มากี่ครั้งก็ประทับใจ มา เมซอง (Ma Maison) ร้านอาหารไทยตำรับบ้านปาร์คนายเลิศ ที่ตอนนี้พร้อมเปิดร้านต้อนรับทุกคนอีกครั้ง ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ ตัวร้านเป็นเรือนกระจกใส ด้านในเหมือนห้องสมุดขนาดย่อมที่เต็มไปหนังสือและของสะสมชิ้นสำคัญ ดึงดูดสายตาด้วยสีสันของดอกไม้ที่ปรับโฉมไปตามฤดูกาล             เมนูของที่ร้านเลือกวัตถุดิบจากต้นทางเพื่อความสดใหม่ รวมถึงผักออร์แกนิคจากสวนปลูกเองบนดาดฟ้า ปรุงทุกจานอย่างพิถีพิถัน อาทิ หมี่น้ำปาร์คนายเลิศ  เมนูสุดคลาสสิกของคุณหญิงสิน (ภรรยาของนายเลิศ) ที่นำวัตถุดิบในครัวมาทำน้ำซุปคล้ายน้ำซุปต้มยำ ใส่ไข่ กุ้ง และหมูสับ ปรุงรสให้กลมกล่อม กินกับเส้นหมี่ทอดกรอบโรยผิวส้มซ่า เป็นเมนูที่มีให้กินเฉพาะที่นี่เท่านั้น       อีกเมนูคู่บ้านคือห่อหมกข้าว ห่อหมกปลา ห่อหมกปลากะพงเนื้อแน่น รสเข้มข้น กินกับห่อหมกข้าวที่ได้จากการนำน้ำเครื่องแกงมาคลุกเคล้ากับข้าวแล้วนำไปนึ่งจนหอมฉุย รวมถึงแกงขี้เหล็กปลาย่าง คัดเฉพาะใบขี้เหล็กยอดอ่อน แกงกับกะทิคั้นสด รสกลมกล่อม กินง่ายไม่ขม หอมกลิ่นปลาย่าง           นอกจากนี้ยังมีเมนูเด่นอย่างยำส้มโอ รสเปรี้ยวหวานจากส้มโอสด หอมกลิ่นมะพร้าวขูด เต้าเจี้ยวหลนปลาดุกฟูพร้อมด้วยผักแนมชุดใหญ่ ข้าวเหนียวเนื้อแองกัสย่างเสิร์ฟกับส้มตำไทย ปิดท้ายด้วย ขนมโค แป้งข้าวเหนียวนุ่มหนึบ ไส้ในเป็นมะพร้าวกระฉีกหอมหวาน ตัดกับรสเค็มนิดๆ จากกะทิ รวมถึงปลากริมไข่เต่าที่ทำได้อร่อยไม่แพ้กัน             คนรักอาหารไทยอย่าพลาดเชียว

หลังจากที่ร้านอาหารไทย Royal Osha (รอยัล โอชา) ได้จับมือกับเชฟวิชิต มุกุระ หนึ่งในเชฟอาหารไทยระดับตำนาน ไปเมื่อราว ๆ ปลายปี 2563 และได้เปิดตัวเมนูอาหารไทยแนวใหม่ที่มาในรูปลักษณ์หน้าตาที่ทันสมัยกว่าเดิม ด้วยจุดมุ่งหมายหลักที่ต้องการให้อาหารไทยในรูปแบบไฟน์ ไดนิ่งมีชื่อเสียงโด่งดังไปไกลในระดับโลก         หลังจากงานเปิดตัวในปีนั้น เราได้กลับมาเยือน Royal Osha (รอยัล โอชา) อีกครั้งเพื่อลิ้มลองเมนูอาหาร  A La Carte ที่เรายังไม่มีโอกาสได้สัมผัสในคราวนั้น และยังได้รับการต้อนรับจากเชฟวิชิตอย่างอบอุ่นอย่างเช่นเคย       เริ่มต้นด้วยเมนูเรียกน้ำย่อย เมี่ยงกลีบบัวตับห่านและกุ้งแช่บ๊วยหลังไข่ จัดมาอย่างสวยงามบนจานที่เรียงรายด้วยหินสีดำพร้อมควันบางเบา ที่ดึงให้กลีบบัวสีชมพูนั้นโดดเด่นขึ้นมาทันที เชฟวิชิตเพิ่มคุณค่าให้กับเมนูเมี่ยงคำนี้ด้วยกุ้งแชบ๊วยหลังไข่และตับห่าน หยอดน้ำเมี่ยงคำรสชาติหอมหวาน ครบทั้งรสชาติและกลิ่นของสมุนไพรอย่างเต็มคำ       จานต่อมาคือ Lobster ส้มตำผลไม้ ที่ปรับเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาของส้มตำอาหารประจำชาติไปอย่างสิ้นเชิงด้วยสีสันของผลไม้สด เข้ากันเป็นหนึ่งเดียวกับสีแดงสดจากล็อบสเตอร์ และเพียงแค่ค่อย ๆ ราดน้ำส้มตำลงไป เมื่อเข้าปากแล้วจะได้กลิ่นของน้ำปลาที่เข้ากับเนื้อหวานนุ่มเด้งของล็อบสเตอร์ได้เป็นอย่างดี       ปิดท้ายด้วย Rack Lamb ซอสแกงเขียวหวาน ซี่โครงแกะย่างสมุนไพร ที่ทำจากใบมะกรูดและโหระพาบดละเอียด จัดวางมาอย่างสวยงามและคุมโทนสีมาอย่างดีด้วยผักย่างสีเขียวครบเครื่องสมชื่อแกงเขียวหวาน เสิร์ฟมาพร้อมกับซอสแกงรสชาติเข้มข้น ครบรสชาติ       มื้ออาหารที่สมบูรณ์แบบจะขาดเครื่องดื่มไปไม่ได้ เราขอแนะนำ รอยัลโอชาชฎา เครื่องดื่มสีทองซิกเนเจอร์ของร้าน รสชาติเปรี้ยวอมหวานจากเสาวรสและน้ำแอปเปิ้ล ที่เสิร์ฟมาพร้อมกับชฎาจิ๋วสุดปราณีต ที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์แบบไทยโมเดิร์นของร้านได้เป็นอย่างดี       ภายใต้หน้าตาอาหารที่เปลี่ยนไป แต่เอกลักษณ์รสชาติอาหารไทยนั้นฝังแน่นชวนประทับใจอย่างแน่นอน

หนึ่งในร้านอาหารขวัญใจนักชิมที่ไม่ว่าจะแวะมาเยือนเมื่อไหร่ก็ไว้ใจในมาตรฐานความอร่อยและรสมือที่ไม่เคยตก สำหรับ “ครัวดอกไม้ขาว” บนถนนบำรุงเมือง ที่พร้อมต้อนรับทุกคนด้วยเมนูเด่นทั้งไทย จีน ฝรั่ง ไปจนถึงเค้ก ของหวาน และเบเกอรีโฮมเมด รวมทั้งกาแฟรสดี เรียกว่าอร่อยครบเครื่องทั้งคาวหวาน       สำหรับสาขาแรกนี้ให้บรรยากาศสบายๆ ด้วยพื้นที่ร้านกว้างขวางปลอดโปร่ง ตกแต่งเรียบง่าย แต่อบอุ่นและอบอวลไปด้วยความเป็นกันเอง เหมาะกับการชวนครอบครัวและเพื่อนฝูงมาสังสรรค์ในวันหยุดพักผ่อนเป็นที่สุด       หากไม่รู้จะสั่งอะไร เพราะความหลากหลายละลานตาของเมนูอาหาร ใครมองหาอาหารจานเดียวกินง่ายๆ เราแนะนำเส้นใหญ่ซี่โครงหมูอบ เนื้อนุ่มจากการเคี่ยวอย่างพิถีพิถัน กินกับเส้นใหญ่นุ่มหนึบและน้ำส้มพริกเหลืองดำอร่อยลงตัว (หรือจะเลือกเป็นข้าวสวยก็ได้) และเส้นใหญ่ผัดกะเพราหมู ที่ผัดรสชาติเข้มข้นถูกปากคนไทย กินกับเส้นใหญ่ทอดกรอบนอกนุ่มใน หรือจะลองสั่งเมี่ยงคำ ที่ใช้ใบชะพลูอ่อนกินกับน้ำเมี่ยงสูตรเด็ดและเคื่องเคียงครบครันมากินเล่นไปด้วยก็ยิ่งเพลิน         ส่วนคนรักเค้กห้ามพลาด Coconut Cake เค้กมะพร้าวอ่อนยอดนิยม หอมหวานกำลังดี โรยมะพร้าวจัดเต็ม Raspberry Lemon Cake รสเปรี้ยวหวาน กินแล้วสดชื่น และ Thai Tea Crepe Cake เนื้อเครปเค้กเรียงชั้นสวยงามราดซอสชาไทยหอมหวาน กินคู่ Traditional Cappocino คาปุชชิโนร้อนสูตรดั้งเดิม กลมกล่อมดื่มง่ายก็แสนจะเข้ากัน           ถ้าอิ่มเกินไปแล้ว ลองสั่ง Tiramisu เมนูขายดีขวัญใจสายหวาน หรือ Pana Cotta ท็อปด้วยเบอร์รีหลากชนิดกลับไปอร่อยต่อที่บ้านก็ยิ่งฟินนะ    

เมื่อเอ่ยถึง Wonderland แล้ว นึกถึงอะไร? หนึ่งในนั้นต้องมีการ์ตูน Alice in Wonderland ขึ้นมาในหัวแน่ ๆ และก็ต้องบอกว่าการ์ตูนสุดคลาสสิคนี้เองก็เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เกิดร้านอาหาร Secret Wonderland แห่งนี้ขึ้นมาอยู่เคียงคู่กับโรงแรม Bangkok Oasis บนถนนพระราม 6       ดินแดนลึกลับชวนฝันนี้ซุกซ่อนตัวอยู่ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ น้ำตกขนาดย่อม และหมอกควันจาง ๆ ส่วนภายในนั้นเต็มไปด้วยข้าวของแอนทีค รวมทั้งพื้นตารางหมากรุก และโคมไฟแบบห้อยหัว ที่ให้บรรยากาศราวกับหลุดเข้าไปในโลกของการ์ตูน และด้วยหน้าต่างขนาดใหญ่ที่เปิดโล่ง ก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ได้รับลมเบา ๆ ในขณะที่นั่งรับประทานอาหารจานเด็ดของร้านไปพร้อม ๆ กัน       เมนูอาหารของร้านมาในรูปแบบของอาหารไทยฟิวชั่นเน้นความพิเศษของวัตถุดิบ เริ่มต้นด้วยเมนู ข้าวผัดกะเพราเสิร์ฟพร้อมกับล็อบสเตอร์ ที่ได้เนื้อสัมผัสแน่นหวานฉ่ำของล็อบสเตอร์เต็มคำเข้าคู่กับข้าวผัดกะเพรารสจัดจ้านตามแบบฉบับอาหารไทย โรยหน้าด้วยใบกะเพราทอดกรอบ     เมนูข้าวจานต่อมาคือ ข้าวผัดกระเทียมเสิร์ฟพร้อมเนื้อออสเตรเลียวากิว ย่างระดับกึ่งสุกกึ่งดิบได้ความหอมนุ่มจากเนื้อที่เป็นเอกลักษณ์ เพิ่มรสชาติความเป็นไทยเข้าไปด้วยน้ำจิ้มแจ่วสูตรเด็ด     ปิดท้ายของคาวด้วย ยำวุ้นเส้นอัญชันกุ้งแม่น้ำ ที่จัดเต็มกับกุ้งแม่น้ำเนื้อหวานตัวโต ๆ  2 ตัว เข้ากับรสชาติของน้ำยำรสเปรี้ยวหวานและเผ็ดนิด ๆ กำลังดี และวุ้นเส้นสีม่วงเส้นเหนียวนุ่ม กินได้เพลิน ๆ     สำหรับเมนูเครื่องดื่มของร้านนั้นต้องยกยิ้วให้กับความสร้างสรรค์ เริ่มต้นด้วย สมูตตี้มะม่วงเสาวรส ที่เพิ่มความสดชื่นได้เป็นอย่างดีด้วยความหวานหอมของเนื้อมะม่วง เข้ากับความเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดของเสาวรส ส่วนเมนูกาแฟเย็น ๆ ลองเป็น ลาเต้ 3D ที่น่ารักกว่าใครด้วยฟองนมสามมิติ ที่ชาวอินสตาแกรมเมอร์จะต้องถูกใจแน่นอน       นอกจากนี้แล้ว Secret Wonderland ยังให้บริการ Chef Table สุดเอ็กซ์คลูซีฟด้วย หรือถ้าอยากมีมื้ออาหารสุดพิเศษที่บ้าน ก็สามารถสั่งผ่านแอปพลิเคชั่น Lineman และ Robinhood ได้เช่นกัน

ต้องบอกว่าเป็น Hidden Place ในกรุงเทพฯ ที่พลาดไม่ได้ทั้งที่พักในส่วนของโรงแรม “Amdaeng Bangkok Riverside Hotel” และส่วนร้านอาหารริมน้ำในชั้นล่างที่ตั้งชื่อว่า NYE” หรือ “นาย” ที่สอดคล้องกับ “อำแดง” ที่แปลว่านางหรือนางสาว และมาพร้อมคอนเซ็ปต์ Cafestaurant ซึ่งเป็นการผสมผสาน Café และ Restaurant ได้อย่างลงตัว       ที่นี่พร้อมเสิร์ฟเมนูอาหารไทยสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย โดยหยิบยกอาหารไทยโบราณซึ่ง บางส่วนเป็นอาหารชาววังสมัยรัชกาลที่ 5 มาสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ที่ทั้งสนุกและอร่อย รวมทั้งเครื่องดื่มหน้าตาเก๋ไก๋ให้เราได้ละเลียดรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ไปพร้อมกับชมวิวสวยของโค้งน้ำเจ้าพระยาในบรรยากาศแสนโรแมนติก โดยเฉพาะชั้นรูฟท็อปที่ออกแบบไล่ระดับความสูงเพื่อให้ทุกคนเห็นวิวสวยสะกดสายตาไปพร้อมกัน       เราแนะนำ ไข่พะโล้หมูตุ๋นน้ำอ้อย สูตรเด็ดใช้น้ำอ้อยแทนน้ำตาล หอมหวานกลมกล่อม กินกับน้ำจิ้มพริกดำรสเปรี้ยว ทอดมันปลากรายหนึบ ใช้ปลากรายล้วนๆ ไม่มีแป้งผสม ตีจนเนื้อหนึบ และไม่ใส่เครื่องแกงเผ็ดฉุน เสิร์ฟพร้อมอาจาดแอปเปิลเขียวและครีมซอส       ปูนิ่มทอดกระเทียม กรอบนอกนุ่มใน ใส่อัลมอนด์เพิ่มความอร่อย กินคู่น้ำจิ้มซีฟู้ดวาซาบิรสแซ่บ และแกงส้มไหลบัวกรอบ สูตรเฉพาะที่ใส่กะปิและใบมะกรูด มาพร้อมปลากะพงทอดชิ้นโต       อย่าลืมตบท้ายด้วยของหวานแปลกใหม่แต่อร่อยเด็ด มะกรูดลอยแก้ว เนื้อหวานกรุบหอมน้ำเชื่อมใบเตย หรือจะสั่งมอกเทลซิกเนเจอร์อย่าง Amdaeng River ที่มีส่วนผสมของแอปเปิล สับปะรด ตะไคร้ น้ำผึ้ง และมะนาว หรือ Amdaeng Berry รสเปรี้ยวหวานของเบอร์รี แอปเปิล และมะนาว เพิ่มความสดชื่นด้วยมินต์ มาจิบรับลมชมวิวกันตลอดคืนก็แสนประทับใจ      

เรียกว่าเป็นหนึ่งในร้านอาหารไทยเล็กๆ แต่อร่อย (ลับ) แห่งย่านพลับพลาไชยที่หลายคนอาจไม่รู้ว่าซ่อนตัวอยู่ในซอยอนุสรณ์ ไม่ไกลจากวัดเทพศิรินทร์ สำหรับ “ไชยพราหมณ์” ที่แค่บันไดข้ามคลองด้านหน้าร้านก็ให้ความรู้สึกแบบ Hidden Place ที่ต้องมองหาและตั้งใจมากินอย่างแท้จริง       แต่เมื่อเข้ามาในร้านที่ให้ความรู้สึกเหมือนกินข้าวในบ้านกับครอบครัวแล้วก็ต้องแปลกใจ เพราะที่นี่นำเสนอเมนูอาหารไทยโบราณและหากินยากในปัจจุบันฝีมือเชฟเจนจบ ไชยเลิศ รวมทั้งเมนูฟิวชันและจานเด็ดที่มีกลิ่นอายของอาหารจีนที่รังสรรค์โดยเชฟบวรพล พราหมณพันธุ์ ซึ่งสั่งสมประสบการณ์การทำงานเป็นเชฟที่ฮ่องกงมากว่า 20 ปี ทั้งสองคนร่วมกันสร้างความอร่อยที่ทำด้วยใจสมกับสโลแกน Made With Heart มานาน 5 ปีแล้ว       ด้วยพื้นที่และปริมาณโต๊ะที่จำกัด เราแนะนำให้โทรจองก่อนล่วงหน้า เพื่อจะได้มาชิมอาหารจานเด่น ไม่ว่าจะเป็นผัดปลาแห้งแตงอุลิต เมนูเรียกน้ำย่อยที่ใช้ปลาแห้งจากจังหวัดสิงห์บุรีย่างและคั่วจนหอม กินคู่กับแตงโมหั่นชิ้นพอดีคำหวานชื่นใจ เข้ากันอย่างลงตัว และสามชั้นทอดน้ำปลา ชุบแป้งเล็กน้อย ทอดร้อนๆ กินกับน้ำจิ้มแจ่ว เมนูยอดนิยมที่สั่งกันแทบทุกโต๊ะ       ส่วนสายเผ็ดต้องลองเผ็ดไก่บังเลาะ แกงไก่ใส่มันฝรั่งและหอมหัวใหญ่คล้ายมัสมั่น น้ำขลุกขลิก แต่ใช้เครื่องแกงเผ็ดและเครื่องเทศต่างๆ รสเค็มเผ็ด ไม่ออกหวาน  และปลากะพงทอดราดพริกซอสมะขาม ตัวโตเนื้อแน่น ทอดกรอบนอกนุ่มใน  ราดซอสมะขามรสเปรี้ยวหวานเผ็ดกลมกล่อมลงตัว       อย่าลืมปิดท้ายด้วยของหวานอย่างเกล็ดแก้วไชยพราหมณ์ เผือกหิมะสูตรเด็ด เนื้อเผือกเนียนนุ่ม เคลือบเกล็ดน้ำตาลบางกรอบกำลังดี กินเพลินแบบหมดในพริบตา  

ใครมองหาความเงียบสงบ ขอให้มองหาร้าน IMM อิ่ม ร้านลับที่ซ่อนตัวอยู่ในโรงแรมบูติคอย่าง Chann Bangkok-Noi ชานบางกอกน้อย หลังชุมชนวัดดุสิดารามวรวิหาร ริมคลองบางกอกน้อย     เมื่อเดินผ่านตรอกเล็กๆ หลังวัดดุสิดารามวรวิหาร จะพบบ้านไม้งามทั้งหลัง มีห้องพักแสนสงบ ที่มีวิวเป็นคลองบางกอกน้อยร่มรื่น และห้องอาหารอิ่ม ที่ค่อยเสิร์ฟอาหารให้แขกผู้มาพัก รวมทั้งแขกขาจรที่ต้องการละเลียดไปกับสายน้ำอันรื่นรมย์       ร้านอาหารอิ่มนี้ได้รับการแนะนำอยู่ในลิสของมิชลินเพลท เสิร์ฟอาหารไทยที่เราคุ้นเคยดี จัดมาเป็นคอร์สเสิร์ฟภายในห้องส่วนตัวสุดพิเศษไม่ต้องไปนั่งปะปนกับใคร อาหารมาเป็นสำรับที่เรียกว่า Next Original Sum-Rub ทั้งหมด 9 คอร์ส     เริ่มด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยที่เราประทับใจได้แก่ ปลาแห้งแตงโม เมนูคลายร้อนที่เสิร์ฟแตงโมหวานฉ่ำ ตักเป็นลูกกลมสวย กินกับปลาแห้งรสเค็ม โรยหอมแดงเจียว มีคาร์เวียร์สีดำแวววาวที่ทั้งสวย และได้รสเค็มมันอร่อย ข้าวตังหน้าตั้ง ข้าวตั้งทอดกรอบๆ กับซอสหมูสับเคี่ยว เต้าหู้หยก ถุงทอง จานรวมของทอดที่กินเล่นๆ ก็อร่อย     ส่วนสลัดแบบไทยๆ ได้แก่ แสร้งว่าหอยเชลล์ หอยเชลล์ตัวอ้วนขนาดพอดีคำ กับเครื่องสมุนไพรแบบจัดเต็ม เสิร์ฟบนเปลือกหอยเชลล์ดูน่ากิน ยำส้มโอ เมนูไทยๆ ที่ใช้ส้มโอขาวน้ำผึ้งกลีบใหญ่รสหวานปนขมนิดๆ กินกับกุ้งสดเนื้อเด้งหวาน       ส่วนจานหลักในสำรับเริ่มจาก เนื้อ/หมูย่างจิ้มแจ่ว เมนูไทยๆ ใครก็ชอบ แกงมัสมั่นไก่ เสิร์ฟสะโพกไก่ชิ้นโตเคี่ยวในน้ำแกงมัสมั่นรสเข้มข้นหอมกลิ่นเครื่องแกง มาพร้อมโรตีทอดฟูกรอบ และอาจาดรสเปรี้ยวอมหวาน แกงนอกหม้อ เสิร์ฟปลาแซลมอนย่างกับน้ำซุป ปิดด้วยของหวานไทยหากินยากอย่าง ส้มฉุน       เป็นมื้อที่สงบเป็นส่วนตัว พร้อมอิ่มเอมไปกับอาหาร และวิวสวยของสายน้ำ

ใครที่ผ่านไปมาแถวถนนตีทอง ย่านเสาชิงช้า จะต้องสะดุดตากับความสง่างามของบ้านโบราณอายุกว่า 100 ปีที่ชื่อ บ้านอยู่ดี ชื่อที่คุณกบและคุณนุ่นเจ้าของร้านถ่ายทอดจากอารมณ์ความรู้สึกที่มีต่อบ้านหลังนี้ และด้วยโครงสร้างอาคารที่แข็งแรงจนแทบไม่ต้องซ่อมแซมอะไรเลย เพียงตกแต่งเล็กน้อยและติดตั้งระบบน้ำ-ระบบไฟฟ้าใหม่ก็คืนความสดใสให้กับบ้านหลังนี้ได้ไม่ยาก             ที่นี่จึงเป็นจุดหมายของคนที่หลงใหลสถาปัตยกรรมสมัยก่อน เพราะทั้งรูปทรงอาคาร บานประตู หน้าต่างที่ยังคงความสวยงามเหมือนในอดีต รวมถึงบ่อน้ำโบราณหน้าบ้านที่ปรับลุคสุดชิลไว้สำหรับนั่งจิบชา-กาแฟและสนทนากันอย่างออกรส ยิ่งใส่ชุดหวานๆ สไตล์วินเทจจะยิ่งครีเอทเหมือนอยู่ในละครย้อนยุค         ส่วนเมนูอาหารเน้นสูตรเด็ดที่สืบทอดในครอบครัว มีทั้งอาหารจานเดียวที่เหมาะกับชั่วโมงเร่งด่วนและอาหารประเภทต้ม ผัด แกง ทอด สำหรับเอ็นจอยร่วมกัน เมนูน่าลองจานแรก หมูสามชั้นคั่วพริกเกลือ ทางร้านใช้หมูสามชั้นเลาะเอาหนังออก นำมาหมักกับเครื่องปรุงสูตรลับและน้ำปลาอย่างดี จากนั้นคั่วกับพริก เกลือ และพริกไทยอ่อนจนครบเครื่องถึงรส       หากยังติดใจหมูกรอบให้ต่อด้วยสปาเก็ตตี้ผัดหมูกรอบพริกไทยอ่อน อาหารจานเดียวที่ขายดีกว่าใคร เพราะได้ใจตรงหมูกรอบชิ้นโตเต็มปากเต็มคำ ผัดกับเส้นสุดนุ่มเคี้ยวลื่นคอ รสชาติกลมกล่อมแต่เด่นที่รสเผ็ดร้อนนิดๆ จากพริกไทยอ่อน ทำให้กินได้เรื่อยๆ ไม่รู้สึกเลี่ยน       ก๋วยเตี๋ยวผัดยำบก เส้นใหญ่ผัดกับหมูสับ เสิร์ฟพร้อมชุดเครื่องยำที่มีทั้งพริกขี้หนูซอย กระเทียมซอย ให้ลูกค้าตักคลุกเคล้าได้มากน้อยตามชอบ       หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ผัดพริกเหลืองโหระพา หอยแมลงภู่ตัวใหญ่เนื้อนุ่มหนึบ ปรุงรสเผ็ดร้อนและหอมกลิ่นโหระพาขึ้นจมูก       แซลมอนกวนน้ำปลา เปลี่ยนจากกุ้งแช่น้ำปลาเป็นแซลมอนเนื้อนุ่ม ราดน้ำปลาปรุงรสที่ผ่านการเคี่ยวจนเข้มข้นรสเค็มหวาน เมนูไฮไลท์นี้มีเฉพาะวันศุกร์,เสาร์และอาทิตย์ ไม่อยากพลาดควรสั่งจองล่วงหน้า       มาม่าจัดเต็ม (ชุดทะเล) มาม่าเส้นกลมในน้ำซุปต้มยำเข้มข้นที่ทางร้านปรุงใหม่ ไม่ได้ใช้เครื่องปรุงสำเร็จ ใส่พริกขี้หนูซอยเพิ่มรสจัดจ้านตามด้วยซีฟู้ดและไข่สดปลอดสารให้อิ่มกันแบบจุกๆ       ปิดท้ายด้วยขนมหวานราชปะแตน เค้กโบราณหาทานยาก เนื้อเค้กบัตเตอร์รสกาแฟด้านในมีลูกเกดเพิ่มเทกเจอร์หนึบหนับ ด้านบนโรยอัลมอนด์ให้เคี้ยวกรุบๆ สนุกลิ้น     อีกชิ้นขายดีคือบลูเบอร์รี่เลมอน เค้กบัตเตอร์เลมอนที่ซ่อนซอสบลูเบอร์รีไว้ด้านใน ท็อปปิงด้วยบลูเบอร์รี่สดลูกโต เมนูนี้ต้องจับคู่กับชาเย็นมิกซ์เบอร์รี รสเปรี้ยวอมหวาน ดื่มแล้วเข้ากันที่สุด       จบมื้อแล้วถ้ายังไม่อยากลุกไปไหนจะสั่งกาแฟเดอร์ตี้นั่งจิบเพลินๆ อีกสักแก้ว หรือเบื่อแล้วอยากลุกยืดเส้นยืดสายแนะนำให้ไปเดินเล่นแถวเสาชิงช้าที่อยู่ใกล้ๆ แวะถ่ายรูปสวยๆ เป็นที่ระลึกก่อนกลับบ้านก็ได้  

ขึ้นชื่อว่า ขมิ้น สมุนไพรไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะทั้งสีสันและกลิ่นหอมๆ จะนำไปปรุงเมนูอะไรก็เตรียมใจรับมือกับความอร่อยได้เลย โดยเฉพาะทางภาคใต้ที่ขมิ้นถูกยกให้เป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับปรุงเมนูรสเด็ดหลายรายการ เมื่อนำมาตั้งเป็นชื่อร้าน Camin Cuisine & Café จึงการันตีได้ว่าเราจะได้ลิ้มรสชาติของอาหารปักษ์ใต้รสร้อนแรงอย่างแน่นอน         โดยสูตรเด็ดเคล็ดลับทั้งหมดยังคงรสมือแบบชาวใต้แท้ๆ ที่จัดจ้านแต่กลมกล่อมลงตัว ไม่โดดไปรสใดรสหนึ่ง กินคำแรกแล้วอยากกินต่อเรื่อยๆ ไม่เพียงเน้นสูตรต้นตำรับที่เหมือนยกครัวใต้มาไว้กลางกรุง แต่ยังส่งตรงวัตถุดิบคุณภาพจากแหล่งผลิตโดยตรง บางชนิดหากินยากและมีตามฤดูกาล แต่ถ้าอยากกินเมื่อไหร่แวะมาร้านนี้จะไม่มีคำว่าผิดหวังกลับไป ขมิ้นจึงเป็นจุดนัดพบของคนรักอาหารใต้ที่นึกถึงเมื่อไหร่ก็แวะมาได้เสมอ     เมนูแรก แกงส้มปลากระพงยอดมะพร้าว แค่เห็นสีเหลืองสวยของขมิ้นที่มาพร้อมกลิ่นหอมกระตุ้นความหิวเป็นใครก็น้ำลายสอ แนะนำให้ลองชิมน้ำแกงเพื่อทดสอบระดับความเผ็ดร้อนว่ารับได้มากน้อยแค่ไหน ถ้ารับไหวค่อยตักซดก็ยังไม่สาย เมนูนี้จะเด่นที่รสเปรี้ยวนำตามด้วยความกลมกล่อม ส่วนเนื้อปลากระพงขาวหวานสดเหมือนเพิ่งยกขึ้นจากทะเล ไฮไลท์ยังอยู่ที่ยอดมะพร้าวอ่อนเคี้ยวกรุบ อร่อยจนอยากหยุดเวลาไว้     ต่อด้วยกุ้งผัดสะตอ เมนูยอดฮิตที่ต้องติดในลิสต์คนรักอาหารใต้เสมอ สะตอเม็ดอวบใหญ่ผัดกับกะปิหอมๆ ทำจากเคยเกรดเอ และกุ้งสด จานนี้ครบรสเปรี้ยวเค็มหวานไม่ผิดหวัง     อีกเมนูหากินยาก ไก่กอและหรือไก่ฆอและ ไก่ย่างสีส้มแดงหมักเครื่องแกงสูตรเข้มข้นจนเข้าเนื้อเข้าหนัง ย่างด้วยเตาถ่าน รสเผ็ดนิดหวานหน่อย ทั้งกลิ่นและรสเหมือนไปนั่งกินถึงถิ่นแดนใต้     น้ำพริกระกำ น้ำพริกพื้นบ้านที่หาทานได้ยากในปัจจุบัน ใช้ระกำแทนความเปรี้ยวของมะนาวนำมาตำกับกะปิอย่างดี ปรุงรสจัดจ้าน เปรี้ยวนำเค็มตาม กินแกล้มกับผักพื้นบ้านลวกราดกะทิ     อีกเมนูที่เราปลื้มคือใบเหลียงต้มกะทิกุ้งสด กะทิคั้นสดชามต่อชาม ปรุงรสชาติกลมกล่อม ใส่กุ้งลวกและใบเหลียงเคี้ยวมันเพิ่มอรรถรสในการกิน     ปิดท้ายด้วยของหวาน มูสขนมเบื้องไส้กุ้ง ยกให้เป็นเมนูที่ทั้งอร่อยและแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร เนื้อมูสนุ่มเนียนลิ้นมีเทกเจอร์กรุบๆ ให้เคี้ยวได้สนุกเพลินใจ แม้หน้าตาจะดูอินเตอร์แต่ได้รสชาติแบบไทยๆ ของขนมเบื้องไส้กุ้งได้อย่างน่าทึ่งทีเดียว     เค้กเปียกปูน เปลี่ยนขนมไทยโบราณให้มีรูปลักษณ์น่ารับประทานยิ่งขึ้น รสชาติหวานมันกำลังดี ที่สำคัญหอมกลิ่นใบเตยขึ้นจมูกมาก     สำหรับเครื่องดื่มยอดนิยมยกให้กรานิต้ามะม่วงเบา รสหวานอมเปรี้ยว ใส่เนื้อมะม่วงเบามาเพิ่มกิมมิกสนุกๆ ถือเป็นเมนูสุดสร้างสรรค์ที่ผสมผสานความเป็นอาหารพื้นบ้านเข้ากับยุคใหม่ได้อย่างกลมกลืน     ล่าสุด “ขมิ้น” เพิ่งเปิดสาขาใหม่ที่ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ สาขาศรีนครินทร์ ใกล้ที่ไหนแวะไปเอ็นจอยได้เลย

ยังคงเป็นร้านที่ครองใจนักกินที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศไปสัมผัสธรรมชาติที่ไม่ไกลตัวเมืองเกินไปนัก แม้ช่วงเดือนนี้การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะวิกฤติหนักจนทำให้ต้องปิดบริการชั่วคราวตามนโยบายรัฐบาล แต่ใครที่คิดถึงบรรยากาศชวนผ่อนคลายกับจานเด็ดแสนอร่อยก็สามารถอ่านรีวิวแก้คิดถึงกันไปพลางๆ ก่อน ร้านกลับมาเปิดบริการเมื่อไหร่ก็ไปเอ็นจอยได้ทันที         หลายคนคงคุ้นชินกับจานเด็ดในคอนเซ็ปต์ “ทานอาหารไทยในสวนฝรั่ง ทานอาหารฝรั่งในเมืองไทย” ทั้งยังมีเมนูให้เลือกมากจนยากต่อการตัดสินใจ ทว่าในช่วงนี้เมืองไทยเข้าสู่ฤดูฝนทำให้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เราจึงขอแนะนำอาหารพื้นบ้านที่อุดมด้วยพืชผักและสมุนไพรไทยที่ช่วยบรรเทาอาการเป็นหวัดคัดจมูก  เพราะไม่เพียงได้ความอร่อยแต่ยังดีต่อร่างกายอีกด้วย       เริ่มที่ แกงเหลืองใต้ใส่โชน น้ำแกงรสร้อนแรงจากพริกแกงตำเอง ไฮไลท์คือเนื้อปลานุ่มๆ ที่แกะเอาแต่เนื้อ ใส่ให้กินกับโชนสดกรอบที่ซึมซับน้ำแกงอย่างเต็มที่ เสิร์ฟพร้อมปลาทอดกรุบกรอบที่ช่วยลดระดับความเผ็ดร้อนให้น้อยลง ทำให้กินได้เรื่อยๆ สบายปาก เมนูนี้ซดร้อนๆ คล่องคอนัก ใครเป็นหวัดรับรองปลอดโปร่งโล่งจมูก     ต่อด้วยน้ำพริกหยำกุ้ง-ปลาทูทอด น้ำพริกแดนใต้ปรุงรสเปรี้ยว หวาน เค็ม กำลังเหมาะ เพิ่มดีกรีความอร่อยด้วยกุ้งสับที่ใส่ให้เคี้ยวหนึบหนับสู้ฟัน ในชุดยังมีปลาทูทอดเหลืองหอม ผิวกรอบนุ่มใน กินแกล้มถั่วงอกดอง บล็อกโคลี และผักกาดขาวลวกราดหัวกะทิ     ปิดท้ายด้วย ยำสามกรอบ หยิบยำธรรมดามาเพิ่มความแซ่บแบบคูณสองด้วย 3 วัตถุดิบหลัก ได้แก่ หมึกทอด ปลาเล็กปลาน้อยทอด และแคบหมู เสริมทัพความกรุบมันด้วยเม็ดมะม่วงหิมพานต์อบใหม่ ทั้งหมดเสิร์ฟในภาชนะแยกจากเครื่องยำรสแซ่บให้เราได้คลุกเคล้าด้วยตัวเอง เพื่อถนอมความกรอบอร่อยจนกว่าจะถึงปาก     แม้โควิดจะไม่จากไปง่ายๆ แต่ถ้าสถานการณ์ผ่อนคลายเมื่อไหร่แล้วไปกัน ช่วงนี้รักษาสุขภาพ อยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ กันไปก่อนนะคะ

 “CHADA Tea Boutique” ร้านขนมไทยรสละมุนของคุณต้อง-นัฐพงษ์ ท้วมเกร็ด ทายาทรุ่นที่ 5 ซึ่งสืบทอดขนมสูตรต้นตำรับชาววังมาจากคุณยายเจ้าทิพย์เกสร ณ ลำปาง โดยจุดเด่นของร้านจะเน้นเสิร์ฟขนมไทยโบราณหารับประทานยาก ได้แก่ สัมปันนี ผกากรอง ทองชมพูนุช ผสมผสานกับขนมไทยประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัย อาทิ อาลัวทุเรียน อาลัวชีส และขนมไทยคลาสสิกที่ทุกคนคุ้นเคย พร้อมปรับรสชาติให้หวานพอเหมาะ จิบคู่ไปกับเครื่องดื่มในแบบไทยๆ เช่น ชาเบลนด์ และน้ำสมุนไพรต่างๆ       ในครั้งนี้ G&C มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนร้านชฎา ที บูติค สาขาไอคอนสยาม ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้น G (โซนสุขสยาม) ตัวร้านเป็นเรือนไทยสวยงามคลาสสิก ตกแต่งด้วยเครื่องทองเหลืองอร่าม และเฟอร์นิเจอร์ไม้ ภายในร้านมีโต๊ะหินอ่อนตัวใหญ่ที่ใช้วางขนมไทยนานาชนิด หน้าตาวิจิตรงดงาม ทั้งทองเอก เสน่ห์จันทน์ หินฝนทอง ขนมกล้วย ให้คุณเลือกซื้อได้อย่างตามใจ ส่วนใครอยากจะนั่งชิมที่ร้าน สัมผัสบรรยากาศไทยดั้งเดิมก็ไม่ว่ากัน       ประเดิมด้วยของโปรดของเราอย่าง เสน่ห์จันทน์ ขนมไทยรูปทรงลูกจัน สีเหลืองทองน่าลิ้มลอง ให้เนื้อสัมผัสหนึบหนับกินเพลิน รสหวานพอดี หอมกลิ่นควันเทียน     ขนมบัวหิมะ ขนมสีสวย แป้งเหนียวนุ่มสอดไส้ถั่วกวนเนื้อเนียน ตามด้วย ผกากรอง เมนูนี้ก็อร่อย ขนมไทยรูปดอกไม้แสนสวย แป้งนุ่มๆ กินพร้อมถั่วกวนรสหวานพอเหมาะ     มาถึงคิว ทองเอก อีกหนึ่งขนมไทยหารับประทานยาก ประกอบไปด้วยแป้งสาลี น้ำตาล ไข่แดง และกะทิ รสชาติหวานมัน ทองชมพูนุช โดดเด่นด้วยไข่ขาว ให้รสไม่หวานจัด       พลาดไม่ได้กับ หินฝนทอง ขนมไทยโบราณทำจากแป้ง และถั่วคั่วผสมกับน้ำกะทิ ในสมัยก่อนขนมชนิดนี้เป็นหนึ่งในเสบียงของทหาร เนื่องจากให้พลังงานสูงนั่นเอง อย่าลืมชิม อาลัวนมสด รูปดอกกุหลาบหลากสีสัน งดงาม เนื้อนุ่มหนึบ รสหวานพอเหมาะ น่าลิ้มลองเป็นที่สุด       อาลัวทุเรียน เมนูนี้เด็ด อาลัวกินเพลิน สอดไส้ทุเรียนกวนรสหวานกลมกล่อม กินกี่ชิ้นก็ติดใจ ยังมี อาลัวเดซี่ ขนมไทยที่เรารักอย่าง อาลัว รังสรรค์ออกมาเป็นรูปทรงดอกเดซี่สดใส น่ากิน       จิบคู่กับเครื่องดื่มสไตล์ไทยๆ อย่าง Cyanida น้ำอัญชันสีน้ำเงินสวย ราดลงบนน้ำมะนาวสดผสมโซดา รสเปรี้ยวสดชื่น ซาบซ่าคลายร้อน และ Red Symphony ชาร้อนหอมกรุ่นกานี้เป็นชาดำคุณภาพ เบลนด์กับพืชตระกูลเบอร์รีต่างๆ อาทิ เชอร์รี เรดเคอร์เรนต์  ราสป์เบอร์รี และสตรอว์เบอร์รี รสเปรี้ยวกลมกล่อม       สายขนมไทยฟินกันไปเต็มๆ เลยงานนี้

‘เขียง’ อุปกรณ์เตรียมอาหารที่ทุกครัวเรือนต้องมี ถูกเลือกมาเป็นชื่อร้านอาหารจานไทยด่วน รสจัดจ้าน ถึงเครื่อง ถึงใจอย่าง “เขียง บาย ตำมั่ว” ในเครือ ZEN เสน่ห์ของร้านแห่งนี้คือเสิร์ฟเมนูไทยสตรีทฟู้ดส์เรียบง่าย กินอร่อย ที่รังสรรค์จากวัตถุดิบคุณภาพ อาทิ อาหารทะเลที่ได้จากแหล่งซีฟู้ดชั้นเลิศ ไก่เบญจา เนื้อไก่ระดับพรีเมียม และข้าวหอมมะลิจากบ้านสำราญ ทุ่งกุลาร้องไห้ จังหวัดร้อยเอ็ด อันเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การปลูกข้าว เนื่องจากมีดินดี ทำให้ข้าวหอมมะลิที่นี่มีเมล็ดเรียวยาว นุ่ม และให้กลิ่นหอม     ด้วยคอนเซ็ปต์เสิร์ฟอาหารไทยตามสั่งที่คุ้ยเคย เข้าใจง่าย และราคาที่ไม่แพง ทำให้ปัจจุบันร้านเขียง บาย ตำมั่ว เติบโตจนสามารถขยายสาขาไปมากกว่า 80 แห่งทั่วประเทศ ทั้งตั้งอยู่ในปั้มน้ำมัน สถานีรถไฟฟ้า รวมไปถึงห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่างๆ อาทิ สาขา Gaysorn Village (Bts ชิดลม) บริเวณชั้น B ที่เราแวะมาในครั้งนี้     อันดับแรกเอาใจแฟนคลับซีฟู้ดกับเมนู ข้าวกะเพราโคตรเจ้าสมุทร (150 บาท) กะเพราปลาหมึกชิ้นโตเนื้อหนึบหนับ และกุ้งเนื้อหวานไซส์บิ๊กเบิ้ม รสเผ็ดดุดัน กินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยถูกใจ     ข้าวกะเพรากุ้งแม่น้ำ (250 บาท) จานนี้เราชอบมาก กุ้งแม่น้ำเนื้อสดเด้ง จากแหล่งอาหารทะเลคุณภาพ คลุกเคล้ากับซอสกะเพราเข้มข้นรสเผ็ดร้อน ราดข้าวสวยสุดอิ่มเอม     สายเนื้อต้องเลิฟ ข้าวกะเพราเนื้อออสเตรเลีย (220 บาท) เนื้อคุณภาพสัญชาติออสเตรเลีย สัมผัสนุ่มชุ่มฉ่ำ หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ผัดพร้อมใบกะเพรา ปรุงรสให้จัดจ้าน     หรือจะลอง ข้าวไก่ซุปเปอร์ผัดพริกเผา (ไก่เบญจา) (120 บาท) ไก่เบญจาคุณภาพ ที่เลี้ยงด้วยข้าวกล้องคัดพิเศษ ทำให้ได้เนื้อที่นุ่มและแน่น ได้รสหวานกลมกล่อมจากพริกเผา แกมเผ็ดเล็กๆ อย่าลืมสั่ง ข้าวไข่ข้นปู (250 บาท) รสนุ่มนวล อร่อยถูกใจ เนื้อปูชิ้นใหญ่ๆ รสหวาน เข้ากันดีกับไข่ข้นกินอร่อย    

Anya Authentic Thai Cuisine ร้านอาหารไทยริมถนนบำรุงเมืองที่ตั้งอยู่ในอาคารหลังสวยสงบคลาสสิก ล้อไปกับบรรยากาศของเมืองเก่า คุณหน่อง-วรัญญา ทิพย์ภัณฑ์ เจ้าของร้านได้รวบรวมอาหารไทยโบราณ รวมถึงอาหารไทยประจำภาคทั้งจานคาว และของหวานมาไว้ที่นี่ เฟ้นหาวัตถุดิบอย่างดีและปรุงอย่างพิถีพิถัน โดยเฉพาะเรื่องพริกแกงที่ต้องโขลกเองเท่านั้น           ภายในร้านมีที่นั่งไม่มากนัก ตกแต่งด้วยภาพถ่ายโบราณหาชมยาก คลอด้วยเสียงเพลงย้อนยุคที่ฟังแล้วชื่นฉ่ำใจเข้ากับบรรยากาศ เริ่มมื้อนี้ด้วย ข้าวแช่ชาววัง เมนูเด่นประจำร้านที่มีให้กินได้ตลอดทั้งปี ข้าวลอยน้ำดอกมะลิและกระดังงา กินแล้วหอมสดชื่น เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงอย่างหมูฝอย ลูกกะปิ เห็ดสวรรค์ทำจากเห็ดนางรม หอมยัดไส้ปลากระเบน ปลากระเบนผัดหวาน พริกหยวกยัดไส้ และผักแกะสลักอย่างสวยงาม         จานถัดมา ยำมะเขือยาวหมูสับกุ้งสด มะเขือยาวเผาด้วยเตาถ่านเพื่อให้มีกลิ่นหอม เข้ากับน้ำยำรสจี๊ดจ๊าดจากมะนาวสดและพริกขี้หนูสวน เพิ่มความหอมด้วยหอมเจียวกรอบๆ ด้านบน เคียงด้วยไข่ต้มยางมะตูม       ต่อด้วยแกงส้มต้นคูนปลากะพง ที่นอกจากน้ำแกงจะรสร้อนแรงจากพริกแกงโขลกเองแล้ว เนื้อปลากะพงยังสด ไม่เละ แนะนำให้กินคู่กับไข่เจียวของทางร้าน และข้าวสวยร้อนๆ เข้ากันดี รวมถึงเมนูขายดีอย่างขนมจีนน้ำยาปู ก็รสชาติจัดจ้าน ให้เนื้อปูเยอะแบบไม่หวง         ปิดท้ายมื้อด้วยของหวานที่มีให้กินเฉพาะฤดูกาลอย่างมะยงชิดลอยแก้ว ส่งตรงจากสวนจังหวัดนครนายก ลอยกับน้ำส้มซ่า น้ำมะนาว และน้ำเชื่อมเล็กน้อย โรยด้วยผิวส้มซ่าเพิ่มกลิ่นหอม     กินแล้วชื่นใจคลายร้อน

Siam Tea Room” ร้านอาหารไทยต้นตำรับและร้านเบเกอรี แห่ง ‘โรงแรมแมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค(Bts พร้อมพงษ์) ที่พร้อมให้คุณเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศเรียบหรูแต่เข้าถึงง่าย ด้วยการตกแต่งในสไตล์ไทยร่วมสมัย สวยงามตั้งแต่หน้าร้านซึ่งเป็นเรือนกาแล เรือนไทยที่งดงามและมีเอกลักษณ์ของภาคเหนือ ฝีมืออาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติในตำนาน       เมื่อเดินเข้าไปจะพบกับเบเกอรีอบสดใหม่วันต่อวันวางเรียงรายบนชั้น ซึ่งเป็นสูตรอร่อยของ “Alfred Merkel” เชฟชาวเยอรมันฝีมือขั้นเทพตำแหน่ง Executive Pastry Chef ประจำโรงแรม นอกจากขนมแล้วยังมีท็อฟฟี่ไทยโบราณหารับประทานยากอีกด้วย ส่วนใครที่กระหายน้ำ อยากจิบเครื่องดื่มรสชาติดี ให้ก้าวย่างมาที่บาร์น้ำ ซึ่งพร้อมเสิร์ฟทั้งกาแฟเบลนด์ที่ใช้เมล็ดกาแฟจากจังหวัดเชียงใหม่ และประเทศลาว น้ำชาร้อน-เย็น และเครื่องดื่มแบบ Non-Coffee มากมาย       ถัดจากโซนเบเกอรีจะเป็นห้องอาหารพื้นที่กว้างขวาง บรรยากาศสบายๆ สไตล์โมเดิร์น โต๊ะไม้สีน้ำตาลแลดูอบอุ่นและสบายตายิ่งขึ้นเมื่ออยู่กับโซฟาสีเทาเบาะนุ่มๆ นั่งสบาย หากใครชอบนั่งดูต้นไม้เขียวขจีเราแนะนำให้ตรงดิ่งไปที่โซนเอาต์ดอร์ ซึ่งถึงจะเป็นวันแดดจ้าไร้เครื่องปรับอากาศ แต่กลับไม่ร้อนแต่อย่างใด พร้อมอร่อยไปกับอาหารไทยรสต้นตำรับจากวัตถุดิบชั้นดีที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ อาทิ ผักออร์แกนิกพื้นบ้าน ผ่านฝีมือการปรุงอาหารจาก “เชฟกอล์ฟ - ภัควลัญชญ์ เวชมนต์” Sous Chef หัวหน้าห้องอาหารสยาม ที รูม     เชฟกอล์ฟคลุกคลีอยู่ในแวดวงอาหารไทยมานานกว่า 19 ปี มีประสบการณ์การทำงานในห้องเครื่องของพระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และร่วมงานกับโรงแรมชั้นนำหลายแห่งรวมทั้งเป็นครูสอนทำอาหารไทยก่อนจะมารับหน้าที่ครีเอทเมนูต่างๆ ดูแลเรื่องรสชาติและหน้าตาของอาหารให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด     มาเริ่มชิมจากเมนูเบเกอรีสุดป๊อปอย่าง ครัวซองต์ กันเลย ต้อนรับด้วย Butter Croissant  ตัวนี้ขายดีเป็นครัวซองต์ตัวออริจินอลหอมๆ เนื้อกรอบนอกนุ่มใน อุ่นร้อนๆ น่ากินเป็นที่สุด ต่อด้วย Pandan Croissant ครัวซองต์ไส้ใบเตยหอมมันรสหวานกำลังดีและยังแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ใครเป็นช็อกโกแลตเลิฟเวอร์ต้องเทใจให้ Chocolate Croissant ไส้ช็อกโกแลตเข้มข้น กัดพร้อมแป้งครัวซองต์คุณภาพ     ชิ้นนี้เรารัก Nutella Croissant นูเทลลาขวัญใจสายหวาน อัดแน่นอยู่ในครัวซองต์แสนอร่อย Lemon Meringue Croissant ก็น่าสนใจ เลมอนเคิร์ดรสเปรี้ยวนุ่มนวล เข้ากันดีกับแป้งครัวซองต์ที่ชุ่มไปด้วยเนย ด้านบนท็อปด้วยเมอแรงต์หวานๆ       ยังมี Mango Croissant สำหรับคนที่รักมะม่วงโดยแท้ ครัวซองต์เนื้อนุ่มฟู สอดไส้มูสมะม่วงสุกหวานฉ่ำ และ Thai Tea Croissant ครัวซองต์ชิ้นอวบอ้วน ที่ภายในอัดแน่นไปด้วยซอสชาไทยหวานมัน ฟินทุกคำที่ลิ้มลอง       เข้าสู่โหมดอาหารกันบ้าง จานแรกเป็น แกงคั่วเนื้อปู ที่ใส่ทั้งกุ้งทะเลและใบชะคราม ใบชะครามมันๆ กุ้งตัวโต ปูเนื้อหวาน อยู่ในน้ำแกงรสกลมกล่อม ที่ทำจากพริกแกงทำเอง ประกอบไปด้วย ขมิ้น ข่า ตะไคร้ และกะปิ กินคู่กับเส้นหมี่เหนียวนุ่ม     ยำส้มฉุนปลาสลิดฟูหมูหวาน เมนูโบราณของชาวภูเก็ต ส้มโอ มะม่วง คลุกเคล้ากับน้ำยำรสเปรี้ยวอมหวาน หอมกลิ่นส้มฉุน กินกับปลาสลิดรสเค็มนุ่มนวลจากอำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ที่เชฟนำเนื้อไปทำเป็นปลาฟู และทอดหนังจนกรอบ ยังมีหมูหวาน ที่ทำมาจากหมูสามชั้นอารมณ์ดี เนื้อนุ่ม แนมมาอีกด้วย     คอหมูทอดกระเทียม น้ำพริกกระเทียม คอหมูคุณภาพ ที่ได้จากหมูอารมณ์ดี หมักกับเครื่องเทศจนเข้าเนื้อ ทอดอย่างพิถีพิถัน ไม่อมน้ำมัน โรยกระเทียมเจียวหอมน่ากิน เสิร์ฟพร้อมน้ำพริกกระเทียม สูตรลับฉบับคุณแม่ของเชฟกอล์ฟ ได้รสเค็มนัวจากปลาร้า และความเผ็ดเล็กๆ ของพริกและกระเทียม กินพร้อมข้าวเหนียวสุดอิ่มเอม แนมกับผักพื้นบ้านต่างๆ อาทิ มะตูมแขก ผักกาดหิ่น อร่อยฟิน     ซี่โครงหมูอบข้าวคั่วน้ำจิ้มแจ่ว ซี่โครงหมูชิ้นโตหมักกับเครื่องเทศหอมๆ 1 คืน ก่อนนำมาอบและทาด้วยซอสสูตรพิเศษของทางร้าน ทำให้ได้เนื้อนุ่มร่อน หวานฉ่ำ โรยด้วยข้าวคั่วทำเอง เครื่องเทศ และพริกป่นเผ็ดร้อน ไปด้วยกันได้ดีกับน้ำจิ้มแจ่วรสเด็ด ที่เต็มไปด้วยกลิ่นสมุนไพรหอมๆ     จบด้วย ขนมเบื้องญวนปูนิ่ม ขนมเบื้องสูตรดั้งเดิมน่าชิมเป็นที่สุด แป้งแผ่นบางๆ สีเหลืองทองที่ทำมาจากแป้งข้าวเจ้า ขมิ้น และกะทิ ห่อไส้กระฉีกโฮมเมด รสหวานละมุนจากน้ำตาลมะพร้าว และความครีมมีของมันกุ้ง โดดเด่นด้วยปูนิ่มที่เรารัก เสิร์ฟกับน้ำอาจาดรสเปรี้ยวหวาน  และผักสด     บอกให้รู้ว่า สยาม ที รูม ยังมีเมนูอาหารเช้าด้วยนะ

หากใครมีโอกาสผ่านเข้ามาในซอยวิภาวดี 20 คงต้องสะดุดตากับบ้านสีเหลืองหลังย่อมที่เปิดเป็นร้านอาหารชื่อน่ารัก “จานกับข้าว” แน่นอน ไม่เพียงตัวบ้านที่มองแล้วรู้สึกอบอุ่นชวนให้อยากเข้าไปลิ้มลองความอร่อย ภายในร้านก็สวยงามน่านั่งไม่น้อย บวกรวมกับรสชาติอาหารที่ใครชิมก็ล้วนติดใจจนกลายเป็นลูกค้าประจำไปโดยปริยาย     เจ้าของร้านตั้งใจแบ่งปันความอร่อยสูตรคุณแม่จิตรา โตศักดิ์สิทธิ์ ให้ผู้คนในละแวกบ้านได้ลิ้มลอง จึงรีโนเวทบ้านเก่าที่ปิดไว้ ปรับเปลี่ยนเป็นร้านอาหารขนาดกะทัดรัด ทุกเมนูมีคุณแม่คอยกำกับความอร่อยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้รสชาติคงที่ตรงตามตำรับ ด้วยความพิถีพิถันและใส่ใจ “จานกับข้าว” จึงเป็นครัวประจำบ้านที่เสิร์ฟอาหารไทยโฮมเมดตำรับคุณย่าให้กับผู้คนในละแวกนี้มานานกว่า 5 ปี       บรรยากาศร้านให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนนั่งกินอาหารอยู่ภายในบ้าน ผนังร้านสีขาวสะอาดตาตัดด้วยสีเหลืองสดใส กรุกระจกบานใหญ่ช่วยให้ร้านดูโปร่ง ขณะเดียวกันก็เพิ่มความสว่างจากแสงธรรมชาติไปในตัว ชั้นวางและผนังตกแต่งด้วยถ้วยชามและจานเซรามิกลายสวยซึ่งเป็นของสะสม มุมยอดนิยมด้านในสุดเป็นโซนที่นั่งเพดานสูงประดับโคมไฟดีไซน์เก๋แซมด้วยสีเขียวของไม้ประดับ       เมนูเด็ดประจำร้านที่พลาดไม่ได้ แนะนำหมูเซี่ยงไฮ้ ที่ใช้หมู 3 ชั้นเคี่ยวจนนุ่มแทบไม่ต้องเคี้ยว สูตรของคุณแม่จิตราจะใส่น้ำมะพร้าวอ่อนชึ่งจะช่วยให้นุ่มในและหอม ตุ๋นนาน 3-4 ชั่วโมงจนรสชาติเข้าเนื้อ กลมกล่อม     ตามด้วยเนื้อปูผัดพริกเหลืองที่ส่งกลิ่นหอมมาแต่ไกล เนื้อกรรเชียงปูก้อนโตๆ ผัดกับพริกเหลืองและกระเทียมจนเป็นสีเหลืองสวย ได้ทั้งความหอมของพริกและรสชาติที่ลงตัว     กุ้งแม่น้ำราดซอสมะขาม กุ้งแม่น้ำแท้ๆ ทอดให้พอสุกราดด้วยน้ำมะขาม 3 รสที่เคี่ยวจนเหนียวข้นกำลังดี กินพร้อมข้าวสวยร้อนๆ ฟินทีเดียว     สั่งปลาทูต้มมะดันมาซดน้ำซุปอีกสักถ้วย เมนูนี้กินง่ายเพราะทางร้านใช้ปลาทูนึ่งแกะเนื้อให้เรียบร้อย ได้รสเปรี้ยวกลมกล่อมของมะดันกินพร้อมกับหอมซอยกรุบๆ      ปิดท้ายด้วยขนมหวานอย่างกล้วยไข่เชื่อมอีกสักจาน รับรองอิ่มแปล้  

ไม่เพียงแค่ความอร่อยและความเผ็ดร้อนที่จะได้จากเมนูต่างๆ ภายใน คุ้นเคย ร้านอาหารปักษ์ใต้สไตล์คาเฟ่น้องใหม่ย่านรัชดาภิเษกเท่านั้น แต่บรรยากาศและการตกแต่งภายในร้าน ยังชวนให้รู้สึกอบอุ่นเป็นกันเอง ราวกับนั่งอยู่ในบ้านหลังเก่าที่แสน คุ้นเคย เลยล่ะ     ตัวร้านปรับเปลี่ยนมาจากบ้านเก่าที่ยังคงโครงสร้างเดิมเอาไว้ ตกแต่งด้วยเฟอนิเจอร์ไม้สีเข้มและของสะสมส่วนตัวของผู้เป็นเจ้าของร้าน เพิ่มเติมความมีชีวิตชีวาด้วยต้นไม้ฟอกอากาศที่นำมาแซมไว้ทุกมุมที่นั่ง บวกกับแสงธรรมชาติที่ส่องผ่านผนังกระจกเข้ามาภายใน ยิ่งช่วยเพิ่มความอบอุ่นอีกเป็นเท่าตัว       เริ่มด้วยเครื่องดื่มซิกเนเจอร์อย่าง มะม่วงเบาโซดา (75.-) ความเปรี้ยวของมะม่วงเบาผสมกับความซ่าของโซดา ดื่มแล้วได้ความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า     ต่อด้วย น้ำพริกโจร (280.-) หรือน้ำพริกขยำ จุดเด่นของเมนูนี้คือตัว ‘เคย’ หรือกะปิ จากอำเภอขนอมที่นำมาผสมกับกุ้งสับและพริกขี้หนู รสเผ็ดจัดจ้าน เสิร์ฟพร้อมผักสดพื้นบ้านหลากชนิด     หากไม่ได้สั่งเมนูนี้ก็เหมือนมาไม่ถึง แกงส้มปลาหน่อไม้ (240.-) แกงส้มรสเผ็ดร้อน ซึมเข้าไปในเนื้อปลากระพงชิ้นโต หน่อไม้ดองและยอดมะพร้าว จับคู่กับข้าวสวยร้อนๆ เข้ากันได้เป็นอย่างดี      ต้มหมูใบชะมวง (160.-) น้ำใบชะมวงที่นำมาเคี่ยวกับกระดูกหมูอ่อนข้ามคืน เพื่อให้รสชาติของใบชะมวงซึมเข้าไปในตัวเนื้อ อร่อยกลมกล่อมซดแล้วคล่องคอเป็นที่สุด     หมูผัดกะปิ (160.-) กะปิอย่างดีที่นำมาคลุกเคล้ากับเนื้อหมูและสมุนไพรเสิร์ฟมาแน่นเต็มจาน รสชาติหวานมัน ช่วยตัดรสเผ็ดของเมนูอื่นๆ ได้     ตบท้ายด้วย โอ๋วเอ๋ว (55.-) ของหวานพื้นเมืองของชาวภูเก็ตที่นำวุ้นมาราดน้ำแดง กินแบบเย็น ชื่นใจ หรือจะเลือกเป็น น้อยหน่านมสด (65.-) น้อยหน่าแช่แข็งรสกลมกล่อม ราดด้วยนมสด เหมาะสั่งมากินตัดความจัดจ้านของอาหารคาวที่สุดเลยล่ะ    

เป็นเวลากว่า 5 ปีที่ “AKART Bistro & Bar” ร้านอาหารไทย – อิตาเลียนโฮมเมด บนถนนเย็นอากาศ ใจกลางสาทรได้เสิร์ฟความอร่อยต่อเนื่องอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง คุณเก๋ - ญาณี องค์วัฒนกุล นักธุรกิจหญิงปราดเปรื่องผู้เป็นเจ้าของ  แถมยังเป็นนักชิมของอร่อยตัวยง เธอมีความตั้งใจอยากเปิดร้านอาหารที่รวมระหว่างอาหารอิตาเลียนที่เธอรัก และอาหารไทยรสเด็ดสูตรลับของคุณยาย โดยเลือกคำว่า “อากาศ” มาตั้งเป็นชื่อร้าน เหตุเพราะเป็นคำที่จำง่าย ทั้งยังสื่อความหมายถึง ‘สิ่งจำเป็นในทุกๆ วันของการดำรงชีวิต’       เสมือนร้าน AKART Bistro & Bar ที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติ บรรยากาศด้านในอบอุ่น เข้าถึงง่าย พร้อมให้คุณเพลิดเพลินไปกับอาหารอร่อยๆ ได้ใน ‘ทุกๆ วัน’ ตัวร้านเป็นบ้านไม้เก่าแก่ 2 ชั้นอายุ 45 ปี ชั้นล่างปรับแต่งเป็นสไตล์ลอฟท์เรียบง่าย พื้นปูนเปลือยไปในธีมเดียวกับเฟอร์นิเจอร์ไม้คลาสสิก รอบๆ ตกแต่งด้วยแจกันดอกไม้สดสวยงาม แลดูมีชีวิตชีวา     ชั้นสองก็น่านั่งใช่ย่อย พื้นไม้สีน้ำตาลเข้ม ผนังไม้สีครีมนวล และสีน้ำเงินสดเข้ากันดี หน้าต่างโดยรอบเป็นกระจกใส มองเห็นต้นไม้น้อยใหญ่ร่มรื่น รำไรไปด้วยแสงธรรมชาติที่สาดเข้ามาภายใน ทำให้ร้านสว่างไสวตลอดวัน นอกจากบรรยากาศจะดีแล้วรสชาติเมนูของร้าน ‘อากาศ’ ก็ดีงามไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทยรสเลิศสูตรคุณยาย อิตาเลียนฟู้ด ขนมหวานโฮมเมด และเครื่องดื่มสุดสดชื่นที่ทำมาจากวัตถุดิบออร์แกนิก ซึ่งรังสรรค์โดยเชฟมืออาชีพ       เรียกน้ำย่อยด้วย ยำวุ้นเส้นอากาศอัญชันทะเล (260 บาท) วุ้นเส้นเหนียวนุ่ม สีม่วงแกมฟ้านี้ได้มาจากดอกอัญชันปลูกเอง คลุกเคล้ากับน้ำยำรสจัดจ้านกำลังดี พร้อมเพลิดเพลินไปกับซีฟู้ดสดเด้งจากมหาชัย อาทิ กุ้งตัวโต ปลาหมึกชิ้นใหญ่ และหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ตัวอ้วน     ต่อด้วย ผัดไทยหอยทอดอากาศ (290 บาท) หนึ่งในจานซิกเนเจอร์ของร้าน ซึ่งเป็นการรวมกันระหว่างอาหารสุดป็อปของเมืองไทยอย่าง หอยทอด และผัดไทย เครื่องแน่นๆ จุใจ กินคู่กับซอสสูตรพิเศษของทางร้าน รสเปรี้ยวอมหวาน แกมเผ็ดเล็กๆ     หันมาทางฝั่งอาหารอิตาเลียนกันบ้าง ลองชิมเมนูนี้ White Wine Steamed Mussels & French Fries with Truffle Sauce (550 บาท) หอยแมลงภู่สัญชาติฝรั่งเศสเนื้อเด้ง อบพร้อมไวน์ขาว เนยชั้นดี และสมุนไพรต่างๆ เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งทอด และซอสทรัลเฟิล รสครีมมี หอมกรุ่น     Homemade Butterfly Pea Tagliatelle Bacon with A.O.P. (355 บาท) เส้นตัลยาเตลเลโฮมเมดผสมกับสีฟ้าของดอกอัญชัน เข้ากันดีกับซอส A.O.P. หรือที่เรียกเต็มๆ ว่า ‘Aglio Olio pepper’ ซึ่งทำมาจากน้ำมันมะกอก กระเทียม พริกแห้ง และเครื่องเทศต่างๆ โรยเบคอนทอดกรอบลงไปด้วย     Akart Pizza Creamy Fettuccine Ham & Mushroom (430 บาท) พิซซาโฮมเมดสไตล์อิตาเลียนร้อนๆ แป้งบางกรอบ ท็อปด้วยเส้นเฟตตูชินีครีมซอสแฮมเห็ด รสหอมมัน ราดซอสมะเขือเทศเข้ากันดี     Australia’s Roast Rack of Lamb Served with Mixed Grilled Vegetable & Gravy Sauce (1,550 บาท) ซี่โครงแกะชั้นเลิศจากประเทศออสเตรเลีย หมักกับสมุนไพรนานาพันธุ์ จากนั้นย่างจนได้ความสุกกำลังกิน เนื้อนุ่มฉ่ำลิ้น ราดซอสเกรวี่รสเค็มละมุน และเจลลีมิ้นท์รสเปรี้ยวสดชื่น เสิร์ฟพร้อมผักย่าง และมันม่วงบดเนื้อเนียน     ล้างปากด้วยของหวานอย่าง Marian Plum Panna Cotta (250 บาท) พานนาคอตตามะยงชิด รสหอมมันผสานไปกับรสเปรี้ยวอมหวาน บิงซูบัวลอย 5 สี (220 บาท) น้ำแข็งไสสไตล์เกาหลีรสกะทิ เข้าปากพร้อมแป้งบัวลอยปั้นมือเนื้อนุ่มหนึบ กินเพลิน สีสันสดใส ราดน้ำกะทิเพื่อเพิ่มรสหวานมันอีกที       เครื่องดื่มต้อง น้ำมะพร้าวอัญชัน (100 บาท) น้ำมะพร้าวสดชื่น ผสมกับน้ำอัญชันสีสวย ตกแต่งด้วยสายไหมสีชมพูคิวท์ๆ น่าแชะรูปเป็นที่สุด  

กลายเป็นอีกพิกัดใหม่บนถนนอรุณอมรินทร์ที่คนรักอาหารไทยไม่ควรพลาด เพราะที่ร้าน ธธดา (อ่านว่า ทะ-ทะ-ดา) นี้มาพร้อมคอนเซปต์อาหารไทย-ทะเล ที่คัดเลือกแต่วัตถุดิบจากท้องทะเลชั้นดีมาเสิร์ฟ และยังมีอาหารไทยที่นำสูตรประจำบ้านของคุณบี-ธิธดา สกุลณะมรรคา และ เชฟโก๋-คมกริช ก้อนทอง มาสร้างสรรค์ส่งต่อรสชาติสไตล์บ้าน ๆ แต่ไม่ธรรมดาให้เราได้ลิ้มลอง     ทุกมุมของร้านธธดานั้นขาวสะอาด ด้วยความตั้งใจให้เป็นร้านอาหารของครอบครัว ที่มองไปทางไหนก็สบายตาและมั่นใจว่าตั้งแต่โต๊ะ เก้าอี้ ไปจนถึงอาหารแต่ละจานจะปลอดภัยไร้สารเจือปนแน่นอน       ถ้าเป็นอาหารไทยแล้ว เราอาจจะคุ้นเคยกับอาหารข้าวราดแกงที่ทำขายเป็นหม้อใหญ่ ๆ แต่ที่ร้านธธดาจะแตกต่างออกไปเพราะได้แรงบันดาลใจมาจากอิซากายะของญี่ปุ่น ซึ่งเน้นการทำอาหารแบบชามต่อชาม ดังนั้นอาหารที่นี่ก็ได้ปรุงที่ละชามเช่นกัน ถ้ามีรสชาติที่โปรดปรานหรืออยากได้แบบเผ็ดน้อยหรือเผ็ดมากก็สามารถบอกเชฟได้ตามที่ต้องการ     เริ่มต้นด้วยเมนู น้ำพริกไข่ปู ที่ผสมผสานระหว่างไข่ปูเนื้อแน่นเต็มถ้วย คลุกเคล้าเข้ากับพริก กระเทียม รากผักชี บีบมะนาวเพิ่มความเปรี้ยว และใส่น้ำตาลมะพร้าวเข้าไปเพื่อรสชาติที่กลมกล่อม รับประทานพร้อมผักสดนานาชนิดที่ผ่านการฆ่าเชื้อมาแล้วอย่างดี     ต่อด้วย ขนมจีนน้ำยาปู สูตรส่งตรงจากนครศรีธรรมราชที่ให้รสชาติจัดจ้าน คนรับประทานเผ็ดจะต้องถูกใจแน่นอน ความพิเศษนั้นนอกจากจะมาพร้อมเนื้อปูแบบจัดเต็มแล้ว ยังมีเครื่องเคียงเป็นผักดองที่ประกอบไปด้วยผักบุ้งแดง หอมแดง กระเทียม และแตงกวา ถึงจะไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเท่าไรแต่เข้าปากแล้วก็พบว่ารสชาตินั้นเข้ากันดีอย่างน่าเหลือเชื่อ       ไข่พะโล้เนื้อวากิว เป็นเมนูถัดมาที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะโดดเด่นตั้งแต่การต้มด้วยเครื่องยาจีน มาพร้อมไข่ที่ผ่านการต้มทั้งวันจนไข่ขาวนั้นมีสัมผัสกรอบเบา ๆ ตามสูตรพะโล้ดั้งเดิม แถมยังเสริมด้วยเนื้อวากิวส่วนอก (หรือที่เรียกกันว่าเสือร้องไห้) ตุ๋นเป็นเวลา 2-3 ชั่วโมงเต็มจนนุ่มรับประทานง่าย     เมนูสุดท้ายที่ห้ามพลาดเช่นกันคือ แกงรัญจวน แกงโบราณภาคกลางที่ผสมผสานไปด้วยสมุนไพรนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น ตะไคร้ หอม พริก ผสมผสานกับกลิ่นกะปิอย่างลงตัว และยังมีกระดูกหมูตุ๋นจนเปื่อยยุ่ย เหมาะจะรับประทานคู่กับข้าวสวยร้อน ๆ สักจาน     แต่แน่นอนว่ามื้ออาหารที่สมบูรณ์แบบจะขาดเครื่องดื่มเพิ่มความสดชื่นไปไม่ได้เลย เริ่มต้นด้วยเมนูชื่อชวนขำ น้ำสดชื่นที่ 1 ที่ได้ความหอมหวานจากน้ำหวานหมักจากส้ม ผสมโซดาเพิ่มความซ่าแสนลงตัว หรือจะเป็นเมนูแนวไทย ๆ อย่าง อัญชันมะนาว ที่พิเศษกว่าตรงที่เพิ่มความหอมหวานของน้ำผึ้งเข้าไปด้วย       นอกจากนั้นยังมีเมนู เลมอนมินต์โซดา ที่ได้ความเปรี้ยวของมะนาวมาเสริมความสดชื่นของสะระแหน่ปั่นรวมกัน แถมยังมีน้ำแข็งรูปดอกกุหลาบที่ทำจากใบเตยปั่นมาเพิ่มความหอมอีกด้วย      หรือถ้าอยากได้เมนูกาแฟสุดสร้างสรรค์ก็ต้องเป็น สละลาเต้ ที่เสิร์ฟในแก้วทรงสูงแยกเป็นชั้น ๆ ประกอบไปด้วยน้ำเชื่อมรสสละ นมข้นหวาน นมข้นจืด และกาแฟ 1 ช็อต แม้จะไม่ใช่กาแฟที่เข้มข้นมากแต่ก็เหมาะจะสั่งมาจิบในยามบ่าย     จากนั้นจะปิดท้ายด้วยไอศกรีมสักถ้วยก็ไม่เลว มีทั้งรสคลาสสิคอย่างช็อกโกแลต กะทิ ทุเรียน ไปจนถึงรสชาติแปลก ๆ อย่าง กะท้อน งาดำ และกล้วยตาก

ณ โครงการ Yarden ถนนเย็นอากาศ มีบ้านเก่าหลังงามที่มีอายุกว่า 90 ปีชื่อ  “Akart Day” เป็นร้านกาแฟที่เสิร์ฟบรัชน์สไตล์โฮมเมดเคียงข้าง AKART Bistro & Bar ร้านอาหารไทย และอิตาเลียน ซึ่งทั้ง 2 ก่อตั้งโดย ‘คุณเก๋ - ญาณี องค์วัฒนกุล ฟู้ดดี้นักชิมของอร่อยตัวจริง     จุดเริ่มต้นของ ‘อากาศ เดย์’ มาจากการที่คุณเก๋ถูกใจบ้านเก่าหลังนี้ ซึ่งเดิมทีเป็นที่พักของหม่อมเจ้าหญิงโอภาสจรัสพักตร์พิมล นันทวัน บรรยากาศคลาสสิกทำให้เธอเกิดปิ๊งไอเดียในการเปิดร้านกาแฟขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่า “Akart Day” ซึ่งคุณเก๋ให้ความหมายเช่นเดียวกับคำว่า ‘Everyday’ ที่คุณสามารถกินมื้อสายแสนอร่อย จิบคู่ไปกับกาแฟแก้วโปรดในฟิลอบอุ่นสไตล์บ้านเพื่อน ‘ทุกๆ วัน’ในร้านแห่งนี้     บ้านเก่าแก่สไตล์วิคตอเรียนหลังน้อยที่อยู่ท่ามกลางแมกไม้เขียวขจี คุณเก๋คงโครงสร้างอันสวยงามเอาไว้ และรีโนเวทให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น พื้นบ้านสีน้ำตาลอบอุ่น เข้ากันกับผนังไม้สีเขียวสบายตา ตกด้วยเฟอร์นิเจอร์แนววินเทจและโมเดิร์ล ที่ผสานสองสไตล์ให้เข้ากันได้อย่างลงตัว บรรยากาศสบายๆ พร้อมให้ลิ้มลองบรันช์รสชาติดีทำมาจากวัตถุดิบออร์แกนิก ขนมโฮมเมด จากเชฟมืออาชีพ และที่โดดเด่นไปกว่านั้นคือเรื่อง ‘กาแฟ’       กาแฟของ Akart Day ใช้เมล็ดคุณภาพจาก 2 ประเทศ ได้แก่ เมล็ดคั่วเข้มจากเมือง Fazenda Da Lagoa ประเทศบราซิล ซึ่งเป็น Specialty Grade มาเบลนด์กับเมล็ดคั่วอ่อนจากรัฐชาน (Shan State) จนได้เมล็ดกาแฟสูตรลับเฉพาะที่ทางร้านใช้ชื่อว่า ‘Cloudy’ เป็นเมล็ดกาแฟคั่วเข้ม โดนใจ และ ‘Sunny’ เมล็ดกาแฟคั่วอ่อนที่เต็มไปด้วยกลิ่นฟรุตตี้สดชื่น     ประเดิมด้วย Tornado (130 บาท) ครัวซองต์สไตล์ฝรั่งเศส กรอบนอกนุ่มใน หอมกลิ่นเนย ผ่าครึ่งแล้วประกบกับไข่ดาวสุกกำลังดี แฮมฮันนี่รมควันรสเค็มละมุน เมนทอลชีสสไลซ์ครีมมี และผักร็อกเก็ต     Star War (350 บาท) แซนด์วิชชิ้นโตๆ น่ากินเป็นที่สุด ขนมปังฝรั่งเศสโฮมเมด กินพร้อมกับแฮม เบคอนที่เรารัก ชีสคุณภาพ ไข่ดาวยางมะตูม และไข่ดาวน้ำ เสิร์ฟพร้อมซูเปอร์ฟู้ดอย่าง อะโวคาโดราดด้วยซอสมะเขือเทศซัลซาร์รสเปรี้ยวกลมกล่อม     ยังไม่อิ่มสั่ง Burger Barbeque Sauce (320 บาท) ขนมปังบันทำเอง เนื้อนุ่ม เข้ากันดีกับเนื้อแองกัสออสเตรเลียชั้นดี เบคอน และผักสดต่างๆ อาทิ ผักสลัดและมะเขือเทศ เพิ่มความอร่อยอีกขั้นด้วยซอสบาบีคิวรสเข้มข้น     หรือใครชอบขนมหวานควรลอง Lemon Tart (95 บาท) แป้งทาร์ตกรุบกรอบ ตักกินพร้อมซอสเลมอนเคิร์ดรสเปรี้ยวสดชื่น ท็อปด้วยวิปครีมเนื้อนุ่มละมุน     จิบคู่กับ Seven Days (220 บาท) กาแฟเย็นรสกลมกล่อมชื่นใจ ที่ทำมาจากเมล็ดกาแฟคั่วเข้มสายพันธุ์พรีเมี่ยมจากเมือง Fazenda Da Lagoa ประเทศบราซิล เบลนด์กับเมล็ดกาแฟคั่วอ่อนจากประเทศพม่า และกะทิอบควันเทียนหอมฟุ้ง กินคู่กับคุกกี้พีแคนกรุบกรอบ     และ Cappuccino (130 บาท) คาปูชิโนร้อนแก้วนี้นุ่มนวลด้วยรสชาติเของเมล็ดกาแฟคั่วอ่อนจาก Shan States ประเทศพม่า  

โรงเสบียง (Rong Sabiang) ร้านหัวใจสีเขียวที่ซ่อนตัวอยู่ในโครงการ Sansiri Backyard @ T77 Community ในซอยสุขุมวิท 77 ที่มีเพื่อนพ้องรักษ์โลกอย่าง ไร่กำนันจุล ปฐม และตลาดต้นไม้ปองโยอยู่ในโครงการนี้ด้วย       ด้วยคอนเซ็ปต์ Farm to table ทำให้โรงเสบียงเหมาะกับโครงการสีเขียวนี้ที่สุด วัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารในร้าน สดจากไร่ออแกนิคของกำนันจุล และจากแปลงผักหลังร้านของโครงการ Sansiri Backyard อีกด้วย     ภายในร้านตกแต่งได้อย่างน่านั่ง ใช้สีเขียวสบายตาสดชื่น มีหน้าต่างกระจกบานใหญ่เผยรับแสงธรรมชาติ มองเห็นสวนเล็กๆ ส่วนพื้นที่หน้าร้านก็ฮอตไม่แพ้กันเพราะถูกจับจองจนเต็มทุกเย็น       อาหารเป็นสไตล์ออลเดย์ไดนิ่งทั้งอาหารไทยและยุโรป รวมทั้งอาหารกลางวันจานด่วน และมื้อสายในวันหยุด เป็นเมนูที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดี เช่น ปลาแห้งแตงโมสิงห์บุรี (220 บาท) เมนูโบราณที่ใช้แตงโมสดหวานสีแดงฉ่ำน้ำ หั่นชิ้นสี่เหลี่ยมพอดีคำ โรยด้วยปลาแห้งจาก จ.สิงห์บุรี ที่ตำและป่นมาจนเนื้อฟู ปรุงรสเค็มๆ หวานๆ กินแล้วสดชื่นคลายร้อน     ข้าวยำโรงเสบียง (290 บาท) เมนูประจำร้านใช้ผักสดคุณภาพดี ปลอดสารพิษ ประกอบไปด้วยผักสวนครัวอย่าง ตะไคร้ ใบมะกรูด ถั่วฝักยาว ส้มโอ แครอต ถั่วงอก แตงกวา เสิร์ฟพร้อมข้าวสีฟ้าอมม่วงสวยจากดอกอัญชัน เคล้ากับน้ำข้าวยำรสเค็มหวานกลมกลม เป็นเพื่อสุขภาพที่กินแล้วอิ่มเบาสบายท้อง     แกงเหลืองปลากะพงมะละกอสวน (260 บาท) แกงเหลืองน้ำแกงเข้มข้นที่ใช้พริกแกงทำเอง มีกลิ่นหอมของสมุนไพรในเครื่องแกง กับเนื้อปลากะพงสดจากทะเล เนื้อแน่น รสหวาน ใส่มะละกอดิบจากสวน ทำให้แกงชามนี้อร่อยครบรส     ริบอายนิวซีแลนด์ & เกรวี (380 บาท) เนื้อส่วนริบอายจากนิวซีแลนด์ หมักและย่างจนมีกลิ่นหอม เสิร์ฟพร้อมซอสเกรวีที่เคี่ยวกว่า 4 วัน จนมีรสนุ่ม และมันบดโฮมเมดหอมกลิ่นเนย เนื้อแน่นเนียน     นอกจากอาหารอร่อยแล้ว ยังมีเครื่องดื่มอย่างกาแฟ คราฟต์ค็อกเทล และชาพิเศษที่ทำจากพืชผักและดอกไม้ในสวน ให้จิบพร้อมรับบรรยากาศธรรมชาติอย่างเต็มเปี่ยม