หากใครมีโอกาสผ่านเข้ามาในซอยวิภาวดี 20 คงต้องสะดุดตากับบ้านสีเหลืองหลังย่อมที่เปิดเป็นร้านอาหารชื่อน่ารัก “จานกับข้าว” แน่นอน ไม่เพียงตัวบ้านที่มองแล้วรู้สึกอบอุ่นชวนให้อยากเข้าไปลิ้มลองความอร่อย ภายในร้านก็สวยงามน่านั่งไม่น้อย บวกรวมกับรสชาติอาหารที่ใครชิมก็ล้วนติดใจจนกลายเป็นลูกค้าประจำไปโดยปริยาย     เจ้าของร้านตั้งใจแบ่งปันความอร่อยสูตรคุณแม่จิตรา โตศักดิ์สิทธิ์ ให้ผู้คนในละแวกบ้านได้ลิ้มลอง จึงรีโนเวทบ้านเก่าที่ปิดไว้ ปรับเปลี่ยนเป็นร้านอาหารขนาดกะทัดรัด ทุกเมนูมีคุณแม่คอยกำกับความอร่อยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้รสชาติคงที่ตรงตามตำรับ ด้วยความพิถีพิถันและใส่ใจ “จานกับข้าว” จึงเป็นครัวประจำบ้านที่เสิร์ฟอาหารไทยโฮมเมดตำรับคุณย่าให้กับผู้คนในละแวกนี้มานานกว่า 5 ปี       บรรยากาศร้านให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนนั่งกินอาหารอยู่ภายในบ้าน ผนังร้านสีขาวสะอาดตาตัดด้วยสีเหลืองสดใส กรุกระจกบานใหญ่ช่วยให้ร้านดูโปร่ง ขณะเดียวกันก็เพิ่มความสว่างจากแสงธรรมชาติไปในตัว ชั้นวางและผนังตกแต่งด้วยถ้วยชามและจานเซรามิกลายสวยซึ่งเป็นของสะสม มุมยอดนิยมด้านในสุดเป็นโซนที่นั่งเพดานสูงประดับโคมไฟดีไซน์เก๋แซมด้วยสีเขียวของไม้ประดับ       เมนูเด็ดประจำร้านที่พลาดไม่ได้ แนะนำหมูเซี่ยงไฮ้ ที่ใช้หมู 3 ชั้นเคี่ยวจนนุ่มแทบไม่ต้องเคี้ยว สูตรของคุณแม่จิตราจะใส่น้ำมะพร้าวอ่อนชึ่งจะช่วยให้นุ่มในและหอม ตุ๋นนาน 3-4 ชั่วโมงจนรสชาติเข้าเนื้อ กลมกล่อม     ตามด้วยเนื้อปูผัดพริกเหลืองที่ส่งกลิ่นหอมมาแต่ไกล เนื้อกรรเชียงปูก้อนโตๆ ผัดกับพริกเหลืองและกระเทียมจนเป็นสีเหลืองสวย ได้ทั้งความหอมของพริกและรสชาติที่ลงตัว     กุ้งแม่น้ำราดซอสมะขาม กุ้งแม่น้ำแท้ๆ ทอดให้พอสุกราดด้วยน้ำมะขาม 3 รสที่เคี่ยวจนเหนียวข้นกำลังดี กินพร้อมข้าวสวยร้อนๆ ฟินทีเดียว     สั่งปลาทูต้มมะดันมาซดน้ำซุปอีกสักถ้วย เมนูนี้กินง่ายเพราะทางร้านใช้ปลาทูนึ่งแกะเนื้อให้เรียบร้อย ได้รสเปรี้ยวกลมกล่อมของมะดันกินพร้อมกับหอมซอยกรุบๆ      ปิดท้ายด้วยขนมหวานอย่างกล้วยไข่เชื่อมอีกสักจาน รับรองอิ่มแปล้  

ไม่เพียงแค่ความอร่อยและความเผ็ดร้อนที่จะได้จากเมนูต่างๆ ภายใน คุ้นเคย ร้านอาหารปักษ์ใต้สไตล์คาเฟ่น้องใหม่ย่านรัชดาภิเษกเท่านั้น แต่บรรยากาศและการตกแต่งภายในร้าน ยังชวนให้รู้สึกอบอุ่นเป็นกันเอง ราวกับนั่งอยู่ในบ้านหลังเก่าที่แสน คุ้นเคย เลยล่ะ     ตัวร้านปรับเปลี่ยนมาจากบ้านเก่าที่ยังคงโครงสร้างเดิมเอาไว้ ตกแต่งด้วยเฟอนิเจอร์ไม้สีเข้มและของสะสมส่วนตัวของผู้เป็นเจ้าของร้าน เพิ่มเติมความมีชีวิตชีวาด้วยต้นไม้ฟอกอากาศที่นำมาแซมไว้ทุกมุมที่นั่ง บวกกับแสงธรรมชาติที่ส่องผ่านผนังกระจกเข้ามาภายใน ยิ่งช่วยเพิ่มความอบอุ่นอีกเป็นเท่าตัว       เริ่มด้วยเครื่องดื่มซิกเนเจอร์อย่าง มะม่วงเบาโซดา (75.-) ความเปรี้ยวของมะม่วงเบาผสมกับความซ่าของโซดา ดื่มแล้วได้ความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า     ต่อด้วย น้ำพริกโจร (280.-) หรือน้ำพริกขยำ จุดเด่นของเมนูนี้คือตัว ‘เคย’ หรือกะปิ จากอำเภอขนอมที่นำมาผสมกับกุ้งสับและพริกขี้หนู รสเผ็ดจัดจ้าน เสิร์ฟพร้อมผักสดพื้นบ้านหลากชนิด     หากไม่ได้สั่งเมนูนี้ก็เหมือนมาไม่ถึง แกงส้มปลาหน่อไม้ (240.-) แกงส้มรสเผ็ดร้อน ซึมเข้าไปในเนื้อปลากระพงชิ้นโต หน่อไม้ดองและยอดมะพร้าว จับคู่กับข้าวสวยร้อนๆ เข้ากันได้เป็นอย่างดี      ต้มหมูใบชะมวง (160.-) น้ำใบชะมวงที่นำมาเคี่ยวกับกระดูกหมูอ่อนข้ามคืน เพื่อให้รสชาติของใบชะมวงซึมเข้าไปในตัวเนื้อ อร่อยกลมกล่อมซดแล้วคล่องคอเป็นที่สุด     หมูผัดกะปิ (160.-) กะปิอย่างดีที่นำมาคลุกเคล้ากับเนื้อหมูและสมุนไพรเสิร์ฟมาแน่นเต็มจาน รสชาติหวานมัน ช่วยตัดรสเผ็ดของเมนูอื่นๆ ได้     ตบท้ายด้วย โอ๋วเอ๋ว (55.-) ของหวานพื้นเมืองของชาวภูเก็ตที่นำวุ้นมาราดน้ำแดง กินแบบเย็น ชื่นใจ หรือจะเลือกเป็น น้อยหน่านมสด (65.-) น้อยหน่าแช่แข็งรสกลมกล่อม ราดด้วยนมสด เหมาะสั่งมากินตัดความจัดจ้านของอาหารคาวที่สุดเลยล่ะ    

เป็นเวลากว่า 5 ปีที่ “AKART Bistro & Bar” ร้านอาหารไทย – อิตาเลียนโฮมเมด บนถนนเย็นอากาศ ใจกลางสาทรได้เสิร์ฟความอร่อยต่อเนื่องอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง คุณเก๋ - ญาณี องค์วัฒนกุล นักธุรกิจหญิงปราดเปรื่องผู้เป็นเจ้าของ  แถมยังเป็นนักชิมของอร่อยตัวยง เธอมีความตั้งใจอยากเปิดร้านอาหารที่รวมระหว่างอาหารอิตาเลียนที่เธอรัก และอาหารไทยรสเด็ดสูตรลับของคุณยาย โดยเลือกคำว่า “อากาศ” มาตั้งเป็นชื่อร้าน เหตุเพราะเป็นคำที่จำง่าย ทั้งยังสื่อความหมายถึง ‘สิ่งจำเป็นในทุกๆ วันของการดำรงชีวิต’       เสมือนร้าน AKART Bistro & Bar ที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติ บรรยากาศด้านในอบอุ่น เข้าถึงง่าย พร้อมให้คุณเพลิดเพลินไปกับอาหารอร่อยๆ ได้ใน ‘ทุกๆ วัน’ ตัวร้านเป็นบ้านไม้เก่าแก่ 2 ชั้นอายุ 45 ปี ชั้นล่างปรับแต่งเป็นสไตล์ลอฟท์เรียบง่าย พื้นปูนเปลือยไปในธีมเดียวกับเฟอร์นิเจอร์ไม้คลาสสิก รอบๆ ตกแต่งด้วยแจกันดอกไม้สดสวยงาม แลดูมีชีวิตชีวา     ชั้นสองก็น่านั่งใช่ย่อย พื้นไม้สีน้ำตาลเข้ม ผนังไม้สีครีมนวล และสีน้ำเงินสดเข้ากันดี หน้าต่างโดยรอบเป็นกระจกใส มองเห็นต้นไม้น้อยใหญ่ร่มรื่น รำไรไปด้วยแสงธรรมชาติที่สาดเข้ามาภายใน ทำให้ร้านสว่างไสวตลอดวัน นอกจากบรรยากาศจะดีแล้วรสชาติเมนูของร้าน ‘อากาศ’ ก็ดีงามไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทยรสเลิศสูตรคุณยาย อิตาเลียนฟู้ด ขนมหวานโฮมเมด และเครื่องดื่มสุดสดชื่นที่ทำมาจากวัตถุดิบออร์แกนิก ซึ่งรังสรรค์โดยเชฟมืออาชีพ       เรียกน้ำย่อยด้วย ยำวุ้นเส้นอากาศอัญชันทะเล (260 บาท) วุ้นเส้นเหนียวนุ่ม สีม่วงแกมฟ้านี้ได้มาจากดอกอัญชันปลูกเอง คลุกเคล้ากับน้ำยำรสจัดจ้านกำลังดี พร้อมเพลิดเพลินไปกับซีฟู้ดสดเด้งจากมหาชัย อาทิ กุ้งตัวโต ปลาหมึกชิ้นใหญ่ และหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ตัวอ้วน     ต่อด้วย ผัดไทยหอยทอดอากาศ (290 บาท) หนึ่งในจานซิกเนเจอร์ของร้าน ซึ่งเป็นการรวมกันระหว่างอาหารสุดป็อปของเมืองไทยอย่าง หอยทอด และผัดไทย เครื่องแน่นๆ จุใจ กินคู่กับซอสสูตรพิเศษของทางร้าน รสเปรี้ยวอมหวาน แกมเผ็ดเล็กๆ     หันมาทางฝั่งอาหารอิตาเลียนกันบ้าง ลองชิมเมนูนี้ White Wine Steamed Mussels & French Fries with Truffle Sauce (550 บาท) หอยแมลงภู่สัญชาติฝรั่งเศสเนื้อเด้ง อบพร้อมไวน์ขาว เนยชั้นดี และสมุนไพรต่างๆ เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งทอด และซอสทรัลเฟิล รสครีมมี หอมกรุ่น     Homemade Butterfly Pea Tagliatelle Bacon with A.O.P. (355 บาท) เส้นตัลยาเตลเลโฮมเมดผสมกับสีฟ้าของดอกอัญชัน เข้ากันดีกับซอส A.O.P. หรือที่เรียกเต็มๆ ว่า ‘Aglio Olio pepper’ ซึ่งทำมาจากน้ำมันมะกอก กระเทียม พริกแห้ง และเครื่องเทศต่างๆ โรยเบคอนทอดกรอบลงไปด้วย     Akart Pizza Creamy Fettuccine Ham & Mushroom (430 บาท) พิซซาโฮมเมดสไตล์อิตาเลียนร้อนๆ แป้งบางกรอบ ท็อปด้วยเส้นเฟตตูชินีครีมซอสแฮมเห็ด รสหอมมัน ราดซอสมะเขือเทศเข้ากันดี     Australia’s Roast Rack of Lamb Served with Mixed Grilled Vegetable & Gravy Sauce (1,550 บาท) ซี่โครงแกะชั้นเลิศจากประเทศออสเตรเลีย หมักกับสมุนไพรนานาพันธุ์ จากนั้นย่างจนได้ความสุกกำลังกิน เนื้อนุ่มฉ่ำลิ้น ราดซอสเกรวี่รสเค็มละมุน และเจลลีมิ้นท์รสเปรี้ยวสดชื่น เสิร์ฟพร้อมผักย่าง และมันม่วงบดเนื้อเนียน     ล้างปากด้วยของหวานอย่าง Marian Plum Panna Cotta (250 บาท) พานนาคอตตามะยงชิด รสหอมมันผสานไปกับรสเปรี้ยวอมหวาน บิงซูบัวลอย 5 สี (220 บาท) น้ำแข็งไสสไตล์เกาหลีรสกะทิ เข้าปากพร้อมแป้งบัวลอยปั้นมือเนื้อนุ่มหนึบ กินเพลิน สีสันสดใส ราดน้ำกะทิเพื่อเพิ่มรสหวานมันอีกที       เครื่องดื่มต้อง น้ำมะพร้าวอัญชัน (100 บาท) น้ำมะพร้าวสดชื่น ผสมกับน้ำอัญชันสีสวย ตกแต่งด้วยสายไหมสีชมพูคิวท์ๆ น่าแชะรูปเป็นที่สุด  

กลายเป็นอีกพิกัดใหม่บนถนนอรุณอมรินทร์ที่คนรักอาหารไทยไม่ควรพลาด เพราะที่ร้าน ธธดา (อ่านว่า ทะ-ทะ-ดา) นี้มาพร้อมคอนเซปต์อาหารไทย-ทะเล ที่คัดเลือกแต่วัตถุดิบจากท้องทะเลชั้นดีมาเสิร์ฟ และยังมีอาหารไทยที่นำสูตรประจำบ้านของคุณบี-ธิธดา สกุลณะมรรคา และ เชฟโก๋-คมกริช ก้อนทอง มาสร้างสรรค์ส่งต่อรสชาติสไตล์บ้าน ๆ แต่ไม่ธรรมดาให้เราได้ลิ้มลอง     ทุกมุมของร้านธธดานั้นขาวสะอาด ด้วยความตั้งใจให้เป็นร้านอาหารของครอบครัว ที่มองไปทางไหนก็สบายตาและมั่นใจว่าตั้งแต่โต๊ะ เก้าอี้ ไปจนถึงอาหารแต่ละจานจะปลอดภัยไร้สารเจือปนแน่นอน       ถ้าเป็นอาหารไทยแล้ว เราอาจจะคุ้นเคยกับอาหารข้าวราดแกงที่ทำขายเป็นหม้อใหญ่ ๆ แต่ที่ร้านธธดาจะแตกต่างออกไปเพราะได้แรงบันดาลใจมาจากอิซากายะของญี่ปุ่น ซึ่งเน้นการทำอาหารแบบชามต่อชาม ดังนั้นอาหารที่นี่ก็ได้ปรุงที่ละชามเช่นกัน ถ้ามีรสชาติที่โปรดปรานหรืออยากได้แบบเผ็ดน้อยหรือเผ็ดมากก็สามารถบอกเชฟได้ตามที่ต้องการ     เริ่มต้นด้วยเมนู น้ำพริกไข่ปู ที่ผสมผสานระหว่างไข่ปูเนื้อแน่นเต็มถ้วย คลุกเคล้าเข้ากับพริก กระเทียม รากผักชี บีบมะนาวเพิ่มความเปรี้ยว และใส่น้ำตาลมะพร้าวเข้าไปเพื่อรสชาติที่กลมกล่อม รับประทานพร้อมผักสดนานาชนิดที่ผ่านการฆ่าเชื้อมาแล้วอย่างดี     ต่อด้วย ขนมจีนน้ำยาปู สูตรส่งตรงจากนครศรีธรรมราชที่ให้รสชาติจัดจ้าน คนรับประทานเผ็ดจะต้องถูกใจแน่นอน ความพิเศษนั้นนอกจากจะมาพร้อมเนื้อปูแบบจัดเต็มแล้ว ยังมีเครื่องเคียงเป็นผักดองที่ประกอบไปด้วยผักบุ้งแดง หอมแดง กระเทียม และแตงกวา ถึงจะไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเท่าไรแต่เข้าปากแล้วก็พบว่ารสชาตินั้นเข้ากันดีอย่างน่าเหลือเชื่อ       ไข่พะโล้เนื้อวากิว เป็นเมนูถัดมาที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะโดดเด่นตั้งแต่การต้มด้วยเครื่องยาจีน มาพร้อมไข่ที่ผ่านการต้มทั้งวันจนไข่ขาวนั้นมีสัมผัสกรอบเบา ๆ ตามสูตรพะโล้ดั้งเดิม แถมยังเสริมด้วยเนื้อวากิวส่วนอก (หรือที่เรียกกันว่าเสือร้องไห้) ตุ๋นเป็นเวลา 2-3 ชั่วโมงเต็มจนนุ่มรับประทานง่าย     เมนูสุดท้ายที่ห้ามพลาดเช่นกันคือ แกงรัญจวน แกงโบราณภาคกลางที่ผสมผสานไปด้วยสมุนไพรนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น ตะไคร้ หอม พริก ผสมผสานกับกลิ่นกะปิอย่างลงตัว และยังมีกระดูกหมูตุ๋นจนเปื่อยยุ่ย เหมาะจะรับประทานคู่กับข้าวสวยร้อน ๆ สักจาน     แต่แน่นอนว่ามื้ออาหารที่สมบูรณ์แบบจะขาดเครื่องดื่มเพิ่มความสดชื่นไปไม่ได้เลย เริ่มต้นด้วยเมนูชื่อชวนขำ น้ำสดชื่นที่ 1 ที่ได้ความหอมหวานจากน้ำหวานหมักจากส้ม ผสมโซดาเพิ่มความซ่าแสนลงตัว หรือจะเป็นเมนูแนวไทย ๆ อย่าง อัญชันมะนาว ที่พิเศษกว่าตรงที่เพิ่มความหอมหวานของน้ำผึ้งเข้าไปด้วย       นอกจากนั้นยังมีเมนู เลมอนมินต์โซดา ที่ได้ความเปรี้ยวของมะนาวมาเสริมความสดชื่นของสะระแหน่ปั่นรวมกัน แถมยังมีน้ำแข็งรูปดอกกุหลาบที่ทำจากใบเตยปั่นมาเพิ่มความหอมอีกด้วย      หรือถ้าอยากได้เมนูกาแฟสุดสร้างสรรค์ก็ต้องเป็น สละลาเต้ ที่เสิร์ฟในแก้วทรงสูงแยกเป็นชั้น ๆ ประกอบไปด้วยน้ำเชื่อมรสสละ นมข้นหวาน นมข้นจืด และกาแฟ 1 ช็อต แม้จะไม่ใช่กาแฟที่เข้มข้นมากแต่ก็เหมาะจะสั่งมาจิบในยามบ่าย     จากนั้นจะปิดท้ายด้วยไอศกรีมสักถ้วยก็ไม่เลว มีทั้งรสคลาสสิคอย่างช็อกโกแลต กะทิ ทุเรียน ไปจนถึงรสชาติแปลก ๆ อย่าง กะท้อน งาดำ และกล้วยตาก

ณ โครงการ Yarden ถนนเย็นอากาศ มีบ้านเก่าหลังงามที่มีอายุกว่า 90 ปีชื่อ  “Akart Day” เป็นร้านกาแฟที่เสิร์ฟบรัชน์สไตล์โฮมเมดเคียงข้าง AKART Bistro & Bar ร้านอาหารไทย และอิตาเลียน ซึ่งทั้ง 2 ก่อตั้งโดย ‘คุณเก๋ - ญาณี องค์วัฒนกุล ฟู้ดดี้นักชิมของอร่อยตัวจริง     จุดเริ่มต้นของ ‘อากาศ เดย์’ มาจากการที่คุณเก๋ถูกใจบ้านเก่าหลังนี้ ซึ่งเดิมทีเป็นที่พักของหม่อมเจ้าหญิงโอภาสจรัสพักตร์พิมล นันทวัน บรรยากาศคลาสสิกทำให้เธอเกิดปิ๊งไอเดียในการเปิดร้านกาแฟขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่า “Akart Day” ซึ่งคุณเก๋ให้ความหมายเช่นเดียวกับคำว่า ‘Everyday’ ที่คุณสามารถกินมื้อสายแสนอร่อย จิบคู่ไปกับกาแฟแก้วโปรดในฟิลอบอุ่นสไตล์บ้านเพื่อน ‘ทุกๆ วัน’ในร้านแห่งนี้     บ้านเก่าแก่สไตล์วิคตอเรียนหลังน้อยที่อยู่ท่ามกลางแมกไม้เขียวขจี คุณเก๋คงโครงสร้างอันสวยงามเอาไว้ และรีโนเวทให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น พื้นบ้านสีน้ำตาลอบอุ่น เข้ากันกับผนังไม้สีเขียวสบายตา ตกด้วยเฟอร์นิเจอร์แนววินเทจและโมเดิร์ล ที่ผสานสองสไตล์ให้เข้ากันได้อย่างลงตัว บรรยากาศสบายๆ พร้อมให้ลิ้มลองบรันช์รสชาติดีทำมาจากวัตถุดิบออร์แกนิก ขนมโฮมเมด จากเชฟมืออาชีพ และที่โดดเด่นไปกว่านั้นคือเรื่อง ‘กาแฟ’       กาแฟของ Akart Day ใช้เมล็ดคุณภาพจาก 2 ประเทศ ได้แก่ เมล็ดคั่วเข้มจากเมือง Fazenda Da Lagoa ประเทศบราซิล ซึ่งเป็น Specialty Grade มาเบลนด์กับเมล็ดคั่วอ่อนจากรัฐชาน (Shan State) จนได้เมล็ดกาแฟสูตรลับเฉพาะที่ทางร้านใช้ชื่อว่า ‘Cloudy’ เป็นเมล็ดกาแฟคั่วเข้ม โดนใจ และ ‘Sunny’ เมล็ดกาแฟคั่วอ่อนที่เต็มไปด้วยกลิ่นฟรุตตี้สดชื่น     ประเดิมด้วย Tornado (130 บาท) ครัวซองต์สไตล์ฝรั่งเศส กรอบนอกนุ่มใน หอมกลิ่นเนย ผ่าครึ่งแล้วประกบกับไข่ดาวสุกกำลังดี แฮมฮันนี่รมควันรสเค็มละมุน เมนทอลชีสสไลซ์ครีมมี และผักร็อกเก็ต     Star War (350 บาท) แซนด์วิชชิ้นโตๆ น่ากินเป็นที่สุด ขนมปังฝรั่งเศสโฮมเมด กินพร้อมกับแฮม เบคอนที่เรารัก ชีสคุณภาพ ไข่ดาวยางมะตูม และไข่ดาวน้ำ เสิร์ฟพร้อมซูเปอร์ฟู้ดอย่าง อะโวคาโดราดด้วยซอสมะเขือเทศซัลซาร์รสเปรี้ยวกลมกล่อม     ยังไม่อิ่มสั่ง Burger Barbeque Sauce (320 บาท) ขนมปังบันทำเอง เนื้อนุ่ม เข้ากันดีกับเนื้อแองกัสออสเตรเลียชั้นดี เบคอน และผักสดต่างๆ อาทิ ผักสลัดและมะเขือเทศ เพิ่มความอร่อยอีกขั้นด้วยซอสบาบีคิวรสเข้มข้น     หรือใครชอบขนมหวานควรลอง Lemon Tart (95 บาท) แป้งทาร์ตกรุบกรอบ ตักกินพร้อมซอสเลมอนเคิร์ดรสเปรี้ยวสดชื่น ท็อปด้วยวิปครีมเนื้อนุ่มละมุน     จิบคู่กับ Seven Days (220 บาท) กาแฟเย็นรสกลมกล่อมชื่นใจ ที่ทำมาจากเมล็ดกาแฟคั่วเข้มสายพันธุ์พรีเมี่ยมจากเมือง Fazenda Da Lagoa ประเทศบราซิล เบลนด์กับเมล็ดกาแฟคั่วอ่อนจากประเทศพม่า และกะทิอบควันเทียนหอมฟุ้ง กินคู่กับคุกกี้พีแคนกรุบกรอบ     และ Cappuccino (130 บาท) คาปูชิโนร้อนแก้วนี้นุ่มนวลด้วยรสชาติเของเมล็ดกาแฟคั่วอ่อนจาก Shan States ประเทศพม่า  

โรงเสบียง (Rong Sabiang) ร้านหัวใจสีเขียวที่ซ่อนตัวอยู่ในโครงการ Sansiri Backyard @ T77 Community ในซอยสุขุมวิท 77 ที่มีเพื่อนพ้องรักษ์โลกอย่าง ไร่กำนันจุล ปฐม และตลาดต้นไม้ปองโยอยู่ในโครงการนี้ด้วย       ด้วยคอนเซ็ปต์ Farm to table ทำให้โรงเสบียงเหมาะกับโครงการสีเขียวนี้ที่สุด วัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารในร้าน สดจากไร่ออแกนิคของกำนันจุล และจากแปลงผักหลังร้านของโครงการ Sansiri Backyard อีกด้วย     ภายในร้านตกแต่งได้อย่างน่านั่ง ใช้สีเขียวสบายตาสดชื่น มีหน้าต่างกระจกบานใหญ่เผยรับแสงธรรมชาติ มองเห็นสวนเล็กๆ ส่วนพื้นที่หน้าร้านก็ฮอตไม่แพ้กันเพราะถูกจับจองจนเต็มทุกเย็น       อาหารเป็นสไตล์ออลเดย์ไดนิ่งทั้งอาหารไทยและยุโรป รวมทั้งอาหารกลางวันจานด่วน และมื้อสายในวันหยุด เป็นเมนูที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดี เช่น ปลาแห้งแตงโมสิงห์บุรี (220 บาท) เมนูโบราณที่ใช้แตงโมสดหวานสีแดงฉ่ำน้ำ หั่นชิ้นสี่เหลี่ยมพอดีคำ โรยด้วยปลาแห้งจาก จ.สิงห์บุรี ที่ตำและป่นมาจนเนื้อฟู ปรุงรสเค็มๆ หวานๆ กินแล้วสดชื่นคลายร้อน     ข้าวยำโรงเสบียง (290 บาท) เมนูประจำร้านใช้ผักสดคุณภาพดี ปลอดสารพิษ ประกอบไปด้วยผักสวนครัวอย่าง ตะไคร้ ใบมะกรูด ถั่วฝักยาว ส้มโอ แครอต ถั่วงอก แตงกวา เสิร์ฟพร้อมข้าวสีฟ้าอมม่วงสวยจากดอกอัญชัน เคล้ากับน้ำข้าวยำรสเค็มหวานกลมกลม เป็นเพื่อสุขภาพที่กินแล้วอิ่มเบาสบายท้อง     แกงเหลืองปลากะพงมะละกอสวน (260 บาท) แกงเหลืองน้ำแกงเข้มข้นที่ใช้พริกแกงทำเอง มีกลิ่นหอมของสมุนไพรในเครื่องแกง กับเนื้อปลากะพงสดจากทะเล เนื้อแน่น รสหวาน ใส่มะละกอดิบจากสวน ทำให้แกงชามนี้อร่อยครบรส     ริบอายนิวซีแลนด์ & เกรวี (380 บาท) เนื้อส่วนริบอายจากนิวซีแลนด์ หมักและย่างจนมีกลิ่นหอม เสิร์ฟพร้อมซอสเกรวีที่เคี่ยวกว่า 4 วัน จนมีรสนุ่ม และมันบดโฮมเมดหอมกลิ่นเนย เนื้อแน่นเนียน     นอกจากอาหารอร่อยแล้ว ยังมีเครื่องดื่มอย่างกาแฟ คราฟต์ค็อกเทล และชาพิเศษที่ทำจากพืชผักและดอกไม้ในสวน ให้จิบพร้อมรับบรรยากาศธรรมชาติอย่างเต็มเปี่ยม  

ขึ้นชื่อว่าสมบูรณ์โภชนา ร้านอาหารทะเลชื่อดังที่ผสมผสานจุดเด่นของอาหารไทยและอาหารจีนได้อย่างกลมกล่อมลงตัว สั่งเมนูไหนก็ไม่ผิดหวัง ปัจจุบันมีมากถึง 8 สาขา ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น ใครอยู่ย่านใจกลางเมืองที่การเดินทางแสนสะดวกสบายแนะนำสาขาเซ็นทรัลเวิลด์ การตกแต่งภายในเรียบหรูและมีพื้นที่กว้างขวาง การจัดวางโต๊ะเป็นสัดส่วน เหมาะกับการนั่งคุยกันอย่างออกรสแบบไม่รบกวนใคร           ส่วนเมนูอาหารยกขบวนมาครบครันไม่น้อยหน้าสาขาไหน แต่ถ้ายังลังเลใจเลือกไม่ถูก สั่ง 4 เมนูไฮไลท์มาประเดิมไปพลางๆ ก่อน โดยเริ่มที่ปูผัดผงกะหรี่ สูตรต้นตำรับครองใจลูกค้ามานานกว่า 50 ปี ปูทะเลเนื้อแน่นก้ามโตเสิร์ฟทั้งตัว ระดับความสดเหมือนเพิ่งยกขึ้นจากทะเลจึงไร้กลิ่นกวนใจ ทางร้านยังตั้งใจผัดให้มีน้ำขลุกขลิกจะได้ตักคลุกเคล้ากับข้าวสวยได้กลมกล่อมถึงใจยิ่งขึ้น แถมด้วยกลิ่นหอมรัญจวนใจของผงกะหรี่ อร่อยเพลินหมดจานไม่รู้ตัว         อีกเมนูแรงดีไม่มีตกยกให้ปลากระพงราดน้ำปลา คัดเฉพาะปลาไซส์บิ๊กนำมาทอดจนสุกกรอบ ผิวสีเหลืองทองชวนกิน เสิร์ฟพร้อมน้ำปลาปรุงรสเข้มข้นและมีกลิ่นหอมชวนหิว       ต้มยำกุ้ง แค่เห็นสีสันก็หวั่นไหว เตรียมใจไว้เลยว่าจะต้องแซ่บเวอร์แน่นอน ทางร้านใช้กุ้งก้ามกรามเนื้อเด้งเต็มคำ ส่วนน้ำแกงเข้มข้นสูตรของร้านใส่พริกเผา ไม่ใส่นมหรือกะทิ ซดร้อนๆ คล่องคอชื่นใจ     สุดท้ายคือข้าวผัดปู ถือเป็นเมนูคู่โต๊ะที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เนื้อปูก้อนใหญ่ๆ ใส่มาให้แบบไม่หวง ยังไม่พอเพราะเสริมด้วยเครื่องเคราอย่างกุนเชียงและไข่ จานนี้จับคู่กับเมนูไหนก็อร่อยเข้ากันทั้งนั้น     ขึ้นชื่อว่า “สมบูรณ์โภชนา” จะผ่านมากี่ปีที่ไม่เคยทำให้ใครผิดหวัง

ใครจะคิดว่าหลังประตูรั้วสูงกลางซอยสุขุมวิท 34 จะมีถนนเส้นเล็กรายล้อมด้วยเถาวัลย์พันธุ์ไม้ราวกับอุโมงค์สู่แดนมหัศจรรย์ นำทางไปยังบ้านหลังน้อยที่ซ่อนตัวอยู่ด้านใน! เพียงก้าวเข้าไปเราก็จะพบกับห้องสีสดใสที่ดูราวกับพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมเพราะอัดแน่นไปด้วยของสะสมเก่าแก่จำนวนนับไม่ถ้วน และในทันที เจ้าบ้านอารมณ์ดี อาจารย์แพน - เผ่าทอง ทองเจือ ก็ปรากฏตัวมาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม พร้อมยกของกินเล่นชุดใหญ่ ประกอบด้วย เมี่ยงคำ จานโตที่จัดเตรียมมาอย่างปราณีต และ ฟองเต้าหู้เจทอด กรุบกรอบ มาให้เรากินกันไปพลางฟังอาจารย์เล่าถึงที่มาของการเปิด “บ้านเผ่าทอง” ให้ผู้ที่สนใจได้มาลิ้มรสอาหารไทยโบราณและเพลิดเพลินไปกับเรื่องราวต่างๆ ในบ้านหลังนี้           “กินบ้านเผ่าทอง ไม่ใช่ Chef’s Table” อาจารย์เผ่าทองบอกเราเช่นนั้น เพราะตัวเองไม่ได้เป็นเชฟและสูตรอาหารต่างๆ ก็เป็นสูตรที่คุณแม่และคุณยายเคยทำมาที่บ้าน รวมทั้งสูตรต่างๆ ที่อาจารย์เคยกินแล้วอร่อย แต่จะเน้นการเลือกสรรวัตถุดิบชั้นดี สด สะอาด เหมือนกับทำให้คนในบ้านกิน แต่เดิมขาประจำที่ได้ลิ้มรสมีเพียงเพื่อนๆ กระทั่งร่ำลือไปถึงเพื่อนของเพื่อนเรียกร้องอยากชิม จึงได้เปิดบ้านของตัวเองให้เป็นกึ่งร้านอาหารที่มีบรรยากาศเหมือนกับการชวนเพื่อนมากินข้าวที่บ้านนั่นเอง     พอของกินเล่นเริ่มพร่อง พนักงานในชุดโจงกระเบนก็มาเชิญไปยังห้องอาหารหลัก ซึ่งยังคงน่าตื่นตาตื่นใจและเต็มไปด้วยของสะสมหลายยุคสมัยทั้งชิ้นใหญ่ชิ้นเล็กไม่แพ้ห้องแรก โต๊ะกลางตัวใหญ่ปูผ้าทอลายสีสดขนาดสำหรับ 10 – 12 คน จัดไว้อย่างวิจิตรด้วยภาชนะและเชิงเทียนคริสตัล นี่คือโต๊ะอาหารของเราในค่ำคืนนี้       สำหรับเมนูที่เราจะได้ลิ้มรสที่ “บ้านเผ่าทอง” นั้น จะถูกส่งมาให้เลือกล่วงหน้าจากเมนูจำนวนหนึ่ง โดยจะได้เลือกทั้งของว่าง กับข้าว และขนมหวาน ทางร้านจะเตรียมซอฟต์ดริงก์ไว้ให้ ส่วนเครื่องดื่มอื่นๆ แขกสามารถนำมาได้ตามอัธยาศัยโดยไม่มีค่าเปิด แค่แจ้งร้านล่วงหน้าเพื่อจะได้เตรียมภาชนะให้เหมาะสม         ของว่างในวันนี้คือ ขนมปังหน้าไก่ชุบไข่ทอด ขนมปังกรอบไม่อบน้ำมัน กินกับน้ำจิ้มอาจาดรสชาติละมุน และ ปั้นขลิบไส้ปลา แป้งบางทรงสวยไส้หวานเค็มกำลังดี กินกับตะลิงปลิงฝาน และผักแนม เสิร์ฟมาบน “ขันเอว” หรือขันแอลของทางภาคเหนือ ชื่อเรียกแบบนี้เพราะตรงกลางคอดเหมือนเอวนั่นเอง พอมองดูให้ดีๆ ใต้จานรองไว้ด้วยกลีบกุหลาบกองหนา นอกจากสวยงามแล้วอาจารย์เฉลยว่าเพื่อไม่ให้จานกระทบกับขันเอวจนเกิดเสียงรบกวน       ต่อมาเป็นจานเด็ด ข้าวคลุกกากหมู อาหารโปรดของคุณพ่อของอาจารย์เอง เคียงด้วยกากหมูหั่นซอยเป็นชิ้นเล็กจิ๋วทอดจนกรอบแต่ไม่อมน้ำมัน กุ้งหวาน พริกซอย มะม่วงซอย หอมซอย หากมีมะดันจะหั่นมะดันซอยผสมลงไปด้วย เสิร์ฟในเชี่ยนหมากจากพุกามอายุร้อยกว่าปี ซึ่งคนสมัยก่อนใช้เก็บของมีค่าส่วนด้านบนวางหมากพลูบุหรี่ จานนี้รองด้วยใบเตยหอมหั่นเป็นชิ้นๆ เมื่อโดนความร้อนจะส่งกลิ่นหอมจางๆ เคียงมากับพริกน้ำปลาหอมละมุนสูตรพิเศษ กินเพลินมาก จากนั้นทางร้านเสิร์ฟ น้ำตะลิงปลิง เพื่อล้างมันในปาก ทำจากตะลิงปลิงแช่อิ่มปั่นกับน้ำแข็งหวานอมเปรี้ยวชื่นใจ แอบกระซิบว่าใครที่ยังไม่เคยลิ้มลอง “ตะลิงปลิงแช่อิ่ม” สินค้าขายดีของอาจารย์เผ่าทอง ต้องลองเลย           เข้าสู่ชุดสำรับกับข้าวซึ่งจะเสิร์ฟพร้อมข้าวหอมมะลิ เริ่มด้วย มะเขือยาวยัดไส้ทอด เป็นเมนูอร่อยที่ไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน มีทั้งความหวานและชุ่มฉ่ำ จะกินกับน้ำปลารสละมุนถ้วยเดิมหรือน้ำจิ้มเต้าเจี้ยวก็อร่อยเด็ด ตามด้วย คอหมูย่าง หมักข้ามคืนจนนุ่มและรสชาติเข้าเนื้อ เสิร์ฟกับน้ำจิ้มแจ่วรสเข้มข้น และจานนี้ที่เราชอบมาก ยำปลาทูย่าง ปลาทูเนื้อนุ่มสดใหม่ย่างจนหอมคลุกเคล้ากับสมุนไพรต่างๆ และน้ำยำซึ่งมีครบทุกรสชาติเปรี้ยวหวานเค็มเผ็ดแต่กลับไห้รสบางเบาสดชื่น กินเพลินมากๆ           เมนูเด็ดของบ้านเผ่าทองที่ไม่ควรพลาด อาทิ หลนแหนมเผ่าทอง เป็นเมนูจากอีกสินค้าเด็ดของอาจารย์เผ่าทองนั่นคือ “แหนม” กลายมาเป็นหลนรสละมุน มีความเปรี้ยวจากแหนม และเพื่อให้คนที่ไม่กินแหนมกินได้ จึงมีพริกยัดไส้หมูเป็นตัวเอกในจานนี้ด้วย แกงเผ็ดเป็ดย่างใส่เงาะและลิ้นจี่ ใช้เป็ดย่างชิ้นหนาเนื้อนุ่ม ส่วนผลไม้ในแกงทั้งเงาะ ลิ้นจี่ และสับปะรด เรียกว่าจัดเต็มหวานฉ่ำ เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงชุดใหญ่ ประกอบด้วย ไข่เค็มนึ่ง ปลาสลิดทอดกรอบ และหมูฝอย ตามด้วย แกงรัญจวน รสกลมกล่อม ใบโหระพากดให้จมในตอนท้ายสุดก่อนยกเสิร์ฟจึงมีสีเขียวสวยและกลิ่นหอม           สำรับที่เสิร์ฟมาแต่ละจานนั้นใหญ่มากจริงๆ แต่ขอเตือนว่าอย่าเพิ่งอิ่มเพราะประเดี๋ยวชุดของหวานที่น่ากินไม่แพ้กันจะลำเลียงมาเสิร์ฟ ทางร้านแนะนำให้เตรียมภาชนะมาใส่กับข้าวที่กินไม่หมดกลับได้ด้วย สักพัก ผลไม้ปอก ที่ปอกและแกะสลักมาอย่างปราณีตถูกยกมาเสิร์ฟเป็นการล้างปาก สำหรับของหวานเราเลือกสั่งได้ 2 อย่าง เริ่มจาก สาคูเปียกลำไย เป็นสาคูที่ทำจากต้นสาคูแท้ที่ศรีปากประ จังหวัดพัทลุง ด้านล่างเป็นหัวกะทิเคี่ยวจนข้นหอมมัน เสิร์ฟมาบนจานรองจากสมัยอยุธยา       ตามด้วยของหวานแนะนำ ส้มฉุน ที่ปรากฏในกาพย์เห่ชมเครื่องคาว-หวานในสมัยรัชกาลที่ 2 ดังว่า “ลิ้นจี่มีครุ่นครุ่น เรียกส้มฉุนใช้นามกร หวนถวิลลิ้นลมงอน ชะอ้อนถ้อยร้อยกระบวน” จานนี้มีลิ้นจี่เป็นตัวเอก ปรุงกับน้ำลอยแก้ว น้ำส้มซ่า และผลไม้อื่นๆ อีกอย่างน้อย 5 ชนิด ที่นี่แยกแช่ผลไม้แต่ละอย่างในน้ำอบมะลิข้ามคืน เวลาเสิร์ฟโรยหน้าด้วยถั่วลิสง หอมเจียว เปลือกส้มซ่า มะม่วงซอย ขิงซอย หอมหวานเปรี้ยวสดชื่น เสิร์ฟในตลับเงินไทยใหญ่จากรัฐฉาน ประเทศเมียนมาร์ วางบนจานรองสีสดใสจากประเทศตุรกี       ปิดท้ายด้วย จานขนมไทย อย่างลูกชุบ ทองหยิบ ทองหยอด ทองเอก เสิร์ฟมาบนภาชนะรองด้วยดอกบัวพับกลีบสวยงาม กินคู่กับ ชากุหลาบมอญไกลกังวล ตัดสดๆ ส่งตรงมาจากเชียงใหม่ เสิร์ฟมาในถ้วยชาวินเทจจากสมัยรัชกาลที่ 6 เพียงรินน้ำร้อนลงไปก็ได้เป็นชาที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ช่วยให้ผ่อนคลายหลังมื้ออาหารที่ชวนให้ตื่นตาตื่นใจตลอดเวลา ทั้งจากสถานที่ รสชาติอาหาร การบรรจงจัดจานอาหาร และภาชนะเก่าแก่เลอค่าที่แฝงไว้ด้วยเรื่องเล่าเคล้าประวัติศาสตร์ ราวกับได้ท่องโลกย้อนอดีตกันมาตลอดมื้อ         จะหาที่ไหนได้แบบนี้ นอกจากต้องมากินข้าวที่ “บ้านเผ่าทอง” นี่แหละ

ก่อนอื่น G&C ขอแสดงความยินดีกับร้าน Khao สาขาเอกมัย ที่รักษาดาวมิชลินไว้ได้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากการประกาศผลรางวัลมิชลิน สตาร์ปี 2021 ซึ่งหลายคนอาจยังไม่รู้ว่าทางร้านได้เปิดสาขาที่ 2 แล้วด้วย กับร้าน Khao สาขาเพลินจิต ที่ Piya Place ซอยต้นสน (ที่ตั้งร้าน Gianni เก่า) ซึ่งให้บริการเมนูอาหารไทยไฟน์ไดนิ่งเช่นเดียวกับร้าน Khao สาขาเอกมัย โดยรักษามาตรฐานรสชาติไว้อย่างเคร่งครัด และในโอกาสที่เปิดสาขาใหม่ คุณตุ่น – ประดินันท์ อัครชิโนเรส เจ้าของร้านคนสวยจึงได้คิดเทสติ้งเมนูพิเศษเพิ่มขึ้นมาสำหรับให้บริการที่สาขานี้โดยเฉพาะ ด้วยความที่ปกติแล้วทางร้านจะเสิร์ฟเฉพาะเมนู Chef’s Table และ อะ ลา คาร์ต เท่านั้น ทำให้แขกที่มาเป็นกลุ่มเล็กๆ ไม่สามารถลิ้มลองเมนูแนะนำได้หมด “Khao Tasting Menu” จึงถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้มาเยือนได้ลิ้มรสเมนูขึ้นชื่อของทางร้านได้อย่างครบครันนั่นเอง   ร้านKhao (ข้าว) สาขาเพลินจิต    Khao Tasting Menu มีทั้งหมด 4 ชุด เริ่มตั้งแต่ชุดเล็ก 11 เมนู ราคาต่อท่าน 950 บาท ชุด 13 เมนู ราคา 1,350 บาท ชุด 15 เมนู ราคา 1,700 บาท ไปจนถึงชุดใหญ่ 17 เมนู ในราคา 2,300 บาท แต่ละชุดมีเมนูที่ต่างกันเล็กน้อย ทว่าทุกเมนูที่เลือกสรรมาบรรจุในเทสติ้งเมนูล้วนเป็นจานโปรดยอดนิยมของทางร้านที่คุณตุ่นรับประกันว่าไม่ควรพลาด   คุณตุ่น และเชฟสันติ Head Chef ประจำร้านสาขาเพลินจิต   อาทิ จานเรียกน้ำย่อย ขนมจีบไทยไส้ไก่ ปั้นสิบปลา และช่อม่วงไส้หมู ที่ห่ออย่างปราณีต ไส้เป็นเนื้อสัตว์ที่แตกต่างกันทั้งสามอย่าง หมี่กรอบ เส้นหมี่บางกรอบทอดจนเป็นสีเหลืองทองคลุกเคล้าเครื่องสูตรโบราณขนานแท้ ใส่น้ำส้มซ่าและผิวส้มซ่าเพิ่มกลิ่นหอมชวนกิน ทอดมันหินแกรนิต ทอดมันกุ้งสีดำเพราะผสมดีหมึกให้รสเข้มข้น ด้านในมีเนื้อหมึกหั่นเต๋าเพิ่มสัมผัสเคี้ยวสนุก ยำส้มโอกุ้ง เลือกใช้เนื้อส้มโอขาวน้ำผึ้งคัดพิเศษยำกับหัวกะทิได้ความมัน ท็อปด้วยกุ้งตัวโต และยำเนื้อย่างองุ่นแดงไร้เมล็ด มาจากแนวคิดว่าหากเนื้อเสต็กเข้ากับไวน์ ยำเนื้อก็น่าจะเข้ากับรสชาติขององุ่นแดงเช่นกัน น้ำยำรสเบาๆ ใส่ใบสะระแหน่เพิ่มกลิ่นหอมสดชื่นให้กับจานนี้ยิ่งขึ้นไปอีก       เมนูแกงมีให้เลือกหลายเมนู เราแนะนำ แกงส้มกุ้งแม่น้ำ เนื้อกุ้งแม่น้ำสดหวานและมันกลมกล่อมเข้ากับแกงส้มครบรส จากนั้นเข้าสู่สำรับจานหลัก อาทิ แกงปูใบชะพลู แกงรสเข้มข้นใส่เนื้อปูชิ้นใหญ่เต็มคำ มัสมั่นเนื้อน่องแกะ ที่เคี่ยวจนเนื้อแกะเปื่อยนุ่มเคี้ยวง่าย           ตามด้วย น้ำพริกไข่ปู ตัดรสชาติให้มีสีสัน เสิร์ฟพร้อมผักเคียงชุดใหญ่สลักเสลามาอย่างปราณีต ปลาหมึกทอดกระเทียม เนื้อนุ่มหนึบ และผักกาดตุ๋นเห็ดหอม ได้รสหวานจากผักที่ตุ๋นเป็นเวลานาน ผัดพริกขิงปลาดุกฟู เพิ่มสัมผัสเคี้ยวกรอบ เสิร์ฟกับข้าวพันธุ์พื้นเมืองปลอดสารจากบุรีรัมย์ ซึ่งเลือกได้ระหว่างข้าวขาว และข้าวแดง และน้ำปลาพริก         ปิดท้ายด้วยเซ็ตของหวานไทยทั้งแบบดั้งเดิมและแบบประยุกต์ อาทิ ข้าวฟ่างเปียกลำไย ข้าวฟ่างต้มในน้ำมะพร้าวอ่อนรสนุ่มนวลหอมมันกะทิ ลำไยที่นี่คว้านสด หยอดด้วยวุ้นหลากสีตรงกลางเพิ่มสัมผัสกรอบหยุ่นเวลาเคี้ยว หยกมณีสตรอว์เบอร์รี่ ของหวานโบราณอย่างหยกมณีเพิ่มรสชาติแบบร่วมสมัยด้วยสตรอว์เบอร์รีสดชิ้นโต และสังขยาน้ำตาลไหม้เสิร์ฟคู่หวานเย็นส้ม สังขยารสละมุนหอมน้ำตาลมะพร้าว จับคู่กับหวานเย็นส้มรสเปรี้ยวชวนชื่นใจ     ร้าน Khao สาขาเพลินจิต ให้บริการเมนูอาหารอื่นๆ ตามปกติด้วย ดังนั้นหากต้องการประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการลิ้มรสเทสติ้งเมนูทั้ง 4 ชุดแล้วล่ะก็ เราแนะนำให้ทำการสำรองที่นั่งพร้อมทั้งแจ้งทางร้านว่าต้องการสั่ง Khao Tasting Menu ไว้ล่วงหน้า เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการบริการนั่นเอง  

โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพ โรงแรมสไตล์บูติกรีสอร์ทเปิดใหม่ มีร้านอาหารไทยประจำโรงแรมอย่างร้าน “พระนคร” ที่นำเสนอวัฒนธรรมการปรุงอาหารด้วยสูตรต้นตำรับที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น     “พระนคร” ร้านริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากชื่อที่ชาวสยามใช้เรียกเมืองหลวงก่อนก้าวเข้าสู่สมัยรัตนโกสินทร์ พระนครเป็นหัวเมืองที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและการค้า       ภายในร้านตกแต่งเรียบหรูด้วยไม้โทนสีน้ำตาลสะอาดตา มองเห็นวิวแม่น้ำได้อย่างชัดเจน ส่วนอาหารได้ เชฟเล็ก-วิเชียร ตรีรัตนวาทิน มีความผูกพันกับ “พระนคร” เป็นอย่างดีเพราะคุณพ่อของเขาเป็นพ่อครัวใหญ่อยู่ในชุมชนเจริญกรุงและสมัยเด็กๆ เชฟเล็กจะตามไปจ่ายตลาดกับคุณพ่อของเขาอยู่เสมอ เขาจึงนำสูตรอาหารไทยจากคุณพ่อและตำราในอดีต มาผสมผสานกับวัตถุดิบคุณภาพดีออกมาเป็นเมนูอร่อย       เราชิมเมนูที่เชฟจัดเป็นสำรับทั้งหมด 10 อย่าง จานที่อยากแนะนำคือเนื้อสะเต๊ะ เนื้อย่างสไตล์เชียงใหม่เชฟใช้เนื้อริบอายนุ่มๆ ปรุงแค่เกลือพริกไทยเพื่อให้ได้รสอร่อยของเนื้อแล้วย่างจนหอม โรยหอมแดงเจียว กินกับผักดองทำเอง เช่น แตงกวา กะหล่ำปลี ได้รสเปรี้ยวหวานกรอบ     กุ้งรวนพริกเผากับปลาสลิดทอดกรอบ น้ำพริกเผากุ้งรสเข้มข้นเค็มเผ็ดหวาน เสิร์ฟบนปลาสลิดทอดกรอบเป็นคำ บีบมะนาวนิดเพิ่มรสเปรี้ยว กินกับผักสมุนไพรไทยอย่างผักชี ผักชีลาว และผักดองรสเปรี้ยวอมหวาน     ปลาดุกอุยย่างกับส้มโอตามฤดูกาล  ได้รสมันเค็มจากปลาดุกอุยย่าง ราดน้ำยำส้มโอที่ได้รสเปรี้ยวหวานปนขมนิดๆ เชฟแกะส้มโอพักไว้ 1 คืนจนคายน้ำก่อนนำมายำ ทำให้ยำไม่แฉะกินอร่อย     ไส้อั่วกับน้ำพริกหนุ่มแนมผักพื้นบ้าน ไส้อั่วหมูคุโรบุตะบดเนื้อหยาบ หอมกลิ่นสมุนไพรกินกับผักสดและหอมดอง     ต้มยำกุ้งแม่น้ำอยุธยากับเห็ดนางฟ้าน้ำซาวข้าว กุ้งแม่น้ำย่างให้พอหอม กับน้ำซุปต้มยำที่เข้มข้นเพราะใช้น้ำซาวข้าว ใส่น้ำพริกเผาทำเอง มันกุ้ง น้ำซุปข้นติดลิ้น เปรี้ยว เค็ม เผ็ด หวาน มัน ครบรส     แกงขี้เหล็กแก้มวัว แกงขี้เหล็กสูตรดั้งเดิมของจังหวัดชัยนาทที่เชฟอยากเพิ่มรสขมในสำรับ พริกแกงตำเองที่ใช้กะปิเคยจากใต้ ใบขี้เหล็กรสขมกำลังดีกับน้ำแกงหวานนิดๆ และเนื้อแก้มวัวนุ่มๆ ที่ตุ๋นนานกว่า 8 ชั่วโมง     ปลาหมักน้ำปลาอบน้ำจิ้มตะไคร้หอม ปลากะพงตกเบ็ดขนาดไม่เกิน 1 กก. หมักน้ำปลาดีและตะไคร้ นำมาอบไฟแรงจนได้กลิ่นหอม เสิร์ฟกับน้ำยำตะไคร้รสเผ็ดจัดจ้าน     Rose Coconut Lemonade เครื่องดื่มสีสวยหอมหวานจากน้ำเชื่อมกุหลาบและมะพร้าว ใส่น้ำเลมอนสปาร์คกิ้งเพิ่มรสเปรี้ยวซ่าสดชื่น     เป็นร้านอาหารไทยริมน้ำบรรยากาศดีที่ควรรีบไปเช็คอิน

Front Room ฟร้อนท์ รูม ร้านอาหารบรรยากาศดีตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของโรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ ปรับเมนูจากนอร์ดิค-ไทย มาเป็นอาหารไทยรสมือแม่ให้เราได้ตามไปกินได้บ่อยขึ้น       คอนเซ็ปต์ใหม่ของฟร้อนท์ รูม นำเสน่ห์ของอาหารไทยผ่านการปรุงที่ใส่ใจ ปราณีตในแบบรสมือแม่ โดยได้อาจารย์หนิง-ดร. นิพัทธ์ชนก, เชฟแอน-ศุภณัฐ และเชฟบัว-สโรชา ร่วมมือกันออกแบบเมนูที่ดึง 8 รสชาติของอาหารไทย ได้แก่ เผ็ด เปรี้ยว หวาน เค็ม ขม มัน ปร่า(ฝาด) และจืด มารวมกันได้อย่างลงตัว       เริ่มจากเมนูกินเล่นอย่าง ข้าวเกรียบกุยช่าย ของกินเล่นที่เสิร์ฟให้ทุกโต๊ะ ที่ใช้กุยช่ายปั่นเป็นน้ำสีเขียวเข้มใส่แป้งและทำให้เป็นแผ่นบาง ทอดกรอบ จิ้มกับน้ำจิ้มซีอิ๊วดำ ได้รสอร่อยเหมือนกินขนมกุยช่ายเลย     กุ้งแพพริกแกงกับอาจาด (280 บาท) อาหารเรียกน้ำย่อยที่ใช้กุ้งตัวเล็กกินได้ทั้งเปลือก ใส่แป้งทอดกรอบที่ผสมน้ำพริกแกง ทอดเป็นแพบาง มีกลิ่นหอม กรอบ รสออกเค็มและเผ็ดนิดๆ     พล่าไหลบัว (280 บาท) ไหลบัวก้านสีขาวนวล เคล้ากับเครื่องพล่าที่ใส่ทั้งสมุนไพรของไทย ส้มโอและปาท่องโก๋ตัวเล็ก เคี้ยวแล้วได้ทั้งความกรอบและสดชื่นเข้ากัน เป็นอีกเมนู Plant Based ที่อร่อยโดยไม่ต้องกินเนื้อสัตว์เลย     เสือร้องไห้ (740 บาท) เนื้อวัววากิวหมัก ย่างด้วยถ่านจนมีกลิ่นหอมและเนื้อนุ่ม สไลด์เป็นชิ้นบางกำลังดี โรยข้าวคั่วและพริกป่นให้มีรสแซ่บ เสิร์ฟกับน้ำจิ้มแจ่วและผักดองที่เชฟทำเอง     หมูทอดมะแขว่น (400 บาท) ใช้คอหมูดำคุโรบุตะหมักกับมะแขว่นหรือพริกไทยหอมของทางภาคเหนือ นำไปทอดจนผิวนอกกรอบ เนื้อในนุ่ม เสิร์ฟกับซอสพริกทำเอง เป็นอีกจานที่ทำได้อร่อยและกินได้ทั้งครอบครัว     ซอร์เบต์ส้มซ่า (120 บาท) ซอร์เบต์ทำจากน้ำส้มซ่า ให้รสเปรี้ยวหวานปนขมนิดๆ โรยผิวส้มซ่าซอย ขิงซอย และหอมเจียว กินแล้วหอมชื่นใจ     มะพร้าวชีสเค้ก (280 บาท) ชีสเค้กเสิร์ฟมาในกะลามะพร้าวอ่อน มีกลิ่นหอมของมะพร้าว แต่งหน้าด้วยเจลลี่มะพร้าวอ่อนและไวท์ช็อกโกแลตมูส รสเข้มข้น หวานมัน     เป็นเมนูอร่อยที่มากินได้ทุกวัน

ริมถนนพระสุเมรุเรียงรายไปด้วยตึกแถวเก่าแก่สมัยรัชกาลที่ 6 หนึ่งในนั้นมีร้านขายของเก่าเล็ก ๆ ชื่อว่า Dang Shop ที่เมื่อก้าวเข้ามาด้านในแล้วจะพบกับร้านอาหารไทยที่มีชื่อว่า “ชานพระนคร” ซุกซ่อนอยู่บริเวณชั้นสองอันแสนอบอุ่น แต่งแต้มสีสันด้วยดอกไม้บานสะพรั่ง     ชานพระนคร เกิดเป็นร้านอาหารที่เกิดขึ้นจากความบังเอิญอย่างแท้จริง คุณแพทตี้ อนัญพัทธ์ อภิสิทธิ์ยะกุล เล่าว่าในงานฉลองวันเกิดของเธอครั้งล่าสุดนี้ คุณป้าของเธอ คุณวนิดา วงษา ได้ลงมือทำอาหารทั้งหมดภายในงาน และมีการจัดโต๊ะอย่างสวยงามบนชานบ้านแห่งนี้ เมื่อมีคนเห็นภาพในอินสตาแกรมเลยอยากมาตามรอยบ้าง จึงเกิดเป็นร้านอาหาร ชานพระนคร : The Hidden Dining ทันทีหลังจากงานวันเกิดของเธอเพียงวันเดียว     การตกแต่งภายในไม่ทำให้เสียชื่อร้านขายของเก่า เพราะทุกอณูนั้นสอดแทรกไปด้วยของประดับตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์สุดคลาสสิค เมื่อได้เดินสำรวจไปรอบ ๆ ยิ่งรู้สึกเหมือนกับได้ย้อนอดีต และบรรดาจานชามลวดลายสุดวิจิตรนั้นก็เข้ามาช่วยเสริมให้อาหารชวนน้ำลายสออีกเป็นเท่าทวี     อาหารทั้งหมดที่ร้านจึงสามารถเรียกได้อย่างเต็มปากว่าเป็น “รสมือคุณป้า” อย่างแท้จริง อีกทั้งยังจริงจังเรื่อวัตถุดิบที่สดใหม่ คุณแพทตี้บอกว่าเธอตื่นไปซื้อของที่ ‘ตลาดตรอกหม้อ’ ทุกเช้าเพื่อทำอาหารตามที่ลูกค้าสั่งจองเข้ามา เพราะฉะนั้นต้องจองโต๊ะล่วงหน้าทุกครั้ง ไม่รับลูกค้า Walk-in     ชานพระนครเริ่มต้นต้อนรับการมาเยือนด้วยน้ำดื่มเย็น ๆ ได้แก่ น้ำมะพร้าวอัญชัน และ น้ำมะขาม รวมถึงอาหารกินเล่นอย่าง เมี่ยงคำ ที่มาทั้งในรูปแบบของกลีบบัวหลวงสีชมพูและใบชะพลู ครบเครื่องทั้งกุ้งแห้ง มะพร้าวคั่ว มะนาว หอมแดง และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ราดด้วยน้ำจิ้มรสหวานหอม กินเพลิน         เข้าสู่จานอาหารประเภท “กินจุบจิบ” ได้แก่ แซลมอนลุยสวนกระทงทอง แซลมอนสดหั่นพอดีคำในน้ำยำรสจัดจ้าน ครบทั้งเปรี้ยว หวาน และเผ็ด มาพร้อมกับกระทงทองที่นำเอาแผ่นเกี๊ยวมาห่อเป็นทรงกระทง ได้ทั้งความครบรส สัมผัสหนึบหนับจากเนื้อปลา และความกรุบกรอบจากกระทงทอง       สำหรับเมนูหลัก “จานเด็ดพระนคร” จานแรกที่พลาดไม่ได้คือ กั้งผัดพริกสด กั้งตัวโต ๆ นำไปชุบแป้งทอดจนกรอบแล้วค่อยนำไปผัดกับพริกและกระเทียม ได้สัมผัสกรอบหวานจากเนื้อกั้งสด ๆ และรสชาติจัดจ้านแต่ก็ไม่เผ็ดจนเกินไป     ต่อมาคือ แกงส้มปลากะพงไหลบัว มาในหม้อใหญ่จุใจ รสชาติโดดเด่นด้วยพริกแกงทำเอง ได้รสชาติเปรี้ยวและหวานจากมะขาม กินกับข้าวสวยสักจานจะยิ่งสมบูรณ์แบบ เช่นเดียวกับ แกงปูใบชะพลู รสเข้มข้นด้วยน้ำกะทิ รสชาติเผ็ดตามแบบฉบับอาหารใต้ มาพร้อมเนื้อปูก้อนโตเคี้ยวเต็มคำ       จบจากปูแล้วมาต่อที่กุ้งตัวโต ๆ ในเมนู บวบผัดไข่ใส่กุ้ง ใช้คัดสรรกุ้งทะเลอย่างดีเนื้อเด้งตัวใหญ่กัดกินได้เต็มคำ ผัดกับไข่และบวบหวาน ๆ กรอบนอกนุ่มใน แล้วมาจบท้ายด้วยของหวาน ขนมถั่วแปบ หลากสีสัน โรยด้วยน้ำตาลและงาคั่วได้ความนุ่มละมุนและหอมหวาน       มื้อนี้ที่ชานพระนครครบครันทั้งต้ม ผัด แกง ทอด จองผ่าน Direct Message ทาง Instagram เท่านั้น

ครูสายฐิพย์ ร้านอาหารไทยน้องใหม่บนถนนนาคนิวาส เน้นเสิร์ฟความอร่อยแบบท้องถิ่น ภายใต้บรรยากาศสุดร่มรื่น  ชวนให้รู้สึกอบอุ่นผ่อนคลาย ละม้ายคล้ายหลุดเข้าไปอยู่ใจกลางป่าเขา ใครที่หลงใหลในรสชาติอาหารไทยและชื่นชอบความเป็นธรรมชาติไม่ควรพลาดที่จะตามมาเช็คอิน       ภายในร้านแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ โซนห้องแอร์ล้อมรอบด้วยกระจกใสเปิดรับแสงธรรมชาติ ทำให้ร้านดูโล่งโปร่ง ไม่อึดอัด ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์โทนสีไม้ชวนความอบอุ่น และโซนด้านนอก ที่ระหว่างรับประทานอาหาร จะได้ความผ่อนคลายจากเสียงลำธารเล็กๆ และต้นไม้นานาพันธุ์ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการใกล้ชิดธรรมชาติ       เริ่มต้นด้วยเมนูชุดใหญ่อย่าง น้ำพริกสามสหาย ประกอบไปด้วย น้ำพริกกะปิปลาจิ้งจั้ง ที่ได้ความหอมของกะปิจากเกาะลันตา และสัมผัสกรุบกรอบจากปลาจิ้งจั้ง น้ำพริกกุ้งเสียบสามรส รสชาติเปรี้ยวหวาน กลมกล่อม และน้ำพริกบูดูทรงเครื่อง ที่ใช้น้ำบูดูจากสายบุรี จังหวัดปัตตานี เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงปลาดุกฟู ไข่ต้ม ไข่เจียวชะอม และสารพันผักพื้นบ้าน     ต่อไป ขนมจีนน้ำยาปู เพลิดเพลินไปกับกรรเชียงปูเนื้อหวานและน้ำยาปูรสชาติเข้มข้นหอมมันกะทิ กินคู่กับผักสดชุดใหญ่ หรือจะเลือกอิ่มท้องด้วย ข้าวผัดขมิ้นปลาแดง ข้าวหอมมะลินุ่มสีเหลืองสวย หอมน้ำมันกระเทียมเจียว เสิร์ฟมาพร้อมปลาแดงตัวใหญ่ เนื้อนุ่มรสกลมกล่อม       อีกความอร่อยที่พลาดไม่ได้ ไข่เจียวปูในตำนาน ความพิเศษของเมนูนี้อยู่ที่เนื้อปูฝอยอัดแน่นมาในไข่นุ่มฟู โรยด้วยต้นหอมเส้น กินคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดหรือซอสพริกก็ล้วนดีงาม     ตบท้ายด้วยเครื่องดื่มสุดหอมหวาน น้ำใบเตยเย็นชื่นใจเพิ่มรสสัมผัสด้วยว่านหางจระเข้ชิ้นเล็ก เคี้ยวหนึบหนับ เติมความสดชื่นในยามบ่ายได้ดี  

Praya Kitchen (พระยา คิทเช่น) ห้องอาหารไทยสูตรดั้งเดิม แห่งโรงแรมแบงค็อก แมริออท เดอะ สุรวงศ์ ที่เน้นเสิร์ฟไทยฟู้ดต้นตำรับรสชาติจัดจ้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะอาหารประจำบ้านของแต่ละภูมิภาค นอกจากนั้นยังมีอาหารนานาชาติอย่าง อาหารอิตาเลี่ยน อาหารญี่ปุ่น อาหารจีน อาหารยุโรป มาเพิ่มเติมเพื่อความหลากหลาย และยังมีทีเด็ดที่ขาดไม่ได้เลยคือ “ซีฟู้ด วอลล์”       นั่นคือการให้คุณได้เลือกอาหารทะเลสดเด้งต่างๆ ได้แก่ กุ้งลายเสือ กุ้งแม่น้ำ กั้งกระดาน หอยนางรม หอยตลับ หอยแมลงภู่ หอยหวาน เป็นต้น มาให้เชฟรังสรรค์เป็นเมนูที่คุณอยากรับประทาน ไม่ว่าจะเป็นการทอดกระเทียม ผัดพริกไทยดำ หรือคั่วพริกเกลือ ยังไม่หมดแค่นี้เพราะที่นี่เขายังเอาใจสายเนื้อด้วย “พาเหรดเนื้อ” ซึ่งมีให้คุณได้เลือกหม่ำทั้ง เนื้อดรายเอจ บีฟ สเต๊ก เนื้อเซอร์ลอยสเต๊ก แฟรงค์สเต๊ก ริบอาย ท็อปไซด์ และเนื้อแกะ อยากลิ้มลองชิ้นไหนก็เลือกตักแล้วส่งต่อให้เชฟปรุงสดได้เลยไม่ต้องรีรอ       อิ่มอร่อยแล้วก็อย่าลืมเอ็นจอยกับบรรยากาศกว้างขวางแสนสบาย พื้นไม้สีน้ำตาลรองรับเฟอร์นิเจอร์สีเทาตุ่น แสงสีส้มจากโคมไฟด้านบนส่องสว่างทำให้รู้สึกอบอุ่น ไม่ต้องกลัวว่าห้องจะมืดเกินไป เนื่องจากผนังมีกระจกใสบานใหญ่ติดรอบๆ ช่วยลำเลียงแสงแดดจากภายนอกให้เข้ามาได้อย่างทั่วถึง     ลิ้มลองมื้ออร่อยกันดีกว่า เรียกน้ำย่อยกันด้วย ส้มตำปูปลาร้า เส้นมะระกอกรุบกรอบ คลุกเคล้ากับเครื่องส้มตำ ทำให้ได้รสแซ่บ เค็มนัว ถึงใจคนรักอาหารอีสาน ต่อด้วย น้ำพริกอ่อง รสเข้มข้น และ น้ำพริกหนุ่ม รสจัดจ้าน เสิร์ฟคู่กับผักสด ผักลวกนานาชนิด แคบหมู และไข่ชะอม         ขนมจีนน้ำยาปู ก็เลิศเลอ ปูทะเลเนื้อหวาน ตัวโต อยู่ในน้ำยารสเผ็ดกลมกล่อม หอมกรุ่นเครื่องแกง กินกับขนมจีน ผักสด และไข่ยางมะตูมเยิ้มๆ มาที่ติ่มซำกันบ้างดีกว่า เราเลือก ซาลาเปาหมูสับ ลูกขาวอวบน่าหม่ำ ภายใต้แป้งนุ่มๆ อัดแน่นไปด้วยไส้หมูรสเค็มละมุนเต็มคำ       เริ่มหนักท้องขึ้นไปกับเมนู ทะเลเผา ที่มีทั้ง กั้ง กุ้ง ปลาหมึก และปู ย่างบนเตาจนหอมฉุย ราดน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บซี๊ด หรือจะเป็น ซีฟู้ดคั่วพริกเกลือ ก็ดีมี กุ้งไซส์บิ๊ก กั้ง และหอยแมลงภู่ตัวอ้วน ผัดพร้อมกระเทียมและพริกสด ปรุงรสจนจัดจ้าน ใครไม่ชอบกินเผ็ดก็สั่งผัดกระเทียม เราเลือกเป็น กั้งผัดกระเทียม เนื้อสดเด้งของกั้งไปด้วยกันได้ดีกับกระเทียมหอมฟุ้ง         เอาใจสายเนื้อด้วย เนื้อย่าง เนื้อนุ่ม ชุ่มฉ่ำ หอมกลิ่นสมุนไพร เสิร์ฟไปพร้อมกับผักย่าง ละจากอาหารไปที่ของหวานกันบ้าง มีทั้งขนมไทยและเทศให้คุณได้ละเลียด เริ่มกันที่ซิกเนเจอร์อย่าง พระยาชีสเค้ก ชีสเค้กหน้าไหม้รสครีมมี่ ที่มีฐานล่างเป็นครัมเบิ้ลกรุบกรอบ เค้กมะพร้าว เนื้อฟู หวานพอดี บราวนี่ เนื้อแน่น รสเข้ม ช็อกโกแลต ต่างๆ อาทิ ดาร์กช็อกโกแลต ช็อกโกแลตนม ไวท์ช็อกโกแลต         ชูครีม ลูกกลมๆ ไส้ครีมหวานหอม พานนาคอตตาลำไย ก็อร่อย พานนาคอตาเนื้อนุ่มเด้ง ผสมเนื้อลำไยหวานฉ่ำ ออนทอปด้วยลำไยสดอีกที     หันมาชิมขนมไทยกันดีกว่า เม็ดขนุน สีเหลืองทองสวยงาม เนื้อหนึบๆ หวานพอเหมาะ ลูกชุบ สุดน่ารัก จำแลงเป็นรูปผัก-ผลไม้ต่างๆ ข้างในเป็นถั่วกวนเนื้อเนียน ข้าวเหนียวแก้ว หลากสีสันสดใส และขนมหม้อแกง หวานมัน ชิ้นพอดีคำ     ไม่อิ่มหนำก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว พิเศษสำหรับมื้อค่ำวันเสาร์-อาทิตย์ เพิ่มไลน์ปูนานาชนิดและดนตรีสดด้วยนะ

นานแค่ไหนสเน่ห์อาหารไทยโบราณก็ไม่มีวันจางหาย ยิ่งได้ละเลียดในบรรยากาศบ้านไทยริมน้ำ เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม โดยเฉพาะที่จางวางอิ่ม จะมื้อไหนก็เอ็กคลูซีฟได้ทั้งนั้น นอกจากศาลาท่าน้ำที่นั่งชมวิวได้แบบ 360 องศาแล้ว ภายในบ้านโบราณหลังใหญ่อายุเกือบร้อยปียังถูกปรับปรุงให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง นั่งมุมไหนก็ได้ความเป็นส่วนตัวและชมวิวภายนอกได้สวยเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์เอียง วัดปรมัยยิกาวาส แลนด์มาร์คของเกาะเกร็ด รวมถึงเรือที่สัญจรผ่านไปมา เรียกว่าชมวิวเพลินจนไม่อยากลุกไปไหน         ส่วนชื่อร้านแปลกหูมีที่มาจากคำว่า “จางวาง”  ตำแหน่งข้าราชการชั้นสูงในสมัยก่อน รวมกับ “อิ่ม” จึงสื่อถึงผู้ชำนาญการด้านรสชาติอาหารที่ควรค่าแก่การมาลิ้มลอง ไม่เพียงอาหารไทยโบราณที่หากินยาก ยังมีอาหารไทย 4 ภาคที่ปรุงถึงเครื่องถึงรส       จานแรกแนะนำข้าวผัดกากหมูเมนูที่ทำให้ยิ้มแก้มปริเพราะคิดถึงรสมือแม่ ข้าวผัดเรียบง่ายใส่แต่กากหมู ผัดแห้งๆ หอมกลิ่นกระทะ กินเพลินแบบไม่ต้องพึ่งน้ำปลาพริก     ต่อด้วยเมนูของคนรักสุขภาพเมี่ยงปลากระพงทอด ปลากระพงทอดหั่นเต๋า จับคู่กับชุดเมี่ยงคำที่กินแล้วสดชื่นเข้ากันมาก     อีกเมนูหากินยากต้องยกให้แกงรัญจวน หอมกลิ่นสมุนไพรตั้งแต่พนักงานยังเสิร์ฟไม่ถึงโต๊ะ ส่วนรสชาติจัดจ้านเผ็ดร้อนซดคล่องคอ เพราะมีส่วนผสมของน้ำพริกกะปิสูตรโบราณ ใส่เนื้อหมูนุ่มๆ ให้เคี้ยวเพลิน ครบรสทั้งน้ำและเนื้อ     ผัดสายบัวกุ้ง สายบัวสดกรอบผัดกับกุ้งสดแค่พอตึงตัวก็ยกขึ้น มีน้ำขลุกขลิกให้ตักคลุกเคล้ากับข้าวสวย อร่อยจนไม่อยากวางช้อน     น้ำพริกคู่ตุนาหงัน เมนูที่ควรสั่งมาประจำการทุกโต๊ะ ความพิเศษของน้ำพริกถ้วยนี้คือใส่ปลาฉิ้งฉ้างส่งตรงจากเกาะยาวน้อย-ยาวใหญ่ เสิร์ฟพร้อมสะตอทอด เพิ่มความมันและลดกลิ่นฉุนแรง คนไม่กินสะตอลองแล้วยังติดใจ     ถ้าไม่อิ่มท้องเกินไปนัก กุ้งแม่น้ำเผาย่างเตาถ่าน มันกุ้งเยิ้มๆ กับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ดยังรออยู่     ไม่ว่ามื้อไหนก็เอ็กคลูซีฟได้ที่ร้านนี้!

Café Jardin (คาเฟ่ จาแด็ง) ตั้งอยู่ภายในโรงแรมศิวาเทล กรุงเทพฯ ย่านถนนวิทยุ เป็นคาเฟ่สไตล์ฝรั่งเศสที่ให้ฟิลอบอุ่น เคาท์เตอร์บาร์สีขาวซึ่งภายในตู้เรียงรายไปด้วยขนมหวาน มีเสาอิฐที่ด้านบนถูกวางด้วยดอกไม้กระถาง พื้นไม้สีน้ำตาลไปด้วยกันได้ดีกับเฟอร์นิเจอร์ โซฟาหนังสีเลือดหมูนุ่มสบาย โต๊ะไม้สีน้ำตาลเข้ม ด้านหลังเป็นโครงเหล็กสไตล์อินดัสเทรียลลอฟต์ที่ถูกแซมด้วยแมกไม้สีเขียว เติมร้านให้ดูมีชีวิตชีวา     ทั้งตามชั้นต่างๆ ยังมีต้นไม้ในร่ม อาทิ กระบองเพชร มะพร้าวทะเลทราย พลูด่าง ว่านหางจระเข้ วางตกแต่งอยู่ละลานตาสมชื่อ Café Jardin ที่ภาษาฝรั่งเศสแปลว่า “คาเฟ่ในสวนสวย” เสียจริง คุณหนิง อลิสรา ศิวยาธร CEO แห่งโรงแรมศิวาเทล กรุงเทพฯ เล่าให้เราฟังถึงที่มาที่ไปของร้านนี้ว่า เริ่มแรกคาเฟ่จาแด็งเป็นคอฟฟี่ช็อปทั่วไป แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่ต้องการหาสิ่งใหม่ทั้งในเรื่องจุดยืน และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของร้าน       ทำให้คุณหนิงตัดสินใจรีคอนเซ็ปต์ใหม่ทั้งหมด จากร้านกาแฟทั่วไปจึงกลายเป็นร้านอาหารไทยรับประทานง่าย ที่ใช้วัตถุดิบออร์แกนิคจากพี่น้องเกษตรวิถีอินทรีรายย่อย อาทิ ไร่รื่นรมย์ จังหวัดเชียงราย สหกรณ์เกษตรอินทรีย์ทัพไทย จังหวัดสุรินทร์ แทนคุณออร์แกนิคฟาร์ม จังหวัดนครปฐม และ G-Pork Farm จังหวัดราชบุรี เป็นต้น  นอกจากจะทำให้ฟู้ดดี้ทั้งหลายรู้แหล่งที่มาของเมนูแต่ละจานแล้ว ยังถือเป็นการเกื้อหนุนสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรท้องถิ่นอีกด้วย       เรียกน้ำย่อยมื้ออร่อย สลัดเต้าหู้ เห็ดผัดดอกเกลือ เต้าหู้ปลอดสารเนื้อนุ่มนิ่ม ย่างจนหอมกรุ่น ราดด้วยเห็ดสับผัดกับดอกเกลือ เสิร์ฟพร้อมสลัดผักกรุบกรอบ สดชื่น     ข้าวผัดปูก้อนทะเลชุมพร ข้าวหอมมะลิอินทรีย์คุณภาพ ผัดพร้อมกับปูก้อนลูกโตๆ เนื้อหวานที่ส่งตรงออเดอร์จากทะเลชุมพร รสกลมกล่อม หอมกลิ่นกระทะ บีบมะนาวซีกเพิ่มความเปรี้ยวเล็กน้อย เหยาะน้ำปลาพริกหน่อยๆ อร่อยถูกใจ เสิร์ฟพร้อมน้ำแกงสาหร่ายอุ่นๆ     ปีกไก่คั่วพริกเกลือ ปีกไก่จากไก่ตะเภาทองอินทรีย์ ที่ปราศจากยาปฎิชีวนะ และสารเร่ง ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน ราดด้วยซอสคั่วพริกเกลือที่ปรุงรสจากดอกเกลือสวนศิลป์หนองมล จังหวัดชลบุรี รสเค็มเผ็ด เด็ดสะระตี่     ตามมาติดๆ ด้วยเมนูเส้นอย่าง สปาเก็ตตีหมูกรอบผัดพริกเกลือ สปาเก็ตตีอัลเดนเต้ คลุกเคล้ากับซอสคั่วพริกเกลือรสเผ็ดร้อน ด้านบนออนท็อปด้วยหมูกรอบ ชั้นดีซึ่งเป็นหมูหลุมอินทรีย์ ไขมันน้อย เนื่องจากเชฟนำมาอบแล้วรีดไขมันจนหมด     บะหมี่ไข่เส้นสดคากิหมูอารมณ์ดี เส้นบะหมี่โฮมเมดเหนียวนุ่ม ที่ทำจากไข่ไก่อินทรีย์ กินคู่กับคากิหมูอารมณ์ดีนุ่มๆ ที่เต็มไปด้วยคอลลาเจน ราดน้ำเกรวี่รสเค็มหวานสุดเข้ากัน     ของหวานต้องนี่เลย Organic Orange Cheese Tart ทาร์ตกรุบกรอบ มิ๊กซ์ไปกับครีมชีสหอมมัน และส้มอินทรีย์เชื่อมรสเปรี้ยวอมหวาน     เอาใจสายคลับเบเกอรี่กันหน่อยด้วยขนมปังออร์แกนิคหลากรสชาติ ได้แก่ Dark Chocolate Bun รสเข้มข้นจากช็อกโกแลตคุณภาพ Sea Salt Caramel Bun เค็มหวาน Organic Milk Bun หอมมัน หวานละมุน  Garlic & Cheese Bun กินเพลิน     พร้อมจิบ น้ำมะพร้าว ลูกโตๆ หอมชื่นใจที่ส่งตรงมาจากจังหวัดราชบุรี เติมน้ำมะนาวสด และไซรัปน้ําตาลโตนดรสหวานละมุน จบด้วย น้ำกุหลาบ สีชมพูหวาน สุดชื่นใจ หอมกรุ่นกลิ่นกุหลาบ    

ถ้านิวาสในภาษาบาลีแปลว่าที่พักพิง เราขอยกให้ “นิวาส Café & Bistro” หมายถึง “ที่พักพิงของนักกินและคนรักอาหารไทย” ในรูปแบบคาเฟ่แอนด์บิสโทรที่มีทั้งคาเฟ่ที่เสิร์ฟกาแฟพร้อมขนมไทย ร้านอาหารไทยรสจัดจ้าน และคอกเทลบาร์ครบครันในที่เดียว         ที่นี่นำเสนออาหารไทยท้องถิ่นสไตล์ Rustic Thai Cuisine ฝีมือ เชฟป๊อป - พิชชากร รามบุตร เชฟสาวรุ่นใหม่ไฟแรงจากรายการเชฟสุดขั้วครัวสองโลก ที่หยิบยกแรงบันดาลใจจากอาหารบ้านเกิดในจังหวัดนครศรีธรรมราชและกำแพงเพชร และวัตถุดิบพื้นบ้านที่คนไทยหลายคนอาจยังไม่รู้จักมาสร้างสรรค์เมนูเด็ดในสไตล์ของตัวเอง       เราแนะนำไก่ฆอและ ที่เชฟโขลกเครื่องแกงเอง เคี่ยวกับหัวกะทิล้วนๆ ก่อนนำไปชุบเนื้อไก่และย่างถึง 3 รอบ ปลาทรายทอดขมิ้นสด กรอบนอกนุ่มใน โรยด้วยกระเทียมเจียวสูตรทางใต้ที่มีส่วนผสมของหอมแดง พริกไทย และรากผักชี และรวนพะโล้ไข่เค็ม พะโล้สไตล์จีนที่ใช้วิธีผัดรวนเนื้อหมูจนถึงเครื่องแล้วตุ๋นต่อจนนุ่ม เสริมรสชาติด้วยไข่เค็ม         ส่วนสายเผ็ดต้องลองแกงคั่วปลาดุกใบรา ใช้เครื่องแกงสูตรเฉพาะ หอมกลิ่นใบราหรือใบยี่หร่า เสิร์ฟพร้อมชุดผักสดที่เน้นผักท้องถิ่นหากินยาก และกุ้งผัดสะตอกะปินครศรีฯ ผัดรสเข้มข้นถึงใจ ใช้กะปิแท้จากจังหวัดนครศรีธรรมชาติและน้ำตาลออร์แกนิกจากจังหวัดเพชรบุรี       แต่หากรสจัดเกินไปลองเบรกด้วย Coconut Affogato น้ำมะพร้าวปั่นหอมหวานราดเอสเปรสโซช็อตรสเข้ม เขียวตะไคร้ ที่หยิบน้ำตะไคร้แบบไทยๆ มาผสมผสานชาเขียว หรือน้ำมนต์ คอกเทลซิกเนเจอร์ที่ผสมผสานวอดก้า ไวน์ขาว และไซรัปกลิ่นมะลิได้อย่างลงตัว...แค่จิบเดียวก็สดชื่นถึงใจในแบบฉบับ “นิวาส”      

หากใครติดใจ “เสน่ห์จันทน์” ร้านอาหารไทยรางวัลมิชลินสตาร์ 1 ดาว ตอนนี้ได้ส่งต่อความอร่อยมายัง ลูกจันทน์ โดย เสน่ห์จันทน์ (Loukjaan by Saneh Jaan) อาหารไทยสไตล์​ร่วมสมัย​ ที่พิถีพิถันในการรังสรรค์​เมนูอาหารไทยตำรับชาววัง​จากร้านเสน่ห์จันทน์ กับสูตรอาหารที่สืบต่อกันมายาวนานในครอบครัว       ลูกจันทน์ อยู่ในห้องอาหารเฟลอริช (Flourish) โรงแรมสินธร​ เ​คม​ปินสกี้​ กรุงเทพฯ ตกแต่งด้วยสีขาว-ดำร่วมสมัย มองเห็นวิวสวนสีเขียวร่มรื่นสดชื่น เสิร์ฟอาหารจานอร่อยรสมือคุณแม่ปรุงด้วยวัตถุดิบคุณภาพดีจากเกษตรกรท้องถิ่น มีเมนูคุ้นเคยกินง่ายที่อยากแนะนำได้แก่       แกงรัญจวนหมู (240 บาท) แกงโบราณที่ใช้น้ำพริกกะปิเหลือมาแกง ที่นี่ใส่กระดูกหมูอ่อนเคี่ยวจนนุ่ม หอมกลิ่นกะปิ ตะไคร้ และใบมะกรูด น้ำแกงรสเข้มข้นเข้ากันได้ดีกับข้าวสวยร้อนๆ     แกงมอญคอหมูย่าง (320 บาท) เชฟดัดแปลงมาจากแกงป่าของมอญ น้ำแกงเหมือนแกงเผ็ด สีเหลืองสดใสจากขมิ้น ใส่คอหมูย่างชิ้นใหญ่เนื้อนุ่ม เคี่ยวจนหอมกลิ่นเครื่องแกง รสชาติเค็มเผ็ด     ส่วนเมนูบ้านๆ ที่เราคุ้นเคยก็มีอย่างเช่น หมูพะโล้เต้าเจี้ยว (260 บาท) สูตรพิเศษของร้านที่มีกลิ่นเต้าเจี้ยวลอยเด่นในคำแรก หมูสามชั้นนุ่มกลมกล่อม ไข่พะโล้เนื้อแน่นเหนียวนุ่มเข้าเนื้อ และเต้าหู้ขาวเนื้อนุ่มตุ๋นจนผิวนอกสีน้ำตาลสวย     ดอกขจรผัดวุ้นเส้นและแหนม (180 บาท) อาหารคู่บ้านสูตรคุณแม่ที่นำดอกขจรมาผัดกับวุ้นเส้นเหนียวนุ่มกำลังดีไม่แฉะ ใส่แหนมทอดรสเปรี้ยวอ่อนๆ และกุ้งสดรสหวาน     ยำส้มโอ (280 บาท)  ส้มโอกลีบใหญ่พันธุ์ขาวน้ำผึ้งรสเปรี้ยวอมหวาน น้ำยำรสเข้มข้นทำจากน้ำตาลโตนด น้ำมะขามและน้ำพริกเผา กับกุ้งตัวโตๆ และหอมแดงเจียว     ข้าวคลุกกะปิ (180 บาท) อาหาารจานเดียวอร่อยเต็มอิ่ม ข้าวผัดกับกะปิส่งกลิ่นหอม รสกลมกล่อม กับเครื่องเคียงครบครันทั้งหมูหวาน กุ้งแห้งทอด มะม่วงเปรี้ยว หอมแดงซอย กินกับไข่ลูกเขยรสเปรี้ยวอมหวาน คลุกเคล้าให้เข้ากัน บีบมะนาวหน่อยอร่อยได้ง่ายๆ     ปิดท้ายด้วย ส้มฉุนหิมะ (100 บาท) ทำเป็นแบบกรานิต้าเกล็ดน้ำแข็งป่นนุ่มๆ หอมกลิ่นน้ำส้มซ่า ผสมน้ำมะกรูด และน้ำมะนาว ใส่มะกรูดเชื่อมสีเขียวสดใส เงาะ ลิ้นจี่ ขิงอ่อนและหอมแดงเจียว กลิ่นหอมกินแล้วสดชื่นเหมาะกับอากาศบ้านเราจริงๆ     เป็นอีกร้านที่คนรักอาหารไทยห้ามพลาด

คาเฟ่เลิฟเวอร์ไม่ควรพลาดมาเก็บภาพธรรมชาติที่ผสมผสานวิวทุ่งนาและหาดทรายไว้ในที่เดียว และไม่ต้องรอให้ถึงวันหยุดก็มาปักหมุดได้ทุกวันเพราะอยู่ใกล้ทางด่วนแค่ 10 นาที ขับรถเดี๋ยวเดียวก็ได้ยืดเส้นยืดสายบนเตียงผ้าใบใต้ร่มสีสด นาแปลงนี้ปลูกข้าวได้ทั้งปีเพราะมีน้ำท่าสมบูรณ์ เราจึงได้เห็นรวงข้าวสลับสีสวยทุกครั้งที่มาเยือน อยากชมใกล้ๆ ก็มีสะพานไม้ทอดยาวไปกลางทุ่ง มีมุมเก๋ๆ ให้ถ่ายรูปสวยได้ตลอดเส้นทาง           เพราะอยากให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการบ่อยครั้ง จานเด็ดจึงโดดเด่นไม่แพ้บรรยากาศทั้งคัดแต่ของดีและใส่เต็มที่ไม่มีหวง อาทิ ต้มยำกุ้งน้ำข้น กุ้งแม่น้ำตัวโตในหม้อไฟ ถือเป็นเมนูคู่ใจทุกโต๊ะด้วยระดับความแซ่บเกินพิกัดมากี่ครั้งก็ต้องจัดเมนูนี้       ปลากระพงลุยสวน ปลาไซส์พิเศษที่กรอบนอกนุ่มใน อุดมด้วยเครื่องเครา อร่อยยกสวนเลยทีเดียว  แต่ถ้ายกทะเลขึ้นโต๊ะต้องยกให้ทะเลผงกะหรี่ ที่ใส่ให้เยอะมากทั้งกุ้ง-หมึก         ยำหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ หอยใหญ่ไร้กลิ่นคาว คลุกเคล้ากับน้ำยำ แค่กลิ่นหอมๆ ก็น้ำลายสอแล้ว       นอกจากมีดีที่อาหารด้านเบเกอร์รี่ก็เด็ดห้ามพลาด อาทิ เค้กแครอต ชิ้นนี้หวานน้อยแต่อร่อยเกินร้อยแน่นอน เค้กนุ่ม ฟู แทรกเนื้อแครอตให้เคี้ยวหนึบได้ทั้งชิ้น ผิวบนเคลือบครีมชีสรสเปรี้ยวอมหวาน โรยครัมเบิ้ลและแต่งด้วยบลูเบอร์รี่และลูกชุบรูปแครอตจิ๋ว         Red Velvet ความนุ่มฟินไม่เป็นรองกัน เค้กยังคงเอกลักษณ์ของร้านคือหวานน้อย แต่ได้รสเปรี้ยวอมหวานของครีมชีสมาเสริมได้อย่างลงตัว       ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่ม ชาเขียวลาเต้ รวมชาเขียวเบลนด์พิเศษ 3 สัญชาติ คือไทย-อินโดนีเซีย-เมียนมาร์ ผสมกับนมสด รสกลมกล่อมหอมมันและไม่หวานมาก แต่ถ้าชอบหวานมากก็แจ้งพนักงานเพิ่มระดับความหวานได้ตามชอบ             คาราเมล มัคคิอาโต้ กาแฟดอยช้างที่หลายคนคุ้นเคย ชงกับนมสดและคาราเมล หวานหอมถูกปาก Strawberry Mango on Top อิตาเลียนโซดา ท็อปด้วย mix berry pop กับ mango pop ได้รสเบอร์รี่กับมะม่วง เปรี้ยวๆ หวานๆ     แนะนำเพียงเล็กน้อย เพราะเมนูอีกนับร้อยคอยอยู่

สร้างความตื่นเต้นให้นักกินไม่น้อย สำหรับ “Tr.Eat by Saneh Jaan” ห้องอาหารแห่งใหม่จากโรงแรมสินธร มิดทาวน์ กรุงเทพฯ (Sindhorn Midtown Hotel Bangkok) ที่ชักชวนร้านอาหารไทยระดับมิชลินสตาร์ “เสน่ห์จันทน์” มารังสรรค์เมนูในราคาเป็นมิตรและเข้าถึงง่าย ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ โดยจำลองความเป็นชิโน-โปรตุกีสมาไว้ได้อย่างน่าสนใจ สังเกตได้จากลวดลายบนจาน มุมภาพถ่ายโบราณ รวมถึงซุ้มประตูโค้งอันเป็นเอกลักษณ์         เมนูของ Tr.Eat by Saneh Jaan ย่นย่อความหรูหราให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เริ่มด้วย ข้าวมันส้มตำหมูฝอย ข้าวหุงกับกะทิเสิร์ฟพร้อมส้มตำไทยรสชาติเปรี้ยวหวานสดชื่น กินกับหมูฝอย และผักสด     ตามมาด้วยจานที่เราชอบเป็นพิเศษดอกขจรผัดวุ้นเส้นและแหนม ที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายมาแต่ไกล วุ้นเส้นเหนียวนุ่มผัดไข่ใส่ดอกขจร มีความเปรี้ยวของแหนมมาช่วยตัดรส เพิ่มความอร่อยด้วยแหนมทอด     เมนูถัดมาหมูพะโล้เต้าเจี้ยวสูตรโบราณ เสิร์ฟแบบน้ำขลุกขลิก โดดเด่นที่เนื้อหมูนุ่มๆ ไข่เป็ดใบโตและเต้าหู้ที่อุ้มน้ำพะโล้รสเข้มข้นตามตำรับเสน่ห์จันทน์ กินกับข้าวสวยชวนให้เจริญอาหารเป็นพิเศษ     นอกจากนี้ยังมี แกงรัญจวนหมู แกงโบราณที่อัดแน่นไปด้วยสมุนไพร หอมกลิ่นกะปิชวนให้น้ำลายสอ  รวมถึงแกงมอญคอหมูย่าง คอหมูคุโรบูตะแกงกับเครื่องแกงแดง รสชาติเข้มข้นแต่กลมกล่อม       ปิดท้ายมื้อนี้ด้วย ส้มฉุนหิมะ ผลไม้ลอยแก้วคลายร้อน ด้านบนมีเกล็ดน้ำแข็งเบาละเอียดเหมือนบิงซู ชื่นใจด้วยน้ำเชื่อมจากมะกรูดและส้มซ่า โรยหอมเจียว ขิงอ่อน และมะม่วงดิบปิดท้าย     มาครั้งเดียวจบครบทั้งคาวหวาน