ชาวสุขุมวิทต้องอมยิ้มแก้มปริเมื่อทราบข่าวการกลับมาอีกครั้งของ MAYA ห้องอาหารอินเดียวิวสวยบนชั้น 29 ของโรงแรมฮอลิเดย์อินน์ กรุงเทพ สุขุมวิท หลังปิดให้บริการในช่วงวิกฤติโควิด 19 จนหลายคนถามหาเพราะคิดถึงเสน่ห์ของรสชาติแบบต้นตำรับที่เป็นเอกลักษณ์ของอาหารอินเดียทางตอนเหนือแท้ๆ         ทุกเมนูเชฟพิถีพิถันใส่ใจเสมือนงานคราฟท์ชิ้นสำคัญที่อยากให้ลูกค้ากินอิ่มท้องแล้วยังอิ่มใจจนอยากกลับมากินซ้ำอีกหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น Carrot and beetroot ki galouti with avocado sauce โรตีทำออกมาชิ้นพอดีคำ วางบีทรูทปรุงรสเข้มข้น เสิร์ฟคู่ซอสอะโวคาโด กินพร้อมกันแล้วเข้ากันมาก     Ki lamb chop with raw mango and mint sauce ซี่โครงแกะหมักเครื่องเทศและซอสข้ามคืนเพื่อให้แทรกซึมถึงเนื้อในแล้วนำมาย่างในเตาทันดูร์จนสุกทั่วถึง เนื้อนุ่มฉ่ำลิ้นและไร้กลิ่นกวนใจ รสชาติเข้มข้นถึงเครื่องเทศ เจือเผ็ดปลายลิ้นเล็กน้อย ตามด้วยรสเปรี้ยวสดชื่นจากซอสมะม่วงที่ซ่อนอยู่ด้านล่าง เท่านี้ยังไม่พอเพราะเชฟยังเพิ่มซอสมินต์มาช่วยชูกลิ่นและรสชาติให้กลมกล่อมเป็น 2 เท่า     Purani Delhi ki ghost biryani ข้าวบริยานีอบเครื่องเทศกับเนื้อแกะในหม้อดินเก็บความร้อน ปิดด้านบนด้วยแป้งนานหนานุ่มที่เราต้องใช้มีดเลาะแป้งออกก่อนเซอร์ไพรส์กับกลิ่นหอมกรุ่นที่พวยพุ่งออกมา เสิร์ฟพร้อมโยเกิร์ตโฮมเมดรสเปรี้ยวสดชื่น และสลัดผักช่วยตัดเลี่ยน     ส่วนเมนูแกงที่คนไทยคุ้นเคยมากที่สุดยกให้  Old Delhi butter chicken น้ำแกงเข้มข้นรสสัมผัสนุ่มนวลจากเนยนม หอมกลิ่นเครื่องเทศจางๆ ตามด้วย Lamb rogan josh ระดับความเข้มข้นของน้ำแกงไม่น้อยหน้ากัน เคี่ยวจากมะเขือเทศจนเป็นเนื้อครีมเข้มข้น ใส่เนื้อแกะที่ผ่านการตุ๋นช้าๆ จนเนื้อนุ่มเคี้ยวง่าย 2 เมนูนี้กินกับนานชีส นานกระเทียม หรือโรตีต้นตำรับย่างร้อนๆ ในเตาทันดูร์ อร่อยเข้ากันที่สุด           ของหวานห้ามพลาด Gulab jamun, Pistachio rabdi cream กับ Moong dal halwa หลายคนรู้ซึ้งถึงรสหวานชนิดน้ำตาเล็ดของ 2 เมนูนี้เป็นอย่างดี แต่ถ้าไม่สั่งก็เหมือนไม่ครบรส ใครกลัวอ้วนให้สั่งมาแบ่งกันชิม แต่ถ้าชื่นชอบก็ละเลียดให้เต็มที่ได้เลย       ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่ม  Tammarin margarita รสเปรี้ยวสดชื่นเหมาะทั้งดื่มเพื่อเรียกน้ำย่อยก่อนมื้ออาหาร หรือล้างปากตอนจบมื้อ ช่วยตัดเลี่ยนและล้างปากได้แบบหอมปากหอมคอ     หรือจะสั่ง Water malon mojito ที่เย็นชื่นใจมาจิบเพลินๆ ชมวิวพลางๆ     เหมือนได้ชาร์จพลังอย่างไม่รู้ตัว!

Elements, inspired by Ciel Bleu ห้องอาหารระดับ 1 ดาวมิชลิน ที่ โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เปิดตัว Chef de Cuisine คนใหม่ เชฟ Gerard Villaret Horcajo เชฟหนุ่มชาวสเปนซึ่งเคยร่วมงานกับร้าน Ciel Bleu ระดับ 2 ดาวมิชลินที่เมืองอัมสเตอร์ดัม พร้อมนำเสนอคอร์สเมนูใหม่ที่ยังคงผสมผสานอาหารฝรั่งเศสเข้ากับกลิ่นอายของอาหารญี่ปุ่นอย่างลงตัวและน่าค้นหา "Spring Guestronomic Journey" ชูรสชาติสดชื่นดั่งสายลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดพาความสุขมาตั้งแต่จานแรกจนจานสุดท้าย แพร์ริ่งกับไวน์หรือ Home-Brew Kombucha เครื่องดื่มสำหรับคนรักสุขภาพซึ่งผสมผสานรสชาติขึ้นอย่างมีอย่างมีเอกลักษณ์     คอร์สเมนูใหม่โดยเชฟเจอร์ราดปรุงด้วยแนวคิด from nose to tail ที่ให้ความสำคัญกับการใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่า เชฟเริ่มเสิร์ฟอามูสบุช (amuse-bouche) ที่ผสมผสานวัตดุดิบญี่ปุ่นกับการปรุงแบบฝรั่งเศส อาทิ มาการองแบบญี่ปุ่นทอปด้วยหนังปลากรอบหอมกลิ่นสโมค และ Pommes Soufflées มันฝรั่งบางกรอบทอปด้วยเนื้อกุ้งหวานและกุ้งแห้ง ก่อนเข้าสู่เมนูแรกในวันนี้คือจานเรียกน้ำย่อย Hamachi มาในสีเขียวสดใสสมกับธีมฤดูใบไม้ผลิจากถั่วสวีทพีที่ให้รสหวานมัน ตัวเอกคือซาชิมิเนื้อปลาฮะมะจิรสหวานอูมามิ เพิ่มความหวานมันด้วยหอยนางรมที่ซ่อนอยู่ ตัดรสด้วยสตรอว์เบอร์รี่ขาวดองฝานเคี้ยวกรุบ เป็นจานแรกที่ชวนว้าวไม่เบา         จานต่อมา Blue Lobster ที่ทำให้สุกกำลังดีเนื้อหวานเด้ง เคียงด้วยสมุนไพรสดจากไร่ที่เชียงใหม่ พูเร่แครอต เสริมรสด้วยเพิร์ลมะเขือเทศเพิ่มความสดชื่น จานนี้จับคู่กับ Sakura Royale คอมบุฉะสีชมพูเปล่งประกายที่มีเบสเป็นชาเขียวลูสลีฟจากทางเหนือของไทย ผสมผสานด้วยน้ำผึ้งป่า น้ำเมลอนญี่ปุ่น ชาไฮบิสคัส และซากุระ เอ็กซ์แทร็กกลิ่นหอมละมุน       คอร์สต่อมาเป็นจานปลา Norwegian Wild Cod เนื้อสัมผัสนุ่มนวล เสิร์ฟกับซอสเวลูเต้ใส่ไข่ปลาคาเวียร์ Kaviari Kristal ให้รสชาติเข้มข้นเค็มมัน เพิ่มสัมผัสเคี้ยวสนุกด้วยหน่อไม้ฝรั่งขาวและหน่อไม้ญี่ปุ่น จานเคียงเป็นหนังปลาค็อดทอดกรอบเคี้ยวเพลินเสิร์ฟมาบนก้างปลาค็อดที่ใช้ปรุงอาหาร       Karifurawa เป็นเสียงอ่านเรียกดอกกะหล่ำ (Cauliflower) แบบญี่ปุ่นซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก ปรุงรสด้วยมิโสะแดงรสออกหวาน ทอปด้วย Périgord Truffle ถึงจะเลยฤดูกาลมาแล้วแต่เชฟใช้วิธีดองในน้ำมันเพื่อนำมาเพิ่มกลิ่นและรสให้กับจานนี้     จานต่อมา Dry Aged Barbary Duck เนื้อเป็ดสายพันธุ์อเมริกันเลี้ยงที่ฟาร์มในจังหวัดนครราชสีมา เนื้อนุ่มแน่นไขมันน้อยแต่จุ๊ยซี่มากๆ เสิร์ฟกับพูเร่ข้าวโพดรสหวานเนียน เจลเซเลอรีดึงรสสดชื่น ปอเปียะสอดไส้หัวใจและกึ๋นเป็ดปรุงรสทอปด้วยโกะโบ ตามด้วยจานเคียงเป็นแป้งทอดสอดไส้มูสตับเป็ดและทอปด้วยลิ้นเป็ดเคี้ยวกรุบ ใช้ทุกส่วนของเป็ดให้ได้ประโยชน์เลยทีเดียว       เข้าสู่เมนคอร์ส Kagawa Olive-fed A5 Wagyu เนื้อวัววากิวที่เลี้ยงด้วยมะกอกซึ่งเลี้ยงจำกัดปีละ 2,500 ตัวเท่านั้น เนื้อมีลายไขมันแทรกคล้ายหินอ่อนเป็นชั้นละเอียดนุ่มละลายในปาก ตัดเลี่ยนด้วยวาซาบิสดขูดเพิ่มความจี๊ดจ๊าด เสิร์ฟกับ Red Banana Shallot หรือหอมแดงทรงยาวรีและเห็ดอะวาบิทาเคะปรุงรส จานเคียงคือ Pommes Dauphine มันฝรั่งบดทอดให้ผิวนอกกรอบ ทอปด้วยชิปส์กระเทียมดำรูปดอกไม้       จานคั่นก่อนของหวาน Elements Bubble Tea เอาใจคนรักชานมไข่มุกด้วยของหวานเบาๆ แต่ไม่ธรรมดาเพราะมีส่วนผสมของอะโลเวรา เพิร์ลคอมบุฉะ บัตเตอร์มิลค์ และแน่นอนว่ามีเนื้อไข่มุกเคี้ยวหนึบซ่อนอยู่     ตามด้วยของหวานหน้าตาเก๋ไก๋ Binchoton แปลว่าถ่านไม้ในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งหน้าตาขนมก็ละม้ายคล้านถ่านจริงๆ เชฟรังสรรค์ขึ้นจากมูสช็อกโกแลตนม 43% สอดไส้ไอศกรีมซิตรัสรสเปรี้ยวสดชื่น ผสานรสลุ่มลึกขมนิดๆ ของเจลวิสกี้ญี่ปุ่น ของหวานจานนี้ล้อไปกับเมนคอร์สก่อนหน้าโดยสื่อว่าเป็นถ่านที่ใช้ในการย่างเนื้อนั่นเอง     แพร์ริ่งกับ Yuzu Koffucha หรือคอมบุฉะที่มีเบสจากกาแฟแบรนด์ดัง % Arabica Coffee ผสมผสานด้วยบราวน์ ชูการ์ น้ำส้มยูสุ และน้ำแอปเปิลแกรนนีสมิธ ออกมาเป็นรสชาติที่ลึกล้ำผสานรสขมและรสเปรี้ยวสดชื่นอย่างลงตัว ปิดท้ายด้วย Okashi หรือชุดของหวาน Petit Fours สไตล์ฝรั่งเศสกลิ่นอายญี่ปุ่น อาทิ มาเดลีนส้มยูสุ และช็อกโกแลตมัตฉะ         เป็นอันจบคอร์สที่เหมือนพาเราเดินเล่นลิ้มรสความอร่อยที่มาพร้อมกับฤดูใบไม้ผลิ เป็นอีกมื้อที่น่าประทับใจจนอยากชวนให้มาลิ้มรสฝีมือเชฟเจอร์ราดกันด้วยตัวเองกับ Spring Guestronomic Journey ซึ่งมีให้เลือก 3 คอร์สเมนูด้วยกัน Ku-Ki จำนวน 5 คอร์ส ราคา 3,800++ Chikyu จำนวน 7 คอร์ส ราคา 4,600++ Mizu จำนวน 9 คอร์ส 5,900++ บาท   ทุกคอร์สสามารถเพิ่มการแพร์ริ่งกับเครื่องดื่ม Home-Brewed Kombucha หรือแพร์ริ่งกับไวน์ซึ่งคัดสรรโดยซอมเมอลิเยร์ได้ โดยราคาการแพร์ริ่งเครื่องดื่มจะต่างกันตามคอร์สที่เลือก

ได้นั่งดินเนอร์พร้อมวิวอาทิตย์อ่อนแสงยามเย็นเป็นฉากหลังของชายหาดแห่งพัทยาก็เป็นอีกประสบการณ์ที่น่าจดจำไม่น้อย อย่างเช่นบนชั้น 8 ของโรงแรม เบสเวสเทิร์นพรีเมียร์ เบย์เฟียร์ พัทยา (Best Western Premier Bayphere Pattaya) ริมหาดจอมเทียน ภายใต้การดูแลของ Habitat Hospitality อันเป็นที่ตั้งของ LUNAR RESTAURANT ห้องอาหารวิวร้อยล้าน พร้อมมอบมื้ออาหารค่ำสุดพิเศษ LUNAR EXPERIENCE TASTING MENU 9 คอร์ส ที่ล้วนได้รับแรงบันดาลใจจากวัตถุดิบของดีจากทั่วประเทศไทย รังสรรค์ออกมาเป็นอาหารไทยหน้าตาแปลกใหม่ชวนตื่นเต้น       ก่อนจะเข้าสู่จานแรก มาเรียกน้ำย่อยในกระทงแป้งใบจิ๋วที่ประกอบไปด้วย เมี่ยงคำ  ซึ่งมาพร้อมกับใบชะพลู ถั่วลิสง และมูสที่ทำจากน้ำเมี่ยงคำกับเครื่องเคียงเมี่ยงคำผสมกัน โรยหน้าด้วยมะนาวคาร์เวียร์ ปลาแห้งแตงโม โดยมีปลาแห้งและหอมเจียวอยู่ด้านล่างโปะเต็มหน้ามาด้วยแตงโมหั่นเต๋าชิ้นเล็ก ๆ กินแล้วสดชื่น และสุดท้ายคือ ม้าฮ่อ ที่มาพร้อมกับไส้ม้าฮ่อทับด้วยสับปะรดได้รสชาติอมเปรี้ยว       เริ่มต้นจานแรกด้วย ยำส้มโอ เชฟเลือกใช้พันธุ์ขาวน้ำผึ้งและทองดี คลุกเคล้าด้วยน้ำยำรสเปรี้ยวอมหวานที่ได้จากน้ำลิ้นจี่คั้น น้ำส้มซ่า และน้ำมะนาวสด ในตัวยำเสริมรสชาติด้วยเนื้อมะพร้าวกะทิ กุ้งขาว และคาร์เวียร์ ผสมผสานกันอย่างลงตัว     หลนปูม้า เป็นจานถัดมาที่สร้างความประทับใจได้อย่างต่อเนื่อง ได้รสชาติหวานจากเนื้อปูม้าสดนึ่ง ราดด้วยน้ำหลนรสเข้มข้นหวานมันด้วยน้ำกะทิสดจากบ้านตะเคียนเตี้ย กะปิจากนครศรีธรรมราช น้ำตาลโตนดจากเพชรบุรี และน้ำปลาพรีเมี่ยมจากระยอง ใช้แรดิชเพิ่มสีสันและรสชาติแทนกระชายขาว ท็อปด้วยแตงกวาลูกกลมเล็ก และดอกไม้กินได้     จากนั้นคั่นกลางด้วย ขนมปังและเนย ซึ่งมีความพิเศษเพราะทำจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวหอมมะลิ เสิร์ฟมาพร้อมเนยจากราชบุรีโรยเหลือสีชมพูหิมาลายัน แล้วจึงต่อด้วยเมนูซุป หมึกน้ำดำ อาหารท้องถิ่นที่พบได้ในภาคตะวันออกและภาคใต้ ที่เชฟใช้เทคนิคเสริมความเข้มข้นของซุปด้วยการสต็อกเป็นซุปใส แล้วจึงเสริมรสชาติและกลิ่นหอม ๆ ด้วยสมุรไพรไทยตามไป เช่น ตะไคร้ ใบมะกรูด และเพิ่มความเปรี้ยวด้วยน้ำส้มแขก จากนั้นจึงใส่ดีหมึกให้น้ำมีสีดำ เข้ากันได้ดีกับหมึกกระตอยสดใหม่เนื้อนุ่มเด้ง       ต่อมาเป็นจานที่มีชื่อว่า หอยทอดเกี๊ยวซ่า ดูภายนอกแล้วเหมือนเกี๊ยวซ่าชิ้นใหญ่ ยัดไส้แน่น ๆ ด้วยหอยเชลล์ หอยนางรม และผักต่าง ๆ ตามแบบฉบับหอดทอด ราดด้วยซอสพริกสูตรทำเองให้รสชาติเผ็ดหวานเข้ากันเป็นอย่างดี     ก่อนเข้าสู่เมนคอร์ส ล้างปากและเพิ่มความสดชื่นด้วยรสชาติหวานอมเปรี้ยวจาก หวานเย็นกระเจี๊ยบ ซอร์เบต์สีแดงม่วงที่ทำจากกระเจี๊ยบ แล้วต่อกับจานหลัก เป็ดคกฉ่าย เป็นเมนูที่ได้แรงบันดาลใจมาจากปลาคกฉ่าย อาหารท้องถิ่นของชลบุรี ซึ่งดั้งเดิมนั้นจะใช้ปลาตะเพียนทะเลตุ๋นคล้ายต้มเค็ม แต่สูตรชลบุรีจะใส่สับปะรดเข้าไปด้วย แต่ที่นี่ปรับมาเป็นเมนูเสิร์ฟคู่กับเนื้อเป็ดส่วนอกที่ผ่านการเอจจิ้งมาแล้ว 7 วัน นำมาจี่กระทะจนได้หนังกรอบ เสิร์ฟพร้อมมันเทศบดและผักคะน้า ราดด้วยซอสสีเข้มจากการการเคี่ยวเครื่องพะโล้ ผักกาดดอง สับปะรด พริกแห้ง กระเทียม เข้าด้วยกันประมาณ 2-4 ชั่วโมงจนได้รสชาติเข้มข้น       ปิดท้ายด้วยของหวาน ไอติมกะทิ ที่จับคู่มากับข้าวเม่าจากอุดรธานีนึ่งด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน ให้ความหวานด้วยน้ำตาลมะพร้าว เพิ่มอรรถรสด้วยดอกเกลือและงาขาวคั่ว กินคู่กับมะม่วงน้ำดอกไม้ เสริมรสชาติด้วยเจลใบเตยและเจลกะทิ มีเมอแรงก์ประดับมาอย่างสวยงาม และท้ายที่สุดกับ ช็อกโกแลต ในหีบขนาดใหญ่ ที่ประกอบไปด้วย 3 รสชาติ ได้แก่ ลิ้นจี่ รสส้ม และรสสับปะรดพริก       สำหรับ LUNAR EXPERIENCE TASTING MENU 9 คอร์ส โดย LUNAR RESTAURANT จาก โรงแรม เบสเวสเทิร์นพรีเมียร์ เบย์เฟียร์ พัทยา (Best Western Premier Bayphere Pattaya) มีราคาอยู่ที่ 1,999 บาทต่อคน สามารถเพิ่มค็อกเทลแพร์ริ่งหรือไวน์แพร์ริ่ง 3 แก้ว ได้ในราคา 900 บาทต่อคน โดยต้องสั่งจองล่วงหน้าก่อน 24 ขั่วโมง ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม info@bwpbayphere.com

คิมป์ตัน คีตาเล สมุย (Kimpton Kitalay Samui) เปิดตัว Fish House Restaurant & Bar ร้านอาหารสไตล์บีชเฮาส์ริมหาดแห่งใหม่ล่าสุดเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ชูรสชาติและกลิ่นอายแห่งท้องทะเลสมุยผ่านวัตถุดิบสดใหม่ส่งตรงจากทะเลแบบวันต่อวัน นำมารังสรรค์อย่างพิถีพิถันเป็นหลากหลายเมนูซิกเนเจอร์ ชุดน้ำชายามบ่าย และค็อกเทลสุดเก๋ พร้อมให้ลิ้มลองในบรรยากาศผ่อนคลายเคล้าเสียงคลื่นของหาดเชิงมน หาดที่สวยและสงบที่สุดแห่งหนึ่งบนเกาะสมุย     ที่ Fish House ไม่ว่าจะนั่งมุมไหน เราก็จะได้สัมผัสกับประกายระยิบระยับยามแสงแดดที่พาดผ่านฟ้าครามมากระทบกับเกลียวคลื่น ตัวห้องอาหารตกแต่งด้วยวัสดุไม้ธรรมชาติ สอดแทรกเรื่องราววิถีชีวิตของชาวประมงท้องถิ่น ประดับด้วยผ้าม่านสีขาวดูพลิ้วไหวดูสบายตา กึ่งกลางห้องอาหารออกแบบด้วยแนวคิดของศาลาไทยที่ตีความแบบโมเดิร์นให้เป็นพื้นที่เปิดโล่งสำหรับเป็นศูนย์กลางในการต้อนรับแขกที่มาเยือนตลอดวัน พร้อมกับกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์อันแตกต่างให้กับแขกผู้เข้าพัก อาทิ ในช่วงเช้าเริ่มต้นวันใหม่อันสดใสด้วยกิจกรรม Kimpton Kitalay Samui’s Morning Kick Start Sessions ให้เราได้เลือกลิ้มรสชาติอาหารอร่อยๆ ในขนาดพอดีคำ เสิร์ฟพร้อมเครื่องดื่มที่คัดสรรมาอย่างดี รวมทั้งเมนูพิเศษสำหรับคุณหนู ในช่วงค่ำก็เปลี่ยนพื้นที่นี้เป็นโต๊ะดินเนอร์ใต้แสงดาวที่น่าประทับใจได้อีกด้วย     ด้านอาหารและเครื่องดื่มถูกเรียงร้อยผ่านฝีมือของเชฟ Jacobo Astray ผู้เคยฝากฝีมือไว้ที่ร้านอาหาร El Bulli และ Broken Eggs มาแล้ว สำหรับ Fish House นั้น เชฟเลือกที่จะถ่ายทอดฝีมือและประสบการณ์ที่สั่งสมมาผ่านวัตถุดิบอาหารทะเลสดใหม่และนำแสนอในแบบ “Sharing Platter” อาหารจานใหญ่ที่แบ่งปันความอร่อยได้หลายคน     อาทิ Signature Cold Seafood Platters and Towers ซีฟู้ดทาวเวอร์สดใหม่แบบจุใจ มีทั้งหอยนางรมสดตัวโต กุ้ง และล็อบสเตอร์ Black Paella ข้าวผัดสเปน “ปาเอญ่า” ใส่หมึกดำเพิ่มความเข้มข้นของรสชาติจากท้องทะเลให้หนักแน่น เสิร์ฟพร้อมปลากหมึกย่างทั้งตัว Grilled Octopus with Rosemary Potato Confit หนวดหมึกชิ้นโตย่างหอมนุ่มหนึบ       หรือ Gambas Ajillo กุ้งท้องถิ่นปรุงรสด้วยกระเทียม พาสลีย์ และพริกเพิ่มความเผ็ดร้อน Curry Crab Roll แซนด์วิชไส้ปูนิ่มทอดกรอบราดซอสผงกะหรี่ หรือขนมหวานที่ชวนสดชื่นด้วยความหอมหวานของสับปะรดย่างอย่าง Char-Grilled Pineapple Sundae         ด้านเครื่องดื่มค็อกเทลที่นี่ก็รังสรรค์ขึ้นให้ผสานไปกับแรงบันดาลใจจากท้องทะเล อาทิ Tides & Waves เครื่องดื่มแนวรีเฟรชด้วยส่วนผสมของแมซเคิล น้ำมะนาวสด ตกแต่งด้วยลูกผักชีและแตงกวา Anticipated Journey มีส่วนผสมของวิสกีญี่ปุ่นอินฟิวส์ด้วยสาหร่าย เติมรสเฉพาะตัวด้วยน้ำแร่ท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีเครื่องดื่มหลากหลายเป็นตัวเลือกจับคูกับอาหารได้ตามชอบ อาทิ ไวน์ออร์แกนิก คราฟต์เบียร์นานาชาติ และเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอลล์อย่างชาเย็นและเฮาส์โซดาที่เติมรสชาติแบบเมืองร้อนด้วยฮิบิคัสและผลไม้ คอมบูชะ และสำหรับคอกาแฟ ที่นี่ก็คัดสรรเมล็ดกาแฟพรีเมียมจากท้องถิ่นมาให้ลิ้มลองด้วย       “การมอบประสบการณ์แสนพิเศษสำหรับแขกผู้เข้าพักทำให้ร้านอาหารและบาร์ทุกแห่งของ Kimpton ถูกสร้างสรรค์ขึ้นพร้อมด้วยเอกลักษณ์และความหรูหราที่เป็นกันเองเข้าถึงง่าย และยังให้ความสำคัญกับกลิ่นอายเฉพาะตัวของแต่ละท้องถิ่นด้วยการนำเข้ามาผสมผสานอย่างลงตัว ตั้งแต่การออกแบบตกแต่งไปจนถึงวัตถุดิบสดใหม่ที่คัดสรรมาเพื่อแขกทุกท่านโดยเฉพาะ” ไมเคิล ยัสเซ่น ผู้จัดการทั่วไป คิมป์ตัน คีตาเล สมุย กล่าว

สายฟู้ดรู้รึเปล่าว่า เพนท์เฮ้าส์ บาร์ แอนด์ กริลล์ บาร์เก๋แห่งโรงแรม Park Hyatt Bangkok มีโปรโมชั่นสำหรับมื้อกลางวันที่คุ้มแสนคุ้ม 2 คอร์สสำหรับอาหารเรียกน้ำย่อย กับจานหลัก ในราคาเพียง 699++ บาท หรือ 799++ บาท เพื่อเพิ่มของหวานฟินๆ ด้วยก็ไม่ว่ากัน ไม่ต้องรีบร้อนเพราะโปรฯ นี้เขามีอยู่เรื่อยๆ เอาใจนักกินอย่างเราจริงๆ       ในเรื่องวัตถุดิบ Penthouse Bar & Grill โดดเด่นเรื่องเนื้อชนิดต่างๆ จากแหล่งคุณภาพทั่วโลก จิบคู่ไวน์ชั้นดีหลากชนิด ดื่มด่ำกับบรรยากาศอาร์ตๆ ที่ตกแต่งด้วยของเก่าสไตล์อเมริกัน ด้านในมีทั้ง Chef's Table ที่อยู่ภายในครัวของเดอะกริลล์ บาร์วิสกี้ และ The Mezzanine บาร์ส่วนตัวบนชั้นลอยของเดอะค็อกเทลบาร์ และ Rooftop Terrace ให้คุณได้มองเส้นขอบฟ้าของพระอาทิตย์ตกดินได้อย่างถนัดตา         เรียกน้ำย่อยกันด้วย Summer Salad ที่แค่ฟังชื่อก็รู้สึกสดชื่นแล้ว ผักสดและผลไม้นานาชนิด ได้แก่ ผักสลัด ร็อคเก็ต อะโวคาโด และส้มแมนดาริน ราดด้วยบัลซามิกรสเปรี้ยว     Fried Calamari Salad ปลาหมึกหนึบหนับชุบแป้งทอด ไปด้วยกันได้ดีกับร็อคเก็ตรสเผ็ดซ่า ผัดชีล้อม ราดด้วยซอสมายองเนสรสเปรี้ยว ครีมมี หอมกลิ่นส้มยูซุ อ่อนๆ     คนรักเมนูเส้นต้องเลิฟ Prawn Aglio Olio พาสตาเส้นเหนียวนุ่ม ผัดพร้อมกุ้งกุลาดำตัวโตเนื้อสดหวาน และซอสรสเผ็ดที่รังสรรค์มาจากกระเทียม และน้ำมันมะกอก หรือใครชอบรสชาติเบาๆ ก็นี่เลย Blue Swimmer Crab พาสตาเส้นเล็กอย่าง ลิงกวีเน คลุกเคล้ากับเนื้อปูม้าก้อนโต และซอสเนยหอมมัน ได้ความเปรี้ยวเล็กๆ จากเลมอนด้วย       จานหลักเราเลือก Chipotle Chicken เมนูซิกเนเจอร์ประจำร้าน สะโพกไก่ชิ้นโตๆ หอมๆ เนื้อนุ่มฉ่ำใน ทาซอสชิโปตเลรสเผ็ดร้อนสไตล์เม็กซิกัน เสิร์ฟเคียงมันหวานบดเนื้อละเอียด และหน่อไม้ฝรั่งย่าง บีบเลมอนซีกเพิ่มความเปรี้ยวเล็กน้อย     คนรักเนื้อต้องปลื้ม Steak Diane เนื้อสันในคุณภาพ ความสุกระดับมีเดียมแรร์กำลังกิน ราดน้ำซอสพริกไทยสูตรเฉพาะของทางร้าน รสกลมกล่อม เผ็ดร้อนกำลังดี กินคู่กับมันบดเนื้อนุ่ม หอมกลิ่นเนยเบาๆ และเห็ดผัดสไตล์ฝรั่งเศส     ของหวานเราเลือก Espresso Tiramisu ขนมหวานประจำชาติอิตาลี ขนมเลดี้ฟิงเกอร์ชุ่มไปด้วยกาแฟเอสเปรสโซช็อตรสเข้มกำลังดี สลับชั้นกับครีมรสหวานมัน ที่ครีเอทมาจากชีสมาสคาโปน เสิร์ฟมาในถ้วยน้ำแข็งสลักอลังการงานสร้าง     จบด้วยม็อกเทลดาวเด่นอย่าง East of Eden รสชาติสดชื่นหวานหอมนี้ได้มาจากน้ำเสาวรส น้ำเลมอน และโซดา ท็อปด้วยโฟมป็อปคอร์นนุ่มๆ และ Amphawa ไซรัปลิ้นจี่ น้ำเลมอน และแตงกวา รวมแล้วได้เป็นรสเปรี้ยวอมหวานชื่นใจ       อิ่มแล้วยังได้ดูวิวสวยๆ ด้วยนะ

กำลังมองหาช่วงเวลาพักผ่อนกับมื้ออาหารแบบจัดเต็มในวันหยุดสุดสัปดาห์กันอยู่หรือเปล่า? ห้องอาหาร Flow แห่งโรงแรม มิลเลนเนียม ฮิลตัน ได้กลับมาอีกครั้งพร้อมรูปโฉมใหม่ กับความสดใส สนุกสนาน และสเตชั่นอาหารปรุงสดใหม่ ๆ และยังบรรยากาศดีเหมือนเดิมด้วยวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่สุดแสนจะผ่อนคลาย         บอกได้เลยว่ามื้อสายวันอาทิตย์ที่ห้องอาหาร Flow ในคราวนี้จัดเต็มมาพร้อมกับ 16 สเตชั่นหลักให้เลือกกินอย่างละลานตา โดยมีสเตชั่นเด็ด ๆ ที่ห้ามพลาดคือ Premium Seafood on Ice อาหารทะเลนำเข้าสดใหม่จากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นปูอลาสกา กุ้ง หอย และหอยนางรมจาก Normandy และ Fin de claire ที่มีเชฟมาแกะให้บริการกันต่อหน้าแบบสด ๆ กันเลย และสำหรับใครที่ชื่นชอบปลาที่แล่กันสด ๆ ก็ต้องตรงไปที่ Whole Fish Live Cutting Demonstration ที่มีเชฟมาโชว์แล่ปลาทูน่าและปลาแซลมอนแบบทั้งตัว เลือกได้เลยว่าอยากชิมส่วนไหนเป็นพิเศษ           เอาใจสายฟัวกราส์กันบ้างกับ Unlimited Foie Gras Station ตับห่านที่ใช้การปรุงแบบ Pan-seared ปรุงสดใหม่แบบจานต่อจานสั่งได้ไม่อั้น และยังมาพร้อมกับ Castaing foie gras สัมผัสรสเนียนนุ่มที่มีให้เลือกถึง 4 ชนิด เลยทีเดียว ไม่ไกลกันนั้นก็เป็นสเตชั่น Spectacular Live Carving Station ที่พกพาเมนูมาอย่างหลากหลายหมุนเวียนไปในแต่ละอาทิตย์ เช่น เนื้อวากิวจากออสเตรเลีย โทมาฮอว์ค หรือกุ้งแม่น้ำ โดดเด่นด้วยวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมและ การเลือกใช้เตา Josper ซึ่งสามารถควบคุมอุณหภูมิในการย่างได้ตามความต้องการ ทำให้ทุกเมนูอร่อยขึ้นไปอีกขั้น               ต่อกันที่ Cold Cuts & Charcuterie Room จัดเต็มกับเนื้อดรายเอจหลากชนิด คัดสรรผลิตภัณฑ์คุณภาพพรีเมียมโดย Juan Pedro Domecq และ Iberico Petra Negra ส่งตรงจากประเทศสเปน ส่วนห้องข้าง ๆ กันนั้นก็คือสวรรค์สำหรับคนรักชีส Cheese Library ที่คัดสรรชีสเด็ดๆ ทุกประเภทมากกว่า 14 ชนิด ทั้งชีสนำเข้าจากต่างประเทศและชีสที่ผลิตแบบโลคอลภายในประเทศไทย อย่างเช่น ชีสของโครงการหลวง ซึ่งมีกรรมวิธีการผลิตแบบ low carbon footprint เรียกได้ว่าอร่อยและยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย     สำหรับใครที่ชื่นชอบอาหารสไตล์เอเชียน ต้องแวะมาอีกมุมหนึ่งของห้องอาหารก็จะพบกับ Asian Specialties Corner เมนูสูตรเด็ดในแต่ละอาทิตย์ด้วยเมนูพิเศษจากเชฟหมุนเวียนมาให้ลิ้มลอง ทั้งอาหารไทยเมนูแนะนำคือ พะแนงเนื้อ จีนจัดเต็มทั้งหมูหัน หมูกรอบ  และอาหารอินเดียสูตรต้นตำรับจากเชฟชาวอินเดียแท้ๆ     และจุดที่เราขอยกให้เป็นทีเด็ดสุด ๆ ของมื้อสายวันอาทิตย์ของโรงแรม มิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ ก็คือ Dessert Theatre ขนมหวานสุดอลังการฝีมือรังสรรค์จาก เชฟ Urs Rohrbach, Chef de Pastry แห่งห้องอาหาร Flow จัดเต็มเมนูของหวานทั้งเค้ก ทาร์ต พาย และสารพันของหวานกว่า 20 รายการ โดยเฉพาะชีสเค้ก และเค้กช็อกโกแลตแบบฉบับมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ ที่ใคร ๆ ต่างก็รู้จัก นอกจากนี้ยังมีสเตชั่น Teppanyaki Ice Cream ที่สามารถเลือกไอศกรีมกับท็อปปิ้งมาผัดรวมกันได้ตามใจชอบ         ตลอดระยะเวลา 3 ชั่วโมงเต็ม นอกจากจะได้เต็มอิ่มกับอาหารนานาชาติสุดหลากหลายแล้ว ยังมีบทเพลงดนตรีสุดเพราะ ๆ ขับร้องโดยพืช ภาคิน The Voice เคล้าคลอไปพร้อม ๆ กัน   **พิเศษแพ็กเกจเครื่องดื่มไม่อั้น** 1,299 บาทสุทธิ/ ท่าน* ฟรีโฟลว์สปาร์คกลิงไวน์ ไวน์ สุรา เบียร์ ค็อกเทล น้ำผลไม้ น้ำอัดลม และน้ำแร่ 11.30 น. – 12.00 น. ให้บริการที่ ThreeSixty Jazz Lounge ชั้น 32 (ยกเว้นค็อกเทล) 12.00 น. – 15.00 น.  ให้บริการที่ห้องอาหาร Flow **สำหรับเดือนมกราคม 2565** OH MY Brunch! 2565 โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพฯ ขอมอบของขวัญเริ่มต้นปีใหม่ ด้วย OH My Brunch! ราคาพิเศษตลอดเดือนมกราคม 2565 ราคา 1,799 บาทสุทธิ/ ท่าน  (จากราคาปกติ 2,200 บาท)   เมื่อซื้อบัตรกำนัลล่วงหน้าผ่านทาง LINE SHOPPING เท่านั้น http://bit.ly/LineMyShopMHB

ชี้เป้า Afternoon Tea เก๋ๆ ที่ Rendezvous ชั้น G โรงแรมแลนด์มาร์ค เหมือนยกต้นตำรับจากอังกฤษมาไว้ที่กรุงเทพฯ ล่าสุดปรับลุคสุดเอ็กคลูซีฟในโทนสีเข้ม เน้นโซฟาตัวใหญ่นั่งสบายและจัดเข้ามุมได้อย่างเป็นส่วนตัว เหมาะกับการชวนเพื่อนมานั่งเมาท์มอยอย่างออกรส  พร้อมสั่งชุด Afternoon Tea ที่นำพร็อพเก๋ๆ ชวนให้ระลึกถึงเมืองผู้ดีอังกฤษ ทั้งตู้โทรศัพท์และรถบัสแดงสไตล์อังกฤษที่พร้อมเคลื่อนขบวนความอร่อยที่มีทั้งเมนูคาวและหวานมาให้ละเลียดอย่างจุใจ       เมนูของคาว อาทิ Smoked Salmon Roll กลมกล่อมเต็มคำ กินแล้วอยากกินอีก Chicken Caesar Salad Roll  เนื้อไก่นุ่มฉ่ำในซอสสูตรเด็ด Pomelo and Crab Salad Cone สลัดปูและส้มโอ รสเปรี้ยวสดชื่น เสิร์ฟมาในโคนไซส์มินิ  เป็นต้น       ส่วนของหวาน อาทิ Salted Caramel Macaroon ถูกใจคนรักมาการอง เลือกกินกับแยมหรือคอตเทจชีสก็เข้ากันไปหมด Pistachios Financiers เนื้อสัมผัสหนึบนอกนุ่มใน ทำมาชิ้นใหญ่เต็มคำ เป็นใครก็เคี้ยวเพลิน อีกชิ้นที่เราชอบ Red Velvet Lamington เค้กเรดเวลเว็ท เนื้อนุ่มเบา รสหวานกำลังดี       ทุกเมนูจะเสิร์ฟมาเป็นคู่ เพื่อให้แชร์กันได้ไม่ต้องแย่งกัน นอกจากเมนูคาว-หวาน ยังมีเครื่องดื่มร้อนและเย็น เราเลือก ชาเอิร์ลเกรย์ เสิร์ฟในกาชงชาทำจากแก้ว กลิ่นหอมละมุน จิบคล่องคอ เข้ากันดีกับของว่างยามบ่าย และบรรยากาศแสนสบายของปลายหนาว     เพลินจนไม่อยากลุกกลับบ้าน!

เที่ยวสมุยเมื่อไหร่ อยากชวนมาสัมผัสประสบการณ์ความอร่อยอย่างหรูหราและมีชีวิตชีวาริมชายหาดเฉวงไปกับ Salt Society ห้องอาหารใหม่ล่าสุดที่ เซ็นทารา รีเซิร์ฟ สมุย ซึ่งเพิ่งเปิดตัวเมื่อธันวาคม 2564 พร้อมต้อนรับแขกที่มาหย่อนใจให้เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศของการสังสรรค์และพักผ่อนด้วยดีไซน์อันโดดเด่นและทิวทัศน์ของท้องทะเลที่โอบล้อมรอบบริเวณเลาจน์เปิดโล่ง ไปจนถึงห้องรับประทานอาหารส่วนตัวสไตล์ “คิวบ์” ทั้ง 4 ห้อง 4 สไตล์       Salt Society ตั้งอยู่บนชายหาดเนื้อทรายขาวละเอียดและที่ทอดยาวที่สุดบนเกาะสมุย เป็นบรรยากาศที่เหมาะแก่การนั่งชิลล์จิบเครื่องดื่มแก้วโปรดและอิ่มเอมไปกับอาหารอร่อย “เราใส่ใจในทุกรายละเอียดตั้งแต่การออกแบบ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากท้องทะเลและธรรมชาติรอบข้าง ไปจนถึงเพลงที่ใช้สร้างบรรยากาศเพื่อนำความสดชื่นของทะเลและฟ้าสีครามมาเสริมพลังบวกให้กับอาหารอันโอชะและเครื่องดื่มที่พิถีพิถัน” แพททริค มูคาเซล ผู้จัดการทั่วไป เซ็นทารา รีเซิร์ฟ สมุย กล่าว       Salt Society ออกแบบและวางคอนเซปท์โดยบริษัท Panorama Architect เน้นการใช้วัสดุธรรมชาติและดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเกลียวคลื่นกระทบฝั่ง ตกแต่งด้วยไม้ไผ่ถึง 1,750 ลำแขวนจากเพดานล้อกับคลื่นทะเล ส่วนผนังเลือกใช้สีโทนอุ่นของหาดทราย บริเวณบาร์หินตรงกลางให้พื้นผิวคล้ายเกลือทะเล ด้านเพลงที่ใช้จะเสริมให้ทุกช่วงเวลาพิเศษยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือค่ำคืนสุดหรรษา นอกจากนี้ ยังมอบจังหวะดนตรีให้ต่อเนื่องด้วย Salt Society Spotify กับ 3 เพลย์ลิสต์ “Salt in the Air” “Sunshine on my Soul” และ “Sand in my Hair”       ด้านอาหาร ที่ Salt Society เน้นเมนูร่วมสมัยที่รังสรรค์จากวัตถุดิบออร์แกนิคในท้องถิ่น รวมไปถึงอาหารทะเลสดใหม่และสมุนไพรที่เก็บจากสวนสมุนไพรของรีสอร์ทเอง เมนูแนะนำ อาทิ ทูน่า คอมโพต ปลากะพงแดงอบพร้อมเครื่องเคียงผักดอง คาร์โบนาราในทอร์เทลโลนีพาสต้าเสิร์ฟพร้อมพาร์เมซานเจลาโต้รมควัน และไส้กรอกโชริโซ่รมควันพร้อมมาร์มาเลดหอมแดงชีสรมควัน  ต้นกระเทียมย่าง และซัลซ่ามะเขือเทศ อาหารที่นี่ยังแฝงไปด้วยกิมมิกที่ล้อไปกับชื่อห้องอาหาร ด้วยการเสิร์ฟอาหารพร้อมกับเกลือปรุงรสพิเศษที่มีให้เลือกกว่า 12 ชนิด อาทิ เกลือดำ เกลือบีทรูท เกลือเลมอน เกลือมาราส เกลือซูมัค และเกลือรมควัน       ด้านของหวานก็ให้ความสำคัญกับการจัดเสิร์ฟอย่างสวยงาม อาทิ Citrus ขนมหวานรูปมะนาวแค่เห้นก็เย็นสดชื่น และ Edible Garden ที่มาในรูปแบบสวนจำลองสุดน่ารัก รวมถึงเครื่องดื่มสูตรพิเศษ Reserve Elixir อาทิ Magic Gin และ Lavender Pearl Rum ไปจนถึงค็อกเทลและม็อกเทลหลากสีสวยงาม โดยมี มิสเตอร์ หรือ มิสซิส สโมค มิกโซโลจิสต์มือดีที่พร้อมไปผสมเครื่องดื่มเสิร์ฟถึงที่โต๊ะเลยทีเดียว         และห้ามพลาดกับ VITAMIN SEA SUNDAY BRUNCH ไฮไลท์ที่จัดเต็มสุดยอดอาหารหลากหลายเมนู พร้อมเพลิดเพลินกับการใช้สระว่ายน้ำ ตลอดจนลานน้ำในโซนคุณหนูได้อีกด้วย ให้บริการทุกวันอาทิตย์ เวลา 12.30 น. ถึง 15.30 น. โดยมี 3 แพ็คเกจให้เลือก Vitamin A ราคา 1,890++ บาท (เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์) แพ็คเกจ Vitamin B ราคา 3,200++ บาท (ไวน์ เบียร์ ค็อกเทล) แพ็คเกจ Vitamin Sea ราคา 3,999++ บาท (สปาร์คกลิ้งไวน์) มาที่นี่จึงได้ผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์ ทั้งด้านอาหาร เสียงเพลง และบรรยากาศ

เราเชื่อว่าสาวกอาหารไทยต้องรู้จัก Market Cafe ห้องอาหารไทยรสเลิศแห่งโรงแรม ไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท ที่ครั้งนี้ทางร้านได้ครีเอท Market Cafe by Khao Afternoon Tea ชุดน้ำชายามบ่ายที่ได้แรงบันดาลใจมาจากอาหารไทยโบราณรสชาติดั้งเดิม ผสานกับศิลปะการจิบน้ำชาในแบบฉบับของประเทศอังกฤษ ครีเอทเป็นเมนูอร่อยที่ลงตัว ดื่มคู่กับชาสูตรพิเศษชานุ่ม         เริ่มชิมจากอาหารคาวก่อน สาคูกรอบหน้าตั้งกุ้ง สาคูกรอบโฮมเมดสีฟ้าสวยงามนี้ได้มาจากดอกอัญชัน จิ้มกับซอสหน้าตั้งกุ้งรสกลมกล่อม ได้ความครีมมีจากมันกุ้งเต็มคำ     กรวยกระหรี่ไก่ กรวยกรุบกรอบอบสดใหม่วันต่อวัน กัดพร้อมแกงกระหรี่ไก่รสเค็มละมุน ราดน้ำอาจาดรสเปรี้ยวอมหวาน เมี่ยงคำ ของว่างยอดฮิตในแบบฉบับของไทย ได้รสเค็มจากกะปิชั้นดี ผสานไปกับซอสสูตรเฉพาะของทางร้าน หอมกลิ่นสมุนไพร       ตามมาด้วย ขนมครก ร้อนๆ จากเตาที่มีทั้งไส้คาว-หวาน อาทิ ไส้ปูกะหรี่ รสชาติดี ไส้กุ้งกระฉีก ที่เราคุ้ยเคยไส้หมูสามเกลอ เป็นหมูสับกินง่าย ไส้ฟักทอง หอมมัน ไส้เผือกและไส้ข้าวโพด       ข้าวซอยไก่ ก็เด็ดวง เส้นหมี่ทำเองอยู่ในน้ำแกงรสเข้มข้น เผ็ดจัดจ้าน เติมเครื่องเครา เช่น หอมแดง ผักดอง พร้อมบีบมะนาวซีกเล็กน้อย     ถัดไปเป็น ไอศกรีมซอร์เบทมะพร้าวเสาวรส รสหวานนิดๆ เปรี้ยวหน่อยๆ สดชื่นสุดๆ ก่อนลิ้มลอง สคอน ขนมคู่ชุดน้ำชา ที่มีให้คุณเลือกฟิน 2 รสชาติ ได้แก่ รสใบเตยหอมกรุ่น และรสดั้งเดิม กินคู่กับสตรอว์เบอร์รีโฮมเมด แยมมะกรูดโฮมเมด รสเปรี้ยวละมุน หอมกลิ่นมะกรูด และวิปครีม       ก่อนล้างปากด้วย ขนมไทย อย่าง ขนมชั้น เนื้อนุ่ม รูปดอกกุกลาบสีชมพูสวยงาม ทองพลุชาไทย ขนมไทยโบราณหารับประทานยาก ไส้ชาไทยรสหวานพอดี วุ้นมะพร้าว รูปดอกไม้อลังการ รสหวานฉ่ำ       ทาร์ตลูกตาล ก็อร่อย แป้งทาร์ตกรุบกรอบ เข้ากันดีกับมูสกะทิครีมมี ท็อปด้วยลูกตาลสด ส้มฉุน ใส่น้ำแข็งกินเย็นๆ ชื่นใจ มาการองข้าวเหนียวมะม่วง สีเหลืองสดใสน่าหม่ำ ละลายในปาก และ ขนมต้ม แป้งเหนียวนุ่ม ห่อไส้มะพร้าว ได้รสหอมหวานจากน้ำตาลมะพร้าว     จิบคู่กับ ชาลิ้นจี่เย็น รสหวานนุ่ม หอมกลิ่นกุหลาบเบาๆ และ ชาแอปเปิ้ลเย็น เหมาะสำหรับวันอากาศร้อน    

สายอาฟเตอร์นูนทีเร่เข้ามาทางนี้ เรามีชุดน้ำชายามบ่ายรสชาติดีมาแนะนำกัน นั่นก็คือ G.H. Mumm Champagne Afternoon Tea ที่ Diplomat Bar บาร์และห้องน้ำชาแสนเก๋ดีไซน์ร่วมสมัย ซึ่งตั้งอยู่ในโรงแรมคอนราด กรุงเทพฯ โดยชุดน้ำชายามบ่ายเซ็ตใหม่นี้รังสรรค์โดยเชฟชาวอิตาลีมากฝีมืออย่าง เชฟ Simone อันมีความพิเศษคือทุกเมนูมีส่วนผสมของ G.H. Mumm Champagne แชมเปญชั้นเลิศจากประเทศฝรั่งเศส         นอกจากนั้นคุณยังสามารถละเอียดของอร่อยแพริ่งไปกับ G.H. Mumm Champagne ที่มีให้เลือกทั้ง Brut รสเปรี้ยวกลมกล่อม หอมกลิ่นแบล็คเบอร์รีและพีช และ Rose' แชมเปญสีชมพู รสละมุน ขวัญใจผู้หญิงหลายคน       เริ่มชิมกันจากอาหารก่อน Crab Apple Salad and Smoked Cured Salmon in Cones สลัดปูเนื้อหวาน ผสานไปกับแอปเปิ้ลรสหวานอมเปรี้ยว ไข่ปลาแซลมอน กัดพร้อมโคนสไตล์โฮมเมดกรุบกรอบ เรียกน้ำย่อยได้ดี     ตามด้วย Gazpacho Jelly, Tiger Prawn and Avocado marinated in Soy Sesame Dressing ซุปเย็นชื่นใจในแบบฉบับของประเทศสเปน โดดเด่นด้วยรสเปรี้ยวละมุนจากมะเขือเทศ ตักกินพร้อมกุ้งลายเสือตัวโตๆ และอะโวคาโดหมักโชยุ       Fine de Claire Oyster with Pink Peppercorn, Leek and Potato Vinaigrette หอยนางรมฟินเดอแคลร์สด ที่ส่งตรงจากประเทศฝรั่งเศส เนื้อสดหวาน ไปด้วยกันได้ดีกับน้ำสลัดรสสดชื่น ได้รสเค็มจากเกลือสีชมพู     Seared Scallop, Crispy Parma Ham, Mango Chili Salsa, Pumpernickel ขนมปังโฮมเมด ท็อปด้วยพาร์มาแฮม ที่ภายในห่อหอยเชลล์เนื้อแน่น มิกซ์ไปกับซอสซัลซามะม่วงรสหวานฉ่ำ     หันมาทางด้านของหวานกันบ้าง Mumm Strawberry Macarons มาการองสีแดงสดรสสตรอว์เบอร์รี ได้ความหวานผสมเปรี้ยว Grand Marnier Crème Brulee ชิ้นนี้เราเลิฟ เครมบรูเลเนื้อเนียน รสหวานพอดี ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของ Grand Marnier เหล้าสัญชาติฝรั่งเศสเลื่องชื่อ ตกแต่งด้วยผลไม้สด         คนรักกาแฟต้องไลค์ Chocolate Coffee Mousse with Berries and Pomegranate Glaze มูสเนื้อนุ่มรสกาแฟ หวานพอเหมาะ เพิ่มรสเข้มอีกระดับด้วยดาร์กช็อกโกแลตอีกที Vanilla Mille Feuille with Raspberries ขนมสัญชาติฝรั่งเศสอย่าง มีลเฟย ก็มา แป้งพายสามชั้นกรุบกรอบเรียงสลับกับมูสราสป์เบอร์รีรสครีมมี     Pistachio and Blackberry Tartlet เมนูนี้ก็ปัง ตัวทาร์ตทำจากถั่วพิชตาชิโอหอมมัน ด้านบนเป็นเจลลีเนื้อเด้งรสแบล็คเบอร์รี และชาเขียวหอมกรุ่น ปิดท้ายด้วย Baked Scones with Strawberry Jam and Clotted Cream ขนมประจำอาฟเตอร์นูนทีอย่าง สคอนสไตล์โฮมเมด ลูกใหญ่จุใจ เนื้อนุ่มไม่ร่วน กินคู่กับคล็อตเต็ดครีมตีสด และแยมสตรอว์เบอร์รี     ไม่ว่าอย่างไรครั้งหน้าต้องมาอีกแน่นอน

ใครมองหาบุฟเฟ่ต์มื้อสายวันอาทิตย์ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ลองดูรีวิวนี้เพราะเราจะพาไปที่ห้องอาหารเทรเดอร์ วิคส์ (Trader Vic’s) ร้านอาหารสไตล์ชาวเกาะ ที่อนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ รีสอร์ท ถนนเจริญนคร       หลบหนีความวุ่นวายในเมืองมาที่รีสอร์ทใจกลางกรุงอย่าง อนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ รีสอร์ทใหญ่บนถนนเจริญนคร ที่มีต้นไม้น้อยใหญ่ร่มรื่น พร้อมรับลมเย็นสบายจากแม่น้ำเจ้าพระยา ทุกๆ วันอาทิตย์พบกับซันเดย์บรันช์ มื้ออร่อยสำหรับทุกคนในครอบครัว     เทรเดอร์ วิคส์ ร้านดังที่มีสาขาทั่วโลกนี้ ตกแต่งสไตล์ทรอปิคอลให้อารมณ์ชาวเกาะ มีเมนูปิ้งย่างที่โดดเด่น ซันเดย์บรันช์นี้จึงมีซุ้มอาหารเอาท์ดอร์พร้อมกับเชฟปรุงเมนูซิกเนเจอร์แบบใหม่ๆ ร้อนๆ ให้เราได้เลือกสั่ง อาทิ ซีฟู้ดย่างทั้งปลาหมึก หอย กั้ง กุ้งแม่น้ำย่าง ซี่โครงแกะย่าง       ส่วนมุมซีฟู้ดออนไอซ์ก็อลังการไม่น้อยหน้า เพราะมีทั้ง ล็อบสเตอร์ ขาปูอลาสก้า กุ้ง หอยนางรม ซีฟู้ดสดๆ พร้อมน้ำจิ้มหลากรส         ยังมีอาหารเม็กซิกันอย่างนัตโช่ ซี่โครงหมูบาร์บีคิว กับกัวกาโมเล่ ให้เราได้ลิ้มลอง รวมทั้งสเตชั่นพาสต้าโฮมเมดที่เชฟผัดใหม่จานต่อจาน     มุมอาหารญี่ปุ่นอย่างซูชิ ซาชิมิ  และอาหารจานขึ้นชื่ออย่างเป็ดย่าง หมูกรอบ ติ่มซำ โซนชีส และโคลคัทที่คัดสรรมาอย่างดี       อาหารจานหลักสามารถเลือกสั่งได้จากเมนู เชฟทำให้ใหม่ๆ อาทิ ทรัฟเฟิลริซอตโตกับหอยเชลล์ฮอกไกโดย่าง สเต็กเนื้อสันในกับฟัวกราส์ ล็อบสเตอร์กับซอสครีมต้มยำรสจัดจ้าน ฯลฯ         แพ๊คเกจนี้มีให้เลือกทั้งแบบเครื่องดื่มเบาๆ อย่างซอฟท์ดริ๊งค์ หรือจะฟูลแพ็คเกจเพื่อเอนจอยไปกับ ไหมไทย (Mai Tai) เครื่องดื่มซิกเนเจอร์ของร้านเทรเดอร์ วิคส์ ที่มีส่วนผสมของรัม น้ำมะนาว น้ำเชื่อม และเหล้าส้ม ค็อกเทลสไตล์ชาวเกาะที่ดื่มแล้วสดชื่นคลายร้อน     ปิดท้ายด้วยขนมหวานมากมาย รวมถึงน้ำพุช็อคโกแลตแสนตื่นตา ให้เราได้เพลิดเพลินในวันหยุดพร้อมกับการแสดงของวงดนตรีสด มุมคิดส์คลับสำหรับเด็กๆ สามารถเลือกที่นั่งในห้องแอร์ หรือเทอเรซรับลมธรรมชาติ และยังใช้บริการสระว่ายน้ำของโรงแรมได้อีกด้วย     มื้อที่ได้ใช้เวลากับครอบครัวในวันหยุด ต้องที่เทรเดอร์ วิคส์   ข้อมูล ราคาแพ็คเพจเริ่มต้นตั้งแต่ท่านละ 2,100++ บาท รวมเครื่องดื่มซอฟท์ดริ๊งค์ และน้ำผลไม้ แพ็คเกจ ราคา 2,900++ บาทต่อท่าน รวมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบไม่อั้น เด็กอายุ 5-11 ปี ราคา 650++ บาท เด็กต่ำกว่า 5 ขวบ รับประทานฟรี พร้อมเมนูเอาใจคุณหนูๆมากมาย พร้อมสิทธิพิเศษในการใช้สระว่ายน้ำได้ตั้งแต่ 10.00-18.00 น.

“สำรับสำหรับไทย” ร้านอาหารไทยโดยเชฟปริญญ์ ผลสุข มาเปิดให้บริการแบบป๊อบอัพที่ห้องอาหารสไปซ์ มาร์เก็ต โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ จนถึงเดือนมกราคม 2565     เมนูสำรับอาหารไทยเปลี่ยนตามฤดูกาล ด้วยการคัดสรรวัตถุดิบ โดยเชฟปริญญ์ เชฟฝีมือระดับมิชลินสตาร์ เน้นการใช้พืชผักผลไม้ตามฤดูกาล โดยคัดสรรวัตถุดิบหายากจากแหล่งท้องถิ่นที่ดีที่สุด   โดยเชฟปริญญ์ตามรอยตำรากับข้าวสมัยโบราณ จากสูตรของแม่ครัวหัวป่าก์ ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงษ์ ตำรับสายเยาวภา มาตีความ และปรุงให้คนรุ่นใหม่ได้ลิ้มรสชาติที่หายไป อย่างเมนูที่เราได้ชิมนี้ เริ่มต้นจาก     ฟองเต้าหู้ทอดผงพะโล้ เมนูกินเล่นเรียกน้ำย่อยที่นำฟองเต้าหู้หั่นเป้นเส้นๆ ทอดกรอบปรุงรสด้วยผงพะโล้ โรยผักชีฝรั่งซอย กินเล่นอร่อย     เมี่ยงสละ กุ้งขาวนำไปจี่ได้กลิ่นหอม โรยกระเทียมเจียว หอมแดงเจียวและน้ำส้มซ่า กรุบกรอบจากแครกเกอร์ข้าวไรซ์เบอร์รี่ จานนี้ต้องบีบมันจากหัวกุ้งใส่ลงไปด้วยแล้วรวบใบชะพลูเคี้ยวไปในคำเดียว ได้กลิ่นหอมของส้มซ่า รสเปรี้ยวจากสละกินแล้วสดชื่น   ขนมเบื้องก้ามปูม้า ขนมเบื้องที่เชฟดัดแปลงมาจากสูตรโบราณ หน้าเป้นกรรเชียงปูม้า มะพร้าวคั่ว ใบมะกรูด แป้งขนมเบื้อหอมกรอบ รสเค็มหวานเข้ากัน     ห่อหมกปลาจาระเม็ด ปลาจาระเม็ดเนื้อแน่นนุ่ม ห่อด้วยใบเหลียง ห่อหมกรสเข้มข้น เค็มเผ็ด     ยำลองกองกับเป็ดย่าง เป็ดจากโคราชย่างสุกแบบปานกลางเนื้อนุ่มกลิ่นหอม ยำกับน้ำพริกเผา ออกรสหวานเค็ม ได้กลิ่นหอมจากโหระพา     ต้มส้มเนื้อแก้มวัว ต้มส้มตำรับสุราษฯ เนื้อแก้มวัวนุ่มเปื่อย ได้รสเปรี้ยวอ่อนๆ กลิ่นหอมจากพริกขิงผัด และใบกะเพรา     หลนเจ่าปลากุเลาเค้มกับผักทอดและผลไม้สด หลนที่ทำจากหมูบด ข้าวหมาก ปลากุเลาเค็ม แนบกับผลไม้สดอย่างส้มโอ และมะม่วงดิบ กินกับใบชะครามทอด     แกงตูมี้กุ้งกับมังคุดคัด อาหารมุสลิมภาคใต้อย่างเพอรันนากัน ตำรับสายเยาวภา แกงเหมือนแกงส้มแต่นำพริกแกงไปผัดกับน้ำมัน ปรุงรสด้วยส้มแขก ใส่กุ้งลายเสือ และมังคุดคัด หรือมังคุดห่าม น้ำแกงเป็นสีส้มแดงจัด มันแต่ไม่เผ็ดเพราะมีไขมันมาเคลือบลิ้น     ปลานึ่งแป๊ะซะญวณ จากตำรับแม่ครัวหัวป่าก์ที่ใช้ทั้งบีทรูทและแครอท เชฟปรับมาใช้บีทรูทเพียงอย่างเดียว ทำเป้นน้ำซีอิ๊วนึ่งกับปลา ได้สีชมพูม่วงสวยของบีทรูท กินกับน้ำจิ้มบ๊วยพริกกระเทียม ใส่ถั่วตัด เค็มเผ็ดครบรส     ลูกตาลน้ำกะทิกับไอศกรีมกะทิ และขนมงาทอด ไอศกรีมกะทิใบเตยหอมกลิ่นควันเทียน กับขนมงาทอดไส้พุทราจีน รสหวานนุ่มหอมกลิ่นงา     เชฟปริญญ์ ผลสุข เชฟฝีมือระดับมิชลินสตาร์ อดีตหัวหน้าเชฟแห่งศาลาริมน้ำ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ลกรุงเทพฯ ผู้มากด้วยประสบการณ์จากร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ Nahm สาขาลอนดอน ประเทศอังกฤษ ก่อนที่จะย้ายกลับมาประจำสาขาที่เมืองไทยจนทำให้ร้าน Nahm สาขากรุงเทพฯ ติดอันดับ 1 ใน 50 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลกและได้รับมิชลินหนึ่งดาวในปี 2561   จากความหลงใหลในเสน่ห์ของอาหารไทยต้นตำรับ เชฟปริญญ์ จึงได้เริ่มก่อตั้งร้าน “สำรับสำหรับไทย” บนถนนมหาเศรษฐ์ กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2560 ไว้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้เรื่องอาหารและสามารถพูดคุยอย่างเป็นกันเองหน้าเคาน์เตอร์ครัวเปิด เหมือนทานกับข้าวที่บ้าน โดยเชฟจะคง เอกลักษณ์ของการปรุงอาหารไทยสมัยโบราณให้คนรุ่นใหม่ได้ลิ้มรสชาติที่หายไปและหาทานได้ยากในปัจจุบัน โดยนำสูตรมาจากตำรากับข้าวสมัยโบราณ เลือกหลากหลายเมนูมาปรุง โดยคัดสรรวัตถุดิบหายากจากแหล่งท้องถิ่นที่ดีที่สุด จัดเป็นสำรับแบบโบราณครบรสชาติคาวหวานตามฤดูกาล   อีเมล : dining.asia@anantara.com หรือสั่งอาหารออนไลน์ที่ https://anantarasiamshop.com  

ซีฟู้ดบุฟเฟ่ต์ที่ Lord Jim’s ห้องอาหารลอร์ด จิมส์ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เป็นอีกหนึ่งร้านที่มีแฟนคลับใช้บริการอย่างเหนียวแน่น     ห้องอาหาร ลอร์ด จิมส์ เปรียบเสมือน "ห้องนั่งเล่นของกรุงเทพฯ" เพราะตลอดเวลาที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 ที่นี่เป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ของทั้งลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่ต่างชื่นชอบบุฟเฟ่ต์มื้อกลางวันระดับพรีเมี่ยม       บุฟเฟ่ต์มื้อกลางวันเปิดให้บริการทุกวัน หากเป็นวันจันทร์ - วันศุกร์ จะมีเมนูอาหารมากกว่า 80 รายการ ถ้าใครอยากพบกับประสบการณ์แบบเต็มๆ ให้มาวันเสาร์ -วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ที่จะมีอาหารมากกว่า 100 รายการ ให้ลิ้มลอง       จุดเด่นที่ห้ามพลาดคือ อาหารทะเลระดับพรีเมี่ยม วางเรียงสวยงามบนน้ำแข็ง ได้แก่ แคนนาเดี่ยนล็อบสเตอร์ ปูยักษ์จากฮอกไกโด หอยนางรมจากฝรั่งเศส ซูชิ ซาชิมิ  แฮมไอเบอริโก 36 เดือนจากสเปน แซลมอนกรัฟลักซ์ตำรับนอร์ดิค (Gravlax Salmon) และชีสนานาชนิด           ส่วนสเตชันร้อนต้องยกพื้นที่ให้กับ ตับห่านจากฝรั่งเศสเสิร์ฟพร้อมซอสมะม่วงสุดคลาสสิค ปลากะพงอบเกลือเมนูสุดคลาสสิคประจำลอร์ด จิมส์ แฮมอบน้ำผึ้งมัลเบอร์รี่ออร์แกนิค ซึ่งเป็นน้ำผึ้งออร์แกนิคจากฟาร์มผึ้งของโรงแรมตั้งอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ซี่โครงแกะอบ เนื้ออบ           สเตชั่นพาสต้าเส้นสดโฮมเมดพร้อมด้วยซอสนานาชนิดจากห้องอาหารเชาว์ เทอราซซ่า และของหวานนานาชนิดละลานตา และที่พลาดไม่ได้คือ เครปซูเซท ที่อยู่คู่กับซุ้มขนมหวานประจำลอร์ด จิมส์มามากกว่าสี่ทศวรรษ         นอกจากไลน์บุฟเฟ่ต์ที่ให้เราได้เลือกตักด้วยตัวเองแล้ว เรายังสามารถนั่งที่โต๊ะแล้วสั่งเมนูอาหารจานหลักได้ไม่จำกัด เชฟจะปรุงอาหารจานให้สดใหม่ร้อนๆ ทุกจาน เช่น ซุปล็อบสเตอร์บิสค์ หอยแมลงภู่สีดำอบไวน์ขาว ซีฟู้ดในซอสเคจันตามแบบฉบับของอาหารอเมริกันในรัฐลุยเซียนา ซีฟู้ดเทอร์มิดอร์ ริซอตโต้กับแบล็คทรัฟเฟิล ซี่โครงหมูอบซอสบาร์บีคิว หรือจะเป็นอาหารจานหลักตำรับไทยปรุงโดยเชฟป้อม พัชรา จากห้องอาหารศาลาริมน้ำ อาทิ ต้มยำกุ้ง แกงเขียวหวานไก่หรือเนื้อ น่องเป็ดตุ๋นสมุนไพร เป็นต้น     เป็นอีกร้านสุดคลาสสิคที่ได้เพลิดเพลินไปกับวิวแม่น้ำเจ้าพระยาพร้อมด้วยการบริการที่เป็นเอกลักษณ์ตามแบบฉบับโอเรียนเต็ล   ที่มาของชื่อห้องอาหาร ลอร์ด จิมส์ (Lord Jim’s Restaurant) เกี่ยวข้องกับนักเขียนชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง ‘โจเซฟ คอนราด (Joseph Conrad)’ ผู้ที่เคยมาพำนักที่โรงแรมเมื่อปี พ.ศ. 2431 ‘ลอร์ด จิมส์’ ถูกตั้งขึ้นตามชื่อกะลาสีเรือ ผู้ที่เป็นตัวละครในหนังสือที่มีชื่อเดียวกัน ห้องอาหารลอร์ด จิมส์ ตั้งอยู่บนชั้น 1 ของอาคารริเวอร์ วิง (River Wing) ซึ่งถูกปรับโฉมใหม่โดยนักออกแบบชื่อดัง มร. เจฟฟี่ย์ วิลค์ (Jeffrey Wilkes) นักออกแบบตกแต่งอาคารริเวอร์ วิง รวมถึงห้องพัก ห้องอาหารต่างๆ และล็อบบี้ ในส่วนของห้องอาหาร ลอร์ด จิมส์ นั้น เจฟฟี่ย์ วิลค์ ได้รับแรงบันดาลใจจากเรือสำราญหรูสไตล์อาร์ตเดโค ซึ่งเป็นศิลปะการออกแบบในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 สถาปัตยกรรมในยุคนั้นจะ โดดเด่นด้วยลายเส้นโค้ง เหลี่ยม และรูปทรงเลขาคณิต แฝงความหรูหราด้วยการนำวัสดุอย่างไม้สัก ทองเหลือง และหินอ่อน โลโก้ ลอร์ด จิมส์ มีลักษณะคล้ายแผงควบคุมเรือสำราญ โดยตัวอักษรด้วย ‘L’ สื่อถึงใบเรือ และตัวอักษร ‘J’ ที่เปรียบเสมือนการเคลื่อนไหวของเรือ อีกทั้งส่วนโค้งของตัว ‘J’ ยังสื่อถึงความโค้งเว้าของท้องเรืออีกด้วย

“พระรามสี่ บิสโตร (Phar-Ram IV Bistro)” คาเฟ่และร้านอาหารน่านั่งน้องใหม่แห่ง ‘โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ’ แหล่งนัดพบของฟู้ดดี้ที่ชอบบรรยากาศสวยสไตล์ยุโรป แชะรูปกี่มุมก็เพลิน พื้นกระเบื้องโมเสคสีขาวดำทันสมัย ดูกลมกลืนไปกับผนังสีขาวสะอาด ที่รอบด้านติดกระจกใสมองออกไปเห็น ‘ถนนพระรามสี่’ แบบพอดิบพอดี ด้วยเหตุนี้จึงใช้ชื่อร้านว่า ‘พระรามสี่ บิสโตร’ อย่างไรล่ะ       แสงธรรมชาติที่กระจายความสว่างเข้ามาทางกระจกบานใหญ่ ทำให้ร้านดูโปร่งไม่รู้สึกแออัด แม้พื้นที่จะจำกัดลูกค้าได้เพียง 34 ที่นั่งก็ตาม โต๊ะหินอ่อนและโซฟาเบาะนุ่มสีน้ำตาล เคาน์เตอร์บาร์เครื่องดื่มที่เรียงรายด้วยไวน์คุณภาพ เคียงข้างไปกับเบเกอรีสไตล์ฝรั่งเศสอบสดใหม่วันต่อวัน โดยรวมแล้ว ‘Phar-Ram IV Bistro’ ก็เป็นร้านที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น เรียบง่าย สบายๆ อยู่ไม่น้อย     สำหรับเรื่องอาหารก็โดดเด่นและน่าสนใจ โดยในช่วงเช้าถึงบ่ายจะเสิร์ฟอาหารมื้อเบาๆ เช่น สลัด แซนด์วิช ขนมโฮมเมดสไตล์ฝรั่งเศส อาทิ ครัวซองต์ ชีสเค้ก และเครื่องดื่มรสชาติดี อย่าง ช็อกโกแลตร้อนสไตล์ปารีเซียงและ Earl Grey Apple Cooler เป็นต้น เมื่อเวลาเปลี่ยนเป็นยามเย็นโพล้เพล้ คาเฟ่จะกลับกลายเป็นบิสโตรและไวน์บาร์บรรยากาศดี ที่เสิร์ฟเมนูสไตล์ยุโรปกลิ่นอายฝรั่งเศสแสนอร่อย ซึ่งเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ โดย ‘แอร์เว่ แฟร์ราร์ด’ (Hervé Frerard)     เชฟชื่อดังชาวฝรั่งเศสฝีมือเก่งกาจที่มีประสบการณ์การปรุงอาหารเสิร์ฟบุคคลสำคัญของโลก อาทิ สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ทั้งยังเคยเป็นพ่อครัวส่วนตัวของประธานาธิบดีฟรองซัวร์ มีแตร์ร็อง (François Mitterrand) แห่งประเทศฝรั่งเศส อีกด้วย อาหารรสอร่อย จิบคู่ไปกับไวน์ดีๆ ที่นำเข้ามาจากแหล่งผลิตไวน์ชั้นนำของโลก อาทิ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศอิตาลี และประเทศชิลี แต่หากใครชอบดื่มม็อกเทล หรือค็อกเทล ที่นี่เขาก็มีเสิร์ฟเช่นกัน     จานแรกที่ชิมเป็นเบเกอรียอดนิยมอย่าง Butter Croissant (120 บาท) ครัวซองต์เนยสดเนื้อนุ่มที่ใช้เนยจากประเทศฝรั่งเศส และ Almonds Croissant (120 บาท) ครัวซองต์อัลมอนด์ไซส์มินิ กินง่าย แป้งนุ่มฟูกัดพร้อมครีมอัลมอนด์รสหวานกำลังดี และอัลมอนด์สไลซ์กรุบกรอบ     Iberico Ham, Cheese Croquettes, Yuzu Cream (280 บาท) แฮมไอเบอริโก (Iberico Ham) แฮมคุณภาพที่ผลิตจากหมูดำ ประเทศสเปน เนื้อนุ่ม รสเค็มละมุนมีไขมันแทรกเล็กๆ กินพร้อมชีสคร็อกเก้ ที่ทำจากมันบดสอดไส้ชีสหอมมัน จากนั้นนำไปทอดให้เป็นสีเหลืองทอง กินกับครีมยุซุรสเปรี้ยวสดชื่น     ตามด้วย Vegetable Ratatouille, Slow-Cooked Egg, Crispy Campagne Bread (190 บาท)  สตูผักรวมนานาชนิด หรือที่ในภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า ราตาตูย (Ratatouille) รสเค็มนิดๆ หอมกลิ่นพริกไทยและน้ำมันมะกอก ท็อปด้วยไข่ออนเซ็น และขนมปังกัมปาญ (Campagne Bread) กรอบ     Italian Burrata Cheese, Organic Heirloom Tomato, Citrus Vinaigrette (490 บาท) ชีสบูราต้าสดจาก ประเทศอิตาลี ซึ่งผลิตมาจากน้ำนมควาย รสหอมมัน กินกับมะเขือเทศแฮร์ลูมออร์แกนิก และน้ำสลัดรสส้ม รสเปรี้ยวอมหวาน     Linguine Rustichella, Japanese Sea Urchin, Baby Clams Jus (450 บาท) เส้นลิงกวินีโฮมเมด เหนียวนุ่ม ผัดพร้อมอูนิ ไข่หอยเม่นคุณภาพจากประเทศญี่ปุ่น และซอยหอยลายรสเค็มจัดจ้าน Tajima Wagyu Beef Fillet, Shallots Confit, Corn Puree, Port Wine Reduction (1,280 บาท) เนื้อทาจิมะวากิว จากดินแดนอาทิตย์อุทัยชิ้นโตจุใจ ย่างสุกระดับมีเดียม ราดซอสพอร์ตไวน์รสเข้มข้น เสิร์ฟพร้อมผักย่าง       ล้างปากด้วยของหวานอย่าง Japanese Style Caramel Custard (120 บาท) พุดดิ้งรสคัสตาร์ดสไตล์ญี่ปุ่น เนื้อเนียน นุ่มเด้ง รสหอมหวาน เข้ากันดีกับผลไม้สดอย่างสตรอว์เบอร์รี  

ภายในโรงแรมวาลาหัวหิน นู แชปเตอร์ โฮเทล มีห้องอาหาร Woods Kitchen & Bar ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่แห่งความสงบที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติอย่างแท้จริง ตัวร้านอยู่ภายใต้อาคารหลังคาทรงกลม มีวิวสระว่ายน้ำอยู่เบื้องหน้า แซมด้วยความร่มรื่นของมวลไม้เขียวขจีในบรรยากาศสดชื่น โซนเอ้าท์ดอร์จัดสรรพื้นที่เป็นเคาน์เตอร์บาร์ให้นั่งจิบเครื่องดื่ม และโต๊ะรับประทานอาหารควบคู่กันไป           ภายในห้องอาหารตกแต่งในสไตล์มินิมอล เน้นความเรียบง่ายอย่างมีดีไซน์ เลือกใช้สีเอิร์ธโทนให้ความรู้สึกผ่อนคลายจนอยากนั่งชิลละเลียดความอร่อยไปยาวๆ         ร้านอาหารเปิดบริการตั้งแต่เช้าด้วยบุฟเฟ่ต์ไลน์สวยงามน่ากินทั้งสลัด แฮม โบโลญ่า มอร์ทาเดลลา ชีสนานาชนิด ขนมปัง แพนเค้ก วาฟเฟิล ส่วนเมนูไข่เลือกสั่งตามชอบทั้งไข่กระทะ ไข่ดาวน้ำ นอกจากนั้นยังมีอาหารท้องถิ่นแบบไทยๆ อย่างข้าวต้ม ปาท่องโก๋ ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ตอบโจทย์ทั้งลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ           สำหรับมื้อกลางวันมีเมนูอะลาคาร์ตให้เลือกสั่งทั้งอาหารไทยและนานาชาติ อาทิ ยำใบชะคราม ผัดไทย ปีกไก่ทอด ซีซาร์สลัด พาสต้าหลากชนิด อาทิ T&T Pasta, Orecchiette with Broccoli & Chilli ซึ่งทุกจานล้วนรสชาติดีไม่ผิดหวังแน่นอน           อีกหนึ่งไฮไลต์ในช่วงค่ำ ทางห้องอาหารจะปรับเมนูเป็นทาปาส ซีฟู้ดแอนด์กริลล์ โดยคัดสรรวัตถุดิบท้องถิ่นและเครื่องปรุงชั้นดี รังสรรค์เป็นจานอร่อยมากมาย อาทิ ทาปาสหลากชนิด สลัดส้มโอและเนื้อปู ปาเอญ่าซีฟู้ด ปลากะพงและซีฟู้ดคาสซูเลต์ เป็นต้น ส่วนขนมหวานแนะนำ Churros หรือปาท่องโก๋สเปนเสิร์ฟพร้อมซอสช็อกโกแลต จานนี้รับประกันความฟิน และอีกจานที่ไม่ควรพลาด Pineapple Carpaccio ที่ใช้สับปะรดจากประจวบฯ สไลซ์เป็นแผ่นบาง รสหวานอมเปรี้ยวกินพร้อมมูสมะนาว และไอศกรีมกะทิ รับรองว่าต้องติดใจ            

ใครมองหามื้อเที่ยงที่ทั้งอร่อยระดับคุณภาพในราคาเบาๆ เข้าถึงได้ต้องมาที่ห้องอาหาร The Allium Bangkok” บนชั้น 3 โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล ที่นำเสนอ The Allium set Lunch” เซ็ตอาหารฝรั่งเศสสไตล์โมเดิร์นฝีมือเชฟ Jeffrey Verweij” Chef de cuisine คนใหม่ที่พร้อมมาสร้างสรรค์เมนูอร่อยประทับใจในราคาเพียง 2 คอร์ส 650++ บาท ต่อคน และ 3 คอร์ส 750++ บาท ต่อคน         จานเด่นมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งอาหารเรียกน้ำย่อยอย่าง Chiang Mai tomato & ricotta espuma สลัดมะเขือเทศออร์แกนิกที่ใช้มะเขือเทศจากเชียงใหม่ แม้ไม่ชอบมะเขือเทศก็กินได้ Blue crab salad & cucumber สลัดปูทะเลมาพร้อมสปาเกตตีแตงกวาและคาเวียร์สาเก และ Home-cured trout & ponzu gel ปลาเทราต์หมักเพิ่มรสชาติด้วยซอสเจลพอนสึ ส้ม และแอปเปิลเขียว         ต่อด้วยจานหลัก ใครชอบเนื้อเราแนะนำ Wagyu beef striploin, potato & carrot สเต๊กเนื้อวากิวจากออสเตรเลียส่วนสันอก ย่างระดับมีเดียมแรร์ เสิร์ฟพร้อมแครอตย่างและโฟมมันฝรั่งนุ่มๆ ส่วนคนรักปลาต้องลอง Seabass, broccoli puree & caper sauce ปลากะพงเนื้อแน่นมาพร้อมบร็อคโคลีพูเรและซอสเคเปอร์ และ Dutch cod, black mussel & saffron sauce ปลาคอดซูสวิดเนื้อนุ่มในโฟมซอสหอมกลิ่นแซฟฟรอนอ่อนๆ เพิ่มความอร่อยด้วยหอยแมลงภู่ดำ         ปิดท้ายด้วยของหวานอร่อยเด็ด ไม่ว่าจะเป็น Strawberries & yoghurt เมนูของหวานแสนสดชื่นที่คนรักสตรอว์เบอร์รีเป็นต้องถูกใจ หรือ Chocolate & passionfruit ที่นำความอร่อยเข้มข้นของช็อกโกแลตมาผสมผสานกับความเปรี้ยวของเสาวรสได้อย่างลงตัว ส่วนสาวๆ ที่ชอบผลไม้ลองสั่ง Seasonal Fruits & lychee sorbet ผลไม้ตามฤดูกาลนานาชนิด เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมซอร์เบต์รสลิ้นจี่หวานเปรี้ยวสดชื่นก็เป็นอันจบมื้อกลางวันแบบสุดประทับใจ      

ถือเป็นสีสันรับลมร้อนที่กำลังมาเยือน เมื่อร้านของเชฟมาร์ติน บลูโนส เชฟหนวดอารมณ์ดี ได้ปรับพื้นที่บนชั้น 14 ริมสระว่ายน้ำของโรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร กรุงเทพฯ ให้กลายเป็นพื้นที่สีชมพูสดใส ให้เราได้ไปเช็คอินถ่ายรูปสวย และลิ้มลองเมนูสุขภาพสุดชิค       in the pink @Blunos คือคอนเซ็ปต์น่ารักที่เชฟมาร์ตินอยากให้เราคลายเครียดไปกับบรรยากาศสนุกๆ และอิ่มเอมไปกับเมนูอร่อยเสิร์ฟอาหารดีสุขภาพดี ที่ใช้ผลไม้ท้องถิ่นตามฤดูกาล และผลไม้นำเข้าเกรดพรีเมียม หลีกเลี่ยงการใช้สีผสมอาหาร เน้นความอร่อยจากธรรมชาติเพื่อสุขภาพที่ดีจากภายในสู่ภายนอก เหมาะกับการกินอาหารสุขภาพในปัจจุบัน     หลังจากดื่มด่ำกับวิวสวยบนดาดฟ้าแล้ว ห้ามพลาดเมนูที่มีสีสันสนุกสนานตามสไตล์ของเชฟมาร์ติน กับเมนูแรก EGG & FRIES (220 บาท) เมนูไฮไลต์ของเชฟมาร์ติน หน้าตาคล้ายอาหารเช้าแบบไข่ดาว แต่แท้จริงแล้วคือ กรีกโยเกิร์ตมาทำเป็นเหมือนไข่ขาว มีแอปริคอตโพชสีส้มสดใสเป็นไข่แดง ราดด้วยน้ำผึ้ง เสิร์ฟคู่กับฝรั่งสดๆ ที่ทำหน้าตาให้คล้ายมันฝรั่งทอด ราดด้วยซอสราสเบอรีและสตรอเบอรี เป็นเมนูน่ารักที่มีโปรตีนและวิตามินเต็มเปี่ยม     สำหรับใครที่ชอบสมูทตี้โบวล์ต้องลอง THE GALAXY (250 บาท) ที่แบบจักรวาลกาแลคซี่ เต็มไปด้วยผลไม้หลากหลายชนิด เช่น กล้วยหอม สตรอเบอรี มะม่วงสุก ปั่นผสมกับผงชาโคลที่ช่วยดูดซับสารพิษในร่างกาย โรยด้วยกราโนล่า เมล็ดดอกทานตะวัน และถั่วแดงเคี้ยวมัน     อีกชามที่สีสวยไม่แพ้กันคือ TROPICAL GREEN (290 บาท) ที่ได้สีเขียวจากสาหร่ายสไปรูลิน่า สาหร่ายที่มีสารคลอโรฟิลล์สูง ปั่นรวมกับกล้วย มะม่วงสุก นมอัลมอนด์ ตกแต่งหน้าตาให้ดูน่ากินด้วยผลไม้สด กราโนล่า     BERRY BLISS (190 บาท) แก้วนี้สีชมพูสดใสเพราะมีส่วนผสมของมิ๊กซ์เบอร์รี่ปั่นกับโยเกิร์ตไขมันต่ำ และสตอเบอร์รีพูเร่ โรยด้วยเบอร์รี่ กราโนล่า ดื่มเย็นๆ สดชื่น     ถือเป็นมื้อที่ได้ทั้งความสุขจากวิวสวยๆ และสุขภาพดีจากอาหาร แว่วมาว่าถ้าสระว่ายน้ำเปิดให้บริการเมื่อไร คงได้เห็นสาวๆ พร้อมใจมาเช็คอินพร้อมชุดทูพีชแน่นอน

เมื่อร้าน Tables Grill ร้านเก่าแก่ประจำโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ ได้โบกมือลาไป ตอนนี้มีร้านน้องใหม่อย่าง Salvia (ซาลเวีย) ร้านอาหารอิตาเลียนสไตล์ออสเตอเรีย (Osteria) แบบอิตาเลียนดั้งเดิมมาให้บริการแทน       ซาลเวีย ในภาษาอิตาเลียนแปลว่าใบเสจ (พืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง) ร้านบรรยากาศสบายเสิร์ฟเมนูอิตาเลียนดั้งเดิมรสชาติถูกปากชาวไทย โดยมีหัวหน้าเชฟ โรแบร์โต ปาเรนเตล่า เชฟหนุ่มจากแคว้นปิเยมอนเตเป็นผู้กำกับรสชาติ     Insalata Cesare (250 บาท) สลัดผักโรเมนหรือผักกาดคอสสดกรอบ ราดเดรสซิ่งแองโชวีรสเค็มมัน และชีส Grana Padano รสเค็มมัน     Burrata e pomodori (390 บาท) สลัดชีสบูราต้าจากหัวหิน เนื้อนุ่มครีมมี่ กับมะเขือเทศเชอร์รี่สดๆ จากเชียงใหม่รสหวาน เติมรสเค็มมันลงตัวด้วยมะกอกดำ     พิซซ่าที่นี่ขนาดกำลังดีและราคาก็น่ารัก ต้องลองสั่ง Salsiccia e broccolini (230 บาท) แป้งนุ่มหอมกลิ่นเตาถ่านสไตล์นโปเลียน ใส่บรอกโคลี เบคอน ชีสมอสซาเรลล่าและกอร์กอนโซล่ารสเข้ม     พาสต้าก็เด็ดเพราะเชฟทำเส้นสดเอง ที่แนะนำคือ Spaghetti vongole e acciughe (460 บาท) สปาเก็ตตี้หอยตลับกับไวน์ขาว พริกป่นและเนยแองโชวี ถ้าชอบเส้นเกลียวเคี้ยวหนุบๆ ต้อง Fusilli caserecci al ragù d’ agnello (330 บาท) พาสต้าเส้นเกลียวเหมือนเชือกที่เชฟทำเอง ผัดกับซอสรากูเนื้อแกะที่ตุ๋นช้าๆ จนนุ่มและรสเข้มข้น       ส่วนจานเนื้อ Tagliata di Angus 350 g (1,380 บาท) เสิร์ฟมาบนเตาย่างเล็กๆ ได้กลิ่นหอมของควันจากใบองุ่น เนื้อริบอายแองกัสออสเตรเลียนย่างมาสุกแบบปานกลาง เมื่อสไลด์แล้วเนื้อสีชมพูสวย นุ่ม กินคู่กับผักร็อกเก็ตและมะเขือเทศเชอร์รี่       ของหวานเราก็ไม่อยากให้ข้าม Tiramisu (220 บาท) เนื้อนุ่ม หอมกลิ่นกาแฟและเหล้าอัลมอนด์อะมาเรตโต (Amaretto) ได้รสชีสมาสคาร์โปนครีมมี่ โรยผงโกโก้และช็อกบอลเม็ดเล็กกรุบกรอบ Crostata di fichi (220 บาท) ทาร์ตลูกฟิก คาราเมลหอมหวาน ลูกฟิกเนื้อนุ่ม เข้ากับอัลมอนด์ครีมและไอศกรีม     เป็นเมนูอิตาเลียนที่อร่อยและคุ้นเคยจนอยากกลับไปกินบ่อยๆ

คงไม่บ่อยครั้งที่เราจะได้ดินเนอร์พร้อมชมวิวริมระเบียงเฉียดฟ้าในจุดที่สูงที่สุดของกรุงเทพฯ แบบไม่มีสิ่งใดปิดกั้น แค่คิดก็สนุกแล้วเพราะฉะนั้นอย่ารอช้าเราอยากชวนทุกคนมาที่ Bangkok Balcony ชั้น 81 โซน Sky Box มุมดินเนอร์สุดอเมซซิ่งที่ควรมีสักครั้งในชีวิต           ก่อนดื่มด่ำกับมื้อค่ำสุดพิเศษ อย่าพลาดโมเมนต์สุดชิลคือการขึ้นไปชมวิวบนชั้น 77 และดาดฟ้าพื้นหมุนบนชั้น 84 ในมุมมอง 360 องศากว้างไกลสุดสายตาเพื่อเก็บภาพดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าได้อย่างเต็มที่ แต่เดี๋ยวก่อน...อย่าลืมเหลือเมมโมรี่ไว้เก็บภาพสวยๆ ระหว่างมื้ออาหารกันด้วยล่ะ               ความดีงามของโซน Sky Box นอกจากมุมมองแบบ Bird Eye View สุดอลังการแล้วก็คืออาหารจานเด็ดที่ยกขบวนมาให้ลิ้มลองอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ด้วยเซ็ตเมนูสุดพรีเมียมไม่ว่าจะเป็นฟัวกราส์, ซุปล็อบสเตอร์, ซูชิวากิว, ซีฟู้ดย่าง, นาเบะเนื้อวากิวสไลด์, ติ่มซำ               สเต๊กเนื้อชั้นดีก็มีให้เลือกอย่างเต็มที่ อาทิ สเต๊กเนื้อสันในออสเตรเลีย, สเต๊กซี่โครงแกะออสเตรเลีย, สเต๊กลิ้นวัว, สเต๊กแซลมอน หรือสะโพกนางฟ้า รวมถึงอีกหลายเมนูที่เสิร์ฟให้กินแบบจุใจ โดยเฉพาะไวน์ชั้นดีให้คุณละเลียดพร้อมกับชมวิวอย่างเพลิดเพลิน             หรือถ้ายังไม่จุใจก็สามารถเลือกฟินไปกับเมนูบุฟเฟต์โซนด้านในได้อีกไม่อั้นอีกด้วย ยกให้เป็นดินเนอร์สุดอเมซซิ่งแห่งปี ที่มีแต่คำว่าประทับใจจริงๆ  

หากมาถึงเมืองท่องเที่ยวชื่อดังอย่างพัทยาและมองหาห้องอาหารรสชาติดีที่มีบรรยากาศสุดหรูในราคาที่เข้าถึงได้ แนะนำ Marini Gastrobar ห้องอาหารอิตาเลียนและซีฟู้ดที่ซ่อนตัวอยู่ใน Hotel Vista Pattaya ด้วยจุดเด่นของรสชาติที่ปรุงแบบต้นตำรับจากวัตถุดิบสดใหม่ โดยฝีมือเชฟเปี๊ยกหนุ่มร่างเล็กที่รอบรู้และเปี่ยมด้วยประสบการณ์ด้านอาหารอิตาเลียนมานานหลายปี จะสั่งเมนูไหนรับรองว่าถูกปากถูกใจทั้งนั้น         เริ่มที่ Parmaham Pizza พิซซ่าหน้าตาเรียบง่ายแต่ครองแชมป์ยอดขายในสายพิซซาของร้าน แป้งไม่หนามากกินแล้วไม่หนักท้องเกินไป ปกติพิซซาต้องกินร้อนๆจะฟินมาก แต่ถาดนี้วางทิ้งไว้สักพักก็ไม่เสียรส แป้งยังคงกรอบนอกนุ่มใน ยิ่งได้ซอสโฮมเมดรสเปรี้ยวตัดรสเค็มนิดๆ ของพาร์มาแฮมก็ยิ่งลงตัว แต่ถ้าชอบความเปรี้ยวสดชื่นอีกระดับก็หยิบจุ่มซอสมะเขือเทศได้เลย       ต่อด้วยจานเด็ดขายดีไม่น้อยหน้าสปาเก็ตตีซอสปู เส้นสปาเก็ตตี้ลวกได้สุดนุ่ม เคี้ยวลื่นคอ ผัดกับซอสปรุงจากน้ำสต๊อกที่เคี่ยวจากเนื้อปูม้าเน้นๆ รสชาติเข้มข้นและหอมมันจากวิปครีม เป็นเมนูที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายความสดชื่นจากท้องทะเล       ส่วนสายเนื้อห้ามพลาด เนื้อออสโซบูโกเสิร์ฟกับมันบด (Osso Buco) เชฟเลือกใช้เนื้อน่องมาตุ๋น เนื้อไม่เปื่อยมากทำให้เคี้ยวสนุก เพราะทั้งนุ่มและหนึบสู้ฟัน ราดด้วยซอสเกรวีสูตรต้นตำรับอิตาเลียน เสิร์ฟคู่กับมันบดเนื้อเนียน อร่อยเข้ากันที่สุด       ปลาพ็อกล็อคซอสต้มข่า เมนูพิเศษที่อาจไม่มีให้กินทุกวัน แต่ถ้าอยากลองจะร้องขอเชฟดูก็ได้ เชฟใช้ปลาพ็อกล็อค (Alaska Pollock) ซึ่งเป็นปลาตระกูลเดียวกับปลาค็อด (Cod)  กริลล์พอให้ผิวกรอบแต่รักษาความฉ่ำนุ่มของเนื้อใน จากนั้นราดด้วยซอสเคี่ยวในอุณหภูมิที่พอเหมาะจนได้กลิ่นและรสชาติที่กลมกล่อม มีความครีมมี่นิดๆ ละมุนลิ้น       ถึงคิวของไฮไลท์ห้ามพลาดเพราะเป็นเมนูโปรโมชั่นที่ขายดีจนต้องมีต่อโปรฯ กันยาวๆ ได้แก่ พล่าเนื้อปลา จานนี้เชฟเลือกใช้ปลา Pacific Ocean Perch ส่งตรงจากทะเลอลาสก้า แหล่งน้ำที่สะอาดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก นำมาย่างให้เหลืองหอมคลุกเคล้ากับน้ำพล่ารสจัดจ้าน ตักเข้าปากคำแรกก็แทบหยุดมือไม่ได้       อย่าลืมของหวานทีรามิสุ รสหวานนุ่มละมุนลิ้น ตัดความเลี่ยนด้วยผลไม้รสเปรี้ยวได้อย่างเข้ากัน       หรือจะล้างปากด้วยผลไม้สดหลากชนิดที่เสิร์ฟเป็นชิ้นพอดีคำในผลแก้วมังกรผ่าซีกก็ได้ทั้งความกรอบอร่อยและสดชื่น ถือเป็นการปิดท้ายมื้อได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด       ไม่ต้องรอให้ถึงวันหยุดยาวก็แวะมาฟินกับอาหารจานเด็ดแบบนี้ได้ทุกวันที่ Marini Gastrobar