ใครที่เป็นสาวก “ชูครีม” ต้องไม่พลาดลองลิ้มรสความอร่อยจากร้านชูครีมน้องใหม่ Cchou Chouu ที่โดดเด่นด้วยท้อปปิ้งโครคองต์ (Croquant) กรุบกรอบ และไส้แน่นๆ สุดครีมมี่ ซึ่งเจ้าของร้านสาวน้อยผู้สดใส “ถิงถิง - ณัชชา แซ่โง้ว” ตั้งใจคิดสูตรอย่างพิถีพิถัน       สาวน้อยคนนี้อยู่ในเส้นทางของคนทำอาหารมาโดยตลอด แถมมีดีกรีคว้ารางวัลต่างๆ จากการแข่งขันทำอาหารในระดับโลกมาแล้วมากมาย อาทิ The Best Ultimate Junior Chef Award 2016, รางวัลเหรียญเงินในสาขา Cooking และรางวัล The Best of Nation จาก WorldSkills Abu Dhabi 2017 และรางวัลเหรียญเงินจาก Bocuse d’Or Asia-Pacific 2018 และ Candidate of Bucuse d’Or finale 2019 เมื่อจบการศึกษาจากวิทยาลัยดุสิตเธอได้ไปศึกษาต่อที่ Ecole Nationale Supérieure de Pâtisserie ประเทศฝรั่งเศสและทำงานเก็บประสบการณ์อีกเกือบปี และคงจะนานกว่านี้หากไม่เกิดสถานการณ์โควิด-19 ขึ้นทั่วโลกเสียก่อน     ตอนที่กลับมาประเทศไทยใหม่ๆ เธอคิดอยากทำขนมสไตล์ฝรั่งเศสหลายตัวที่ตนเองชื่นชอบให้ผู้บริโภคชาวไทยได้ลิ้มลอง แต่ได้เชฟที่ปรึกษาที่ช่วยเทรนให้ตั้งแต่สมัยแข่งขันในรายการต่างๆ แนะนำว่าเลือกขนมที่สร้างความคุ้นเคยได้ง่ายๆ ก่อนจะดีกว่า จึงมาลงตัวที่ชูครีม         ชูครีมของ Cchou Chouu มอบความเพลิดเพลินให้คนกินในทุกคำด้วยแป้งเนื้อบางสอดไส้แน่นล้นทะลัก ตัวไส้มีรสอร่อยกลมกล่อม นุ่มเบา และหวานน้อยดีต่อใจมากๆ ทางร้านเพิ่มเอกลักษณ์ให้แป้งชูว์ด้วยท้อปปิ้งโครคองต์ทำจากถั่วอัลมอนด์ เมื่อนำไปอบแล้วจะช่วยเพิ่มสัมผัสกรุบกรอบให้กับผิวด้านนอก ทั้งยังให้รสเค็มๆ มันๆ มาตัดกับความหวานละมุนและนุ่มนวลของไส้ครีมอย่างลงตัว แถมมีกลิ่นหอมของถั่วอัลมอนด์ชวนกิน แม้จะเก็บในตู้เย็นก็ยังรักษาความกรอบไว้ได้อยู่ มี 3 รสชาติ ได้แก่ Choux Vanilla Custard ที่เบสของครีมมาจากคัสตาร์ด ใส่วานิลลาแท้เน้นๆ แบบจัดเต็ม Choux Chocolate ช็อกโกแลตเข้มข้นผสานครีมคัสตาร์ดสุดครีมมี่ และ Choux Brûlée ท็อปด้วยคัสตาร์ดวานิลลา มีลูกเล่นด้วยการเผาน้ำตาลเคลือบผิวหน้าของขนม ซึ่งณัชชานำเทคนิคการทำบรูเล่มาใช้กับชูครีมเป็นรสชาติใหม่ที่น่าลอง ชูครีมทุกรสสามารถจัดใส่กล่องแบบคละรสได้ (4 ชิ้น 200 บาท)           นอกจากนี้ยังมีขนมฝรั่งเศสชิ้นพอดีคำอย่าง ชูเกต (Chouquette) ชูว์ชิ้นจิ๋วด้านในกลวง หยิบกินเพลินมากๆ (80 บาท) หรือจะสั่งแบบเป็นเซ็ตที่เพิ่มซอสดิปมากินคู่กันก็ได้ (100 บาท) มีดิปกระปุกใหญ่รสช็อกโกแลตสุดเข้มข้น และซอลต์เต็ด คาราเมลหวานมันให้เลือก และเมนูน้องใหม่ คุกกี้ดาควอส (Dacquoise) หรือคุกกี้ไข่ขาวเนื้อสัมผัสนิ่มๆ คล้ายเค้ก มี 2 ไส้ให้เลือกคือ เอิร์ลเกรย์ และช็อกโกแลต เฮเซลนัต (140 บาท)             ตอนนี้ทางร้านยังเปิดให้สั่งได้ทาง Line@, Instagram และ Facebook ของร้านเท่านั้น โดยมีรอบส่งทุกวันจันทร์และวันศุกร์ แต่ในอนาคตอาจจะมีหน้าร้านก็ได้นะ ต้องติดตามกันให้ดีๆ

เรียกเสียงฮือฮาได้ตั้งแต่ชื่อร้านเลยทีเดียว สำหรับ “ผงชูรส” ร้านอาหารไทย-อีสานเปิดใหม่ในซอยสีลม 3 ของคุณส้ม เจ้าของร้านที่แพ้ผงชูรส แต่ปลื้มปริ่มกับรสชาติอันแซ่บและนัวของอาหารอีสานเหลือเกิน จึงเป็นที่มาของการเปิดร้านแบบปราศจากผงชูรส พร้อมกับประโยคหน้าร้านที่ว่า “เธอคือแรงบันดาลใจ” ซึ่งหมายถึงผงชูรสนั่นเอง       ที่ร้านออกแบบได้เก๋น่านั่งในสไตล์คาเฟ่ โปร่งโล่งนั่งสบาย ตอบโจทย์หนุ่มสาวออฟฟิศฝั่งสีลม (โลโก้ร้านชนะใจที่สุด) และที่เราชอบมากคือการแทรกคำพูดสนุกๆ ที่อ่านแล้วต้องยิ้มตามทั้งบนประตู ที่พื้น หรือแม้แต่ในเล่มเมนูที่อ่านแล้วเดาได้ไม่ยากว่าเจ้าของร้านมีพรสวรรค์ในการเล่าเรื่องได้เก่งกาจคนหนึ่งเลยทีเดียว       ความนัวที่ได้นั้นล้วนมาจากเครื่องปรุงที่คัดสรรมาอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นน้ำปลาร้าสูตรเด็ดที่ต้มใส่สมุนไพร เครื่องเทศ ยอดกระถินลดคาวและเพิ่มรส ส่วนกะปิก็ต้องมาจากระนอง กลิ่นหอมและรสไม่เค็มโดด ยังให้ความข้นคลั่ก กินอร่อย รวมถึงพริกสด พริกแห้ง มะเขือเทศ หรือแม้แต่รสฝาดของมะกอกก็ช่วยทำให้ทุกจานมีรสนัวได้แบบไม่ต้องง้อผงชูรส กลายมาเป็นเมนูเด็ดอย่างข้าวปุ้นซาวน้ำปลาแดกกากหมู แซบมาก เส้นขนมจีนคลุกเคล้ากับน้ำปลาร้า ใส่กะปิ กระเทียมดอง แค่ได้กลิ่นก็เผลอกลืนน้ำลาย โรยด้วยเม็ดกระถิน ชะอม และขาดไม่ได้คือกากหมูกรอบทอดใหม่ เสิร์ฟพร้อมไข่ทรงเครื่องเข้ากัน       ต้มแซ่บแห้งเอ็นตุ๋นเนื้อสามชั้นตุ๋น ไม่ใช่ต้มแซ่บธรรมดาแต่ทำแบบน้ำขลุกขลิกให้เราได้ปั้นข้าวเหนียวลงไปจิ้มได้ ส่วนเนื้อก็ตุ๋นจนนุ่มอร่อย แล้วเบรกเผ็ดด้วยปีกไก่ทอดผงชูรส  ปีกไก่ทอดร้อนๆ ชิ้นอวบ ทีเด็ดคือโรยด้วยผงปรุงรสโฮมเมดของทางร้านที่มีส่วนผสมของยี่หร่า พริกไทย และน้ำตาล รสออกหวานนิดๆ       หรือจะลองข้าวผัดกะปิปลาทูสามเหม็น ด้วยความที่คุณส้มเป็นคนแม่กลองที่คุ้นเคยและถนัดเรื่องกะปิเป็นอย่างดี จึงจับเมนูผัดสามเหม็นที่กินมาตั้งแต่เด็กมาพลิกแพลงให้เป็นข้าวผัด ใส่เนื้อปลาทู สะตอ กะปิ ชะอม ลงไปเสียเลย อร่อยแบบอิ่มท้อง ปิดท้ายด้วย ตำอะโวคาโดไข่แดงเค็มหมี่กรอบ ความมันของอะโวคาโดและไข่แดงเค็มเข้ากันกับน้ำตำไทยรสเปรี้ยวหวาน โรยหน้าด้วยหมี่กรอบเพิ่มความสนุกในทุกคำ       พิสูจน์แล้วว่าอร่อยได้แบบไม่ใส่ผงชูรสเลยจริงๆ

จะมีสักกี่ร้านที่ให้อารมณ์เหมือนถูกปลุกจากเตียงนอนในตอนเช้า ด้วยกลิ่นหอมๆ ของกับข้าวฝีมือแม่อย่างร้านบ้านนวล ร้านอาหารไทยในบ้านไม้หลังเล็กที่ให้ความรู้สึกของคำว่า “บ้าน” มากกว่า “ร้านอาหาร” จากฝีมือของ 2 พี่น้องที่คลุกคลีอยู่ในครัวกับคุณแม่และพี่ป้าน้าอามาตั้งแต่เล็ก และอยากให้เราเรียกพวกเขาว่า “คนครัว” มากกว่า “เชฟ” สื่อถึงความเรียบง่ายที่นำสูตรของบ้านมาปรุงด้วยความรัก เพื่อให้คนที่รักได้กิน     เห็นร้านดูเรียบๆ แต่คนเข้าคิวจองเพียบนานเป็นเดือนๆ กระทั่งสร้างปรากฏการณ์ไวรัลในโซเชียลว่าเป็นร้านจองยากที่สุดร้านหนึ่งในประเทศ ไม่เพียงคนไทยที่อยากลิ้มรสประสบการณ์แห่งรสชาติยังมีชาวต่างชาติที่พยายามจองคิวร้านให้ได้ก่อนจองตั๋วเครื่องบินเสียอีก ได้ยินแบบนี้ทำเอาเราและสายกินทั้งหลายตื่นเต้นต้องรีบตามมาพิสูจน์ว่ารสชาติจะน่าทึ่งสมคำร่ำลือหรือไม่ (แต่ต้องตามคิวนะจ๊ะ)       จานแรกจากเมนูโปรดของพ่อข้าวผัดกากหมู เมนูเรียบง่ายที่พ่อตั้งใจปรุงให้ลูกกิน ใช้กากหมูเจียวใหม่ผัดกับข้าวหอมมะลิเรียงเมล็ดสวย เวลากินเหยาะน้ำปลาพริกนิดหน่อย อร่อยจนเผลอนึกถึงตอนที่พ่อเราก็เคยผัดให้กินเหมือนกัน (ซึ้ง)     ก้านคะน้าผัดปลาเค็ม  คะน้าก้านอ่อน กรุบกรอบกำลังกิน ผัดกับปลาอินทรีย์เค็มทอด รสชาตินัวเค็ม ยกให้เป็นสุดยอดเมนูกระตุ้นความหิวประจำร้านได้เลย     กุ้งทอดเกลือ กุ้งแม่น้ำคั่วในน้ำมันร้อนๆ พอใกล้จบตบท้ายด้วยกระเทียม รอให้กลิ่นหอมฟุ้งค่อยตักขึ้นพร้อมกัน เนื้อกุ้งเคี้ยวสู้ฟัน ส่วนน้ำมันกระเทียมเจียวถือเป็นไฮไลท์ที่ใครต่อใครต้องยื้อแย่งกันตักคลุกข้าวกิน นอกจากนี้ยังมีกุ้งผัดมันกุ้ง น้ำขลุกขลิกรสชาติเค็มมันที่สั่งมากินเมื่อไหร่ก็ไม่ผิดหวัง     ต่อด้วยเมนูโบร่ำโบราณหากินยาก หลนเนื้อเค็ม หรือเนื้อเค็มต้มกะทิ เนื้อเค็มทอดเคี้ยวกรึบๆ มันๆ เข้ากันดีกับน้ำแกงเข้มข้นรสกลมกล่อม     คอหมูย่าง เป็นเมนูที่มีเฉพาะมื้อเย็นเพราะหมูสูตรไม่ลับฉบับคุณแม่ต้องใช้เวลาในการหมักให้ซึมลึกถึงเนื้อใน แต่ใครได้กินไม่มีคำว่าผิดหวัง แนะนำสั่งให้เพียงพอ เพราะหมดแล้วหมดเลยสั่งเพิ่มไม่ได้นะจ๊ะ     ปิดท้ายที่ลาบทอด ลาบหมูรสจัดจ้าน ปั้นแล้วทอดร้อนๆ จะบีบมะนาวเสริมรสชาติอีกนิดก็ได้ แต่สำหรับเรากินแบบนี้ก็อร่อยแล้ว     เสน่ห์ของบ้านนวลคือความเรียบง่ายและพอเพียง ด้วยความที่ร้านเล็กทำให้ต้องแบ่งเป็น 2 รอบคือรอบกลางวันและรอบเย็น โดยเปิดให้จองเวลาและสั่งอาหารล่วงหน้า จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมบ้านนวลถึงติดอันดับร้านที่จองยากที่สุดในเวลานี้   แต่ถ้าอยากสัมผัสประสบการณ์ดีๆ เราว่าคุ้มค่าการรอคอย!   อ่านเพิ่มเติม : “บ้านนวล” ปรากฏการณ์ไวรัลร้านจองยากที่ใครก็อยากลอง

ช่วงปลายปีแบบนี้ อะไรจะดีกว่าการได้ควงแขนคนรู้ใจไปที่ร้านวนิดา (Vanida Bangkok) ร้านอาหารไทยเปิดใหม่ในบ้านสีขาวหลังงามบนถนนจันทน์ ที่แค่ได้ยินชื่อก็พอนึกภาพตามได้ไม่ยากว่าที่นี่คงอบอวลไปด้วยเสน่ห์ในวันวานเป็นแน่     ก่อนหน้านี้คุณอร-ณธนพร เคยทำให้เราหลงรักพายแสนอร่อยของ April’s Bakery มาแล้ว ก็ถึงเวลาสำหรับการเปิดร้านอาหารอย่างเต็มรูป ชื่อ “วนิดา” นั้นตั้งตามชื่อคุณแม่ของคุณอร ตัวร้านเป็นบ้านไม้สักโบราณทั้งหลัง สร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 7 เดิมทีใช้เป็นที่บัญชาการของทหารญี่ปุ่น ซึ่งยังคงความคลาสสิกร่วมสมัยเอาไว้ ทั้งโครงสร้างและการตกแต่งด้านในที่ชวนให้รู้สึกเหมือนได้ย้อนไปในวันเก่า และแม้ว่าที่ร้านจะเน้นอาหารไทยรสเข้มข้นเป็นหลัก แต่ช่วงเช้าไปจนถึงบ่ายสามโมง ที่นี่มีอาหารเช้าแบบตะวันตกไว้พร้อมเสิร์ฟด้วยเช่นกัน       เริ่มมื้อนี้ด้วยลาบหมูคุโรบูตะทอด ส่งกลิ่นหอมมาแต่ไกล ที่ร้านใช้เนื้อหมูคุโรบูตะส่วนสะโพกที่นุ่มและไขมันน้อย ทอดจนกรอบ เคี้ยวเพลินเป็นอย่างยิ่ง เสิร์ฟพร้อมผักสดไว้แนม ตามด้วยยำส้มโอถั่วพูกุ้งลายเสือ ที่นำความอร่อยของยำส้มโอและยำถั่วพูมาไว้ในจานเดียว ด้านบนวางด้วยกุ้งลายเสือย่างตัวโต เนื้อเด้งเคี้ยวสนุก ไปด้วยกันได้ดีกับรสหวานของส้มโอพันธุ์ขาวน้ำผึ้ง ส่วนน้ำยำก็ปรุงออกมาได้รสจัดถูกใจ       อีกหนึ่งเมนูไฮไลต์แกงปูใบชะพลู ชามนี้อัดแน่นไปด้วยกรรเชียงปูชิ้นโตเต็มคำ หอมมันเข้มข้นด้วยพริกแกงสูตรพิเศษ กินคู่เส้นหมี่ลวกหรือข้าวสวยได้ตามชอบ หรือจะลองสั่งเมนูจี๊ดจ๊าดอย่าง ยำออนซอน ที่ถูกใจคนรักยำอย่างแน่นอน เพราะมาครบทั้งแซลมอน ไข่ปลาหมึก ปูม้า หอยแครง หมูยอ ไข่แดงเค็ม ในน้ำยำรสแซ่บจนแอบหยีตาเลยทีเดียว       ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มอย่าง Vanida Thai milk tea crème brûlée ชาไทยรสเข้มข้น หวานกำลังดี ใส่ไข่มุกนุ่มหนึบต้มเอง แล้วท้อปด้านบนด้วยเครมบรูเล่เบิร์นไฟให้หอมกลิ่นไหม้นิดๆ     จบมื้อนี้ได้อย่างครบสูตร

ไม่เพียงแค่เปลี่ยนชื่อจาก Smooth Curry มาเป็น The House of Smooth Curry” ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเองมากขึ้น แต่ห้องอาหารไทยบนชั้น 3 ของโรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อกแห่งนี้ยังปรับเปลี่ยนสไตล์การตกแต่งและบรรยากาศให้แคชชวลนั่งสบายยิ่งขึ้น รวมทั้งเพิ่มโซนเอาต์ดอร์ด้านนอกกระจกให้นั่งรับลมชมวิวแบบเพลิดเพลินอีกด้วย       สำหรับเมนูอาหารไทยของที่นี่ก็ยังคงความอร่อยเด็ดขาดด้วยฝีมือของ "เชฟต้น - มนตรี จิรฐิติกาลกิจ" Head Chef ประจำห้องอาหารที่พาเราดื่มด่ำไปกับความอร่อยของอาหารไทย 4 ภาคและอาหารไทยสูตรโบราณที่หากินได้ยากในปัจจุบัน ซึ่งเชฟคัดสรรวัตถุดิบออร์แกนิกท้องถิ่นระดับคุณภาพจากทั่วประเทศด้วยตัวเอง     เมื่อเปิดเมนูเล่มใหม่ก็ทำเอาเราละลานตากับบรรดาจานเด่นที่แค่อ่านชื่อก็อยากลองไปเสียทุกจาน และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราขอเริ่มด้วยเมนูกินเล่นอย่างค้างคาวเผือกมันม่วง เมนูโบราณที่ทำจากมันม่วงทอดกรอบเบา สอดไส้กุ้งแม่น้ำสับและเห็ด ต่อด้วยแสร้งว่ากุ้ง ยำรสจัดจ้านแต่ไม่เผ็ดมาก เนื้อกุ้งแม่น้ำจากอยุธยาสดเด้งสุดๆ       จากนั้นเร่งเครื่องความอร่อยด้วยจานหลัก ทั้งแกงรัญจวนเนื้อ ที่ใช้แก้มโคขุนโพนยางคำจากสกลนครผสานความอร่อยกับกะปิจากระยอง แกงของแม่ หรือแกงนอกหม้อไก่บ้านสูตรคุณแม่ของเชฟ เมนูเด็ดของชาวนครสวรรค์ที่คล้ายลาบคั่วผัดใส่กะทิ ปลาเก๋าทอดซอสมะขาม ปลาเก๋าจากปัตตานีทอดกรอบนอกนุ่มใน ราดซอสมะขามสูตรเด็ดรสหวานเปรี้ยวกลมกล่อม และแกงปูใบชะพลู ที่ใช้เครื่องแกงผสมระหว่างน้ำพริกแกงแดงและแกงเขียว เสิร์ฟพร้อมขนมจีนและปูนิ่มทอดกรอบ           ถ้ายังไม่อิ่มอย่าลืมตบท้ายมื้อนี้ (เหมือนเรา) กับเมนูของหวานไทยที่หากินยากอย่างส้มฉุน ที่ใช้น้ำลอยดอกมะลิในช่วงกลางคืน หอมกลิ่นส้มซ่าที่มาขูดโรยหน้ากันถึงโต๊ะ และขนมโคกะทิสด คล้ายขนมต้มในน้ำกะทิ สอดไส้มะพร้าวและน้ำตาลหอมหวานนุ่มนวล หรือจะตัดรสชาติหนักๆ ด้วย Summer Floral มอกเทลสูตรเด็ดที่มีส่วนผสมของไซรัปเอลเดอร์ฟลาวเวอร์ ตะไคร้ ใบมินต์ มะนาวฝาน และโซดาก็สดชื่นไม่แพ้กัน      

ภายในตลาดศรีย่านมีร้านเก่า (แต่เก๋า) ที่ชื่อ “ปาเน็ตโทน” ร้านอาหารเล็กๆ ที่เสิร์ฟความอร่อยมานานกว่า 20 ปี ด้วยดีกรีรสชาติอาหารที่ไม่ธรรมดาแต่ราคาเป็นมิตร พร้อมด้วยบริการที่ใส่ใจสไมล์เซอร์วิส ทำให้ร้านปาเน็ตโทน ครองใจผู้คนทุกยุคทุกสมัย       ก้าวเข้าไปคุณจะสัมผัสถึงกลิ่นอายยุค 80 ทั้งของตกแต่ง โต๊ะ เก้าอี้ ล้วนเป็นของเก่าทั้งหมด  ใครที่ชอบร้านสไตล์วินเทจชิคๆ “ปาเน็ตโทน” เป็นอีกที่ในลิสต์ที่คุณต้องไปเยือน       เริ่มที่จานหลักอย่าง ข้าวไก่อบ สะโพกไก่อบจนเนื้อนุ่ม ราดด้วยซอสรสเปรี้ยวเผ็ดสูตรเด็ดจากทางร้าน เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ ยิ่งกินก็ยิ่งติดใจ     ต่อด้วยเมนูไทยแท้ตำรับชาววัง แกงรัญจวนหมู ซี่โครงหมูอ่อนเคี้ยวเพลินในน้ำแกงเผ็ดร้อน ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของกะปิและใบโหระพา ซดแล้วคล่องคอดี     เอาใจคนรักเมนูยำกับ ยำหมูย่างยอดมะพร้าว คอหมูย่างเนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ ยอดมะพร้าวมันกรอบ คลุกเคล้ากับน้ำยำรสจัดจ้านถึงใจ     อย่าลืมสั่ง เค้กกาโตว์ เมนูดาวเด่นประจำร้าน เค้กไร้แป้งที่ทำจากไข่ขาวตีเข้ากับถั่วเม็ดมะม่วงหิมพานต์กรุบกรอบ สลับชั้นกับครีมคัสตาร์ดหอมหวานพอดี อร่อยฟินจนไม่อยากวางช้อน  

บ้านสีขาวสไตล์ยุค 90 เรียบง่ายหลังนี้คือคาเฟ่ที่เต็มไปด้วยอาหารเลิศรสสูตรประจำบ้านที่สืบทอดกันมากว่า 30 ปี ร้าน MaRee Eatery House บ้านมาลี ลาดพร้าวซอย 15 ด้วยความพิถีพิถัน ใส่ใจทุกรายละเอียด คัดเลือกวัตถุดิบคุณภาพดี เน้นความสะอาด บวกกับราคาและการบริการที่เป็นกันเอง ยิ่งทำให้ได้ฟิลลิ่งอบอุ่นหัวใจ เสมือนกินกับข้าวฝีมือแม่ที่กินยังไงก็ไม่มีเบื่อ         เริ่มต้นจากเมนูซิกเนเจอร์ หมูสะเต๊ะ หมูเนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ หอมกลิ่นขมิ้น กินคู่กับโรตีทำเอง กรอบนอกนุ่มใน ชูรสชาติด้วยน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะเข้มข้น และอาจาดรสเปรี้ยวหวาน     ต่อด้วย แกงเลียง รสกลมกล่อมที่มาพร้อมกับความเผ็ดร้อนจากพริกไทยแต่ไม่จัดจ้านจนเกินไป ได้กลิ่นหอมของกะปิอ่อนๆ เพลิดเพลินไปกับกุ้งเนื้อเด้ง และผักต่างๆ ชามนี้อร่อยครบห้าหมู่จริงๆ     ข้าวผัดปลาสลิด ข้าวผัดหอมกรุ่นมาพร้อมเนื้อปลาสลิดทอดชิ้นใหญ่เต็มคำ มาถึงเมนูขวัญใจของใครหลายคน      ข้าวคุณยาย ข้าวหอมมะลิสีม่วงสวยเพราะหุงด้วยน้ำอัญชัน มีรสเค็มนัวๆ จากปลาทู และกลิ่นหอมสมุนไพร โดนใจมากๆ เลยจานนี้     สปาเกตตีคาโบนารา เส้นเหนียวนุ่มคลุกเคล้าซอสครีมเข้มข้นหอมมัน เพิ่มรสเค็มด้วยเบคอน ถูกใจคนรักเมนูเส้น     ของหวานเราแนะนำ พุดดิ้งช็อกโกแลต  รสเข้มจากช็อกโกแลตได้ใจเราเต็มๆ เค้กมะพร้าว ของหวานประจำร้าน เนื้อเค้กนุ่มๆ สลับชั้นกับครีมสดมะพร้าวรสหวานกำลังดี       เครื่องดื่มต้องนี่เลย สตรอว์เบอร์รีโซดา เปรี้ยวอมหวาน ซาบซ่า สดชื่นถึงใจ ปิดท้ายด้วย โกโก้เย็น รสเข้มข้น ดื่มเพลินๆ ดีต่อใจมากมาย    

บ้านสีขาวหลังใหญ่ที่โอบล้อมไปด้วยสายธารสีเขียวมรกต และแมกไม้นานาพันธุ์ ดีกัน คาเฟ่ ร้านย่านสมุทรสาครที่เหมาะเจาะสำหรับคนรักธรรมชาติ นอกจากจะได้อิ่มอร่อยไปกับอาหารรสเลิศแล้วยังได้เพลินเพลินไปกับกิจกรรมต่างๆ อาทิ พายเรือ ชมต้นไม้ ให้อาหารปลา ชวนให้ผ่อนคลายสบายใจราวกับได้พักผ่อน กิน เที่ยว ในต่างจังหวัดอย่างไรอย่างนั้น           เริ่มต้นความอร่อยจากเมนู ผัดไทย เส้นเล็กเหนียวนุ่มเครื่องครบครัน ปรุงรสด้วยซอสมะขามเปียกสูตรเฉพาะของทางร้าน มีกุ้งเนื้อสดเด้ง กลมกล่อม อร่อยแบบไม่ต้องปรุงเพิ่ม     ต่อด้วยเมนูคนรักปลาอย่าง ปลาดีกัน เสิร์ฟความอร่อย 2 เมนูปลา ทั้งปลากะพงทอดกระเทียมกรุบกรอบชวนชิม กินคำแรกก็เทใจให้รัวๆ ปลาสามรส หวานนิดเค็มหน่อยกำลังดี แอบซ่อนความเผ็ดเบาๆ กินกี่คำก็ไม่เบื่อ     หรือจะลอง ข้าวน้ำพริกกะปิปลาทู น้ำพริกกะปิกินกับข้าวหอมมะลิหุงสวย ปลาทูทอดตัวใหญ่ ชะอมทอดไข่เหลืองกรอบ มะเขือชุบไข่ ผักลวกและผักสด ถือเป็นหนึ่งจานความอร่อยที่คุ้มค่า     ห่อหมกทะเลมะพร้าวอ่อน เมนูโปรดของใครหลายคน ภายในลูกมะพร้าวอ่อนอัดแน่นไปด้วยเครื่องห่อหมกรสจัดจ้าน ตักลงไปจะเจอกุ้งสดหวาน ตัวอวบๆ ใครชอบรสเผ็ดเมนูนี้แหละตอบโจทย์     ล้างปากด้วยขนมหวานซิกเนเจอร์ ดีกัน ชีสเค้ก ช็อกโกแลตรสเข้มเข้ากันได้ดีกับชีสและแคร็กเกอร์ป่นกรุบกรอบ ใครเลิฟช็อกโกแลตเมนูนี้เราแนะนำเลย     มิกซ์เบอร์รี่ โซดาผสมไซรัปมิกซ์เบอร์รี่ที่นำเข้าจากฝรั่งเศส หวานเย็นชื่นใจ เมนูเครื่องดื่มสีสวย อัญชันมะนาว รสเปรี้ยวหวานสดชื่นคลายร้อนได้เป็นอย่างดี       เอาใจคนรักกาแฟด้วย คาปูชิโนร้อน รสเข้มอุ่นๆ หอมกรุ่นกลิ่นหอมๆ ทำให้ผ่อนคลายสบายใจ     อิ่มอร่อยแล้วอย่าลืมหยิบต้นไม้มงคล ของขวัญพิเศษจากทางร้านที่มอบให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ  

หากใครยังจดจำความอร่อยของอาหารเวียดนามที่เคียงคู่กับบาร์สุดเก๋ Happy Endings Eats & Bar กันได้ มาตอนนี้โครงการใหม่ในเครือเดียวกันได้เกิดขึ้นอีกครั้งในชื่อ “โรงอาหารศาลาแดง” (Saladang Dining Hall) ร้านอาหารไทยในบรรยากาศน่ารักที่แฝงความฮิปด้วยการตกแต่งและเครื่องดื่มสูตรพิเศษ       จากความตั้งใจที่จะให้ที่นี่เป็นโรงอาหารของชาวออฟฟิศและผู้คนแถบนี้ โรงอาหารศาลาแดงจึงมาในโทนสีขาวสะอาดตาและรายล้อมไปด้วยกระจกบานใหญ่ที่ทำให้มองเห็นความเป็นไปในซอยศาลาแดง ส่วนภายในก็มีลูกเล่นที่แฝงความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นลวดลายของลอนกระเบื้องตรงบริเวณบาร์ เรื่อยไปจนถึงโครงสร้างไม้ที่ยังคงความอบอุ่นของบ้านเก่าหลังเดิมเอาไว้       ส่วนเรื่องอาหารก็ได้เชฟคาลวินที่เคยสะสมประสบการณ์จากร้าน Pink Flamingo มาสร้างสรรค์อาหารไทยสไตล์คอมฟอร์ตฟู้ดที่พกพาความสนุกทว่าเรียบง่าย อีกทั้งยังคงความเป็นไทยด้วยรสชาติที่ขอรับประกันความถูกใจ ประเดิมด้วยเมนูอาหารจานเดียวอย่าง Panang Rice Bowl ข้าวพะแนงหมูในชามใบโตเสิร์ฟพร้อมไข่ออนเซ็นมาคลุกเคล้า จนได้รสชาติเข้มข้นแฝงความหวานและเผ็ดร้อน     ตามด้วย Crab Fried Rice ข้าวผัดหอมกลิ่นกระทะมาพร้อมเนื้อปูแน่นๆ เต็มคำ พร้อมน้ำจิ้มรสจี๊ดจ๊าดถ้วยเล็กมาเติมรสชาติ แต่ถ้าชอบอาหารรสจัดก็ต้อง Southern Yellow Curry แกงเหลืองรสเผ็ดถึงเครื่องมาพร้อมปลากะพงชิ้นหนาเนื้อนุ่ม       หรือจะลอง Nam Prik Pla Too Sap น้ำพริกปลาทูสับที่นำเนื้อปลาทูไปโขลกกับกะปิแล้วปรุงรส จนได้น้ำพริกขลุกขลิกหอมกลิ่นปลาทูครบรสทั้งเปรี้ยว เค็ม และเผ็ด เหมาะเคียงคู่กับผักสดอย่างที่สุด แต่ถ้ายังไม่จุใจก็อย่าลืมสั่ง Grilled Basil Porkchop สเต็กหมูย่างหมักในกระเทียมและพริกเนื้อนุ่มแทรกมันนิดๆ เสิร์ฟพร้อมสลัดแตงกวาและใบกะเพรากรอบ       ส่วนของหวานเราขอแนะนำ Market Bananas หรือกล้วยทอดตลาดเช้าที่นำกล้วยหอมมาเสียบไม้แล้วชุบแป้งทอดแล้วราดด้วยคาราเมลจากน้ำตาลอ้อย จนได้ความฉ่ำหวานและหอม ยิ่งได้ Full Moon Bay เครื่องดื่มสีเหลืองอ่อนที่ใช้เหล้ารัมฉลองเบย์ผสมเหล้าเวอร์มุธและไซรัปเก๊กฮวยมาจิบด้วยก็ยิ่งดีงามเข้าไปอีก เพราะรสชาติทั้งหอมหวานและสดชื่น ลืมความข้มเข้มของรัมไปเลยทีเดียว    

ออกอาการท้องร้องเป็นพิเศษ เมื่อได้ยินข่าวว่าตอนนี้ร้านมาริโกลด์ (Marigold) ร้านอาหารไทยรสจัดจ้านของ Josh Hotel ไลฟ์สไตล์โฮเทลแห่งซอยอารีย์ที่เราหลงรัก เพิ่งเปิดบ้านหลังที่ 2 ในซอยสุขุมวิท 26 กับรูปโฉมใหม่ที่แปลกตาขึ้นแต่ยังคงความคลาสสิกเสมือนฉากจากภาพยนตร์อันเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวเอาไว้   อีกทั้งยังแบ่งพื้นที่ด้านในเป็นบาร์ชื่อ “Serial Laughter” ส่งต่อเสียงหัวเราะกับค็อกเทลดีๆ ให้นั่งชิลหลังเลิกงาน     สูตรอาหารของร้านมาริโกลด์ (หรือแปลเป็นไทยให้เรียกง่ายๆ ว่านางดาวเรือง) เป็นอาหารรสจัดจ้านถึงใจจากเกาะสมุย และแม้ว่าที่สาขานี้จะเพิ่มอาหารจานเดียวให้หลากหลายขึ้น แต่ก็ยังคงรสชาติเข้มข้นแบบทางใต้ไว้ได้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะเครื่องแกง กะปิ และผักพื้นบ้าน อันเป็นไอเท่มลับหลังบ้านที่ทำให้ทุกเมนูน่าลิ้มลองไปเสียหมด       เริ่มต้นมื้อนี้ด้วยยำสมุนไพรปลากรอบ ชื่ออาจฟังดูธรรมดาแต่จานนี้เราติดดาวให้เลย ที่ร้านใช้ปลาวง (ปลากระเบนแห้งทอดกรอบ) มายำกับเครื่องสมุนไพร เคล้ากับน้ำยำรสออกหวาน เปรี้ยว และเผ็ด เข้ากับรสเค็มอ่อนๆ ของปลา แถมมีเม็ดมะม่วงหิมพานต์กรอบๆ มันๆ มาเพิ่มเติมความอร่อย ที่สำคัญเราชอบที่ปลายังกรอบและไม่ยุ่ยไปกับน้ำยำ     อีกหนึ่งจานไฮไลต์ คั่วกลิ้งเนื้อสันนอกออสเตรเลีย กินคั่วกลิ้งทั้งทีจัดเนื้อดีๆ ไปเลยดีกว่า จานนี้เผ็ดร้อนถึงเครื่องแบบอาหารใต้ ผัดและคั่วจนพริกแกงซึมซับเข้าเนื้อชิ้นนุ่มๆ ได้ดี แถมยังมีพริกไทยสด และพริกขี้หนูลูกโดดเป็นกับดักความอร่อย กินกับข้าวสวยร้อนๆ ถึงอกถึงใจจริงเชียว     ส่วนใครไม่ถนัดรสเผ็ดจัด ลองสั่งปีกไก่ทอดมาริโกลด์ ซิกเนเจอร์ที่ยังฮอตไม่เปลี่ยน ไก่ทอดร้อนจี๋ ที่ส่งกลิ่นหอมมาแต่ไกลเพราะใส่เครื่องแกงใต้ลงไปด้วย หรือจะลองหลนเจ้าทะเลชามโต รสชาตินุ่มนวล เสิร์ฟมาพร้อมไข่ต้มและผักสดสำหรับกินแนมอีกชุดใหญ่       จบมื้อนี้พูดได้ทั้งใจว่า “หรอยแรง”   *อ่านเพิ่มเติม Josh Hotel (https://www.gourmetandcuisine.com/stories/detail/284)

ไม่ว่าจะเป็นคนรักอาหารไทยหรือแฟนคลับของศรีตราด เราอยากชวนทุกคนไป “ขึ้นรถไฟสายบูรพา” ตู้เสบียงแห่งความอร่อยที่ “Burapa Eastern Thai Cuisine & Bar by Sri Trat” ยกมาไว้กลางซอยทองหล่อ 11 พร้อมคอนเซ็ปต์เก๋ไก๋ “ทำอาหารอีสานสไตล์คนภาคตะวันออกให้คนกรุงเทพฯ ได้กิน” โดยได้แรงบันดาลใจจากประสบการณ์การเดินทางตามเส้นทางรถไฟสายอีสานของคุณแม่เจ้าของร้านในช่วงเริ่มต้นชีวิตครอบครัว       อาหารอีสานแบบบูรพาจึงเกิดการผสมผสานระหว่างรสชาติอันกลมกลืน แต่มีรสเด่น เช่น หวานนำ เปรี้ยวนำแบบชาวตะวันออกและรสชาติจัดจ้านโดดไปทางเค็ม ขม เผ็ดแบบชาวอีสาน เรียกว่าเป็นการฟิวชันของอาหารไทย 2 พื้นถิ่นก็ว่าได้       ถ้าเปิดเมนูแสนละลานตาแล้วเลือกไม่ถูก เราแนะนำให้เริ่มด้วยคางกุ้งทอดยำแห้งใส่อัลมอนด์ที่กินเพลินสุดๆ ยำหัวปลีกุ้งสด หัวปลีอ่อนคลุกเคล้าน้ำยำถั่วพูสูตรศรีตราด ปลาหมึกผัดวุ้นเส้นกะปิ ใช้กะปิของเกาะกูดที่ทำจากกุ้ง รสชาติเค็มกลมกล่อม หรือจะเต็มอิ่มตั้งแต่เริ่มกับสำรับทานเล่นที่มีทั้งเนื้อแดดเดียวทอด ไส้กรอกอีสาน น้ำพริกหมูชะมวง และข้าวเหนียว           ต่อด้วยจานหลักอย่าง ข้าวผัดรถไฟ ข้าวผัดซอสเต้าหู้ยี้ มาพร้อมแพกุ้งฝอยทอดกรอบหอมเครื่องแกงแดงและอาจาด เสิร์ฟคู่แกงเขียวหวานไก่ ไก่ย่างแดงหมักอังคัก ซึ่งเป็นผงสมุนไพรที่ใช้หมักหมูแดง เสิร์ฟพร้อมข้าวมันโรยหอมเจียวและมะพร้าวคั่ว กินกับน้ำจิ้มแจ่ว หรือจะสั่งหมกหม้อไก่ไข่อ่อนรสแซ่บคล้ายอ่อมแต่ไม่ใส่ปลาร้า กินกับข้าวหอมมะลิร้อนๆ         ส่วนของหวานเราแนะนำเมนูชื่อน่ารักอย่างเรื่องกล้วยๆ ที่รวมพลกล้วยปิ้ง กล้วยเชื่อม และหนุมานคลุกฝุ่น (กล้วยนึ่งเกลือคลุกน้ำตาลและมะพร้าว) มาไว้ในเมนูเดียว จาวตาลเชื่อมในน้ำกะทิ ใช้ลูกตาลแก่เอาไปเชื่อม กินกับข้าวเหนียวมูล และไอศกรีมกะทิสดที่ใช้ดอกเกลือน้ำทะเลและน้ำตาลมะพร้าว มาพร้อมทุเรียนเชื่อมหอมหวานเนื้อแน่นหนึบกินเพลิน      

ด้วยความหลงใหลในรสชาติอาหารไทยของเจ้าของร้าน แต่การหาร้านอร่อยถูกปากบางครั้งก็ยากเกินไป จึงมีแนวคิดเปิดร้านไทยนิยมรวบรวมจานเด็ดยอดนิยมจากทั่วทุกภาคมาเอาใจสายกินแบบครบรสจบที่เดียวตั้งแต่ทิศเหนือจรดทิศใต้ ทุกเมนูชูรสชาติเข้มข้นถึงเครื่องแบบต้นตำรับพร้อมสอดแทรกเทคนิคการปรุงแบบภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ช่วยดึงกลิ่นและรสให้กับอาหารทุกจาน พิถีพิถันขนาดนี้อย่าคิดว่าราคาจะแรงเพราะการันตีด้วยรางวัลมิชลิน บิบกูมองด์ ปี 2019 ว่าอร่อยคุ้มค่าในราคาย่อมเยามาแล้ว         เริ่มจากทิศเหนือ เชียงใหม่คอมโบ ออเดิร์ฟขายดีรวมทีเด็ดอย่างน้ำพริกอ่อง น้ำพริกหนุ่ม รสชาติเข้มข้นถึงเครื่องแบบฉบับตำรับเหนือ เคียงด้วยแคปหมู ไส้อั่ว และหมูทอดกาดหลวงทำจากหมูสามชั้นทอด กรุบกรอบและหอมมันกำลังดี     ต่อด้วยงบปู เมนูไทยโบราณที่ปรุงแต่งสูตรแตกต่างกันไปตามภูมิภาคหรือความชอบของแต่ละบ้าน สำหรับสูตรของร้านรสชาติเข้มข้นเน้นเครื่องเยอะ อร่อยได้เต็มปากเต็มคำเพราะทำจากเนื้อปลากรายนวดกับพริกแกงตำเอง ใส่เนื้อปูอีกหน่อยก่อนห่อใบตองปิ้งไฟร้อนๆ ชูกลิ่นหอมชวนหิว     ทีเด็ดแดนใต้ยกให้แกงเหลืองปลากระพงหน่อไม้ดอง รับประกันความเข้มข้นเพราะโขลกเครื่องแกงเอง ใส่หน่อไม้ดองกรุบกรอบกินกับปลากระพงเนื้อสดหวาน     หากเผ็ดร้อนเกินไปให้สั่งไข่เจียวน้ำพริกกากหมูมาลดทอนความร้อนแรง แม้ดูเป็นเมนูธรรมดาแต่ติดอันดับขายดีที่ต้องมีทุกโต๊ะ ทางร้านใช้ไข่เป็ดผสานเทคนิกการทอดทำให้ไข่ฟูกรอบและหอม กินกับน้ำพริกกากหมูสูตรเข้มข้นด้วยส่วนผสมคัดอย่างดีไม่ว่าจะเป็นหอมเจียว กระเทียมเจียว และพริกแห้ง 2 ชนิดที่รสเผ็ดปานกลางคือพริกจินดาและพริกยอดสน ใส่กากหมูเจียวใหม่ลงผัดคลุกเคล้าให้เข้ากัน ปรุงรสเค็มนำแซมรสหวาน ทิ้งท้ายด้วยรสเผ็ดติดปลายลิ้น อร่อยจนไม่อยากลุกกลับบ้าน!  

อยากยกให้เป็นปีทองของอาหารไทย โดยเฉพาะร้านอาหารไทยโบราณที่โด่งดังจนคว้าดาวมิชลินมาครองได้หลายร้าน หนึ่งในนั้นคือ Siam Wisdom ที่คว้าดาวมิชลินปี 2019 มาประดับได้อย่างงดงาม ล่าสุดเชฟนำไอเดียจากสูตรก้นครัวที่คุณตาคุณยายปรุงให้กินในวัยเยาว์มาผสมผสานกับวัตถุดิบตามฤดูกาล ปรุงเป็นจานเด็ดที่อบอวลด้วยกลิ่นอายในอดีตที่เรากินแล้วรู้สึกเหมือนได้ย้อนวัยกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง           เมนูเด็ดไก่ส้มกู้ด เชฟนำส้มกู้ดหรือมะกรูดมาตำ สูตรคล้ายพริกแกงเผ็ด เสริมกลิ่นหอมด้วยผงกะหรี่กับขมิ้น ละลายในน้ำกะทิที่เดือดปุด แล้วปรุงรสเปรี้ยวหวานเค็มมัน       ยำสลัด หรือยำกุ้งสะเออะ ชื่อเมนูที่ตั้งใจล้อเลียนแบบขำๆ เพราะระหว่างอบกุ้งนอกจากน้ำมะนาวและน้ำปลายังมีน้ำจากตัวกุ้งปนออกมาด้วย  แม้ไม่ตั้งใจแต่กลับเพิ่มดีกรีความชุ่มฉ่ำชวนกิน ก่อนนำมายำกับเครื่องยำ ปรุงรสเปรี้ยวหวานจัดจ้าน       ต้มยำปลาช่อนโบราณ รศ.109 สเน่ห์อยู่ที่กลิ่นอายและรสชาติแบบโบราณที่หากินได้ยากเต็มที เชฟใส่ข้าวสารลงไปต้มกับตะไคร้ รากผักชี ใบมะกรูด หอมแดงเผา ทุบพริกขี้หนู พริกแห้งทอดหั่นเต๋า และกระเทียมไทยทอดกรอบโรยตาม เมนูนี้เชฟบอกว่าใช้ปลาช่อนนาอร่อยที่สุด       แกงขี้เหล็กแก้มหมูย่าง เลือกใช้แก้มหมูที่มีความนุ่มเป็นพิเศษและรสสัมผัสคล้ายเนื้อน่องลาย นำมาหมักกับรากผักชี กระเทียม พริกไทย ซอสผัก และนม หมักและซูวีนาน 24 ชม. จากนั้นย่างซ้ำอีกครั้งเพิ่มกลิ่นหอมควันไฟ ก่อนนำมาแกงร่วมกับขี้เหล็ก ปรุงรสกลมกล่อมเจือขมติดปลายลิ้นเล็กน้อย     ทุกเมนูคือที่สุดของรสชาติที่เราไม่อยากให้พลาดจริงๆ เพราะนับวันจะหากินรสชาติแบบนี้ได้ยากเต็มทีแล้ว

ยังเป็นร้านท็อปลิสต์ในใจหลายคน สำหรับ “เสน่ห์จันทน์” (Saneh Jaan) ร้านอาหารไทยไฟน์ไดน์นิ่ง ในอาคารสินธร ถนนวิทยุ ที่การันตีเรื่องรสชาติด้วยการคว้ามิชลินสตาร์ 1 ดาว มากอดไว้แน่นๆ 2 ปีซ้อน   กลับมาเยือนครั้งนี้ เสน่ห์จันทน์ยังคงเปี่ยมเสน่ห์เช่นเคย ทั้งบรรยากาศแบบเรียบหรูคลาสสิก และเมนูอาหารไทยตำรับโบราณที่ไม่เพียงรสชาติดีเท่านั้น แต่ยังแฝงไว้ด้วยความประณีตละเมียดละไมในทุกเมนู         ประเดิมมื้อนี้ด้วย เครื่องว่างสำรับเอก ที่นำของว่างไทยคำเล็กคำน้อย ทั้งของนึ่งและของทอดมาจัดเสิร์ฟเป็นเซ็ตสำหรับแชร์กันได้ อาทิ ช่อมาลี แป้งนุ่มอร่อย จีบนกตัวอวบอ้วน (น่ารักจนแทบไม่กล้ากิน) ปอเปี๊ยะ ถุงทอง ม้าฮ่อ ขนมเบื้องไทย ทอดมันปลากราย ฯลฯ ซึ่งจะสลับสับเปลี่ยนกันไปในแต่ละวัน จะสั่งมากินคู่กับน้ำชายามบ่าย หรือสั่งเพื่อเรียกน้ำย่อยก่อนเมนคอร์สก็ไม่หนักจนเกินไป       ส่วนอาหารคาวอย่างแสร้งว่ากุ้งนั้น โดดเด่นที่น้ำยำและเครื่องเคราที่ใช้ นอกจากน้ำมะนาวสด เชฟยังใช้น้ำส้มซ่าซึ่งมีกลิ่นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ปรุงรสให้เปรี้ยวอมหวาน มีเผ็ดปลายๆ แล้วราดบนตัวกุ้ง เคียงด้วยยำปลาสลิดฟูสำหรับแนมกินด้วยกัน เพิ่มระดับความเผ็ดร้อนขึ้นอีกนิดกับไก่บ้านคั่วใบจั๋น ไก่บ้านเนื้อหนึบเคี้ยวสนุกผัดกับเครื่องแกงจนเข้าเนื้อ ใส่ใบจั๋น หรือใบยี่หร่า ลงไปเพิ่มกลิ่นหอมและทำให้รสชาติออกมาร้อนแรงถูกใจนัก       เรื่องเครื่องจิ้มที่นี่ก็ไม่แพ้ใครเช่นกัน เราอยากให้ลองชุดน้ำพริกเมืองเหนือ น้ำพริกอ่องและน้ำพริกหนุ่มอร่อยเชียว เคียงข้างด้วยไส้อั่ว แคบหมู ไข่ต้ม และผักแกะสลัก แล้วจบเรื่องของคาวกันด้วย แกงมอญคอหมูย่าง ที่เลือกใช้หมูคุโรบูตะนุ่มๆ มาแกงกับเครื่องแกงแดง รสชาติเข้มข้นแต่กลมกล่อม กินกับข้าวสวยร้อนๆ ดีงาม       ปิดท้ายมือนี้ด้วยส้มฉุน ขนมหวานตำรับชาววังสำหรับคลายร้อน ด้วยผลไม้อย่างแก้วมังกร ส้ม เงาะ ลิ้นจี่ ทับทิม ในน้ำเชื่อมที่ได้รสเปรี้ยวจากส้มซ่า โรยด้วยหอมเจียว และขิงซอย     กินแล้วชื่นฉ่ำหัวใจนักเชียว

เป็นที่ฮือฮาไม่น้อยเมื่อเดอะเฮ้าส์ออนสาทรเปลี่ยนคอนเซ็ปต์อาหารจาก The Dining Room ที่เสิร์ฟอาหารจากแรงบันดาลใจของอดีตเชฟชาวตุรกี-ฟาทีห์ ทูทัค กลายเป็นอาหารสไตล์โมเดิร์นไทยซีฟู้ด ใช้ชื่อร้านว่า “พาย” (Paii) ที่มีความหมายถึงการพายเรือ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากหลวงสาทรราชายุกต์เจ้าของคฤหาสน์คนแรกผู้ริเริ่มขุดคลองสาทรนั่นเอง       ภายในร้านยังคงสวยคลาสสิคเหมือนเดิม ปรับโฉมโดยเปลี่ยนเคาท์เตอร์บาร์ออกไป ทำให้โปร่งโล่งและรองรับลูกค้าได้มากขึ้น ส่วนอาหารได้เชฟคนใหม่ฝีมือดี โจ-วีรเกติ์ นิลายน ปรุงอาหารด้วยรสชาติจัดจ้านในแบบที่คนชอบรสเข้มข้นต้องถูกใจ     เริ่มด้วย ยำหัวปลีเนื้อปู จานนี้ใช้ทั้งหัวปลีสดและหัวปลีชุบแป้งทอดเพิ่มสัมผัสที่กรุบกรอบต่างกัน น้ำยำรสเด็ดหวานเผ็ดจากน้ำพริกเผาทำเอง และเนื้อกรรเชียงปูขนาดจัมโบ้ช่วยให้จานนี้อร่อยเรียกน้ำย่อยได้ดี ลาบปลาหมึกยักษ์ย่าง หนวดปลาหมึกยักษ์จากสเปนเชฟต้มทั้งหนวดจนนุ่ม สไลด์บางๆ ราดด้วยเครื่องลาบหอมกลิ่นข้าวคั่วและสะระแหน่ น้ำลาบเปรี้ยวเค็มเผ็ดครบรส       ต้มยำกุ้งแม่น้ำ เชฟใช้กุ้งตัวโตจากสมุทรสงคราม กุ้งสดเนื้อหวานเด้งทำเป็นต้มยำน้ำข้นรสเข้ม หอมกลิ่นเครื่องต้มยำ กุ้งลายเสือผัดกระเทียมพริกไทย กุ้งลายเสือไซส์ยักษ์จากทะเลไทย ผัดกับซอสกระเทียมพริกไทยรสเข้มข้ม เผ็ดและหอมถึงเครื่องจากกระเทียมพริกไทยดำจานนี้แนะนำว่าคลุกข้าวอร่อย หอยเชลล์ผัดผงกะหรี่ หอยเชลล์ฮอกไกโดย่างกระทะสุกพอดีเนื้อนุ่มหวาน กับซอสผงกะหรี่กลิ่นหอมนวล         หอยหลอดผัดซอสเอ็กโอ หอยหลอดฝรั่งเศสกับซอสรสเค็ม ราดด้วยเหล้ารัมให้ไฟลุกพรึ่บ กลิ่นหอยยั่วน้ำลาย     ปิดท้ายด้วยของหวาน พายวาฟเฟิล วาฟเฟิลฮ่องกงกรอบนอกนุ่มใน กินกับครีมสดและผลไม้ไทยรสเปรี้ยวอมหวานอย่างลูกหม่อน ทับทิมและส้มโอ ถึงจะครบถ้วน     “เดอะเฮ้าส์ออนสาทร” ตึกโบราณสไตล์โคโลเนียล แลนด์มาร์คเก่าแก่อายุกว่า 130 ปี อดีตเคยเป็นบ้านพักของครอบครัว “หลวงสาทรราชายุกต์” นักธุรกิจผู้มั่งคั่งและเป็นผู้ริเริ่มขุดคลองสาทร หลังจากเปลี่ยนเป็นโรงแรมและสถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทยแล้ว ปัจุบันอาคารหลังนี้เป็นส่วนหนึ่งของ W Bangkok

แรกเห็นก็สะดุดตากับความเก๋ไก๋สไตล์ย้อนยุคของ รส คิทเช่น มุมแฮงก์เอาท์ชวนนั่งหลังเลิกงานที่ไม่ควรพลาด เสน่ห์ของร้านคือสีสันสดใสในบรรยากาศคาเฟ่ไทยสมัยก่อนที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานผสานกลิ่นอายลูกทุ่งนิดๆ จุดรวมสายตาแรกแบบไม่ได้นัดหมายของทุกคนเมื่อเดินเข้ามาในร้านคงอยู่ที่ไฟนีออนสีสดใสรูปเสือร้องไห้บนผนัง สื่อถึงเมนูไฮไลท์และสัญลักษณ์ความจัดจ้านถึงเครื่องของอาหารไทยที่ใครได้ลองก็ต้องเทใจให้         เริ่มเปิดสำรับกับไฮไลท์เสือร้องไห้ เชฟใช้เนื้อ Gain Fed 150 วันจากออสเตรเลียสโลว์คุกนานถึง 2 ชั่วโมงเพื่อคงความนุ่มนวลฉ่ำลิ้น เสิร์ฟมาบนเตาเพิ่มความฟินและกลิ่นหอมจากการย่าง ก่อนคีบเข้าปากอย่าลืมจุ่มน้ำจิ้มแจ่วสูตรเด็ดรับรองอร่อยน้ำตาเล็ด ขนาดไม่ใช่มีทเลิฟเวอร์ยังต้องสั่งเพิ่มคิดดู!       จานต่อมายำรถทัวร์ รวมที่สุดของวัตถุดิบอย่างแซลมอนเนื้อนุ่มเคี้ยวเต็มปากเต็มคำ ตามด้วยโฮตาเตะและหอยนางรมตัวใหญ่ที่ทั้งสดและหวาน เมนูนี้พนักงานจะยำวัตถุดิบทั้งหมดบนโต๊ะกับเครื่องพล่า ให้เรานั่งชมไปหิวไปก่อนเจริญอาหารกันต่อ         ลาบเป็ดคองฟี ลาบรสเด็ดปรุงจากเครื่องในเป็ดสับ เหยาะน้ำมันเห็ดทรัฟเฟิลเสริมกลิ่นหอมกระตุ้นความอยากอาหาร ด้านบนวางสะโพกเป็ดตุ๋นในน้ำมัน 2 ชั่วโมง แค่ใช้ช้อนกดเบาๆ เนื้อก็หลุดร่อนไม่ต้องออกแรง       ปลากะพงทอดขมิ้น ปลากะพงหมักกับขมิ้นสดและผงขมิ้นเพิ่มดีกรีความหอมอีกเท่าตัว เชฟจะแล่เป็นชิ้นให้กินสะดวก ทอดกรอบๆ หอมๆ เสิร์ฟคู่สมุนไพรทอดและน้ำจิ้มรสจี๊ดจ๊าด       คอนซอมเม่แซ่บ เปลี่ยนน้ำซุปสไตล์ยุโรปด้วยเครื่องต้มแซ่บแบบไทยเคี่ยวรวมกับเนื้อวากิวที่ผ่านการหมักนานกว่า 6 ชั่วโมงจนได้รสชาติที่กลมกล่อมและหอมกรุ่น เวลากินให้เทน้ำซุปร้อนๆ ลงบนชิ้นเนื้อซึ่งจะค่อยๆ เปลี่ยนสีและสุกนุ่มกำลังดี       มาถึงของหวานห้ามพลาด ได้แก่ ส้มฉุน ขนมโบราณหวานเย็นชื่นใจที่เดี๋ยวนี้หากินยากแล้วยกเว้นมาร้านนี้ หรือจะสั่งบัวลอยไข่หวาน สักถ้วยมาช่วยล้างปากก็เข้าทีดีเหมือนกัน         ส่วนเครื่องดื่มสุดป๊อบเป็นค็อกเทลไทยที่มีให้เลือกหลากหลาย อาทิ รสอุทัย รสเปรี้ยวพอดีๆ จากส่วนผสมของน้ำยาอุทัยและน้ำมะเม่า กลิ่นหอมเย็นๆ คลาสสิกมาก       หรือจะลองลำยองสองใจ น้ำมะลิแต่งกลิ่นด้วยเปลือกส้มและดอกมะลิ เป็นใครก็หลงใหลในความหวานซ่อนเปรี้ยวของแก้วนี้   วันไหนนึกอยากแฮงก์เอาท์แบบย้อนยุค ไม่ต้องพึ่งไทม์แมชชีนก็ฟินได้ทุกวันที่ รส คิทเช่น

พอได้ข่าวครัวบรรเลง-สาทร ย้ายบ้านใหม่มาปักหลักย่านสุขุมวิทในชื่อครัวบรรเลง 33 แฟนคลับคนรักอาหารไทยอย่างเราย่อมไม่พลาดตามมาลิ้มลองความอร่อยที่คุ้นปาก และหลังจากได้ลองชิมก็พบว่าอาหารสูตรประจำบ้านของหุ้นส่วนร้านทุกคนยังเข้มข้นถึงเครื่องเหมือนเดิม       นอกจากชูจุดเด่นที่เมนูอาหารไทยด้านบรรยากาศภายในร้านยังช่วยเสริมให้เจริญอาหารมากยิ่งขึ้น เพราะอบอวลด้วยความรู้สึกอบอุ่นชวนผ่อนคลาย เหมือนนั่งกินข้าวในบ้านที่สงบเงียบและตกแต่งอย่างเรียบง่ายในโทนสีเย็นตา ระหว่างรออาหารเลือกพักสายตาชมภาพบนผนังหรือวิวภายนอกผ่านกระจกก็เพลิดเพลินจนลืมเวลา         ทางร้านยกขบวนเมนูไฮไลท์ของร้านมาประจำการที่นี่อย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นผัดไทยกุ้งสดที่หอมกลิ่นคั่วกระทะ เส้นเล็กเหนียวนุ่มผัดกับซอสสูตรโบราณเคี่ยวจากน้ำตาลปี๊บและน้ำมะขามเปียก ใส่เครื่องแน่นทั้งเต้าหู้และกุ้งตัวโต โรยกากหมูเจียวมาให้เคี้ยวเพลินๆ       ต่อด้วยเมนูที่คนรักแกงโบราณจะไม่ยอมมองข้ามอย่างเด็ดขาดคือแกงรัญจวนเนื้อ เนื้อร่องซี่โครงนุ่มหนึบในน้ำแกงรสเผ็ดร้อนเจือกลิ่นหอมอ่อนๆ ของกะปิเผา แค่ได้กลิ่นก็ฟินแล้ว       มาถึงเมนูโปรดของหลายคน สตูว์ลิ้นวัว ลิ้นวัวนุ่มเนียนลิ้นไร้กลิ่นสาบกวนใจในน้ำสตูว์ที่ผ่านการเคี่ยวนานจนเข้มข้นถึงเครื่อง ใส่แครอทและหอมใหญ่เพิ่มรสหวานตามธรรมชาติ อร่อยจนต้องขอเติมข้าว       สาขานี้ยังเพิ่มอาหารจานเดียวเหมาะกับช่วงเวลาเร่งรีบของชาวออฟฟิศ อาทิ หมูทอดผัดหมี่ครัวบรรเลง ความพิเศษอยู่ที่เส้นหมี่นุ่มๆ ผัดซอสรสชาติกลมกล่อม เสิร์ฟคู่หมูทอดสไลด์บางที่เนื้อนุ่มฉ่ำจากสูตรลับของร้าน ถือเป็นการจับคู่ที่อร่อยลงตัวมาก       หรือจะลองข้าวผัดพริกขิงกากหมู ข้าวผัดพริกขิงหอมกลิ่นเครื่องแกงและสมุนไพร โรยกากหมูเจียวใหม่ใส่มาให้เคี้ยวกรุบกรอบ เหยาะน้ำปลาพริกบีบมะนาวอีกนิดหน่อย กินแนมกับผักสด เคี้ยวเพลินเผลอเดี๋ยวเดียวหมดจาน เมนูของร้านมีไม่มากแต่คัดสรรเฉพาะทีเด็ด ไม่ว่าสั่งจานไหนก็อร่อยถูกใจทั้งนั้น  

ใครที่ชื่นชอบการกินหมูต้องเขยิบมาใกล้ๆ เพราะวันนี้เราจะไปพาไปร้าน คอหมูพระราม 5 ร้านอาหารที่จะทำให้คุณหลงรักการกินหมูอย่างที่ไม่เคยมีมากก่อน     เริ่มแรกก่อนที่จะเปิดร้านนี้ เชฟยีสต์ นกุล กวินรัตน์ ตั้งใจให้เป็นเพียงโปรเจกต์เล็กๆ ขายเมนูหมูปิ้งธรรมดา แต่บังเอิญเป็นความโชคดีที่ได้พื้นที่แถวย่านพระราม 5 มาแบบใหญ่โต เลยทำให้โปรเจกต์ที่คิดไว้ตอนนี้ขยายขนาดขึ้นมาอย่างที่เห็น     หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมร้านนี้ถึงขายแต่หมู ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเชฟยีสส์คิดว่า ร้านที่ขายหมูโดยเฉพาะไม่ได้มีให้เห็นมากมายเท่าไร ประกอบกับคุณแม่ของเชฟไม่กินไก่และไม่กินเนื้อวัว จึงทำให้ร้านเน้นขายแต่หมู   แต่จะให้เปิดร้านทั่วไปเหมือนคนอื่นๆ ก็คงไม่ใช่ ทางร้านเลยเพิ่มกิมมิกเล็กๆ โดยการนำรถเข็นแบบไทยๆ ที่มีเสิร์ฟน้ำพริกและผักสดแบบบุฟเฟต์ที่ให้ลูกค้าสามารถตักกินได้อย่างจุใจแบบฟรีๆ กันไปเลย ไม่ว่าจะเป็นน้ำพริกเต้าเจี้ยว น้ำพริกปลาร้า น้ำจิ้มแจ๋ว หรือน้ำพริกไข่เค็ม ขอแค่ตักไปแล้วต้องกินให้หมดเท่านั้น เพราะเจ้าของร้านเชื่อว่าแต่ละคนย่อมมีรสชาติที่ถูกใจแตกต่างกันไป     เริ่มต้นกันด้วยคอหมูย่างมาในรูปแบบของกับข้าว อัดแน่นไปด้วยคอหมูย่างเน้นๆ ชนิดที่เรียกว่าแทบจะล้นจาน กัดเข้าไปแล้วรู้สึกนุ่มลิ้นเป็นที่สุด ไม่เหนียว และที่สำคัญยังมีกลิ่นหอมจากเครื่องเทศที่คลุกเคล้ามาอีกด้วย ถัดมาเป็นข้าวราดหมูชาชูซาเตี๊ยะ แค่ฟังชื่อก็ดูน่าสนใจแล้ว จริงๆ แล้วจานนี้คือหมูชาชูฉ่ำซอสสูตรเฉพาะจากทางร้าน แถมมีกระเทียมเจียวโรยด้านบนเพื่อช่วยเพิ่มกลิ่นหอมอีกด้วย เป็นใครก็แทบจะอดใจไม่ไหวแล้ว         สำหรับใครที่ชื่นชอบแกงกะหรี่ต้องจัดเลยกับแกงกะหรี่ระแวงใส่กุนเชียงย่าง (แกงระแวงคล้ายๆ กับพะแนง แต่เติมขมิ้นลงไป ทำให้มีสีสันเหลือง) รสชาติเหมือนแกงกะหรี่ไทยแต่จะอ่อนกว่าเท่านั้น เพื่อให้ทุกคนกินได้ จานนี้พร้อมด้วยกุนเชียงหอมๆ ใส่เสริมมาช่วยเพิ่มให้อาหารจานนี้สมบูรณ์แบบมากขึ้น     ปิดท้ายกันด้วยเมนูของหวานอย่าง ไข่กบ นกปล่อย บัวลอย ไอ้ตื้อ 2.0 แม้ว่าชื่ออาจจะฟังดูแปลกประหลาดไปสักหน่อย แต่มันก็คือลอดช่องน้ำกะทิ ใส่เม็ดแมงลัก ข้าวพอง และข้าวเหนียวดำนั่นเอง กินตบท้ายมื้ออาหารก็ทำให้ชื่นใจไม่ใช่น้อย    

เสน่ห์ของขนมไทยนอกจากความหอมหวานกลมกล่อมด้วยส่วนผสมที่ลงตัวของแป้ง กะทิ และน้ำตาลแล้วก็คือความพิถีพิถันช่างประดิดประดอยของคนทำเพื่อให้ขนมทุกชิ้นรสชาติถูกปากและมีหน้าตาสวยงามชวนกิน อย่างเช่นที่เสน่ห์ ร้านขนมไทยไซส์เอสที่ดูอบอุ่นชวนนั่งได้นานๆ โดยเฉพาะเวลาที่ได้นั่งมองเจ้าของร้านบรรจงหยอดขนมทีละชิ้นๆ เพลินจนลืมเวลาไปเลย       เสน่ห์ของร้านนี้อีกอย่างคือขนมในแต่ละวันอาจจะไม่เหมือนกัน เพราะหากเจ้าของร้านพบวัตถุดิบที่น่าสนใจในวันนั้นเราก็อาจได้ลิ้มลองขนมชิ้นใหม่ๆ         ส่วนขนมไทยยอดนิยมที่หากินยากอย่างขนมบุหลันดั้นเมฆ ถึงแม้จะทำทุกวันแต่ก็มักไม่ทันขาย เพราะหลายคนตกหลุมรักขนมไทยโบราณที่มีรสชาติกลมกล่อมจากส่วนผสมของแป้งเหนียวๆ นุ่มๆ กับไส้ไข่แดงหวานๆ หอมๆ ชนิดนี้ตั้งแต่ได้ลองกินครั้งแรกแล้ว ดังนั้นพอนึ่งสุกปุ๊บก็แทบจะหมดปั๊บ หลายคนต้องสั่งจองล่วงหน้ากันพลาดเลยทีเดียว       รวมไปถึงขนมถ้วยที่ขายดีไม่น้อยหน้า เพราะเปลี่ยนจากหน้ากะทิมาเป็นหน้านวล ตบท้ายด้วยการหยอดสังขยารสชาติเค็มๆ หวานๆ สีสันดูน่ากิน ใครกำลังมองหาของฝากอยากให้ลองมอบเป็นขนมไทย รับรองสุขใจผู้ให้ ถูกใจผู้รับแน่นอน    

  แดดร่ม ลมตกแบบนี้ จูงมือแฟนหรือชวนเพื่อนมาแฮงค์เอ้าท์ที่ “โรงรส” ร้านอาหารไทยบรรยากาศสบายๆ ด้านล่างตกแต่งแบบไทยด้วยเฟอร์นิเจอร์สีทองและกรมท่า มองเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยา       แถมชั้นบนเปิดโล่งให้ได้กินลมชมวิวพระปรางวัดอรุณ นอกจากอาหารจะอร่อยแล้ว ยังจะได้รูปสวยๆ ไว้อัพไอจีเก๋ๆ อวดเพื่อนอีกด้วย     มาพูดถึงเรื่องอาหารกันบ้างดีกว่าเริ่มกันที่เมนูซิกเนเจอร์อย่างข้าวผัดโรงรส ข้าวสวยร้อนๆคลุกน้ำพริกลงเรือ กินคู่กับไข่เค็มไชยาที่มีความหอมมัน แถมยังมีกุ้งเนื้อหวานตัวโตๆ เสียบไม้รสเปรี้ยวหวาน     ต่อกันด้วยโรตีแกงเขียวหวาน โรตีทอดใหม่กรอบๆ กินคู่กับแกงเขียวหวานรสชาติเผ็ดนำ หวานตาม เนื้อไก่แน่นๆ มะเขือกรอบๆ กับพริกขี้หนูสด รสชาติเข้มข้นถึงใจแน่นอน       แถมด้วยของว่างโบราณอย่าง แตงโมปลาแห้ง แตงโมเนื้อชุ่มฉ่ำหั่นเต๋าชิ้นพอดีคำ กินคู่กับปลาแห้งคลุกน้ำตาลและหอมเจียว กระซิบนิดนึงว่าร้านนี้ใช้ปลาแห้งคัดพิเศษส่งตรงจากสิงห์บุรีเท่านั้น กินคู่กันแล้วรู้สึกสดชื่นขึ้นทันที เหมาะกับอากาศประเทศไทยที่ร้อนอบอ้าวจริงๆ     ลิ้มบรรยากาศดีๆ แล้ว อย่าลืมลองค็อกเทลสูตรพิเศษจากทางร้านอย่างบ้องเพชรฆาต ที่เสิร์ฟในบ้องไม้ไผ่ ใช้เหล้าไทยอย่างแสงโสม ผสมกับเสาวรสและมะม่วง รสชาติหวานเปรี้ยวขมปลาย แต่ยังคงความหอมของเสาวรส ทำให้เมนูนี้เป็นเมนูขายดีของทางร้าน     ต่อด้วยกะลาสี เครื่องดื่มค็อกเทลปั่นที่เสิร์ฟในติหมาใบจากที่สั่งทำพิเศษจากสุราษฎร์ธานี ผสมผสานน้ำกะทิ สับปะรด และWhite Rum รสชาติเข้มข้นเย็นชื่นใจ     ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่ม Detox ที่ใช้ผักโขมปั่นผสมกับเสาวรสและมะม่วง รสชาติเปรี้ยวหวานทานง่าย ใครที่คิดว่าผักโขมปั่นจะต้องขมและเหม็นเขียวต้องมาลองค่ะ เพราะมันดีต่อใจจริงๆ