“ร้านของเราใช้เนื้อไทยจากสกลนครและมุกดาหาร” เชฟชินกร ทุมทอง บอกกับเรา ด้วยประสบการณ์การเป็นบุชเชอร์มานานกว่า 12 ปี ทำให้เขาได้ลิ้มลองเนื้อวัวมาแล้วทุกส่วน และเนื้อทุก ๆ ชิ้นในร้าน SAHA Steak and Butcher (สหสเต๊กแอนด์บุชเชอร์) ก็ล้วนผ่านการคัดสรรมาอย่างดีด้วยมือของเขาเอง จึงมั่นใจได้เลยว่าเนื้อไทยของร้านสเต๊กในซอยลาดพร้าว 101 แห่งนี้จะนุ่มละมุนลิ้นอย่างแน่นอน       ในตู้โชว์ด้านหน้าร้านมีเนื้อหลากหลายแบบอวดโฉมให้เลือกตามความชอบ ทั้งหมดเป็นเนื้อที่ทางร้านได้นำไป Dry Aged หรือบ่มเนื้อ เป็นเวลาอย่างต่ำ 30 วัน เพื่อให้เนื้อนุ่มขึ้นและมีรสชาติเข้มข้นขึ้น สเต๊กทุกชิ้นที่เสิร์ฟบนโต๊ะจะย่างด้วยเตาถ่าน เพราะเป็นกรรมวิธีที่ดึงรสชาติของเนื้อได้ดีกว่าแถมยังได้กลิ่นหอมอย่างมีเอกลักษณ์ ที่สำคัญนั้นต้องใช้ฝีมือพอสมควรถึงจะได้เนื้อสุกกำลังดีและมีกลิ่นหอม เพราะเตาถ่านควบคุมความร้อนได้ยากกว่าเตาแก๊ส       สเต๊กโทมาฮอว์ค เป็นเนื้อริบอายติดกระดูก เสิร์ฟมาบนถาดไม้ขนาดใหญ่พร้อมน้ำจิ้มแจ่วสไตล์อีสานและผักแนมที่ประกอบไปด้วย ผักกรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค โหระพา ผักชีฝรั่ง พริก และกระเทียมย่าง ความพิเศษอยู่ที่กลิ่นหอม ๆ ซึ่งเกิดจากการ Dry Aged อีกชิ้นหนึ่งคือเนื้อส่วนที่เรียกว่า เซอร์ลอยน์ หรือเนื้อสันนอกที่ติดมันทั้งชิ้น พอย่างแล้วก็จะได้ความฉ่ำที่เป็นเอกลักษณ์ สเต๊กทั้งสองชิ้นนี้ไม่จำเป็นต้องราดซอสหรือเกรวี่ใด ๆ แค่โรยเกลือกับพริกไทยนิดหน่อยเพื่อให้ได้รสชาติของเนื้ออย่างเต็มที่โดยไม่รสชาติอื่น ๆ มารบกวน       ถ้าอยากตัดรสชาติฉ่ำ ๆ ไขมันแทรกในเนื้อ ลองกินคู่กับ  Avocado Salad สลัดผัดสด ๆ หวานกรอบ มาพร้อมอะโวคาโดหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ราดด้วยน้ำสลัดสไตล์ญี่ปุ่น ให้รสชาติหวานหอม ไม่เลี่ยน หรือจะลองเป็น มันบดอบชีส ก็เข้ากันได้ดีไม่แพ้กัน       นอกจากจะโดดเด่นเรื่องเนื้อวัวแล้ว ที่ร้านยังมีเมนูจากเนื้อหมูด้วยเช่นกัน อย่างเช่น ไส้กรอกโฮมเมด มีสองรสชาติคือ Fire Red รสเผ็ด และแบบ Classic รสต้นตำรับ ซึ่งมีจำนวนจำกัดต่อวัน เวลาเสิร์ฟจะราดด้วยซอสพริกไทยดำผัดกับหัวหอม รสชาติกลมกล่อม ได้ความหวานจากหัวหอมเข้ากับเนื้อแน่น ๆ ของไส้กรอกได้เป็นอย่างดี     มาแล้วจะรู้เลยว่าเนื้อไทยก็มีดีไม่แพ้เนื้อนำเข้าเลยล่ะ!

ใครชอบกินเนื้อไม่ว่าร้านเนื้อเด็ดๆ จะอยู่ที่ไหนจะต้องตามไปเช็คอินแน่นอน หากพูดถึงร้านสเต็กเฮ้าส์ในโรงแรม แน่นอนว่าต้องมีชื่อ “New york Steakhouse” ของโรงแรมเจดับบลิวแมริออท กรุงเทพ รวมอยู่ด้วย     กว่า 16 ปีที่เปิดให้บริการ ร้านนี้ยังคงครองใจคนที่ชื่นชอบสเต็กอยู่เสมอ เพราะที่นี่ขึ้นชื่อการเสิร์ฟเมนูสไตล์คลาสสิค เนื้อสเต็กชิ้นใหญ่ๆ ซอสรสชาติที่คุ้นลิ้น และการบริการที่ไม่เป็นรองใคร ทำให้มีลูกค้าทั้งครอบครัว กลุ่มเพื่อนและนักธุรกิจเป็นลูกค้าขาประจำ     ภายในร้านบรรยากาศสุดคลาสสิค ผ้าปูโต๊ะสีขาวสะอาด เก้าอี้หนังตัวใหญ่นั่งสบาย พร้อมการตกแต่งภาพของเมืองนิวยอร์คแขวนอยู่เต็มไปหมด G&C ไปเยือนที่นี่เมื่อนานมาแล้วยังคงจดจำเนื้อสเต็กชิ้นหนาที่ย่างมาสุกแบบกำลังดีได้แบบติดลิ้น ครั้งนี้เราของลองชิมเมนูไฮไลท์ที่เรียกยอดไลค์ของที่นี่ คือ Spice Rubbed Wagyu Tomahawk ออสเตรเลียวากิวโทมาฮอว์คเนื้อติดซี่โครงชิ้นโตหนักกว่า 1.5 กิโลกรัม ย่างสุกแบบปานกลางและมาหั่นเสิร์ฟที่โต๊ะ เนื้อมีกลิ่นหอม นุ่ม เคี้ยวเพลิน เหมาะสำหรับคนที่ชอบเนื้อย่างหอมๆ เต็มปากเต็มคำ แชร์กันหลายคนได้อร่อย       ใครชอบสเต็กจากอเมริกาอย่าง U.S. Prime Beef ที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ก็มีให้เลือกสั่งหรือจะลองเมนูคลาสสิคอื่นๆ อย่าง Escargots อบเนยกระเทียม Snow Fish Black Pepper Crusted ปลาหิมะอบเนื้อนุ่มหวาน French Onion Soup ซุปหอมหัวใหญ่         และสุดท้ายก่อนกลับบ้านต้องสั่ง The Chocolate Dream เค้กช็อคโกแลตลาวาอุ่นๆ นุ่มๆ กับเบอร์รีคอมโพตไวน์แดงรสเปรี้ยวหวาน ท๊อปด้วยไอศกรีมวนิลาเย็นๆ แสนจะเข้ากัน     จบมื้อแล้วเก็บไปฝันหวานต่อได้

คนรักเนื้อบอกต่อด่วน หลังจากคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงเนื้อมายาวนาน ตอนนี้ Harrison Butcher ขยับขยายจากการเป็นบุชเชอร์ที่ส่งต่อเนื้อดีๆ ไปตามร้านอาหารหลายแห่ง สู่การเปิดร้านสเต๊กเฮาส์อย่างเต็มรูปแบบในซอยเพชรบุรี 47 ใกล้โรงพยาบาลกรุงเทพ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว       สิ่งสะดุดตาแรกของที่ร้านนี้คือ Dried-age room ห้องกระจกใสหน้าร้านที่มองเห็นได้แต่ไกล มีเนื้อดรายเอจส่วนต่างๆ แขวนโชว์เหมือนกับโชว์รูมเนื้อขนาดใหญ่ พร้อมบุชเชอร์มือดีที่ประจำการ คอยให้คำแนะนำเรื่องการเลือกเนื้อได้อย่างชำนิชำนาญ ภายในร้านตกแต่งเรียบง่ายให้อารมณ์โฮมมี่ มีครัวเปิดให้เราได้ดูเชฟย่างเนื้อกันเพลินๆ ระหว่างรอจานโปรด     ความน่าสนใจของ Harrison Butcher คือการส่งเสริมโคขุน สายพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ สายพันธุ์ฝรั่งเศสที่ขุนในไทย ซึ่งรสชาติดีไม่แพ้เนื้อนอก ส่งตรงจากกลุ่มเกษตรกรจากฟาร์มจังหวัดสกลนครและมุกดาหาร จุดเด่นอยู่ที่เนื้อเยอะ ตัวใหญ่ กลิ่นเนื้อไม่แรง ที่สำคัญเลี้ยงอย่างปลอดภัย ไม่ใช้สารเร่งเนื้อแดง     มาถึงที่นี่ต้องลองเมนูซิกเนเจอร์  Harrison Selected ที่ทางร้านคัดเนื้อส่วนที่ดีที่สุดประจำวันมาทำเป็นสเต๊กเสิร์ฟ 3 ชิ้น เราได้ชิม Strip loin Short rib และ Sirloin พร้อมซอสเกรวี่ ซึ่งบอกเลยว่าไม่ผิดหวัง กลิ่นเนื้อดี เนื้อนุ่ม และรสชัดตามแบบฉบับเนื้อดรายเอจ โรยเกลือเพียงเล็กน้อยก็อร่อยแล้ว กินคู่จานเคียงอย่างมันบด ขนมปังกระเทียม กระเทียมย่าง หรือสลัดผลไม้ราดซอสส้มตำแซ่บๆ       ต่อด้วย Harrison Sausage ไส้กรอกเนื้อสูตรพิเศษที่ทั้งเนื้อแน่นและกรอบ มี 3 รสชาติด้วยกัน คือรสดั้งเดิม รสรมควัน และรสพริกสด และอีกจานห้ามพลาด Mala Spicy Beef เนื้อย่างหอมๆ เพิ่มความเผ็ดชาและรสเค็มเล็กๆ ด้วยหม่าล่า เสิร์ฟคู่ข้าวเหนียวร้อนๆ และน้ำจิ้มแจ่ว นอกจากนี้ยังมีจานไก่และปลาเป็นตัวเลือกอีกหลายจาน       รับรองว่าอร่อยได้แบบกระเป๋าไม่ฉีก

ห้องอาหารไพร์ม คือหนึ่งในสเต็กเฮ้าส์เลื่องชื่ออันดับต้นๆ ของกรุงเทพที่มีทเลิฟเวอร์ตัวจริงต้องไม่พลาด เพราะสร้างความอิ่มฟินทั้งรสชาติอาหารและได้ซึมซับความงามของแสงไฟระยิบระยับสะท้อนระลอกคลื่นริมเจ้าพระยายามค่ำคืน  การได้กลับมาเยือนในวันที่เชฟไซฟูล กาซิม (Shaiful Kassim) มาประจำการในตำแหน่ง Executive Chef และสร้างสรรค์อาหารจานใหม่ให้มีความชิคและหรูหรายิ่งขึ้น โดยเน้นการใช้วัตถุดิบพื้นถิ่นเป็นส่วนประกอบจึงมีความน่าสนใจไม่ใช่น้อย         จานแนะนำที่เชฟภูมิใจเสนอเป็น Salmon Special เชฟเลือกใช้ Balik Salmon จากรัสเซียซึ่งเป็นแซลมอนคุณภาพดี มีไขมันน้อย เติมองค์ประกอบในจานอีกนิดหน่อยด้วยซาวครีม เจลลี่ส้ม ซึ่งปรุงจากน้ำส้มสดของบ้านเรา ทอปด้วยคาร์เวียร์ และขนมปังอบกรอบแผ่นบางที่เสิร์ฟมาในจาน เวลากินต้องตักให้ครบทุกองค์ประกอบในหนึ่งคำ จะได้ความกลมกล่อมที่ลงตัว     เนื้อดรายเอจกำลังเป็นพระเอกของห้องไพร์มที่เชฟภูมิใจนำเสนอมาก Dry Aged Ranger Valley Wagyu Striploin จานนี้ใช้เนื้อวากิวจากออสเตรเลียการันตีคุณภาพด้วย Ranger Valley หนึ่งในผู้ผลิตเนื้อวากิวระดับพรีเมียม เสิร์ฟมาในระดับความสุก Medium Rare พร้อมผักเคียงตามฤดูกาลที่ช่วยสร้างสมดุลรสชาติกับเนื้อวากิว อาทิ หน่อไม้ฝรั่ง เยรูซาเล็มอาติโช๊กพูเร เห็ดมอเรล และซอสไวน์แดง ขอบอกว่าเป็นวากิวดรายเอจที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง     USDA Prime Angus Steak Tartar จานนี้เป็นซิกเนเจอร์ดั้งเดิมที่ได้รับความนิยมมาก พนักงานจะปรุงทาร์ทาร์ที่โต๊ะลูกค้า และสามารถสั่งเพิ่มรสชาติได้ตามต้องการ ความอร่อยอยู่ที่ใช้เนื้อเทนเดอร์ลอยสับพอเป็นเต๋า คลุกเคล้ากับน้ำปรุงที่มีส่วนผสมของแตงกวาดอง เคเปอร์สับ หอมแดง หอมขาว แอนโชวี่ ดิจองมัสตาร์ด ไข่แดงดิบ น้ำมันมะกอก ปรุงรสด้วยเรดไวน์วินิก้า น้ำเลมอน ทาบาสโก้ ลีแอนด์เพอร์รีน เกลือ พริกไท ผงปาปริก้าให้เข้ากัน ตัดรสด้วยคาลวาโดสนิดหน่อย ขณะปรุงทุกอย่างรองอยู่ในโถน้ำแข็งเพื่อให้ได้ความเย็น 4-8 องศามาตรฐานอาหารชิล เสิร์ฟกับโทสต์ ทั้งอร่อยและสดชื่น     Roasted Australian Grain Fed Beef Prime Rib with Jus คนรักเนื้อพลาดไม่ได้ ทางร้านใช้เวลาอบเนื้อชิ้นใหญ่ขนาด 5 กิโลกรัมนาน 1.30-2 ชั่วโมง และหั่นขายเพียงวันละ 5 ชิ้นเท่านั้น (โปรดสั่งจองล่วงหน้า) เนื้อริบหมักด้วยโรสแมรี่ ปรุงรสเกลือ พริกไทย มัสตาร์ด ความฉ่ำนุ่มจะคงอยู่ในตัวเนื้อ อีกทั้งน้ำจากกระดูกและไขมันที่ได้จากการอบ (Roasted Jus) ยังนำไปราดบนเนื้ออีกครั้ง เพิ่มความฉ่ำหวานยิ่งขึ้น จะเลือกสั่งเป็นควีนคัท 12 ออนซ์ หรือคิงคัท 14 ออนซ์ก็ได้     เมนูปลาก็ดีไม่หยอก Brittany Wild Turbot ปลาเทอร์บอตสดเนื้อหวานชิ้นโต มาพร้อมผักเคียง อาทิ Pomme Anna ต้นหอม หัวหอม และซอสซุกินี     ใช้เวลาค่ำคืนแห่งความสุขกับอาหารเลิศรสพร้อมชมสีสันของเจ้าพระยา รับรองว่าได้อรรถรสจนต้องแวะเวียนมาอีกแน่นอน  

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งร้านอร่อยที่คนรักเนื้อควรแวะไปลอง สำหรับ “แนบเนื้อ Meat & Co.” สเต๊กเฮาส์ระดับคุณภาพใกล้มหาวิทยาลัยรังสิตที่คัดสรรเนื้อคุณภาพดีจากหลากหลายประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และไทยมาปรุงเป็นเมนูเด็ดเน้นรสชาติเข้มข้นจัดจ้านถูกปากคนไทย แต่ยังคงความอร่อยของเนื้อชั้นดีไว้อย่างครบถ้วน         โดย คุณพีท เจ้าของร้านที่ควบตำแหน่งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน นำประสบการณ์การเดินทางและความหลงใหลในอาหารมาผสานเข้าด้วยกันจนกลายเป็นจานเด็ดที่อร่อยไม่เหมือนใคร       แต่หากไม่ใช่สายเนื้อก็ไม่ต้องกังวล เพราะที่นี่มีจานเด่นให้เลือกอร่อยทั้งหมู ไก่ และซีฟู้ด โดยเฉพาะคนรักอาหารทะเลเป็นต้องถูกใจกับเมนูยอดนิยมอย่าง Lobster Soup ซุปเนื้อเนียนหอมกลมกล่อมทำจากเปลือกกุ้งลอบสเตอร์เคี่ยวกับคุกกิงครีมคุณภาพดี และ Razor Clam with Cream Sauce หอยไม้ไผ่อบกับครีมซอสไวน์ขาวสไตล์ฝรั่งเศสที่เข้ากันได้ลงตัว       ส่วนคนรักเส้นต้องลอง Spaghetti Seafood in Spicy Cream Sauce เส้นสปาเกตตีเหนียวนุ่มคลุกเคล้าครีมซอสเผ็ดเข้มข้น มาพร้อมกุ้ง ปลาหมึก และหอยแมลงภู่ตัวโต ที่ขอบอกว่าอร่อยสุดๆ     สนับสนุนผลิตภัณฑ์โดย

สายเนื้อฟังทางนี้ Journey of Meats บอกเล่าเรื่องราวของมีทเลิฟเวอร์ 2 คนคือคุณจอมพงศ์และคุณสุธีรา ในรูปแบบของสเต๊กเฮาส์และบุชเชอร์ช็อปในบ้านสีขาวหลังใหญ่กลางซอยรามคำแหง 24  ซึ่งทั้งคู่ติดใจสไตล์ร้านสเต๊กเฮาส์ในนิวยอร์กที่เสิร์ฟเนื้อชิ้นหนา กินแล้วจุใจ แถมรสชาติดี เมื่อเปิดร้านของตัวเองจึงแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งทำโซนบุชเชอร์ ให้ลูกค้าได้เลือกเนื้อที่ต้องการ (หากชอบแบบติดมันก็เลือกส่วนริปอาย ใครชอบนุ่มหน่อยก็พุ่งเป้าไปที่เทนเดอลอยด์ได้เลย) จากนั้นเลือกจานเคียงตามชอบ แล้วมานั่งรอเสต๊กจานอร่อยที่โต๊ะได้เลย         เนื้อของที่ร้านนำเข้ามาจากหลายแห่ง อาทิ US Angus, Australian Wagyu, Australian Black Angus รวมถึงของดีใกล้ตัวอย่างเนื้อไทยโคขุน ทีเด็ดคือเนื้อไทยดรายเอจที่เอจจิ้งด้วยบรั่นดีไทย กลิ่นหอมชัดและได้รสชาติที่เข้มขึ้นอีกระดับ นอกจากนี้ยังมีไส้กรอก ขาแฮมรมควัน และเบคอนแบบอาติซานซึ่งน้าชายของคุณจอมพงศ์เป็นคนทำ (ไส้กรอกหมูสดอร่อยมาก) รวมถึงซาวเคราต์และมัสตาร์ดก็ทำเองเช่นกัน       มาถึงแล้วรองท้องด้วยจานเบาๆ ก่อน Smoked Duck Salad อกเป็ดรมควันรสเค็มอ่อนๆ บนสลัดไวด์ร็อคเก็ต บัตเตอร์เฮด ลูกฟิกสด ใส่บลูชีสเพิ่มกลิ่นหอม และโรยวอลนัตกรุบกรอบ ราดด้วยน้ำสลัดบัลซามิก-ฮันนี่โฮมเมดรสเปรี้ยวหวาน กินแล้วสดชื่นมาก ต่อด้วย Cheese Burger Deluxe เสิร์ฟมาเก๋ไก๋ แยกชิ้นส่วนบนเขียงขนาดใหญ่ เมนูนี้ใช้เนื้อออสเตรเลียแบล็คแองกัส บดหยาบ ปรุงด้วยกระเทียม เกลือ พริกไทย ชีส ผักบัตเตอร์เฮด ให้เราได้ D.I.Y เบอร์เกอร์ด้วยตัวเอง         ต่อด้วยเมนูไฮไลต์ Mixed Grill จานสเต๊กรวม 4 เนื้อคือ อกไก่ พอร์คช็อป เนื้อแกะส่วนแลมป์ช็อป และเนื้อดรายเอจออสเตรเลียนแบล็คแองกัสส่วนสันใน ชิ้นหนา ย่างแล้วยังคงความชุ่มฉ่ำ ที่สำคัญคือชิ้นหนา เคี้ยวแล้วสัมผัสได้ถึงรสชาติของเนื้อได้อย่างเต็มปากเต็มคำ เสิร์ฟคู่ผักย่าง มันบด และผักโขมผัดแห้ง             ตอบโจทย์คนรักเนื้อแน่นอน

Babette’s The Steakhouse Bangkok สเต๊กเฮาส์สไตล์ชิคาโกยุค 1920 ยุค Prohibition ของสหรัฐอเมริกา ในบรรยากาศย้อนยุคนิดหน่อย แต่ก็ดูหรูหราท่ามกลางเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ     บาร์เบตปรับเปลี่ยนเมนูอาหารไปค่อนข้างมาก หลังจากได้เชฟโทเบียส สวาร์เซนดอร์เฟอร์ (Tobias Schwarzendorfer) เชฟหนุ่มชาวออสเตรียที่ผ่านประสบการณ์การทำงานกับเชฟอองตวน เวสแตร์มานน์ (Antoine Westermann) เชฟมิชลิน 3 ดาวชาวฝรั่งเศส รวมถึงการเป็นเชฟใหญ่ให้กับโรงแรมโซฟิเทล เวียนนา สเตฟานส์ดอม ทำให้เชฟโทเบียสคุ้นเคยกับอาหารหลากหลายชาติ โดยมีเทคนิคของอาหารฝรั่งเศสเป็นหลัก     เชฟโทเบียสเล่าว่าที่นี่เลือกใช้ชิ้นส่วนของเนื้อวัวมาทำสเต๊กมากถึง 12 ส่วนจากออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา เลือกตามความหลากหลายของการเลี้ยงด้วยหญ้าหรือธัญพืช รวมถึงภูมิประเทศที่เลี้ยงติดทะเลหรือติดภูเขา ซึ่งเชฟบอกว่าให้รสชาติที่แตกต่างกัน     ก่อนไปลองชิมเนื้อวัวเชฟแนะนำ Alaskan King Crab Legs เชฟนำขาปูอะลาสกาไปเฟลมเบ้กับวอดก้าและน้ำสต๊อกปลาเพื่อคงรสชาติของทะเลไว้ เสิร์ฟพร้อมสลัดสาหร่ายวากาเมะและเห็ดที่มีความเป็นเอเชียนสูง เพิ่มรสชาติด้วยเลมอนดริป เปรี้ยวๆ ครีมๆ     ส่วนเนื้อวัวเชฟบอกว่ามีหลายตัวที่น่าสนใจ เช่น Hereford จากตะวันตกเฉียงใต้ของออสเตรเลียที่เลี้ยงด้วยหญ้าออร์แกนิก หรือ Rangers Valley จากออสเตรเลียที่ผ่านการดรายเอจจิงอีกนานเกือบเดือน ซึ่งเชฟแนะนำเป็นตัวหลังส่วนของทีโบน Rangers Valley T-Bone เชฟบอกว่าได้กินทั้งสันในและสันนอก และยังแนะนำให้กินกับซอสที่ต่างกัน เนื้อสันในกับบลูชีสหรือเบอร์เนส ส่วนเนื้อสันนอกกับพริกไทยดำหรือเรดไวน์ซอส     ส่วนของหวานเชฟให้ทางทีมเพสตรีช่วยดูแล Lemon Tart and Meringue เคิร์ดเลมอนเปรี้ยวๆ กับเมอแรงก์และไอศกรีมโหระพารสหวานหอม  

ชายจุกเคยมาที่นี่ตั้งแต่สมัยเริ่มเปิด Sambal (โอ้โหนานเชียว) ห้องอาหารและบาร์ริมน้ำที่เด่นเรื่องอาหารเอเชี่ยน ของโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ก่อนเปลี่ยนคอนเซปต์มาเรื่อยๆ จนมาลงตัวที่คอนเซปต์ล่าสุด Riverside Grill ซึ่งชายเห็นว่าน่าจะโอเคที่สุดแล้วแหละนะ     ก่อนหน้านี้เพียงเฉพาะวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยาของที่นี่ก็กินขาดแล้ว เพียงแต่กำลังหาสไตล์อาหารที่ใช่ จนมาลงตัวที่สุดกับอาหารแนวปิ้งย่างกึ่งสเต็กเฮ้าส์ โดยนำเข้าเนื้อวัวและวัตถุดิบคุณภาพดีจากทั่วทุกมุมโลกมาย่างด้วยหินภูเขาไฟ ชายบอกเลยว่ามาถูกทางแล้วเรื่องอาหาร ส่วนเครื่องดื่มอย่างวิสกี้เราเชื่อว่าก็มีมาตรฐานของตัวเอง ยกเว้นค็อกเทลเราแนะนำว่าให้ข้ามไปเลยไม่พูดถึงดีกว่า สั่งไวน์หรือวิสกี้ก็ฟินแล้ว     ชายว่าที่อร่อยและดีเลย Beef tartar “A la Menilmontant” เนื้อวัวแบล็คแองกัสหั่นมือกับเครื่องต่างๆที่คลุกเคล้าสดๆที่โต๊ะ อร่อยดี     อันนี้แปลกแต่ก็น่าชิม Half dozen Oyster’s Kilpatrick หอยนางรมสดๆ ที่ใส่ทาบาสโก้ วอร์สเตอร์ไชร์ซอส มะนาว และเบคอน มีรสชาติมาในคำเดียว     ส่วนเมนูย่างที่เป็นไฮไลท์ มีเนื้อวัวให้เลือกหลากหลาย Tenderloin Darling Down Wagyu, Rib Eye Pristine Ranch Wagyu, Striploin 1824 Farm, Tenderloin Oakland Farm, T-bone steak US Mainland และ Tomahawk Cape Byron Angus เนื้อวัวแต่ละส่วนจากแต่ละฟาร์มก็ให้กลิ่นรสแตกต่างกันไป แต่โดยรวมคือดี จะสั่งหรือไม่สั่งซอสหรือไซส์ดิสก็ได้ มันดีอยู่แล้ว       Boston Lobster ชายเคยเฉยชากับล็อบสเตอร์มาก แต่จานนี้เนื้อดีแน่นเด้ง บีบมะนาวนิดนึงก็โอเคแล้ว     ปิดท้ายด้วยของหวานจากช็อกโกแลต หรือถ้าอยากปาร์ตี้แนะนำ “Riverlution” ทุกวันศุกร์และเสาร์ เวลา 21.00-24.00 น.  

ไอเดียในการตั้งชื่อร้านชายจุกว่าดีแหละ มื้อเช้าจนถึงบ่ายใช้ชื่อ PRIME แต่พอตกเย็นใช้ PRIME+ ที่คอนเซปต์ต่างกันแบบสุดขั้ว  PRIME+ เปิดขายเฉพาะมื้อเย็นมาในคอนเซปต์ของ Urban Grill Restaurant มีเชฟโจโจ้ เชฟชาวอเมริกันเชื้อสายอาเจนไตน์ดูแล เคยได้ยินว่าคนอาเจนไตน์เก่งเรื่องสเต็ก ที่นี่ไม่ได้นำเข้าเนื้อวัวมาเยอะแยะให้ปวดหัว เลือกมาเพียง 3 ชนิด USDA Prime ของสหรัฐอเมริกา Angus Beef จากออสเตรเลีย และ Wagyu จากญี่ปุ่น ชายว่าทางร้านทำขนาดของสเต็กออกมาเหมาะกับคนกิน 250 กรัม สำหรับคนเดียว 350 กรัม สำหรับคนที่กินจุ และ 500 กรัม สำหรับ 2 คน  ชายเริ่มที่ Arugula Salad ผักอารูกูร่า พาร์มีซานชีส และบัลซามิกวินิการ์ ต่อด้วย Tuna Tartare ทูน่าสดกับพริกสด หัวหอม ผักชี น้ำมันมะกอก และน้ำมันงา    ตามด้วยสเต็กเสิร์ฟมาในจานหินร้อนอุ่นอยู่ตลอด สเต็กทั้งหมดย่างด้วยหินลาวาไม่ให้มีกลิ่นไหม้ Australian Lamb Rack มาพร้อมผักย่างและซอสเปเปอร์มินท์ Grilled Norwegian Salmon มาพร้อมกาลิคบัตเตอร์และหน่อไม้ฝรั่งย่าง และ USDA Prime Ribeye Steak ขนาด 350 กรัม กับไซด์ดิสและซอสที่ชอบ