ร้านชาบูขนาดจิ๋วแต่แจ๋ว จุดนัดพบของคนรักชาบูที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยมโนรมย่านพระราม 4 ร้านนี้นำเสนอบุฟเฟต์ชาบูผสมผสานสไตล์ญี่ปุ่นและไทยเข้าไว้ด้วยกัน จุดเด่นเรียกลูกค้าคือน้ำซุปดำรสชาติเข้มข้น เค็มนำหวานตาม ตามสไตล์ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสูตรลับที่คุณทินวัฒน์ ชัยชูบุตร เจ้าของร้านคิดค้นทดลองทำชิมแล้วชิมอีกจนได้รสชาติที่ลงตัว       ต่อจากน้ำซุปต้องยกให้กับวัตถุดิบ ด้วยความที่หลงใหลในกลิ่นรสของชาบูเป็นทุนเดิม เจ้าของร้านจึงออกเดินทางตามหาวัตถุดิบชั้นดีจากแหล่งต่างๆ ตัวเองกินอย่างไร ลูกค้าต้องได้กินเหมือนกัน โดยเฉพาะวัตถุดิบหากินยากอย่างปลากะพงแดงอลาสก้า หรือคนญี่ปุ่นเรียกว่า Akauo คุณทินวัฒน์เล่าว่า “เนื้อปลากับชาบูคือเนื้อคู่ของความอร่อย เราอยากได้ปลาที่ลูกค้าลวกแล้วไม่ยุ่ยเละ เนื้อต้องแน่นเป็นชิ้นเหมือนปลาในข้าวต้มปลาจากร้านดังราคาแรงทั้งหลาย จนกระทั่งมาเจอปลากะพงแดงอลาสก้าความพิเศษของปลาชนิดนี้คือเป็นปลาธรรมชาติที่ไร้สารปนเปื้อน ลวกแล้วไม่ยุ่ย เนื้อแน่น เคี้ยวเต็มปากเต็มคำ ที่สำคัญไม่มีกลิ่นคาวชวนรำคาญ มีเพียงกลิ่นหอมๆ ชวนหิวเท่านั้น” ใครชอบกินปลาหรืออยากให้คนที่รักได้กินของดีมีประโยชน์จดไว้ในลิสต์ด่วน       นอกจากไฮไลต์อย่างปลากะพงแดงอลาสก้า ยังมีกุ้งอาร์เจนตินาตัวใหญ่ไซส์บิ๊กลวกทีเต็มหม้อ ต่อด้วยหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ ปูม้า ท้องปลาแซลมอน ส่วนคนรักเนื้อยิ่งต้องบอกว่ามาถูกที่ เพราะนี่คือที่ชุมนุมของเนื้อชั้นดีที่คนรักเนื้อห้ามพลาด ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ US Angus เนื้อ Ribeye Australia เนื้อโคขุนสันคอ เนื้อโคขุนริบอาย เบคอน สันนอกหมู สันคอ เบคอน แนะนำให้ลวกพอสะดุ้งแล้วจุ่มในน้ำจิ้ม ไม่ว่าจะเป็นน้ำจิ้มสุกี้ พอนสึ หรือน้ำจิ้มงาก่อนส่งปาก เคี้ยวอร่อย เพลินพุงเลยล่ะ           วัตถุดิบเลอค่า ราคาน่าจับต้อง คงต้องแวะมาบ่อยๆ แล้ว

ครอบครัวใหญ่ที่มีสมาชิกทุกวัยอะไรจะดีเท่านั่งล้อมวงรอบหม้อน้ำซุป คีบปลาสดลวกพอสุกแล้วส่งต่อให้กันอย่างสนุกสนาน นี่จึงเป็นที่มาของมิตรปลาจุ่ม ร้านอบอุ่นสไตล์ครอบครัวที่คุณณัฏฐ์ ไวศยานุวัฒน์ หุ้นส่วนร้านเล่าให้เราฟังว่า “ทุกครั้งที่ครอบครัวนัดรวมตัว เราจะรู้กันว่าได้เวลาของปลาจุ่มแล้วล่ะ”         จากเมนูสุดโปรดปรานสู่ร้านอาหารที่นำชื่อคุณตามิตรผู้เป็นที่รักของลูกหลานมาตั้งชื่อ ภายในตกแต่งให้เหมือนยกบ้านคุณตามาตั้งไว้กลางพื้นที่สีเขียวของดาดฟ้ามาร์เก็ตพาร์ค เปิดเพลงย้อนยุคเบาๆ ให้เข้ากับบรรยากาศ ส่วนวัตถุดิบไฮไลท์คือปลาเป็นๆ ที่ส่งตรงถึงร้านทุกเช้า ได้แก่ ปลาคัง ปลากระพง ปลาทับทิม ส่วนปลาสดตามฤดูกาลก็มีมาให้ลิ้มลองเป็นระยะ อาทิ ปลาเก๋า ปลาเต๋าเต้ย เป็นต้น       ไม่ต้องห่วงเรื่องกลิ่นคาวเพราะล้างหมดจดและแล่สดเมื่อสั่ง เน้นความหนาให้ลวกสุกพอดีที่ 1 นาทีในน้ำเดือด ใครนึกสนุกอยากจับเวลาก็มีนาฬิกาทรายประจำการวางไว้ตามโต๊ะให้แล้ว     เมนูมีทั้งแบบเซ็ตและอะลาคาร์ต เซ็ตเมนูเด่น ได้แก่ เซตเลขมงคล ครบเครื่องถึงรสเหมาะกับกลุ่มใหญ่ที่ต้องการความหลากหลาย หรือเซตมิตรรักทับทิม+ชุดผัก+ไข่ ที่ครองอันดับขายดีไม่น้อยหน้า นอกจากเด่นที่เมนูปลาสดๆ ด้านเมนูหมูและเนื้อก็ทำคะแนนตีคู่มาแบบสูสี ส่วนอะลาคาร์ต แนะนำ ปลาคัง ปลากระพง ปลาทับทิม แล่เน้นๆ เรียงเต็มจาน       หรือจะสั่งจานเด็ดอื่นๆ ก็มีให้เลือกสั่งอีกเกือบ 100 รายการ รวมถึงของว่างห้ามพลาดอย่างไข่หอมเค็มที่อยากมอบคะแนนเต็มให้เลย           นอกจากเนื้อสัตว์และผักสดสิ่งที่ชูรสต้องยกให้น้ำสต๊อกปลาที่นำก้างและหัวปลามาทอดให้หอม แล้วเคี่ยวรวมกับสมุนไพรจนได้น้ำสต๊อกรสชาติกลมกล่อม ซึ่งเป็นที่มาของน้ำซุปรสเด็ด 4 ชนิด ได้แก่  ซุปใส (สมุนไพร) ซุปทมิฬ (น้ำดำปลาโอ) ซุปตามิตร (เต้าเจี้ยว) และซุปหม่าล่าที่ร้อนแรงจนต้องเป่าปาก เมื่อผนึกกำลังกับน้ำจิ้ม 3 สูตร ได้แก่ เต้าเจี้ยวตามิตร สุกี้อาเจ็ก และซีฟู้ดสูตรแม่ยาย     ใครมาฉุด เราก็ไม่หยุดคีบ!

ใครว่าฮ่องกงจะมีดีแค่ห่านย่างหรือโจ๊กกันล่ะ เพราะตอนนี้บ้านเราได้ต้อนรับความอร่อยใหม่ของหม้อไฟสูตรเด็ดส่งตรงจากฮ่องกงอย่าง “อานัม” หม้อไก่ผัดเจ้าดังที่นำความอร่อยแบบไม่เหมือนใครด้วยระเบียบการกิน 2 สเต็ปอย่าง “ผัด” ก่อน “ต้ม” โดยให้เริ่มกินผัดไก่กับซอสเสฉวนก่อน แล้วค่อยๆ เติมน้ำซุปใส่ให้หม้อผัดกลายเป็นหม้อไฟแสนอร่อย         ดังนั้นวิธีสั่งจึงเริ่มต้นด้วยการเลือกหม้อผัด ซึ่งมีให้เลือกทั้ง Chicken Pot หม้อไก่ผัดสูตรซิกเนเจอร์ Pork Pot หม้อกระดูกหมูผัด และ Seafood Pot หม้อซีฟู้ดผัด ที่สามารถเลือกขนาดเล็กใหญ่ได้ตามจำนวนคน แน่นอนว่าเราไม่พลาดเลือก Chicken Pot หม้อไก่ผัดเมนูขึ้นชื่อ จุดเด่นของเมนูนี้อยู่ที่การเลือกเนื้อไก่ส่วนสะโพกนุ่มๆ มาผัดกับซอสเสฉวนที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศและสมุนไพรจีนนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น พริกไทยเสฉวน กระวาน โป๊ยกั๊ก ไปจนถึงอบเชย จนได้กลิ่นหอมชวนกินปนรสเผ็ดนิดๆ แต่ทีเด็ดที่แท้จริงขอยกให้ “เส้นไข่” บะหมี่เส้นแบนๆ กว้างๆ หยักเป็นลอนคลื่นที่ทั้งเหนียวและนุ่ม กินเพลินมากๆ           หลังจากอิ่มอร่อยกับหม้อผัดจนพอใจก็ได้เวลาเติมน้ำแปลงร่างเป็นหม้อไฟอารมณ์แบบชาบูชาบูที่คราวนี้เราลองเปลี่ยนเป็น Seafood Set ชุดหม้อไฟซีฟู้ดที่ยกขบวนความอร่อยจากท้องทะเลทั้งกุ้งสด หอยตลับ และปลาหมึกตัวโต ร่วมด้วยฟองเต้าหู้ที่ให้ใช่เวลาจุ่มเพียง 4 วิ ก่อนจะคีบขึ้นมาชิมความเหนียวนุ่มหอมมัน และหมูเด้งที่ห้ามเติมลงไปในซุป ที่สำคัญยังมีน้ำจิ้มพริกเผาหอมๆ ที่ให้เราสามารถปรุงด้วยกระเทียมและต้นหอมได้ตามความชอบ แต่ถ้าใครยังเกร็งๆ ก็สามารถเรียกน้องๆ ในร้านมาแนะนำความอร่อยหรือปรุงน้ำจิ้มให้ก็ได้     นอกจากนี้ยังมีของกินเล่นอย่าง  Preserved Eggs Salad ยำไข่เยี่ยวม้าที่คลุกเคล้าซอสเสฉวนหอมน้ำมันพริก ส่วนของหวานก็มี Hong Kong Waffle วาฟเฟิลฮ่องกงเนื้อฟูนุ่มเสิร์ฟร้อนๆ ราดด้วยซอสไข่เค็มสุดเข้มข้นที่เข้ากับ Hong Kong Milk Tea ชานมฮ่องกงรสขมเข้มอย่างที่สุด      

เมื่อทายาทรุ่นใหม่ไฟแรงต้องการต่อยอดธุรกิจโรงสุกรของครอบครัว นำความถนัดมาปรับเข้ากับสิ่งที่รักทำให้เกิด Team Shabu ร้านอาหารนั่งสบายที่ใครมาแล้วมั่นใจได้ว่าจะไม่พลาดเนื้อหมูอร่อยๆ อย่างแน่นอน ส่วนน้ำจิ้มสุกี้ก็ปรับจนได้สูตรที่ลงตัว สามารถครองใจชาวนนทบุรีและละแวกใกล้เคียงได้ตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้าน       ไม่เพียงชูไฮไลท์ที่เนื้อหมูคุณภาพสไลด์เป็นแผ่นบางให้ลวกจิ้ม ยังนำมาปรุงรสอย่างหมูนุ่ม หมูเด้ง และหมูทรงเครื่องที่ทางร้านทำเองอีกด้วย นอกจากเนื้อหมูยังมีเนื้อไก่และซีฟู้ดที่ผ่านการคัดสรรและจัดเก็บอย่างดีเพื่อคงความสดจนกว่าจะถึงปากลูกค้า ถัดจากของสดสิ่งที่ช่วยชูรสยกให้น้ำจิ้มสุกี้ฮ่องกงผสมเต้าเจี้ยวสูตรโฮมเมด รสเผ็ดนิดๆ กินกับเนื้อหมูนุ่มๆ กลมกล่อมเข้ากัน หรือจะเลือกจับคู่กับน้ำจิ้มสุกี้ น้ำจิ้มซีฟู้ด หรือน้ำจิ้มพอนสึก็อร่อยไม่น้อยหน้า         สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างคือน้ำซุปรสเลิศที่มีให้เลือก 3 ซุป ได้แก่ ซุปใสเคี่ยวจากกระดูกหมู ซุปดำแบบสุกี้ญี่ปุ่น และซุปต้มยำเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดสไตล์ไทย เลือกแบบไหนก็ตอบโจทย์ถึงใจสายชาบูทั้งนั้น        

ไม่มีคำว่าหลงทางถ้ามาร้านนี้เรียกว่าหลับตายังหาเจอเพราะกลิ่นน้ำซุปหอมๆ ของร้าน Mo-Mo- Paradise (โม โม พาราไดซ์) จะนำทางเรามาจนถึงโต๊ะ อีกทั้งกลิ่นหอมๆ ยังช่วยปลุกน้ำย่อยให้ตื่นตัวก่อนได้เวลาเปิดรับรสชาติกันแบบเต็มๆ ถึงตอนนั้นคำว่าอร่อยยังน้อยไป จุดเริ่มต้นของร้านเกิดจากความหลงใหลในรสชาติชาบูของคุณสุรเวช เตลาน ชายหนุ่มผู้มีหัวใจเป็นนักกินตัวยง หลังจากตระเวนกินมาหลายร้านในที่สุดก็ตกหลุมรักและเทใจให้สุดยอดชาบูรสละมุนแห่งร้านโม โม พาราไดซ์ที่โด่งดังมากในโตเกียวรวมถึงย่านใกล้เคียงจึงตัดสินใจนำเข้าแบรนด์ดังมาให้คนไทยได้กินแบบไม่ต้องบินไปถึงญี่ปุ่นก็ได้ลิ้มรสชาติแบบเดียวกัน       จากสาขาแรกที่เซ็นทรัลเวิลด์เมื่อ 11 ปีก่อน วันนี้โม โม พาราไดซ์ขยายสาขาความอร่อยไปแล้วมากถึง 15 สาขา แต่สำหรับสายเนื้อแล้วเราอยากแนะนำให้มาที่สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ เพราะที่นี่คือสวรรค์ของคนรักเนื้อตัวจริงด้วยรวมทีเด็ดเนื้อเกรดพรีเมียมและวัตถุดิบคุณภาพที่คัดสรรมาโดยเฉพาะ       เริ่มที่เนื้อวัวและเนื้อหมูจากฟาร์มที่เลี้ยงอย่างพิถีพิถันเพื่อรสชาติและความนุ่มละมุนที่มีเอกลักษณ์ทั้งเนื้อวากิว, USDA Prime Chuck Roll, USDA Short Plate, หมูคุโรบูตะ, ไก่ซึมิเระ, ไข่สดอนามัยที่ผ่านการรับรอง รวมถึงเป็ดอนามัยที่เนื้อแน่นเคี้ยวหนึบ ยังมีเส้นอุด้งเหนียวนุ่มและผักสดอีกมากกว่า 20 ชนิด ใครชอบกินผักจะรักเลย!     ลูกค้าสามารถเลือกลิ้มลองรสชาติความอร่อยได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ All-You-Can-Eat เลือกซุปได้ 2 ชนิดจาก 3 ชนิด ได้แก่ ซุปชาบู ชาบู, ซุปสุกียากี้น้ำดำ และซุปคิโนโกะที่สกัดจากเห็ดหลายชนิด รสหวานกลมกล่อม (เฉพาะสาขาเซ็นทรัลเวิลด์เท่านั้น)     จุดเด่นไม่เหมือนใครเฉพาะร้านคือการจับคู่ซอสเข้ากับน้ำซุปแต่ละชนิดเพื่อคงรสชาติแบบต้นตำรับ ได้แก่ น้ำซุปชาบูคู่กับซอสสวีทโชยุ ซอสงา และซอสพอนสึ สำหรับน้ำซุปสุกียากี้น้ำดำนำเสนอแบบต้นตำรับคือการจับคู่กับไข่ดิบซึ่งเป็นวิธีกินแบบดั้งเดิมช่วยเสริมรสชาติความกลมกล่อมให้กับน้ำซุปแบบทวีคูณ     อีกรูปแบบคือ Mo-Mo-Paradise Café เซ็ตเมนูทางเลือกของคนที่ต้องการอิ่มท้องกำลังดีมีให้เลือกหลายชุด อาทิ ชุดแฮมเบิร์กเสิร์ฟพร้อมซุปมิโซะ สลัด และแตงกวาดอง     หรือจะเลือกเป็นข้าวหน้าเนื้อวากิวชุบไข่ เนื้อนุ่มๆ เสิร์ฟชุดใหญ่ให้กินได้จุใจเหมือนกัน  

  อยากชวนมาชิมน้ำซุปสุกียากี้สไตล์แต้จิ๋วสูตรต้นตำรับกว่า 50 ปีของร้าน Sukiyaki Number One ที่มีส่วนผสมของน้ำจิ้มเต้าหู้ยี้สูตรลับรสชาติที่ครองใจสายกินมายาวนาน       โดยเฉพาะเบอร์หนึ่งชุดหมูหมักนัมเบอร์วัน เนื้อหมูสันนอกแล่เอาเอ็นและไขมันออกเหลือเฉพาะเนื้อ นำไปหมักในอุณหภูมิพอเหมาะจนหมูหมักนุ่มนวลชวนเคี้ยว ตอกไข่ไก่สดลงคลุกเคล้าเพิ่มความนัวก่อนหยิบตะเกียบคีบหมูพอดีคำแกว่งในน้ำซุปร้อนๆ ลวกพอสุกคลุกน้ำจิ้มอีกหน่อย อร่อยจนน้ำตาไหล         จานรวมเป็ดย่าง หมูแดง หมูกรอบ สามเกลอเนื้อหอม หั่นชิ้นใหญ่ให้กินได้เต็มปากเต็มคำ เพิ่มรสชาติด้วยน้ำพะโล้ปรุงรสกลมกล่อม ตัดเลี่ยนด้วยขิงดองหอมๆ กับแตงกวาสดกรอบ     เนื้อผัดน้ำมันหอย เนื้อหมักในตำนานที่อยู่คู่ร้านมานานหลายปี ผัดกับผักสดนานาชนิดปรุงรสด้วยน้ำมันหอย กลมกล่อมและหอมกรุ่นแบบนี้เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม     ปิดท้ายด้วยข้าวอบหม้อดิน ข้าวหอมมะลิผัดกับเนื้อไก่หมัก กุ้งสด เม็ดแปะก๊วยและเครื่องปรุงรสจนเข้ากัน นำลงอบในหม้อดิน เพิ่มความหอมกรุ่นแบบคูณสอง    

ถ้าพูดถึงอาหารที่กินได้บ่อยแบบไม่ห่วงเรื่องน้ำหนัก สุกียากี้น่าจะติดอับดับต้นๆ เพราะส่วนใหญ่เน้นเนื้อสัตว์และผักสด พูดแล้วก็เปรี้ยวปากอยากกินขึ้นมาทันที ถ้าใครกำลังมองหาร้านสุกี้ที่มีรสชาติแตกต่างจากที่เคยลิ้มลอง แนะนำฮ่องกงสุกี้ สุกี้ตำรับฮ่องกงที่คงความอร่อยมายาวนานด้วยจุดเด่นของน้ำซุป 4 แบบที่เป็นหัวใจของร้าน ได้แก่ น้ำซุปยาจีน น้ำซุปเสฉวน น้ำซุปไข่เยี่ยวม้ารากผักชี และน้ำซุปต้มยำ เคล็ดลับความอร่อยของน้ำซุปทั้ง 4 ชนิดอยู่ที่น้ำซุปหลักอย่างน้ำซุปหมูและน้ำซุปไก่เคี่ยวจากขาหมูแฮมยูนนานและสะโพกหมูนาน 4-6 ชั่วโมงจนกลมกล่อมได้ที่นำไปปรุงเป็นน้ำซุปชนิดไหนก็อร่อยถูกใจทั้งนั้น         เริ่มที่ชุดใหญ่ไฟกระพริบ Sukiyaki Set และ Seafood Platter ยกขบวนความสดจากท้องทะเล ได้แก่ ปลาเก๋าดำ ปลากระพง แซลมอน หมึกสไลด์ และหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ อย่าลืมสั่งชุดผักมาเสริมกำลังเพิ่มความสดชื่นกันด้วยล่ะ       อร่อยต่อไม่รอแล้วนะกับพันธมิตรดีๆ อย่าง Meat Ball “Hong Kong Style” ลูกชิ้นฮ่องกง 4 อย่าง ได้แก่ ลูกชิ้นหมึก ลูกชิ้นปลากราย ลูกชิ้นกุ้ง และลูกชิ้นหมู ทั้งหมดทำจากเนื้อล้วนๆ ไม่ผสมแป้ง นวดจนเหนียวให้เคี้ยวหนึบหนับ ที่สำคัญปราศจากกลิ่นคาวกวนใจ     ปิดท้ายด้วยเมนูคู่โต๊ะที่ใครก็ไม่อยากพลาด Assorted BBQ Platter รวมความอร่อยสไตล์ฮ่องกงไว้ในจานเดียว ได้แก่ หมูแดง หมูกรอบ และเป็ดย่าง จุดเด่นของหมูแดงคือความนุ่มหนึบจากส่วนผสมที่ลงตัวของเนื้อหมูส่วนสันคอหมักกับซอสฮ่องกง ไข่ไก่ น้ำมันหอยฮ่องกง ผงพะโล้ และเกลือนานกว่า 5 ชั่วโมง ย่างจนสุกดีก่อนแช่ในน้ำผึ้งและเหล้ากุหลาบฮ่องกงเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนหั่นเสิร์ฟ     ส่วนหมูกรอบใช้หมูสามชั้นเลือกแบบมีมัน มีเนื้อ และมีหนังเท่าๆ กันนำไปนึ่งแล้วหมักเกลือก่อนล้างน้ำสะอาดตามด้วยน้ำส้มสายชู ปรุงรสด้วยเครื่องเทศ นำไปอบจนกรอบและทอดอีกครั้งเพิ่มความกรอบแบบคูณสอง   สุดท้ายคือเป็ดย่าง เป็ดเชอร์รี่หมักเครื่องยาจีนและนำมาผ่านกรรมวิธีที่ซับซ้อนจนได้เป็ดหนังกรอบ เนื้อนุ่ม ชวนน้ำลายสอ กินคู่ซีอิ๊วสูตรเฉพาะจากฮ่องกง และน้ำจิ้มบาร์บีคิวทำจากเนยถั่ว กะทิ ผสมเต้าเจี้ยวรสชาติกลมกล่อม   ใครที่เคยไปฮ่องกงแล้วติดอกติดใจในความกรอบนอกนุ่มในของวัฟเฟิลฮ่องกงสูตรต้นตำรับ ทางร้านก็มีให้สั่งมากินเล่น หรือจะกินจริงจังก็ไม่ว่ากัน     อย่าลืมปิดท้ายมื้อด้วยพุดดิ้งนมสดรสหวานนุ่มละมุนลิ้นอีกคนละถ้วยก่อนกลับบ้านด้วยล่ะ  

“มิสซิสวู คือใครเหรอครับ” คำพูดติดตลกผสมเสียงหัวเราะของเชฟแรนดี้  ชัยชัช นพประภา ที่เล่าให้ฟังถึงที่มาและคอนเซปต์ของ Mrs. Wu ร้านอาหารแห่งล่าสุดที่เขาร่วมกันทำกับเพื่อนเชฟคนสนิทอย่าง ชาลี การ์เดอร์ ที่เคยร่วมงานกันมาแล้วจาก Fillets, Surface และ 100 Mahaseth ก่อนที่เขาจะขยายความต่อว่า แท้จริงแล้วนี่คือชื่อสมมุติที่ใช้บอกเล่าความสนุกของรสชาติ เพราะขึ้นชื่อว่าเป็น “หม้อไฟ” ย่อมไม่มีอะไรที่ตายตัว         แน่นอนว่าสไตล์การตกแต่งก็มาโทนเดียวไม่ต่างจากชื่อ ไม่ว่าจะเป็น โต๊ะไม้ ภาพวาด แสงไฟนีออนก็ชวนให้นึกถึงภาพจำลองของฮ่องกงขึ้นมา เชฟแรนดี้เล่าว่าเมื่อนึกถึงไชน่าทาวน์ก็จะนึกถึงความคึกคัก อาหารอร่อย และราคาไม่แพง ซึ่งร้านนี้ก็คือตัวแทนของคำจัดกัดความดังกล่าวไว้ ไม่ต่างจากรสชาติของ “น้ำซุป” และ “น้ำจิ้ม” ที่เราขอบอกว่าเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่เลยเดียว     วิธีการสั่งอาหารจะเริ่มต้นด้วยการให้เราเลือกซุปที่มีอยู่ด้วยกัน 5 สูตร ได้แก่ Japanese Nabe with Red Wine น้ำซุปนาเบะญี่ปุ่นที่เพิ่มความหอมหวานของไวน์แดง Pork Bone and Herb น้ำซุปกระดูกหมูสีขาวนวลต้มนานกว่า 8 ชั่วโมง Chicken and Tumaric ซุปไก่ต้มขมิ้นที่ให้ความเปรี้ยวสดชื่นหอมกลิ่นเครื่องเทศ Isan Fondue ซุปแจ่วฮ้อนที่คุ้นชิ้นลิ้นคนไทยเป็นอย่างดี และ Japanese Dashi and Sake ซุปปลาแห้งและสาเกที่ให้ความหอมละมุนผสมรสเค็มนิดๆ       จากนั้นก็ได้เวลาเลือกของสดที่ชอบ ซึ่งเราขอแนะนำ Mix Beef Set (550 บาท) ชุดรวมเนื้อวัวฮิมาวาริจากโคราชบ้านเราที่มีจุดเด่นอยู่ที่ความนุ่มและไขมันที่แทรกอยู่ในเนื้อแบบพอเหมาะ จากการเลี้ยงอย่างพิถีถิถันด้วยเมล็ดดอกทานตะวันอันเป็นที่มาของชื่อ หรือจะลอง Mix Pork Set (280 บาท) ชุดหมูรวมที่นำเนื้อหมูสุดอร่อยจากจังหวัดน่านนี่ผ่านการเลี้ยงในหลุมและให้กินสับปะรดและมอลต์ จนได้เนื้อสัมผัสที่เหมาะกับการแล่บางๆ อย่างที่สุด         เมื่อเนื้อพร้อมจุ่มลงหม้อคงขาดน้ำจิ้มเป็นไม่ได้ สำหรับเนื้อขอแนะนำให้จุ่มกับ Pickled Egg Yolk (30 บาท) ไข่ดองกับน้ำส้มและโชยุสูตรพิเศษที่เพิ่มเติมความหนึบหนับ ร่วมด้วยน้ำจิ้มอีก 7 อย่างที่ให้เลือกตามชอบ อาทิ น้ำจิ้มฮ่องกงที่ให้ความเผ็ดร้อนขึ้นจมูก น้ำจิ้มพอนสึสไตล์ญี่ปุ่น น้ำจิ้มงา น้ำจิ้มสุกี้โบราณ น้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บ น้ำจิ้มแจ่ว และล่าสุดกับน้ำจิ้มกะปิ     ที่พอจับคู่กับน้ำซุปไก่ต้มขมิ้นแล้วล่ะก็ รับรองว่า “เด็ด”

สุกียากี้ ชาบุ บิงซูไม่อั้น! คือคอนเซ็ปต์ของร้านสล็อธ นอกจากยั่วใจเราด้วยชาบุน้ำซุปใสรสกลมกล่อมและสุกียากี้น้ำดำสไตล์คันไซที่ให้รสชาติหวานเค็มตามแบบฉบับญี่ปุ่นแล้ว ราคาและวัตถุดิบของที่นี่ก็ดีต่อใจ บุฟเฟต์ 495 บาทไม่บวกเพิ่ม มีไฮไลต์ห้ามพลาดเป็นเนื้อวัวออสเตรเลีย Dry Aged นุ่มหอม พ่วงหมูดำคุโรบูตะจากญี่ปุ่น ก่อนอิ่มยังมีบิงซูผลไม้ตามฤดูกาลไว้ปิดท้าย ส่วนใครไม่อยากจัดหนักก็มีเซ็ตธรรมดา 395 บาทที่จัดเต็มด้วยวัตถุดิบหลากหลายเข้ากันกับน้ำจิ้มสูตรเฉพาะ (พอนสึ งา สุกี้ไทย) ให้เลือกจิ้มได้ตามชอบ       เมนูแนะนำ เนื้อวัวออสเตรเลียส่วนสะโพกและสันคอ ผ่านการบ่มนาน 30 วัน กินแล้วนุ่มลิ้น   หมูดำคุโรบูตะ นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น หมูเนื้อนุ่มละลายในปาก เข้ากันกับน้ำซุปหอมกรุ่น   บิงซู เกล็ดน้ำแข็งปุยนุ่มเนียนละเอียด ราดซอสหอมหวานแล้วเพิ่มความชื่นใจด้วยผลไม้ตามฤดูกาล