ใครที่กำลังมองหาร้านอาหารที่มาพร้อมกับเมนูข้าวญี่ปุ่นแบบจานเดียวง่าย ๆ และเต็มอิ่ม Hako Japanese Rice & Cafe ต้องเป็นหนึ่งในตัวเลือกนั้นแน่นอน ชื่อของร้านนั้นมีที่มาจากเมือง ๆ หนึ่งในญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Hakodate (ฮาโกะดาเตะ) ตั้งอยู่ในฮอกไกโดนั่นเอง เมนูของที่นี่จึงยกเอาตำรับอาหารญี่ปุ่นจากเมืองฮาโกะดาเตะมาถ่ายทอดสู่โต๊ะอาหารของร้านที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากแยกราชเทวี ให้คนกรุงเทพฯ ได้ลิ้มลอง         เพื่อให้ได้รสชาติที่ใกล้เคียงกับต้นตำรับมากที่สุด สูตรต่าง ๆ ของร้านจึงได้มาจากเชฟชาวญี่ปุ่นตัวจริงเสียงจริง เมืองฮาโกดาเตะนั้นมีชื่อเสียงในเรื่องของข้าวแกงกะหรี่ เพราะฉะนั้นเมนูซิกเนเจอร์ของร้านก็เป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก ข้าวหมูทอดทงคัตสึราดแกงกะหรี่ญี่ปุ่น นอกจากจะจัดเต็มกับหมูทอดชิ้นโตเต็มจานแล้ว ความเด็ดยังอยู่ที่น้ำแกงกะหรี่ซึ่งใช้เวลาเคี่ยวนานกว่า 6 ชั่วโมงจนได้รสชาติเข้มข้น กลมกล่อม และไม่เผ็ดจนเกินไป     ต่อด้วยเมนู ข้าวหน้าบูตะชาชู ที่ใช้หมูสองชั้นลอกหนังแล้วม้วนนำไปต้มและจี่กับกระทะ จนได้หมูชาชูชิ้นหนานุ่มติดมันเล็กน้อย ราดด้วยซอสสูตรพิเศษที่แสนเข้ากัน     สำหรับของกินเล่นที่พลาดไม่ได้ต้องยกให้กับ เกี๊ยวซ่า สอดไส้หมูแน่น ๆ เต็มคำ เพิ่มรสชาติให้มีชีวิตชีวายิ่งขึ้นด้วยน้ำจิ้มรสเด็ด แค่นี้ก็เป็นมื้ออาหารญี่ปุ่นที่อิ่มทั้งท้องอิ่มทั้งใจแล้ว       ร้าน Hako Japanese Rice & Cafe มีให้บริการแบบ Takeaway และสามารถสั่งเดลิเวอร์รี่ผ่าน Lineman และ Grab ได้ด้วยเช่นกัน

เห็นชื่อร้านก็มั่นใจได้แล้วว่า ถ้ามาร้านนี้จะต้องได้ลิ้มรสชาติคินเมได ปลากระพงแดงตาโตซึ่งเป็นปลาทะเลน้ำลึก ติด 1 ใน 10 ปลาที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น บวกกับแนวคิดของเจ้าของร้านที่เชื่อว่าถ้าเริ่มต้นด้วยวัตถุดิบชั้นดีจะนำมาปรุงเมนูอะไรก็อร่อยถูกปาก ที่นี่จึงคัดสรรแต่ของดีที่สุดจากแหล่งต่างๆ ทั่วเกาะญี่ปุ่น       แต่วัตถุดิบดีอย่างเดียวยังไม่พอต้องล้อไปกับเทคนิคการปรุงที่ช่วยชูรสชาติของวัตถุดิบแต่ละชนิดให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ทุกเมนูจึงรวมเคล็ดลับความอร่อยที่ถ่ายทอดจากประสบการณ์กว่า 40 ปีของเชฟใหญ่ประจำร้านมารังสรรค์เป็นจานเด็ดในคอนเซ็ปต์ “ความเหมือนที่แตกต่าง” ที่รอให้ทุกคนได้มาพิสูจน์         เมนูแรก ซากุระ ฟอร์เอฟเวอร์ ชูไอเดียตกแต่งซูชิบิ๊กไซส์ในสไตล์เค้กวันเกิด โดยวางเรียงซูชิคำโตให้เป็นรูปดอกซากุระมากถึง 8 คำ แต่ละคำสอดไส้แซลมอน ครีมชีส โรยอิคุระ ราดซอสสไปซี่และซอสเทอริยากิ ซึ่งเป็นซอสคู่สูตรเฉพาะของร้านที่อยากท้าให้ลอง เพิ่มความพรีเมียมด้วยแซลมอนแต่งเป็นรูปดอกไม้ ให้เราสั่งมาเซอร์ไพรส์คนพิเศษได้อย่างน่าประทับใจ       ซูชิเนื้อวากิว เสิร์ฟ 3 คำ แต่เราต้องอ้าปากมากกว่า 3 ครั้ง เพราะแต่ละคำใหญ่อลังการจริงๆ แถมเนื้อยังนุ่มฉ่ำแทบละลายในปาก จานนี้ไม่ว่าใครก็ต้องขอเบิ้ลทั้งนั้น       ซูชิหน้าไข่ปลาแซลมอน เมนูธรรมดาที่ไม่ธรรมดาเพราะใส่ไข่ปลาให้แบบพูนคำ ทุกเม็ดกลมใสที่พร้อมใจกันแตกโป๊ะในปากให้เราได้สัมผัสความหวานฉ่ำในทุกอณู       อีกจานขายดี กุ้งเทมปุระ กุ้งชุบแป้งปรุงรสทอด จุดเด่นคือแป้งฟูกรอบทอดได้แห้งไร้ความมันส่วนเกิน กัดเบาๆ ไม่ต้องออกแรงก็สัมผัสความกรอบอร่อยไม่เหมือนใคร แล้วเซอร์ไพรส์กันต่อแบบไม่ต้องพักหายใจ เพราะด้านในเป็นกุ้งตัวโตเนื้อแน่นเคี้ยวสู้ฟัน จานนี้กินเล่นได้เพลินๆ แทบไม่ต้องพึ่งซอสก็อร่อยครบรสแล้ว       มาถึงร้านอาหารญี่ปุ่นทั้งทีถ้าไม่มีซาชิมิขึ้นโต๊ะก็เหมือนขาดอะไรไป แนะนำซาชิมิ 5 อย่าง ได้แก่ ฮามาจิ แซลมอน อะกามิ หอยเชลล์ และหอยปีกนก ทุกชิ้นระดับความสดเหมือนเพิ่งยกขึ้นจากทะเลอย่างไรอย่างนั้น       ปิดท้ายด้วย 2 เมนูไฮไลท์ที่มีจำนวนจำกัดในแต่ละวัน ได้แก่ หัวปลาน้ำแดง เพราะทางร้านสั่งแซลมอนทั้งตัวเพื่อนำไปปรุงเมนูต่างๆ ดังนั้นส่วนหัวจึงมีไม่มากเชฟจะนำมาปรุงด้วยสูตรพิเศษจนได้น้ำสต๊อกขลุกขลิกรสหวานหอม เค็มอ่อนๆ กินแล้วกลมกล่อมไม่เหมือนใคร หากไม่อยากพลาดต้องสั่งล่วงหน้าเท่านั้น       อีกเมนูคืออูนิหรือไข่หอยเม่นเกรดเอที่ทางร้านออเดอร์เข้ามาเอาใจสาวกเป็นพิเศษ เนื้อสัมผัสนุ่มแน่นคล้ายเยลลี รสออกหวานละมุน กินหมดยังรู้สึกถึงกลิ่นรสที่อบอวลอยู่ในปาก     ของดีมีน้อย ถ้าไม่อยากพลาดความอร่อยต้องโทรจับจองกันหน่อยแล้วล่ะ!

“MAGURO Sushi” ร้านซูชิเกรดพรีเมียม ที่มีคอนเซ็ปต์ดีๆ อย่าง ‘Give More with Sushi Moment’ หรือ ‘วัฒนธรรมแห่งการให้มากกว่าที่ขอ’ อันสื่อความหมายถึง การรับประทานซูชิรสอร่อย ที่รังสรรค์จากวัตถุดิบคุณภาพ นำเข้าจากแหล่งชั้นดี อาทิ แซลมอนจากประเทศนอร์เวย์ เนื้อวากิวจากประเทศออสเตรเลีย และหอยเชลล์โฮตาเตะ จากจังหวัดฮอกไกโด แห่งดินแดนอาทิตย์อุทัย     ผ่านฝีมือเชฟระดับเทพ ซึ่งมีประสบการณ์การทำอาหารจากประเทศญี่ปุ่นมาอย่างโชกโชน เสริมให้ทุกจานของร้านมากุโระ ซูชินั้นเต็มไปด้วยรสชาติดีๆ จนกลายเป็นขวัญใจสาวกอาหารญี่ปุ่นได้ไม่ยาก โดยภายในระยะเวลา 5 ปี ได้ขยายไปแล้วกว่า 10 สาขา ล่าสุดคือที่ห้างฯ ใหญ่อย่าง Central World (ชั้น 6) ซึ่งสาขานี้มีความพิเศษตรงที่ร้านครีเอท ‘Exclusive Menu’ ได้แก่ เทมากิ (Temaki) บะหมี่เย็น สุกียากี้สไตล์คันโต  Wagyu & Foie Gras Roll และอื่นๆ อีกมากมาย เสิร์ฟให้ลูกค้าที่เป็นสมาชิก เฉพาะสาขานี้เท่านั้น       พร้อมดื่มด่ำกับบรรยากาศสบายๆ สไตล์ครอบครัว ภายในร้านมีพื้นที่กว้างขวาง ไม่แออัด ผนังปูนเปลือยดิบเท่ในแบบฉบับโมเดิร์น ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สไตล์ญี่ปุ่นแลดูอบอุ่น แม้จะแตกต่าง แต่ก็เข้ากันได้อย่างลงตัว     ต้อนรับกันแบบปังๆ ด้วย 4 Seasons Salmon Set หนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ประจำร้าน แซลมอนคุณภาพเนื้อสดหวาน จากประเทศนอร์เวย์ เสิร์ฟมาใน 4 รูปแบบที่แตกต่างกัน เปรียบเสมือนเอกลักษณ์ของฤดูกาลนั้นๆ อาทิ แซลมอน ซาชิมิ (Salmon Sashimi) แร่ให้หนากำลังดี เบิร์นให้หอมก่อนนำไปคลุกกับงาดำ เปรียบได้กับ “ฤดูใบไม้ผลิ (Spring)” ที่ให้ความสดชื่น มีชีวิตชีวา     ตัวแทนของ “ฤดูร้อน (Summer)” ทางร้านใช้เป็นแซลมอนสับ เคล้าไปกับน้ำมันทรัฟเฟิลและเกลือ รสเค็มเล็กๆ เสริมด้วยอิคุระ (Ikura) ไข่ปลาแซลมอนที่หลายคนชื่นชอบ หนังแซลมอนทอดกรุบกรอบ กินคู่กับซอสอะโวคาโดรสหอมมัน สูตรพิเศษของทางร้าน นี่แหละที่ให้บรรยากาศอบอุ่นราวกับ “ฤดูใบไม้ร่วง Autumn” อย่างไรอย่างนั้น     สุดท้ายนี้คือ Salmon Toro Sashimi เนื้อแซลมอนส่วนท้องชิ้นโตเต็มคำ ไขมันดีที่แทรกอยู่ในเนื้อ ให้สัมผัสนุ่มลื่น ละลายในปาก ช่วยบรรเทาความเย็นยะเยือกใน “ฤดูหนาว (Winter)” ได้เป็นอย่างดี   ตามด้วย Sei-Ryu ซูชิโรล สอดไส้กุ้งลายเสือ ทอดกรอบ กรอบนอกนุ่มใน ท็อปด้วยอะโวคาโดหอมมัน ราดซอสสูตรลับรสกลมกล่อมครีมมี่ ตกแต่งด้วยไข่ปลาแซลมอน พร้อมกับจัดจานให้สวยงาม ราวกับ “เซริว (Sei-Ryu)” ในภาษาญี่ปุ่นซึ่งหมายถึง มังกรสีเขียว เทพแห่งทิศตะวันออกตัวแทนของฤดูใบไม้ผลิ เปรียบเสมือนความดี ความสงบสุข และความมั่นคง ถือเป็นจานอร่อยที่เต็มไปด้วยความหมายมงคลนั่นเอง     Salmon Engawa Roll อีกหนึ่งโรลที่พลาดไม่ได้ แซลมอนคุณภาพจากประเทศนอร์เวย์เนื้อหวาน ห่อครีบปลาตาเดียว ไข่หวาน แตงกวาและข้าวญี่ปุ่น เบิร์นไฟให้หอมชวนหิว     ไปต่อกันที่เมนูพิเศษ ซึ่งมีขายเฉพาะสาขาเซ็นทรัลเวิลด์เท่านั้น Zaru Soba บะหมี่เย็นที่เรารัก เส้นโซบะโฮมเมดเหนียวนุ่มที่ทางร้านบดเมล็ดของต้นโซบะลงไปด้วย ให้กลิ่นหอมอ่อนๆ เข้ากันดีกับท้องปลาทูน่าสับ (Negi Toro) ไข่ปลาแซลมอน และไข่นกกระทา เสิร์ฟพร้อมน้ำซารุสูตรลับรสนุ่มนวล     Sukiyaki ชุดสุกียากี้ สไตล์คันโตแห่งเมืองโตเกียว ภายในเซ็ตประกอบไปด้วย เนื้อวากิวสัญชาติออสเตรเลีย หากใครไม่ใช่สายเนื้อ MAGURO Sushi ก็มี เนื้อหมูคุโรบุตะชั้นดี จากดินแดนอาทิตย์อุทัย ให้ลิ้มลอง จุ่มลงในน้ำซุปร้อนๆ รสหวานละมุน อันเต็มไปด้วยผักนานาชนิด ยังมีไข่สดเกรดพรีเมียม ข้าวสวยอิ่มเอม และสลัดผักสุดเฮลท์ตี้ อีกด้วย     จบด้วย MAGURO Signature Set ข้าวปั้นสไตล์ญี่ปุ่นหน้าต่างๆ อาทิ ครีบปลาตาเดียว ปลาซาบะย่างไฟซอสหวาน แซลมอนซอสมาโย ท็อปด้วยตับห่าน ปลาไหลญี่ปุ่น กินพร้อมฟัวกราส์ครีมมี่ หอยเชลล์โฮตาเตะเนื้อหวาน จากเมืองฮอกไกโด และยำหอยนางรมตัวอวบอ้วนสไตล์ญี่ปุ่น     อร่อยแบบนี้อย่างไรก็ต้องแวะเวียนไปอีก

หนึ่งในร้านโปรดของคนรักซูชิเพราะรวมแต่วัตถุดิบชั้นเลิศจากญี่ปุ่นมาไว้ที่นี่หมดแล้ว แถมเชฟยังใจป้ำเสิร์ฟให้กินคำโต ๆ แบบไม่หวงของ ทั้งหน้าตาและรสชาติจะต้องอ้าปากกว้างแค่ไหนเราก็ยอม             เริ่มที่ Shirauo Salad สลัดปลาเงินทอดกรอบ ไม่ต้องห่วงเรื่องความมันเลี่ยนเพราะเชฟทอดปลาได้แห้ง เคี้ยวกรุบกรอบ รสชาติเค็ม มัน กำลังดี ราดด้วยซอสหวานและมายองเนส ด้านบนโรยไข่กุ้งให้เคี้ยวกรุบๆ ยกให้เป็นที่สุดของจานอุ่นเครื่องที่ช่วยกระตุ้นต่อมรับรสให้พร้อมทำงานอย่างเต็มที่       ต่อด้วยเมนูของคนรักปลาดิบ Matsu Sashimi รวมของดี 8 อย่าง ได้แก่ โอโทโร, อะกามิ, ฮามาจิ, คัมปาจิ, ชิมะ, ท้องแซลมอน, หอยเชลล์ชูรสด้วยอิคุระ และอามาเอบิหรือกุ้งหวานญี่ปุ่น แต่ละชิ้นใหญ่มาก!       สายเนื้อแนะนำ Kobe 200g Steak เนื้อโกเบ A4 ราดด้วยซอสเสต๊กและหัวหอมสับที่ช่วยดึงรสสัมผัสของเนื้อโกเบได้ถึงแก่นยิ่งขึ้น ใครหลงใหลความฉ่ำนุ่มที่มาพร้อมกลิ่นหอมๆ สั่งเลยไม่ผิดหวัง       อีกไฮไลท์คือ Foie Gras ซูชิฟัวกราส์ เสิร์ฟคำโตให้เราเพลินใจไปกับฟัวกราส์เกรดพรีเมียมเคลือบด้วยซอสสูตรลับรสชาติหวานหอม เป็นใครก็อยากละเลียดช้าๆ เพื่อซึมซับความละมุนฉ่ำลิ้นให้อบอวลอยู่ในปากนานๆ แหม ไม่อยากให้หมดจานเลยจริงๆ       ปิดจ๊อบด้วย Salmon Creamcheese Rolls ข้าวห่อปลาแซลมอนเบิร์นไฟ แต่ละชิ้นอัดแน่นด้วยคุณภาพ ด้านในมีอะโวคาโด ครีมชีส ฟัวกราส์ และปลาไหล ราดด้วยซอสสไปซีและซอสหวาน ตกแต่งด้วยอิคุระเม็ดกลมสวย     อร่อยเต็มคำแบบนี้ เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม!

เพียงเปิดวันแรกก็เกิดกระแสฟีเวอร์ทำเอาคิวยาวหลายชั่วโมงกับร้าน Sushiro (ซูชิโระ) ร้านซูชิสายพานเจ้าดังจากญี่ปุ่นที่บินลัดฟ้ามาแลนดิ้งเปิดสาขาแรกในประเทศไทยที่ ชั้น 7 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิล์ด โซน Beacon เอาเข้าจริงร้านแห่งนี้ถือเป็นร้านสาขาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเลยทีเดียว ด้านในกว้างขวางสะอาดสะอ้านพร้อมด้วยที่นั่งติดสายพานที่หมุนวนรอบร้าน เมื่อได้ลิ้มลองแล้วก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมใครๆ ต่างก็ตั้งตารอ เพราะซูชิที่นี่เลือกใช้วัตถุดิบมาตรฐานเดียวกับในญี่ปุ่น เนื้อปลาคุณภาพดีสีสวยงาม อุณหภูมิพอเหมาะ หั่นชิ้นใหญ่หนาเต็มคำ แถมยังมีหลากหลายหน้าให้เลือกหยิบได้อย่างละลานตา ถ้ายังไม่พอใจก็สามารถกดสั่งจากทาเบล็ตประจำโต๊ะได้อีกด้วย ที่สำคัญราคายังน่าคบหาเป็นที่สุด ช่วงนี้ถึงสิ้นเดือนเมษายนมีโปรโมชั่นเปิดร้าน โอโทโระ คำละ 40 บาท ที่ไม่ควรพลาดเลยทีเดียว!! SUSHIRO เป็นร้านซูชิสายพานอันดับ 1 ในญี่ปุ่นที่เปิดให้บริการมากว่า 40 ปี และมีเมนูให้เลือกมากกว่า 100 เมนู ด้วยแนวคิด Tasty Sushi for all. Tasty Sushi for the Heart” ซึ่งหมายถึง “ทานซูชิอร่อยๆ ให้อิ่มท้อง เติมความอิ่มอกอิ่มใจ” นั่นเอง ปัจจุบัน Sushiro มีสาขามากกว่า 600 สาขาทั่วเอเชีย เป็นร้านซูชิสายพานที่มียอดขายสูงสุดติดต่อกันกว่า 10 ปี และด้วยสาขาที่มีเป็นจำนวนมากนี่เองเป็นเคล็ดลับให้ทางร้านสามารถสั่งซื้อวัตถุดิบคุณภาพดีได้ในราคาดีกว่าปกติ และส่งต่อความอร่อยมาถึงสาขาแรกในประเทศไทยแห่งนี้ด้วย   ด้วยความที่เป็นร้านสไตล์จานด่วนเซอร์วิสหลายอย่างจึงต้องบริการตัวเอง แต่ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย เมื่อถึงคิวเราจะได้รับการ์ด QR หนึ่งใบ ส่วนที่โต๊ะของเราจะมีถ้วยชา จานชาม ตะเกียบ และซอสต่างๆ เตรียมไว้ให้ นั่งปุ๊บก็เลือกหยิบเมนูอร่อยจากสายพานมาลิ้มลองได้ทันที นอกจากนี้ยังมีบาร์เครื่องดื่ม โดยเราต้องเลือกสั่งออเดอร์จากทาเบล็ตแล้วพนักงานจะนำแก้วมาให้ ซึ่งสามารถกดเครื่องดื่มเติมได้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำอัดลม น้ำผลไม้ น้ำเก๊กฮวย หรือชามะลิเย็นชื่นใจ มาดูเมนูซูชิกัน แน่นอนว่าตัวเอกคือเนื้อปลาทูน่าส่วนต่างๆ ที่ยกขบวนมาอย่างครบครัน ทั้ง อะกะมิ ส่วนเนื้อสีแดง ชูโทโระ ส่วนเนื้อสีชมพูเข้มที่มีมันแทรกปานกลาง และโอโทโระ ส่วนท้องปลาทูน่าที่มีเนื้อสีชมพูอ่อนและมีลายไขมันแทรกนุ่มละมุนลิ้นและละลายในปาก อย่างที่บอกไปว่าจานนี้มีโปรเด็ดลดเหลือจานละ 40 บาท ถึง 30 เมษายนนี้เท่านั้น!     ปลาแซลมอนที่หลายคนหลงรักก็มาทั้ง แซลมอน และ แซลมอนส่วนท้อง เนื้อหวานมันเคี้ยวเพลิน แซลมอนส่วนท้องย่างผิว เพิ่มความมันและกลิ่นหอม และ อิคุระ หรือไข่ปลาแซลมอนดองซีอิ๊วรสเค็มมัน     ส่วนปลาเนื้อขาวก็สดหวานไม่แพ้กัน ยกขบวนมาเพียบทั้ง ฮะมะจิ มะได ซาบะดอง เอ็นกาวะ และไม่อยากให้พลาด อิกะ หมึกกล้วยเนื้อหวาน มีทั้งแบบธรรมดาและโรยเกลือ รวมทั้ง กุ้งโบตัน ตัวใหญ่เนื้อหวาน และโฮตาเตะ หรือหอยเชลล์ญี่ปุ่นที่เนื้อนุ่มหวานละมุนมาก แนะนำว่าเห็นอะไรก็อย่าเพิ่งรีบหยิบมาตุนหลายๆ จาน รอให้หมุนผ่านไปเรื่อยๆ จะพบว่ามีเมนูใหม่ๆ ออกมาไม่หยุดหย่อนเลยทีเดียว      สำหรับเด็กๆ ที่ไม่กินของดิบก็ร่วมโต๊ะได้สบายมาก เพราะมีเมนูคุณหนูที่ผู้ใหญ่ก็ชื่นชอบอย่าง ซูชิหน้าปูอัด ไข่หวาน หรือจะเป็นหน้าไก่ทอด หน้ากุ้งเทมปุระ ไปจนถึงหน้าหมูสามชั้นตุ๋น นอกจากนี้ขอกระซิบว่าราเมนที่นี่ก็อร่อยไม่เบาเลยนะ แนะนำ ราเมนไก่ในน้ำซุปเกลือ (100 บาท) ที่เส้นเหนียวนุ่มน้ำซุปกลมกล่อมมาซดให้อุ่นท้องสักหน่อยจะฟินมาก       ด้านของหวานนั้นก็มีหลายอย่างให้เลือก ไม่ว่าจะสไตล์ญี่ปุ่นจ๋าอย่าง วาราบิโมจิ (40บาท) แป้งโมจินุ่มๆ คลุกผงถั่วเหลือง หรือ มันเชื่อมญี่ปุ่น (40บาท)   กินอิ่มแล้วหน้าทีของเรายังไม่จบ ก่อนจะกดทาเบล็ตเรียกพนักงานมาคิดเงิน แนะนำให้เรียงซ้อนจานโดยแบ่งจานสีเดียวกันไว้ด้วยกัน โดยวางชิดด้านริมทางเดินเพื่อความสะดวกของพนักงานเวลามาคิดเงินด้วย เพราะพนักงานจะต้องใช้อุปกรณ์แสกนเพื่อรายการอาหารของเรานั่นเอง เครื่องแสกนจะรับสัญญานจากชิพที่ติดอยู่ด้านใต้จานแต่ละใบ โดยจานแต่ละสีก็จะมีราคาไม่เท่ากัน เริ่มจากสีแดง 40 บาท สีเงิน 60 บาท สีทอง 80 บาท และสีดำ 120 บาท   เมื่อพนักงานคิดเงินเสร็จแล้วจึงนำการ์ด QR ไปชำระเงินที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ ซึ่งเป็นจุดที่มีสินค้าที่ระลึกเป็นมาสคอตไอ่ต้าวซูชิหลากสายพันธุ์สุดน่ารักให้เราซื้อหาพากลับบ้านกันได้ด้วยแหละ

ภายในอาคาร Gaysorn Tower (Bts ชิดลม)  ชั้น 3 มีร้านซูชิสไตล์ฟิวชั่นรสชาติดีชื่อ “Sushi Mori” ที่รังสรรค์จากวัตถุดิบคุณภาพ ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผ่านฝีมือเชฟมืออาชีพที่มากประสบการณ์มานานกว่า 20 ปี จนได้เป็นอาหารญี่ปุ่นแนวผสมผสานที่ลงตัว กินได้ไม่มีเบื่อ มีทั้งแนวโอมากาเสะสำหรับฟู้ดดี้ที่อยากเปิดประสบการณ์การรับประทานอาหารระดับพรีเมี่ยม หรือจะเลือกฟินแบบอะลาคาร์ต อาหารจานเดียวในบรรยากาศร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่นโบราณคลาสสิก     ‘โมริ (Mori)’ ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า ‘ป่า’ ซึ่งคล้ายกับการตกแต่งร้านของ Sushi Mori ที่มีความเป็นธรรมชาติสอดแทรกเข้ามาอยู่เป็นเนืองๆ บาร์ซูชิไม้สีดำขนาดใหญ่ไปด้วยกันได้ดีกับผนังไม้ด้านหลังที่ประดับด้วยก้อนหินสไตล์เซน มองแล้วให้ความรู้สึกสงบเบาสบาย ผสานไปกับเฟอร์นิเจอร์เรียบง่ายอย่าง โต๊ะไม้น้ำตาล และผนังไม้สไตล์ญี่ปุ่น ที่ดูอบอุ่บและเรียบง่าย       เมนูแรกเป็น Fuyu no Mori (450 บาท) หอยเชลล์โฮตาเตะตัวอวบอ้วน เนื้อหวาน จากจังหวัดฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ด้านบนมีปลาไหลย่างที่เรารัก ตับห่านจากประเทศฝรั่งเศส รสครีมมี อูนิ รสเค็มละมุน ตามด้วยซอสทรัฟเฟิลหอมๆ       ต่อด้วยดาวเด่นประจำร้าน Unagi Tower (1,250 บาท) ข้าวญี่ปุ่นหุงสุกกำลังดี เม็ดเรียงสวย ตักกินพร้อมปลาไหลย่างในปริมาณจุใจถึง 1 ตัว เนื้อสดเด้ง เคล้าไปกับซอสรสหวานเข้มข้น สูตรลับเฉพาะของทางร้าน โรยหน้าด้วยงาขาวหอมๆ และสาหร่าย     คนรักเนื้อต้องลองชิม Kuro Tsuki Tama Roll (1,050 บาท) ซูชิโรลเนื้อวากิว A5 จากดินแดนอาทิตย์อุทัย ซึ่งภายในประกอบไปด้วย อะโวคาโด ครีมชีส ไข่กุ้ง ไข่หวาน และปลาไหลย่าง ออนท็อปด้วยฟัวกราส์ชิ้นโต เบิร์นไฟให้หอม กินพร้อมกับไข่เป็ดคุณภาพดองโชยุ ซอสทรัฟเฟิลเข้มข้น และเกล็ดเทมปุระกรุบกรอบ     จานนี้เราเลิฟ Super Toro Sushi Set (1400 บาท) ซูชิส่วนต่างๆ ของปลามากูโร หรือปลาทูน่าสายพันธุ์บลูฟิน อาทิ อากะมิ (Akami) เนื้อส่วนที่ไร้มัน ชูโทโร่ (Chutoro) เป็นเนื้อส่วนที่มีไขมันปานกลาง ละมุนลิ้นโอโทโร่ (Otoro) เนื้อส่วนที่มีไขมันสูง ให้สัมผัสนุ่มละลายในปาก นอกจากนั้นยังมี ซูชิหน้ายำปลามากูโรสไตล์ญี่ปุ่น รสเปรี้ยวเล็กๆ และโรลปลาทูน่า ที่เนื้อปลาหมักด้วยซอสสึเกะ         เอาใจคนรักเส้นด้วยเมนู Tenzaru Nama Soba (360 บาท) เส้นโซบะเนียวนุ่ม ซู้ดพร้อมซอสเย็นรสเค็มกลมกล่อมสูตรเฉพาะของทางร้าน ใส่วาซาบิเพื่อเพิ่มรสเผ็ดซ่าลงไปด้วย ยิ่งกินยิ่งสดชื่น แต่อย่าเพลินจนลืมกุ้งเทมปุระทอดตัวโตล่ะ  

ใครที่ชอบบรรยากาศกิน-ดื่มสไตล์ญี่ปุ่นตอนนี้ร้านซูม่า (Zuma) เขามีเมนูใหม่มาให้ลอง เสิร์ฟเมนูสไตล์ “อิซากายะ” เป็นการรับประทานอาหารแบบง่ายๆ ไม่ทางการ อาหารมีความหลากหลายทั้งซูชิ ซาชิมิ และเมนูปิ้งย่าง จึงเหมาะกับการกินคู่กับเครื่องดื่ม     ซูม่านี้เป็นร้านดังที่มีสาขาทั่วโลกโดยเริ่มจาก เรนเนอร์ เบคเคอร์ (Rainer Becker) และ อาจุน วานี (Arjun Waney) เปิดสาขาแรกที่ไนท์สบริดจ์ ลอนดอน เมื่อปี 2545 และประสบความสำเร็จอย่างมากจนขยายสาขาไปเมืองต่างๆ ทั่วโลก เช่น ฮ่องกง ดูไบ อิสตันบูล ไมอามี คาบสมุทรดาซ่า อาบูดาบี นิวยอร์ก โรม ลาสเวกัส บอสตัน โดยซูม่า กรุงเทพฯ เปิดบริการเมื่อปี 2554       เชฟเรนเนอร์ได้รับแรงบันดาลใจจากการได้ทำงานในประเทศญี่ปุ่น และได้นำปรัชญาการทำอาหารสมัยใหม่มาใช้กับอาหารสไตล์อิซากายะ เมนูอาหารของซูม่าจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและไม่ถูกจัดว่าเป็นอาหารญี่ปุ่นแบบต้นตำรับ แบ่งครัวเป็นสามส่วน คือ ครัวหลักที่ปรุงเมนูอาหารญี่ปุ่นร่วมสมัย ซูชิบาร์ที่ดูแลโดยเชฟซูชิโดยเฉพาะ และเตาโรบาตะ ซึ่งเป็นการปรุงอาหารปิ้งย่างจากถ่านไม้ มาจากวิธีการทำครัวของชาวประมงในภาคเหนือของประเทศญี่ปุ่น     ร้านซูม่าสาขากรุงเทพฯ เปิดมาครบ 10 ปีแล้ว มีทั้งเมนูใหม่และเมนูดั้งเดิมที่ยังเป็นที่นิยมอยู่ เราเริ่มต้นมื้อด้วยเมนูเบาๆ อย่างสลัดและปลาดิบกันก่อน จานที่เราชอบคือ Salmon and tuna tartare with rice crackers (680 บาท) ทาร์ทาร์ปลาทูน่าและปลาแซลมอนสับมาเนื้อละเอียด ปรุงรสกลมกล่อมเค็มและมีกลิ่นหอมกินกับแครกเกอร์ข้าวกรอบๆ     Thinly sliced sea bass with yuzu, truffle oil and salmon roe (390 บาท) ปลากะพงขาวแล่บางๆ เนื้อนุ่มนวลของปลาดิบเข้ากับกลิ่นสดชื่นของซอสยูซุ และเพิ่มความหอมยิ่งขึ้นด้วยน้ำมันเห็ดทรัฟเฟิล     Sashimi salad with Japanese plum and wafu dressing (480 บาท) เนื้อปลาซาชิมิแล่บางม้วนกับผักสลัดมิซูน่าสดกรอบ ราดซอสวาฟูรสเค็มเปรี้ยว     Zuma salad with seasonal vegetables and barley miso dressing (320 บาท) สลัดซูม่าผักรวมคลุกน้ำสลัดมิโซะและข้าวบาร์เลย์ chef's selection of sashimi ปลาดิบรวมคัดสรรโดยเชฟวางบนน้ำแข็งมาอย่างสวยงาม       ส่วนจานที่เข้ากับเครื่องดื่มเย็นๆ ได้ดีคือ Crispy fried squid with green chilli and lime (340 บาท) ปลาหมึกหั่นชิ้นพอคำคลุกแป้งแล้วทอดกรอบ ตัดเลี่ยนด้วยด้วยพริกสดสไลด์บางเสิร์ฟพร้อมมะนาว บีบแล้วให้กลิ่นหอมสดชื่น     black cod and prawn gyoza with spicy ponzu sauce (450 บาท) เกี๊ยวซ่าไส้ปลาค้อดดำและกุ้ง     มาถึงเมนูย่างที่มีเมนูดังขึ้นชื่อของซูม่าทั่วโลกอย่าง Miso marinated black cod wrapped in hoba leaf (1,520 บาท) ปลาค้อดดำเนื้อนุ่มหมักกับมิโซะรสหวาน ย่างบนเตาถ่านโรบาตะจนมีกลิ่นหอมเสิร์ฟบนใบโฮบะหรือใบสักทองที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์     Grilled tofu with spicy miso and mushroom tentsuyu sauce (390 บาท) เต้าหู้รมควันนำมาย่างราดด้วยมิโซะรสเผ็ดและซอสเท็นซุยุ     จานที่โชว์ความอร่อยจากเตาย่างโรบาตะได้ดีคือ Spicy beef tenderloin, sesame, red chilli and sweet soy (1,340 บาท) เนื้อสันในย่างนุ่มๆ หอมกลิ่นเตาถ่านราดซอสรสเผ็ดหวาน และโรยด้วยต้นหอม     Spiced lamb chops with hatcho miso tofu (620 บาท) ซี่โครงแกะหมักซอสมิโซะแดงรสเข้มข้นเสิร์ฟพร้อมซอสเต้าหู้ กินแล้วเข้ากัน   นอกจากนี้ซูม่ายังมีเครื่องดื่มมากมายไว้บริการคู่กับอาหาร และยังเป็นร้านอาหารแห่งแรกที่มี “สาเกซอมเมลิเยร์” ไว้คอยแนะนำสาเกให้เข้ากับอาหารอีกด้วย สาเกเด่นๆ ได้แก่ สาเก บิวะ โน โชจู ของทางร้านที่ทำขึ้นเพื่อเครือร้านอาหารซูม่าโดยเฉพาะ โดยใช้น้ำจากทะเลสาบบิวะในจังหวัดชิกะ ประเทศญี่ปุ่น โดยทะเลสาบบิวะนี้เป็นแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติที่ขึ้นชื่อของญี่ปุ่นจากการสนับสนุนของโชกุน โทคุกาวะ โยชิโร ในสมัยศตวรรษที่ 15 ซึ่งเป็นผู้ออกกฎระเบียบว่าด้วยการทำอาหารสไตล์ญี่ปุ่น และพิธีชงชาที่ยังคงใช้สืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน     ซูม่ายังมีอีกหลายเมนูให้ลิ้มลอง เลิกงานแล้วรีบไปจับจองที่ได้   เปิดบริการ :  มื้อเที่ยง จันทร์-เสาร์       11:30 – 15:00 มื้อเย็น จันทร์-อาทิตย์    18:00 – 23:00 บรันช์    ทุกวันอาทิตย์     11:00 – 15:00 บาร์      จันทร์-อาทิตย์    11:30 – 23:00

“Kyoto Uji Saryo” ร้านโซเมงและคาเฟ่ชาเขียวที่มีจุดเริ่มต้นมาจาก ‘Fukujuen’ แบรนด์ชาเขียวชื่อดังจากเกียวโต แห่งดินแดนอาทิตย์อุทัย ชื่อร้านแสดงให้เห็นถึงจุดขายที่ชัดเจนและเต็มเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจ Kyoto (เกียวโต) จังหวัดเลื่องชื่อแห่งประเทศญี่ปุ่น รวมกับคำว่า “อูจิ (Uji)” ซึ่งหมายถึง แหล่งผลิตชาชื่อดังแห่งเมืองเกียวโต และซาเรียว (Saryo) ที่แปลว่าร้านชา เมื่อรวมกันจึงกลายเป็น Kyoto Uji Saryo ที่มีความหมายว่า ‘ร้านมัทฉะคุณภาพที่ได้จากแหล่งผลิตชาชื่อดังแห่งกรุงเกียวโต’       ร้านบรรยากาศอบอุ่นที่ภายในตกแต่งเป็นสไตล์ญี่ปุ่น เน้นเป็นไม้สีน้ำตาลนวลสลับกับกระเบื้องสีเขียวมรกตสบายตา มีเคาน์เตอร์บาร์เบื้องหน้าที่ติดกับครัวเปิด ซึ่งคุณสามารถดูเชฟทำงานได้อย่างเพลินๆ ส่วนด้านหน้ามีชั้นวางโปรดักซ์ต่างๆ อาทิ ใบชาชั้นดี ชุดน้ำชาแบบดั้งเดิม แปลงไม้สำหรับชงมัทฉะ เผื่อใครอยากซื้อของสะสม หรือของติดไม้ติดมือไปฝากคนพิเศษ เรื่องอาหาร Kyoto Uji Saryo โดดเด่นในการนำชาชั้นดีมาเป็นส่วนประกอบหลักในเมนูต่างๆ ทั้งอาหาร ขนมหวาน และเครื่องดื่ม อาทิ       โซเมงมะนาว (180 บาท) อาหารประจำฤดูร้อนของชาวญี่ปุ่น เส้นโซเมงเหนียวนุ่ม ที่ทำมาจากธัญพืชต่างๆ อยู่ในน้ำซุปเย็นเฉียบ รสเค็มนุ่มนวลนั้นได้มาจากปลาแห้งชั้นดี ก่อนเสิร์ฟเชฟจะโรยมะนาวสไลซ์เพื่อให้ได้รสเปรี้ยวเล็กๆ และกลิ่นหอมอ่อนๆ ของมะนาว ชามนี้ยิ่งซู้ดก็ยิ่งสดชื่นเราบอกเลย     เอาใจคนรักเส้นอย่างต่อเนื่องด้วย โซเมงซอสงาแบบเผ็ด (200 บาท) เส้นโซเมงคลุกเคล้ากับซอสสูตรพิเศษของทางร้าน ที่มีรสเผ็ดอ่อนๆ หอมกรุ่นกลิ่นน้ำมันงา และหมูสับกินเพลิน ตกแต่งด้วยต้นหอมซอยอย่างสวยงาม     ยังไม่อิ่มสั่ง ข้าวในซุปเท็นฉะแซลมอน (200 บาท) ข้าวกล้องคุณภาพ ท็อปด้วยแซลมอนย่างชิ้นโตจุใจ เนื้อฉ่ำใน ไม่กระด้าง โรยด้วย ‘ใบชาอุจิ เท็นฉะ’ ที่บดด้วยหิน ก่อนราดน้ำซุปชาร้อนๆ กลิ่นหอมฟุ้ง กินกับวาซาบิรสเผ็ดซ่า และผักดอง     ของหวานต้อง เบบี้คาสเทลล่าผสม  (120 บาท) ขนมตามงานเทศกาลต่างๆ ในดินแดนอาทิตย์อุทัย ความนุ่มนิ่มนี้ได้มาจากแป้งสาลีและไข่ มีทั้งรสดั้งเดิม และรสอูจิมัทฉะ รสหวานพอดี จิ้มซอสฟินๆ ที่คุณสามารถเลือกดังต่อไปนี้ ซอสช็อกโกครีม ถูกใจคนรักช็อกโกแล็ต ซอสมัทฉะครีม รสครีมมี หอมกลิ่นชาเขียว และซอสถั่วแดงหวานหอม     ซอร์ฟครีมคัพผสม  (120 บาท) ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ เนื้อนุ่ม รสวานิลลาหวานละมุน และรสชาเขียวที่เรารัก เสิร์ฟมาในถ้วยกรวยกรุบกรอบ     ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มสุดชื่นใจอย่าง มัทฉะเลมอนเย็น (190 บาท) มัทฉะรสเข้มข้น มิ๊กซ์กับน้ำเลมอนรสเปรี้ยวสดชื่น และน้ำโซดาซาบซ่า     ใครอยากลองชิมให้ตรงดิ่งไปที่ห้างไอคอนสยาม ชั้น UG ได้เลย

Ippudo Ramen ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1985 ณ เมืองฮากาตะ ประเทศญี่ปุ่น โดย คุณชิกามิ คาวาฮารา เจ้าของฉายาราเมนคิง และมีดีกรีเป็นถึงผู้ชนะรายการ TV Champion Ramen Chef 3 สมัยซ้อน จนได้รับเกียรติให้มีชื่ออยู่ใน Ramen Hall of Fame โดยเขามีแนวคิดที่ว่า เพื่อไม่ให้เปลี่ยนไป เราจึงต้องเปลี่ยนแปลง จึงทำให้ราเมงทุกชามที่เสิร์ฟในร้านอิปปุโดะ ไม่ใช่ราเมนออริจินอลที่มีความเป็นมานานกว่า 300 ปี แต่กลับเป็นราเมนที่มาพร้อมด้วยนวัตกรรมและการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ให้ลูกค้าตลอดเวลา     ทุกส่วนประกอบในราเมนล้วนแล้วแต่ถูกคัดสรรมาอย่างดี ผ่านการปรุงอย่างพิถีพิถัน อาทิ เส้นราเมนทำเอง น้ำซุปกระดูกหมูทงคตสึที่ถูกเคี่ยวมาอย่างตั้งใจ เปรียบเสมือนราเมนหนึ่งชามที่งดงามราวกับงานศิลปะ ซึ่งมีเซฟเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวอันละเมียดละไม และด้วยความใส่ใจนี้เองทำให้อิปปุโดะสามารถขยายไปแล้วมากกว่า 220 สาขาทั่วโลก       ครั้งนี้ G&C ได้แวะมาชิมที่สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 7 บรรยากาศกว้างขว้าง รอบๆ ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีน้ำตาลอ่อน เห็นแล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจ สลับไปกับสีแดงร้อนแรง ซึ่งเป็นสีแห่งความเป็นมงคล มีชามราเมนสีดำ-แดง ประดับตกแต่งบนผนัง มองแล้วราวกับเรามาซู้ดราเมนในดินแดนอาทิตย์อุทัยอย่างไรอย่างนั้น       ประเดิมด้วยเมนูดาวเด่นอย่าง Ippudo Hakata Gyoza (90 บาท) เกี๊ยวซ่าแสนอร่อยแห่งร้านอิปปุโดะ แป้งบางกำลังพอเหมาะ กรอบนอกนุ่มใน ไส้หมูเนื้อแน่นเต็มคำ เสิร์ฟมาบนกระทะร้อนฉ่า จิ้มซอสสูตรพิเศษของทางร้าน รสเค็มกลมกล่อม     คนรักปลาต้องลอง Fresh Salmon Roll (260 บาท) แซลมอนโรลย่างจนหอมฉุย เนื้อหวาน ฉ่ำใน ท็อปด้วยซอสมาโย รสเปรี้ยวบวกกับความครีมมี ผสานไปกับสัมผัสกรุบกรับของไข่กุ้งโทบิโกะ     และแล้วก็ถึงเวลาชิม Shiromaru Special (280 บาท) เส้นราเมนทำเองเหนียวนุ่ม อยู่ในน้ำซุปทงคตสึกระดูกหมูสูตรต้นต้นรับของร้าน รสนุ่มนวล กลมกล่อม แล้วเพลิดเพลินกับเนื้อหมูที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะส่วนท้อง และส่วนไหล่ที่นุ่มราวกับจะละลายในปาก     เครื่องดื่มเราแนะนำ Peach Lemon Iced Tea (70 บาท) ชาพีชหอมๆ มิ๊กไปกับรสเปรี้ยวสดชื่นของน้ำเลมอน ดื่มแล้วชื่นใจ  

ยามะจัง (SEKAI NO YAMACHAN) ร้านดังแห่งเมืองนาโกย่า ฉลองครบรอบ 6 ปีในบ้านเราด้วยสาขาใหม่ใกล้กว่าที่เคยอย่างอารีย์ พร้อมการตกแต่งแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมด้วยการใช้โทนสีน้ำตาลและงานไม้ ส่วนหน้าร้านประดับด้วยโคมไฟสีแดงสดใส แค่เปิดประตูก็รู้สึกถึงความสนุกสนานสไตล์อิซากายะได้ทันที           นอกจากจะยกเมนูซิกเนเจอร์ของยามะจังมาให้สั่งแบบครบถ้วนแล้ว ยังตั้งราคาได้ย่อมเยาเข้าถึงง่าย (เครื่องดื่มราคาเริ่มต้นที่แก้วละ 88 บาทเท่านั้น) เริ่มมื้อนี้ด้วยชีสทอด 10 ไม้ ชีสทอดกรอบนอก ด้านในยืดถูกใจ เป็นเมนูกินเล่นที่เพลินแบบหยุดไม่ได้       ต่อด้วยเมนูขวัญใจตลอดกาล ปีกไก่ทอดยามะจัง 30 ปีก ที่ของแท้ต้องเสิร์ฟสูงมาเป็นกองภูเขา ปีกไก่ทอดของที่นี่กรอบและเข้มข้นด้วยสูตรลับ ใช้ซอสและผงปรุงรสนำเข้าจากญี่ปุ่นทั้งหมด ไม่มีการหมัก ไม่ชุบแป้ง ทอดด้วยวิธีพิเศษอันเป็นที่มาของการ “รูดไก่” วิธีกินสุดสนุกของที่นี่ แค่บิดตรงช่วงกระดูกข้อต่อแล้วส่งเข้าปากได้ง่ายๆ ส่วนใครรู้สึกว่ารสจัดไปก็สสามารถสั่งแบบลดเค็ม ลดเผ็ดได้       ปลาฮอกเกะย่าง เนื้อปลานุ่มแน่น ย่างมาร้อนๆ มีรสเค็มอ่อนๆ จากเกลือ กินกับข้าวสวยแล้วดีงาม ตามด้วย ไก่คาราอาเกะสูตรดั้งเดิม เมนูชื่อดังแห่งนาโกย่า ไก่ทอดชิ้นโตเต็มคำ ด้านนอกกรอบ กัดไปแล้วเจอเนื้อไก่นุ่มและชุ่มฉ่ำ และห้ามพลาดกับยำปลาหมึกดอง เมนูสไตล์อิซากายะที่เคี้ยวสนุกและรสชาติจัดจ้าน (ถูกปากคนไทยอย่างเรายิ่งนัก) ตักทีละน้อยกินคู่กับแตงกวากรอบๆ เข้ากัน           นอกจากนี้ยังมีซุปกิมจิ ไว้ซดร้อนๆ คล่องคอ และ ข้าวผัดมันปูผสมมิโซะ ที่น่าจะถูกใจเพราะผัดได้หอมมัน ข้าวก็เป็นเม็ดไม่แฉะ         ปิดท้ายด้วยของหวานสุดฮิตอย่าง มันหวานญี่ปุ่นและไอศกรีมนมสด มันหวานญี่ปุ่นทอดอุ่นๆ กินกับไอศกรีมโฮมเมดสุดละมุน ราดด้วยน้ำผึ้ง หรือจะสั่งเป็น ขนมปังเดนิชและไอศกรีมนมสด ก็จะได้เนื้อสัมผัสที่อร่อยไปอีกแบบ       ปิดท้ายเครื่องดื่มอีกหลายเมนู แนะนำ Fruit Punch เปรี้ยวหวานสดชื่น และ Lemon Chu hi ที่เปรี้ยวซ่า       แฟนๆ ยามะจังอย่าพลาดเชียว

ถึงเวลาของความอร่อยครั้งใหม่! หลังจากที่ Ikkousha Ramen ร้านราเมนหมูแผ่แห่งเมืองฮากาตะ จังหวัดฟุกุโอกะ ประสบความสำเร็จกับสาขาแรกในไทยที่ J Avenue ทองหล่อ ตอนนี้พร้อมแล้วกับสาขา 2 ที่ The Rest  Area ประชาชื่น จุดพักรถที่เหมาะกับการแวะมาเติมพลังก่อนเดินทางไกล       ความลับของอิคโคฉะอยู่ที่น้ำซุปเข้มข้นจากการเคี่ยวกระดูกหมูนาน 8 ชั่วโมง น้ำซอสปรุงรส (ทาเระ) ก็ทำมาจากโชยุ เครื่องปรุงรส และน้ำซุปจากปลาหลายชนิดที่ช่วยดับกลิ่นคาวของกระดูกหมูได้ดี ส่วนเส้นราเมนของที่ร้านก็เหนียวนุ่ม รวมถึงทีเด็ดอย่างหมูชาชูวางแผ่เต็มชาม และความลับสุดท้ายคือ ฟองครีมที่ลอยในน้ำซุปซึ่งได้จากการเคี่ยวอย่างพิถีพิถันนั่นเอง       แน่นอนว่าที่สาขานี้มีเมนูซิกเนเจอร์ให้สั่งเช่นเคย เริ่มด้วย Ikkousha Tousei Ramen ราเมนสูตรต้นตำรับ โดดเด่นที่น้ำซุปกระดูกหมูเข้มข้นเสิร์ฟเพร้อมหมูชาชูแผ่นโต 4 ชิ้น ไข่อาจิทามะ โรยด้วยต้นหอมและคิคุราเกะ         Black Tokusei Ramen ราเมนน้ำซุปสีดำจากมายุ (น้ำมันกระเทียมย่าง) นอกจากจะเพิ่มกลิ่นหอมแล้วยังช่วยเสริมให้น้ำซุปมีความกลมกล่อมมากขึ้นด้วย ส่วนใครชอบกินรสจัด แนะนำ God Fire Ajitama Ramen เผ็ดร้อนสมชื่อด้วยน้ำมันพริกเผาและเครื่องเทศสูตรลับของอิคโคฉะที่ซดแล้วสดชื่นมาก ไม่เลี่ยนเลย         นอกจากราเมนแล้วที่ร้านยังมีชื่อเสียงเรื่องเกี๊ยวซ่า อย่าพลาด Tetsunabe Gyoza (35ชิ้น) เชฟปั้นสดด้วยมือ ชิ้นเล็กพอดีคำ แป้งบางกรอบ ไส้แน่น เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้ม 4 อย่างคือ Mentai Mayo (ซอสไข่ปลาเมนไทโกะมาโย) Karanira (กุยช่ายรสเผ็ด) Yuzu Kosho  เครื่องเทศของญี่ปุ่นที่กินกับเกี๊ยวซ่ามีกลิ่นหอมจากยูซุ และน้ำจิ้มเกี๊ยวซ่าให้เลือกจิ้มได้ตามชอบ       หากยังไม่จุใจ ลองสั่ง Cheese Gyoza เกี๊ยวซ่าหน้าชีสยืด เสิร์ฟแบบร้อนควันฉุย และ Takana Garlic Chahan ข้าวผัดสำหรับคนที่ชอบกินเส้น ผัดได้แห้งและหอมกลิ่นกระทะ จะนั่งกินที่ร้านหรือสั่งแบบ Take away ไปกินระหว่างเดินทางก็ได้เช่นกัน         แฟนคลับ Ikkousha ตามไปเช็คอินด่วน

ถ้าใครกำลังมองหาร้านอาหารญี่ปุ่นที่พร้อมจะมอบประสบการณ์อาหารญี่ปุ่นขนานแท้แล้วละก็ โฮว ยู (Hou Yuu) น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อย หลังจากที่ประสบความสำเร็จไปกับสาขาแรกที่ตึกแกรมมี่ ล่าสุดก็ได้โอกาสดีเปิดตัวสาขาใหม่ที่ เดอะ ปาร์ค (The PARQ) ที่ยังคงพิถีพิถันตั้งแต่การเลือกใช้วัตถุดิบส่งตรงจากตลาดปลาประเทศญี่ปุ่น นำมารังสรรรค์อย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน เน้นการปรุงที่ยังชูรสชาติแสนโดดเด่นของวัตถุดิบไว้ได้เป็นอย่างดี         เมนูแรกที่จะได้ลิ้มลองความสดใหม่จากทะเลญี่ปุ่นคือ Jo Sashimi Mori ซาชิมิรวมอย่างดี ที่ประกอบไปด้วย ชูโทโร่ (ทูน่า) ปลาฮามาจิ และแซลมอน และยังมีบางส่วนที่มาจากท้องทะเลบ้านเราเอง ได้แก่ ปลากะพง และปลาหมึกอิกะ     แต่ถ้าใครที่ไม่ใช่คอปลาดิบ แนะนำให้ลอง Aburi Sushi Mori ซูชิรวมย่างไฟ ที่มีทั้ง หน้ากุ้งกุลาดำ ท็อปด้วยซอสบ๊วยรสเปรี้ยว ตัดกับรสชาติเนื้อกุ้งหวาน ๆ ได้ดีทีเดียว ที่วางอยู่ข้าง ๆ กันคือซูชิหน้าแซลมอน กรีดเนื้อเป็นริ้ว ๆ เบิร์นไฟพอสุกกำลังดี ราดด้วยซอสไดเกียวรสหวาน ๆ เค็ม ๆ ถัดมาเป็นซูชิหน้าเอนกาวะ หรือครีบปลาตาเดียว ที่มีหัวไชเท้าโมมิจิ เม็ดพอนสึ และหอมซอย โปะมาด้านบน สุดท้ายคือ ซูชิหน้าไข่ปลาบิน (ที่คนไทยอาจจะคุ้นเคยกับการเรียกว่าไข่กุ้งเสียมากกว่า) เข้าปากแล้วเคี้ยวเพลิน ๆ ได้ความกรุบและรสชาติเค็มนิด ๆ โดยไม่ต้องพึ่งซอสใด ๆ เพิ่มเติม       สำหรับเมนูข้าวจานซิกเนเจอร์ ต้องยกให้กับ Sanshoku Don ข้าวหน้าปลาดิบรวม 3 ชนิด ประกอบไปด้วย แซลมอน 2 ชิ้น เอนกาวะย่างไฟ 3 ชิ้น และปลาชูโทโร่สับ มาพร้อมเครื่องเคียงช่วยเพิ่มรสชาติหลายอย่าง เช่น เม็ดพอนสึ ต้นหอมซอย ขิงดอง และวาซาบิ       ปิดท้ายด้วยของทอดอย่าง Ebi Tempura กุ้งเทมปุระที่กรอบนอกด้วยแป้งสีทองกำลังดี และหวานในด้วยเนื้อกุ้งกุลาดำสดตัวใหญ่พอดีคำ     แล้วค่อยล้างปากด้วยชาเขียวร้อน ๆ สักแก้วเป็นการส่งท้ายมื้ออาหารญี่ปุ่นอย่างสมบูรณ์แบบ

จากสาขาแรกที่ Stadium One ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม มาคราวนี้ Lust Ramen ได้ปั้นสาขาที่สอง ส่งต่อความอร่อยให้กับคนย่านสีลมโดยใช้โลเคชั่นสีลมซอย 3 (BTS ช่องนนทรีย์) ไว้ประจำการเสิร์ฟราเมนรสชาติดีๆ ที่เต็มไปด้วยความคุ้มค่าให้ลูกค้าหนุ่มสาวออฟฟิตได้อิ่มเอมกันอย่างสบายกระเป๋า     เจ้าของร้านคือ คุณกด ทรงกรต ตันติศรีสุข ซึ่งมีความตั้งใจที่จะสร้างราเมนรูปแบบใหม่ ที่รังสรรค์จากเชฟยอดฝีมือให้ถูกปากกับคนไทย จนกลายมาเป็นราเมนสไตล์ฟิวชั่น อาทิ ราเมนต้มยำกุ้ง ราเมนหม่าล่า และราเมนสุกี้น้ำดำ เป็นต้น แต่อย่างไรซะก็ยังไม่ทิ้งความเป็นออริจินอลของอาหารประเภทนี้ เห็นได้จากเมนูราเมนทงคตสึ และราเมนทงคตสึ ทันทัน นั่นเอง     ความพิเศษของ Lust Ramen  ที่นอกจากมีราเมนรสอร่อยทำชามต่อชาม ที่ประกอบไปด้วยเส้นสดโฮมเมด น้ำซุปที่ผ่านการเคี่ยวและปรุงรสอย่างพิถีพิถัน จนได้รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ แล้วยังมีเมนูอื่นๆ ที่ให้คุณได้เลือกฟินอีกหลากหลาย เช่น ข้าวหน้าต่างๆ อิซากายะ ซูชิ ของหวาน และค็อกเทล ทุกอย่างล้วนไปสูตรที่ร้านคิดเองจนได้รสชาติที่ลงตัว     ลิ้มรสเคล้าไปบรรยากาศอบอุ่นสไตล์ร้านกาแฟ พื้นไม้สีน้ำตาลเข้ากันได้ดีกับเฟอร์นิเจอร์ไม้โฮมมี่ๆ ทุกโต๊ะล้วนมีต้นไม้กระถางตกแต่ง สร้างความมีชีวิตชีวาให้กับร้านได้เป็นอย่างดี ผนังสีขาวสว่างที่ด้านล่างมีกรอบรูปอาร์ตๆ เก๋ไก๋วางไว้อยู่ ดูแล้วให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สบายๆ เหมาะกับหม่ำอร่อยเป็นอย่างยิ่ง     ประเดิมด้วยราเมนสไตล์ฟิวชั่นซิกเนเจอร์อย่าง Mala Ramen (169 บาท) เส้นราเมนเหนียวนุ่มทำเอง อยู่ในน้ำซุปหม่าล่ารสเค็มละมุน ร้อนแรง เพิ่มความฟินด้วยการให้คุณเลือกกินเนื้อชั้นดีประเภทต่างๆ ได้อย่างตามใจ อาทิ เสือร้องไห้ ใบพายโคขุน เนื้อลายเทพ USA เนื้อจากสไลซ์ประเทศประเทศออสเตรเลีย (เราเลือกอันนี้) แต่หากใครไม่ใช่สาวกเนื้อจะเปลี่ยนเป็นหมูชาชู สันคอหมู หรือหมูติดมันสไลซ์ ก็ได้ อร่อยไม่แพ้กันเลย     ตามด้วย Traditional Tonkotsu Ramen (159 บาท) ราเมนต้นตำหรับขายดี ที่มีความพิเศษอยู่ตรงน้ำซุปที่ใช้ขาหมูเผาไฟ เคี่ยวไปกับเนื้อไก่เป็นเวลานานถึง 1 สัปดาห์ จากนั้นใส่เครื่องเทศต่างๆ เพื่อเพิ่มความหอม จนได้รสชาติที่กลมกล่อม นุ่มนวล กินพร้อมกับเส้นราเมนโฮมเมด ข้าวโพด หมูติดมันสไลซ์กินเพลิน หมูชาชูนุ่มๆ ไข่หมักโชยุ ยิ่งเสริมให้รสชาติดีเข้าไปใหญ่     หันมาที่เมนูข้าวกันบ้าง จานนี้น่าสนใจ ข้าวผัดทันทัน (139 บาท) ข้าวญี่ปุ่นผัดกับซอสทันทันสูตรเฉพาะของทางร้าน ที่ทำมาจากหมูสับ หอมกลิ่นน้ำมันงา รสเผ็ดปลายลิ้น เสริมทัพความอิ่มด้วยหมูติดมันสไลซ์ที่เรารัก ไข่หมักโชยุ และข้าวโพด ข้าวหน้าไก่เทริยากิ (119 บาท) เนื้อไก่นุ่มๆ หมักด้วยโชยุและเครื่องปรุงต่างๆ จนได้รสหวาน ปนเค็มเล็กๆ ออนท็อปด้วยไข่ออนเซ็นเยิ้มๆ       อย่าเพิ่งรีบอิ่มเพราะยังมีเมนูอิซากายะ ที่ให้คุณได้เลือกอร่อยกับ หมูสามชั้น (38 บาท) นุ่มๆ ปีกไก่ขนาดกลาง (38 บาท) เนื้อเด้ง สันคอหมู (38 บาท) สู้ฟัน ราดซอสเทริยากิรสหวานละมุน หอมกรุ่น หรือหม่าล่ารสเผ็ดร้อนกำลังพอเหมาะ ก็แล้วแต่ชอบ จากนั้นนำมาย่างบนเตาถ่าน เสิร์ฟร้อนๆ     ปิดท้ายมื้ออร่อยด้วย Salmon Burn Mayo Ebiko Sushi (89 บาท) แซลม่อนเนื้อหวานสับละเอียด ผสมกับไข่กุ้งกรุบกรับ มายองเนส วาซาบิ โชยุ รสชาติเปรี้ยวอมหวาน วางอยู่บนข้าวญี่ปุ่นและสาหร่ายแผ่น     อิ่มเอมขนาดนี้วันหลังต้องแวะกลับมาเยือนใหม่แล้ว

ใครที่หลงใหลในเส้นอุด้ง จะต้องเพลิดเพลินไปกับร้าน Komugi Japanese Udon คาเฟ่อุด้งเปิดใหม่ใจกลางเมือง บนถนนสุขุมวิท ซึ่งโดดเด่นด้วยรสชาติและตัวเส้นอุด้งโฮมเมดที่ทำสดใหม่ทุกวัน รวมไปถึงความใหญ่ของภาชนะอันเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ได้ทั้งความอร่อย ปริมาณคุ้มราคาและภาพสวยๆ ไว้ลงโซเชียล     บรรยากาศภายในร้านตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยโทนสีน้ำตาลจากเฟอร์นิเจอร์ไม้ให้ความรู้สึกอบอุ่น โดยคงคอนเซ็ปต์ คาเฟ่อุด้ง ที่ออกแบบด้วยความตั้งใจให้เป็นเหมือนสถานที่พบปะสังสรรค์ของครอบครัวสไตล์แม่บ้านญี่ปุ่น     เริ่มเมนูแรกของร้านด้วยของกินเล่นเรียกน้ำย่อย Camenbert Tempura แอปเปิ้ลชีสทอดเทมปุระ ที่ได้รสหวานจากแอปเปิ้ลผสานความเค็มมันของชีส ให้รสละมุนกลมกล่อมเข้ากันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ     อีกหนึ่งเมนูกินเล่นที่เราภูมิใจนำเสนอ Toriten เมนูขายดียอดฮิต ไก่ทอดเทมปุระสูตรเฉพาะของร้าน เนื้อไก่เคลือบด้วยแป้งเทมปุระที่ทอดได้บางกรอบ กัดเข้าไปเจอความชุ่มฉ่ำของเนื้อ กินกับซอสพอนซึและมัสตาร์ด     มาถึงจานหลัก เมนู Signature สุดครีเอทของร้าน Shiroi Curry Udon โดดเด่นที่ซุปแกงกะหรี่และโฟมครีม ทำจากมันฝรั่ง นม และครีมตีเข้าด้วยกัน กินกับลิ้นวัวตุ๋นนุ่มละลายในปาก รสชาตินุ่มนวลชวนอร่อย     เมนูถัดไป Ebi Oroshi Udon  อุด้งเส้นเย็นเสิร์ฟมาพร้อมกุ้งเทมปุระและมะเขือม่วงเทมปุระ ได้รสชาติหวานมันจากกุ้ง ตัดกับรสเค็มกลมกล่อมของซอสโชยุและปลา กินพร้อมเส้นอุด้งหนึบๆ เรียกความสดชื่นในวันที่อากาศร้อนได้ดี     เมนูต่อมา Kitsune Udon ซุปดาชิปลาแห้งหอมๆ รสชาติเข้มข้น กินกับเต้าหู้ปลาหวานหอม เป็นอุด้งแบบดั้งเดิมสไตล์คนญี่ปุ่นแท้ๆ     สำหรับเครื่องดื่มและของหวาน ทางร้านก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน Homemade Ginger Ale เครื่องดื่ม Signature ที่ทำจากขิง ชินนามอนและสมุนไพร เสิร์ฟมาพร้อมกับซอฟต์ครีมสูตรของร้าน กินแล้วได้ความสดชื่น แถมช่วยในการเผาผลาญ     ตบท้ายด้วยของหวานสุดพิเศษ Mango Parfait ซอฟต์ครีมสูตรของร้านเสิร์ฟมาพร้อมมะม่วงหั่นชิ้นกำลังดี สีสวยชวนกิน หอมกลิ่นนมจากตัวซอร์ฟครีม ตัดด้วยความเปรี้ยวอ่อนๆ จากมะม่วง เข้ากันอย่างลงตัว  

Nantei (นัน-เต) ในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายถึง “สถานที่ร่มรื่นน่าอยู่ทางตอนใต้” คำไพเราะเช่นนี้ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อร้านยากิโทริน้องใหม่แห่งย่านสีลม Nantei Yakitori Bkk ที่ตั้งอยู่ในมณเฑียร มอลล์ โดดเด่นด้วยการตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม เพิ่มเติมด้วยความโมเดิร์ลเก๋ๆ พื้นไม้ที่น้ำตาลแก่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเสมือนบ้านเรือนในดินแดนอาทิตย์อุทัย ผสานไปกับผนังสีขาวสว่างทันสมัยที่ทำให้แอเรียดูกว้างขวาง แตกต่างจากร้านยากิโทริทั่วไปบรรยากาศมืดสลัว       ด้านในมีเคาร์เตอร์บาร์ขนาดใหญ่ให้คุณเลือกนั่งได้ตามใจ ถัดเข้าไปเป็นโต๊ะสำหรับแขกที่มาเป็นคู่หรือกลุ่มเพื่อนฝูงมาสังสรรค์ แต่หากใครอยากได้ความเป็นส่วนตัวนั้นทางร้านก็มี 2 ห้องไพรเวทแสนสงบ นอกจากนี้ยังมีโซนเอาท์ดอร์ไว้กินลมชมวิวบริเวณหน้าร้านที่ติดริมถนน มองดูวิถีชีวิตคนเมืองหลวงที่แม้ดูวุ่นวายแต่ก็เต็มไปด้วยสีสัน     ส่วนจุดเด่นในเรื่องของอาหารนั้นร้านนัน-เตจะพิถีพิถันเรื่องวัตถุดิบเป็นพิเศษ เครื่องปรุงหลักๆ นำเข้าจากญี่ปุ่น ปรุงในแบบต้นตำรับ ย่างบนเตาย่างแบบไร้ควัน ยังคงรสชาติธรรมชาติของวัตถุดิบนั้นๆ ไว้ ทีเด็ดอยู่ที่ซอสสูตรลับฉบับโฮมเมด ไอศกรีมทำเองฟินๆ พร้อมอิ่มอร่อยไปกับอาหารมื้อกลางวันหลากหลาย ในราคาที่จ่ายสบาย อาทิ     Yaki Edamame (40 บาท) ถั่วแระญี่ปุ่นย่างเกลือหอมๆ ได้รสชาติความเค็มและความมันจากถั่วอย่างเต็มพิกัด กินเพลินไปเลยงานนี้ ต่อด้วย Yaki Atsuage (120 บาท) เต้าหู้คินุนุ่มนิ่ม หอมกลิ่นถั่วเหลือง นำไปย่างให้หอมฉุย ด้านบนโรยด้วยปลาแห้ง กินพร้อมกับขิงบด และซอสถั่วเหลืองรสเค็มกลมกล่อม ถือเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยแสนอร่อยยอดนิยมของคนญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้       จานหลักของวันนี้คือ Yakitori Don Set (260 บาท) หรือเรียกย่อๆ ว่าเซ็ต C ซึ่งจะประกอบไปด้วย ลูกชิ้นไก่เนื้อเด้งสไตล์โฮมเมดเสียบไม้ สันคอไก่เสียบไม้ และกล้ามเนื้อน่องไก่ย่าง ซึ่งเป็นเมนู Chef's Selection แล้วแต่ว่าเชฟนั้นจะเลือกให้คุณกินส่วนไหนของไก่ ราดซอสยากิโทริรสหวานละมุน กินพร้อมกับข้าวและไข่ออนเซ็นสุดอิ่มเอม ตัดเลี่ยนด้วยสลัดผัก กิมจิทำเอง และซุปมิโซะร้อนๆ     แต่เราสั่ง Nameko (90 บาท) เพิ่มลงไปในเซ็ต C ด้วย เห็ดนาเมโกะเนื้อหวานย่าง ซึ่งเห็ดชนิดนี้คนญี่ปุ่นนิยมกินเคียงไปกับแอพพิไทเซอร์ต่างๆ อาทิ เต้าหู้เย็น เต้าหู้ย่าง และซุปมิโซะนั่นเอง     Mentaiko Yakisoba (240 บาท) ไข่ปลาค็อดกริลล์จนได้ที่ ผัดพร้อมกับเส้นยากิโซบะยาวๆ สาวเส้นกินสนุก รสเค็มพอดีไม่โดดจนเกินไป โรยหน้าด้วยสาหร่ายและไข่ปลาค็อดเพื่อตกแต่งอีกที     ห้ามพลาดกับ Tsumetai Inaniwa Udon (180 บาท) เมนูซิกเนเจอร์สุดขายดี หมี่เย็นที่มีความพิเศษตรงเส้นอุด้งเหนียวนุ่ม ที่ผลิตเฉพาะในเมืองอินานิวะ ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น บอกเลยว่าน้อยร้านมากๆ ที่จะมีเส้นชนิดนี้พร้อมให้คุณหม่ำ ซู้ดพร้อมน้ำซุปรสเค็มพอเหมาะ ผสานไปกับสาหร่าย ต้นหอมซอย หอมกลิ่นขิง และได้รสเผ็ดเล็กๆ ของวาซาบิอีกด้วย     และ Seseri Nantei Miso Itame (79 บาท) ก็เด็ดดวงไม่แพ้กัน เนื้อสันคอไก่ที่ถูกสั่งและคัดสรรมาเป็นพิเศษ หมักด้วยซอสมิโซะสูตรลับในแบบฉบับของร้านนัน-เต ก่อนทอดจนกรอบนอกฉ่ำใน รสเค็มละมุน ออนทอปด้วยไข่ออนเซ็นเยิ้มๆ เป็นเมนูที่อิ่มอร่อยได้ในราคาประหยัด บอกเลยเมนูนี้เราเลิฟมากมาย     ล้างปากด้วยของหวานที่เรารักอย่าง Matcha Hokkaido (50 บาท) ไอศกรีมแท่งชาเขียวสูตรโฮมเมด ผงมัทฉะชั้นดีจากเมืองชิสุโอกะแห่งดินแดนอาทิตย์อุทัย ไปด้วยกันได้ดีกับนมฮอกไกโด รสเข้มผสานความหอมมัน ช่างเป็นความฟินที่ลงตัวจริงๆ     สายดริ้งอย่างลืมสั่ง Apple Beer (159 บาท) เบียร์สดจิบง่าย หอมกลิ่นแอปเปิ้ลอ่อนๆ หรือจะลอง Yuzu Beer (159 บาท) กรุ่นกลิ่นส้มยูซุสดชื่น ดื่มลื่นคอไม่แพ้กัน!       คราวหลังต้องมาลองชิมมื้อเย็นที่ร้านแห่งนี้บ้างซะแล้ว

สำหรับคนรักแซลมอนและแฟนตัวจริงของ “Fuku Intown” ร้านอาหารญี่ปุ่นขวัญใจสายปลาดิบที่อยากหลบหลีกความวุ่นวายใจกลางเมือง เราแนะนำให้มาอร่อยกันที่ Fuku Intown” สาขาเซ็นจูรี เดอะมูฟวีพลาซา อ่อนนุช ที่มีหนุ่มหล่อหน้าใส “ท็อปแท็ป - จิรกิตติ์ คูอาริยะกุล” เป็นเจ้าของร้านดูแลทุกอย่างด้วยตัวเอง     ที่นี่ตอบโจทย์นักกินทุกเพศทุกวัยด้วยพื้นที่ร้านกว้างขวางนั่งสบายรองรับได้ทุกครอบครัวและกลุ่มสังสรรค์ อีกทั้งนอกจากบุฟเฟต์สุดคุ้มที่จัดเต็มทั้งซูชิ ซาชิมิ และอาหารญี่ปุ่นมากมายแล้ว ยังมีเมนูจานเดียวกินง่ายและแบบอะลาคาร์ตที่น่าสนใจทั้งข้าวหน้าเนื้อไปจนถึงราเมนให้เลือกอร่อยอีกด้วย     สายแซลมอนห้ามพลาด Salmon Sashimi, Salmon Nigiri และ Salmon Aburi Nigiri ซูชิหน้าแซลมอนเบิร์นกำลังดี หรือจะสั่งแบบเสิร์ฟมาบนจานขั้นบันไดที่เรียกว่า Stairs to Heaven ก็ยิ่งฟิน หรือจะเลือก Sushi ข้าวปั้นแสนน่ากินหน้าต่างๆ ก็มีให้เลือกแบบละลานตา         ใครอยากลองเมนูโปรดของท็อปแท็ปต้องสั่ง Fuku Intown แซลมอนซาชิมิพร้อมเกล็ดเทมปุระทอดเสิร์ฟในหม้อเย็นที่พนักงานจะมาเติมควันไอเย็นให้ถึงโต๊ะเรียกความตื่นเต้น ถ้ายังอิ่มตามด้วย Salmon Saikyo Roll โรลไส้ไข่หวานและผักห่อด้วยแซลมอนอีกสักจาน       แต่ถ้าไม่ถนัดกินปลาดิบ ที่นี่ยังมีเมนูอร่อยหลากหลายให้อุ่นใจ ไม่ว่าจะเป็น Salmon Kabutoni หัวปลาแซลมอนต้มซีอิ๊วรสเข้มข้น กินกับข้าวร้อนๆ ยิ่งอร่อย Beef Steak Intown สเต๊กเนื้อนุ่มแน่น และ Beef Thai Style Yam ยำเนื้อย่างแซบแบบไทยๆ รวมทั้ง Ramen of the Day ราเมนร้อนๆ ที่โดนใจคนรักเส้นอย่างแน่นอน           อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม >> “ท็อปแท็ป-จิรกิตติ์ คูอาริยะกุล” หนุ่มหน้าใสกับมุมใหม่ในโลกอาหาร

สวรรค์ของคนรักอาหารญี่ปุ่นอยู่ใกล้แค่เอื้อมเมื่อแวะมาที่ Sora Japanese Caféร้านเปิดใหม่ในโครงการดาดฟ้า ลาซาล มาร์เก็ตพาร์กบรรยากาศแนวธรรมชาติที่ร่มรื่นชวนผ่อนคลายนั่งชมวิวภายนอกก็ชวนให้เจริญตาเจริญใจ หันกลับมามองด้านในร้านก็ชวนให้เจริญอาหารไปพร้อมกัน       เมนูของร้านเกิดจากความรักในการกินอาหารญี่ปุ่นของคุณเชอร์รี่และคุณนุ้ย สองพี่น้องที่ยืนยันว่าตัวเองกินอย่างไรก็อยากให้ลูกค้าได้กินเหมือนกัน จึงนำประสบการณ์ในการกินทั่วประเทศญี่ปุ่นมารวบรวมไว้ครบทุกรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นซูชิ ซาชิมิ ข้าวหน้าต่างๆ ราเมง ของทอด พิซซา และสเต๊ก ให้ลูกค้าเลือกเอนจอยได้ตามชอบ โดยมีจุดเด่นที่ความสดใหม่ของวัตถุดิบ ผสมผสานเทคนิคการปรุงเฉพาะตัวของเชฟที่กลมกล่อมและอร่อยแบบไม่ต้องพึ่งผงชูรส     เริ่มที่ Sora Roll โรลที่ได้ไอเดียเก๋จากก๋วยเตี๋ยวลุยสวนสไตล์ไทยๆ จุ่มน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเปรี้ยวแซ่บ กินแล้วจี๊ดขึ้นจมูก     Pizza SushiSalmon ฉีกรูปแบบซูชิปั้นพอดีคำมาเป็นซูชิพิซซาถาดใหญ่ ชั้นล่างรองด้วยข้าวญี่ปุ่น ท็อปด้วยแซลมอนเทมปุระ ราดซอสครีมเข้มข้น แล้วตบท้ายด้วยไข่กุ้งเพิ่มความกรุบแบบคูณสอง     ต่อด้วยโซบะเย็น เส้นโซบะนุ่มๆ เสิร์ฟพร้อมกุ้งเทมปุระตัวใหญ่ ความกรุบกรอบของแป้งที่กัดแล้วเจอกุ้งเนื้อแน่นเต็มปากเต็มคำ เคี้ยวเพลินจนต้องสั่งเบิ้ลทุกรอบ     อย่าลืมปิดท้ายด้วยราเมงซดน้ำซุปร้อนๆ จะช่วยให้คล่องคอยิ่งขึ้น เคล็ดลับความสดชื่นของน้ำซุปกระดูกหมูชามนี้ต้องยกความดีให้ขิงแดงซอยที่ทำให้เราซดได้เรื่อยๆ แบบไม่เลี่ยนเลย ทีเด็ดอีกอย่างคือหมูชาชู ไม่เหนียวแต่เคี้ยวสู้ลิ้น ท็อปด้วยไข่ดอง เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงและเกี๊ยวซ่าที่ผนึกกำลังกันชูรสชาติได้แบบเกินร้อย     สวรรค์ของคนรักอาหารญี่ปุ่นอยู่ใกล้แค่เอื้อมจริงๆ

ด้วยความอร่อยของเมนูไก่ย่างขึ้นชื่อของจังหวัดคากาวะ ประเทศญี่ปุ่น ที่ทำให้ติดใจกันทั้งครอบครัวและกลายเป็นจุดเริ่มที่ทำให้สถาปนิกหนุ่มนักกินตัดสินใจเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นเล็กๆ ในโครงการ Warehouse 26 ที่นำเสนอรสชาติอาหารจากภาคใต้ของแดนอาทิตย์อุทัยสมชื่อ Minami” ที่แปลว่าทิศใต้นั่นเอง     แม้ทั้งชื่อร้านและเมนูเด่นจะแสดงถึงความเป็นญี่ปุ่นอย่างชัดเจน แต่บรรยากาศและการตกแต่งร้านสไตล์มินิมอลที่เรียบง่ายน่านั่งกลับเพิ่มความน่าสนใจและเป็นมิตรกับนักกินทุกช่วงวัยได้อย่างไม่เคอะเขิน โดยเฉพาะโซนเอาต์เดอร์หน้าร้านที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่ในสวนหน้าบ้านแสนสบาย       นอกจากเมนูซิกเนเจอร์อย่าง Shio Honetsuki Dori เนื้อไก่ส่วนน่องติดสะโพกอบและย่างเกลือจนได้ที่แล้วมาเบิร์นไฟจนหนังไก่กรอบน่ากินกันถึงโต๊ะ และ Trurai Honetsuki Dori ไก่ย่างรสเผ็ดที่มีมะแขว่น เครื่องเทศของชาวเหนือเป็นส่วนผสมความอร่อยไม่เหมือนใคร ซึ่งสมการรอคอยกว่า 20 นาที เพราะทำเสิร์ฟสดๆ แบบจานต่อจานแล้ว ที่นี่ยังมีเมนูสำหรับสายเนื้ออื่นๆ อีกด้วย         ไม่ว่าจะเป็น Yakiniku Garlic Fried Rice เนื้อสันนอกจากออสเตรเลียปรุงด้วยเกลือและพริกไทยย่างระดับมีเดียมแรร์ กินกับข้าวกระเทียมรสกลมกล่อมลงตัว Buta Kakuni Don ข้าวหน้าหมูตุ๋นที่ตุ๋นกับซอสสูตรเฉพาะของเชฟทิ้งไว้ข้ามคืนจนเนื้อหมูนุ่มอร่อยแทบละลายในปาก และ Foie Gras Don ข้าวหน้าตับห่านชิ้นโตนุ่มลิ้น มาพร้อมเห็ดหอม ราดซอสเทริยากิหวานเค็มกำลังดี         ระหว่างรอเมนูจานหลัก อย่าลืมสั่ง Yuzu Crispy Chicken หนังไก่ทอดกรอบ ราดซอสยูสุรสเปรี้ยว โรยปลาโอแห้ง และ Tako Wasabi ปลาหมึกดองวาซาบิ รสเผ็ดขึ้นจมูกนิดๆ เพิ่มรสชาติมาเรียกน้ำย่อยจะยิ่งฟิน  

ซูชิเลิฟเวอร์ย่านอารีย์คงคุ้นเคยกับชื่อของ Shinsei Sushi กันอย่างแน่นอน มาตอนนี้ซูชิร้านอร่อยได้เพิ่มสาขาความอร่อยออกนอกเมืองมาที่ Bangchak Square คอมมูนิตี้ใหม่ใกล้ BTS บางจาก ให้แฟนคลับได้ลิ้มลองซูชิในบรรยากาศกว้างขวางกว่าที่เคย       จุดเด่นที่ทำให้ใครหลงรักซูชิร้านนี้ตลอดมาคงยกให้กับรสชาติของข้าวพันธุ์โคชิฮิคาริที่มีความนุ่มหนึบเรียงเม็ดนำมาหุงในน้ำส้มสายชูสูตรพิเศษ ก่อนจะเข้าคู่กับปลาสดๆ ส่งตรงจากญี่ปุ่น จนออกมาเป็นซูชิคำอร่อยที่มีให้ชิมทั้งในรูปแบบอะลาคาร์ทและโอมากาเสะในสนนราคาน่ารักที่ใครๆ ก็เอื้อมถึง       เริ่มจานแรกกันด้วย Salmon Cheese Roll โรลสุดฮิตที่ภายในอัดแน่นไปด้วยความอร่อยของฟัวร์กราส์เทมปุระ อะโวคาโด และชีส ห่อด้วยแซลมอนชิ้นโตย่างไฟเล็กน้อยก่อนจะราดด้วยซอสสไปซี่รสเผ็ดปลายลิ้น หรือจะชิม Engawa Roll โรลครีบปลาตาเดียวย่างที่ภายในซ่อนกุ้งเทมปุระตัวโตกรอบนอกเนื้อแน่น อะโวคาโด และไข่หวานนุ่มๆ     แล้วมาอร่อยคำใหญ่กับ Gindara Miso Yaki ปลาหิมะเนื้อแน่นหมักมิโสะ 2 วัน เพื่อเพิ่มรสชาติและกลิ่นหอมๆ ก่อนนำมาย่างเสิร์ฟพร้อมไช้เท้าดองและแครอท แต่ถ้าใครมาช่วงกลางวันที่นี่ก็มีลันช์เซ็ตให้ลองอย่าง Salmon Mentaiko Yaki Set ชุดข้าวแซลมอนราดซอสไข่ปลาเมนไทโกะเสิร์ฟพร้อมซุป สลัด ของทานเล่น และน้ำชา       สำหรับคอร์สโอมากาเสะจะมีให้ชิมทุกวันยกเว้นวันจันทร์ มีให้เลือกทั้งมื้อกลางวันและมื้อเย็น ส่วนสนนราคานั้นก็เริ่มที่ 1,500 บาท สำหรับ 12 คอร์ส 2,300 บาท สำหรับ 15 คอร์ส และ 3,000 สำหรับ 18 คอร์ส ตามลำดับ ซึ่งเชฟจะเลือกใช้ปลาตามฤดูกาลเพื่อความสดใหม่และทำให้ทุกคนได้อิ่มอร่อยในรสชาติที่หลากหลาย   คำอร่อยที่เราขอแนะนำก็มี Mozuku สาหร่ายเส้นผมในน้ำซอสเสิร์ฟพร้อมเยลลี่ เนื้อปูซูไว และผิวส้มยูสุ เมื่อกินพร้อมกันก็ได้รสชาติเค็มๆ มันๆ แฝงรสเปรี้ยวสดชื่น เพื่อเรียกน้ำย่อย Yari-ika ซูชิหน้าปลาหมึกกล้วยบั้งเป็นลายโรยด้วยเกลือมะนาวรสนุ่มนวล ตามด้วย Sunma ซูชิหน้าปลาซันมะที่ซ่อนขิงและวาซาบิไว้ภายในก่อนจะโรยหน้าด้วยซอสต้นหอมรสเข้มข้น         ส่วนคนรักปลาทูน่าก็ต้องลอง Akami Zuke ซูชิหน้าบลูฟินทูน่าส่วนไร้มันมาปรุงมามิริน สาเก และโชยุก่อนเสิร์ฟ เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสกับความนุ่มเนียนที่ผสานรสชาติเค็มๆ มัน แต่ถ้าชอบความมันขึ้นมาอีกขั้นก็ต้องชิม Chutoro เนื้อมันส่วนส่วนกลางที่มีความนุ่มเนียนอยู่แล้วเชฟเลยเพียงแค่ทาโชยุอีกนิดกับวาซาบิอีกหน่อยก็กลายเป็นคำอร่อยพร้อมเสิร์ฟ       แน่นอนว่าความอร่อยยังไม่หมดแค่นั้น เพราะยังมี Uni เมนูยอดนิยมกับซูชิหน้าหอยเม่นรสหวานรสสัมผัสนุ่มนวล และ Kinmedai ซูชิหน้าปลาคินเมไดที่ผ่านการลวกและรมควันในฟางข้าวก่อนจะมาลนไฟอีกครั้ง จนได้ความหอมอบอวลในปากจนลืมไม่ลงเลยทีเดียว    

นอกจากจะเป็นย่านสุดฮิปแล้ว อารีย์ยังเป็นย่านสุดน่ารัก เพราะมีร้านข้าวกล่องน้องใหม่สีสันสดใสในชื่อ “Don Don” ที่จะมานำเสนอความอร่อยของข้าวกล่องญี่ปุ่นที่ทั้งสดใหม่ สะดวก และราคาเป็นกันเอง โดยเริ่มต้นที่ 65 บาทเท่านั้น         ส่วนบรรยากาศก็มาในรูปแบบของเคาน์เตอร์บาร์ที่มีครัวเปิดอยู่ตรงกลาง ดังนั้นทุกคนจึงแน่ใจได้ว่าเมื่อเราเริ่มต้นสั่งอาหาร อาหารทุกจานจะถูกปรุงอย่างสดใหม่พร้อมเสิร์ฟกันแบบร้อนๆ ให้เราได้ติดตามอย่างใกล้ชิด เริ่มกันด้วย Udon Tom Yum ที่เปลี่ยนอุด้งสไตล์ญี่ปุ่นให้จัดจ้านด้วยน้ำซุปต้มยำถึงเครื่องเสิร์ฟพร้อมกุ้งตัวโตเนื้อแน่น อีกทั้งยังมาพร้อมมะนาวให้เราเติมความเปรี้ยวจี๊ดกันอีกด้วย     แต่ถ้าชอบรสเผ็ดร้อนแบบแห้งก็ต้องลอง Yaki Soba Tom Yum ยากิโซบะต้มยำแห้งกุ้งโดดเด่นด้วยโซบะเส้นเหนียวนุ่มที่เข้าคู่กับความเผ็ดร้อนได้อย่างลงตัว ยิ่งสูดเส้นก็ยิ่งเพลิน แถมยังมีสลัดมาให้กินเล่นกันอีกด้วย     ส่วนคนรักอาหารจานข้าวก็ห้ามพลาด Salmon Katsu ข้าวหน้าปลาแซลมอนชุบแป้งทอดชิ้นใหญ่หนานุ่มวางบนสลัดผักที่พกพาความสดชื่นของผักกาดแก้วและมะเขือเทศ ร่วมด้วยน้ำสลัดรสเปรี้ยวนิดๆ มาคู่กัน หรือจะสั่งชามะนาวมาด้วยก็ไม่ผิดกติกา     นอกจากนี้ยังมีของกินเล่นอย่าง Edamame Stir Fried with Bacon ถั่วแระญี่ปุ่นผัดเบคอน รสชาติหอมๆ มันๆ และ Tebasaki Gyoza เมนูสุดเก๋ที่นำปีกไก่ทอดมายัดไส้เกี๊ยวซ่าหมูสับ ที่เราขอบอกเลยว่าเข้าคู่ได้กับทุกเมนูอร่อยเลยล่ะ