ถึงจะมาแค่คนเดียวแต่เราก็เชื่อว่าเหล่าเอลฟ์ (ชื่อแฟนคลับวงซูเปอร์จูเนียร์) เป็นต้องฟิน (และอร่อย) กันถ้วนหน้า กับร้านฮอตดอกบรรยากาศชิวที่สุดหล่อ "ชเวซีวอน" ร่วมลงขันกับน้องสาวคนสวย นำเสนอเมนูฮอตดอกแนวใหม่ซึ่งมาพร้อมหน้าและเครื่องเคียงอย่างมันฝรั่งกรอบเกลียวเสียบไม้ทอดร้อนๆ ที่ขอบอกว่าดูเหมือนเป็นของกินเล่นแบบนี้ แต่กินเพลินๆ แล้วอิ่มจริงจังไม่ใช่เล่นเหมือนกัน     เมนูแนะนำ Kimchi Chilli Dog ฮอตดอกหน้าซอสพริกและกิมจิ ราดชีสเชดดาร์หอมมัน   Somtam Dog ฮอตดอกสูตรใหม่หน้าส้มตำแบบไทยๆ เผ็ดกำลังดี   Coleslaw Dog ฮอตดอกหน้าสลัดโคลสลอว์ใส่ข้าวโพดย่างและพริกดองเพิ่มรสชาติ   Tornado Potato มันฝรั่งเกลียวเสียบไม้ทอดร้อนๆ มีให้เลือกทั้งรสชีสเผ็ด มะพร้าว และหัวหอม

A House ร้านอาหารฟิวชันและบาร์ในรูปแบบเท่ๆ ของหุ้นส่วนทั้ง 5 คนที่รักเสียงเพลงเฮาส์ โดยมาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ My House is Your House สร้างความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านด้วยบรรยากาศและแนวเพลงที่ฟังสนุกและไม่เสียงดังจนเกินไป เหมาะมานั่งพูดคุยกันพร้อมกินอาหารที่ครีเอตโดยคุณหม่อน หนึ่งในหุ้นส่วนร้าน ซึ่งนำไอเดียจากการไปเรียนเลอ กอร์ดอง เบลอมาทำเมนูสไตล์ฟิวชัน (ไทย-เวสเทิร์น) เหมาะกินคู่กับค็อกเทลสูตรพิเศษ หรือใครชอบเครื่องดื่มชนิดอื่นๆ ก็มีให้เลือกครบจบในที่เดียว        เมนูแนะนำ   Duck Crêpes with Red Curry Paste เป็ดย่างคลุกเคล้าซอสแกงเผ็ดและชีส ห่อด้วยแป้งตอร์ติญา เสิร์ฟพร้อมอาจาดและซอสแกงเผ็ด    Spicy Crab Pasta พาสตาเส้นเหนียวนุ่มรสจัดจ้าน แน่นด้วยเนื้อปู โรยไข่ปลาแซลมอนเพิ่มความอร่อยก่อนเสิร์ฟ   Sausage Party ไส้กรอกรวม กินคู่กับหัวหอมทอดและมันฝรั่งบด   Fish & Chips เนื้อปลาชุบแป้งทอดทั้งกรอบและหอม กินกับมันฝรั่งทอดจิ้มซอสสูตรพิเศษของที่ร้านเข้ากันอย่าบอกใคร

หากคุณคิดว่า Nineteens Up เป็นบาร์เครื่องดื่มที่ให้มาแฮงก์เอาต์ยามค่ำคืนล่ะก็คุณคิดผิด เพราะที่นี่เป็นมากกว่านั้น คุณสตีฟ เจ้าของร้านบอกว่าที่นี่เป็นบาร์กิจกรรมหรือ Activity Bar ที่มีมากกว่าเครื่องดื่ม และเปิดตั้งแต่สายไล่ไปจนถึงดึกดื่น      คำว่า "บาร์กิจกรรม" ก็ดูเหมือนจะไม่ได้เกินเลยไปจากที่พูดมา เช่น บอร์ดเกม โต๊ะปิงปอง และโต๊ะพูล ให้เป็นคอมมูนิตี้ของเพื่อน ไม่เพียงแวะมากินดื่มแล้วกลับบ้าน แต่มาสนุกกับการใช้ชีวิตในบรรยากาศสนุกๆ ของสตรีทอาร์ต ที่ได้ศิลปินมาช่วยกันแต่งแต้มเรื่องราวของกิจกรรมภายในร้านบนผนัง     ช่วงกลางวันยังมีบริการส่งอาหารด้วย รวมถึง Rotate Kitchen ครัวเปิดด้านนอกที่จะหมุนเวียนเชฟมาปรุงอาหารมื้อพิเศษเดือนละครั้ง ที่นี่ได้เชฟไอซ์ที่เกิดและเติบโตในซิดนีย์ ออสเตรเลีย มาช่วยทำอาหารฟิวชันรสจัดจ้าน ส่วนคุณสตีฟไปเป็นขาประจำที่ร้านของเชฟที่ชื่อว่าปูติดปีก ก่อนที่จะตัดสินใจปิดร้านของตัวเองแล้วมาจับมือกัน     รสชาติอาหารของเชฟไอซ์ค่อนข้างจัด หยิบนี่ผสมนั่นอย่างสนุกสนาน จนเราเองก็ไม่กล้าพูดเต็มปากว่าเป็นไทยฟิวชัน Spicy Salmon Steak เป็นหนึ่งในจานที่รสชาติดี ลืมไปได้เลยแซลมอนกับซอสครีมๆ มันๆ จานนี้ทอดเฉพาะหนังปลาให้กรอบ ส่วนเนื้อปลาใช้กรดมะนาวทำให้สุกแบบเซบีเช กินกับน้ำยำผสมซัลซาที่มีตะไคร้และใบมะกรูดมาด้วย     ส่วนจานนี้เก๋มาก พาสตาหมึกดำไข่ปู เส้นดำโฮมเมดผัดพริกกระเทียมกับเนื้อปูและไข่ปู แถมยังมีฮ่อยจ๊อปูอีกลูก ฮ่อยจ๊อปูนี่เป็นเมนูเดลิเวอรียอดนิยม และ Pull Beef Sandwich แซนด์วิชย่างไส้เนื้อวัวฝอย พริกฮาลาเปโย ผักดอง และชีส 3 ชนิด        ส่วนเครื่องดื่มเน้นเบียร์สดที่มี 10 แท็ป โดยยก 2 แท็ปให้กับคราฟต์เบียร์ไทย คุณสตีฟ แนะนำ Liefmans เบียร์ผลไม้กลิ่นราสป์เบอร์รีที่ให้รสเปรี้ยวตัดเลี่ยนอาหารได้ดี      ส่วนค็อกเทลก็มีแม้ว่าจะรสไม่ได้เป๊ะแบบบาร์ค็อกเทลแต่สำหรับสายแฟลร์ที่นี่ก็มีดี Impressionist ค็อกเทลสีสวยที่มีดีตรงลีลาผสม    

แม้ขึ้นชื่อว่าเป็นคาเฟ่ของ BIGBANG กลุ่มนักร้องเคป๊อปที่ฮอตที่สุดในเวลานี้ แต่ที่นี่กลับให้อารมณ์ที่แตกต่างไปจากสไตล์เพลงและการแต่งตัวของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง ที่นี่มาในลุคโปร่งสดใสพร้อมรับแสงธรรมชาติภายใต้กลาสเฮาส์ แต่แฟนคลับก็อย่าเพิ่งบ่นอิดออด เพราะยังมีเอ็มวีและเพลงของหนุ่มๆ เปิดคลอ เพื่อให้เราละเลียดเมนูสุดอร่อยสไตล์โฮมเมดกันแบบสุขล้นไปถึงขั้วหัวใจ       เมนูแนะนำ Egg Sandwich แซนด์วิชไข่หน้าเปิดอร่อยเด่นที่เนื้อขนมปังซาวร์โดเนื้อนุ่มหนึบ   Lemon Mascarpone Tart ทาร์ตเลมอนเนื้อกรอบนอกนุ่มใน เต็มคำด้วยชีสมาสคาร์โปเนที่แฝงรสเปรี้ยวหอมนิดๆ ลงตัว   Tiramisu เมนูเด็ดที่น่าจะทำให้เหล่าแฟนคลับหลงรัก จากความเข้มข้นของชีสมาสคาร์โปเนที่ผสานกับกาแฟ พร้อมด้วยหมี Krunk ทำจากผงช็อกโกแลตโผล่หน้ามาทักทาย   Mango Bingsu บิงซูชามยักษ์สูตรอร่อยส่งตรงจากเกาหลี อร่อยเก๋ด้วยเกล็ดน้ำแข็งนมเนื้อนุ่ม มะม่วงชิ้นโต และซอสมะม่วงสุดเข้มข้น

ร้านบรรยากาศโฮมมี่เล็กกระทัดรัดของสองสาวชื่อเหมือน "ฝ้ายและฝ้าย" ที่ตอนแรกตั้งใจทำร้านให้เป็นเหมือนชอปขนาดย่อมไว้ขายของแฮนด์เมดน่ารักกรุบกริบ ทำไปทำมาเมื่อลูกค้าเริ่มถามหาอาหารมากขึ้น ทั้งสองคนจึงเริ่มคิดเมนูเครื่องดื่มสูตรพิเศษ รีเควสให้รุ่นน้องที่รู้จักทำไอศกรีมโฮมเมดสูตรเฉพาะที่ร้าน (เราแนะนำรสอัญชันลาเต้) รวมถึงให้คุณแม่ทำเมนูแสนอร่อยที่ถึงแม้จะมีให้เลือกไม่มาก แต่ก็หมุนเวียนสับเปลี่ยนเมนูใหม่ให้ได้ลองชิมกันอยู่เรื่อยๆ             เมนูแนะนำ ข้าวแกงกะหรี่หมูตุ๋นสูตรคุณแม่ หมูเนื้อนุ่มที่ผ่านการตุ๋นนานถึง 2 วัน หอมกลิ่นเครื่องเทศเสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ และสลัด   สปาเกตตีไก่อบ สูตรโบราณ เนื้อไก่นุ่มและน้ำสตูรสกลมกล่อม กินกับสปาเกตตีเส้นเหนียวนุ่มเข้ากันอย่าบอกใคร    สคอน เนื้อแน่นเสิร์ฟกับแยมสตรอว์เบอร์รีโฮมเมดและคอตเตจครีมรสละมุนหอมมัน    น้ำธรรมดา เปรี้ยว หวาน หอม ดื่มแล้วสดชื่นจากส้มจี๊ด มะนาว และไซรัปดอกไม้ 

เจลาโต ต่างกับไอศกรีมทั่วไปยังไง? อธิบายง่ายๆ ก็เป็นไอศกรีมสไตล์อิตาเลียนที่มีอากาศอยู่ในเนื้อไอศกรีมน้อยกว่าไอศกรีมทั่วไปทำให้เนื้อแน่นกว่า และยังมีส่วนประกอบของไขมันน้อยกว่า และเสิร์ฟที่อุณหภูมิสูงกว่า (ถ้าเย็นมากไปจะแข็งจนตักไม่ได้) เวลาเสิร์ฟก็ไม่ต้องตักเป็นลูกๆ แต่ใช้ไม้พายตักซ้อนกันเป็นชั้นๆ ได้เลย ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ เวลาที่เราทานเจลาโตจึงได้รสชาติเข้มข้นเต็มรสและรสสัมผสที่แน่นเต็มคำ ถูกใจใครหลายๆ คน         ร้าน Ampersand ก็เป็นร้านเจลาโตที่เราติดตามมาตั้งแต่เปิดสาขาแรก ด้วยรสชาติที่เข้มข้นถึงใจ และคุณยิ้ม เจ้าของร้านยังชอบคิดรสชาติแปลกๆ ใหม่ๆ ออกมาให้ลิ้มลองอยู่เรื่อยๆ หลายๆ รสก็กลายมาเป็นรสยอดนิยม ทั้งรสดาร์ค ช็อกโกแลต, ซอร์เบต์ รสส้มยูสุ, รสสตรอว์เบอร์รี่ชีสเค้ก หรือรสเครื่องดื่มหรือดอกไม้ต่างๆ อาทิ รสโอวัลติน, รสชาเอิร์ล เกรย์ และรสลาเวนเดอร์ ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่เซ็นทรัลเวิล์ด ชั้น 7         จนตอนนี้ก็ได้โอกาสขยับขยายเพิ่มสาขามาเอาใจคนรักเจลาโตย่านทองหล่อกันบ้าง และร้านนี้ก็จะกลายมาเป็นสาขาแฟล็กชิพด้วย โดยร้านแห่งใหม่นี้สวยงามน่าเช็คอินมากๆ ด้วยบรรยากาศสีขาว–ทอง แซมน้ำเงิน มีรูปไอศกรีมซ่อนอยู่ทุกที่ ตั้งแต่บนกระเบื้องพื้นนำเข้าร้าน บนประตูกระจกที่เปิดสู่ซอยทองหล่อ 13 และเครื่องหมาย & ที่เป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ก็ถูกนำมาตกแต่งอย่างน่ารัก มีเมนูอื่นๆ นอกจากเจลาโต ได้แก่ Gelato Shake ซึ่งเราสามารถเลือกเจลาโตรสที่ชอบมาปั่นกับนมเป็นเครื่องดื่มรสเข้มข้นได้ หรือเมนู Frappe ก็มีให้เลือกหลายรสชาติ ทั้งส้มยูสุ สตรอว์เบอร์รี่ มัทฉะ       ด้านเจลาโตที่เป็นตัวเอกของร้าน เคล็ดลับของเนื้อเนียนแน่นและรสชาติที่เข้มข้นคือทำจากนมออร์แกนิกและส่วนผสมจากธรรมชาติทั้งหมด ไม่แต่งกลิ่นหรือสี ส่วนรสพิเศษๆ ที่มีมาแล้วทำไมหมดเร็วจัง อย่าง 2 รสพิเศษที่ออกมาในโอกาสเปิดสาขาทองหล่อนี้ Rose และ Sakura & Sake ก็หมดเร็วมากๆ นั่นเพราะใช้วัตถุดิบจากต่างประเทศที่คุณยิ้มพบตอนเดินทางแล้วหิ้วกลับมาเอง หรือฝากเพื่อนๆ หิ้วมาให้ ซึ่งหากหมดแล้วก็หมดเลย เพราะงั้นขอแนะนำว่าถ้าเจอรสพิเศษที่ถูกใจ ไม่ต้องลังเล ซื้อเป็นควอตซ์กลับมากินต่อที่บ้านด้วยเลยดีที่สุด  

ร้านคาเฟ่สีฟ้าขนาดเล็กริมถนนราชพฤกษ์ของเชฟอ๊อฟ-อักษรากรณ์ อดีตเชฟจากโรงแรมห้าดาว ซึ่งเดิมทีตั้งใจเปิดเป็นบรันช์คาเฟ่ แต่อยากให้ลูกค้าเข้าถึงเมนูของที่ร้านง่ายขึ้น จึงมาลงตัวที่อาหารสไตล์คอมฟอร์ตฟู้ด กินง่าย ไม่ซับซ้อนเกินไป อาทิ Sloppy Joe ซอสเนื้อเข้มข้นกินคู่ขนมปังกระเทียมสูตรพิเศษ นอกจากนี้ยังมีเมนูพาสตาแบบดั้งเดิม รวมถึงขนมและเครื่องดื่ม ซึ่งเชฟอ๊อฟลงครัวด้วยตัวเองแบบจานต่อจาน       เมนูแนะนำ Hot Chocolate Marshmallow อุ่นเครื่องด้วยเครื่องดื่มร้อน ช็อกโกแลตรสเข้มจากฝรั่งเศสตัดกับรสหวานของมาร์ชแมลโลว์ย่างไฟ ก่อนกินอย่าลืมคนช้าๆ ให้ละลายเข้ากัน   Egg in Hash มันฝรั่งแฮชบราวน์ทอดกรอบ ผัดกับหอมแดง เห็ด และเบคอน ท็อปด้วยโพชเอ้กราดซอสฮอลลันเดสสูตรเฉพาะ   Velvet and Fries เมนูบรันช์สำหรับคนตื่นสาย วัฟเฟิลเรดเวลเวตชีสโฮมเมด เสิร์ฟพร้อมไก่ทอดชิ้นโต ไข่ดาว และสลัดผักสด ราดน้ำสลัดบัลซามิกฮันนี่   Sweet Potato Custard ขนมสุดเก๋ คัสตาร์ดมันม่วงทำเลียนแบบขนมหม้อแกงแบบไทยๆ เสิร์ฟคู่ไอศกรีมมะพร้าวเชอร์เบต โรยหอมเจียวปิดท้าย  

เราแวะมาที่ Hazel’s Ice Cream Parlour and Fine Drinks หลายครั้งแล้ว เราเชื่อว่าตอนนี้ทุกอย่างลงตัวแล้วทั้งไอศกรีมอาติซานที่นำเอาไอศกรีมคลาสสิกมาทวิสต์ใหม่ รวมถึงค็อกเทลก็เช่นกัน   หลังจากเปิดเฮเซล โซนถนนจักรพรรดิพงษ์ก็กลายเป็นอาณาจักรความอร่อยของคุณโจ๊ก-สมเกียรติ ไพโรจน์มหกิจ และเพื่อนๆ เป็นที่เรียบร้อย หลังจากปั้น Sevenspoon และ Mad Moa ขึ้นมาก่อนหน้านี้ แว่วว่าจะใช้พื้นที่ข้างร้านทำเป็นร้านสุดแดงแรงฤทธิ์ ซึ่งเปิดตัวขายบาร์บีคิวในงาน Made my legacy มาแล้ว     เฮเซลเริ่มต้นจากต่อมอยากของคุณโจ๊กที่ไปเห็นและอยากได้เครื่องพิมพ์เก่า แต่ไม่มีที่เก็บจนเจ้าของปล่อยให้เช่าทั้งโรงพิมพ์ พอเช่าแล้วก็ต่อยอดกลายเป็นร้านไอศกรีมผสมกับบาร์ตามที่เห็น ซึ่งคุณโจ๊กหาข้อมูลมาพบว่าเครื่องพิมพ์เกิดในยุคเดียวกับที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกห้ามขาย จึงอาศัยร้านขายยาเป็นหน้าร้านแทน เช่นเดียวกับที่นี่ที่อาศัยโรงพิมพ์เป็นธีมหลัก     เฮเซลได้ทาง Farm to Table ช่วยทำไอศกรีม 60% เป็นไอศกรีมเหล้าที่ยังคงแอลกอฮอลล์ไว้เต็มๆ คำ (วันก่อนเราแอบเห็นคุณจอย ฟาร์มทูเทเบิ้ล เอาแกลลอนใส่เบียร์กลับบ้าน ไม่รู้แอบจิบไปบ้างหรือเปล่า 555) ส่วนซอสไอศกรีมเป็นทางคุณโจ๊กทำเอง    The Great Grandma Hazel Sundae ไม่มีแอลกอฮอล์ มาแนวซันเดย์ ไอศกรีมวานิลลากับช็อกโกแลต ราดด้วยซอสช็อกโกแลต Marou และแยมส้ม      จากนั้นเป็น Rum Raisin Ice Cream ไอศกรีมรัมเรซินกับเมอแรงก์ราดคาราเมล แต่เราสนใจไอศกรีมเหล้ามากกว่า Bourbon Vanilla ที่นำเอาไอศกรีมรสยอดนิยมไปผสมกับเบอร์เบินซึ่งให้ทั้งความหอมของฝักวานิลลาและกลิ่นของเบอร์เบินที่ดูเหมือนเข้ากันดี กินกับแยมส้มและเมอแรงก์        และไฮไลต์ The Green Fairy Sundae ไอศกรีมแอบซินที่รสไม่หนักเหมือนเหล้าแอบซิน หอมๆ กับซอสคาราเมล ไซรัปมินต์ เปลือกส้มโอเชื่อม และเชอร์รี ตัวนี้ดีมากเลย     ปิดท้ายด้วยค็อกเทล Punchline วิสกี้ ผสมลิเคียวร์เฮเซลนัตและลิเคียวร์สมุนไพร มาแนวสปิริตฟอร์เวิร์ด แก้วต่อมาเป็น Made in the shade วิสกี้ผสมลิเคียวร์ดอกเอลเดอร์ ไซรัปเชอร์รี และบิตเตอร์ เปรี้ยวหน่อยๆ ดื่มง่ายกว่าตัวแรก และ Bourbon Chocolate เบอร์เบินที่ดร็อปช็อกโกแลตลงไป กินกับดาร์กช็อกโกแลต สายช็อกโกแลตเหล้าน่าจะชอบ       

เชื่อว่าเหล่าฟู้ดดี้คงดีใจกันยกใหญ่ เมื่อร้าน All Day Breakfast จากย่านอีสต์ไซด์ชื่อดังประจำนครนิวยอร์กได้ฤกษ์เสิร์ฟความอร่อยถึงเมืองไทย สิ่งสำคัญที่ทำให้ร้านนี้ชนะใจใครต่อใครก็มาจากวัตถุดิบชั้นเยี่ยมที่คัดสรรมาโดยเฉพาะ จนออกมาเป็นสูตรลับความอร่อยของแพนเค้กเนื้อนุ่มฟูมีโพรงอากาศ วัฟเฟิลสุดนุ่มที่เข้าคู่กับไก่ทอดรสเลิศได้อย่างเหมาะเจาะ พร้อมด้วยเนยเมเปิลไซรัป (Maple Butter) สูตรพิเศษที่หากินที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว     เมนูแนะนำ Farmer's Plate อาหารเช้าจานใหญ่ ไข่คนนุ่มๆ เสิร์ฟพร้อมไส้กรอกโรสแมรี่โฮมเมด มะเขือเทศอบ และขนมปังซาวร์โด   Chicken & Waffles เมนูซิกเนเจอร์สุดอร่อย ไก่เนื้อนุ่มทอดร้อนๆ วางบนวัฟเฟิลชิ้นโต ราดซอสน้ำผึ้งทาบาสโก กินคู่กับเนยเมเปิลไซรัป   Black Angus Cheeseburger เบอร์เกอร์เนื้อแองกัสชิ้นโตฉ่ำชีสเชดดาร์ เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งทอด และโคลสลอว์   Blueberry Pancake with Warm Maple Butter แพนเค้กเนื้อฟู 3 ชิ้นใหญ่ท็อปปิงด้วยบลูเบอร์รีเชื่อม ราดด้วยเนยเมเปิลไซรัปสีนวลหอมหวานละมุน

เรียกว่าเป็น "ซูชิเบอร์เกอร์เจ้าแรกในบ้านเรา" ก็ว่าได้ คุณบูมและหุ้นส่วนได้นำคอนเซ็ปต์ Fast Food But Not Junk Food มาเป็นตัวชูโรง ซูชิเบอร์เกอร์หน้าตาเก๋ไก๋ ข้าวปั้นแน่นๆ กินแล้วไม่เลอะเทอะ ทำขึ้นใหม่เฉพาะตอนสั่งเท่านั้น ใช้วัตถุดิบนำเข้ามาครีเอตเป็นไส้ต่างๆ มากกว่า 10 ไส้ พ่วงด้วยซาชิมิ โรล ดงบุริ สลัด เบเกอรี่ และเครื่องดื่มเป็นตัวเสริมทัพให้พนักงานออฟฟิศได้อิ่มท้องกินสะดวกและรวดเร็ว แถมยังใจดีมีพื้นที่ Working Space ให้ใช้ปลั๊กไฟและเล่น WiFi กันได้ยาวๆ       เมนูแนะนำ Beef and Foie Gras Sushi Burger ซูชิเบอร์เกอร์เนื้อออสเตรเลียหอมกรุ่นเข้ากันกับฟัวกราส์นุ่มชุ่มลิ้น เพิ่มรสชาติด้วยไข่หวานและซอสสูตรพิเศษ   Salmon Teriyaki Sushi Burger ซูชิเบอร์เกอร์แซลมอนย่าง โรยหน้าด้วยแป้งเทมปุระกรุบกรอบ ราดซอสเทอริยากิหวานหอม กินแกล้มกับผักกาดแก้ว แตงกวาญี่ปุ่น และไข่หวาน   Dragon Sushi Burger เบอร์เกอร์ญี่ปุ่นหน้าปลาไหลชิ้นใหญ่เต็มคำ โรยไข่กุ้งเคี้ยวกรุบและไข่หวาน แกล้มกับผักเรดโอ๊ก    Volcano Roll โรลกระทะร้อนมีทีเด็ดตรงหอยเชลล์นุ่มแน่น โรยด้วยชีสเค็มๆ มันๆ

Cocotte Farm Roast & Winery ร้านอาหารสไตล์บิสโทรจุดนัดพบสุดฮอตย่านพร้อมพงษ์ที่มีหัวใจสำคัญคือ “Slow Food Movement” ซึ่งใส่ใจวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เลือกบริโภคอาหารจากธรรมชาติท้องถิ่นเพื่อพัฒนาระบบนิเวศที่ยั่งยืน ช่วยสนับสนุนเกษตรกรชาวไทย โดยใช้เวลาเฟ้นหาวัตถุดิบในร้านมากกว่า 1 ปี เช่น ไก่ ผัก ผลไม้จากเชียงใหม่และโครงการหลวง ขนมปังอาร์ติซานจากเอกมัย ใช้ของตามฤดูกาลและส่งตรงถึงร้านทุกเช้า คุณแมคซอง เลอบาทซ์ ผู้จัดการร้านที่เป็นหุ้นส่วนอธิบายคอนเซปต์ของร้านให้เราฟัง     การตกแต่งเป็นสไตล์โมเดิร์นรัสติกเท่ๆ ที่ใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้ เช่น โต๊ะไม้ตัวยาวเนื้อสวยจากเชียงใหม่  มีซุ้มชีสคล้ายตลาดในฝรั่งเศส มีเนื้อแปรรูปชนิดต่างๆ ชีสจากยุโรปและเชียงรายให้เลือกตามความชอบ ครัวเป็นแบบครัวเปิดโชว์ให้เห็นขั้นตอนการทำอาหาร โดยมีเชฟเจอริโก้ แวน เดอร์ วูฟ เป็นผู้ควบคุมความอร่อย     เชฟแนะนำให้เราเริ่มด้วยโคลด์คัตและชีสซึ่งมีหลายขนาดให้เลือกตามความชอบ เราชิม Farmer Board ที่มีชีสและโคลด์คัตอย่างละ 3 ชนิด มาพร้อมนัตอบและผลไม้อบแห้งไว้กินเรียกน้ำย่อยคู่กับเครื่องดื่ม เช่น ไวน์หรือค็อกเทลที่ทำจากรัมของภูเก็ต ต่อด้วยเมนูสุดเฮลท์ตี้อย่าง Organic Vegetables ใช้ผักจากโครงการหลวงอย่างเบบี้แครอต หน่อไม้ฝรั่ง ต้นกระเทียม หัวไช้เท้า เห็ดนำมาลวกและย่าง กินกับมูสข้าวโพดหวานย่างและขนมปังกรอบ ราดด้วยวีเนแกรตทรัฟเฟิล ถูกใจคนรักผักแน่นอน     มาถึงจานหลักคือ Wagyu Rump Steak เนื้อออสเตรเลียวากิวมาร์เบิลระดับ 7 ย่างสุกปานกลาง เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งบด หน่อไม้ฝรั่งย่าง และซอสตามชอบ เนื้อมีกลิ่นหอมและนุ่มเข้ากับน้ำจิ้มแจ่วรสจัดที่เราเลือก      ปิดท้ายด้วยขนมหวาน Paris Bangkok แป้งชูซ์สูตรจากปารีส ไส้เป็นครีมพาลีนเฮเซลนัต กินกับมะม่วงกงฟีและแยมมะพร้าว รสชาติของขนมฝรั่งเข้ากับผลไม้จากเมืองไทยได้เป็นอย่างดี     สมกับที่เชฟเจอริโก้ขึ้นดอยไปอยู่กับชาวบ้านเพื่อค้นหาวัตถุดิบสดใหม่อยู่หลายเดือน

วัฒนธรรมอาหารของเม็กซิกันมีจุดเด่นอยู่ที่การกินดื่มในมื้อเดียวแบบแยกไม่ออก กินอาหารตบด้วยเตกีล่า ซึ่ง Slanted Taco : Authentic Mexican Cantina แบรนด์ใหม่ในเครือของ Whisgars บาร์วิสกี้ และ Craft คราฟต์เบียร์บาร์ นำเอาวัฒนธรรมการกินสุดพีคนี้มาให้เราได้รู้จัก  ที่นี่ได้ตัวเชฟฮอเฮย์ เบอร์นาล เชฟชาวเม็กซิกันอยู่เบื้องหลังอาหารเม็กซิกันหลายร้านในกรุงเทพฯ มาช่วยคิดเมนูอาหาร       เตกีล่าถือว่าเป็นจุดเด่นของร้าน ที่นี่ยังไม่ใช่บาร์เตกีล่าที่ดีที่สุดแต่ตามแผนแล้วทางร้านก็จะรวบรวมแบรนด์เตกีล่ามาให้ได้มากที่สุด Tequila ตัวหลักที่ใช้เป็น El Jimador มาพร้อมกับเกลือมะนาว และ Sangrita ที่มีส่วนผสมของน้ำผลไม้ ซอสทาบาสโก และซอสวูสเตอร์ไชร์ เตกีล่ายังเป็นต้นทางของการทำเครื่องดื่มดังอย่างมาร์การิตาที่มีให้เลือกทั้งแบบเผ็ด Devil Margarita “Machurat” ผสมทาบาสโก หรือแบบหวาน Honey Margarita ผสมน้ำผึ้ง         ส่วนอาหารจุดเด่นอยู่ที่แป้งทาโก้ซึ่งทำสดใหม่ก่อนเสิร์ฟเท่านั้น Tacos “El Chilango” แป้งข้าวโพดโฮมเมดทำสดใหม่ ไส้เนื้อไก่อบ เนื้อหมูอบซอส และเนื้อวัวย่าง เลือกได้ว่าจะกินกับซอสเผ็ดระดับไหนจาก 3 ระดับ ส่วนอาหารเม็กซิกันจานอื่นๆ ก็น่าสนใจ Tostada แป้งกรอบหน้าไก่ ถั่ว ซาวร์ครีม และเฟตาชีส Choriqueso ไส้กรอกหมูโฮมเมดอบชีส หน้าตาคล้ายลาซานญา ก่อนกินห่อด้วยแป้งตอร์ติญา El Mojado เบอร์ริโตอบชีสและซอสเอ็นชิลาด้า            ที่อร่อยสุดๆ ยกให้ Fajita เนื้อวัวย่างนุ่มๆ บนกระทะร้อนห่อกับตอร์ติญา ชีส ซาวร์ครีม กัวกาโมเล ตามด้วยซอสเผ็ด    

หากคุณเป็นคนที่ชอบการตกแต่งครัวและชอบอาหารฟิวชันคงต้องถูกใจร้านนี้ Binova Gallery & Restaurant ซึ่งเป็นทั้งร้านอาหารและแกลเลอรีชุดครัวที่นำเข้าจากประเทศอิตาลี     ตัวร้านดูโปร่งโล่งน่านั่งเพราะผนังด้านหนึ่งเป็นกระจกใส พื้นที่ชั้นล่างจัดเป็นร้านอาหารขนาด 20 ที่นั่ง ส่วนชั้น 2 และ 3 เป็นโซนส่วนตัวสามารถจัดงานเลี้ยงและสัมมนาได้ภายใต้บรรยากาศครัวสวยทันสมัยชวนให้เจริญอาหาร     คุณจาตุรนต์ ศานต์ตระกูล เจ้าของร้านบอกกับเราว่าต้องการเพิ่มพื้นที่จากร้านขายของแต่งบ้าน O.H.M. ที่นำเข้าอยู่แล้ว จึงขยายบริเวณนี้เป็นร้านอาหารที่มีทั้งอาหารจานเดียวง่ายๆ ในมื้อกลางวันและอาหารเย็นสไตล์ฟิวชัน โดยได้เชฟศักดิ์สิทธิ์ หอมจำปา ผู้มีประสบการณ์จากร้านอาหารญี่ปุ่นและยุโรปเป็นผู้สร้างสรรค์เมนูอร่อย   เริ่มต้นด้วยเมนูเรียกน้ำย่อย Seafood Salad สลัดซีฟู้ดรสจัดที่นำกุ้ง หอย และปลาหมึกมาย่างจนสุกหอม เสิร์ฟพร้อมผักสลัดสดกรอบและแซลมอนรมควันรสเค็ม ราดด้วยน้ำสลัดคล้ายน้ำยำรสชาติจัดจ้านถึงใจ     ต่อด้วย Seared Scallop Truffle หอยเชลล์จากฮอกไกโดย่างสุกพอดีกับซอสที่ใช้ปลาแห้งโบนิโตะผัดกับน้ำส้มบัลซามิก จานนี้มีรสหลากหลายทั้งรสหวานจากหอยเชลล์ รสเค็มจากปลาแห้งญี่ปุ่น รสเปรี้ยวนิดๆ จากน้ำส้มบัลซามิกและเพิ่มความมันด้วยวอลนัตอบ     หากยังไม่อิ่มลองสั่ง Crab Cake เนื้อปูล้วนๆ ผสมกับพริกหวาน 3 สี รากผักชี และกระเทียมกลิ่นหอม ปั้นเป็นชิ้น คลุกกับแป้ง ไข่ และเกล็ดขนมปัง ทอดจนกรอบ กินกับซอสมายองเนสโฮมเมดที่ใส่กระเทียมสับกลิ่นหอมและอร่อยเข้ากัน     ปิดท้ายด้วยซุปร้อนๆ อย่าง Mixed Mushroom in a Clear Soup ต้มยำเห็ดน้ำใสลูกครึ่งไทยญี่ปุ่น เพราะเชฟใช้ปลาแห้งญี่ปุ่นทำน้ำซุป ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำมันงา น้ำมะนาว และพริกแห้งทอด รสเปรี้ยวและเผ็ดนิดๆ ช่วยให้สดชื่นขึ้นทันที     กินอิ่มแล้วจะไปชอปชุดครัวหรือดูเครื่องครัวต่อสะดวกเลย

ถึงเวลาที่สตีมซีฟู้ดอาหารยอดฮิตทั้งในจีนและสิงคโปร์จะมาโลดแล่นในบ้านเรากันแล้ว คุณโทนี่ หนึ่งในหุ้นส่วนชาวจีนเล่าว่าข้อดีของสตีมซีฟู้ดคือได้ความสุกกำลังพอดี ไม่เละเหมือนการต้ม แถมที่ร้านยังใช้หม้อสั่งทำพิเศษ ชั้นบนเป็นถาดสำหรับนึ่ง ส่วนด้านล่างเป็นหม้อข้าวต้มให้น้ำซีฟู้ดจากการนึ่งค่อยๆ ไหลลงไปเพิ่มรสชาติให้ข้าวต้มช้าๆ  ส่วนน้ำจิ้มมีให้เลือก 7 รสชาติตามชื่อร้านคือ  สับปะรด โหระพา ไทยซีฟู้ด ซอสขิง ซีอิ๊ว เต้าหู้ และกระเทียม       เมนูแนะนำ Steam Seafood ทีเด็ดอยู่ที่ล็อบสเตอร์เนื้อแน่นนำเข้าจากฝรั่งเศสและอเมริกา รวมทั้งเมนูสารพัดหอย อาทิ หอยเชลล์ หอยหวาน หอยตลับ หอยแมลงภู่ ฯลฯ กินคู่น้ำจิ้ม 7 รสชาติ   ล็อบสเตอร์ผัดไข่เค็ม เนื้อล็อบสเตอร์เด้งๆ ผัดกับไข่เค็มรสชาติกลมกล่อม แนมด้วยหมี่กรอบที่รองจานมา   ปูผัดข้าวทอด สูตรเด็ดของเชฟ เหมือนปูทะเลผัดพริกกระเทียมแต่อร่อยกว่าตรงที่มีข้าวทอดกรอบๆ ให้เคี้ยว    Saniovese เนื้อสันในนุ่มๆ เสิร์ฟแบบมีเดียมแรร์ เข้ากับซอสไวน์แดงรสออกฝาดนิดๆ   

เอาแบบนี้ดีกว่าปกติชายจุกถือคติยอมอ้วนเบียร์ดีกว่าอ้วนอาหาร แต่สำหรับ MASH ชายยอมใจปล่อยให้มันอ้วนไปทั้ง 2 อย่างนี้แหละ ก็นานครั้งจะได้เจอบาร์เบียร์ที่อาหารโคตรอร่อย แถมยังเป็นคราฟท์เบียร์บาร์เพียงไม่กี่แห่งในโซนสีลมที่ชายต้องบอกต่อ ยิ่งในซอยคอนแวนต์ใกล้บีทีเอสศาลาแดงด้วยแล้ว ชายบอกได้คำเดียวว่าใกล้บ้าน     หุ้นส่วนร้านเจอกันที่อเมริกา ต้นตำรับอารยธรรมคราฟท์เบียร์ ทำให้ที่นี่เด่นทั้งเรื่องของอาหารสไตล์อเมริกันและคราฟท์เบียร์ ซึ่งหุ้นส่วนเชื่อว่าอาหารอเมริกันนี่แหละที่เข้ากับเบียร์ที่สุด ด้วยหนึ่งในหุ้นส่วนเป็นเชฟจึงตั้งใจให้เป็นบาร์แอนด์เรสเตอรองท์ เรียกว่าเพิ่มความอ้วนแบบฟิน 2 เท่า แต่อร่อยแบบนี้ก็ยอมเหอะ     คราฟท์เบียร์มีให้เลือกแบบสดจากแท็บทั้ง 16 แท็บ มีทั้งคราฟ์เบียร์ไทยและเทศ เลือกสไตล์เบียร์ให้วาไรตี้ที่สุด ใครชอบเบียร์ตลาดไม่แนะนำที่นี่ แต่ถ้าชอบหลากหลายแปลกใหม่ขอให้รีบพุ่งตัวมาเย็นนี้เลย เมื่อชายเอ่ยปากถามถึงเบียร์ต้องบอกว่าให้ข้อมูลโคตรดี ฟังแล้วคอแห้งเลย ปกติเจอแต่แบบชี้ไปที่บอร์ดอธิบายอะไรไม่ได้   IPA Devanom คราฟท์เบียร์ไทยที่ส่งกลับเข้าประเทศ แบรนด์นี้จากบริวมาสเตอร์ที่ปลูกดอกฮอฟต์เอง ไม่แน่ใจว่าเบียร์ตัวนี้ใช้ไหม ชายว่ามีความไอพีเอแหละ แต่บอดี้บางไปหน่อย แต่ชายชอบ Anderson Valley Wild Turkey Bourbon Barrel เบียร์ดำที่นำไปเอจในถังเบอร์เบิน ชายว่าบอดี้ดี กลิ่นรสก็ดีด้วย แอบได้ยินว่าจะมีโอมากาเสะเบียร์ด้วยในอนาคต (ชื่อนี่ชายตั้งเอง) เหมือนไฟลท์แหละ แต่จิบเบียร์มันก็ต้องเย็นๆ หน่อยเนอะ จิบทีละแก้วแล้วลำดับรสไปเรื่อยๆ น่าจะดีงามกว่า   มาที่อาหารต้องบอกว่าทูดายฟอร์ Fried Oyster แป้งเขาดีกรอบอร่อยจิ้มไอโอลีเผ็ดนิดๆ American Burgers ขนมปังโฮมเมดกับแพทตี้ ชีสเชดดาร์ เบคอน และผักดองกับมันฝรั่งทอด โอ๊ย! กับเบียร์คือดี ยิ่ง Philly Cheese Steak Sandwich ยิ่งดี เนื้อริบอายนุ่มๆ ฉ่ำกับซอสไวน์แดงและชีสเชดดาร์ยืดๆ          แต่ถ้าเป็นสัตว์กินเนื้อแบบชายจงสั่ง 2 จานต่อไปนี้ ไม่มีแป้งมากวนใจ เอาท้องไปถมกับเบียร์แทน Pork Spare Ribs เนื้อล่อนๆ นุ่มๆ กับซอสวิสกี้โฮมเมด หรือเมนูพิเศษ Rack of Lamb ซี่โครงแกะออสเตรเลียกับซอสไวน์แดงมิโซะ หาอะไรนะ ซอสไวน์แดงมิโซะ แต่ดีอะ       ถ้าอาหารจะอร่อยขนาดนี้มันก็จบในร้านเดียวได้เลยสินะ

หลังจากชายจุกได้ชิม Wang Jia Sha มาก่อนหน้านี้ ชายก็ตบปากรับคำมาชิม Townhouse ต่อในทันที ซึ่งเป็นหนึ่งในร้านอาหารเครือ Gaia Group  ที่ชักชวน Greyhound Café ไปเปิดในฮ่องกง แม้ว่าจะเป็นร้านอาหารในเครือเดียวกัน แต่ก็ฉีกแนวออกมาจากหวังเจี่ยชาที่เน้นติ่มซำ ที่นี่เน้นความโมเดิร์นในแบบที่ทางร้านเรียกว่า Share Good Food with Good Friend      อาหารเป็นแบบ East Meets West ที่นำเอาความเป็นตะวันตกผสมกลมกลืนไปกับตะวันออกอย่างแนบเนียน นอกจากอาหารยังเด่นเรื่องค็อกเทล พร้อมมีดีเจมาเปิดแผ่นช่วงสุดสัปดาห์ เรียกว่าให้อารมณ์แบบบาร์และร้านอาหารโดยแท้จริง กินอาหารเสร็จดื่มต่อได้เลย     เริ่มที่อาหาร ชายเลือก Robata Grilled Portobello เคยเห็นในโลกโซเชียลน่ากินดี เห็ดพอร์โทเบลโลย่างกับกิมจิ ชีสมาโยอุ่นๆ ยืดๆ ตามด้วยอาหารเบาๆ Pink Rice Paper Rolls แป้งเปาะเปี๊ยะแบบเวียดนามห่อด้วยบีตรูต แซลมอนรมควัน และกุ้งลายเสือ เพิ่มรสชาติด้วยไข่แซลมอนด้านบนและซอสมะม่วง คั่นด้วยสลัด Caesar Salad, Runny Egg, Soft-Shell Crab ซีซาร์สลัดกับปูนิ่มทอดผงกะหรี่และไข่ยางมะตูม ชายว่าผงกะหรี่ที่ทอดกับปูนิ่มทำให้สลัดจานนี้รสจัดจ้านกว่าซีซาร์สลัดทั่วไป           ส่วนจานเด่นชายแนะนำ BBQ Smoked Duck, Leeks and Mozzarella Cheese Pizza พิซซาสุดเก๋ที่ได้รางวัลในฮ่องกงมาแล้ว เรียกง่ายๆ ว่าพิซซาเป็ดปักกิงก็คงได้ ชายว่าอร่อยดี แป้งบางกรอบ หอมซอสฮอยซิน ส่วนเป็ดอาจจะไม่ได้หนังกรอบแต่รมควันมารสดีเชียว ชายว่าควรสั่ง และ Chilean Sea Bass Fillet ปลากะพงชิลีอบกับซอสมะเขือเทศตากแห้งที่รสเปรี้ยวนิดๆ ตัดกับรสหวานของเนื้อปลา       แต่ที่ตราตรึงใจชายที่สุดเป็นของหวาน Vanilla Soufflé​ ซูเฟล่ขนาดยักษ์ที่เนื้อนิ่มหยุ่น แค่เขย่าเล่นก็เพลินแล้ว เอ๊ะใช่สิก่อนกินต้องเจาะรูแล้วราดด้วยซอสครีมรัมส้มที่หอมหวาน และที่เลิฟยิ่งกว่าเป็น Fondue Set เลือกได้ว่าจะเป็นคัสตาร์ด ชาเขียว หรือช็อกโกแลต ชายเลือกคัสตาร์ดอุ่นๆ จิ้มด้วยวัฟเฟิลฮ่องกง สลับกับมาร์ชแมลโลว์ ผลไม้สด และบราวนี่       หลังมื้ออาหารก็ได้เวลาค็อกเทล ชายจัดหนักสิไม่ได้ไปไหนต่อ Old Fashioned รสชาติไม่แย่ คนที่ชอบคลาสสิกค็อกเทลน่าจะถูกใจ Golden Triangle รัมอินฟิวกับใบกะหรี่ ลิเคียวร์พีช บรั่นดีแอปริคอต และโฟมขิง     

BIRDS Rotisserie เป็นร้านที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของฟู้ดดี้ชาวฝรั่งเศส 5 คน คือ ลอเลน เพร์ช, แทมิว บาโบ, แมททิว โอดู, เชฟเจอรามี ตูเร่ห์ และเชฟจูเลียน ลาวีน โดยมีเชฟเจอรามีดูแลสูตรอาหาร โดยเริ่มต้นเพียงไก่ที่ได้สูตรที่ดีที่สุด ก่อนเตรียมอาหารจากสัตว์ปีกอื่นๆ เพิ่มในอนาคต       ที่นี่เลือกใช้ไก่ไทยออร์แกนิกที่ปล่อยเลี้ยงให้อิสระจากเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา เลือกใช้เฉพาะไก่ตัวเมียที่เนื้อนุ่ม น้ำหนักอยู่ที่ตัวละ 1.5 กิโลกรัม หมักนาน 3 วัน อบด้วยเตาที่จุไก่ได้ครั้งละ 36 ตัว นาน 55 นาที ให้ไก่ทั้งตัวค่อยๆ สุกไปด้วยกัน     จานเด่นห้ามพลาด Roasted Chicken มี 3 ขนาด 1/4 ตัว ครึ่งตัว และทั้งตัว เสิร์ฟพร้อมน้ำของไก่ที่ได้จากการอบปั่นผสมกับส่วนคอและขาไก่จนได้จูสหรือน้ำข้นๆ มาพร้อมมันฝรั่งและข้าวโพดที่ล้วนเป็นผักออร์แกนิกจากเชียงใหม่ เนื้อในของไก่ฉ่ำนุ่มอร่อยดี     นอกจากไก่อบที่เป็นจานเด็ดแล้วอาหารอื่นๆ ที่นำเอาส่วนต่างๆ ของไก่มาทำก็ใช่ย่อย ไก่ทั้งตัวจะถูกแปรรูปเป็นอาหารต่างๆในแบบ nose to tail เลยแหละ Birds Nuggets (180 บาท) นัตเก็ตไก่ที่หอมด้วยเครื่องเทศ Birds Chicken Mousse (210 บาท) ตับไก่เข้มข้นกับขนมปัง       สลัดผักออร์แกนิกก็ดีมาก ทำเป็นสลัดหลากหลายแบบสำหรับกินกับเมนูไก่ Quinoa Tabbouleh ควินัว ส้มโอ แห้ว และน้ำสลัดส้ม และ Super Grilled สลัดผักย่างที่หอมกลิ่นไหม้ๆ ราดด้วยน้ำสลัดบัลซามิกผสมน้ำมะพร้าว        ถึงจะเป็นร้านอาหารสัตว์ปีก แต่ ของหวานก็ไม่บกพร่อง Riz พุดดิ้ง (130 บาท) พุดดิ้งข้าวกับคาราเมลและมะพร้าวคั่ว ก็รสอร่อย     ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเชฟเชฟได้ที่นี่ Add Favorite In Get Adobe Flash player จิงของร้านคือดีมากรักษ์โลกใช้ถุงกระดาษและกล่องไม้ไผ่ 

ได้ยินแค่เชฟร้านนี้มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับเชฟกากัน อนันต์ (Gaggan Anand) เชฟอันดับ 1 ของเอเชีย และเชฟอันดับ 7 ของโลก ชายจุกไม่รอช้ายกหูโทรหาเชฟการิมา อะโรล่า (Garima Arora) นัดหมายเข้าไปชิมอาหารของเธอ ซึ่ง Gaa ร้านใหม่ที่เธอเป็นเชฟใหญ่ตั้งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับ Gaggan เลย อ้าว ก็คนยังเลิฟๆ กันอยู่นิ     เมื่อไปถึงชายจำได้ว่าเชฟการิมาก็คือเชฟที่เคยมายืนตี Red Matcha ซุปมะเขือเทศที่ชงด้วยเทคนิคชงชาญี่ปุ่นของร้านกากัน แต่ไม่แน่ใจจึงเอ่ยทักเชฟว่า เออ ยูเคยชงซุปมัตฉะแดงให้ไอใช่ไหม คำตอบที่ได้คือ ไอชงให้แขกเยอะแยะ 555 ไอจำไม่ได้จริงๆ เออ จริงของยู             อีกคำถามที่เรายิงใส่เชฟคือ มันจะมีกลิ่นอายของอินเดียไหมก็ยูเป็นคนอินเดีย เธอไม่ได้ตอบตรงๆ แต่อธิบายว่าอาหารของเธอเรียกว่า Local Product Eclectic Flavors ที่นำเอาวัตถุดิบจากภายในประเทศมาปรุงด้วยเทคนิคสมัยใหม่ออกมาเป็นเมนูหน้าตาแปลกใหม่ โดยเชฟการิมาบอกว่าเลือกเอาวัตถุดิบท้องถิ่นจากตลาดทางภาคเหนือ โดยเลือกจากฟาร์มเล็กๆ ทำให้บางครั้งวัตถุดิบก็ไม่เพียงพอ เมนูอาหารของเธอจึงเปลี่ยนไปตามวัตถุดิบ เธอยังย้ำชัดว่าเธอใส่ทุกอย่างที่มีทั้งประสบการณ์ เทคนิคสมัยใหม่ ฤดูกาล ไอเดีย รวมถึงความเป็นอินเดียลงไปในอาหารกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า Eclectic               ด้วยคอนเซ็ปต์แบบนี้ เธอจึงบอกกับชายว่ามีเฉพาะ Tasting Menu ในช่วงนี้มี Small 8 คอร์ส ราคา 1,800 บาท ++ และ Big 12 คอร์ส ราคา 2,400 บาท ++  ชายขอเลือกคอร์สที่ชายชอบมาเล่าให้ฟังแล้วกัน Crisp Cabbage คำนี้เก๋เอาผักกาดไปอบกรอบ สอดไส้ด้วยพริกหวานย่างกับมะระย่าง รสคล้ายน้ำพริกหนุ่มที่ออกเปรี้ยวนำและติดขมเล็กน้อย ชายว่าเปิดต่อมรับรสได้ดีเชียว     Young Corn + Cornmilk ข้าวโพดอ่อนย่าง รสหวานซ่อนรสเผ็ดจางๆ และกลิ่นหอมของเครื่องเทศ ให้ความรู้สึกเหมือนกินข้าวโพดฝักใหญ่มากกว่าข้าวโพดอ่อน ชายไม่แน่ใจวิธีปรุงแต่รักมาก จิ้มกับน้ำนมข้าวโพดที่เคี่ยวเป็นซอสข้นๆ     Fish Kanom La เป็นไอเดียที่เจ๋งมาก เชฟการิมาเอาไอเดียของขนมลากับทาโก้มารวมกัน ชั้นนอกขนมลาชั้นในทาโก้ สอดไส้เนื้อปลาเก๋าที่ปรุงกับมัสตาร์ด ให้รสเปรี้ยวปนเผ็ด     Grilled Pork Ribs ซี่โครงหมูหมักซอสที่ทำจากมิโสะผสมโคจิก่อนนำไปย่าง มากับทับทิม หอมซอย และต้นหอม กินกับขนมปังอบ ครีมไข่แดงเค็ม พริกดอง ขิงดอง แตงกวาดอง และแครอตดอง ทำให้รสจัดจ้านขึ้น     Soft Serve ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟในเทสติ้งเมนูเป็นอะไรที่เก๋มากและรสชาติล้ำมาก มี 3 รส Jaggery Coriander ซอฟต์เสิร์ฟรสน้ำตาลโตนดอินเดียกับเยลลี่ชาหมักที่หมักถึงสองครั้ง มาพร้อมโคนแป้งสาลีคั่วอบแห้ง Turmeric ซอฟต์เสิร์ฟรสขมิ้นกับโคนงาดำ โรยด้วยดอกคำฝอย และ Bee Wax ซอฟต์เสิร์ฟไขผึ้งกับโคนเกสรผึ้ง ราดน้ำผึ้งป่าและดอกเก๊กฮวยสด หอมหวานเชียว     ปิดท้ายด้วยฟีลที่อินเดียสุดๆ 4 Element of Chocolate ช็อกโกแลตที่ให้เนื้อสัมผัส 4 แบบ ที่ต้องกินตามเข็มนาฬิกา เริ่มที่ 3 โมง Laddu แป้งคั่วพริกและเครื่องเทศเคลือบช็อกโกแลต ให้รสเผ็ดร้อน Rice Bran Cream ครีมรำข้าวอินฟิวส์กับแกลบออร์แกนิก ให้รสครีมมัน Sweet Tamarind มะขามหวานเคลือบช็อกโกแลต ให้รสเปรี้ยวหวาน และใบชะพลูที่เคลือบด้วยผงเฟนเนล ชัตเนย์กุหลาบ คาร์ดามอมแคนดี้ ม้วนกินแบบหมาก ให้กลิ่นของกุหลาบและรสเย็นของคาร์ดามอม ล้างปากหลังมื้ออาหารดีทีเดียว     จบมื้อแล้วแต่คนยังไม่จบ ชายยังคิดข้ามไปถึงเมนูใหม่ที่อดคิดไม่ได้ว่าจะล้ำและเก๋กว่านี้อีกขนาดไหน และคิวจองจะสาหัสแน่นอน ก็ดีจริงๆ

ใครกำลังมองหาสถานที่กินข้าวในบรรยากาศผ่อนคลายอยู่ เราขอแนะนำ Gizmo Coffee & Roasters ให้รู้จัก นอกจากทุกมุมที่นี่จะนั่งแฝงกายไปกับเงาไม้สไตล์ทรอปิคอลได้แบบกลมกลืนแล้ว เมนูอาหารและเครื่องดื่มก็ชวนให้ฝากท้องแบบไม่ต้องรีรอ เพราะเชฟปรัช-ปรัชญา เกริกอาชาชัย นำไอเดียที่เคยทำงานร่วมกับเชฟชื่อดังอย่างเชฟ Timothy Magee จากห้องอาหาร Noma DK, เชฟ Wilfrid Hocquet จากห้องอาหาร Alain Ducasse และประสบการณ์ในห้องอาหาร Fujiya Restaurant Osaka มิชลินสตาร์ 3 ดาวมาต่อยอดคิดเมนูสไตล์เวสเทิร์นในรูปแบบ Family Style ที่สามารถพาทุกคนในบ้านมาสังสรรค์กันได้สบายเลย       เชฟปรัชเล่าต่อว่าวัตถุดิบในร้านส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ และเลือกวัตถุดิบคุณภาพในบ้านเราอย่างพืชผักตามฤดูกาลหรือเนื้อไก่จากฟาร์มเปิด ส่วนเครื่องดื่มได้บาร์เทนเดอร์จากร้าน Gaggan มาทำเมนูที่คุ้นตาแต่รสชาติต่างออกไป โดยเน้นใช้ผักผลไม้เป็นตัวชูโรง แต่ถ้าใครไม่ถนัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ร้านก็มี Healthy Juice น้ำผักผลไม้สกัดเย็น 3 สูตรเป็นทางเลือกด้วยอย่าง Purple Retreat (กะหล่ำม่วง มะนาว ส้ม) Before Sunset (แครอต แอปเปิล แตงกวา) และสูตรระบายของเสียให้เกลี้ยงพุง Veggie Detox ผสมกันลงตัวระหว่างผักโขม ขึ้นฉ่าย และแอปเปิลเขียว ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีน้ำตาล     ส่วนอาหาร Grilled U.S.A. Scallop ก็ดีงาม หอยเชลล์ตัวใหญ่จากอเมริกาเนื้อแน่นหนึบย่างให้หอมฉุย เสิร์ฟกับข้าวบาร์เลย์ บัตเตอร์นัตหวานมัน ฟักทองอบสมุนไพร ราดด้วยซอสคาราเมล (แผล่บ!) หรือ Slow-Cooked Snow Fish ก็ดีต่อใจ เนื้อปลาตุ๋นกับน้ำมันและมิโซะกลิ่นหอม ราดซอสกระดูกปลาสไตล์ฝรั่งเศส เสิร์ฟกับผักนานาชนิด และเมนูสุขภาพที่เราชอบมากอย่าง Beetroot Salad บีตรูตอบกับน้ำส้มสายชูหมักจากไวน์แดง ราดซอสมิกซ์เบอร์รีรสเปรี้ยวอมหวาน กินกับผักสลัดและเฟตาชีสเค็มๆ มันๆ รับรองว่าที่นี่จะทำให้คุณไม่อยากวางช้อนเลยแหละ!       

Game Meat อธิบายง่ายๆ ด้วยภาพของชาวยุโรปที่ออกไปยิงนกเป็ดน้ำ หรือขี่ม้าล่ากวาง แต่ยังไม่เป็นที่คุ้นเคยกับคนไทยสักเท่าไหร่ จนเมื่อ Wild & CO. หาญกล้าทำร้านอาหารแนวรมควันและเกมมีตขึ้นมา      ไวด์ แอนด์ โค เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มคนในวงการอาหารและเครื่องดื่ม อย่าง เชฟโม เชฟร้าน Munchies for Munchies เชฟทำไส้กรอกที่กำลังมองหาร้านใหม่จนมาเจอกับคุณแจ๊ค คุณพีท คุณบอล และคุณคิด ซึ่งล้วนถนัดเรื่องกินดื่ม ทำให้ที่นี่กลายเป็นร้านใหม่ที่น่าจับตามอง     เชฟโมลงมือทำเตารมควันด้วยตัวเองเพื่อสร้างสรรค์อาหารรมควัน แน่นอนว่าไส้กรอกที่เขาถนัดยังคงมีอยู่ รวมสร้างจุดเด่นใหม่ขึ้นมาอาทิ อกเป็ดรมควันและซี่โครงวัวรมควัน โดยใช้ไม้ฮิคโครีรมควันนาน 8-9 ชั่วโมง เชฟโมยังซุ่มทดลองรมควันด้วยไม้แอปเปิล ไม้มะขาม และไม้มะม่วง เพื่อให้เนื้อสัมผัสและกลิ่นของอาหารรมควันดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่     อาหารทุกจานมีเกมมีตเป็นส่วนประกอบหลัก แม้แต่สลัดก็ไม่มีข้อยกเว้น Quail Salad สลัดผักออร์แกนิกที่ผสมโหระพาและผักไทยๆ เนื้อนกกระทา ไข่นกกระทา กับน้ำสลัดบัลซามิกและลูกหม่อน นกกระทายังปรุงเป็น Foie Gras Stuffed Quail เนื้อนกยังคงรสอร่อยเด่นจากการนาบกระทะแล้วอบ ยัดไส้ด้วยฟัวกราส์ กินกับสลัดผักและบัตเตอร์นัตสควอชบด       ใครไม่เคยกินเนื้อกระต่ายเราอยากให้ลอง Rabbit Roll ใช้เนื้อสันในห่อเครื่องในแล้วพันด้วยเบคอน นำไปย่างแล้วอบ ราดซอสจากการปรุงเนื้อกระต่าย กินกับถั่วลันเตา แก่นตะวัน และเบบี้แครอตผัด ส่วนเนื้อกว่างเป็น Venison Steak เนื้อกวางย่างราดซอสพริกไทยดำ       ปิดท้ายด้วยไฮไลต์ Smoked Beef Ribs ซี่โครงวัวจากสกลนครรมควันด้วยไม้ฮิคโครีที่คอยประพรมด้วยน้ำแอปเปิลระหว่างรมควัน เนื้อนุ่มล่อนมาก หอมควันไฟ มาพร้อมพริกดองและแตงกวาดองห่อด้วยแป้งตอร์ติญากินเป็นคำ     แว่วมาว่าในอนาคตทางร้านจะนำเนื้อเกมตามฤดูกาลมาให้ชิมกันอย่างต่อเนื่อง อาจจะเริ่มที่เนื้อจิงโจ้ก่อน

Tag: , สลัด,