Calico คาลิโกแมวขนสามสี ขาว ส้ม ดำ ถือเป็นแมวนำความโชคดีมาให้ ร้าน Calico Koff ร้านกาแฟโฮมคาเฟ่ที่มีแมวสามสีตัวอ้วนคอยเรียกแขกพร้อมกับกลิ่นกาแฟหอมๆ       ร้านในบ้านหลังนี้ตกแต่งด้วยเหล็กสีดำ และปูนให้อารมณ์ดิบเท่ เจ้าของร้านทำกาแฟด้วยตัวเอง พูดคุยผ่านเคาท์เตอร์บาร์ได้อย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง เมล็ดกาแฟที่นี่คั่วและเบลนด์เอง และยังมีเมล็ดกาแฟซิงเกิลออริจินแบรนด์ดังที่ทางร้านคัดสรรมาเป็นอย่างดีให้เลือกชิมอีกด้วย         เมนูยอดนิยมของร้านใช้ชื่อแมวมาตั้งเป็นชื่อเมนูได้อย่างน่ารัก เช่น Calio แมวสามศรี (180 บาท) เสิร์ฟนมสดกับไอศกรีมฮาเก้นดาส ราดด้วยชอตกาแฟ ได้ทั้งรสหวานมันของนมและไอศกรีมตัดกับรสเข้มๆ ของกาแฟ กินแก้วนี้แล้วถือเป็นก็ให้รางวัลตัวเอง     Dirty Cat แมวเปรอะ (140 บาท) กาแฟเดอร์ตี้ที่นำนมใส่แก้วไปแช่จนเย็นจัด ราดด้วยชอตกาแฟเข้ม กลิ่นนัตตี้ โรยเกล็ดช็อกโกแลต และผงโกโก้     Drip Coffe (150-180 บาท) ใครที่หลงเสน่ห์ของกาแฟดริปที่นี่ก็มีให้เลือกตามความชอบจากหลากหลายเมล็ดกาแฟ อย่างแก้วนี้เมล็ดกาแฟเอธิโอเปีย เปรี้ยว ฟรุ๊ตตี้โทนผลไม้บลูเบอร์รี องุ่น และจัสมิน     ส่วนเค้กจะมีหมุนเวียนไปเรื่อยๆ อย่างเช่น Carrot Cake แครอทเค้กสไตล์ดั้งเดิม เนื้อแน่นหยาบ หอมกลิ่นเครื่องเทศ เหมาะกินคู่กับกาแฟ     เป็นอีกร้านใกล้บ้านที่เหมาะจะไปจิบกาแฟเป็นหลัก และเล่นกับแมวเป็นของแถม

Yaks House Hostel โฮสเทลสุดโมเดิร์นบนถนนอรุณอัมรินทร์ ที่นำคอนเซ็ปต์ยักษ์จากรามเกียรติ์ อย่างทศกัณฐ์ ไมยราพ พิเภก และท้าววิรุฬหก มาตกแต่งให้ที่นี่มีสไตล์ไม่ซ้ำใคร         นอกจากห้องพักหลากหลายสไตล์แล้ว ยังมีคาเฟ่เล็กๆ อยู่บริเวณชั้นล่างของโฮสเทล ที่ให้เราได้ฝากท้องตลอดทั้งวัน ให้บริการทั้งอาหารคาว ของหวาน กาแฟ และเครื่องดื่ม ในบรรยากาศสดใส โล่งโปร่งด้วยกระจกบานใหญ่ให้เราได้ผ่อนคลาย และนั่งทำงานได้อย่างเพลิดเพลิน           หากมาช่วงเช้าลองสั่งเมนูขนมปังอย่าง แซนวิชสอดไส้ชีส 4 ชนิด ขนมปังชิ้นใหญ่สอดไส้ชีสรสเข้มข้น ย่างบนกระทะเพียงด้านเดียวทำให้ขนมปังกรอบนอก นุ่มใน หั่นแล้วชีสยืดสุดๆ     ช่วงเที่ยงแนะนำเมนู สปาเก็ตตีกุ้งอาราเบียต้า สปาเก็ตตี้ผัดแห้งรสเผ็ดร้อน ใส่มะเขือเทศอบแห้งและกุ้ง โรยชีสรสเค็มมัน ข้าวหมูย่างกะเพรากรอบไข่ดาว อาหารจานเดียวอิ่มง่ายๆ กับหมูสไลด์บางๆ ย่างและผัดกะเพรา โรยใบกะเพราทอดกรอบ หอมเผ็ด        ปิดท้ายด้วย กาแฟลาเต้ ที่ใช้เมล็ดกาแฟสายพันธุ์ทิปปิก้า และคาติมอร์ หมักแห้ง จะไร่ที่จังหวัดเชียงใหม่ คั่วเข้มให้กลิ่นถั่วและช็อกโกแลต     ทั้งที่พักและอาหาร ครบจบในที่เดียว Line : https://lin.ee/uFohzcd

นับเป็นข่าวดีของคอกาแฟ หลังจาก Hario ร้านกาแฟแบรนด์ดังสัญชาติญี่ปุ่นประสบความสำเร็จไปแล้วกับสาขาแรกในบ้านเราก็ถึงเวลาสำหรับการเปิดตัวสาขา 2 ธนิยะ พลาซ่าในรูปแบบแฟล็กชิปสโตร์ และเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดของ Hario           ความพิเศษของ Hario Café Bangkok Thaniya Plaza คือการได้ดื่มด่ำกาแฟแก้วโปรดไปพร้อมกับความรื่นรมย์ของบรรยากาศโดยรอบ เพราะทุกพื้นที่ถูกเนรมิตให้กลายเป็นฤดูกาลต่างๆ ของญี่ปุ่น อบอุ่นสบายตาด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ ชวนให้คลายความคิดถึงการเดินทางไปได้บ้าง       เมื่อเดินเข้ามาในร้านจะเจอกับ Speed Bar เป็นโซนแรก ตอบโจทย์ชาวออฟฟิศที่เร่งรีบแต่อยากแวะมาจิบกาแฟสักแก้วก่อนลุยงาน ถัดมาเป็น Slow Bar สำหรับสายชิลโดยทีมบาริสต้า และด้านในสุดเป็นโซนขายอุปกรณ์กาแฟแบบละลานตา รวมถึงเมล็ดกาแฟนำเข้าจากทั่วทุกมุมโลกก็หาซื้อได้ที่นี่       อย่าพลาด Cold Brew Fizz กาแฟโคลด์บริวที่เติมความสดชื่นด้วยน้ำผึ้งและน้ำยูสุ ด้านบนท็อปด้วยไอศกรีมยูสุโฮมเมดและรังผึ้งหอมหวาน ถัดมา Samui Brulee เครมบูเล่ในเวอร์ชั่นกาแฟ โดดเด่นด้วยน้ำมะพร้าวจากสมุยและครีมนนมหอมมัน ด้านบนเป็นแผ่นน้ำตาลเบิร์น ก่อนกินราดด้วยช็อตกาแฟ ristretto เข้มข้น         ส่วนใครเป็นสายกาแฟนม แนะนำ Latte on the rock นมอุ่นราดบนน้ำแข็งโคลด์บริวแบบ Iced Ball จับคู่ Japanese Cheescake เนื้อแน่นนุ่ม หรือจะลองเซนฉะร้อนเสิร์ฟพร้อมโมจิโฮมเมดเคี้ยวหนึบก็เป็นอีกเมนูน่าลอง         นอกจากนี้ที่ร้านยังเสิร์ฟเมนูคาวให้อิ่มได้ตลาดวันทั้ง สลัด พาสตา ฯลฯ รวมถึงมีคอร์สกาแฟโอมากาเสะทุกวันเสาร์-อาทิตย์ (วันละ 2 รอบ/รอบละ 4 คน) กับเมล็ดกาแฟ private collection และเรื่องเล่าสนุกๆ ที่ทีมบาริสตารอเล่าให้ทุกคนฟังอยู่     คนรักกาแฟอย่าพลาดเชียว

เปิดบ้านหลังที่ 3 อย่างเป็นทางการในประเทศไทยแล้ว สำหรับ % Arabica Bangkok EmQuatier Roastery สาขาใหม่จาก % Arabica ร้านกาแฟสัญชาติญี่ปุ่นที่ครั้งนี้เลือกมาปักหมุดที่ชั้น M ดิ เอ็มควอเทียร์           สำหรับสาขานี้ออกแบบโดย no.10 ในเครือ Nomurakougeisha ที่ยังคงคาแรกเตอร์ของ % Arabica ได้ชัดเจนด้วยโทนร้านสีขาว มินิมอลแต่ฟังก์ชั่น มีเครื่องทำกาแฟ Slayer ตกแต่งด้วยไม้ซึ่งเป็นเหมือนกิมมิกของแบรนด์ (อย่าลืมเงยหน้ามองพัดลมเพดานที่เรียบเท่และใช้งานได้จริง) มีกำแพงกระจกรับแสงธรรมชาติ มองออกไปจะเจอวิวน้ำตกสูง 40 เมตรของ ดิ เอ็มควอเทียร์ เรียกว่าเพิ่มความรื่นรมย์ในการจิบกาแฟได้ดีเชียว           คุณเจี่ยลู่ ผู้บริหารสาขาประเทศไทยบอกกับเราว่า ที่นี่เป็นสาขาแรกในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการคั่วกาแฟด้วยเครื่องคั่วกาแฟ Probat ขนาด 22 กิโลกรัม ซึ่งคั่วกาแฟได้ในปริมาณมากและมีเครื่องคั่วกาแฟ Tornado King ขนาด 1 กิโลกรัมที่ผลิตจากญี่ปุ่นให้คนรักกาแฟได้เลือกเมล็ดได้ตามใจ           ส่วนเมนูยังเป็นเมนูที่เรียบง่ายตามแบบฉบับของ % Arabica ไม่ว่าจะเป็น Hot Caffe Latte นุ่มนวลด้วย Arabica Blend ที่มีความเป็นช็อกโกแลตเมื่อเจอกับนมจะได้ความนุ่มนวลลงตัว หรือจะเป็น Iced Spanish Latte หอมหวานจากนมสดและนมข้น         คนไม่ดื่มกาแฟก็มี Matcha Latte อูจิมัทฉะหอมเข้ม และ Lemoned น้ำเลมอนที่เลือกได้ทั้ง Still และ Sparkling

ชื่อของ Bora Bora นั้นเป็นที่รู้จักกันในนามของเกาะสวรรค์แห่งการพักร้อน เมื่อกลายเป็นชื่อของคาเฟ่เล็ก ๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ใน ซ.หลานหลวง 8 แล้ว คาเฟ่แห่งนี้ก็เปรียบเสมือนพิกัดที่เปิดประตูให้ผู้มาเยือนได้ทุกคนเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจไปกับบรรยากาศที่แสนเป็นกันเอง รายล้อมไปด้วยมุมถ่ายรูปแบบมินิมัล พร้อมกันนั้นก็ได้เอ็นจอยกับเครื่องดื่มแก้วโปรดที่มีให้เลือกหลายหลายแบบ         ด้วยประสบการณ์ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ทำให้เจ้าของร้านทั้งสองคนนั้นจริงจังกับเรื่องเมล็ดกาแฟไม่น้อย โดยเมล็ดกาแฟในร้านนั้นใช้เป็นเมล็ดกาแฟนำเข้าแทบทั้งหมด อีกทั้งยังมีเบลนด์เฉพาะที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามฤดูกาลอีกด้วย         เริ่มต้นด้วยเมนูกาแฟแนวสร้างสรรค์อย่าง Sweet&Sour ที่เน้นดื่มง่าย ให้รสชาติหวานอมเปรี้ยว เพิ่มความสดชื่นในระหว่างวันได้เป็นอย่างดี       ต่อด้วย Dalgona Latte กาแฟดัลโกนาที่โด่งดังเป็นกระแสมาแล้วพักใหญ่ ซึ่งเป็นกาแฟนมรสชาติกลมกล่อมโปะมาด้วยแผ่นน้ำตาลเกาหลี หรือที่เราเรียกว่าดัลโกนา ซึ่งจะค่อย ๆ ละลายทีละนิดเพิ่มรสชาติหวานให้กับกาแฟแก้วนี้     อีกแก้วนั้นเป็นเมนูชาชื่อว่า Mixed fruite green tea เป็นชาเย็นที่ได้แรงบันดาลใจมาจากร้านชานมไข่มุกชื่อดังในซิดนีย์ จุดเด่นอยู่ที่รสชาติเปรี้ยวนิดหวานหน่อยจากผลไม้ท้องถิ่นเข้าไป เช่น แตงโม เสาวรส และส้ม ได้ความสดชื่นแบบเต็มพิกัด     สำหรับใครที่อยากละเลียดกาแฟคลาสสิค สั่งลาเต้ร้อนที่มาพร้อมลาเต้อาร์ตสุดประณีตสักแก้วก็ดีเหมือนกัน     นอกจากเมนูเครื่องดื่มแล้ว ที่ร้านยังมีซอฟต์คุกกี้โฮมเมดหลากหลายหน้าตามาให้ลิ้มลองด้วย อย่างเช่น SMore Cookies และ Lemon Cookies ที่เป็นตัวเด็ดของร้านเลย    

มาเธอร์โรสเตอร์ (Mother Roaster) นั้นโด่งดังตีคู่มากับการเจริญเติบโตของย่านตลาดน้อย จากร้านกาแฟบนชั้น 2 ของห้องแถวเก็บอะไหล่รถยนต์ที่กลายเป็นจุดเช็กอินของคนมาเดินเที่ยวตลาดน้อย สู่การขยับขยายมาเป็นสาขาที่ 2 ภายในห้องแถววินเทจบนถนนมหาไชย ย่านประตูผี ที่ยังคงความโดดเด่นและจริงจังเรื่องกาแฟไม่แตกต่างไปจากสาขาแรกเลยแม้แต่น้อย         ที่มาของชื่อมาเธอร์โรสเตอร์นั้นมาจากคุณแม่พิม-เพลินพิศ เรียนเมฆ บาริสต้ามือวางอันดับหนึ่งของร้าน จุดเด่นของร้านที่มีมาตั้งแต่เริ่มต้นคือการชงกาแฟแบบสโลว์บาร์ ที่ค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ ชง ไปทีละแก้ว และจากเวิร์กช็อปทำกาแฟสำหรับผู้สูงอายุที่เกิดขึ้นที่สาขาตลอดน้อย ก็เป็นจุดเริ่มต้นของสาขาประตูผี ที่มาพร้อมวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเป็นพื้นที่มอบประสบการณ์การเปิดร้านกาแฟอย่างจริงจังสำหรับผู้สูงอายุที่มีความสนใจ เพราะฉะนั้นที่สาขาที่จึงมีเครื่องไม้เครื่องมือในการทุ่นแรงชงกาแฟมากกว่าสาขาแรก เพราะบาริสต้าของร้านนั้นล้วนเป็นรุ่นใหญ่วัยเก๋าทั้งนั้น       สำหรับเมนูไฮไลต์ของร้าน เริ่มต้นด้วย คาเฟลาเต้ อยู่ในหมวดกาแฟสีขาว ใช้เมล็ดกาแฟเฮาส์เบลนด์ที่ประกอบไปด้วยเมล็ดจากกัวเตมาลา บราซิล และไทย     ต่อมาลองชิมกาแฟในหมวดสโลว์บาร์กันบ้าง แน่นอนว่าต้องเป็น แฮนด์ดริป ที่เลือกใช้เมล็ดกาแฟโคลอมเบีย ซานตา ลูเซีย พีชชี่ ทำให้ขณะดื่มนั้นได้กลิ่นหอมหวานแบบลูกพีชมาเพิ่มอรรถรส       ปิดท้ายด้วยเมนูเพิ่มความสดชื่น แบล็ค ฮันนี่ไลม์ จัดอยู่ในหมวดสีสันของร้าน ใช้เมล็ดกาแฟไทยจากห้วยชมพูมาผสมกับน้ำผึ้งและมะนาวให้รสชาติหอมหวานอมเปรี้ยว เหมาะสำหรับยามบ่ายมาก ๆ     มาเธอร์โรสเตอร์ ยังมีเมล็ดกาแฟให้ลิ้มลองอีกกว่า 50 ชนิด จะไปเยือนที่ร้านหรือสั่งผ่าน Lineman และ Robinhood ก็ได้ สายกาแฟไม่ควรพลาด

เรียกว่าสมกับการรอคอยของคนรักกาแฟ สำหรับ Mindscape Cafe by Bottomless” สาขาใหม่ของล่าสุดของคาเฟ่สุดฮอตขวัญใจชาวนนทบุรีที่ตอนนี้ขยับขยายความอร่อยมาอยู่ในโครงการ THE STAGE Mindscape ย่านห้วยขวาง กับบรรยากาศใหม่สไตล์โอเอซิสใจกลางเมืองที่บอกเลยว่าสวยน่านั่งทุกมุม         โดยเฉพาะโซนเอาต์ดอร์ด้านหลังร้านที่ให้ความรู้สึกเหมือนสวนป่าเล็กๆ แสนร่มรื่นที่พร้อมให้เรานั่งดื่มด่ำธรรมชาติสีเขียวสบายตา แถมยังมีมุมชิงช้าให้นั่งเล่นถ่ายรูปเพลินใจ ส่วนใครอยากชมฝีมือบาริสต้ามือโปรใกล้ๆ แนะนำให้จับจองที่นั่งมุมดีๆ บริเวณเคาน์เตอร์บาร์หรือบนชั้นลอยด้านในร้านที่ตกแต่งแบบโมเดิร์นลอฟต์สุดเท่ได้เลย           คอกาแฟห้ามพลาดเมนูซิกเนเจอร์ที่มีเฉพาะสาขานี้อย่าง Ying & Yang (Healthy) กาแฟโคลด์บริวที่ใช้เมล็ดจากไทย ลาว และอินโดนีเซีย เพิ่มความหอมหวาน (และดีต่อสุขภาพ) ด้วยนมอัลมอนด์และน้ำผึ้ง รวมทั้งเมนูยอดนิยม Caramel Coffee Jelly เจลลีกาแฟโคลด์บริวรสเข้ม ผสานความหอมมันของนมสูตรพิเศษและคาราเมลหอมหวานรอบขอบแก้ว       ส่วนใครไม่ถนัดกาแฟ เราแนะนำ Iced Premium Kyoto Uji Matcha มูสมัตฉะเข้มข้นราดบนนมหอมมัน (ก่อนดื่มอย่าลืมเขย่าให้เข้ากัน) และ Cherry Bomb สปาร์กลิงสีแดงแสนสดชื่นที่มีส่วนผสมของเชอร์รี สตรอว์เบอร์รี และน้ำทับทิม เพิ่มสีสันด้วยชิ้นเลมอนสีเหลืองสดใส       สำหรับสาย (ของ) หวานต้องลอง Basque Burnt Cheesecake ชีสเค้กหน้าไหม้เนื้อนุ่มเนียน ละลายในปาก และ Banoffee ที่จัดเต็มทั้งมูสช็อกโกแลต ครีมนม กล้วยหอม และคาราเมลก็แสนอร่อยลงตัว...รู้ตัวอีกทีก็หมดชิ้นไปแบบพริบตา (ช่วงนี้ใครไม่สะดวกมาที่ร้านสามารถกดสั่งไปอร่อยกันที่บ้านได้ผ่าน Line Man และ Robinhood)    

Kaizen Coffee จากร้านกาแฟตึกแถวสีขาวสุดฮิป ตอนนี้ไคเซนคอฟฟี่มีโลเคชั่นใหม่อยู่ที่เอกมัยเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือเมนูอาหารแบบจัดเต็ม       ไคเซนร้านใหม่นี้อยู่ในตึก 2 ชั้นที่มีบานกระจกสีเข้มให้ความรู้สึกโปร่งโล่งกว่าเดิม ภายในตกแต่งด้วยสีโทนเทาดำให้บรรยากาศเท่ๆ คอกาแฟต้องถูกใจเพราะที่นี่ใช้เมล็ดกาแฟคุณภาพดีจากแบรนด์ Sample Coffee ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย         อันดับแรกที่ต้องสั่งคือ Kaizen Coffee Single Origins (160-180 บาท) กาแฟดริปที่มีกาแฟซิงเกิลออริจินให้เลือกจากหลายที่ เราชิม Colombia Finca Belgravia บอดี้ปานกลาง เปรี้ยวปลายๆ ตามคาแรกเตอร์ของกาแฟคือ Apricot, Elderflower และ Lolly     ส่วนสายเข้มลองสั่ง Hot Blonde Mocha (165 บาท) กาแฟมอคค่า กาแฟชอตใส่นมและโกโก้ กลิ่นหอม นุ่มนวล โรยช็อกโกแลตรสเข้มข้น สายสุขภาพก็มีเมนูสมูทตี้ผลไม้ปั่นหลายรายการ เช่น Acai Peanut Butter (220 บาท) อาไซอิเบอร์รีปั่นกับเนยถั่วสูตรของร้าน ใส่กล้วยหอม อินทผลัม น้ำมะพร้าว และนมอัลมอนด์ แก้วนี้สีม่วงสวยได้รสเปรี้ยวหวานอ่อนๆ และรสเค็มมันจากเนยถั่ว       Quinoa Sourdough (40 บาท) ขนมปังทำเองของร้านก็เป็นอีกเมนูที่ห้ามพลาด ซาวร์โดผสมควินัว เนื้อโปร่งมีโพรง เปรี้ยวนิดๆ ปิ้งมาหอมๆ เสิร์ฟมาพร้อมกับเนย และดอกเกลือชาร์โคลสีดำ     Full Breakfast (330 บาท) อาหารเช้าจานใหญ่จัดเต็ม เสิร์ฟไข่ที่ให้เราเลือกได้ตามชอบ เช่น ไข่คน ไข่ลวก หรือไข่ดาว บนขนมปังควินัวซาวร์โด เห็ดพอร์ตาเบลโลย่างนุ่มๆ ผักเบบี้คอสย่างกรอบๆ มะเขือเทศสดจากเชียงใหม่ อะโวคาโด และเบคอน กินหมดจานนี้อยู่ได้ทั้งวัน     อาหารจานเดียวก็มี อย่างเมนูนี้ Salmon Yakitori (320 บาท) จานสุขภาพที่กินได้ทุกมื้อ เสิร์ฟแซลมอนย่าง กับข้าวไรซ์เบอร์รีออแกนิค เคียงกับยำสาหร่ายใส่ถั่วแระญี่ปุ่น กิมจิรสเปรี้ยวสูตรของร้านไคเซนทำเอง ไข่ต้มยางมะตูม หน่อไม้ฝรั่งและเบบี้แครอท ใครชอบรสจัดให้จิ้มกับโชยุใส่พริกซอยไปด้วย อร่อยเต็มอิ่มในจานเดียว     เรียกได้ว่าไคเซนโฉมใหม่นี้จัดเต็มทั้งกาแฟ และอาหาร จนเลือกไม่ถูกเลยทีเดียว

ไม่เพียงเป็นคอมมูนิตี้สเปซสุดสร้างสรรค์แห่งใหม่ของคนรักภาพยนตร์ที่มีแกลลอรี มุมฉายหนัง และกิจกรรมดีๆ ให้เหล่า Movie Mania ได้เพลิดเพลินแล้ว “FICS” (ที่ย่อมาจาก “Film Inspired Community Space) ที่ก่อตั้งโดย “บาส – นัฐวุฒิ” และ “จูนจูน - พัชชา พูนพิริยะ” ยังมีมุมคาเฟ่บนชั้น 2 ที่พร้อมเสิร์ฟเมนูเครื่องดื่มสุดเก๋ที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่องดังต่างๆ มาเอาใจสาย (ชอบ) ดื่มและสาย (ชอบ) ชิมอีกด้วย       นอกจากเมนูกาแฟแบบเบสิกที่ดื่มง่าย กลมกล่อม ละมุนละไมแล้ว เราไม่อยากให้พลาด 5 เมนูซิกเนเจอร์ ที่ดึงคอนเซ็ปต์จากหนังดัง (และอาจเป็นหนังเรื่องโปรดของใครหลายคน) มาให้อร่อยฟินและอินยิ่งกว่าเดิม       ไม่ว่าจะเป็นเมนูยอดนิยมอย่าง Amélie ลาเต้เย็นใส่แยมราสพ์เบอร์รีโฮมเมดที่ร้านทำเอง หรือ Clockwork Orange ดาร์กช็อกโกแลตเข้มข้น (มาก) ใส่ซอสส้มที่ตั้งใจเทผสมแบบเปื้อนๆ แต่เก๋ สื่อถึงบรรยากาศที่แสนวุ่นวายในหนังสุดคลาสสิกเรื่องนี้       สำหรับคนรักชาเขียว เราแนะนำ Lost in Translation เหล้าบ๊วยโซดาผสมสไปรท์ เติมมัตฉะเข้มข้น สดชื่นแปลกใหม่ เสิร์ฟในแก้วคอกเทลสุดคลาสสิก ส่วนสายนมต้องลอง Blue Is the Warmest Colour นมไวต์ช็อกโกแลตผสมอัญชันสีฟ้าสวยเสิร์ฟอุ่นๆ เพิ่มความหอมด้วยซินนามอน           แต่ถ้าอยากได้ความสดชื่นแบบเร่งด่วน Call Me By Your Name ความอร่อยสดชื่นแฝงกลิ่นอายบรรยากาศหน้าร้อนด้วยส่วนผสมอย่างชาพีช โซดา มะนาว และใบมินต์ คือเมนูที่จะตอบโจทย์ทุกคนอย่างแน่นอน     ก่อนกลับอย่าลืมไปเลือกซื้อของที่ระลึกเก๋ๆ ที่มุม Concept Store” เล็กๆ ในบริเวณคาเฟ่ อาทิ เสื้อทีเชิ้ต แก้วน้ำ ที่เล่นคำหรือลายที่เชื่อมโยงจากหนังเรื่องต่างๆ ไปอิ่มเอมใจกันต่อที่บ้านด้วยนะ    

ยกให้เป็นกูรูกาแฟและบาริสต้าฝีมือดีคนใหม่ในตอนนี้ สำหรับ “กอล์ฟ – สุรัมภา หยกโชติสกุล” สาวนักปั่นสุดเฮลตีที่นำความชอบและความหลงใหลในโลกของกาแฟมาต่อยอดความรู้และแบ่งปันความอร่อยให้คอกาแฟได้ลิ้มลองที่ Brew Flavor” ซึ่งเธอแบ่งพื้นที่ส่วนตัวในบ้านที่ซอยลาดพร้าว 15 มาเปิดเป็นบาร์กาแฟเล็กๆ ที่พร้อมเสิร์ฟกาแฟ Bottle Brew โดยเฉพาะกาแฟสกัดเย็นโคลอินฟิวชัน (Cold-Infused Brew Coffee) รสเยี่ยมที่ใช้เมล็ดกาแฟพรีเมียมจากทั่วโลก       หากช่วงไวรัสแพร่ระบาดผ่านพ้นไปด้วยดีแล้ว เราอยากให้มาลองชิมฝีมือและพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องกาแฟกับเธออย่างออกรสและสนุกสนาน (เหมือนเรา) นอกจากชงเองทุกแก้วแล้ว เธอยังใช้ Genie Machine เครื่องสกัดเย็นสั่งทำพิเศษที่ใช้เทคนิคอินฟิวส์ด้วยน้ำเย็นเพื่อดึงรสชาติที่ดีที่สุดของกาแฟ โดยสามารถดึงองค์ประกอบสร้างรสชาติที่ละลายน้ำได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และยังคงความอร่อย       เมนูเด่นห้ามพลาดมีทั้ง Rum On The Rock กาแฟโคลด์บริวซิกเนเจอร์ Columbia Rum Barrel ที่จิบแล้วอวลไปด้วยกลิ่นหอมของรัมเรซินและแบล็กเชอร์รี ให้ความรู้สึกคล้ายจิบไวน์ เสิร์ฟในแก้วสุดเก๋ คนรักผลไม้ต้องลอง Orange Black และ Black Pink ที่ใช้กาแฟ Brazil Santos Caturra กลิ่นนัตตี้ อัลมอนด์ และช็อกโกแลต รสละมุนกลมกล่อม ดื่มง่ายมาผสานความอร่อยกับน้ำส้มสด 100 เปอร์เซ็นต์ และสตรอว์เบอร์รีบดเอง เพิ่มความเปรี้ยวหวานสดชื่น         สายกาแฟนมต้องลอง Cappu Shake คาปุชชิโนเย็นที่คุณกอล์ฟใช้เทคนิคตีนมผสมจนนุ่มนวลละมุ่นลิ้นสุดๆ และ Sugar Rich ไอริชคอฟฟีสูตรเด็ดที่มาพร้อมครีมเข้มข้นที่เข้ากันอย่างลงตัว       ส่วนสายเข้มจัดเต็ม เราแนะนำ Espresso Martini ที่ผสมผสานกาแฟ Brazil Santos Caturra วอดกา และคาลัวร์ เติมความหวานด้วยบราวน์ชูการ์ ที่บอกเลยว่าจิบเดียวคงไม่พอ หรือใครอยากสั่งเดลิเวอรีแบบขวด คลิกไปได้เลย ที่ Line : @brewflavor / แอพ Robinhood หรือ http://shopee.co.th/golf_surampha  

ร้านกาแฟสุดฮิปจากฮ่องกงที่หลายคนรู้จักกันดีเปิดสาขาแรกในไทย (และในต่างประเทศ) ให้เราไปดื่มด่ำกันใกล้ๆ ในโครงการ POWWOWWOW คอมมูนิตี้ใหม่ใจกลางสุขุมวิทที่แสนร่มรื่นและเงียบสงบ เหมาะกับการมานั่งจิบกาแฟในวันพักผ่อนอย่างรื่นรมย์         “NOC” ย่อมาจาก Not Only Coffee เพราะนอกจากกาแฟเฮาส์เบลนด์ซิกเนเจอร์ชื่อ No.18 ที่ใช้เมล็ดกาแฟจากเชียงใหม่และโคลัมเบียหอมช็อกโกแลตและถั่ว ไปจนถึงกาแฟซิงเกิลออริจินรสเลิศจากนานาประเทศแล้ว ที่นี่ยังพร้อมเสิร์ฟเมนูอาหารที่ดีกับสุขภาพในบรรยากาศน่านั่งสไตล์มินิมอลเคล้าเสียงเพลงและดนตรีรื่นหูอีกด้วย         คอกาแฟต้องลอง Fizzpresso เอสเปรสโซใส่โทนิคและไซรัปเลมอนเนดที่แค่จิบก็สดชื่นสุดๆ และ Flat White รสกลมกล่อมหอมชวนดื่มโดนใจคนรักกาแฟนม ส่วนสายชาต้องลองเมนูใหม่ Cloud Nine Tea ชาผลไม้เบลนด์พิเศษหอมละมุนละไม ท็อปด้วยครีมชีสรสหวานมันเค็มสูตรเฉพาะของร้านที่เข้ากันได้อย่างลงตัว         ถ้าอยากเพิ่มความอิ่ม (แบบเฮลต์ตี) เราแนะนำ Scrambled Crab Toast ขนมปังซาวร์โดโฮลวีตท็อปด้วยไข่คนที่ใช้ขาวล้วนๆ ใส่เนื้อปูทะเลเพิ่มความอร่อย หรือจะลอง Avotato Toast เมนูสุดเก๋ที่นำมันหวานสีส้มเซียร์กับเมเปิลไซรัปมาวางสลับชั้นกับอะโวคาโด ท็อปด้วยโพชเอ้กที่อร่อยไม่แพ้กัน       ส่วนคนรักของหวานห้ามพลาด NOC French Toast โทสต์ชุบไข่สอดไส้กล้วยและเนยถั่ว ท็อปด้วยกล้วยและเนย ราดน้ำผึ้งหอมหวาน ซึ่งเป็นเมนูขนมสไตล์ฮ่องกงที่มีเฉพาะสาขาไทยแห่งนี้เท่านั้น  

G&C เชื่อว่าหนุ่มสาวออฟฟิตย่านสาทรต้องเป็นแฟนร้านนี้ “GROUND Coffee” ของสองพาร์ทเนอร์อย่าง คุณเก๋ - ญาณี องค์วัฒนกุล และ “คุณต้า ศักดา บุญกิตติพร” ซึ่ง ‘GROUND’ คำนี้เป็นกิริยาช่องที่ 3 ของคำว่า Grind ที่แปลว่า ‘บด’ สื่อให้เห็นถึงความใส่ใจในทุกขั้นตอนการทำกาแฟตั้งแต่กระบวนการบด  เพื่อให้ได้รสชาติที่ดีที่สุด โดยทางร้านใช้เมล็ดกาแฟคั่วเข้มจากเมือง Fazenda da Lagoa ประเทศบราซิล และเมล็ดกาแฟคั่วอ่อนจากรัฐชาน (Shan State) ครีเอทเป็นกาแฟเบลนด์สูตรลับเฉพาะ และตั้งชื่อว่า Lighter กาแฟคั่วอ่อน หอมกลิ่นผลไม้ กับ Stronger เมล็ดคั่วเข้ม ที่เต็มไปด้วยกลิ่นดาร์กช็อกโกแลต         ชงโดยบาริสต้าฝีมือขึ้นเทพ นอกจากนั้นที่ GROUND Coffee ยังเอาใจคนตื่นสายด้วยการเสิร์ฟอาหารเช้าตลอดวัน (All Day Breakfast) เบเกอรีอบสดใหม่ และขนมโฮมเมด ที่รังสรรค์โดยเชฟมืออาชีพ เมื่อกินของอร่อยแล้วก็อย่าลืมชื่นชมบรรยากาศเท่ๆ สไตล์ลอฟท์คูลๆ ผนังปูนเปลือยเข้ากันดีกับเคาน์เตอร์สีเทาขนาดใหญ่ และเฟอร์นิเจอร์สีดำ โซฟาเบาะนุ่มนั่งสบายหันหน้าเข้าสวนร่มรื่นสไตล์คอร์ทยาร์ดแบบพอดิบพอดี ให้คุณรื่นรมย์ไปกับต้นไม้นานาพันธุ์เขียวขจี และสระว่ายน้ำเย็นฉ่ำที่เห็นแล้วน่าแชะรูปเสียนี่กระไร       ครั้งนี้ G&C ได้มีโอกาสมาชิมเมนูใหม่ๆ ของร้าน แต่ละจานบอกเลยได้ว่าน่าลิ้มลองจริงๆ อาทิ Smoked Salmon with Caper Cream Cheese on Toast (150 บาท) แซลมอนรมควันรสเค็มละมุน กินพร้อมครีมชีสคุณภาพ รสหอมมัน เคเปอร์ และขนมปังโฮมเมดกรุบกรอบ     Avocado Bruschetta on Toast (125 บาท) แซนด์วิชหน้าเปิดทำสำหรับคนรักผัก ขนมปังทำเองเข้ากันดีกับยำผักนานาพันธุ์สไตล์ฝรั่ง ท็อปด้วยอะโวคาโด     Ground Breakfast (190 บาท) ชุดอาหารเช้าสุดอิ่มเอิม ที่คุณสามารถเลือกอร่อยได้กับเมนูไข่หลากสไตล์ อาทิ ไข่คน ไข่ต้ม ไข่ดาว และออมเลทที่เราเลือก ยังมีเบคอนทอด ไส้กรอกเนื้อแน่น และขนมปังปิ้งอีกต่างหาก     Burger Truffle Sauce (280 บาท) ขนมปังบันโฮมเมดเนื้อนุ่มนิ่ม ประกบเนื้อหมูคุณภาพ (สามารถเปลี่ยนเป็นเนื้อได้เช่นกัน) ชีสครีมมี เบคอน ผักดอง ราดซอสทรัฟเฟิลหอมมัน อร่อยติดใจ     สายหวานอย่างลืมสั่ง Chocolate Tart (175 บาท) ทาร์ตช็อกโกแลตรสเข้มข้น ที่มีส่วนผสมของดาร์กช็อกโกแลต ตัดรสด้วยผลไม้สดรสเปรี้ยวอย่าง บลูเบอร์รี และสตรอว์เบอร์รี จิบคู่กับ Dirty on Ice (160 บาท) เอสเปรสโซช็อตรสเข้มข้นนี้ทำมาจากเมล็ดกาแฟคั่วเข้มสัญชาติบราซิล ราดลงบนนมเย็นจัดที่ผสมกับครีมหอมมัน ใส่น้ำแข็งป่ะเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความเย็นสดชื่นอีกระดับ     และเครื่องดื่มคลาสสิกอย่าง Caffe Latte (130 บาท) ล้าเต้ร้อนรสนุ่ม แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเข้มข้น ที่ทำมาจากเมล็ดคั่วเข้มจากเมือง Fazenda da Lagoa ประเทศบราซิล ถูกใจคอกาแฟเป็นที่สุด  

ถือว่าเป็นร้านใหม่แกะกล่องที่ฮิปสเตอร์พลาดไม่ได้เลยสำหรับ “Starbucks Reserve Chao Phraya Riverfront” ร้านสตาร์บัคส์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ภายในห้าง ‘ไอคอนสยาม’ ชั้น 7 และมาในคอนเซ็ปต์ ‘Third Place’ หรือบ้านหลังที่สาม ชวนให้ผ่อนคลายไปกับบรรยากาศอบอุ่น ที่อบอวลด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมไทยและเต็มเปี่ยมด้วยเสน่ห์อันน่าหลงใหล     พื้นหินขัดวางเป็นลวดลายละม้ายคล้ายคลื่นแม่น้ำ รอบๆ ร้านตกแต่งด้วยงานศิลปะที่บอกเล่าเรื่องราวการปลูกกาแฟในเมืองไทย ที่มาจากฝีมือศิลปินไทยคนเก่ง อาทิ “คุณรักกิจ ควรหาเวช” และ “คุณไอรีณ อาริยะธนาพร” เป็นต้น ทั้งไม้สลักหลังบาร์น้ำที่แสดงให้เห็นถึงทัศนียภาพของไร่กาแฟในชนบท มีต้นกาแฟเขียวขจีที่ส่งตรงมาจากภาคเหนือ เติมความมีชีวิตชีวาของร้านได้เป็นอย่างดี     บนผนังมีโคมไฟสีส้มรูปร่างแปลกตาจำง่าย ซึ่งจำลองบรรยากาศประเพณีลอยโคมในค่ำคืนวันลอยกระทง เดินขึ้นบันไดวนเพื่อไปสู่ชั้นลอยที่กว้างขวาง มีที่นั่งให้เลือกชิลทั้งแบบสเตเดียมเก๋ๆ และห้องประชุมใหญ่สำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ส่วนใครอยากชมวิวพาโนรามาสวยๆ ของแม่น้ำเจ้าพระยา ขอเชิญรับลมภายนอกที่โซนเอ้าท์ดอร์กันได้เลย     นอกจากจะโดดเด่นเรื่องร้านสวยวิวดีแล้ว สตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ เจ้าพระยา ริเวอร์ฟร้อนท์ ยังมีของอร่อยเสิร์ฟอย่าง ‘คอมฟอร์ดฟู้ด’ อาทิ แซนด์วิชหน้าเปิด ซุป สปาเก็ตตี เป็นต้น ‘เบเกอรีอบสดใหม่’ ส่วนบาร์เครื่องดื่มหลักที่เราคุ้นเคยสำหรับสาขานี้ได้เพิ่มเติมเครื่องชงกาแฟรุ่นใหม่ล่าสุด Mastrena ll เครื่องชงกาแฟรุ่นใหม่ล่าสุดเป็นสาขาแรก แถมยังเป็นร้านแรกที่เสิร์ฟ ‘กาแฟม่วนใจ๋’ กาแฟสตาร์บัคส์รสชาติดีจากภาคเหนือ ทุกๆ แก้วที่คุณดื่มสามารถช่วยผดุงความเป็นอยู่ของชาวไร่ให้ดียิ่งขึ้น     ‘บาร์รีเสิร์ฟ’ ให้คุณรื่นรมย์ไปกับเมล็ดกาแฟหายากจากทั่วทุกมุมโลก ผ่านวิธีการชงต่างๆ อาทิ พัวร์โอเวอร์ ( Pour Over) เครื่องชงไซฟอน (Siphon)  เคเม็กซ์ (Chemex) และ เครื่องชงรุ่น Black Eagle จุดเด่นสุดท้ายที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามคือ ‘บาร์ทีวาน่า’ บาร์ชาที่มาในคอนเซ็ปต์ “ชาจินตนาการใหม่” พร้อมให้ทีเลิฟเวอร์ได้ดื่มด่ำชาโปรดแก้วใหม่ในสไตล์ของตนเอง     ประเดิมจานแรกด้วย Cold cut & Cheese Platter (365 บาท) อาหารเรียกน้ำย่อยของอิตาเลียน ประกอบไปด้วย ซาลามี พาร์มาแฮมรสเค็มที่เรารัก อิตาเลียน คอปป้า บรีชีส เอ็มเมททอลชีส เชดด้าชีส กินคู่กับขนมปังคราฟคอร์น (ขนมปังที่ทำจากโฮลวีตไม่ขัดสี และธัญพืชต่างๆ ) และลูกมะกอก     Bruschetta (250 บาท) บรูเชตตา หรือแซนด์วิชหน้าเปิดที่ใช้ขนมปังฝรั่งเศสเป็นฐาน ให้คุณเลือกอร่อยได้ 3 หน้า ได้แก่ ทูน่า ผักโขมหอมๆ และแฮมกับชีส     มองเผินๆ อาจจะเหมือนพิซซา แต่ไม่ใช่นะ นี่คือ แฟลตเบรด (Flatbread) ขนมปังที่ทำจากน้ำและเกลือ โดยที่นี่เสิร์ฟ Mushroom Flatbread (145 บาท) ขนมปังแฟลตเบรด ทาซอสสูตรพิเศษ แล้วโรยด้วยเห็ดและชีสครีมมี Italian Sausage Flatbread (145 บาท) ขนมปังแฟลตเบรดอีกเช่นเคย หน้าไส้กรอกอิตาเลียนรสเค็มกลมกล่อม       Fusili Bolognese (195 บาท) เส้นพาสตาฟูซิลลีสุกกำลังดี คลุกเคล้ากับซอสโบโลเนส สูตรลับฉบับอิตาเลียน ได้รสเปรี้ยวธรรมชาติจากมะเขือเทศ Creamy Mushroom Soup (120 บาท) ซุปเห็ดเนื้อเนียนรสเข้มข้น ท็อปด้วยขนมปังกรอบกินเพลิน Corn Soup (120 บาท) ก็อร่อย ซุปข้าวโพดสไตล์เสฉวน ผสมเนื้อไก่ฉีก รสหวานนุ่มนวล         ของหวานเราแนะนำ Milky Cream Croissant (100 บาท) ครัวซองต์กรอบนอกนุ่มใน สอดไส้ครีมนมสดหอมๆ รสหวานพอดี อร่อยถูกใจ Hokkaido Double Vanilla Cream Puff (69 บาท) พัฟอวบอ้วนชวนหิว ภายในอัดแน่นไปด้วยครีมวานิลลาคัสตาร์ดรสหวานพอเหมาะ และครีมสดนุ่มๆ หอมมัน       Japanese Sweet Potato Bun (75 บาท) ขนมปังบันเหนียวนุ่มรูปมันหวานน่ารัก ให้เนื้อสัมผัสราวกับขนมโมจิ สอดไส้มันหวานญี่ปุ่นเน้นๆ     เครื่องดื่มต้อง Sunset (170 บาท) แก้วนี้ได้รสชาติของชาฮิบิสคัส ชาสมุนไพรสีแดง รสเปรี้ยว มิ๊กซ์กับน้ำส้ม และโซดาซาบซ่า Lychee Earl Grey Tea (170 บาท) ชาเอิร์ลเกรย์หอมๆ ผสมกับน้ำลิ้นจี่ น้ำอัญชันสีสวย และไซรัป สาวกพีชต้องชอบ Peach Mojito (180 บาท) เป็นความลงตัวระหว่าง ชาเอ็มเพิร์ลเรอ คลาวด์ แอนด์ มิส กรีนที ซึ่งเป็นชาเลื่องชื่อของร้าน น้ำพีช น้ำมะนาว และโซดา รสเปรี้ยวอมหวาน ซาบซ่าสดชื่น หอมกลิ่นใบมิ้นท์ มีเนื้อพีชกรุบๆ ไว้เคี้ยวเล่นด้วยนะ     ปิดท้ายด้วย กาแฟม่วนใจ๋ เบลนด์ ร้อน เมล็ดกาแฟม่วนใจ๋ที่ส่งตรงจากภาคเหนือ ทางร้านเลือกใช้เมล็ดคั่วกลาง รสเข้มปานกลาง กรุ่นกลิ่นเครื่องเทศ ไม่ใช่คอฟฟี่เลิฟเวอร์ก็ดื่มง่าย ชงผ่านเครื่อง Pour Over ยิ่งทำให้รสชาติกาแฟกลมกล่อม โดดเด่นมากยิ่งขึ้น     แล้วอย่าลืมแชะรูปสวยๆ ไปลงโซเชียลด้วยนะ

จากความสำเร็จและกระแสตอบรับที่ดีจากร้านแรกในอำเภอเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตอนนี้คนรักกาแฟและแฟนๆ KORELAB” ยิ้มกันได้เลย เพราะคาเฟ่สไตล์โมเดิร์นของนักร้องหนุ่มหล่อมากความสามารถ “แกงส้ม – ธนทัต อรรถชัย” ขยับขยายมาถึงเมืองกรุงให้เราลิ้มรสกาแฟแบบ Specialty Coffee คุณภาพดีในราคาที่จับต้องได้ของเขากันใกล้ๆ กับสาขาใหม่ในย่านรามอินทรา ที่ยังคงคอนเซ็ปต์โทนสีดำสุดเท่ชวนให้อยากมาถ่ายรูปไม่แพ้กัน       โดยกาแฟเฮาส์เบลนด์ของที่นี่คัดสรรจากเมล็ดกาแฟระดับคุณภาพที่ปลูกโดยเกษตรกรไทยในภาคเหนือ อาทิ ปางขอน จังหวัดเชียงราย คั่วกลางจนเกือบเข้ม ให้ความหอมของคาราเมล รวมทั้งกาแฟเบลนด์พิเศษที่นำเมล็ดกาแฟจากเอธิโอเปียมาผสมผสานกับกาแฟเทพเสด็จจากเชียงใหม่ ที่ให้รสอ่อนกว่า หอมกลิ่นฟลอรัลอ่อนๆ ซึ่งทุกกระบวนการตั้งแต่ไร่จนถึงแก้วที่ยกเสิร์ฟมาจากความตั้งใจและความหลงใหลในเสน่ห์ของแกงส้มและ 2 เพื่อนสนิทที่อยากให้ KORELAB คือกาแฟดีที่ไม่ว่าใครก็ดื่มได้ทุกวัน         เราแนะนำเมนูซิกเนเจอร์ยอดนิยม Berry Bean ความสดชื่นลงตัวของเอสเพรสโซช็อต จิงเจอร์เอล และน้ำมิกซ์เบอร์รี และ Douce – Amere คาราเมลมัคคิอาโตที่นำกาแฟไปเชกกับคาราเมลจนนุ่มละมุน ท็อปด้วยแผ่นน้ำตาลคาราเมลเบิร์นกับเลมอนเพิ่มความหอมหวาน       ส่วนใครไม่ถนัดกาแฟลองสั่ง Mr.Flintstone ชาไทยผสมซอสช็อกโกแลตที่ราดในแก้วแบบสุดเก๋คล้ายชุดของฟลินต์สโตน หรือ Basque Burnt Cheesecake ชีสเค้กหน้าไหม้เนื้อนุ่มแน่นหอมมันกำลังดีก็อร่อยเพลินสุดๆ    

ในที่สุด Sleep Enemy ก็กลับมาให้คอกาแฟได้หายคิดถึงอย่างเต็มรูปแบบ! การเดินทางครั้งใหม่ (อีกครั้ง) สำหรับ Sleep Enemy หลังจากห่างหายไปเพื่อรอจังหวะอยู่นานถึง 4 ปี คราวนี้ก็กลับมาพร้อมโลเคชั่นแห่งใหม่ในโครงการ The Hub ตัวร้าน โปร่ง โล่ง แบบ Open-air ตกแต่งสไตล์มินิมอล ด้วยสีขาวคลีน และเติมสีแดงในบางจุดที่เหมือนสีแห่งการกวนประสาท ดึงดูดสายตา ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์แบบครบวงจรคือ เป็นทั้งร้านกาแฟ กับโรงคั่วส่งร้านกาแฟร้านอื่น ๆ และเปิดสอนบาริสต้า อีกด้วย       ที่นี่มีเมล็ดกาแฟคั่วเองให้เลือกถึง 2 เบลนด์ ตัวแรกจะเป็น Generation ที่ไม่ว่าจะเป็นคนไม่กินกาแฟเปรี้ยว หรือกินกาแฟเปรี้ยว ก็สามารถดื่มได้ และ The Continental โดยใช้เมล็ดกาแฟจาก 2-3 ทวีปมาผสมผสานกัน สลับเปลี่ยนไปแต่ละรอบ ให้ออกฟรุตตี้ คลีน และมีมิติมากขึ้น         เริ่มต้นด้วยเมนูยอดฮิต Layer หรือกาแฟ Dirty เอสเพรสโซ่เข้มข้น เสิร์ฟแยกชั้นกับนมสดเย็น อย่างมีศิลปะ ดื่มง่ายไม่ขม ละมุนสุดๆ กินคู่กับ Red Berry Charlotte Cake เค้กชาร์ลอตต์เรดเบอร์รี ความนุ่มของแป้งด้านนอกเข้ากับมูสนุ่มๆ ท็อปด้วยผลไม้ตระกูลเบอร์รียิ่งแสนเข้ากันที่สุด       หรือจะลอง Dirt เมนูที่ครีเอทมาจาก Dirty แต่เป็นความลงตัวของซอสโกโก้ นมสดเย็น ซอสคาราเมล เข้ากับเอสเพรสโซช็อต จนได้รสชาติที่ผสานเข้ากันอย่างลงตัว     ส่วนคอกาแฟนมต้องลอง Latte มีให้เลือกทั้ง ร้อนและเย็น รสกลมกล่อม หอมมัน ขมปลาย ทานคู่กันกับ Coconut Tart ทาร์ตมะพร้าวกรุบกรอบ หวาน มัน โรยด้วยมะพร้าวขูดละเอียด เคี้ยวเพลิน       ปิดท้ายด้วย Soulout เมนูแห่งจิตวิญญาณที่นำเอสเพรสโซช็อตผสานเข้ากับน้ำส้มยูซุ เลมอน เพิ่มความซาบซ่าด้วย Tonic ดื่มแล้วให้รสเปรี้ยวสดชื่น     ที่นอกจากนี้แล้วยังมีเมนู Non-coffee, เบเกอรี่, Cold Brew ที่มีให้เลือกทั้ง Black and White และเมล็ดกาแฟหลากหลายสายพันธุ์ที่คั่วเอง บรรจุในแกลลอนสุดเก๋ให้เราได้เลือกซื้อติดมือกับบ้านด้วยล่ะ  

หลังจากเปิดตัวสาขาแรกในไทยไปเมื่อปีก่อน % Arabica แบรนด์กาแฟที่มีต้นกำเนิดจากเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก่อตั้งโดยคุณ Kenneth Shoji ก็พร้อมแล้วสำหรับสาขาที่ 2 ในประเทศไทย ที่ชั้น 1 เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งนับเป็นสาขาที่ 77 ของโลก         % Arabica ไม่เพียงโดดเด่นเรื่องกาแฟ หากแต่ให้ความสำคัญกับงานดีไซน์ รวมถึงองค์ประกอบทั้งหมดเพื่อให้การจิบกาแฟเพลิดเพลินที่สุด สำหรับสาขานี้ คุณ Jialu Zhao ผู้บริหารสาขาประเทศไทย เล่าถึงการออกแบบภายในร้านว่าได้แรงบันดาลใจจากลวดลายจิตรกรรมฝาผนังจากวัดในบ้านเรา มีกิมมิกเป็นบล็อกสี่เหลี่ยมสีเทา ส่วนที่นั่งยกระดับเป็นเลเยอร์เพื่อให้ทุกคนได้มุมมองที่แตกต่าง นอกจากนี้ยังเน้นเรื่องแสงธรรมชาติที่ลอดผ่านตัวร้าน ในแต่ละช่วงเวลา ที่นี่จะมีองศาของแสงและเงาไม่ซ้ำกัน         สำหรับเมนูของสาขานี้ ยังคงยกซิกเนเจอร์มาอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น Iced Spanish Latte ลาเต้รสชาตินุ่มนวลจาก Arabica Blend กาแฟเบลนด์พิเศษของทางร้าน หอมและหวานเบาๆ จากนมสดและนมข้น หรือหากชอบกาแฟร้อน สั่งเป็น Hot Caffe Latte ใช้ Arabica Blend เช่นกัน มาพร้อมลาเต้อาร์ตสวยๆ จิบคู่กับครัวซองต์ชิ้นโปรด เลือกได้ทั้ง Plain Croissant , Almond Croissant และ Chocolate Croissant โดยเฉพาะ Plain Croissant เสิร์ฟอุ่นๆ เนื้ออร่อยและหอมกลิ่นเนยสด (ขอใช้คำว่าไม่อ้วนฟรี)           ส่วนใครไม่จิบกาแฟ ลองเป็น Matcha Latte อูจิมัทฉะหอมเข้มที่สั่งได้ทั้งร้อนและเย็น รวมถึง Lemoned น้ำเลมอนเพิ่มความสดชื่นที่เลือกได้ทั้งแบบ Still และ Sparkling       กระซิบอีกนิดว่าตอนนี้มีเมนูใหม่ Dark Latte ที่เพิ่งเปิดตัวในวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา แฟนๆ ของ % Arabica ตามไปลองได้เลย

ไม่ว่าใครก็ต้องหลงใหลไปกับ ร้านข้าวแกงใต้รสชาติจัดจ้าน Riceroom Canteen ที่ผสมผสานมากับร้านกาแฟสุดเท่ Kepler bkk ย่านบางนาแห่งนี้ ทั้งบรรยากาศแสนอบอุ่นสไตล์โฮมมีและความคลาสสิกของเฟอร์นิเจอร์ที่เลือกใช้ ทำให้ร้านนี้เป็นหนึ่งในใจใครหลายคนได้ไม่ยากเลยล่ะ       ตัวร้านเน้นใช้โทนสีอบอุ่น อย่างสีส้ม สีน้ำตาล และสีเขียวเข้ม ตกแต่งด้วยภาพถ่ายและของสะสมส่วนตัวจากยุคเก่า ของคุณหนึ่ง กรวุฒิ (เจ้าของร้าน) ชวนให้รู้สึกอบอุ่นเหมือนนั่งอยู่บ้านเก่าสมัยก่อน แบ่งออกเป็น 2 โซนหลักๆ คือ โซนร้านข้าวแกงใต้ถาดหลุม Riceroom Canteen ที่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยสไตล์รสมือแม่ และโซนคาเฟ่ Kepler BKK สโลว์บาร์หอมกรุ่นกาแฟ ที่สามารถแลกเปลี่ยนบทสนทนากับเจ้าของร้านได้อย่างเป็นกันเองตลอดวัน       เริ่มด้วย ข้าวแกงรสชาติเข้มข้น ถึงเครื่องพริกแกงใต้ ที่ผลัดเปลี่ยนเมนูให้ไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน อย่างจานนี้เราเลือกเป็น แกงส้มสายบัวสดกรอบเสิรฟ์พร้อมกุ้งตัวโต ถัดไปคือคั่วกลิ้งรสจัดจ้านหอมกลิ่นใบมะกรูด ที่ตัดความเผ็ดร้อนด้วยไข่พะโล้หอมหวาน กินพร้อมกับน้ำพริกกะปิและปลาทู อิ่มอร่อยสบายท้อง     มาต่อกันด้วยเครื่องดื่มในโซนคาเฟ่ Kepler Flower เอสเพรสโซช็อตเข้มข้นที่ผสมผสานมากับเลมอนไซรัป น้ำผึ้ง และขิง นำไปหมักจนได้กลิ่นหอมของดอกไม้ ดื่มง่ายเติมความสดชื่นในยามบ่ายได้เป็นอย่างดี     Kepler Orange สาวกกาแฟส้มไม่ควรพลาด เพราะแก้วนี้มีส่วนผสมลับที่ช่วยชูรสชาติของส้มยูซุให้โดดเด่น แถมยังไม่ติดรสขมของกาแฟ เพียงแก้วเดียวก็กระปรี้ประเปร่าไปทั้งวัน     ปิดท้ายด้วย Latte Creme Brulee เครื่องดื่มที่ให้สัมผัสคล้ายขนมหวาน จุดเด่นอยู่ที่การเบิร์นฟองนมด้านบนที่ท็อปด้วยน้ำตาลและอบเชย ดื่มแล้วนวลละมุนลิ้นเป็นที่สุด  

คาเฟ่ไซส์มินิสไตล์เกาหลี ย่านลาดกระบัง ของคุณเกต สลิตทิพย์ ทัศนจริยา และ คุณฝัน  ธัช ยิ่งสุข ที่มีความชื่นชอบในการฟังเพลงจาก Playlist เดียวกัน จนเกิดขึ้นมาเป็นร้าน  Playlistcafe ในบรรยากาศเรียบง่าย โทนสีขาวสอาดตา ด้านนอกมีโซนให้นั่งจิบกาแฟ และสนามหญ้าขนาดย่อมให้นั่งปิกนิก ด้านในร้านตกแต่งด้วยเครื่องเล่นแผ่นเสียงและแผ่นเสียงตามมุมต่างๆ พร้อมหน้าต่างบานกระจกใสเปิดรับลมพร้อมจะฮีลคุณด้วยเครื่องดื่มให้ผ่อนคลายไปพร้อมกับเสียงเพลง แถมเมนูของร้าน ยังมีชื่อไปตามแนวเพลง         เริ่มที่  Einpanner อเมริกาโน่เข้มข้น คั่วกลาง จากเมล็ดกาแฟเบลนด์ของ เลย ผาตั้ง และปางขอน ท็อปด้วยครีมนมนุ่มๆ โรยด้วยเกร็ดช็อคโกแลต ดื่มแล้วได้รสกลมกล่อมหอมมันกำลังดี  ตามด้วยเมนูยอดฮิต Dalgona ลาเต้เย็นไม่หวาน  มาพร้อมกับคาราเมลกรุบกรอบ รสละมุน ดื่มง่าย ไม่ใช่คอกาแฟก็สามารถดื่มได้       ถ้าอยากจะเปลี่ยนรสชาติต้องลอง OST หรือ Original Soundtrack เมนูของคนชื่นชอบการดูหนังสุดคลาสสิคที่นำโคล่ารสซ่าสดชื่นผสานด้วยฟองนมและป๊อปคอร์นคาราเมล สร้างแปลกใหม่แต่เข้ากันอย่างลงตัว     หรือจะลอง Trio ที่นำสามอัลบั้มเข้าไว้ด้วยกัน น้ำเก๊กฮวยหอมชื่นใจตกแต่งด้วยมะตูมแห้ง เพิ่มท็อปปิ้งด้วยเฉาก๊วยให้เคี้ยวเพลินๆ ดื่มแล้วให้ความสดชื่นได้เป็นอย่างดี กินคู่กับ Coconut cake เค้กมะพร้าวเนื้อนุ่มรสละมุน หอมหวานกำลังดี  หรือ Croffle สไตล์เกาหลี ที่ผสมผสานระหว่างแป้งครัวซองต์กับ Waffle กรอบนอกนุ่มใน ราดด้วยเมเปิ้ลไซรัป สุดฟิน     สำหรับคอกาแฟ ทางร้านมีกาแฟให้เราได้เลือกหลากหลาย ทั้งคั่วเข้ม คั่วกลาง คั่วอ่อน อยากได้แบบเข้ม ๆ ออกเปรี้ยว หรือดื่มง่าย ก็สามารถแจ้งทางร้านได้ และในอนาคต ด้านนอกจะมีโซนดริปกาแฟ และขายต้นไม้อีกด้วย  

จากจุดเริ่มต้นที่เมืองออร์ฮูสและขยับขยายโรงคั่วไปสู่โคเปนเฮเกน ตอนนี้ La Cabra”  กาแฟเลื่องชื่อแห่งเดนมาร์กมาเปิดสาขาแรกในไทย (และเอเชีย) ให้คอกาแฟได้ดื่มด่ำกับรสชาติและความหอมของกาแฟแบบ One Roast (กาแฟคั่วแบบเดียว) แบบใกล้ๆ ใจกลางเจริญกรุงกันแล้ว       ที่นี่คัดเลือกกาแฟซิงเกิลออริจิน (Single Origin) จากอเมริกาใต้และแอฟริกา อาทิ บราซิล เคนยา เอลซัลวาดอร์ เอธิโอเปีย ฯลฯ มาคั่วอ่อน (เท่านั้น) รสออกเปรี้ยวสดชื่น หอมกลิ่นผลไม้เบาๆ ที่สำคัญรสชาติและเทสต์โน้ตยังเปลี่ยนไปตามระยะเวลาคล้ายการบ่ม ทำให้การดึงกาแฟมาใช้ในแต่ละครั้งนั้นให้ความอร่อยที่ไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ลา คาบรายังมีสูตรดริปกาแฟที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองอีกด้วย       สายกาแฟดริปห้ามพลาด Finca Santa Rosa : Bangkok Edition กาแฟ Hand Brewed Coffee ที่ใช้เมล็ดกาแฟระดับรางวัลจากประเทศเอลซัลวาดอร์ซึ่งอบอวลไปด้วยความหอมของพลัม ส้ม และช็อกโกแลตนม แถมยังเป็นเมนูซิกเนเจอร์ที่มีแค่ในไทยเท่านั้น หรือถ้าอยากลองแบบกาแฟร้อนก็เลือกเป็น Espresso ได้เช่นกัน       ส่วนคนรักกาแฟนมต้องลอง Coffee with Milk กาแฟแบบ Comfort จากบราซิลที่มาพร้อมเทสต์โน้ตของช็อกโกแลต คาราเมล และเบอร์รีอ่อนๆ     ถ้าไม่ถนัดกาแฟจริงๆ ที่นี่ยังมี Matcha Latte ชาเขียวมัตฉะแบบซิงเกิลออริจินจากญี่ปุ่น รสเข้มข้นกลมกล่อม และ Yuzu Honey Soda ที่ผสมผสานความสดชื่นของยูซุ น้ำผึ้ง และโซดาได้อย่างลงตัว จะกินคู่ Financier ขนมอบสไตล์ฝรั่งเศสเนื้อแน่นหอมหวาน หรือ Red Cube Brownie บราวนีเรดเวลเวตสอดไส้ครีมชีสที่ทำจากราสพ์เบอร์รีและไวต์ช็อกโกแลตก็อร่อยไม่แพ้กัน      

ใครผ่านไปมาในซอยรามอินทรา 93 จะต้องสะดุดตากับคาเฟ่สีขาว คลีน ๆ สไตล์มินิมอล ในเครือของ The Coach Gym อย่างแน่นอนด้วยดีไซน์โด่ดเด่นแปลกตาในรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมู ด้านหน้าร้านล้อมรอบไปด้วยกระจกใส ภายในร้านเน้นตกแต่งด้วยสีขาวกับสีเบจสบายตา เหมาะอย่างยิ่งแก่การเป็นจุดนัดพบทางเลือกใหม่ หรือจะมานั่งละเลียดกาแฟก็ดีไม่น้อย แถมด้านนอกยังมีโซน Outdoor และมุมถ่ายสุดเก๋ให้เราได้เลือกถ่ายไม่มีเบื่อ จะสายคาเฟ่ฮอปปิ้งหรือจะคอกาแฟ ก็ตอบโจทย์ทั้งหมด         เมนูของทางร้าน Coach House Cafe เน้นกินง่าย ให้ความสดชื่น และยังไม่หวานมากอีกด้วย สายคลีนก็กินได้ เริ่มกันที่ Cold Brew Original กาแฟสดจากเมล็ดกาแฟเบลนด์หลากหลายสายพันธุ์ทั้งในและต่างประเทศ นำมาสกัดเย็น คั่วระดับกลาง ดื่มแล้วได้รสอมเปรี้ยวอมหวานนิด ๆ หอมกลิ่นฟรุตตี้หน่อย ๆ ให้ความสดชื่นได้เป็นอย่างดี ตามด้วยเมนู Special ที่คอกาแฟต้องรู้จัก Affogato ไอศกรีมวนิลาราดด้วยเอสเปรสโซช๊อตเข้มข้นตัดกับความหวาน หอมละมุมด้วยกลิ่นกาแฟ       หรือจะลองเมนูสูตรพิเศษของร้าน Signature Americano Peach Soda ความขมของอเมริกาโน ผสานกับกลิ่นหอมไซรัปพีชรสเปรี้ยวและเติมความสดชื่นด้วยโซดา ออกมาเป็นรสชาติเข้ากันอย่างลงตัว     ต่อด้วยเมนูยอดฮิต Green Tea ชาเขียวเย็น สกัดจากใบชาเกรดพรีเมียม กลิ่นหอม ไม่หวานกำลังดี แต่ถ้าอยากได้ความสดชื่นต้อง Lemon Butterfly น้ำผึ่งมะนาวรสเปรี้ยวหวาน เพิ่มกิมมิกด้วยสีม่วงจากดอกอัญชัน ดื่มแล้วกระปรี้กระเปร่า       นอกจากเครื่องดื่มแล้วยังมีเค้กที่การันตีว่าไม่หวานกำลังดี พร้อมสลับเปลี่ยนหมุนเวียนไปทุกวัน ไม่มีเบื่อ อาทิ Mango Sticky Rice Cheese Cake ชีสเค้กเนื้อแน่นสอดแทรกด้วยเนื้อมะม่วงน้ำดอกไม้และข้าวเหนียวมูลพร้อมฐานครัมเบิ้ลกรุบกรอบ รสเปรี้ยวอมหวานที่อร่อยจนแทบไม่อยากวางช้อน ตามด้วย Rainbow Rare Cheese Cake เรนโบว์ชีสเค้ก เนื้อเนียนรสละมุน สีสันสดใสถูกใจหลาย ๆ คน ถ้ายังไม่จุใจจะสั่ง เครปเค้กโอวัลติน เนื้อนุ่มชุ่มครีม ติดไม้ติดมือไว้กลับไปกินเล่นที่บ้าน ก็ดีต่อใจเหมือนกัน