นอกจากจะเป็นย่านสุดฮิปแล้ว อารีย์ยังเป็นย่านสุดน่ารัก เพราะมีร้านข้าวกล่องน้องใหม่สีสันสดใสในชื่อ “Don Don” ที่จะมานำเสนอความอร่อยของข้าวกล่องญี่ปุ่นที่ทั้งสดใหม่ สะดวก และราคาเป็นกันเอง โดยเริ่มต้นที่ 65 บาทเท่านั้น         ส่วนบรรยากาศก็มาในรูปแบบของเคาน์เตอร์บาร์ที่มีครัวเปิดอยู่ตรงกลาง ดังนั้นทุกคนจึงแน่ใจได้ว่าเมื่อเราเริ่มต้นสั่งอาหาร อาหารทุกจานจะถูกปรุงอย่างสดใหม่พร้อมเสิร์ฟกันแบบร้อนๆ ให้เราได้ติดตามอย่างใกล้ชิด เริ่มกันด้วย Udon Tom Yum ที่เปลี่ยนอุด้งสไตล์ญี่ปุ่นให้จัดจ้านด้วยน้ำซุปต้มยำถึงเครื่องเสิร์ฟพร้อมกุ้งตัวโตเนื้อแน่น อีกทั้งยังมาพร้อมมะนาวให้เราเติมความเปรี้ยวจี๊ดกันอีกด้วย     แต่ถ้าชอบรสเผ็ดร้อนแบบแห้งก็ต้องลอง Yaki Soba Tom Yum ยากิโซบะต้มยำแห้งกุ้งโดดเด่นด้วยโซบะเส้นเหนียวนุ่มที่เข้าคู่กับความเผ็ดร้อนได้อย่างลงตัว ยิ่งสูดเส้นก็ยิ่งเพลิน แถมยังมีสลัดมาให้กินเล่นกันอีกด้วย     ส่วนคนรักอาหารจานข้าวก็ห้ามพลาด Salmon Katsu ข้าวหน้าปลาแซลมอนชุบแป้งทอดชิ้นใหญ่หนานุ่มวางบนสลัดผักที่พกพาความสดชื่นของผักกาดแก้วและมะเขือเทศ ร่วมด้วยน้ำสลัดรสเปรี้ยวนิดๆ มาคู่กัน หรือจะสั่งชามะนาวมาด้วยก็ไม่ผิดกติกา     นอกจากนี้ยังมีของกินเล่นอย่าง Edamame Stir Fried with Bacon ถั่วแระญี่ปุ่นผัดเบคอน รสชาติหอมๆ มันๆ และ Tebasaki Gyoza เมนูสุดเก๋ที่นำปีกไก่ทอดมายัดไส้เกี๊ยวซ่าหมูสับ ที่เราขอบอกเลยว่าเข้าคู่ได้กับทุกเมนูอร่อยเลยล่ะ    

โอมากาเสะน้องใหม่ที่เปิดให้บริการได้ไม่ถึงปี แต่ชื่อเสียงความอร่อย บรรยากาศ และเชฟฝีมือคุณภาพแถมหน้าตาดี ทำให้ “Tenko Omakase” กลายเป็นร้านโอมากาเสะที่มาแรงในตอนนี้     เมื่อเข้ามาถึงเราจะพบกับการออกแบบร้านที่มีความร่มรื่นภายในโรงแรมพูลแมน กลางใจเมืองกรุงเทพ Tenko เลือกการออกแบบร้านด้วยวัสดุธรรมชาติสไตล์ญี่ปุ่น ภายในตกแต่งโทนสีไม้ สีครีมและสีเทาให้ความรู้สึกอบอุ่น เหมือนกินอาหารในบ้านกลางสวนที่รอบล้อมด้วยบ่อปลาคาร์ฟ ร้านใส่ใจไปจนถึงเครื่องเซรามิคและเครื่องใช้ที่ได้รับการคัดเลือกจากช่างฝีฝือชาวญี่ปุ่น อาทิเช่น Shunsuke Tanaka, Takuya Yokoyama และ Hideto Kamii ซึ่งเป็นงานฝีมือที่มีแค่ร้าน Tenko เท่านั้นอีกด้วย       ส่วนเชฟที่รับหน้าที่รังสรรค์โอมากาเสะที่นี่ไม่ธรรมดาทั้งคุณภาพและหน้าตาเลยทีเดียว เชฟ “โกจิ โคบายาชิ” เชฟหนุ่มหน้าตาดีผู้มีประสบการณ์ด้านอาหารญี่ปุ่นมากว่า 10 ปี และเคยร่วมงานกับร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดังระดับมิชลินสตาร์ 1 ดาว เมืองซานฟรานซิสโกอีกด้วย     วัตถุดิบของที่ร้าน “Tenko Omakase” นั้นมีตั้งแต่ เนื้อวัว TAKESHIMA A4 วากิว, หอยเชลล์ฮอกไกโด, กุ้งทะเลแดงจากคิวชู, ข้าวจากนิกาตะและมะเขือเทศมรดกสืบทอดจากยามานาชิ ซึ่งเราจะได้กินกันในคอร์สต่อจากนี้ด้วย     เริ่มคอร์สกันที่เหล่าเมนูเรียกน้ำย่อยที่เสิร์ฟมาด้วยกันถึง 2 จานใหญ่ จานแรกประกอบด้วยปลาชิมาจิหมักวาซาบิดอง เนื้อปลาสดหวานหอมกลิ่นวาซาบิอ่อนๆ ทูน่าต้มซีอิ๊วท็อปด้วยมันมือเสือรสหวาน มันญี่ปุ่นเนื้อเนียนรูปทรงเต้าหู้ และไข่ปลาแซลมอน เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงอย่างดอกกระเจียวญี่ปุ่น และข้าวโพดทอด ตามมาด้วยอีกหนึ่งจานใหญ่ที่มีบลูฟินทูน่า ปลาอินทรีญี่ปุ่น และหอยสังข์ ประดับด้วยเปลือกหอยสังข์สวยงามอลังการ       เมื่อจบเมนูเรียกน้ำย่อยแล้ว มาต่อที่ข้าวปั้นหน้าต่างๆ ไล่ระดับรสชาติตั้งแต่เบาไปหนัก เริ่มที่ปลา “Kinmedai” เนื้อหวานมัน, “Hokkigai หอยปีกนก” เนื้อหอยเด้งหนึบหนับ       “ปลาหมึก Shiro – ika” ท็อปด้วยอูนิรสหวาน, “Hotate หอยเชลล์” ย่างกำลังดีห่อด้วยสาหร่าย        “Kekani ikura don” ข้าวคลุกอูนิหวานมัน โรยด้วยปูขนท็อปด้วยไข่ปลาแซลมอน ตัดรสชาติด้วยเมนูใหม่อย่าง “Yurine Manjyu” ใช้เกสรดอกไม้กินได้นำมาฝนจนเนื้อฟูเนียน รสชาติคล้ายเผือกหวาน       ต่อกันที่เมนู “Kamatsu” ปลาน้ำดอกไม้ญี่ปุ่นท็อปด้วยขิงฝน, “Kohada” ปลาซาดีนท็อปด้วยสาหร่ายสีขาว        “Hakkaku” ปลาแปดเหลี่ยมเนื้อแน่น ทาซอสสูตรพิเศษของร้าน เสิร์ฟพร้อมหนังปลาทอดกรอบ, “Maguro zuke” ปลาทูน่าเนื้อแดงหมักซอสโชยุ       “Awabi” หอยเป่าฮื้อเสิร์ฟบนข้าวและซอสตับหอยเป่าฮื้อ ถ้วยนี้ได้ทั้งความมัน หอม หวานในคำเดียว และก่อนจะไปต่อด้วย 3 คำส่งท้ายสุดฟิน เชฟเลือกเมนูล้างปากด้วย “Sanma Yaki” ปลาซันมะทอดเสิร์ฟพร้อมมันหวานญี่ปุ่นทอด เวลากินบีบมะนาวลงบนปลาเพิ่มความสดชื่นมากยิ่งขึ้น       ตามด้วย “Matsutake soup” เห็ดยอดนิยมของคนญี่ปุ่น ต้มพร้อมกับข้าวญี่ปุ่นเพิ่มความหอม จากนั้นเสิร์ฟต่อรัวๆ กับ 3 คำที่เชฟภูมิใจนำเสนอที่สุด เริ่มที่ “Bafun Uni” อูนิสดๆ ส่งตรงจากญี่ปุ่นเสิร์ฟบนข้าวและซอสสูตรพิเศษของร้าน       ต่อด้วย “Otoro Abiri” เนื้อปลาทูน่าส่วนโอโทโร่ ท็อปด้วยไข่ปลาคาเวียร์ เมื่อกินเข้าไปแล้วเนื้อปลานุ่มละลายในปากเลยทีเดียว ปิดท้ายด้วย “Anago” ปลาไหลทะเลที่นำไปย่างแต่ยังคงความชุ่มช่ำ แถมปลามีความหวานและหอมกลิ่นซอสสูตรพิเศษของร้านอีกด้วย       ก่อนจะอิ่มกันไปซะก่อน เชฟขอส่งท้ายคอร์สนี้ด้วย ซุปมิโซะรสเข้มข้นร้อนๆ คล่องคอ และของหวานแสนสดชื่นอย่าง ยูสุซอร์เบต์ ไวท์ไวน์เจลลี่และผลไม้สดอย่างองุ่นและสาลี่ส่งตรงจากญี่ปุ่น ปิดท้ายโอมากาเสะมื้อนี้ได้อย่างลงตัว       สำหรับ Tenko Omakase มีให้เลือกทั้งหมด 2 คอร์ส อย่างคอร์สที่เรากินกันไปนั้นคือ Premium Omakase Course ราคา 6000 บาท (21 คำ) และ Dinner Nigiri Course ราคา 4500 บาท (14 คำ) โดยจะเปิดให้บริการทั้งหมด 2 รอบเวลา 18.00 และ 20.00 น. จำกัดเพียง 10 ที่นั่งต่อรอบเท่านั้น

เชื่อว่าการมาของ Ginza Thonglor ไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้แห่งล่าสุดที่ตั้งอยู่บนชั้น 2 และชั้น 3 ของ Hotel Nikko Bangkok น่าจะทำให้เหล่าฟู้ดดี้คึกคักอย่างแท้จริง เมื่อที่นี่ได้มัดรวมร้านอร่อยจากญี่ปุ่นมาให้คนไทยได้สัมผัส เช่นเดียวกับ Tokyo Yakiniku Shoutaian ร้านเนื้อย่างชื่อดังที่มีสาขาในญี่ปุ่นกว่า 9 สาขา ก่อนจะมาเปิดในประเทศไทยเป็นสาขาแรก     ความพิเศษของร้านนี้คงต้องยกให้กับการคัดสรรเนื้อคุโระเกะวากิว (Kuroge Wagyu) หรือเนื้อวัวขนดำพันธุ์ขึ้นชื่อจากเซนได คุมาโมโตะ และฮอกไกโด เกรด A5 มาให้ทำความรู้จักกันอย่างใกล้ชิด ผ่านเนื้อหลากหลายส่วนที่ปรุงและควบคุมการย่างอย่างพิถีพิถัน เริ่มตั้งแต่ถ่านไม้ เตาย่าง และเวลาในการย่าง โดยมีน้องพนักงานมาดูแลความอร่อย ส่วนรายการอาหารจะมีให้เลือกทั้งแบบอะลาคาร์ต เซ็ตลันช์ และโอมากาเสะ ให้เลือกอิ่มตามชอบ แต่เมื่อได้มาเยือนถึงที่ทั้งทีเราเลยไม่พลาดลอง “คอร์สชิโจ ไซเคียว” คอร์สยอดนิยมสำหรับคนรักเนื้อที่รวมความอร่อยตามแบบฉบับโอมากาเสะกับเมนู 12 รายการ (สำหรับ 2 ที่) ที่ทำให้ร้องว้าว!       ประเดิมคำแรกกันด้วย Wagyu Sushi ซูชิเนื้อวากิวคำโตที่อัดแน่นความอร่อยของหอยเม่นจากฮอกไกโด ไข่ปลาแซลมอน จากอาโอโมริ และคาร์เวียร์จากรัสเซีย จนได้รสชาติและเนื้อสัมผัสที่หลากหลายในคำเดียว แล้วมาเรียกน้ำย่อยกันต่อด้วย Cold Soup หรือซุปเย็นประจำวัน อย่างในวันนี้เราได้ลองซุปข้าวโพดข้นสีเหลืองอ่อนรสหวานละมุนเสิร์ฟในแก้วช็อตใบเล็กให้ยกดื่มแบบรวดเดียวหมด     คำที่สามเป็น Wagyu Dish ออเดิร์ฟก่อนเข้าเมนูย่างที่จะสลับหมุนเวียนกัน คราวนี้เราได้ลองเนื้อวากิวดิบสไลซ์เป็นเส้นบางๆ ปรุงในน้ำซอส คลุกเคล้าไปกับงา ต้นหอม และสาหร่าย ให้เนื้อสัมผัสหนุบหนับรสชาติเค็มๆ มันๆ     ต่อด้วยคำที่สี่และห้าที่มาพร้อมกัน ได้แก่ Premium Wagyu Beef Tongue หรือ “ลิ้นวัวบุปผาย่างเกลือ” เนื้อส่วนโคนลิ้นด้านในหั่นชิ้นหนาบั้งเป็นลาย ก่อนที่ลิ้นวัวจะคลายตัวบานออกคล้ายดอกไม้เมื่อถูกความร้อน ความอร่อยขอยกให้รสสัมผัสนุ่มเด้ง ก่อนกินให้ป้ายวาซาบิเล็กน้อยเพื่อตัดความมัน อีกคำเป็น Chateaubriand Steak หรือสเต็กชาโตว์บริยองต์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นราชาแห่งเนื้อ นำมาหั่นชิ้นหนาทว่าพอดีคำ นำมาย่างให้สุกอย่างช้าๆ กินคู่กับเกลือเห็ดทรัฟเฟิลจากอิตาลีส่งกลิ่นหอมกรุ่น       ตามด้วยซิกเนเจอร์เมนูอย่าง Melt in your mouth Hamburg Steak แฮมเบิร์กเนื้อวากิวที่มียอดขายอันดับ 1 ที่ญี่ปุ่น โดดเด่นด้วยความนุ่มฟูและฉ่ำของเนื้อ อีกทั้งรสเปรี้ยวนิดๆ จากซอสที่หมักก็เข้าคู่กับน้ำซุปรสหวานกลมกล่อมได้อย่างเหมาะเจาะ     หลังจากผ่านครึ่งทางก็เข้าสู่คำที่เจ็ด Choice Two Kinds, Two Pieces Yakiniku ที่ยกความอลังการด้วยการเสิร์ฟโชว์ในหีบสมบัติส่งควันฟุ้ง โดยทางร้านได้เลือกเนื้อ 2 แบบให้เราลอง ได้แก่ เนื้อส่วนสันนอกชิ้นใหญ่มันน้อย และเนื้อส่วนสะโพกสุดนุ่ม ตอนเสิร์ฟน้องพนักงานจะค่อยๆ บรรจงม้วนให้พอดีคำวางเรียงคู่กัน วิธีกินก็ง่ายๆ เพียงแค่จิ้มกับซอสไวน์สูตรลับที่จะช่วยชูรสชาติของเนื้อให้เข้มข้นหอมมัน     มาเปลี่ยนบรรยากาศกับคำที่แปด Steamed Wagyu Beef เนื้อวากิวเกรด A5 ส่วนสันนอกชิ้นใหญ่ลายสวยนึ่งในเข่งใบยักษ์พร้อมกับผักนานาชนิด แล้วลงเสิร์ฟในชามใบเล็กกะทัดรัดพร้อมผักหวานๆ ให้เราค่อยๆ คีบส่งเข้าปากสัมผัสกับความนุ่มละมุน     จากนั้นก็ล้างปากด้วย Soup ซุปใสซอดคล่องคอ ต่อด้วยคำที่สิบอย่าง Sirloin Sukiyaki สุกี้ยากี้เนื้อเซอร์ลอยด์หรือเนื้อสันในส่วนติดมันมาปรุงและเสิร์ฟตามตำรับคันไซ ซึ่งจะมีความแตกต่างจากสุกี้ที่เราคุ้นเคยกัน เพราะตำรับคันไซจะกินสุกี้ยากี้แบบขลุกขลิก จุดเด่นความอร่อยเลยอยู่ที่การผสมซอสบนเตา ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาล โชยุ และสาเก แล้วจึงค่อยนำเนื้อลงไปปรุงให้ซึบซับน้ำซอสอย่างช้าๆ เมื่อเนื้อสุกก็นำมากินคู่กับไข่ดิบ รสชาติที่ได้จึงมีทั้งความนุ่มหอมเค็มและมันจากเนื้อ ปิดท้ายด้วยความหวานของไข่ดิบ       แต่ความอร่อยยังไม่สุดทาง เพราะยังมี Namerou Beef Ochazuke ข้าวต้มเนื้อสไตล์ญี่ปุ่น ชูโรงด้วยความอร่อยของเนื้อวากิวดิบปรุงรสปั้นเป็นก้อนวางลงบนข้าวสวยญี่ปุ่น ระเบียบวิธีการกินก็แค่ค่อยๆ เทน้ำซุปชาเขียวลงไปบนข้าวหน้าเนื้อจนท่วม เติมรสชาติด้วยสาหร่าย ต้นหอม และวาซาบิ คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วลิ้มรสความหอมมันและอุ่นท้อง     แล้วมาปิดท้ายกันด้วย Today’s Dessert ของหวานสุดพิเศษประจำวัน อย่างวันนี้เป็นคากิโกริสตรอว์เบอร์รี่ น้ำแข็งใสเกล็ดหิมะนมเนื้อนุ่มท็อปด้วยสตรอว์เบอร์รี่เชื่อมลูกโตที่พกพาความสดชื่น เรียกว่าอิ่มประทับใจกันถึงขีดสุดจริงๆ  

ขอยกให้เมนูข้าวหน้าปลาไหลเป็น 1 ในสุดยอดอาหารญี่ปุ่นที่ต้องอาศัยความประณีตของเชฟมากเป็นพิเศษ ซึ่งนับเป็นความโชคดีของเรา เมื่อร้าน Unagi Toku ร้านระดับตำนานจากเมืองฮามามัตสึ จังหวัดชิซูโอกะที่เปิดมานานกว่า 110 ปี (ตั้งแต่สมัยเมจิ) ได้มาประจำการนอกญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกแล้วที่โซน Rose Dining ฝั่ง Siam Takashimaya Iconsiam ดูแลโดยเชฟชาวญี่ปุ่นที่ชำนาญเรื่องปลาไหลโดยเฉพาะ       สิ่งที่ทำให้เมนูปลาไหลของทางร้านโดดเด่นเป็นพิเศษคือการเลือกใช้เฉพาะปลาไหลสดโดยไม่ผ่านการแช่แข็งเพื่อยังคงรสชาติของเนื้อปลาไว้แบบครบถ้วน อีกทั้งยังใช้วิธีการแล่ปลาสไตล์คันโตแบบผ่าด้านหลัง ต่างจากแบบคันไซที่ใช้วิธีผ่าจากหน้าท้อง นำไปนึ่งก่อน 15 นาที แล้วนำไปย่างอีกครั้ง ปลาไหลของที่นี่จึงมีเนื้อสัมผัสพิเศษคือนุ่มแต่เด้งและไม่มีกลิ่นคาว รวมถึงซอสปลาไหลสูตรโทคุที่ถูกสืบต่อมาหลายชั่วอายุคน ทั้งหอมและกลมกล่อม เลือกได้ทั้งแบบทาซอสหวาน ย่างมิริน และย่างเกลือ       อุ่นเครื่องด้วย Umaki ปลาไหลย่างทั้งตัวห่อไข่เสิร์ฟคู่ซอสรสหวาน คีบเข้าปากแล้วได้ทั้งความนุ่มของไข่ด้านนอก ตามด้วยรสชาติของเนื้อปลาไหลที่ซุกซ่อนไว้ด้านใน อีกเมนูนำนำ Shirayaki หรือปลาไหลย่างขาวที่ได้ทั้งกลิ่นหอมอ่อนๆ และความนุ่มของเนื้อปลาอย่างเต็มอิ่ม เสิร์ฟพร้อมวาซาบิและขิงขูด แต่เราว่ากินเปล่าๆ ก็อร่อยแล้ว       ห้ามพลาดเมนูไฮไลต์ Hitsumabushi (Matsu) ชุดข้าวหน้าปลาไหลที่มีวิธีการกิน 3 ขั้นตอนด้วยกัน ถ้วยแรกคือกินปลาไหลราดด้วยซอสกับข้าวสวยร้อนๆ ถ้วยที่ 2 ลองเติมต้นหอมหั่นฝอยและวาซาบิลงไปเพิ่มความฉุนขึ้นจมูก ปิดท้ายด้วยแบบสุดท้าย เติมต้นหอมหั่นฝอยและวาซาบิก่อน จากนั้นค่อยๆ รินโอชาสึเกะหรือซุปน้ำชาสูตรพิเศษลงไปในชาม จะได้ทั้งกลิ่นหอมอ่อนๆ และความนุ่มนวลของเนื้อปลาไหลในคำเดียว     อร่อยสมกับเป็นร้านในตำนาน

แฟนอาหารญี่ปุ่นรุ่นเก๋าต้องรู้จักชื่อ “สึ” และ “นามิ เทปันยากิ สเต็กเฮ้าส์” ร้านอาหารญี่ปุ่นฝาแฝดที่เปิดคู่กันอยู่ในโรงแรมเจดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ ริมถนนสุขุมวิทย่านเพลินจิตมาอย่างยาวนาน “สึ” เสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นต้นตำรับสไตล์ไคเซกิ ส่วน “นามิ” เสิร์ฟเทปันยากิบนกระทะเหล็กร้อนๆ การปรับโฉมครั้งใหม่ของสึทำให้ G&C ต้องกลับมาลองชิมอีกครั้ง     เมื่อก้าวเข้าร้านจะเจอเคาท์เตอร์บาร์ทำจากไม้ตัวใหญ่ไว้จิบเครื่องดื่มก่อนเริ่มมื้ออาหาร พอท้องร้องได้ที่ก็เลี้ยวซ้ายเข้าร้านสึ จะเจอกระจกพับบานใหญ่ตกแต่งด้วยแพทเทิร์นลายญี่ปุ่นสีเขียวไล่โทนสลับสีเข้มและสีอ่อนสดใสสบายตา     ส่วนอาหารญี่ปุ่นนำทีมโดย เชฟทาเคดะ ยูคิโอะ จากยามากาตะ ที่ถนัดการทำเมนูปลาไหลและปลาปักเป้า เชฟแนะนำว่าที่นี่มีเมนูให้เลือกตั้งแต่ซูชิ ซาชิมิ เนื้อนำเข้า อาหารทะเลสด รวมทั้งชุดมื้อกลางวันให้เลือกว่า 10 เมนูหลัก เราชิมชุด Hokkaido Chirashi Sushi ข้าวหน้าปลาดิบสไตล์ฮอกไกโดที่ท๊อปด้วยไข่เจียวฝอย หอยเชลล์ อูนิและไข่แซลมอนเรียงรายเกือบล้นชาม เสิร์ฟพร้อมกับอาหารเรียกน้ำย่อยที่มีให้เลือกทั้งแคลิฟอร์เนียโรล สลัดและลูกชิ้นไก่ ชุดกลางวันนี้รวมขนมด้วยนับว่าคุ้มค่ามาก     เริ่มต้นมื้อด้วยสลัดเบาๆ เรียกความสดชื่นอย่าง Krispy Shirauo Fish Green Salad with Teriyaki Mayo Sauce ปลาชิราโอะหรือปลาเงินทอดกรอบกับสลัดผักสด น้ำสลักทำจากซอสเทริยากิและมายองเนสรสเค็มข้น     ส่วนเมนูที่ห้ามพลาดคือ Asari Clam Clear Soup ซุปหอยอาซาริหรือหอยตลับญี่ปุ่น เป็นหอยที่อยู่ในน้ำเย็นจัดเนื้อจึงหวานนุ่มหนึบ น้ำซุปใสรสหวานและเค็มอ่อนๆ มีกลิ่นหอมจากปลาแห้งโบนิโตะชั้นดี Homemade White Sesame Tofu เต้าหู้งาขาวที่เชฟทำสดใหม่ทุกวัน เนื้อเต้าหู้นุ่มเนียนมันและเด้งต่างจากเต้าหู้ถั่วเหลือง เมื่อราดซอสโบนิโตะผสมซีอิ๊วญี่ปุ่นให้รสเค็มปะแล่ม อร่อยลงตัว       Wagyu Foie Gras Pepper Roll มากิโรลไส้ฟัวกราส ห่อด้วยเนื้อวากิว A5 จากซากะ ได้รสมันจากฟัวกราส เนื้อวัวสไลด์บางเคี้ยวและนุ่มมันไขมันแทรกละลายในปาก     อีกจานที่คอปลาดิบห้ามพลาดคือ Deluxe Sashimi Selection ซาชิมิรวมที่ประกอบด้วย ปลาทูน่าส่วนเนื้อสีแดงเข้มเรียกว่า อากามิ รสเข้มข้น ส่วนท้องสีชมพูมีลายไขมันสีขาวแทรกเรียกว่า โอโทโร่ มันนุ่มละลายในปาก ปลาคัมปาจิ ปลาแซลมอน หอยโฮตาเตะ และกุ้งโบตัน ที่ไล่เรียงรสชาติได้อย่างเต็มคำ     ปิดท้ายด้วย Uji Green Tea Pudding พุดดิ้งชาเขียวสีเขียวเข้ม เนื้อนุ่มเบา รสหวานอ่อนๆ ปนขมและหอมกลิ่นชาเขียว ท๊อปด้วยถั่วดำเชื่อมสไตล์ญี่ปุ่นรสหวานมัน  

คงต้องบอกว่าภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นอย่าง Hou Yuu โตมาพร้อมๆ กับ Gourmet&Cuisine เลยก็ว่าได้ เพราะตอนนี้ “โฮวยู” หรือ “บ้านเพื่อน”  หลังนี้จะมีอายุครบ 20 ขวบปีไม่ขาดไม่เกิน แน่นอนว่าเมื่อเลขสวยกำลังดีแบบนี้ ที่นี่จึงไม่พลาดเสริมพลังความอร่อยด้วยการยกขบวนหลากหลายเมนูที่จะทำให้ทุกคนได้อิ่มอร่อยตามตำรับญี่ปุ่นขนานแท้ได้ทุกวัน พร้อมชูโรงความอร่อยของวัตถุดิบที่คัดสรรมาตามฤดูกาลและปรุงรสชาติให้น้อยที่สุด         เริ่มกันด้วยพระเอกอย่าง Sashimi Moriawase Tokubetsu เช็ตซาชิมิรวมชุดใหญ่ยักษ์ที่รวมความสดฉ่ำของวัตถุดิบจากท้องทะเลมาไว้ด้วยกัน อาทิ โอโทโรเนื้อส่วนท้องปลาทูน่าสไลซ์มาชิ้นหนาๆ หอยเชลล์เนื้อเด้งๆ ปลาฮามาจิเนื้อแน่นชิ้นโต ไปจนถึงหอยแครงญี่ปุ่นตัวใหญ่ที่ถูกสไลซ์เป็นคำๆ ให้คีบกินอย่างสนุก     ต่อด้วย Nigiri Moriawase Matsu เซ็ตซูชิที่คนรักข้าวปั้นต้องหลงรักด้วยหน้าที่หลากหลายให้เลือกลอง ไม่ว่าจะเป็นโอโทโร ฮามาจิ ชิมาฮาจิ หอยแครงญี่ปุ่น กุ้งหวาน ปลาไหล ไข่หอยเม่น และไข่หวานย่าง แต่ถ้าอยากได้เมนูร้อนๆ ก็ต้อง Sukiyaki ชุดหม้อไฟที่จะทำให้เราได้ดื่มด่ำไปกับน้ำซุปสีดำรสหวานหอมเคียงคู่กับเนื้อที่ชอบ ซึ่งเราได้ลองสุกี้เนื้อวากิวนุ่มๆ ละลายในปาก       สำหรับคนรักข้าวก็ห้ามพลาด Una Ju ข้าวหน้าปลาไหลย่างเนื้อนุ่มหอมมันเสิร์ฟในกล่องข้าวสี่เหลี่ยมใบใหญ่ ส่วนคนรักเส้นก็อย่าลืมลอง TenZaru Udon อุด้งเย็นที่เหมาะกับอากาศบ้านเราอย่างที่สุด ที่สำคัญยังเสิร์ฟพร้อมชุดกุ้งและปลากะพงเทมปุระเคี้ยวกรุบกรอบเต็มคำอีกด้วย       แล้วอย่าลืมปิดท้ายมื้อด้วยชีสเค้กกันสักชิ้นสองชิ้น  

จากความตั้งใจเพียงแค่อยากลองลงมือทำขนมญี่ปุ่นแสนน่ารักอย่างโมจิหยดน้ำให้ลูกๆ ได้ลองชิมจนคนรอบตัวต่างติดอกติดใจและเป็นที่รู้จักบนโลกออนไลน์ ตอนนี้ “Homu” ก็ได้ขยับขยายมาเปิดเป็นคาเฟ่เล็กๆ แต่ (น่านั่ง) จริงจังให้เหล่าคนรักของหวานได้รื่นรมย์แบบไม่เหมือนใครของ คุณหญิง - เปมิกา ธนล้ำเลิศกุล เจ้าของร้านคุณแม่ลูกสองที่ใส่หัวใจของเธอลงไปในทุกเมนู       เราชอบการผสมผสานบรรดาของตกแต่งแฮนด์เมดสไตล์ญี่ปุ่นในบรรยากาศของตึกเก่าย่านเจริญกรุงที่ให้ทั้งความสวยงามและอบอุ่นเป็นกันเอง เหมือนมาเยือนบ้านเพื่อนสนิทที่พร้อมต้อนรับเราด้วยขนมญี่ปุ่นแบบวากาชิรสชาติดั้งเดิมที่เมื่อตักเข้าปากคำแรกก็รู้สึกเหมือนกำลังละเลียดความอร่อยในเมืองเก่าของชาวอาทิตย์อุทัยเลยทีเดียว ส่วนใครชอบมองวิวผ่านหน้าต่างสวยๆ แดดอุ่นๆ พร้อมนั่งเก้าอี้แขวนตัวสวยต้องขึ้นไปจับจองโต๊ะบนชั้น 2 (บันไดทางขึ้นค่อนข้างแคบและชัน ต้องระวังการก้าเท้าสักนิด)         เมนูเด่นที่พลาดไม่ได้ก็มีทั้งโมจิหยดน้ำซากุระน้ำแร่ฟูจิ ที่สอดแทรกดอกซากุระดองเกลือรสเค็มนิดๆ ตัดความหวานของโมจิและน้ำเชื่อมหอมกลิ่นซากุระ ไดฟุกุสตรอว์เบอร์รี สอดไส้ถั่วแดงกวนหอมหวานห่อหุ้มสตรอว์เบอร์รีสดลูกโตอีกชั้น และบรามันเจะ พุดดิ้งเนื้อเนียนนุ่มทำจากถั่วเหลือง ครีมนม และน้ำผึ้งหวานละมุน โรยผงคินาโกะเพิ่มความหอมอร่อย         ใครชอบความนุ่มเหนียวเคี้ยวมันต้องลองมัตฉะดังโงะ ที่ใช้แป้งข้าวเหนียวผสมชาเขียวมัตฉะเข้มข้นราดซอสโชยุหวานเค็มกลมกล่อม อย่าลืมสั่ง Homu Signature Floral Tea ชาเบลนด์สูตรพิเศษที่ผสมผสานดอกไม้และผลไม้นานาชนิด ทั้งกุหลาบ สตรอว์เบอร์รี พีช แบล็กที และแบล็กเคอร์แรนต์มากินคู่กันเป็นอันลงตัว    

เพราะหัวใจของราเมงทุกชามคือเส้น ใครอยากกินเส้นสดสูตรลับที่หนึบหนับไม่เหมือนใครแนะนำ Shugetsu Ramen ที่นวดเส้นสดใหม่ทุกวันและไม่ใส่ผงชูรส เพราะอยากรักษาสมดุลระหว่างรสชาติและสุขภาพที่ดีของลูกค้าไปพร้อมกัน     นอกจากมีดีที่เส้น วัตถุดิบอย่างอื่นก็ไม่น้อยหน้าเพราะเลือกอย่างพิถีพิถันส่งตรงจากแหล่งผลิตเพื่อให้ลูกค้าได้เข้าถึงรสชาติต้นตำรับแบบไม่ต้องบินลัดฟ้าไปกินถึงญี่ปุ่น     ไม่ว่าจะเป็นซอสถั่วเหลืองสูตรพิเศษของ Kazita ผู้ผลิตซอสถั่วเหลืองจากจังหวัดเอฮิเมะที่เชี่ยวชาญมากกว่า 140 ปีซึ่งกว่าจะมาเป็นซอสให้เราได้ลิ้มรสก็ต้องใช้เวลาหมักบ่มในถังไม้โบราณนานถึง 18 เดือน เช่นเดียวกับน้ำมันหอยเชลล์และผงปลาสูตรพิเศษที่ล้วนมีสตอรีที่น่าสนใจ ทั้งหมดคือบทสรุปที่ทำให้ราเมงทุกชามกลมกล่อมและหอมกรุ่นไม่เหมือนใครจริงๆ     เริ่มที่ Tsukemen มีให้เลือก 2 รสชาติ หากชอบความเข้มข้นเค็มนำสั่งรสชาติดั้งเดิม แต่หากต้องการลดระดับสั่งรสเบาก็เข้าที ตามด้วยเลือกความนิ่มของเส้นได้อีก 3 ระดับคือเส้นนิ่ม เส้นปกติ และเส้นแข็ง ส่วนวิธีการกินที่ฟินสุดๆ ให้คีบเส้นจุ่มน้ำซุปชุ่มๆ ก่อนส่งเข้าปาก อย่าลืม “ซู๊ด” เส้นให้สุดเสียงเพิ่มความรื่นรมย์ในการกินด้วย เส้นหมดค่อยตบท้ายด้วยซดน้ำซุปร้อนๆ ให้คล่องคอ       อีกเมนูห้ามพลาด Shugetsu Ramen มีให้เลือก 2 ซอส ได้แก่ ซอสโชยุน้ำซุปต้นตำรับกับซอสมิโซะที่เพิ่มดีกรีความเผ็ดร้อนชนิดกินไปเป่าปากไป       ต่อด้วย Abura Soba ราเมงแห้งปรุงรสด้วยผงปลาป่น กินคู่หน่อไม้และหมูชาชูย่างถ่าน โรยต้นหอมซอยเพิ่มสีสันและรสชาติ วิธีกินของชามนี้ให้เริ่มที่คลุกเคล้าเส้นกับเครื่องปรุงให้เข้ากันแล้วลองชิมรสชาติที่เปรียบดั่งรักแรกก่อน จากนั้นเติมซอสราเมงและน้ำส้มสูตรพิเศษเพิ่มระดับความกลมกล่อม ความพิเศษยังไม่หมดเพียงเท่านี้เพราะเรายังต้องตอกไข่ดิบลงไปเพื่อสัมผัสรสชาติแปลกใหม่ก่อนจะถึงขั้นตอนสุดท้ายที่หลายคนรอคอยนั่นก็คือ...ลงมือกินให้อร่อย!     ระหว่างรออาหารสั่งเมนูกินเล่นอย่างถั่วแระญี่ปุ่น ยำสาหร่าย ไก่ทอดคาราอาเกะและสลัดหมูชาชู มาเคี้ยวเล่นพลางๆ ถือเป็นการใช้เวลาที่คุ้มค่าการรอคอยทีเดียว

เจแปนนีสเลิฟเวอร์ให้การต้อนรับเป็นอย่างดีกับโรงแรมนิกโก้ กรุงเทพฯ โรงแรมเครือดังจากประเทศญี่ปุ่น มีไฮไลท์อย่างร้าน “ฮิโช” ที่ไม่เหมือนใครคือบุฟเฟต์เทมปุระแบบสั่งได้ไม่อั้น       “ฮิโช” ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “บินสูง” เราเห็นได้จากบรรยากาศของร้านที่ตกแต่งด้วยไม้ไผ่ทำให้เพดานสูงต่ำลดหลั่นกัน เด่นที่เคาท์เตอร์ไม้ขนาดใหญ่กลางห้องอาหารที่เรียงรายไปด้วยอาหารและเครื่องเคียงสไตล์ญี่ปุ่นที่เรียกว่า “โอบันไซ” (Obansi) เช่น เส้นหมี่เย็น ซูชิ ผักดอง ของทอดต่างๆ โดยเมนูจะหมุนเวียนไปตามฤดูกาล รวมทั้งขนมและผลไม้อีกหลายชนิด     มื้อกลางวันจะมีอาหารจานหลักให้สั่งและสามารถตักโอบันไซได้แบบไม่อั้น หากเป็นสายเนื้อห้ามพลาด Steak เนื้อวัวออสเตรเลียนวากิวสไลด์ย่างบนกระทะร้อน ที่เราสามารถย่างให้สุกมากน้อยได้ตามความชอบ เนื้อนุ่มฉ่ำเคี้ยวอร่อยได้รสเนื้อเต็มปาก     หากชอบปลาย่างสไตล์ญี่ปุ่นต้องสั่ง Yakizakana มีให้เลือกระหว่างปลาแซลมอนและปลาซาบะ ชิ้นโต ย่างมาแบบหนังกรอบ เนื้อนุ่ม ปลาสดเนื้อหวานอร่อย Tonkatsu หมูทอดทงคัทสึ แป้งกรอบเนื้อในนุ่มกินกับซอสรสเค็มหวานสไตล์ญี่ปุ่น Osashimi ซาชิมิรวมปลา 5 ชนิดหั่นชิ้นหนาเต็มคำ และยังมีเซตซูชิและเทมปุระให้เลือกอีกด้วย           ส่วนมื้อเย็นมีไฮไลท์คือบุฟเฟ่ต์เทมปุระแบบตามสั่ง เชฟจะค่อยๆ ทอดเทมปุระทีละชิ้นให้เราได้กินแบบร้อนๆ ทุกคำ มีทั้งซีฟู้ดอย่างเช่น ปูหิมะ หอยเชลล์ และปลาไหลให้เลือกสั่งด้วย เสิร์ฟพร้อมกับเกลือธรรมชาติจากประเทศญี่ปุ่นที่มีให้เลือก 6 ชนิดคือ เกลือธรรมชาติโมชิโอะ เกลือวาซาบิ เกลือรากบัว เกลือชาเขียว เกลือรสบ๊วย และเกลือแกงกะหรี่ เรียกได้ว่าไม่เหมือนที่ไหน         ที่นี่ยังมีสาเกบาร์ที่มีสาเกให้เลือกกว่า 20 ชนิด มีโอมากาเสะที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ซูชิและยังบริการอาหารเช้าสไตล์ญี่ปุ่นอีกด้วย เรียกว่าครบจบในที่เดียวสำหรับคนรักอาหารญี่ปุ่น

หลังจากปิดรีโนเวทร้านนานหลายเดือนก็ได้เวลาคัมแบ็กให้เหล่าสาวกอาหารญี่ปุ่นเคลื่อนพลกลับมาประจำการที่ร้านกันอย่างคึกคักเหมือนเดิม ทางร้านยังเน้นอาหารญี่ปุ่นสไตล์โฮมเมดเสิร์ฟลูกค้าเหมือนทำกินเองที่บ้าน โดยเฉพาะความใส่ใจในการคัดสรรวัตถุดิบ อาทิ ปลาสดนำเข้าจากฟาร์มออร์แกนิกจากประเทศนอร์เวย์และญี่ปุ่น เกรดเดียวกับโรงแรม 5 ดาวและซุปเปอร์มาร์เกตชั้นนำ ในราคาย่อมเยา         เมนูแนะนำ Ichigo Double 9 Sushi Set  ซูชิคำโต 9 หน้าจากวัตถุดิบที่ดีที่สุดในร้าน เสิร์ฟเป็นคู่ให้อร่อยได้แบบไม่ต้องแย่งกัน เชฟปั้นสดทันทีเมื่อลูกค้าสั่งเพื่อคงความสดใหม่อยู่เสมอ       ต่อด้วยเมนูที่คนรักปลาดิบจะต้องเทใจให้ Kaisen Don ข้าวหน้าปลาดิบรวม สดใหม่ไร้กลิ่นคาวกวนใจ คลุกเคล้ากับซอสญี่ปุ่นสูตรดั้งเดิม โรยงาและต้นหอมซอยชูกลิ่นชวนกิน แนะนำให้เพิ่มความจี๊ดจ๊าดด้วยวาซาบิสักนิดจะยิ่งสดชื่นกระปรี้กระเปร่าทีเดียว       ส่วนใครมาลำพังไม่ต้องกังวล เพราะทางร้านมีเมนูอิ่มสบายในจานเดียว ข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น เสิร์ฟจานโตพร้อมเครื่องเคราแน่นจาน มีทั้งออมเล็ต ไส้กรอก ไข่ดาว เกี๊ยวซ่า ชีสแผ่นโตๆ โปะมาบนไก่ชุบแป้งทอด ราดด้วยซอสแกงกะหรี่สูตรเข้มข้นทำจากน้ำซุปเคี่ยวกับน่องไก่นานถึง 36 ชั่วโมง เพื่อให้ได้รสชาติเข้มข้นถึงเครื่อง       นอกจากจานหลักยังมีเมนูกินเล่นให้เลือกสั่งอีกหลายชนิด อาทิ ปีกไก่ทอดโรยงากับซอสสูตรเด็ด ทาโกะยากิ สลัด อิ่มของคาวก็มีขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่นมาให้ล้างปากอีกด้วย ส่วนสายดริงค์เตรียมรับมือกับเบียร์และสาเกญี่ปุ่นหลากหลายแบรนด์ที่จะหมุนเวียนมาให้ได้ลิ้มลองกันแบบไม่ซ้ำ ไม่ต้องบินไปถึงญี่ปุ่นก็ได้ลิ้มรสชาติแบบเดียวกันจริงๆ  

สร้างความตื่นเต้นให้เหล่าแฟนคลับกันแบบสุดๆ เมื่อ Tsuruhashi Fugetsu ร้านโอโคโนมิยากิเจ้าดังจากเมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ได้ตกลงปลงใจมาเปิดสาขาแรกแล้วในบ้านเราที่ชั้น 3 Donki Mall Thonglor การันตีความเป็นมือโปรด้วยรางวัลโคะนะมง (อาหารทีทำจากแป้ง) มาครองได้ถึง 3 ปีซ้อน ซึ่งเจ้าของร้านบอกกับเราว่า หลายปีทีผ่านมา คนไทยได้ทำความรู้จักอาหารญี่ปุ่นอย่างราเมนกันอย่างลึกซึ้งแล้ว ก็น่าจะถึงเวลาของโอโคโนมิยากิและยากิโซบะสักที         แน่นอนว่าทางร้านยกเมนูของ Tsuruhashi Fugetsu มาครบถ้วน ตั้งแต่กระทะร้อนประจำโต๊ะ ที่เชฟจะทำอาหารให้สุกจากในครัวก่อนแล้วนำมาเสิร์ฟแบบร้อนฉู่ฉ่า รองท้องกันก่อนด้วยของกินเล่น Tonpeiyaki with Cheese ไข่ม้วนซิกเนอเจอร์ประจำร้าน ที่นอกจากด้านในจะมีเนื้อหมูแล้วยังมีชีสเพิ่มความละมุน เนื้อไข่นุ่มและหอมกลิ่นปลาคัตสึโอะแห้งด้านบน     ตามด้วย Yakisoba ที่ต้องใช้เวลาสักนิด เพราะที่ร้านใช้เส้นสดสูตรลับที่ลวกใหม่ทุกครั้งหลังรับออเดอร์ มีความเหนียวนุ่มเฉพาะตัว ซึ่งเลือกได้ทั้งแบบผัดซอส ผัดเกลือ ผัดโชยุ แนะนำยากิโซบะผัดซอสแบบมิกซ์ เพราะได้ความอร่อยครบทั้งหมู หมึก กุ้ง เนื้อวัว ไข่ และกะหล่ำปลีที่กรอบมากๆ น้ำซอสรสชาติหวานเค็มกลมกล่อม เกาะเส้นได้ดีเชียว     ปิดท้ายด้วย Okonomiyaki เราขอสั่งให้พิเศษขึ้นอีกนิดกับเมนู Modanyaki หรือที่เรียกให้เข้าใจง่ายว่าโอโคโนมิยากิแบบใส่เส้น ของอร่อยที่ต้องใช้ความใจเย็น แต่รับรองว่าไม่ผิดหวัง เราเลือกแบบใส่เอ็นเนื้อ ต้นหอม และไข่ดาว โอโคโนมิยากิเนื้อฟูเคี้ยวสนุกเพราะใส่กะหล่ำปลีเยอะ แป้งน้อย กรอบนอกนุ่มใน ไปกันได้ดีกับเส้นกรอบๆ ด้านบน และซอสเข้มข้น ก่อนกินอย่าลืมเจาะไข่แดงเยิ้มๆ ให้ไหลสักหน่อย       อร่อยสมกับเป็นรสชาติแห่งโอซาก้าที่แท้จริง

ใครชอบปลาไหลย่างสดห้ามพลาดร้านนี้เพราะนำเข้าปลาไหลสดจากประเทศญี่ปุ่นทั้งชนิดเลี้ยงในฟาร์มแบบออร์แกนิกและปลาไหลธรรมชาติจากแม่น้ำชิมันโตะจังหวัดโคจิ ความพิเศษของเนื้อปลาอยู่ที่ความสดหวาน เนื้อแน่นไม่ยุ่ยเละ และไร้กลิ่นคาวชวนขัดใจ ประกอบกับการย่างสไตล์คันโตที่ทำให้เนื้อปลากรอบนอกด้านในยังคงความนุ่มและชุ่มฉ่ำไว้แบบเต็มพิกัด       ข้าวหน้าปลาไหลย่างซอส เอาใจคนรักปลาไหลเสิร์ฟมาให้ฟินเต็มจานชนิดมองไม่เห็นข้าวด้านล่าง ผิวหน้าของเนื้อปลาเคลือบด้วยซอสคาบายากิที่มีเคล็ดลับจากการต้มกระดูกปลาไหลนับร้อยตัวเป็นเบส นำมาทาบนตัวปลาระหว่างย่างไฟอ่อนๆ ซ้ำหลายครั้ง ไม่เพียงเคลือบผิวด้านนอกเป็นคาราเมลชวนกินแต่ยังซึมลึกถึงเนื้อใน หวานฉ่ำไปทุกอณู     หรือใครอยากเปลี่ยนอารมณ์จากความหวานหอมกลมกล่อมเป็นรสเค็มนิดๆ ชวนสดชื่นของปลาไหลย่างเกลือ ก็ช่วยให้กระปรี้กระเปร่าและเจริญอาหารยิ่งขึ้น       นอกจากเมนูไฮไลท์ห้ามพลาดในหมวดปลาไหลแล้ว ทางร้านยังพร้อมปล่อยของดีอีกหลายรายการ โดยเฉพาะซูชิหน้าต่างๆ และซาชิมิสดที่ผ่านการคัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุดของแต่ละฤดูกาลมาให้เราได้เพลิดเพลินไปกับรสชาติจนไม่อยากลุกกลับบ้าน!      

ใครว่าอาหารญี่ปุ่นรสเลิศจะต้องนั่งกินกันนิ่งๆ แบบเป็นทางการอย่างเดียว เราอยากชวนมาลองความอร่อยที่ยังคงรสชาติระดับพรีเมียม แต่มาพร้อมความสนุกในการลงมือ “กินไป ทำไป” ในสไตล์ “Interactive Cuisine” ที่ให้เราลองต้ม ย่าง ไปจนถึงคลุกเคล้าเมนูโปรดด้วยตัวเองที่ “ห้องอาหารญี่ปุ่นคิซาระ (KiSara) โรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ” ที่ดูแลโดย “เชฟเคนจิ ชินโด” Head Chef ชาวญี่ปุ่นมากประสบการณ์ที่บรรจงสร้างสรรค์ทุกเมนูเด่นอย่างพิถีพิถัน         ก่อนจะเริ่มสนุกกับเมนูที่ให้เราได้ขยับไม้ขยับมือ แนะนำให้เริ่มด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยอย่าง “King Salmon Tataki Salad” สลัดหัวหอมมาพร้อมคิงแซลมอนเซียร์กำลังดี ราดน้ำสลัดที่เลือกได้ถึง 5 รสชาติ     ไปต่อกับเมนู “ต้ม” แสนอร่อยอย่าง “Tarabagani Kaminabe” ชาบูหม้อไฟกระดาษที่ผ่านการเคลือบพิเศษที่ทำให้น้ำซุปมีรสชาติหอมหวานและกินนานแค่ไหนก็ไม่มีทางไหม้ โดยคนรักปูต้องร้องว้าว เพราะเมนูนี้มาพร้อมเนื้อปูทาราบะสดเด้งและผักนานาชนิด ให้เราต้มในน้ำซุปโบนิโตะ (หรือซุปดาชิ) รสกลมกล่อมร้อนๆ เจริญอาหารกันสุดๆ       สำหรับสายเนื้อพลาดไม่ได้กับ “Kuroge Wagyu Hidagyu Houbayaki” เนื้อฮิดะระดับ A5 ของอร่อยขึ้นชื่อของเมืองทาคายามะ ประเทศญี่ปุ่น รสสัมผัสนุ่มชุ่มฉ่ำ สอดแทรกลายหินอ่อนสวยงามชิ้นพอดีคำ ที่พร้อมให้เรา “คลุกเคล้า” ซอสมิโซะสูตรเด็ด และ “ย่าง” ใบโฮบะที่ให้กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ เรียกว่าใครชอบสุกมาก สุกน้อยแค่ไหน ก็ลงมือ (ย่าง) ได้ตามใจชอบ             ส่วนใครขอแบบหนักท้อง ต้องสั่ง “King Salmon to Ikura no Oyako Kamameshi” เมนูริซอตโตสไตล์ญี่ปุ่นที่เสิร์ฟให้ทานทั้งหม้อ โดยไม่ตักแบ่งใส่ถ้วย โดยเชฟจะนำข้าวญี่ปุ่นไปหุงแล้วปรุงรสด้วยเครื่องปรุง อาทิ โชยุและมิริน แล้วเสริมทัพด้วยออราคิงแซลมอนที่ได้รับฉายาว่า วากิวแห่งท้องทะเล และไข่ปลาอิคุระแบบจัดเต็ม     และถ้ายังไม่อิ่ม อย่าลืมตบท้ายด้วย “Mango Ume Jelly” ของหวานซิกเนเจอร์ของคิซาระ ที่มีทั้งเนื้อมะม่วงสด ไอศกรีมมะม่วงหอมหวาน และเจลลีเหล้าบ๊วย ตักเข้าปากพร้อมกันแล้วบอกได้คำเดียวว่าหยุดไม่อยู่!       โปรโมชันพิเศษ! สำหรับผู้ถือบัตรเครดิต Amex รับส่วนลดค่าอาหาร 25% สำหรับเมนู a la carte มื้อกลางวันและมื้อค่ำ เมื่อทาน 1-4 ท่าน และรับส่วนลดค่าอาหาร 20% สำหรับเมนู a la carte มื้อกลางวันและมื้อค่ำ เมื่อทาน 5-12 ท่าน สำหรับผู้ถือบัตรเครดิต City Bank, Krungsri และ UnionPay รับส่วนลดค่าอาหาร 20% สำหรับเมนู a la carte บุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น และเมนูเซตวีกเอนพรีเมียม มื้อกลางวัน และมื้อเย็น สำหรับผู้ถือบัตรเครดิต JCB และ SCB รับส่วนลดค่าอาหาร 20% สำหรับเมนู a la carte บุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น มื้อกลางวัน และมื้อเย็น

สาวกร้าน Nippon Kai Market ย่านคลองสานได้อมยิ้มกันแก้มปริเพราะไม่ต้องฝ่ารถติดไปถึงย่านทองหล่อก็ได้ลิ้มรสเมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากวัตถุดิบนำเข้าชั้นดีที่ทางร้านได้ขยายสาขาส่งตรงความสดเหมือนยกตลาดปลามาจากญี่ปุ่น ด้านบรรยากาศยังต้องยกนิ้วให้ในความกว้างขวางของพื้นที่ แบ่งโซนให้นั่งสบายๆ  2 โซน ได้แก่ โซนด้านในตกแต่งด้วยต้นไม้จำลองดูร่มรื่นสบายตากับโซนโอเพ่นแอร์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ต้องรอให้ถึงโอกาสพิเศษก็แวะมานั่งชิลได้ทุกวัน         จุดเด่นตลอดกาลของร้านคือวัตถุดิพรีเมียม เน้นปรุงใหม่จานต่อจานไม่ว่าจะเป็นซูชิ ปิ้งย่าง ข้าวหน้าต่างๆ รวมถึงของหวานที่ขายดีไม่แพ้จานหลัก เริ่มที่ซิกเนเจอร์ Hara Hon Maguro Sashimi Set ชุดปลาดิบทูน่าครีบน้ำเงิน ยกให้เป็นที่สุดของวัตถุดิบชั้นเลิศด้วยรสสัมผัสนุ่มละมุนแทบละลายในปาก เริ่มจากชิ้นแรกอะกามิ เนื้อสีแดงสดใสต่อด้วยชูโทโร สีอ่อนลงมาหน่อยและโอโทโร ชิ้นสีชมพูที่มีมันแทรกมากที่สุด เป็นใครก็คงอยากละเลียดช้าๆ เพื่อให้ความนุ่มเนียนลิ้นของชิ้นนี้กระจายอยู่ในปากนานที่สุด     สำหรับสาวกที่ตกหลุมรักแซลมอนซาชิมิ เสน่ห์แห่งสีส้มมีมันแทรก ทางร้านหั่นชิ้นหนาอวดลายสวย จะสั่งมาร่วมแจมก็ไม่ผิดหวัง     ต่อด้วยเมนูที่เราเทใจให้แบบไม่รีรอ Dynamite Mixed รวมวัตถุดิบเลอค่าไว้ในคำเดียว เริ่มจากท้องปลาแซลมอน ฟรัวกราส์ อุนางิ เอนกาวะ ราดด้วยซอสไวน์แดง ทอปด้วยอูนิ อะโวคาโด และอิคุระ แม้จะต้องอ้าปากกว้างสักแค่ไหนแต่ด้วยความกลมกล่อมที่มาพร้อมความหลากหลายของวัตถุดิบระดับพรีเมียมที่ดีต่อใจ ปากจะกว้างแค่ไหนเราก็ยอม (ฮา)     สำหรับมีทเลิฟเวอร์แนะนำ Rib Eye Matsuzaka Steak สเต๊กเนื้อพรีเมียมชิ้นโตเต็มจานที่ให้เรา เลือกระดับความสุกได้ตามชอบ แค่ลองคำแรกเป็นใครก็เผลอเทใจให้เต็มๆ กับความนุ่มละมุนฉ่ำน้ำที่แทรกอยู่ในชิ้นเนื้อ ยิ่งกินคู่กับสลัดมันฝรั่ง ไข่หวาน และกิมจิที่เสิร์ฟมาพร้อมกัน อร่อยจนต้องรีบกลับมาซ้ำอีกหลายครั้ง     เอาใจคนรักข้าวปั้นกันบ้างกับ Nigiri Mori Toku Joe ข้าวปั้นรวม 9 อย่างจากวัตถุดิบสดๆ เหมือนเพิ่งยกขึ้นจากทะเล อร่อยจุใจในเซ็ตเดียว     หากยังไม่หนำใจแนะนำข้าวปั้นหน้าเอนกาวะที่ทั้งฉ่ำและมันแทบละลายในปาก เสิร์ฟ 4 ชิ้น 4 สไตล์ ชูรสชาติยิ่งขึ้นด้วยการบีบเลมอนนิดหน่อยทั้งอร่อยทั้งสดชื่น     ก่อนจบมื้อล้างปากด้วยของหวานยอดนิยม Abekawa Kori น้ำแข็งไสสไตล์ญี่ปุ่นหอมหวานชื่นใจเสิร์ฟพูนๆ ดุจขุนเขาโรยด้วยผงถั่วคินาโกะที่มีกลิ่นหอมและรสชาติเป็นเอกลักษณ์ คออาหารญี่ปุ่นไม่ควรพลาด!  

  ชื่อร้าน Hina มาจากเทศกาล Hina Matsuri หรือเทศกาลวันเด็กผู้หญิงที่ชาวญี่ปุ่นจะทำตุ๊กตาเจ้าหญิง (Hina) เพื่อขอพรให้ลูกสาวมีความสุข สุขภาพแข็งแรง และทุกคนในครอบครัวก็จะถือโอกาสนี้มาร่วมฉลองเทศกาลด้วยกัน ร้านฮินะจึงนำแรงบันดาลใจจากเทศกาลแห่งความสุขและปรารถนาดีนี้ส่งต่อให้กับทุกคนที่มาเยือนได้กินอาหารญี่ปุ่นร่วมกันอย่างเอร็ดอร่อยและมีความสุข โดยเน้นวัตถุดิบนำเข้าตามฤดูกาลเพื่อให้ลูกค้าได้ลิ้มรสความสดใหม่เหมือนนั่งกินอยู่ในประเทศญี่ปุ่นจริงๆ       เริ่มต้นที่เมนูกินเล่น เกี๊ยวซ่า เสิร์ฟมาพร้อมกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอ แป้งด้านนอกของเกี๊ยวซ่ากรอบเกรียมนิดหน่อยพอให้เคี้ยวหนึบ ส่วนด้านในยังคงรักษาความชุ่มฉ่ำเอาไว้ เวลาเคี้ยวพร้อมกันกับไส้หมูสับผัดกับกะหล่ำปลีด้านในจึงเต็มไปด้วยรสสัมผัสที่หลากหลายในคำเดียว ไม่ว่าใครก็เทใจให้จานนี้     ต่อด้วยเมนูชูโรง Hina Sakura Roll ข้าวห่อปลาดิบรวมราดด้วยซอสสูตรเฉพาะของร้าน เชฟเลือกใช้ปลาหลายชนิดเน้นเฉพาะที่มีสีสันสดใส เปรียบเสมือนช่วงเวลาของการชมดอกซากุระในฤดูใบไม้ผลิอันแสนงดงาม     Salmon Shio Yaki แซลมอนย่างเกลือเสิร์ฟมาบนเตาฮิดะ ความพิเศษของเตาดินเผาชนิดนี้จะปั้นจากดินชั้นดีและเจาะรูด้านข้างเพื่อช่วยระบายอากาศและควัน ความหอมของดินขณะย่างยังช่วยชูกลิ่นหอมของเนื้อปลาให้เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งผิวสัมผัสของเนื้อปลาด้านนอกจะกรอบหอมส่วนด้านในจะนุ่มนวลฉ่ำลิ้น มีรสเค็มนิดๆ แซมด้วยรสหวานตามธรรมชาติของเนื้อปลา ปิดท้ายด้วยรสเปรี้ยวชวนสดชื่นของเลมอน ยกให้เป็นเมนูเรียบง่ายที่ได้ใจไปเต็มๆ     Hina Four Season Set นำวัตถุดิบชั้นดีหลายชนิดที่เป็นตัวแทนจาก 4 ฤดูของประเทศญี่ปุ่นมารวมไว้ในเมนูเดียว อาทิ โฮตาเตะตัวแทนจากฤดูใบไม้ผลิ กุ้งอะมาเอบิตัวแทนจากฤดูร้อน แซลมอนตัวแทนจากฤดูใบไม้ร่วง และปลาฮามาจิตัวแทนจากฤดูหนาว รวมทั้งพระเอกอย่างปลามากุโร่ที่มีเนื้อแน่นรสหวาน ทั้งหมดเสิร์ฟเก๋ๆ ในโดมน้ำแข็งสุดอลังการ     ปิดท้ายด้วยขุมทรัพย์แห่งท้องทะเลญี่ปุ่น Treasure Sushi Set ซูชิหน้าปลาดิบรวมพิเศษ เสิร์ฟให้กินจุใจ อาทิ มากุโร่ แซลมอน ฮามาจิ อุนางิ โฮตาเตะ อะมาเอบิ อิคุระ เป็นต้น แนะนำพอเรียกน้ำย่อยส่วนที่เหลือต้องตามไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง  

  คนย่านทองหล่อที่ชื่นชอบข้าวแกงกะหรี่สไตล์ญี่ปุ่นและเป็นแฟนคลับร้าน Aoringo Japanese Curry Place ไม่ต้องเดินทางฝ่ารถติดเข้ามาถึงสาขาธนิยะอีกต่อไป เพราะทางร้านขยายสาขามาเอาใจคนย่านนี้และละแวกใกล้เคียงให้ได้ท่องไปในโลกของข้าวแกงกะหรี่ที่แสนเอร็ดอร่อยได้แบบไม่น้อยหน้ากัน  ตัวร้านตั้งอยู่บนชั้น 2 ของโครงการนิฮอนมูระตกแต่งพื้นที่ชวนนั่งสบายสไตล์โมเดิร์นด้วยผนังลายปูนเปลือยสลับอิฐแดง รวมทั้งกระจกบานใหญ่เปิดรับแสงสว่างจากภายนอกได้อย่างเต็มที่ช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความผ่อนคลายและเจริญอาหารดีทีเดียว       รักแรกพบยกให้ข้าวแกงกะหรี่หน้าหมูทอดมอซซาเรลลาชีส เสิร์ฟมาพร้อมสีสันชวนกินของออมเล็ทฉ่ำๆ เยิ้มๆ เต็มจานมองไม่เห็นเมล็ดข้าวด้านล่าง เพิ่มดีกรีความอร่อยด้วยไก่ชุบแป้งทอดชิ้นใหญ่ทางร้านทอดมางานดีทีเดียวทั้งกรอบนอกนุ่มในและไม่อมน้ำมัน ไม่หมดเพียงเท่านี้เพราะยังมีทีเด็ดซ่อนอยู่ในชิ้นไก่ที่เซอร์ไพรส์เราด้วยรสชาติเข้มข้นเค็มมันของมอซซาเรลลาชีสยืดๆ สายชีสให้คะแนนไม่ทันเลย     เดินหน้ากันต่อกับข้าวแกงกะหรี่หน้าปูนิ่มทอดกรอบ ถึงอกถึงใจคนชอบปูนิ่มเพราะใส่มาให้ฟินถึง 2 ตัว เนื้อปูนุ่มนวลกินได้ทั้งก้ามและกระดอง รสชาติเค็มมันฉ่ำซอสแกงกะหรี่เข้มข้น     ข้าวแกงกะหรี่หน้าไก่เทริยากิ ยกให้เป็นจานที่เรียบง่ายแต่ครองใจสายกินมายาวนาน จุดเด่นอยู่ที่ความนุ่มของเนื้อไก่และกลิ่นหอมควันไฟจากการย่างจางๆ แนะนำให้สั่งไข่ลวกหรือไข่ต้มมากินคู่จะยิ่งชูรส ทางร้านจัดเครื่องเคียงผักดอง อาทิ ไชเท้า รากบัว ต้นหอม พร้อมประจำการไว้ตามโต๊ะให้ลูกค้าตักกินแก้เลี่ยนได้มากเท่าที่ต้องการ     ไม่ต้องบินไปไกลถึงญี่ปุ่นก็ได้ลิ้มรสความอร่อยแบบต้นตำรับเหมือนกัน

ด้วยทำเลในซอยสาทร 11 ถ้าเราไม่สังเกตให้ดีก็อาจไม่พบกับร้านอาหารญี่ปุ่นขนาดกะทัดรัดที่แฝงตัวอยู่ แต่ด้วยความตั้งใจของคุณกิ๊ฟและหุ้นส่วนทำให้ Charm Shabu & Donburi โดดเด่นขึ้นมาในเวลารวดเร็ว คุณกิ๊ฟเล่าให้ฟังว่าที่นี่นำความชอบของทุกๆ คนมารวมกันกลายเป็นร้านสไตล์ฮอกไกโดเน้นใช้วัตถุดิบคุณภาพในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้ ทั้งยังคิดเมนูเผื่อไว้ให้ทุกวัยมาสั่งอาหารได้ตรงใจแบบไม่มีใครต้องเคอะเขินอีกด้วย     เราชอบหน้าร้านที่แบ่งเปิดเป็นโซนให้สั่งเครื่องดื่มสุดฮอตอย่าง ชานมไข่มุกสไตล์ญี่ปุ่น กลับบ้านได้สะดวก มีทั้งชานม ชาใส และนมไฮไกโดกินกับไข่มุกเคี้ยวหนุบหนับเพลินๆ แล้วที่ชวนให้ใจเต้นไปกว่านั้นคือ ไอศกรีมซอฟ์ทเสิร์ฟจากนมฮอกไกโด ทั้งซอฟ์ทเสิร์ฟลาเวนเดอร์สีสวย ซอฟ์ทเสิร์ฟเมลอนหอมๆ หรือซอฟ์ทเสิร์ฟนมฮอกไกโดสั่งตรงมาจากญี่ปุ่นก็รสนวล ละมุนจับใจ   ส่วนในร้านนำเสนอความเป็นฮอกไกโดตั้งแต่การเพ้นท์ผนัง รวมถึงเมนูอาหารที่เน้นรสชาติวัตถุดิบเป็นหลักนำเข้าจากญี่ปุ่นเกือบทั้งหมด ยกเว้นแซลมอนจากนอร์เวย์ที่เป็นฟาร์มเลี้ยงแซลมอนที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั่นเอง ซึ่งนอกจากชื่อร้านจะพอบอกเราได้บ้างว่าที่นี่มีเมนูอะไรให้ลองแล้ว ที่เราประทับใจยิ่งไปกว่าคือ โอมากาเสะ ราคาดีงาม โดยคุณกิ๊ฟก็เลือกมาแล้วว่าเชฟเบ็นซ์นี่ล่ะ คือมือขวาของร้านพร้อมนำเสนอสุดยอดคอร์สอาหารให้เราได้เอร็ดอร่อยกัน     ตัวอย่างคอร์สราคา 2000 บาท ( 9 คำ) เชฟเบ็นซ์จะเลือกวัตถุดิบที่ดีที่สุดในฤดูกาลนั้นๆ (ตามแบบโอมากาเสะ) มาเสิร์ฟไล่เรียงตั้งแต่ซาชิมิ ซูชิ คาสเทลล่า และซุป อย่างช่วงนี้คือช่วงฤดูหนาวของญี่ปุ่นจะมีปลาซาดีนที่นอกฤดูไม่นิยมนำมากิน เพราะเลือดเยอะและไขมันน้อย หรือปลาเข็มทะเลหวานอร่อย  เนื้อแน่นนุ่มลิ้น เชฟนำมาทำซูชิโดยไม่ปรุงรสเพื่อให้เราสัมผัสรสชาติและความสดเด้งของปลาแบบเต็มคำซึ่งลงตัวแบบพอดิบพอดีกับข้าวซูชิที่ใช้น้ำส้มแดงอย่างดีจากญี่ปุ่น             ซูชิกุ้งอมาเอบิ คำนี้ก็รสชาติแปลกใหม่ต่างจากที่เราเคยกิน เชฟเพิ่มความน่าสนใจด้วยไข่ปลากระบอกตากแห้งรสเค็มๆ มันๆ ฝนโรยบนตัวกุ้งแล้วบีบเลมอนตัดรส ส่วนใครชอบอูนิกับไข่ปลาแซลมอนต้องตาลุกวาว! เพราะเชฟเลือกไข่ปลาแซลมอนลูกกลมโตสีสวยสั่งพิเศษจากฮอกไกโด และอูนิพันธุ์บาฟุนชิ้นใหญ่เนื้อนุ่มเนียนวางบนข้าวห่อสาหร่าย เคี้ยวแล้วนวลนัวจับใจ จากนั้นตามมาด้วยอีกหลายคำอร่อยที่เราอยากให้ทุกคนมาลองสัมผัสด้วยตัวเอง         ยังไม่หมดเพียงเท่านี้! ยังมีเมนูอะลาคาร์ทหน้าตาชวนหิวเรียงคิวมาให้เราตักเข้าปากรัวๆ อีก เช่น Sushi Burger ข้าวซูชิสลับชั้นกับแซลมอนสไปซ์ซี อะโวคาโด มะม่วงสุกหอมๆ จุใจด้วยแซลมอนพันเป็นกุหลาบชิ้นใหญ่เต็มคำ หรือ Hokkaido Style Don ข้าวหน้ารวมวัตถุดิบสดหวานทั้งไข่ปลาแซลมอน หอยเชลล์ อูนิ ทูน่า แซลมอน ฯลฯ ตามมาติดๆ ด้วย Kagoshima Chuck Gyu Roll เนื้อคาโกชิมาโรลตับห่าน ไข่ปลาแซลมอน และอะโวคาโด ถูกใจคนรักเนื้อ         ปิดท้ายให้อิ่มพุงกางด้วย Buta Nabe ชุดหม้อไฟน้ำซุปดาชิร้อนๆ รสกลมกล่อม เข้ากันกับสันคอหมูนุ่มๆ และน้ำจิ้มรสเด็ด เรียกว่าเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่คนรักอาหารญี่ปุ่นไม่ควรพลาดเด็ดขาดเชียว!  

การมาของ Masa – Otaru Masazushi น่าจะเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ความอร่อยของบ้านเราเลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากซูชิร้านดังที่สืบทอดตำนานกว่า 80 ปี แห่งเมืองโอตารุ ฮอกไกโด (สาขา 2 และ 3 อยู่ในกินซ่าและชินจุกุ) ได้ขยายสาขาในต่างประเทศเป็นครั้งแรกแล้ว นี่ยังนับเป็นโอกาสดีที่คนไทยจะมาทำความรู้จักซูชิตำรับฮอกไกโดกันอย่างใกล้ชิด     ก่อนอื่นคงต้องบอกว่าซูชิที่คนไทยรู้จักและคุ้นลิ้นกันนั้นจะเป็นซูชิสไตล์โตเกียวหรือที่เรียกกันว่าเอโดะมาเอะ (Edomae Sushi) ซึ่งนับเป็นวัฒนธรรมในการรักษาความอร่อยของข้าวและปลาให้คงอยู่ได้นาน เนื่องจากสมัยก่อนนั้นยังไม่มีตู้เย็นที่จะรักษาความสดใหม่ ทำให้ปลาบนข้าวส่วนใหญ่มักจะผ่านการหมัก ปรุงรส ต้ม ไปจนถึงย่าง ทำให้ได้ซูชิที่มีรสชาติซับซ้อนและหลากหลายในคำเดียว       แต่สำหรับซูชิสไตล์ฮอกไกโดหรือเอโซะมาเอะ (Ezomae Sushi) จะชูจุดเด่นจากทำเลที่ตั้งอันเต็มไปด้วยอาหารทะเลชั้นเลิศ จึงนิยมนำวัตถุดิบสดๆ มาทำเป็นซูชิเลย หรือปรุงรสเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เสน่ห์ความอร่อยเลยอยู่ที่การได้ลิ้มรสชาติดั้งเดิมของวัตถุดิบที่มีทั้งความหวานละมุนและนุ่มนวลอยู่ภายใน ทำให้สาขานี้มีการหมุนเวียนวัตถุดิบในฤดูกาลมาให้เลือกลอง (แทบจะส่งกันวันต่อวัน) อย่างช่วงนี้จะเป็นฤดูของ กุ้งโบตัน ปูขน ปลานิชชิน (ปลาเฮอร์ริง) หอยเชลล์ฮอกไกโด หอยตลับ ไปจนถึงชิราโกะ (Shirako) หรือถุงสเปิร์มของปลาคอดที่เขาว่าช่วงนี้อร่อยที่สุด     และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เรายังได้เจอกับเชฟนากามุระ ทาคายูกิ (Nakamura Takayuki) ทายาทรุ่นที่ 3 มาประจำการนำเสนอความอร่อยกันแบบคำต่อคำ โดยมีให้เลือกทั้งแบบจานเดียวและโอมากาเสะ (สั่งเป็นคอร์ส)     ประเดิมด้วยเมนูต้นตำรับที่ชาวประมงเมืองโอตารุคิดค้นอย่าง Ika-Somen ที่นำปลาหมึกมาสไลซ์เป็นเส้นบางๆ คล้ายโซเมน เสิร์ฟพร้อมกับหัวไช้เท้า สาหร่าย และไข่หอยเม่น พร้อมด้วยซอสรสเค็มที่มีไข่แดงอยู่ในนั้น วิธีกินให้นำเอาไข่หอยเม่นคลุกเคล้ากับไข่แดงในน้ำซอสก่อน (ถึงตรงนี้เราลังเลมาก แต่เชฟบอกว่าอย่าเสียดายไข่หอยเม่นเลย เพื่อแลกกับซอสรสเข้มข้น) จากนั้นให้นำเส้นปลาหมึกลงจุ่มแล้วส่งเข้าปาก ซึ่งรสชาติที่ได้ขอบอกว่าเต็มปากเต็มคำและฉ่ำมาก ปลาหมึกกรุบกรอบ ส่วนซอสก็ให้รสเค็มๆ หวานๆ มันๆ         ต่อด้วยเมนูเด่นในฤดูกาลอย่าง Nishin Herring ซูชิปลาเฮอร์ริงแล่เป็นริ้วสวยชิ้นพอดีคำทาด้วยซอสสูตรพิเศษอีกเล็กน้อยโรยด้วยต้นหอมก็ได้ความอร่อยอย่างสูงสุด ซึ่งเชฟนากามุระเล่าให้ฟังว่าปลาชนิดนี้เป็นปลาที่จับได้มากในช่วงต้นปีแบบนี้ และเพราะอยู่ในฤดูกาลก็เลยได้ปลาที่มีทั้งความสดและความหวานกรอบที่ห้ามลองอย่างเด็ดขาด     ส่วนคนรักกุ้งก็ห้ามพลาด Botan-Ebi กุ้งโบตันไซส์ใหญ่ (ใหญ่มากที่สุดที่เราเคยเห็นมา) ที่นำมาแยกเสิร์ฟเป็นส่วนหัวและส่วนลำตัว โดยส่วนหัวซึ่งก็คือมันกุ้งสีออกเขียวๆ จะถูกนำมาเสิร์ฟบนข้าวห่อสาหร่ายในแบบฉบับกุนกังมากิเพื่อให้สาหร่ายเติมความหอมและตัดความเข้มข้นของมันกุ้ง ขณะที่ส่วนลำตัวยาวเนื้อนุ่มแน่นจะถูกวางลงบนข้าวให้เราได้สัมผัสรสชาติความหวานอร่อยที่แท้จริง     แล้วมาปิดท้ายด้วยความเข้มข้นสุดครีมมี่ของ Kaisui-Uni ไข่หอยเม่นที่ถูกแช่ในน้ำทะเลด้วยวิธีธรรมชาติมาเสิร์ฟบนข้าวญี่ปุ่นที่ให้รสชาติหวานอมเปรี้ยวก็ดูเป็นความอร่อยที่เข้าคู่กันอย่างที่สุด หรือจะบอกว่าอร่อยจนหลับตาพริ้มก็ไม่น่าผิด  

ร้านอาหารญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ มีอยู่มากมายแต่ที่มีสไตล์โดดเด่นไม่ซ้ำใครมากที่สุดต้องยกให้ร้านอาหารญี่ปุ่นร่วมสมัย “เท็นชิโนะ”       เมื่อก้าวเข้ามาในร้านก็ตื่นตากับการตกแต่งสไตล์โบฮีเมียนชิก ที่ใช้โทนสีเขียววินเทจสวยไม่เหมือนใคร ภายในร้านแบ่งที่นั่งให้เลือกหลายแบบทั้งโต๊ะยาวเหมาะกับสังสรรค์กลุ่มเพื่อน โซฟานุ่มสบายที่เป็นมุมส่วนตัวเหมาะสำหรับคู่รัก หรือจะนั่งหน้าบาร์เพื่อจิบค็อกเทลสไตล์ญี่ปุ่นก่อนมื้ออาหารก็ได้       อาหารจานเด่นเราขอยกให้กับ Wagyu Beef Suki สุกี้เนื้อวากิว ใช้เนื้อวัว A5 จากเมืองคาโกชิม่าที่ขึ้นชื่อในเรื่องความนุ่ม เสิร์ฟพร้อมน้ำซุปสุกี้ใส่เหล้าสาเกส่งกลิ่นหอมฟุ้ง เมื่อนำเนื้อวัวสไลด์ลงจุ่มในน้ำซุปร้อนๆ และยกขึ้นมาจุ่มไข่ดิบ สัมผัสของเนื้อเนียนนุ่มละลายในปากเข้ากับรสมันของไข่ดิบ ตามด้วยน้ำซุปรสเค็มหวานกลมกล่อมเข้ากันลงตัว       ร้านอาหารญี่ปุ่นจะพลาดสั่งซูชิและซาชิมิได้อย่างไร ต้องลอง Sushi of the Day ใช้ปลานำเข้าจากตลาดปลาโทโยสุ ได้แก่ ปลาทูน่าหรือมากูโร่ส่วนอากามิเนื้อสีแดงสดรสเข้มข้น ปลาทูน่าส่วนเนื้อติดมันที่เรียกว่าชูโทโร่ ปลามาได หอยเชลล์โฮตาเตะ และปลาไหลทะเลอะนาโกะ กินพร้อมกับข้าวซูชิที่มีรสเปรี้ยวกำลังดี     มาถึงเมนูเรียกยอดไลค์กันบ้างกับกับ Live Lobster and Seaweed Butter กุ้งล็อบสเตอร์ตัวโตย่างกับเนยรสสาหร่ายได้ทั้งกลิ่นหอมชอบกินและได้รสอูมามิจากสาหร่าย เนื้อล็อบสเตอร์เด้งหวาน ราดด้วยซอสเปรี้ยวที่มีส่วนผสมของส้มยูสุให้กลิ่นหอมสดชื่น     สุดท้ายคือ Azuki-Matcha Mochi โมจิก้อนกลมแป้งสีดำทำจากชาร์โคล์ ไส้ถั่วแดงญี่ปุ่นกวน ตัวแป้งเหนียวนุ่ม ไส้ถั่วแดงหวานกำลังดี เสิร์ฟมาในนมรสชาเขียว กินแล้วให้คะแนนเต็มเรียบง่ายแต่อร่อยสมเป็นญี่ปุ่น     จะนัดปาร์ตี้หรือกินเลี้ยงมื้อสำคัญก็อย่าพลาดร้านนี้

ใครที่เป็นแฟนคลับของเชฟมาซาโตะแห่งร้านซูชิมาซาโตะ ตอนนี้ไม่ต้องจองคิวนานก็ได้กินซูชิฝีมือเชฟมาซาโตะแบบไม่ต้องรออีกต่อไป เพราะบนชั้น 3 ของร้านเปิด Raw Bar สไตล์ญี่ปุ่นซึ่งมีคุณเรียวหุ้นส่วนชาวเจแปน เพื่อนสมัยนิวยอร์กของเชฟมาช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด     คุณเรียวใส่ใจทั้งการตกแต่งที่ให้อารมณ์เหมือนร้านในเมืองเกียวโตบ้านเกิด วัตถุดิบต่างๆ สั่งตรงจากตลาดปลาโทโยสุเพื่อให้ได้ความอร่อยจากวัตถุดิบดั้งเดิม รวมถึงบาร์เครื่องดื่มเฮาส์ค็อกเทลสไตล์ญี่ปุ่นก็คิดมาแล้วว่าอยากให้ไปด้วยกันได้ดีกับอาหาร ทั้งหมดทั้งมวลแล้วทำให้เราดื่มด่ำความเป็นเจแปนทุกมุมมองแบบไม่ต้องเดินทางไกลเลย       จานแรกที่คุณเรียวและเชฟมาซาโตะภูมิใจนำเสนอคือ Sea Urchin Assemblage อุนิพันธุ์บาฟุน มุราซากิ และอุนิในน้ำทะเล เสิร์ฟมาในถ้วยขนาดย่อมให้เราใช้ช้อนมุกตักอุนิเนื้อหวานนวลเนียนกินแบบจุใจกันไปข้างนึง แต่ถ้ายังอยากต่ออีกหน่อย ลองสั่ง Uni Soba ดู เส้นโซบะหอมๆ เข้ากันได้ดีกับน้ำซุปโซบะเย็นขลุกขลิกหอมปลาแห้งและโชยุ ที่สำคัญขาดไม่ได้คืออุนิชิ้นใหญ่ละมุนลิ้น แจมด้วยไข่คาเวียร์ และวาซาบิสด กินด้วยกันแล้วต้องร้องว่าสุโก้ย!       ส่วนคนรักเนื้อห้ามพลาด Wagyu Filet Mignon Sandwich เด็ดขาด! มัตสึซากะเกรด A5 เนื้อนุ่มฉ่ำ ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย ลงตัวกับซอสที่ทำจากน้ำมันของเนื้อต้มกับไวน์แดงและหอมหัวใหญ่     จากนั้นตามมาติดๆ ด้วย Ikura Canape แพนเค้กพอดีคำจากแป้งโซบะ เสิร์ฟพร้อมทอปปิง อย่าง ซาวร์ครีมรสเปรี้ยวละมุน ต้นหอมญี่ปุ่นซอย ไข่แดง และไข่ปลาแซลมอนลูกกลมโต ก่อนปิดท้ายด้วย Okimari Sushi (Chef’s Assorted Selection of Sushi) ซูชิคำอร่อยตามฤดูกาลจากเชฟมาซาโตะ เลือกฟินได้ตั้งแต่ 5 คำขึ้นไป       ก่อนอิ่มอย่าลืมหันไปสั่งเครื่องดื่มมาแพริ่งด้วยนะ สาวๆ เราแนะนำ Yume หอมกลิ่นเหล้าส้มยูซุและเหล้าบ๊วย รสเปรี้ยวๆ เค็มๆ ให้รสบาลานซ์ที่ดีทีเดียว แต่ถ้าใครคอแข็งขึ้นมาหน่อยลอง Japanese Old Fashion เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของวิสกี้ญี่ปุ่นรสนุ่ม หอมซินนามอนและส้ม เสิร์ฟพร้อมเกาลัดหวานมันที่มีมากในฤดูนี้ แล้วไต่ระดับไปที่ Bullet Train Martini จินและเหล้ายูซุทำให้เลือดสูบฉีดมากถึงมากที่สุด ใครมาช้าตามเพื่อนไม่ทันล่ะก็ บาเทนเดอร์แนะนำแก้วนี้ไปเลย หรือถ้าอยากให้บาเทนเดอร์ครีเอทเครื่องดื่มรสชาติที่ชอบและเหมาะกับอาหารที่สั่งขึ้นมาใหม่ก็รีเควสได้เลย รับรองว่าคืนนี้นั่งกันยาวแน่นอน!