Mo-Mo-Paradise” ร้านชาบูและสุกียากี้ ออริจินอลจากดินแดนอาทิตย์อุทัย มาเปิดสาขาใหม่ที่ห้างสรรพสินค้าสุดป๊อปอย่าง ‘เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว’ เป็นสาขาที่ 20 เรียกเสียงฮือฮาจากเหล่าฟู้ดดี้ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะตั้งแต่แกรนด์โอเพนนิ่ง สาวกชาบูและสุกี้ต่างมารอต่อคิวกินของอร่อยพรีเมี่ยมกันอย่างล้นหลาม ก็แฟนคลับร้านนี้มีมากเอาการอยู่นะ       มาเท้าความถึงประวัติร้านกันสักหน่อย Mo-Mo-Paradise ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1993 ที่คาบูกิโช – ชินจูกุ ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เป็นร้านชาบูและสุกียากี้ที่มีคอนเซ็ปต์ ‘All You Can Eat’ โดยนำเสนออาหารที่นอกจากจะรสชาติดี มีเอกลักษณ์แล้วยังเน้นเรื่องความปลอดภัย ใช้วัตถุดิบคุณภาพ อาทิ เลือกใช้เนื้อวัวจากฟาร์มเดียว พันธุ์เดียว เกรดเดียวและส่วนเดียว เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อเป็ด ทางร้านเลือกใช้เป็นเนื้ออนามัย ปราศจากสารปนเปื้อนต่างๆ       ยังมีไข่ไก่ Cage Free ไข่สดอนามัยที่ได้มาจากฟาร์มไก่อารมณ์ดี ปล่อยเลี้ยงแบบธรรมชาติ สำหรับผักสดนานาพันธุ์กว่า 20 ชนิด ทางร้านเลือกใช้เป็นผักปลอดสาร สดใหม่วันต่อวัน นอกจากนั้นคุณยังสามารถค้นพบความอร่อยในแบบฉบับของตนเองจากเมนู DIY อาทิ ไข่ดอง สึกิมิอูดง หรือที่เรียกว่า อุด้งชมจันทร์ คารมิโซะ มิลเฟยนาเบะ เป็นต้น บวกกับการบริการที่ดีงามอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ร้านโม โม พาราไดซ์ เติบโตอย่างรวดเร็วจาก 27 สาขาในประเทศญี่ปุ่น กลายเป็น 70 กว่าสาขาทั่วโลก!           อันดับแรกเราเลือกชิม SHABU-SHABU น้ำซุปใสรสนุ่มนวล เข้ากันดีกับ Australian Beef เนื้อวัวออสเตรเลียเกรดพรีเมียม ที่มีมันแซมเล็กน้อย เนื้อนุ่มฉ่ำลิ้น หรือจะลอง USDA Beef เนื้อวัวแองกัสนำเข้าจาก USA ที่คัดสรรมาแล้วอย่างดี จิ้มน้ำจิ้มงา ซึ่งทำมาจากวอลนัท และงา รสหอมมัน บอกเลยว่าฟินมากๆ       สำหรับใครที่ไม่กินเนื้อก็อย่าน้อยใจไป เพราะทางร้านมี Pork Kurobuta Shoulder สันคอหมูคุโรบูตะ ลวกให้สุกพอดี กินพร้อมพอนซึรสเปรี้ยวสดชื่น เติมกระเทียมและพริกขี้หนูลงไปด้วย     มาถึงฝั่ง SUKIYAKI กันบ้าง เริ่มจากใส่ผักสดต่างๆ ลงไปในน้ำซุปดำก่อน จากนั้นค่อยตามด้วย Australian Beef ที่หลายคนรัก จิ้มกับไข่สดอนามัยยิ่งทวีความฟิน Pork Loin ก็อร่อย หมูคุโรบุตะส่วนท้องคุณภาพ เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ ยังมี Hygienic Duck เป็ดอนามัยเนื้อแน่น รสชาติดี         และที่พลาดไม่ได้เลยคือ Chicken Dumpling หนึ่งในเมนูดาวเด่นของโม โม พาราไดซ์ ไก่ไม้ไผ่สึมิเระ ซึ่งทำมาจากไก่ชั้นดีที่เลี้ยงด้วยข้าวกล้อง เนื้อนุ่มเด้ง กินเพลิน กินคู่กับโชยุหวานก็เข้าที       มาถึง Mo-Mo-Paradise จะพลาดเมนู DIY ไปได้อย่างไร ใช่แล้ว! เราพูดถึง “ไข่ดอง” นั่นเอง เริ่มจากใช้ ไข่ไก่อนามัย ตอกใส่ถ้วย จากนั้นแยกใส่แดงและไข่ขาวออกจากกัน ใส่กระเทียม พริกขี้หนู และโชยุหวาน ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง แค่นั้นไข่ดองก็พร้อมให้คุณได้ลิ้มลองแล้ว กระซิบ ตักเข้าปากกินพร้อมข้าวและเนื้อยิ่งอร่อย       ล้างปากด้วยของหวานอย่าง ไอศกรีมโฮมเมด ที่มีให้สายหวานเลือกละเลียดถึง 5 รสได้แก่ มะม่วง บ๊วย ชาเขียว ชาโคล รสครีมมี และ นมข้าวญี่ปุ่น หอมๆ รสหวานพอดี และ ไดฟุกุ เนื้อเหนียวนุ่ม 4 รสชาติ อาทิ ถั่วแดง ชาเขียว สตรอว์เบอร์รี รสเปรี้ยวอมหวาน และ คัสตาร์ด หอมมัน    

เริ่มต้นจากร้านสุกี้โบราณเล็กๆ ที่ขายหน้าโรงหนังเฉลิมนคร ในปี พ.ศ.2503 ด้วยเมนูซิกเนเจอร์เพียงไม่กี่เมนู อาทิ สุกี้โบราณ กระทะปิ้งเจงกิสข่าน และหัวปลาหม้อไฟ แต่ก็สามารถสร้างร้านให้เติบโตเรื่อยมาและย้ายโลเคชั่นไปหลายแห่ง ตั้งแต่ถนนเยาวราช เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ผ่านการปรับปรุงนับครั้งไม่ถ้วนจน “เอี่ยวไถ่” ของคุณณัฎฐ์ กีรติเก้าทรัพย์ (ผู้บริหารรุ่นที่ 3) ได้กลายเป็น ‘ร้านสุกี้โบราณ’ ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย และประสบความสำเร็จจนขยายสาขาไปทั่วประเทศ ทั้งในรูปแบบร้านสแตนด์อโลน และภายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป       ความโดดเด่นของร้านเอี่ยวไถ่ที่มองข้ามไปไม่ได้เลยคือ เรื่องรสชาติ ความอร่อยที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น การใช้วัตถุดิบคุณภาพ ซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศ ผสมผสานไปกับของดีในเมืองไทย ผ่านกระบวนการปรุงอย่างใส่ใจ บวกกับการบริการที่เปรียบลูกค้าเป็นเสมือน “ครอบครัว” ทำให้ร้านสุกี้โบราณแห่งนี้ได้ใจลูกค้าทุกกลุ่ม ทุกวัยมายาวนานกว่า 60 ปี     ครั้งนี้เราพามาชิมเอี่ยวไถ่สาขาใจกลางกรุงฯ อย่าง  “เซ็นทรัลเวิลด์” ด้วยขนาดร้านค่อนข้างกว้างจึงรองรับลูกค้าได้แบบไม่แออัด ภายในร้านสีขาวสะอาดตา เข้ากันได้ดีกับพื้นไม้และเฟอร์นิเจอร์สีครีมอบอุ่น ผนังฉากหลังตกแต่งด้วยภาพวาดรูปท้องฟ้ากว้างใหญ่ มีปุยเมฆล่องลอยเป็นชั้นๆ ช่วยเสริมบรรยากาศชวนให้อยากละเลียดความอร่อยของสุกี้โบราณสูตรแต้จิ๋วกันเพลินๆ     เริ่มจากการชิมเมนูดาวเด่นอย่าง กระทะปิ้งเจงกิสข่าน เนื้อวากิวคุณภาพ นุ่มชุ่มฉ่ำ หมักด้วยสมุนไพรและเครื่องเทศหลากชนิดย่างจนหอม เสิร์ฟพร้อมผักย่าง และน้ำจิ้มสูตรลับฉบับของทางร้าน     ใครชอบก๋วยเตี๋ยวหลอดต้องไม่พลาดสั่ง ก๋วยเตี๋ยวหลอดปู แป้งก๋วยเตี๋ยวแผ่นบางๆ ห่อเนื้อปูสดหวานเต็มคำ ราดด้วยน้ำจิ้มหวาน และพริกน้ำส้มรสเปรี้ยวเผ็ด เป็นรสชาติที่ลงตัวสุดๆ บอกเลยว่าเมนูนี้ทุกโต๊ะต้องสั่ง     มาถึงอีกหนึ่งจานขายดี กุ้งแม่น้ำเผา ทางร้านใช้กุ้งแม่น้ำเป็นๆ คัดขนาดน้ำหนัก 5 ตัวโล ย่างบนเตาถ่านให้หอมฉุย เนื้อกุ้งหวานสดเด้ง พร้อมมันกุ้งเยิ้มๆ ฟินๆ กินคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บถึงใจ     ลองชิม แปะก๊วยคั่วพริกเกลือ อีกสักจาน แปะก๊วยเนื้อมันๆ ผัดพร้อมกับสามเกลอ กระเทียมเจียวหอมกรุ่น และพริกขี้หนูรสเผ็ดร้อน กินเพลินๆ ต่อเนื่องได้เรื่อยๆ     และซดน้ำซุปร้อนๆ กับ สุกี้หมูโบราณ ที่ภายในเซ็ตประกอบด้วย เนื้อหมูหมักสูตรลับเฉพาะ ผสมกับไข่ไก่ ผักต่างๆ เวลารับประทานให้ใช้ตะเกียบคนเนื้อหมูกับไข่ไก่เข้าด้วยกัน จากนั้นก็ค่อยๆ เทลงไปในน้ำซุปร้อนๆ แล้วตามด้วยผักสด กินคู่กับน้ำจิ้มสุกี้รสเด็ด หอมกลิ่นเต้าหู้ยี้  

ใครเป็นแฟนพันธุ์แท้สุกียากี้จะต้องหลงรัก Suki Masa ร้านสุกี้สไตล์ญี่ปุ่นรสชาติดีของ คุณเก๋ ศริสา นฤปกรณ์ เธอร่ำเรียนการทำอาหารญี่ปุ่นจากเชฟชาวโอซาก้าในสถาบันสอนทำอาหารญี่ปุ่นชื่อดังของเมืองไทย และเดินทางไปเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในประเทศญี่ปุ่น จนได้พบกับร้านสุกียากี้เก่าแก่แห่งหนึ่งในเมืองเกียวโต และเกิดไอเดียในการเปิดร้านอาหารซึ่งกลายมาเป็นสุกี้ มาสะ ที่เรารู้จักในที่สุด       ร้านสุกี้ มาสะ เป็น Japanese Sukiyaki Kansai Style หรือสุกียากี้ดั้งเดิมของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการกินที่ถ่ายทอดกันมา 100 กว่าปี โดดเด่นด้วยการปรุงเนื้อสัตว์ต่างๆ ผัก และซอสวาริชิตะ สูตรเฉพาะของทางร้าน ซึ่งทำมาจากน้ำตาลทรายแดง เหล้าสาเก และโชยุ ปรุงจนได้เป็นสุกี้คลุกคลิก รสชาติเข้มข้น ซึ่งแตกต่างจากสุกี้ทั่วไป     ความโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือ Tonkotsu Collagen Soup หรือน้ำซุปกระดูกหมูคอลลาเจน ที่ใช้เวลาเคี่ยวนานกว่า 8 ชั่วโมง เพื่อให้ได้รสชาติที่นุ่มนวล กลมกล่อม อุดมไปด้วยคุณประโยชน์จากคอลลาเจนในไขกระดูก ซึ่งคุณจะได้ลิ้มลองในเมนูชาบู พร้อมไปกับคาราวานเนื้อวากิวคุณภาพ ที่มีให้คุณได้ฟินหลากหลายทั้งเนื้อ A3 เนื้อ A4 เนื้อ A5 และเนื้อพิเศษ ซึ่งเป็นส่วนซี่โครงกับสะโพก เรียกได้ว่าโดนใจมีทเลิฟเวอร์ไปไม่น้อยเลยทีเดียว       นอกจากอาหารจะรสเลิศแล้ว บรรยากาศร้านก็ไม่เป็นรอง โดย Suki Masa สาขา Siam Paragon นั้นจำลองเป็นย่านคันไซสุดคลาสสิกที่มีอายุ100 กว่าปี ชั้นล่างมีห้องหับที่แบ่งเป็นสัดส่วนเพื่อความเป็นส่วนตัว พื้นปูด้วยเสื่อทาทามิ ตกแต่งด้วยต้นซากุระสีชมพูหวาน และตุ๊กตาญี่ปุ่น บนชั้นสองก็เช่นกัน สามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความเป็นเรียวกังหรือโรงเตี๊ยมในประเทศญี่ปุ่นอย่างเต็มพิกัด       ต้อนรับด้วยพระเอกของร้าน Kansai Style Sukiyaki สุกี้ดั้งเดิมสไตล์ญี่ปุ่น ที่ภายในเซ็ตประกอบไปด้วย ข้าว สลัด ชุดผัก ไข่ไก่ เนื้อ (สามารถเปลี่ยนเป็นหมูคุโรบุตะ ไก่ อกเป็ด แกะ และซีฟู้ด ได้สำหรับผู้ที่ไม่กินเนื้อ ) เริ่มปรุงจากการเทซอสวาริชิตะ รสหวานกลมกล่อม ตามด้วยเนื้อ และผัก ปรุงสุกแบบขลุกขลิก จิ้มกับไข่สด หรือพอนสึ ที่เติมกระเทียมกับพริกสดลงไป รวมแล้วได้เป็นรสชาติเปรี้ยวๆ เผ็ดๆ เข้ากัน ตบท้ายด้วยขนมหวานอย่าง พุดดิ้งคาราเมล     หรือใครชอบซดน้ำซุปร้อนๆ แนะนำ Shabu Shabu ที่มีให้คุณเลือกน้ำซุปถึง 4 ชนิด อาทิ น้ำซุปดาชิ ซึ่งทำมาจากปลาแห้งญี่ปุ่น น้ำซุปยูซุ ทงคัตสึ น้ำซุปมิโซะ และ น้ำซุปกระดูกหมูคอลลาเจน (Tonkotsu Collagen Soup) ที่เราเลือก ใส่เนื้อลงไปในน้ำแกงร้อนๆ ตามด้วยผักต่างๆ ต้มจนได้ที่ กินกับน้ำจิ้มโกมะ (น้ำจิ้มงาขาว เข้มข้น หอมมัน) หรือพอนสึ ก็อร่อย นอกจากนั้นภายในชุดนี้ยังมีเส้นอุด้ง  สลัด ข้าว และของหวานอีกด้วย     อย่าเพิ่งรีบอิ่มเพราะยังมีเมนูเด็ดอย่าง Salmon Takikomi Gohan ข้าวญี่ปุ่นเนื้อนุ่ม ผัดพร้อมแซลมอนที่เรารัก เนื้อชุ่มฉ่ำ และซอสสูตรพิเศษของทางร้าน รสเค็มหวานพอเหมาะ ออนท็อปด้วยไข่ปลาแซลมอน เสิร์ฟในชามหิน ซึ่งช่วยเก็บความร้อนได้เป็นอย่างดี     และ Rainbow Roll ซูชิหน้าปลาต่างๆ ที่ให้คุณเลือกอร่อยได้ในจานเดียว มีทั้งแซลมอนเนื้อสด อากามิ (ทูน่า) เนื้อหวาน และปลาฮามาจิ กินพร้อมไข่หวาน แตงกวา และไข่กุ้ง ด้านบนมีอะโวคาโดมันๆ จิ้มกับโชยุ และวาซาบิรสเผ็ดซ่า     ใครอยากชิมต้องโทรมาจองก่อนนะ

อากาศเย็นสบายช่วงต้นปีอะไรจะดีเท่านั่งล้อมวงหน้าหม้อน้ำซุป จุ่มเนื้อนุ่มๆ แล้วส่งต่อให้กันที่ Nabezo Premium กับคอร์สสุดพิเศษ “Celebration Special Course x OUMI-GYU” ที่มีสุดยอดวัตถุดิบอย่างโอมิกิว เนื้อนุ่มฉ่ำแทบละลายในปาก       ปลุกความสดชื่นกันก่อนกับสปาร์กกิ้งไวน์หรือน้ำแอปเปิ้ล จากนั้นเรียกน้ำย่อยกับเมนู Marinated Salmon and Scallops ปลาแซลมอนและหอยเชลล์หมักสาหร่ายคอมบุ คลุกเคล้ากับวาซาบิ เพิ่มรสเปรี้ยวสดชื่นด้วยส้มโอทองดีและส้มซันควิก     ส่วนจานหลัก Oumi Beef and Minced King Crab โอมิกิว A5 เสิร์ฟพร้อม Minced King Crab ปลาซูริมิและปูทาราบะในกระบอกไม้ไผ่     สมทบด้วยเมนูจากวัตถุดิบสุดพิเศษที่เลือกได้ 1 อย่างจากข้าวนึ่งหน้าปูทาราบะและอิคุระ เสิร์ฟคู่ซุปมิโซะหอมกรุ่น หรือราเมนซุปมิโซะสไปซี่ก็ได้ความอร่อยไม่น้อยหน้า       ปิดท้ายด้วยมูสเต้าหู้เสิร์ฟคู่ไอศกรีมช็อกโกแลต หอมหวานชื่นใจ     นอกจากนี้ยังมีเมนูอะลาคาร์ตที่ควรลิ้มลอง อาทิ Sashimi Salad รวมวัตถุดิบชั้นดีอย่างกุ้งลายเสือ โฮตาเตะ ปูทาราบะ และปลาแซลมอน     Taraba Sushi Roll with Carb and Crab Miso ซูชิโรลที่มีส่วนผสมของเนื้อปูทาราบะที่ทั้งสดและหวานกับมิโซะเนื้อปู รสชาติดีจนต้องยกนิ้วให้ทุกเมนู     ***ข่าวดีสำหรับผู้ถือบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ รับสิทธิ์ 2 ต่อ ต่อที่ 1  รับส่วนลด 10% สำหรับค่าอาหาร เมื่อทานครบ 4,500 บาทขึ้นไป/เซลส์สลิป ต่อที่ 2  รับเครดิตเงินคืน 13% เพียงแลกใช้คะแนนสะสม Thank You Rewards เท่ายอดใช้จ่าย โดย SMS พิมพ์ BBNZ ตามด้วยหมายเลขบัตรเครดิต 16 หลัก ส่งมาที่ 4712008 ค่าบริการครั้งละ 3 บาท รับสิทธิ์ตลอดรายการ  ตั้งแต่วันนี้ – 31 ม.ค.64 เท่านั้น

ชวนไปเปิดประสบการณ์การกินชาบู-ชาบูและสุกี้ยากี้ญี่ปุ่นระดับพรีเมียมด้วยกันที่ SAKAE (ซาคาเอะ) ร้านเปิดใหม่บนชั้น 2 ของโครงการเดอะปาร์ค ไลฟ์ (ใกล้ MRT ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์) ที่ออกแบบอย่างเรียบหรู ชูเสน่ห์ความเป็นญี่ปุ่นผ่านโทนสีและลวดลายไม้ การตัดขอบโค้งมนด้วยกระจกและอลูมิเนียมสีทองและดำ ด้านบนมีจอฉายภาพกราฟฟิกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับฤดูกาล วัฒนธรรม และศิลปะแบบดิจิทัล พร้อมด้วยการบริการแบบ Omotenashi หรือจิตวิญญาณการบริการแบบญี่ปุ่นสุดประทับใจ         ไฮไลต์ของซาคาเอะอยู่ที่วัตถุดิบพรีเมียมนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวากิวระดับ A4 ลายหินอ่อนสวยงามและนุ่มละมุนลิ้นแทบละลายในปาก เนื้อวากิวระดับ F1 เนื้อที่ได้จากการผสมข้ามสายพันธุ์ของวากิวแท้และวัวนม มีความนุ่มหนึบและรสชาติชัดเจน เนื้อซาคาเอะซิกเนเจอร์ หรือเนื้อส่วนสันคอ และเนื้อหมูพรีเมียม สันคอหมูที่มีริ้วไขมันแทรกอยู่บางๆ         มาถึงที่นี่แล้วห้ามพลาด ชุดชาบู-ชาบู เนื้อวากิว A4 นำเนื้อลงมาแกว่งในน้ำซุปใสรสกลมกล่อมให้พอสุก กินกับซอสพอนซึและซอสโกะมะดาเระ (ซอสงา) พิเศษตรงที่ใส่มันกุ้งลงไปเพิ่มความหอมมัน มีรสเผ็ดเล็กน้อย         ส่วนใครหลงใหลในความเข้มข้นของน้ำซุปดำ ต้องลอง สุกี้ยากี้ เนื้อ 3 ซามูไร ที่รวมวากิว A4, วากิว F1 และซาคาเอะซิกเนเจอร์ไว้ด้วยกันเพื่อรสสัมผัสที่หลากหลาย เข้ากับน้ำซุปรสเค็มหวาน จิ้มไข่ดิบเพิ่มความละมุน หรือหากไม่ใช่สายเนื้อ ทางร้านมีเนื้อหมูพรีเมียมให้สั่งได้เช่นกัน           ทุกเซ็ตเสิร์ฟพร้อมชุดผักรวม เลือกของกินเล่นได้ระหว่าง Tomato Salad สลัดมะเขือเทศ หรือ Sesame Tofu เต้าหู้โกมะทำใหม่ทุกวัน ห้ามพลาด Inaniwa Udon เส้นอุด้งจากจังหวัดอะคิตะที่เส้นเล็กบางและหนึบกว่าอุด้งทั่วไป       แล้วจบด้วย Yuzu Sherbet เชอร์เบทยูซุโฮมเมดรสเปรี้ยวสดชื่นที่ปิดท้ายมื้อนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เปิดประสบการณ์การกินชาบูแบบพรีเมี่ยมไปกับวัตถุดิบเลอค่า พร้อมกับการเลือกน้ำซุปสุดกลมกล่อมหลากหลายสไตล์ ที่ Yuzu Suki ร้านสุกี้ยากี้สไตล์ญี่ปุ่นน้องใหม่ในเครือ Yuzu ที่จะมาขโมยใจชาวมีทเลิฟเวอร์     ตัวร้านออกแบบอย่างเรียบง่ายสบายตา แฝงความเป็นญี่ปุ่นยุคเก่าด้วยการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้สุดคลาสสิก บวกกับภาพวาดบนผนังที่เป็นลวดลายการ์ตูนสื่อถึงเอกลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น และการใช้โทนไฟสีส้มยิ่งช่วยสร้างบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเองในระหว่างรับประทานอาหาร       ทางร้านมีน้ำซุปให้เลือกถึง 5 สไตล์ตามความชอบ คือ น้ำซุปสุกี้ยากี้ น้ำซุปดาชิ น้ำซุปทงคัตสึ น้ำซุปหม่าล่า และ น้ำซุปเต้าหู้ อีกทั้งยังมีน้ำจิ้มสูตรเด็ด อย่างน้ำจิ้มยูซุพอนซึและน้ำจิ้มงา ที่จะมาช่วยเพิ่มรสชาติความอร่อยในการรับประทานชาบูมื้อนี้เพิ่มขึ้นเป็นอีกเท่าตัว       เริ่มด้วย Spicy Crunchy Tuna & Salmon Sandwich แซนด์วิชกรอบสอดไส้ปลาทูน่าและปลาแซลมอน โรยมาด้วยแป้งเทมปุระกรุบกรอบ และไข่กุ้งสีส้มกลมสวย สื่อถึงฤดูใบไม้ร่วง รสชาติเข้มข้นอร่อยเต็มปากเต็มคำ     ต่อด้วยเมนูไฮไลท์ของร้าน เซ็ตเนื้อโอมิวากิว A5 หนึ่งในเนื้อวัวที่ดีที่สุดในโลก เสิร์ฟมาบนรูปปั้นวัวสุดอลังการ  ตัวเนื้อมีไขมันแทรกเป็นลวดลายหินอ่อนสวยงาม เสริมความหรูหราด้วยแผ่นทองคำ ยิ่งกินกับน้ำซุปสุกี้ยากี้ ยิ่งละมุนลิ้น แทบละลายในปากเลยล่ะ     สำหรับคนที่ไม่รับประทานเนื้อวัว ทางร้านก็มีชุด Iberico Pork หมูดำไอเบอริโก สายพันธุ์ที่เลี้ยงในสเปนและโปรตุเกส ตัวเนื้อมีรสสัมผัสนุ่มชุ่มฉ่ำกว่าหมูปกติทั่วไป แถมคอเลสเตอรอลต่ำ ถูกใจสาวๆแน่นอน     อีกเมนูที่พลาดไม่ได้ Truffle Kani Miso มันปูซูไวหอมมันท็อปด้วยเห็ดทรัฟเฟิล ย่างมาบนเตาถ่าน จะกินเปล่าๆ หรือนำไปคลุกกับข้าวก็ฟินไม่แพ้กัน     นอกเหนือจากนี้ทางร้านยังมี Mixed Aburi Sushi Box Set เซ็ตซูชิเผาไฟ 5 อย่าง เสิร์ฟมาในรูปแบบ ปิ่นโตไม้หน้าตาน่ารัก และ Chirashi Don ด้งปลาดิบรวม กินกับข้าวนิงาตะจากญี่ปุ่น ที่มีกลิ่นของส้มยูซุสูตรเฉพาะของทางร้านรับรองว่าไม่เหมือนที่ไหนแน่นอน    

ร้านชาบูขนาดจิ๋วแต่แจ๋ว จุดนัดพบของคนรักชาบูที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยมโนรมย่านพระราม 4 ร้านนี้นำเสนอบุฟเฟต์ชาบูผสมผสานสไตล์ญี่ปุ่นและไทยเข้าไว้ด้วยกัน จุดเด่นเรียกลูกค้าคือน้ำซุปดำรสชาติเข้มข้น เค็มนำหวานตาม ตามสไตล์ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสูตรลับที่คุณทินวัฒน์ ชัยชูบุตร เจ้าของร้านคิดค้นทดลองทำชิมแล้วชิมอีกจนได้รสชาติที่ลงตัว       ต่อจากน้ำซุปต้องยกให้กับวัตถุดิบ ด้วยความที่หลงใหลในกลิ่นรสของชาบูเป็นทุนเดิม เจ้าของร้านจึงออกเดินทางตามหาวัตถุดิบชั้นดีจากแหล่งต่างๆ ตัวเองกินอย่างไร ลูกค้าต้องได้กินเหมือนกัน โดยเฉพาะวัตถุดิบหากินยากอย่างปลากะพงแดงอลาสก้า หรือคนญี่ปุ่นเรียกว่า Akauo คุณทินวัฒน์เล่าว่า “เนื้อปลากับชาบูคือเนื้อคู่ของความอร่อย เราอยากได้ปลาที่ลูกค้าลวกแล้วไม่ยุ่ยเละ เนื้อต้องแน่นเป็นชิ้นเหมือนปลาในข้าวต้มปลาจากร้านดังราคาแรงทั้งหลาย จนกระทั่งมาเจอปลากะพงแดงอลาสก้าความพิเศษของปลาชนิดนี้คือเป็นปลาธรรมชาติที่ไร้สารปนเปื้อน ลวกแล้วไม่ยุ่ย เนื้อแน่น เคี้ยวเต็มปากเต็มคำ ที่สำคัญไม่มีกลิ่นคาวชวนรำคาญ มีเพียงกลิ่นหอมๆ ชวนหิวเท่านั้น” ใครชอบกินปลาหรืออยากให้คนที่รักได้กินของดีมีประโยชน์จดไว้ในลิสต์ด่วน       นอกจากไฮไลต์อย่างปลากะพงแดงอลาสก้า ยังมีกุ้งอาร์เจนตินาตัวใหญ่ไซส์บิ๊กลวกทีเต็มหม้อ ต่อด้วยหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ ปูม้า ท้องปลาแซลมอน ส่วนคนรักเนื้อยิ่งต้องบอกว่ามาถูกที่ เพราะนี่คือที่ชุมนุมของเนื้อชั้นดีที่คนรักเนื้อห้ามพลาด ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ US Angus เนื้อ Ribeye Australia เนื้อโคขุนสันคอ เนื้อโคขุนริบอาย เบคอน สันนอกหมู สันคอ เบคอน แนะนำให้ลวกพอสะดุ้งแล้วจุ่มในน้ำจิ้ม ไม่ว่าจะเป็นน้ำจิ้มสุกี้ พอนสึ หรือน้ำจิ้มงาก่อนส่งปาก เคี้ยวอร่อย เพลินพุงเลยล่ะ           วัตถุดิบเลอค่า ราคาน่าจับต้อง คงต้องแวะมาบ่อยๆ แล้ว

ครอบครัวใหญ่ที่มีสมาชิกทุกวัยอะไรจะดีเท่านั่งล้อมวงรอบหม้อน้ำซุป คีบปลาสดลวกพอสุกแล้วส่งต่อให้กันอย่างสนุกสนาน นี่จึงเป็นที่มาของมิตรปลาจุ่ม ร้านอบอุ่นสไตล์ครอบครัวที่คุณณัฏฐ์ ไวศยานุวัฒน์ หุ้นส่วนร้านเล่าให้เราฟังว่า “ทุกครั้งที่ครอบครัวนัดรวมตัว เราจะรู้กันว่าได้เวลาของปลาจุ่มแล้วล่ะ”         จากเมนูสุดโปรดปรานสู่ร้านอาหารที่นำชื่อคุณตามิตรผู้เป็นที่รักของลูกหลานมาตั้งชื่อ ภายในตกแต่งให้เหมือนยกบ้านคุณตามาตั้งไว้กลางพื้นที่สีเขียวของดาดฟ้ามาร์เก็ตพาร์ค เปิดเพลงย้อนยุคเบาๆ ให้เข้ากับบรรยากาศ ส่วนวัตถุดิบไฮไลท์คือปลาเป็นๆ ที่ส่งตรงถึงร้านทุกเช้า ได้แก่ ปลาคัง ปลากระพง ปลาทับทิม ส่วนปลาสดตามฤดูกาลก็มีมาให้ลิ้มลองเป็นระยะ อาทิ ปลาเก๋า ปลาเต๋าเต้ย เป็นต้น       ไม่ต้องห่วงเรื่องกลิ่นคาวเพราะล้างหมดจดและแล่สดเมื่อสั่ง เน้นความหนาให้ลวกสุกพอดีที่ 1 นาทีในน้ำเดือด ใครนึกสนุกอยากจับเวลาก็มีนาฬิกาทรายประจำการวางไว้ตามโต๊ะให้แล้ว     เมนูมีทั้งแบบเซ็ตและอะลาคาร์ต เซ็ตเมนูเด่น ได้แก่ เซตเลขมงคล ครบเครื่องถึงรสเหมาะกับกลุ่มใหญ่ที่ต้องการความหลากหลาย หรือเซตมิตรรักทับทิม+ชุดผัก+ไข่ ที่ครองอันดับขายดีไม่น้อยหน้า นอกจากเด่นที่เมนูปลาสดๆ ด้านเมนูหมูและเนื้อก็ทำคะแนนตีคู่มาแบบสูสี ส่วนอะลาคาร์ต แนะนำ ปลาคัง ปลากระพง ปลาทับทิม แล่เน้นๆ เรียงเต็มจาน       หรือจะสั่งจานเด็ดอื่นๆ ก็มีให้เลือกสั่งอีกเกือบ 100 รายการ รวมถึงของว่างห้ามพลาดอย่างไข่หอมเค็มที่อยากมอบคะแนนเต็มให้เลย           นอกจากเนื้อสัตว์และผักสดสิ่งที่ชูรสต้องยกให้น้ำสต๊อกปลาที่นำก้างและหัวปลามาทอดให้หอม แล้วเคี่ยวรวมกับสมุนไพรจนได้น้ำสต๊อกรสชาติกลมกล่อม ซึ่งเป็นที่มาของน้ำซุปรสเด็ด 4 ชนิด ได้แก่  ซุปใส (สมุนไพร) ซุปทมิฬ (น้ำดำปลาโอ) ซุปตามิตร (เต้าเจี้ยว) และซุปหม่าล่าที่ร้อนแรงจนต้องเป่าปาก เมื่อผนึกกำลังกับน้ำจิ้ม 3 สูตร ได้แก่ เต้าเจี้ยวตามิตร สุกี้อาเจ็ก และซีฟู้ดสูตรแม่ยาย     ใครมาฉุด เราก็ไม่หยุดคีบ!

ใครว่าฮ่องกงจะมีดีแค่ห่านย่างหรือโจ๊กกันล่ะ เพราะตอนนี้บ้านเราได้ต้อนรับความอร่อยใหม่ของหม้อไฟสูตรเด็ดส่งตรงจากฮ่องกงอย่าง “อานัม” หม้อไก่ผัดเจ้าดังที่นำความอร่อยแบบไม่เหมือนใครด้วยระเบียบการกิน 2 สเต็ปอย่าง “ผัด” ก่อน “ต้ม” โดยให้เริ่มกินผัดไก่กับซอสเสฉวนก่อน แล้วค่อยๆ เติมน้ำซุปใส่ให้หม้อผัดกลายเป็นหม้อไฟแสนอร่อย         ดังนั้นวิธีสั่งจึงเริ่มต้นด้วยการเลือกหม้อผัด ซึ่งมีให้เลือกทั้ง Chicken Pot หม้อไก่ผัดสูตรซิกเนเจอร์ Pork Pot หม้อกระดูกหมูผัด และ Seafood Pot หม้อซีฟู้ดผัด ที่สามารถเลือกขนาดเล็กใหญ่ได้ตามจำนวนคน แน่นอนว่าเราไม่พลาดเลือก Chicken Pot หม้อไก่ผัดเมนูขึ้นชื่อ จุดเด่นของเมนูนี้อยู่ที่การเลือกเนื้อไก่ส่วนสะโพกนุ่มๆ มาผัดกับซอสเสฉวนที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศและสมุนไพรจีนนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น พริกไทยเสฉวน กระวาน โป๊ยกั๊ก ไปจนถึงอบเชย จนได้กลิ่นหอมชวนกินปนรสเผ็ดนิดๆ แต่ทีเด็ดที่แท้จริงขอยกให้ “เส้นไข่” บะหมี่เส้นแบนๆ กว้างๆ หยักเป็นลอนคลื่นที่ทั้งเหนียวและนุ่ม กินเพลินมากๆ           หลังจากอิ่มอร่อยกับหม้อผัดจนพอใจก็ได้เวลาเติมน้ำแปลงร่างเป็นหม้อไฟอารมณ์แบบชาบูชาบูที่คราวนี้เราลองเปลี่ยนเป็น Seafood Set ชุดหม้อไฟซีฟู้ดที่ยกขบวนความอร่อยจากท้องทะเลทั้งกุ้งสด หอยตลับ และปลาหมึกตัวโต ร่วมด้วยฟองเต้าหู้ที่ให้ใช่เวลาจุ่มเพียง 4 วิ ก่อนจะคีบขึ้นมาชิมความเหนียวนุ่มหอมมัน และหมูเด้งที่ห้ามเติมลงไปในซุป ที่สำคัญยังมีน้ำจิ้มพริกเผาหอมๆ ที่ให้เราสามารถปรุงด้วยกระเทียมและต้นหอมได้ตามความชอบ แต่ถ้าใครยังเกร็งๆ ก็สามารถเรียกน้องๆ ในร้านมาแนะนำความอร่อยหรือปรุงน้ำจิ้มให้ก็ได้     นอกจากนี้ยังมีของกินเล่นอย่าง  Preserved Eggs Salad ยำไข่เยี่ยวม้าที่คลุกเคล้าซอสเสฉวนหอมน้ำมันพริก ส่วนของหวานก็มี Hong Kong Waffle วาฟเฟิลฮ่องกงเนื้อฟูนุ่มเสิร์ฟร้อนๆ ราดด้วยซอสไข่เค็มสุดเข้มข้นที่เข้ากับ Hong Kong Milk Tea ชานมฮ่องกงรสขมเข้มอย่างที่สุด      

เมื่อทายาทรุ่นใหม่ไฟแรงต้องการต่อยอดธุรกิจโรงสุกรของครอบครัว นำความถนัดมาปรับเข้ากับสิ่งที่รักทำให้เกิด Team Shabu ร้านอาหารนั่งสบายที่ใครมาแล้วมั่นใจได้ว่าจะไม่พลาดเนื้อหมูอร่อยๆ อย่างแน่นอน ส่วนน้ำจิ้มสุกี้ก็ปรับจนได้สูตรที่ลงตัว สามารถครองใจชาวนนทบุรีและละแวกใกล้เคียงได้ตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้าน       ไม่เพียงชูไฮไลท์ที่เนื้อหมูคุณภาพสไลด์เป็นแผ่นบางให้ลวกจิ้ม ยังนำมาปรุงรสอย่างหมูนุ่ม หมูเด้ง และหมูทรงเครื่องที่ทางร้านทำเองอีกด้วย นอกจากเนื้อหมูยังมีเนื้อไก่และซีฟู้ดที่ผ่านการคัดสรรและจัดเก็บอย่างดีเพื่อคงความสดจนกว่าจะถึงปากลูกค้า ถัดจากของสดสิ่งที่ช่วยชูรสยกให้น้ำจิ้มสุกี้ฮ่องกงผสมเต้าเจี้ยวสูตรโฮมเมด รสเผ็ดนิดๆ กินกับเนื้อหมูนุ่มๆ กลมกล่อมเข้ากัน หรือจะเลือกจับคู่กับน้ำจิ้มสุกี้ น้ำจิ้มซีฟู้ด หรือน้ำจิ้มพอนสึก็อร่อยไม่น้อยหน้า         สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างคือน้ำซุปรสเลิศที่มีให้เลือก 3 ซุป ได้แก่ ซุปใสเคี่ยวจากกระดูกหมู ซุปดำแบบสุกี้ญี่ปุ่น และซุปต้มยำเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดสไตล์ไทย เลือกแบบไหนก็ตอบโจทย์ถึงใจสายชาบูทั้งนั้น        

ไม่มีคำว่าหลงทางถ้ามาร้านนี้เรียกว่าหลับตายังหาเจอเพราะกลิ่นน้ำซุปหอมๆ ของร้าน Mo-Mo- Paradise (โม โม พาราไดซ์) จะนำทางเรามาจนถึงโต๊ะ อีกทั้งกลิ่นหอมๆ ยังช่วยปลุกน้ำย่อยให้ตื่นตัวก่อนได้เวลาเปิดรับรสชาติกันแบบเต็มๆ ถึงตอนนั้นคำว่าอร่อยยังน้อยไป จุดเริ่มต้นของร้านเกิดจากความหลงใหลในรสชาติชาบูของคุณสุรเวช เตลาน ชายหนุ่มผู้มีหัวใจเป็นนักกินตัวยง หลังจากตระเวนกินมาหลายร้านในที่สุดก็ตกหลุมรักและเทใจให้สุดยอดชาบูรสละมุนแห่งร้านโม โม พาราไดซ์ที่โด่งดังมากในโตเกียวรวมถึงย่านใกล้เคียงจึงตัดสินใจนำเข้าแบรนด์ดังมาให้คนไทยได้กินแบบไม่ต้องบินไปถึงญี่ปุ่นก็ได้ลิ้มรสชาติแบบเดียวกัน       จากสาขาแรกที่เซ็นทรัลเวิลด์เมื่อ 11 ปีก่อน วันนี้โม โม พาราไดซ์ขยายสาขาความอร่อยไปแล้วมากถึง 15 สาขา แต่สำหรับสายเนื้อแล้วเราอยากแนะนำให้มาที่สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ เพราะที่นี่คือสวรรค์ของคนรักเนื้อตัวจริงด้วยรวมทีเด็ดเนื้อเกรดพรีเมียมและวัตถุดิบคุณภาพที่คัดสรรมาโดยเฉพาะ       เริ่มที่เนื้อวัวและเนื้อหมูจากฟาร์มที่เลี้ยงอย่างพิถีพิถันเพื่อรสชาติและความนุ่มละมุนที่มีเอกลักษณ์ทั้งเนื้อวากิว, USDA Prime Chuck Roll, USDA Short Plate, หมูคุโรบูตะ, ไก่ซึมิเระ, ไข่สดอนามัยที่ผ่านการรับรอง รวมถึงเป็ดอนามัยที่เนื้อแน่นเคี้ยวหนึบ ยังมีเส้นอุด้งเหนียวนุ่มและผักสดอีกมากกว่า 20 ชนิด ใครชอบกินผักจะรักเลย!     ลูกค้าสามารถเลือกลิ้มลองรสชาติความอร่อยได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ All-You-Can-Eat เลือกซุปได้ 2 ชนิดจาก 3 ชนิด ได้แก่ ซุปชาบู ชาบู, ซุปสุกียากี้น้ำดำ และซุปคิโนโกะที่สกัดจากเห็ดหลายชนิด รสหวานกลมกล่อม (เฉพาะสาขาเซ็นทรัลเวิลด์เท่านั้น)     จุดเด่นไม่เหมือนใครเฉพาะร้านคือการจับคู่ซอสเข้ากับน้ำซุปแต่ละชนิดเพื่อคงรสชาติแบบต้นตำรับ ได้แก่ น้ำซุปชาบูคู่กับซอสสวีทโชยุ ซอสงา และซอสพอนสึ สำหรับน้ำซุปสุกียากี้น้ำดำนำเสนอแบบต้นตำรับคือการจับคู่กับไข่ดิบซึ่งเป็นวิธีกินแบบดั้งเดิมช่วยเสริมรสชาติความกลมกล่อมให้กับน้ำซุปแบบทวีคูณ     อีกรูปแบบคือ Mo-Mo-Paradise Café เซ็ตเมนูทางเลือกของคนที่ต้องการอิ่มท้องกำลังดีมีให้เลือกหลายชุด อาทิ ชุดแฮมเบิร์กเสิร์ฟพร้อมซุปมิโซะ สลัด และแตงกวาดอง     หรือจะเลือกเป็นข้าวหน้าเนื้อวากิวชุบไข่ เนื้อนุ่มๆ เสิร์ฟชุดใหญ่ให้กินได้จุใจเหมือนกัน  

  อยากชวนมาชิมน้ำซุปสุกียากี้สไตล์แต้จิ๋วสูตรต้นตำรับกว่า 50 ปีของร้าน Sukiyaki Number One ที่มีส่วนผสมของน้ำจิ้มเต้าหู้ยี้สูตรลับรสชาติที่ครองใจสายกินมายาวนาน       โดยเฉพาะเบอร์หนึ่งชุดหมูหมักนัมเบอร์วัน เนื้อหมูสันนอกแล่เอาเอ็นและไขมันออกเหลือเฉพาะเนื้อ นำไปหมักในอุณหภูมิพอเหมาะจนหมูหมักนุ่มนวลชวนเคี้ยว ตอกไข่ไก่สดลงคลุกเคล้าเพิ่มความนัวก่อนหยิบตะเกียบคีบหมูพอดีคำแกว่งในน้ำซุปร้อนๆ ลวกพอสุกคลุกน้ำจิ้มอีกหน่อย อร่อยจนน้ำตาไหล         จานรวมเป็ดย่าง หมูแดง หมูกรอบ สามเกลอเนื้อหอม หั่นชิ้นใหญ่ให้กินได้เต็มปากเต็มคำ เพิ่มรสชาติด้วยน้ำพะโล้ปรุงรสกลมกล่อม ตัดเลี่ยนด้วยขิงดองหอมๆ กับแตงกวาสดกรอบ     เนื้อผัดน้ำมันหอย เนื้อหมักในตำนานที่อยู่คู่ร้านมานานหลายปี ผัดกับผักสดนานาชนิดปรุงรสด้วยน้ำมันหอย กลมกล่อมและหอมกรุ่นแบบนี้เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม     ปิดท้ายด้วยข้าวอบหม้อดิน ข้าวหอมมะลิผัดกับเนื้อไก่หมัก กุ้งสด เม็ดแปะก๊วยและเครื่องปรุงรสจนเข้ากัน นำลงอบในหม้อดิน เพิ่มความหอมกรุ่นแบบคูณสอง    

ถ้าพูดถึงอาหารที่กินได้บ่อยแบบไม่ห่วงเรื่องน้ำหนัก สุกียากี้น่าจะติดอับดับต้นๆ เพราะส่วนใหญ่เน้นเนื้อสัตว์และผักสด พูดแล้วก็เปรี้ยวปากอยากกินขึ้นมาทันที ถ้าใครกำลังมองหาร้านสุกี้ที่มีรสชาติแตกต่างจากที่เคยลิ้มลอง แนะนำฮ่องกงสุกี้ สุกี้ตำรับฮ่องกงที่คงความอร่อยมายาวนานด้วยจุดเด่นของน้ำซุป 4 แบบที่เป็นหัวใจของร้าน ได้แก่ น้ำซุปยาจีน น้ำซุปเสฉวน น้ำซุปไข่เยี่ยวม้ารากผักชี และน้ำซุปต้มยำ เคล็ดลับความอร่อยของน้ำซุปทั้ง 4 ชนิดอยู่ที่น้ำซุปหลักอย่างน้ำซุปหมูและน้ำซุปไก่เคี่ยวจากขาหมูแฮมยูนนานและสะโพกหมูนาน 4-6 ชั่วโมงจนกลมกล่อมได้ที่นำไปปรุงเป็นน้ำซุปชนิดไหนก็อร่อยถูกใจทั้งนั้น         เริ่มที่ชุดใหญ่ไฟกระพริบ Sukiyaki Set และ Seafood Platter ยกขบวนความสดจากท้องทะเล ได้แก่ ปลาเก๋าดำ ปลากระพง แซลมอน หมึกสไลด์ และหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ อย่าลืมสั่งชุดผักมาเสริมกำลังเพิ่มความสดชื่นกันด้วยล่ะ       อร่อยต่อไม่รอแล้วนะกับพันธมิตรดีๆ อย่าง Meat Ball “Hong Kong Style” ลูกชิ้นฮ่องกง 4 อย่าง ได้แก่ ลูกชิ้นหมึก ลูกชิ้นปลากราย ลูกชิ้นกุ้ง และลูกชิ้นหมู ทั้งหมดทำจากเนื้อล้วนๆ ไม่ผสมแป้ง นวดจนเหนียวให้เคี้ยวหนึบหนับ ที่สำคัญปราศจากกลิ่นคาวกวนใจ     ปิดท้ายด้วยเมนูคู่โต๊ะที่ใครก็ไม่อยากพลาด Assorted BBQ Platter รวมความอร่อยสไตล์ฮ่องกงไว้ในจานเดียว ได้แก่ หมูแดง หมูกรอบ และเป็ดย่าง จุดเด่นของหมูแดงคือความนุ่มหนึบจากส่วนผสมที่ลงตัวของเนื้อหมูส่วนสันคอหมักกับซอสฮ่องกง ไข่ไก่ น้ำมันหอยฮ่องกง ผงพะโล้ และเกลือนานกว่า 5 ชั่วโมง ย่างจนสุกดีก่อนแช่ในน้ำผึ้งและเหล้ากุหลาบฮ่องกงเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนหั่นเสิร์ฟ     ส่วนหมูกรอบใช้หมูสามชั้นเลือกแบบมีมัน มีเนื้อ และมีหนังเท่าๆ กันนำไปนึ่งแล้วหมักเกลือก่อนล้างน้ำสะอาดตามด้วยน้ำส้มสายชู ปรุงรสด้วยเครื่องเทศ นำไปอบจนกรอบและทอดอีกครั้งเพิ่มความกรอบแบบคูณสอง   สุดท้ายคือเป็ดย่าง เป็ดเชอร์รี่หมักเครื่องยาจีนและนำมาผ่านกรรมวิธีที่ซับซ้อนจนได้เป็ดหนังกรอบ เนื้อนุ่ม ชวนน้ำลายสอ กินคู่ซีอิ๊วสูตรเฉพาะจากฮ่องกง และน้ำจิ้มบาร์บีคิวทำจากเนยถั่ว กะทิ ผสมเต้าเจี้ยวรสชาติกลมกล่อม   ใครที่เคยไปฮ่องกงแล้วติดอกติดใจในความกรอบนอกนุ่มในของวัฟเฟิลฮ่องกงสูตรต้นตำรับ ทางร้านก็มีให้สั่งมากินเล่น หรือจะกินจริงจังก็ไม่ว่ากัน     อย่าลืมปิดท้ายมื้อด้วยพุดดิ้งนมสดรสหวานนุ่มละมุนลิ้นอีกคนละถ้วยก่อนกลับบ้านด้วยล่ะ  

“มิสซิสวู คือใครเหรอครับ” คำพูดติดตลกผสมเสียงหัวเราะของเชฟแรนดี้  ชัยชัช นพประภา ที่เล่าให้ฟังถึงที่มาและคอนเซปต์ของ Mrs. Wu ร้านอาหารแห่งล่าสุดที่เขาร่วมกันทำกับเพื่อนเชฟคนสนิทอย่าง ชาลี การ์เดอร์ ที่เคยร่วมงานกันมาแล้วจาก Fillets, Surface และ 100 Mahaseth ก่อนที่เขาจะขยายความต่อว่า แท้จริงแล้วนี่คือชื่อสมมุติที่ใช้บอกเล่าความสนุกของรสชาติ เพราะขึ้นชื่อว่าเป็น “หม้อไฟ” ย่อมไม่มีอะไรที่ตายตัว         แน่นอนว่าสไตล์การตกแต่งก็มาโทนเดียวไม่ต่างจากชื่อ ไม่ว่าจะเป็น โต๊ะไม้ ภาพวาด แสงไฟนีออนก็ชวนให้นึกถึงภาพจำลองของฮ่องกงขึ้นมา เชฟแรนดี้เล่าว่าเมื่อนึกถึงไชน่าทาวน์ก็จะนึกถึงความคึกคัก อาหารอร่อย และราคาไม่แพง ซึ่งร้านนี้ก็คือตัวแทนของคำจัดกัดความดังกล่าวไว้ ไม่ต่างจากรสชาติของ “น้ำซุป” และ “น้ำจิ้ม” ที่เราขอบอกว่าเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่เลยเดียว     วิธีการสั่งอาหารจะเริ่มต้นด้วยการให้เราเลือกซุปที่มีอยู่ด้วยกัน 5 สูตร ได้แก่ Japanese Nabe with Red Wine น้ำซุปนาเบะญี่ปุ่นที่เพิ่มความหอมหวานของไวน์แดง Pork Bone and Herb น้ำซุปกระดูกหมูสีขาวนวลต้มนานกว่า 8 ชั่วโมง Chicken and Tumaric ซุปไก่ต้มขมิ้นที่ให้ความเปรี้ยวสดชื่นหอมกลิ่นเครื่องเทศ Isan Fondue ซุปแจ่วฮ้อนที่คุ้นชิ้นลิ้นคนไทยเป็นอย่างดี และ Japanese Dashi and Sake ซุปปลาแห้งและสาเกที่ให้ความหอมละมุนผสมรสเค็มนิดๆ       จากนั้นก็ได้เวลาเลือกของสดที่ชอบ ซึ่งเราขอแนะนำ Mix Beef Set (550 บาท) ชุดรวมเนื้อวัวฮิมาวาริจากโคราชบ้านเราที่มีจุดเด่นอยู่ที่ความนุ่มและไขมันที่แทรกอยู่ในเนื้อแบบพอเหมาะ จากการเลี้ยงอย่างพิถีถิถันด้วยเมล็ดดอกทานตะวันอันเป็นที่มาของชื่อ หรือจะลอง Mix Pork Set (280 บาท) ชุดหมูรวมที่นำเนื้อหมูสุดอร่อยจากจังหวัดน่านนี่ผ่านการเลี้ยงในหลุมและให้กินสับปะรดและมอลต์ จนได้เนื้อสัมผัสที่เหมาะกับการแล่บางๆ อย่างที่สุด         เมื่อเนื้อพร้อมจุ่มลงหม้อคงขาดน้ำจิ้มเป็นไม่ได้ สำหรับเนื้อขอแนะนำให้จุ่มกับ Pickled Egg Yolk (30 บาท) ไข่ดองกับน้ำส้มและโชยุสูตรพิเศษที่เพิ่มเติมความหนึบหนับ ร่วมด้วยน้ำจิ้มอีก 7 อย่างที่ให้เลือกตามชอบ อาทิ น้ำจิ้มฮ่องกงที่ให้ความเผ็ดร้อนขึ้นจมูก น้ำจิ้มพอนสึสไตล์ญี่ปุ่น น้ำจิ้มงา น้ำจิ้มสุกี้โบราณ น้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บ น้ำจิ้มแจ่ว และล่าสุดกับน้ำจิ้มกะปิ     ที่พอจับคู่กับน้ำซุปไก่ต้มขมิ้นแล้วล่ะก็ รับรองว่า “เด็ด”

สุกียากี้ ชาบุ บิงซูไม่อั้น! คือคอนเซ็ปต์ของร้านสล็อธ นอกจากยั่วใจเราด้วยชาบุน้ำซุปใสรสกลมกล่อมและสุกียากี้น้ำดำสไตล์คันไซที่ให้รสชาติหวานเค็มตามแบบฉบับญี่ปุ่นแล้ว ราคาและวัตถุดิบของที่นี่ก็ดีต่อใจ บุฟเฟต์ 495 บาทไม่บวกเพิ่ม มีไฮไลต์ห้ามพลาดเป็นเนื้อวัวออสเตรเลีย Dry Aged นุ่มหอม พ่วงหมูดำคุโรบูตะจากญี่ปุ่น ก่อนอิ่มยังมีบิงซูผลไม้ตามฤดูกาลไว้ปิดท้าย ส่วนใครไม่อยากจัดหนักก็มีเซ็ตธรรมดา 395 บาทที่จัดเต็มด้วยวัตถุดิบหลากหลายเข้ากันกับน้ำจิ้มสูตรเฉพาะ (พอนสึ งา สุกี้ไทย) ให้เลือกจิ้มได้ตามชอบ       เมนูแนะนำ เนื้อวัวออสเตรเลียส่วนสะโพกและสันคอ ผ่านการบ่มนาน 30 วัน กินแล้วนุ่มลิ้น   หมูดำคุโรบูตะ นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น หมูเนื้อนุ่มละลายในปาก เข้ากันกับน้ำซุปหอมกรุ่น   บิงซู เกล็ดน้ำแข็งปุยนุ่มเนียนละเอียด ราดซอสหอมหวานแล้วเพิ่มความชื่นใจด้วยผลไม้ตามฤดูกาล