เปลี่ยนบรรยากาศมื้อค่ำที่แสนธรรมดาของคุณด้วยการออกมาดินเนอร์หรูย่านใจกลางสุขุมวิทกับ MOJJO Rooftop Lounge & Bar  ชั้น 32 โรงแรมคอมพาสสกายวิวพร้อมชมวิวพระอาทิตย์ตกยามเย็นในบรรยากาศโรแมนติก จะมากับเพื่อนหรือควงแขนคนรู้ใจมาก็ดีต่อใจแบบสุดๆ เช่นกัน     Figure 1บรรยากาศภายใน   เมื่อเดินเข้ามาในร้านเราจะสัมผัสถึงบรรยากาศของอเมริกาใต้ร่วมสมัยในสไตล์ลาติน ทำให้เรารู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในสเปน เม็กซิโก หรือประเทศแทบอเมริกาใต้เลยทีเดียว โดยภายในถูกแบ่งออกเป็น 2 โซนด้วยกัน สำหรับใครอยากนั่งรับลมเย็นๆ สามารถนั่งในโซนOutdoor หรือใครที่ชื่นชอบบรรยากาศสบายๆ ทางร้านก็มีโซนห้องแอร์ด้วยนะ     Figure 2โซนด้านนอก สามารถรับลมเย็นๆ พร้อมดูวิวพระอาทิตย์ตกดิน   เริ่มต้นกันด้วยเมนูสุดคลาสสิกอย่าง Mojjo Wings ปีกไก่ทอดราดด้วยซอสสุดชุ่มฉ่ำที่มาพร้อมกับซอสบลูชีสรสชาติเข้มข้นจะกินคู่กันหรือกินปีกไก่อย่างเดียวก็อร่อยทั้งสองแบบ   Figure 3Mojjo Wings   ถัดมา Mojjo Gourmet Pizza พิซซ่าแป้งบางกรอบกับชีสเยิ้มๆ ท็อปด้วยพาร์มาแฮมหอมๆ เป็นใครก็อดใจไม่ไหว ต่อด้วย Crispy Calamari ปลาหมึกชุบแป้งทอดเพิ่มความกรุบกรอบด้วยเกร็ดขนมปัง กินคู่กับซอสทาทาร์ ยิ่งทำให้เมนูนี้โดนใจสาวกอาหารทะเลไปเต็มๆ   Figure 4Mojjo Gourmet Pizza   Figure 5Crispy Calamari   เอาใจคนที่ชอบกินปลาทูน่าด้วย Classic Tuna Cevicehe คลุกเคล้าด้วยเครื่องเทศของไทย อย่างผักชี หอมแดง ต้นหอม เติมรสชาติด้วยพริกป่น เกลือ และผงมิกซ์ ไม่น่าเชื่อว่าวัตถุดิบที่ค่อนข้างจะแตกต่างกันแต่เมื่อปรุงรสแล้วก็เข้ากันได้ดี   Figure 6Classic Tuna Cevicehe   ตบท้าย Churros ขนมปังทอดกรอบคลุกเคล้าด้วยผงชินนามอนโรยด้วยน้ำตาลไอซิ่ง มาพร้อมกับช็อกโกแลตหอมๆ เข้ากันดีแบบสุดๆ เช่นกัน   Figure 7Churros   สำหรับนักดื่มทั้งหลาย MOJJO Rooftop Lounge & Bar ก็มีโซนบาร์สไตล์คลาสสิคหรูหราที่รวบรวมเครื่องดื่มจากทั่วโลกวางเรียงรายให้เราได้เลือกชิมกันอย่างเพลิดเพลินใจ ไม่ว่าจะเป็น เบียร์ วิสกี้ ค็อกเทล เหล้ารัม และสำหรับใครที่ไม่กินแอลกอฮอล์เขาก็มีเครื่องดื่มสมุนไพรอย่าง Refresher Mocktail น้ำอัญชันโฮมเมดไว้คอยบริการด้วยนะ       Figure 8Refresher Mocktail

บนความสูงของชั้น 25 โรงแรมสยามแอทสยามย่านปทุมวันแห่งนี้คือพื้นที่ของรูฟทอพบาร์ The Roof Gastro ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นมุมชิลเอาท์กลางใจเมืองที่วิวสวยมากที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ในมุมมองแบบ 360 องศาชนิดไร้สิ่งกีดขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้นั่งชมยอดภูเขาทองสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็นเปล่งประกายงดงามจรดพลบค่ำ ก่อนถูกแทนที่ด้วยแสงไฟระยิบระยับจากอาคารบ้านเรือนและรถราบนท้องถนนที่มีเสน่ห์ชวนมองไม่ต่างกัน วิวดีใจกลางมหานครกรุงเทพฯ แบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ เลย       ด้านอาหารนำเสนอสไตล์ Asean Tapaz เมนูกินง่ายอบอวลด้วยกลิ่นอาย Japanese Inspire ส่วนสายดื่มห้ามพลาดค็อกเทลสูตรพิเศษโดยเฉพาะ Hyper Local Cocktail 8 ชนิดที่รอให้คุณและผองเพื่อนมาลิ้มลอง     เริ่มต้นช่วงเวลาแห่งความสุขกับเมนู Salmon Crudo แซลมอนเกรดพรีเมียมหั่นเต๋าคลุกเคล้าเครื่องปรุงรสเน้นความจัดจ้านช่วยปลุกความสดชื่นหลังอ่อนล้าจากการทำงานมาทั้งวัน เสิร์ฟคู่นาโช่โรยชีสเยิ้มๆ เคี้ยวกรุบกรอบเค็มมัน     สำหรับคนรักเนื้อต้องลอง Beef Tataki Roll โรลเนื้อวากิวสุดนุ่ม เคี้ยวแต่ละคำชุ่มฉ่ำไปทั้งปาก จานนี้นำแรงบันดาลใจจากเมนูดั้งเดิมของญี่ปุ่นคือ beef tataki หรือเนื้อดิบมาปรับใหม่ในสไตล์ของร้านโดยเลือกใช้เนื้อวากิวมาย่างพอสะดุ้งไฟก่อนม้วนเป็นโรลสอดแทรกส่วนผสมที่ช่วยชูรสชาติของเนื้อชั้นดีให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น     เติมความสดชื่นอย่างต่อเนื่องกับ Chirashi Salad สลัดสไตล์ญี่ปุ่น ทีเด็ดยกให้ทูน่าเนื้อแน่นที่ใส่ให้เต็มที่ไม่มีหวง คลุกเคล้ากับอะโวคาโดและผักสลัดราดด้วยซอสพอนสึรสเปรี้ยวนิดหวานหน่อย จัดเป็นเมนูเพื่อสุขภาพที่กินได้มากแบบไม่ห่วงเรื่องอ้วน     Camenmbert Cheese Croquette ของทอดยอดนิยมควรกินตอนร้อนๆ เพราะจะยิ่งทวีความหอมอีกทั้งเนื้อสัมผัสจะยิ่งกรอบนอกยืดในจากไส้ชีสกาม็องแบร์ที่นุ่มมันสุดครีมมี่ ชีสเลิฟเวอร์ห้ามพลาด!     ด้านจานหลักอิ่มท้องต้องสั่ง Salmon & Green Tea Soba แซลมอนชิ้นใหญ่ย่างไฟพอให้ผิวนอกตึงกรอบส่วนด้านในรักษาความชุ่มฉ่ำชวนกินไว้ วางมาบนเส้นโซบะชาเขียวที่เหนียวนุ่ม เคี้ยวลื่นคอ จับถูกคู่ก็ยิ่งชูรส     นอกจากจานเด่นในคอนเซ็ปต์ Japanese Inspire ไฮไลท์ของรูฟทอปแห่งนี้คงต้องยกให้เหล่าค็อกเทลหลากสีสันที่สั่งมาจิบได้ไม่ซ้ำตลอดค่ำคืน ตัวอย่างเช่นซิกเนเจอร์สีแดงสดใสแก้วนี้ Siam@Siam Delight สัมผัสความนุ่มละมุนชวนเคลิบเคลิ้มตั้งแต่จิบแรกจนถึงหยดสุดท้าย จากส่วนผสมที่ลงตัวของเตกิล่า น้ำส้ม น้ำแอปเปิ้ล และเหล้ากลิ่นส้ม ดีงามจนไม่อยากลุกไปไหน!  

  คงเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นไม่น้อยถ้ากำลังเดินทอดน่องอยู่บนถนนสุขุมวิทใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯอยู่ดีๆ เพียงเปิดประตูเข้ามาในร้านนี้ความรู้สึกแรกเหมือนตัวเองเดินทะลุมิติมาอยู่ใจกลางกรุงนิวเดลีที่อบอวลด้วยกลิ่นอายของดินแดนภารตะยังไงยังงั้น ด้วยสไตล์การตกแต่งร้านราวกับยกมาทุกสิ่งอย่างไม่เว้นแม้กระทั่งพนักงานหนุ่มน้อยผิวเข้มตาคมที่ยืนคอยให้บริการอย่างสุภาพและเป็นกันเอง       จากวันแรกเปิดร้านต่อเนื่องยาวนานถึงวันนี้ก็นับได้ 40 กว่าปีแล้ว ถือเป็นร้านเก่าแก่ที่สุดในถนนสุขุมวิทซอย 3 โดยยังคงรักษาบรรยากาศแบบดั้งเดิมไว้ไม่ผิดเพี้ยนเช่นเดียวกับเมนูอาหารอินเดียและปากีสถานที่ยังคงรสชาติเข้มข้นแบบต้นตำรับ นอกจากนี้ยังเพิ่มจานเด็ดนานาชาติไว้รองรับผู้มาเยือนที่มีทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวจากหลากหลายประเทศให้เลือกสั่งได้ตามชอบ     เมนูแรกเสิร์ฟมาแบบยกหม้อ Butter Chicken ไก่ทันดูรีในน้ำแกงเข้มข้นจากส่วนผสมของวิปครีมและโยเกิร์ต กลิ่นหอมเครื่องเทศจางๆ ปลุกน้ำย่อยให้เต้นตูมตามทีเดียว     หรือถ้ามาหลายคนสนใจจะแชร์อาหารร่วมกันแนะนำ Special Tandoori Mix ประกอบด้วย อาหารประเภทเนื้อย่างหอมๆ  ได้แก่ เนื้อไก่ เนื้อแพะ และเนื้อปลา ย่างด้วยเตาทันดูรีที่รักษาความชุ่มฉ่ำของเนื้อสัตว์ไว้ภายใต้หนังกรอบตึง ต่อด้วยแกง 3 อย่าง ได้แก่ แกงไก่ แกงกระเจี๊ยบ และแกงถั่ว กินคู่ข้าวผัดกับหญ้าฝรั่น แป้งนาน โยเกิร์ตใส่สลัด และของหวานกุหลาบจามุน     สำหรับอาหารจานเดียวยอดนิยม ได้แก่ Chicken Hyderabadi Biriyani ข้าวหมกไก่หุงจากข้าวบัสมาติ กินคู่ไก่น่องโต โรยหอมเจียวและผักชี ส่วนน้ำจิ้มชูรสยกให้น้ำจิ้มสะระแหน่ อย่าลืมกินแกล้มหอมดองช่วยตัดเลี่ยนหรือหากต้องการเพิ่มดีกรีความจี๊ดจ๊าดก็มีพริกกับมะนาวที่พร้อมประจำการอยู่ทุกโต๊ะแล้ว  

ใครที่หลงรักกาแฟและอาหารหน้าตาดีอย่าลืมลิสต์ร้านนี้ไว้ในไดอารี่อย่างเด็ดขาด เพราะถ้าใครเคยติดใจรสชาติของอาหารเช้าแสนอร่อยที่ Kay’s Boutique Breakfast กันมาแล้ว เราขอบอกดังๆ ว่าตอนนี้เขามีสาขาใหม่ที่ Central Embassy เป็นที่เรียบร้อย       Kay’s Boutique Café นับเป็นส่วนต่อขยายความอร่อยจากคอนเซปต์ All Day Breakfast ให้เป็น All Day Dining หลังจากที่ร้านนี้เคยประสบความสำเร็จจากการชิมลางลองเปิดป็อบอัพเฉพาะกิจ 3 เดือนที่นิวยอร์กมาก่อนหน้า ที่นี่จึงมาในมาดของคาเฟ่สุดชิลล์พร้อมวิวแสนสวยและอาหารที่ไม่ลองคงไม่ได้       ไม่ว่าจะเป็น AVO-KAY-DO Toast (255 บาท) กุ้งทาร์ทาร์ที่ปรุงให้มีรสชาติเปรี้ยวๆ เผ็ดๆ คล้ายยำที่ให้รสอร่อยคุ้นลิ้น แต่ก็แอบแฝงความนัวและนุ่มนวลด้วยเนื้ออะโวคาโดและไข่แดงของไข่ลวกมาให้คลุกเคล้า เสิร์ฟพร้อมขนมปังซาวร์โดห์กรอบๆ มาตัดรสชาติ หรือจะมาอิ่มน้อยๆ กับของกินเล่นเบาๆ อย่าง Corn Truffle Flatbread (150 บาท) ขนมปังแฟลตเบรดแผ่นบางกรอบหน้าข้าวโพดอบชีสกรุ่นกลิ่นหอมของเห็ดทรัฟเฟิล       ก่อนจะตามด้วย Vodka Salmon Pesto Linguine (250 บาท) พาสต้าลิงกวินี่ในซอสมะเขือเทศที่เติมวอดก้าลงไปเพื่อดึงรสชาติหวานๆ ของมะเขือเทศให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ก่อนจะเจือด้วยรสเผ็ดหอมของซอสเพสโต้ผัดจนแห้ง แถมยังเสิร์ฟพร้อมกับแซลมอนย่างชิ้นโตให้กินอิ่มกันแบบจุใจ     แต่ถ้าชอบเมนูข้าวก็อย่าลืมสั่ง Teriyaki Beef (210 บาท) เมนูสุดครีเอตที่นำเอาข้าวญี่ปุ่นมาทำให้มีความกรอบนอกนุ่มในคล้ายข้าวจี่ ก่อนวางท็อปด้วยเนื้อวัวนุ่มๆ ฉ่ำซอสเทอริยากิรสออกเค็มน้อยๆ เสิร์ฟพร้อมไข่ลวกที่จะได้ยางมะตูมมาเติมความหวานมันให้กับจานนี้     ส่วนสายหวานก็ห้ามพลาด Ultimate French Toast (160 บาท) โทสต์สูตรซิกเนเจอร์ที่โดดเด่นด้วยความนุ่มหอมเนยของขนมปังบริยอชโฮมเมดที่มาพร้อมความหวานมันของกล้วยหอม เบคอน และอัลมอนด์กรุบกรอบ ก่อนจะผสานความหวานนุ่มละมุนจากครีมและไอศกรีมวานิลลา ร่วมด้วย The Hulk (165 บาท) เครื่องดื่มสูตรซิกเนเจอร์รสขมอมหวานที่ผสานชาเขียวแท้และช็อกโกแลตเบลเยี่ยมมาไว้ด้วยกัน       ก่อนจะปิดท้ายด้วย B.O.M.B. Bassy (165 บาท) ความอร่อยที่จะทำให้ช็อกโกแลตเลิฟเวอร์ต้องร้องว้าว! จากความสดชื่นหอมหวานมันของช็อกโกแลตเบลเยี่ยมที่ผสมผสานกับโอรีโอ พุดดิ้งนม และแบล็คทรัฟเฟิลที่เราขอบอกว่าเข้มข้นไม่เหมือนใครจริงๆ  

ไม่ต้องนั่งไทม์แมชชีนก็ย้อนเวลาไปสัมผัสบรรยากาศของย่านเยาวราชสมัย พ.ศ.2510 ที่เต็มไปด้วยสีสันความสนุกสนานกันได้ที่ร้านนายห้าง โครงการล้ง 1919       ภายในร้านผสมผสานกลิ่นอายในอดีตเข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว เริ่มจากโต๊ะเก้าอี้ต่างที่มาแต่จับเข้าคู่กันได้อย่างมีสไตล์ได้อารมณ์เหมือนนั่งอยู่ในร้านสตรีทฟู้ดสมัยเก่า ยังมีภาพเขียนสีสดใสบอกเล่าเรื่องราวของชุมชนชาวจีนในสยามที่ชวนให้คิดถึงวันวานเรื่อยไปจนถึงไฟนีออนคุ้นตาในยามค่ำคืนอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่บอกให้รู้ว่าเรามาถึงถนนสายนี้แล้ว จุดเด่นของร้านยังอยู่ที่ความโปร่งโล่งชวนผ่อนคลายจากหลังคาสูงซึ่งเป็นโครงสร้างโกดังเดิม การจัดวางโต๊ะเก้าอี้ที่ตั้งใจทิ้งระยะห่างให้นั่งยืดแขนขาสบายไม่อึดอัดและไม่รบกวนโต๊ะข้างเคียง จะนั่งพูดคุยอย่างออกรสหรือนั่งชมของสะสมแปลกตาที่ส่วนใหญ่เป็นเครื่องใช้ไม้สอยที่อดีตเคยใช้งานได้จริงก็ล้วนเพลิดเพลินไม่ต่างกัน       จานเด่นประจำร้านคือการรวมสุดยอดของดีเยาวราชมาไว้ในที่เดียว ไม่ทิ้งทั้งเมนูริมทางไปจนถึงเมนูดังในภัตตาคาร ผ่านการนำเสนอแบบผสมผสานได้อย่างลงตัวและชวนน้ำลายสอสุดๆ เริ่มปลุกน้ำย่อยให้ตื่นตัวกับขนมจีบทอด ขนมจีบไส้หมูสับปรุงรสกลมกล่อมที่เปลี่ยนจากวิธีนึ่งมาเป็นทอด เพิ่มกิมมิกชวนกินยิ่งขึ้นด้วยกระเทียมกลีบใหญ่ฝานเป็นแผ่นบางทอดกรอบ ชูรสชาติอีกนิดด้วยน้ำจิ้มหอมๆ [readmore]   อีหมี่ บะหมี่ไข่ทอดด้วยไฟอ่อนเพื่อคงความกรอบนอกนุ่มใน ทอปด้วยเนื้อปูก้อนกับหมูแฮม คนจีนนิยมโรยน้ำตาลทรายนิดจิ๊กโฉ่วหน่อย เพิ่มรสเค็มหวานมันกำลังดี     จานโปรดของทุกคนในครอบครัวยกให้หมูกรอบเปรี้ยวหวาน ทางร้านใช้หมูสันในสไลด์บางผสานเทคนิคการทอดเฉพาะตัวเพื่อให้ได้หมูกรุบกรอบไร้ความมันส่วนเกิน ราดด้วยซอสเปรี้ยวหวานผัดกับพริกหวาน หอมหัวใหญ่ และมะเขือเทศเชอร์รี     หอยนางรมชมรัง แป้งออส่วนนุ่มหนึบกินลื่นคอ ใส่หอยนางรมตัวใหญ่เนื้อสดหวานไร้กลิ่นคาวกวนใจ เสิร์ฟเก๋ไก๋ในรังนกทำจากแป้งทอดกรอบ อย่าลืมเหยาะซอสพริกเพิ่มความอร่อยแบบทวีคูณ     ซุปบะกุ๊ดเต๋ ซี่โครงหมูตุ๋นยาจีน เมนูเพื่อสุขภาพที่มาพร้อมรสชาติกลมกล่อมจากการตุ๋นเครื่องยาจีนหลายชนิดด้วยไฟอ่อนนานกว่าครึ่งวัน ชูรสชาติเพิ่มตามชอบมีให้เลือกทั้งน้ำส้มและซีอิ๊วดำ เสิร์ฟพร้อมปาท่องโก๋ จับคู่กินก็ฟินได้ใจ     ต่อด้วยผัดไทยกุ้งแม่น้ำย่าง เส้นจันท์เหนียวนุ่มผัดกับซอสสูตรเด็ดของร้าน คั่วจนแห้งพอได้กลิ่นหอมรีบใส่ถั่วงอกผัดพอสะดุ้งจัดเสิร์ฟพร้อมกุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ไซส์พิเศษ ใครชอบความจี๊ดบีบมะนาวอีกหน่อยอร่อยสุดขีด     จบของคาวต่อด้วยของหวานล้างปากอย่างบัวลอยน้ำขิง บัวลอยลูกโตไส้งาหอมๆ เสียบไม้คล้ายดังโงะขนมญี่ปุ่นสุดอร่อย แต่บอกเลยเมนูนี้ระดับความฟินไม่เป็นรองกัน ทั้งหวานนุ่มเนียนลิ้นกินคู่น้ำขิงรสเผ็ดร้อน ซดคล่องคอชื่นใจแถมสบายท้องอีกต่างหาก     สำหรับเครื่องดื่มยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของวันวาน อาทิ กาแฟเย็นอัญชัน น้ำอัญชันสลับชั้นด้วยนมสด ตามด้วยเอสเปรสโซช็อตเข้มข้น เมื่อผสมเข้าด้วยกันก็ได้ความเข้มข้นหวานมันพอดี     น้ำอ้อยเฉาก๊วย น้ำอ้อยบีบสดจากต้นได้รสหวานตามธรรมชาติ ใส่เฉาก๊วยแท้แก้ร้อนในมาให้เคี้ยวเล่นหนึบหนับ ปิดท้ายด้วย มะนาวโซดาอัญชัน เติมความสดชื่นได้ทุกครั้งที่ต้องการ     [/readmore]

วันไหนที่ว้าวุ่นหัวใจหรือบรรยากาศไม่เป็นใจให้เรารู้สึกสงบเอาเสียเลย ลองแวะมานั่งผ่อนคลายในบ้านหลังที่ 2 ของคุณรัตน์ โอสถานุเคราะห์กันดูไหม ที่นี่เป็นร้านอาหารไทยและตะวันตกที่คุณรัตน์ออกแบบเอาไว้ให้ทุกคนมานั่งกินข้าวฟิลเหมือนอยู่บ้าน โดยจัดมุมในร้านไว้ทั้งโซนห้องนั่งเล่น มีโซฟานุ่มๆ นั่งสบายกับโฮมเธียร์เตอร์ขนาดใหญ่ให้เอกเขนกกัน หรือจะเป็นมุมบาร์ไว้ดื่มเครื่องดื่มแก้วโปรดแบบเพลิดๆ เมื่อเริ่มได้ที่ก็มูฟไปต่อที่ห้องพลูได้เลย         ส่วนอาหารมีทั้งอาหารไทยและตะวันตกแบบโฮมเมดที่คุณรัตน์ยกสูตรประจำบ้านมาให้เราชิมกัน อย่าง Tortilla Duck Nacho with Cheddar Cheese and Tomato Salsa แป้งตอร์ติลญ่าทอดกรอบ ราดซอสเชดดาร์ชีสรสนวล แล้วทอปด้วยเนื้อเป็ดตุ๋นสมุนไพรแม็กซิกันหอมๆ กับซัลซ่ามะเขือเทศ กินแล้วสดชื่น อีกจานเป็น Dream Noodles บะหมี่ปูหมูหวานสูตรสมัยคุณปู่ บะหมี่เคี้ยวหนุบหนับ ลงตัวมากขึ้นด้วยหมูหวานสูตรพิเศษและเนื้อปู       Dreamloft Rigatoni Tiger Prawn with Wasabi Cream Sauce เราว่าดีงาม ซอสวาซาบิรสเข้มข้นเมื่อคลุกเคล้ากับเส้นพาสต้า ไข่ปลาแซลมอน และกุ้งลายเสือเนื้อเด้งตัวโตแล้วเข้ากันอย่าบอกใคร     ก่อนปิดท้ายด้วยของหวานอย่าง Love Potion No.9 ไวท์ช็อกโกแลตลาวาเข้าคู่กันกับซอสเบอร์รีรสอมเปรี้ยวอมหวานได้กลมกลืน ยิ่งกินกับไอศกรีมวานิลลาด้วยแล้วเย็นฉ่ำชื่นใจเป็นที่สุด แถมใครที่มาเป็นโต๊ะแรกในวันเสาร์และอาทิตย์สามารถรับของหวาน 1 เมนูฟรีๆ ไปได้เลย! หรือถ้าหากอยากชิมหลาย เมนูหน่อย เราแนะนำให้ลอง Lunch Set ราคา 499 บาท (net) ช่วง 11.00-14.30 น. รับรองว่าดีงามไม่แพ้กันแน่นอน!  

ใครเป็นแฟนคลับ Changwon Express ร้านแฮงก์เอาต์ขนาดกะทัดรัดติด MRT เพชรบุรี ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาทำความรู้จักกับ Changwon Express at Flow House สาขาใหม่เอี่ยมบนชั้น 2 ของ Flow House Bangkok แหล่งโต้คลื่นกลางกรุงเทพฯ ซึ่งคุณเท็ดเจ้าของร้านชาวเกาหลีสุดเท่ ตั้งใจนำเสนอชางวอนในคอนเซ็ปต์ใหม่ที่สนุกขึ้น (และกว้างขึ้นมาก) ที่นี่จึงให้อารมณ์บีชบาร์จิบเบียร์ไปด้วย มองคนเล่นเซิร์ฟไปแบบเพลินๆ เหมือนอยู่แถวฮาวายอย่างไรอย่างนั้น!       สิ่งดึงดูดสายตาแรกเมื่อก้าวมาด้านใน คงหนีไม่พ้นแท็ปเบียร์ที่มีมากถึง 30 แท็ป ที่ควบคุมอุณหภูมิของเบียร์ได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะคราฟต์เบียร์ไทยที่คุณเท็ดการันตีว่ารสชาติไม่แพ้ของชาติอื่น  อาทิ Changwon Express Asoke Pale Ale เบียร์ซิกเนเจอร์ซึ่งสื่อถึงที่ตั้งของสาขาแรกอันขึ้นชื่อลือชาว่ารถติดสาหัส แก้วนี้จึงให้ความสดชื่น จิบง่าย มีปลายขมเล็กๆ และไปได้ดีกับอาหารหลายจาน ส่วนใครอยากเพิ่มความหนักขึ้นอีกนิด แนะนำ Changwon Express Chaopraya Stout เบียร์ดำชื่อแสบๆ คันๆ ที่มีกลิ่นของกาแฟและช็อกโกแลต         ข้ามมาดูฝั่งอาหารกันบ้าง สาขานี้เพิ่มความหลากหลายให้มากขึ้น ทั้งเมนูตะวันตกและตะวันออก ซึ่งต่างจากสาขาแรกที่เน้นความเป็นเกาหลี-เม็กซิกัน เริ่มต้นด้วย Chicken Wings ใครเคยติดใจไก่ทอดสไตล์เกาหลีจากชางวอนสาขาแรก ลองเปลี่ยนมาชิมปีกไก่ทอดแบบไทยดูบ้าง ทอดให้หนังกรอบ รสชาติออกเค็มนิดๆ ไปด้วยกันได้ดีกับเบียร์ของทางร้าน ต่อด้วย Ham & Bacon Olio Spaghetti สปาเกตตีจานเด็ดที่ให้เราสาวเส้นได้ยาวๆ และที่เหมาะกับแก๊งเพื่อนต้องยกให้ Napoli Pizza พิซซ่าแป้งบางกรอบ ท็อปด้วยเปเปอร์โรนี เห็ด มะกอกดำ และมอซซาเรลล่า         พร้อยลุยปาร์ตี้ได้อีกยาว

Passion + Craftmanship + Experience ความหลงใหล งานฝีมือ และประสบการณ์ คือสิ่งที่เรามองหาได้จากที่นี่ Café Leitz by Pacamara คือการรวมตัวกันของ Leica Camara Thailand ฐานะผู้ดูแลแบรนด์ Laica ในประเทศไทย กับ Pacamara Coffee Roaster ผู้จำหน่ายเมล็ดกาแฟชื่อดังและเป็นผู้นำร้านกาแฟประเภท Specialty อย่างลึกซึ้ง เมื่อทั้งสองแบรนด์ที่เป็นสุดยอดมารวมตัวกันจึงเกิดขึ้นเป็นไลฟ์สไตล์คาเฟ่ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การกินดื่มเท่านั้น แต่ยังชูไฮไลต์ด้วยการเพิ่มประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ซึ่งสะท้อนผ่านคาแรกเตอร์ของไลก้าและพาคามาร่าอย่างแท้จริง         ความโดดเด่นของ Café Leitz by Pacamara ที่เราชอบนอกจากเป็นคอมมูนิตี้ไว้พบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของกลุ่มคนรักไลก้าในบรรยากาศโคซี่ รีแล็กซ์ จะเลือกนั่งเอ้าท์ดอร์ก็รับลมเย็นสบายผิวแล้ว ที่นี่ยังมีบริการให้เราทดลองเล่นกล้องไลก้า (ครบทุกรุ่น) ตัวที่เราเล็งเอาไว้ อีกทั้งถ้าหากใครสนใจเรียนรู้เทคนิคการใช้งานกล้องไลก้าเบื้องต้นจนถึงขั้นแอดวานซ์ก็มีเวิร์คชอปชื่อ Lrica Akademie ไว้บริการ แถมยังมี Exhibition เล็กๆ ในร้านไว้ติดภาพดีภาพเด่นของใครที่ลงเวิร์คชอปกับทางไลก้าแล้วโดนใจกรรมการอีกด้วย         ส่วนอีกหนึ่งความประทับใจที่เราไม่พูดถึงไม่ได้คือ คาเฟ่บาร์ ที่ดูแลโดยแบรนด์พาคามาร่าที่คอกาแฟรู้จักกันดี มาครั้งนี้จัดเต็มทั้งเครื่องดื่มและอาหารที่ดูเรียบง่ายแต่มีลูกเล่นด้วยมิติทางรสชาติมากมายใน 1 คำ เช่น E-san Pasta เส้นพาสตาผัดคลุกเคล้ากับเครื่องเทศหอมกรุ่น แหนมหมูรสเปรี้ยว ปลาร้ารสนัว กินกับกุ้งแม่น้ำย่าง มันกุ้งฉ่ำๆ ต่อด้วยข้าวหมูฮ้อง ข้าวสวยปรุงรสเข้ากันกับเนื้อหมูและหมูสามชั้นตุ๋นเครื่องเทศนุ่มๆ จากการซูวีด หมูรสเค็มหวานเหมาะมากกับพริกน้ำส้มและอาจาดที่เสิร์ฟมาด้วยกัน       ส่วนของหวานเราแนะนำ Tarte au Citron เลมอนทาร์ตเคี้ยวกรุบกรอบรสเปรี้ยวอมหวาน หอมกลิ่นซีตรัสจากเลมอน เสิร์ฟพร้อมเมอแรงก์รสหวานแบบพอเหมาะ ถ้าสั่ง Old Fashion มาดื่มด้วยกันยิ่งดีเข้าไปใหญ่ กาแฟสกัดเย็นด้วยโคล่าหอมกลิ่นเกรปฟรุต มะนาว วานิลลา และเมเปิลไซรัป ท็อปด้วยโทนิกและผิวส้มดื่มแล้วสดชื่นที่สุด หรือใครชอบกาแฟรสนุ่มต้องลอง Cortado Orange กาแฟเอสเปรสโซเข้มข้นจากโรงคั่วพาคามาร่าเพิ่มรสด้วยนมสูตรพิเศษ เติมความหอมด้วยผิวส้มอีกหน่อย กินกับส้มสดที่เสิร์ฟมาพร้อมกัน อยากกลับมาดื่มซ้ำๆ ก็คราวนี้!      

มื้อที่เราจะเต็มที่กับตัวเองได้อย่างสบายใจ ต้องยกให้ “ซันเดย์บรันช์” (Sunday Brunch) เพราะท้องยังว่างหลังจากตื่นนอน แล้วยังมีเวลาให้ย่อยไปอีกยาวๆ ด้วยเหตุนี้ ซันเดย์บรันช์ บุฟเฟต์ จึงเป็นอะไรที่ลงตัวสำหรับทั้งเพื่อนฝูงและครอบครัวที่ชื่นชอบของกินอร่อยๆ ได้กินอาหารตามที่แต่ละคนชอบแถมยังนั่งคุยนั่งชิลกันได้ตลอดบ่าย ใครที่กำลังมองหาซันเดย์บรันช์ที่คุ้มค่า อาหารอร่อย วิวงามๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ลองมาที่ เน็กซ์ทู คาเฟ่ (Next2 Café) โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ ที่เพิ่งเปิดตัวซิกเนเจอร์เมนูใหม่ล่าสุดสำหรับซันเดย์บรันช์ นั่นคือ “ล็อบสเตอร์ออมเล็ต” ออมเล็ตนุ่มละมุนลิ้นสอดไส้ชิ้นกุ้งล็อบสเตอร์ชิ้นโตตักแล้วเจอทุกคำ ทอปด้วยซอสฮอลแลนเดสรสออกมันๆ เปรี้ยวนิดๆ โรยด้วยไข่กุ้งกรุบๆ ทำสดใหม่เมื่อสั่งออร์เดอร์เท่านั้น แล้วค่อยๆ ไล่ลำดับความเข้มข้นด้วย “ล็อบสเตอร์เทอร์มิดอร์” กุ้งล็อบสเตอร์ย่างอบด้วยชีสแบบแน่นๆ เน้นๆ เนื้อกุ้งแกะมาให้แล้ว ย่างสุกกำลังดีไม่เหนียวเลย และ “ล็อบสเตอร์บิส” ซุปกุ้งล็อบสเตอร์รสเข้มข้น เป็นเมนูใหม่ที่คนรักล็อบสเตอร์โดนใจเต็มๆ         ต่อด้วยอีกเมนูที่ห้ามพลาดสำหรับคนรักเนื้อ “เนื้อวัวแองกัสย่าง” ใช้เนื้อวัวนำเข้าจากออสเตรเลีย เนื้อด้านในนุ่มชุ่มฉ่ำ เสิร์ฟคู่กับซอสเกรวีหรือซอสพริกไทย และยอร์คเชอร์พุดดิ้ง ส่วนใครที่ชอบฟัวกราส์ต้องลองเมนู “ฟัวกราส์กระทะร้อน” นำฟัวกราส์ชิ้นหนามานาบกระทะ แล้วประกบด้วยขนมปังเนื้อบางเบาทาเนยนาบกระทะจนผิวกรอบๆ เท่านี้ก็ฟินแล้ว         ด้านไลน์อาหารที่นี่นำเสนอเมนูอาหารนานาชาติที่เรียกว่าครบครัน ทั้งมุมซีฟู้ดออนไอซ์สดใหม่ นอกจากกุ้งและปู ยังมีก้ามล็อบสเตอร์ ขาปูทาราบะ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ เสิร์ฟกับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสดี มุมหอยนางรมสดก็มีหอยนางรมให้เลือกหลายสายพันธุ์ทั้งจากฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และอเมริกา ส่วนสเตชั่นอาหารญี่ปุ่นมีซูชิและซาชิมิหลากหลายดี สเตชั่นอาหารจีนมีเป็ดปักกิ่งอุ่นในซึ้งเสิร์ฟร้อนๆ ตลอดเวลา สเตชั่นอาหารอินเดียนี่เรียกว่าดีงามมากทีเดียว ไก่ย่างทันดูรีเนื้อนุ่ม แกงก็รสชาติเข้มข้น กินกับแป้งนาน ชัทนีย์ และหอมแดงดอง นอกจากนี้ยังมีสเตชั่นบาร์บีคิว สเตชั่นอาหารยุโรป สเตชั่นอาหารไทย สเตชั่นอาหารสไตล์เอเชีย ที่มีจานเด่นอย่างข้าววมันไก่ไหหลำและก๋วยเตี๋ยวน้ำด้วย           ถึงจะมีเมนูให้เลือกมากขนาดนี้ แต่สายแข็งอย่างเพิ่งยอมแพ้ เพราะไลน์ของหวานและชีสของที่นี่ก็เรียงรายรอให้ชิมกันอย่างเพียบ! เริ่มด้วย ตู้ไอศกรีมสไตล์โฮมเมด 12 รสชาติ ที่หมุนวนให้เลือกจนเลือกไม่ถูกเลยทีเดียว ตามด้วยขนมหวานสไตล์ฝรั่งเศสทั้งเค้กและมูสต่างๆ มาการอง ช็อกโกแลตฟาวเทน เตอร์กิชดีไลท์ อย่าพลาดเค้กช็อคโกแลตลาวาที่อร่อยมากๆ และยังมีมุมขนมไทย พร้อมด้วยข้าวเหนียวหน้าต่างๆ รวมทั้งข้าวเหนียวมะม่วง ซึ่งจะปอกให้ใหม่ๆ เมื่อมีออร์เดอร์ด้วย             นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายนเป็นต้นไป เราอยากชวนให้บ้านที่มีน้องๆ เด็กๆ พาลูกหลานมาด้วย เพราะตอนนี้ทางเน็กซ์ทู คาเฟ่ ร่วมกับโครงการ “เอเลเฟนท์ พาเหรด®” Elephant Parade® โครงการไม่แสวงหาผลกำไรที่มีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปหันมาให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ช้าง ด้วยการร่วมกันช่วยเหลือช้างที่เจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บ รวมถึงลดความรุนแรงที่เกิดกับช้าง ด้วยการดำเนินโครงการในลักษณะการจัดนิทรรศการผลงานศิลปะบนรูปปั้นช้างที่ได้รับการออกแบบและตกแต่งโดยนักออกแบบ ศิลปิน และบุคคลมีชื่อเสียงทั่วโลก จัดกิจกรรมระบายสีรูปปั้นช้าง โดยได้จัดเตรียมพื้นที่ อุปกรณ์ระบายสี และรูปปั้นช้างเรซิ่น (ขนาดเริ่มต้น 15 เซนติเมตร ราคาตัวละ 1,000บาท) และผ้ากันเปื้อนไว้ให้พร้อมสรรพ รอแค่ทุกท่านมาปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์วาดลงไปบนตัวช้าง เป็นกิจกรรมที่เด็กๆ ก็ชื่นชอบ ผู้ใหญ่ก็สนุก นอกจากนี้ จำนวนเงิน 20% จากกำไรสุทธิจะนำไปบริจาคเพื่อกิจกรรมในโครงการสวัสดิการและอนุรักษ์ช้างในเอเชียต่อไป         บุฟเฟต์มื้อสายวันอาทิตย์ที่เน็กซ์ทู คาเฟ่ รังสรรค์โดย เชฟมาร์ค ซีโบรวีอุส หัวหน้าพ่อครัวใหญ่ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ สำหรับผู้ใหญ่ราคาท่านละ 2,888 บาทถ้วน และเด็กที่มีอายุระหว่าง 4 ปี – 11 ปี ราคาท่านละ 1,444 บาท 

เชื่อว่าหากใครได้มาเยือน A Clay Café คงต้องตกหลุมรักที่นี่อย่างถอนตัวไม่ขึ้น เพราะคาเฟ่ที่รีโนเวตจากบ้านหลังเก่าบนถนนสาทรแห่งนี้ไม่ได้มีดีแค่อาหารและเครื่องโฮมเมดสุดอร่อยเท่านั้น หากแต่ยังเป็นที่ตั้งของร้านเซรามิคสุดน่ารักและแกลอรี่แสดงผลงานศิลปะที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาให้ชมและติดตามกันอย่างสนุก           เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นร้านเซรามิคทั้งที แน่นอนว่าจุดเด่นของอาหารของเลยอยู่ที่การเอาจานชามใบเก๋มาใช้นำเสนอเมนูแสนอร่อย อาหารแต่ละจานก็เลยเหมือนงานโชว์เคสขนาดย่อมอะไรอย่างนั้น เรามาเริ่มกันด้วย สตูเนื้อบดกับตอร์ติญาชิป (180 บาท) อาหารกินเล่นที่เหมาะแบ่งปันกับกลุ่มเพื่อนอย่างที่สุด ด้วยการนำความกรุบกรอบของตอร์ติญาชิปมาจับคู่กับ Chili con Carne สตูเนื้อรสเผ็ดปลายลิ้น     ต่อด้วย เส้นหมี่ซี่โครงอ่อนตุ๋น (125 บาท) เมนูเด็ดที่นำซี่โครงตุ๋นไฟอ่อนนานกว่า 7 ชั่วโมงมาเสิร์ฟกับเส้นหมี่เหนียวนุ่ม ก่อนจะราดด้วยกระเทียมเจียวชุดใหญ่ เสิร์ฟพร้อมกับน้ำจิ้มรสเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดเพื่อตัดกับรสชาติเค็มๆ ของซี่โครงอ่อน ส่วนคออาหารไทยก็ต้องลอง ข้าวผัดน้ำพริกกุ้งเสียบ (160 บาท) ข้าวผัดน้ำพริกรสจัดจ้านที่ส่งตรงรสชาติความอร่อยจากภูเก็ตกินคู่กับไข่ต้มยางมะตูมและกุ้งสดตัวโตเนื้อแน่นๆ       ส่วนคนรักของหวานก็ห้ามพลาด Sea Salt Sundae (95 บาท) ไอศกรีมโฮมเมดรสซีซอลต์รสหวานนุ่มเจือรสเค็มนิดๆ ที่เพิ่มความสนุกด้วยแครกเกอร์กรุบกรอบและเสาวรสสด แต่ถ้าชอบความเข้มก็ขอแนะนำ Chocolate Best Day (195 บาท) เค้กช็อกโกแลตเนื้อหนึบที่เพิ่มความอร่อยด้วยซอสช็อกโกแลตที่เข้มข้นยิ่งกว่า ก่อนจะตัดรสด้วยความหวานละมุนของครีมสดและสตรอว์เบอร์รี่       กินของหวานกันจนจุใจแล้วก็อย่าลืมลองจิบชาออร์แกนิค (150 บาท) จากเชียงใหม่ที่มีให้เสิร์ฟมาในแก้วชาใบเล็กลายน่าหยิกที่เราได้ลองเป็น Mountain Blend ชาเขียวผสมชาขาวและดอกไม้ให้ความสดชื่นอบอุ่นหอมน้อยๆ แต่รสหวานละมุน     รวมทั้งเมนูใหม่ล่าสุดอย่าง Tropical Coffee (150 บาท) กาแฟรสชาติแบบอะโลฮ่าด้วยกาแฟอาราบิก้าจากจันทบุรีที่โดดเด่นในรสฟรุตตี้มาผสานกับน้ำสับปะรดเพิ่มความด้วยคาราเมล ให้ความสดชื่นเปรี้ยวอมหวาน แถมยังเสิร์ฟพร้อมชิ้นสับปะรดย่างให้มากินกันเพลินอีกด้วย  

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งร้านอร่อยที่คนรักเนื้อควรแวะไปลอง สำหรับ “แนบเนื้อ Meat & Co.” สเต๊กเฮาส์ระดับคุณภาพใกล้มหาวิทยาลัยรังสิตที่คัดสรรเนื้อคุณภาพดีจากหลากหลายประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และไทยมาปรุงเป็นเมนูเด็ดเน้นรสชาติเข้มข้นจัดจ้านถูกปากคนไทย แต่ยังคงความอร่อยของเนื้อชั้นดีไว้อย่างครบถ้วน         โดย คุณพีท เจ้าของร้านที่ควบตำแหน่งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน นำประสบการณ์การเดินทางและความหลงใหลในอาหารมาผสานเข้าด้วยกันจนกลายเป็นจานเด็ดที่อร่อยไม่เหมือนใคร       แต่หากไม่ใช่สายเนื้อก็ไม่ต้องกังวล เพราะที่นี่มีจานเด่นให้เลือกอร่อยทั้งหมู ไก่ และซีฟู้ด โดยเฉพาะคนรักอาหารทะเลเป็นต้องถูกใจกับเมนูยอดนิยมอย่าง Lobster Soup ซุปเนื้อเนียนหอมกลมกล่อมทำจากเปลือกกุ้งลอบสเตอร์เคี่ยวกับคุกกิงครีมคุณภาพดี และ Razor Clam with Cream Sauce หอยไม้ไผ่อบกับครีมซอสไวน์ขาวสไตล์ฝรั่งเศสที่เข้ากันได้ลงตัว       ส่วนคนรักเส้นต้องลอง Spaghetti Seafood in Spicy Cream Sauce เส้นสปาเกตตีเหนียวนุ่มคลุกเคล้าครีมซอสเผ็ดเข้มข้น มาพร้อมกุ้ง ปลาหมึก และหอยแมลงภู่ตัวโต ที่ขอบอกว่าอร่อยสุดๆ     สนับสนุนผลิตภัณฑ์โดย

“Bubbles Restaurant” ห้องอาหารนานาชาติบรรยากาศร่วมสมัยนั่งสบายแห่งแกรนด์ เมอร์เคียว ภูเก็ต ป่าตอง รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า ที่พร้อมเสิร์ฟเมนูอร่อยไม่เหมือนใคร โดยผสมผสานกลิ่นอายของอาหารเมดิเตอร์เรเนียน ยูโรเปียน เอเชียน ไทย และอาหารท้องถิ่นบนเกาะภูเก็ตได้อย่างลงตัว โดยมีโซนที่นั่งทั้งภายในห้องปรับอากาศและด้านนอกริมสระว่ายน้ำให้เลือกผ่อนคลายกันได้อย่างเพลิดเพลิน       ใครชอบเมนูกินเล่นเบาๆ เราแนะนำเมนูทาปาสเพื่อสุขภาพอย่าง Avocado Bruschetta อะโวคาโดสดผสมมะเขือเทศซัลซ่าและมะม่วงสด วางบนขนมปังอบเนยหอมมัน หรือจะอิ่มกำลังดีกับ Tagliatelle Prawns พาสต้าเส้นแบนเหนียวนุ่มผัดกับกุ้งลายเสือ เห็ด ผักโขม น้ำมันเห็ดทรัพเฟิล และครีมชีสพาร์เมซาน       ส่วนคนรักพิซซาต้องลอง Carbonara Pizza พิซซาคาโบนาราสูตรพิเศษที่ใส่หอมหัวใหญ่ พริกดอง และผักชีให้มีรสสัมผัสแบบไทยๆ พร้อมเพิ่มความอร่อยด้วยครีมและชีสคุณภาพดีเข้มข้นหอมมัน       สนับสนุนผลิตภัณฑ์โดย

แม้ตอนนี้ถนนลาดพร้าวจะรถติดหนักกว่าเดิมไปอีกสองเท่า แต่ความอร่อยย่านนี้ก็มีมากขึ้นไม่แพ้กัน เช่นเดียวกับร้านใหม่กลางซอยลาดพร้าว 101 อย่าง Bear Up Café คาเฟ่เล็กๆ ที่เสิร์ฟความอร่อยไม่เล็ก ในราคาที่ขอบอกว่าน่ารักน่าหยิกอย่างที่สุด       อีกทั้งคอนเซ็ปต์ของอาหารยังได้แรงบันดาลใจความเฮลธ์ตี้มาแบบเต็มๆ เพราะได้ยินมาว่าร้านนี้มีเจ้าของเดียวกับ EzyDiet ร้านขายข้าวกล่องเพื่อสุขภาพออนไลน์ที่ขยับขยายจุดส่งความมาไว้ที่นี่กันอีกด้วย เราเริ่มเมนูแรกกันด้วย ซุปผักโขม (59 บาท) ซุปครีมข้นที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ของผักโขม น้ำมันรำข้าว และถั่วนานาชนิด     ตามด้วย ยำสลัดทูน่า (69 บาท) สลัดสูตรไลท์ไขมันต่ำที่เด่นด้วยน้ำสลัดรสแซ่บผสานกับเนื้อปลาทูน่า แตงกวา และมะเขือเทศ แถมยังเต็มคำด้วยเต้าหู้ไข่ขาวที่เสิร์ฟมาคู่กัน ตามด้วยเมนูฮิต สปาเก็ตตี้ซอสครีมไข่กุ้ง (89 บาท) เส้นสปาเก็ตตี้เหนียวนุ่มฉ่ำครีมกรุบกรอบด้วยไข่กุ้งและกุ้งตัวโตเนื้อเด้ง       แต่ถ้าอยากอิ่มหนักๆ ก็ต้อง ข้าวไข่นุ่มเบคอน (49 บาท) ข้าวไข่นุ่มหอมชีสที่สามารถเลือกท็อปปิ้งได้ตามความชอบ ซึ่งเราได้ลองเบคอนกรอบที่ช่วยเพิ่มรสชาติเค็มๆ ให้กับไข่หวานรสละมุน แล้วมาจิบ Italian Soda โซดาสีสวยที่จะมาเพิ่มความสดใสซาบซ่า       นอกจากนี้ยังมีเครื่องดื่มตัวเด็ดอย่าง Milky Way นมปั่นสีสวยที่ได้แรงบันดาลใจจากสีของจักรวาล จนออกมาเป็นนมที่ตกแต่งด้วยซอสผลไม้ต่างๆ และ Bear Up เมนูซิกเนอร์ที่นำเอาคาราเมลมัคคิอาโต้ขวัญใจทุกคนมาเพิ่มท็อปปิ้งด้วยครีมชีสและน้ำผึ้ง     อร่อยติดใจจนต้องขอสั่งอีกแก้ว

ไม่เพียงแค่ความสวยงามอลังการของดอกไม้นานาชนิดที่ประดับประดาให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในสวนสไตล์อังกฤษจะสะกดสายตาจนต้องหยุดชื่นชม แต่กลิ่นหอมธรรมชาติชวนผ่อนคลายเหมือนอยู่ในสปาแสนรื่นรมย์นั้นยิ่งทำให้เราอยากเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ความอร่อยที่ “Divana Signature Café” พร้อมมอบให้ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส     โดยความตั้งใจของ คุณพีช-กานต์พิชชา เกียรติขจรฤทธิ์ ทายาทผลิตภัณฑ์สปา Divana และผู้ก่อตั้งคาเฟ่สวนดอกไม้สุดเก๋แห่งนี้คือ การเป็นสถานที่ชิลเอาต์ใจกลางเมืองที่จะพาทุกคนหลุดเข้าไปสู่โลกแห่งความอร่อยชวนฝัน ด้วยเมนูอาหารรสเลิศหน้าตาน่ากินที่คิดค้นและสร้างสรรค์มาเป็นอย่างดี โดยไม่ลืมนำจุดเด่นของสปาทั้งความเป็นไทยและกลิ่นหอมต่างๆ มาเป็นส่วนผสมสำคัญของทุกจาน       เราแนะนำให้ลองเมนูซิกเนเจอร์อย่าง Afternoon Tea Set ชุดน้ำชายามบ่ายสุดหรูเสิร์ฟในภาชนะทองเหลืองแบบไทยๆ มาพร้อมขนมทั้งไทยและเทศ 11 ชนิด อาทิ สโคนหอมเนย พานาคอตตากุหลาบ อาลัวสดรูปดอกกุหลาบ ชูครีมชาไทย ไอศกรีมมะพร้าวอ่อน ข้าวเหนียวมะม่วง และไฮไลต์อย่างเจลลีรสลิ้นจี่ลวดลายดอกไม้ที่ทำจากโยเกิร์ตที่สวยจนแทบไม่กล้ากิน เสิร์ฟคู่กับชาร้อนซิกเนเจอร์เบลนด์พิเศษจากเยอรมนีที่เลือกได้ถึง 6 กลิ่น     ใครอยากอิ่มง่ายๆ ในจานเดียว Duck Confit Burger ทีเด็ดอยู่ที่เป็ดพะโล้ซูสวิดจนนุ่มราดซอสฮอยซินมาโย เพิ่มรสชาติด้วยขิง แตงกวา บีตรูต และแอปเปิลเขียว เสิร์ฟพร้อมสลัดและมันฝรั่งทอด หรือ Champignon Carbonara Divana Toast โทสต์เนื้อนุ่มฉ่ำเนยราดครีมซอสคาโบนารากลมกล่อมหอมมันที่ทำจากเห็ดแชมปิญองและเครื่องเทศหลากชนิด เพิ่มความอร่อยด้วยเบคอนกรอบและชีสพาร์เมซานตอบโจทย์ได้ดี ส่วนสายสุขภาพลองสั่ง Raya Vedic Rose Tea Leaf Salad เมนูเฮลต์ตีที่ได้แรงบันดาลใจจากสลัดพม่าซึ่งมีทั้งผักคอส กุ้ง อัลมอนด์ พิสตาชิโอ และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ราดน้ำสลัดใบชากุหลาบรสเปรี้ยวหวาน         หรือหากอยากมานั่งพักผ่อนจิบเครื่องดื่มเย็นๆ สักแก้ว เราแนะนำ Raya Vedic Lychee Smoothie สมูทตี้ลิ้นจี่ผสมไซรัปกุหลาบหอมหวาน มาพร้อมเจลลีกุหลาบและเนื้อลิ้นจี่สด และ Prana Lemongrass Honeycomb Smoothie สมูทตี้น้ำผึ้งมะนาวหอมกลิ่นตะไคร้ติดปลายลิ้นสดชื่นสุดๆ ส่วนคอกาแฟต้องลอง Dripped Coffee in Roasted Coconut Water ใช้เมล็ดกาแฟคั่วอ่อนและคั่วเข้มเบลนด์ผสมแบบกำลังดี ผสมน้ำมะพร้าวเผาสดให้รสชาตินุ่มเบาหอมหวานดื่มง่ายและสดชื่น      

หากพูดถึงร้านอาหารจีนเลื่องชื่อในตำนานที่คงความอร่อยมายาวนานหลายสิบปี หนึ่งในนั้นต้องมี “ฮั่วเซ่งฮง” ที่เริ่มต้นสาขาแรกที่เยาวราชจนกลายเป็นขวัญใจของเหล่านักชิม ด้วยเมนูเด็ดทั้งจีน ไทย ซีฟู้ด หม้อไฟ อาหารจานเดียว ไปจนถึงติ่มซำที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจนขยายสาขาไปมากมาย       โดยสาขาล่าสุดเอาใจคนรักอาหารจีนฝั่งกรุงเทพตะวันออกที่ชั้น 1 โซนฟู้ดวอล์ก ศูนย์การค้าเมกาบางนา ที่ปรับเปลี่ยนบรรยากาศและการตกแต่งในสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย โปร่งโล่ง นั่งสบายยิ่งขึ้น แต่ยังคงความอบอุ่นแบบ Family Restaurant ที่เหมาะกับทุกคนในครอบครัว รวมทั้งจานเด็ดที่มีให้อร่อยจัดเต็มกว่า 200 เมนู แต่ถ้าละลานตาจนเลือกไม่ถูก เราขอแนะนำ 8 จานเด็ด ทั้งเมนูใหม่และเมนูยอดนิยมที่รับรองว่าชิมแล้วเป็นต้องติดใจ       เริ่มจานแรกด้วยเมนูใหม่ต้อนรับเทศกาลปูทะเลในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้อย่าง ปูผัดพริกเซี่ยงไฮ้ ปูทะเลขาวสดผัดกับพริกเซี่ยงไฮ้สูตรเด็ดของร้านให้รสชาติเค็มเผ็ดกลมกล่อม มาพร้อมหมั่นโถวทอดที่กินเข้ากันได้อย่างลงตัว     ส่วนสายสุขภาพต้องลอง เชียงดาผัดไข่ ที่นำผักเชียงดา ผักพื้นเมืองจากทางเหนือที่หากินได้ยากในกรุงเทพฯ และมีสรรพคุณมากมาย อาทิ ลดความดัน ลดเบาหวาน ช่วยขับสารพิษในร่างกาย มาผัดกับไข่ รสหวานปนขมนิดๆ ของผักเชียงดาเข้ากับความหอมมันของไข่ได้เป็นอย่างดี     ต่อกันจานที่ 3 กับเมนูยอดนิยม กุ้งคั่วพริกเกลือ กุ้งแชบ๊วยตัวโต ผัดคั่วแห้งกับกระเทียม พริก และเกลือ โรยต้นหอมเพิ่มความอร่อย แต่ถ้าเบื่อกุ้งลองสั่ง กั้งทอดกระเทียม ที่เลือกใช้แต่กั้งขาวเนื้อสดหวานส่งตรงจากทะเล โรยกระเทียมทอดกรอบ เสิร์ฟพร้อมยำมะม่วงรสแซ่บ       ส่วนคนรักปลาห้ามพลาด ปลากะพงเจี๋ยนพริกไทยสด ที่นี่คัดสรรแต่ปลากะพงตัวโตเนื้อเยอะมาแล่และทอดจนกรอบนอกนุ่มใน ราดเครื่องที่มีทั้งกระเทียม พริก และพริกไทยสด (ทีเด็ดของจานนี้อยู่ทีรสชาติของกระเทียมที่ทั้งหวาน มัน เค็ม อร่อยสุดๆ)     มาถึงจานที่ 6  ขาห่านอบบะหมี่ ขาห่านโปแลนด์ตุ๋นพะโล้และเครื่องยาจีนนานกว่า 6 ชั่วโมง จนเนื้อนุ่มเปื่อยร่อนแทบไม่ติดกระดูก อบกับบะหมี่ไข่เส้นเล็กเหนียวนุ่ม แล้วไปเติมพลังกันต่อด้วย กระเพาะปลาน้ำแดง ใช้กระเพาะปลาแท้อย่างดี เพิ่มความอร่อยด้วยเนื้อปูและเห็ดหอม ส่วนน้ำซุปก็ไม่ธรรมดาเพราะตุ๋นกับทั้งไก่ หมู กังป๋วย ปลาหมึกแห้ง เก๋ากี้ แล้วเคี่ยวจนเข้มข้น       ส่วนใครอยากอิ่มแบบเต็มที่ ต้องจบที่จานสุดท้ายอย่าง หม้อไฟ 2 ภาค ที่มีน้ำซุปให้อร่อยถึง 2 สไตล์ คือ น้ำซุปใสรสกลมกล่อมหอมพริกไทยและน้ำซุปเจงกิสข่านรสชาติเผ็ดร้อนที่ต้มกับเครื่องยาจีนกว่า 20 ชนิด มาพร้อมเครื่องต่างๆ อาทิ กุ้งแชบ๊วย เนื้อปลากะพง ลูกชิ้นไต้หวัน ลูกชิ้นลอบสเตอร์ หมูสไลด์ รวมทั้งเต้าหู้และผักนานาชนิด (แต่หากยังไม่จุใจก็สั่งเพิ่มกันได้ตามใจชอบ)  

มื้อเย็นวันเสาร์เป็นเวลาที่เราจะได้เม้าท์มอยกับเพื่อนแบบไม่ต้องรีบร้อน ดังนั้นบุฟเฟ่ต์ที่รวมอาหารนานาชาติจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะที่สุด     ห้องอาหารวิวดีบนชั้น 24 อัพแอนด์อะบัฟ ที่โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ จัดเต็มจัดใหญ่ รวมเมนูอาหารไว้มากมาย อันดับแรกต้องมุ่งไปที่ซีฟู้ดหลากหลายออนไอซ์แบบไม่อั้น ได้แก่ หอยนางรมหลายสายพันธุ์จากต่างประเทศ ตัวใหญ่เนื้อหวานปนเค็มนิดๆ รวมทั้งกั้ง กุ้ง ปูสดเนื้อแน่น กินกับน้ำจิ้มทั้งสไตล์ไทยรสจัดจ้าน หรือจะบีบเลมอนสวยๆ ก็ได้             เริ่มเรียกน้ำย่อยต่อด้วยชีสนานาชนิดและโคลคัทนำเข้า มุมนี้เข้ากับเครื่องดื่มมากๆ หรือจะแก้เลี่ยนด้วยส้มตำ ที่เชฟทำให้ใหม่สดตามสั่งจานต่อจานเลย รีเควสได้ด้วยว่าจะเผ็ดเบอร์ไหน     มุมอาหารญี่ปุ่นก็มีนะ ทั้งมากิโรล นิกิริ หรือจะให้เชฟแล่ซาชิมิสดๆ เนื้อหนาเต็มคำ จัดวางมาสวยงามสมชื่อโรงแรมญี่ปุ่นก็ได้     คุยสักพักเริ่มหิวก็ต้องต่อด้วยอาหารจานหลักหนักท้องอย่างอาหารไทยสักหน่อย มีให้เลือกหลายรายการ ทั้งน้ำพริก ยำ พล่า ลาบ แกง มาครบ         ที่นี่ยังมีฟัวกราส์รวมอยู่ในบุฟเฟ่ต์ด้วยนะ ส่วนใครที่เป็นสายเนื้อควรลองเนื้อวัวอบพร้อมเครื่องเคียง หรือเนื้อปลาอบสำหรับสายสุขภาพก็มีเช่นกัน หรือจะสั่งพาสต้าที่ปรุงแบบร้อนๆ จานต่อจาน ให้อิ่มเต็มที่ไปเลย         สุดท้ายอย่างลืมเผื่อท้องให้ข้าวเหนียวมะม่วง ขนมหวาน เบเกอรีและผลไม้ที่มีให้เลือกอย่างจุใจด้วยนะ        

หากใครที่ชอบความอร่อยจาก Pirate Chambre อยู่เป็นทุนเดิมล่ะก็ เราอยากพาทุกคนมาเปิดประสบการณ์ความอร่อยครั้งใหม่ที่ยังคงไม่ทิ้งลายเดิมกันที่ Pirate Arena เอ็นเตอร์เทนเมนท์ คอมมูนิตี้ เปิดใหม่ย่านทองหล่อที่ได้รวบรวมความอร่อยมาให้ชิมกันถึง 3 ร้าน ได้แก่ Pirate Saloon, Pirate Bazaar และ Fallabella       สำหรับร้านแรกในอาณาจักรโจรสลัดที่เปิดมาให้ชิมลางและชิมอาหารก่อนใครเพื่อนเลยก็คือ Pirate Saloon ร้านอาหารที่จำลองบรรยากาศชีวิตของโจรสลัดที่ล่องเรือโลดแล่นในมหาสมุทรมาอย่างครบถ้วน สะท้อนผ่านการการตกแต่งและแสงสีที่ให้ภาพความสวยงามของท้องทะเลอย่างแจ่มชัด เช่นเดียวกับสไตล์อาหารที่มาในรูปแบบครอส คัลเจอร์ที่ผสมผสานรสชาติ วัตถุดิบชั้นเลิศ และการปรุงจากหลากหลายที่มารวมกัน จนได้ความอร่อยเฉพาะตัว     เรามาเริ่มกันด้วย Prawn and Avocado Salad สลัดกุ้งและอะโวคาโดที่เพิ่มความพิเศษด้วยไอศกรีมเชอร์เบตรสเลมอนที่ช่วยขับรสชาติความเข้มข้นของน้ำสลัดบัลซัมมิคให้สดชื่นยิ่งขึ้น แถมยังหอมมันด้วยชีสและถั่วไพน์นัทเคี้ยวกรุบกรอบ     ตามด้วย Lobster Bouillabaisse Rigatoni พาสต้าในซุปทะเลแบบฝรั่งเศสรสเข้มข้น จุดเด่นของจานนี้นอกจากจะอยู่เนื้อกุ้งล็อบสเตอร์สับที่ให้กันแบบเน้นๆ แล้ว เส้นริกาโตนีพาสต้าทรงกระบอกที่มีรูตรงกลางก็เหนียวนุ่มซึมซับน้ำซอสได้อย่างดี     แล้วมาต่อกันที่ Cheese Burger Roll ชีสเบอร์เกอร์ที่ปรับรูปลักษณ์ให้กินง่ายขึ้นด้วยการนำเอาเนื้อวัวส่วนคอและท้องมาสับพร้อมด้วยชีสมอซซาเรลล่ามาสอดไส้ในแป้งเปาะเปี๊ยะแล้วลงทอด กลายเปาะเปี๊ยะเบอร์เกอร์ชิ้นพอดีคำ แต่รสชาติยังคงหนักแน่นเหมือนต้นฉบับ เสิร์ฟพร้อมผักดองและซอสพริกสูตรเด็ด     ก่อนจะลองไก่ทอดสูตรเด็ดที่มีให้เลือกถึง 4 รสชาติ ซึ่งเราได้ลอง Spicy Wings ไก่ทอดรสเผ็ดสไตล์เกาหลี และ Cheesy Wings ไก่ทอดสอดไส้ชีสยืดนิดๆ อร่อยเก๋ด้วยโคลวสลอว์กะหล่ำแดงที่เสิร์ฟมาคู่กัน     ส่วนสายดริงค์ก็ห้ามพลาด Flying Dutchman เบอร์เบินหมักในเลมอนรสชาติเข้มสำหรับหนุ่มๆ และ Head Over Heels ค็อกเทลสีหวานสำหรับคุณสาวๆ ที่นำเหล้ารัมมาผสมกับน้ำสับปะรดและไซรัปจากดอกเอลเดอร์ฟลาวเวอร์    

Same Same Social Eatery ร้านไฟน์ไดนิ่งเปิดใหม่ย่านชานเมืองที่เราไม่อยากให้พลาด ตัวร้านเป็นบ้านสีขาวชั้นเดียวให้ความรู้สึกอบอุ่นชวนนั่ง ด้านในตกแต่งเรียบหรูแต่ไม่เคร่งขรึมจนอึดอัด มีโซนเอาต์ดอร์สำหรับคนที่อยากมีมื้อพิเศษไปพร้อมกับการชมสวนสวย     อาหารของที่ร้านมีทั้งฟูลคอร์สและอะลาคาร์ต ฝีมือเชฟเซบาสเตียน เชฟเฟอ (Sebastian Schafer) เชฟโอนเนอร์ที่ผ่านประสบการณ์การทำงานด้านอาหารมาแล้ว 7 ประเทศ รวมถึงเคยทำงานร่วมกับเชฟระดับมิชลิน 3 ดาวมาแล้วหลายคน เรื่องเทคนิคและฝีมือจึงกินขาด       เชฟต้อนรับเราด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย ขนมปังเชียบัตตาโฮมเมด ผิวด้านนอกกรอบ ด้านในเหนียวแต่นุ่ม เสิร์ฟคู่เนยปาปริก้าที่มีความมันและรสเผ็ดนิดๆ  ซาชิมิปลากะพงยำเสิร์ฟในโคนสาหร่ายขนาดจิ๋ว อีกจานเป็นของกรุบกรอบ ขนมปังกรอบมาพร้อมครีมทำจากเนื้อปลาสำลีและครีมบีทรูท ข้างๆ กันเป็นหนังไก่กรอบวางด้านบนด้วยสับปะรด และข้าวเกรียบงาดำสาหร่าย ได้รสเค็มนิดๆ กระตุ้นความหิวได้เป็นอย่างดี       เริ่มจริงจังขึ้นมาอีกนิดกับ Sturia Caviar ด้านล่างสุดแอบซ่อนครีมดอกกะหล่ำรสนุ่มเอาไว้ เพิ่มความน่าสนใจด้วยผงสีดำจากขนมปังชาโคล และสีขาวจากไวท์ช็อคโกแลต ท็อปด้านบด้วยคาเวียร์ กินด้วยกันแล้วนวลเนียนมาก ต่อด้วย Foie Gras Truffle เราชอบที่เชฟทำฟัวกราส์ออกมาได้ดี ขอบนอกมีความกรอบนิดๆ ส่วนเนื้อในครีมมี่และละมุนมาก ด้านล่างเป็นมันบด ราดด้วยซอสพอร์ตไวน์ มีแอปเปิ้ลไว้ตัดเลี่ยน และทรัฟเฟิลช่วยให้กลิ่นหอมฟุ้งยิ่งขึ้น       จานถัดมา Wild Mushroom ริซอตโตเห็ดรวมและทรัฟเฟิล ข้าวกรุบเคี้ยวเพลิน นอกจากจะหอมและครีมมี่ ยังมีเนื้อสัมผัสของเห็ดต่างๆ ซ่อนไว้ให้ได้เคี้ยว ตามมาด้วยเมนูไฮไลต์ Red Snapper (เมนูนี้กลายเป็นภาพเพ้นต์บริเวณหน้าร้านด้วย) ปลากะพงแดงจี่กระทะให้หนังมีความกรอบนิดๆ ราดด้วยซอสล็อบสเตอร์แกงแดงสไตล์ไทยๆ ที่ร้านเลือกปลาไซส์ 4 กิโลกรัมขึ้นไป เนื้อแน่นและหวาน เข้ากับซอสรสเค็มนิดๆ และหอมมัน ด้านบนวางด้วยข้าวเกรียบ ไอศกรีมกะทิ และคาเวียร์ ส่วนคนรักเนื้อห้ามพลาด Japanese A4 Wagyu Tenderloin เนื้อสันในระดับ A4 นุ่มละลายในปาก เคียงมาด้วยฟัวกราส์เทอรีนที่เชฟทำรูปร่างหน้าตาให้คล้ายทรัฟเฟิลแล้ววางด้านหน้าด้วยทรัฟเฟิลสไลซ์ และมันบด ราดซอสที่ทำจากเนื้อวัวอบ ไวน์ และเครื่องเทศเข้ากันมาก กลืนแล้วยังทิ้งกลิ่นอวลอยู่ในปาก          ตบท้ายด้วยของหวาน Banoffee ทีเด็ดอยู่ที่เจลลี่กล้วยโฮมเมดที่กินด้วยกันแล้วมีความหนุบหนับ เสริมรสกันดีเชียว และเมนูเซอร์ไพรส์ Petit Four ไอศกรีมคาราเมลหวานหอม ด้านล่างเป็นพานาคอตตา มาร์ชเมลโลใบเตย ช็อคบอล และกัมมี่มะขาม    

ด้วยบรรยากาศร่มรื่นสบายตาจากสีเขียวของต้นไม้มากมายที่รายล้อมบริเวณคาเฟ่และร้านอาหารสไตล์โฮมเมดของครอบครัวคุกกิงเลิฟเวอร์ที่นำความหลงใหลในการทำอาหาร ขนม และกาแฟมาผสมผสาน จึงไม่แปลกใจที่ Terrace Dontum จะกลายเป็นโอเอซิสความอร่อยและแหล่งชิลเอาต์ยอดนิยมของชาวนครปฐมมานานกว่า 10 ปี         ไม่เพียงคอกาแฟจะได้ดื่มด่ำกับรสชาติกลมกล่อมเป็นเอกลักษณ์ของเมล็ดกาแฟที่เบลนด์และคั่วเป็นพิเศษ แต่เหล่านักชิมก็พลาดไม่ได้กับเมนูเด่นสไตล์ฟิวชันที่เน้นรสชาติถูกปากคนไทย โดยเฉพาะสเต๊กปลากะพงยำส้มโอ เนื้อปลากะพงชิ้นโตทอดกับเนยจนหนังปลากรอบกำลังดี กินคู่กับยำส้มโอรสจัดจ้าน โดยเลือกใช้ส้มโอหอมหวานของดีของจังหวัดนครปฐม และพาสต้าโบโลเนสเนื้อ ทีเด็ดอยู่ที่การใส่เนยลงไปในซอสเนื้อที่เคี่ยวจนเข้มข้นเล็กน้อยก่อนตักใส่จานเสิร์ฟเพิ่มความกลมกล่อมหอมมัน     ส่วนคนรักของหวานต้องลองฟรุตเค้ก เนื้อแน่นนุ่มหอมเนย สอดแทรกผลไม้แห้ง อาทิ พีช พลัม สตรอว์เบอร์รี และอินทผลัมแบบจัดเต็ม รวมทั้งเค้กเผือกที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อเผือก เพิ่มความอร่อยด้วยครีมละมุนลิ้นที่ทำจากวิปปิงครีมคุณภาพดีผสมกะทิหอมหวานไม่เหมือนใคร       สนับสนุนผลิตภัณฑ์โดย

คงไม่มีเดือนไหนจะอบอวลไปด้วยความรักเท่ากับเดือนกุมภาพันธ์ เพราะฉะนั้นอย่ารอช้า รีบควงแขนคนรู้ใจไปฉลองแบบสวีทสุดฟินกับมื้ออาหารค่ำบนความสูงเสียดฟ้าที่ห้องอาหาร “Bangkok Balcony” ชั้น 81 โรงแรมใบหยกสกาย ที่ได้ชื่อว่าเป็นห้องอาหาร Open-Air ที่สูงที่สุดในประเทศไทย     สายกินหลายคนอาจคุ้นเคยกับไลน์บุฟเฟ่ต์นานาชาติในห้องกระจกของที่นี่ แต่สำหรับโอกาสพิเศษ เราอยากให้ลองขยับไปดื่มด่ำกับโซน Balcony ด้านนอกที่เรียกว่า “Sky Box” ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 มุม เหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งกินข้าวอยู่บน “ระเบียงของกรุงเทพฯ” ที่โอบล้อมไปด้วยทัศนียภาพสวยงามของเมืองหลวงแสนคึกคักในยามค่ำคืนแบบไม่มีอะไรมาบดบังสายตา (แอบกระซิบว่าถ้าอยากได้ที่นั่งโซนนี้ต้องรีบจองล่วงหน้ากันนิด เพราะ 1 มุมบัลโคนี มีเพียง 20 ที่นั่ง เท่านั้น)     ไฮไลต์ของ Sky Box Dinner คือ เซตเมนูพิเศษที่ไม่เหมือนกับไลน์บุฟเฟ่ต์ โดยเสิร์ฟเป็นคอร์สอาหารที่มีทั้งเมนูเรียกน้ำย่อย จานหลัก ของหวาน และเครื่องดื่มให้อร่อยแบบครบครัน ซึ่งก็ไม่ธรรมดา เพราะล่าสุดที่นี่ปรับเปลี่ยนและเพิ่มจานอร่อยเข้ามาแบบแค่เห็นรายชื่อเมนูก็อิ่มล่วงหน้ากันเลยทีเดียว   เริ่มต้นแบบเบาๆ (แต่เราว่าอิ่มใช่ย่อย) ด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยจานร้อน ที่มีกุ้งซอสอิตาเลียน หอยเชลล์ซอสคาเฟดิปารีส และแซลมอนซอสเสาวรส และจานเย็น อาทิ เนื้ออบ พาร์มาแฮมพันเมลอน ไก่แช่เหล้า และขนมปังตับบด       ต่อด้วยเมนูเอาใจคนรักอาหารทะเลอย่างกุ้งแม่น้ำตัวโตกริลล์กำลังดี มาพร้อมซอสพะแนงและซอสแกงเขียวหวาน และเซตพรีเมียมกริลล์ซีฟู้ดจานใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วย Rock Lobster (กั้งหิน) หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ หอยเชลล์ ปูม้า กุ้งขาว และหอยหวานที่ย่างเสิร์ฟแบบร้อนๆ ส่วนสาวกปลาดิบฟินกันต่อกับเซตซาชิมิที่มีตัวชูโรงอย่างแซลมอน ทูน่า และทาโกะ (ปลาหมึกยักษ์)         แกะกุ้งหอยปูปลากันสนุกแล้วมาเพิ่มความหนักท้องด้วยเซตข้าวและเส้นที่จัดมาให้จุใจ 4 เมนู ไม่ว่าจะเป็นข้าวอบปู ข้าวคลุกน้ำปลา (เมนูที่เหมือนจะธรรมดา แต่ขอบอกว่าอร่อยเด็ดมาก) สปาเกตตีซอสมะเขือเทศ สปาเกตตีคาโบนารา ที่มาแบบพอดีคำ เพิ่มเติมด้วยเมนูสุดฮิตแบบไทยๆ กับผัดไทยท็อปด้วยหอยทอดกรอบฟู ก่อนจะเบรกท้องกับซุป 3 แบบ ซุปลอบสเตอร์ ซุปต้มยำทะเลรวม และซุปหูฉลามทรงเครื่อง             มาถึงเมนคอร์สจานหลักอย่างสเต๊ก ที่มีจานเด่น อาทิ ซี่โครงแกะและเนื้อเทนเดอร์ลอยด์จากออสเตรเลีย แซลมอนจากนอร์เวย์ พอร์คช็อป ไปจนถึงไก่ตุ๋นซอสมะเขือเทศ แต่ที่เราไม่อยากให้พลาดคือ สะโพกนางฟ้า เนื้อเป็ดส่วนติดสะโพกตุ๋นเครื่องเทศกงฟีกรอบนอกนุ่มใน มาพร้อมข้าวหอมมะลิร้อนๆ และซอสที่จัดมาถึง 3 แบบ ทั้งซอสมะขาม ซอสส้ม และซอสเป็ดหอมหวาน           แล้วอย่าเพิ่งรีบอิ่ม เพราะเราต้องเก็บท้องไว้สำหรับของหวานซิกเนเจอร์ยอดนิยม เครปซูเซตต์ แนะนำซอสส้มรสเปรี้ยวหวานสดชื่น หรือกล้วยหอมซอสช็อกโกแลต กินคู่กับไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟรสวานิลลาลงตัวสุดๆ นอกจากนี้ยังมีขนมหวานสไตล์จีน อาทิ ทาร์ตไข่และขนมไหว้พระจันทร์ไส้ทุเรียน เสิร์ฟพร้อมชาขิงร้อนๆ รวมทั้งเซตเค้กหน้าตาน่ากินให้เลือกกันแบบเต็มอิ่มอีกด้วย         สำหรับสายกินที่ยังไม่จุใจ สามารถไปเติมกระเพาะกันได้อีกกับไลน์บุฟเฟต์ด้านในที่รวบรวมความอร่อยหลากสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นโซนอาหารญี่ปุ่นที่คนรักปลาดิบต้องถูกใจ มุมสเต๊กและบาร์บีคิวที่มีเลือกทั้งเนื้อ แกะ หมู ไก่ ไปจนถึงพาสต้าต่างๆ มุมซีฟู้ดที่ยกพลมาทั้งกุ้งแม่น้ำ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ ปูม้า ฯลฯ พร้อมบริการลวกหรือจะสั่งปรุงเป็นต้มยำร้อนๆ ก็ยังได้ ส่วนคนชอบขนมไทย ของหวานจากไสน์บุฟเฟ่ต์ อาทิ ครองแครงน้ำกะทิ เต้าส่วน เต้าทึง ไปจนถึงชนมชิ้นเล็กพอดีคำอย่างขนมชั้น ขนมน้ำดอกไม้ ข้าวเหนียวแก้ว และวุ้นหลากสีตอบโจทย์แน่นอน               แต่ที่เราแนะนำว่าต้องชิมคือไข่ตุ๋นทะเลเดือด เมนูสุดฮิตที่มีนักชิมมาสั่งกันไม่ขาดสาย ไข่ตุ๋นร้อนๆ นุ่มฟูหน้ารวมอาหารทะเล ราดน้ำจิ้มซีฟู้ดรสจัดจ้านสูตรเฉพาะของที่นี่ กินเพลินแบบลืมไปเลยว่าเคยอิ่ม!