เชื่อว่าคออาหารฝรั่งคงเคยได้ยินชื่อของ Kuppa และ Kuppadeli กันอย่างแน่นอน และถ้าใครเป็นแฟนคลับร้านทั้งสองอยู่ล่ะก็ เราขอกระซิบดังๆ ว่าทายาทของร้านนี้ได้ออกมาสร้างปรากฏการณ์ความอร่อยครั้งใหม่เป็นที่เรียบร้อย     คุณอ๊อด-กวิน ว่องกุศลกิจ เจ้าของร้านคนเก่งเล่าว่าด้วยความที่ตัวเองเป็นลูกครึ่งออสเตรเลียและร่ำเรียนอยู่ที่นั่นมาเกือบครึ่งชีวิตก็เลยอยากถือโอกาสสื่อสารรสชาติที่ตัวเองคุ้นเคยให้ทุกคนได้สัมผัส เพราะถ้าถามว่าอาหารอาหารออสเตรเลียนคืออะไรก็คงจะไม่สามารถนิยามได้อย่างชัดเจน เนื่องจาก เอกลักษณ์ของอาหารสไตล์ออสซี่จะอยู่ที่การนำเอาความหลากหลายทางเชื้อชาติและรสชาติมารวมกัน แต่สิ่งสำคัญจะเน้นที่วัตถุดิบที่ยังคงความสดใหม่ ในขณะเดียวกันวิธีการปรุงก็แฝงความซับซ้อนอยู่นิดๆ ทว่าเรียบง่ายในคราวเดียวกัน     พูดไปอาจไม่เห็นภาพ เรามาเริ่มเมนูแรกกันด้วย Heirloom Tomato Medley, Basil Chiffonade (300 บาท) ที่ชูโรงความสดฉ่ำของมะเขือเทศฝรั่งเศสหลากหลายสายพันธุ์ด้วยการเสิร์ฟแบบสด ก่อนจะราดด้วยน้ำมะเขือเทศผสมน้ำส้ม  ตามด้วยน้ำมันมะกอกและแต่งกลิ่นด้วยเบซิล ต่อด้วย Green Grape Avocado Gazpacho, Gordal Olive, Fresh Lemon Oil  (350 บาท) ที่แปลงร่างซุปมะเขือเทศเย็นของสเปนให้กลายเป็นซุปองุ่นเขียวผสมอะโวคาโดที่คงรสชาติความเปรี้ยวด้วยเลมอนและรสชาติเผ็ดนิดๆ ด้วยพริกขี้หนูไทยมาพร้อมมะกอกมากินตัดรสชาติ       หรือชิมเมนูใหม่ Avocado and Crab Salad, Madras Curry Dressing (590 บาท) ความอร่อยเพื่อสุขภาพด้วยการนำคีนัวธัญพืชที่ให้รสชาติและรสสัมผัสคล้ายข้าวมาคลุกเคล้ากับอะโวคาโดและผงแกงกะหรี่เพิ่มความหอมขึ้นจมูก ก่อนจะวางท็อปด้วยปูชิ้นโตเนื้อแน่น ราดด้วยน้ำสลัดส้มยูสุสร้างความสดชื่น     ส่วนจานหลักก็ห้ามพลาด Beef Wellington, Mushroom Duxelle, Young Spinach, Bordelaise Sauce  (1,645 บาท) เมนูซิกเนเจอร์ที่คัดเลือกเนื้อจากฮอกไกโดชิ้นกะทัดรัดมาหมักพร้อมเห็ดป่าสับเพื่อเพิ่มความหอมชุ่มฉ่ำ ก่อนหุ้มด้วยแป้งพายแล้วนำไปอบ จนได้ความกรอบนอกของแป้งพายที่ซ่อนเนื้อสุดนุ่มเอาไว้     สำหรับคนรักหมูสามชั้นต้องลอง Pork Belly, Baked Green Apple, Broccoli Puree, Dijon Mastard (650 บาท) เมนูประจำบ้านของคุณกวินที่นำหมูสามชั้นมาหมักและอบด้วยวิธีพิเศษ 2 ครั้งจนได้หนังบางกรอบ โดยที่เนื้อและมันยังคงไว้ซึ่งความหวานชุ่มฉ่ำ กินกับแอปเปิลอบและดิจองมัสตาร์ดไว้ตัดเลี่ยน ร่วมด้วย Lamb Rack, Herbes de Provence, Prosciutto di san Daniele, Broad Bean Stew (950 บาท) ซี่โครงแกะเนื้อนุ่มจากออสเตรเลียหมักในสมันไพรอย่างลาเวนเดอร์ ออริกาโน และพาสลีย์ เสริมพร้อมสตูถั่วอบและเห็ด       ส่วนของหวานเราขอเชียร์ Sticky Date Pudding เค้กเนื้อนุ่มที่ทำจากชาเอิร์ลเกรย์ผสมอินทผลัมให้รสหวานละมุน เสิร์ฟอุ่นๆ ในซอสบัตเตอร์สกอตช์ผสมเนยฝรั่งเศสข้นๆ แล้วยิ่งพ่วงด้วยความเย็นของไอศกรีมวานิลลาด้วยแล้ว...รักเลย  

ใครติดภาพจำแบรนด์ PLAYBOY ในลุคเซ็กซี่มีสาวสวยเป็นเอกลักษณ์อาจต้องเปลี่ยนความคิดทันทีที่ก้าวเข้ามาใน Playboy Café ร้านอาหารภายใต้แบรนด์แฟชั่นชื่อดังที่มีโลโก้กระต่ายผูกโบแห่งนี้ เพราะฉีกลุคสุดดาร์กเน้นอารมณ์สนุกสนานสดใสสไตล์กระต่ายซุกซน ตกแต่งแนว Retro Modern ที่มีกลิ่นอายความเป็นอเมริกันแฝงความทันสมัยทั้งแสงและสีผสมผสานกันอย่างลงตัว     เมื่อมาถึงทางร้านจะต้อนรับเราด้วยเวลคัมดริ้งค์เก๋ๆ ให้จิบระหว่างรออาหารเคล้าเสียงเพลงสากลที่มีทั้ง Hot Hit ติดชาร์จ แนว House หรือ Instrumental เพิ่มความคึกคักกระปรี้กระเปร่า สร้างบรรยากาศแห่งความผ่อนคลายดีทีเดียว       ด้านอาหารนำเสนอสไตล์ American Casual Food ทุกเมนูคิดค้นขึ้นใหม่เพื่อ Playboy Café โดยเฉพาะ New York Rib Eye Steak ถือเป็น Best Seller ที่นักชิมสายเนื้อพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าถูกปากโดนใจและต้องสั่งซ้ำทุกครั้งที่มาเยือน เสิร์ฟพร้อมผักหลากชนิดหมักเกลือและพริกไทย นำไปอบจนหอมกรุ่นชวนกิน     Linquine Clams ลิงกวินีพาสต้าผัดกับหอยลายและซอสไวน์ขาว โรยพาร์เมซานชีสและเพิ่มกลิ่นหอมด้วยโรสแมรี่ เสิร์ฟพร้อมขนมปังอบสมุนไพร     Galveston Roasted Chicken ไก่กระทงหมักเครื่องเทศจนเข้าเนื้อเข้าหนังนำไปอบจนได้เนื้อไก่ที่นุ่มนวล เสิร์ฟพร้อมซอสเกรวีเพิ่มความกลมกล่อมละมุนลิ้น     ด้านเครื่องดื่มแนะนำ Yellow Submarine ได้รสเปรี้ยวจากสตรอว์เบอร์รี่ เชอร์รี่ และมะนาว ผสานความหวานหอมของเฮเซลนัทไซรัป     ปิดท้ายมื้อด้วย Hot Cappuccino จิบอุ่นๆ สบายท้อง  

เรียกว่าเป็นร้านอาหารอินเดียสไตล์ Contemporary Indian Dining ที่เป็นขวัญใจนักชิมมายาวนานหลายปี ด้วยเมนูสไตล์ร่วมสมัยในแบบฉบับของตัวเอง ครั้งนี้ “Indus” จึงขอหยิบยกความอร่อยใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากอาหารดั้งเดิมของผู้คนที่อาศัยอยู่ตลอดเส้นทางของแม่น้ำอินดัสที่เริ่มสูญหายมานำเสนอใหม่ในรูปลักษณ์ที่แปลกใหม่และน่าสนใจ         เริ่มต้นด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยอย่าง Khumb Galouti เคบับเสิร์ฟแบบสุดเก๋ ทีเด็ดอยู่ที่ไส้ทำจากเห็ดนานาชนิดจากแคชเมียร์ ต้นกำเนิดของแม่น้ำอินดัส ต่อด้วย Daal Dhokli โรตีสอดไส้ผักโขมหอมเครื่องเทศ เมนูดั้งเดิมของรัฐคุชราต       จากนั้นมาอิ่มแบบเต็มที่กับเมนคอร์สจานเด่น ทั้ง Haldi Murgh ไก่หมักขมิ้นรมควัน กินกับใบขมิ้นและขมิ้นดอง Kadala Byas Minu ปลากะพงหมักกับผลโคคุมหรือมังคุดป่า เมนูดั้งเดิมในแถบชายฝั่งรัฐคุชราตไปจนถึงรัฐเกรละ Kaalva หอยลายต้มในน้ำซุปรสเปรี้ยวทำจากมะเขือเทศและมะขาม เมนูยอดนิยมจากรัฐกัว เมืองชายฝั่งที่เคยเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส         อีกหนึ่งจานสุดพิเศษขอยกให้ Lobster Khichdi ที่ใช้วัตถุดิบชั้นเลิศจากเกาะอันดามันอย่างกั้งหินมากินคู่กับข้าวหอมนิลและมะลิจากโครงการหลวงผสมผสานถั่วเลนทิล ใบแกง และน้ำมันมะพร้าว และ Raan Sikandari เนื้อแกะที่ผ่านการสโลว์คุกนานกว่า 7 ชั่วโมงจนนุ่มละมุนลิ้น       ปิดท้ายด้วยของหวานสุดเก๋ Phirni พุดดิ้งข้าวหอมหญ้าฝรั่น สอดแทรกด้วยถั่วและผลไม้แห้งนานาชนิด เสิร์ฟในหม้อดินเล็กๆ เป็นอันสมบูรณ์แบบ  

Dag (แดก) ชื่อร้านแสนสะดุดหูแห่งนี้คือร้านใหม่แกะกล่องของเชฟแวน-เฉลิมพลและเชฟปาร์ค-ภัทรวิทย์ ร่วมด้วยหุ้นส่วนอีก 2 คน ที่นำเมสเสจ “no gastronomy and mixology bullshit just fair drink and fine food” ของพี่ด้วง-ดวงฤทธิ์ (ผู้ชักชวนมาเปิดร้าน) เป็นแกนนำเสนอ “อาหารที่ดีไม่จำเป็นต้องแพง อาหารไม่แพงก็เป็นของกินที่ดีได้”     ส่วนตัวเราฟังแล้วรู้สึกเห็นด้วยและสนุกตามกับแนวคิดที่ไม่ได้ชูเรื่อง “สัญชาติอาหาร” แต่ใช้วิธีนำ “ประเภทอาหาร” เป็นตัวตั้งต้น เวลาเราหยิบเมนูขึ้นพลิกดูจะเห็นคำว่า น้ำพริก แกง ของทอด ข้าวหน้าต่างๆ ยำ และราดหน้า เป็นหัวข้อใหญ่ให้เลือกลองอาหารที่หมุนเวียนเรื่อยไปตามแต่วัตถุดิบที่เชฟแวนได้มา     “อาหารที่ร้านเรียกว่าตามมีตามเกิดครับ เมนูจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามวัตถุดิบที่เราจากชุมชน มีของเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น หมดแล้วหมดเลยไม่ตุนอาหาร Waste ก็น้อยลงด้วย ที่สำคัญไม่เบียดเบียนวิถีคนหาวัตถุดิบ วัตถุดิบ และตัวผมเอง สิ่งที่ทำมาตลอดคือเรื่องอาหารเป็นยา กินอาหารตามฤดูกาล อาหารอินทรีย์ และ Zero Waste พอมาที่นี่ก็อยากต่อยอดถ่ายทอดให้คนเมืองได้เห็นความเป็นมนุษย์จริงๆ ผ่านวัตถุดิบเช่น ก้อนงอกๆ ตรงนั้น (ชี้ไปที่หัวมัน) นั่นคือสิ่งที่คนต่างจังหวัดยังกินกันอยู่ รูปร่างหน้าตาแบบนั้นมันกินได้แล้วก็ปลอดสารเคมี”     ครั้งนี้เชฟแวนทำ ยำปลาสลิด ให้เราลองชิม เชฟแวนเล่าเพิ่มว่าที่เลือกใช้ปลาสลิดอินทรีย์เพราะรสชาติอร่อยกว่าที่เคยกินมา ปลาอายุ 1 ปีแช่น้ำเกลือแล้วแต่ยังไม่ได้ตากแดดทำให้เนื้อปลายังมีความนุ่มและชุ่มฉ่ำ นำมาทอดให้หนังปลาและก้างกรุบกรอบเคี้ยวได้ทั้งตัว แล้วปรุงรสน้ำยำด้วยน้ำปลาไร้ผงชูรส น้ำตาลมะพร้าวออร์แกนิค มะนาว และเครื่องสมุนไพรต่างๆ สักหน่อย เท่านี้ก็อร่อยแล้ว     ตามมาเป็น ยำไข่ออนเซ็น ไข่ออร์แกนิค (เชฟแวนบอกว่าสดจากก้นแม่ไก่ฟาร์มลุงรี) นำมายำแบบไทยๆ กินเป็นเครื่องเคียงกับเมนูไหนก็เข้ากัน ส่วน ข้าวหน้าหมู หน้าตาชวนหิวได้จากสันคอหมูเนื้อนุ่ม ผัดกับซอสเต้าหู้ยี้หอมฉุย โปะบนข้าวสวยหอมนุ่มสายพันธุ์มะลิซ้อนกินเพลินๆ แล้วก็ ราดหน้าซุปกระดูกปลากด ทีเด็ดที่เชฟแวนภูมิใจนำเสนอ แม้หน้าตาจะดูเหมือนราดหน้าทั่วไปแต่รสชาติน้ำซุปเอนเอียงไปทางน้ำซุปราเมงญี่ปุ่นกลิ่นหอมกระดูกปลากดย่าง กินกับแก้มหมูดึ๋งๆ และบะหมี่โฮมเมดไร้สารเคมี         ส่วนบาร์เครื่องดื่มที่อยู่ข้างๆ เป็น Highball Bar ที่นำชื่อเมนูและรสชาติดึงมาจากจินตภาพที่นึกถึงผู้หญิงในคาแรกเตอร์ต่างๆ เช่น Nichie (นิชชี่) มีส่วนผสมจากรัม เวอร์มุท สับปะรด และโป๊ยกั๊ก ส่วนเครื่องดื่มสไตล์ไทย ใสๆ โนแอลฯ ต้อง Etiw (อีติ๋ว) สดชื่นจากน้ำมะม่วง สับปะรด เลมอน และใบเตย       จะเลือกลองแบบไหนก็ชวนให้นั่งดื่มได้ยาวๆ ตามคอนเซ็ปต์เชฟแวน #จากกิเลสเราสู่กิเลสคุณ!

ถ้าหากให้นิยามความเป็น “OCKEN” ในแบบของเชฟจอห์นนี่ ลูย์ (Johnny Liu.) Head chef และคุณเต้-วรัตต์ วิจิตรวาทการ ผู้ก่อตั้ง OCKEN แล้วล่ะก็ ต้องบอกว่านี่คือร้านอาหารที่ทั้ง 2 คนตั้งใจนำประสบการณ์จากการเดินทางรวมถึงฟื้นคืนอาหารสุดประทับใจในความทรงจำมานำเสนอในรูปแบบคอมฟอร์ดฟู้ดกึ่งไฟน์ ไดน์นิงโดยปราศจากสัญชาติเป็นตัวกำหนด     มาที่นี่เราจะได้เรียนรู้มุมมองการสร้างสรรค์เมนูไร้ข้อจำกัดซึ่งสนุกและน่าสนใจเพราะผ่านการผสมผสานวัตถุดิบ ขั้นตอนการทำ และรสชาติจากหลากหลายวัฒนธรรมเข้าด้วยกันไว้ใน 1 จาน นอกจากหน้าตาอาหารจะชวนหิวขั้นสุดแล้ว ในเรื่องรสชาติเราต้องบันทึกไว้เลยว่าจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง (จริงๆ นะ!)   ภายในร้านแบ่งสัดส่วนปรุงอาหารแบบโอเพ่นคิทเช่นดึงความสนใจเราไว้ด้วยโซนแรกคือ ครัวร้อน มีเคาน์เตอร์ขนาดย่อมให้เรานั่งดูเชฟปรุงอาหารด้วยความตั้งใจกันเพลินๆ อีกมุมเป็นบาร์เครื่องดื่ม จัดเต็มทั้งค็อกเทล ม็อกเทล ไวน์ เบียร์ ฯลฯ หรือน้ำดื่มที่ทางร้านทำขึ้นเอง (House Water - Still and Sparkling) เสิร์ฟเย็นเจี๊ยบในขวดแก้วเพื่อลดการใช้พลาสติก และโซนสุดท้ายเป็นมุมอบขนมปังและทำของหวาน เราจะได้กลิ่นหอมๆ ชวนหิวก็ตรงนี้     ในส่วนอาหารด้วยความที่เชฟจอห์นนี่ ลูย์ทำงานในรัฐแคลิฟอร์เนียมานาน คาแรกเตอร์เมนูเลยเจือกลิ่นอายเวสเทิร์น โมเดิร์น ผสานกลิ่นหอมๆ จากเฮิร์บหน่อยๆ ตามความถนัดของเชฟ โดยเมนูที่ร้านจะแบ่งเป็น One Two Three Four Five จัดเป็นไกด์ไลน์ให้เราดูว่าเมนูไหนเหมาะกินก่อนหรือหลัง แต่ไม่บังคับว่าต้องสั่งให้ครบคอร์สนะ อยากลองเมนูไหนก็เลือกได้ตามชอบ แต่เราแนะนำว่าก่อนอื่นอย่าลืมบิขนมปัง “Sourdough” เนื้อนุ่มเปลือกแข็ง รสชาติติดเปรี้ยวเล็กน้อยกับ “Honey Better Milk Roll” ขนมปังเนื้อนุ่มแน่น ได้กลิ่นน้ำผึ้งหอมอวลในปาก เสิร์ฟมาอุ่นๆ ให้เรารองท้องก่อนอาหารมาเคี้ยวตุ้ยๆ สักหน่อย ขนมปังอบใหม่ทุกชั่วโมง ทาเนยเนื้อนวลเนียนที่หมักด้วยโยเกิร์ตเพิ่มรสเปรี้ยวเล็กน้อยรับรองว่าอร่อยลงตัวเชียว     จากนั้นเตรียมท้องให้พร้อม! เริ่มต้นจานแรกกันที่ Mini Cubano แซนวิชสไตล์คิวบาขนาดพอดีคำ สอดไส้หมูสไลด์ชุ่มฉ่ำและชีสกรูว์แยร์หอมนวล เราชอบความเผ็ดฉุนนิดๆ จากซอส Mojo Aioli ที่มีส่วนผสมของพริกฮาลาเปโย (Jalapeno) และ Mustard ซึ่งดึงมาตัดรสกัน     Ocken Salad เป็นจานที่ตามมาติดๆ กินแล้วสดชื่น เพิ่มพลัง ความกลมกล่อมทั้งมวลได้จากกีวี่และลูกแพรจีนฉ่ำหวาน เข้ากันกับแอลมอนด์เคี้ยวกรุบกรอบและชีส Burrata หอมมัน ขาดไม่ได้คือ Watercress และ Rosemary กินรวมกันแล้วสมบูรณ์ที่สุด แถมใครที่เป็น Vegetarian ก็อิ่มท้องได้แบบสบายใจด้วยนะ     มาสู่จานหลักกันบ้าง เราลองเมนู Cold Cappellini เส้นคาเปลินีเสิร์ฟแบบเย็นสไตล์เอเชีย ชูรสด้วยน้ำซุปจากมะเขือเทศ 1 กิโลกรัม (ต่อ 1 เสิร์ฟ!) คั้นจนได้น้ำสีใสรสเข้มข้น ไปกันได้ดีกับซอสซูกินีกลิ่นหอม กินพร้อมชีส Burrata และ Prosciutto เค็มมันกรุบกรอบสไตล์อิตาเลียน เป็นอีกจานที่กินแล้วชื่นใจไม่แพ้เมนูไหนๆ     ส่วนใครที่ชื่นชอบกลิ่นเครื่องเทศและสุนไพรหอมๆ ห้ามพลาด! Piri piri Chicken ไก่เนื้อนุ่ม หนังกรอบ เจือรสเผ็ดนิดๆ ที่ได้จากการหมักซอส piri piri สูตรโฮมเมดและเครื่องเทศนานาชนิดนานถึง 3 วัน เสิร์ฟพร้อมซอส 2 สีได้รสมะเขือเทศและพริก jalapeño กินคู่กับผักชี เราว่าช่วยเสริมกลิ่นหอมและรสชาติได้แบบพอดิบพอดี     สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดกับของหวานชื่อเก๋ Sathon Mess เค้กช็อกโกแลตและเค้กชาเชียวรสเข้มแน่น เพิ่มความสดชื่นด้วยไอศกรีมชาเขียว ไอศกรีมสตรอว์เบอร์รี และสตรอว์เบอร์รีสดหวานฉ่ำ ตัดรสเปรี้ยวด้วยใบ Sorrel เล็กน้อย     ก่อนกลับเราอยากให้ลองม็อกเทล Yuzu kiwi iced tea ชาดาร์จีลิ่งมิกซ์กับกีวีรสอมเปรี้ยว น้ำผึ้งหวานหอม และน้ำส้มยูสุ ส่วนสายดื่มก็มี Salty pineapple แนะนำ ค็อกเทลสีแดงใสได้รสขมจาก Campari หอมหวาน Dark Rum ตัดรสด้วย Sea Salt พร้อมดึงสับปะรดมาเพิ่มความสดชื่น       จิบเครื่องดื่มไปนั่งเม้าท์มอยกับเพื่อนไปอีกสักหน่อย รับรองว่าเปลี่ยนใจอยากอยู่ต่อยาวๆ ก็คราวนี้ (ฮา)

แค่เห็นสโลแกน “กินอิ่มอก เฮอิ่มใจ สู้ต่อไปวันพรุ่งนี้” บนผนังลายกราฟิกของ “Kin + Hey by Greyhound Café” ร้านอาหารน้องใหม่ส่าสุดในเครือเกรย์ฮาวด์ก็ชวนให้กระเพาะฮึกเหิมขึ้นมาทันที และเมื่อได้ลองชิมบรรดาเมนูสตรีตฟู้ดจานเด็ดที่คุ้นเคยก็ยิ่งทำให้มนุษย์งานอย่างเราต้องเช็กอิน กิน+เฮ เก็บไว้ในลิสต์ร้านโปรดประจำวันกันเลยทีเดียว     ด้วยแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมการกินของเหล่าคนทำงานที่ต้องการหาสถานที่สังสรรค์เพื่อคลายความเหนื่อยล้า ที่นี่จึงหยิบแนวคิดร้านอาหารริมทางซึ่งที่พึ่งพิงของทุกคนมาต่อยอดให้กลายเป็นร้านอาหารสุดฮิปนั่งสบายที่พร้อมให้เราสั่งเมนู Comfort Food กินง่าย ทั้งอาหารจานเดียว ปิ้งย่างเสียบไม้ ไปจนถึงของหวานอย่างน้ำแข็งไส แต่ผ่านการทวิสต์เติมลูกเล่นเก๋ไก๋สไตล์เกรย์ฮาวด์ซึ่งมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร       ก่อนจะสั่งจานหลักแนะนำให้เรียกน้ำย่อยสนุกๆ ด้วยยำถั่วบังเฮ เมนูกินเล่นที่พนักงานจะให้เราเลือกถั่ว 3 ชนิด คือ ถั่วปากอ้า ถั่วเหลือง ถั่วลิสง และเครื่องปรุงอย่างพริกขี้หนู ต้นหอมซอย ปลากรอบ และมะนาวหั่น ก่อนจะเชคในถ้วยคอกเทลแล้วเสิร์ฟใส่จานกันสดๆ ถึงโต๊ะ ต่อด้วยเมนูปิ้งย่างซีฟู้ดที่มีทั้งหอยเชลล์นำเข้าย่างเนยกระเทียม หมึกไข่ย่าง กุ้งเหยียดและหัวกุ้งเทมปุระ กินกับน้ำจิ้มสูตรเด็ดที่มีให้เลือก 4 รสชาติ ทั้งน้ำจิ้มซีฟู้ด แจ่วมะขาม แจ่วปลาร้ามะเขือ และซอสพริกศรีราชา           แล้วมาอิ่มแบบเต็มๆ กับเย็นตาโฟหม้อไฟ ที่ดัดแปลงเมนูก๋วยเตี๋ยวธรรมดาให้อลังการยิ่งขึ้นด้วยการเสิร์ฟแบบหม้อไฟร้อนๆ ทีเด็ดอยู่ที่ซอสเย็นตาโฟสูตรเด็ดรสเปรี้ยวเผ็ดจัดจ้านเข้ากับเครื่องต่างๆ และเส้นหมี่ที่เสิร์ฟมาด้วยกัน แต่ถ้าแซ่บแบบหยุดไม่อยู่ลองสั่งแดงโซเจลลี น้ำแดงมะนาวโซดาเพิ่มความอร่อยด้วยเจลลีสตรอว์เบอร์รีเคี้ยวเพลิน หรือเก๊กฮวยบ๊วยเย็น น้ำเก๊กฮวยผสมบ๊วยรสเปรี้ยวหวานสดชื่นมาดับความเผ็ดร้อนก็เข้าที         ส่วนสายขนมห้ามพลาด ขนมโตเกียวทวิสต์ ที่สร้างสรรค์ไส้แบบแปลกใหม่ในสไตล์กินเฮ อาทิ สังขยาใบเตยมะพร้าวอ่อน ไข่เจียวเบคอน ไส้กรอกสไปซี่ชีส คัสตาร์ด ชาไทย และเกาเหลาสายรุ้ง น้ำแข็งนมเกล็ดละเอียดนุ่มๆ มาพร้อมซอส 6 รสชาติ ทั้งนมเย็น ชาไทย ชาเขียว อัญชัน น้ำสำไย และกะทิน้ำตาลโตนด ให้เลือกครีเอตทอปปิงได้ตามใจ    

ขาประจำนักเดินเล่นใน Ikea คงคุ้นเคยกันดีกับโซนร้านอาหารของ Ikea ที่มีเมนูอาหารสวีเดนอร่อยๆ ทั้ง แซลมอนรมควัน พาสตา มีตบอล กระทั่งขาหมูเยอรมันเมนูท็อป บริการด้วยเซลฟ์เซอร์วิสแบบง่ายๆ สไตล์แคนทีน แต่หากคุณได้แวะเวียนมาที่ Ikea บางใหญ่ ก็จะได้เจอร้านอาหารแบบเดียวกัน.. แต่เดี๋ยวก่อน!! หากคุณข่มความหิวไว้และเดินไปจนเกือบถึงทางเชื่อมกับห้างที่ชั้น 3 คุณจะเจอบันไดขึ้นชั้นลอย และเมื่อเดินขึ้นไปก็จะพบกับ Hem Restaurant & Café ที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ Ikea ในบรรยากาศของร้านอาหารและคาเฟ่สุดชิค ดูเก๋ด้วยผนังสีน้ำทะเล ประดับประดาโคมไฟและรูปภาพติดผนัง และแน่นอน พร้อมเสิร์ฟอาหารสวีเดนแสนอร่อยเมนูพิเศษให้คุณด้วย     ที่ร้านอาหารนี้ก็ยังคงบริการแบบเซลฟ์เซอร์วิส แต่คุณไม่ต้องเดินถือถาดตามกันแล้ว ที่นี่มีแผ่นพับเมนูให้คุณหยิบไปเลือกรายการอาหารที่ต้องการ จากนั้นเพียงไปสั่งอาหารและชำระเงินที่เคาน์เตอร์ และรับเครื่องส่งสัญญานไปนั่งรอสวยๆ ที่โต๊ะ เมื่ออาหารพร้อมเสิร์ฟ เครื่องก็จะส่งสัญญานเตือนให้คุณไปรับอาหารร้อนๆ ที่เคาน์เตอร์มานั่งทานกันชิลๆ     เมนูที่นี่โดยรวมเรียกว่าดูค่อนข้างเฮลตี้ ไม่ค่อยมีพวกของทอดทั้งหลาย รวมทั้งขาหมูเยอรมันด้วย แต่ความน่ากินเรียกว่าไม่ได้น้อยลงแต่อย่างใด เรามาดูเมนูเรียกน้ำย่อยกันก่อน มีซุปประจำวัน สลัดแอปเปิลสด สลัดแซลมอนรสเผ็ด และสลัดแซลมอนหมัก ของโปรดของหลายๆ คน ตามด้วยอาหารจานหลักที่มีเมนูสวยๆ อย่าง แซลมอนอบเสิร์ฟพร้อมซอสเพสโต มะเขือเทศลูกเล็กและใบโหระพา จานนี้อร่อยแบบได้สุขภาพมากๆ ตามด้วยเมนู ไก่อบสมุนไพรกับข้าวผสมงาดำ เสิร์ฟมากับน้ำจิ้มแจ่ว เป็นเมนูแบบไทยๆ ที่ให้ปริมาณสุดคุ้มอิ่มท้องดีทีเดียว     ส่วนเมนู มีตบอล ซิกเนเจอร์ของอิเกียเองก็มีให้เลือกทั้งเนื้อไก่และเนื้อวัวผสมเนื้อหมู และมีเวจจี้บอลที่ไม่ใส่เนื้อสัตว์เป็นทางเลือกด้วย เสิร์ฟมาอย่างสวยงามพร้อมมันฝรั่งอบ ซอสเกรวี ซอสราสป์เบอร์รี และผักสด สำหรับจาน พาสตา เราสามารถเลือกส่วนผสมเองได้ ตั้งแต่เลือกเส้นสปาเกตตี หรือเพนเน่ และเลือกซอสมะเขือเทศ ซอสเลมอนดิลล์ หรือซอสเพสโต และเลือกเนื้อสัตว์ได้ว่าจะเป็นมีตบอล ชิกเก้นบอล หรือปลาแซลมอน เรียกว่าครีเอตตามแบบที่ชอบได้เลย แล้วทางครัวจะปรุงให้ตามออร์เดอร์          ในส่วนของขนมหวานก็น่าลองไปทุกอย่าง เริ่มด้วย เค้กอัลมอนด์ ที่มีเนื้อสลับชั้นเป็นเลเยอร์ได้ทั้งความครีมมีและบางกรอบ เสิร์ฟกับครีมชีสตัดรสกัน ตามด้วย ช็อกโกแลตพุดดิ้ง เนื้อช็อกโกแลตทั้งนุ่มทั้งแน่นและเข้มข้นมาก ใครที่ชอบช็อกโกและน่าจะฟิน และ ไอศกรีมโยเกิร์ตกับสลัดผลไม้สด เนื้อไอศกรีมไม่หวานมากได้รสเปรี้ยวสดชื่น โรยหน้าด้วยแอปเปิลเขียวหั่นเต๋าเป็นชิ้นเล็กๆ เป็นของหวานสามแบบสามสไตล์ ส่วนเครื่องดื่มร้อนสามารถเลือกสั่งกาแฟได้หลากหลายแบบเหมือนกันอิเกียคาเฟ่ ทั้งเอสเปรสโซ กาแฟดำร้อน/เย็น คาปูชิโนร้อน/เย็น ลาเต้ร้อน/เย็น และเครื่องดื่มอื่นๆ รวมทั้งเบียร์อิเกียและเบียร์ดำอิเกียด้วย สำหรับสมาชิกอิเกียแฟมิลี ช่วงนี้มีโปรโมชั่นได้รับส่วนลดสำหรับไปซื้อสินค้าอื่นๆ อีกต่อหนึ่งด้วย           การชอปปิ้งบางครั้งก็กินพลังงานไม่เบา หากอยากหลบความวุ่นวายมานั่งพักกายพักใจ ชิลไปกับมื้ออาหารดีๆ สักมื้อ แล้วค่อยกลับลงไปชอปต่อ ที่นี่ก็ตอบโจทย์ได้ดีเลยล่ะ

ส่งตรงความอร่อยมาถึงกรุงเทพฯ เป็นที่เรียบร้อยสำหรับ Cuisine de Garden ร้านที่หลายคนหลงรักจากเชียงใหม่ แน่นอนว่าการมาครั้งนี้ย่อมมีความพิเศษซ่อนอยู่ โดยเฉพาะคอนเซ็ปต์ “Nature Inspired” ที่สื่อออกมาได้อย่างน่าประทับใจทั้งๆ ที่อยู่ในย่านกลางเมืองอย่างเอกมัย     ไม่ใช่แค่ชื่อเท่านั้นที่ทำให้เราสัมผัสถึงความอบอุ่นของธรรมชาติ หากแต่บรรยากาศภายในก็ตกแต่งให้เป็นหนึ่งเดียวกันเสมือนว่าเรากำลังนั่งอยู่ในสวนสวยที่มีทั้งแสงธรรมชาติรายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่ แถมยิ่งมองลึกเข้าไปก็จะพบกับ “บาร์หิ่งห้อย” โซนเครื่องดื่มที่แวดล้อมไปด้วยเงาไม้และไฟประดับระยิบระยับ  เฉกเช่นหน้าตาของอาหารที่ร้อยเรียงด้วยท่วงทำนองแห่งธรรมชาติที่เพียงแค่เห็นก็ไม่ยากที่จะตกหลุมรัก     เพื่อความต่อเนื่องในการเล่าเรื่อง เชฟแนน-ลีลาวัฒน์ มั่นคงติพันธ์ เจ้าของ Cuisine de Garden ทั้ง 2 สาขาจึงสร้างสรรค์อาหารในรูปแบบ Course Menu โดยแบ่งออกเป็น 4 Chapter ซึ่งในแต่ละ Chapter นั้นจะมี 3 เมนูให้เลือก พ่วงด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยและของหวานในราคา 1,590 บาท     เริ่มต้นจานแรกด้วย Soil ความอร่อยใน Chapter 1 ที่สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินด้วย Beef Tartar เนื้อวัวสุดนุ่มคลุกเคล้าด้วยเครื่องเทศและไอศกรีมชาร์โคลที่ทำออกมาได้เหมือนกับหน้าดินที่ชุ่มฉ่ำน้ำ ก่อนจะตกแต่งด้วยผักแขยงและบีตรูตอบกรอบให้อารมณ์ความเย็นสดชื่น ส่วนรสชาติของเนื้อก็ช่างแสนละมุนพกพากลิ่นติดจมูกนิดๆ     ตามด้วย Nest จานอร่อยจากเชียงใหม่ที่มีหน้าตาสมชื่อแบบสุดๆ จากไข่ออนเซ็นวางบน (รัง) หมี่กรอบ ขณะที่ชั้นล่างสุดเป็นเนื้อไก่ผัดกับเห็ดและทรัฟเฟิลออยล์ ก่อนกินก็ให้เราตอกไข่ลงบนหมี่กรอบแล้วค่อยตักหั่นชิมลงไปถึงชั้นล่างสุดทีละคำๆ เพื่อซึมซาบกับความกรุบกรอบและรสฉ่ำหอมหวานที่ผสานกันอย่างลงตัว     หรือจะลอง Starry Night ที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพวาดของจิตรกรเอกอย่างวินเซนต์ แวน โก๊ะ (Vincent Van Gogh) จานนี้เป็นปลาหมึกย่างเนื้อเหนียวนุ่มยัดไส้ซุปผักราตาตุยที่ผสานเครื่องเทศแกงกะหรี่ ตกแต่งด้วยเจลมะนาวดองรสเปรี้ยวๆ ไข่ปลาแซลมอนให้รสเค็ม พร้อมด้วยซอสไอโอลีที่ทำจากผงกะหรี่และน้ำมันมะกอก     ส่วนของหวานจะอยู่ใน Chapter 4 ซึ่งหนึ่งในนั้นก็จะมีความอร่อยสุดเก๋ของ Cactus ที่จำลองบรรยากาศของทะเลทรายด้วยคานาเลเคลือบรัมและผงใบเตยทำเป็นต้นกระบองเพชร 2 ต้นวางบนทะเลทรายครัมเบิลที่ทำจากขนมปังบริออช เสิร์ฟมาพร้อมกิ่งไม้ให้เราได้วาดลวดลายบนทรายก่อนละเลียดกับความอร่อย     แล้วมาปิดท้ายกับ Stone ขนมหวานสุดสนุกส่งท้ายที่ให้เราเดาเล่นๆ ว่าหินก้อนไหนกินได้ หินก้อนไหนของจริง  

ถ้าพูดถึงอาหารประจำชาติที่มีรสชาติโดดเด่นชวนลิ้มลองแล้วล่ะก็ เชื่อว่าอาหารอินเดียต้องติด Top 10 อย่างแน่นอน ไม่เพียงรสชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแต่ยังเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพเพราะอาหารอินเดียส่วนใหญ่เน้นผัก สมุนไพร รวมถึงเครื่องเทศที่ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ต่อร่างกาย     หากคุณกำลังมองหาร้านอาหารอินเดียที่ปรุงแบบต้นตำรับ ขอแนะนำ บาวาร์ชิ ชิดลม ร้านอาหารอินเดียที่โดดเด่นทั้งรสชาติและบรรยากาศที่ตกแต่งอย่างหรูหรามีระดับ ทางร้านนำเสนออาหารอินเดียตอนเหนือที่ถือว่าเป็นอาหารเก่าแก่ที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง จากฝีมือการปรุงโดยเชฟรานา เชฟใหญ่ประจำห้องอาหารที่ตีโจทย์ให้ออกนอกกรอบเดิมๆ ด้วยการผสมผสานวัตถุดิบหลากหลายชนิดร่วมกับการปรุงแบบดั้งเดิม สร้างสรรค์เป็นเมนูรสเลิศที่ยังคงอบอวลด้วยกลิ่นหอมของเครื่องเทศชั้นดี       เริ่มต้นเรียกน้ำย่อยกับ Papadum ข้าวเกรียบอินเดียเสิร์ฟพร้อมซอสชัทนีย์ 4 รสชาติ ได้แก่ ซาวร์ครีม บีทรูท มะม่วง และสับปะรด แค่ออเดิร์ฟก็ทำเอาเหล่านักชิมตื่นเต้นไปกับความหลากหลายของรสชาติแล้ว     Bhel Puri เมนูของว่างที่ประกอบไปด้วย ข้าวพอง ผักรวม และซอสมะขามเปรี้ยวปรุงรส เคี้ยวกรุบกรอบกลมกล่อมในคำเดียว     Tandoori Prawn กุ้งแม่น้ำคลุกเคล้ากับมัสตาร์ดและคาราเวย์ ย่างในเตาทันดูร์ซึ่งเป็นเตาแบบโบราณที่ช่วยชูรสชาติและกลิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เสิร์ฟพร้อมซอสชัทนีย์สูตรพริกขี้หนูและสับปะรด      Malabar Machi แกงเผ็ดปลาสูตรดั้งเดิมรัฐเกรละ เข้มข้นด้วยรสชาติและกลิ่นหอมของหัวกะทิ เครื่องแกง และเม็ดมะม่วงหิมพานต์บดที่แทรกซึมอยู่ในเนื้อปลาชั้นดี เสิร์ฟพร้อมข้าวปรุงหญ้าฝรั่นสีเหลืองนวลชวนลิ้มลอง      สำหรับเมนูที่คนไทยค่อนข้างคุ้นเคย ได้แก่ Olive Naan แป้งนานรสมะกอก และ Missi Roti โรตีต้นตำรับ ที่ต้องสั่งมากินคู่กับแกงสูตรต้นตำรับที่มีให้เลือกหลายเมนู อาทิ Daal Makhani ปรุงจากส่วนผสมของถั่วเลนทิลดำและมะเขือเทศ เคี่ยวบนเตาถ่านข้ามคืนจนเข้มข้นและเนียนนุ่มลิ้น Achari Gobhi Mutter แกงดอกกะหล่ำใส่เครื่องเทศดองรสเปรี้ยวกับมะม่วง พริกขี้หนู และขมิ้น       สายมังสวิรัติก็มีทางเลือกที่อร่อยไม่แพ้กันได้แก่ Shahi Malai Kofta เกี๊ยวไส้ชี้สสไตล์โฮมเมดชุ่มฉ่ำ เสิร์ฟกับน้ำเกรวี่มะเขือเทศและหอมหัวใหญ่รสชาติเข้มข้น สั่งเลยไม่ผิดหวังเพราะละมุนลิ้นและครีมมี่แบบสุดๆ      ช่วงเย็นทางร้านยังมีดนตรีสดแบบพื้นเมืองมาคอยขับกล่อมเพิ่มความเพลิดเพลิน หากยังไม่รีบไปไหนลองสั่งเครื่องดื่มอย่าง Tarined Margrita หรือ Chai Martini ก็ยิ่งเสริมรสชาติให้มื้อนี้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น    

เมื่อปลายปีที่ผ่านมานอกจากเราจะได้มิชลินไกด์ฉบับประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว เรายังได้ต้อนรับเชฟมิชลินสตาร์ชาวลัตเวีย “มาร์ติน บลูโนส” (Martin Blunos) ที่ย้ายมาประจำการความอร่อยบนชั้น 14 โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร กรุงเทพฯ เป็นที่เรียบร้อย     ก่อนหน้านี้เชฟมาร์ตินมีร้านอาหารชื่อว่า “Lettonie” ในเมืองบริสตอล ประเทศอังกฤษ พร้อมกับคว้ามิชลินสตาร์ 2 ดาวมาครอบครอง อีกทั้งความมีเสน่ห์และอารมณ์ขันทำให้เชฟมาร์ตินเคยพกพาหนวดทรงวอลรัสอันเป็นเอกลักษณ์ทำหน้าที่พิธีกรหลายรายการมาแล้ว ซึ่งรวมถึง Iron Chef UK อีกด้วย แต่ตอนนี้เชฟคนเก่งได้มาเปิดร้านใหม่ล่าสุดในชื่อ Blunos พร้อมกับนำเสนออาหารสไตล์คลาสสิกคอมฟอร์ตฟู้ดที่เน้นวิธีการปรุงอันเรียบง่าย แต่ใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ เพื่อดึงรสชาติอาหารที่แท้จริงออกมา       ส่วนเรื่องของบรรยากาศหลายคนคงคิดว่าต้องนั่งหลังแข็งตัวเกร็งตามสไตล์เชฟมิชลิน แต่สำหรับที่นี่กลับให้อารมณ์ในทางตรงข้าม เมื่อบรรยากาศในห้องอาหารได้ถูกปรับโฉมให้โปร่งโล่งสบายมาพร้อมวิวสระน้ำ ขณะที่บนกำแพงก็เต็มไปด้วยลายเพนต์รูปหนวดตัวแทนของเชฟและม็อตโตเก๋ๆ บนกำแพงอย่างเช่น Happy Food for Happy People หรือ Real Food for Real People ที่คล้ายกำลังกระซิบบอกเราว่าความอร่อยกำลังเดินทางมาแล้ว     เริ่มกันด้วย Pork Belly (500 บาท) หมูสามชั้นติดซี่โครงชิ้นยาวตุ๋นนานกว่า 3 ชั่วโมงครึ่ง ก่อนทาด้วยซอสสูตรลับแล้วอบอีกครั้งจนได้ความนุ่มหอม เสิร์ฟพร้อมหนังหมูทอดกรอบ ถั่วชิกพี แอปเปิลเขียว พริกชี้ฟ้า พาร์สลีย์ ที่ผัดรวมกันจนได้ความฉ่ำหอมหวานเข้าคู่กับหมูสามชั้นอย่างลงตัว     ตามด้วย Lobster Roll (490 บาท) ล็อบสเตอร์ครึ่งตัวปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยก่อนซูวีดจนเนื้อนุ่มเด้ง วางบนขนมปังบันโฮมเมดทาเนยกระเทียม โรยผิวส้ม เสิร์ฟพร้อมซอสมาโยที่ทำจากน้ำสต๊อกหัวกุ้ง เนื้อส้ม และมายองเนสผสมรวมกัน หรือจะลอง Peking Duck Pizza (570 บาท) ที่การันตีความอร่อยด้วยเป็ดปักกิ่งจากเพื่อนบ้านอย่าง Chef Man มาโรยบนพิซซาแป้งบางกรอบทั้งเนื้อและหนัง พร้อมด้วยซอสฮอยซิน แตงกวา และต้นหอมก็ทำให้พิซซาถาดนี้พิเศษไม่มีใครเหมือน       แล้วอย่าลืมปิดท้ายกับ Apple Turnover (320 บาท) พัฟเนื้อฟูนุ่มสอดไส้แอปเปิลคอมโพตรสหอมหวานอมเปรี้ยวๆ นิด แม้หน้าตาจะดูเรียบง่ายแต่พอได้ซอสคัสตาร์ดวานิลลามาเติมเต็มก็ทำให้หลับตาพริ้มเลยทีเดียว  

ทำเอากล้าๆ กลัวๆ กันเลยทีเดียว เมื่ออยู่ดีๆ เพื่อนสาวชวนไปดินเนอร์ แต่คราวนี้ไม่ใช่ดินเนอร์แบบทั่วไปเสียด้วย เพราะเป็นดินเนอร์ “อาหารอินเดีย” แค่คิดก็ทำตัวไม่ถูก เมื่อในความทรงจำยังคงเต็มไปด้วยรสชาติและกลิ่นเครื่องเทศที่กรุ่นรุนแรงอยู่ในใจ แต่พอได้มาที่ห้องอาหาร “ราง มาฮาล” (Rang Mahal) บนชั้น 26 ของโรงแรมแรมแบรนดท์ กรุงเทพฯ (Rembrandt Hotel Bangkok) ก็ได้เวลาเปลี่ยนใจเสียใหม่     เริ่มตั้งแต่บรรยากาศที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าห้องโถงของดินแดนภารตะอันโอ่อ่า ตระการตาด้วยลายแสนสวยบนพรมและผ้าที่ประดับตกแต่ง ร่วมด้วยวงดนตรีตามแบบฉบับอินเดียคอยขับกล่อม ขณะที่อีกด้านก็จะพบกับวิวพาโนรามามองเห็นแสงไฟระยิบระยับของกรุงเทพฯ พลางชิมเครื่องเคียงที่เจ็บจี๊ดด้วยสีสันแต่รสอร่อยถูกใจมาก (แอบคิดถึงผักดองของเกาหลีเลย) ไม่ว่าจะเป็น หอมแดงดองรสออกเปรี้ยว ไช้เท้าดองโรยงารสออกหวาน และเครื่องจิ้มจากใบมินท์บดสีเขียวสด กินเข้าคู่กับนาน (Nann) หรือขนมปังตำรับอินเดียได้อย่างเหมาะเจาะ     นานของที่นี่มีให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ Naan (100 บาท) นานทันดูร์แป้งกรอบนุ่มรสดั้งเดิม และ Garlic Naan (120 บาท) นานใส่กระเทียมหอมมันเนื้อเหนียวนิดๆ แล้วมาเพิ่มดีกรีความหนักท้องกันต่อด้วย Tandoori Prawns (860 บาท) กุ้งลายเสือหมักในเครื่องเทศอินเดียสีออกเหลือง ปรุงในหม้อดินส่งกลิ่นหอม จานนี้ให้เหมือนเรากำลังกินกุ้งสะเต๊ะไม้เนื้อแน่นเต็มคำ     ตามด้วย Paneer Tikka Badshahi (425 บาท) คอตเทจชีสหรือชีสนมแพะหั่นเต๋าหมักในเครื่องเทศก่อนจะย่างในเตาทันดูร์ ด้วยรสชาติชีสที่เข้มข้น แก้มแดงขอแนะนำว่าให้กินเครื่องเคียงตามไปด้วยเลย รับรองเพลิน แล้วยังมี Raan E Khyber (1,595 บาท) ขาแกะหมักด้วยเครื่องเทศและเหล้ารัม เนื้อร่อนหอมฉุย รับประกันว่าไร้กลิ่นคาว     ได้เวลามาลองจานหลักอิ่มกันให้สุดกับแกง 3 อย่าง ได้แก่ Jheenga Kadhai (550บาท) แกงกุ้งใส่มะเขือเทศสับและเครื่องเทศ รสชาติเข้มข้นเผ็ดร้อน พ่วงรสเปรี้ยวๆ ติดปลายลิ้นในเนื้อกุ้งทุกคำ Murgh Tikka Masala (450 บาท) แกงมาซาล่าไก่ที่ให้รสชาติแสนคุ้นเคยคล้ายแกงบ้านเรา แต่จะให้กลิ่นขึ้นจมูกมากกว่า และ Roganjosh Kashmiri (550 บาท) แกงแพะย่างเนื้อนุ่มปรุงรสด้วยซอสหัวหอมและเครื่องเทศให้รสกลอมกล่อมเผ็ดร้อนแต่หอมหวาน         แล้วห้ามลืมปิดท้ายด้วยขนมหวานขึ้นชื่อของอินเดียอย่าง Gulab Jamun (195 บาท) กุหลาบจามุน หรือแป้งผสมนมทอดในน้ำมันเนยราดด้วยน้ำเชื่อมที่ทำจากลูกกระวานและจันทร์เทศ หอมหวานแบบสุดๆ   

Water Library Brasserie ร้านอาหารสไตล์บราสเซอรีภายในเซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ กลายเป็นร้านที่มียอดขายถล่มทลายจนต้องต่อยอดขยายสาขาใหม่ในชื่อ Brasserie by Water Library สู่อีกมุมเมืองภายใน The Crystal Veranda     บราสเซอรี บาย วอเตอร์ ไลบรารี่ ดีไซน์ใกล้เคียงกับสาขาแรกในช่วงยุคทองของฝรั่งเศส แต่อาจจะไม่ได้โดดเด่นเหมือนสาขาแรกที่มีหอไอเฟลตั้งตระหง่านอยู่กลางร้าน แต่ที่เด่นก็คือเรือนกระจกซึ่งเป็นโซนไดนิง และ The Godfather ไวน์บูติกในเครือที่นำเข้าไวน์ไม่เหมือนใครมาให้ได้เลือกดื่มคู่กับอาหาร     แม้ว่าจะเป็นอาหารสไตล์บราสเซอรี แต่ขนมปังอบใหม่ก่อนมื้ออาหารก็เป็นจุดเด่นของวอเตอร์ไลบรารี่ สาขานี้เสิร์ฟขนมปังเซียบัตตากระเทียมกับเนยโยเกิร์ต ส่วนอาหารยังคงเป็นเชฟเหยาที่เคยทำงานกับ Alma by Juan Amador ร้านอาหารมิชลิน 1 ดาวในสิงคโปร์เป็นผู้ดูแลเหมือนสาขาแรก     อาหารจานเด่นของสาขาแรกยังคงมีให้ชิมที่นี่ แต่เราก็ยอมเพราะอร่อยจริง Wagyu Beef Tartare คงต้องบอกว่าทาร์ทาร์กินที่ไหนก็ได้แต่ก็ไม่อร่อยเหมือนที่นี่ ความลับน่าจะอยู่ในครีมดิจองมัสตาร์ด     Cold Pasta ก็เป็นอะไรที่รสชาติเต็มปากเต็มคำทั้งน้ำมันทรัฟเฟิลและสาหร่ายฮิจิกิ แน่นอนว่าของหวานอย่าง Apple Tart Tatin ก็เช่นกัน     แต่มาสาขาใหม่แนะนำอาหารจานใหม่ที่มีเฉพาะสาขานี้ดีกว่า Squid Spaghetti สปาเกตตีผัดซอสเพสโต เชฟไม่ใช้เบซิล แต่เลือกใช้ผักร็อกเก็ตแทน ทำให้มีรสเผ็ดๆ ขมๆ ปนเข้ามา แปลกดี รสไม่หนัก Barramundi ปลากะพงขาวในซอสเวลูเต มาพร้อมฮอลลันเดสและหนังปลากรอบ       Lamb Shank ขาแกะซูดวิสกับซอสสมุนไพรนาน 2 วันจนนุ่ม เสิร์ฟพร้อมข้าวบาสมาติหุงกับซัฟฟรอนและแลมป์จูส     แล้วห้ามพลาดกับของหวานจานใหม่ Creme Caramel คาราเมลคัสตาร์ด กินกับป๊อปคอร์นคาราเมล ครีมข้าวโพด และครีมคาราเมลคัสตาร์ด   

Clandestino Cantina เป็นร้านอาหารที่เรารอมานาน หลังจากทราบข่าวว่าบนชั้น 2 ของ Revolucion Cocktail Bangkok จะเปิดเป็นร้านอาหาร จนเราเกือบลืมไปแล้ว หลังจากติดต่อกับเชฟกาเบรียลา เอสปิโนซา (Gabriela Espinosa) เราจึงมีโอกาสได้มาชิมอาหารที่นี่       บนชั้น 2 ของบาร์สไตล์คิวบาจำลองเอาท้องถนนในอเมริกาใต้เอาไว้ ทั้งภาพวาดมือสีสันฉูดฉาดและกำแพงสังกะสีที่ช่วยเพิ่มความเป็นสตรีทไลฟ์ผสมกับครัวเปิดที่ให้เราได้มองเห็นเชฟขณะปรุงอาหาร เชฟกาบรี้ตัวจริงดูเด็กมาก อายุยังไม่ถึง 30 แต่ประสบการณ์ของเธอไม่ธรรมดา เธอปลุกปั้นร้านแบรนด์เดียวกันนี้ในประเทศจีนมาแล้ว เธอเป็นเชฟเม็กซิกันจากเม็กซิโกซิตี้ แต่เธอบอกกับเราว่าที่นี่ไม่ใช่ร้านอาหารเม็กซิกัน แต่เป็นร้านอาหารละตินที่ใส่เอากลิ่นอายของยูโรเปียนเข้าไปด้วย จึงมีทั้งอาหารอาร์เจนตินา เม็กซิกัน เปรู โบลิเวีย และชาติอื่นๆ     เชฟกาบรี้เริ่มที่สแปนิชตอร์ติญา หรือที่บางคนเรียกว่าไข่เจียวสเปน แต่ทวิสต์ใหม่ออกมาคล้ายๆ ซุปแทน Tortilla Royal  มูสมันฝรั่ง หัวหอมผัดรสหวาน และไข่ซูสวิดที่ให้รสครีมๆ มันๆ และรสหวานของหัวหอมคาราเมลไลซ์     จานต่อมาเป็น Tartara de Pescado คล้ายเชบิเซ ปลาแซลมอนกับปลากะพงคลุกกับน้ำมะกรูด ขิง ตะไคร้ ตามด้วยโฟมมะพร้าว โรยด้วยตอร์ติญาฝอยทอดกรอบ รสชาติคล้ายๆ ต้มข่าแต่ไม่ครีมเท่า ได้เนื้อสัมผัสของตอร์ติญามาสร้างความแปลกใหม่     จานต่อมา Aquachile Salad เชฟบอกว่าเป็นอาหารเม็กซิกันแบบ 100 % ปกติจะมีเพียงกุ้งกับน้ำยำ ผักชี น้ำมะนาว แต่จานนี้ใส่พริกขี้หนู มาพร้อมสลัดผักกับข้าวโพดราดเดรสซิงน้ำมะพร้าว     มาที่จานเด็ดของเชฟกาบรี้ Chickentino ไก่ซูสวิดกับเครื่องเทศจนเนื้อนุ่มหอมนำมานาบบนกระทะให้หนังกรอบ กินกับควินัว 2 สีจากเปรูและโบลิเวียกับข้าวโพดอ่อน เนื้อไก่นุ่มหอมมีรสเผ็ดของซอส     และ Pork Belly ซิกเนเจอร์ของเชฟที่ได้ไอเดียตอนมาอยู่เมืองไทย หมูสามชั้นทำออกมา 2 เนื้อสัมผัส ชิ้นหนึ่งอบนาน 4 ชั่วโมง ได้ความกรอบและฉ่ำแบบหมูกรอบ และอีกชิ้นซูสวิดนาน 18 ชั่วโมง มาพร้อมแครอตบด เยรูซาเลมอาร์ติโชกบด และข้าวโพดย่างเตาถ่าน     ปิดท้ายด้วยของหวานที่ปรับโฉมจากค็อกเทล Pina Colada รสชาติเด่นๆ อยู่ที่สับปะรดอินฟิวกับรัมและมูสค็อกเทลพินาโคลาดา   

ใช่แล้วฟังไม่ผิดว่า Azul Nuevo Latino Restaurant เป็นร้านอาหารละตินอเมริกากลิ่นอายไมอามี่ เนื่องจากเชฟใหญ่ของร้าน คิป ออกซ์แมน (Kip Oxman) ใช้ชีวิตทำอาหารในไมอามี่มานานกว่า 10 ปี     เชฟคิปบอกกับเราว่าอาหารละตินเมริกามีความหมายที่กว้างมาก และมีบางสิ่งที่คล้ายอาหารเอเชีย เชฟจึงหยิบยืมเอารสชาติของอาหารต่างๆ มาใช้ อาทิ เม็กซิกัน คิวบา โคลัมเบีย และบราซิล ซึ่งพบเห็นได้แทบทุกหัวถนนในไมอามี่ คล้ายการหลอมรวมวัฒนธรรมอาหารแบบคนนิวยอร์ก แต่ที่นี่ฉายแววของอาหารละตินออกมาชัดเจน อาหารจึงมีทั้งอิทธิพลหลักของเม็กซิกันและสแปนิชในฐานะบ้านใกล้เรือนเคียงและเจ้าอาณานิคม เชฟยังทิ้งท้ายว่ารสชาติอาหารของที่นี่เป็นรสชาติเดียวกับที่ทำในไมอามี่ ไม่ได้ปรับให้เข้ากับคนไทยแน่นอน     เริ่มที่อาหารพอดีคำ Jalapeño Rellenitos พริกฮาลาเปโยดองเคลือบเมล็ดฟักทองแล้วทอด ยัดไส้ด้วยครีมชีส จิ้มกับแรนช์ดิป รสเผ็ดอ่อนกับความเปรี้ยวตัดด้วยรสครีมของชีสและดิป แปลกดี     Spice seared Rare Tuna ทูน่าหมักกับพริกและวินีการ์แล้วนาบกระทะให้ผิวนอกสุก มาพร้อมแฮมทาสโซ (Tasso Ham) แฮมรสเผ็ดที่คลุกเคล้ามากับมะเขือเทศและวินีการ์ แกล้มด้วยถั่วดำบด     อีกจานเป็น Duck Ropa Vieja on Columbia Arepas สตูเนื้อเป็ดที่เชฟปรับจากสูตรเดิมที่เป็นสตูเนื้อกับซอสมะเขือเทศที่หอมกลิ่นเครื่องเทศวางบนเค้กข้าวโพดกับชีสมันเชโก ไข่ดาวน้ำ และหอมดอง     จานหลักเป็น Cubano Seafood Paella ฟังแล้วอาจจะแปลกใจว่าคิวบาก็มีปาเอลญา เนื่องจากเคยเป็นเมืองขึ้นกันมา คล้ายปาเอลญาสแปนิชใส่ซัฟฟรอน ไวน์ขาว และโชริโซ แต่รสชาติของอาหารทะเลจัดกว่า ข้าวหอมกรุบอร่อย แต่แนะนำให้เอากั้งออกไป เพราะทุกอย่างในจานเข้ากันดีแล้ว  

Touché Hombre ร้านอาหารเม็กซิกันจากเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมืองที่ได้ชื่อว่ามีร้านอาหารดีไม่น้อย โดยเฉพาะการผสมผสานทางวัฒนธรรมอาหาร ทำให้อาหารของทูเช่ ฮอมเบร มีความโมเดิร์นกว่าอาหารเม็กซิกันทั่วไป ไม่เฉพาะอาหารที่ฉีกแนว การตกแต่งร้านยังดีไซน์เก๋ด้วยงานป๊อปอาร์ต กราฟฟิตี้ และแสงไฟนีออน โดย Nychos ศิลปินชาวออสซี่ที่เคยตกแต่งร้านเดียวกันในเมลเบิร์นมาแล้ว     ที่นี่ใช้ทีมของ Sapparot Group (Rocket, Lady Brett, U.N.C.L.E) ดูแลทั้งอาหารและเครื่องดื่ม โดยอาหารได้เชฟแพทริค มาร์เทนส์ (Patrick Martens) เชฟใหญ่มาปรับโฉมอาหารเม็กซิกันให้ดูโมเดิร์นน่ากินขึ้น     เริ่มที่ตอร์ติญาชิป จิ้มกับซัลซา 3 ชนิดที่ไล่ความเผ็ดของพริกฮาลาเปโย ตามด้วย Elotes Callejeros ข้าวโพดปิ้ง สตรีทฟู้ดของเม็กซิกันที่หากินได้ทุกหัวถนน นำมาปรับโฉมด้วยการทาชิตโพเลมาโย โรยชีส Cotija พริกปาปริกา ก่อนกินบีบมะนาวลงไป รสชีสหนักๆ กับรสหวานของข้าวโพด     อาหารเรียกน้ำย่อยอีกจานที่เร่งเร้ามื้ออาหารได้ดี Bloody Maria Oyster  กลิ่นรสของทะเลจากหอยนางรมกับกลิ่นรสของมะเขือเทศที่มาพร้อมกันใน 1 คำ     เรายังคงอยู่ที่อาหารเรียกน้ำย่อย Smoked Cuttlefish ปลาหมึกเคี้ยวหนึบกับซัลซาและอะโวคาโดครีมที่รสไม่เยอะมาก เปรี้ยวตัดด้วยครีมมัน   มาที่อาหารหลักอย่าง Tacos เสิร์ฟ 2 ชิ้น Pato Y Foie Gras แป้งข้าวโพดไส้เป็ดอบและฟัวกราส์นาบกระทะ ราดโมเลที่เข้มข้นด้วยช็อกโกแลตและส้มรสเปรี้ยวกับผิวส้ม กินแกล้มกับค็อกเทลจากเตกีล่าและเมสคาวที่ให้กลิ่นรสเข้ากัน Trick Me เตกีล่าอินฟิวกับชา ผสมเมสคาว ลิเคียวร์แอปริคอต มะนาว และบิตเตอร์ กับ El Pajaro เตกีล่า คัมปารี ลิเคียวร์เชอร์รี น้ำราสป์เบอร์รี สับปะรด และมะนาว     ปิดท้ายด้วยของหวานอย่าง Tres Leches บัตเตอร์เค้กกับนม 3 ชนิด วิปครีม นมข้น และนมสดคู่กับไอศกรีมอัลมอนด์ที่มีกลิ่นเครื่องเทศจางๆ  

การผสมผสานความตั้งใจสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักกฎหมายและความหลงใหลในรสชาติกาแฟของ 3 เพื่อนสนิท จนได้ผลลัพธ์เป็น Cafe & Workspace น่านั่ง (ทั้งทำงานและพักผ่อน) ในบรรยากาศโปร่งสบายด้วยระยะห่างระหว่างโต๊ะที่ให้ความเป็นส่วนตัว แต่ไม่ไกลเกินจะสร้างมิตรภาพระหว่างกัน ที่สำคัญยังพร้อมเสิร์ฟเมนูโฮมเมดทั้งคาวหวานมากมายให้อร่อยกันได้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำแบบไม่มีเบื่อ       เมนูแนะนำ Spicy Bacon สปาเกตตีผัดแห้งกับเบคอนและใบโหระพา เผ็ดกำลังดี โรยไข่กุ้งเพิ่มความมัน   Round About Pancake แพนเค้กวานิลลาหนานุ่ม มาพร้อมไอศกรีมวานิลลา วิปครีม และเบอร์รีสด ราดซอสส้ม   Round Berry ชาไวด์เบอร์รีที่เพิ่มความเก๋ด้วยน้ำแข็งบลูเบอร์รี ราสป์เบอร์รี และสตรอว์เบอร์รี   Hot Cafe Latte ใช้เมล็ดกาแฟไทยเบลนด์พิเศษ รสเข้ม หอมกลมกล่อม หวานน้อย

ถือเป็นร้านอาหารเปรูแบบดั้งเดิมร้านแรกในเมืองไทยก็ว่าได้ แม้คนไทยจะยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับอาหารจากดินแดนอเมริกาใต้สักเท่าไร แต่รับรองว่ารสชาติโดนใจ เพราะอาหารเปรูมีความคล้ายคลึงกับอาหารไทย แถมยังใช้พริกสดและพริกแห้งแทรกความเผ็ดเข้าไปเกือบทุกเมนู ร้านนี้เปิดเฉพาะมื้อเย็น เครื่องดื่มที่ใช้เหล้าพิสโก้ตำรับเปรูจึงเป็นทีเด็ด ทำเป็นค็อกเทลพิสโก้ซาวร์ได้หลากรส       เมนูแนะนำ Ceviche de Atun ปลาทูน่าดิบหมักในน้ำมะนาว ใส่หอมแดง ข้าวโพด และผักชี รสเปรี้ยวเผ็ดคล้ายยำบ้านเรา ช่วยเรียกน้ำย่อยได้ดี   Anticucho de Lomo เนื้อวัวสันนอกจากออสเตรเลีย เสียบไม้ย่างหอมๆ ทีเด็ดอยู่ที่ซอสอาจิ (Aji) ซอสพริกแบบเปรูที่เผ็ดสะใจ   Papa Rellena มันฝรั่งบดยัดไส้หมูสับปรุงรสสไตล์เปรู หอมนุ่ม เสิร์ฟกับซอสพริกอาจิ   Tres Leches แปลว่านม 3 ชนิด เค้กเนื้อนุ่มเบาแทรกด้วยแยมสตรอว์เบอร์รี วางบนนม 3 ชนิดที่ผสมกัน 

นอกจาก Dean & Deluca The Crystal Veranda จะเป็นสาขาที่ใหม่ที่สุดของแบรนด์แล้ว ที่นี่ยังเป็นสาขาแรกที่นำเอาคอนเซ็ปต์ของ Dine & Wine Destination มาใช้เป็นครั้งแรก จากเดิมที่เน้นความเป็นคาเฟ่คู่กับร้านขายวัตถุดิบนำเข้าก็กลายเป็นร้านอาหารของครอบครัวที่มาพร้อมกับไวน์ซึ่งมีตัวเลือกมากกว่าสาขาอื่นๆ     ด้วยความเป็นไวน์เดสติเนชันจึงมีตัวเลือกของไวน์จากทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีไวน์แบรนด์ดีนแอนด์เดลูก้าที่ให้ทางไวน์เนอรี่ในออสเตรเลียช่วยผลิตให้ซึ่งมีทั้งไวน์ขาวและไวน์แดง ไวน์ขาวผลิตจากองุ่นพันธุ์ซาวิญองบลอง และไวน์แดงผลิตจากองุ่นพันธุ์คาบองเนต ซาวิญอง     แน่นอนว่าอาหารสไตล์คาเฟ่ยังมีอยู่คู่กับกาแฟที่สั่งเบลนด์มาเป็นพิเศษ Bangkok Blend ที่ใช้กับกาแฟนม Mahanakorn Blend ที่ใช้กับกาแฟดำ และ Brew Coffee ที่เลือกใช้กาแฟจากปานามา   เริ่มต้นที่อาหารเช้าวันใหม่อย่าง All American Breakfast Griddle อาหารเช้าเสิร์ฟมาในกระทะร้อน มีแฮมรมควัน เบคอน ไส้กรอก ไข่ดาว มันฝรั่ง และแพนเค้ก กินกับกาแฟดำสักแก้ว      มื้อสายหน่อยลองเป็น The Dean Burger เบอร์เกอร์ที่ใช้เนื้อวากิวของไทย เบคอน ชีสเชดดาร์ หัวหอม มัสตาร์ด และซอสเผ็ดกับขนมปังบริออช รสเผ็ดของซอสทำให้เจริญอาหาร เข้าคู่ได้ดีกับมิลก์เชก ซึ่งเป็นการกินเบอร์เกอร์สไตล์อเมริกัน      ช่วงบ่ายๆ แนะนำ Dean & Deluca Tropical Pancakes แพนเค้กเนื้อนุ่มหอมรสชาติดีวางสลับชั้นกับผลไม้เมืองร้อน อาทิ มะม่วง สับปะรด กล้วย และซัลซาสตรอว์เบอร์รี โปะวิปครีม ไอซิง และเมเปิลไซรัป กับกาแฟเย็นสักแก้ว     ปิดท้ายที่มื้อค่ำสั่งไวน์ขาวซาวิญองบลองของดีนแอนด์เดลูก้าสักแก้ว ตามด้วย Maine Lobster ล็อบเตอร์เนื้อแน่นที่นึ่งมาจนสุกหวาน กินกับเนยละลาย เลมอน และน้ำจิ้มซีฟู้ด  

แม้ว่า Char Shanghai ห้องอาหารซิกเนเจอร์สาขาแรกของโฮเตลอินดิโกจะเป็นสเต๊กเฮาส์อารมณ์ไฟน์ไดนิง แต่ Char Bangkok แตกต่างแบบสุดขั้วในคอนเซ็ปต์แคชชวลไดนิง โดยเชฟลีโอเนล วีนาเธียร์ (Lionel Vinatier) เชฟชาวฝรั่งเศสนำเสนออาหารเมดิเตอร์เรเนียนที่มีรสชาติแบบเวิลด์เฟเวอร์     ชาร์ แบงค็อก แบ่งเป็น 3 ส่วน รูฟท็อปบาร์ ห้องอาหาร และห้องไพรเวตที่มีเมนูอาหารพิเศษออกไป โดยยังมีอาหารซิกเนเจอร์จากชาร์ เซี่ยงไฮ้ อาทิ ล็อบสเตอร์บิสก์ ฟัวกราส์ครัมเบิล ดั๊กกงฟี และบานาน่าชีสเค้ก ความพิเศษของชาร์ยังอยู่ที่การเลือกใช้วัตถุดิบในประเทศและอาร์ติซานโปรดักต์ อาทิ ขนมปังเมซง ฌอง ฟิลิปป์, เนื้อวัวเอจจิงบางส่วนจากอาร์โนลด์เดอะบุชเชอร์, ชีสบูราตาในประเทศ, ผักโครงการหลวง, กุ้งลายเสือจากอยุธยา และเนื้อแกะจากปากช่อง     ก่อนมื้ออาหารแนะนำให้ดื่มค็อกเทลที่รูฟท็อปแล้วเริ่มด้วย Tuna Tartar ทูน่าหางเหลืองกินกับกัวกาโมเล เสิร์ฟมาในครก ปรุงรสได้เองด้วยกระเทียม หอมแดง มะนาว     และแอปเปิลดอง ให้รสชาติแปลกใหม่ดี Smoked Beef Tartar เนื้อวัวกับฟรุตมัสตาร์ดและหอมแดง เรียกน้ำย่อยเบาๆ     คั่นด้วยซุป Lemongrass Infused Lobster Bisque ล็อบสเตอร์บิสก์รสชาติมาตรฐาน แต่เติมโฟมตะไคร้เข้ามา     หรือลอง French Onion Soup ซุปหัวหอมที่ใช้เวลาเคี่ยวยาวนานถึง 4 วัน เชฟยังคงส่งอาหารคลาสสิกที่บอกว่าเป็นเวิลด์เฟเวอร์มาเรื่อยๆ Duck Confit ผิวนอกกรอบ เนื้อในนุ่มไม่แห้ง     ส่วนจานปลาถือว่าเชฟทำได้ดี North Pacific Black Cod Steak ปลาค้อดเนื้อหวานกับซัลซาที่หอมเครื่องเทศ      และจานสุดท้าย Darling Downs Wagyu อาหารเมดิเตอร์เรเนียนสันในจากออสเตรเลียไขมันแทรกเบาๆ ที่เอ 4 มาพร้อมหน่อไม้ฝรั่งย่างและผักโขมอบครีม   ปิดท้ายด้วยของหวานซิกเนเจอร์ Banana Cheesecake ชีสเค้กใส่กล้วยเพิ่มความหอมหวาน

สร้างความแปลกใหม่ให้กับการดื่มไวน์ไม่น้อย เมื่อ About Eatery ประกาศตัวชัดว่าเป็นไวน์บาร์แห่งแรกที่ให้บริการออร์แกนิกไวน์ เนเชอรัลไวน์ และไบโอไดนามิกไวน์ ที่ล้วนมีวิธีการปลูกและผลิตโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของคนดื่มเป็นสำคัญ     คุณจิวลิโอ้ ซาเวลิโน่ (Giulio Saverino) ไวน์ซอมเมอลิเยร์และเจ้าของร้าน แนะนำให้เรารู้ถึงสัญลักษณ์ที่ช่วยเป็นตัวเลือกให้เราดื่มไวน์ได้อย่างที่เราต้องการ อาทิ ปริมาณน้ำตาล ปริมาณสารซัลไฟต์ในออร์แกนิกไวน์ เนเชอรัลไวน์ ไบโอไดนามิกไวน์ ไม่เว้นแม้แต่วีแกนไวน์ ที่นี่มีไวน์ทั้งหมด 45 เลเบล โดยเฉพาะออเรนจ์ไวน์ (Orange Wine) ไวน์ขาวที่ผ่านกระบวนการผลิตแบบไวน์แดงทำให้ได้สีอมส้ม ซึ่งคุณจิวลิโอ้บอกว่ามีให้ดื่มเฉพาะที่นี่     ที่นี่เสิร์ฟอาหารเมดิเตอร์เรเนียนที่เข้ากันได้ดีกับไวน์ หากตัดสินใจไม่ถูกสอบถามคุณจิวลิโอ้ หรืออ่านคำแนะนำเรื่องแพริงบนกระดานดำก็ได้ เริ่มที่ Sautéed Spanish Mussels and Vongole หอยแมลงภู่และหอยกาบผัดกับไวน์ขาว ซัฟฟรอน กระเทียม พริกป่น     และแอนโชวี ไปได้ดีกับ Crazy by Nature Cosmo White ไวน์ขาวไบโอไดนามิกที่เบลนด์จากองุ่นในนิวซีแลนด์ ค่อนข้างสไปซ์หน่อย เข้ากับกลิ่นของซัฟฟรอน   จานนี้เด็ดจริง Beetroot Ravioli ราวิโอลีโฮมเมดไส้บีตรูตกับริคอตตาชีส ราดซอสครีมพาร์เมซาน ครีมมี่และออกเปรี้ยว เข้ากับ Clockwork Orange ออเรนจ์ไวน์จากพรีโนกรีผสมชาร์ดอนเนย์ที่ออกเปรี้ยว     ปิดท้ายด้วย Silere Lamb Chop เลือกใช้แกะที่ปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติของนิวซีแลนด์ ย่างกับโรสแมรี่ เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งและกระเทียมอบ บีบมะนาวย่างเพิ่มรส กินกับซอสโยเกิร์ตแตงกวา ตามสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน     เข้ากับ Crofters Syrah ไวน์ชีราซออร์แกนิกที่ถือว่าเป็นการจับคู่ที่สุดคลาสสิก