ข่าวดีของคนรักปิ้งย่างสไตล์เกาหลีที่พักอาศัยในย่านศรีนครินทร์ วันนี้ไม่ต้องขับรถเข้าเมืองก็ได้ลิ้มรสเมนูโปรดจากวัตถุดิบสุดพรีเมียมในราคาที่เลือกได้ โดยไฮไลท์ของร้านที่ห้ามพลาดคือเนื้ออิมพอร์ตจากแหล่งผลิตที่ดีที่สุดผสานกับรสชาติของซอสหมักสูตรลับที่ปรับจนได้รสชาติที่อร่อยถูกปากตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้กิน           อยากเอ็นจอยครบรสยกให้เซ็ต Gold อิ่มจุใจกับวัตถุดิบพรีเมียมทั้งหมดของร้าน เริ่มจากเนื้อนำเข้า ได้แก่ เนื้อร่องซี่โครง, วากิวเสต๊กที่มีทั้งแบบหมักซอสถั่วเหลืองและไม่หมักซอส หรือเนื้อไทยคุณภาพอย่างเสือร้องไห้หมักซอสถั่วเหลืองก็นุ่มฉ่ำและเคี้ยวอร่อยไม่น้อยหน้า             ตามด้วยซีฟู้ด ได้แก่ หอยนางรมนำเข้าจากเกาหลี หอยแมลงภู่ชิลี แซลมอนนอร์วีเจียน กุ้งแม่น้ำ และปลาหมึกที่มีทั้งแบบหมักซอสโคชูจังและไม่หมักซอส       ชุดนี้ยังรวมเนื้อหมูและเนื้อไก่ให้เราสนุกกับการปิ้งย่างร้อนๆ แล้วจิ้มกับซอสสูตรเด็ด 3 ชนิด ได้แก่ ซอสซัมจังหรือซอสเต้าเจี้ยวรสเค็ม เผ็ด หวาน น้ำมันงาใส่เกลือและพริกไทยเพิ่มกลิ่นรส และซอสยากินิคุที่จับคู่กับเนื้อย่างได้อย่างเข้ากัน       จากนั้นจุใจกันต่อกับเครื่องเคียงที่ยกขบวนมาแบบละลานตา อาทิ กิมจิ 3 รส มีกิมจิผักกาดขาว กิมจิไชเท้า และกิมจิมะละกอ ต่อด้วยข้าวโพดหวานผัดเนย ผักโขมผัดน้ำมันงาปรุงรสด้วยเต้าเจี้ยวเกาหลี ถั่วงอกผัดน้ำมัน สลัดมันฝรั่ง ข้าวผัดกิมจิ จับแชหรือวุ้นเส้นเกาหลี รวมถึงเมนูสุดฮอตของสายเกาอย่างไข่ตุ๋นเกาหลี ไข่ดอง กุ้งดอง ทรัฟเฟิลต๊อกปกกี และเมนูของทอด เป็นต้น               ในเซ็ตยังรวมเครื่องดื่มที่ช่วยให้อาหารคล่องคอยิ่งขึ้นได้แก่อิตาเลียนโซดา ที่มีหลายรสชาติให้เลือก อาทิ บลูฮาวาย แอปเปิลเขียว และสตรอว์เบอร์รี ส่วนคนไม่กินเนื้อแนะนำเซ็ต Silver สั่งได้ทุกอย่างยกเว้นเมนูเนื้อทั้งหลาย แต่ถ้ากินน้อยสั่งแค่เซ็ต Copper ก็ได้จุใจกับชุดหมูและไก่ พร้อมเครื่องเคียงชุดใหญ่ได้เหมือนกัน สำหรับบางคนที่มีเวลาจำกัดและอยากจัดหนักเป็นบางเมนูก็มีจานเด็ดสไตล์อะลาคาร์ตไว้ให้เป็นทางเลือก     จุใจขนาดนี้เตรียมล้างท้องให้พร้อมรับมือด้วยแล้วกัน

ใครที่ชื่นชอบความมินิมอลและเป็นแฟนคลับอาหารเกาหลี เราขอแนะนำ Hasul Korean Restaurant ร้านอาหารเกาหลีที่พกพาความเท่และสารพัดเมนูอาหาร เครื่องดื่มรสชาติดีมาไว้ใน ศูนย์การค้าจามจุรีสแควร์ ย่านปทุมวัน เพื่อให้สายเกาได้ตามไปเช็คอิน ฟินกับความอร่อยกันโดยไม่ต้องไปไกลถึงต่างประเทศ     ภายในเลือกใช้โทนสีขาวและเทาเป็นหลัก ทำให้บรรยากาศของร้านดูโล่งโปร่ง สบายตา โดดเด่นด้วยเพดานที่ดีไซน์ให้มองเห็นท่อส่งลมของเครื่องปรับอากาศ อีกทั้งยังเพิ่มกิมมิกเก๋ๆ โดยการห้อยไฟดวงขนาดเล็กไว้อยู่ทั่วร้าน เห็นแล้วอดใจไม่ไหว ต้องยกกล้องขึ้นมาแชะภาพเก็บไว้สักรูปเลยล่ะ     เมนูของร้านมีให้เลือกทั้งแบบเซ็ตและจานเดียว โดยมีการปรับรสชาติให้เข้มข้นมากขึ้นเพื่อให้ถูกปากคนไทย เริ่มด้วย Jajangmyeon (179.-) เส้นบะหมี่เหนียวนุ่ม ราดซอสถั่วดำผสมเนื้อไก่บดรสเข้มข้น ท็อปด้วยไก่ชุปแป้งข้าวเหนียว อร่อยกลมกล่อม     ต่อด้วย Set Fried Pork Belly&Squid (179.-) ที่เรียกอีกอย่างว่า โอซัมพุลโกกิ เซ็ตข้าวหมูสามชั้นและปลาหมึกผัดซอสพริกเกาหลี รสหวานแกมเผ็ด เข้มข้น หรือจะเลือกเป็น Set Charcoal Grilled Pork Bulgogi (179.-) หมูเนื้อนุ่ม หอมกลิ่นถ่านไม้อ่อนๆ เสิร์ฟมาพร้อมข้าวเกาหลี ผักสลัดและน้ำจิ้มสูตรเด็ดของร้าน     Tteokbokki (169.-) ต๊อกบกกีที่ทำจากแป้งข้าวเหนียวและแป้งข้าวเจ้า เสิร์ฟมาในซอสพริกหวาน กินกับลูกชิ้นปลาและสาหร่ายทอด เคี้ยวมันกินเพลิน     สุดท้าย Seafood Soft Tofu Stew (189.-) ซุปเต้าหู้อ่อนเมนูยอดนิยมของเกาหลี รสเค็มมันเผ็ด สามารถเลือกใส่เนื้อสัตว์ได้ตามความชอบ อาทิ แฮม หอยตลับ ลูกชิ้นปลาหรือซีฟู้ด    

หลังจากสถานการณ์ Covid-19 กลับมาระบาดอีกครั้ง ใครที่ต้องกักตัวอยู่บ้าน หรือ Work From Home แต่ อยากลิ้มรสอาหารเกาหลีแสนอร่อยแบบไม่ต้องไปถึงหน้าร้าน เราแนะนำให้กดสั่ง ออนนี่สายดอง Unniesaidong  ร้านอาหารเกาหลีเดลิเวอรี่ ที่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยจากหลากหลายเมนูสุดฮิตให้ได้อิ่ม ฟินกันถึงหน้าประตูบ้าน     เมนูแรกที่ห้ามพลาด กุ้งดองซอสเกาหลี (350.-) กุ้งตัวโตเนื้อเด้ง ชุ่มฉ่ำไปด้วยซอสดองถั่วเหลืองสูตรพิเศษ กินพร้อมข้าวสวยร้อนๆ แกล้มสาหร่ายเกาหลี อร่อยลงตัวเป็นที่สุด หรือจะเลือกเป็น แซลมอนดองซอสเกาหลี (390 .-) ก็ฟินไม่แพ้กัน ทางร้านเลือกใช้แซลมอนนำเข้าจากนอร์เวย์ เนื้อสด ชิ้นใหญ่เต็มปากเต็ม ราดด้วยน้ำจิ้มซีฟู้ด ช่วยเพิ่มรสชาติจัดจ้าน       ต่อด้วย คิมบับ ข้าวห่อสาหร่ายเกาหลี (110-140 บาท) จุดเด่นอยู่ที่ตัวไส้อัดแน่นมาแบบเต็มคำ กัดเข้าไปแล้วจะได้ทั้งกลิ่นหอมของงา ความกรอบของสาหร่าย กินเพลินสุดๆ     นอกจากนี้ยังมีเมนูเด็ดจากซีรีส์ดัง อย่าง ไข่นกกระทาต้มซีอิ๊ว (55/80 .-) บูแดจิเก (399 .-) หรือหม้อไฟเกาหลีเครื่องแน่น และ จิมดัก (399 .-) ที่นำเนื้อไก่ไปผัดกับซอสและวุ้นเส้นเกาหลี ให้เลือกสั่งได้ตามความชอบอีกด้วย     ช่องทางการสั่งซื้อ Line : @unniesaidong FB : https://web.facebook.com/UnnnieSaidong โทร : 084-710-7078 Delivery : แอปพลิเคชั่น Lineman และ Robinhood

ประกาศ ประกาศ! สาวกไก่ทอดเกาหลีทั้งหลายรู้ยัง Chir Chir Fusion Chicken Factory Thailand เขาย้ายโลเคชันจากเซ็นทรัลเวิลด์ไปอยู่ที่ชั้น 5 ของสยามสแควร์วันแล้วนะ ถึงแม้จะย้ายไปแอเรียใหม่แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งบรรยากาศสบายๆ โซฟาสีแดงน่านั่ง ตัดกับโต๊ะสีขาวสะอาดและเก้าอี้สีดำสนิท พื้นสีเทาแมทซ์กับผนังปูนเปลือยผสมไปกับผนังไม้ สไตล์ทันสมัยแกมอบอุ่น จุคนได้เยอะกว่าเดิมด้วยพื้นที่ที่กว้างขวาง       มาเท้าความกันถึงร้านสักเล็กน้อย  ฟู้ดดี้ส่วนใหญ่น่าจะรู้กันอยู่แล้วว่าชื่อ  Chir Chir (เชอร์ เชอร์) นี้มาจากเสียงฉู่ฉ่าของน้ำมันเดือดๆ เวลาทอดไก่ ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของ Chir Chir Fusion Chicken Factory Thailand และถ้าพูดกันเรื่องของอาหาร จริงๆ แล้วเชอร์เชอร์เป็นร้านอาหารเกาหลีสไตล์ฟิวชั่น ที่ผสมผสานรสชาติดั่งเดิมของโคเรียฟู้ด ซึ่งได้จากวัตถุดิบหลักและเครื่องปรุงต่างๆ ที่อิมพอร์ตมาจากเกาหลีโดยตรง ร่วมไปกับกลิ่นอายของอาหารสัญชาติต่างๆ จนได้เป็นจานที่ลงตัว น่าลิ้มลองทุกเมนู     ต้อนรับด้วย Combo Chicken ไก่ทอดสไตล์เกาหลี หนังกร๊อบกรอบ แต่เนื้อข้างในนุ่มชุ่มฉ่ำ มี 4 รสให้เลือก ได้แก่ รสออริจินอล ที่ใครๆ ต่างก็ติดใจ รสต้มยำ เปรี้ยวนิด เผ็ดหน่อย ส่วนสองรสที่เหลืออย่าง รสกระเทียม หอมกรุ่น และ รสเผ็ด สไตล์เกาหลี เป็นรสอร่อยที่เราเลือกหม่ำ กินคู่ไปกับเครื่องเคียงต่างๆ เช่น กิมจิโฮมเมด ไชเท้าดองทำเอง และเฟรนช์ฟรายส์     ตามมาติดๆ กับ ไก่อบ (Roasted Chicken) เมนูขายดีตัวท็อปของทางร้าน ครั้งนี้เราเลือกสั่งรสบาร์บีคิว ไก่เนื้อแน่นที่หมักด้วยซอสบาร์บีคิวรสเข้มข้น เผ็ดปลายลิ้น เสิร์ฟพร้อมซัลซ่า ไข่อบ และมันอบชีสที่เรารัก     Kampung King ไก่ไม่มีกระดูกชิ้นพอเหมาะ เนื้อฉ่ำใน คลุกเคล้ากับซอสสูตรเด็ด รสหวานแกมเผ็ด เข้ากันดีกับดิปชีส ที่เสิร์ฟมาในกระทะร้อนฉ่า     ซดซุปร้อนๆ กันบ้างกับ Seafood Soup ซุปซีฟู้ด ที่ได้รสเผ็ด เค็ม เปรี้ยว มาจากกิมจิทำเอง ทั้งยังอัดแน่นไปด้วยอาหารทะเลอย่าง กุ้งตัวโต ปลาหมึกหนึบหนับ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ตัวอวบอ้วน     และ Chicken Skin หนังไก่ทอดกรอบกินเพลิน ที่มีมาให้คุณเลือกหม่ำถึง 3 รสชาติ อาทิ รสออริจินอล แสนอร่อย รสเผ็ดสไตล์เกาหลี และรสกระเทียม ห๊อมหอม     ยังมี Feet Chicken เมนูน้องใหม่แกะกล่อง เอาใจลูกค้าคนไทยโดยเฉพาะ ขาไก่เนื้อเด้งกินอร่อย ผัดพร้อมกับต็อกบกกี และซอสสูตรลับฉบับของทางร้าน รสเผ็ดหวาน เสิร์ฟมาในกระทะร้อน     Spicy Chi-Bap ข้าวสวยคลุกเคล้ากับไข่กุ้งกรึบกรับ ท็อปด้วยสาหร่ายหอมๆ ชีส และเฟรนช์ฟรายส์ ตักกินพร้อมไก่ทอดเนื้อนุ่ม เคลือบซอสสูตรอร่อยดั้งเดิม     ยังมี Honey Butter Chicken ไก่ไม่มีกระดูกชิ้นพอดี  มันฝรั่งและต็อกบกกี ทอดให้เป็นสีเหลืองทองน่าลิ้มลอง แล้วราดด้วยซอสเนยหวานมัน และน้ำผึ้งหวานหอม      ปิดท้ายที่เมนูใหม่อย่าง  Salted Egg Chicken Chicken ไก่ไม่มีกระดูก กรอบนอกนุ่มในไม่อมน้ำมัน โรยผงชีสไข่เค็มรสนัว กลมกล่อม  

ครั้งแรกในไทย เมื่อ Guljak Topokki Chicken ร้านไก่ทอดและต๊อกบกกีจากสูตรต้นตำรับจากจังหวัดคยองกีที่ขยายสาขาไปมากกว่า 150 สาขาในประเทศเกาหลี มาเปิดร้านรอต้อนรับนักกินในบ้านเราเป็นที่เรียบร้อยที่ชั้น 6 ICONSIAM (และนับเป็นสาขาแรกในต่างประเทศอีกด้วย) พร้อมนำ 2 เมนูสุดฮิตอย่างต๊อกบกกีและไก่ทอดมากินคู่กันในคอนเซ็ปต์ “ไก่จิ้มต๊อก” ให้ทุกคนได้อร่อยแบบคูณสอง       เริ่มมื้อนี้ด้วย Original Topokki Soup แป้งต๊อกเหนียวนุ่มในน้ำซุปสูตรดั้งเดิมจากเกาหลีที่สืบทอดมากว่า 100 ปี ให้เราเลือกความเผ็ดได้ 3 ระดับ ใส่ปลาแผ่น ไข่ต้ม ต้นหอม และชีส จับคู่กับ Guljak Original Fried Chicken ไก่ทอดสูตรลับจากกอลจักที่ใช้ไก่สดแบบไม่แช่แข็งเท่านั้น ด้านนอกกรอบ ส่วนเนื้อในยังนุ่มและฉ่ำ มีรสเค็มอ่อนๆ นำไปจิ้มในซุปต๊อกที่มีรสเผ็ดหวานแล้วตัดรสกันดี       ตามมาด้วย Soy Sauce Nurungji Chicken ไก่ทอดกรอบเคล้าด้วยซอสถั่วเหลืองเข้มข้นพิเศษส่งตรงจากเกาหลี เสริมทัพความอร่อยด้วย “นูรุงจิ” หรือข้าวพองกรุบกรอบ และแป้งต๊อกหนึบหนับเคี้ยวเพลิน หรือจะลอง Lemon Cream Prawn Chicken ไก่ทอดและกุ้งทอด ราดด้วยเลมอนครีมซอสหอมหัวใหญ่ รสเปรี้ยวอมหวาน กินแล้วสดชื่นไม่เลี่ยน       หากยังไม่จุใจที่ร้านยังมี Bulgogi Topokki Soup หมูบูลโกกิย่างถ่านในซุปต๊อกบกกีที่โดดเด่นด้วยกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย รวมถึงจานกินเล่นเพลินๆ อย่างข้าวปั้นสาหร่ายเกาหลี และพลาดไม่ได้กับ Budae Topokki Soup ตอบโจทย์คนรักบูเดจิเกเป็นพิเศษ เพราะหม้อนี้อัดแน่นด้วยแฮม ไส้กรอก ถั่ว กิมจิ วุ้นเส้นเกาหลี และเชดด้าชีส         กินแล้วหายคิดถึงเกาหลีในทันใด

ร้านอาหารสำหรับครอบครัวร้านดังที่มีมากกว่า 90 สาขาทั่วเกาหลี สำหรับสาขานี้นอกจากจะเป็นสาขาแรกของประเทศไทยแล้ว ยังเป็นสาขาแรกในต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งความพิเศษของร้านนี้ที่สามารถครองใจชาวเกาหลีมาอย่างเหนียวแน่นนั้นคงไม่พ้นคอนเซปต์ของอาหารที่เน้นปริมาณให้เหมาะสำหรับอิ่มอร่อยกันทั้งครอบครัว หรือเหมาะกับกลุ่มเพื่อนที่จะมาแชร์ความอร่อยระหว่างกัน       ส่วนบรรยากาศร้านจะมาในโทนสีขาวสะอาดตาคล้ายกับที่เกาหลี พร้อมด้วยเครื่องหมาย & ที่เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการร่วมแบ่งปันรสชาติแสนอร่อยที่ทำกันสดใหม่ในครัว ส่วนสไตล์อาหารก็เป็นอาหารอิตาเลียนในสไตล์ที่ชาวเกาหลีกินกัน และที่สำคัญทุกเมนูจะมีไข่ดาวพ่วงมาด้วย เพื่อรับประกันความอิ่มหนำ     เริ่มกันด้วยชุด HANSANG ที่แปลว่า “ชุดของขวัญ” เซ็ตอาหารจานใหญ่ที่ให้เราเลือกจานหลักอย่างสเต็ก พิซซ่า และฟองดูกุ้งชีส ก่อนจะมาจับคู่ Side Dish อย่าง พาสต้า ริซอตโต และพิลาฟ ที่เราเลือกลองเป็น Shrimp Cheese Fondue ฟองดูชีสกุ้งกระทะร้อนที่อัดแน่นความอร่อยด้วยเบคอน มันฝรั่งปรุงรสหั่นเต๋า และชีส นำไปอบจนได้ที่ ก่อนจะนำกุ้งตัวโตเนื้อแน่นมาผัดซอสรสเผ็ดนิดๆ โรยหน้าอีกครั้งให้ส่งควันฉุย สำหรับวิธีการกินนั้นก็ให้ตักกุ้งพร้อมชีสยืดๆ มาจิ้มกับซอสมะเขือเทศบาร์บีคิว อร่อยเต็มคำ     อีกจานเป็น Bacon Carbonara สปาเก็ตตี้เส้นเหนียวนุ่มในซอสคาร์โบนาราสุดชุ่มฉ่ำที่ทำจากวิปปิงครีมและนม กรุบกรอบหอมมันด้วยเบคอนมาพร้อมกับไข่ดาวยางมะตูมเยิ้มๆ แต่ถ้าใครชอบของทอดเราขอแนะนำ Platter ที่รวมของอร่อยไว้ในจานเดียว อาทิ ปีกไก่บาร์บีคิว กุ้งชุบแป้งทอด ชีสบอล เฟรนซ์ฟราย ขนมปังกระเทียม เสิร์ฟพร้อมคอร์นสลัด ที่เราขอบอกว่าอร่อยทุกอย่าง!       แล้วอย่าลืมปิดท้ายด้วย Jeju Soda น้ำส้มหวานหอมส่งตรงจากเกาะเจจู ประเทศเกาหลีที่นำมาผสมโซดาสุดซาบซ่า ดื่มเพลินอย่างที่สุด  

แฟนคลับร้านปูดองอันยองที่ติดอกติดใจ “ปูดองซีอิ๊วสไตล์เกาหลี” พร้อมน้ำจิ้มแซ่บแบบเดลิเวอรี่และเทคโฮมคงได้ยิ้มกันแก้มปริ เพราะตอนนี้ทางร้านเพิ่งเปิดตัวสาขาใหม่เอี่ยม ปูดองอันยอง Have A Seat @ Central Ladprao ชั้น G เซ็นทรัล ลาดพร้าว ซึ่งเป็นสาขาแรกที่มีที่นั่งกินสบายๆ พร้อมเมนูพิเศษที่หาไม่ได้จากสาขาอื่น       แน่นอนว่า นอกจากเมนูปูดองจะครองใจแบบเรตติ้งไม่เคยตก ที่ร้านยังมีเมนูชวนน้ำลายสออีกเพียบ เริ่มด้วยของกินเล่นอย่าง อันยอง Hot Dog ฮอตดอกทอดร้อนๆ สไตล์เกาหลี ที่ทั้งอร่อยและสนุก เพราะด้านนอกเป็นเกร็ดขนมปังกรอบๆ พอกัดแล้วจะเจอชีสยืดๆ ที่ซ่อนไว้ข้างใน กินคู่ซอส 4 แบบ ทั้ง Honey Mustard, Sweet Potato Wasbi (เราชอบซอสตัวนี้), Spicy Mayo และ Ketchup     อีกเมนูสำหรับคนรักปูที่ไม่อยากมื้อเปื้อนสั่งเลย โจรขโมยข้าว ชามนี้เด็ดดวงสมชื่อ ข้าวโปะด้วยเนื้อปูม้าดองซีอิ๊ว ไข่ดองซีอิ๊ว และโรยด้วยสาหร่ายกรอบ ตักคำใหญ่ๆ ส่งต่อเข้าปากแล้วฟินนัก อีกเมนูที่เราชอบ หอยแครงชุบน้ำปลาร้า จานนี้เสิร์ฟเย็น ขอชมว่าลวกหอยได้เซียนมาก เนื้อกรอบหวาน และสุกกำลังดี เสิร์ฟกับน้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรน้ำปลาร้าแซ่บๆ       แล้วมาปิดท้ายด้วยชาบูมันปู ทีเด็ดอยู่ที่น้ำซุปเคี่ยวกับมันปู ใส่ส่าหร่าย หวานหอมและกลมกล่อม เลือกได้ทั้งชุดหมู เนื้อ และซีฟู้ด กินคู่กับน้ำจิ้มแจ่วกะปิและน้ำจิ้มแจ่วปลาร้าเข้ากันอย่างน่าแปลกใจ         ถูกใจสายชาบูเชียวล่ะ

สาวกหมูย่างเกาหลีคงได้ยิ้มกันแก้มปริ เมื่อร้าน “พัลแซก โคเรียน บาร์บีคิว” หรือร้าน “หมูย่าง 8 สี” จากประเทศเกาหลีที่สร้างปรากฏการณ์ต่อคิวยาวมาแล้วทั้งในอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย จีน ไต้หวัน มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ได้เดินทางมาถึงประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย แถมยังได้ทำเลใจกลางเมืองอย่างสยามเซ็นเตอร์ให้ไปมาสะดวก         ความแตกต่างที่ทำให้ร้านนี้เป็นที่รักของคนทั่วโลกคงไม่พ้นไอเดียสร้างสรรค์ที่นำเอา “ซัมกยอบซัล” หรือ “หมูสามชั้นย่าง” อาหารที่คนเกาหลีต่างรักอยู่แล้วมาหมักให้เกิดรสชาติใหม่ๆ ที่น่าสนใจ จนออกมาเป็นหมูย่าง 8 สี 8 รสชาติที่ไล่ระดับความเข้มข้นหอมมัน ได้แก่ หมูหมักโสม หมูหมักไวน์ หมูหมักใบสน หมูหมักกระเทียม หมูหมักสมุนไพร หมูหมักผงกะหรี่ หมูหมักมิโซะ และหมูหมักโคชูจัง     กระบวนการกินเราขอแนะนำให้รวบรวมเพื่อนสัก 3-4 คนเพื่อลองสั่ง Palsaik Set (1,035 บาท) ชุดสุดคุ้มจัดเต็มที่มาพร้อม “หมูย่าง 8 สี” และ ซุปทเวนจังซีฟู้ด หรือ “ซุปซีฟู้ดรสเผ็ด” หม้อใหญ่ยกขบวนทั้งกุ้ง ปลาหมึก หอยตลับ หอยแมลงภู่ และปู ร่วมด้วยผักห่อ กระเทียม พริก เห็ด ซอสซัมจังและกิมจิที่เติมฟรีได้ไม่อั้น พร้อมด้วยบริการจากน้องๆ พนักงานที่จะมาปิ้งหมูให้ แบบไม่ต้องกลัวไหม้กันอีกด้วย       สำหรับรสชาติหมูที่เรารักขอยกให้หมูหมักโสมที่ให้กลิ่นหอมแบบแปลกใหม่ ส่วนหมูหมักไวน์ก็จะเด่นที่ความนุ่มและรสเปรี้ยวๆ ปิดท้ายในยามเคี้ยว ขณะที่หมูหมักผงกะหรี่ก็ทำให้เรานึกถึงหมูสะเต๊ะชิ้นหนาๆ แต่ถ้ารสคุ้นเคยถูกปากคนไทยที่สุดก็ไม่พ้นหมูหมักกระเทียมหอมกรุ่น และถ้าใครถูกใจรสชาติไหนก็สามารถสั่งเพิ่มกันได้ในราคาจานละ 220 บาท     นอกจากหมูย่างแล้วยังมีเนื้อวากิวเกรด A5 จากญี่ปุ่นมาให้ลิ้มลอง โดยเฉพาะ Rib Eye A5 (800 บาท) เนื้อส่วนซี่โครงไม่ติดกระดูกที่ชุ่มฉ่ำด้วยมันแทรกเป็นชั้นสวย รวมทั้งของกินเล่นและอาหารจานเดียวที่คิดขึ้นมาให้กับคนไทยโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น Jupchae จับแช หรือผัดวุ้นเส้นเกาหลีนุ่มหนึบผัดกับหมูชิ้นโต และทีเด็ดอย่าง Flying Fish Eggs Steamed Egg ไข่ตุ๋นเกาหลีเนื้อนุ่มฟูจนล้นขอบหม้อ ท็อปปิงด้วยไข่กุ้งเพิ่มรสเค็มๆ มันๆ           ที่สำคัญอย่าลืมปิดท้ายมื้อด้วยข้าวผัดชีสที่ผัดบนหม้อหลังจากกินซุปเสร็จตามแบบฉบับเกาหลีกันด้วยนะ  

อาหารรสชาติดีแค่วัตถุดิบดีอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องมีวิธีปรุงที่ช่วยดึงรสชาติของวัตถุดิบให้โดดเด่นยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับเนื้อสัตว์สดใหม่คุณภาพเยี่ยมที่ต้องผ่านการปิ้งย่างอย่างใจเย็นด้วยเตาถ่านจนหอมกรุ่นได้ที่ เคี้ยวแต่ละทีก็มีปลื้ม!       Sukishi Korean Charcoal Grill ไม่เพียงเฟ้นหาของดีมาเอาใจสายกิน แต่ยังเน้นเสิร์ฟตำรับเกาหลีแท้ๆ ร่วมกับวิธีปรุงแบบดั้งเดิมที่ช่วยเสริมรสชาติและเสน่ห์ของอาหารให้ชวนลิ้มลองมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการย่างด้วยเตาถ่าน ทางร้านใช้ถ่านชาร์โคลหรือถ่านไม้ที่ให้ความร้อนสูงแต่ไม่มีเปลวไฟ ข้อดีคือชิ้นเนื้อจะสุกอย่างช้าๆ และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์     เมนูสุดฮอตยกให้ชุดครอบครัวเกาหลีดีลักซ์ อิ่มจุใจไปกับเนื้อหมูหมัก ซี่โครงหมูหมัก หมูสามชั้นหมัก เบคอน เนื้อไก่หมัก กุ้ง หมึก หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ และเห็ดออรินจิ นิยมสั่งคู่ชุดแกรนด์เกาหลีซีฟู้ด ที่ระดับความฟินไม่น้อยหน้ากันเพราะชุดนี้ยกมาทั้งทะเล ไม่ว่าจะเป็น กุ้ง ปลา หอยเชลล์ แซลมอน หมึก หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ และเห็ดออรินจิ เรียกว่าจับถูกคู่ก็ยิ่งชูรสชาติ!       ส่วนสายเนื้อไม่อยากให้พลาดชุดแกรนด์เนื้อรวมซูกิชิ รวบรวมเนื้อส่วนต่างๆ มาไว้ในชุดเดียว ได้แก่ Tenderloin, Chuck, Striploin, Short Rib และ Paleron พิเศษเฉพาะ Sukishi Prime ชั้น 6 เซ็นทรัลเวิลด์อีกระดับของ Korean Charcoal Grill ที่มีเนื้อวากิวสุดนุ่มฉ่ำลิ้นให้สั่งมากินแบบไม่อั้น     เอาใจคนรักหมูกันบ้างกับหมูคุโรบูตะหมักซอสแดงไหเกาหลี หมูดำหมักซอสแดงสูตรลับประจำร้านรสชาติเค็มหวานกำลังดี ย่างไฟพอสะดุ้งไม่ต้องจุ่มน้ำจิ้มก็อร่อยตาพริ้มแล้ว ต่อด้วยซูกิชิโบซัม เมนูที่สายคลีนยังต้องยอมเทใจให้เพราะกินได้เรื่อยๆ แบบไม่กลัวอ้วนกับหมูสามชั้นสไตล์เกาหลีตุ๋นจนนุ่มแทบละลายในปาก ตัดรสด้วยกิมจิทำจากผักกาดขาวคลุกเคล้ากับซอสสูตรลับฉบับซูกิชิที่เป็นบทสรุปของรสชาติเปรี้ยวเค็มหวานที่ผสานกันได้อย่างลงตัว     เดินหน้าเติมความสดชื่นกันต่อกับปลาดิบรวมพิเศษ จุใจไปกับแซลมอน ทูน่า หนวดปลาหมึก กุ้ง และปูอัด ทุกเมนูเสิร์ฟชุดใหญ่ให้แบ่งกันกินได้หลายคน แต่หากมาคนเดียวหรือชั่วโมงเร่งด่วนก็มีเซ็ตเมนูให้เลือกอิ่มท้องกำลังดีอย่างข้าวยำเกาหลีชามร้อน ทั้งหมดนี้คือความอร่อยที่เลือกได้ไม่จำกัด ถนัดแบบไหนก็สั่งเลย!  

หลังจากพา Kiki Bar บาร์สัญชาติเกาหลีให้กลายเป็นขวัญใจสายกินดื่ม (และแดนซ์) ไปก่อนหน้านี้ ถึงเวลาที่ 4 หุ้นส่วน แป้ง-อิสยาภรณ์ และ 3 หนุ่มชาวเกาหลี Jong Young Yon,Kim Young Jae และ Kim Yung Woo จะต่อยอดความเป็น Kiki ให้สนุกขึ้นอีกขั้น ด้วยการเปิดร้านอาหารเกาหลีใกล้ๆ กัน ในชื่อ Kiki Camp ให้เราได้อิ่มหมีพีมันกับปิ้งย่างฟินๆ กับคอนเซ็ปต์แคมป์ปิ้งกลางเอกมัย         คำว่า Kiki (ㅋㅋ) ในภาษาเกาหลีนั้นคือเสียงหัวเราะ เหมือนกับที่ทางร้านอยากสื่อกับทุกคนว่ามาสนุกกันดีกว่า ทิ้งความเครียดไว้ก่อน แล้วปล่อยให้เสียงฉู่ฉ่าของเนื้อบนกระทะมาแทนที่ ตัวร้านแบ่งออกเป็น 2 โซน ด้านในตกแต่งเรียบแต่เท่ ส่วนใครอยากได้ฟีลแคมป์ปิ้งจริงจัง แนะนำให้ปักหลักด้านนอก เพราะจัดเป็นสนามหญ้าจำลอง พร้อมเต๊นท์หลังใหญ่และเตาบาร์บีคิวที่วันดีคืนดีก็มีปาร์ตี้ปิ้งข้าวโพด ย่างเนื้อกันด้านนอกกันชิลๆ       ไฮไลต์ของร้านแน่นอนว่าเป็นเมนูปิ้งย่างสไตล์เกาหลี โดยเฉพาะ Combo Set ที่คอมโบ้สมชื่อเพราะมีทั้งเนื้อหมูและเนื้อวัว อาทิ สามชั้น สันคอ ริบอายส์ ฯลฯ เสิร์ฟมาบนเขียงไม้ แต่ช้าก่อน เราไม่ต้องลงมือเอง เพราะมีเชฟชาวเกาหลีจะมาย่างให้ถึงโต๊ะ (เหมือนไปกินที่เกาหลีเลย) พร้อมด้วยเครื่องเคียงที่เสิร์ฟในถาดหลุมนักเรียน อย่างไข่ม้วน ถั่วดำหวาน กิมจิผักกาด กิมจิหัวไชเท้า ผักสลัดและใบงา กินคู่น้ำจิ้มซัมจัง และน้ำจิ้มแจ่วสำหรับคนชอบรสแซ่บ ที่พิเศษคือกระทะที่ใช้เป็นกระทะเป็นทรงสี่เหลี่ยมส่งตรงจากเกาหลี เมื่อปิ้งย่างเสร็จแล้วใช้ผัดข้าวผัดเกาหลีต่อได้ทันที         มีปิ้งย่างแล้วต้องเสริมทัพด้วย Kimchi Stew ซุปกิมจิร้อนๆ ซดให้คล่องคอเสียหน่อย ซึ่งที่ร้านทำได้กลมกล่อม ไม่เปรี้ยวเกินจนบาดคอ ส่วนใครไม่อยากกินหมูก็กระซิบทางร้านให้เปลี่ยนให้เป็นผักแทนได้ ต่อด้วยเมนูง่ายๆ แต่ Small Gimbab (ข้าวห่อสาหร่ายสอดไส้ผักและไข่) คิมบับของทางร้านเป็นคิมบับชิ้นเล็ก เสิร์ฟ 5 ชิ้น ใช้มือหยิบส่งตรงเข้าปากแล้วได้ทั้งกลิ่นหอมของงา ความกรอบของสาหร่ายและผักด้านใน       ปิดท้ายมื้อนี้ด้วย Sausage Stew บูเดชิแกหรือหม้อไฟเกาหลีเดือดปุดๆ มาครบทั้งเส้นรามยอน ไส้กรอก ต็อกหนึบๆ ชีส เห็ด ในน้ำซุปสุดเข้มข้น เผ็ด หวาน และเค็ม หม้อนี้เหมาะสำหรับแชร์กันเป็นแก๊ง แย่งกันตักแย่งกันคีบ แป๊บเดียวก็หมดหม้อ ตามด้วยโซจูสักขวด ฟินเชียว     ส่วนสาย K-Pop อิ่มแล้วอย่าเพิ่งยอมแพ้ นั่งย่อยสักนิด แล้วไปแดนซ์ต่อเลยที่ Kiki Bar เอ้า ไฟท์ติ้ง!

เวลาคิดอยากกินอาหารเกาหลีทีไร เชื่อเถอะว่าร้อยทั้งร้อยไม่พ้นไปจบตรงที่โคเรียนทาวน์แหล่งรวมความอร่อยสไตล์กิมจิหน้าปากซอยสุขุมวิท 12 แต่ตอนนี้เรามีตัวเลือกแห่งใหม่ให้ไปลองกัน แถมยังอยู่ใกล้รถไฟใต้ดินเหมือนเดิม เพราะเพียงแค่เดินออกจาก MRT ศูนย์วัฒนธรรม ทางออก 4 ข้างๆ ตึก RS Tower ก็จะถึง Dosirak จุดหมายของเรา     ที่ต้องเคลมว่าที่นี่เป็นคาเฟ่ลึกลับก็เพราะ ร้านนี้ซุกซ่อนตัวอยู่บนชั้น 2 ตึกเดียวกันกับ Jiduban G Market มินิมาร์ทที่รวบรวมสินค้าอาหารแห้งจากเกาหลีมาให้ช็อปกันอย่างฉ่ำใจที่เปิดให้บริการมาก่อนหน้านี้ ดังนั้นวิธีเข้าร้านก็ให้มองหาบันไดแคบๆ ที่อยู่ทางซ้ายมือของมินิมาร์ทจากนั้นก็ให้เดินขึ้นไปก่อนจะได้พบกับคาเฟ่ที่ประดับประดาไปด้วยหลอดไฟแสนอบอุ่น     นอกจากแสงไฟเหลืองๆ เรืองรองที่เรารักแล้ว ความน่ารักของที่นี่ยังอยู่ที่การตกแต่งและการใช้พื้นที่ได้คุ้มค่ามากๆ เพราะมีโต๊ะให้เราได้เลือกทั้งแบบโต๊ะเดี่ยวสำหรับนั่งคนเดียว โต๊ะริมหน้าต่างให้มองวิวข้างนอก โต๊ะแบบนั่งรวมสำหรับคนมาเป็นกลุ่ม ไปจนถึงมุมสำหรับคนมาเป็นคู่ก็ดูโรแมนติก แถมอีกมุมหนึ่งยังเป็นมุมขายเสื้อผ้าสำหรับคนรักแฟชั่นแบบเกาหลีอีกด้วย (รักเลย...)     หากมองเผินๆ คงต้องบอกว่าเราแทบไม่รู้สึกว่าที่นี่เป็นร้านอาหารเกาหลี จนกระทั่งเจ้าของร้านชาวเกาหลีที่มาพร้อมเมนูอาหารเกาหลีเท่านั้นแหละ ถึงได้มั่นใจว่าเรามาถูกร้านแล้ว ก่อนจะเหลือบไปเจอกับซีรีส์เกาหลีเรื่องโปรดที่เปิดอยู่บนจอแอลซีดีก็เป็นอีกสิ่งที่ช่วยยืนยันอีกรอบ แต่อย่าดูซีรีส์เพลินไปล่ะ เพราะยังมีหลากหลายความอร่อยรออยู่     เรามาเริ่มกันด้วย Kimbap (150 บาท) เมนูสุดฮิตของชาวเกาหลีที่มีหน้าตาคล้ายกับข้าวห่อสาหร่ายสไตล์ญี่ปุ่น แต่คิมบับมักจะสอดไส้ด้วย หมู ไข่ และผักหลากสี และโรยด้วยงาอีกเล็กน้อย เรียกว่าคำใหญ่ชิ้นโตยิ่งกินยิ่งเพลิน ต่อด้วย Fried Mandu (100 บาท) เกี๊ยวทอดร้อนๆ เสิร์ฟพร้อมซอสคันจังหรือซีอิ๊วใส่ต้นหอมรสเค็มหน่อยๆ       แต่ถ้าสองจานแรกดูยังไม่จุใจก็ต้องลอง Bibimbap (218 บาท) บิบิมบับหรือข้าวยำเกาหลีที่เราคุ้นชื่อกัน สำหรับข้าวยำของที่นี่จะเสิร์ฟกับไข่ดาวอยู่ในชามทองเหลืองใบโตเพื่อให้เราได้สนุกกับการคลุกเคล้าข้าวเข้ากับส่วนผสมของผัดผักหลายสี หมูสไลซ์บาง และซอสโคชูจัง แม้สีข้าวจะแดงดูเหมือนเผ็ดแน่ๆ แต่คงต้องบอกว่ารสมือของร้านนี้ค่อนไปทางหวานหอม จนน่าจะถูกใจคนไทยเลยแหละ และที่สำคัญยังมาพร้อมน้ำซุปถ้วยเล็กซดคล่องคอ     สำหรับแฟนคลับคนรักมาม่าเกาหลีก็ห้ามพลาด Ramen (118 บาท) ที่เราคงต้องบอกว่าต้องให้คนเกาหลีต้มจริงๆ ถึงได้เส้นที่เหนียวนุ่มแบบนี้ (แอบต้มกินที่บ้านเส้นก็ไม่เป๊ะแบบนี้ หัวใจขอสารภาพ) แถมยังต้มได้ร้อนมากและร้อนนาน จนเกิดความสงสัยว่านี่อร่อยหรืออุปทานกันแน่ (ฮา) ร่วมด้วยเมนูสุดท้ายที่ฮิตไม่แพ้กันอย่าง Teokbokki (168 บาท) แป้งต็อกเหนียวๆ ผัดในซอสรสเผ็ด แต่จานนี้ค่อนข้างไปทางหวานหน่อยๆ ไม่เผ็ดเท่าที่คิด แต่พกความร้อนแรงมาเต็มพิกัด เพราะเสิร์ฟมาในกระทะร้อน       แล้วอย่าลืมปิดท้ายมื้อด้วยเครื่องดื่มเย็นๆ สักแก้วอย่าง Iced Caramel Macchiato (75 บาท) กาแฟใส่คาราเมลหวานหอมสดชื่นถึงใจ  

แฟนคลับไก่ทอดเกาหลีเตรียมยิ้มได้เลย เพราะตอนนี้ Chir Chir Fusion Chicken Factory ร้านดังจากเกาหลี เจ้าของสาขากว่า 100 แห่งทั่วเอเชีย พร้อมเสิร์ฟความอร่อยในบ้านเราเป็นที่เรียบร้อยที่ชั้น 6 เซ็นทรัลเวิลด์ และอย่างที่เรารู้กันว่า ชาวเกาหลีโปรดปรานไก่ทอดเอามากๆ โดยเฉพาะการกินไก่ทอดคู่กับเบียร์ที่รสชาติเหมาะเจาะเหมือนเป็นคู่ตุนาหงัน จนกลายเป็นวัฒนธรรมการกินแบบย่อมๆ ที่เรียกว่า ชิแม็ก (Chimaek) นั่นเอง       ชื่อร้านเชอร์ เชอร์ สื่อถึงเสียงแห่งความฉู่ฉ่าเวลาไก่ทอดในน้ำมันเดือดจัด ซึ่งเคล็ดลับอยู่ที่การคลุกเคล้าเนื้อไก่กับเครื่องปรุงรสสูตรลับนานหลายชั่วโมง ทอดให้กรอบนอกนุ่มใน แค่เห็นก็น้ำลายสอ มาถึงแล้วสั่งเลย Garlicky Chicken ไก่ทอดซอสกระเทียมหอมๆ รสชาติกลมกล่อม โรยหน้าด้วยกระเทียมเจียวสับละเอียด และอัลมอนด์สไลซ์ ความเก๋ของที่นี่คือที่คีบไก่ทำออกมาให้รูปร่างเหมือนขาไก่เพิ่มความสนุก แต่หากจะให้ฟิน แนะนำให้สวมถุงมือแล้วหยิบเข้าปากไปเลย     ส่วนใครเลิฟรสหอมหวาน แนะนำ Honey Butter Chicken ไก่ไม่มีกระดูกคลุกเคล้ากับผงปรุงรส ราดด้วยซอสเนย และได้ความหวานจากน้ำผึ้ง มาพร้อมเค้กข้าวทอดและมันทอด อร่อยเชียว ต่อด้วยอีกหนึ่งไฮไลต์อย่าง Spicy BBQ Roasted Chicken ไก่อบซอสบาร์บีคิว มาครบแบบทั้งตัว ปีก คอ อก สะโพก ซอสรสเผ็ดหวานเข้มข้นเคลือบเนื้อไก่นุ่มๆ ได้พอดีไม่หนาเกินไป มีเค้กข้าวให้ได้เคี้ยวหนึบหนับ เคียงด้วยมันอบเข้ากัน       นอกจากเมนูไก่แล้ว ที่ร้านยังมีเมนูอื่นให้ได้ลองกัน อาทิ Topokki & Cheese ต๊อกโปกกีชีสกระทะร้อน หรือจะลอง Spicy Seafood Soup ซุปทะเลรสเผ็ด ซดแล้วคล่องคอมาก แถมเครื่องแน่นทั้งหมึก กุ้ง และปู ส่วนเครื่องดื่มของที่ร้านก็เก๋ อาทิ Grapfruit Yogurt แก้วนี้สดชื่นมาก โยเกิร์ตปั่นกับเกรปฟรุตและส้ม และที่ขาดไม่ได้ (ไม่อย่างนั้นไม่ใช่ชิแม็ก!) คือ Chir Cream Beer เบียร์แก้วสูงโปะด้วยวิปครีมนุ่มๆ           จิบแล้วปากเปื้อน จมูกเปื้อนเล็กน้อยเหมือนในซีรีส์เกาหลีเป๊ะเลย

พูดเรื่องอาหารเกาหลีเมื่อไหร่ ชื่อแรกที่อยู่ในใจหลายคนคงจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้ นอกจาก ห้องอาหารคองจู ( Kongju ) ชั้น 2 โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส ร้านอาหารเกาหลีร้านแรกๆ ในกรุงเทพฯที่ปลุกกระแสความมาแรงของวัฒนธรรม K-Food ให้เกิดขึ้นได้ในบ้านเรา แม้จะผ่านมานานกว่า 20 ปีแล้ว แต่ที่นี่ยังคงความพิถีพิถันทุกขั้นตอน โดยมีมาดามคิม ฮันนา ผู้เชี่ยวชาญอาหารเกาหลีเป็นผู้ดูแลด้วยตัวเอง     ไฮไลต์ของที่นี่คือการตกแต่งสไตล์ “ฮันอก” (บ้านโบราณ) และบรรยากาศที่ชวนให้รู้สึกเหมือนได้ไปนั่งลิ้มรสมื้ออร่อยกันถึงดินแดนกิมจิ ส่วนเมนูอาหารเน้นเป็นอาหารเกาหลีดั้งเดิม เราแนะนำ All you can eat เซ็ทบาร์บีคิวบุฟเฟต์ที่รับรองว่าถูกใจสายปิ้งย่าง ( ช่วงนี้มีโปรโมชั่น 680 บาท จาก 850 บาท เฉพาะวันจันทร์-วันพฤหัสบดี) ที่นี่จัดเต็มเนื้อวัว เนื้อหมู ซี่โครงหมูหมัก เนื้อไก่ ปลาแซลมอน ปลาหมึก ปลากะพง ให้เราเลือกสั่ง ย่างบนเตาถ่านร้อนๆ แถมมาพร้อมเมนูพิเศษอย่างข้าวกระเทียม ซุปกิมจิ กุ้งผักกาดแก้ว ไก่ทอดพริก ฯลฯ แถมเครื่องเคียงก็จัดเต็มให้ได้ฟินกันจนอิ่มแปล้ (ถั่วดำหมักซีอิ๊วเกาหลีของที่นี่อร่อยมากจริงๆ)       ส่วนใครไม่ถนัดบุฟเฟต์ เมนูอะลาคาร์ตก็ดีงามประทับใจ อาทิ Goo Jeol Pan หรือเจ้าหญิงปทุมวัน เสิร์ฟมาในกล่องสีดำสวยงาม แอบถามได้ความว่าเป็นการจำลองกล่องข้าวของจักรพรรดิในอดีต เมื่อต้องออกไปทำภารกิจนอกวัง ด้านในมีแผ่นแป้งข้าวเจ้าและเครื่องเคียงอีก 9 ชนิด อาทิ แครอต เห็ดเข็มทอง ไก่ฉีก แตงกวา ไข่ ฯลฯ  วิธีกินก็แสนง่าย เพียงแค่ใช้ตะเกียบคีบทุกอย่างมาวางเรียงบนแป้ง (ไส้แน่นมากหรือน้อยแล้วแต่ความหิวเลย)  ต่อด้วย Dak Kang Jeong ไก่ชุบแป้งทอด กรอบนอกนุ่มใน คลุกเคล้ากับซอสรสเผ็ดหวานสูตรเฉพาะ โรยงาและกระเทียมทอด เราชอบที่เนื้อไก่ยังคงความชุ่มฉ่ำ แถมมีกลิ่นหอมของงา และอีก 1 เมนูห้ามพลาด Ho Vak Kal Bee Tchim ( ซี่โครงต้มเค็มเกาหลี) เสิร์ฟสุดอลังการในผลฟักทอง ความเก๋อยู่ที่วิธีการเสิร์ฟที่ค่อยๆ หั่นฟักทองออกเป็นริ้ว มองแล้วเหมือนดอกไม้กำลังเบ่งบานเลยทีเดียว     ตบท้ายอีกนิดด้วย Soo Jeong Kwa น้ำอบเชยปั่น กลิ่นหอมสดชื่น ปิดท้ายมื้ออร่อยได้อย่างลงตัว  

เรียกว่าเป็นบุฟเฟ่ต์สำหรับคนรักชีสตัวจริง สำหรับ “King Grill” ร้านปิ้งย่างบาร์บีคิวชีสสไตล์เกาหลีที่หยิบเมนูเด็ดจากแดนกิมจิมาผสานกับความอร่อยหลากหลายในแบบไทยๆ ได้อย่างลงตัว ที่สำคัญยังคัดสรรแต่วัตถุดิบระดับพรีเมียมทั้งเนื้อ หมู ซีฟู้ด ไปจนถึงผักสดนานาชนิด รวมทั้งซอสที่มีให้เลือกชิมหลากหลายให้เปลี่ยนรสชาติได้แบบไม่จำเจ     สำหรับไฮไลต์ของคิงกริลล์อยู่ที่ “ชีส” คุณภาพดีเข้มข้นหอมมันเข้ากับทุกเมนู แต่หากละลานตาจนเลือกไม่ถูก เราแนะนำให้เริ่มด้วยจานเด่น อาทิ เนื้อคาลบีและเนื้อบุลโกกิสูตรเด็ดที่ร้านหมักเอง เนื้อสันคอออสเตรเลีย เนื้อและหมูสามชั้น         ส่วนคนรักซีฟู้ดก็ต้องบอกว่าถูกใจแน่นอน เพราะที่นี่คัดสรรแต่วัตถุดิบคุณภาพส่งตรงจากทะเล ไม่ว่าจะเป็น กุ้งแม่น้ำ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ และแซลมอน ซึ่งแต่ละอย่างทั้งสดและหั่นเสิร์ฟแบบชิ้นโตสะใจ จะกินแบบจุ่มชีส กินกับไข่ตุ๋นและข้าวโพดคลุก หรือจะห่อผักพร้อมกิมจิก็อร่อยได้ตามใจ ที่สำคัญน้ำจิ้มของคิงกริลล์ยังมีให้เลือกอร่อยแบบละลานตา อาทิ น้ำจิ้มซีฟู้ดสุดแซ่บ น้ำจิ้มสุกี้หวานเปรี้ยวเผ็ด น้ำจิ้มแจ่วรสจัดจ้าน และน้ำจิ้มปิ้งย่าง ซึ่งทั้งหมดมาพร้อมพริก กระเทียม และน้ำมะนาวให้ปรุงตามชอบอีกด้วย           แต่หากอยากอิ่มแบบเบาๆ ลองสั่งเป็นชุดปิ้งย่างขนาดกำลังดี หรืออาหารจานเดียวอย่างหม้อไฟเกาหลี จาจังเมียน และซุปกิมจิที่เหมาะกับมื้อกลางวันก็ฟินไม่แพ้กัน   สนับสนุนผลิตภัณฑ์โดย   

ร้านอาหารเกาหลีโฮมเมดสุดฮิปของคุณเดียร์ที่ได้ไอเดียจากการไปตะลุยชิมอาหารในแดนกิมจิ อีกทั้งยังมีแฟนเป็นคนที่โน่นยิ่งได้ประสบการณ์ด้านนี้ไปแบบเต็มตัว เมนูที่ร้านเป็นแบบผสมผสานทั้งสูตรดั้งเดิมสไตล์แม่บ้านเกาหลีทำกินเองและฟิวชัน พร้อมอิมพอร์ตวัตถุดิบมาปรุงในแบบฉบับของร้าน อาทิ กิมจิ เครื่องแกง และซอสต่างๆ นอกจากนี้ยังมีเครื่องดื่มสูตรพิเศษ Tropical Soju Coktail โซจูผสมน้ำผลไม้เสิร์ฟในแก้ว Tiki ดูสดใสฮาวาย หรือจะลอง Makgeolli Pot Set ไวน์ขาวที่ได้จากการหมักข้าวเสิร์ฟในกาน้ำแบบที่เกาหลีก็มีนะ       เมนูแนะนำ Super Soul Chicken ไก่ทอดเนื้อนุ่มหนังกรอบคลุกโคเรียนฮอตซอส หวานๆ เผ็ดๆ   Kimchi Avocado Salad ผักสลัด อะโวคาโด และกิมจิโฮมเมด ราดน้ำสลัดงาหอมๆ กินแล้วสดชื่น   Pork Gogi หมูย่างจานร้อน ใช้สันคอหมูหมักซอสที่ปรุงขึ้นเอง กินแกล้มกับผักสด ใบงา และสารพัดเครื่องเคียง อย่างกระเทียม พริกเขียวเกาหลี และซอสซัมจัง   Spicy Carbonara Ramean เส้นราเมียนผัดกับครีมชีสเข้มข้น ไส้กรอก และซอสเกาหลีรสเผ็ดหวาน

Cheese Owl ร้านบุฟเฟต์หม้อไฟเกาหลีสำหรับคนรักชีส นอกจากมีมาสคอตเป็นอปป้านกฮูกแล้ว คำว่า Owl ยังพ้องเสียงกับคำว่า Hour ในภาษาอังกฤษอีกด้วย ให้รู้กันไปเลยว่าที่นี่เป็นสวรรค์สำหรับสาวกชีสโดยแท้ ทีเด็ดต้องยกให้น้ำซุปรสกลมกล่อม เลือกได้ทั้งซุปใสและซุปสไปซี่สุดแซ่บให้คีบเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว และซีฟู้ดลงไปแกว่งไกวให้พอสุก จากนั้นจุ่มชีสอุ่นๆ ยืดๆ ก่อนส่งต่อเข้าปาก ปิดท้ายด้วยของหวานสัญชาติเกาหลีอย่างบิงซูที่สั่งได้แบบไม่อั้นเลยทีเดียว     เมนูแนะนำ ชุดหม้อไฟเกาหลี คัดวัตถุดิบมาอย่างดี เนื้อริบอาย คุโรบูตะสันคอ คุโรบูตะสันนอก เนื้อลายออสเตรเลีย แซลมอน หอยเชลล์ ฯลฯ จิ้มน้ำจิ้มเกาหลีหรือน้ำจิ้มซีฟู้ดก็เข้ากัน   บิบิมบับ ข้าวยำเกาหลีไซส์มินิ คลุกเคล้าให้เข้ากันก่อนกิน เสริมความอร่อยด้วยกิมจิรสเปรี้ยว   ต๊อกโบกกี แป้งต๊อกเหนียวนุ่มผัดกับซอสโคชูจังรสชาติสุดเข้มข้น   ไก่ฮอตแอนด์สไปซี่ ไก่ทอดหนังกรอบเนื้อนุ่ม เคลือบด้วยซอสรสเผ็ดหวาน 

แม้ใครหลายคนจะรู้จัก “คิมซองซู” ในฐานะนักแสดงจากซีรีส์ Full House แต่ความจริงแล้วฝีมือการทำอาหารของหนุ่มคนนี้เรียกว่าไม่ธรรมดา อย่างที่ใครหลายคนอาจเคยได้เห็นฝีมือในรายการ Master Chef Korea Celebrity มาแล้ว และตอนนี้คนไทยกำลังจะได้ชิมกิมจิสูตรอร่อยที่ผ่านการหมักนาน 3-6 เดือน ก่อนจะนำมาผัดกับข้าวสวยร้อนๆ ควันฉุย ซึ่งเราขอแนะนำให้สั่งเป็นเซ็ตเพราะมีทั้งสลัดและซุปซดคล่องคอในราคาเพียง 75 บาทเท่านั้น      เมนูแนะนำ Bulgogi Fried Rice ข้าวผัดกิมจิ โดดเด่นด้วยเนื้อวัวหมักหอมๆ เคี้ยวหนึบ   Spicy Pork Fried Rice ข้าวผัดกิมจิสันคอหมูหมักซอส เหมาะสำหรับคนชอบกินเผ็ด   Tofu Fried Rice ข้าวผัดสำหรับสายเฮลท์ตี้ที่มาพร้อมเต้าหู้เนื้อนุ่ม เข้าคู่กับกิมจิรสจัดได้ลงตัว Pajeon พิซซ่าเกาหลีเนื้อฟูนุ่มเคี้ยวเพลินกับต้นหอมและซีฟู้ด

ร้านราเมงสไตล์เกาหลีของไซ (PSY) นักร้องหนุ่มเจ้าของเพลงสุดฮิต Gangnam Style โดยงานนี้นอกจากหนุ่มไซจะมาโชว์สเต็ปความน่ารักผ่านตัวการ์ตูนรอบร้านแล้ว ทีเด็ดยังอยู่ที่ราเมงเส้นหยักเหนียวสูตรเฉพาะในน้ำซุปกระดูกหมูและผักที่ต้มนานกว่า 12 ชั่วโมง แต่ยังไม่หมด! เพราะความอร่อยที่แท้จริงอยู่ที่น้ำพริกสูตรพิเศษที่เพียงแต่เติมก็เผ็ดจนไฟลุก รสชาติโดนใจคนไทยอย่างแน่นอน       เมนูแนะนำ Kimchi Steamed Dumpling เกี๊ยวตัวอ้วนไส้กิมจิรสเผ็ดเปรี้ยวติดปลายลิ้นเสิร์ฟมาในหม้อร้อนๆ   Spicy Sausage Noodle ราเมงไส้กรอกรสเผ็ดหนักเครื่อง เสิร์ฟพร้อมชีสยืด รับประกันความนัว   Spicy Cold Noodle เมนูสุดเก๋ที่ชาวเกาหลีเรียกกันว่า บิบิมนู้ดเดิ้ล เพราะเป็นการนำหมี่เย็นมาผสมผสานกับบิบิมบับ ส่วนวิธีกินแน่นอนว่าจะต้องคลุกผักและซอสให้เข้ากันก่อนส่งเข้าปาก   Blue Crab Noodle ราเมงสุดคุ้มที่ได้ไอเดียจากจัมปงเกาหลีหรือบะหมี่ในซุปซีฟู้ดรสเผ็ด จานนี้จึงยกความอร่อยของปูม้า กุ้งแม่น้ำ หอยตลับ และปลาหมึกชิ้นโตมาจนแน่นชาม

สร้างความฮือฮาเลยทีเดียว เมื่อศูนย์การค้า SHOW DC ได้เนรมิตพื้นที่ชั้น 6 ส่วนดาดฟ้าให้กลายเป็นอาณาจักรความบันเทิงและความอร่อยสไตล์เกาหลีในนาม YG Republique ของค่ายเพลง YG ที่สร้างศิลปินชื่อดังมาแล้วมากมาย อาทิ BIGBANG, PSY, 2NE1, WINNER, IKON และล่าสุดกับ BLACKPINK     K-Pub นับเป็น 1 ใน 3 ร้าน นอกเหนือจากคาเฟ่แสนสดใส BIGBANG Cafe by 3 Birds และ 3 Butcher’s ร้านเนื้อย่างสุดอร่อยที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน ขณะที่ K-Pub ถูกนำเสนอออกมาในแบบของรูฟท็อปบาร์ที่มีให้เลือกทั้งเอาต์ดอร์นั่งรับลมชมวิวบนถนนพระราม 9 หรือจะนั่งชิวข้างในแบบเท่ๆ ก็ดีไม่แพ้กัน และแม้ว่ามีตัว K นำหน้าเพื่อการันตีความเป็นเกาหลีทุกกระเบียด แต่ความจริงแล้วที่นี่ได้ผสมผสานวัฒนธรรมการดื่ม อาหาร และแนวเพลงอย่างเป็นสากล เครื่องดื่มจึงมีให้เลือกตั้งแต่โซจู (เหล้าเกาหลี) ไวน์ ไปจนถึงคราฟต์เบียร์ เช่นเดียวกับเพลงที่เปิดซึ่งไม่ใช่มีแต่เพลงเกาหลีเท่านั้น หากยังมีเพลงสากล และไลฟ์แบนด์ที่จะหมุนเวียนกันมาเล่นในทุกวัน แต่ถ้าใครชอบดีเจโอปป้าเกาหลีก็มานั่งรอกันได้       ส่วนเรื่องอาหาร K-Pub สาขานี้อาจจะจัดใหญ่จัดเต็มกว่า เนื่องจากคนขอแค่กับแกล้มเป็นพอ (เพราะกินจากที่อื่นมาแล้ว) แต่เมื่อคนไทยขออิ่มไว้ก่อนแบบร้านเดียวจบ เราจึงมาเริ่มกันด้วย Fried Calamari & Shrimp ปลาหมึกและกุ้งทอดแบบเกาหลีที่ทอดด้วยแป้ง 2 ชนิด จนได้ความกรอบนอกนุ่มใน ก่อนจะมาคลุกเคล้ากับเกลือและพริกคาเยน เสิร์ฟพร้อมซอสสวีตชิลลีมายองเนสรสหวานมัน      ต่อด้วย Mac & Cheese มักกะโรนีอบชีสเชดดาร์และชีสมอซซาเรลลา เพิ่มความหอมอร่อยด้วยเบคอนและหอมหัวใหญ่ชิ้นเล็ก     สำหรับจานใหญ่หลายคนก็ต้อง Smoked Meat Platter ที่รวมความอร่อยสไตล์บาร์บีคิวไว้จนแน่น ไม่ว่าจะเป็นซี่โครงหมู ซี่โครงเนื้อ และน่องไก่ เสิร์ฟพร้อมพริกย่าง ข้าวโพดย่าง ขนมปังนุ่มๆ และซอส 3 รสให้ลองชิมตามความชอบ      พลางจิบ YG IPA คราฟต์เบียร์พิเศษของวายจี โดดเด่นด้วยรสชาติที่เน้นความเป็นดั้งเดิมสมชื่อ IPA – India Pale Ale ซึ่งเป็นการหมักเบียร์อังกฤษในสมัยโบราณ รสชาติที่ออกมาจึงมีความขมอมหอมของฮอป และเพื่อให้ได้รสชาติเต็มขั้น จึงเสิร์ฟมาในแก้วทองแดง     ถ้าชอบรสนิ่มนวลเราก็ขอแนะนำ K-Pub Whisky Sour ค็อกเทลซิกเนเจอร์ซึ่งนำเอาวิสกี้ที่อินฟิวส์กับโสม ก่อนจะเติมความเปรี้ยวปรี๊ดด้วยเลมอน รับรองมีติดใจ  

ใครเป็นแฟนคลับของ "Rain" ซูเปอร์สตาร์ขาแดนซ์จากเกาหลี ห้ามพลาดความอร่อยสไตล์อิตาเลียนที่ After The Rain ตั้งใจนำเสนอเมนูโฮมเมดสุดโปรดของหนุ่มหล่อหน้าตี๋ที่ได้เชฟมากฝีมือมาช่วยสร้างสรรค์อย่างพิถีพิถันและมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร นอกจากนี้ยังมีขนมปังสูตรเกาหลีหน้าตาน่ากินอีกมากมายที่เหล่าเบเกอรี่เลิฟเวอร์เป็นต้องถูกใจอย่างแน่นอน     เมนูแนะนำ Calamari Fritti ปลาหมึกชุบแป้งทอดชิ้นโต กินคู่ซอส Green Chilli Sour รสจัดจ้าน   Crab Meat Caesar Salad สลัดซีซาร์ใส่เนื้อปูแบบจุใจ กินคู่กับน้ำสลัดสูตรพิเศษ Grilled Chicken & Quinoa น่องไก่ติดสะโพกย่างกำลังดี ราดซอสลูกฟิกผสมควินัว เสิร์ฟพร้อมผักย่าง   Sun Dry Tomato Flat Bread แป้งบางกรอบหน้าผักกรีนโอ๊ก มะเขือเทศตากแห้ง และชีสริคอตตา โรยชีสพาร์เมซานอีกชั้น