนที่นำเราสู่ชั้นลอย โซนที่เหมาะกับการเอนกายอ่านหนังสือ หรือพูดคุยกันอย่างเป็นส่วนตัว ส่วนไฮไลท์ที่เป็นหัวใจของร้านคือกาแฟสเปเชียลตี้กลิ่นหอมกรุ่นที่คัดสรรมาจากทั่วโลก เพื่อให้คอกาแฟได้ลิ้มรสคาแรคเตอร์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของเมล็ดกาแฟนั้นๆ รวมถึงคอมฟอร์ตฟู้ดแสนอร่อยที่สั่งมาละเลียดได้ทั้งวัน       เริ่มต้นที่เครื่องดื่มซิกเนเจอร์เอธิโอเปียเกอิชา สายพันธุ์กาแฟชั้นยอดของโลกที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ รสเปรี้ยว หอม หวานแบบมิกซ์ฟรุต และมีเทกเจอร์นุ่มเบาละมุนลิ้น เป็นกาแฟที่จิบก่อนอาหารก็เหมาะดี หรือจะสั่งมาปิดท้ายมื้อก็เปอร์เฟ็คท์ไม่น้อย ส่วนเครื่องดื่มแก้วที่สองของวัน แนะนำ  Endless  Valentine 120 Sparkling รสเปรี้ยวสดชื่น แซมหวานกำลังดี ดื่มแล้วสดชื่นกระปรี้กระเปร่า         ด้วยความที่เป็นสโลว์บาร์จึงไม่เน้นจานหลักหนักท้อง แต่ถ้าอยากได้เมนูรองท้องเบาๆ ก็มีให้เลือกหลายรายการ อาทิ อะโวคาโดโทสต์ โทสต์แผ่นบาง อบร้อนๆ กลิ่นหอมฟุ้ง ด้านบนปาดด้วยซอสทำจากอะโวคาโดเข้มข้น ท็อปด้วยผักสดหลากสี และไข่ต้มยางมะตูม     อีกเมนูชวนลิ้มลอง ครอฟเฟิล ชิ้นหนาเนื้อนุ่มฟู ผิวกรอบนิดๆ ท็อปด้วยเบคอนกรุบกรอบไร้มัน เสิร์ฟพร้อมไซรัปเมเปิลกลิ่นหอมหวาน     ถ้าไม่อยากกินของคาวก็มีของหวานสุดฮอต นิวยอร์กชีสเค้ก เค้กเนื้อเบา นุ่มฟูละลายในปาก คล้ายเค้กสไตล์ญี่ปุ่น แต่รสชาติหนักแน่นแบบนิวยอร์กชีสเค้กที่เราคุ้นลิ้น     Ron Ron Slow Bar แค่เดินเข้ามาก็รู้สึกผ่อนคลายแล้ว

หลังจากคู่รักนักชิม คุณแจนและคุณโจจูงมือกันตระเวนกินขนมหวานจากร้านต่างๆ จนปิ๊งไอเดียนำเมนูสุดโปรดมาเปิดร้าน “หวานเย็น” แสนอร่อยแห่งนี้ โดยเริ่มจากเช่าพื้นที่หน้าร้านเล็กๆ ขายหวานเย็นเพราะเป็นเมนูที่กินได้เรื่อยๆ ได้ทั้งรสชาติความอร่อยและความสดชื่น เหมาะกับอากาศร้อนบ้านเราที่สุด       หลังจากเปิดร้านขายริมทางได้ไม่นานก็ได้เวลาขยับขยายมาเปิดร้านอย่างจริงจังให้ลูกค้าได้มีพื้นที่นั่งละเลียดกันแบบสบายๆ ในบรรยากาศเรียบง่ายสไตล์โอเพ่นแอร์ที่ใครก็เดินเข้ามาได้ไม่รู้สึกขัดเขิน วัตถุดิบทั้งหมดในร้านเน้นของสดใหม่ เชื่อมวันต่อวัน         ยืนหนึ่งขายดียกให้เต้าทึง เครื่องแน่นทะลัก มีทั้งรากบัวเชื่อม เกาลัด แปะก๊วย พุทราจีน ลูกบัว ลูกเดือย ราดด้วยน้ำเชื่อมเคี่ยวจากน้ำตาลทรายแดงที่มีรสหวานหอมเป็นเอกลักษณ์       น้ำแข็งไสจุใจกับเครื่องที่มีให้เลือกมากกว่า 30 รายการ ราดด้วยน้ำเชื่อมเหนียวข้น ใส่ใบเตยเพิ่มกลิ่นหอมละมุน แค่ได้กลิ่นก็น้ำลายสอ ถ้าอยากเปลี่ยนประสบการณ์แห่งรสชาติ ทางร้านยังให้ลูกค้าเลือกน้ำได้ตามชอบ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเชื่อมน้ำลำไย กะทิสด กะทิลอดช่อง นมสด น้ำแดง และน้ำชาไทยได้อีกด้วย       ยังมีเมนูเอาใจวัยมันส์อย่างทาโรบอลที่เลือกได้จากทาโร่บอลเฉาก๊วยนมสด, ทาโร่บอลเฉาก๊วยขนมปังชาไทย และทาโร่บอลเฉาก๊วยนมสดภูเขาไฟ จุดเด่นคือแป้งเหนียวหนึบ เคี้ยวกรึบๆ สู้ฟัน ราดน้ำเชื่อมแบบที่ชอบ หวานหอม กินแล้วสดชื่น         ส่วนคนชอบไอศกรีมต้องลองไอศกรีมทอด หรือไอศกรีมไข่แข็ง เสิร์ฟพร้อมท็อปปิ้งที่เลือกสั่งได้เช่นเดียวกัน       ช่วงนี้หลายคนคงยังกังวลเรื่องโรคโควิด 19 ทางร้านก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และยกให้ความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงานร้านต้องมาเป็นอันดับแรก เคาน์เตอร์วางเครื่องเคราต่างๆ จึงมีการติดตั้งกระจกเพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกอย่างจะสด สะอาด และปลอดภัยจนกว่าจะส่งถึงปากเราจริงๆ         อร่อยด้วย สบายใจด้วย ยกนิ้วให้เลย!

ภารกิจสุดวุ่นวายในแต่ละวันอาจทำให้ความสุขของเราหายไปบ้าง แต่ถ้าปลีกเวลาได้อยากให้มาชาร์ตพลังที่ Sriyan Tearoom ทีรูมเปิดใหม่ในบ้านโบราณสไตล์โคโรเนียลอายุประมาณ 100 ปีที่ใช้ไม้ซุงเป็นรากฐาน ไม่มีการลงเสาเข็ม ตัวบ้านสร้างจากไม้สักแท้ทั้งหลังและไม่เคยรีโนเวท นอกจากทาสีใหม่บางส่วน โดยเน้นสีโทนเดิมเพื่อคงสเน่ห์ของวันวาน เมื่อเดินเข้ามาจึงสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปสู่อดีตที่เรียบง่าย เนิบช้า ไม่วุ่นวาย แถมยังมีชาชั้นดีและของว่างแสนอร่อยให้ละเลียดเพลินๆ อีกด้วย       ช่วงนี้เปิดให้นั่งชิลบริเวณชั้นล่าง ส่วนชั้นบนกำลังตกแต่งเพื่อรองรับฟังก์ชั่นการใช้งานที่มากขึ้น แต่ถ้าชอบนั่งรับลมแนะนำโซนด้านนอกที่ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ และยังได้เงาของตัวบ้านช่วยบดบังแสงอาทิตย์ ลมพัดเย็นๆ นั่งยืดแขนขาสบายๆ ก่อนสั่งเมนูชูโรง เริ่มด้วยเลือกชาที่ชื่นชอบจับคู่กับครัวซองต์ เมนูไฮไลท์ที่เชฟครีเอทมาทั้งแบบคาวและหวานให้สั่งมาเอนจอยได้ครบจบที่เดียว           เราเลือก Golden Earl Grey ชาดำคัดเฉพาะยอดอ่อน เบลนด์กับกลิ่นมะกรูดและน้ำผึ้ง หอมหวานสดชื่น     ส่วนครัวซองต์เริ่มที่เมนูคาว Smoked Salmon Cream Cheese ครัวซองต์แซลมอนรมควัน ราดด้วยครีมชีส อะโวคาโด เคเปอร์ โรยหน้าด้วยอิคุระ     ต่อด้วย Scrambled Eggs ครัวซองต์สแครมเบิลเอ้ก ใส่แฮมชีส แชมปิญอง ผักร็อกเก็ต และมะเขือเทศย่าง อย่าลืมเพิ่มรสเปรี้ยวสดชื่นด้วยเลมอน     ปิดท้ายด้วยครัวซองต์รสหวาน Yuzu Cream Cheese ครัวซองต์คิวบิกก้อนโตที่กินคนเดียวไม่ได้ เพราะมีจุก ผิวนอกกรอบ ด้านในนุ่มนิ่ม ไฮไลท์อยู่ที่ไส้ยูสุและครีมชีสอุ่นๆ ที่พร้อมทะลักยั่วน้ำลายทันทีที่เราเอามีดกดลงไป รสชาติออกเปรี้ยวอมหวาน ยกให้เป็นของหวานปิดท้ายมื้อสุดประทับใจ     ก่อนกลับแวะย่อยอาหารด้วยการเดินชมสตูดิโอเสื้อผ้าแบรนด์ไทยชั้นนำ Sappaya (สัปปายะ) ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ตัดเย็บจากผ้าเดนิมทอมือและใช้กระบวนการย้อมผ้าภูมิปัญญาชาวบ้านที่ปราศจากสารเคมี 100% ออกแบบสวย ใส่สบาย ไม่แน่ว่าเสื้อบางตัวกำลังรอเราเป็นเจ้าของอยู่ก็ได้  

ยามบ่ายที่แดดทอแสงอ่อนลงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเดินเล่นชมเมืองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะย่านเก่าที่เต็มไปด้วยสถานที่สำคัญและตึกรามบ้านช่องที่ยังคงกลิ่นอายสถาปัตยกรรมของวันวาน ดังเช่นที่ถนนพระอาทิตย์แห่งนี้ บรรยากาศสองข้างทางที่ยังเป็นตึกเก่าอายุกว่า 100 ปี บางคูหารีโนเวทใหม่ให้เป็นร้านรวงสวยเก๋ แต่ยังเข้ากับบริบทของท้องถิ่น ให้ความรู้สึกสุขสงบและชวนนั่งไปอีกแบบ       แต่ร้านที่เราตั้งใจมาในวันนี้แตกต่างออกไป ที่นี่เป็นโรงน้ำชาเล็กๆ ชื่อ “มิตรามิตร” ทุกอย่างในร้านไม่ว่าจะเป็นโครงสร้าง เฟอร์นิเจอร์ ล้วนเป็นของเดิมที่ไม่ได้ถูกเติมแต่งแต่อย่างใด จึงให้ความรู้สึกเหมือนก้าวข้ามมิติของเวลาเข้ามาสู่อดีต ในร้านมีพื้นที่น้อยนิดแต่คึกคัก เพราะเป็นจุดนัดพบของคนที่หลงรักการจิบชา บรรยากาศจึงอบอวลไปด้วยมิตรภาพ มีเสียงพูดคุยเบาๆ บ้างก็อ่านหนังสือ ทุกอย่างดูเนิบช้าจนเหมือนถูกหยุดเวลาไว้ ในขณะที่ด้านนอกการจราจรยังคับคั่งและเต็มไปด้วยเสียงแห่งความวุ่นวาย ใครที่มองหามุมสงบโรงน้ำชาแห่งนี้ตอบโจทย์มาก           มิตรามิตรนำเสนอชาร้อนเป็นชุดแบบ Afternoon Tea ให้ลูกค้าเลือกชาร้อนได้ 1 รสชาติจาก 18 รสชาติ ดื่มหมดแล้วยังเติมน้ำร้อนได้เรื่อยๆ เท่าที่ต้องการ ในชุดยังมีขนมไทยโบราณที่ทางร้านช่วยสนับสนุนจากชุมชนในท้องถิ่น  การันตีว่าจับคู่กับชาชนิดไหนก็อร่อยเข้ากัน     ชาจีนทั้งหมดคัดสรรจากแหล่งที่ดีที่สุดของแต่ละมณฑล แบ่งตามกรรมวิธีในการหมัก ได้แก่ ชาขาว ชาเขียว ชาอูหลง ชาแดง หรือ Black Tea และชาผูเอ่อร์ วันนี้เราขอลอง 2 ชนิด คือชาอูหลงไต้หวัน (เบอร์ 5) หรือมิลก์อูหลง รสเบา หอมละมุน จิบแล้วปลอดโปร่ง ผ่อนคลาย         และชาแดงเจิ้งซานเสี่ยวจง (เบอร์ 12) ซึ่งถูกยกให้เป็นชาที่ต้องดื่มให้ได้สักครั้งในชีวิต ใครชอบรสเข้ม หนักแน่น รับรองปลื้ม สำหรับผู้เริ่มต้นควรลองจากเบอร์ 1 ไปถึงเบอร์ 18 ไม่แน่ว่าระหว่างทางคุณอาจพบรักแท้จนไม่อยากเปลี่ยนใจไปลิ้มลองรสชาติเครื่องดื่มชนิดอื่นอีกเลยก็เป็นได้