ร้านใหม่แกะกล่องของคุณไปรท์และครอบครัวที่ต่อยอดธุรกิจร้านอาหารไทย "ต้นโพธิ์" ถนนพระอาทิตย์ มาเปิดร้านในทำเลใหม่ที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ท่ามกลางบรรยากาศสวนสไตล์อังกฤษจากการออกแบบของคุณวิทย์ Litter Tree ที่นำต้นไม้นานาพรรณมาเนรมิตพื้นที่โล่งให้ดูร่มรื่นชวนนั่งสูดออกซิเจนกันยาวๆ ส่วนอาหารได้คุณแม่ที่เป็นแม่ครัวมือฉมังประจำบ้านและพี่สาวมาช่วยกันครีเอต จึงมีทั้งอาหารไทยสูตรดั้งเดิมและอาหารฟิวชัน ให้เราเลือกอิ่มพุงกลมได้ตามชอบใจกว่า 100 เมนู       เมนูแนะนำ ต้มส้มปลาทู สูตรสุพรรณบุรี ต้มส้มรสเปรี้ยวหวาน หอมพริกไทย กับปลาทูสดตัวใหญ่   สปาเกตตีหมูกรอบ สปาเกตตีผัดคลุกเคล้าพริกกระเทียมรสจัดจ้าน เสิร์ฟคู่กับหมูกรอบที่ทอดจนกรอบทั้งชิ้น   แกงคั่วสับปะรดหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ น้ำแกงคั่วเข้มข้นจากหัวกะทิแท้ เข้ากันกับสับปะรดศรีราชารสหวานฉ่ำและหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์เนื้อแน่น   ห่อหมกปลาช่อนใบยอ เครื่องแกงสูตรคุณแม่โขลกเอง ผสมกับเนื้อปลาช่อนนาและใบยอ กินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยเชียว

เมื่อแวะมาอาคารมณียาทีไร สิ่งแรกที่แก้มแดงคิดถึงเสมอก็คงไม่พ้น Pirate Chambre ร้านที่สร้างความคึกคักให้กับพื้นที่นี้มาเกือบ 2 ปี จากการตกแต่งในโทนสีดำที่เพิ่มประกายวิบวับด้วยไฟดวงเล็กดวงน้อยสะดุดตาภายใต้ความอลังการของห้องโถงใหญ่ ซึ่งนั่นก็ทำให้ที่นี่สมกับเป็นห้อง (อร่อย) ลับของโจรสลัดอย่างที่สุด     ขณะที่คอนเซปต์ก็ยังคงความเก๋เท่ห์ไม่แพ้กัน เพราะเป็นการรวมเอาความอร่อยแบบทูอินวัน หรือ 2 สไตล์มาไว้ในร้านเดียว ด้วยการเสิร์ฟอาหารไทย-อีสานรสจัดจ้านในช่วงกลางวัน ก่อนจะพลิกโฉมเป็นร้านดินเนอร์สุดหรูในช่วงกลางคืน แต่สิ่งที่ทำให้แก้มแดงว้าวไปกว่านั้นก็คือ ตอนนี้เขามีเมนูใหม่มาให้เหล่าฟู้ดดี้ได้ชิมกันในธีม “Hidden Treasure of Pirate Chambre” กันด้วยล่ะ       เริ่มต้นจานแรกกับ Orange and Prosciutto with Aged Goat Cheese Salad (320 บาท) สลัดจานโตที่ดึงความสดชื่นของส้ม ทับทิม กะหล่ำปลีม่วง และผักร็อกเก็ต ก่อนจะราดด้วยน้ำสลัดเลมอนผสานกับบัลซัลมิค ให้รสเปรี้ยวๆ หอมๆ แถมยังมีพาร์มาแฮมและชีสนมแพะมาให้เคี้ยวเพลิน     มาต่อกันด้วย Tuna Ceviche Avocado Mango and Caviar, Baked Nacho Cheese (460 บาท) ที่นำเมนูซีฟู้ดเลื่องชื่อของอเมริกาใต้อย่างเซวิเซ่ (Ceviche) มาปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นทูน่าดิบชิ้นพอดีคำเพิ่มความเผ็ดร้อนด้วยพริกขี้หนู ก่อนคลุกเคล้ากับอะโวคาโดและมะม่วงสุก โรยหน้าด้วยไข่ปลาคาเวียร์อีกหน่อย กินคู่กับนาโชชีสโรยด้วยพริกป่นอบร้อนๆ จานนี้ให้รสชาติแสบใช่เล่น     สำหรับสาวกเป็ดปักกิ่งก็ต้องลอง Beijing Duck Spring Rolls (280 บาท) ที่ช่วยลดขั้นตอนการห่ออันแสนยุ่งยากให้มากลายเป็นปอเปี๊ยะทอดอร่อยครบจบในคำเดียว แต่ถ้าไม่จุใจก็ต้องสั่ง Big Chow (580 บาท) ชุดขนมจีบหลากรส ไม่ว่าจะเป็น ขนมจีบไส้กุ้งและปู ขนมจีบไส้ฟัวร์กราส์ซอส XO ขนมจีบไส้เนื้อนึ่งกับเห็ดพอร์ชินี่ และขนมจีบไส้กุ้งและหมูโรยไข่ปลาคาเวียร์ที่แก้มแดงขอแนะนำ       ส่วนจานหลักก็ห้ามพลาด Unagi Risotto (480 บาท) รีซอตโตปลาไหลย่างญี่ปุ่นที่อร่อยเด็ดด้วยการใส่แซฟฟร่อน หรือหญ้าฝรั่นเติมความหอมลงไปในข้าว พร้อมด้วยซอสจากสาหร่าย 3 ชนิด จนได้ข้าวหอม นุ่ม กรึบ เจือรสเค็มน้อยๆ จากไข่ปลาแซลมอน หรือจะลอง Spicy River Prawn with Three Cheese (520 บาท) กุ้งแม่น้ำไซส์ใหญ่ผัดฉ่าพร้อมด้วยชีสมอซซาเรลล่า เชดดา และพาร์เมซาน ก่อนจะนำไปอบอีกครั้งให้ได้รสชาติเข้มข้นถึงเนื้อ จานนี้ถ้าไม่ได้ลองถือว่าพลาดเลยทีเดียว       ที่สำคัญอย่าลืมปิดท้ายมื้อด้วยขนมหวานอย่าง Grilled Japanese Sweet Potato with Young Coconut Ice Cream Pistachio (245 บาท) มันม่วงญี่ปุ่นอบเสิร์ฟพร้อมไอศกรีมมะพร้าวอ่อน โรยด้วยถั่วพิสตาชิโอกันด้วยนะ  

“กินข้าวบ้านเพื่อน” คงเป็นนิยามที่เหมาะสมที่สุดของ Sundays ร้านอาหารของเพื่อน 4 คนที่นำความชอบศิลปะและอาหารอร่อยที่เหมือนกันมาถ่ายทอดผ่านบรรยากาศและการตกแต่งสุดชิว ซึ่งเจ้าของร้านบอกว่าเป็นการรวมของเก่าหลังบ้าน (แต่เก๋) ของทุกคน รวมทั้งเมนูโฮมเมดที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “เบสิกแต่พิเศษ” แม้กระทั่งไข่เจียวก็ยังไม่ธรรมดา เพราะใช้สูตรลับในการทอดจนกรอบฟูอร่อยไม่เหมือนใคร     เมนูแนะนำ Namprik Narok Mun Goong Angel Hair เส้นแองเจิลแฮร์ผัดน้ำพริกนรกกุ้ง มันกุ้ง เนื้อกุ้ง และไข่กุ้ง รสเข้มข้นจัดจ้าน   Grilled Cheese Sandwich ทีเด็ดอยู่ที่เบคอนเคลือบเมเปิลไซรัปและชีสเยิ้มหนาทำจากชีสมอซซาเรลลาผสมชีสเชดดาร์   Banana Pancakes แพนเค้กหนานุ่มกินคู่กับกล้วยเคลือบคาราเมลและวิปครีมแบบจัดเต็ม โรยอัลมอนด์และซินนามอนเพิ่มความหอม   White Shake ความอร่อยที่ลงตัวของนมปั่น วิปครีม นมเม็ด และมาร์ชแมลโลว์เบิร์น

ร้านอาหาร All Day Breakfast ที่ได้แรงบันดาลใจจากวัตถุดิบสำหรับเริ่มต้นวันใหม่ของทุกคนอย่าง “ไก่” และ “ไข่” มา “ทวิสต์” จับความโดดเด่นของอาหารเอเชียนและยูโรเปียนมาผสมผสานเข้าด้วยกันอย่างไข่กระทะหลุมเล็กของเวียดนาม แต่ใส่ท็อปปิงแปลกใหม่ อาทิ แซลมอน ไข่ปลา เคเปอร์ หรือพัฟฟ์ไส้แกงเขียวหวานเนื้อน่องลายที่ไม่ว่าใครได้ชิมเป็นต้องติดใจ   เมนูแนะนำ Egg-E-Egg-Egg ไข่นกกระทาทอดในหลุมเล็กน่ารัก พร้อมท็อปปิง 8 ชนิด ที่ชอบเป็นพิเศษคือหน้าแซลมอนรมควัน ไข่กุ้ง และชีส   Soft Shell Crab Burger เบอร์เกอร์ไส้ปูนิ่มตัวโตทอดกรอบ เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งทอดและซอส 3 สไตล์   Spaghetti AOP with Garlic King Prawn เส้นสปาเกตตีนุ่มหนึบผัดกระเทียมและน้ำมันมะกอก ท็อปด้วยกุ้งแม่น้ำคั่วเกลือ   Zucchini Almond Salad ซุกกินีย่างน้ำมันมะกอก เพิ่มความอร่อยด้วยอัลมอนด์สไลซ์และชีสเฟตา

ABC Essence in Eatery ไม่ใช่หน้าใหม่ของวงการอาหารแต่อร่อยดีงาม คุณนีน่า-ภคมน สมบูรณ์เวชชการ เจ้าของร้านเล่าถึงปรัชญาการทำอาหารของร้านว่ามี 3 สิ่งสำคัญ คืออร่อย ครบ 5 หมู่ และวัตถุดิบคุณภาพ นำมาทำอาหารฟิวชันในแบบที่เธอชื่นชอบ     ร้านให้อารมณ์กึ่งคาเฟ่กึ่งร้านอาหารในบรรยากาศสีขาวสบายตา โดยเฉพาะเรือนกระจกใสที่มีต้นไม้ช่วยสร้างความร่มรื่นก็กลายเป็นจุดเด่นของร้านที่ไม่ว่าใครก็อยากมานั่ง     เริ่มกันได้ตั้งแต่มื้อเช้า Ninas Breakfast Waffle วัฟเฟิลชุบไข่ทอดคล้ายเฟรนช์โทสต์ ใส่ทุกอย่างที่คุณนีน่าชอบ เบคอน อะโวคาโด มันฝรั่งทอด วิปครีม ชีสพาร์เมซาน ราดเมเปิลไซรัปและเบอร์รีเคตชัพ     อีกจานก็กรอบฉ่ำมาเลย Egg Lava ครัวซองต์สอดไส้โพชเอ้กที่ทอดไข่ขาวจนผิวนอกกรอบ เนื้อในไหลเยิ้มเป็นลาวา เห็ดผัด และชีสเชดดาร์ ตัดเลี่ยนด้วยกาแฟซิกเนเจอร์ ABCs Signature Iced Coffee ที่ใช้เมล็ดกาแฟจากสวนกาแฟของคุณนีน่าในอมก๋อย     ส่วนมื้อเที่ยงจานแรกจานใหญ่แต่สุขภาพดี Lean & Clean สลัดขายดี ผักนานาชนิด ออมเล็ตไข่ขาว อัลมอนด์ อะโวคาโด มันหวานบด อกไก่ซูสวิด และน้ำสลัดสไปซี่วีเนแกรต     จานต่อมาห้ามพลาด Spicy Crab Spaghetti เส้นหนึบผัดกับพริกแห้งไทย พริกแห้งอิตเลียน และน้ำมันพริก มาพร้อมเนื้อปู บีบมะนาวนิดๆ เผ็ดเปรี้ยวอร่อยดี     และ Baby Chicken ไก่สาวยัดไส้แล้วอบ เนื้อฉ่ำๆ หอมเครื่องเทศ แทบไม่ต้องจิ้มเกรวี แจ่ว และซีฟู้ดที่เสิร์ฟมาพร้อมกัน     ปิดท้ายด้วย Snow White Apple แอปเปิลเขียวซูสวิดกับน้ำตาลมะพร้าว ครัมเบิล และซอสครีมแอปเปิล  

หากใครคุ้นเคยกับบรรยากาศความอร่อยภายใต้โรงนาที่มีแสงไฟเหลืองสลัวแล้วล่ะก็ ตอนนี้เตรียมพบกับความอร่อยใหม่และแสงสดใสในช่วงกลางวันกันได้แล้ว     แม้จะไม่ใช่เมนูดินเนอร์ แต่จุดเด่นของ Seed ก็ยังคงมีอยู่อย่างครบถ้วนเต็มเปี่ยม เมื่ออาหารทุกจานล้วนคิดค้นขึ้นมาด้วยความใส่ใจจากการผสมผสานรสชาติตามตำรับเอเชียนที่ใครหลายคนกำลังคิดถึง ไม่ต่างกับวัตถุดิบที่พยายามคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดและทำเองแทบทั้งหมด โดยได้เชฟจาว-ภคปัทม์ ศักดิ์ยโศ มือขวาของเชฟไฮเคิล โจฮาริ จาก Water Library มาแสดงฝีไม้ลายมืออย่างเต็มตัว จนออกมาเป็นอาหารกินง่าย หน้าตาดี และมีประโยชน์ให้ได้ลองลิ้มชิมได้ทั้งวัน     เริ่มกันด้วย Jao's Granola กราโนล่าสูตรโฮมเมดของเชฟจาว เนื้อเหนียวนิดๆ เคี้ยวกรุบๆ จากส่วนผสมของข้าวโอ๊ต อัลมอนด์ ข้าวไรย์ แครนเบอร์รี และลูดเกด กินกับกรีกโยเกิร์ตรสเข้มข้น เติมรสด้วยน้ำผึ้งและผิวส้มเล็กน้อยพอหอมชื่นใจ     ต่อด้วย Anytime Egg เมนูไข่กินได้ตลอดวันสมชื่อ ความเก๋ของเมนูนี้อยู่ที่การดัดแปลง Egg Benedict สุดฮิตให้มาอยู่ในถ้วยใบย่อมที่อัดแน่นไปด้วยความหอมหวานของครีมถั่วลันเตา มันฝรั่ง เห็ดหอม เบคอนรมควัน โดยมีไข่ฟูและซอสฮอลลันเดสปิดผนึกเอาไว้ วิธีกินก็ให้ใช้ขนมปังซาวร์โดจิ้มและตักขึ้นมาอย่างช้าๆ อ้าปากกันโตๆ     แล้วมาอิ่มเต็มคำกับ Crispy - Skin Chicken สะโพกไก่ชิ้นใหญ่หนังกรอบเนื้อนุ่มในที่ผ่านการหมักในน้ำพริกเผาและซอสฮอยซินให้กลิ่นหอมละมุน ก่อนราดด้วยซอสลูกพรุนและลูกเกด เสิร์ฟพร้อมฟักทองบดและมันฝรั่ง     แล้วห้ามพลาดกับ Ma Prao Pancake แพนเค้กมะพร้าวอ่อนที่ใช้เทคนิคพิเศษจนได้เนื้อแป้งฟูนุ่มให้อารมณ์เหมือนขนมถังแตก พร้อมเนื้อมะพร้าวอ่อนชิ้นเล็กชิ้นน้อยเคี้ยวหนุบหนับ แถมยังเย็นชื่นใจกับซอร์เบต์มะพร้าว...     พ่วงด้วยความหวานของคาราเมลสีเหลืองทองที่ไม่ว่าใครก็ยั้งใจไม่อยู่

คาเฟ่นั่งสบายสไตล์บ้านแบบยุโรป ซึ่งหากไม่ก้าวเข้ามาคงไม่รู้ว่าเมนูเด็ดของที่นี่คือ “ชูร์โร” ฝีมือเชฟชาวเกาหลีที่อร่อยไม่เหมือนใคร ด้วยความกรอบนอกเนื้อในนุ่มหนึบ แถมยังใช้น้ำมันคาโนล่าทอดซึ่งดีต่อสุขภาพ ที่สำคัญคือการหยิบชูร์โรที่เราคุ้นเคยในรูปลักษณ์สตรีทฟู้ดมาครีเอตเป็นเมนูแปลกใหม่หน้าตาน่ากินทั้งของคาวและของหวาน อาทิ ชูร์โรซันเด ชูร์โรเบอร์เกอร์ และชูร์โรเอ้กเบเนดิกต์ ที่เราขอบอกว่าห้ามพลาด     เมนูแนะนำ Dolly Churro C&C เมนูยอดนิยมที่จับคู่ชูร์โรกับซอสช็อกโกแลตและครีมชีสสูตรพิเศษของร้าน   Dolly Churro Cup Cake คัปเค้กชูร์โรมาพร้อมแยมสตรอว์เบอร์รีด้านล่างและครีมโฮมเมดด้านบน   Dolly Churro Storey ชูร์โรสลับชั้นด้วยครีม ราดเมเปิลไซรัป ตัดความหวานด้วยสตรอว์เบอร์รีสด   Lemonade Rosie ไซรัปหอมกลิ่นกุหลาบเพิ่มความเปรี้ยวสดชื่นด้วยมะนา  

ร้านน้องใหม่ในเครือ The Never Ending Summer ของคุณด้วง-ดวงฤทธิ์ บุนนาค ที่ไม่เพียงดึงดูดด้วยเรือนกระจกขนาดใหญ่สไตล์อินดัสเตรียลลอฟต์ติดริมแม่น้ำ มีโซนเอาต์ดอร์ไว้นั่งรับลมเย็นสบายยามค่ำคืนเท่านั้น เมนูอาหารยังน่าสนใจไม่แพ้กัน เป็นสไตล์อินเตอร์เนชันแนลและฟิวชันหน้าตาดีจากเชฟมืออาชีพ ฉีกคอนเซ็ปต์อาหารไทยโบราณจากร้านเก่า แถมทำครัวเปิดพร้อมเพิ่มบาร์ชวนตื่นตาตื่นใจ ไม่ว่าจะนั่งอยู่ร้านไหนก็สามารถสั่ง (ข้ามร้าน) ได้ มาที่นี่ที่เดียวรับรองว่าเอาอยู่นะจ๊ะ!       เมนูแนะนำ สลัดปูนิ่ม ปูนิ่มทอดกรอบไม่อมน้ำมัน เสิร์ฟพร้อมสลัดเนื้อปูสดหวาน กรูตอง และเลมอน   พอร์กชอปสเต๊ก เนื้อหมูนุ่มฉ่ำซอส กินคู่กับชีสและมะเขือเทศอบบัลซามิกรสเปรี้ยวอมหวาน   แซลมอนสเต๊ก เนื้อนุ่มหนังกรอบ ราดซอสโหระพากลิ่นหอม เพิ่มรสด้วยชีสพาร์เมซานและพายนัต กินแกล้มกับกระเทียมและมะเขือเทศย่าง     Cup c เค้กช็อกโกแลตรสเข้มข้น เนื้อหนึบ ครีเอตโดยเชฟพล ตัณฑเสถียร เป็นการผสมผสานระหว่างคุกกี้และบราวนี่ ทีเด็ดอยู่ตรงผงโรยรสชาติต่างๆ บนวิปครีม 

แค่เพียงได้เห็นชื่อร้านก็ชวนสงสัยว่าควรอ่านว่าอะไรดีระหว่าง “No-Where” (โนแวร์) หรือ “Now-Here” (นาวเฮียร์) กันแน่ ซึ่งคำตอบนี้ของคำถามนี้คงไม่มีใครตอบได้ดีกว่า คุณแพร - แพรชมพู หนึ่งในเจ้าของร้านที่เคยสร้างปรากฏการณ์ความอร่อยของอาหารไทยจาก “คราม Café and Thai Kitchen” มาแล้ว       คุณแพรบอกว่าชื่อร้านสามารถเรียกได้ทั้งสองชื่อ เพราะมาจากคำพูดที่ติดปากที่ว่า “เย็นนี้ไปไหนดี?” (ประมาณว่าไม่มีที่ไป) แต่พอเลือกร้านได้ก็จะมีการชักชวนว่า “อยู่นี่นะ ตามมาสิ” คอนเซปต์ดังกล่าวจึงถูกตีความผ่านการตกแต่งเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นบันไดปูนที่วนไปตามส่วนต่างๆ ของร้าน หนังสือเล่มโตที่วางให้อ่าน ไปจนถึงกระจกใสที่ทำให้เราเห็นวิวสวยๆ จากชั้นรูฟท็อปอย่างรอบด้านก็ล้วนสะท้อนว่า การเดินทาง (ตามหาร้านและความอร่อย) คงยังไม่มีที่สิ้นสุด     ขณะที่สไตล์อาหารก็แปลกใหม่ไม่แพ้กัน ด้วยการชูโรงความอร่อยแบบยูเรเซียน (Eurasian) จากการนำอาหารยุโรปมาปรุงรสด้วยวัตถุดิบและเครื่องเทศจากทุกมุมโลก จนได้รสชาติสุดพิเศษแต่ให้อารมณ์ที่คุ้นเคย เริ่มด้วย Moo-Ping Pâté (350 บาท) ที่ปรับเปลี่ยนตับบดแบบฝรั่งเศสมาเป็นหมูปิ้งของดีบ้านเราแทน แม้สีสันอาจดูธรรมดา แต่พอบรรจงทาลงบนอิงลิชมัฟฟินเนื้อฟูกรอบนุ่มก็กินเพลิน แถมยังมีอาจาดถ้วยเล็กๆ มาให้แกล้มเพื่อตัดรสกันด้วย ยิ่งให้อารมณ์หมูสะเต๊ะเพิ่มเข้ามาอีก     ตามด้วย Watermelon Salad (240 บาท) เมนูซิกเนเจอร์ที่ได้แรงบันดาลใจจาก “ปลาแห้งแตงโม” แต่เพิ่มลูกเล่นด้วยการโรยปลาแห้งญี่ปุ่น พร้อมผักโขมและเฟต้าชีส ก่อนจะโรยด้วยน้ำสลัดชูแมค (เครื่องเทศของชาวตะวันออกกลาง) รสเปรี้ยวๆ หอมๆ พอมากินคู่กันบอกได้เลยว่าครบรสทั้งเปรี้ยวหวานมันเค็ม และถ้าให้เริ่ดแนะนำให้กินคู่กับ Where Are You Tonight (350 บาท) ค็อกเทลเข้มๆ หอมหวานน้ำแตงโม     แต่ถ้าชอบจัดหนักก็ต้อง Harissa Pork Ribs (529 บาท) ซี่โครงหมูบาร์บีคิวชิ้นใหญ่หมักในซอสฮาริซาซา ซึ่งเป็นซอสพริกจากแอฟริกาเหนือรสชาติค่อนข้างเผ็ดสุดขีด ส่งผลให้เนื้อซี่โครงนุ่มๆ ทำเอาเผ็ดน้ำตาเล็ด แต่พอมากินเข้าคู่กับสลัดข้าวโพดรสชาติก็ลงตัวอย่างเหมาะเจาะ      ที่สำคัญห้ามลืมสั่ง A Mess of NOWHERE (220 บาท) ​เมอร์แรงก์กรุบกรอบในครีมโยเกิร์ต ราดด้วยรัมและซอสดาร์คช็อกโกแลตมาปิดท้ายกันด้วยนะ     เพราะมันเข้มข้นจริงๆ

การกลับมารวมตัวกันอีกครั้งของสองเพื่อนซี้สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อทำร้านอาหารในสไตล์ที่พวกเชาชอบ โดยเปลี่ยนตึกคูหาเล็กๆ ในซอยทองหล่อให้กลายเป็นย่านบรูคลินกลางมหานครนิวยอร์ก นอกจากสร้างบรรยากาศชวนให้ตื่นตาตื่นใจแล้ว เมนูอาหารก็น่าสนใจไม่เป็นรองใคร ครีเอตโดยเชฟปั้น เฮดเชฟประจำร้าน นำเอาจุดเด่นในนิวยอร์กซึ่งมีการ “หลอมรวมของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ” มาปรับใช้ ทำให้ร้านมี “อาหารหลากหลายสัญชาติ” โดยเฉพาะอาหารสไตล์อเมริกันที่เชฟถนัดเป็นพิเศษ แถมยังขยันหาวัตถุดิบใหม่ๆ มาทดลองทำเมนูเพิ่มเติมอยู่เรื่อยๆ สมกับชื่อร้านจริงๆ       เมนูแนะนำ Too Young To Die ปลากะพงจับตามธรรมชาติ เนื้อนุ่มหวาน กินกับน็อกคี บีตรูตอบบัลซามิก และผักย่าง ราดซอสเลมอนการ์ลิก    Bayou Gumbo อาหารพื้นบ้านของอเมริกาใต้ เป็นสตูกึ่งซุป รสเผ็ดเค็มอ่อนๆ หอมกลิ่นเครื่องเทศ ประยุกต์ใช้เนื้อไก่ กุ้ง ปลาหมึก และไส้กรอกแทนเนื้อจระเข้ เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยและขนมปังซาวร์โด   Quinoa Bowl เมล็ดควินัวคลุกเคล้ากับซอสขิงและน้ำมันงา เข้ากันกับเบบี้แครอต ถั่วลันเตาหวาน อะโวคาโด และไข่ต้ม   Negroni Reverse ค็อกเทลสูตรคลาสสิก แอลกอฮอล์สูงหน่อย เหมาะกับหนุ่มๆ นักดื่ม