“ท่าอรุณ” ร้านอาหารไทยแห่งใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาของกลุ่มเพื่อนที่คลุกคลีในแวดวงร้านอาหารมายาวนาน พร้อมกับคอนเซ็ปต์ “เห่อฝรั่ง” ที่ฟังแล้วสะดุดหูยิ่งนัก เพราะในวันวานพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นท่าเรือสำหรับรับส่งสินค้าจากยุโรปมาก่อน ภายในร้านจึงเล่าเรื่องราวการรับวัฒนธรรมแบบฝรั่งผ่านการตกแต่งได้อย่างน่าสนใจ ระยิบระยับด้วยแสงไฟจากแชนเดอเรียเข้ากับเฟอร์นิเจอร์ย้อนยุค แฝงกลิ่นอายความโอเรียนทอลด้วยตู้ยาจีนขนาดใหญ่ อีกทั้งยังมีพื้นที่ด้านนอกให้นั่งชมวิวพระปรางค์วัดอรุณที่ตั้งโดดเด่นอยู่อีกฝั่งแม่น้ำ         ที่ร้านเสิร์ฟอาหารไทยสมัยคุณตาคุณยายแต่ประยุกต์ให้เก๋ไก๋มีลูกเล่น กลายเป็นอาหารไทยทวิสต์ที่ยังคงความเข้มข้นครบเครื่องเอาไว้ เริ่มต้นด้วยยำมังคุด ที่ให้ความรู้สึกสดชื่นตั้งแต่คำแรก มังคุดผลเล็กรสหวานอมเปรี้ยวให้เคี้ยวได้แบบไม่ต้องคายเม็ด มาพร้อมกุ้งตัวโตและไข่เป็ดต้มยางมะตูม ส่วนน้ำยำรสจี๊ดจ๊าดได้จากน้ำมะนาว น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ พริกขี้หนูสวนซอย     ตามด้วยเสือใต้ ขนมจีนน้ำยาปูรสจัดจ้านถึงใจจากพริกแกงตำมือส่งตรงจากนครศรีธรรมราช กินกับผักพื้นบ้านหลากชนิด มีทีเด็ดเป็นปลาชิงชังรสหวานนิดเค็มหน่อยไว้แนมตัดรสเผ็ด ประดับด้วยใบชะพูทอดกรอบ     อีกหนึ่งเมนูเด่นประจำฤดูฝนของทางร้าน ต้มกะทิสายบัวปลาทู ปลาทูแม่กลองตัวเล็กเนื้อมัน สายบัวนุ่ม ส่วนน้ำแกงรสมีความข้นหอมจากกะปิ หอมแดง และพริกไทย ต่อด้วยผัดหมี่กระเฉด ที่หอมยั่วยวนใจเพราะใส่มันกุ้งลงไปผัดด้วย       ปิดท้ายมื้อนี้ด้วยม็อกเทลสีสวยอย่างเยาวราช แก้วนี้โดดเด่นด้วยรสเปรี้ยวสดชื่นของส้มจี๊ด และพวงชมพู ที่ตั้งชื่อตามดอกไม้ ได้ความหอมหวานจากลิ้นจี่ เหมาะสำหรับนั่งจิบเคล้าเสียงเพลงเบาๆ       เข้ากับวิวสุดโรแมนติกยามเย็น

Abelle Bar & Bistro ร้านแฮงก์เอาต์สุดชิคแห่งนี้เป็นมากกว่าปลายทางสังสรรค์หลังเลิกงาน หิวเมื่อไรก็แวะมาฝากท้องได้ทุกเวลา เริ่มจากมื้อเช้ากับเมนูเบาๆ สบายท้อง ส่วนมื้อกลางวันที่ต้องการจานหลักก็มีไว้รองรับอย่างหลากหลาย จากนั้นส่งท้ายที่มื้อค่ำสุดคึกคัก เพราะเป็นจุดนัดพบของคนรักการดื่มกินไปแล้ว         เมนูคู่โต๊ะยกให้ทรัฟเฟิลฟรายส์ มันฝรั่งทอดในน้ำมันทรัฟเฟิล กรอบนอกนุ่มใน หอมกลิ่นน้ำมันทรัฟเฟิลขึ้นจมูก โรยชีสพาร์เมซานเค็มๆ มันๆ เสิร์ฟพร้อมทาร์ทาร์ซอสและมายองเนสรสน้ำผึ้งมะนาว     ต่อด้วยผัดไทยสปิงโรล เปลี่ยนผัดไทยให้เป็นฟิงเกอร์ฟู้ดคำเล็กกินง่าย จับคู่กับกุ้งเทมปุระแป้งบางกรอบ เนื้อกุ้งเคี้ยวสู้ฟัน ไม่ต้องปรุงเพิ่มก็กลมกล่อมทุกองค์ประกอบ     ถัดมาเป็นริกาโตนีน้ำพริกลงเรือกับปลาทูน่าฟู ริกาโตนีผัดกับน้ำพริกลงเรือรสจัดจ้านและปลาทูน่าฟู ท็อปด้วยไข่ดาวน้ำ วิธีกินที่ฟินยิ่งขึ้นให้เอาส้อมเจาะไข่แดงเยิ้มๆ คลุกเคล้าจนเข้ากันจะเพิ่มความหอมมันชวนกิน และยังช่วยลดระดับความเผ็ดร้อนสำหรับคนไม่กินรสจัดด้วย     ต่อด้วยข้าวผัดน้ำจิ้มแจ่วหมูหย็อง ข้าวผัดสไตล์อีสานเด่นที่น้ำจิ้มแจ่วรสจัดถึงใจ กินคู่หมูทอดเนื้อนุ่มรสเค็มนิดๆ กับหมูหย็องฟูรสหวาน     สปาเกตตีซุกกินีผัดหมูก้อน สัมผัสความกรุบกรอบและสดชื่นของซุกกินีที่สไลซ์เป็นเส้นแทนสปาเกตตีผัดกับซอสเข้มข้นสูตรลับ เพิ่มความหนึบหนับเต็มคำกับหมูก้อนไร้มันลูกกลมโต     สำหรับค็อกเทลไฮไลต์ Wildberry Sake Jelly เหล้าสาเกผสมกับโชจู ไวต์ฟรุตเบอร์รี และสปาร์กลิงไวน์ ให้ความรู้สึกซาบซ่ากระปรี้กระเปร่า     และที่สุดของคนรักค็อกเทล Bengal เสน่ห์ของความเรียบง่ายที่หยิบมะม่วงหาวมะนาวโห่มาเป็นส่วนประกอบสำคัญ เพียงครั้งแรกที่ได้ลองก็ครองใจสายดื่มได้ไม่ยาก     ไม่ว่ามื้อไหนๆ ก็อิ่มครบจบที่เดียว

“FOO Flavor” ร้านอาหารเอเชียนเซอร์ไพรส์น้องใหม่สุดสดใส ที่ภายในใช้ลวดลายของเลขาคณิตตกแต่งให้ดูทันสมัย ไม่ลายตา ผนังประดับด้วยรูปเพนท์ติ้งต่างๆ มองแล้วทำให้มีชีวิตชีวา พาให้เจริญอาหารมากยิ่งขึ้น เพลิดเพลินไปกับเมนูอาหารมากมายเต็มไปด้วยรสชาติที่หลากหลาย บางจานหน้าตาแปลกแต่รสชาติคุ้น หรือบางอย่างรสชาติแปลก แต่หน้าตาคุ้น ใครอยากเปิดประสบการณ์การกินใหม่ๆ ขอเชิญชั้น 4 เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ได้เลย       เริ่มต้นจานแรกที่ สลัดหลวงพระบาง ผักและสมุนไพรต่างๆ เพิ่มโปรตีนด้วยไข่ต้มและไก่ฉีก ราดซอสสูตรพิเศษรสหวานอมเปรี้ยว คลุกเคล้าให้เข้ากัน อร่อยแบบเบาๆ     ตามด้วย ข้าวโพดไข่เค็ม เมนูที่ใครๆ ต่างก็เทใจให้ เมล็ดข้าวโพดชุบแป้งทอดกรุบกรอบโรยด้วยผงไข่เค็ม หวานมัน กินกันเพลินๆ     มาถึงเมนูแซ่บๆ กันบ้างอย่าง หม่าล่ากิมจิ ที่รวมรสเผ็ดร้อนของหม่าล่าและรสเผ็ดเปรี้ยวของกิมจิเข้าไว้ด้วยกัน ใครชอบกินเผ็ดต้องเลิฟเมนูนี้     ผัดกะเพราคอหมูย่าง รสจัดถูกใจคนไทย ฟินไปกับคอหมูย่างเนื้อนุ่ม ไข่ต้มยางมะตูม และใบกะเพรากรอบ ถัดมาคือ ข้าวผัดปลาแซลมอนแจ่ว ปลาแซลมอนชิ้นโตทอดสุกกำลังดีวางมาบนข้าวผัดแจ่วหอมกรุ่น ชูโรงด้วยซอสแจ่วเข้มข้น เป็นอัน Perfect!     ส่วนเครื่องดื่มเราแนะนำ Foo Flavor Sunrise น้ำกระเจี๊ยบผสมน้ำเสาวรส เพิ่มความซาบซ่าด้วยโซดา รสเปรี้ยวอมหวาน ดื่มคลายร้อนได้ดี ปิดท้ายด้วย ชาหางกาแฟ ได้รสเข้มของกาแฟและกลิ่นหอมกรุ่นของชา อร่อยเข้ากั๊นเข้ากัน!    

"ทำทุกวันให้เป็นวันอาทิตย์" คือคำอธิบายตัวตนของร้าน Sundays ได้อย่างชัดเจนอย่างที่สุด แม้จะย้ายจากบ้านหลังเก่าย่านพระรามเก้ามาปักหลักที่ใจกลางทองหล่อ แต่เรายังคงสัมผัสได้ถึงความอาร์ตที่กระจายตัวอยู่ในทุกพื้นที่       คุณจ๋าเล่าถึงบ้านหลังใหม่ว่ายังคงความเป็น Art & Living เอาไว้คล้ายเดิม แต่สดใสและสนุกขึ้น ซึ่งทั้งหมดถูกสื่อสารผ่านงานศิลปะหลายต่อชิ้น ตั้งแต่บริเวณหน้าร้านครอบคลุมไปจนถึงชั้นลอย รวมไปถึงหน้าตาอาหารและขนมที่มีสีสันขึ้น แต่เมื่อชิมแล้วก็รู้ได้ทันทีว่า นี่คือเมนูสุดโฮมมี่ของซันเดยส์นั่นเอง       ซิกเนเจอร์ที่ยังหาเมนูอื่นมาโค่นจากตำแหน่งไม่ได้สักทียังคงเป็นแองเจิลแฮร์น้ำพริกนรกไข่กุ้ง เส้นแองเจิลแฮร์ผัดกับน้ำพริกนรก ใส่เนื้อกุ้งและมันกุ้ง แล้วโรยไข่กุ้งลงไปแบบไม่ยั้งมือ (จนถูกแซวว่าเป็นเมนูไข่กุ้งหก) สาวเส้นเข้าปากแล้วเพลิดเพลินกับไข่กุ้งกรุบๆ รสเค็มๆ มันๆ ชนะใจเด็กอ้วนไปเต็มๆ     ต่อด้วย Festive Forest Salad สลัดผักตามฤดูกาลย่างเสิร์ฟจานใหญ่ที่เกิดจากอีเวนต์สนุกๆ ของสตาฟที่ร้าน ได้แรงบันดาลใจจากช่วงเวลาคริสต์มาสที่เด็กๆ จะออกไปเก็บผักมาให้คุณพ่อคุณแม่ทำให้กิน เกิดเป็นเมนูสีสวยเข้ากับตัวร้านทั้งข้าวโพด ซุกินี พริกหวาน เบบี้แครรอต มะเขือเทศ เห็ด แอปเปิล และสตรอว์เบอร์รี่ลูกอวบ มาพร้อมเกรวีครีมและบัลซามิกรีดักชั่น     สลับมาที่ของหวานกันบ้าง Strawberries & Cream Pancakes ไม่ใช่แค่หน้าตาน่ารักเท่านั้น แต่ยังกินเพลิน  (อยากกินอีก) ทางร้านอยากได้ขนมที่กินแล้วสดชื่นรื่นรมย์แต่ไม่หนักเกินไป กลายเป็นแพนเค้กนุ่มๆ ที่เสิร์ฟพร้อมครีมสดตีเอง รสนุ่มนวล หวานกำลังดี และผลสตรอว์เบอร์รี่สด ส่วนใครอยากจิบกาแฟ เราแนะนำ Salted Caramel Latte ความลงตัวระหว่างรสขมและหวาน ยกจิบแล้วได้ความเค็มติดที่ปลายลิ้นจากซอสคาราเมลทำเอง      

เรียกว่าสิ้นสุดการรอคอยสำหรับใครที่กำลังคิดถึง 2 เชฟสาวจากมาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ซีซันแรก เพราะตอนนี้กระต่ายน้อยลูก้าแห่ง Le Lapin Bangkok” พร้อมจะพาทุกคนไปสัมผัสความอร่อยในแบบ Experience Dining ที่สร้างสรรค์จากจินตนาการและความหลงใหลในเทพนิยายของ เชฟแก้ว - ปวีณ์นุช ยอดปรีชาวิจิตร และ เชฟผึ้ง - ปุญญเนตร ธนัพประภัศร์ ที่บอกเลยว่าไม่ว่าจะเป็นคนช่างฝันหรือช่างกินก็ฟินไม่แพ้กัน       โดยเทพนิยายเรื่องแรกที่ทั้ง 2 สาว หยิบยกมาเล่าผ่านเมนูหน้าตาแปลกใหม่คือ Journey in Wonderland ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากอลิซในดินแดนมหัศจรรย์ โดยแต่ละคอร์สจะเสิร์ฟไปพร้อมกับแอนิเมชันที่ฉายลงมาบนจานตรงหน้าประหนึ่งว่าเรากำลังร่วมผจญภัยอยู่ในวันเดอร์แลนด์แห่งนี้กับเจ้ากระต่ายลูก้า ซึ่งเป็นตัวเอกในครั้งนี้ไปด้วย       เริ่มต้นความสนุก (และอร่อย) ด้วย Amuse-bouche เรียกน้ำย่อยอย่าง เมี่ยงส้มโอดอกดาหลา ที่ผสมผสานรสชาติของส้มโอจากอัมพวา น้ำตาลโตนด กะปิย่าง และความหอมหอมมะนาวได้อย่างลงตัว     จากนั้นก็เข้าสู่เส้นทางการผจญภัยค้นหาความอร่อยกันด้วย Down the Rabbit Hole สลัดหอยเชลล์จากฮอกไกโดมาพร้อมกะหล่ำดอกรมควัน ผักร็อกเกต เบคอน อัลมอนด์ เจลลีเสาวรส ราดน้ำสลัดอิตาเลียนเดรสซิง เสิร์ฟในจานรูปหนังสือไม้แกะสลักสุดเก๋ ต่อด้วย The Pool of Tears ที่เสิร์ฟขวดน้ำ 2 สี ซึ่งก็คือซุปต่างกลิ่นและรสเอาไว้ให้ใส่ลงในเส้นบะหมี่เวียดนามและลอบสเตอร์เป็นก๋วยเตี๋ยวสูตรเด็ดของตัวเอง         มาถึงคอร์สที่ 3 อย่าง A Mad Tea Party ชุดน้ำชาสุดเซอร์ไพรส์ ซึ่งน้ำชาคือซุปใสกลมกล่อม กินกับสคอนสอดไส้เบคอนและมะเขือเทศ เป็ดรมควันเคลือบคาราเมลพริก แยมรสซอสมะเขือเทศ และคลอตครีมรสเบซิล ต่อด้วยจานหลัก Advice from a Caterpillar เนื้อวากิวจากนางาซากิเซียร์กำลังดี มาพร้อมเห็ดรมควัน เห็ดผัด กินคู่ซอสเห็ดเคี่ยวนานกว่า 72 ชั่วโมง         แล้วปิดท้ายด้วย The Queen’s Croquet Ground ที่ให้เราสนุกไปกับการระบายสีลูกแพร์รูปดอกกุหลาบด้วยแยม และอร่อยกับไอศกรีมนม กินคู่คอร์นเฟลกช็อกโกแลตและผลไม้สดไปพร้อมกัน    

Sippa House ร้านอาหารสไตล์ฟิวชั่นที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านสันติสุข ซอยเพชรเกษม 69 บ้านสีขาวชั้นเดียวหลังงาม หน้าบ้านมีป้ายไม้สีน้ำตาลเขียนชื่อร้าน “Sippa” ไว้อย่างชัดเจน ก้าวเข้าไปข้างในคุณจะเห็นการตกแต่งที่โดดเด่นหลากสไตล์ มีทั้งรูปภาพ รูปเขียน เฟอร์นิเจอร์และของประดับต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นของเก่าหายาก บรรยากาศสบายๆ สไตล์โฮมมี่มีจังหวะเพลงแจ๊สเพราะๆ คลอเบาๆ เข้าอาหารเลิศรสสุดครีเอทตามแบบฉบับ Chef's table ที่ใครชิมแล้วต่างก็ต้องตกหลุมรัก             เรียกน้ำย่อยด้วยเมนู ยำส้มซ่า หอยนางรมสด น้ำสลัดเย็นที่ปรุงรสมาจากน้ำส้มวาเลนเซีย น้ำพริกเผาและเกลือหิมาลายัน ราดลงไปในหอยนางรมตัวอวบๆ เนื้อสดจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ก่อนชิมให้บีบเลมอนเล็กน้อย รสเปรี้ยวตัดหวาน ปลุกต่อมลิ้มรสให้ตื่นในทันใด     ต่อด้วยจานที่หนักท้องขึ้นไป Hokkaido Shell Loaf With Salsa Mango ขนมปังฮอกไกโดโฮมเมดนุ่มๆ หอมกรุ่นกลิ่นนมไส้หอยเชลล์ทอด ราดน้ำสลัดไข่กุ้งเปรี้ยวอมหวาน และซอสซัลซ่ามะม่วงสดชื่น กัดพร้อมกันลงตัวทุกสัมผัส รสชาติดี     กุ้งแม่น้ำซอสครีมฉู่ฉี่ จานโปรดของใครหลายคน กุ้งแม่น้ำคิงไซส์เนื้อหวานวางอยู่บนเส้นสปาเก็ตตีหมึกดำเหนียวนุ่ม โอบล้อมไปด้วยซอสฉู่ฉี่ที่ใช้ครีมเข้มข้นแทนกะทิ ครีมมี่ หวานมัน เค็มนิดๆ ทุกคำที่ตักเข้าปากละมุนไปด้วยกลิ่นเครื่องแกง เทใจให้รัวๆ เลยสำหรับเมนูนี้     ยำส้มโอ หมูชาชูกะปิ หมูสามชั้นตุ๋นกับกะปิจนนุ่มเข้าเนื้อ รสหวานนวลๆ จากน้ำตาลมะพร้าว เค็มกลมกล่อม หอมกลิ่นกะปิ กินพร้อมยำส้มโอสูตรโบราณ เปรี้ยวหวาน อร่อยครบรส     สายหวานต้องหลงรัก Deep Fried Ice Cream With Cotton Candy ไอศกรีมทอดสอดไส้ซอร์เบต์เบอร์รีเปรี้ยวสดชื่น เสิร์ฟพร้อมสายไหมสีชมพูสุดคิวท์ กินแล้วชื่นใจ     ปิดท้ายมื้ออร่อยด้วยเครื่องดื่มซิกเนเจอร์สีสันสดใส Passion Fruit Peach Tea ชาเสาวรสและพีช รสเปรี้ยวอมหวาน หอม จิบแล้วแฮปปี้     กระซิบอีกนิด Sippa House ต้องโทรจองก่อน โน Walk In นะจ๊ะ

ทุกเย็นที่ Groove เซ็นทรัลเวิลด์ จะคึกคักไปด้วยผู้คนโดยเฉพาะหนุ่มสาวออฟฟิศที่ออกมาแฮ้งค์เอ้าท์หลังเลิกงาน หนึ่งในร้านที่ยังคงฮิตติดลมบนเข้าคิวรอโต๊ะหนีไม่พ้นไวน์บาร์สุดเท่อย่าง Wine I Love You     9 ปีที่แล้วคุณวิน สิงห์พัฒนากุล หนุ่มดีกรี เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต หลักสูตร Cuisine เปิดร้านนี้ก่อนที่จะเรียนจบเพื่อต่อยอดธุรกิจร้านอาหารของครอบครัว โดยเปิดสาขา CDC เป็นเป้เปนเดดนที่แรก ก่อนจะขยับขยายไปอีกหลายสาขา     Wine I Love You  ด้วยโทนสีดำสุดเท่สไตล์ Bar & Bistro ขายอาหารคอมฟอร์ตฟู้ดกินง่ายทั้งไทยและตะวันตก มีเครื่องดื่มให้เลือกทั้งค็อกเทล เบียร์ และไวน์ เน้นที่ไวน์โลกใหม่พร้อมดื่มถูกใจชาวออฟฟิศใจกลางเมือง     อาหารแนะนำที่ทุกโต๊ะต้องสั่งคือ แซลมอนแซ่บ กับแกล้มรสเด็ดที่ใช้เนื้อปลาแซลมอนรมควันสไลด์บาง ท๊อปบนผักสลัดสดกรอบ ราดน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บ กินแล้วสดชื่นตื่นเต็มตา     ส่วนสาวๆ ให้ลองสั่ง สลัดซีซาร์ สลัดสุดคลาสสิคที่ใช้ผักกาดคอสคลุกมากับน้ำสลัดซีซาร์สูตรลับของร้าน รสเค็มมัน หอมกลิ่นชีสพาร์เมซาน เสิร์ฟพร้อมกับขนมปังกรูตองชิ้นใหญ่ กินอร่อยเข้ากัน     สันคอหมูซอสครีมเห็ดทรัฟเฟิล เต็มอิ่มกับสันคอหมูคุโรบุตะชิ้นใหญ่ ย่างมาสุกแบบเนื้อนุ่มพอดี ราดซอสครีมที่ใส่เห็ดทรัฟเฟิลส่งกลิ่นหอมฟุ้งชวนกิน     สุดท้ายเป็นเมนูที่เหมาะกับทุกเครื่องดื่มทุกประเภทอย่าง ซี่โครงหมูใหญ่มาก ใช้ซี่โครงหมูชิ้นใหญ่สมชื่อ หมักด้วยซอสสูตรเด็ดรสเผ็ดเปรี้ยว ย่างมากลิ่นหอมน่ากิน เนื้อหมูนุ่มร่อนออกจากกระดูกแทะเพลิน     นี่ถ้าอยู่ข้างออฟฟิศจะรีบไปทุกหลังเลิกงาน!

ท่ามกลางความคึกคักของย่านบางรัก “Casa Sapparod” ได้เปิดร้านเอาใจคนรักสับปะรดไว้ในซอยเจริญกรุง 44  โดยทางร้านนำสับปะรดซึ่งเป็นส่วนผสมหลัก มาประยุกต์กับเมนูต่างๆ ทั้งคาว หวาน รวมไปถึงเมนูเครื่องดื่ม ไว้เอาใจคนรักสับปะรดโดยเฉพาะ       เมื่อเข้ามาภายในร้าน เราจะพบการตกแต่งสไตล์เรโทร มีวอลเปเปอร์พิมพ์ลายสับปะรดบนผนังทั่วทั้งร้าน นอกจากนี้ยังมีกระเบื้องโมโนโครมบนพื้นไปจนถึงเคาร์เตอร์บาร์ที่มีลวดลายเป็นรูปดาว พร้อมด้วยกระจกรอบร้าน ให้ความรู้สึกโปร่งโล่งสบาย และผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี       มาเริ่มที่เมนูเรียกน้ำย่อยจานแรกของร้านอย่าง พล่าไก่ซอสพลัม ที่มีสับปะรดจากภูเก็ต เนื้อไก่ฉีก และผักต่างๆ ยำรวมกัน เสิร์ฟพร้อมกับพริกป่น มะนาว และส้มโอไซส์เล็ก ไว้ให้เติมความเผ็ด และเปรี้ยวกันตามชอบ     จากนั้นตามมาด้วย ปอเปี๊ยะสดเนื้อกุ้งกับเป็ด วางมาบนตะกร้าสานสวยงาม ทานคู่กับอาจาดสับปะรดสูตรเฉพาะของร้าน และซีอิ้วดำปรุงพิเศษ ได้ทั้งความเปรี้ยวและหวานที่เข้ากันเป็นอย่างดี     นอกจากนี้ยังมี หมูปิ้งราดพะแนง รสจัดจ้านถึงเครื่องพะแนงไทย แถมยังได้รสเปรี้ยวจากเนื้อสับปะรดที่คลุกเคล้าอยู่ในเครื่องแกงอีกด้วยติ่มซำทอดเนื้อหมูและกุ้ง เสิร์ฟบนผลของสับปะรดสุดเก๋ ทานคู่กับวินีการ์        ตามมาด้วย ข้าวโพดทอด จิ้มซอสสับปะรดสูตรเฉพาะของร้าน รสหวานอมเปรี้ยว และขนมจีนซาวน้ำ ที่ท็อปด้วยสับปะรดกรานิต้า ราดด้วยน้ำกะทิสูตรเข้มข้น แต่รสสัมผัสบางเบา พร้อมลุยกับอาหารจานหลักต่อไป       และก็มาถึงเมนูพระเอกของร้านอย่าง “ข้าวผัดสับปะรด” กันบ้าง ที่ร้านมีให้เลือกทั้งหมู ไก่ และซีฟู้ด รวมถึงคนทานเจที่ร้านก็มีรองรับอีกด้วย ใช้ข้าวกล้องจากนครปฐม และสับปะรดจากศรีราชา เพิ่มรสชาติเผ็ดร้อนด้วยเครื่องแกงกระหรี่ และกุนเชียงหั่นเต๋า     ในส่วนของหวานและเครื่องดื่มที่ร้านกันบ้าง เริ่มที่ เชอร์เบทสับปะรด ที่เสิร์ฟมาในสับปะรดทั้งลูกสุดเก๋ กินแล้วได้ความสดชื่น ตามมาด้วย พุดดิ้งสับปะรด ที่ได้ทั้งความหวานหอมจากพุดดิ้งและเปรี้ยวจากสับปะรดสดๆ       Pineapple juice of the day น้ำสับปะรดซิเนเจอร์ โดยจะสับเปลี่ยนสายพันธุ์ให้ไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน มีทั้งภูเก็ต ตราดสีทอง ภูแล และเพชรบุรี และปิดท้ายด้วย Pineapple ginger chill ที่มีส่วนผสมของขิงไซรัป เลม่อน และน้ำสับปะรด เป็นอีกหนึ่งเมนูน้ำของร้านที่ดับร้อนได้เป็นอย่างดี    

ได้เวลาสัมผัสความเท่แบบดุดันกับ “Black Smith” ร้านคาเฟ่เปิดใหม่ย่านอารีย์ที่ผสมผสานความเป็นร้านอาหารกึ่งบาร์และบรรยากาศโรงตีเหล็กเก่าได้อย่างลงตัว   เมื่อเดินเข้ามาในอารีย์ซอย 3 เราจะพบกับคาเฟ่สไตล์ Industrial Loft ที่มีประตูโค้งสีดำและป้ายร้านเหล็กสีทองแดงสะดุดตา เพิ่มความดุดันด้วยชุดพรมหนังสัตว์ แต่งพื้นด้วยหินกรวดสีน้ำตาลบริเวณกลางร้าน บรรยากาศคล้ายนั่งจิบเครื่องดื่มและทานอาหารท่ามกลางทะเลทราย ผสมผสานความหรูหราและความดิบเท่ออกมาได้อย่างลงตัว         ร้าน “Black Smith” เปิดให้บริการ 2 ช่วง โดยช่วงกลางวัน (11.00 – 18.00 น.) เปิดเป็นคาเฟ่ให้ทุกคนเข้ามาจิบกาแฟสูตรพิเศษและเค้กโฮมเมดที่เปลี่ยนรสชาติทุกเดือน ส่วนรอบค่ำ (19.00 – 00.00 น.) ที่นี่จะกลายเป็นร้านอาหารและค็อกเทลบาร์สุดชิค เสิร์ฟเครื่องดื่มและอาหารสไตล์ฟิวชั่นให้ทุกคนได้ลิ้มลอง       ประเดิมที่เมนูกาแฟสูตรพิเศษที่ทางร้านภูมิใจนำเสนอ “House Blend – White” ชุดกาแฟสูตรพิเศษที่ใส่ใจแนบที่มาของกาแฟมาให้ภายในเซต ซึ่งแก้วที่เราชิมนั้นประกอบด้วยเมล็ดกาแฟจาก 3 แหล่ง ได้แก่ ดอยสะเก็ต ลาว และบราซิล ผ่านกรรมวิธี Washed Process จากนั้นนำไปคั่วแบบ Medium-Dark Roast ได้กลิ่นช็อคโกแลตและอัลมอนต์อบอวลอยู่ในจมูก โดยวิธีการดื่มกาแฟเซตนี้ ทางร้านให้เรา D.I.Y รสชาติเองโดยแยกนมและกาแฟมาให้เราเติมความเข้มเองตามชอบ ถือเป็นชุดกาแฟที่ใส่ใจในรสชาติของผู้ชิมได้ดีจริงๆ       จากนั้นเพิ่มความสดชื่นด้วย “Smith” เครื่องดื่มซิกเนเจอร์ของร้านที่นำกาแฟ cold brew ไปผสมกับส้มแมนดาริน เลม่อน เพิ่มสีสันด้วยสตรอว์เบอร์รี่และราสพ์เบอร์รี่สีแดงสด เป็นเมนูกาแฟที่ดื่มง่ายเลยทีเดียว       ปิดท้ายด้วยม็อคเทลสูตรพิเศษ “Give” ที่มีส่วนผสมของราสพ์เบอร์รี่ สตอวร์เบอร์รี่ น้ำทับทิม และเลม่อน ตัดรสหวานหอมด้วยน้ำผึ้ง เป็นอีกหนึ่งเมนูที่ช่วยสร้างความสดชื่นระหว่างวันได้เป็นอย่างดี     อย่างที่บอกว่าที่ร้าน “Black Smith” ยังมีเหล่าเค้กโฮมเมดหน้าตาดี ทำสดวันต่อวัน ซึ่งทางร้านจะเปลี่ยนหน้าเค้กทุกๆ เดือนตามฤดูของผลไม้ที่นำมาทำนั่นเอง      

หากมองจากภายนอก “Clay Bangkok” คือบ้านหลังใหญ่ที่ถูกรีโนเวทโดยยังคงรักษาโครงสร้างอายุ 60 ปีไว้ได้อย่างสวยงาม แต่เมื่อก้าวเข้ามาด้านใน ที่นี่คือร้านอาหารสไตล์เวสเทิร์นคอมฟอร์ตไดนิงฟู้ดที่เน้นใช้วัตถุดิบท้องถิ่นจากธรรมชาติ ด้วยแนวคิดว่าสรรพสิ่งที่เกิดจากดินสามารถนำมาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะบนจานอาหารสมกับคำว่า Clay ชื่อร้านที่แปลว่า ดิน นั่นเอง       โดยไฮไลต์ความอร่อยของที่นี่คือเหล่าอาหารทะเลที่ส่งตรงจากเรือชาวประมงตลาดนาเกลือพัทยา เพื่อรสชาติและความสด นำมาปรุงแบบตะวันตกที่มีกลิ่นอายออสเตรเลียนที่ได้แรงบันดาลใจจากประสบการณ์ชีวิตที่ออสเตรเลียของ 2 เจ้าของร้านเพื่อนสนิท       เราแนะนำให้เริ่มด้วยเมนูกินเล่นเบาๆ อย่าง Battered Whole Baby Prawn with Wasabi Mayonnaise กุ้งขาวตัวเล็กทอดกรอบทั้งตัว เสิร์ฟพร้อมซอสวาซาบิมายองเนสสูตรเด็ด และ Chilled Sea Bite Salad สลัดสุดเก๋ที่นำปลาหมึกเนื้อสดเด้งย่างไฟพอสุกมาคลุกเคล้ากับใบชะครามที่ให้รสเค็มนิดๆ ใส่โชยุ มิริน และพริกแห้งซอยเพิ่มรสชาติ เสิร์ฟแบบเย็นบนจานใส่น้ำแข็ง       ต่อด้วยจานหลัก Blue Crab Tagliatelle พาสต้าเส้นแบนเหนียวนุ่มผัดกับซอสครีมเข้มข้นทำจากเปลือกปู (Bisque) ใส่ปูม้าเนื้อหวานสดและใบชะคราม และ Wellington Duck Leg น่องเป็ดกงฟีห่อแป้งพายสอดไส้เห็ดชิเมจิ วอลนัต และผักโขม มาพร้อมผักย่างและผักทอดนานาชนิด (แนะนำให้รีบสั่งเพราะเมนูนี้ใช้เวลาอบประมาณ 20 - 30 นาที)       อย่าลืมเพิ่มความสดชื่นให้มื้อนี้ด้วย Clay fresh Coconut มะพร้าวน้ำหอมสดที่คัดอย่างดีจากดำเนินสะดวก ส่วนสายสุขภาพลองสั่ง Clay Green น้ำผักสุดเฮลต์ตีที่นำผักโขม เฟนเนล แอปเปิลเขียว และสับปะรดมาสกัดแล้วปั่นได้อร่อยลงตัว หรือหากคอฟฟีเลิฟเวอร์อยากจิบกาแฟเบาๆ ที่นี่มีเมนูเด่นอย่าง Café Latte ลาเต้ร้อนรสนุ่มนวลที่ใช้เมล็ดกาแฟเบลนด์พิเศษจาก Pacamara ให้ดื่มเรียกพลังอีกด้วย      

นอกจากการตกแต่งที่สวยสะดุดตา เราคงต้องยกให้กับชื่อร้านที่ซ่อนนัยยะความหมายน่ารักๆ เอาไว้ เมื่อคำว่า “Holmes” แท้จริงแล้วมีที่มาจาก “เชอร์ล็อก โฮล์มส์” (Sherlock Holmes) นักสืบคนดังจากปลายปากกาของ เซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ (Sir Arthur Conan Doyle) และถ้าสังเกตให้ดีคำๆ นี้ยังพ้องเสียงคำว่า “Home” ที่แปลว่า “บ้าน” อีกด้วย       ดังนั้น ไม่ต้องแปลกใจที่บ้านหลังนี้จะคงคาแรกเตอร์ที่มีความเรียบเท่ห์ตามแบบฉบับยุโรปเอาไว้ให้สมกับเป็นบ้านของนักสืบ ขณะที่ความหมายแฝงก็สะท้อนออกมาผ่านตัวอาหารโฮมเมดสไตล์ Western Fusion ฝีมือ คุณบัว-บุฏกา โรจนัย หนึ่งในผู้เข้าแข่งขันรายการ Master Chef ซีซั่นแรก ที่เราขอบอกว่าดีงามทั้งหน้าตาและรสชาติ         เริ่มกันด้วยเมนูซิกเนเจอร์อย่าง HOLMES Brekkie ที่ได้แรงบันดาลใจจากอาหารมื้อสายของชาวอังกฤษแสนอร่อย ประกอบด้วยไข่ดาวสองฟอง ไส้กรอกอิตาเลี่ยนชิ้นโตเนื้อแน่น เบคอนหั่นชิ้นหนาๆ ถั่วอบ มะเขือเทศ และเห็ดผัด เสิร์ฟในกระทะใบย่อมส่งกลิ่นหอม เรียกว่าแค่จานเดียวก็แอบอิ่มแปล้     แต่ถ้าอยากอิ่มเบาๆ ก็ต้อง Winter Salad สลัดชามโตที่ขนความสดชื่นของผักโขม ก่อนจะเติมรสเปรี้ยวสดชื่นของทับทิมและชิ้นเนื้อส้ม เคี้ยวเพลินด้วยถั่วพีแคนและเบอร์รี่อบแห้งที่เข้าคู่กับน้ำสลัดบัลซามิควีนีแกรต์ได้อย่างลงตัว ร่วมด้วยชีสเฟต้าที่โรยข้างบนเหมือนกับหิมะสมชื่อ     ส่วนของหวานเราขอแนะนำ HOLMES Pain Perdu เฟรนช์โทสต์ชิ้นใหญ่สีเหลืองทองเสิร์ฟพร้อมผลไม้สดอย่างสตรอว์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ และกีวี่มาเพิ่มรสเปรี้ยวสดชื่น ก่อนจะราดด้วยน้ำผึ้งท็อปด้วยไอศกรีมวานิลลารสละมุน หรือจะลอง Te Fiti เค้กสีเขียวสดที่ได้แรงบันดาลใจจากตัวละครในแอนิเมชั่นเรื่อง Moana (2016) โดดเด่นด้วยความนุ่มหอมของเค้กพิตาชิโอที่ภายในซ่อนความอร่อยของชั้นครีมและเยลลี่บลูเบอร์รี่เอาไว้       แล้วอย่าลืมสั่งเครื่องดื่มอย่าง Velvet Lychee โซดาสีสวยที่ได้ไซรัปลิ้นจี่โฮมเมดมาเติมสีสันกับน้ำอัญชัญ ส่วนคนรักกาแฟต้องลอง Salted Caramel Latte กาแฟไทยรสเข้มที่เติมความหอมหวานของคาราเมลและกลิ่นวานิลลาที่เรากล้ารับประกันความอร่อยเลยล่ะ    

ตอนนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักตึกคิงพาวเวอร์ มหานคร แลนด์มาร์คสุดหรูใจกลางกรุงเทพมหานคร ที่ได้ชื่อว่าเป็นตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทย ซึ่งตอนนี้ได้เปิดตัวห้องอาหารสุดหรูหราทันสมัย ภายใต้ชื่อ “Mahanakhon Bangkok Skybar” เป็นที่เรียบร้อย     “มหานคร แบงค็อก สกายบาร์” ตั้งอยู่บนชั้น 76 และ 77 ได้รับการออกแบบโดยคุณ Tristan Auer แห่ง Wilson Associates โดยหยิบแรงบันดาลใจจากสายน้ำเจ้าพระยา ผสานเรื่องราวแห่งการเดินทาง พร้อมให้ทุกท่านได้หลีกหนีความวุ่นวายของกรุงเทพ     ก้าวแรกจากลิฟต์สู่โค้งประตูไม้บริเวณโถงด้านหน้า เราสัมผัสได้ถึงความหรูหราสง่างามสไตล์ฝรั่งเศสผสมผสานความวิจิตรแบบไทย ภายในรายล้อมไปด้วยโคมไฟและหน้าต่างกระจกบานใหญ่ สูงจากพื้นจรดเพดาน ทำให้เห็นวิวมหานครได้อย่างเต็มตา อีกทั้งเนรมิตพื้นที่เอาท์ดอร์ให้ได้บรรยากาศป่าดงดิบ เปรียบเสมือนนั่งอยู่ในป่าบนท้องฟ้าอย่างไรอย่างนั้น       นอกจาก “มหานคร แบงค็อก สกายบาร์” จะเป็นร้านอาหารและบาร์ที่สูงที่สุดในประเทศไทยที่โดดเด่นในด้านสถาปัตยกรรมแล้ว เมนูอาหารที่ผสมผสานระหว่างตะวันตกและเอเชียก็โดดเด่นไม่แพ้กัน  โดยได้เชฟ Joshua Cameron เชฟผู้คร่ำหวอดในวงการและเคยสร้างสรรค์เมนูระดับมิชลินสตาร์ในนิวยอร์ค รับหน้าที่เชฟใหญ่ประจำห้องอาหารนี้     เมนูที่เชฟ Joshua Cameron รังสรรค์ให้กลายมาเป็นเมนูเด่นของร้านเริ่มจาก พานาคอตต้าไข่หอยเม่น (Uni Panna Cotta) ที่เกิดจากการผสมผสานกันของวัตถุดิบจากญี่ปุ่น และเทคนิคการทำอาหารของประเทศฝรั่งเศส ทำให้เป็นเมนูซิกเนเจอร์เรียกน้ำย่อยได้เป็นอย่างดี หรือจะเป็น หอยนางรม จากแคว้นนอร์มังดี (Mr.Jean-Paul, Normandy Oysters) ที่มีให้เลือกทั้งแบบเสิร์ฟร้อน และเสิร์ฟเย็น เพิ่มความสดชื่นพร้อมเปิดต่อมรับรสได้อย่างเต็มที่       เชฟไม่รอช้า เสิร์ฟต่อกันที่เมนคอร์สอย่าง เนื้อซี่โครงออสเตรเลียตุ๋น 48 ชั่วโมง เสิร์ฟพร้อม คูสคูส องุ่น และมะเขือม่วง (48-Hours Australian Short Ribs) เนื้อออสเตรเลียแบบมีเดียมแรร์ที่ตุ๋นได้นุ่มละมุนลิ้น ทานคู่กับซอสและเครื่องเคียงภายในจาน รสชาติกลมกล่อม ตามมาด้วย ลาบเป็ด เสิร์ฟพร้อมกะหล่ำปลีดอง และข้าวเกรียบ (Larb Ped – Spicy Grilled Duck Salad) ความพิเศษของจานนี้อยู่ที่การแยกเนื้อเป็ด เครื่องยำรสแซ่บสไตล์ไทย และข้าวเกรียบบางกรอบ เป็นคำๆ แล้วห่อทานคล้ายเมี่ยงคำ อร่อยและสนุกแบบไทยๆ       นอกจากนี้ เชฟยังมีเมนคอร์สทางเลือกใหม่ที่มาในรูปแบบ Charcoal Grilled สูตรเฉพาะของร้าน ที่นำอาหารไปอบ หรือย่างด้วยกลิ่นหอมจากเตาถ่าน ซึ่งเป็นกลิ่นเฉพาะของร้านอีกด้วย อาทิเช่น ปลากะพงพร้อมน้ำจิ้มสูตรเข้มข้น (Andaman Sea Bass*) เนื้อปลากะพงสดห่อใบตองกริลล์ด้วยเตาถ่าน เคียงคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสชาติเข้มข้นแต่ไม่จัดจ้านเกินไป เด็กๆ สามารถทานได้ ถือเป็นอีกหนึ่งเมนูเมนคอร์สสำหรับครอบครัวเลยทีเดียว     ส่งท้ายความอร่อยด้วยเมนูของหวานที่แม้ทางร้านจะมีให้เลือกไม่มาก แต่กลับครบทุกรสชาติ เริ่มกันที่ฝั่งสดชื่นอย่าง ชีสเค้กใบมะกรูด เสาวรส มะม่วง และมังคุด (Kaffir Lime Cheese Cake) ชีสเค้กรสนุ่มหอมกลิ่นใบมะกรูดของไทย ทานคู่กับซอสเสาวรสและซอสมะม่วงเพิ่มความสดชื่น ปิดท้ายคำด้วยมังคุดสดรสชาติหอมหวาน      ในส่วนของฝั่งเข้มข้น ร้านเลือกเสิร์ฟ ช็อคโกแลตทาร์ต คอฟฟี่กานาช และคาปูชิโนเจล (Chocolate Tart) ช็อคโกแลตแท้รสเข้มข้นทานคู่กับคอฟฟี่กานาชและคาปูชิโนเจลหอมกรุ่น ดึงรสชาติกลับด้วยไอศกรีมช็อคโกแลตรสหวานกลมกล่อม  ช็อกโกแลตเลิฟเวอร์และเด็กๆ น่าจะหลงรักจานนี้ได้ไม่ยาก     ปิดท้ายมื้ออร่อยแสนหรูบนห้องอาหารวิวสวยที่สุดในประเทศไทยอย่างสมบูรณ์แบบ

ร้านอาหารจีนน้องใหม่ใจกลางอารีย์ที่นำเอาความอร่อยตำรับจีนกวางตุ้งมาให้ทุกคนได้เข้าถึงกันง่ายยิ่งขึ้น ชูโรงด้วยคอนเซปต์อาหารจีนสไตล์ทาปาสที่จะลดขนาดของอาหารจีนแบบครอบครัวใหญ่ให้เล็กลงมาอีกนิด แต่คงความอิ่มอร่อยไม่แพ้ต้นตำรับ     เช่นเดียวกับชื่อ “ไต่โหล” (Dai Lou) ที่แม้จะมีนิยามความหมายว่า “เจ้าพ่อ” และสะท้อนความเป็นจีนอย่างเต็มพิกัด แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นล้วนถูกนำมาตีความใหม่ เริ่มตั้งแต่การใช้โทนสีฟ้าครามอบอุ่นแทนการใช้สีแดงที่เรามักเห็นกันจนชินตา แล้วเติมรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ลงไปแทนอย่างแผงลูกคิดบนกำแพง ป้ายไฟนีออน เรื่อยไปจนถึงข้าวของเครื่องใช้ จนเรียกได้ว่าฉีกกฏของร้านอาหารจีนที่หลายคนเคยเจอ       นอกจากนี้ ชื่ออาหารแต่ละจานยังมีกิมมิคน่ารักๆ ด้วยการนำเอาชื่อของสถานที่สำคัญๆ มาใส่เพื่อแสดงว่าความอร่อยฉบับฮ่องกงได้บรรจุอยู่ที่นี่อย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็น หมูกรอบวานไฉ ของอร่อยจากย่านศิลปะที่นำหมูส่วนท้องมาย่างหอมๆ ก่อนจะนำมาอบอีกครั้ง จนได้หนังหมูที่คงความกรุบกรอบยาวนาน ส่วนเนื้อก็ชุ่มฉ่ำแทรกด้วยมันชั้นบางๆ เคี้ยวเพลินไม่เหมือนใคร เสิร์ฟพร้อมมัสตาร์ดรสเผ็ดปลายลิ้นและน้ำจิ้มรสหวานหอมทำจากน้ำผึ้งมาตัดรส     ตามด้วย สลัดเป็ดย่างเซ็นทรัล ที่ตั้งชื่อให้อิงกับย่านเก่าแก่ของฮ่องกง เพื่อแสดงความอร่อยแบบดั้งเดิมของเป็ดย่างหนังกรอบเนื้อนุ่มแสนอร่อย แต่จานนี้จะเสิร์ฟในรูปแบบของสลัดอกเป็ดย่างรมควันที่เข้าคู่กับน้ำสลัดนูเทลล่าผสมไซรัปเมเปิ้ลรสหวานหอม     หรือลอง ปลาเก๋าเช็กแลปก๊อก เนื้อปลาเก๋าส่วนคัดพิเศษนึ่งซีอิ๊วกินคู่เส้นกรอบ มาพร้อมซอสที่มีส่วนผสมของซีอิ๊วและขิงแก่ที่ช่วยเพิ่มความสดชื่นในทุกๆ คำ แล้วมาต่อด้วย เนื้อผัดเสฉวน เนื้อสันในติดมันชิ้นพอดีคำมาผัดร้อนๆ บนกระทะกับซอสเสฉวนสูตรเด็ด จนได้เนื้อนุ่มๆ ที่ผสมผสานรสชาติความร้อนแรงหอมมันและเข้มข้น ยิ่งเคี้ยวพร้อมกระเทียมทอดด้วยแล้ว ยิ่งได้กลิ่นหอมขึ้นจมูก     ส่วนของหวานก็ห้ามพลาด เผือกหิมะไดนาสตี้ ขนมหวานจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่ชูโรงความอร่อยของเผือกเนื้อนุ่มเคลือบด้วยเกล็ดน้ำตาลสีขาวและอัลมอนด์ยิ่งได้ชาดอกไม้มาจิบคู่ด้วยกันแล้ว     รับรองความละมุนจนลืมไม่ลง!  

SāN (ซาน) หรือ สาม ร้านอาหารน้องใหม่นำเสนอเมนูอาหารที่ไม่เหมือนใคร ด้วยการผสมผสานระหว่างตะวันตกและตะวันออก ซานในภาษาจีนกลางแปลว่า “สาม” สื่อจากการรวมทั้งไทย จีน และอเมริกัน ด้วยการร่วมมือของ 3 เชฟ คือ เชฟนิก-กฤษฏา จินตกานนท์ เจ้าของอดีตร้านดัง Shuffle และ White Shuffle, เชฟแนน-สุภรา จินตกานนท์ และเชฟจาคอบ (Jacob Bowser)       ภายในร้านอาหารกึ่งคาเฟ่นี้ตกแต่งสไตล์โมเดิร์นด้วยโทนสีอบอุ่นอย่างสีขาว เทา เขียวอ่อน ทองและดำ ใช้หินอ่อนจากอิตาลี เหล็กและกระเบื้องดินเผาหยกจากจีน ทำให้ได้กลิ่นไอของสามวัฒนธรรม ข้างในเป็นเคาร์เตอร์บาร์ตัวยาวเผยให้เห็นครัวเปิดโล่ง สามารถนั่งดูเชฟปรุงอาหารได้แบบเพลินๆ     อาหารของที่นี่เน้นข้าวอาหารหลักของคนไทย และเส้นจากวัฒนธรรมจีน กับคอนเซ็ปต์ New Originals ที่หยิบเมนูอาหารเก่ามาปัดฝุ่นใหม่ด้วยวิธีพิเศษแบบฉบับของร้าน เมนูอาหารสไตล์เอเชียถูกตีความและปรุงใหม่โดยเชฟทั้งสาม     เริ่มต้นด้วย Braised Duck Bao with Chinese Celery แป้งเปาทอดกรอบสีน้ำตาลทองไส้เนื้อเป็ดตุ๋นจนนุ่มรสเข้มหวานเค็ม ใส่แตงกวาและขึ้นช่ายเพิ่มสัมผัสกรุบกรอบและรสสดชื่น     Twist Noodle with Uni Cream and River Prawn เส้นเซี้ยงไฮ้ผัดกุ้งใส่พริกสด หอมแดงและผักชีฝรั่ง มีรสเผ็ดนิดๆ หน้าตาคล้ายยำ แต่เมื่อราดซอสโฟมอูนิที่มีกลิ่นหอมของไวน์ขาวแล้วทำให้รสผสมกลมกล่อมเข้ากันมากยิ่งขึ้น     ใครชอบกินเส้นลองสั่ง Duck Dan Dan Noodle เชฟได้แรงบันดาลใจมากจาก Dan Dan Mian ก๋วยเตี๋ยวโบราณเสฉวนที่มาพร้อมซอสรสเผ็ดจากน้ำมันพริกเสฉวน จานนี้เป็นบะหมี่เส้นกลมที่เชฟทำเอง เส้นเหนียวนุ่มหนึบ ผัดกับเนื้อเป็ดสับตุ๋นรสเค็มเผ็ดสไตล์จีน โรยต้นหอมและถั่วลิสง     ใครยังไม่อิ่มให้สั่งข้าว SAN Fried Pork Over rice ข้าวมันหุงกับขิงและกระเทียมเสิร์ฟกับหมูสันคอทอดชิ้นใหญ่กรอบนอกนุ่มใน กินกับผักดอง น้ำซุปใสใส่เก๋ากี้ เต็มอิ่มไปเลยเซตนี้       ความดีงามของที่นี่คือมีมื้อเช้าเสิร์ฟด้วย สามารถสั่งได้ทั้งวันจนถึง 5 โมงเย็น มีให้เลือกทั้งหมด 5 เซ็ต ในแต่ละเซ็ตมีผลไม้สด กราโนล่า แฮชบราวน์ น้ำผลไม้ ชาหรือกาแฟ เสิร์ฟพร้อมกับเมนูอาหารกินง่าย เช่น เซ็ต A ขนมปังปิ้งไข่ดาว เซ็ต B เบคอนแพนเค้ก เซ็ต C เฟรนช์โทส เซ็ต D แซลมอนรมควันกับมัฟฟินซาวโด     ร้านเล็กแต่อาหารอร่อยจนต้องจดไว้ในลิสต์เลย

อยากจะดูกวางไม่ต้องไปสวนสัตว์ให้เหนื่อยแล้วค่ะ เพราะร้านปีหนึ่งมีกวางให้ดู ที่นี่คือ ร้านอาหารและคาเฟ่สบายๆริมทางรถไฟศาลายา ที่ไม่ได้มีดีแค่รสชาติอาหาร แต่วิวยังดีมากอีกด้วย ตัวร้านเป็นเรือนกระจก ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สไตล์มินิมอล ด้านหลังร้านเป็นทางรถไฟ และมีสวนหย่อมเล็กๆ ไว้สำหรับนั่งจิบกาแฟชิลๆ     ขึ้นชื่อว่าเป็นคาเฟ่กวาง ก็ต้องมีกวางให้ดูให้เล่น อย่างน้องปีหนึ่ง กวางประจำร้าน ที่ทางร้านจะพาน้องออกมาเดินเล่นในสวนให้ลูกค้าได้ถ่ายรูปและเล่นกับน้องทุกวัน 11.00น. และ 16.00น.     ไม่ได้มีดีแค่กวางนะจ๊ะ แต่ร้านนี้ยังมีอาหารที่รสชาติอร่อยๆอย่าง พิซซ่าต้มยำกุ้ง พิซซ่าโฮมเมดแป้งบางกรอบ ทาหน้าด้วยซอสพิซซ่ารสชาติเผ็ดหวาน โรยหน้าด้วยชีสยืดๆ กุ้งเนื้อแน่น และเครื่องสมุนไพรไทย ให้ได้รสชาติต้มยำแท้ๆ หรือจะเป็นยำหอยแครง รสชาติจัด เครื่องแน่น หอยสด อร่อยลงตัว เสิร์ฟในกลีบหัวปลี หมูสามชั้นทอดน้ำปลา หนังกรอบ เค็มกำลังดี ถ้าได้ข้าวสวยร้อนๆจะวิเศษสุดๆ           เครื่องดื่มสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากทางร้านคือ ปีหนึ่ง ซิกเนเจอร์ ร้อน เป็นชาเขียวเข้มข้นผสมนม และยังมีแฮงก้า ชาไทยผสมกาแฟอเมริกาโน่ และยังมีเครื่องดื่มสูตรเฉพาะอีกหลากหลายเมนู สายคาเฟ่ต้องห้ามพลาด       การเดินทางก็ไม่ยาก เพราะร้านตั้งอยู่หลังสำเพ็ง ศาลายา ห่างจากมหาวิทยาลัยมหิดลเพียง2ป้ายรถเมล์เท่านั้น เดินทางก็ง่าย ราคาก็เป็นมิตร ต้องไปลองสักครั้งแล้วค่ะ

กาลครั้งหนึ่งยังไม่นานเท่าไหร่ที่เราได้มีโอกาสมานั่งชิลร้านนี้และประทับใจจนต้องไปซ้ำอีกหลายครั้งในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน บรรยากาศร้านมาในธีมเทพนิยายใส่ใจการออกแบบทุกซอกมุม ดูจากภายนอกเหมือนร้านจะเล็กแต่เมื่อเดินเข้ามาก็เหมือนโลกด้านในจะกว้างใหญ่เกินจริง เราสามารถนั่งชิลได้ทั้งวันแบบไม่รู้เบื่อเพราะนอกจากบรรยากาศดียังมีเมนูชวนกินรอให้สั่งเยอะมาก         แรกพบก็สะดุดตาจนต้องรีบสั่งมาฟินเป็นชิ้นแรก Dark Beer Cake เค้กช็อกโกแลตเนื้อแน่นสีดำ หอมกลิ่นเบียร์จางๆ ชวนรื่นรมย์ ด้านบนเป็นชั้นครีมชีสโฮมเมดรสเปรี้ยวกำลังดี ช่วยตัดรสหวานของเนื้อเค้กและคาราเมลฉ่ำๆ ได้อย่างลงตัว     ส่วนจานหลักอยากให้ลอง Roti Tomyam แค่ยกมาเสิร์ฟก็เลิฟแล้วเพราะอบอวลด้วยกลิ่นหอมของเครื่องต้มยำ ส่วนแป้งโรตีก็ทั้งนุ่มและกลมกล่อมโปะหน้าด้วยชีสเยิ้มๆ ยังไม่พอเพราะไฮไลท์คือกุ้งตัวใหญ่ที่ใส่มาให้อีกหลายตัว เป็นใครก็ไม่อยากวางช้อน     ส่วนเครื่องดื่มแนะนำ Orange Coffee ที่สุดของความสดชื่นมีชีวิตชีวาจากส่วนผสมของน้ำส้มคั้นสด สลับด้วยชั้นเอสเปรสโซช็อตเข้มข้น     อีกแก้วที่อยากให้ลอง April Fruit Day เมนูสุดฟรุ้งฟริ้งรสหวานเปรี้ยวฉ่ำซ่าจากส้มและผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ดื่มแล้วสดชื๊นสดชื่น สาวๆ ที่รักสุขภาพห้ามพลาด     ปิดท้ายด้วย Lotus Latte กาแฟรสละมุนใช้ดอกบัวของโครงการหลวงเป็นสัญลักษณ์ กลิ่นหอมของดอกไม้เพิ่มความรื่นรมย์ยามจิบกาแฟได้อีกเท่าตัว  

ใครหลงรักผัดกะเพราไข่เป็ดกรอบแสนอร่อยของร้าน Easy Buddy แบบหมดใจ ลองเพิ่มความจริงจังในการกินขึ้นอีกนิด ด้วยการจองคิวไปดินเนอร์มื้อพิเศษแบบ Chef’s Table ของเชฟบัดดี้-ถมธนัตถ์ หทโยดม ในบ้านหลังอบอุ่น ซอยเย็นอากาศ 2 ที่นำความสุขของการกินแบบ ‘เด็กอ้วน’ มาเป็นลูกเล่น (เชฟเล่าให้ฟังว่าเอ็นจอยอีตติ้งจนน้ำหนักขึ้น 8 กิโลฯ) แต่ละคอร์สจึงเกิดขึ้นมาจากความสนุก กินแล้วสำราญใจ บวกกับประสบการณ์ที่ได้รับจากการเดินทางในหลายประเทศ จึงกลายมาเป็นเมนูที่ให้เราอิ่มเอม และหากสังเกตให้ดี แต่ละเมนูจะมีความกรุบกรอบอันเป็นความชอบส่วนตัวซุกซ่อนอยู่         คอร์สเมนูของเชฟบัดดี้มีทั้งหมด 10 คอร์สด้วยกัน (อ่านชื่อเมนูได้จากโปสการ์ดบนโต๊ะที่ออกแบบมาได้เก๋มากๆ ถูกใจก็นำกลับไปเขียนส่งต่อให้เพื่อนได้นะ ) เริ่มจากจานเบาๆ แต่กระตุ้นความหิวได้เป็นอย่างดี อาทิ Tortilla ที่เชฟนึกสนุกเปลี่ยนจากข้าวซูชิแบบญี่ปุ่นมาเป็นแป้งตอติญ่า มาพร้อมโชยุครีม แล้วท็อปด้านบนด้วยบาฟุนอูนิหอมมันจากฮอกไกโด หรือจะเป็น Choux Craquelin ชูซ์หน้ากรอบ ตรงกลางใส่ไส้ไอศกรีมฟัวกราส์หอมๆ มันๆ ส่วนรอบๆ เป็นฟัวกราส์ที่นำไปวิปกับครีม ปิดฝาก่อนแล้วกินทั้งคำ ได้หลายเนื้อสัมผัสในคำเดียว       Truffle-Paloe-Lamb ที่เชฟปิ๊งไอเดียระหว่างนั่งกินข้าวหมูแดง นึกอยากทำอาหารไทยที่นำทรัฟเฟิลมาใช้แล้วไม่เขินอาย ไม่ยัดเยียดเกินไป เกิดเป็นเมนูสุดสนุก ใช้ข้าวเม่าดอยจากเชียงรายเหนียวหนึบ ผัดกับฮิจิกิและทรัฟเฟิล เสิร์ฟกับเนื้อแกะนำไปซูวีก่อนแล้วจี่บนกระทะให้หอม เคียงมาด้วยเซียร์ฟัวกราส์นุ่มละมุน และแอบซ่อนลูกเล่นอย่างเจลพริกน้ำส้มไว้ใต้ใบไม้เล็กๆ บนจาน ราดซอสพะโล้ทรัฟเฟิลรสเข้มข้นก่อนเสิร์ฟ     และอีกคอร์สที่เราประทับใจ Shima Aji Refresher ไอศกรีมยุซุพลัมรสเค็มๆ หวานๆ ด้านล่างมีหอมเจียวและเบคอนกรอบๆ ซ่อนอยู่ เสิร์ฟมากับปลาชิมาจิซาชิมิที่เชฟนำไปหมักก่อน     กินแล้วเรียกความสดชื่นได้สมชื่อเชียวล่ะ

หลายคนคงเคยพบประสบการณ์ร้านคาเฟ่ที่มีดีแต่เครื่องดื่ม ส่วนรสชาติของอาหารไม่น่าพิศมัยเอาเสียเลย เราจึงอยากชวนคุณมาร้านนี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำอีกครั้ง ไม่เพียงความหลากหลายของอาหารที่สร้างสีสันชวนกินให้กับร้าน พ่อครัวยังมือหนักจัดเต็มปรุงถึงเครื่องถึงรส สั่งจานไหนก็ได้ใจไปเต็มๆ นอกจากพื้นที่ของคาเฟ่ยังมีส่วนของที่พักแนวโฮสเทลเก๋ๆ ใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศสักคืนสองคืน ไม่ต้องรอให้ถึงวันหยุดก็แวะมาชิลได้สบายๆ           เปิดตัวด้วยเมนูของคนรักสุขภาพกับ Caesar Salad เสิร์ฟในถ้วยทำจากแป้งพาย ควรทุบให้แตกแล้วคลุกเคล้าเข้ากับผักสลัดเพื่อสัมผัสความกรุบกรอบ ความสดชื่นของผักสดปลอดสาร และครีมสลัดโฮมเมดไปพร้อมกัน     ต่อด้วย Bouillabaisse Soup ซุปที่อุดมไปด้วยความสดชื่นจากท้องทะเล ใส่เครื่องเคราอัดแน่นเต็มหม้อไม่ว่าจะเป็นกุ้ง หมึก หอยแมลงภู่ ในน้ำซุปหอมๆ ปรุงรสชาติเผ็ดร้อน ยิ่งซดยิ่งคล่องคอ หอมและอร่อยจนหยดสุดท้าย     ส่วนเครื่องดื่มที่อยากให้ลองแนะนำ Piccolo Rose กาแฟใส่ไซรัปกุหลาบนำเข้าจากอังกฤษ หอมละมุนแบบธรรมชาติ     ต่อด้วย Fresh Mint Americano เหมาะสำหรับคนชอบดื่มกาแฟดำแต่ก็แอบเบื่อรสชาติเดิมๆ หรือคนเพิ่งเริ่มดื่มกาแฟก็สามารถดื่มได้แบบง่ายๆ เมนูนี้เน้นความสดชื่นจากมินต์และเลมอนคั้นสด ความเย็นและหอมสดชื่นของมินต์กับความเปรี้ยวสดใสของเลมอน ผสานความเข้มข้นของ Espresso ไม่ว่าอากาศจะร้อนสักแค่ไหนถ้าได้แก้วนี้ก็สดใสได้ทั้งวันแล้ว    

หลังจากครองใจคนรักของหวานในโลกออนไลน์มานาน ตอนนี้ “Bite Me Softly” ได้ขยับขยายความอร่อยแบบออฟไลน์ในรูปแบบคาเฟ่เล็กๆ น่ารักน่านั่งในตรอกไก่แจ้ ด้วยความตั้งใจของคุณเช้า - ต่อจันทน์ แคทริน บุณยสิงห์ เจ้าของร้านที่อยากให้พื้นที่เล็กๆ บริเวณบ้านกลายเป็นสถานที่แบ่งปันเมนูคอมฟอร์ตฟู้ดกลิ่นอายจีนเสฉวนที่ได้แรงบันดาลใจจากจานโปรดของครอบครัว         ไม่ว่าจะเป็นกุ้งแม่น้ำทอดพริกน้ำมันงา กุ้งแม่น้ำตัวโตทอดกับกระเทียมและพริกน้ำมันงา (แนะนำให้โทรสั่งล่วงหน้า) ข้าวสตูว์เนื้อหมาล่า ที่นำหมาล่ามาผสมผสานความอร่อยกับสตูว์เนื้อแบบตะวันตก เสิร์ฟพร้อมไข่ต้มชาซีอิ๊วและกระเทียมโทนดอง รวมทั้งเหลียงเฟิ่น เส้นก๋วยเตี๋ยวทำจากแป้งถั่วเขียวคลุกเคล้าซอสเผ็ดสไตล์เสฉวน เพิ่มความอร่อยด้วยไก่ฉีกและวอลนัต เสิร์ฟแบบเย็นเหมาะกับช่วงอากาศร้อนสุดๆ         ส่วนสายหวานและแฟนประจำของ Bite Me Softly ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะที่นี่พร้อมเสิร์ฟเมนูเด็ดยอดนิยมอย่าง Sour Cherry Pie รสเปรี้ยวของซอสเชอร์รีตัดกับความหวานมันของอัลมอนด์ครีม กินคู่ไอศกรีมวานิลลายิ่งอร่อย Lemon Cheesecake ความอร่อยของครีมชีสแสนละมุนตัดกับรสเปรี้ยวของเลมอน และ Mocha Walnut Cake ที่ดัดแปลงเค้กโอเปราให้หนักแน่นเข้มข้นแบบอเมริกัน ไปจนถึงพาเฟ่ต์ชาเขียวเต้าหู้ เต้าหู้ทำเองเนื้อนุ่มเนียน มาพร้อมไอศกรีมชาเขียวและวิปครีม รวมทั้งเมนูของหวานอื่นๆ ที่จะหมุนเวียนมาให้ชิมกันทุกวัน             นอกจากอาหารและขนม ใครอยากคลายร้อนแบบเบาๆ ที่นี่ยังมีเครื่องดื่มแสนสดชืน อาทิเมนูซิกเนเจอร์อย่างชาล้างปอด ชาร้อนจากจีนที่มีส่วนผสมของสมุนไพรจีนหลากชนิด แต่ไม่ต้องกังวล เพราะดื่มง่ายลื่นคอสุดๆ หรือจะสั่งเก๋ากี้ดำ รสชาติคล้ายเฉาก๊วยมาดับร้อนก็ยิ่งหายร้อนแบบสุดฟิน    

Hipstone Café คาเฟ่ไอเดียแจ่มที่เปลี่ยนบ้านหลังน้อยให้กลายเป็นคาเฟ่ยุคหิน ของตกแต่งด้านในก็ล้วนแล้วแต่คุมธีมให้อยู่ในยุคหินทั้งหมดไม่เว้นแม้แต่หมอนอิงยังเป็นทรงกระดูก ร่วมด้วยพร็อพเก๋ๆ วางเรียงรายให้สายเซลฟี่เต็มอิ่มกับการถ่ายรูป ส่วนอาหารและเครื่องดื่มเน้นสูตรโฮมเมดที่มาจากความเชื่อที่ว่ารสชาติดีต้องเริ่มจากวัตถุดิบคุณภาพดี เมื่อผสานกับการปรุงอย่างพิถีพิถันจึงเข้าขั้นอาหารชั้นเลิศ!         ไฮไลท์ห้ามพลาด Dinosaur Egg with Fudge Brownie ไข่ไดโนเสาร์ลูกโตที่ต้องทุบให้แตกก่อนกิน ตัวไข่ทำจากไวท์ช็อกโกแลตวางบนคุ้กกี้กรุบกรอบ ล้อมรอบด้วยบราวนี่หั่นเต๋า ส่วนข้างในไข่จะเป็นอะไรให้ไปลุ้นกันเอาเอง     จานหลักรสชาติดียกให้สปาเกตตีขี้เมาหมู เส้นสปาเก็ตตีลวกสุกกำลังดี ผัดค่อนข้างแห้งไร้ความมันส่วนเกิน ปรุงรสจัดจ้านถึงใจด้วยพริกไทยสดและพริกชี้ฟ้าแดง ตกแต่งด้วยใบโหระพา หอมกรุ่นตั้งแต่ยังเสิร์ฟมาไม่ถึงโต๊ะ     หรือจะเป็นพอร์กชอปพริกไทยดำ ก็อิ่มสบายท้องได้ในจานเดียว เนื้อมีความนุ่มนวลเคี้ยวง่าย ราดด้วยซอสพริกไทยดำสูตรของร้าน เสิร์ฟพร้อมเฟรนช์ฟรายและผักสด อร่อยจนไม่อยากวางช้อน