ยกให้เป็นคาเฟ่น่านั่งแห่งท่าน้ำวังหลัง สำหรับ N10cafe’ คาเฟ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรมบ้านวังหลังริเวอร์ไซด์ ที่หากใครเคยแวะมาเยือนก่อนหน้านี้ก็คงสังเกตได้ว่าที่นี่เพิ่งแปลงโฉมใหม่ตั้งแต่ภายในร้านเรื่อยไปถึงโซนริมน้ำด้านนอกให้มีพื้นที่กว้างขวางนั่งสบาย แต่ในขณะเดียวกันก็ยังใช้โทนสีที่ให้ความรู้สึกเรียบเท่อย่างสีดำและสีอิฐเป็นหลัก มีกิมมิกไทยๆ เป็นหมอนอิงสามเหลี่ยมล้อไปกับคาแรกเตอร์ของโรงแรม         ที่ร้านเสิร์ฟทั้งอาหารไทยและตะวันตก รวมถึงเครื่องดื่มและเบเกอรี่อบใหม่ แต่ที่นับเป็นไฮไลต์คงต้องยกให้เค้กที่ผลัดกันมาโชว์โฉมในแต่ละวัน แนะนำ Macadamia Cheese Pie ชั้นล่างเป็นพายกรุบกรอบ เราชอบที่เนื้อชีสเค้กไม่แน่นเกินไป เมื่อเจอกับความมันของแมคคาดาเมียและรสหวานจากคาราเมลแล้วไปด้วยกันได้ดี     Red Velvet Cake เค้กสีแดงสวยสลับชั้นกับครีมชีสให้รสหวานซ่อนเปรี้ยว หรือจะลอง Blueberry Cheesecake ก็น่าจะถูกใจคนรักชีสเค้กเป็นพิเศษ       ส่วนเครื่องดื่ม ห้ามพลาดแก้วนี้ Triple Choc Crunchy รวมช็อกโกแลตที่หลายคนโปรดปรานไว้ในแก้วเดียว ทั้ง Hershey’s , Ferrero Rocher และ KitKat นำมาปั่นจนเข้มข้นแบบคูณ 3 แล้วเพิ่มความละมุนด้วยวิปครีมด้านบน อย่าพลาดเมนูใหม่ Ruby Tight ใช้ไซรัปโฮมเมดจากสตรอว์เบอร์รี่และกระเจี๊ยบรสเปรี้ยวอมหวานผสานกับความซ่าจากโซดา       จิบแล้วชื่นใจหายเหนื่อย

ใครที่กำลังคิดถึงรสชาติอาหารบนน่านฟ้าของสายการบินไทย ตอนนี้จะได้คลายความคิดถึงกันแล้ว เพราะฝ่ายการบินไทย ได้เปิดตัว Royal Orchid Dining Experience ที่ปรับห้องอาหารพนักงานบนสำนักงานใหญ่การบินไทย ให้กลายเป็น Flagship Store แห่งแรกของครัวการบินไทย     ความน่าสนใจคือการจำลองห้องอาหารให้เหมือนเมื่อครั้งที่ยังให้บริการบนเครื่องบินมากที่สุด ตั้งแต่การเริ่มจองตั๋ว โดยให้สแกน QR Code เพื่อรับ E-Boarding Pass และมีไฮไลท์สุดพิเศษตรง ทางเข้าห้องอาหารที่ใช้รถบันไดสำหรับขึ้นเครื่องบินมาทำ เป็นจุดถ่ายรูปเก๋ๆ รวมถึงการนำวัสดุ อุปกรณ์ และอะไหล่ของเครื่องบินที่หมดอายุการใช้งานแล้วมาตกแต่งสถานที่     ในส่วนของห้องอาหารแบ่งเป็น 2 โซน ชั้นล่างจะเป็นเซ็ตเมนูแบบ Self Service และโซนชั้นลอยสำหรับชั้นเฟิรส์คลาส เป็นเซ็ตเมนูแบบ Full Service ที่ต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้า สำหรับลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัว       สำหรับอาหารที่เสิร์ฟจะเป็นอาหารนานาชาติ ปรับเปลี่ยนเมนูให้ไม่ซ้ำกันในแต่ละเดือน เมนูแรกแนะนำ ซีฟู้ดยากิโซบะ เส้นโซบะเเหนียวนุ่มเข้ากับซอสรสชาติเปรี้ยวอมหวานเข้มข้น กินกับซีฟู้ดที่มีทั้งหอยเชลล์ กุ้ง และปลาหมึก ชิ้นโตเต็มคำ     เมนูต่อไป เนื้อย่างจิ้มแจ่ว เนื้อย่างความสุกระดับมีเดียมแรร์ สีชมพูกำลังน่ารับประทาน กินคู่กับน้ำจิ้มแจ่วรสชาติจัดจ้านเข้มข้นเข้ากันอย่างลงตัว     ส่วนใครที่ชื่นชอบอาหารอินเดีย ไก่ทิกก้าราดซอสแกงกะหรี่อินเดีย เสิร์ฟมาพร้อมแป้งนานนุ่มๆ กินคู่กันแล้วได้ความหอมมัน และกลิ่นเครื่องเทศอ่อนๆ ฟินแน่นอน     ด้านของหวานก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ชีสเค้กมะม่วง สีสันสดใส เสิร์ฟมาพร้อมซอสมะม่วงเข้มข้น เป็นอีกหนึ่งเมนูของหวานที่ควรมาลิ้มลอง     นอกจากนี้ยังมีเมนูอื่นๆ ที่น่าสนใจ อย่าง ซีซาร์สลัดทูน่า ไก่ชาวามา พาสต้าคาโบนาร่า และขนมจีนน้ำพริก ให้เลือกตามความชอบ รวมไปถึงของหวาน เช่น ชีสเค้กบลูเบอรี่ มาการอง ฯลฯ     ใครที่เป็นแฟนคลับอาหารบนสายการบินไทย อย่าลืมตามมาเช็คอินลองสัมผัสรสชาติอาหารของครัวการบินไทยในบรรยากาศที่ต่างออกไปดูสักครั้ง

ใครผ่านไปมาซอยท่านผู้หญิงพหลฯ แต่ยังไม่เคยแวะลิ้มลองอาหารโฮมเมดของร้าน Thee Café ถือว่าพลาดเลยล่ะ เพราะทั้งอาหาร เครื่องดื่ม และบรรยากาศล้วนชวนให้อยากใช้เวลาชิลไปกับความโฮมมี่ของร้านมาก จะเลือกนั่งในตัวบ้านไม้สีน้ำตาลก็รู้สึกอบอุ่นราวกับอยู่บ้านเพื่อน หรือหากแดดร่มลมตกจะอิงบรรยกาศธรรมชาติใต้ร่มเงาต้นปีปขนาดใหญ่ก็เพลินไม่น้อย     คุณเอ๋- วีระยุทธ คำปัญญา ผู้เป็นเจ้าของร้านเล่าว่าอยากมีร้านที่ไม่ว่าใครเดินเข้ามาแล้วไม่รู้สึกขัดเขิน เข้าง่าย-ออกง่าย รู้สึกได้ถึงความสบายเหมือนอยู่บ้าน แต่สิ่งสำคัญคือรสชาติอาหารต้องอร่อยกว่าที่ทำกินเองในบ้าน คุณเอ๋จึงให้ความสำคัญกับการคัดเลือกวัตถุดิบมาก ยังคงจ่ายตลาดทุกวัน และเข้าครัวปรุงอาหารเอง พิถีพิถันมากแม้กระทั่งข้าวผัดแต่ละชนิดก็เลือกใช้น้ำมันที่ผัดข้าวต่างกัน อย่างข้าวผัดมันกุ้ง (180 บาท) ก็ใช้น้ำมันจากการผัดเปลือกกุ้งนำมาผัดข้าว หรือข้าวผัดเนื้อเค็ม (90 บาท) ก็ใช้มันเนื้อมาเจียวเป็นน้ำมันสำหรับผัดข้าวเช่นกัน       เมนูท็อปฮิตที่ลูกค้านิยมสั่งมาตั้งแต่เริ่มเปิดร้านต้องยกให้ สปาเก็ตตีเบคอนพริกคั่ว (120 บาท) เส้นสปาเก็ตตีคลุกเคล้าพริกคั่วจนหอม เบคอนทอดชิ้นใหญ่กรุบกรอบ ใครชอบกลิ่นหอมของสมุนไพรแนะนำ เพนเนทะเลซอสเพสโต (220 บาท) ที่หอมกลิ่นซอสเพสโตเข้มข้นเคลือบเส้นพร้อมกุ้งและหมึกชิ้นโต อยากกินเมนูเบาๆ ลองสั่ง ซีซาร์สลัด (120 บาท) ที่ได้ผักสลัดสดกรอบอร่อย หรือจะเป็นไก่กรอบซอสเผ็ด (120 บาท) ก็รสชาติดีไม่น้อยหน้าใคร       เครื่องดื่มร้อนแนะนำ Crystal Pink (80 บาท) ชาร้อนสีสวยกลิ่นหอมชวนดื่ม เบลนด์จากรูบาร์บและผลกุหลาบป่า รสเปรี้ยวนำ แต่หากอยากดับร้อนต้องลอง ลาเต้ไซรัปดอกมะพร้าว (95 บาท) หอมน้ำหวานดอกมะพร้าวจางๆ รสชาติกลมกล่อม หรือชาไทยเย็น (70 บาท) ที่ได้กลิ่นชาไทยหอมๆ ผสมกับนมสด หวานอ่อนๆ กำลังพอดี ใครไม่อยากดื่มชากาแฟต้องสั่ง รูบาร์บน้ำผึ้งโซดา (80 บาท) รสชาติดีเรียกความสดชื่นได้ไม่น้อย           อย่าลืมสั่งขนมหวานมาละเลียดความอร่อยไปพร้อมๆ กัน ทั้งแครอตเค้ก (120 บาท) แป้งน้อยหวานน้อยเน้นเนื้อแครอต เลมอนครีมชีสครัมเบิล (120 บาท) รสเปรี้ยวหวานหอมมัน เค้กมะพร้าว (150 บาท)  เค้กช็อกโกแลต (150 บาท) และอีกมากมาย เบเกอรี่ทุกอย่างเน้นใช้วัตถุดิบคุณภาพดีที่ได้คุณผึ้ง-กมลนัยน์ วัฒนะจันทร์ ภรรยาคู่ใจมาช่วยดูแลและปรับสูตรจนได้รสชาติที่ลงตัว       เติมเต็มครบจบทั้งคาว หวาน และเครื่องดื่ม แล้วจะไม่ฟินได้อย่างไร 

Pause the time คาเฟ่สุดฮิปส์ของคุณกัน กันต์ศักดิ์ สหพรอุดมการณ์ ที่ชวนทุกคนมา “หยุดเวลา” ไปกับบ้านอิฐสีส้ม 2 ชั้นสุดคลาสสิค ด้านหน้าร้านสะดุดตาด้วยน้ำพุสไตล์อังกฤษ บรรยากาศโดยรอบสบายตาด้วยสีเขียวจากไม้กระถางน้อยใหญ่ มองผ่านกระจกใสเข้าไปตัวร้านเป็นโซนที่นั่งอินดอร์ แต่ลูกค้าส่วนใหญ่คงอยากเสพธรรมชาติบริสุทธิ์ที่ทางร้านตั้งใจสร้างเป็นศาลาริมน้ำในสไตล์โมเดิร์นลอฟท์ที่กลมกลืนไปกับธรรมชาติได้อย่างลงตัว       โต๊ะและม้านั่งที่ทำจากปูนเปลือยให้ความรู้สึกดิบและ เท่เข้ากับตัวศาลา มีทิวมะพร้าวยาวเป็นแนวริมน้ำ และกำแพงต้นไม้ริมทางเดินให้ความร่มรื่น ได้นั่งชมสายน้ำพลิ้วไหวแล้วผ่อนคลายสุดๆ  ช่วงเย็นใครอยากพายเรือเล่นก็ได้ไม่ว่ากัน ส่วนเรื่องอาหารทางร้านเน้นเป็นคอมฟอร์ดฟู้ดรสชาติดี ทั้งเรียบง่าย และอิ่มได้ในราคาเบาๆ อาทิ       ชุดคอมโบ ชุดสเต็กสุดคุ้มที่จะให้คุณอิ่มเอมไปกับ สเต็กหมู เนื้อสันในชิ้นโตหมักกับพริกไทยดำหอมกรุ่น สเต็กไก่ เนื้อแน่นชิ้นใหญ่ ที่ย่างมาอย่างดี ไร้ไขมันมากวนใจ สเต็กปลาดอลลี่ เนื้อนุ่มชุบเกล็ดขนมปังทอดจนเป็นสีเหลืองทองน่าหม่ำ พร้อม นักเก็ต และ เฟรนช์ฟรายส์ ที่มากับซอส 3 ชนิดให้เลือกอร่อยได้ตามชอบ ทั้งน้ำจิ้มแจ่วรสแซ่บ น้ำเกรวี่รสกลมกล่อม และมายองเนสรสครีมมี่ อย่าลืมกินสลัดผักเพื่อเพิ่มวิตามินได้กับร่างกายด้วยล่ะ     สปาเก็ตตีผัดเบคอนพริกแห้ง ทีเด็ดอยู่ตรงที่น้ำซอสปรุงรสสูตรโฮมเมดประจำร้านรสเค็มละมุน ผัดพร้อมกับเบคอนเค็มมัน เส้นสปาเก็ตตีอัลเดลเต้ เพิ่มความเผ็ดร้อนและกลิ่นหอมๆ ด้วยพริกแห้ง     ล้างปากด้วยของหวานอย่าง สตรอว์เบอร์รีโทสต์ โทสต์นุ่มๆ อุ่นๆ ชุ่มฉ่ำไปด้วยเนยหอมๆ หั่นเป็นชิ้นพอดีคำพร้อมหม่ำ ราดซอสสตรอว์เบอร์รีสดรสเปรี้ยวอมหวาน กินกับไอศกรีมสตรอว์เบอร์รี และผลไม้สดอย่าง กล้วยหอม     อย่าลืมสั่ง โค้กเบอร์รี่ เครื่องดื่มที่ให้ความสดชื่นได้เป็นอย่างดี เป็นการรวมรสชาติระหว่างโค้กกับไซรัปเบอร์รี่รสเปรี้ยวอมหวาน ที่ด้านบนตกแต่งด้วยลูกเบอร์รี่สด อีกแก้วเป็น มะนาวน้ำผึ้งโซดา น้ำผึ้งเดือน 5 รสหวานหอม ผสมกับรสเปรี้ยวของน้ำมะนาวสด เติมความชื่นใจอีกขั้นด้วยน้ำโซดา       และ เวรี่เบอร์รีโซดา เบฟเวอเรจสีฟ้าสดใส รสชาติเปรี้ยวอมหวานนี้มาจากน้ำเชื่อมกลิ่นบลูฮาวายที่หลายคนคุ้นเคย น้ำโซดา และน้ำมะนาว บอกเลยว่าเป็นเครื่องดื่มที่ Refreshing ได้อย่างเยี่ยมยอด     อยากหยุดเวลานี้ไปนานเท่านาน

หาก The Kheha” แลนมาร์กใหม่แห่งถนนบำรุงเมืองให้ความรู้สึกเหมือนมาพักที่บ้านเพื่อนหัวใจศิลปิน ในส่วนของ The Kheha Café” ก็คงเหมือนเพื่อนสายอาร์ตคนนี้เปิดครัวต้อนรับเราด้วยกาแฟรสดีและอาหารอร่อยที่ปรุงอย่างใส่ใจและน่ากินทุกจาน เป็นเมนูโฮมเมดที่นำเสนอในรูปลักษณ์เก๋ไก๋ โดนใจทั้งในฐานะอาหารท้องและอาหารตา         ที่นี่มีทั้งอาหารไทยที่คงรสชาติเข้มข้นจัดจ้านแบบไทยแท้ ส่วนอาหารฝรั่งก็เน้นดึงความอร่อยของวัตถุดิบได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นชุดแกงเขียวหวานไก่อร่อยเด็ด เสิร์ฟพร้อมไข่ลูกเขยและข้าวสวยร้อนๆ สปาเกตตีซอสเพสโตแซลมอนย่าง หอมกลิ่นเพสโต มาพร้อมแซลมอนชิ้นโต รวมทั้งตับไก่บดกลมกล่อมหอมมัน กินกับขนมปังกระเทียมหอมเนย และสลัดแซลมอน แซลมอนรมควันและผัดสดนานาชนิด ราดน้ำสลัดสูตรพิเศษที่น่าจะถูกใจสาวๆ         รวมทั้งเมนูใหม่สุดสร้างสรรค์โดยเชฟมากฝีมือ ทั้งเต้าหู้ทอด กินคู่ดิปปิงชีสสูตรเด็ดหอมมัน ไข่ตุ๋นอาร์ติสต์ ผสานความอร่อยของไข่ตุ๋นและต้มยำทะเลรสจัดเครื่องแน่นทั้งกุ้ง หอย และปลาหมึก ข้าวผัดกะปิ เมนูจานเดียวกินง่าย เสิร์ฟพร้อมผักสดและปลาทูทอดตัวโต         สปาเกตตีกะเพราหมูสับไข่แดงเค็ม รสเผ็ดนิดๆ ของหมูสับเข้ากันได้ดีกับความเค็มมันจากไข่แดงเค็ม และแก้แฮงก์จิตรกร เมนูชื่อเก๋ที่มีทั้งข้าวต้ม ยำเกี้ยมไฉ่ และหมูหวานกินเพลิน       ส่วนคอกาแฟต้องถูกใจ Yin Yang Coffee กาแฟเย็นปั่นเสิร์ฟในแก้วทรงสูง มาพร้อมเหยือกใส่นมให้เติมนมสดสีขาวลงในกาแฟสีดำเข้มสมชื่อเมนู และ Latte Tree ลาเต้ร้อนที่แต่งลาเต้อาร์ตเป็นรูปต้นไม้สวยเก๋ ที่นี่ใช้กาแฟเบลนด์พิเศษที่ผสมผสานกาแฟจากนิการากัวและเชียงรายเข้าด้วยกัน รสกลมกล่อมหอมละมุน ดื่มง่าย       สำหรับคนรักของหวานห้ามพลาดบลูเบอร์รีชีสเค้ก เนื้อเค้กหอมมันราดซอสบลูเบอร์รีรสเปรี้ยวอมหวาน เค้กช็อกโกแลตเนื้อแน่นหนึบ แถมยังไร้แป้ง และสตรอว์เบอร์รีซันเด ไอศกรีมวานิลลาและสตรอว์เบอร์รีสดหอมหวานที่แสนจะเมดมายเดย์      

“Bubbles Restaurant” ห้องอาหารนานาชาติบรรยากาศร่วมสมัยนั่งสบายแห่งแกรนด์ เมอร์เคียว ภูเก็ต ป่าตอง รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า ที่พร้อมเสิร์ฟเมนูอร่อยไม่เหมือนใคร โดยผสมผสานกลิ่นอายของอาหารเมดิเตอร์เรเนียน ยูโรเปียน เอเชียน ไทย และอาหารท้องถิ่นบนเกาะภูเก็ตได้อย่างลงตัว โดยมีโซนที่นั่งทั้งภายในห้องปรับอากาศและด้านนอกริมสระว่ายน้ำให้เลือกผ่อนคลายกันได้อย่างเพลิดเพลิน       ใครชอบเมนูกินเล่นเบาๆ เราแนะนำเมนูทาปาสเพื่อสุขภาพอย่าง Avocado Bruschetta อะโวคาโดสดผสมมะเขือเทศซัลซ่าและมะม่วงสด วางบนขนมปังอบเนยหอมมัน หรือจะอิ่มกำลังดีกับ Tagliatelle Prawns พาสต้าเส้นแบนเหนียวนุ่มผัดกับกุ้งลายเสือ เห็ด ผักโขม น้ำมันเห็ดทรัพเฟิล และครีมชีสพาร์เมซาน       ส่วนคนรักพิซซาต้องลอง Carbonara Pizza พิซซาคาโบนาราสูตรพิเศษที่ใส่หอมหัวใหญ่ พริกดอง และผักชีให้มีรสสัมผัสแบบไทยๆ พร้อมเพิ่มความอร่อยด้วยครีมและชีสคุณภาพดีเข้มข้นหอมมัน       สนับสนุนผลิตภัณฑ์โดย

ใครเป็นแฟนอาหารเมดิเตอร์เรเนียนและโมร็อกโกของ Crêpes & Co. ชายจุกบอกเลยว่าห้ามพลาดกับสาขาใหม่ที่ 9:53 Community Mall ซอยทองหล่อ 9 ครั้งนี้เปิดคู่กับร้านอาหารในเครือเดียวกันอย่าง Le Boeuf ที่เด่นเรื่อง Steak & Fries Bistro สเต๊กเนื้อนุ่มๆ กับซอสคาเฟ่เดอปารีสที่ฉ่ำหอมด้วยเนย และอุ่นร้อนตลอดการกิน โอ๊ย! คิดถึงสเต๊กเนื้อก็อยากกินแล้ว แต่วันนี้ชายมากินอาหารเมดิเตอร์เรเนียนและโมร็อกโกต่างหากล่ะ (555 น้ำตาไหล)     ชายว่าระยะเวลาการเปิดของแบรนด์นี้ก็การันตีอะไรหลายอย่างได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่ปี ค.ศ.1996 ยาวนานมาก นอกจากเครปแล้วยังนำเสนออาหารหลายอย่างที่มีความเป็นเมดิเตอร์เรเนียนสูงทั้งอาหารสเปน กรีก โมร็อกโก และฝรั่งเศส   มาที่นี่ชายว่าเครปคือจุดเด่น แต่เจ้าของร้านก็พยายามนำเอาอาหารโมร็อกโกเข้ามาเสริม แถมภาชนะต่างๆ อย่างทาจีน จานกระเบื้อง หรือภาชนะทองเหลือง เจ้าของร้านก็ไปตระเวนซื้อหามาจากที่โน่นเลยล่ะ สาขานี้มีความเป็นคาเฟ่ค่อนข้างสูงทั้งบรรยากาศขาวใสแบบพิมพ์นิยมและภาพประดับผนังที่ดูเป็นงานป๊อปอาร์ต        ส่วนเมนูอาหารน่ะเหรอ ใหม่เกือบทั้งหมด โดยเฉพาะเมนูเครป Grilled Australian ฺBeef Crêpe แป้งบักวีตไส้เห็ดและผักโขมผัด กินกับเนื้อวัว และบลูชีสซอส     ส่วนใครชอบอาหารโมร็อกโกห้ามพลาด Moroccan Crêpe เครปแป้งบักวีตผสมยี่หร่ากับไส้กรอกเนื้อวัว คูสคูส และมะเขือ เติมรสเผ็ดด้วยพริกฮาริสสา เสิร์ฟมาในจานลายสวยงาม     และอีกจาน 5 Spices Slow Cooked Pork Ribs เสิร์ฟมาในทาจีน ซี่โครงหมูอบกับผงไฟว์สไปซ์ คูสคูส และพริกฮาริสสา เนื้อซี่โครงล่อนและหอมสมุนไพร จานนี้ดีเลยแหละไม่ฉุนเครื่องเทศไป   

สายๆ วันอาทิตย์อย่างนี้คุณทำอะไร? บ้างก็คงเพิ่งตื่นนอน หรือเป็นช่วงเวลาที่กำลังหาเมนูอร่อยใส่ท้องกัน ส่วนใครที่ยังคิดไม่ออกว่าอาทิตย์นี้จะกินอะไรที่ไหน เรามีบุฟเฟ่ต์มื้อสายวันอาทิตย์หรือซันเดย์บรันช์มาฝาก     เรียกได้ว่าเป็นตำนานเลยทีเดียวกับมื้อสายวันอาทิตย์ของโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ ที่จัดบุฟเฟต์แบบอลังการให้เลือกกินไม่อั้นโดยรวมอาหารเด่นจากทุกห้องอาหารของโรงแรม SPICE (ห้องอาหารไทย), Madison (Steak House) ,SHINTARO (ห้องอาหารญี่ปุ่น)และ Biscotti (ห้องอาหารอิตาเลียน) มาเสิร์ฟพร้อมกันที่บริเวณ ปาริชาติ คอร์ท ที่มีบรรยากาศสวนร่มรื่น     เราจัดอันดับเมนูเด่นๆ ที่ห้ามพลาดมาแล้ว อันดับแรกที่ต้องไปเตาอบ “Rotisserie” เตาอบขนาดใหญ่สีแดงสวย จากประเทศฝรั่งเศสที่มีเพียงเครื่องเดียวในประเทศไทย มูลค่ากว่า 1.2 ล้านบาท เมื่ออบด้วยเครื่องนี้แล้วจะทำให้เนื้ออบหรือไก่อบมีสีสันสวยงามน่ากินและคงความนุ่มชุ่มฉ่ำข้างใน     ส่วนเมนูยอดนิยมที่นี่ก็มีครบ ทั้งฟัวกราส์ชิ้นหนาที่ทอดใหม่ๆ ตามสั่ง ผิวกรอบนอกเนื้อในฉ่ำนุ่ม ส่วนมุมอบและย่างก็มีเนื้ออบและหมูอบที่มีหนังกรอบเป็นไฮไลท์ ซีฟู้ดออนไอซ์คุณภาพดีสมราคา ซูชิและซาชิมิจากห้องอาหารญี่ปุ่นชินทาโร่ ชีสและโคลคัทก็มีให้เลือกหลายชนิด               นอกจากเมนูยอดนิยมแล้วที่นี่ยังมีอาหารตะวันออกกลาง อาหารจีน อาหารไทย อาหารอินเดียและไข่ปลา (Fish Roe) หลายแบบให้เลือกชิมอีกด้วยนะ           แน่นอนว่ามา แชมเปญซันเดย์บรันช์ แชมเปญที่เสิร์ฟต้องไม่ธรรมดาเพราะที่นี่ใช้ Taittinger Champagne แชมเปญระดับพรีเมียมเลยทีเดียว จิบแล้วสดชื่นตื่นเต็มตา   ทุกท้ายแล้วอย่าลืมชิมขนมให้ครบเลยนะ โดยเฉพาะเครปซูเซตต์ และช็อกโกแลตลาวา   ข้อมูล วินเทจแชมเปญแพ็กเกจ ราคา  9,500 บาท++ รวม Taittinger Rose and Vintage Brut Champagne ไวน์แดง ไวน์ขาว เบียร์ น้ำผลไม้ และซอฟต์ดริงค์ แชมเปญแพ็กเกจ ราคา 4,100 บาท++ รวม Taittinger N/V Brut Reserve ไวน์แดง ไวน์ขาว เบียร์ น้ำผลไม้ และซอฟต์ดริงค์ สปาร์คกลิ้งไวน์แพ็กเกจ ราคา 3,250 บาท++ รวม Prosecco ไวน์แดง ไวน์ขาว เบียร์ น้ำผลไม้ และซอฟต์ดริงค์ ซันเดย์บรันช์แพ็กเกจ ราคา 2,999 บาท++ รวมน้ำผลไม้ และซอฟต์ดริงค์และเด็กอายุระหว่าง 6 - 12 ปี ราคา 1,500 บาท++

กว่าห้องอาหารและบาร์ของโรงแรม พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ ลงตัวก็เล่นเอาลุ้นอยู่นาน แต่พอเปิดตัวปุ๊บก็เล่นแรงปั๊บก็เล่นเปิดตัว Penthouse Bar & Grill กินพื้นที่ชั้นบนสุดของโรงแรมถึง 3 ชั้น กับ 6 โซนที่ต้องบอกว่าไปครั้งเดียวไม่จบแน่นอน     ชายจุกว่า เพนท์เฮ้าส์ บาร์ แอนด์ กริลล์ ดีไซน์คล้ายห้องพักหรูบนเพนท์เฮ้าส์ของมหานครนิวยอร์ก ที่ดูเหมือนเรียบไม่หวือหวา แต่หรูหราด้วยรายละเอียด รวมถึงของตกแต่งที่คล้ายจะบอกว่าเจ้าของห้องพักนี้เป็นนักสะสมที่คลั่งไคล้มอเตอร์ไซด์เอามากๆ ทำไมถึงเป็นแบบนั้นต้องไปดูด้วยตาตัวเอง     6 โซน มีโซนหลักคือ The Grill และ The Cocktail Bar ส่วนโซนอื่นๆ ก็ซ่อนตัวและโชว์ตัวอยู่ในมุมของตัวเอง Chef's Table ซ่อนตัวอยู่ภายในครัวของเดอะกริลล์ Whisky Room บาร์วิสกี้ และ The Mezzanine บาร์ส่วนตัวบนชั้นลอยของเดอะค็อกเทลบาร์ ส่วน Rooftop Terrace ต้องรออีกเดี๋ยวนึงถึงเปิดตัว       ก่อนไปกินอาหาร ชายเริ่มที่เดอะค็อกเทลบาร์ ชั้น 35 อุ่นท้องเบาๆ ด้วยค็อกเทลแต่ก็ดูเหมือนว่าจะตัดสินใจไม่ถูก ซิกเนเจอร์ค็อกเทลยังมีไม่มาก เลยค่อยๆ ลองสั่งมาจิบ The Reverent (360บาท) ค็อกเทลสายสปิริตฟอร์เวิร์ด วิสกี้ 2 ชนิด ลิเคียวร์อัลมอนด์ ลิเคียวร์สมุนไพร เมเปิ้ลไซรัป หวานนิดนึงแต่หนักหน่วง     New Cuban (360 บาท) เหล้ารัมผสมสาเกอินฟิวสตอรว์เบอร์รี น้ำมะนาว ชรัปป์รูบาร์บ ตามด้วยสปาร์กกิ้งไวน์ รสออกเปรี้ยวแต่ไม่หนัก     Memento (360 บาท) ไวท์รัม ลิเคียวร์ดอกไม้ น้ำมะนาว ไซรัปเนยถั่ว กล้วย และบิตเตอร์ มาทั้งกลิ่นกล้วยและเนยถั่ว ที่ไม่แสดงออกมาในสีของค็อกเทล     และคลาสลิกค็อกเทล Last World (420 บาท) จิน ลิเคียวร์ดอกไม้ ลิเคียวร์เชอร์รี่ และน้ำมะนาว     ดื่มมากไปเริ่มร้อนท้อง ชายลงไปต่อที่ชั้น 34 ที่เดอะกริลล์ รวมเอาอาหารย่างจากเตากลางร้าน โดยเฉพาะเนื้อวัวที่มีให้เลือกหลากหลายจากทั้งอิตาลี อเมริกา ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และอาร์เจนติน่า รวมถึงซีฟู้ดคุณภาพดี   เริ่มที่ Onion Soup (250 บาท) ซุปหัวหอมสุดคลาสลิก รสกำลังดีเค็มปนหวาน ยืดด้วยชีสให้ได้เคี้ยวกับหัวหอม กินกับโฮมเมดซาวร์โดว์และเนยรมควัน     มาที่ Surf & Turf (1,950 บาท) เนื้อสันในมาคู่กับแคนาเดียนล็อบสเตอร์ที่ย่างมาแบบพอดีไม่แห้ง เลือกจิ้มกับซอส เบอร์เนส เรดไวน์ พริกไทยดำ เห็ด ชิมิชูรี แจ่ว และซีฟู้ด     อีกจานที่คนชอบเนื้อวัวห้ามพลาด Ribeye (1,350 บาท) จากออสเตรเลีย เนื้อนุ่มๆที่มีไขมันแทรกมากหน่อยทำให้นุ่มละมุนลิ้น กินกับไซด์ดิสอย่างแมคชีสและหน่อไม้ฝรั่งย่าง     แน่นอนคนไม่กินเนื้อวัว ชายก็มี Patagonia Toothfish (1,350 บาท) ปลาค้อดดำจากออสเตรเลีย จานนี้ก็มีเนื้อฉ่ำๆ หอมกลิ่นควันไฟ บีบเลมอนเพิ่มรส     ปิดท้ายที่ของหวาน Irish Coffee (370 บาท) วานิลลาซอฟต์เสิร์ฟกับเอสเพรสโซ่ช็อตและลิเคียวร์ครีม Crèème Caramel (290 บาท) มาพร้อมวานิลลาซอฟต์เสิร์ฟและซอสช็อกโกแลต Caramelized Lemon Tart (310 บาท) เลมอนทาร์ตเปรี้ยวๆที่เผาหน้าด้วยน้ำตาล กินกับบลูเบอร์รี่  

เย็นอากาศ ย่านฮิปล่าสุดที่ชายจุกว่ามันมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ก่อนหน้านี้มีร้าน Suhring ที่เพิ่งได้ร้านอาหารอันดับที่ 13  ของ Asia's 50 Best Restaurants 2017 เปิดมาได้ปีกว่า ตามด้วย Akart Bistro & Bar ในพื้นที่เดียวกัน แต่ชายชอบที่นี่มากกว่าอากาศบิสโทรตรงที่ยังคงโครงสร้างของบ้านไม้เก่าอายุเกือบ 90 ปี เอาไว้  แม้แต่สีดั้งเดิมอย่างสีเขียวตองอ่อนก็ไม่ได้ทาทับให้ใหม่ขึ้นจากเดิมเลย แถมชายยังได้ยินมาว่าบ้านหลังนี้เจ้าของคนแรกเป็นหลานของรัชกาลที่ 4 โอ้โหมีตำนาน ชายทราบข่าวจากพี่ที่ Graph Café เชียงใหม่ ที่ส่งข่าวมาเป็นระยะว่ามาช่วยเป็นที่ปรึกษาให้ แถมที่นี่ยังไม่ใช่ร้านกาแฟหน้าใหม่ ทำให้เป็นร้านกาแฟที่ชายอยากไปเยือนมากที่สุดร้านหนึ่ง คอฟฟี่คราฟท์แมน เป็นสาขาใหม่และคอนเซปต์ใหม่ที่ขยายจากบาร์กาแฟเล็กๆ บนถนนพระราม 6 ซอย 23  ที่นี่ยังคงจุดเด่นเรื่องกาแฟมีเมล็ดกาแฟมากถึง 3 เบลนด์ ซึ่งเหมาะสำหรับชงกาแฟแต่ละแบบ กาแฟร้อน กาแฟนม กาแฟเย็น และดริป ชายได้ลองจิบ Caffe Latte รสนมนวลๆ ตัดกับรสขมของกาแฟ อาหารมีจุดเด่นที่พาสต้าเส้นสดอย่างเส้นเฟตตูชินี่ฟักทองและเส้นเฟตตูชินี่มะละกอ จานเด่นเป็น Fettuccine Pesto “Karna” ใช้เส้นเฟตตูชินี่ฟักทองผัดกับเพสโต้ซอสที่ทำจากผักคะน้า รสชาติจึงนุ่มนวลกว่าโหระพา ที่นี่ยังมีพิซซ่าแป้งโฮมเมดและอาหารสูตรพิเศษอย่าง Hakka Pork Stew with Rice ข้าวหมูอบสูตรอาม่า ตำรับจีนแคะ และ Pork Burger เบอร์เกอร์หมูที่มาพร้อมชีสและผักดอง 

ในวันหยุดสบายๆ ใครกำลังมองหาสถานที่ชิลเอาต์ดีๆ ไม่ต้องฝ่าการจราจรที่แสนติดขัดเพื่อไปถึงใจกลางเมืองอย่างสุขุมวิท ทองหล่อ หรือเอกมัยอีกต่อไป เพราะเรากำลังจะแนะนำคาเฟ่น่านั่งของ 3 เพื่อนสนิทที่นำประสบการณ์และความถนัดคนละสไตล์ทั้งด้านธุรกิจ อาหาร และเครื่องดื่ม มาผสมผสานกับความตั้งใจที่อยากให้คาเฟ่สุดเก๋ได้ขยับขยายออกมาอยู่นอกเมืองกันบ้าง โดยเฉพาะในย่านลาดพร้าวที่มีชาวชุมชนมากมาย จนกลายเป็น Cold Spring Cafe ที่กำลังมาแรงในโลกออนไลน์ขณะนี้ ที่นี่มาพร้อมคอนเซ็ปต์น่ารักที่เราชอบมาก คือการนำดอกไม้สดและต้นไม้มาตกแต่งแทบทุกมุมในร้านดูสวยงามและอบอุ่น อาทิ กุหลาบ เดซี่ และคาร์เนชั่น ให้บรรยากาศแบบกลาสเฮาส์นิดๆ ด้วยการใช้กระจกเป็นกำแพงรอบร้าน และมีโซนเอาต์ดอร์ด้านหลังที่วางโต๊ะและเก้าอี้ชิงช้าให้เราได้นั่งรับลมและใกล้ชิดกับต้นลิปสติกที่ปลูกรายล้อมอยู่มากยิ่งขึ้น เรียกว่าไม่ว่าจะมาเยือนร้านนี้ในช่วงไหนก็จะได้สัมผัสกับ "ฤดูใบไม้ผลิที่แสนเย็นสบาย" สมกับชื่อร้านนั่นเอง ส่วนอาหารของ Cold Spring Cafe เน้นเมนูโฮมเมดกินง่ายสไตล์ฟิวชั่น ฝีมือเชฟหนึ่งในเจ้าร้านที่พกพาความเชี่ยวชาญด้านอาหารจากการทำงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและครัวของเลอ กอร์ดอง เบลอ มาคิดค้นดัดแปลงให้ทุกเมนูออกมาไม่เหมือนใคร เราขอเริ่มต้นเรียกน้ำย่อยกับ Mixed Fries มันฝรั่งทอดกรอบนอกนุ่มในหลากรูปทรง มาพร้อมดิปปิงซอส 3 สไตล์ ทั้งเพสโตมายองเนส ต้มยำมายองเนส และฮันนี่มัสตาร์ด ก่อนจะตามด้วย Four Chesse Carbonara สปาเกตตีคาโบนาราที่เพิ่มความหอมมันเข้มข้นด้วยการเพิ่มชีส 4 ชนิด ทั้งมอสซาเรลลา เชดด้า พาร์เมซาน และโปรโวโลนด้านบน แล้วเบิร์นให้เกรียมนิดๆ  อิ่มของคาวแล้วมีหรือเราจะยอมพลาดของหวานยอดนิยมอย่าง Cold Spring Jelly เจลลีใสเนื้อเด้งดึ๋งสอดแทรกด้วยผลไม้สด อาทิ สตอว์เบอร์รี องุ่น และส้ม พร้อมตกแต่งจานด้วยสตรอว์เบอร์รีและกลีบกุหลาบสีสวยดูสดชื่นและน่ากิน รวมทั้ง Rose Panna Cotta พานาคอตต้าเนื้อเนียนนุ่มที่ผสมกลิ่นกุหลาบหอมอ่อนๆ พร้อมโรยกุหลาบแห้ง ราดซอสราสพ์เบอร์รี วางลิ้นจี่และสตรอว์เบอร์รีสดให้กินคู่กัน  แล้วอย่าลืมสั่ง Smoothie 2 ways สมูทตี้สีสันสวยงาม ด้านล่างเป็นมะม่วงสดปั่น ก่อนเทสตรอว์เบอร์รีปั่นตามลงไปด้านบน จะกินทีละชั้นหรือคนผสมกันก็อร่อยลงตัว และ Rose Panna Cotta โซดาซิกเนเจอร์ที่มีกิมมิกอยู่ที่การนำแตงโม แคนตาลูป และเมลอนแช่เย็นจัดมาใช้แทนน้ำแข็ง แนะนำให้ค่อยๆ ตักกิน เพราะยิ่งแช่นานจะยิ่งดูดซึมความซ่าของโซดา เวลาเคี้ยวแล้วจะได้ความหวานของผลไม้ผสานความซาบซ่านิดๆ ที่ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้มื้อนี้ฟินสุดๆ