เชื่อแน่ว่าหากเอ่ยถึงร้าน อิซากายะ ภาพจำของใครหลายคนคือร้านสตรีทฟู้ดสไตล์ญี่ปุ่น ที่เหล่ามนุษย์เงินเดือนมักนั่งสังสรรค์กินดื่มเพื่อปลดเปลื้องความเหนื่อยล้าหลังเลิกงาน แต่สำหรับ Ki Izakaya ไม่ใช่เช่นนั้น กลับเป็นร้านอิซากายะที่ตั้งอยู่ในโรงแรมระดับ 5 ดาว อย่าง โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ (Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok) ที่มีวิวสวยๆ บนชั้น 9 ให้แขกผู้มาเยือนได้ชื่นชมตั้งแต่ยามพระอาทิตย์ตกดิน ต่อเนื่องจนถึงยามค่ำคืน     โดยคำว่า “คิ” (Ki) มีความหมายว่า อารมณ์ ความรู้สึก พลังงานบวก (Mood, Spirit) ส่วนคำว่า “อิซากายะ” (Izakaya)  หมายถึง “กิน-ดื่ม” เมื่อรวมเป็นคำเดียวจึงหมายถึงร้านนั่งชิลล์ กิน-ดื่มกับเพื่อนฝูง ในบรรยากาศสบายๆ และรับพลังงานบวกกลับไปหลังกินเสร็จ     ภายในห้องอาหาร Ki Izakaya ประดับประดาด้วยโต๊ะไม้ดีไซน์ทันสมัย และภาพสีสันสดใสตามแบบฉบับญี่ปุ่น เราสามารถเลือกนั่งได้ทั้งหน้าเคาน์เตอร์บาร์ เพื่อคุยกับกับบาร์เท็นเดอร์อย่างใกล้ชิด หรือริมกระจกที่มองออกไปจะเห็นวิวเมืองแบบพาโนรามา หากมาเป็นกลุ่มใหญ่ก็มีโต๊ะยาวไว้รองรับด้วยเช่นกัน     เชฟฮิโรยูกิ โยโกยาม่า ใช้ประสบการณ์จากการทำงานที่ L’Atelier de Joël Robuchon ร้านอาหารมิชลินระดับ 3 ดาว ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส รวมถึงร้านอาหารในเวียดนาม และออสเตรเลีย คิดค้นเมนูอาหารสำหรับห้องอาหาร Ki Izakaya โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น     Burrata เมนูฟิวชันสุดครีเอทที่นำบูราต้าชีสมาผสมกับน้ำดาชิ หรือน้ำสต๊อกปลา และโรยด้วยปลาโอแห้ง ตักกินพร้อมมะเขือเทศลูกโตหวานฉ่ำ ได้รสชาติที่ลงตัว     Satsuma Age ทอดมันปลาปรุงรสอย่างกลมกล่อม เนื้อแน่นเต็มชิ้น เคี้ยวนุ่มหนึบ กินคู่กับมายองเนส และตัดเลี่ยนด้วยขิงผัด     Croquette Ninniku โครเกตต์มันฝรั่งบดผสมกับเนื้อริบอาย ปั้นเป็นก้อนกลมๆ ขนาดพอดีคำ ก่อนนำไปชุบแป้งทอด ให้เนื้อสัมผัสกรอบนอกนุ่มใน และได้ความเผ็ดเล็กน้อยจากซอสกาลิคมายองเนส     Beef Kushi และ Pork Belly Kushi  เนื้อวัวออสเตรเลียและหมูสามชั้นเสียบไม้ เนื้อนุ่ม ละมุนลิ้น ชูรสด้วยต้นหอมสับและหอมหัวใหญ่สับ เสิร์ฟร้อนๆ บนเตาย่างฮิดะ หอมกรุ่น       Hotate Kani Negitoro Don (430 บาท) ข้าวด้งไซส์มินิ ประกอบด้วยวัตถุดิบชั้นเลิศทั้ง ไข่ปลา หอยเชลล์โฮตาเตะ ปูหิมะ และเนกิโทโร่ ได้รสฉ่ำๆ หวานๆ เต็มคำ วิธีกินให้คลุกกับซอสโชยุและวาซาบิ ยิ่งเพิ่มความอร่อย     Matcha Sponge (100 บาท) สปันจ์เค้กมัตฉะ เนื้อนุ่มเบา เสิร์ฟคู่กับเค้กช็อกโกแลตรสเข้มข้นที่ผสานไปกับความเปรี้ยมอมหวานของราสเบอร์รี พร้อมช็อคโกแลตครัมเบิลให้เคี้ยวกันเพลินๆ     Ice Yuzu & Chilli (100 บาท) ไอศกรีมยูซุ รสเปรี้ยวหวานสดชื่น หุ้มด้วยไวต์ช็อกโกแลต ด้านบนเป็นสตรอว์เบอร์รีเจล ด้านล่างเป็นเสารสกับมะม่วง เพิ่มความหอมพร้อมความกรุบกรอบด้วยเกล็ดมะพร้าว และเสริมรสเผ็ดเล็กน้อยจากพริกที่ซ่อนอยู่ด้านใน     ด้านเครื่องดื่ม ก็มีเมนูที่น่าสนใจเยอะมาก รับรองว่าสายดื่มไม่มีผิดหวัง ทั้งวิสกี้ เหล้าจิน สาเก เบียร์ โซจู ค็อกเทล ม็อกเทล วางเรียงเต็มเชลฟ์หลังเคาน์เตอร์บาร์ จะเลือกสั่งมาดื่มคู่กับกับอาหารจานโปรด หรือดื่มเพียวๆ ก็ดีงามไม่แพ้กัน  

Sushiro” (ซูชิโระ) ร้านซูชิสายพานอันดับ 1 ในญี่ปุ่น เปิดสาขาที่ 8 ณ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม ชั้น 4 สัมผัสความอร่อยระดับพรีเมียม กับอาหารและวัตถุดิบชั้นเลิศที่ส่งตรงจากแดนอาทิตย์อุทัย พร้อมชมวิวสวยงามของสวนเบญจสิริแบบเต็มๆ ตา     ภายในร้านโอ่โถงกว้างขวาง ด้วยพื้นที่กว่า 380 ตารางเมตร สามารถรองรับลูกค้าได้สูงสุดถึง 232 ท่าน พนักงานจะเดินนำเราไปนั่งที่โต๊ะเมื่อถึงคิว บนโต๊ะมีถ้วยชา จานชาม ตะเกียบ ซอสโซยุ และซอสหวาน เตรียมไว้ให้เสร็จสรรพ หลังจากนั่งปุ๊บ เช็ดมือเรียบร้อย ก็หยิบซูชิบนสายพานมาลิ้มลองความอร่อยกันได้เลย ซูชิหลากหลายหน้าจะไล่เรียงกันออกมาแบบไม่หยุดพัก ส่วนใครที่ทนรอจานที่อยากกินไม่ไหว สามารถกดสั่งได้จากแท็บเล็ตประจำโต๊ะ แล้วเมนูที่เรากดสั่งไปจะส่งมาบนสายพานชั้นบน ถึงโต๊ะแบบไม่ต้องรอลุ้น     เรื่องความสดใหม่ไม่ต้องกังวล เพราะใต้จานซูชิทุกใบจะมี IC Chip ฝังอยู่ เพื่อเก็บข้อมูล ถ้าซูซิจานไหนอยู่บนสายพานนานเกิน 350 เมตร ก็จะถูกปัดทิ้งอัตโนมัติทันที       โดยเมนูซูชิของร้าน Sushiro เลือกใช้วัตถุดิบมาตรฐานเดียวกับประเทศญี่ปุ่น เนื้อคุณภาพดี สด หวาน ละลายในปาก หั่นชิ้นใหญ่หนาเต็มคำ แน่นอนว่าซิกเนเจอร์ยังคงเป็นปลาทูน่าชนิดต่างๆ  ทั้ง โอโทโระ ส่วนท้องปลาทูน่าที่มีเนื้อสีชมพูอ่อน ชูโทโร่ ส่วนเนื้อสีชมพูเข้มที่มีมันแทรกตรงกลาง และเนกิโทโร่ เนื้อปลาทูน่าส่วนติดมัน ที่สับจนละเอียด         มาดูเมนูซูชิอื่นๆ ที่หลายคนคุ้นเคยกันบ้าง ยกขบวนมาเพียบตั้งแต่ แซลมอน ไข่ปลาแซลมอน กุ้งหวาน หอยเชลล์โฮตาเตะ เอ็นกาวะ เนื้อคารูบิ เป็นเนื้อส่วนอกถึงท้องที่มีไขมันกระจายทั่ว ปลาหมึกกล้วย ปลาฮามาจิ อุนางิ หรือปลาไหลญี่ปุ่น อานาโกะ หรือปลาไหลทะเล และอีกมากมายละลานตา       นอกจากเมนูซูชิ ที่ร้านยังมีเมนูอาหารญี่ปุ่นทั้งคาวและหวานให้ฟินแบบเต็มคำ ถูกใจคนไม่ทานของดิบ ไม่ว่าจะเป็น ไข่ตุ๋น ไข่เนื้อเนียน กับซุปเข้มข้น ตักเข้าปากพร้อมหอยเชลล์รสหวานที่ซ่อนอยู่ใต้ถ้วย อร่อยลงตัว เมนูของทอด เมนูเส้น ของทานเล่น รวมไปถึงของหวานสไตล์ญี่ปุ่นอย่าง วาราบิโมจิ แป้งโมจินุ่มๆ คลุกผงถั่วเหลือง มันเชื่อมญี่ปุ่น โรลเค้ก หรือ โฮมเมดพานาคอตตา       ด้านเครื่องดื่ม ที่ร้านมีชาเขียวร้อนบริการฟรี เพียงเทผงชาเขียวใส่ถ้วย เติมน้ำร้อนจากก๊อกบนโต๊ะ และคนให้เข้ากัน ความเข้มข้นก็ขึ้นอยู่กับปริมาณผงชาที่เราเติมลงไป หรือกดสั่งเครื่องดื่มจากแท็บเล็ต แล้วพนักงานจะนำแก้วเปล่ามาเสิร์ฟ ให้นำไปเติมเองที่บาร์เครื่องดื่ม ซึ่งเติมได้เรื่อยๆ ทั้งน้ำอัดลม น้ำพันช์ น้ำเก๊กฮวย และชาเขียวมะลิ สดชื่นลื่นคอ         สำหรับราคาซูชิจะแตกต่างกันไปในจานแต่ละสี เริ่มที่จานสีแดงราคา 40 บาท สีเงิน 60 บาท สีทอง 80 บาท และสีดำ 120  บาท กินได้ไม่จำกัดเวลา และนับราคาหลังกินเสร็จ คุ้มมากจริงๆ กินไปกินมาจานซูชิก็ตั้งสูงเป็นคอนโดซะแล้ว         ถ้าไม่อยากรอคิวนานๆ แนะนำให้กดจองคิวผ่านแอปพลิเคชัน Sushiro (ซูชิโร่) ไว้ล่วงหน้า รองรับทั้งระบบ IOS และ Android เลย

ที่ดอง ดอง ดองกิ สาขาใหม่ MBK Center นอกจากจะเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในบ้านเราแล้ว โซนขายโอนิกิริของที่นี่ยังแจ่มใจมากจริงๆ และขึ้นชื่อว่าดองกิทั้งที วัตถุดิบที่ใช้ก็การันตีเรื่องความเป็นญี่ปุ่นแท้ ทั้งการเลือกข้าวอิมพอร์ตจากแดนซามูไร รวมถึงไส้ที่ทำออกมาหลากหลาย (เป็นไส้ที่หากินได้ที่ดองกิของญี่ปุ่นด้วย) ทยอยวางขายตั้งแต่ 10 โมงเช้าเป็นต้นไปและเติมเรื่อยๆ ตลอดวัน         โอนิกิริของดองกิปั้นชิ้นใหญ่กินแทนมื้อเร่งรีบได้สบายๆ มีทั้งไส้บ๊วย ไส้ดั้งเดิมแบบญี่ปุ่นจ๋า รสเค็มนิดๆ เข้ากับข้าวญี่ปุ่นนุ่มหนึบ ไส้เมนไทโกะหรือไข่ปลาค้อด รสออกเค็มๆ มันๆ กินได้ไม่เบื่อ           นอกจากนี้ยังมีทีเด็ด ไส้หอยเชลล์ซอสเทริยากิตัวอวบๆ ให้เคี้ยวตุ้ยเต็มคำ ส่วนคนชอบกินปลาไหลญี่ปุ่นอย่าพลาดที่นีมีข้าวปั้นไส้ปลาไหลญี่ปุ่นย่างหอมนุ่มชุ่มฉ่ำให้จับจองในราคาสบายกระเป๋า รวมถึงไส้ยอดฮิตอย่างแซลมอนเทอริยากิ แซลมอนทอดเกลือ ผักดอง สาหร่าย ก็มีขายเป็นประจำ รวมถึงข้าวปั้นเนื้อวากิว ก็มีโซนขายแยกอีกด้วย       คนรักโอนิกิริจดลงลิสต์ได้เลย

Naeki Go! ร้านข้าวปั้นญี่ปุ่น (Onigiri) ที่มีจุดกระจายความอร่อยหลายสาขา ต่อยอดมาจาก Naeki Sushi ร้านดังที่ครองใจคนรักซูชิทั้งหลายไปแล้ว แบรนด์นี้เน้นข้าวปั้นญี่ปุ่นต้นตำรับที่มีวาไรตี้ให้เลือกมาก เหมาะกับมื้อเช้าก่อนเข้าเรียนของเด็กๆ หรือหนุ่มสาววัยทำงานที่ต้องแข่งกับเวลาในการเดินทาง หรือจะซื้อไว้รองท้องระหว่างวัน รวมถึงเก็บไว้เป็นมื้อค่ำเบาๆ ได้กินข้าวปั้นสักชิ้นก็อิ่มสบายท้องแล้ว         แนะนำเริ่มที่ข้าวปั้นระดับพรีเมียม ข้าวนุ่มไส้แน่นที่รวมสุดยอดวัตถุดิบชั้นดีส่งตรงจากแดนอาทิตย์อุทัย อาทิ ไข่ปลาค๊อดปรุงรส, ปลาไหลญี่ปุ่น, แซลมอนและไข่ปลาแซลมอน และมากุโระคอมบุ ไม่ต้องลังเลว่าจะเลือกชิ้นไหน เพราะอร่อยได้ใจทุกชิ้น แนะนำให้ซื้อทุกรสชาติ จะได้ไม่ร้องว่า”เสียดาย”ในภายหลัง         ส่วนเมนูขายดีติดลมบนอื่นๆ ก็มีแซลมอนย่างเกลือ, แซลมอนเทอริยากิ และสลัดไข่กุ้ง ซื้อแล้วยังไม่กินสามารถวางไว้ในอุณหภูมิปกติได้ 1-2 ชั่วโมง หรือในห้องแอร์ได้ 5 ชั่วโมง แต่ถ้าซื้อตุนไว้สำหรับมื้อต่อไป แนะนำให้ใส่ในช่องแช่เย็นจะเก็บได้นานถึง 10 ชั่วโมง หยิบออกมากินข้าวยังหอม นุ่มฟิน เคี้ยวละมุนลิ้นเหมือนเดิม     แม้คอนเซ็ปต์ของ Naeki Go จะชูโอนิกิริเป็นตัวยืน แต่เมื่อเป็นแบรนด์เดียวกับ Naeki Sushi แล้วย่อมไม่พลาดเอาใจสาวกซูชิ ซาชิมิ และข้าวหน้าต่างๆ ในร้านจึงยกทัพเมนูเด็ดในแพ็กเกจสุดน่ารักมาให้อิ่มสบายท้อง ซื้อได้ทั้งที่หน้าร้านและผ่านแอพลิเคชั่นต่างๆ ได้อย่างง่ายดายอีกด้วย           Line: NaekiGo! กด https://lin.ee/9265B3L หรือ FoodPanda, Grab, Get, Lineman  

แฟนคลับราเมนพลาดร้านนี้ไปไม่ได้เลย Tonchin Ramen ร้านราเมนเก่าแก่รสอร่อย  ที่มาพร้อมรางวัล Michelin BIB Gourmand จากเมืองนิวยอร์กถึง 3 ปีซ้อน ทำความรู้จักกับทงชิน ราเมนกันให้มากขึ้นดีกว่า ร้านนี้เปิดตั้งแต่ปี 1992 ณ ดินแดนอาทิตย์อุทัย มีจุดเด่นคือเสิร์ฟราเมนจากวัตถุดิบสดใหม่ เน้นรสชาติอูมามิ โดยผ่านกระบวนการปรุงแบบช้าๆ และใช้เวลานาน     ตัวเส้นราเมนจะเป็นสไตล์โฮมเมด ที่ครีเอทมาจากแป้งสาลีสูตรลับ นวดด้วยมือจนได้ความหนาที่พอดี น้ำซุปกระดูกหมูรสเข้มข้น ผสมขาไก่ลงไปเพื่อให้ได้รสหวานธรรมชาติ ซึ่งเป็นความอร่อยที่ส่งต่อกันมากว่า 30 ปี ใช้เวลาเคี่ยวนานถึง 12 ชั่วโมง หมูชาชูทำเองโดยใช้น้ำตาลจากจังหวัดโอกินาวา และเกลือธรรมชาติจากประเทศมองโกเลียในการดองหลายวัน       สำหรับสาขาสยามพารากอนนั้นตั้งอยู่บริเวณชั้น G (โซนศูนย์อาหารติดกับธนาคารกรุงเทพฯ)  ถือเป็นสาขาที่ 2 แล้ว และก็เช่นเคยว่าทุกๆ รายละเอียดทั้งการตกแต่งแบบร่วมสมัย เมนู รวมถึงเชฟมากฝีมือ ล้วนแล้วแต่ถอดรายละเอียดมาจากสาขาที่มหานครนิวยอร์กทั้งนั้น รับรองว่าสาวกราเมนมาชิมแล้วไม่ผิดหวังในรสชาติดีๆ แน่นอน       เริ่มต้นกันที่เมนูพิเศษซึ่งเสิร์ฟเพียงวันละ 20 ชามเท่านั้น Ultimate Noko Tsukemen (380 บาท) โดดเด่นที่เส้นโฮลวีตโฮมเมด ให้สัมผัสเหนียวนุ่ม มีความหนึบกินอร่อยเล็กๆ จุ่มลงไปในน้ำซุปร้อนๆ สูตรพิเศษจากทางร้านที่ทำมาจากหมู ไก่ ซีฟู้ด ปลาแห้ง และผักต่างๆ รสเข้มข้น กลมกล่อม กินพร้อมท็อปปิงต่างๆ อาทิ หมูชาชู ลูกชิ้นโฮมเมด และอกไก่ซูวี     ตามด้วยชามซิกเนเจอร์ที่ได้รับรางวัล Michelin BIB Gourmand จาก New York อย่าง Tonchin Classic Tokyo Tonkotsu Ramen (190 บาท) เส้นราเมนเหนียวนุ่ม ซู้ดอร่อย อยู่ในน้ำซุปทงคัตซึรสหวานนุ่ม กลมกล่อม ที่ผ่านการเคี่ยวอย่างพิถีพิถันมานานกว่า 12 ชั่วโมง ผสานไปกับโชยุเกรดพรีเมียม อย่าลืมกินหมูชาชูชิ้นโตๆ ด้วยล่ะ     Tokyo Truffle Shoyu Ramen (270 บาท) ก็ขายดีไม่แพ้กัน ราเมนน้ำซุปทรัฟเฟิล วัตถุดิบเลอค่าแห่งการทำอาหาร รสชาติเค็มกลมกล่อมนี้ได้มาจากโชยุชั้นดี รวมกับทรัฟเฟิลหอมๆ กินพร้อมเส้นราเมนยาวๆ สุดเพลิน ท็อปด้วยอกไก่ซูวีเนื้อชุ่มฉ่ำ     ใครชอบแบบดั้งเดิมเราแนะนำ Smoke Dashi Ramen (270 บาท) น้ำซุปทงคัตซึ สูตรเด็ดประจำร้าน รสนุ่มนวล มิกซ์ไปกับน้ำมันปลาโอรมควันหอมๆ ปลาแห้ง ปรุงรสด้วยซีอิ๊วสัญชาติญี่ปุ่น กินพร้อมเส้นราเมนที่เรารัก หมูชาชู และไข่กุ้ง     Spicy Tan Tan Ramen (220 บาท) ราเมนรสเผ็ดร้อนกลมกล่อม นี้ครีเอทมาจากซุปไก่เข้มข้น ปลาโอ หอยอาซาริ ผสมกับหมูสับผัดซอสทงชินหอมกรุ่น และพริกไทยซันโช     ยังมูฟออนจากเมนูแรกไม่ได้เลย

ยินดีต้อนรับสู่ร้านโอนิกิริเล็กๆ ที่ซุกตัวอยู่ใต้ตึก UBC 2 ซอยสุขุมวิท 33 ของเจ้าของร้านชาวญี่ปุ่นผู้คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงอาหารมากว่า 15 ปี ซึ่งบอกกับเราว่า อยากให้ทุกคนได้มาลองชิมความพิเศษของข้าวนีงาตะซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความหอมนุ่มดูสักครั้ง       ความสนุกของการมาร้านนี้คือต้องมองหาร้านให้เจอก่อน (และมาให้ถูกเวลา) ส่วนหน้าตาของโอนิกิริร้านนี้ก็ชวนให้ตื่นเต้น เพราะเป็นโอนิกิริแบบหน้าเปิด ให้เห็นให้ชัดๆ ไปเลยว่าไส้แน่นขนาดไหน เริ่มจากอัดข้าวร้อนๆ ลงในพิมพ์ให้เป็นสามเหลี่ยม จากนั้นโปะด้วยท็อปปิ้ง แล้วห่อแผ่นสาหร่ายกรอบๆ ปิดท้าย       โอนิกิริของที่ร้านมีทั้ง เมนไทโกะ แซลมอนย่างที่ย่างได้สุกพอดี รวมถึงทีเด็ดอย่าง อิคุระ สีส้มสวยที่เห็นแล้วตาเป็นประกายปิ๊งๆ เหมือนไข่ปลา แถมโชคดีวันนี้เราเจอไส้พิเศษอย่างหอยเชลล์เบิร์นไฟ ตัวอวบอั๋นเต็มคำ เมื่อกินกับข้าวนีงาตะนุ่มหนึบแล้วดีงามจนอยากบอกต่อ           ใครสะดวกกินที่ร้านก็มีโต๊ะนั่งไว้บริการ ส่วนใครอยากสั่งกลับบ้านก็มีแพ็คกล่อง แยกสาหร่ายให้ต่างหาก หิวเมื่อไหร่ค่อยนำมาประกอบร่างจะได้ไม่เสียรสชาติ นอกจากนี้ยังมีเมนูญี่ปุ่นอีกหลายเมนู รวมถึงมีข้าวนีงาตะแท้ๆ ให้ซื้อกลับไปหุงเองที่บ้านได้ด้วย       คนรักข้าวปั้นอย่าพลาดนะ

ภายในโครงการสวนดอกลำเจียก ไม่ไกลจากวงเวียนพระราม 5 Lion Wagyu เป็นร้านอาหารที่ให้บรรยากาศญี่ปู๊นนนญี่ปุ่นกันตั้งแต่หน้าร้านไปจนถึงข้างใน ทั้งโต๊ะไม้ ปล่องดูดควัน และโคมไฟกลม ๆ แต่แน่นอนว่าสิ่งที่ให้ความญี่ปุ่นมากที่สุดในร้านนั้นหนีไม่พ้นเซ็ตอาหารมากหน้าหลายตา ที่จัดมาตามความต้องการของคนรักเนื้อวากิวโดยเฉพาะ       สำหรับเซ็ตอาหารที่มีอยู่ในเมนูนั้น จัดมาตั้งแต่ราคา 499 ไปจนถึง 2,100 บาท ซึ่งมีให้เลือกทั้งเซ็ตหมูล้วน เซ็ตเนื้อ+หมู และเซ็ตเนื้อพรีเมียมแบบจัดหนักจัดเต็ม สำหรับคนกินจุ       สำหรับเซ็ตที่นำมารีวิวในคราวนี้ คือ Premium Beef Set ซึ่งประกอบไปด้วย คารุบิวากิว, ไซโคโระ ริบอายวากิว, เนื้อร่องซี่โครง ออสเตรเลียวากิว MB 4-5, สตริปลอยน์ ออสเตรเลีย MB 4-5, โคนลิ้นวัวพรีเมียม, สันไหล่ ไทยวากิว, เนื้อเซอร์ลอยน์โคขุน, และเนื้อพิคานย่า ย่างให้สุกกำลังดี หรือจะย่างแบบมีเดียมแรร์ให้ได้สัมผัสนุ่ม ๆ และจุยส์ซี่ ละลายในปาก จิ้มด้วยน้ำจิ้มที่ร้านเตรียมมาให้หลากหลายแบบ ทั้งสไตล์ญี่ปุ่นและน้ำจิ้มแจ่วสไตล์ไทย         นอกจากเนื้อมันแทรกลายหินอ่อนงดงามแบบเต็มอิ่มแล้ว ในเซ็ตเดียวกันนี้ยังมาพร้อมกับเกี๊ยวซ่า ตัวเลือกของแซลมอนหรือซาชิมิ ที่มีให้เลือกทั้งแซลมอนซาชิมิ ยำแซลมอน ซาชิมิไข่หวาน แซลมอนฟิลเล ซูชิแซลมอน และซาชิมิปูอัด นอกจากนี้ยังมีอาหารจานข้างเคียงมาให้เลือกด้วย เช่น ยำสาหร่าย กิมจิ ซุปเนื้อ และเต้าหู้เย็น โดยในเซ็ตนี้มากับผักรวม 1 จาน รวมทั้งข้าวญี่ปุ่นและซุปมิโสะที่เติมได้ไม่อั้น           ไม่ต้องเดินทางเข้าไปในย่านใจกลางเมืองก็สามารถลิ้มรสชาติของเนื้อวากิวระดับพรีเมียมได้เช่นกันนะ

แม้มองจากภายนอกจะให้ความรู้สึกแรกเหมือนโฮมคาเฟ่สไตล์มินิมอลสีเขียวอ่อนละมุนตาน่านั่ง แต่แท้จริงแล้ว OKONOMI” คือร้านอาหารแบบ Japanese Eatery & Café ที่ยกอาหารเช้าดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่นมาปรุงและเสิร์ฟอย่างพิถีพิถันด้วยฝีมือของ Dave Potes” หัวหน้าเชฟที่ร่วมปลุกปั้นสาขาแรกที่นิวยอร์กจนเป็นขวัญใจเหล่านักชิมมาแล้ว           สำหรับสาขาแรกในไทยนี้ยังคงคอนเซ็ปต์คอมฟอร์ตฟู้ดที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด โดยยึดหลักปรัชญา Mottainai ที่เน้นความยั่งยืนและใช้วัตถุดิบแบบไม่เหลือทิ้ง ทุกจานที่เสิร์ฟผ่านการดูแลและตกแต่งอย่างประณีตจากเชฟเดฟที่เคาน์เตอร์บาร์กลางร้านให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังชมเชฟเทเบิลเลยทีเดียว นอกจากนี้ที่นี่ยังมีห้องของหมักดองโฮมเมดสำหรับสร้างสรรค์วัตถุดิบต่างๆ อีกด้วย       จานเด่นที่พลาดไม่ได้คือ อาหารเช้าแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เรียกว่า Ichiju Sansai ที่หมายถึง “1 ซุป 3 กับข้าว” เราแนะนำ Misozuke Hamachi ปลาฮามาจิหมักมิโซะ มาพร้อมไข่หวาน ผักตามฤดูกาล ข้าวญี่ปุ่นผสมธัญพืชโรยหน้าปลาแห้งโอกากะ ไข่ออนเซ็น และซุปมิโซะ หากมาไม่ทันเวลาอาหารเช้าที่เสิร์ฟถึง 11.00 น. จะสั่งเป็นเมนูจานเดียวอิ่มสบายอย่าง Tuna Poke ทูน่าหั่นพอดีคำ ข้าวมัลติเกรน ซีอิ๊วหวานและน้ำมันงา โรยผักมิซูนาและแรดิช หรือ Shiro Shoyu Ramen โชยุราเมนเส้นสดมาพร้อมปลามาไดหมักสาหร่ายคอมบุ เสริมรสชาติด้วยเลมอนออยล์ ผักชีลาว ผักมิซูนา และยูสุโคโซ (หริกหมักยูสุ)         จะสั่ง Asparagus & Green Bean Nuta Salad สลัดหน่อไม้ฝรั่ง ที่มีทั้งถั่วแขก ถั่วหวาน ผักกาดม่วง และบ๊วยดอง ราดน้ำสลัดมิโซะรสส้มมาเพิ่มความสดชื่น หรือตบท้ายด้วย Okonomi Parfait ไอศกรีมนมเนื้อเนียนแน่นผสานความอร่อยกับเมลอนกรานิตา เจลลีจิงเจอร์เอล ถั่วแดงอะซูกิ คุโรมิตสึชิราตามะ และฟูมิอาราเอะ       สำหรับสายคาเฟ่ที่อยากมานั่งทำงานหรือจิบเครื่องดื่มเพลินๆ เราแนะนำ Black Sesame Cappuccino เพิ่มความหอมด้วยงาดำพิเศษนำเข้าจากญี่ปุ่น Matcha Latte ใช้มัตฉะจากเมืองอุจิ กลมกล่อมโดนใจคนรักชาเขียว และ Sweet Potato Amazake ความลงตัวของมันม่วงและข้าวหมักญี่ปุ่นหอมๆ คล้ายสาเกหวาน         ถ้ายังไม่จุใจอย่าลืมสั่ง Onigiri Box Set ข้าวปั้นสุดเก๋ที่รวม 4 รสชาติ ทั้งรสปลาโออบแห้ง รสสไปซีแซลมอน รสทูน่าตุ๋นน้ำมันและซอสไอโอลีโนร และ รสเห็ดชิตาเกะ โรสแมรี และบรีชีส ติดไม้ติดมือกลับบ้าน หรือจะสั่งเดลิเวอรีก็อร่อยทันใจได้เช่นกัน  

みなみ (มินามิ) ร้านอาหารญี่ปุ่นแนวมินิมอล ในโครงการ Warehouse 26 บนถนนสุขุมวิท ที่พร้อมเสิร์ฟเมนูไก่ย่างขึ้นชื่อของจังหวัดคากาวะ และอาหารญี่ปุ่นสไตล์คอมฟอร์ตฟู้ดให้ทุกคนได้ลิ้มลอง ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ ได้ความเป็นส่วนตัว       ตัวร้านแบ่งออกเป็น โซนอินดอร์ที่เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งโทนสีน้ำตาลเป็นหลัก ดูเรียบง่ายสบายตา ส่วนโซนเอาต์ดอร์ ทางร้านจัดเป็นสวนหินขนาดย่อม ช่วยสร้างบรรยากาศและกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่น ชวนให้รู้สึกอบอุ่นใจไม่เบา         เริ่มกันที่เมนูกินเล่น Tako Wasabi ปลาหมึกดองวาซาบิ รสเผ็ดนิดๆ Cucumber Salt Kombu แตงกวาดองเนื้อสดกรอบ ราดด้วยซอสรสเค็มมัน และ Yuzu Crispy Chicken Skin หนังไก่ทอดกรุบกรอบ ราดซอสยูซุเพิ่มรสเปรี้ยวหวาน โรยด้วยปลาโอแห้ง         ต่อด้วยเมนูซิกเนเจอร์ ไก่ย่างขึ้นชื่อของจังหวัดคากาวะ Salt Garlic Honetsuki Dori (189.-) เนื้อไก่อบส่วนสะโพกหอมกลิ่นกระเทียม ที่มีไฮไลต์คือ การโชว์เบิร์นไฟจนหนังกรอบ แต่เนื้อในยังคงนุ่ม ชุ่มฉ่ำ แนะนำให้กินพร้อมเซ็ตข้าวกระเทียมพร้อมน้ำซุปและสลัด อร่อยลงตัว         หรือจะเลือกเป็นรส Spicy Honetsuki Dori (189.-) ที่ได้เครื่องเทศของชาวเหนืออย่าง มะแขว่น มาช่วยเสริมความเผ็ดร้อน ทั้งจัดจ้านและเข้มข้น จับคู่กับ Mixed Salad (119.-) ผักสลัดกรุบกรอบกินพร้อม น้ำสลัดงาญี่ปุ่น เปรี้ยวหวานกลมกล่อม         คนรักเนื้อต้องไม่พลาด Yakiniku Garlic Fried Rice (359.-) เนื้อสันนอกออสเตรเลียย่างมาระดับมีเดียมแรร์ เนื้อสีชมพูสวย กินกับข้าวกระเทียมหอมๆ รสเค็มมัน กลมกล่อม       อีกเมนูที่ต้องลอง Buta Kakuni Don (179.-) ข้าวหน้าหมูตุ๋นซอสสูตรเฉพาะของทางร้าน ที่ผ่านการตุ๋นนานถึง 6 ชั่วโมง จนได้เนื้อหมูนุ่ม ละลายในปาก ท็อปด้วยไข่ออนเซนเยิ้มๆ เข้ากันได้ดี  

ใครที่กำลังมองหาร้านอาหารที่มาพร้อมกับเมนูข้าวญี่ปุ่นแบบจานเดียวง่าย ๆ และเต็มอิ่ม Hako Japanese Rice & Cafe ต้องเป็นหนึ่งในตัวเลือกนั้นแน่นอน ชื่อของร้านนั้นมีที่มาจากเมือง ๆ หนึ่งในญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Hakodate (ฮาโกะดาเตะ) ตั้งอยู่ในฮอกไกโดนั่นเอง เมนูของที่นี่จึงยกเอาตำรับอาหารญี่ปุ่นจากเมืองฮาโกะดาเตะมาถ่ายทอดสู่โต๊ะอาหารของร้านที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากแยกราชเทวี ให้คนกรุงเทพฯ ได้ลิ้มลอง         เพื่อให้ได้รสชาติที่ใกล้เคียงกับต้นตำรับมากที่สุด สูตรต่าง ๆ ของร้านจึงได้มาจากเชฟชาวญี่ปุ่นตัวจริงเสียงจริง เมืองฮาโกดาเตะนั้นมีชื่อเสียงในเรื่องของข้าวแกงกะหรี่ เพราะฉะนั้นเมนูซิกเนเจอร์ของร้านก็เป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก ข้าวหมูทอดทงคัตสึราดแกงกะหรี่ญี่ปุ่น นอกจากจะจัดเต็มกับหมูทอดชิ้นโตเต็มจานแล้ว ความเด็ดยังอยู่ที่น้ำแกงกะหรี่ซึ่งใช้เวลาเคี่ยวนานกว่า 6 ชั่วโมงจนได้รสชาติเข้มข้น กลมกล่อม และไม่เผ็ดจนเกินไป     ต่อด้วยเมนู ข้าวหน้าบูตะชาชู ที่ใช้หมูสองชั้นลอกหนังแล้วม้วนนำไปต้มและจี่กับกระทะ จนได้หมูชาชูชิ้นหนานุ่มติดมันเล็กน้อย ราดด้วยซอสสูตรพิเศษที่แสนเข้ากัน     สำหรับของกินเล่นที่พลาดไม่ได้ต้องยกให้กับ เกี๊ยวซ่า สอดไส้หมูแน่น ๆ เต็มคำ เพิ่มรสชาติให้มีชีวิตชีวายิ่งขึ้นด้วยน้ำจิ้มรสเด็ด แค่นี้ก็เป็นมื้ออาหารญี่ปุ่นที่อิ่มทั้งท้องอิ่มทั้งใจแล้ว       ร้าน Hako Japanese Rice & Cafe มีให้บริการแบบ Takeaway และสามารถสั่งเดลิเวอร์รี่ผ่าน Lineman และ Grab ได้ด้วยเช่นกัน

เห็นชื่อร้านก็มั่นใจได้แล้วว่า ถ้ามาร้านนี้จะต้องได้ลิ้มรสชาติคินเมได ปลากระพงแดงตาโตซึ่งเป็นปลาทะเลน้ำลึก ติด 1 ใน 10 ปลาที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น บวกกับแนวคิดของเจ้าของร้านที่เชื่อว่าถ้าเริ่มต้นด้วยวัตถุดิบชั้นดีจะนำมาปรุงเมนูอะไรก็อร่อยถูกปาก ที่นี่จึงคัดสรรแต่ของดีที่สุดจากแหล่งต่างๆ ทั่วเกาะญี่ปุ่น       แต่วัตถุดิบดีอย่างเดียวยังไม่พอต้องล้อไปกับเทคนิคการปรุงที่ช่วยชูรสชาติของวัตถุดิบแต่ละชนิดให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ทุกเมนูจึงรวมเคล็ดลับความอร่อยที่ถ่ายทอดจากประสบการณ์กว่า 40 ปีของเชฟใหญ่ประจำร้านมารังสรรค์เป็นจานเด็ดในคอนเซ็ปต์ “ความเหมือนที่แตกต่าง” ที่รอให้ทุกคนได้มาพิสูจน์         เมนูแรก ซากุระ ฟอร์เอฟเวอร์ ชูไอเดียตกแต่งซูชิบิ๊กไซส์ในสไตล์เค้กวันเกิด โดยวางเรียงซูชิคำโตให้เป็นรูปดอกซากุระมากถึง 8 คำ แต่ละคำสอดไส้แซลมอน ครีมชีส โรยอิคุระ ราดซอสสไปซี่และซอสเทอริยากิ ซึ่งเป็นซอสคู่สูตรเฉพาะของร้านที่อยากท้าให้ลอง เพิ่มความพรีเมียมด้วยแซลมอนแต่งเป็นรูปดอกไม้ ให้เราสั่งมาเซอร์ไพรส์คนพิเศษได้อย่างน่าประทับใจ       ซูชิเนื้อวากิว เสิร์ฟ 3 คำ แต่เราต้องอ้าปากมากกว่า 3 ครั้ง เพราะแต่ละคำใหญ่อลังการจริงๆ แถมเนื้อยังนุ่มฉ่ำแทบละลายในปาก จานนี้ไม่ว่าใครก็ต้องขอเบิ้ลทั้งนั้น       ซูชิหน้าไข่ปลาแซลมอน เมนูธรรมดาที่ไม่ธรรมดาเพราะใส่ไข่ปลาให้แบบพูนคำ ทุกเม็ดกลมใสที่พร้อมใจกันแตกโป๊ะในปากให้เราได้สัมผัสความหวานฉ่ำในทุกอณู       อีกจานขายดี กุ้งเทมปุระ กุ้งชุบแป้งปรุงรสทอด จุดเด่นคือแป้งฟูกรอบทอดได้แห้งไร้ความมันส่วนเกิน กัดเบาๆ ไม่ต้องออกแรงก็สัมผัสความกรอบอร่อยไม่เหมือนใคร แล้วเซอร์ไพรส์กันต่อแบบไม่ต้องพักหายใจ เพราะด้านในเป็นกุ้งตัวโตเนื้อแน่นเคี้ยวสู้ฟัน จานนี้กินเล่นได้เพลินๆ แทบไม่ต้องพึ่งซอสก็อร่อยครบรสแล้ว       มาถึงร้านอาหารญี่ปุ่นทั้งทีถ้าไม่มีซาชิมิขึ้นโต๊ะก็เหมือนขาดอะไรไป แนะนำซาชิมิ 5 อย่าง ได้แก่ ฮามาจิ แซลมอน อะกามิ หอยเชลล์ และหอยปีกนก ทุกชิ้นระดับความสดเหมือนเพิ่งยกขึ้นจากทะเลอย่างไรอย่างนั้น       ปิดท้ายด้วย 2 เมนูไฮไลท์ที่มีจำนวนจำกัดในแต่ละวัน ได้แก่ หัวปลาน้ำแดง เพราะทางร้านสั่งแซลมอนทั้งตัวเพื่อนำไปปรุงเมนูต่างๆ ดังนั้นส่วนหัวจึงมีไม่มากเชฟจะนำมาปรุงด้วยสูตรพิเศษจนได้น้ำสต๊อกขลุกขลิกรสหวานหอม เค็มอ่อนๆ กินแล้วกลมกล่อมไม่เหมือนใคร หากไม่อยากพลาดต้องสั่งล่วงหน้าเท่านั้น       อีกเมนูคืออูนิหรือไข่หอยเม่นเกรดเอที่ทางร้านออเดอร์เข้ามาเอาใจสาวกเป็นพิเศษ เนื้อสัมผัสนุ่มแน่นคล้ายเยลลี รสออกหวานละมุน กินหมดยังรู้สึกถึงกลิ่นรสที่อบอวลอยู่ในปาก     ของดีมีน้อย ถ้าไม่อยากพลาดความอร่อยต้องโทรจับจองกันหน่อยแล้วล่ะ!

“MAGURO Sushi” ร้านซูชิเกรดพรีเมียม ที่มีคอนเซ็ปต์ดีๆ อย่าง ‘Give More with Sushi Moment’ หรือ ‘วัฒนธรรมแห่งการให้มากกว่าที่ขอ’ อันสื่อความหมายถึง การรับประทานซูชิรสอร่อย ที่รังสรรค์จากวัตถุดิบคุณภาพ นำเข้าจากแหล่งชั้นดี อาทิ แซลมอนจากประเทศนอร์เวย์ เนื้อวากิวจากประเทศออสเตรเลีย และหอยเชลล์โฮตาเตะ จากจังหวัดฮอกไกโด แห่งดินแดนอาทิตย์อุทัย     ผ่านฝีมือเชฟระดับเทพ ซึ่งมีประสบการณ์การทำอาหารจากประเทศญี่ปุ่นมาอย่างโชกโชน เสริมให้ทุกจานของร้านมากุโระ ซูชินั้นเต็มไปด้วยรสชาติดีๆ จนกลายเป็นขวัญใจสาวกอาหารญี่ปุ่นได้ไม่ยาก โดยภายในระยะเวลา 5 ปี ได้ขยายไปแล้วกว่า 10 สาขา ล่าสุดคือที่ห้างฯ ใหญ่อย่าง Central World (ชั้น 6) ซึ่งสาขานี้มีความพิเศษตรงที่ร้านครีเอท ‘Exclusive Menu’ ได้แก่ เทมากิ (Temaki) บะหมี่เย็น สุกียากี้สไตล์คันโต  Wagyu & Foie Gras Roll และอื่นๆ อีกมากมาย เสิร์ฟให้ลูกค้าที่เป็นสมาชิก เฉพาะสาขานี้เท่านั้น       พร้อมดื่มด่ำกับบรรยากาศสบายๆ สไตล์ครอบครัว ภายในร้านมีพื้นที่กว้างขวาง ไม่แออัด ผนังปูนเปลือยดิบเท่ในแบบฉบับโมเดิร์น ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สไตล์ญี่ปุ่นแลดูอบอุ่น แม้จะแตกต่าง แต่ก็เข้ากันได้อย่างลงตัว     ต้อนรับกันแบบปังๆ ด้วย 4 Seasons Salmon Set หนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ประจำร้าน แซลมอนคุณภาพเนื้อสดหวาน จากประเทศนอร์เวย์ เสิร์ฟมาใน 4 รูปแบบที่แตกต่างกัน เปรียบเสมือนเอกลักษณ์ของฤดูกาลนั้นๆ อาทิ แซลมอน ซาชิมิ (Salmon Sashimi) แร่ให้หนากำลังดี เบิร์นให้หอมก่อนนำไปคลุกกับงาดำ เปรียบได้กับ “ฤดูใบไม้ผลิ (Spring)” ที่ให้ความสดชื่น มีชีวิตชีวา     ตัวแทนของ “ฤดูร้อน (Summer)” ทางร้านใช้เป็นแซลมอนสับ เคล้าไปกับน้ำมันทรัฟเฟิลและเกลือ รสเค็มเล็กๆ เสริมด้วยอิคุระ (Ikura) ไข่ปลาแซลมอนที่หลายคนชื่นชอบ หนังแซลมอนทอดกรุบกรอบ กินคู่กับซอสอะโวคาโดรสหอมมัน สูตรพิเศษของทางร้าน นี่แหละที่ให้บรรยากาศอบอุ่นราวกับ “ฤดูใบไม้ร่วง Autumn” อย่างไรอย่างนั้น     สุดท้ายนี้คือ Salmon Toro Sashimi เนื้อแซลมอนส่วนท้องชิ้นโตเต็มคำ ไขมันดีที่แทรกอยู่ในเนื้อ ให้สัมผัสนุ่มลื่น ละลายในปาก ช่วยบรรเทาความเย็นยะเยือกใน “ฤดูหนาว (Winter)” ได้เป็นอย่างดี   ตามด้วย Sei-Ryu ซูชิโรล สอดไส้กุ้งลายเสือ ทอดกรอบ กรอบนอกนุ่มใน ท็อปด้วยอะโวคาโดหอมมัน ราดซอสสูตรลับรสกลมกล่อมครีมมี่ ตกแต่งด้วยไข่ปลาแซลมอน พร้อมกับจัดจานให้สวยงาม ราวกับ “เซริว (Sei-Ryu)” ในภาษาญี่ปุ่นซึ่งหมายถึง มังกรสีเขียว เทพแห่งทิศตะวันออกตัวแทนของฤดูใบไม้ผลิ เปรียบเสมือนความดี ความสงบสุข และความมั่นคง ถือเป็นจานอร่อยที่เต็มไปด้วยความหมายมงคลนั่นเอง     Salmon Engawa Roll อีกหนึ่งโรลที่พลาดไม่ได้ แซลมอนคุณภาพจากประเทศนอร์เวย์เนื้อหวาน ห่อครีบปลาตาเดียว ไข่หวาน แตงกวาและข้าวญี่ปุ่น เบิร์นไฟให้หอมชวนหิว     ไปต่อกันที่เมนูพิเศษ ซึ่งมีขายเฉพาะสาขาเซ็นทรัลเวิลด์เท่านั้น Zaru Soba บะหมี่เย็นที่เรารัก เส้นโซบะโฮมเมดเหนียวนุ่มที่ทางร้านบดเมล็ดของต้นโซบะลงไปด้วย ให้กลิ่นหอมอ่อนๆ เข้ากันดีกับท้องปลาทูน่าสับ (Negi Toro) ไข่ปลาแซลมอน และไข่นกกระทา เสิร์ฟพร้อมน้ำซารุสูตรลับรสนุ่มนวล     Sukiyaki ชุดสุกียากี้ สไตล์คันโตแห่งเมืองโตเกียว ภายในเซ็ตประกอบไปด้วย เนื้อวากิวสัญชาติออสเตรเลีย หากใครไม่ใช่สายเนื้อ MAGURO Sushi ก็มี เนื้อหมูคุโรบุตะชั้นดี จากดินแดนอาทิตย์อุทัย ให้ลิ้มลอง จุ่มลงในน้ำซุปร้อนๆ รสหวานละมุน อันเต็มไปด้วยผักนานาชนิด ยังมีไข่สดเกรดพรีเมียม ข้าวสวยอิ่มเอม และสลัดผักสุดเฮลท์ตี้ อีกด้วย     จบด้วย MAGURO Signature Set ข้าวปั้นสไตล์ญี่ปุ่นหน้าต่างๆ อาทิ ครีบปลาตาเดียว ปลาซาบะย่างไฟซอสหวาน แซลมอนซอสมาโย ท็อปด้วยตับห่าน ปลาไหลญี่ปุ่น กินพร้อมฟัวกราส์ครีมมี่ หอยเชลล์โฮตาเตะเนื้อหวาน จากเมืองฮอกไกโด และยำหอยนางรมตัวอวบอ้วนสไตล์ญี่ปุ่น     อร่อยแบบนี้อย่างไรก็ต้องแวะเวียนไปอีก

หนึ่งในร้านโปรดของคนรักซูชิเพราะรวมแต่วัตถุดิบชั้นเลิศจากญี่ปุ่นมาไว้ที่นี่หมดแล้ว แถมเชฟยังใจป้ำเสิร์ฟให้กินคำโต ๆ แบบไม่หวงของ ทั้งหน้าตาและรสชาติจะต้องอ้าปากกว้างแค่ไหนเราก็ยอม             เริ่มที่ Shirauo Salad สลัดปลาเงินทอดกรอบ ไม่ต้องห่วงเรื่องความมันเลี่ยนเพราะเชฟทอดปลาได้แห้ง เคี้ยวกรุบกรอบ รสชาติเค็ม มัน กำลังดี ราดด้วยซอสหวานและมายองเนส ด้านบนโรยไข่กุ้งให้เคี้ยวกรุบๆ ยกให้เป็นที่สุดของจานอุ่นเครื่องที่ช่วยกระตุ้นต่อมรับรสให้พร้อมทำงานอย่างเต็มที่       ต่อด้วยเมนูของคนรักปลาดิบ Matsu Sashimi รวมของดี 8 อย่าง ได้แก่ โอโทโร, อะกามิ, ฮามาจิ, คัมปาจิ, ชิมะ, ท้องแซลมอน, หอยเชลล์ชูรสด้วยอิคุระ และอามาเอบิหรือกุ้งหวานญี่ปุ่น แต่ละชิ้นใหญ่มาก!       สายเนื้อแนะนำ Kobe 200g Steak เนื้อโกเบ A4 ราดด้วยซอสเสต๊กและหัวหอมสับที่ช่วยดึงรสสัมผัสของเนื้อโกเบได้ถึงแก่นยิ่งขึ้น ใครหลงใหลความฉ่ำนุ่มที่มาพร้อมกลิ่นหอมๆ สั่งเลยไม่ผิดหวัง       อีกไฮไลท์คือ Foie Gras ซูชิฟัวกราส์ เสิร์ฟคำโตให้เราเพลินใจไปกับฟัวกราส์เกรดพรีเมียมเคลือบด้วยซอสสูตรลับรสชาติหวานหอม เป็นใครก็อยากละเลียดช้าๆ เพื่อซึมซับความละมุนฉ่ำลิ้นให้อบอวลอยู่ในปากนานๆ แหม ไม่อยากให้หมดจานเลยจริงๆ       ปิดจ๊อบด้วย Salmon Creamcheese Rolls ข้าวห่อปลาแซลมอนเบิร์นไฟ แต่ละชิ้นอัดแน่นด้วยคุณภาพ ด้านในมีอะโวคาโด ครีมชีส ฟัวกราส์ และปลาไหล ราดด้วยซอสสไปซีและซอสหวาน ตกแต่งด้วยอิคุระเม็ดกลมสวย     อร่อยเต็มคำแบบนี้ เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม!

เพียงเปิดวันแรกก็เกิดกระแสฟีเวอร์ทำเอาคิวยาวหลายชั่วโมงกับร้าน Sushiro (ซูชิโระ) ร้านซูชิสายพานเจ้าดังจากญี่ปุ่นที่บินลัดฟ้ามาแลนดิ้งเปิดสาขาแรกในประเทศไทยที่ ชั้น 7 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิล์ด โซน Beacon เอาเข้าจริงร้านแห่งนี้ถือเป็นร้านสาขาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเลยทีเดียว ด้านในกว้างขวางสะอาดสะอ้านพร้อมด้วยที่นั่งติดสายพานที่หมุนวนรอบร้าน เมื่อได้ลิ้มลองแล้วก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมใครๆ ต่างก็ตั้งตารอ เพราะซูชิที่นี่เลือกใช้วัตถุดิบมาตรฐานเดียวกับในญี่ปุ่น เนื้อปลาคุณภาพดีสีสวยงาม อุณหภูมิพอเหมาะ หั่นชิ้นใหญ่หนาเต็มคำ แถมยังมีหลากหลายหน้าให้เลือกหยิบได้อย่างละลานตา ถ้ายังไม่พอใจก็สามารถกดสั่งจากทาเบล็ตประจำโต๊ะได้อีกด้วย ที่สำคัญราคายังน่าคบหาเป็นที่สุด ช่วงนี้ถึงสิ้นเดือนเมษายนมีโปรโมชั่นเปิดร้าน โอโทโระ คำละ 40 บาท ที่ไม่ควรพลาดเลยทีเดียว!! SUSHIRO เป็นร้านซูชิสายพานอันดับ 1 ในญี่ปุ่นที่เปิดให้บริการมากว่า 40 ปี และมีเมนูให้เลือกมากกว่า 100 เมนู ด้วยแนวคิด Tasty Sushi for all. Tasty Sushi for the Heart” ซึ่งหมายถึง “ทานซูชิอร่อยๆ ให้อิ่มท้อง เติมความอิ่มอกอิ่มใจ” นั่นเอง ปัจจุบัน Sushiro มีสาขามากกว่า 600 สาขาทั่วเอเชีย เป็นร้านซูชิสายพานที่มียอดขายสูงสุดติดต่อกันกว่า 10 ปี และด้วยสาขาที่มีเป็นจำนวนมากนี่เองเป็นเคล็ดลับให้ทางร้านสามารถสั่งซื้อวัตถุดิบคุณภาพดีได้ในราคาดีกว่าปกติ และส่งต่อความอร่อยมาถึงสาขาแรกในประเทศไทยแห่งนี้ด้วย   ด้วยความที่เป็นร้านสไตล์จานด่วนเซอร์วิสหลายอย่างจึงต้องบริการตัวเอง แต่ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย เมื่อถึงคิวเราจะได้รับการ์ด QR หนึ่งใบ ส่วนที่โต๊ะของเราจะมีถ้วยชา จานชาม ตะเกียบ และซอสต่างๆ เตรียมไว้ให้ นั่งปุ๊บก็เลือกหยิบเมนูอร่อยจากสายพานมาลิ้มลองได้ทันที นอกจากนี้ยังมีบาร์เครื่องดื่ม โดยเราต้องเลือกสั่งออเดอร์จากทาเบล็ตแล้วพนักงานจะนำแก้วมาให้ ซึ่งสามารถกดเครื่องดื่มเติมได้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำอัดลม น้ำผลไม้ น้ำเก๊กฮวย หรือชามะลิเย็นชื่นใจ มาดูเมนูซูชิกัน แน่นอนว่าตัวเอกคือเนื้อปลาทูน่าส่วนต่างๆ ที่ยกขบวนมาอย่างครบครัน ทั้ง อะกะมิ ส่วนเนื้อสีแดง ชูโทโระ ส่วนเนื้อสีชมพูเข้มที่มีมันแทรกปานกลาง และโอโทโระ ส่วนท้องปลาทูน่าที่มีเนื้อสีชมพูอ่อนและมีลายไขมันแทรกนุ่มละมุนลิ้นและละลายในปาก อย่างที่บอกไปว่าจานนี้มีโปรเด็ดลดเหลือจานละ 40 บาท ถึง 30 เมษายนนี้เท่านั้น!     ปลาแซลมอนที่หลายคนหลงรักก็มาทั้ง แซลมอน และ แซลมอนส่วนท้อง เนื้อหวานมันเคี้ยวเพลิน แซลมอนส่วนท้องย่างผิว เพิ่มความมันและกลิ่นหอม และ อิคุระ หรือไข่ปลาแซลมอนดองซีอิ๊วรสเค็มมัน     ส่วนปลาเนื้อขาวก็สดหวานไม่แพ้กัน ยกขบวนมาเพียบทั้ง ฮะมะจิ มะได ซาบะดอง เอ็นกาวะ และไม่อยากให้พลาด อิกะ หมึกกล้วยเนื้อหวาน มีทั้งแบบธรรมดาและโรยเกลือ รวมทั้ง กุ้งโบตัน ตัวใหญ่เนื้อหวาน และโฮตาเตะ หรือหอยเชลล์ญี่ปุ่นที่เนื้อนุ่มหวานละมุนมาก แนะนำว่าเห็นอะไรก็อย่าเพิ่งรีบหยิบมาตุนหลายๆ จาน รอให้หมุนผ่านไปเรื่อยๆ จะพบว่ามีเมนูใหม่ๆ ออกมาไม่หยุดหย่อนเลยทีเดียว      สำหรับเด็กๆ ที่ไม่กินของดิบก็ร่วมโต๊ะได้สบายมาก เพราะมีเมนูคุณหนูที่ผู้ใหญ่ก็ชื่นชอบอย่าง ซูชิหน้าปูอัด ไข่หวาน หรือจะเป็นหน้าไก่ทอด หน้ากุ้งเทมปุระ ไปจนถึงหน้าหมูสามชั้นตุ๋น นอกจากนี้ขอกระซิบว่าราเมนที่นี่ก็อร่อยไม่เบาเลยนะ แนะนำ ราเมนไก่ในน้ำซุปเกลือ (100 บาท) ที่เส้นเหนียวนุ่มน้ำซุปกลมกล่อมมาซดให้อุ่นท้องสักหน่อยจะฟินมาก       ด้านของหวานนั้นก็มีหลายอย่างให้เลือก ไม่ว่าจะสไตล์ญี่ปุ่นจ๋าอย่าง วาราบิโมจิ (40บาท) แป้งโมจินุ่มๆ คลุกผงถั่วเหลือง หรือ มันเชื่อมญี่ปุ่น (40บาท)   กินอิ่มแล้วหน้าทีของเรายังไม่จบ ก่อนจะกดทาเบล็ตเรียกพนักงานมาคิดเงิน แนะนำให้เรียงซ้อนจานโดยแบ่งจานสีเดียวกันไว้ด้วยกัน โดยวางชิดด้านริมทางเดินเพื่อความสะดวกของพนักงานเวลามาคิดเงินด้วย เพราะพนักงานจะต้องใช้อุปกรณ์แสกนเพื่อรายการอาหารของเรานั่นเอง เครื่องแสกนจะรับสัญญานจากชิพที่ติดอยู่ด้านใต้จานแต่ละใบ โดยจานแต่ละสีก็จะมีราคาไม่เท่ากัน เริ่มจากสีแดง 40 บาท สีเงิน 60 บาท สีทอง 80 บาท และสีดำ 120 บาท   เมื่อพนักงานคิดเงินเสร็จแล้วจึงนำการ์ด QR ไปชำระเงินที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ ซึ่งเป็นจุดที่มีสินค้าที่ระลึกเป็นมาสคอตไอ่ต้าวซูชิหลากสายพันธุ์สุดน่ารักให้เราซื้อหาพากลับบ้านกันได้ด้วยแหละ

ภายในอาคาร Gaysorn Tower (Bts ชิดลม)  ชั้น 3 มีร้านซูชิสไตล์ฟิวชั่นรสชาติดีชื่อ “Sushi Mori” ที่รังสรรค์จากวัตถุดิบคุณภาพ ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผ่านฝีมือเชฟมืออาชีพที่มากประสบการณ์มานานกว่า 20 ปี จนได้เป็นอาหารญี่ปุ่นแนวผสมผสานที่ลงตัว กินได้ไม่มีเบื่อ มีทั้งแนวโอมากาเสะสำหรับฟู้ดดี้ที่อยากเปิดประสบการณ์การรับประทานอาหารระดับพรีเมี่ยม หรือจะเลือกฟินแบบอะลาคาร์ต อาหารจานเดียวในบรรยากาศร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่นโบราณคลาสสิก     ‘โมริ (Mori)’ ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า ‘ป่า’ ซึ่งคล้ายกับการตกแต่งร้านของ Sushi Mori ที่มีความเป็นธรรมชาติสอดแทรกเข้ามาอยู่เป็นเนืองๆ บาร์ซูชิไม้สีดำขนาดใหญ่ไปด้วยกันได้ดีกับผนังไม้ด้านหลังที่ประดับด้วยก้อนหินสไตล์เซน มองแล้วให้ความรู้สึกสงบเบาสบาย ผสานไปกับเฟอร์นิเจอร์เรียบง่ายอย่าง โต๊ะไม้น้ำตาล และผนังไม้สไตล์ญี่ปุ่น ที่ดูอบอุ่บและเรียบง่าย       เมนูแรกเป็น Fuyu no Mori (450 บาท) หอยเชลล์โฮตาเตะตัวอวบอ้วน เนื้อหวาน จากจังหวัดฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ด้านบนมีปลาไหลย่างที่เรารัก ตับห่านจากประเทศฝรั่งเศส รสครีมมี อูนิ รสเค็มละมุน ตามด้วยซอสทรัฟเฟิลหอมๆ       ต่อด้วยดาวเด่นประจำร้าน Unagi Tower (1,250 บาท) ข้าวญี่ปุ่นหุงสุกกำลังดี เม็ดเรียงสวย ตักกินพร้อมปลาไหลย่างในปริมาณจุใจถึง 1 ตัว เนื้อสดเด้ง เคล้าไปกับซอสรสหวานเข้มข้น สูตรลับเฉพาะของทางร้าน โรยหน้าด้วยงาขาวหอมๆ และสาหร่าย     คนรักเนื้อต้องลองชิม Kuro Tsuki Tama Roll (1,050 บาท) ซูชิโรลเนื้อวากิว A5 จากดินแดนอาทิตย์อุทัย ซึ่งภายในประกอบไปด้วย อะโวคาโด ครีมชีส ไข่กุ้ง ไข่หวาน และปลาไหลย่าง ออนท็อปด้วยฟัวกราส์ชิ้นโต เบิร์นไฟให้หอม กินพร้อมกับไข่เป็ดคุณภาพดองโชยุ ซอสทรัฟเฟิลเข้มข้น และเกล็ดเทมปุระกรุบกรอบ     จานนี้เราเลิฟ Super Toro Sushi Set (1400 บาท) ซูชิส่วนต่างๆ ของปลามากูโร หรือปลาทูน่าสายพันธุ์บลูฟิน อาทิ อากะมิ (Akami) เนื้อส่วนที่ไร้มัน ชูโทโร่ (Chutoro) เป็นเนื้อส่วนที่มีไขมันปานกลาง ละมุนลิ้นโอโทโร่ (Otoro) เนื้อส่วนที่มีไขมันสูง ให้สัมผัสนุ่มละลายในปาก นอกจากนั้นยังมี ซูชิหน้ายำปลามากูโรสไตล์ญี่ปุ่น รสเปรี้ยวเล็กๆ และโรลปลาทูน่า ที่เนื้อปลาหมักด้วยซอสสึเกะ         เอาใจคนรักเส้นด้วยเมนู Tenzaru Nama Soba (360 บาท) เส้นโซบะเนียวนุ่ม ซู้ดพร้อมซอสเย็นรสเค็มกลมกล่อมสูตรเฉพาะของทางร้าน ใส่วาซาบิเพื่อเพิ่มรสเผ็ดซ่าลงไปด้วย ยิ่งกินยิ่งสดชื่น แต่อย่าเพลินจนลืมกุ้งเทมปุระทอดตัวโตล่ะ  

ใครที่ชอบบรรยากาศกิน-ดื่มสไตล์ญี่ปุ่นตอนนี้ร้านซูม่า (Zuma) เขามีเมนูใหม่มาให้ลอง เสิร์ฟเมนูสไตล์ “อิซากายะ” เป็นการรับประทานอาหารแบบง่ายๆ ไม่ทางการ อาหารมีความหลากหลายทั้งซูชิ ซาชิมิ และเมนูปิ้งย่าง จึงเหมาะกับการกินคู่กับเครื่องดื่ม     ซูม่านี้เป็นร้านดังที่มีสาขาทั่วโลกโดยเริ่มจาก เรนเนอร์ เบคเคอร์ (Rainer Becker) และ อาจุน วานี (Arjun Waney) เปิดสาขาแรกที่ไนท์สบริดจ์ ลอนดอน เมื่อปี 2545 และประสบความสำเร็จอย่างมากจนขยายสาขาไปเมืองต่างๆ ทั่วโลก เช่น ฮ่องกง ดูไบ อิสตันบูล ไมอามี คาบสมุทรดาซ่า อาบูดาบี นิวยอร์ก โรม ลาสเวกัส บอสตัน โดยซูม่า กรุงเทพฯ เปิดบริการเมื่อปี 2554       เชฟเรนเนอร์ได้รับแรงบันดาลใจจากการได้ทำงานในประเทศญี่ปุ่น และได้นำปรัชญาการทำอาหารสมัยใหม่มาใช้กับอาหารสไตล์อิซากายะ เมนูอาหารของซูม่าจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและไม่ถูกจัดว่าเป็นอาหารญี่ปุ่นแบบต้นตำรับ แบ่งครัวเป็นสามส่วน คือ ครัวหลักที่ปรุงเมนูอาหารญี่ปุ่นร่วมสมัย ซูชิบาร์ที่ดูแลโดยเชฟซูชิโดยเฉพาะ และเตาโรบาตะ ซึ่งเป็นการปรุงอาหารปิ้งย่างจากถ่านไม้ มาจากวิธีการทำครัวของชาวประมงในภาคเหนือของประเทศญี่ปุ่น     ร้านซูม่าสาขากรุงเทพฯ เปิดมาครบ 10 ปีแล้ว มีทั้งเมนูใหม่และเมนูดั้งเดิมที่ยังเป็นที่นิยมอยู่ เราเริ่มต้นมื้อด้วยเมนูเบาๆ อย่างสลัดและปลาดิบกันก่อน จานที่เราชอบคือ Salmon and tuna tartare with rice crackers (680 บาท) ทาร์ทาร์ปลาทูน่าและปลาแซลมอนสับมาเนื้อละเอียด ปรุงรสกลมกล่อมเค็มและมีกลิ่นหอมกินกับแครกเกอร์ข้าวกรอบๆ     Thinly sliced sea bass with yuzu, truffle oil and salmon roe (390 บาท) ปลากะพงขาวแล่บางๆ เนื้อนุ่มนวลของปลาดิบเข้ากับกลิ่นสดชื่นของซอสยูซุ และเพิ่มความหอมยิ่งขึ้นด้วยน้ำมันเห็ดทรัฟเฟิล     Sashimi salad with Japanese plum and wafu dressing (480 บาท) เนื้อปลาซาชิมิแล่บางม้วนกับผักสลัดมิซูน่าสดกรอบ ราดซอสวาฟูรสเค็มเปรี้ยว     Zuma salad with seasonal vegetables and barley miso dressing (320 บาท) สลัดซูม่าผักรวมคลุกน้ำสลัดมิโซะและข้าวบาร์เลย์ chef's selection of sashimi ปลาดิบรวมคัดสรรโดยเชฟวางบนน้ำแข็งมาอย่างสวยงาม       ส่วนจานที่เข้ากับเครื่องดื่มเย็นๆ ได้ดีคือ Crispy fried squid with green chilli and lime (340 บาท) ปลาหมึกหั่นชิ้นพอคำคลุกแป้งแล้วทอดกรอบ ตัดเลี่ยนด้วยด้วยพริกสดสไลด์บางเสิร์ฟพร้อมมะนาว บีบแล้วให้กลิ่นหอมสดชื่น     black cod and prawn gyoza with spicy ponzu sauce (450 บาท) เกี๊ยวซ่าไส้ปลาค้อดดำและกุ้ง     มาถึงเมนูย่างที่มีเมนูดังขึ้นชื่อของซูม่าทั่วโลกอย่าง Miso marinated black cod wrapped in hoba leaf (1,520 บาท) ปลาค้อดดำเนื้อนุ่มหมักกับมิโซะรสหวาน ย่างบนเตาถ่านโรบาตะจนมีกลิ่นหอมเสิร์ฟบนใบโฮบะหรือใบสักทองที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์     Grilled tofu with spicy miso and mushroom tentsuyu sauce (390 บาท) เต้าหู้รมควันนำมาย่างราดด้วยมิโซะรสเผ็ดและซอสเท็นซุยุ     จานที่โชว์ความอร่อยจากเตาย่างโรบาตะได้ดีคือ Spicy beef tenderloin, sesame, red chilli and sweet soy (1,340 บาท) เนื้อสันในย่างนุ่มๆ หอมกลิ่นเตาถ่านราดซอสรสเผ็ดหวาน และโรยด้วยต้นหอม     Spiced lamb chops with hatcho miso tofu (620 บาท) ซี่โครงแกะหมักซอสมิโซะแดงรสเข้มข้นเสิร์ฟพร้อมซอสเต้าหู้ กินแล้วเข้ากัน   นอกจากนี้ซูม่ายังมีเครื่องดื่มมากมายไว้บริการคู่กับอาหาร และยังเป็นร้านอาหารแห่งแรกที่มี “สาเกซอมเมลิเยร์” ไว้คอยแนะนำสาเกให้เข้ากับอาหารอีกด้วย สาเกเด่นๆ ได้แก่ สาเก บิวะ โน โชจู ของทางร้านที่ทำขึ้นเพื่อเครือร้านอาหารซูม่าโดยเฉพาะ โดยใช้น้ำจากทะเลสาบบิวะในจังหวัดชิกะ ประเทศญี่ปุ่น โดยทะเลสาบบิวะนี้เป็นแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติที่ขึ้นชื่อของญี่ปุ่นจากการสนับสนุนของโชกุน โทคุกาวะ โยชิโร ในสมัยศตวรรษที่ 15 ซึ่งเป็นผู้ออกกฎระเบียบว่าด้วยการทำอาหารสไตล์ญี่ปุ่น และพิธีชงชาที่ยังคงใช้สืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน     ซูม่ายังมีอีกหลายเมนูให้ลิ้มลอง เลิกงานแล้วรีบไปจับจองที่ได้   เปิดบริการ :  มื้อเที่ยง จันทร์-เสาร์       11:30 – 15:00 มื้อเย็น จันทร์-อาทิตย์    18:00 – 23:00 บรันช์    ทุกวันอาทิตย์     11:00 – 15:00 บาร์      จันทร์-อาทิตย์    11:30 – 23:00

“Kyoto Uji Saryo” ร้านโซเมงและคาเฟ่ชาเขียวที่มีจุดเริ่มต้นมาจาก ‘Fukujuen’ แบรนด์ชาเขียวชื่อดังจากเกียวโต แห่งดินแดนอาทิตย์อุทัย ชื่อร้านแสดงให้เห็นถึงจุดขายที่ชัดเจนและเต็มเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจ Kyoto (เกียวโต) จังหวัดเลื่องชื่อแห่งประเทศญี่ปุ่น รวมกับคำว่า “อูจิ (Uji)” ซึ่งหมายถึง แหล่งผลิตชาชื่อดังแห่งเมืองเกียวโต และซาเรียว (Saryo) ที่แปลว่าร้านชา เมื่อรวมกันจึงกลายเป็น Kyoto Uji Saryo ที่มีความหมายว่า ‘ร้านมัทฉะคุณภาพที่ได้จากแหล่งผลิตชาชื่อดังแห่งกรุงเกียวโต’       ร้านบรรยากาศอบอุ่นที่ภายในตกแต่งเป็นสไตล์ญี่ปุ่น เน้นเป็นไม้สีน้ำตาลนวลสลับกับกระเบื้องสีเขียวมรกตสบายตา มีเคาน์เตอร์บาร์เบื้องหน้าที่ติดกับครัวเปิด ซึ่งคุณสามารถดูเชฟทำงานได้อย่างเพลินๆ ส่วนด้านหน้ามีชั้นวางโปรดักซ์ต่างๆ อาทิ ใบชาชั้นดี ชุดน้ำชาแบบดั้งเดิม แปลงไม้สำหรับชงมัทฉะ เผื่อใครอยากซื้อของสะสม หรือของติดไม้ติดมือไปฝากคนพิเศษ เรื่องอาหาร Kyoto Uji Saryo โดดเด่นในการนำชาชั้นดีมาเป็นส่วนประกอบหลักในเมนูต่างๆ ทั้งอาหาร ขนมหวาน และเครื่องดื่ม อาทิ       โซเมงมะนาว (180 บาท) อาหารประจำฤดูร้อนของชาวญี่ปุ่น เส้นโซเมงเหนียวนุ่ม ที่ทำมาจากธัญพืชต่างๆ อยู่ในน้ำซุปเย็นเฉียบ รสเค็มนุ่มนวลนั้นได้มาจากปลาแห้งชั้นดี ก่อนเสิร์ฟเชฟจะโรยมะนาวสไลซ์เพื่อให้ได้รสเปรี้ยวเล็กๆ และกลิ่นหอมอ่อนๆ ของมะนาว ชามนี้ยิ่งซู้ดก็ยิ่งสดชื่นเราบอกเลย     เอาใจคนรักเส้นอย่างต่อเนื่องด้วย โซเมงซอสงาแบบเผ็ด (200 บาท) เส้นโซเมงคลุกเคล้ากับซอสสูตรพิเศษของทางร้าน ที่มีรสเผ็ดอ่อนๆ หอมกรุ่นกลิ่นน้ำมันงา และหมูสับกินเพลิน ตกแต่งด้วยต้นหอมซอยอย่างสวยงาม     ยังไม่อิ่มสั่ง ข้าวในซุปเท็นฉะแซลมอน (200 บาท) ข้าวกล้องคุณภาพ ท็อปด้วยแซลมอนย่างชิ้นโตจุใจ เนื้อฉ่ำใน ไม่กระด้าง โรยด้วย ‘ใบชาอุจิ เท็นฉะ’ ที่บดด้วยหิน ก่อนราดน้ำซุปชาร้อนๆ กลิ่นหอมฟุ้ง กินกับวาซาบิรสเผ็ดซ่า และผักดอง     ของหวานต้อง เบบี้คาสเทลล่าผสม  (120 บาท) ขนมตามงานเทศกาลต่างๆ ในดินแดนอาทิตย์อุทัย ความนุ่มนิ่มนี้ได้มาจากแป้งสาลีและไข่ มีทั้งรสดั้งเดิม และรสอูจิมัทฉะ รสหวานพอดี จิ้มซอสฟินๆ ที่คุณสามารถเลือกดังต่อไปนี้ ซอสช็อกโกครีม ถูกใจคนรักช็อกโกแล็ต ซอสมัทฉะครีม รสครีมมี หอมกลิ่นชาเขียว และซอสถั่วแดงหวานหอม     ซอร์ฟครีมคัพผสม  (120 บาท) ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ เนื้อนุ่ม รสวานิลลาหวานละมุน และรสชาเขียวที่เรารัก เสิร์ฟมาในถ้วยกรวยกรุบกรอบ     ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มสุดชื่นใจอย่าง มัทฉะเลมอนเย็น (190 บาท) มัทฉะรสเข้มข้น มิ๊กซ์กับน้ำเลมอนรสเปรี้ยวสดชื่น และน้ำโซดาซาบซ่า     ใครอยากลองชิมให้ตรงดิ่งไปที่ห้างไอคอนสยาม ชั้น UG ได้เลย

Ippudo Ramen ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1985 ณ เมืองฮากาตะ ประเทศญี่ปุ่น โดย คุณชิกามิ คาวาฮารา เจ้าของฉายาราเมนคิง และมีดีกรีเป็นถึงผู้ชนะรายการ TV Champion Ramen Chef 3 สมัยซ้อน จนได้รับเกียรติให้มีชื่ออยู่ใน Ramen Hall of Fame โดยเขามีแนวคิดที่ว่า เพื่อไม่ให้เปลี่ยนไป เราจึงต้องเปลี่ยนแปลง จึงทำให้ราเมงทุกชามที่เสิร์ฟในร้านอิปปุโดะ ไม่ใช่ราเมนออริจินอลที่มีความเป็นมานานกว่า 300 ปี แต่กลับเป็นราเมนที่มาพร้อมด้วยนวัตกรรมและการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ให้ลูกค้าตลอดเวลา     ทุกส่วนประกอบในราเมนล้วนแล้วแต่ถูกคัดสรรมาอย่างดี ผ่านการปรุงอย่างพิถีพิถัน อาทิ เส้นราเมนทำเอง น้ำซุปกระดูกหมูทงคตสึที่ถูกเคี่ยวมาอย่างตั้งใจ เปรียบเสมือนราเมนหนึ่งชามที่งดงามราวกับงานศิลปะ ซึ่งมีเซฟเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวอันละเมียดละไม และด้วยความใส่ใจนี้เองทำให้อิปปุโดะสามารถขยายไปแล้วมากกว่า 220 สาขาทั่วโลก       ครั้งนี้ G&C ได้แวะมาชิมที่สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 7 บรรยากาศกว้างขว้าง รอบๆ ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีน้ำตาลอ่อน เห็นแล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจ สลับไปกับสีแดงร้อนแรง ซึ่งเป็นสีแห่งความเป็นมงคล มีชามราเมนสีดำ-แดง ประดับตกแต่งบนผนัง มองแล้วราวกับเรามาซู้ดราเมนในดินแดนอาทิตย์อุทัยอย่างไรอย่างนั้น       ประเดิมด้วยเมนูดาวเด่นอย่าง Ippudo Hakata Gyoza (90 บาท) เกี๊ยวซ่าแสนอร่อยแห่งร้านอิปปุโดะ แป้งบางกำลังพอเหมาะ กรอบนอกนุ่มใน ไส้หมูเนื้อแน่นเต็มคำ เสิร์ฟมาบนกระทะร้อนฉ่า จิ้มซอสสูตรพิเศษของทางร้าน รสเค็มกลมกล่อม     คนรักปลาต้องลอง Fresh Salmon Roll (260 บาท) แซลมอนโรลย่างจนหอมฉุย เนื้อหวาน ฉ่ำใน ท็อปด้วยซอสมาโย รสเปรี้ยวบวกกับความครีมมี ผสานไปกับสัมผัสกรุบกรับของไข่กุ้งโทบิโกะ     และแล้วก็ถึงเวลาชิม Shiromaru Special (280 บาท) เส้นราเมนทำเองเหนียวนุ่ม อยู่ในน้ำซุปทงคตสึกระดูกหมูสูตรต้นต้นรับของร้าน รสนุ่มนวล กลมกล่อม แล้วเพลิดเพลินกับเนื้อหมูที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะส่วนท้อง และส่วนไหล่ที่นุ่มราวกับจะละลายในปาก     เครื่องดื่มเราแนะนำ Peach Lemon Iced Tea (70 บาท) ชาพีชหอมๆ มิ๊กไปกับรสเปรี้ยวสดชื่นของน้ำเลมอน ดื่มแล้วชื่นใจ  

ยามะจัง (SEKAI NO YAMACHAN) ร้านดังแห่งเมืองนาโกย่า ฉลองครบรอบ 6 ปีในบ้านเราด้วยสาขาใหม่ใกล้กว่าที่เคยอย่างอารีย์ พร้อมการตกแต่งแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมด้วยการใช้โทนสีน้ำตาลและงานไม้ ส่วนหน้าร้านประดับด้วยโคมไฟสีแดงสดใส แค่เปิดประตูก็รู้สึกถึงความสนุกสนานสไตล์อิซากายะได้ทันที           นอกจากจะยกเมนูซิกเนเจอร์ของยามะจังมาให้สั่งแบบครบถ้วนแล้ว ยังตั้งราคาได้ย่อมเยาเข้าถึงง่าย (เครื่องดื่มราคาเริ่มต้นที่แก้วละ 88 บาทเท่านั้น) เริ่มมื้อนี้ด้วยชีสทอด 10 ไม้ ชีสทอดกรอบนอก ด้านในยืดถูกใจ เป็นเมนูกินเล่นที่เพลินแบบหยุดไม่ได้       ต่อด้วยเมนูขวัญใจตลอดกาล ปีกไก่ทอดยามะจัง 30 ปีก ที่ของแท้ต้องเสิร์ฟสูงมาเป็นกองภูเขา ปีกไก่ทอดของที่นี่กรอบและเข้มข้นด้วยสูตรลับ ใช้ซอสและผงปรุงรสนำเข้าจากญี่ปุ่นทั้งหมด ไม่มีการหมัก ไม่ชุบแป้ง ทอดด้วยวิธีพิเศษอันเป็นที่มาของการ “รูดไก่” วิธีกินสุดสนุกของที่นี่ แค่บิดตรงช่วงกระดูกข้อต่อแล้วส่งเข้าปากได้ง่ายๆ ส่วนใครรู้สึกว่ารสจัดไปก็สสามารถสั่งแบบลดเค็ม ลดเผ็ดได้       ปลาฮอกเกะย่าง เนื้อปลานุ่มแน่น ย่างมาร้อนๆ มีรสเค็มอ่อนๆ จากเกลือ กินกับข้าวสวยแล้วดีงาม ตามด้วย ไก่คาราอาเกะสูตรดั้งเดิม เมนูชื่อดังแห่งนาโกย่า ไก่ทอดชิ้นโตเต็มคำ ด้านนอกกรอบ กัดไปแล้วเจอเนื้อไก่นุ่มและชุ่มฉ่ำ และห้ามพลาดกับยำปลาหมึกดอง เมนูสไตล์อิซากายะที่เคี้ยวสนุกและรสชาติจัดจ้าน (ถูกปากคนไทยอย่างเรายิ่งนัก) ตักทีละน้อยกินคู่กับแตงกวากรอบๆ เข้ากัน           นอกจากนี้ยังมีซุปกิมจิ ไว้ซดร้อนๆ คล่องคอ และ ข้าวผัดมันปูผสมมิโซะ ที่น่าจะถูกใจเพราะผัดได้หอมมัน ข้าวก็เป็นเม็ดไม่แฉะ         ปิดท้ายด้วยของหวานสุดฮิตอย่าง มันหวานญี่ปุ่นและไอศกรีมนมสด มันหวานญี่ปุ่นทอดอุ่นๆ กินกับไอศกรีมโฮมเมดสุดละมุน ราดด้วยน้ำผึ้ง หรือจะสั่งเป็น ขนมปังเดนิชและไอศกรีมนมสด ก็จะได้เนื้อสัมผัสที่อร่อยไปอีกแบบ       ปิดท้ายเครื่องดื่มอีกหลายเมนู แนะนำ Fruit Punch เปรี้ยวหวานสดชื่น และ Lemon Chu hi ที่เปรี้ยวซ่า       แฟนๆ ยามะจังอย่าพลาดเชียว

ถึงเวลาของความอร่อยครั้งใหม่! หลังจากที่ Ikkousha Ramen ร้านราเมนหมูแผ่แห่งเมืองฮากาตะ จังหวัดฟุกุโอกะ ประสบความสำเร็จกับสาขาแรกในไทยที่ J Avenue ทองหล่อ ตอนนี้พร้อมแล้วกับสาขา 2 ที่ The Rest  Area ประชาชื่น จุดพักรถที่เหมาะกับการแวะมาเติมพลังก่อนเดินทางไกล       ความลับของอิคโคฉะอยู่ที่น้ำซุปเข้มข้นจากการเคี่ยวกระดูกหมูนาน 8 ชั่วโมง น้ำซอสปรุงรส (ทาเระ) ก็ทำมาจากโชยุ เครื่องปรุงรส และน้ำซุปจากปลาหลายชนิดที่ช่วยดับกลิ่นคาวของกระดูกหมูได้ดี ส่วนเส้นราเมนของที่ร้านก็เหนียวนุ่ม รวมถึงทีเด็ดอย่างหมูชาชูวางแผ่เต็มชาม และความลับสุดท้ายคือ ฟองครีมที่ลอยในน้ำซุปซึ่งได้จากการเคี่ยวอย่างพิถีพิถันนั่นเอง       แน่นอนว่าที่สาขานี้มีเมนูซิกเนเจอร์ให้สั่งเช่นเคย เริ่มด้วย Ikkousha Tousei Ramen ราเมนสูตรต้นตำรับ โดดเด่นที่น้ำซุปกระดูกหมูเข้มข้นเสิร์ฟเพร้อมหมูชาชูแผ่นโต 4 ชิ้น ไข่อาจิทามะ โรยด้วยต้นหอมและคิคุราเกะ         Black Tokusei Ramen ราเมนน้ำซุปสีดำจากมายุ (น้ำมันกระเทียมย่าง) นอกจากจะเพิ่มกลิ่นหอมแล้วยังช่วยเสริมให้น้ำซุปมีความกลมกล่อมมากขึ้นด้วย ส่วนใครชอบกินรสจัด แนะนำ God Fire Ajitama Ramen เผ็ดร้อนสมชื่อด้วยน้ำมันพริกเผาและเครื่องเทศสูตรลับของอิคโคฉะที่ซดแล้วสดชื่นมาก ไม่เลี่ยนเลย         นอกจากราเมนแล้วที่ร้านยังมีชื่อเสียงเรื่องเกี๊ยวซ่า อย่าพลาด Tetsunabe Gyoza (35ชิ้น) เชฟปั้นสดด้วยมือ ชิ้นเล็กพอดีคำ แป้งบางกรอบ ไส้แน่น เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้ม 4 อย่างคือ Mentai Mayo (ซอสไข่ปลาเมนไทโกะมาโย) Karanira (กุยช่ายรสเผ็ด) Yuzu Kosho  เครื่องเทศของญี่ปุ่นที่กินกับเกี๊ยวซ่ามีกลิ่นหอมจากยูซุ และน้ำจิ้มเกี๊ยวซ่าให้เลือกจิ้มได้ตามชอบ       หากยังไม่จุใจ ลองสั่ง Cheese Gyoza เกี๊ยวซ่าหน้าชีสยืด เสิร์ฟแบบร้อนควันฉุย และ Takana Garlic Chahan ข้าวผัดสำหรับคนที่ชอบกินเส้น ผัดได้แห้งและหอมกลิ่นกระทะ จะนั่งกินที่ร้านหรือสั่งแบบ Take away ไปกินระหว่างเดินทางก็ได้เช่นกัน         แฟนคลับ Ikkousha ตามไปเช็คอินด่วน