หากใครยังจดจำความอร่อยของอาหารเวียดนามที่เคียงคู่กับบาร์สุดเก๋ Happy Endings Eats & Bar กันได้ มาตอนนี้โครงการใหม่ในเครือเดียวกันได้เกิดขึ้นอีกครั้งในชื่อ “โรงอาหารศาลาแดง” (Saladang Dining Hall) ร้านอาหารไทยในบรรยากาศน่ารักที่แฝงความฮิปด้วยการตกแต่งและเครื่องดื่มสูตรพิเศษ       จากความตั้งใจที่จะให้ที่นี่เป็นโรงอาหารของชาวออฟฟิศและผู้คนแถบนี้ โรงอาหารศาลาแดงจึงมาในโทนสีขาวสะอาดตาและรายล้อมไปด้วยกระจกบานใหญ่ที่ทำให้มองเห็นความเป็นไปในซอยศาลาแดง ส่วนภายในก็มีลูกเล่นที่แฝงความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นลวดลายของลอนกระเบื้องตรงบริเวณบาร์ เรื่อยไปจนถึงโครงสร้างไม้ที่ยังคงความอบอุ่นของบ้านเก่าหลังเดิมเอาไว้       ส่วนเรื่องอาหารก็ได้เชฟคาลวินที่เคยสะสมประสบการณ์จากร้าน Pink Flamingo มาสร้างสรรค์อาหารไทยสไตล์คอมฟอร์ตฟู้ดที่พกพาความสนุกทว่าเรียบง่าย อีกทั้งยังคงความเป็นไทยด้วยรสชาติที่ขอรับประกันความถูกใจ ประเดิมด้วยเมนูอาหารจานเดียวอย่าง Panang Rice Bowl ข้าวพะแนงหมูในชามใบโตเสิร์ฟพร้อมไข่ออนเซ็นมาคลุกเคล้า จนได้รสชาติเข้มข้นแฝงความหวานและเผ็ดร้อน     ตามด้วย Crab Fried Rice ข้าวผัดหอมกลิ่นกระทะมาพร้อมเนื้อปูแน่นๆ เต็มคำ พร้อมน้ำจิ้มรสจี๊ดจ๊าดถ้วยเล็กมาเติมรสชาติ แต่ถ้าชอบอาหารรสจัดก็ต้อง Southern Yellow Curry แกงเหลืองรสเผ็ดถึงเครื่องมาพร้อมปลากะพงชิ้นหนาเนื้อนุ่ม       หรือจะลอง Nam Prik Pla Too Sap น้ำพริกปลาทูสับที่นำเนื้อปลาทูไปโขลกกับกะปิแล้วปรุงรส จนได้น้ำพริกขลุกขลิกหอมกลิ่นปลาทูครบรสทั้งเปรี้ยว เค็ม และเผ็ด เหมาะเคียงคู่กับผักสดอย่างที่สุด แต่ถ้ายังไม่จุใจก็อย่าลืมสั่ง Grilled Basil Porkchop สเต็กหมูย่างหมักในกระเทียมและพริกเนื้อนุ่มแทรกมันนิดๆ เสิร์ฟพร้อมสลัดแตงกวาและใบกะเพรากรอบ       ส่วนของหวานเราขอแนะนำ Market Bananas หรือกล้วยทอดตลาดเช้าที่นำกล้วยหอมมาเสียบไม้แล้วชุบแป้งทอดแล้วราดด้วยคาราเมลจากน้ำตาลอ้อย จนได้ความฉ่ำหวานและหอม ยิ่งได้ Full Moon Bay เครื่องดื่มสีเหลืองอ่อนที่ใช้เหล้ารัมฉลองเบย์ผสมเหล้าเวอร์มุธและไซรัปเก๊กฮวยมาจิบด้วยก็ยิ่งดีงามเข้าไปอีก เพราะรสชาติทั้งหอมหวานและสดชื่น ลืมความข้มเข้มของรัมไปเลยทีเดียว    

ออกอาการท้องร้องเป็นพิเศษ เมื่อได้ยินข่าวว่าตอนนี้ร้านมาริโกลด์ (Marigold) ร้านอาหารไทยรสจัดจ้านของ Josh Hotel ไลฟ์สไตล์โฮเทลแห่งซอยอารีย์ที่เราหลงรัก เพิ่งเปิดบ้านหลังที่ 2 ในซอยสุขุมวิท 26 กับรูปโฉมใหม่ที่แปลกตาขึ้นแต่ยังคงความคลาสสิกเสมือนฉากจากภาพยนตร์อันเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวเอาไว้   อีกทั้งยังแบ่งพื้นที่ด้านในเป็นบาร์ชื่อ “Serial Laughter” ส่งต่อเสียงหัวเราะกับค็อกเทลดีๆ ให้นั่งชิลหลังเลิกงาน     สูตรอาหารของร้านมาริโกลด์ (หรือแปลเป็นไทยให้เรียกง่ายๆ ว่านางดาวเรือง) เป็นอาหารรสจัดจ้านถึงใจจากเกาะสมุย และแม้ว่าที่สาขานี้จะเพิ่มอาหารจานเดียวให้หลากหลายขึ้น แต่ก็ยังคงรสชาติเข้มข้นแบบทางใต้ไว้ได้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะเครื่องแกง กะปิ และผักพื้นบ้าน อันเป็นไอเท่มลับหลังบ้านที่ทำให้ทุกเมนูน่าลิ้มลองไปเสียหมด       เริ่มต้นมื้อนี้ด้วยยำสมุนไพรปลากรอบ ชื่ออาจฟังดูธรรมดาแต่จานนี้เราติดดาวให้เลย ที่ร้านใช้ปลาวง (ปลากระเบนแห้งทอดกรอบ) มายำกับเครื่องสมุนไพร เคล้ากับน้ำยำรสออกหวาน เปรี้ยว และเผ็ด เข้ากับรสเค็มอ่อนๆ ของปลา แถมมีเม็ดมะม่วงหิมพานต์กรอบๆ มันๆ มาเพิ่มเติมความอร่อย ที่สำคัญเราชอบที่ปลายังกรอบและไม่ยุ่ยไปกับน้ำยำ     อีกหนึ่งจานไฮไลต์ คั่วกลิ้งเนื้อสันนอกออสเตรเลีย กินคั่วกลิ้งทั้งทีจัดเนื้อดีๆ ไปเลยดีกว่า จานนี้เผ็ดร้อนถึงเครื่องแบบอาหารใต้ ผัดและคั่วจนพริกแกงซึมซับเข้าเนื้อชิ้นนุ่มๆ ได้ดี แถมยังมีพริกไทยสด และพริกขี้หนูลูกโดดเป็นกับดักความอร่อย กินกับข้าวสวยร้อนๆ ถึงอกถึงใจจริงเชียว     ส่วนใครไม่ถนัดรสเผ็ดจัด ลองสั่งปีกไก่ทอดมาริโกลด์ ซิกเนเจอร์ที่ยังฮอตไม่เปลี่ยน ไก่ทอดร้อนจี๋ ที่ส่งกลิ่นหอมมาแต่ไกลเพราะใส่เครื่องแกงใต้ลงไปด้วย หรือจะลองหลนเจ้าทะเลชามโต รสชาตินุ่มนวล เสิร์ฟมาพร้อมไข่ต้มและผักสดสำหรับกินแนมอีกชุดใหญ่       จบมื้อนี้พูดได้ทั้งใจว่า “หรอยแรง”   *อ่านเพิ่มเติม Josh Hotel (https://www.gourmetandcuisine.com/stories/detail/284)

ไม่ว่าจะเป็นคนรักอาหารไทยหรือแฟนคลับของศรีตราด เราอยากชวนทุกคนไป “ขึ้นรถไฟสายบูรพา” ตู้เสบียงแห่งความอร่อยที่ “Burapa Eastern Thai Cuisine & Bar by Sri Trat” ยกมาไว้กลางซอยทองหล่อ 11 พร้อมคอนเซ็ปต์เก๋ไก๋ “ทำอาหารอีสานสไตล์คนภาคตะวันออกให้คนกรุงเทพฯ ได้กิน” โดยได้แรงบันดาลใจจากประสบการณ์การเดินทางตามเส้นทางรถไฟสายอีสานของคุณแม่เจ้าของร้านในช่วงเริ่มต้นชีวิตครอบครัว       อาหารอีสานแบบบูรพาจึงเกิดการผสมผสานระหว่างรสชาติอันกลมกลืน แต่มีรสเด่น เช่น หวานนำ เปรี้ยวนำแบบชาวตะวันออกและรสชาติจัดจ้านโดดไปทางเค็ม ขม เผ็ดแบบชาวอีสาน เรียกว่าเป็นการฟิวชันของอาหารไทย 2 พื้นถิ่นก็ว่าได้       ถ้าเปิดเมนูแสนละลานตาแล้วเลือกไม่ถูก เราแนะนำให้เริ่มด้วยคางกุ้งทอดยำแห้งใส่อัลมอนด์ที่กินเพลินสุดๆ ยำหัวปลีกุ้งสด หัวปลีอ่อนคลุกเคล้าน้ำยำถั่วพูสูตรศรีตราด ปลาหมึกผัดวุ้นเส้นกะปิ ใช้กะปิของเกาะกูดที่ทำจากกุ้ง รสชาติเค็มกลมกล่อม หรือจะเต็มอิ่มตั้งแต่เริ่มกับสำรับทานเล่นที่มีทั้งเนื้อแดดเดียวทอด ไส้กรอกอีสาน น้ำพริกหมูชะมวง และข้าวเหนียว           ต่อด้วยจานหลักอย่าง ข้าวผัดรถไฟ ข้าวผัดซอสเต้าหู้ยี้ มาพร้อมแพกุ้งฝอยทอดกรอบหอมเครื่องแกงแดงและอาจาด เสิร์ฟคู่แกงเขียวหวานไก่ ไก่ย่างแดงหมักอังคัก ซึ่งเป็นผงสมุนไพรที่ใช้หมักหมูแดง เสิร์ฟพร้อมข้าวมันโรยหอมเจียวและมะพร้าวคั่ว กินกับน้ำจิ้มแจ่ว หรือจะสั่งหมกหม้อไก่ไข่อ่อนรสแซ่บคล้ายอ่อมแต่ไม่ใส่ปลาร้า กินกับข้าวหอมมะลิร้อนๆ         ส่วนของหวานเราแนะนำเมนูชื่อน่ารักอย่างเรื่องกล้วยๆ ที่รวมพลกล้วยปิ้ง กล้วยเชื่อม และหนุมานคลุกฝุ่น (กล้วยนึ่งเกลือคลุกน้ำตาลและมะพร้าว) มาไว้ในเมนูเดียว จาวตาลเชื่อมในน้ำกะทิ ใช้ลูกตาลแก่เอาไปเชื่อม กินกับข้าวเหนียวมูล และไอศกรีมกะทิสดที่ใช้ดอกเกลือน้ำทะเลและน้ำตาลมะพร้าว มาพร้อมทุเรียนเชื่อมหอมหวานเนื้อแน่นหนึบกินเพลิน      

ด้วยความหลงใหลในรสชาติอาหารไทยของเจ้าของร้าน แต่การหาร้านอร่อยถูกปากบางครั้งก็ยากเกินไป จึงมีแนวคิดเปิดร้านไทยนิยมรวบรวมจานเด็ดยอดนิยมจากทั่วทุกภาคมาเอาใจสายกินแบบครบรสจบที่เดียวตั้งแต่ทิศเหนือจรดทิศใต้ ทุกเมนูชูรสชาติเข้มข้นถึงเครื่องแบบต้นตำรับพร้อมสอดแทรกเทคนิคการปรุงแบบภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ช่วยดึงกลิ่นและรสให้กับอาหารทุกจาน พิถีพิถันขนาดนี้อย่าคิดว่าราคาจะแรงเพราะการันตีด้วยรางวัลมิชลิน บิบกูมองด์ ปี 2019 ว่าอร่อยคุ้มค่าในราคาย่อมเยามาแล้ว         เริ่มจากทิศเหนือ เชียงใหม่คอมโบ ออเดิร์ฟขายดีรวมทีเด็ดอย่างน้ำพริกอ่อง น้ำพริกหนุ่ม รสชาติเข้มข้นถึงเครื่องแบบฉบับตำรับเหนือ เคียงด้วยแคปหมู ไส้อั่ว และหมูทอดกาดหลวงทำจากหมูสามชั้นทอด กรุบกรอบและหอมมันกำลังดี     ต่อด้วยงบปู เมนูไทยโบราณที่ปรุงแต่งสูตรแตกต่างกันไปตามภูมิภาคหรือความชอบของแต่ละบ้าน สำหรับสูตรของร้านรสชาติเข้มข้นเน้นเครื่องเยอะ อร่อยได้เต็มปากเต็มคำเพราะทำจากเนื้อปลากรายนวดกับพริกแกงตำเอง ใส่เนื้อปูอีกหน่อยก่อนห่อใบตองปิ้งไฟร้อนๆ ชูกลิ่นหอมชวนหิว     ทีเด็ดแดนใต้ยกให้แกงเหลืองปลากระพงหน่อไม้ดอง รับประกันความเข้มข้นเพราะโขลกเครื่องแกงเอง ใส่หน่อไม้ดองกรุบกรอบกินกับปลากระพงเนื้อสดหวาน     หากเผ็ดร้อนเกินไปให้สั่งไข่เจียวน้ำพริกกากหมูมาลดทอนความร้อนแรง แม้ดูเป็นเมนูธรรมดาแต่ติดอันดับขายดีที่ต้องมีทุกโต๊ะ ทางร้านใช้ไข่เป็ดผสานเทคนิกการทอดทำให้ไข่ฟูกรอบและหอม กินกับน้ำพริกกากหมูสูตรเข้มข้นด้วยส่วนผสมคัดอย่างดีไม่ว่าจะเป็นหอมเจียว กระเทียมเจียว และพริกแห้ง 2 ชนิดที่รสเผ็ดปานกลางคือพริกจินดาและพริกยอดสน ใส่กากหมูเจียวใหม่ลงผัดคลุกเคล้าให้เข้ากัน ปรุงรสเค็มนำแซมรสหวาน ทิ้งท้ายด้วยรสเผ็ดติดปลายลิ้น อร่อยจนไม่อยากลุกกลับบ้าน!  

อยากยกให้เป็นปีทองของอาหารไทย โดยเฉพาะร้านอาหารไทยโบราณที่โด่งดังจนคว้าดาวมิชลินมาครองได้หลายร้าน หนึ่งในนั้นคือ Siam Wisdom ที่คว้าดาวมิชลินปี 2019 มาประดับได้อย่างงดงาม ล่าสุดเชฟนำไอเดียจากสูตรก้นครัวที่คุณตาคุณยายปรุงให้กินในวัยเยาว์มาผสมผสานกับวัตถุดิบตามฤดูกาล ปรุงเป็นจานเด็ดที่อบอวลด้วยกลิ่นอายในอดีตที่เรากินแล้วรู้สึกเหมือนได้ย้อนวัยกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง           เมนูเด็ดไก่ส้มกู้ด เชฟนำส้มกู้ดหรือมะกรูดมาตำ สูตรคล้ายพริกแกงเผ็ด เสริมกลิ่นหอมด้วยผงกะหรี่กับขมิ้น ละลายในน้ำกะทิที่เดือดปุด แล้วปรุงรสเปรี้ยวหวานเค็มมัน       ยำสลัด หรือยำกุ้งสะเออะ ชื่อเมนูที่ตั้งใจล้อเลียนแบบขำๆ เพราะระหว่างอบกุ้งนอกจากน้ำมะนาวและน้ำปลายังมีน้ำจากตัวกุ้งปนออกมาด้วย  แม้ไม่ตั้งใจแต่กลับเพิ่มดีกรีความชุ่มฉ่ำชวนกิน ก่อนนำมายำกับเครื่องยำ ปรุงรสเปรี้ยวหวานจัดจ้าน       ต้มยำปลาช่อนโบราณ รศ.109 สเน่ห์อยู่ที่กลิ่นอายและรสชาติแบบโบราณที่หากินได้ยากเต็มที เชฟใส่ข้าวสารลงไปต้มกับตะไคร้ รากผักชี ใบมะกรูด หอมแดงเผา ทุบพริกขี้หนู พริกแห้งทอดหั่นเต๋า และกระเทียมไทยทอดกรอบโรยตาม เมนูนี้เชฟบอกว่าใช้ปลาช่อนนาอร่อยที่สุด       แกงขี้เหล็กแก้มหมูย่าง เลือกใช้แก้มหมูที่มีความนุ่มเป็นพิเศษและรสสัมผัสคล้ายเนื้อน่องลาย นำมาหมักกับรากผักชี กระเทียม พริกไทย ซอสผัก และนม หมักและซูวีนาน 24 ชม. จากนั้นย่างซ้ำอีกครั้งเพิ่มกลิ่นหอมควันไฟ ก่อนนำมาแกงร่วมกับขี้เหล็ก ปรุงรสกลมกล่อมเจือขมติดปลายลิ้นเล็กน้อย     ทุกเมนูคือที่สุดของรสชาติที่เราไม่อยากให้พลาดจริงๆ เพราะนับวันจะหากินรสชาติแบบนี้ได้ยากเต็มทีแล้ว

ยังเป็นร้านท็อปลิสต์ในใจหลายคน สำหรับ “เสน่ห์จันทน์” (Saneh Jaan) ร้านอาหารไทยไฟน์ไดน์นิ่ง ในอาคารสินธร ถนนวิทยุ ที่การันตีเรื่องรสชาติด้วยการคว้ามิชลินสตาร์ 1 ดาว มากอดไว้แน่นๆ 2 ปีซ้อน   กลับมาเยือนครั้งนี้ เสน่ห์จันทน์ยังคงเปี่ยมเสน่ห์เช่นเคย ทั้งบรรยากาศแบบเรียบหรูคลาสสิก และเมนูอาหารไทยตำรับโบราณที่ไม่เพียงรสชาติดีเท่านั้น แต่ยังแฝงไว้ด้วยความประณีตละเมียดละไมในทุกเมนู         ประเดิมมื้อนี้ด้วย เครื่องว่างสำรับเอก ที่นำของว่างไทยคำเล็กคำน้อย ทั้งของนึ่งและของทอดมาจัดเสิร์ฟเป็นเซ็ตสำหรับแชร์กันได้ อาทิ ช่อมาลี แป้งนุ่มอร่อย จีบนกตัวอวบอ้วน (น่ารักจนแทบไม่กล้ากิน) ปอเปี๊ยะ ถุงทอง ม้าฮ่อ ขนมเบื้องไทย ทอดมันปลากราย ฯลฯ ซึ่งจะสลับสับเปลี่ยนกันไปในแต่ละวัน จะสั่งมากินคู่กับน้ำชายามบ่าย หรือสั่งเพื่อเรียกน้ำย่อยก่อนเมนคอร์สก็ไม่หนักจนเกินไป       ส่วนอาหารคาวอย่างแสร้งว่ากุ้งนั้น โดดเด่นที่น้ำยำและเครื่องเคราที่ใช้ นอกจากน้ำมะนาวสด เชฟยังใช้น้ำส้มซ่าซึ่งมีกลิ่นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ปรุงรสให้เปรี้ยวอมหวาน มีเผ็ดปลายๆ แล้วราดบนตัวกุ้ง เคียงด้วยยำปลาสลิดฟูสำหรับแนมกินด้วยกัน เพิ่มระดับความเผ็ดร้อนขึ้นอีกนิดกับไก่บ้านคั่วใบจั๋น ไก่บ้านเนื้อหนึบเคี้ยวสนุกผัดกับเครื่องแกงจนเข้าเนื้อ ใส่ใบจั๋น หรือใบยี่หร่า ลงไปเพิ่มกลิ่นหอมและทำให้รสชาติออกมาร้อนแรงถูกใจนัก       เรื่องเครื่องจิ้มที่นี่ก็ไม่แพ้ใครเช่นกัน เราอยากให้ลองชุดน้ำพริกเมืองเหนือ น้ำพริกอ่องและน้ำพริกหนุ่มอร่อยเชียว เคียงข้างด้วยไส้อั่ว แคบหมู ไข่ต้ม และผักแกะสลัก แล้วจบเรื่องของคาวกันด้วย แกงมอญคอหมูย่าง ที่เลือกใช้หมูคุโรบูตะนุ่มๆ มาแกงกับเครื่องแกงแดง รสชาติเข้มข้นแต่กลมกล่อม กินกับข้าวสวยร้อนๆ ดีงาม       ปิดท้ายมือนี้ด้วยส้มฉุน ขนมหวานตำรับชาววังสำหรับคลายร้อน ด้วยผลไม้อย่างแก้วมังกร ส้ม เงาะ ลิ้นจี่ ทับทิม ในน้ำเชื่อมที่ได้รสเปรี้ยวจากส้มซ่า โรยด้วยหอมเจียว และขิงซอย     กินแล้วชื่นฉ่ำหัวใจนักเชียว

เป็นที่ฮือฮาไม่น้อยเมื่อเดอะเฮ้าส์ออนสาทรเปลี่ยนคอนเซ็ปต์อาหารจาก The Dining Room ที่เสิร์ฟอาหารจากแรงบันดาลใจของอดีตเชฟชาวตุรกี-ฟาทีห์ ทูทัค กลายเป็นอาหารสไตล์โมเดิร์นไทยซีฟู้ด ใช้ชื่อร้านว่า “พาย” (Paii) ที่มีความหมายถึงการพายเรือ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากหลวงสาทรราชายุกต์เจ้าของคฤหาสน์คนแรกผู้ริเริ่มขุดคลองสาทรนั่นเอง       ภายในร้านยังคงสวยคลาสสิคเหมือนเดิม ปรับโฉมโดยเปลี่ยนเคาท์เตอร์บาร์ออกไป ทำให้โปร่งโล่งและรองรับลูกค้าได้มากขึ้น ส่วนอาหารได้เชฟคนใหม่ฝีมือดี โจ-วีรเกติ์ นิลายน ปรุงอาหารด้วยรสชาติจัดจ้านในแบบที่คนชอบรสเข้มข้นต้องถูกใจ     เริ่มด้วย ยำหัวปลีเนื้อปู จานนี้ใช้ทั้งหัวปลีสดและหัวปลีชุบแป้งทอดเพิ่มสัมผัสที่กรุบกรอบต่างกัน น้ำยำรสเด็ดหวานเผ็ดจากน้ำพริกเผาทำเอง และเนื้อกรรเชียงปูขนาดจัมโบ้ช่วยให้จานนี้อร่อยเรียกน้ำย่อยได้ดี ลาบปลาหมึกยักษ์ย่าง หนวดปลาหมึกยักษ์จากสเปนเชฟต้มทั้งหนวดจนนุ่ม สไลด์บางๆ ราดด้วยเครื่องลาบหอมกลิ่นข้าวคั่วและสะระแหน่ น้ำลาบเปรี้ยวเค็มเผ็ดครบรส       ต้มยำกุ้งแม่น้ำ เชฟใช้กุ้งตัวโตจากสมุทรสงคราม กุ้งสดเนื้อหวานเด้งทำเป็นต้มยำน้ำข้นรสเข้ม หอมกลิ่นเครื่องต้มยำ กุ้งลายเสือผัดกระเทียมพริกไทย กุ้งลายเสือไซส์ยักษ์จากทะเลไทย ผัดกับซอสกระเทียมพริกไทยรสเข้มข้ม เผ็ดและหอมถึงเครื่องจากกระเทียมพริกไทยดำจานนี้แนะนำว่าคลุกข้าวอร่อย หอยเชลล์ผัดผงกะหรี่ หอยเชลล์ฮอกไกโดย่างกระทะสุกพอดีเนื้อนุ่มหวาน กับซอสผงกะหรี่กลิ่นหอมนวล         หอยหลอดผัดซอสเอ็กโอ หอยหลอดฝรั่งเศสกับซอสรสเค็ม ราดด้วยเหล้ารัมให้ไฟลุกพรึ่บ กลิ่นหอยยั่วน้ำลาย     ปิดท้ายด้วยของหวาน พายวาฟเฟิล วาฟเฟิลฮ่องกงกรอบนอกนุ่มใน กินกับครีมสดและผลไม้ไทยรสเปรี้ยวอมหวานอย่างลูกหม่อน ทับทิมและส้มโอ ถึงจะครบถ้วน     “เดอะเฮ้าส์ออนสาทร” ตึกโบราณสไตล์โคโลเนียล แลนด์มาร์คเก่าแก่อายุกว่า 130 ปี อดีตเคยเป็นบ้านพักของครอบครัว “หลวงสาทรราชายุกต์” นักธุรกิจผู้มั่งคั่งและเป็นผู้ริเริ่มขุดคลองสาทร หลังจากเปลี่ยนเป็นโรงแรมและสถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทยแล้ว ปัจุบันอาคารหลังนี้เป็นส่วนหนึ่งของ W Bangkok

แรกเห็นก็สะดุดตากับความเก๋ไก๋สไตล์ย้อนยุคของ รส คิทเช่น มุมแฮงก์เอาท์ชวนนั่งหลังเลิกงานที่ไม่ควรพลาด เสน่ห์ของร้านคือสีสันสดใสในบรรยากาศคาเฟ่ไทยสมัยก่อนที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานผสานกลิ่นอายลูกทุ่งนิดๆ จุดรวมสายตาแรกแบบไม่ได้นัดหมายของทุกคนเมื่อเดินเข้ามาในร้านคงอยู่ที่ไฟนีออนสีสดใสรูปเสือร้องไห้บนผนัง สื่อถึงเมนูไฮไลท์และสัญลักษณ์ความจัดจ้านถึงเครื่องของอาหารไทยที่ใครได้ลองก็ต้องเทใจให้         เริ่มเปิดสำรับกับไฮไลท์เสือร้องไห้ เชฟใช้เนื้อ Gain Fed 150 วันจากออสเตรเลียสโลว์คุกนานถึง 2 ชั่วโมงเพื่อคงความนุ่มนวลฉ่ำลิ้น เสิร์ฟมาบนเตาเพิ่มความฟินและกลิ่นหอมจากการย่าง ก่อนคีบเข้าปากอย่าลืมจุ่มน้ำจิ้มแจ่วสูตรเด็ดรับรองอร่อยน้ำตาเล็ด ขนาดไม่ใช่มีทเลิฟเวอร์ยังต้องสั่งเพิ่มคิดดู!       จานต่อมายำรถทัวร์ รวมที่สุดของวัตถุดิบอย่างแซลมอนเนื้อนุ่มเคี้ยวเต็มปากเต็มคำ ตามด้วยโฮตาเตะและหอยนางรมตัวใหญ่ที่ทั้งสดและหวาน เมนูนี้พนักงานจะยำวัตถุดิบทั้งหมดบนโต๊ะกับเครื่องพล่า ให้เรานั่งชมไปหิวไปก่อนเจริญอาหารกันต่อ         ลาบเป็ดคองฟี ลาบรสเด็ดปรุงจากเครื่องในเป็ดสับ เหยาะน้ำมันเห็ดทรัฟเฟิลเสริมกลิ่นหอมกระตุ้นความอยากอาหาร ด้านบนวางสะโพกเป็ดตุ๋นในน้ำมัน 2 ชั่วโมง แค่ใช้ช้อนกดเบาๆ เนื้อก็หลุดร่อนไม่ต้องออกแรง       ปลากะพงทอดขมิ้น ปลากะพงหมักกับขมิ้นสดและผงขมิ้นเพิ่มดีกรีความหอมอีกเท่าตัว เชฟจะแล่เป็นชิ้นให้กินสะดวก ทอดกรอบๆ หอมๆ เสิร์ฟคู่สมุนไพรทอดและน้ำจิ้มรสจี๊ดจ๊าด       คอนซอมเม่แซ่บ เปลี่ยนน้ำซุปสไตล์ยุโรปด้วยเครื่องต้มแซ่บแบบไทยเคี่ยวรวมกับเนื้อวากิวที่ผ่านการหมักนานกว่า 6 ชั่วโมงจนได้รสชาติที่กลมกล่อมและหอมกรุ่น เวลากินให้เทน้ำซุปร้อนๆ ลงบนชิ้นเนื้อซึ่งจะค่อยๆ เปลี่ยนสีและสุกนุ่มกำลังดี       มาถึงของหวานห้ามพลาด ได้แก่ ส้มฉุน ขนมโบราณหวานเย็นชื่นใจที่เดี๋ยวนี้หากินยากแล้วยกเว้นมาร้านนี้ หรือจะสั่งบัวลอยไข่หวาน สักถ้วยมาช่วยล้างปากก็เข้าทีดีเหมือนกัน         ส่วนเครื่องดื่มสุดป๊อบเป็นค็อกเทลไทยที่มีให้เลือกหลากหลาย อาทิ รสอุทัย รสเปรี้ยวพอดีๆ จากส่วนผสมของน้ำยาอุทัยและน้ำมะเม่า กลิ่นหอมเย็นๆ คลาสสิกมาก       หรือจะลองลำยองสองใจ น้ำมะลิแต่งกลิ่นด้วยเปลือกส้มและดอกมะลิ เป็นใครก็หลงใหลในความหวานซ่อนเปรี้ยวของแก้วนี้   วันไหนนึกอยากแฮงก์เอาท์แบบย้อนยุค ไม่ต้องพึ่งไทม์แมชชีนก็ฟินได้ทุกวันที่ รส คิทเช่น

พอได้ข่าวครัวบรรเลง-สาทร ย้ายบ้านใหม่มาปักหลักย่านสุขุมวิทในชื่อครัวบรรเลง 33 แฟนคลับคนรักอาหารไทยอย่างเราย่อมไม่พลาดตามมาลิ้มลองความอร่อยที่คุ้นปาก และหลังจากได้ลองชิมก็พบว่าอาหารสูตรประจำบ้านของหุ้นส่วนร้านทุกคนยังเข้มข้นถึงเครื่องเหมือนเดิม       นอกจากชูจุดเด่นที่เมนูอาหารไทยด้านบรรยากาศภายในร้านยังช่วยเสริมให้เจริญอาหารมากยิ่งขึ้น เพราะอบอวลด้วยความรู้สึกอบอุ่นชวนผ่อนคลาย เหมือนนั่งกินข้าวในบ้านที่สงบเงียบและตกแต่งอย่างเรียบง่ายในโทนสีเย็นตา ระหว่างรออาหารเลือกพักสายตาชมภาพบนผนังหรือวิวภายนอกผ่านกระจกก็เพลิดเพลินจนลืมเวลา         ทางร้านยกขบวนเมนูไฮไลท์ของร้านมาประจำการที่นี่อย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นผัดไทยกุ้งสดที่หอมกลิ่นคั่วกระทะ เส้นเล็กเหนียวนุ่มผัดกับซอสสูตรโบราณเคี่ยวจากน้ำตาลปี๊บและน้ำมะขามเปียก ใส่เครื่องแน่นทั้งเต้าหู้และกุ้งตัวโต โรยกากหมูเจียวมาให้เคี้ยวเพลินๆ       ต่อด้วยเมนูที่คนรักแกงโบราณจะไม่ยอมมองข้ามอย่างเด็ดขาดคือแกงรัญจวนเนื้อ เนื้อร่องซี่โครงนุ่มหนึบในน้ำแกงรสเผ็ดร้อนเจือกลิ่นหอมอ่อนๆ ของกะปิเผา แค่ได้กลิ่นก็ฟินแล้ว       มาถึงเมนูโปรดของหลายคน สตูว์ลิ้นวัว ลิ้นวัวนุ่มเนียนลิ้นไร้กลิ่นสาบกวนใจในน้ำสตูว์ที่ผ่านการเคี่ยวนานจนเข้มข้นถึงเครื่อง ใส่แครอทและหอมใหญ่เพิ่มรสหวานตามธรรมชาติ อร่อยจนต้องขอเติมข้าว       สาขานี้ยังเพิ่มอาหารจานเดียวเหมาะกับช่วงเวลาเร่งรีบของชาวออฟฟิศ อาทิ หมูทอดผัดหมี่ครัวบรรเลง ความพิเศษอยู่ที่เส้นหมี่นุ่มๆ ผัดซอสรสชาติกลมกล่อม เสิร์ฟคู่หมูทอดสไลด์บางที่เนื้อนุ่มฉ่ำจากสูตรลับของร้าน ถือเป็นการจับคู่ที่อร่อยลงตัวมาก       หรือจะลองข้าวผัดพริกขิงกากหมู ข้าวผัดพริกขิงหอมกลิ่นเครื่องแกงและสมุนไพร โรยกากหมูเจียวใหม่ใส่มาให้เคี้ยวกรุบกรอบ เหยาะน้ำปลาพริกบีบมะนาวอีกนิดหน่อย กินแนมกับผักสด เคี้ยวเพลินเผลอเดี๋ยวเดียวหมดจาน เมนูของร้านมีไม่มากแต่คัดสรรเฉพาะทีเด็ด ไม่ว่าสั่งจานไหนก็อร่อยถูกใจทั้งนั้น  

ใครที่ชื่นชอบการกินหมูต้องเขยิบมาใกล้ๆ เพราะวันนี้เราจะไปพาไปร้าน คอหมูพระราม 5 ร้านอาหารที่จะทำให้คุณหลงรักการกินหมูอย่างที่ไม่เคยมีมากก่อน     เริ่มแรกก่อนที่จะเปิดร้านนี้ เชฟยีสต์ นกุล กวินรัตน์ ตั้งใจให้เป็นเพียงโปรเจกต์เล็กๆ ขายเมนูหมูปิ้งธรรมดา แต่บังเอิญเป็นความโชคดีที่ได้พื้นที่แถวย่านพระราม 5 มาแบบใหญ่โต เลยทำให้โปรเจกต์ที่คิดไว้ตอนนี้ขยายขนาดขึ้นมาอย่างที่เห็น     หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมร้านนี้ถึงขายแต่หมู ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเชฟยีสส์คิดว่า ร้านที่ขายหมูโดยเฉพาะไม่ได้มีให้เห็นมากมายเท่าไร ประกอบกับคุณแม่ของเชฟไม่กินไก่และไม่กินเนื้อวัว จึงทำให้ร้านเน้นขายแต่หมู   แต่จะให้เปิดร้านทั่วไปเหมือนคนอื่นๆ ก็คงไม่ใช่ ทางร้านเลยเพิ่มกิมมิกเล็กๆ โดยการนำรถเข็นแบบไทยๆ ที่มีเสิร์ฟน้ำพริกและผักสดแบบบุฟเฟต์ที่ให้ลูกค้าสามารถตักกินได้อย่างจุใจแบบฟรีๆ กันไปเลย ไม่ว่าจะเป็นน้ำพริกเต้าเจี้ยว น้ำพริกปลาร้า น้ำจิ้มแจ๋ว หรือน้ำพริกไข่เค็ม ขอแค่ตักไปแล้วต้องกินให้หมดเท่านั้น เพราะเจ้าของร้านเชื่อว่าแต่ละคนย่อมมีรสชาติที่ถูกใจแตกต่างกันไป     เริ่มต้นกันด้วยคอหมูย่างมาในรูปแบบของกับข้าว อัดแน่นไปด้วยคอหมูย่างเน้นๆ ชนิดที่เรียกว่าแทบจะล้นจาน กัดเข้าไปแล้วรู้สึกนุ่มลิ้นเป็นที่สุด ไม่เหนียว และที่สำคัญยังมีกลิ่นหอมจากเครื่องเทศที่คลุกเคล้ามาอีกด้วย ถัดมาเป็นข้าวราดหมูชาชูซาเตี๊ยะ แค่ฟังชื่อก็ดูน่าสนใจแล้ว จริงๆ แล้วจานนี้คือหมูชาชูฉ่ำซอสสูตรเฉพาะจากทางร้าน แถมมีกระเทียมเจียวโรยด้านบนเพื่อช่วยเพิ่มกลิ่นหอมอีกด้วย เป็นใครก็แทบจะอดใจไม่ไหวแล้ว         สำหรับใครที่ชื่นชอบแกงกะหรี่ต้องจัดเลยกับแกงกะหรี่ระแวงใส่กุนเชียงย่าง (แกงระแวงคล้ายๆ กับพะแนง แต่เติมขมิ้นลงไป ทำให้มีสีสันเหลือง) รสชาติเหมือนแกงกะหรี่ไทยแต่จะอ่อนกว่าเท่านั้น เพื่อให้ทุกคนกินได้ จานนี้พร้อมด้วยกุนเชียงหอมๆ ใส่เสริมมาช่วยเพิ่มให้อาหารจานนี้สมบูรณ์แบบมากขึ้น     ปิดท้ายกันด้วยเมนูของหวานอย่าง ไข่กบ นกปล่อย บัวลอย ไอ้ตื้อ 2.0 แม้ว่าชื่ออาจจะฟังดูแปลกประหลาดไปสักหน่อย แต่มันก็คือลอดช่องน้ำกะทิ ใส่เม็ดแมงลัก ข้าวพอง และข้าวเหนียวดำนั่นเอง กินตบท้ายมื้ออาหารก็ทำให้ชื่นใจไม่ใช่น้อย    

เสน่ห์ของขนมไทยนอกจากความหอมหวานกลมกล่อมด้วยส่วนผสมที่ลงตัวของแป้ง กะทิ และน้ำตาลแล้วก็คือความพิถีพิถันช่างประดิดประดอยของคนทำเพื่อให้ขนมทุกชิ้นรสชาติถูกปากและมีหน้าตาสวยงามชวนกิน อย่างเช่นที่เสน่ห์ ร้านขนมไทยไซส์เอสที่ดูอบอุ่นชวนนั่งได้นานๆ โดยเฉพาะเวลาที่ได้นั่งมองเจ้าของร้านบรรจงหยอดขนมทีละชิ้นๆ เพลินจนลืมเวลาไปเลย       เสน่ห์ของร้านนี้อีกอย่างคือขนมในแต่ละวันอาจจะไม่เหมือนกัน เพราะหากเจ้าของร้านพบวัตถุดิบที่น่าสนใจในวันนั้นเราก็อาจได้ลิ้มลองขนมชิ้นใหม่ๆ         ส่วนขนมไทยยอดนิยมที่หากินยากอย่างขนมบุหลันดั้นเมฆ ถึงแม้จะทำทุกวันแต่ก็มักไม่ทันขาย เพราะหลายคนตกหลุมรักขนมไทยโบราณที่มีรสชาติกลมกล่อมจากส่วนผสมของแป้งเหนียวๆ นุ่มๆ กับไส้ไข่แดงหวานๆ หอมๆ ชนิดนี้ตั้งแต่ได้ลองกินครั้งแรกแล้ว ดังนั้นพอนึ่งสุกปุ๊บก็แทบจะหมดปั๊บ หลายคนต้องสั่งจองล่วงหน้ากันพลาดเลยทีเดียว       รวมไปถึงขนมถ้วยที่ขายดีไม่น้อยหน้า เพราะเปลี่ยนจากหน้ากะทิมาเป็นหน้านวล ตบท้ายด้วยการหยอดสังขยารสชาติเค็มๆ หวานๆ สีสันดูน่ากิน ใครกำลังมองหาของฝากอยากให้ลองมอบเป็นขนมไทย รับรองสุขใจผู้ให้ ถูกใจผู้รับแน่นอน    

  แดดร่ม ลมตกแบบนี้ จูงมือแฟนหรือชวนเพื่อนมาแฮงค์เอ้าท์ที่ “โรงรส” ร้านอาหารไทยบรรยากาศสบายๆ ด้านล่างตกแต่งแบบไทยด้วยเฟอร์นิเจอร์สีทองและกรมท่า มองเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยา       แถมชั้นบนเปิดโล่งให้ได้กินลมชมวิวพระปรางวัดอรุณ นอกจากอาหารจะอร่อยแล้ว ยังจะได้รูปสวยๆ ไว้อัพไอจีเก๋ๆ อวดเพื่อนอีกด้วย     มาพูดถึงเรื่องอาหารกันบ้างดีกว่าเริ่มกันที่เมนูซิกเนเจอร์อย่างข้าวผัดโรงรส ข้าวสวยร้อนๆคลุกน้ำพริกลงเรือ กินคู่กับไข่เค็มไชยาที่มีความหอมมัน แถมยังมีกุ้งเนื้อหวานตัวโตๆ เสียบไม้รสเปรี้ยวหวาน     ต่อกันด้วยโรตีแกงเขียวหวาน โรตีทอดใหม่กรอบๆ กินคู่กับแกงเขียวหวานรสชาติเผ็ดนำ หวานตาม เนื้อไก่แน่นๆ มะเขือกรอบๆ กับพริกขี้หนูสด รสชาติเข้มข้นถึงใจแน่นอน       แถมด้วยของว่างโบราณอย่าง แตงโมปลาแห้ง แตงโมเนื้อชุ่มฉ่ำหั่นเต๋าชิ้นพอดีคำ กินคู่กับปลาแห้งคลุกน้ำตาลและหอมเจียว กระซิบนิดนึงว่าร้านนี้ใช้ปลาแห้งคัดพิเศษส่งตรงจากสิงห์บุรีเท่านั้น กินคู่กันแล้วรู้สึกสดชื่นขึ้นทันที เหมาะกับอากาศประเทศไทยที่ร้อนอบอ้าวจริงๆ     ลิ้มบรรยากาศดีๆ แล้ว อย่าลืมลองค็อกเทลสูตรพิเศษจากทางร้านอย่างบ้องเพชรฆาต ที่เสิร์ฟในบ้องไม้ไผ่ ใช้เหล้าไทยอย่างแสงโสม ผสมกับเสาวรสและมะม่วง รสชาติหวานเปรี้ยวขมปลาย แต่ยังคงความหอมของเสาวรส ทำให้เมนูนี้เป็นเมนูขายดีของทางร้าน     ต่อด้วยกะลาสี เครื่องดื่มค็อกเทลปั่นที่เสิร์ฟในติหมาใบจากที่สั่งทำพิเศษจากสุราษฎร์ธานี ผสมผสานน้ำกะทิ สับปะรด และWhite Rum รสชาติเข้มข้นเย็นชื่นใจ     ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่ม Detox ที่ใช้ผักโขมปั่นผสมกับเสาวรสและมะม่วง รสชาติเปรี้ยวหวานทานง่าย ใครที่คิดว่าผักโขมปั่นจะต้องขมและเหม็นเขียวต้องมาลองค่ะ เพราะมันดีต่อใจจริงๆ  

Bluerista Thai Café คาเฟ่ไทยโมเดิร์นขนาดกะทัดรัดในบรรยากาศของเรือนไม้กรุกระจกโปร่งโล่งชวนผ่อนคลายที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจของเจ้าของร้านที่ชื่นชอบขนมไทยโบราณและอยากมีพื้นที่ให้กับคนที่ชอบเหมือนกันได้มานั่งพักผ่อนพร้อมกับกินขนมโฮมเมดแสนอร่อยที่นำมาจับเข้าคู่กับเครื่องดื่มต่างๆ ได้อย่างลงตัว         เริ่มที่เมนูขายดีขนมเปียกปูนสไตล์โบราณ ทางร้านพิถีพิถันกับการกวนแป้งอย่างใจเย็นเพื่อให้เนื้อขนมเหนียวข้นไม่จับตัวเป็นก้อน เวลาเคี้ยวจะหนึบหนับนิดๆ แทรกด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของใบเตยทุกครั้งที่ตักเข้าปาก ส่วนรสชาติหวานกลมกล่อมตัดความเค็มของมะพร้าวขูดที่โรยมาด้านบนได้อย่างลงตัว     ต่อด้วยอัญชันไข่แมงดา เสิร์ฟในถ้วยใบน้อย ตัวแป้งนุ่มนิ่มแต่งหน้าด้วยทองหยอดเม็ดเล็กทำจากไข่เป็ด โรยมะพร้าวทึนทึกเค็มๆ มันๆ     สำหรับเครื่องดื่มรสละมุนแนะนำกาแฟที่ผสมความเป็นไทย ไพลินลาเต้ เลือกใช้เมล็ดกาแฟเบลนด์นอกนำเข้าจากบราซิลและเอธิโอเปีย จิบทีละน้อยสลับกับส่งขนมหวานเข้าปาก เป็นช่วงเวลาที่เพลิดเพลินเจริญใจจริงๆ ทางร้านยังมีของคาวตำรับบ้านเน้นรสชาติเข้มข้นถึงเครื่องสำหรับคนที่ต้องการหนักท้องสักหน่อยก็มีให้เลือกหมุนเวียนกันไปในแต่ละวัน อาทิ ขนมจีนน้ำยาปู หรือผัดพริกเหลืองปู เน้นเนื้อปูก้อนโตๆ ทั้งสดทั้งหวานใส่มาให้กินเต็มปากเต็มคำ      

Butter UP Café เปิดบ้านต้อนรับพลพรรคนักชิมด้วยบรรยากาศโปร่งโล่งแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนชวนผ่อนคลาย เริ่มที่โซนบ้านจัดเก้าอี้ให้นั่งเอนกายสบายๆ ค่อนข้างเป็นส่วนตัว ขยับมาที่โซนหน้าต่างเปลี่ยนผนังบ้านให้เป็นหน้าต่างกรุกระจกหลากหลายบาน เปิดรับแสงอบอุ่นจากภายนอก       ระหว่าง 2 โซนคั่นด้วยสวนขนาดเล็กให้ลุกขึ้นมาเดินยืดเส้นยืดสายระหว่างรออาหาร แต่ถ้าคุณเป็นสายช็อปทางร้านมีทางเลือกที่น่าสนใจอย่างมุมสินค้ากุ๊กกิ๊กให้เลือกซื้อเลือกสอยละลานตาทีเดียว       ด้านอาหารและเครื่องดื่มเน้นสูตรโฮมเมด ปรุงกินเองอย่างไรก็ปรุงให้ลูกค้าได้กินรสชาติเดียวกันจากส่วนผสมอย่างดีที่คัดมาเป็นพิเศษผสมผสานกับความใส่ใจไม่ว่าจะทำเมนูไหนก็อร่อยได้ใจสายกิน อาทิ ข้าวผัด Butter UP กับหมูอบ อาหารจานเดียวเรียบง่ายที่ใครเห็นก็น้ำลายสอ ข้าวผัดไร้ความมันส่วนเกินรสชาติกลมกล่อมกินคู่กับหมูอบนุ่มๆ จิ้มซอสพริกช่วยชูรส ซดน้ำซุปอีกหน่อยอร่อยจนหยุดไม่อยู่     สำหรับเมนูของหวานสุดคิวท์แนะนำ Butter Cube Cake เค้กวานิลลาเนื้อนุ่มฉ่ำเนย ราดด้วยมิกซ์เบอร์รีรสเปรี้ยวหวานตัดกันลงตัว ท็อปด้วยวิปครีมลูกโต สวยงามชวนกิน     อย่าลืมสั่งเครื่องดื่มยอดนิยมอย่าง Passion Nista น้ำเสาวรสเย็นๆ ผสมความหวานอมเปรี้ยวของลิ้นจี่และความหอมกรุ่นของกุหลาบได้อย่างลงตัว     ปิดท้ายด้วย Acococoa โกโก้ที่เข้มข้นที่สุดในสามโลก ลองเถอะแล้วจะหลงรักจนถอนตัวไม่ขึ้นเหมือนกับเรา  

ไม่ต้องไปกินไกลถึงจังหวัดเชียงใหม่ (แล้วนะเจ้า) เพราะตอนนี้ร้านดัง Ginger Farm Kitchen เขาส่งต่อคอนเซ็ปต์ “จากฟาร์มสู่เมือง” มาถึงคนกรุงฯ อย่างเราที่ 101 The Third Place สุขุมวิท 101 คอมมูนิตี้มอลล์แห่งใหม่ใกล้ BTS ปุณณวิถี พร้อมยกขบวนผักออร์แกนิคสดๆ ผลไม้ตามฤดูกาล และเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงแบบฟรีเรนจ์จากฟาร์มในเครือมารังสรรค์เป็นเมนูอาหารไทยที่ไม่เพียงแค่รสชาติดีเท่านั้น แต่ยังจัดจานออกมาได้สวยงามอีกด้วย         ภายในร้านถูกแต่งแต้มด้วยสีเขียวชะอุ่มของต้นไม้ และของกระจุกกระจิกแบบภาคเหนือ น่านั่งไม่แพ้ที่เชียงใหม่ รวมถึงแบ่งโซนเล็กๆ ไว้สำหรับขายของแฮนด์เมดให้ได้ซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้าน ส่วนเมนูยังคงความอร่อยเรียบง่ายของอาหารพื้นบ้าน เน้นความสดและปลอดภัยไร้สาร อาทิ เมี่ยงคำ จัดเสิร์ฟสวยงาม (มะพร้าวคั่วเอง หอมเชียว) เคล็ดลับอยู่ที่ใส่กะปิลงไปในน้ำจิ้มด้วย นอกจากเข้มข้นแล้ว ยิ่งเพิ่มความหอม ตักเครื่องเคราใส่ใบชะพลูแล้วห่อให้คำโตๆ ส่งตรงเข้าปากได้เลย ต่อด้วยผัดฟักทองใส่เนื้อปู ฟักทองเนื้อหวานจากฟาร์มผัดกับกรรเชียงปูอวบๆ ใส่ใบโหระพา กินกับข้าวสวยอัญชัน         อีกหนึ่งเมนูเด่น ไก่ย่างสมุนไพร ใช้ไก่ที่เลี้ยงแบบฟรีเรนจ์ เนื้อจะเหนียวหนุบหนับ เคี้ยวเพลิน เชฟนำมาหมักกับสมุนไพรแล้วย่างจนสุกหอม วางบนเห็ดย่างหอมๆ แล้วท็อปด้านบนด้วยสมุนไพรทอดกรอบอีกรอบ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้ม 3 รส ทั้งซีฟู้ด แจ่ว และบีทรูทดอง และพลาดไม่ได้กับตำขนุนหมูกรอบ การผสมผสานที่ลงตัวมากๆ ระหว่างหมูกรอบทอดใส่ตะไคร้ที่จับคู่กับตำขนุน รสเผ็ดเบาๆ ของภาคเหนือ กินด้วยกันแล้วเข้ากันจนลืมแคปหมูไปเลย ปิดท้ายด้วยหมูหมักมะแขว่น ใช้หมูส่วนสันคอหมักมะแขว่นป่นแล้วทอดจนหอมฟุ้ง กินกับน้ำจิ้มมะแขว่นรสจัดจ้าน แนมด้วยผักสดหลากชนิด         อย่าลืมสั่งเมนูเครื่องดื่มมาจิบให้เย็นใจ แนะนำสมูทตี้ข้าวโพดทับทิมสยาม ข้าวโพดสีม่วงรสหวานปั่นใส่นม โยเกิร์ต และน้ำผึ้ง หวานนวลกำลังดี  

ใครที่โหยหาบรรยากาศเก่าๆ ของกรุงเทพในอดีต เราอยากชวนมาย้อนเวลากันที่ร้านบ้านผัดไทยย่านเจริญกรุง ซึ่งตอนนี้ฮอตมากในหมู่นักท่องเที่ยวที่ตบเท้าตามรอยความอร่อยมาจากมิชลินไกด์ประเภท Bib Gourmand 2 ปีซ้อน (2018-2019) ตัวร้านขนาด 2 คูหาในตึกแถวอายุกว่า 50 ปี เป็นร้านที่หาไม่ยากแค่เลี้ยวเข้าซอยมาก็เห็นสีฟ้าสดใสดึงดูดสายตามาแต่ไกล       ในร้านเน้นดีไซน์สไตล์ย้อนยุค ตกแต่งด้วยของใช้ประจำบ้านอย่างโต๊ะเก้าอี้ไม้รูปทรงโบราณ ตู้กับข้าว ตู้ยาสามัญประจำบ้าน พัดลม ภาชนะจานชามสังกะสีเคลือบ รวมถึงภาพโฆษณาสินค้าในอดีตที่ส่วนใหญ่เหลือให้ชมแต่ในพิพิธภัณฑ์ แต่สิ่งที่ดึงดูดใจได้มากกว่าทั้งยังเป็นเป้าหมายสำคัญของการมาเยือนครั้งนี้นั่นคือกลิ่นคั่วกระทะหอมๆ ของผัดไทยที่เชื้อเชิญให้เราเร่งสาวเท้าเข้าไปชิมนี่แหละ       บ้านผัดไทยชูสุดยอดจานเด็ดสไตล์สตรีทฟู้ด เรียบง่ายแต่เข้าถึงหัวใจคนกิน เมนูไฮไลต์คือผัดไทยชื่อเดียวกับร้าน มีทอปปิงให้เลือกสั่งตามชอบ อาทิ ผัดไทยกุ้งแม่น้ำย่าง จุดเด่นอยู่ที่เส้นจันท์เหนียวนุ่มหอมกลิ่นคั่วกระทะ ผัดกับไชโป๊ทำเองและไข่เป็ดที่นุ่มมันกว่าไข่ไก่ อีกเคล็ดลับความอร่อยที่ชูรสชาติให้กับผัดไทยจานนี้ซ่อนอยู่ในซอสผัดเคี่ยวจากน้ำมะขาม น้ำตาลปี๊บ และมันปูสด แค่ตักกินคำแรกก็เทใจให้รัวๆ     ใครไม่กินกุ้งลองสั่งเป็นผัดไทยหมูย่าง ก็เคี้ยวหนึบหนับได้รสชาติไปอีกแบบ ทางร้านใช้หมูสันคอติดมันหมักกับกระเทียม พริกไทย รากผักชี และซอสปรุงรส ย่างบนเตาถ่านไฟแรงปานกลางเพื่อให้หมูสุกทั่วถึงแซมด้วยกลิ่นหอมควันไฟจางๆ ยิ่งเคี้ยวยิ่งเคลิบเคลิ้ม นอกจากนี้ยังมีผัดไทยปูยักษ์อีกจานที่ขายดิบขายดีไม่แพ้กัน     เมนูของร้านมีไม่มากแต่ที่คัดมาล้วนหัวกะทิทั้งนั้น นอกจากผัดไทยตัวหลักยังต้องจัดจานเด็ดอย่างเมี่ยงคะน้า เสิร์ฟเก๋ไก๋ในกระบุงใส่ข้าวไซส์มินิ บรรจุใบคะน้าสดกรอบพร้อมเครื่องเคียงเต็มอัตราทั้งหอมแดง พริก ขิง มะนาว ถั่ว กากหมู และไก่รวน หยิบอย่างละนิดอย่างละหน่อยหรือชอบอย่างไหนเป็นพิเศษจะหยิบมากหน่อยก็ได้ วางบนใบคะน้าที่จับห่อเป็นกระทงแล้วเหยาะซอสมะขามตาม ทั้งรสชาติและเนื้อสัมผัสจะผสมผสานเข้าด้วยกัน อร่อยลงตัวและนัวลิ้นจริงๆ     ส่วนเมนูที่กินแล้วรู้สึกสดชื่นแจ่มใสเราอยากยกให้ยำหมูย่าง เพราะเต็มไปด้วยผักสดกรอบผสานรสเปรี้ยวจากน้ำมะนาวแท้ที่แค่ได้กลิ่นก็น้ำลายสอ นี่ยังไม่รวมเนื้อหมูสันคอที่ผ่านการหมักและย่างไฟอ่อนๆ เพื่อสงวนความนุ่มนวลฉ่ำลิ้นเอาไว้ ตักกินพร้อมกันก็จี๊ดจ๊าดเค็มมันในคำเดียว  

  ตัวร้านเป็นบ้านไม้สีขาว ร่มรื่นด้วยร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ที่แค่เดินเข้ามาก็รู้สึกเย็นสบายชวนให้นั่งได้นานๆ ด้านเมนูอาหารเน้นอาหารไทยสไตล์โฮมเมดรสชาติเหมือนแม่ทำให้ลูกกิน ทั้งวัตถุดิบและขั้นตอนการปรุงจึงเต็มไปด้วยความประณีตพิถีพิถัน เพื่อให้ทุกจานเข้มข้นถึงเครื่อง อร่อยตั้งแต่คำแรกจนถึงคำสุดท้าย           เริ่มที่เมนูคู่ร้านใครมาก็ไม่พลาดยกให้ มัสมั่นไก่ ปรุงรสเข้มข้นถึงเครื่องแกง ส่วนเนื้อไก่นุ่มเปื่อยแค่ใช้ช้อนกดเบาๆ ก็ร่อนจากกระดูกแล้ว ย้ำความเข้มข้นหอมมันอีกระดับด้วยหัวกะทิ คลุกเคล้ากับข้าวหอมมะลิหุงใหม่ ขายดีจนทางร้านเคลมว่าไม่เคยเหลือแม้แต่น้ำแกง     อีกหนึ่งเมนูแนะนำข้าวกระเพราสำรับหมูกรอบ ชื่ออาจธรรมดาแต่รสชาติน่าทึ่ง ทางร้านนำกระเพรากรอบมาผัดกับข้าวทำให้ข้าวมีสีเขียว ส่วนหมูกรอบหั่นชิ้นใหญ่ให้เคี้ยวได้เต็มปากเต็มคำ ราดด้วยซอสกระเพรารสจัดจ้าน โรยใบกระเพราะทอดกรอบให้เคี้ยวเพลินๆ     นอกจากมีดีที่อาหารด้านเครื่องดื่มยังถือเป็นไฮไลท์ห้ามพลาดของร้านทั้งยังมีให้เลือกมาก อาทิ Tropical E อเมริกาโนใส่โซดา ไซรับ น้ำส้ม และน้ำมะนาว เพิ่มกิมมิกด้วยพริกป่น รสชาติจี๊ดจ๊าดจนหลายคนพากันเรียกเมนูนี้ว่า “อเมริกาโนต้มยำ” ลองแล้วจะติดใจ!    

ถ้าร่างกายต้องการความแซ่บแวะตำตำ Zapp Café รับรองไม่ผิดหวังเพราะทางร้านเตรียมทีเด็ดรสเผ็ดร้อนไว้เต็มอัตราศึกทั้งส้มตำ ยำแซ่บ ลาบรสเด็ด น้ำตก และซุปสไตล์อีสาน รวมถึงของทอด ปิ้งย่าง ต้มยำ และแกงร้อนๆ ไม่ต้องรอเงินเดือนออกก็สั่งได้เต็มที่ในราคาแบบพี่น้อง พื้นที่ในร้านกว้างขวางเลือกนั่งสบายๆ ได้แบบไม่รบกวนกัน การตกแต่งเรียบง่ายเน้นสไตล์สนุกสนานเลือกใช้สีสันสดใสเขียนลวดลายการ์ตูนบนผนังให้ดูเพลินๆ เรียกน้ำย่อยระหว่างรออาหาร         เริ่มต้นที่เมนูสุดฮอตของครอบครัว เด็กกินได้ ผู้ใหญ่กินดี ได้แก่ ส้มตำไทย ปรุงรสชาติจัดจ้านถึงเครื่อง ปั้นข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆ จิ้มกินคู่กัน นัวคัก       ต่อด้วยเมนูคู่โต๊ะน้ำตกไก่ทอด จี๊ดจ๊าดต่อเนื่องกับความเปรี้ยวแซ่บของตำมะม่วงสับหยาบ จานนี้ไฮไลท์อยู่ที่ไก่ทอดหนังกรอบที่ช่วยลดดีกรีความเผ็ดร้อน       แซ่บกันต่อกับต้มแซ่บกระดูกอ่อน+หมูเด้ง (หม้อไฟ) น้ำต้มยำปรุงรสจัดถึงใจซดร้อนๆ ขึ้นจมูก ใครมีไข้ไม่สบายรับรองหายเป็นปลิดทิ้ง ส่วนกระดูกอ่อนเนื้อนุ่มร่อนเคี้ยวได้ทั้งกระดูกกรุบกรอบ ร่วมด้วยหมูเด้งเนื้อนุ่มเนียนลิ้น ซึมซับน้ำซุปเต็มที่เคี้ยวแต่ละทีจี๊ดจ๊าดถึงใจ     มาร้านอาหารอีสานถ้าไม่สั่งไก่ย่างก็เหมือนจะไม่ครบรสชาติ โดยเฉพาะไก่ย่างร้านนี้หมักเครื่องปรุงรสจนเข้าเนื้อเข้าหนังเมื่อนำมาย่างก็ยิ่งส่งกลิ่นหอมชวนกิน เสิร์ฟแบบเนื้อนุ่มหนังกรอบตึง สั่งมาคู่คอหมูย่าง เคี้ยวนุ่มๆ ฟินๆ มากินด้วยเป็นอันครบเครื่องเรื่องความอร่อย  

ความรู้สึกแรกเมื่อได้เยือนเรือนมัลลิการ์ ร้านอาหารไทยในเรือนไม้สักสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นอายุกว่า 200 ปี เหมือนเดินทางข้ามมิติจากโลกสุดยุ่งเหยิงเต็มไปด้วยรถราบนท้องถนนสู่ความสงบร่มเย็นในอดีตที่ทางร้านยังคงรักษาเอกลักษณ์การ “กินอย่างไทย อยู่อย่างไทย” ไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ หากใครกำลังมองหามุมสงบไว้หลบความวุ่นวาย เรือนมัลลิการ์คือคำตอบ         นอกจากจุดเด่นเรื่องบรรยากาศทางร้านยังให้ความสำคัญกับรสชาติดั้งเดิมปรุงจากวัตถุดิบชั้นดีด้วยความประณีตพิถีพิถัน ทั้งยังใส่ใจในการตกแต่งจานด้วยการนำศิลปะการแกะสลักมาเป็นกิมมิกในทุกเมนู จัดเป็นร้านที่เหมาะกับการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองหรือใครมีเพื่อนต่างชาติแนะนำร้านนี้รับรองถูกใจ         เริ่มที่เมนูเรียกน้ำย่อยฉันชื่อบุษบา รวมดอกไม้ตามฤดูกาลชุบแป้งทอด กรอบและไม่อมน้ำมัน กินกับน้ำจิ้มหวานโรยงาก็เข้าทีหรือจับคู่กับน้ำจิ้มไก่ก็เข้าท่า       ต่อด้วยน้ำพริกไข่ปู เมนูพื้นบ้านของภาคตะวันออก ปรุงเข้มข้นถึงเครื่องถึงรส เสิร์ฟในฟักทองแกะสลักทั้งลูก กินเคียงกับมะเขือยาวชุบไข่ทอดร่วมกับผักสดหลากชนิด อร่อยได้เต็มที่ไม่มีอ้วน       ตาโตไปตามๆ กันเมื่อได้เห็นกุ้งแม่น้ำผัดพริกขิง ทางร้านเสิร์ฟกุ้งแม่น้ำตัวใหญ่เต็มจานเคลือบด้วยผัดพริกขิงรสจัดจ้านใส่ถั่วฝักยาวให้เคี้ยวกรุบกรอบสลับกันเนื้อแน่นๆ ของกุ้งแม่น้ำ  หรือจะคลุกกินกับข้าวสวยร้อนๆ ก็อร่อยจนต้องขอเติมข้าว       ต่อด้วยเมนูขายดี ห่อหมกขนมถ้วย เสิร์ฟเก๋ไก๋ในถ้วยตะไลใบน้อย เนื้อห่อหมกนึ่งเนียนละเอียดหอมกลิ่นเครื่องแกง ทอปด้วยหัวกะทิเข้มข้นโรยผักชีและพริกแดงเพิ่มสีสันชวนน้ำลายสอ       นอกจากอาหารคาวจะขึ้นชื่อ ด้านของหวานก็เลื่องลือไม่น้อยหน้า ทางร้านมีขนมไทยโบราณชวนกินหลากหลายเมนู อาทิ ไอศกรีมข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวมูนหวานมันกินคู่มะม่วงน้ำดอกไม้สุกรสหวานฉ่ำลิ้นและไอศกรีมมะม่วงทำจากเนื้อมะม่วงปั่นเนื้อเนียนที่ทั้งหวานหอมและเย็นฉ่ำ สั่งมาปิดท้ายมื้อได้อย่างลงตัว หรือจะเป็นขนมถ้วยกับขนมครกโบราณที่หาคนทำรสชาติแบบนี้ได้ยากแล้วในปัจจุบัน รับรองอร่อยลืมอ้วน!  

มาถึงจังหวัดนครปฐมทั้งทีนอกจากแวะชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แล้วเรื่องของอาหารการกินยิ่งห้ามพลาดหากกำลังมองหาร้านอร่อยรสชาติดีเราขอชี้เป้าแพพิณทอง นครชัยศรีร้านดังประจำจังหวัดที่เปิดตำรับมายาวนานกว่า 35 ปีจุดเด่นครองใจสายกินคือความสดใหม่ของวัตถุดิบ ราคาย่อมเยา และการบริการอย่างเป็นกันเองบนเรือนแพกว้างขวางในบรรยากาศชวนผ่อนคลายรับสายลมริมแม่น้ำท่าจีน       นอกจากเลือกใช้วัตถุดิบอย่างดีทางร้านยังมีเคล็ดลับที่รักษามาตรฐานของรสชาติส่งต่อจากรุ่นพ่อถึงรุ่นลูกได้อย่างไม่ผิดเพี้ยนไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหนก็ยังอร่อยถูกใจเหมือนวันแรกเปิดร้าน       เริ่มที่เมนูขายดีขาหมูอบสมุนไพรขาหมูตุ๋นกับสมุนไพรกว่า 10 ชนิดนานหลายชั่วโมงจนเปื่อยนุ่มเข้าเนื้อ นำมาทอดอีกครั้งรอให้หนังกรอบพองก็ได้เวลายกขึ้นพักก่อนจัดใส่จานเสิร์ฟพร้อมผักดองแก้เลี่ยน ทีเด็ดเสริมรสยกให้น้ำจิ้มไก่ตราแม่ประนอมครบครันทั้งความหวานผสานเปรี้ยวและเผ็ดนิดๆ ติดปลายลิ้น     ทอดมันปลากรายเนื้อปลากรายขูดผสมกับเครื่องพริกแกงทำเองแม่ครัวตีด้วยมือจนเหนียวหนึบ ตามด้วยใบมะกรูดซอยละเอียดใส่ไข่และแป้งเล็กน้อยปรุงรสชาติเพิ่มความกลมกล่อมทางร้านใช้เนื้อปลาเน้นๆ ไม่มีถั่วฝักยาวมากวนใจกินเปล่าๆ ก็เข้มข้นถึงรส หรือจะแตะน้ำจิ้มไก่ที่ใส่แตงกวาซอยกับถั่วลิสงบดก็ยิ่งเพิ่มความเข้มข้นแบบทวีคูณ     กุ้งทอดกระเทียม กุ้งแม่น้ำไซส์พิเศษทอดพอสุกเพื่อให้เนื้อกรอบเด้งโรยกระเทียมทอดกรอบๆ หอมๆ ราดซ้ำด้วยน้ำจิ้มไก่รสหวานอมเปรี้ยว     ก่อนปิดท้ายมื้อกับปลาทับทิมราดพริก ปลาใหญ่เนื้อแน่น ยกให้เป็นตัวจริงเรื่องความสดรสจึงหวานตามธรรมชาติ ราดด้วยน้ำจิ้มไก่แบบชุ่มฉ่ำเพื่อย้ำความกลมกล่อมให้กับเนื้อปลาอีกเท่าตัวนอกจากเมนูแนะนำที่กล่าวมายังมีซีฟู้ดอีกกว่า 100 รายการที่ทางร้านคัดสรรมาเป็นอย่างดี รวมทั้งยังเอาใจคนชอบความจัดจ้านแซ่บเวอร์ของอาหารอีสานก็มีให้เลือกสั่งมาลิ้มรสแบบครบเซ็ต