หากอยากมีโมเมนต์พิเศษเพื่อเก็บเป็นความทรงจำ การล่องเรือชมพระอาทิตย์ตกไปตามลำน้ำเจ้าพระยาที่มีบ้านเรือนขนาบสองฝั่ง ประดับดวงไฟที่สะท้อนสายน้ำระยิบระยับ คงเป็นทริปที่หลายคนแอบลิสต์ไว้ในใจ เราจึงอยากชวนคุณและคนพิเศษมาเก็บช่วงเวลาดีๆ นี้บนเรือ Supatra Boat โดยเฉพาะไฮไลต์“พระบรมมหาราชวัง” สถานที่สำคัญซึ่งเราเชื่อว่าหลายคนจะไม่พลาดบันทึกภาพความงดงามอย่างแน่นอน     ระหว่างทางในเรือยังมีบริการค็อกเทล เสิร์ฟคานาเป้สไตล์ไทยจากห้องอาหาร Supatra River House เราเลือกเมนูที่ชอบได้ 3 เมนูทั้งคาวและหวาน อาทิ ไก่ห่อใบเตย เมี่ยงกุ้งเสวย เปาะเปี๊ยะไส้ผัก และขนมไทย รวมถึงซอฟต์ดริงก์ที่จิบแล้วเข้ากับบรรยากาศที่สุด อีกทั้งยังมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัยเพราะกลุ่มสุภัทราให้บริการแบบมืออาชีพมานานกว่า 100 ปี ตั้งแต่กรุงเทพฯ ยังใช้เรือแจวข้ามฟากจนพัฒนามาเป็นเรือด่วนเจ้าพระยาและขยายสู่ธุรกิจท่องเที่ยวและการบริการมากมายในปัจจุบัน       หลังจากได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศตลอด 1-1.30 ชั่วโมง แต่ยังอยากต่อมื้อค่ำแนะนำที่ Supatra River Houseร้านอาหารไทยที่เอาใจเหล่านักชิมด้วยเมนูสูตรลับให้เลือกสั่งมาเอนจอยได้ไม่ซ้ำ ก่อนร่ำลาคืนพิเศษด้วยเครื่องดื่มรสเลิศพร้อมชมวิวสุดโรแมนติกในมุมที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดมุมหนึ่งของแม่น้ำเจ้าพระยาที่ทำเอาหลายคนนั่งเพลินจนไม่อยากลุกกลับบ้านมาแล้ว     สนนราคาสำหรับผู้ใหญ่ 2,350 บาท ส่วนเด็กอายุ 4-12 ปีราคาเพียง 1,100 บาทเท่านั้น ราคานี้รวมล่องเรือ คานาเป้ และซอฟต์ดริงก์ รวมถึงประกันภัยให้ลูกค้าทุกคน ส่วนเรือที่ใช้ขึ้นอยู่กับจำนวนของลูกค้า ได้แก่ Water Limousine ไม่เกิน 10 ท่าน เรือสุภาพรรณ 20 ท่าน และเรือสุภัทรา 30 ท่านขึ้นไป นอกจากให้บริการแบบส่วนตัว หากต้องการจัดเลี้ยงหรือปาร์ตี้กรุ๊ปใหญ่สามารถสอบถามบริการเพิ่มเติมตามลายแทงด้านล่างนี้ได้เลย    

หากพูดถึงขนมไต้หวัน เชื่อว่าทุกคนคงพอจะนึกภาพออกว่าหน้าตาและรสชาติจะประมาณไหน และแน่นอนถ้าเป็นแบรนด์จากไต้หวันแท้ต้องมีวัตถุดิบอย่างธัญพืชจำพวก ถั่ว งา หรือแม้แต่เฉาก๊วยกับเต้าฮวย ซึ่งแบรนด์ ‘Meet Fresh’ ก็นำเสนอสิ่งเหล่านี้พร้อมความน่าสนใจอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ที่โด่งดังจากไต้หวันที่คนไต้หวันและใครไปเที่ยวก็อยากลิ้มลอง จนตอนนี้ขยายสาขาไปทั่วโลกกว่า 800 สาขาแล้ว     ส่วนเสน่ห์ที่มีมากกว่าแบรนด์ขนมเจ้าอื่นๆ คงเป็นสไตล์ของหวานที่เหมือนบ้านส่วนตัว ทำสดใหม่และไม่ใส่สารกันบูด แถมยังเป็นธุรกิจที่เติบโตจากรูปแบบดั้งเดิมในยุคแรกๆ จากสองพี่น้องตระกูล Fu แห่งเมืองไทจง (Taichung) ประเทศไต้หวัน จนพัฒนากลายเป็นร้านขนมหวานยอดนิยมระดับ 6 ดาว และเป็นแบรนด์ขนมไต้หวันต้นตำรับ   แต่ละเมนูมีอะไรบ้าง ? Icy Grass Jelly Signature (139.-) ทางร้านแนะนำว่านี่คือเมนูซิกเนเจอร์ที่มาแล้วต้องสั่ง ความโดดเด่นของเฉาก๊วยที่นุ่มให้ความรู้สึกเหมือนกินเยลลี่ มาจากกรรมวิธีตุ๋นกว่า 8 ชั่วโมง ที่สำคัญใบเฉาก๊วยยังมาจากแหล่งผลิตอย่างดีส่งตรงจากไต้หวัน ยิ่งเวลากินราดนมลงไปยิ่งเพิ่มอรรถรสในทุกคํา     Taro Ball #4 (139.-) สดชื่นสุดๆ ต้องยกให้เมนูนี้ ใครที่ชอบกินน้ำแข็งไสใส่เครื่องแน่นๆ ต้องลอง โดยเฉพาะเผือกที่คัดมาพิเศษ จึงหอมอร่อย ไม่เละ กินคู่กับถั่วแดง ไข่มุก และทาโร่บอลหนึบหนับยิ่งเคี้ยวเพลิน     Q mocha & Egg Pudding Combo (99.-) เป็นเมนูสแน็กที่มีทั้งพุดดิ้งท๊อปไข่มุก ตัวพุดดิ้งหอมน้ำตาลละมุนลิ้น พอกินพร้อมไข่มุกแล้วเข้ากันได้อย่างลงตัว ตัวคิวโมจิมีทั้งแบบออริจินอลราดคาราเมลและบราวชูการ์     Tofu Pudding (119.-) เมนูเสิร์ฟร้อนก็มีนะ อย่างเต้าฮวยสูตรเฉพาะของทางร้าน ที่ผลิตจากถั่วเหลืองปลูกด้วยวิธีธรรมชาติไม่ผ่านการตัดต่อทางพันธุกรรม (Non-GMO) ไม่มีสารเคมีปนเปื้อน     สุดท้ายเป็นชาไข่มุก เราสั่ง Fluffy Winter Melon Tea with Mini Taro Balls (99.-) รสชาติหวานหอม ตัวทาโรบอลยังคงเป็นซิกเนเจอร์ที่กินเข้ากับหลายเมนู     นอกจากการใส่ใจรายละเอียดในเรื่องวัตถุดิบแล้ว ทางร้านยังส่งพนักงานไปเทรนงานก่อนจะเปิดร้านด้วย เพื่อคงกรรมวิธีในการทำที่ถูกต้องและทำให้ได้รสชาติแบบตามต้นตำรับแท้ๆ

ย้อนเวลาไปรุ่นแม่กับร้านอาหารยุค 50s “V8 Diner Bangkok” พร้อมด้วยเหล่าอาหารแบบฉบับอเมริกันแท้ ที่จะทำให้คุณเหมือนย้อนวัยเข้าไปอยู่ในช่วงเวลาที่หลายคนคิดถึงและหลายคนอาจไม่เคยสัมผัส     รูปแบบของร้านเป็นแบบดูเพล็กซ์ 2 ชั้นสไตล์ American Diner มีความย้อนยุคด้วยโปสเตอร์โฆษณายุค 50s สีสันฉูดฉาดที่ผนังทั่วทั้งร้าน โดดเด่นด้วยเคาน์เตอร์บาร์และโซฟาสีแดงสลับขาวสไตล์อเมริกัน พื้นที่ส่วนอื่นตกแต่งด้วยของคลาสสิก รวมไปถึงหลอดไฟนีออนที่ดัดเป็นชื่อร้าน พร้อมส่องแสงโดดเด่นในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งหากใครมาช่วงค่ำจะได้บรรยากาศแบบ American Club & Restaurant เลยล่ะ         อาหารของที่นี่จะเป็นสไตล์อเมริกันแท้ เริ่มต้นด้วย Chili Cheese Fries” เฟรนซ์ฟรายทอดกรอบ ราดด้วยชีสและซาวครีมหอมมัน เสิร์ฟพร้อมดิปซอส sour cream, salsa และ spicy habanero sauce รสชาติเข้มข้น       ต่อด้วยเมนูจานหลักยอดนิยมอย่าง Spaghetti Meatball” สปาเก็ตตี้โฮมเมด รสชาติจัดจ้าน เข้ากันกับมีทบอลชิ้นโต ชุ่มฉ่ำกำลังดี       มาที่เมนูพระเอกของร้านอย่าง The V8 Burger” จัมโบ้เบอร์เกอร์เนื้อ ประกอบด้วยเชสดาร์ชีส แตงกวาดอง มะเขือเทศ หัวหอม ผักกาดหอม และซอส V8 สูตรพิเศษของร้าน กินคู่กับเฟรนซ์ฟราย แม้จะเป็นเมนูเบสิกแต่แนะนำว่าไม่ควรพลาดเลยจริงๆ     มาร้านสไตล์อเมริกันทั้งทีไม่สั่งเมนูมิลค์เชคคงไม่ได้ เราแนะนำ Caramel Milkshakes” มิลค์เชครสหวานสดชื่น หอมกลิ่นคาราเมล กินพร้อมกับวิปปิ้งครีมหวานมัน ปิดท้ายมื้ออาหารสไตล์อเมริกันยุคคลาสสิกได้อย่างลงตัว     

“Indus” ต้อนรับนักกินด้วยอาหารอินเดียสูตรดั้งเดิมที่ได้แรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตของผู้คนริมฝั่งแม่น้ำอินดัสซึ่งไหลผ่านตอนเหนือของอินเดียและหลายประเทศ หยิบมานำเสนอสไตล์โมเดิร์นทั้งการตกแต่งจานอาหารและบรรยากาศสบายๆ ให้ความรู้สึกเฟรนด์ลี่ แตกต่างจากร้านอินเดียแบบดั้งเดิมที่เคยสัมผัส และใครที่แอบกังวลเรื่องกลิ่นเครื่องเทศอาจต้องแปลกใจ เพราะร้านนี้มีเพียงความหอมกรุ่นที่กระตุ้นความหิวเท่านั้น         ระหว่างรอจานหลักทางร้านจะเสิร์ฟของว่าง ปาปาดัมกับซอส 3 รสชาติและหอมแดงให้เคี้ยวเล่นเพลินๆ     จานต่อมาแนะนำ Papdi Chaat เมนูเรียกน้ำย่อย ข้าวเกรียบทอดกรอบทำจากแป้งถั่วชิ้นพอดีคำ โรยด้วยถั่วชิกพี มันฝรั่ง โยเกิร์ต ชูรสด้วยซอสสะระแหน่และซอสมะขาม     ต่อด้วย Raan ขาแกะสูตรอินดัสหมักกับเครื่องเทศ 6 ชนิดนานถึง 24 ชั่วโมง และสโลว์คุกอีก 7 ชั่วโมง จากนั้นย่างในเตาทันดูร์เพิ่มกลิ่นหอมจากเตาดิน ยกให้เป็นเมนูคู่โต๊ะที่ควรสั่งมาลิ้มรสอย่างยิ่ง     ของย่างก็มีให้สั่งอย่างหลากหลาย แต่ถ้ายังลังเลใจแนะนำ Mixed Grill รวมมิตรเตาทันดูร์ นำทัพโดยไก่นุ่มหมักโยเกิร์ตย่าง ปลากระพงย่าง กุ้งกุลาย่าง และเคบับเนื้อแพะสับเสียบไม้ย่าง ทุกชิ้นหอมกลิ่นเครื่องปรุงรส เนื้อนุ่มไม่แห้งกระด้าง แม้วางไว้สักพักก็ยังนุ่มฉ่ำเหมือนเพิ่งเสิร์ฟใหม่ๆ     Butter Chicken ไก่รมควันเคี่ยวในน้ำเกรวี มะเขือเทศ และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ราดเนยและครีมเพิ่มความหอมมัน กินคู่ Garlic Nan กรอบนอกนุ่มในหอมกลิ่นกระเทียม ถ้าไม่จุใจอยากให้ลอง Family Nan แผ่นใหญ่ไซส์ยักษ์ที่ฉีกกินได้จุใจทั้งครอบครัว         ส่วนชีสเลิฟเวอร์แนะนำ Palak Paneer ผักโขมสับใส่ครีม ผัดกับคอตเตจชีสหั่นสี่เหลี่ยมชิ้นโตเต็มคำ เป็นเมนูที่กินได้เต็มที่เพราะแคลอรี่ต่ำมาก     ปิดท้ายล้างปากด้วย Gulab Jamun Flambé ขนมหวานทำจากแป้งผสมนม ปั้นเป็นลูกกลมแล้วทอดในเนย ก่อนเสิร์ฟสมทบด้วยน้ำเชื่อมหอมหวาน ควรสั่งมากินคู่ Masala Tea ชานมร้อนสไตล์อินเดียที่เติมความหวานได้ตามชอบ     จิบเพลินๆ ฟีลกู้ดเหมือนนั่งอยู่ริมแม่น้ำอินดัส!

  Tuk Tuk คำสั้นๆ ที่สื่อถึงความเป็นเอเชียถูกนำมาตั้งเป็นชื่อร้าน รวมทั้งตกแต่งบรรยากาศให้อบอวลด้วยกลิ่นอายบนท้องถนนอันเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของประเทศอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นสตรีทอาร์ทสีจัดจ้านที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา หรืออาหารการกินที่สะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนได้อย่างน่าสนใจและชวนหิวทีเดียว           ทางร้านนำจานเด็ดสไตล์สตรีทฟู้ดมาปรุงอย่างพิถีพิถัน เน้นวัตถุดิบสดใหม่และเครื่องเทศต้นตำรับเพื่อคงเอกลักษณ์ของอาหารอินเดียไว้ แต่ใช้วิธีปรับระดับให้เข้ากับลิ้นคนไทยมากขึ้นจนเราลืมกลิ่นและรสชาติที่ค้างคาใจไปเลย         อุ่นเครื่องเบาๆ กับ Okra Fries กระเจี๊ยบชุบแป้งที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศสีแดงช่วยเพิ่มสีสันชวนน้ำลายสอ ทอดกรอบๆ เสิร์ฟพร้อมมายองเนสและน้ำพริกเผาไทย เป็นเมนูกินเล่นเพลินๆ เหมือนเฟรนฟรายส์       Chicken Lollipops ปีกไก่บนที่รูดเนื้อขึ้นคล้ายโลลิป๊อบ คลุกเคล้ากับเครื่องเทศ ทอดในน้ำมันร้อนๆ จนเนื้อนุ่มหนังกรอบ หยิบกินได้แบบพอดีคำ รสชาติเผ็ดซ่านติดปลายลิ้น เสิร์ฟให้กินกับมินท์ชัตนีย์และน้ำจิ้มไก่       ขยับมาจานหลักจากเตาทันดูรี Chicken Tikka ไก่ย่างสไตล์อินเดีย หมักเครื่องเทศจนซึมซาบเข้าเนื้อ และย่างจนหอมกรุ่นได้ที่ เสิร์ฟให้กินคู่มินต์ชัตนีย์ ควรบีบมะนาวนิดหน่อยจะชูรสชาติความอร่อยยิ่งขึ้น       หรือจะเปลี่ยนจากไก่เป็นปลากระพงย่างหอมๆ ก็เข้าทีกับ Tawa Seabass เมนูเพื่อสุขภาพประจำร้าน เสิร์ฟกับซอสสับปะรด รสหวานอมเปรี้ยวเจือรสเผ็ดนิดๆ เพิ่มความสดชื่นและช่วยลดกลิ่นเครื่องเทศลงด้วย       มาร้านอาหารอินเดียทั้งทีเมนูต้องมีคือ Garlic Naan แป้งนานกรอบนุ่มหอมกลิ่นกระเทียม ทางร้านมีแกงให้เลือกสั่งมากินคู่หลายอย่าง อาทิ Coastal Prawn Curry แกงกุ้งกะทิ เครื่องแกงเข้มข้นหอมมันกุ้ง       หรือถ้าชอบความเนียนนุ่มละมุนลิ้นสั่ง Butter Chicken ที่ครบครันความหอมมันจากเนยนม       บางท่านที่ยังไม่คุ้นชินกับอาหารอินเดีย ที่นี่ก็มีทางเลือกไว้ให้อิ่มท้องแบบไม่น้อยหน้ากัน อาทิ Old School Pad Thai ไทยสตรีทฟู้ดรสชาติกลมกล่อมจากซอสสูตรลับฉบับตุ๊กตุ๊ก ลองแล้วจะติดใจ       ปิดท้ายด้วยขนมหวานล้างปาก Nutella Naan เปลี่ยนแป้งนานในเมนูของคาวมาเป็นของหวานราดนูเทลลา เคี้ยวหนึบหอมหวานคล้ายโรตีที่คุ้นเคย       และ Grilled Pineapple สับปะรดย่างเนย สับปะรดพันธุ์หอมสุวรรณ หวานฉ่ำอมรสเปรี้ยวเล็กน้อย หั่นเป็นชิ้นตามยาวเสียบไม้ย่าง เคลือบด้วยเนยหอมๆ กินคู่ไอศกรีมกะทิเนื้อเนียนหอมมันจากกะทิคั้นสด       ส่วนเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ Rani’s Kiss สลับสีสวยถึง 3 เลเยอร์ ชั้นล่างเป็นน้ำส้มสดผสมน้ำมะนาว ใส่ใบมินต์อินฟิวส์เพิ่มกลิ่นรส โรยน้ำแข็งและโซดา ตรงกลางเป็นแบล็กเคอแรนท์ไซรัปปราศจากน้ำตาล 100% ก่อนปิดจ๊อบด้วยโซดา     ยกให้เป็นเครื่องดื่มเปรี้ยวซ่าที่สั่งมาปิดท้ายมื้อได้สุดเปอร์เฟ็กต์

ความทรงจำระหว่างการท่องเที่ยวทั่วโลกของเจ้าของร้านถูกนำมาถ่ายทอดสู่อาหารเช้าเรียบง่ายสไตล์สแกนดิเนเวีย ประเภทแซนวิช พาสต้า สลัด สปาเก็ตตี ที่เสิร์ฟให้กินได้ทั้งวัน รวมถึงเครื่องดื่มรสชาติดีที่มีให้เลือกมาก ที่นี่ยังเป็นร้านแรกๆ ที่ริเริ่มนำคาร์ฟคอฟฟี่เข้ามาสร้างสีสันจนกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ของกลุ่มคนรักกาแฟในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาและยังต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน       เมนูเน้นปรุงจากวัตถุดิบออร์แกนิกในท้องถิ่นผสมผสานกับวัตถุดิบนำเข้าบางชนิดเพื่อคงกลิ่นและรสอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของอาหารสไตล์สแกนดิเนเวียไว้  แม้จะชูเมนูสไตล์ยุโรปเป็นหลักแต่เสริมทัพอาหารไทยที่ปรุงรสชาติได้อย่างน่าทึ่งเช่นเดียวกัน     เริ่มที่เมนูสุดคลาสสิก Benedict with Bacon or Smoked Salmon อิงลิชมัฟฟินโฮมเมด ท็อปด้วยเบคอนหรือแซลมอนรมควัน โพ้ชเอ้กนุ่มเนียนลิ้น อะโวคาโด และซอสฮอลแลนด์เดสรสกลมกล่อม เสิร์ฟ 2 ชิ้นให้กินได้อิ่มท้องกำลังดี     Nordic รวมทีเด็ดสไตล์นอร์ดิกไว้ในเซ็ตเดียว ได้แก่ แซลมอนรมควัน ลูกชิ้นสไตล์สวีเดน กุ้งในมายองเนส สลัดผัก และโทสต์     อีกหนึ่งเมนูขายดียกให้ Egg Fettuccine เส้นเฟตตูชินีในซอสสุดครีมมี่ เบคอน และพริกไทยดำ โรยชีสนมแกะเพิ่มรสเค็มมัน     ส่วนอาหารไทยห้ามพลาด ข้าวซอยกุ้ง เด่นทั้งน้ำซุปรสกลมกล่อมที่ใส่มาให้แบบขลุกขลิกและกุ้งสดเนื้อกรอบเด้ง กินแกล้มหัวหอมซอยและผักกาดดองช่วยตัดเลี่ยน  หากอยากเพิ่มรสเปรี้ยวจะบีบมะนาวอีกหน่อยก็ได้     อีกจานคือ ยำเนื้อ เลือกใช้เนื้อคุณภาพจากออสเตรเลียคลุกเคล้ากับน้ำยำรสเด็ด หอมกลิ่นมะนาวสด และปรุงรสเผ็ดเล็กน้อย เป็นเมนูที่คนไทยยกนิ้วให้ ในขณะที่คนต่างชาติก็กินได้สบายปาก     ส่วนเครื่องดื่มแนะนำ Lychee Cold Brew Tonic กาแฟเอสเปรสโซผสมกับโทนิค ได้ความหวานซ่อนเปรี้ยวจากลิ้นจี่ ดื่มแล้วสดชื่นกระปรี้กระเปร่า รับมือกับอากาศร้อนได้สบาย     หรือจะลอง Orange Sprinkle กาแฟเอสเปรสโซ ผสมกับน้ำส้มคั้นและน้ำมะนาว ก็ได้ความสดใสไปอีกแบบ     แต่ถ้ายังลังเลก็มี Cappuccino กาแฟรสละมุนสูตรคุ้นเคย ที่สั่งมาดื่มเมื่อไหร่ก็ฟิน!  

ถ้าพูดถึงอาหารเม็กซิกัน เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่นึกถึงร้านนี้ “La Monita Taqueria” ต้นตำรับอาหารเม็กซิกันที่หลายคนหลงรัก ซึ่งตอนนี้มีด้วยกันทั้งหมด 3 สาขาคือที่ตึกมหาทุนพลาซ่า สยามพารากอน และเอ็มควอเทียร์ชั้น 7 โดยวันนี้เราจะพามาลิ้มลองความอร่อยกับสาขาแรกของร้านที่เปิดให้บริการมา 10 ปีแล้ว!     เมื่อเข้ามาในร้าน เราสัมผัสได้ถึงความสนุกสนานจากกำแพงสีสันจัดจ้าน พร้อมมุมรับประทานอาหารหลายโซนไม่ว่าจะเป็น โซนอินดอร์ โซนบาร์ และโซนยอดนิยมอย่าง Patio ที่มีความโปร่งโล่งสบายตารับแสงธรรมชาติ เหมาะสำหรับชมท้องฟ้าและบรรยากาศยามค่ำคืน         เราเริ่มที่เมนูยอดนิยมของคนรักอาหารเม็กซิกันอย่าง “Regular Nacho” แป้งตอร์ติญาชิพส์ราดด้วยชีสหอมๆ และซัลซ่าสดเพิ่มความสดชื่น เป็นเมนูออร์เดิร์ฟขายดีที่ห้ามพลาด       ตามด้วย “Tostada Ensalada (Tostada Salad)” สลัดอกไก่เม็กซิกันราดน้ำสลัดสูตรพิเศษของลาโมนิต้า และซัลซ่าสด เป็นเมนูที่ทานแล้วสดชื่น       จากนั้นต่อกันที่เมนู “Quesadillas” เกซาดิยา (แป้งตอร์ติญาห่อชีสปิ้ง) ใส่ถั่วปินโต ซัลซ่าสด กัวกาโมเล ซาวครีม และเนื้อสัตว์ตามชอบ รสชาติเข้มข้นตามฉบับอาหารเม็กซิกัน       มากันที่เมนูพระเอกของร้านอย่าง Tacos กันบ้าง ประเดิมที่จานแรก “Maxi-Tacos กุ้ง” แป้งข้าวโพดนิ่มใส่เนื้อกุ้ง โรยหน้าด้วยหอมใหญ่ และผักชีสับ เสิร์ฟพร้อมมะนาว เวลากินบีบมะนาวลงไปเพิ่มความสดชื่น ยิ่งทำให้จานนี้กลมกล่อมมากยิ่งขึ้น และ "Cali-Tacos เนื้อริบอายสเต๊ก" แป้งสาลีนิ่ม พร้อมด้วยซัลซ่าสด กัวกาโมเลและซาวครีม เนื้อริบอายนุ่มๆ เข้าคู่กับซอสด้านในได้เป็นอย่างดี       ต่อกันที่ “LA Fish-Tacos” แป้งข้าวโพดนิ่ม พร้อมด้วยเนื้อปลา โรยด้วยซัลซ่าสด และกัวกาโมเล เป็นเมนูแบบ non daily ที่ปิดท้ายมื้ออร่อยได้อย่างสมบูรณ์    

"ข้าวมันไก่" เมนูโปรดปรานของใครหลายๆ คน ถึงแม้จะไม่เลิศหรูอลังการ แต่ทุกครั้งที่กินก็ได้ความฟินมากมายเสมอ หากพูดถึง “ข้าวมันไก่รสเลิศ” หลายคนคงจะนึกถึงชื่อของ “โรงแรมมณเฑียร” เป็นแน่ ได้ยินแบบนี้แล้ว G&C จะรอช้าอยู่ใย รีบไปลิ้มลองตำนานความอร่อยให้รู้แจ้งเห็นจริงกันไปเลย       เพียงก้าวแรกที่เข้าร้านก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศอบอุ่น สบายๆ เหมาะมากสำหรับใช้เวลากับครอบครัว แต่ถ้ามาคนเดียวก็ชิลดีอยู่เหมือนกัน       ทางห้องอาหารเรือนต้นเสิร์ฟ ข้าวมันไก่ มาเป็นเซ็ตแบบจุใจซึ่งประกอบไปด้วย ไก่สับเป็นชิ้นพอดีคำ ข้าวมัน น้ำจิ้ม 4 อย่าง และน้ำซุปไว้ซดให้คล่องคอ     ไก่ต้ม ไก่คัดพิเศษที่ผ่านการต้มแบบพิถีพิถันจนได้เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ เวลาจัดเสิร์ฟหั่นเป็นชิ้นพอดีคำจากนั้นราดด้วยน้ำมันงาสูตรพิเศษ ช่วยเพิ่มความหอมและเสริมให้ไก่มีรสชาติอันเค็มหวานเป็นเอกลักษณ์     กินพร้อมกับ ข้าวมัน ข้าวหอมมะลิชั้นดีที่หุงพร้อมน้ำมันเปลวไก่โดยตู้อบพิเศษ จึงทำให้ได้เมล็ดข้าวเรียงตัวสวย นุ่มร่วน ไม่มัน ราดด้วยน้ำจิ้มที่มีให้เลือกถึง 4 แบบตามความพอใจ ใครชอบกินเผ็ดเราแนะนำ น้ำจิ้มดั้งเดิม ทำจากซีอิ๊ว ขิง และพริกซอย รสชาติเค็มหวานและเผ็ดร้อน น้ำจิ้มเต้าเจี้ยว รสชาติเปรี้ยวนำ เค็มปลายลิ้นและเผ็ดเล็กๆ จากพริก น้ำจิ้มขิง ใช้ขิงอ่อนสับหยาบผสมกับน้ำต้ม ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว รสชาติเผ็ดซ่า เค็มเบาๆ ได้กลิ่นหอมของขิงชัดเจน ตัวสุดท้าย น้ำจิ้มซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วขาวเกรดพรีเมี่ยมปรุงจนรสหวานเค็มได้ที่ จากนั้นหันไปซดน้ำซุปร้อนๆ ที่ได้จากน้ำสต๊อกไก่เคี้ยวจนหวานกลมกล่อม ตัดเลี่ยนพอดิบพอดี       ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มที่ชวนลิ้มลอง น้ำส้มโอปั่น ใช้ส้มโอพันธุ์ทองดีเนื้อแน่นจากนครชัยศรี เพิ่มความหวานด้วยไซรัป รวมเป็นรสชาติเปรี้ยวหวานที่ลงตัว สดชื่นอย่าบอกใคร  

ขอยกให้เป็นหนึ่งในคาเฟ่สุดฮอตแห่งย่านทองหล่อในตอนนี้ สำหรับ Skoop & Co.” ที่ต่อยอดจาก Skoop Beach Cafe ร้านไอศกรีมโฮมเมดชื่อดังแห่งพัทยาและหัวหินที่มาเปิดสาขาใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ ให้ไปชิมกันง่ายดายยิ่งขึ้น       นอกจากการดีไซน์กำแพงร้านสุดเก๋ด้วยกระจกรูปวงกลมและสามเหลี่ยมที่โดนใจทั้งสายชิม สายแชะ และสายแชร์ ผสานกับบรรยากาศคลีนๆ เน้นสีขาวดำเทาน่านั่งชิลแล้ว ที่นี่ยังเพิ่มเมนูอาหารและเครื่องดื่มสไตล์คอมฟอร์ตฟู้ดที่อร่อยและกินง่ายให้อิ่มท้องกันตลอดวัน       ใครแวะมาตอนสายๆ ลองสั่ง Healthy Benny เมนูบรันช์เอาใจสายสุขภาพ โทสต์หนานุ่มท็อปด้วยฟักทองย่าง อะโวคาโด และเอ้กเบเนดิกต์ หรืออยากอิ่มจริงจังในมื้อเที่ยง เราแนะนำ Japanese Curry Fried Rice ข้าวผัดคลุกเคล้าแกงกะหรี่สไตล์ญี่ปุ่นรสเข้มข้นหอมเครื่องเทศ มาพร้อมไก่ทอดกรอบนอกนุ่มในและไข่คนนุ่มลิ้น         คนรักของหวานก็ฟินได้ไม่แพ้กันกับ Salted Egg Yolk French Toast เฟรนช์โทสต์ชิ้นโตราดซอสไข่เค็มหอมมัน เพิ่มความอร่อยด้วยไอศกรีมโฮมเมดและวิปครีม และ Costa Bana วัฟเฟิลหนานุ่มราดซอสคาราเมลหอมหวาน มาพร้อมกล้วยหอมชิ้นโต วอลนัต และไอศกรีมรสวานิลลา       หรือถ้าแวะมาช่วงบ่าย อย่าลืมสั่ง Iced Bear Latte ลาเต้เย็นซิกเนเจอร์ที่เพิ่มความหวานด้วยน้ำผึ้งและเพิ่มความเข้มด้วยน้ำแข็งทำจากเอสเพรสโซชอตรูปหมีสุดน่ารักมาช่วยขจัดความง่วงสักแก้วก็ไม่เลวเลยทีเดียว  

อาหารจอร์เจียพอได้ยินชื่อก็ต้องใช้เวลาคิดสักนิดว่าประเทศนี้อยู่ในทวีปใด จอร์เจียเป็นประเทศเล็กๆ ซึ่งอยู่ทางใต้ของสาธารณรัฐโซเวียต ติดกับอาร์มีเนีย อาร์เซอร์ไบจาน ทิศตะวันออกติดกับทะเลดำ ถ้าเลยลงไปทางใต้ก็จะเจอประเทศตุรกี เรียกว่าประเทศนี้อยู่ทั้งในทวีปเอเชียและยุโรป ผู้คนแถบนี้หน้าตาก็ผสมผสานกันระหว่างเอเชียและยุโรป       ARGO ไม่ใชร้านอาหารจอร์เจียแห่งแรก แต่เป็นสาขา 2 ของร้าน AVRA ที่ซอยสุขุมวิท 33 ซึ่งเจ้าของร้านลูกผสมรัสเซียและกรีกบอกว่าตั้งใจจัดให้ร้านนี้มีบรรยากาศง่ายๆ แนวกินดื่ม ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 8 ที่คนไทยอาจจะไม่คุ้นเคยนัก       ส่วนอาหารจอร์เจียก็มีทั้งเอเชียและยุโรปผสมผสานกัน และแน่นอนว่าต้องมีขนมปัง ขนมปังจอร์เจียต่างจากที่เราเห็นทั่วไป เพราะชิ้นจะบาง เนื้อเหนียว ผิวกรอบ เค็ม ยิ่งกินยิ่งอร่อย เป็นขนมปังที่นักท่องเที่ยวไทยไปจอร์เจียโหวตให้เป็นของอร่อยอันดับหนึ่ง วิธีทำแบบดั้งเดิมจะใช้วิธีนาบกับโอ่งเพื่อให้สุก ที่ร้านนี้มีชิ้นเล็กๆ เสิร์ฟมากับอาหาร แต่มีขนมปังที่เป็นเอกลักษณ์อย่าง Acharuli (อาจารูอิ) ขนมปังรูปเรือขอบหนาใส่ชีสและไข่แดง หน้าตาสะดุดตา เนื้อขนมปังนุ่มดีแต่ชีสท้องถิ่นรสเค็มไปหน่อย และ Megrulli (มิลกูลลิ) แผ่นแป้งกลมใส่ไส้ชีสทอดคล้ายพิซซา อร่อยดีแต่เค็ม       เมนูที่ชวนแปลกตาและน่าจะเป็นญาติกับจีนทางใดทางหนึ่ง คือ Khinkali (ฮินคาลิ) หน้าตาเหมือนเสี่ยวหลงเปาแต่ชิ้นใหญ่กว่า แป้งห่อเนื้อหนากว่า วิธีกินก็คล้ายกันต้องคว่ำลง กัดแป้งเพื่อให้น้ำซุปไหลเข้าปากก่อน แต่ไส้เนื้อจะแน่นกว่าเสี่ยวหลงเปา มีกลิ่นหอมของสมุนไพรจอร์เจียที่มีอย่หลายชนิด และไม่มีน้ำจิ้ม     อาหารจานหลักมีทั้งเนื้อแกะ ไก่ เนื้อวัว เมนูที่น่าลองคือ Chakapuli สตูที่ต้มจนเละ แต่เนื้อที่เละนุ่มคือเนื้อแกะตุ๋น ใส่ Tarragon Mint และ Green Plum ที่มีรสเปรี้ยว ใส่ไวน์ขาว พาร์สลีย์ และผักชี  กลิ่นหอม รสเปรี้ยวกลมกล่อมอร่อยน่าจะถูกใจคนไทย ไก่อบสมุนไพรจอร์เจียซึ่งเจ้าของบอกว่ามีสมุนไพรอยู่หลากหลายชนิด นอกจากนี้ยังมีเคบับทั้งไก่ หมู เนื้อ  อาหารกรีก เช่น มูสซาก้า และเครื่องจิ้มหรือดิปสไตล์กรีกอีกหลายจาน         เรียกว่าถ้าใครสนใจเรียนรู้และชอบชิมอาหารแปลกใหม่ อาหารจอร์เจียน่าสนใจอยู่ในรายการ

ใครที่ตามหารสชาติแซ่บนัวแบบครัวลาวแท้ เรามีพิกัดความแซ่บมาให้สายกินได้ลิ้มรสอาหารลาวที่คนลาวตัวจริงบินตรงจากสุวรรณเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มาเปิดครัวกลางกรุงเทพฯ ปรุงอาหารลาวรสเด็ดให้คนไทยได้ลิ้มลอง ไม่ว่าจะเป็นวิธีการปรุงและส่วนผสมจากท้องถิ่นเพื่อให้มีกลิ่นรสแบบลาวแท้ โดยเฉพาะที่ขาดไม่ได้คือน้ำปลาร้าต้มซึ่งคนลาวนิยมใช้แทนน้ำปลา ใครไม่ปลื้มปลาร้าอย่ากังวล เพราะปรับระดับลงเหลือเพียงความกลมกล่อมที่นำมาปรุงเมนูอะไรก็ถึงอกถึงใจทั้งนั้น         ซิกเนเจอร์ของร้านยกให้ตำสุวรรณเขต จุดเด่นคือเส้นมะละกอสดกรอบสไลซ์เป็นแผ่นบางเคลือบน้ำส้มตำฉ่ำๆ แนะนำให้ตักเส้นมะละกอแล้วหยิบขนมจีนวางก่อนส่งเข้าปาก สัมผัสความเข้มข้นนัวเค็มเต็มอัตราจากส่วนผสมของน้ำปลาร้าต้มผสานรสเปรี้ยวจากน้ำมะนาวและมะกอกลาวได้อย่างลงตัว     ยำโต่ง ทางร้านนำเนื้อหมูกับกะปิคลุกเคล้าจนเข้าเนื้อเข้าหนัง ปรุงกับสมุนไพรลาวหลายชนิด เสิร์ฟร้อนๆ หอมกลิ่นกระชายนำ ตามด้วยกลิ่นกะปิอ่อนๆ รสชาติเผ็ดร้อนพอประมาณ     ต่อด้วยไส้กรอกน้ำตกหมู ไส้กรอกหมูเนื้อแน่นหนังตึงกรอบ รสชาติเค็มนำเจือเผ็ดร้อนพอกระชุ่มกระชวยจากเครื่องเทศลาว ตัดเลี่ยนด้วยส้มผักดองทำจากต้นหอมและกะหล่ำปลี     เป็ดต้มน้ำยาเส้นข้าวเปียก เส้นข้าวเปียกหนึบๆ ราดน้ำยาเป็ดเข้มข้น โรยหอมเจียว เคียงด้วยไข่ต้มยางมะตูมช่วยลดดีกรีความร้อนแรงของพริกแกงลาว     อ่อมเป็ดพริกไทยสด เป็ดเนื้อแน่นเคี้ยวหนึบในน้ำแกงรสเผ็ดร้อนขึ้นจมูก ปรุงด้วยน้ำปลาร้าผสมข้าวเบือ น้ำย่านาง และผักแพว ทางร้านยังมีเครื่องดื่มเย็นชื่นใจอย่างน้ำกระเจี๊ยบ รสชาติไม่หวานมากเพื่อให้เข้ากับอาหารส่วนใหญ่ที่มีรสชาติจัดจ้าน ดื่มแล้วสดชื่นเข้ากัน     ที่นี่ยังเหมาะเป็นร้านนั่งดื่มเพราะมีค็อกเทลเก๋ๆ ให้จับคู่ได้กับทุกเมนู ดื่มแล้วสดชื่นกระปรี้กระเปร่า สั่งมานั่งชิลเอาท์เมาท์มอยกันได้อย่างเพลิดเพลิน  

ใครบินไปเที่ยวดินแดนเมอร์ไลออนบ่อยๆ เป็นอันรู้กันดีว่า ต้องมีสักมื้อที่ขอฝากท้องไว้กับบักกุ๊ดเต๋ร้อนๆ สักชามที่ร้านระดับตำนานอย่าง Song Fa ที่การันตีรสชาติด้วยการคว้ารางวัล Bib Gourmand – Michelin Guide Singapore มาครองหลายปี แต่ตอนนี้ ความอร่อยนั้นขยับเข้ามาใกล้แค่เอื้อมกับการเปิดตัวสาขาแรกในไทย ที่ชั้น 3 เซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมเมนูซิกเนเจอร์ที่มีให้ชิมแบบจุใจ       กว่าจะมาเป็นร้านดังที่ขยายความอร่อยไปในหลายประเทศอย่างทุกวันนี้ ซงฟาเริ่มต้นจากรถเข็นคันเล็กบนถนน Johor ในปี 1969 แต่ด้วยความหอมและรสชาติเข้มข้นของน้ำซุป ทำให้หลายคนติดอกติดใจ จึงเริ่มเป็นที่รู้จักแบบปากต่อปาก และถ่ายทอดความอร่อยจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งเราจะได้เห็นภาพจำลองนั้นผ่านภาพเพนต์บนผนังสีสดภายในร้าน     มาถึงซงฟาทั้งที ขอประเดิมด้วยซุปซี่โครงหมู ที่ซ่อนความพิถีพิถันไว้ในชามมากมาย ตั้งแต่การเคี่ยวน้ำซุปบนเตาร้อนแบบดั้งเดิม เผ็ดร้อนกำลังดีจากพริกไทยซาราวัค จนได้ “น้ำซุปขาว” สูตรเฉพาะ ส่วนซี่โครงหมูคัดไซส์พิเศษ เนื้อเยอะ ตุ้มจนนุ่มและร่อนออกจากกระดูกให้กินกันแบบฟินๆ ที่สำคัญก็คือซุปของทางร้านจะมีพนักงานคอยเติมให้เรื่อยๆ เพื่อให้เราได้ซดน้ำซุปที่ร้อนอยู่เสมอ     ส่วนสายเส้น แนะนำ หมี่ซั่วตับหมู เส้นหมี่ซั่วเหนียวนุ่มในน้ำซุปบักกุ๊ดเต๋รสเข้มข้นหอมกรุ่น  เพิ่มเติมความพิเศษด้วยตับหมูชิ้นโตที่นุ่มและไม่เหม็นคาว ต่อด้วยจานตุ๋นซึ่งมีทั้ง ขาหมูตุ๋น หมูสามชั้นตุ๋น ไส้ใหญ่ตุ๋น ไส้อ่อนตุ๋น ฟองเต้าหู้ตุ๋น ฯลฯ เราได้ชิม ตุ๋น 2 อย่าง คือหมูสามชั้นและไส้หมูที่นุ่มละลายในปาก รสหวานเค็มพอดี ทีเด็ดคือน้ำจิ๋มเปรี้ยวสูตรลับ และเครื่องเคียงอย่างผักดองและถั่วลิสงที่มาช่วยตัดเลี่ยน กินด้วยกันเพลินมาก         ปิดท้ายด้วยเมนูพิเศษที่มีให้ชิมเฉพาะที่ไทยอย่าง ข้าวต้มหมูซงฟา เมนูง่ายๆ แต่อร่อย กินแล้วให้ความรู้สึกเหมือนเป็นข้าวต้มหมูฝีมือคุณแม่ ด้วยน้ำซุปรสกลมกล่อมเป็นทุนเดิม ใส่หมูสับและข้าวสวยลงไปเคี่ยวอีกนิด     อย่าลืมสั่งปาท่องโก๋ มากินคู่ไปด้วย เข้ากันดีเชียวล่ะ  

หากจะหาคำจำกัดความที่ตอบโจทย์ความเป็นร้าน CORO Field Café ได้ดีที่สุดคงต้องยกให้ประโยคนี้ Everyday Farm Food อาหารจากความรักและความใส่ใจของเกษตรกรที่อยากเสิร์ฟให้ทุกคนได้กินง่ายๆ ในทุกวัน ภายในร้านจำลองบางส่วนของฟาร์ม CORO Field อำเภอสวนผึ้งมาให้ได้สัมผัสบรรยากาศอบอุ่นท่ามกลางธรรมชาติโดยเพิ่มพื้นที่สีเขียวของต้นไม้ตามมุมต่างๆ จนอาจเผลอนึกไปว่ากำลังนั่งกินข้าวอยู่ในฟาร์มจริงๆ         เริ่มที่เมนูกินเล่น มันมุราซากิทอดซอส 3 ฤดู มันม่วงหั่นชิ้นยาวทอดร้อนๆ เสิร์ฟพร้อมซอสเคี่ยวจากมะม่วงพันธุ์มหาชนก รสเปรี้ยวอมหวานผสานรสเผ็ดนิดๆ พอซู่ซ่า     ต่อด้วยพล่ากุ้งย่างโทมิเมลอน กุ้งสดย่างพอสุกคลุกเคล้ากับซอสยำรสจัดจ้าน ตามด้วยสมุนไพรไทยหลากชนิดเพิ่มสีสันและกลิ่นรส ยกให้เป็นเมนูเพื่อสุขภาพจานหนึ่งเลยทีเดียว     ข้าวแซลมอนย่างซีอิ๊ว แซลมอนชิ้นโตปรุงรสกลมกล่อมจากซอสปรุงรสสูตรลับของร้านวางมาบนข้าวกล้องนุ่มๆ หอมๆ รายล้อมด้วยผักย่างหลากชนิด เป็นเมนูอุดมคุณค่าทางโภชนาการที่ใครได้ลองก็ติดใจ     หมูย่างสับปะรด หมูส่วนสันคอหมักซอสสูตรลับย่างไฟแรงปานกลางจนสุกทั่วถึง ราดด้วยซอสสับปะรดรสเปรี้ยวอมหวาน มีเนื้อสับปะรดและมะเขือเทศที่เคี่ยวจนเปื่อยนุ่มใส่มาให้เคี้ยวเล่นเพิ่มความสดชื่น     ส่วนเครื่องดื่มแนะนำมันมุราซากิลาเต้ สัมผัสความเข้มข้นเนื้อเนียนละเอียดของมันมุราซากิปั่นที่ทางร้านใส่มาให้เยอะมาก ไม่เพียงเท่านั้นเพราะยังเพิ่มความฟินแบบยกกำลังด้วยเนื้อสัมผัสหนึบหนับของชิ้นมันมุราซากิที่ใส่มาให้เคี้ยวกินด้วย ส่วนรสชาติได้ความหวานแบบพอเหมาะพอดี ลืมเรื่องอ้วนไปได้เลย     ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มโดนๆ อีกสักแก้วโทมิเมลอนครีมชีส รสชาติหวานอมเปรี้ยว เหมาะกับคนรักสุขภาพที่ยังแอบมีใจให้ครีมชีสอยู่นิดๆ ได้กินแบบไม่รู้สึกผิดมากนัก (ฮา)  

ร้านชวนนั่งในบรรยากาศยุค 70-90 ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองของดนตรีและแฟชั่น แม้ภาพรวมของ Retro Bar & Café จะดูโมเดิร์นในโทนสีดำแต่ก็อบอวลด้วยกลิ่นอายของวันวานแทรกตัวอยู่ในทุกอณู อย่างมุมโซฟาตัวใหญ่สไตล์คลาสสิกสีแดงเพลิงที่ชวนให้นั่งเอนกายสบายๆ รวมไปถึงเทปเพลงและซีดีเก่าที่เรียงรายบนผนังดึงดูดสายตาทุกคู่ให้ร่วมค้นหาอดีตศิลปินในดวงใจที่มีทั้งไทยและต่างชาติซึ่งหลายคนยังโด่งดังและมีผลงานให้เราได้ชื่นชมมาจนถึงปัจจุบัน       ด้านอาหารเน้นจานเด็ดสไตล์อเมริกัน เสิร์ฟจานใหญ่ให้แบ่งกันกินได้หลายคน เริ่มอร่อยกันตั้งแต่มื้อเช้ากับเมนูมัฟฟิน วัฟเฟิล แพนเค้ก โทสต์ ต่อด้วยมื้อกลางวันหนักท้องอย่างพาสต้า สลัด เบอร์เกอร์ ซุป แซนด์วิช ปิดท้ายด้วยของหวานขายดีอย่างไอศกรีมซันเดย์ เป็นต้น ไฮไลท์ของร้านยังอยู่ที่เครื่องดื่มนานาชนิดซึ่งพร้อมสำหรับทุกการสังสรรค์ได้อย่างเพลิดเพลินตลอดทั้งวัน       เมนูเด็ดซี่โครงหมูบาร์บีคิว คัดเฉพาะซี่โครงหมูขนาด 400 กรัมหมักกับซินนามอนนาน 2 วัน ต่อด้วยซูวีอีก 30 นาทีเพื่อให้ได้ซี่โครงหมูเนื้อนุ่มที่พร้อมสำหรับราดซอสบาร์บีคิวเข้มข้นจากส่วนผสมของสับปะรด ต้นหอมฝรั่ง ขิง หอมหัวใหญ่ และมะเขือเทศ     จานต่อมาคือการหยิบวัตถุดิบจากฝั่งตะวันตกมาจับคู่กับวัตถุดิบท้องถิ่นของไทยได้แบบจัดจ้านถึงใจในเมนูแซลมอนพลัดถิ่น เลือกแซลมอนสดจากนอร์เวย์มาทอดจนเป็นสีเหลืองทอง คลุกเคล้ากับเครื่องยำแบบไทยใส่น้ำพริกเผา ผักหลากชนิด โรยปลากรอบและถั่วหิมพานต์เพิ่มความกรุบกรอบเค็มมัน เสิร์ฟเก๋ๆ ในกระทงทองทำจากแป้งโรตี     สดชื่นกันต่อเนื่องกับสลัดค็อบบ์ไก่ย่าง เนื้ออกไก่หมักกับน้ำมันมะกอกและมัสตาร์ดนาน 1 วันเพื่อให้ซึมเข้าเนื้อหนังก่อนนำมาซูวีอีก 10 นาที เสริมรสชาติด้วยเบคอนทอด อะโวคาโด มะเขือเทศ หัวหอม และเฟตาชีสที่ช่วยเสริมรสชาติความอร่อยให้กับสลัดจานนี้ได้อีกเท่าตัว     สำหรับเครื่องดื่มแนะนำ พิงค์ลาเต้ เข้มข้นหวานมันด้วยส่วนผสมของเอสเปรสโซ 2 ช็อตสุดเข้ม ด้านล่างรองด้วยน้ำแดงกลิ่นสละหอมๆ พร้อมนมข้น ปลุกความสดชื่นและกระปรี้กระเปร่าได้ทั้งวัน     หรือจะลองจิบ มิลค์เชค เครื่องดื่มสุดเฟี้ยวฟ้าวของหนุ่มสาวแห่งยุค 80 จากส่วนผสมของไอศกรีมวานิลลาปั่นกับนมและไซรัป โปะด้วยวิปครีมลูกโต เข้มข้นหอมมัน อยากรู้ว่าคูลแค่ไหนต้องลอง!  

เปลี่ยนมุมชิลเอาท์เดิมๆ มาเพลิดเพลินในบรรยากาศสไตล์ไอริชขนานแท้กันบ้าง ทางร้านนำเสนออาหารจานโตตามแบบฉบับไอริชที่มีให้เลือกสั่งมากถึง 60 เมนู ภายในร้านราวกับยกผับไอริชจากเมืองดับลิน ประเทศไอร์แลนด์มาตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ ทั้งยังมีพื้นที่กว้างขวางให้เลือกนั่งได้อย่างเป็นส่วนตัวทั้งโซนเอาท์ดอร์และอินดอร์ โดยเฉพาะมุมบาร์ด้านในได้อารมณ์เหมือนนั่งอยู่ในหนังฝรั่งสักเรื่อง         เมนูแรกตื่นตาตื่นใจไปกับขาแกะตุ๋น เลือกใช้ขาแกะส่วนหน้าแข้งจากนิวซีแลนด์ตุ๋นกับซอสเกรวีเข้มข้นด้วยเครื่องเทศหลากชนิดนานถึง 5 ชั่วโมง เสริมกลิ่นหอมด้วยใบไทม์และโรสแมรี่ เสิร์ฟพร้อมมันบดทำสดใหม่ทุกวัน กินแกล้มแครอทและบล็อกโคลีเพิ่มความสดชื่น     ซุปข้นกุ้งมังกร เนื้อกุ้งมังกรผสมกับเนื้อกั้งนำไปอบจนสุกหอมก่อนตุ๋นรวมกับเครื่องเทศ เหยาะบรั่นดีนิดหน่อยเพื่อชูรสชาติหอมหวานกลมกล่อมยิ่งขึ้น ใช้เวลาตุ๋นนาน 3 ชั่วโมงจนละลายเป็นเนื้อเดียวก็พร้อมเสิร์ฟคู่ขนมปังกระเทียมกรอบนอกนุ่มใน     เสต๊กเนื้อทีโบนพรีเมียม รักแรกพบต้องยกให้เสต๊กเนื้อทีโบนชิ้นโตนำเข้าจากออสเตรเลียชิ้นนี้ เชฟใช้ไฟแรงปานกลางย่างจนสุกระดับมีเดียม ราดน้ำเกรวีฉ่ำๆ จากส่วนผสมของน้ำสต๊อกเนื้อ ไวน์แดง พริกไทยดำ และเครื่องเทศตะวันตกหลายชนิด เสิร์ฟพร้อมบล็อกโคลี แครอท และเห็ดแชมปิญองช่วยตัดเลี่ยน สำหรับเมนูปิดท้ายแนะนำ เม็กซิกันชิลลี่ชีสเบอร์เกอร์ เบอร์เกอร์ชิ้นใหญ่สไตล์ไอริช นำขนมปังโรยงาขาวมาอบร้อนๆ แทรกด้วยเนื้อวัวบด ซอสเนื้อ มอนเทอเรย์แจ็คชีส และพริกยักษ์     รสชาติต้นตำรับผสานบรรยากาศโดยรอบ เหมือนนั่งกินอยู่เมืองนอกยังไงยังงั้น

เรียกว่าเป็นหนึ่งในร้านดังยอดนิยมจากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่เมื่อเปิดสาขาแรกในไทยก็ฮอตฮิตไม่แพ้กัน สำหรับ “Burger & Lobster” ร้านอาหารสไตล์บิสโทรที่มีเอกลักษณ์อยู่ที่การเสิร์ฟเมนูเด่นเพียงสองอย่าง นั่นคือ “เบอร์เกอร์” และ “ลอบสเตอร์” ที่อร่อยเด็ดขาดไม่เหมือนใคร           ก่อนจะไปอิ่มเต็มๆ กับจานหลัก แนะนำให้เริ่มต้นกับเมนูกินเล่นอย่าง Lobster Croquettes โครเกตต์เนื้อลอบสเตอร์ผัดกับเนยคุณภาพดี ชีสมอสซาเรลลา และซอสลอบสเตอร์บีคส์ทอดกรอบนอกนุ่มใน กินคู่ซอสสไปซีรสเผ็ดนิดๆ     ส่วนคนรักขนมปังต้องลอง Original Beef burger ขนมปังบันหนานุ่มที่เข้ากับเนื้อเนบราสกาจากสหรัฐอเมริกา เบคอน มะเขือเทศ และแตงกวาดองโฮมเมด เสิร์ฟพร้อมสลัดผักบัลซามิกและมันฝรั่งทอด และ Original Roll ขนมปังบริยอชสอดไส้เนื้อลอบสเตอร์ทั้งตัวผัดเนยกระเทียมและซอสมายองเนสเลมอนแสนกลมกล่อม       สำหรับเมนูห้ามพลาดต้องเป็น B&L Thermidor แคนาเดียนลอบสเตอร์ตัวโตผัดเนย เพิ่มความอร่อยด้วยชีส กินคู่กับซอสเทอมิดอร์สูตรเด็ดและขนมปังกระเทียมกรอบนุ่มชุ่มเนย ปิดท้ายด้วยของหวานอย่าง Chocolicious เค้กดาร์กช็อกโกแลตเข้มข้นเนื้อแน่น ท็อปด้วยไอศกรีมวานิลลา ราดซอสช็อกโกแลต พร้อมโรยเฮเซลนัตเคลือบคาราเมลที่อร่อยแบบหยุดไม่อยู่เลยทีเดียว    

เมื่อเราเอ่ยถึงร้าน ARKART Bistro & Bar หลายคนอาจคุ้นหูกันเป็นอย่างดี โดยคุณเก๋ ญาณี เจ้าของเดียวกันนำประสบการณ์ที่มีมาเนรมิตบ้านหลังเก่าอายุร่วม 80 ปีในซอยสาทรให้กลายเป็นร้านอาหารสไตล์แคชชวลไดนิงร่วมสมัย แฝงความโฮมมีคลาสสิคทั่วบริเวณร้านสร้างความรู้สึกอบอุ่นและโรแมนติกให้เราตลอดมื้ออาหารทีเดียว     The Yard Restaurant เสิร์ฟอาหารแบบ East & West หลากหลายเมนูเพื่อให้เหมาะกับมื้อกลางวันตามแบบฉบับชาวออฟฟิศ หรือมานั่งดินเนอร์พร้อมดริ้งค์กันยาวๆ ตอนกลางคืนก็ชวนประทับใจไม่แตกต่างกัน     มาถึงแล้วเราอยากให้สั่งจานเรียกน้ำย่อยกันก่อน เริ่มด้วยเมนูสีสวยอย่าง ยำดอกไม้ทอดกรอบ สีสันโดดเด่นจากดอกอัญชัญและดอกเฟื่องฟ้าชุปแป้งทอดกรุบกรอบ ไม่อมน้ำมัน เสิร์ฟพร้อมน้ำยำส้มโอรสแซ่บกินแล้วสดชื่น ต่อด้วย Yard’s Crumbly Duck เรียกอีกชื่อว่า “เป็ดซุย” เนื้อเป็ดย่างนุ่มแน่น ห่อด้วยแป้งเครปนุ่มๆ ใส่แตงกวาตามด้วยต้นหอม แล้วราดน้ำจิ้มหวานเพิ่มความอร่อย     ส่วนเมนูทางฟากยุโรปต้องลอง Homemade Pasta Sausage with Truffle Sauce พาสต้าเส้นสดสีเขียวจากผักโขมเคี้ยวหนุบหนับ เข้ากันกับซอสทรัฟเฟิลหอมๆ และไส้กรอกอิตาเลียน แต่ถ้าใครเป็นสาวกคนรักทรัฟเฟิลแบบจริงจังห้ามพลาดเมนู Truffle Risotto ที่นอกจากข้าวรีซอตโต้นำไปผัดกับซอสทรัฟเฟิลรสครีมมีกลิ่นหอมฟุ้งแล้ว ยังใส่ทรัฟเฟิลสดเพิ่มระดับความฟินขึ้นอีกขั้นด้วย       จากนั้นเราแนะนำให้สั่ง เกล็ดหิมะบัวลอยเผือกไข่เค็ม ของหวานขึ้นชื่อของทางร้าน ไฮไลต์ของเมนูนี้อยู่ที่เกล็ดน้ำแข็งนุ่มเนียนละมุนลิ้น ผสมน้ำกะทิและเนื้อเผือกซุยมัน เข้ากันได้ดีกับบัวลอยเผือกแป้งนุ่มและน้ำกะทิที่เพิ่มความนวลนัวด้วยไข่เค็มแดงแล้วยีเนื้อเผือกซ้ำลงไปอีกที (จัดหนักจัดเต็ม)     ส่วน Strawberry Sparkling ก็ลงตัวกับการปิดท้ายมื้ออาหาร เพราะดื่มแล้วสดชื่นได้กลิ่นหอมๆ และรสเปรี้ยวอมหวานจากเนื้อสตรอว์เบอร์รีสดปั่นใส่โซดาซาบซ่า เรียกวาครบทั้งหน้าตาและความอร่อย  

ใครหลายคนอาจมองอาหารเป็นเพียงสิ่งเติมเต็มความอยากและดับความหิวในแต่ละวัน แต่สำหรับ “เชฟส้ม – จุฑามาศ เทียนแท้” แห่ง “Karmakamet Conveyance” อาหาร 1 จาน เป็นมากกว่านั้น และเมื่อได้ลองชิม เราขอนิยามทุกเมนูของเธอว่า อาหารไร้สัญชาติที่ดึงความทรงจำของคนกินออกมาได้อย่างชัดเจน     โดยเชฟคนเก่งบอกว่า ทุกคนสามารถตีความอาหารแต่ละจานได้อย่างอิสรเสรี โดย 7 คอร์สเมนูลำดับแรกนี้มาจากความทรงจำที่สวยงามในทุกช่วงชีวิตของเธอถ่ายทอดผ่านการปรุงที่ผสมผสานทุกวัฒนธรรมอาหาร ซึ่งทำให้รู้สึกเหมือนกำลังลิ้มรสศิลปะที่มีรสชาติแปลกใหม่และอร่อยไปพร้อมกัน       ไม่ว่าจะเป็น “ทีเซอร์” กินเล่นเบาๆ อย่าง Emotional Seascape เจลลีน้ำมะพร้าวท็อปด้วยปลาเค็ม มูสกะทิ และไข่ปลาสลิดทอด ต่อด้วยจานเรียกน้ำย่อย อาทิ Bangkok Street No.1 หอยนางรมสดมาพร้อมแป้งทอดโรยถั่วงอก และเส้นพาสต้าพิชิโฮมเมดผัดกับผักดอง ถั่ว เต้าหู้ และถั่วงอกที่สื่อถึงผัดไทยและหอยทอดที่เราคุ้นเคย Philippines ขนมปังสอดไส้หมูตุ๋นสูตรเด็ด และ Hong Kong ลิ้นวัวตุ๋นกินกับเส้นใหญ่ แพนเค้กกุ้งทอด และลูกชิ้นเนื้อวัว ก่อนไปอิ่มเต็มที่กับ Emotional Landscape – Petchburi ข้าวราดแกงใบมะขามอ่อนกับปลาเค็มทอด เสิร์ฟพร้อมขนมจีนน้ำพริกและทอดมันตำรับเพชรบุรี และ Southern Thailand Coast เนื้อปูหอมกะทิและเครื่องเทศ เสิร์ฟพร้อมข้าวโพดทอด ข้าวหมกนาสิบริยานี จำปาดะทอด และชัตนีย์ผักชี               แล้วปิดท้ายด้วย Darjeeling Afternoon Tea เซตขนมที่มีไฮไลต์เป็นกุหลาบจามุนที่ไม่หวานเกินไป และ Raj Kula ขนมอินเดียที่มาในรูปแบบชีสเค้กหอมละมุน  

ต้องยอมรับว่าร้านอาหารเยอรมันในบ้านเรามีไม่มากนัก หนึ่งในนั้นคือร้านเก่าแก่กว่า 30 ปีอย่าง Bei Otto และเมื่อหัวหน้าเชฟชาวเยอรมันอย่าง Alexander Von Wnuk-Lipinski ย้ายออกจากร้านเดิมมาเปิดกิจการเอง เราก็ไม่พลาดที่จะตามมาชิม       Alexander’s German Eatery ร้านอาหารเยอรมันร้านใหม่ในซอยเอกมัย เมื่อเข้ามาจะพบกับลานเบียร์มีม้านั่งยาวบรรยากาศสนุกสนานเหมือนกับเทศกาล Oktoberfest ไม่มีผิด ใครอยากหลบอากาศร้อนให้เข้ามาด้านในจะพบกับบาร์เบียร์สด พร้อมกับตู้ชีสเรียงรายดูน่ากิน ส่วนชั้น 2 เป็นที่นั่งสบายๆ บรรยากาศดีหน้าเตาผิงเหมือนบ้านที่ประเทศเยอรมนี       เชฟอเล็กซ์รับประกันว่าที่นี่เสิร์ฟอาหารสไตล์เยอรมันสูตรดั้งเดิม พร้อมแนะนำว่าห้ามพลาด Crispy Pork Knuckle ขาหมูเยอรมันที่ใช้วิธีอบไม่ใช่ทอดน้ำมันท่วมแบบที่บ้านเรานิยม รับรองได้ว่าหนังหมูกรอบ เนื้อในนุ่ม ไม่มันเลี่ยน เสิร์ฟกับมันฝรั่งบดนุ่มๆ ราดเกรวีดาร์กเบียร์ กินกับกะหล่ำปลีดองแล้วเข้ากัน     อีกจานที่ห้ามพลาดคือ Nuremberg Sausage ไส้กรอกนูเรมเบิร์กเนื้อสีขาวเนียน หอมกลิ่นเครื่องเทศที่เชฟนำเข้ามาจากแคว้นบาวาเรีย ราดซอสจูสที่ทำจากดาร์กเบียร์รสเข้มข้น     อาหารของที่นี่เหมาะกินคู่กับเบียร์มาก ลองสั่ง Roasted Duck on Braised Red Cabbage เป็ดย่างเนื้อนุ่มกลิ่นหอม เสิร์ฟพร้อมกะหล่ำปลีสีม่วงตุ๋นรสหวานเข้ากันได้ดีกับเนื้อเป็ด เต็มอิ่มด้วยดัมปลิงก้อนกลมที่ทำจากเพรทเซล     ส่วนเมนูใหม่ที่เชฟอยากให้ลองคือ Roasted Pork Belly หมูสามชั้นอบเนื้อนุ่มฉ่ำ หนังบางและกรอบ กินกับกะหล่ำดาวผัดเบคอน และ Grilled Giant River Prawn กุ้งแม่น้ำย่างไซส์ใหญ่ตัวละครึ่งกิโลกรัม เชฟย่างกับเนยกระเทียมแบบสุกพอดี เนื้อเด้งหวาน มาพร้อมน้ำจิ้มทั้งสไตล์ไทยและฝรั่งให้เลือกตามใจชอบ หากอยากสั่งของหวานต้องลอง Hand-drawn Apple Strudel แอปเปิ้ลสตรูเดิลอุ่นๆ กับไอศกรีมวนิลาเย็นๆ เข้ากัน           อย่าลืมสั่งเบียร์สดสัญชาติเยอรมันรสนุ่มมาดื่มคู่ และต้องชนแก้วแล้วร้องเสียงดังว่า Prost!  

เชื่อว่าคนรักเหล้าบ๊วยหรืออูเมะชู (Umeshu) คงต้องเคยได้ยินชื่อของ PrumPlum Umeshu Bar บาร์ไซส์มินิที่เพิ่งฉลองครบรอบสองขวบปีไปหมาดๆ กันอย่างแน่นอน และถึงแม้จะมีขนาดพื้นที่ไม่มาก แต่คุณภาพกลับคับแก้วด้วยเครื่องดื่มที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน โดยเฉพาะเหล้าบ๊วยที่มีให้เลือกชิมกว่า 100 ชนิด ร่วมด้วยเหล้าผลไม้ที่หมุนเวียนมาให้ลองกัน ตั้งแต่เหล้าส้มยูซุรสเปรี้ยวหอมไปจนถึงเหล้าพีชรสนุ่ม       นอกจากความพิเศษของเครื่องดื่มที่มีให้เลือกอย่างหลากหลายแล้ว ความรู้ก่อนจิบก็ไม่ได้ขาด เพราะเราสามารถพูดคุยปรึกษาตามหารสชาติ (และเหล้า) ที่ชอบกันได้ แต่สำหรับนักดื่มมือใหม่อาจจะสั่งเป็นเซ็ตเพื่อทดลองกันก่อน อย่างครั้งนี้เราได้ลอง Nakano Set เซ็ตเหล้าบ๊วย 3 สี 3 รสที่เกิดจากการเพิ่มส่วนผสมลงไประหว่างการทำเหล้าบ๊วย ได้แก่ สีเหลืองทองที่ได้จากน้ำผึ้งเด่นที่รสหวานหอมนุ่ม สีแดงได้จากใบชิโสะแดงให้รสหวานกลมกล่อม และสีเขียวจากชาเขียวที่ให้กลิ่นหอมและรสเฝื่อนๆ ปิดท้าย       หลังจากลองเหล้าบ๊วยกันแล้วก็อย่าลืมสั่งอาหารจานเล็กราคาน่ารักมากินแกล้ม ไม่ว่าจะเป็น Tako Wasabi (100 บาท) ปลาหมึกดองวาซาบิเคี้ยวหนึบรสเปรี้ยวเผ็ดจมูก Tataki Kyuuri (80 บาท) สลัดแตงกวาในน้ำมันงาและมิโสะ Edamame (60 บาท) ถั่วแระญี่ปุ่นเคี้ยวเพลิน     แต่ถ้าอิ่มแบบหนักๆ ก็อาจจะเริ่มด้วย Tori Kara-age (120 บาท) ไก่ทอดคาระเกะชิ้นพอดีคำเคี้ยวกรุบกรอบ เติมความจี๊ดจ๊าดด้วยมะนาว ก่อนจะจิ้มกับทาร์ทาร์ซอส ตามด้วย PrumPlum Skewer Set (180 บาท) ที่รวมของเสียบไม้ย่างสุดอร่อยแบบไม่ต้องเลือกให้เสียเวลา เพราะมาทั้งไก่ย่างมิโสะเนื้อนุ่ม ไก่ย่างเทอริยากิหอมกรุ่น หมูสามชั้นย่างเกลือเค็มๆ มันๆ เห็ดชิตาเกะย่าง และกระเจี๊ยบย่าง       แล้วอย่าลืมสั่ง Yakisoba Bacon (160 บาท) ยากิโซบะผัดกับเบคอนเด่นที่ความหอมของกระทะติดจมูก และเมนูล่าสุดอย่าง Oden ลูกชิ้นรวมเสิร์ฟร้อนๆ ในชามใบเล็กปิดฝา แล้วพลางจิบ House Blend Umeshu เหล้าบ๊วยสูตรพิเศษของทางร้านที่เพียงได้ลองก็ปิดมื้อนี้อย่างมีความสุขแล้ว