ชวนไปซึมซับบรรยากาศของวันวานที่ ‘My Grandparent’s House บ้านอากงอาม่า’ ในบ้านหลังงามทรงไทยปั้นหยาริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่สร้างตั้งแต่ปี 2472 ของตระกูล “ทังสมบัติ” ซึ่งเป็นเจ้าของน้ำปลาตรารวงทอง ภายในบ้านยังคงเต็มไปด้วยความทรงจำที่เล่าเรื่องผ่านเฟอร์นิเจอร์เก่าและภาพถ่าย มีระเบียงยื่นออกไปริมน้ำสำหรับนั่งรับลม เหนื่อยมาจากไหนมานั่งพักใจที่นี่ก็หายเป็นปลิดทิ้ง       เมนูของที่ร้านส่วนหนึ่งเป็นเมนูประจำบ้าน มีไฮไลต์เป็นของว่างไทยแบบโบราณที่ยังหากินได้ทั้งกระทงทองและข้าวตังหน้าตั้งซึ่งทำเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ และที่เป็นขวัญใจต้องยกให้เซ็ตซิกเนเจอร์ที่มีทั้งเฉาก๊วยเนื้อหนึบ น้ำเก๊กฮวยหวานน้อย และวุ้นมะพร้าวน้ำหอมสูตรอาม่าเสิร์ฟในเข่งเล็กๆ ที่มีเนื้อมะพร้าวอ่อนให้ได้เคี้ยวด้วย       อีกเมนูห้ามพลาดคือขนมจีบหมูต้มแบบโบราณลูกอวบเต็มคำ ไส้แน่นรสกลมกล่อม กินกับน้ำจิ้มจิ๊กโฉ่วที่มีรสเผ็ดนิดๆ ตามด้วยกุ้งโสร่ง กุ้งตัวโตหมักสามเกลอ พันด้วยบะหมี่ไข่อย่างประณีตแล้วนำไปทอด กินร้อนๆ กรอบอร่อย       นอกจากนี้ยังมีขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่นที่มาช่วยดับร้อนอย่างโมจิหยดน้ำ ที่จัดเซ็ตได้น่ารัก ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มสีสวย สตรอว์เบอร์รี่กุหลาบโซดา จิบแล้วได้รสเปรี้ยวอมหวานจากซอสแยมสตรอว์เบอร์รี่ มีกลิ่นหอมจากไซรัปกุหลาบและความซาบซ่าจากโซดา      

Bangkok Tree House โรงแรมโปรดของนักท่องเที่ยวหัวใจสีเขียวที่บางกระเจ้า ปัจจุบันนอกจากจะเป็นบ้านพักแสนสงบแล้ว ยังเป็นคาเฟ่สุดชิคขวัญใจคาเฟ่ฮอปเปอร์อีกด้วย คุณฝน ธนาพร วิทยสิริไพบูลย์ เจ้าของร้านเล่าให้ฟังว่า อยากให้สถานที่แห่งนี้กลมกลืนไปกับทรัพยากรท้องถิ่นให้มากที่สุด ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายโดยใกล้ชิดกับธรรมชาติ ซึ่งได้แนวคิดนี้มาจากจาก “วอลเดน” หนังสืออันโด่งดังของกวีอเมริกันชื่อ เฮนรี เดวิด ทอโร       นอกจากโครงเหล็กสไตล์มินิมอล และกระจกใสที่สื่อถึงความทันสมัยแล้ว ทางร้านจะเน้นใช้วัสดุธรรมชาติในการตกแต่งทั้งพื้นไม้รีไซเคิล ไม้ไผ่ มีมุมไฮไลท์อย่างต้นลำพูต้นใหญ่อายุหลายร้อยปี ที่ปลูกอยู่ด้านหลังของร้านติดริมตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยา  และต้นไม้นานาพันธุ์รอบๆ  ที่คอยให้ความร่มรื่นในวันที่แดดจ้าไม่เป็นใจ     ส่วนอาหารในร้าน Bangkok Tree House จะแบ่งออกเป็น 2 สไตล์ให้คุณได้เลือกอร่อย ทั้งอาหารจานเดียวรับประทานง่าย เป็นคอมฟอร์ดฟู้ดที่ใครๆ ก็รู้จัก อาทิ ผัดกะเพรา ข้าวหมูกระเทียม ในส่วนที่สองจะเป็นไทยฟิวชั่นฟู้ด เมนูไทยโบราณผสานกับวัตถุดิบท้องถิ่น หรือตะวันตก เสิร์ฟมาหลากหลายรูปแบบที่มีความนำสมัย ความเป็นไทยแบบดั้งเดิม ผสมไปกับความ Eco รักษ์โลกอย่างการใช้หลอดกระดาษ      เมนูต้องชิม ได้แก่ ม้าฮ้อ (85 บาท) อาหารว่างไทยโบราณที่ช่วยเรียกน้ำย่อยได้ดี รสหวานอมเปรี้ยวของสับปะรด ตัดรสเค็มหวานของไส้หมูผัดกับสามเกลอหอมๆ     ต่อด้วย พระรามลงสรง (159 บาท) หนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ของร้าน อาหารไทยชื่อเพราะที่ได้อิทธิพลมาจากจีนตอนใต้นี้ประกอบไปด้วย ผักบุ้งลวก ราดซอสมัสมั่นกลมกล่อม หอมกรุ่นกลิ่นโหระพา วางกุ้งลวกเนื้อเด้งไว้ด้านบนสวยงามน่ากิน     มี สลัดแตงโม (159 บาท) ไว้สร้างความสดชื่นอีกแรง แตงโมสีแดงหวานๆ สับปะรดรสเปรี้ยว และเนื้อส้มชุ่มฉ่ำ นำมายำในสไตล์อิตาเลี่ยน หนักท้องขึ้นมาหน่อยกับ กุ้งซอสเปรี้ยวหวานข้าวผัดผงกะหรี่ (199 บาท) ข้าวผัดผงกะหรี่หอมฟุ้ง ไปด้วยกันได้ดีกับกุ้งชุบแป้งทอดบางๆ และผัดเปรี้ยวหวานรสเด็ด       จานต่อมาคือ ข้าวน้ำพริกกะปิปลาสลิดผักต้ม (165 บาท) ข้าวกล้องหุงกับสมุนไพรไทยอย่าง ตะไคร้ และใบมะกรูด กินพร้อมกับน้ำพริกกะปิรสกลมกล่อม ที่เพิ่มความพิเศษด้วยการใส่เนื้อกุ้งลงไปด้วย ปลาสลิดทอดกรอบของท้องถิ่น ผักต้ม เสิร์ฟมาในปิ่นโตโบราณ 3 ชั้น แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมการกินอันเก่าแก่ของคนไทยในสมัยก่อน     ยังมี เสต็กปลาดอลลี่ (275 บาท) ปลาดอลลี่เนื้อนุ่มเด้งชิ้นโต ชุบแป้งทอด ทำให้ได้เนื้อที่กรอบนอกนุ่มใน กินไปกับซอสมะม่วงสุกหวานฉ่ำ รสเปรี้ยวอมหวาน ผสมผสานความครีมมี่ เข้ากันได้ดีจริงๆ     เครื่องดื่มแนะนำมี อัญชันนมสด (75 บาท) น้ำอัญชันจากสวนสีน้ำเงินเข้ม มิ๊กซ์ไปกับนมสด รวมเป็นรสชาติหวานละมุน และ Blue Passion Fruit (85 บาท) รสเปรี้ยวอมหวานชื่นใจนี้ได้มาจาก น้ำบลูฮาวาย และไซรัปเสาวรส นั่นเอง     ใกล้กรุงเทพฯ แค่นี้เห็นทีต้องมาเยือนอยู่เรื่อยๆ แล้ว  

ชุมชนท่าเตียนหลังวัดโพธิ์มีซอยเล็กซอยน้อยที่สมัยก่อนเป็นที่ตั้งของทั้งตึกแถวและโกดังเก็บสินค้าอยู่ติดกับริมแม่น้ำ เมื่อเวลาเปลี่ยนไปพื้นที่ทองคำแห่งนี้จึงปรับเป็นร้านอาหารและโรงแรมที่มีวิวหลักล้าน       “ชมอรุณ” ร้านริมน้ำของ คุณชัชวาล อรุณลาภ และ คุณตรีทิพยนิภา วิเศษผลิตผล ที่ปรับปรุงพื้นที่โกดังเก่าให้เป็นร้านอาหารที่มีดาดฟ้าโล่งมองเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาและวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหารได้อย่างชัดเจน เหมาะกับการมากินมื้อค่ำพร้อมชมพระอาทิตย์ตกดิน     เนื่องจากเป็นย่านชุมชนที่มีกลุ่มลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่นี่จึงเสิร์ฟอาหารไทยที่เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว เริ่มต้นด้วย ปลาสลิดทอดยำมะม่วง (200 บาท) จานเรียกน้ำย่อยที่ใช้ปลาสลิดทอดหอมกรอบรสเค็มกำลังดี เสิร์ฟพร้อมยำมะม่วงรสเปรี้ยว หวาน เผ็ด     ปลาหมึกไข่แดดเดียว (220 บาท) ปลาหมึกไข่สดๆ ทอดน้ำปลาตราสามกระต่ายของดีจากเมืองตราด  เนื้อปลาหมึกเด้งเหนียวนุ่มแทรกด้วยไข่ปลาหมึกเนื้อหนึบหนับ เสิร์ฟมาพร้อมน้ำจิ้มซีฟู๊ดรสจัดจ้านเปรี้ยวเผ็ดครบรส     มาถึงจานที่ถูกใจทั้งคนไทยและชาวต่างชาติอย่าง ผัดไทยกุ้ง (220 บาท) ใช้เส้นเล็กเหนียวนุ่มผัดกับซอสสูตรของร้านรสเปรี้ยวหวานกลมกล่อม อร่อยด้วยกุ้งตัวโตๆ สดหวาน     ส่วนใครที่ชอบรสจัดขึ้นมาอีกนิดลองสั่ง เส้นหมี่ผัดกระเฉดกุ้ง (240 บาท) เส้นหมี่ผัดกับผักกระเฉดยอดอ่อนๆ เคี้ยวมัน ใส่มันกุ้งสดให้สีสวย ปรุงรสมาอย่างดีทั้งเค็มเผ็ดนิดๆ กินอร่อย     อีกจานที่รสจัดจ้านไม่เบาคือ ขนมจีนน้ำยาปู (250 บาท)  เด่นที่เนื้อปูก้อนใหญ่สดแน่นเต็มคำ กับน้ำแกงข้นๆ รสเข้มข้นถึงเครื่อง กินคู่กับกับเส้นขนมจีนและผักเคียงที่จัดมาอย่างครบครัน ถูกใจคนชอบอาหารรสจัดแน่นอน     เมนูที่คนรักอาหารไทยต้องชอบคือ หลนปูหมูสับ (250 บาท) หลนเนื้อปูก้อนใหญ่หอมมันจากกะทิ กินคู่กับผัดสดชุดใหญ่     อย่าลืมสั่งเครื่องดื่มเย็นๆ อย่างม็อกเทลสีสวยมาจิบพร้อมชมวิวไปด้วย เราแนะนำ อรุณสวัสดิ์ (150 บาท) น้ำปั่นสีสวยทำจากลิ้นจี่ เสาวรสและน้ำเลมอน     อีกแก้วคือ ชมพันช์ (150 บาท) ที่ใช้น้ำสับปะรดผสมกับน้ำแอปเปิ้ล น้ำเลมอนและดอกอัญชันให้มีสีสวยรับกับวิวยามเย็น     เป็นอีกร้านที่ต้องอยู่ในลิสต์สำหรับร้านอร่อยวิวดีริมแม่น้ำ

หลังจากอร่อยแบบเดลิเวอรีกันมานาน ในที่สุด “บุญปาก” ร้านอาหารไทยแบบจานเดียว กินง่าย แต่อร่อยต้องลองสักครั้งในชีวิต (สมชื่อร้าน) ก็เปิดร้านเต็มรูปแบบให้เราได้นั่งกินแบบสะดวกสบายที่เซ็นทรัลเวิลด์       ที่สำคัญในช่วงเย็นที่นี่ยังเปลี่ยนเป็น O:T คลับสำหรับแฮงก์เอาต์สุดฮิปให้สายกินดื่มมาสังสรรค์กันได้อย่างต่อเนื่อง หรือถ้าอยากแจมกับสาวกเคป๊อปก็เขยิบไปที่ OverSeoul BKK สาขาใหม่ที่อยู่ข้างๆ ได้เช่นกัน       ทุกเมนูของที่นี่เป็นอาหารจานเดียวอร่อยจัดที่เหมาะอย่างยิ่งกับมื้อกลางวันของเหล่าหนุ่มสาวออฟฟิศ โดยเฉพาะกะเพราบุญปากไทยจีนเนื้อสับ ที่ผัดด้วยซอสสูตรลับรสเข้มข้นจัดจ้าน หรือถ้าอยากเพิ่มความพรีเมียมอีกนิด เราแนะนำกะเพราบุญหนักเนื้อวากิว ข้าวผัดกะเพราคลุกมาพร้อมเนื้อวากิวออสเตรเลียน เสิร์ฟพร้อมไข่ดาว รวมทั้งกะเพราโกโบริ เมนูเก๋ที่นำแกงกะหรี่และข้าวญี่ปุ่นมาผสมผสานกับกะเพราหมูสับแบบไทยๆ ท็อปด้วยไข่ออนเซ็น         ส่วนสายเส้นต้องลองเรือมงคลน้ำตกหมูชาชู ที่นำหมูชาชูและผักหวานมาช่วยเสริมความแปลกใหม่ หรือจะอร่อยแบบเฮลต์ตี้กับเมี่ยงปลาทู เสิร์ฟพร้อมผักเคียงชุดใหญ่ เส้นหมี่ขาวลวก และน้ำจิ้มสูตรเด็ด แต่ถ้ายังไม่อิ่มลองสั่งข้าวหมูแดงอั่งเปา ที่ใช้หมูแดงหมักและซูสวิดข้ามวันมาอบจนนุ่มเข้าเนื้อฉ่ำซอส กินกับซีอิ๊วบุญปากสูตรเฉพาะมาอีกสักจาน         อย่าลืมเพิ่มความสดชื่นด้วยเครื่องดื่มสีสวย อาทิ นูน่า พันช์ น้ำพันช์สีสวย, โอปป้า บ๊วย เปรี้ยวหวานเค็มครบรส, อาจุมม่า Drink หอมกลิ่นน้ำยาอุทัยทิพย์ และ Passion ซาราง สำหรับคนชอบเสาวรส....บอกเลยว่าอร่อยลงตัวกับทุกเมนู        

ถนนสาทรแหล่งรวมร้านอาหารไทยระดับแนวหน้าที่ล่าสุดได้ต้อนรับร้านน้องใหม่ที่ไม่ใช่มือใหม่ในถนนสายอาหารไทย แต่ประสบความสำเร็จมาจากร้านอาหารอินเดีย Al Saray และร้านอาหารฝรั่งเศส Brasserie 9 ที่หลายคนยกนิ้วให้ ก่อนแตกไลน์สู่ “เรือนนพเก้า” ร้านอาหารไทยที่ชูเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมการกินแบบไทยโบราณไว้อย่างครบเครื่องถึงรสในบรรยากาศนั่งสบายสไตล์โมเดิร์น           เชฟปิ๊ก-คณิน สินพันธ์ แนะนำให้เริ่มที่ 9 เมนูห้ามพลาดซึ่งเปรียบดังสัญลักษณ์ของร้าน ได้แก่  ขนมเบื้องสุโขทัย สูตรประจำบ้านของนายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ แป้งบางกรอบสอดไส้แน่นๆ เคี้ยวกรุบกรอบเข้ากันทั้งแป้งและถั่วงอก ตัดรสด้วยอาจาดรสเปรี้ยวอมหวาน     กุ้งซ่อนกลิ่น สูตรของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ที่นำกุ้งแม่น้ำมาเคล้ากับน้ำมะนาว หรือคนโบราณเรียกว่าทำน้ำสะเออะกุ้ง จากนั้นเคี่ยวกับมันกุ้งจนสุก ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำมะนาว น้ำตาล ยำกับหอมแดงซอย กระเทียมดองซอย พริกชี้ฟ้า ถั่วลิสง และส้มซ่า ใส่ข้าวตังเพิ่มความกรุบอร่อยและกลีบกุหลาบมอญกลิ่นหอมจรุงใจ     ต่อด้วยแกงนพเก้า แกงชื่อมงคลที่มีส่วนผสมของผัก 9 ชนิด หน่อไม้ ถั่วฝักยาว แตงกวา ผักบุ้งไทย มะเขือยาว พริกหยวก ชะอม สะตอ ยอดข้าวโพดอ่อน เคี่ยวในน้ำกะทิจนเข้มข้นเข้าเนื้อ หอมกลิ่นสมุนไพรทุกครั้งที่ตักเข้าปาก     หมี่กรอบพระพุทธเจ้าหลวง อาหารทรงโปรดในรัชกาลที่ 5 ซึ่งเชฟได้สูตรจากต้นตระกูลบุนนาค ปรุงรสกำลังดี เส้นกรอบ แกงจืดลูกรอก ลูกรอกเนื้อเนียนละลายในปากกับน้ำซุปหอมๆ ช่วยให้คล่องคอและเจริญอาหารยิ่งขึ้น กะปิคั่วผักสด ครบรสต้องยกให้เมนูนี้ กินเคียงกับผักสดกรอบ อร่อยและดีต่อสุขภาพ ข้าวคลุกรัชกาลที่ 6 คล้ายข้าวผัดน้ำพริกลงเรือ แตกต่างกันที่นำข้าวไปผัดกับน้ำพริกเผา ไข่แดงเค็ม และน้ำมันหมู เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงหลายชนิด     ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยของหวาน ขนมโคน้ำกะทิ ขนมพื้นถิ่นภาคใต้รสชาติหวานหอมที่ดัดแปลงให้ทันสมัยและชวนกินมากขึ้น และทองโบราณ ขนมหวานตำรับท้าวทองกีบม้า     9 เมนูที่สุดของความสุนทรีแห่งรสชาติที่ควรลองให้ครบ

กลับมาเปิดบริการเต็มรูปแบบให้คุณได้อิ่มอร่อยกันอีกครั้งกับห้องอาหาร มาร์เก็ต คาเฟ่ แห่งโรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท สุดหรู สายกินเตรียมท้องไว้สำหรับโปรโมชั่น ปูสมุทร x กุ้งคงคา กันได้เลย บุฟเฟต์ซีฟู้ดสดๆ ที่รังสรรค์เป็นอาหารไทยหลากสไตล์ มีทั้งสูตรโบราณและแบบผสมผสาน ผ่านการปรุงจากเชฟวุฒิ - พลวุฒิ เพชรแหน หัวหน้าเชฟอาหารไทย ผู้คร่ำหวอดในแวดวงอาหารไทยมานาน         ใครที่เลิฟกุ้งเป็นชีวิตจิตใจเราแนะนำให้เลือกโปร “บุฟเฟต์กุ้งแม่น้ำ” ที่จ่ายในราคาน่ารักๆ 1,099++ บาท ต่อท่าน ว่าแล้วก็หยิบจานท่องไลน์บุฟเฟ่ต์กันเลยดีกว่า เรียกน้ำย่อยด้วย ปีกไก่ทอดแจ่ว แอพพิไทเซอร์จานเด่นที่ใครมาก็ต้องลิ้มลอง ปีกไก่ทอดร้อนจี๋สไตล์เกาหลี จนทำให้ได้เนื้อที่กรอบนอก ฉ่ำใน ราดด้วยน้ำจิ้มแจ่วรสเด็ด หวานหอมพร้อมกิน     ยำส้มโอกุ้งสด จานนี้ก็น่าชิม เนื่องจากเป็นสูตรโบราณหารับประทานยาก เนื้อส้มโอ กุ้ง กุ้งแห้ง และสมุนไพรไทยต่างๆ คลุกเคล้ากับน้ำยำรสเปรี้ยวอมหวาน กระตุ้นต่อมรับรสได้ดี     ยังมี รวมมิตรสามสหาย ที่รวมเอาความอร่อยของ ปีกไก่ทอดแจ่ว คาลามารี (ปลาหมึกทอด) และ คอหมูทอดงาหอมหอม มาไว้ในจานเดียวกัน     หนักท้องกันอีกสักนิดกับเมนู เส้นใหญ่ผัดกะปิ เส้นใหญ่ที่คุ้นเคย ผัดกับกุ้งเนื้อหวาน ถั่วฝักยาวหั่นชิ้นพอดี และกะปิชั้นดีรสเค็มละมุน ก่อนกินให้บีบมะนาวซีกเล็กน้อย อร่อยโดนใจ     ข้าวผัดมันกุ้ง จานนี้ที่เราเลิฟ ข้าวหอมมะลิคุณภาพชั้นยอด ผัดพร้อมกับมันกุ้งรสกลมกล่อมฟินๆ กุ้งตัวใหญ่ และใส่ไข่กุ้งกรุบๆ มาเพิ่มสัมผัสสนุกๆ อีกด้วย     หากอยากได้น้ำแกงร้อนๆ ต้องลอง ต้มส้มปลากะพง สูตรโบราณ รสเปรี้ยวละมุนอมหวานเล็กๆ กรุ่นไปด้วยกลิ่นสมุนไพรไทย เนื้อปลากะพงสดหวานธรรมชาติ รสชาติดีอย่าบอกใครเชียว     มาทางด้านซีฟู้ดกันบ้าง เราขอเปิดด้วยเมนู กุ้งแม่น้ำเผา กุ้งแม่น้ำที่ผ่าครึ่งมาให้หม่ำง่ายๆ ย่างจนหอมฉุย เห็นมันกุ้งสีส้มเยิ้มๆ แล้วชวนให้น้ำลายสอเสียนี่กระไร เนื้อกุ้งก็ใช่ย่อย หวานนุ่ม หอมกรุ่นไม่แพ้กัน กินคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บ สุดฟินไปเลย     กุ้งทอดกระเทียมพริกไทย หอมกลิ่นพริกไทย กระเทียม ผสานไปกับเนื้อนุ่มของกุ้งแม่น้ำตัวโต ยังมี ปลาหมึกนึ่งมะนาวสูตรเด็ด ปลาหมึกเนื้อนุ่มหนึบหั่นเป็นแว่นๆ กินง่าย ได้รสชาติน้ำนึ่งมะนาวครบรสทั้ง เปรี้ยว เผ็ด เค็ม และหวาน     เอาใจคนรักเมนูปลาด้วย ปลากะพงทอดน้ำปลา ที่เชฟแยกหนังกับเนื้อ และนำไปทอดจนกรอบ ให้เราได้กินอร่อยทั้ง 2 แบบ เสิร์ฟพร้อมยำมะม่วง รสหวานอมเปรี้ยว และ ปลาเก๋าราดพริก ปลาเก๋าเนื้อสดเด้ง ทอดแบบน้ำมันท่วมแต่ไม่อมน้ำมัน คลุกเคล้ากับซอสสูตรพิเศษรสหวาน     สำหรับคนที่เลือก “บุฟเฟ่ต์กุ้งแม่น้ำและปู” (1699++ บาท ต่อท่าน) จะได้เลือกอิ่มอร่อยไปกับเมนูปูทะเลเพิ่มอีกด้วย อาทิ ปูทะเลผัดผงกะหรี่ ปูทะเลเนื้อแน่นๆ ตัวใหญ่ ผัดคลุกเคล้ากับซอสผงกะหรี่ รสครีมมี่เล็กๆ เค็มละมุน แกมหวานหน่อยๆ รวมกันเป็นรสชาติที่กลมกล่อม หอมกลิ่นผงกะหรี่     ปูม้านึ่ง จานนี้กินสะดวก เพราะเชฟแกะมาให้แล้ว จิ้มกับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ด ที่ไม่เผ็ดจนเกินไป     เผื่อท้องไว้สำหรับของหวานอย่าง ข้าวเหนียวมะม่วง มะม่วงน้ำดอกไม้หวานฉ่ำ หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ กินกับข้าวเหนียวมูลราดน้ำกะทิ และ ไอศกรีมทรงเครื่อง ไอศกรีมรวมมิตรกะทิสด หวานมัน กินกับเครื่องเคราต่างๆ อาทิ ลูกชิด มันเชื่อม  สุดสดชื่น     จะมาอร่อยในมื้อกลางวัน หรือดินเนอร์ยามค่ำคืนก็ย่อมได้ ขอเพียงไม่ลืมจองโต๊ะล่วงหน้าเท่านั้นพอ

“ครัวช้อนทอง” ร้านอาหารไทย ซีฟู้ด ที่ตั้งอยู่ในอำเภอพระสมุทรเจดีย์ แห่งจังหวัดสมุทรปราการ เจ้าของร้านคือ คุณโจ้ ดร.พิเชษฐ ยังตรง อาจารย์สอนเศรษฐศาสตร์ที่ใช้ช่วงเวลาของการเกษียณมาเปิดร้านอาหารรสเลิศ ซึ่งได้รับสูตรความอร่อยมาจากคุณแม่และคุณยาย (เจ้าของร้านศรทอง) มาครบทุกระเบียบนิ้ว ทั้งเรื่องการเลือกวัตถุดิบ และเคล็ดลับการปรุงอาหารต่างๆ เรียกได้ว่ารสชาติดีไม่แพ้ที่ใดเลย     บวกกับบรรยากาศร้านที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้คนอยากมานั่งรับประทานมากขึ้น น้ำคลองธรรมชาติที่อยู่ด้านหลังนอกจากจะให้ทิวทัศน์ที่สวยงามแล้ว ยังช่วยคลายร้อนและให้ความรู้สึกที่เย็นสบาย แมกไม้สีเขียวขจีรอบๆ ช่วยสร้างความร่มรื่น ทั้งยังมีลมโกรกตลอดวัน  ถึงแม้ว่าภายในร้านนั้นจะไร้เครื่องปรับอากาศแต่ก็ไม่ร้อนระอุอบอ้าวแต่อย่างใด       เริ่มชิมจาก ลาบปลากะพง ปลากะพงเนื้อหวาน ทอดจนเป็นสีเหลืองทอง จนได้เนื้อที่กรอบนอกนุ่มใน หอมฟุ้งมาแต่ไกล ราดด้วยน้ำยำสูตรพิเศษของทางร้าน รสเปรี้ยวแกมเผ็ดเล็กๆ ได้กลิ่นข้าวคั่วชัดเจน     กุ้งทอดซอสมะขาม หนึ่งในสุดป๊อปของที่ร้าน กุ้งแชบ๊วยตัวโต๊โต เนื้อแน่น ชุบแป้งทอดจนเป็นสีเหลืองทอง เข้ากันดีกับซอสมะขาม ซึ่งเป็นสูตรจากคุณแม่ของคุณโจ้ (เจ้าของร้าน) มีความพิเศษอยู่ที่ใส่เก๋ากี้ งา และน้ำมันงาลงไป ทำให้นอกจากจะได้อร่อยครบรสแล้ว ยังได้สุขภาพและกลิ่นหอมๆ ของสมุนไพรจีนอีกด้วย     และ ข้าวผัดปู เป็นเมนูที่ทุกโต๊ะต้องสั่ง ข้าวผัดหอมกรุ่นกลิ่นกระทะ ผัดจนแห้งทำให้กินอร่อย เพลินไปกับเนื้อปูก้อนใหญ่ๆ จุใจคนรักซีฟู้ด     ชามนี้ก็น่าสนใจ ต้มข่าทะเล ที่อัดแน่นไปด้วยซีฟู้ดสดใหม่แน่นๆ อย่าง ปลากะพง กุ้ง และปลาหมึก อยู่ในน้ำแกงต้มข่ารสกลมกล่อม ได้ความหอมมันจากหัวกะทิสด สุดละมุน ซดร้อนๆ คล่องคอดี     อย่าลืมสั่ง ห่อหมกหอย เมนูซิกเนเจอร์ของที่ร้าน หอยแมลงภู่เนื้อหนึบหนับที่เรารัก ถูกซุกซ่อนอยู่ในเครื่องแกงห่อหมกรสเข้มข้น หอมกลิ่นเครื่องแกง กินคู่กับข้าวสวยร้อนๆ สุดเข้ากัน     รสชาติดีแบบนี้คราวหน้าต้องแวะมาหม่ำใหม่ซะแล้ว  

ใครที่เป็นสาวก “ชูครีม” ต้องไม่พลาดลองลิ้มรสความอร่อยจากร้านชูครีมน้องใหม่ Cchou Chouu ที่โดดเด่นด้วยท้อปปิ้งโครคองต์ (Croquant) กรุบกรอบ และไส้แน่นๆ สุดครีมมี่ ซึ่งเจ้าของร้านสาวน้อยผู้สดใส “ถิงถิง - ณัชชา แซ่โง้ว” ตั้งใจคิดสูตรอย่างพิถีพิถัน       สาวน้อยคนนี้อยู่ในเส้นทางของคนทำอาหารมาโดยตลอด แถมมีดีกรีคว้ารางวัลต่างๆ จากการแข่งขันทำอาหารในระดับโลกมาแล้วมากมาย อาทิ The Best Ultimate Junior Chef Award 2016, รางวัลเหรียญเงินในสาขา Cooking และรางวัล The Best of Nation จาก WorldSkills Abu Dhabi 2017 และรางวัลเหรียญเงินจาก Bocuse d’Or Asia-Pacific 2018 และ Candidate of Bucuse d’Or finale 2019 เมื่อจบการศึกษาจากวิทยาลัยดุสิตเธอได้ไปศึกษาต่อที่ Ecole Nationale Supérieure de Pâtisserie ประเทศฝรั่งเศสและทำงานเก็บประสบการณ์อีกเกือบปี และคงจะนานกว่านี้หากไม่เกิดสถานการณ์โควิด-19 ขึ้นทั่วโลกเสียก่อน     ตอนที่กลับมาประเทศไทยใหม่ๆ เธอคิดอยากทำขนมสไตล์ฝรั่งเศสหลายตัวที่ตนเองชื่นชอบให้ผู้บริโภคชาวไทยได้ลิ้มลอง แต่ได้เชฟที่ปรึกษาที่ช่วยเทรนให้ตั้งแต่สมัยแข่งขันในรายการต่างๆ แนะนำว่าเลือกขนมที่สร้างความคุ้นเคยได้ง่ายๆ ก่อนจะดีกว่า จึงมาลงตัวที่ชูครีม         ชูครีมของ Cchou Chouu มอบความเพลิดเพลินให้คนกินในทุกคำด้วยแป้งเนื้อบางสอดไส้แน่นล้นทะลัก ตัวไส้มีรสอร่อยกลมกล่อม นุ่มเบา และหวานน้อยดีต่อใจมากๆ ทางร้านเพิ่มเอกลักษณ์ให้แป้งชูว์ด้วยท้อปปิ้งโครคองต์ทำจากถั่วอัลมอนด์ เมื่อนำไปอบแล้วจะช่วยเพิ่มสัมผัสกรุบกรอบให้กับผิวด้านนอก ทั้งยังให้รสเค็มๆ มันๆ มาตัดกับความหวานละมุนและนุ่มนวลของไส้ครีมอย่างลงตัว แถมมีกลิ่นหอมของถั่วอัลมอนด์ชวนกิน แม้จะเก็บในตู้เย็นก็ยังรักษาความกรอบไว้ได้อยู่ มี 3 รสชาติ ได้แก่ Choux Vanilla Custard ที่เบสของครีมมาจากคัสตาร์ด ใส่วานิลลาแท้เน้นๆ แบบจัดเต็ม Choux Chocolate ช็อกโกแลตเข้มข้นผสานครีมคัสตาร์ดสุดครีมมี่ และ Choux Brûlée ท็อปด้วยคัสตาร์ดวานิลลา มีลูกเล่นด้วยการเผาน้ำตาลเคลือบผิวหน้าของขนม ซึ่งณัชชานำเทคนิคการทำบรูเล่มาใช้กับชูครีมเป็นรสชาติใหม่ที่น่าลอง ชูครีมทุกรสสามารถจัดใส่กล่องแบบคละรสได้ (4 ชิ้น 200 บาท)           นอกจากนี้ยังมีขนมฝรั่งเศสชิ้นพอดีคำอย่าง ชูเกต (Chouquette) ชูว์ชิ้นจิ๋วด้านในกลวง หยิบกินเพลินมากๆ (80 บาท) หรือจะสั่งแบบเป็นเซ็ตที่เพิ่มซอสดิปมากินคู่กันก็ได้ (100 บาท) มีดิปกระปุกใหญ่รสช็อกโกแลตสุดเข้มข้น และซอลต์เต็ด คาราเมลหวานมันให้เลือก และเมนูน้องใหม่ คุกกี้ดาควอส (Dacquoise) หรือคุกกี้ไข่ขาวเนื้อสัมผัสนิ่มๆ คล้ายเค้ก มี 2 ไส้ให้เลือกคือ เอิร์ลเกรย์ และช็อกโกแลต เฮเซลนัต (140 บาท)             ตอนนี้ทางร้านยังเปิดให้สั่งได้ทาง Line@, Instagram และ Facebook ของร้านเท่านั้น โดยมีรอบส่งทุกวันจันทร์และวันศุกร์ แต่ในอนาคตอาจจะมีหน้าร้านก็ได้นะ ต้องติดตามกันให้ดีๆ

เรียกเสียงฮือฮาได้ตั้งแต่ชื่อร้านเลยทีเดียว สำหรับ “ผงชูรส” ร้านอาหารไทย-อีสานเปิดใหม่ในซอยสีลม 3 ของคุณส้ม เจ้าของร้านที่แพ้ผงชูรส แต่ปลื้มปริ่มกับรสชาติอันแซ่บและนัวของอาหารอีสานเหลือเกิน จึงเป็นที่มาของการเปิดร้านแบบปราศจากผงชูรส พร้อมกับประโยคหน้าร้านที่ว่า “เธอคือแรงบันดาลใจ” ซึ่งหมายถึงผงชูรสนั่นเอง       ที่ร้านออกแบบได้เก๋น่านั่งในสไตล์คาเฟ่ โปร่งโล่งนั่งสบาย ตอบโจทย์หนุ่มสาวออฟฟิศฝั่งสีลม (โลโก้ร้านชนะใจที่สุด) และที่เราชอบมากคือการแทรกคำพูดสนุกๆ ที่อ่านแล้วต้องยิ้มตามทั้งบนประตู ที่พื้น หรือแม้แต่ในเล่มเมนูที่อ่านแล้วเดาได้ไม่ยากว่าเจ้าของร้านมีพรสวรรค์ในการเล่าเรื่องได้เก่งกาจคนหนึ่งเลยทีเดียว       ความนัวที่ได้นั้นล้วนมาจากเครื่องปรุงที่คัดสรรมาอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นน้ำปลาร้าสูตรเด็ดที่ต้มใส่สมุนไพร เครื่องเทศ ยอดกระถินลดคาวและเพิ่มรส ส่วนกะปิก็ต้องมาจากระนอง กลิ่นหอมและรสไม่เค็มโดด ยังให้ความข้นคลั่ก กินอร่อย รวมถึงพริกสด พริกแห้ง มะเขือเทศ หรือแม้แต่รสฝาดของมะกอกก็ช่วยทำให้ทุกจานมีรสนัวได้แบบไม่ต้องง้อผงชูรส กลายมาเป็นเมนูเด็ดอย่างข้าวปุ้นซาวน้ำปลาแดกกากหมู แซบมาก เส้นขนมจีนคลุกเคล้ากับน้ำปลาร้า ใส่กะปิ กระเทียมดอง แค่ได้กลิ่นก็เผลอกลืนน้ำลาย โรยด้วยเม็ดกระถิน ชะอม และขาดไม่ได้คือกากหมูกรอบทอดใหม่ เสิร์ฟพร้อมไข่ทรงเครื่องเข้ากัน       ต้มแซ่บแห้งเอ็นตุ๋นเนื้อสามชั้นตุ๋น ไม่ใช่ต้มแซ่บธรรมดาแต่ทำแบบน้ำขลุกขลิกให้เราได้ปั้นข้าวเหนียวลงไปจิ้มได้ ส่วนเนื้อก็ตุ๋นจนนุ่มอร่อย แล้วเบรกเผ็ดด้วยปีกไก่ทอดผงชูรส  ปีกไก่ทอดร้อนๆ ชิ้นอวบ ทีเด็ดคือโรยด้วยผงปรุงรสโฮมเมดของทางร้านที่มีส่วนผสมของยี่หร่า พริกไทย และน้ำตาล รสออกหวานนิดๆ       หรือจะลองข้าวผัดกะปิปลาทูสามเหม็น ด้วยความที่คุณส้มเป็นคนแม่กลองที่คุ้นเคยและถนัดเรื่องกะปิเป็นอย่างดี จึงจับเมนูผัดสามเหม็นที่กินมาตั้งแต่เด็กมาพลิกแพลงให้เป็นข้าวผัด ใส่เนื้อปลาทู สะตอ กะปิ ชะอม ลงไปเสียเลย อร่อยแบบอิ่มท้อง ปิดท้ายด้วย ตำอะโวคาโดไข่แดงเค็มหมี่กรอบ ความมันของอะโวคาโดและไข่แดงเค็มเข้ากันกับน้ำตำไทยรสเปรี้ยวหวาน โรยหน้าด้วยหมี่กรอบเพิ่มความสนุกในทุกคำ       พิสูจน์แล้วว่าอร่อยได้แบบไม่ใส่ผงชูรสเลยจริงๆ

จะมีสักกี่ร้านที่ให้อารมณ์เหมือนถูกปลุกจากเตียงนอนในตอนเช้า ด้วยกลิ่นหอมๆ ของกับข้าวฝีมือแม่อย่างร้านบ้านนวล ร้านอาหารไทยในบ้านไม้หลังเล็กที่ให้ความรู้สึกของคำว่า “บ้าน” มากกว่า “ร้านอาหาร” จากฝีมือของ 2 พี่น้องที่คลุกคลีอยู่ในครัวกับคุณแม่และพี่ป้าน้าอามาตั้งแต่เล็ก และอยากให้เราเรียกพวกเขาว่า “คนครัว” มากกว่า “เชฟ” สื่อถึงความเรียบง่ายที่นำสูตรของบ้านมาปรุงด้วยความรัก เพื่อให้คนที่รักได้กิน     เห็นร้านดูเรียบๆ แต่คนเข้าคิวจองเพียบนานเป็นเดือนๆ กระทั่งสร้างปรากฏการณ์ไวรัลในโซเชียลว่าเป็นร้านจองยากที่สุดร้านหนึ่งในประเทศ ไม่เพียงคนไทยที่อยากลิ้มรสประสบการณ์แห่งรสชาติยังมีชาวต่างชาติที่พยายามจองคิวร้านให้ได้ก่อนจองตั๋วเครื่องบินเสียอีก ได้ยินแบบนี้ทำเอาเราและสายกินทั้งหลายตื่นเต้นต้องรีบตามมาพิสูจน์ว่ารสชาติจะน่าทึ่งสมคำร่ำลือหรือไม่ (แต่ต้องตามคิวนะจ๊ะ)       จานแรกจากเมนูโปรดของพ่อข้าวผัดกากหมู เมนูเรียบง่ายที่พ่อตั้งใจปรุงให้ลูกกิน ใช้กากหมูเจียวใหม่ผัดกับข้าวหอมมะลิเรียงเมล็ดสวย เวลากินเหยาะน้ำปลาพริกนิดหน่อย อร่อยจนเผลอนึกถึงตอนที่พ่อเราก็เคยผัดให้กินเหมือนกัน (ซึ้ง)     ก้านคะน้าผัดปลาเค็ม  คะน้าก้านอ่อน กรุบกรอบกำลังกิน ผัดกับปลาอินทรีย์เค็มทอด รสชาตินัวเค็ม ยกให้เป็นสุดยอดเมนูกระตุ้นความหิวประจำร้านได้เลย     กุ้งทอดเกลือ กุ้งแม่น้ำคั่วในน้ำมันร้อนๆ พอใกล้จบตบท้ายด้วยกระเทียม รอให้กลิ่นหอมฟุ้งค่อยตักขึ้นพร้อมกัน เนื้อกุ้งเคี้ยวสู้ฟัน ส่วนน้ำมันกระเทียมเจียวถือเป็นไฮไลท์ที่ใครต่อใครต้องยื้อแย่งกันตักคลุกข้าวกิน นอกจากนี้ยังมีกุ้งผัดมันกุ้ง น้ำขลุกขลิกรสชาติเค็มมันที่สั่งมากินเมื่อไหร่ก็ไม่ผิดหวัง     ต่อด้วยเมนูโบร่ำโบราณหากินยาก หลนเนื้อเค็ม หรือเนื้อเค็มต้มกะทิ เนื้อเค็มทอดเคี้ยวกรึบๆ มันๆ เข้ากันดีกับน้ำแกงเข้มข้นรสกลมกล่อม     คอหมูย่าง เป็นเมนูที่มีเฉพาะมื้อเย็นเพราะหมูสูตรไม่ลับฉบับคุณแม่ต้องใช้เวลาในการหมักให้ซึมลึกถึงเนื้อใน แต่ใครได้กินไม่มีคำว่าผิดหวัง แนะนำสั่งให้เพียงพอ เพราะหมดแล้วหมดเลยสั่งเพิ่มไม่ได้นะจ๊ะ     ปิดท้ายที่ลาบทอด ลาบหมูรสจัดจ้าน ปั้นแล้วทอดร้อนๆ จะบีบมะนาวเสริมรสชาติอีกนิดก็ได้ แต่สำหรับเรากินแบบนี้ก็อร่อยแล้ว     เสน่ห์ของบ้านนวลคือความเรียบง่ายและพอเพียง ด้วยความที่ร้านเล็กทำให้ต้องแบ่งเป็น 2 รอบคือรอบกลางวันและรอบเย็น โดยเปิดให้จองเวลาและสั่งอาหารล่วงหน้า จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมบ้านนวลถึงติดอันดับร้านที่จองยากที่สุดในเวลานี้   แต่ถ้าอยากสัมผัสประสบการณ์ดีๆ เราว่าคุ้มค่าการรอคอย!   อ่านเพิ่มเติม : “บ้านนวล” ปรากฏการณ์ไวรัลร้านจองยากที่ใครก็อยากลอง

หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ “Seefah (สีฟ้า)” ร้านอาหารไทยสูตรดั้งเดิมที่ครองใจผู้คนในทุกยุคทุกสมัยตลอด 80 ปีที่ผ่านมา และรสมือที่เป็นเอกลักษณ์นี้เอง ทำให้วันนี้เรามาอยู่ที่ BlueSpice Dining Room @Grande Centre Point Sukhumvit 55  ห้องอาหารในเครือ Seefah (สีฟ้า) กับบุฟเฟต์ข้าวต้มโต้รุ่งเจ้าเดียวในย่านทองหล่อ     เรียกได้ว่า BlueSpice Dining Room เสิร์ฟทั้งความอร่อยและความสะดวกสบายเอาอกเอาใจเราเหลือเกิน ไม่บ่อยนักที่เราจะมีโอกาสได้ชิมข้าวต้มระดับพรีเมียมจากห้องอาหารดัง ยิ่งเปิดให้อิ่มฟินไม่อั้นในราคาเบาๆ แค่ 390 บาท/คน ไม่มีบวกเพิ่ม ไม่จำกัดเวลา นั่งยาวๆ กันตั้งแต่ 5 โมงเย็นจนถึงตี 2 โต้รุ่งกันขนาดนี้ จะไม่ลองยังไงไหว     เริ่มต้นด้วยตัวเอกของเราอย่าง “ข้าวต้ม” ที่มีให้เลือกถึง 3 แบบ 3 สไตล์ ทั้งข้าวต้มเผือก ข้าวต้มข้าวกล้อง และข้าวต้มธรรมดาที่ทำจากข้าวหอมมะลิ ใครชอบข้าวต้มเนื้อเนียนแนะนำข้าวต้มธรรมดาค่ะ ส่วนใครชอบข้าวที่มีความกรุบเล็กน้อย ข้าวต้มข้าวกล้องถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเลย แต่ถ้าใครอยากได้ความหอมมัน ข้าวต้มเผือกไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน     มีข้าวต้มแล้วจะขาดเครื่องเคียงคงไม่ได้ ไลน์บุฟเฟต์ของที่นี่มีให้เลือกทั้งเครื่องเคียงสูตรดั้งเดิมอย่างถั่วทอด ไข่เยี่ยวม้า ผักดอง กุ้งแห้ง ไชโป๊ผัดไข่ และอื่นๆ รวมไปถึงเมนูอาหารไทยหลากรสชาติที่เราอยากให้ลิ้มลองคู่กับข้าวต้มร้อนๆ ไม่ว่าจะเป็น “ขาหมูพะโล้” ขาหมูหมักเครื่องพะโล้จนหอม เนื้อนุ่มแทบละลายในปาก หรือจะลอง “พะโล้หมูสามชั้น” เมนูเอาใจเด็กอ้วนอย่างเรา จะพะโล้แบบไหนก็ดีงามไม่แพ้กันค่ะ         อีกหนึ่งเมนูที่เราเลิฟมาก นั่นก็คือ “เห็ดทอด” ของว่างสุดชิคที่ดีงามสุดๆ เราสามารถเลือกเห็ดที่ชอบจากเคาน์เตอร์บาร์ให้เชฟทอดใหม่ร้อนๆ (มีให้เลือกทั้งเห็ดฟาง เห็ดเข็มทอง เห็ดออรินจิ และเห็ดหลินดำ) ชุปแป้งกรอบๆ โรยเกลือนิดๆ อร่อยเพลินจนเกือบลืมมื้อหลักไปเลย     นอกจากนี้ยังมีเมนูอร่อยให้เลือกชิมอีกกว่า 20 เมนู อาทิเช่น ปลาผัดเต้าซี่ กะเพราหมูสับ ต้มจับฉ่าย กุยช่ายขาวผัดเต้าหู้ รวมไปถึงเมนู DIY ที่ให้เราได้มิกซ์แอนด์แมตช์ได้เอง ไม่ว่าจะเป็น “ผัดผักรวมมิตร” อาหารไทยธรรมดารสอร่อยไม่ธรรมดาที่สามารถหยิบผักชนิดต่างๆ มามิกซ์กับหมูกรอบ เต้าหู้ หรือปลาเค็ม  และ “ยำรวมมิตร” จะเลือกเครื่องยำตามใจชอบแล้วมาคลุกเคล้าน้ำยำรสแซ่บด้วยตัวเอง หรือเลือกชิมแบบปรุงสำเร็จก็อร่อยไม่แพ้กัน นอกจากนี้ยังมีอาหารจานเดียวให้ชิมอย่างกุ้งอบวุ้นเส้น โจ๊กไข่เยี่ยวม้า กวยจั๊บหมูกรอบ อีกด้วย       มาดูไลน์ของหวานกันบ้าง เมนูที่อยากแนะนำคือ “ขนมปังนึ่งสังขยา” เราชอบทั้งสังขยาใบเตยและสังขยาชาเย็น ด้วยสูตรเฉพาะของสีฟ้า บอกเลยว่าหอมหวานกลมกล่อมอร่อยละมุนสุดๆ ส่วนใครชอบน้ำแข็งไสเราขอเชียร์ให้มาฟินกับท็อปปิงกว่า 30 ชนิดของที่นี่ เลือกราดได้ทั้งน้ำเชื่อม น้ำกะทิ น้ำแดง และนมข้นหวาน หรือจะโปะด้วยไอศกรีมกะทิสูตรของสีฟ้าก็ไม่ว่ากัน         ดังสโลแกนที่ว่า “อย่าลืมสีฟ้า เวลาหิว” เราขอเพิ่มอีกให้อีกหนึ่งประโยคว่า “อย่าลืม BlueSpice เวลาหิวตอนดึกๆ”  นะคะ

ไม่รู้ทำไมเวลาใครพูดถึงอาหารไทยรสเผ็ดร้อนทีไร เรามักนึกถึงอาหารใต้ทุกที อาจเป็นเพราะพักหลังมานี้ชอบกินรสจัดขึ้นกว่าแต่ก่อน เลยรู้สึกว่าอาหารใต้ตอบโจทย์คนชอบกินข้าวแกงแบบเราดี     จะว่าไปอาหารใต้ในเมืองกรุงเริ่มหาได้ง่ายขึ้นกว่าเก่า อยากลองแกงใต้ของจังหวัดอะไรก็ไม่ต้องเดินทางไกล เสิร์ชใน Google แป๊บเดียวก็ได้กิน อย่างร้านยุ้งข้าวหอม อาหารใต้จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ขอบอกเลยว่านอกจากทีเด็ดจะอยู่ที่วัตถุดิบและเครื่องปรุงส่งตรงจากถิ่นฐานแล้ว ยังเผ็ดสะใจด้วยพริกแกงโขลกเองรสร้อนแรง ต้นตำรับจากร้านข้าวหอม ที่เป็นร้านดังประจำเกาะสมุย เราแว่วมาว่ากว่าคุณบอลและหุ้นส่วนจะได้สูตรจากป้าเล็ก เจ้าของร้านข้าวหอมมาให้เรานั่งกินสบายๆ ที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฉะนั้นมื้อนี้ก็เลยจัดเต็มให้ครบสูตรกันไปเลย                 ยุ้งข้าวหอมตกแต่งให้อารมณ์เหมือนนั่งกินข้าวอยู่ในร้านอาหารพื้นถิ่นริมทะเล ทั้งโต๊ะไม้ โคมไฟไม้สานจำลองที่จับปลาผ้าบาติกบนผนัง หรือแม้กระทั่งลายของจานชาม ยิ่งเสิร์ฟด้วยเมนูพื้นบ้านแบบนี้ด้วยแล้วยิ่งเข้ากันมาก จานแรกเราอยากแนะนำ แกงคั่วหอยขม เมนูธรรมดาที่ไม่ธรรมดาตรงใช้หอยขมทะเล เวลาเคี้ยวจะหนุบๆ หน่อย กินกับข้าวสวยร้อนๆ แล้วเข้ากัน หรือใครไม่ชอบหอยขมลองเปลี่ยนเป็นแกงปู ที่ใช้พริกแกงแบบเดียวกัน เพิ่มใบชะพลูให้หอมขึ้น กินแกล้มกับเส้นหมี่ลวกแล้วลงตัว                  ส่วนใครชอบรสของกะปิห้ามพลาดกุ้งผัดกะปิสะตอ เป็นสะตอเม็ดใหญ่จากยะลา ผัดกับกระเทียมดอง กุ้งสด และกะปิรสนวลกลิ่นไม่แรงมากที่ป้าเล็กทำเอง น้ำพริกกุ้งสดก็เป็นอีกเมนูที่เราชอบเหมือนกัน ปรุงแบบครบรส เผ็ดกำลังดี เสิร์ฟพร้อมกับผักลวกและผักสดหลายชนิดให้จิ้มกินกับน้ำพริกเพลินๆ       ส่วนอาหารภาคใต้ที่ขาดไม่ได้อีกเมนูคือแกงเหลืองปลาอินทรีใส่ยอดมะพร้าว รสจัดจ้านกินคู่กับปลาอินทรีเนื้อแน่นและใบเหลียงผัดไข่ ตักไปตรงไหนก็เจอแต่ยอดอ่อน กินเล่นๆ ก็อร่อยแล้ว สาวกอาหารใต้ต้องไปลอง  

Bombyx by Jim Thompson ฉีกแนวร้านอาหารในเครือจิมทอมป์สันทั้งหมดด้วยการแตกแนวคิดใหม่ Art & Cuisine ที่นำอาหารผสมผสานเข้ากับงานศิลปะ ผ่านเรื่องราวของผ้าที่ยังคงความเป็นจิมทอมสันป์อยู่ ส่วนตัวชายจุกเชื่อว่า “ผ้าไหม” เป็นจุดเริ่มต้นของจิมทอมป์สัน พอไปแอบถามมาก็ได้ความว่า “Bombyx Mori” เป็นอีกชื่อหนึ่งของ “ผีเสื้อไหม” ที่เปรียบกับวงจรชีวิตที่หมุนเวียนตลอด กลายเป็นที่มาของร้านอาหารแห่งนี้      ชายว่าถ้าเป็นร้านอาหารเฉยๆ บอมบิกซ์ก็คงเป็นเพียงร้านอาหารแห่งที่ 5 ของจิมฯ เท่านั้น แต่ที่นี่กลับเก๋ด้วยการสร้างเป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะของศิลปินชาวไทย ผลงานชิ้นแรกเป็นของศาสตราจารย์เกียรติคุณ อิทธิพล ตั้งโฉลก ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ ซึ่งนอกจากจะมีงานจิตรกรรมที่นำมาประดับเหมือนแกลเลอรีแล้ว ยังอาศัยผืนผ้าที่เพนท์ลวดลายคล้ายกัน พลิ้วไหวดูมีมิติสวยงาม ความดีงามคือหน้าตาของร้านจะหมุนเปลี่ยนไปเมื่อเปลี่ยนชิ้นงานใหม่     อาหารของเชฟไก่-พงษ์ศักดิ์ มิขุนทอง ก็เช่นกันที่ปรับหน้าตาของอาหารให้มีโทนสีสดใสจัดจ้านเหมือนผีเสื้อ ให้กลิ่นอายของอาหารตะวันตกแต่ยังคงรสไทย ซึ่งเชฟออกตัวว่าเน้นรสกลางๆ   เริ่มที่เมี่ยงทูน่ากระทงทอง ใช้แป้งเปาะเปี๊ยะบางกรอบกับทูน่าสดคลุกน้ำเมี่ยงที่ใส่ใบชะพลูให้พอมีกลิ่น ชายว่าติดหวานไปหน่อย แต่ก็มีความเป็นเมี่ยงคำดี กุ้งค็อกเทลกับยำตะไคร้ เชฟปรับจากกุ้งค็อกเทลแบบฝรั่งด้วยการนำเอายำตะไคร้มาเพิ่มความเป็นไทย ฟังดูธรรมดา แต่เชฟเพิ่มรสชาติให้กุ้งด้วยการนำไปลวกกับขึ้นฉ่ายและเครื่องต้มยำให้กุ้งมีรสชาติในตัวเอง ยำกับมะนาว หอมเจียว ตะไคร้ สะระแหน่ และมะพร้าวคั่ว        หลังจาก 2 จานแรกชายแนะนำให้สั่งข้าวสวยร้อนๆ มากินด้วย ปลากะพงย่างซอสเสาวรส ปลากะพงราดด้วยซอสที่ผสมจากเสาวรส น้ำมันมะกอก น้ำผึ้ง เกลือ และพริกไทย ตีออกมาคล้ายมาโยแต่ไม่ใส่ไข่ กินกับยำผักหวาน และแกงปูใบชะคราม ใช้พริกแกงตำเอง เปลี่ยนจากใบชะพลูที่กลิ่นแรงเป็นใบชะครามผสมชะอมสร้างกลิ่นรสใหม่ให้แกงปู ชายชอบวิธีคิดและพริกแกงที่รสจัด แต่ติดที่รสหวานนิดหน่อยที่กวนใจ         จุดเด่นยังอยู่ที่ค็อกเทลที่เข้ามาเพิ่มมิติใหม่ให้จิมทอมป์สัน ชายว่าดีแหละ อาหารไทยกับไวน์ก็ทำมาแล้ว เพิ่มค็อกเทลหน่อยจะเป็นอะไรไป Bombyx Elixer ที่หอมลาเวนเดอร์ ส่วน Cocoon เด่นที่กลิ่นกุหลาบ  

พอเอ่ยชื่อ "เอส แอนด์  พี" เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะร้านอาหารไทยและเบเกอรี่สุดอร่อยร้านนี้อยู่คู่กับคนไทยมาไม่ต่ำกว่า 40 ปี จนแทบจะเรียกได้ว่าโตมาด้วยกันก็น่าจะไม่ผิด แถมตอนนี้ยิ่งมีข่าวให้ชื่นใจและแอบภูมิใจยิ่งกว่าเดิม เมื่อได้รู้ว่าชาวแขมร์ให้การต้อนรับร้านอาหารจากบ้านเราอย่างอบอุ่น หลังจากเมื่อปี 2014 เอส แอนด์ พี ได้เริ่มชิมลางออกนอกประเทศเป็นครั้งแรกด้วยการเปิดให้บริการสาขาแรกที่กรุงพนมเปญในห้างอิออน มอลล์ ก่อนจะได้รับการตอบรับอย่างล้มหลาม สาขาที่ 2 อย่างสมเด็จปาน อเวนิว จึงคลอดตามออกมา แก้มแดงเลยไม่พลาดพาทุกคนมาลองชิมกัน     ความดีงามของที่นี่ ขอยกให้กับบรรยากาศที่คนไทยอาจมีอิจฉา จากความสวยงามของบ้านหลังเก่าสไตล์โคโลเนียลสีขาวครีม 2 ชั้น ที่แฝงความอบอุ่นและหรูหรา พอผลักประตูเข้าไปเราก็จะได้พบกับโซนของขนมหวานและขนมอบที่กลายเป็นภาพจำของเอส แอนด์ พี ก่อนจะได้พบกับบาร์กาแฟเหยียดยาวไปจนสุดร้าน ในขณะที่โต๊ะและเก้าอี้ก็มาในโทนสีขาวและเทาสบายตาให้เรานั่งเอนหลัง พร้อมรับแสงธรรมชาติที่สาดส่องเข้ามาแบบเพลินๆ         ส่วนเรื่องอาหารนับว่ามีความใกล้เคียงไม่ต่างกับที่ประเทศไทยมากนัก มีบางเมนูที่เพิ่มเข้ามาให้เข้ากับรสนิยมของคนที่นู่น เด่นๆ คงต้องยกให้กับ หมี่ชาร์สะโก ก๋วยเตี๋ยวสุดฮิตของชาวแขมร์ที่จะนำเอาบะหมี่เหลืองเส้นแบนมาผัดกับเนื้อสไลซ์และไข่ จนได้หน้าตาและความอร่อยที่ผสมผสานระหว่างผัดซีอิ๊วและก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นมาแต่ไกล ที่สำคัญยังมีซอสพริกรสหวานๆ มาเพิ่มความอร่อยคู่กันอีกด้วย     แล้วมาต่อด้วย เส้นจันท์ผัดไทกุ้งสด สตรีทฟู้ดชื่อดังของคนไทย แน่นอนว่าความอร่อยของจานนี้อยู่ที่เส้นจันท์เหนียวนุ่มที่หอมกรุ่นด้วยมันกุ้ง ผัดพร้อมเต้าหู้และกุ้งตัวโต ปรุงรสจนได้รสชาติที่ถูกปาก บีบมะนาวลงไปอีกนิดก็ชนะเลิศ     หรือจะลอง ชุดส้มตำไก่ย่างโอชา ที่อร่อยสมชื่อ จากไก่ย่างที่ผ่านการหมักตามตำรับของชาวแขมร์ที่แก้มแดงขอแอบให้คะแนนความหอมนุ่ม กินคู่กับส้มตำรสแซ่บ เปิบข้าวเหนียวหน่อยก็อร่อยแล้ว     แต่ถ้าใครชอบกินข้าวก็ห้ามลืม ข้าวคลุกกะปิ เมนูสุดฮิตติดดาวขวัญใจชาวแขมร์ จากความนุ่มหอมของข้าวหอมมะลิผัดกับกะปิอย่างดี กินคู่กับเครื่องเคียงหลากรสอย่าง กุ้งแห้งทอดกรอบ หมูหวาน ไข่เจียวหั่นฝอย พริกขี้หนู หอมแดง และมะม่วงเปรี้ยวซอยก็ครบรส จบในคราวเดียว     ส่วนเครื่องดื่ม เมนูเด็ดต้องยกให้กับ ชานมไข่มุก ชานมสูตรต้นตำรับที่ไม่มีขายในไทย (ร้องไห้ T_T) อร่อยเข้มข้นไปกับชาดำที่คัดมาเป็นพิเศษ ก่อนจะมาชงกับนมสดรสหวานละมุน เสิร์ฟพร้อมวิปปิงครีมชุดใหญ่และคุกกี้ป่น และพอดูดปรื้ดก็จะเจอกับไข่มุกหนึบหอมน้ำตาลทรายแดง บอกได้คำเดียวว่าเลิฟ     แต่ความอร่อยก็ยังไม่หมดอยู่แค่นั้น เพราะยังมี ข้าวเหนียวน้ำกะทิทุเรียน ที่พกพาความนุ่มหอมของทุเรียนหมอนทองเนื้อแน่น และข้าวเหนียวมูนสุดนุ่ม เด็ดดวงที่น้ำกะทิให้รสหวาน มัน เค็ม ในคำเดียว และบัวลอยเผือก สีม่วงที่ดูเข้าคู่กับสีเหลืองของทุเรียนชามข้างๆ ได้อย่างเหมาะเจาะ ส่วนรสชาติขอบอกว่าอร่อยไม่แพ้กัน เพราะเคี้ยวเพลินแบบยั้งใจไม่อยู่จริงๆ    

วันนี้เราจะชวนไปรู้จักกับร้านเขียวไข่กาที่ตั้งอยู่บนถนนนาคนิวาส แค่เห็นบรรยากาศด้านหน้าก็สะกดสายตาเราให้นิ่งไปชั่วขณะ ดีไซน์หน้าร้านเป็นกลาสเฮาส์สีดำหลังใหญ่ที่มีความเท่แบบอินดัสเตรียล แต่กลับดูสดชื่นและสบายตามาก เพราะนอกจากมีต้นไม้ใหญ่อยู่กลางร้านแล้วยังแอบมีสวนสไตล์อังกฤษให้รู้สึกผ่อนคลาย ก่อนจะเดินเข้าร้านก็ชวนให้เก็บภาพเซลฟี่ได้หลายมุมทีเดียว ยิ่งเข้ามาภายในก็ยิ่งชอบเข้าไปใหญ่ ไฮไลท์น่าจะอยู่ตรงผนังร้านซึ่งวาดเป็นลายเส้นใบไม้บนผนังสีเขียวไข่กาตรงกับชื่อร้าน แต่ที่เก๋กว่านั้นคือต้นไม้ห้อยสลับกับโคมไฟสไตล์ลอฟต์อยู่กลางร้านและโต๊ะเก้าอี้หลากหลายสไตล์ ส่วนอาหารเชฟปอย-ณัฐวุฒิ นันต๊ะแขม หุ้นส่วนและเชฟประจำร้าน เน้นเสิร์ฟอาหารไทยพื้นบ้าน โดยนำเอาวัตถุดิบแปลกๆ เก๋ๆ หรือไม่ก็จะคัดเอาของดีประจำท้องถิ่นนั้นๆ มาครีเอทเป็นเมนูอาหารไทยที่หากินยากในยุคนี้ อย่างเมนูปลาแห้งแตงโม ใช้ปลาเนื้ออ่อนตากแห้งแกะเอาแต่เนื้อโขลกให้ฟู นำไปคั่วกับน้ำตาล เกลือ หอมเจียว ส่วนแตงโมก็เลือกเนื้อแน่นหวาน กินแล้วชื่นใจเหมาะกับอากาศร้อนๆ แบบนี้ แกงรัญจวนเนื้อ สูตรโบราณใช้กะปิคลองโคนหอมฟุ้งผสมกับเครื่องแกงปรุงรสเปรี้ยวเผ็ด กินกับเนื้อน่องลายเคี้ยวหนุบหนับเพลินๆ ยำปลาทู คัดเฉพาะปลาทูแม่กลองที่เนื้อหวาน นำมายีแล้วยำปรุงรสจัดจ้าน หอยหลอดคั่วพริกเกลือ ก็ดีงาม เนื้อหอยหวานหนุบคั่วกับพริกเกลือแล้วใส่ขิงสับเพิ่มกลิ่นหอม ไข่เจียวฟูปูก็เป็นอีกเมนูแนะนำที่ดูเหมือนจะหากินที่ไหนก็ได้ แต่บอกเลยว่ารสชาติอร่อยไม่ธรรมดา ใช้ไข่เป็ดทอดลงในหม้อไฟแรงไม่ให้อมน้ำมัน ไข่เจียวกรอบนอกนุ่มใน ตักไปเจอเนื้อปูชิ้นใหญ่ๆ กินแล้วเต็มปากเต็มคำดีจัง กินกับข้าวสวยร้อนๆ รับรองว่าวางช้อนไม่ลง อิ่มอร่อยกับของคาวแล้วมาต่อด้วยขนมหวานแบบไทยๆ อย่างวุ้นกะทิและสัมปันนีหอมควันเทียน หรือจะสั่งกาแฟรสเข้มหอมกรุ่นของ Artisan cafe ร้านกาแฟชื่อดังจากเชียงใหม่ก็ดีต่อใจ และสำหรับคอเบียร์ยังมีมุมบาร์ที่ตกแต่งสไตล์ไอริชผับให้นั่งแฮงค์เอาท์พร้อมคราฟเบียร์หาดื่มยากมีทั้งของไทยและนอกให้เลือกชิลกัน อีกทั้งมีร้านไลฟ์สไตล์ช็อปและร้านขายดอกไม้ที่ในอนาคตจะเปิดเวิร์คช็อป อาทิ จัดดอกไม้ เพ้นท์จาน จัดสวนในขวดโหล ฯลฯ อย่างเป็นทางการอีกด้วย ช่างเป็นร้านอาหารที่ครบครันแถมบรรยากาศก็ดีมีเมนูอร่อยขนาดนี้คงต้องไปบ่อยๆ แล้วล่ะ

Bangkok Bold Kitchen เป็นร้านที่ชายจุกรอมานานแสนนาน หลังจากเมื่อปีก่อนได้ไปคุกกิ้งคลาสและเชฟเทเบิ้ลมา พออยากกินอีกครั้งก็พลาดท่ามีนัดซ้อนจนอดกิน ได้มากินอีกครั้งก็ที่นี่แหละ Bangkok Bold เริ่มต้นจากการทำบล๊อกเกี่ยวกับอาหารของกลุ่มเชฟที่รักในอาหารไทย ก่อนเปิดเป็น Bangkok Bold Cooking Studio ที่เน้นสอนทำอาหารไทยและเชฟเทเบิ้ล แต่เชฟเทเบิ้ลกลับได้รับความนิยมจนกลายเป็นหนึ่งในมื้ออาหารจองยาก จนกระทั่งเปิดเป็นร้านอาหารในชื่อ Bangkok Bold Kitchen ใช้ร้านอาหารนำหน้าเชฟเทเบิ้ลและคุกกิ้งคลาสแทน ชายดีใจมากที่ไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่กับการจองคิวเชฟเทบิ้ล ชายเดินเข้าไปกินได้เลย ชายว่าที่นี่สอนให้ชายรู้ว่าอาหารไทยไม่ได้มีแค่อาหารประจำภาค แต่อาหารระดับท้องถิ่นก็เป็นมื้ออาหารที่น่าสนใจ อย่าง ยำใบบัวบก ที่เชฟหน่อยไปได้สูตรมาจากทางเกาะสมุยก็รสชาติดี ใบบัวบกยำกับกะทิ มะนาว พริกสด ตะไคร้ มะพร้าวคั่ว และกุ้งป่น หรืออาหารเหนืออย่าง แกงปลาใส่ขนุนอ่อน แกงปลาอินทรีกับเครื่องเทศสมุนไพร รสค่อนข้างเผ็ดร้อน และเนื้อสัมผัสของขนุนอ่อน หรือเมนูจำแลงอย่าง ผัดปลาทูกากหมูพริกสด ที่คล้ายผัดสามเหม็น แต่มีเพียงชะอมผัดกับปลาทูแกะเนื้อ กระเทียมตำกับพริกเหลือง และกากหมู แต่จานที่จัดว่าเด็ดเป็นจานเด่นจากบ้านเชฟหน่อย ข้าวแห้ง จานนี้เป็นอาหารท้องถิ่นของราชบุรี คล้ายข้าวต้มเครื่องที่ลดน้ำลง ราดด้วยน้ำซุปคล้ายน้ำซุปพะโล้ ใส่หมูและกุ้งทอด ปิดท้ายด้วยของหวาน เค้กมะพร้าว เค้กฟองน้ำใบเตยใส่มะพร้าวอ่อนและครีมกะทิสลับชั้นกันไป เสิร์ฟมาในผลมะพร้าว 

ชายจุกชอบคำว่า “อาหารตำรับบ้านฉัน” ที่คุณตั้ม เจ้าของเล่าถึงร้านอาหาร “ศรีตราด” ที่เธอและสามีร่วมกันเปิดขึ้นมา พร้อมกับคำขยายอย่าง “จาก...โกงกาง สู่กลางกรุง” ช่างเป็นถ้อยแถลงที่กินใจและบอกความเป็นร้านอาหารแห่งนี้ได้ดี  คุณตั้มบอกว่านำเอาชื่อของคุณแม่สามีและบ้านเกิดตั้งเป็นชื่อร้าน แน่นอนว่าโลโก้สาวสวยก็คือคุณแม่ เจ้าของสูตรอาหารบ้านฉันนั่นเอง “ฉันกินแบบไหนลูกค้าก็ได้กินแบบฉัน” คุณตั้มว่าแบบนั้น ชายเชื่อจากแววตาที่เธอเล่าถึงเรื่องนี้ อะไรคือรสแบบบ้านฉันและอาหารตราด คุณตั้มบอกกล่าวกับชายว่า อาหารบ้านฉันไม่มีอะไรมาก ยกตัวอย่างอาหารจันทบุรีกับตราด ตั้มเชื่อว่ารสชาติทุกบ้านไม่เหมือนกัน สำหรับบ้านเราไม่ใส่สีผสมอาหาร ไม่ใส่ผงชูรส รสชาติค่อนข้างจัดแต่กลมกล่อม ไม่มีรสโดด เราใช้วัตถุดิบจากตราดทั้งน้ำปลาตรากระต่าย กะปิเกาะช้าง ปลาเค็ม สมุนไพร ทุเรียน ระกำ ใบชะมวง และเร่ว ศรีตราด นำเสนออาหารหลายจานไม่ต่างจากอาหารที่ชายเคยกินสมัยไปเที่ยวเมืองตราดเมืองจันท์ แต่ชายก็เชื่อว่ารายละเอียดต่างกัน อย่างจานแกงมัสมั่นไก่ทุเรียน ชายว่ารสชาติต่างจากของจันทรโภชนาในเมืองจันท์ อร่อยคนละแบบ ทุเรียนห่ามให้เนื้อสัมผัสคล้ายมันฝรั่ง แถมได้ความมันของทุเรียนทำให้แกงข้นอร่อย คุณตั้มยังบอกว่าคุณแม่นำทุเรียนห่ามไปต้มน้ำขิง กลายเป็นมันต้มขิงอีกด้วย ส่วนจานที่ชายชอบที่สุดเป็น หมูสับปลาเค็มตราด ที่ได้สูตรมาจากเขมร หนึ่งคำที่กินเข้าไปเป็นการเชื่อมกันของปลาเค็มและเนื้อหมู มาพร้อมหอมแดง ใบมะกรูด และพริก บีบด้วยมะนาว คล้ายกับยำกลายๆ  สำรับของคนตราดที่ห้ามขาดคือน้ำพริก อย่างน้ำพริกกะปิกุ้งสดหรือน้ำพริกระกำที่ได้กะปิเกาะช้างและน้ำปลาตรากระต่ายมาช่วยสร้างรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ที่ชายเชื่อว่าหากินได้ยากเป็นเมนูจากต้นกระวาน ที่ให้รสเย็นซ่า ซึ่งทางตราดเรียกว่า เร่ว หลังมื้ออาหารห้ามพลาดค็อกเทลที่ใส่ความเป็นตราดลงไว้ด้วย รับรองว่าจบมื้อสวยๆ

Akart Bistro & Bar อีกหนึ่งร้านใหม่บนถนนเย็นอากาศที่ควรแวะไปเช็คอินสุดๆ ในเวลานี้ ตัวร้านตั้งอยู่ ในโครงการ Yarden Yenakart ที่มองเผินๆ แล้วรู้สึกว่า เหมือนบ้านหลังสวยในละครย้อนยุค (ที่หญิงใหญ่ชอบดู) ด้านในยิ่งโปร่งสบาย แอบถามจากคุณเก๋-ญาณีเจ้าของร้านถึงได้รู้ว่า ตัวร้านเป็นบ้านเก่าอายุเกือบ 50 ปี โดยพยายามรักษาโครงเก่าไว้ให้มากที่สุด ทั้งหน้าต่าง เสาไม้ แต่เพิ่มความโปร่งแสงด้วยกระจกใสให้มองเห็นความร่มรื่นด้านนอก  คุณเก๋บอกว่าส่วนตัวติดรสมืออาหารไทยของคุณยาย แต่ในขณะเดียวกันก็ชอบทำอาหารอิตาเลียนเอามากๆ จึงหยิบสิ่งที่รักและสิ่งทีชอบมาไว้ด้วยกันเสียเลย แต่ขอย้ำว่านี่ไม่ใช่การฟิวชั่น เพราะเธอแบ่งแยกชัดเจนระหว่างอาหารไทยและอาหารอิตาเลี่ยน แถมแยกครัวไทยกับครัวฝรั่งไว้คนละฝั่งอีกด้วย ด้วยความหิวระดับติดเพดาน เราเริ่มด้วยเมนูซิกเนเจอร์ผัดไทยหอยทอดอากาศ จานนี้เห็นแล้วถึงกับตกใจในความช่างคิด คุณเก๋เล่าขำๆ ว่าเวลาไปกินร้านอื่นก็ตัดสินใจไม่ได้สักทีว่าจะกินหอยทอดหรือผัดไทย จึงจับมารวมกันในจานเดียวเสียเลย ผัดไทยเส้นเหนียวไม่เละ รสชาติดีทีเดียว เพราะที่ร้านทำน้ำผัดไทยเอง แล้วโปะด้วยหอยทอดร้อนๆ ด้านบน เสิร์ฟมาพร้อมผักแนม ทั้งหัวปลี ถั่วงอก ต้นกุยช่าย  ใครชอบรสจัด แนะนำแกงส้มปลากะพง และยำวุ้นเส้นอัญชัน เมนูโบราณสูตรคุณยาย  ส่วนแฟนอาหารอิตาเลียนแบบฮาร์ดคอร์ แนะนำ Akart Pizza Creamy Fettucine Ham & Mushroom พิซซ่าหน้าเฟตตูชินีเสิร์ฟร้อนๆ แป้งพิซซานวดเอง ท็อปด้านบนด้วยเฟตตูชินี่ผัดแฮมเห็ดสุดครีมมี่ แล้วไปอบอีกครั้ง และจานโปรดของหญิงใหญ่ Lobster Pasta with A.O.P จานนี้อร่อยมาก ล็อบสเตอร์เนื้อแน่น สด และหวาน ไปได้ดีมากกับเส้นพาสต้าแบบอันเดนเต้ผัดกับน้ำมันมะกอก กระเทียม และพริกไทยดำ จบเมนูสุดท้ายด้วยอะไรเบาๆ Akart Cotton Candy เครื่องดื่มสุดสนุกประจำร้าน ชาไทยและชามาเลย์กลิ่นหอมรสเข้ม ท็อปด้วยสายไหมฟูฟ่อง ประดับด้วยดอกเข็มเพิ่มความน่ารัก  ชวนให้นึกถึงตอนเราดูดน้ำหวานจากปลายดอกเข็มเมื่อครั้งที่ยังเป็นเด็กน้อย 

น้อยคนที่จะไม่รู้จักชื่อของ “อาจารย์ศรีสมร คงพันธุ์” อาจารย์อาหารไทยที่ใครๆ ต่างให้ความนับถือ เช่นเดียวกับ คุณกิฟท์-กัญจนิดา ตันติสุนทร หนึ่งในลูกศิษย์ที่ขักชวนเพื่อนๆ เปิดร้านอาหารไทยในชื่อ “อรรถรส” ด้วยความตั้งใจอยากทำให้อาหารไทยดูดีและไม่เฉย ซึ่งชายจุกเห็นด้วยพอพูดถึงอาหารไทยชายนึกไปถึงความโบล่ำโบราณมาก่อน พอพูดถึงสูตรอาหารของอาจารย์ศรีสมรแล้วอาจจะนึกภาพตามไม่ถูก ชายเคยได้ยินแต่อาหารไทยชาววังหรืออาหารไทยดั้งเดิม จริงๆ สูตรอาหารไทยของอาจารย์ศรีสมร ก็ไม่ได้ต่างจากสูตรที่พูดถึงมาก่อนหน้านี้แต่เป็นรสมือแบบอาจารย์เท่านั้นเอง ซึ่งคุณกิ๊ฟท์ก็บอกว่ามีลูกค้าติชมตามความชอบส่วนตัว อรรถรสได้ต่อยอดปรับหน้าตาอาหารให้ดูน่ากินโดยยังคงรสชาติดั้งเดิมเอาไว้แบบรสชาติไม่จัด  เมนูที่ชายถูกใจกดไลค์ที่สุด อรรถรสฟรายส์ ชายเพิ่มรู้ว่ามะรุมเอามาทำแบบนี้ก็ได้ด้วย เลือกเอามะรุมก้านอ่อนชุบแป้งบางๆ แล้วทอด โรยด้วยเกลือ ส่วนจานคลาสลิกอย่าง เมี่ยงคำบัวหลวง ก็มาครบทั้งใบชะพลู ดอกบัว เกสรดอกบัว และน้ำเมี่ยงที่มีส่วนผสมของกะปิ และ แสร้งว่ากุ้ง ยำตะไคร้ ขิง ใบมะกรูด กุ้ง สูตรนี้ยังใส่เนื้อปลากรอบลงไปด้วย  มาที่อาหารสูตรอาจารย์ศรีสมร ไข่พะโล้หมูฮ้อง ชายว่าเป็นการรวมตัวกันของไข่พะโล้และหมูฮ้องที่ลงตัวในจานเดียว ไข่เต็มรสชาติด้วยน้ำที่ซึมซาบหลังจากเคี่ยวอย่างยาวนาน 3 ชั่วโมง ขนมจีนซาวน้ำ สูตรนี้ไม่หวานแหลมอาศัยรสเค็มปะแล่มของกะทิเคี่ยว แนมกับแจงลอน และ ข้าวปลาทูหอม ที่คุณกิฟท์และเพื่อนๆ คิดกันเอง ข้าวคลุกปลาทูกับดอกกุหลาบชุบไข่ทอด กินคู่กับน้ำพริกมะม่วง ปิดท้ายที่ของหวาน เปียกปูนอ่อนกับไอศกรีมสังขยา และ กล้วยบวชชี-กล้วยบวชเถร