Fireplace Grill and Bar ห้องอาหารซึ่งตั้งอยู่บนชั้น G ของโรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ ที่มีความโดดเด่นด้านอาหารยุโรป เพราะนอกจากจะใช้วัตถุดิบคุณภาพดีแล้ว ยังถูกนำมาปรุงรสด้วยเชฟผู้มีประสบการณ์ เพื่อให้ทุกเมนูที่เสิร์ฟได้มาตรฐาน พื้นที่ภายในค่อนข้างกว้างขวาง ตกแต่งสไตล์คลาสสิก และมีครัวเปิดขนาดใหญ่ให้เห็นกรรมวิธีต่างๆ ตลอดมื้ออาหาร รองท้องกันก่อนด้วยขนมปัง (ทางเราเลือกขนมปังธัญพืช) คู่กับเนย และหอยนางรมสดเย็นชื่นใจ Beetroot Tartare บีทรูทฝานวางบนบริยอข กินพร้อมชีสพาร์เมซานกรุบกรอบและทรัฟเฟิล Akami Tuna ย่าง เนื้อฉ่ำ อร่อยคู่กับซอสและไข่แดง Escargots a’ la Bourguignonne เมนูหอยทากส่งตรงจากฝรั่งเศสรสเนยกระเทียมสมุนไพร หอมๆ มันๆ ซุปล็อบสเตอร์ โดยทางห้องอาหารเลือกใช้ล็อบสเตอร์แคนาดานำไปปรุงกับเนยและผสมบูร์บอง Pan-Fried Toothfish ปลาหิมะนำไปจี่กระทะ และราดด้วยซอส Sea garden สูตรของห้องอาหารนี้ ซี่โครงแกะออสเตรเลียย่าง เนื้อนุ่ม ชิ้นหนา เสิร์ฟพร้อมผักกินแกล้มกัน อาทิ มะเขือเทศ ถั่ว ฯลฯ จะราดซอสร่วมด้วยก็ได้ Crepes Suzette เครปฝรั่งเศสราดซอสส้มผสม Cointreau มาพร้อมไอศกรีมวานิลลา และสตรอว์เบอร์รีเพื่อตัดรสหวาน และความน่าประทับใจอีกอย่างคือพนักงานที่นี่ดูแลเอาใจใส่ดีมาก คอยถามถึงรสชาติอาหารอยู่เป็นระยะ ซึ่งเป็นเรื่องดี ทำให้ Fireplace Grill and Bar แห่งนี้ อบอุ่นขึ้น   สามารถลิ้มลองความอร่อยได้ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2567 เป็นต้นไป โดยมื้อกลางวันเปิดตั้งแต่ 12.00 – 14.30 น. และมื้อค่ำเปิด 18.00 – 23.00 น. สำรองที่นั่ง ทางโทรศัพท์ เบอร์ฯ +66 (0) 2 656 0444 ทางอีเมลที่ dining.bkkhb@ihg.com หรือเว็บไซต์ InterContinental.com/Bangkok

ห้องอาหารอิตาเลียน รอสซินีส์ (Rossini’s) เป็นหนึ่งในตำนานความอร่อยเลื่องชื่อประจำ โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท ที่มาพร้อมบรรยากาศอบอุ่นสไตล์ทัสคานี โชว์ไอส์แลนด์ครัวเปิดให้ลูกค้าได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด และด้วยพื้นที่อันโอ่โถงสามารถปรับแบ่งเป็นห้องไพรเวทขนาดพอเหมาะ หรือกรุ๊ปค็อกเทลปาร์ตี้ขนาดย่อม ทำให้ห้องอาหารอิตาเลียนรอสซินีส์ยังคงคึกคักเสมอมา ล่าสุดห้องอาหารอิตาเลียน รอสซินีส์ ได้ให้การต้อนรับ เชฟจาโกโม วินซี (Giacomo Vinci)  เชฟชาวอิตาเลียนจากแคว้นซิซิลีซึ่งมาประจำการเป็น Executive Sous Chef พร้อมกับการปรับโฉมอาหารจานใหม่ทั้งหมดที่เต็มไปด้วยสีสันและความอร่อย เชฟจาโกโม หลงรักการให้บริการเป็นชีวิตจิตใจ เขาออกเดินทางตามความฝันตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากร้านอาหารชั้นนำและโรงแรมหรูหลายแห่งทั้งในประเทศบรูไน สวิตเซอร์แลนด์ บาหลี สิงคโปร์ และกาตาร์ เป็นต้น กระทั่งวันนี้เชฟพกพาประสบการณ์กว่า 15 ปี มารังสรรค์เป็นจานอาหารที่ผสมผสานความร่วมสมัยได้อย่างมีเสน่ห์เฉพาะตัว อาทิ Tortellini Burrata เมนูจากแรงบันดาลใจในวัยเด็กซึ่งเป็นหนึ่งในคอมฟอร์ตฟู้ดของชาวอิตาเลียนนำเสนอด้วยเทคนิกพิเศษของเชฟ Salmon Mi Cuit แซลมอนเทร้าต์สีส้มสวยกับเลมอนพาวเดอร์และเจลลีแตงกวา จานนี้เชฟเพิ่มกิมมิกด้วยการรมควันไว้ภายในให้สนุกกับการเก็บภาพทันทีที่เปิดฝาโดมออก Wagyu Carpaccio เนื้อวากิวริบอายนำเข้าจากญี่ปุ่นนุ่มละมุนลิ้น กินพร้อมเคเปอร์ หอมแดง แตงกวาดอง และซอสโฮมเมดสีชมพู เป็นจานที่คนรักวากิวไม่ควรพลาด Grilled Calamari จานเรียกน้ำย่อยรสชาติกระตุ้นต่อมหิว และยังเรียกความสดชื่นได้มากมายจากวัตถุดิบอย่างกรีนพี ริคอตต้าชีส และเนื้อส้ม ช่วยเสริมรสให้หมึกย่างจานนี้กลมกล่อมลงตัว Mazzara Fusilli ฟูซิลีสีเขียวสวยตัดกับกุ้งแดงซิซิลีตัวโตส่งตรงจากอิตาลี สร้างรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ อร่อยไม่เหมือนใคร Squid Ink Rissotto รีซอตโตหมึกดำที่ผสมผสานความเป็นไทยด้วยมะกรูด พร้อมด้วยเครื่องเคราซีฟู้ดแน่นๆ อย่างหอยแมลงภู่ หอยเชลล์ฮอกไกโด คิงแครบ ไข่ปลา และไข่แซลมอน รสชาติกลมกล่อม   Halibut ปลาฮาลิบัตจากทะเลน้ำลึกในซอสสีน้ำเงินคราม เชฟเลือกใช้สีสันในจานอาหารได้อย่างสวยงาม สร้างความแปลกตาที่ชวนลิ้มลองและให้รสสัมผัสที่น่าประทับใจ Pancetta หมูสามชั้นที่ผ่านการนวดและหมักก่อนนำมาสโลว์คุกข้ามคืนเพื่อให้ได้เนื้อที่นุ่มละมุน และทอดจน หนังกรอบ เสิร์ฟพร้อมมูสเซอเลอรีแอก กะหล่ำม่วงย่าง หัวหอมดอง โฮลเกรนต์มัสตาร์ด และราสป์เบอร์รีจูส์ คนรักหมูสามชั้นทอดกรอบไม่ควรพลาด ต่อด้วยของหวานหน้าตาน่ากินอย่าง Panna Cotta ที่นำเสนอในรูปลักษณ์ใหม่เป็นสีสันของธงชาติอิตาลี โดยสีเขียวจากพิสตาชิโอ สีแดงจากสตรอว์เบอร์รี หอมวานิลลาและเหล้ารัม เสิร์ฟกับไอศกรีมเชอร์เบตเลมอน      แม้แต่ Tiramisu ที่เสิร์ฟในโมกาพอตก็เป็นความน่ารักที่เชฟตั้งใจสร้างกิมมิกเล็กๆ เพื่อนำเสนอสุนทรียภาพในมื้ออาหาร   ตามไปลิ้มลองความอร่อยจากฝีมือ เชฟจาโกโม วินซี ในบรรยากาศทัสคานีสุดคลาสสิกที่ห้องอาหารอิตาเลียน รอสซินีส์ ได้แล้ววันนี้ สำรองที่นั่งหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 0-2649-8888 หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ FB : sheratongrandesukhumvit

G&C พาทุกท่านกลับมาลิ้มลองเมนูอาหารอิตาเลียนจากเชฟ Niccolo Ferrazzani ที่ Biscotti หนึ่งในห้องอาหารหรูระดับตำนานของโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ ห้องอาหารอิตาเลียนซึ่งเคยคว้ารางวัล Michelin Plate มาครองติดต่อกันถึง 4 ปี! (ตั้งแต่ปี 2018-2021) ภายในห้องอาหารตกแต่งด้วยโทนสีแดง-ส้ม ใช้ไฟส้มเพื่อให้บรรยากาศดูอบอุ่น มีการแบ่งโซนระหว่างโซนธรรมดาพร้อมที่นั่งนับ 10 โต๊ะและโซนไพรเวต 1 ห้อง Niccolo Ferrazzani เชฟประจำห้องอาหาร Biscotti เลือกเดินเส้นทางนี้ตั้งแต่จำความได้ เพราะด้วยความที่คลุกคลีอยู่กับคุณแม่และคุณยายที่ชอบทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เขาอยากเข้าเรียนโรงเรียนสอนทำอาหารและได้ทำงานร้านอาหารหลายแห่งในหลายประเทศ ถือเป็นช่วงเวลาที่เขาได้สั่งสมประสบการณ์หลายๆ อย่าง จนวันหนึ่งเชฟ Niccolo ก็เริ่มรู้สึกสนใจอยากเรียนรู้วัฒนธรรมอาหารเอเชียมากขึ้น จึงออกเดินทางไปทำงานที่สิงคโปร์อยู่หลายปี ก่อนตัดสินใจมุ่งหน้าสู่การเป็นเชฟในประเทศไทย ซึ่งไม่ใช่ว่ามาถึงแล้วจะเป็นกันง่ายๆ เพราะทางโรงแรม โรงแรมอนันตราจัดการทดสอบให้เชฟทำอาหารเพื่อรับการตัดสินจากคณะกรรมการ และในที่สุดเชฟ Niccolo ผ่านการทดสอบ ได้เป็นเชฟประจำ Biscotti ถ้าอย่างนั้นเรามาดูเมนูแนะนำจากเชฟคนเก่งคนนี้กันดีกว่า   เริ่มจาก Starter อย่าง Veal and Tuna “Like a Tonnato” ทูนาหั่นเต๋าวางบนเนื้อลูกวัวสไลด์บาง โรยด้วยผงเคเปอร์ เวลากินราดซอส Tonnato ลงไป ชุ่มฉ่ำเข้าเนื้อ กินคู่กับแผ่นพาร์เมซานทอดกรอบกลิ่นหอมหวาน และมื้อหลักอาหารอิตาเลียนจะขาดพาสตาไปได้อย่างไร King Crab Tagliolini พาสตาเนื้อปูสายพันธุ์ King crab มะเขือเทศเชอร์รี ราดด้วย parsley oil และ Crab Bisque ตกแต่งหน้าด้วยโฟมกระเทียม New Zealand Lamb “Lumina” แกะย่างมีเดียมแรร์ได้ความนุ่มกำลังดี เสิร์ฟพร้อมหัวหอมตุ๋นผสมเฮเซลนัต และอาร์ติโชคย่างสุกท็อปด้วยเนื้อลูกพลัม แน่นอนว่าถ้าราดน้ำซอสจากการย่างลงไปด้วยก็ช่วยให้อร่อยขึ้นอีกระดับ Chilean Sea Bass หรือปลาหิมะนำไปทอดจนหนังกรอบ กัดแล้วชุ่มฉ่ำสัมผัสได้ถึงความสดของวัตถุดิบ และยังมีกะหล่ำปลียัดไส้หมู ตกแต่งด้วยหยดครีมกระเทียมดำอย่างสวยงาม นอกจากนี้ห้องอาหาร Biscotti ยังมีบุฟเฟต์ให้เลือกสรรเพิ่มเติมทั้งสลัด ชีส จริงๆ แอบเห็นมีพิซซาทำสดด้วย น่าอร่อยมาก

นิลา (NILA) ห้องอาหารอินเดียแห่งใหม่บนชั้น 4 โรงแรมอมารี กรุงเทพ ที่จะชวนเราเข้าไปสู่โลกของรสชาติและอาหารทะเลสดใหม่ของอาหารตามแนวชายฝั่งทะเลของอินเดียตั้งแต่อินเดียตะวันออกไปจนถึงอินเดียตะวันตก คำว่า นิลา ในภาษามาลายาลัมหมายถึงสีน้ำเงิน สื่อถึงสีของท้องทะเล ล้อไปกับคอนเซ็ปต์ของร้านที่เปรียบเหมือนบ้านหลังงามแห่งเมืองกัวของพ่อค้าออกเดินทางผจญภัยไปตามพื้นที่ชายฝั่งก่อนจะมาลงหลักปักฐานที่นี่ ภายในร้านจึงได้เห็นการออกแบบและสีสันสวยสดที่ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมของโปรตุเกสที่เห็นได้ในเมืองกัว ไม่ใช่คอนเซ็ปต์สนุกเท่านั้น แต่อาหารของนิลานั้นลืมไม่ลง ดูแลโดยเชฟบารัธ ชรินดาร์ บัต (Bharath S Bhat) สุดยอดเชฟชาวอินเดียนที่หลายคนคุ้นหน้ากันดี เชฟนำวัตถุดิบหลักอย่างอาหารทะเลมารังสรรค์เป็นเมนูของรัฐต่างๆ ที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันมาพร้อมเครื่องเทศร้อนแรง และบางอย่างได้อิทธิพลจากโปรตุเกสด้วย เราได้ลองชิมเมนูเด่นๆ หลายจาน อาทิ Prawn Burnt Garlic and Tomato Saar ซุปกระเทียมและมะเขือเทศสดที่มีทั้งรสเปรี้ยว เค็ม และเผ็ดเล็กๆ กินกับสลัดกุ้งซึ่งเป็นเมนูจากรัฐมหาราษฏระ หรือจะเป็นเมนูของกัวอย่าง Peri-Peri Jheenga กุ้งหมักเครื่องเทศแล้วนำมาย่างไฟจนหอม กินคู่มะเขือเทศรมควัน และชัทนีย์พริกหวาน และ Mochar Chop เมนูมังสวิรัติ หน้าตาเหมือนแครปเค้กแต่ทำมาจากหัวปลี ด้านล่างเป็นมะเขือเทศชัทนีย์ แต่ที่ได้ลองชิมแล้วชอบมากคือ Lobster Ghee Roast ล็อบสเตอร์ย่างแล้วนำมาผัดกับเนยกีแบบเผ็ด กินคู่กับแป้งแพนเค้กที่ทั้งนุ่มและมีรสหวานอ่อนๆ Meen Pollichattu ปลากะพงแดงหมักเครื่องเทศ ห่อด้วยใบตองแล้วนำไปย่าง (ให้อารมณ์คล้ายห่อหมกปลา) กินกับ แป้ง Appam ที่ทำสดใหม่ชิ้นต่อชิ้น เป็นเมนูที่ใช้มือหยิบกินจะถึงใจกว่า นอกจากนี้ยังมี Kosha Mangsho ซี่โครงแกะสไตล์โกลกาตาเสิร์ฟกับมันฝรั่งบดที่มีรสของมัสตาร์ด  รวมถึง Hydrabadi Dum Biryani บรียานีที่เสิร์ฟมาอย่างเร้าใจไฟลุก ปิดท้ายด้วยราสมาลัยหอมหวานพร้อมเจลลี่มะพร้าว โรยด้วยมะพร้าวอบกรอบเข้ากัน แว่วมาว่านี่เป็นการเริ่มต้นของ NILA เท่านั้น เพราะพ่อค้าผู้รักการผจญภัยริมชายฝั่งทะเลยังคงมุ่งมั่นเดินทางต่อ ส่วนจะเป็นที่ไหน โปรดติดตาม

หนุ่มสาวชาวออฟฟิศย่านสาทรถูกใจสิ่งนี้! Lunch Break Buffet บุฟเฟต์มื้อกลางวันสุดอิ่มเอม (12.00 – 14.30 น.) ที่ The Kitchen Table ร้านอาหารอเมริกันไดเนอร์ของ W Bangkok (BTS ช่องนนทรี) ให้คุณอร่อยกับไลน์บุฟเฟต์ต่างๆ ทั้งอาหารญี่ปุ่น อาหารอิตาเลียน สลัดบาร์ โคลด์คัตและขนมหวาน แถมยังมีจานอะลาคาร์ตสไตล์โฮมเมดไว้สำหรับสายฟู้ดที่อยากลองจานซิกเนเจอร์ หรือเมนูฤดูกาลอีกด้วย เริ่มต้นที่ สลัด เมนูสุขภาพที่เหมาะมากจะเรียกน้ำย่อยก่อนจัดหนัก ตามด้วย โคลด์คัตและชีส ต่างๆ กินกับผักดองและครีมชีสเข้ากัน ไก่ทอด สไตล์ญี่ปุ่น เนื้อกรอบนอกนุ่มใน จานเด็ดสำหรับเด็กอ้วน ต่อด้วย หมูสามชั้นหมักพริก เนื้อนุ่มฉ่ำใน (ฟินมาก) ได้รสเผ็ดและเค็มจากซอสสูตรเด็ด เอาใจคนรักซีฟู้ดกันบ้างกับ ซีฟู้ดนึ่ง ร้อนๆ ที่ให้คุณอร่อยกับ ปลาหมึก หอยแมลงภู่ และกุ้งเนื้อหวาน เสิร์ฟคู่น้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ดดวง คนรักอาหารอิตาเลียนถูกใจ พิซซา สไตล์โฮมเมด แป้งบางกรอบทำสดใหม่ร้อนๆ พาสตา ต่างๆ ก็มีให้เลือกชิมมากมาย ทั้งพาสตาคาโบนารา ครีมมี พาสตาซีฟู้ด รสกลมกล่อม และพาสตาผัดเบคอน เดินมาที่สเตชั่นอาหารญี่ปุ่นกันบ้าง ซาชิมิ ก็เข้าที เพราะขนขบวนกันมาทั้ง แซลมอน เนื้อสด ทูน่า เนื้อหวาน ปูอัด ที่คุ้นเคย และไข่หวาน ชิ้นใหญ่เอมใจ ก่อนจะไปเริ่มชิมจานอะลาคาร์ตกันบ้าง แฮมเบิร์ก เนื้อฉ่ำราดซอสรสเข้มข้น เสิร์ฟเคียงมันบดเนื้อเนียน ไก่เทอริยากิ เนื้อนุ่ม อาบซอสเทริยากิรสหวานปนเค็ม ย่างเตาถ่านให้หอม พาสตาทรัฟเฟิล นี่แหละงานดี พาสตาเส้นเหนียวนุ่ม เคล้าซอสสูตรหอมมัน โรยทรัฟเฟิลมหาศาล ยังมี พาสตาเมนไทโกะ ซอสสูตรเฉพาะของทางร้านมิ๊กซ์กับเส้นพาสตาซุ้ดเพลิน และไข่กุ้งกรุบๆ แซลมอนย่าง ก็อร่อยโดนใจ ผิวนอกเกรียมนิดๆ แต่ภายในชุ่มฉ่ำ เสิร์ฟคู่ผักดองรสเปรี้ยว ล้างปากด้วยของหวานสุดฟังอย่าง ชีสเค้กนิวยอร์ก เนื้อเนียนนุ่ม ความหอมมันของชีสตัดกับความเปรี้ยวสดชื่นของซอสเบอร์รี เค้กส้ม เนื้อนุ่มฟู รสหวานอมเปรี้ยวที่เรารัก จิบคู่กับ ชาอู่หลง รสนุ่ม หอมฟุ้ง อิ่มเอมแล้วกลับไปทำงานต่อได้

เป็นข่าวดีของสายสุขภาพอีกครั้ง เพราะงานนี้เราจะพามาเช็คอิน “The Pantry” ร้านอาหารสุขภาพรสชาติดีในโรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพฯ เสิร์ฟพร้อมบรรยากาศโล่งกว้างแต่เต็มไปด้วยความคึกคัก พร้อมคอนเซ็ปต์ ‘ตลาดดอกไม้ ณ ปากคลองตลาด’ ผนังลายดอกไม้นานาพันธุ์งดงาม ไปด้วยกันได้ดีกับต้นไม้กระถางน้อยใหญ่ที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาและเฟอร์นิเจอร์สีดำขลับ ชอบที่สุดคือผนังกระจกใสมองเห็นวิว The House on Sathorn จานแรกเป็น Teriyaki สลัดชามใหญ่ ประกอบด้วยข้าวบาร์เลย์ บล็อกโคลี่ แครอต แตงกวา หัวหอม เพิ่มโปรตีนด้วยไข่ต้มอิ่มเอม ก่อนคลุกเคล้าซอสเทอริยากิรสเค็มปนหวาน ต่อด้วย Summer Market อุดมไปด้วยประโยชน์จากผักต่างๆ อย่าง มะกอก มะเขือเทศ แตงกวา และผักสลัดกรุบกรอบ ขาดไม่ได้กับ Salad of Champions สลัดซิกเนเจอร์ประจำห้องอาหาร ที่ให้คุณเพลิดเพลินกับผักย่าง ได้แก่ เคล บล็อกโคลี แครอต นอกจากนั้นยังมีอะโวคาโดและผักสลัด เพิ่มพลังงานด้วยไข่ต้มและควินัว เข้ากันดีกับซอสบีตรูตสีสวย อีกจานที่เราชอบมากๆ คือ Green Curry โดดเด่นด้วยซอสเขียวหวานรสกลมกล่อม เข้ากันกับข้าวกล้อง กะหล่ำปลีม่วง บล็อกโคลี่ เห็ด มะเขือม่วง แครอตและบล็อกโคลี่ สายฟู้ดคนไหนกลัวไม่อิ่มเราแนะนำให้สั่งสโมกแซลมอน รสเค็มกลมกล่อม หรือแซลมอนย่าง เนื้อฉ่ำในมาเพิ่มได้ Greek Yogurt กรีกโยเกิร์ตโฮมเมดเนื้อแน่น กินพร้อมกราโนล่ากรุบกรอบ และผลไม้ตระกูลเบอร์รี เติมรสหวานด้วยน้ำผึ้งออร์แกนิก Acai ก็น่าชิม อาซาอิปั่นพร้อมผลไม้ตระกูลเบอร์รี กล้วย อัลมอนด์ โยเกิร์ต และเมล็ดเจีย มากประโยชน์ Hulk ชามนี้ทั้งอิ่มทั้งได้สุขภาพ เพราะทำจากควินัว วอลนัท กล้วย อัลมอนด์ มะพร้าวแห้ง โยเกิร์ต น้ำนมถั่วเหลืองและเต้าหู้ ส่วนเครื่องดื่มต้องนี่ Witty Watermelon รสหวานฉ่ำของแตงโม ผสมน้ำมะนาวและขิง และ Green Detox ดริ้งก์สุขภาพสีเขียวรสเปรี้ยวนิดๆ ที่มีส่วนผสมของผักโขม ขึ้นช่าย แตงกวา แอปเปิ้ลเขียวและขิง

คนรักอาฟเตอร์นูนทีน่าจะคุ้นเคยกันดีกับ “Lakorn European Brasserie” ห้องอาหารที่เปรียบเสมือนหัวใจของโรงแรมโรสวูด กรุงเทพฯ ดื่มด่ำกับบรรยากาศหรูหราสไตล์ยุโรปปนไทยงดงามด้วยเฟอร์นิเจอร์สีขาวสลับสีฟ้าอ่อนสบายตา ไปด้วยกันได้ดีกับพื้นหินอ่อนสีขาวลายคลาสสิก มีแสงแดดที่ส่องเข้ามาจากผนังกระจกใสทำให้บรรยากาศดูกว้างปลอดโปร่ง แถมยังมองเห็นวิวถนนเพลินจิตที่ไม่เคยหลับไหล พร้อมเสิร์ฟอาหารตะวันตกและไทยรสชาติดีเอาใจสายฟู้ดตลอดวัน เรียกน้ำย่อยด้วย ยำส้มโอ รสเปรี้ยวหวานอมหวาน ผสานกับความเผ็ดพอดีของพริกเผาโฮมเมด ท็อปด้วยกุ้งเนื้อหวานตัวโต ย่างอย่างดี ตามด้วย แกงปูใบชะพลู ของโปรดของฟู้ดดี้หลายคน ใบชะพลูกลิ่นหอม เคล้าปูก้อนลูกโตๆ อยู่ในน้ำแกงรสเข้มข้น ได้ความเผ็ดกำลังดี กินคู่เส้นหมี่เหนียวนุ่ม จบด้วยของหวานรับลมร้อนอย่าง ส้มฉุน ที่ประกอบด้วยผลไม้รสหวานอย่าง ลิ้นจี่ ส้ม แอปเปิ้ล ทับทิม ราดน้ำเชื่อมกลิ่นขิงหอม ๆ เติมน้ำแข็งสักหน่อยชื่นใจ ก่อนกลับจิบชา Marco Polo รสนุ่มสักแก้วก็ดีเหมือนกัน

You Are What You Eat! ชวนสายฟู้ดมาเช็คอิน G&O ร้านอาหารสุขภาพที่ตั้งอยู่บนชั้น 9 ริมสระว่ายน้ำสุดอลังการของ Rosewood Bangkok ให้คุณดื่มด่ำบรรยากาศเรียบง่ายแกมหรูหราเล็กๆ ด้วยเฟอร์นิเจอร์สีขาวนวลและสีเขียวอ่อนใบเตยพร้อมด้วยพื้นไม้และผนังสีขาวสบายตา เพิ่มความมีชีวิตชีวาด้วยต้นไม้กระถางเขียวขจี และแสงแดดเรไรจากกระจกใสบานใหญ่ที่มองเห็นวิวเมืองได้อย่างถนัดตา ในส่วนของอาหาร G&O เสิร์ฟจานอร่อยเฮลท์ตี้คอนเซ็ปต์ Farm To Table ที่รังสรรค์มาจากวัตถุดิบออร์แกนิก ซึ่งลำเลียงจากฟาร์มคุณภาพทั่วสารทิศของเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมูจากฟาร์มสามพราน เป็ดและไก่จากฟาร์มคลองไผ่ เนื้อ Grain Fed (วัวที่กินแต่ธัญพืช ทำให้เนื้อมีความนุ่มชุ่มฉ่ำ) จากคุณตาฟาร์มแห่งจังหวัดมหาสารคาม ยังมีข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียวที่ส่งตรงมาจากฟาร์มไร่ทองออร์แกนิกส์ ฟาร์มชื่อดังแห่งจังหวัดศรีสะเกษอีกด้วย จานแรกเป็น Organic Poached Eggs ขนมปังซาวโดวจ์โฮมเมด ปิ้งเกรียมๆ แต่เนื้อยังมีความนุ่ม ทาด้วยอะโวคาโดบดรสครีมมี เคล้าสโมกแซลมอนรสเค็มก่อนกลมกล่อม ก่อนท็อปด้วยโพชเอกที่ทำจากไข่ออร์แกนิก เข้ากันดีกับบัลซามิกชั้นดี ตามด้วยของหวานสไตล์เฮลท์ตี้อย่าง Caramelized Banana Foster เค้กกล้วยหอมเนื้อนุ่มหนึบ ให้รสหวานธรรมชาติ ปราศจากแป้งแต่อย่างใด เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมวานิลลาออร์แกนิกโฮมเมดหวานมัน วอลนัตกรุบกรอบ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี ราดด้วยซอสคาราเมลรสหวาน ปิดท้ายกับ Berry Bliss เครื่องดื่มสดชื่นที่เหมาะสำหรับคนรักการออกกำลังกาย เพราะเป็นการรวมตัวกันของคามู คามู (เบอร์รีที่เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ) อาซาอิ บลูเบอร์รีและสตรอว์เบอร์รี เฮลท์ตี้ขนาดนี้ไม่ให้รักได้อย่างไร

เอกะลักษณ์ (Ekkaluck) ห้องอาหารหนึ่งเดียวประจำโรงแรมมาดี ไปดี กรุงเทพฯ ในซอยสุขุมวิท 53 ที่ถ่ายทอดความเป็นเอกลักษณ์ผ่านการออกแบบและตกแต่งอย่างเรียบง่าย แต่แฝงความหรูหราด้วยโทนสีน้ำเงิน-เทา พร้อมไปกับอาหารแสนอร่อยที่สร้างสรรค์ขึ้นอย่างมีเอกลักษณ์จากฝีมือเชฟวุฒิ-วุฒิศักดิ์ วุฒิอัมพร Executive Chef มากความสามารถ โดยผสมผสานอาหารไทยและอาหารหลายสัญชาติจากประสบการณ์ในต่างแดน จนเป็นอาหารในสไตล์ Inventive Thai Cosmopolitan แต่ละเมนูของที่นี่เน้นการประยุกต์อาหารที่มีอยู่แล้วของไทยเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ และต่อยอดจนเกิดเป็นเมนูหน้าตาแปลกใหม่ เพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่มองหาความแปลกใหม่รอบตัวอยู่เสมอ   เรียกน้ำย่อยกันก่อนด้วยขนมปังเสิร์ฟในกล่องไม้ แค่เพียงเริ่มต้นก็มองเห็นความเป็นเอกลักษณ์แล้ว ต่อด้วยสลัดผักสดที่ซ่อนวาซาบิไว้ให้กินเล่น เพิ่มความซี้ดจนจมูกโล่งกันเลย ยังมี Cream of Mushroom Soup ซุปเห็ดหอมกรุ่น เสิร์ฟมาในขนมปังทรงถ้วย ที่ใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงบนฝาปิดด้วยการเรียงเห็ดให้เหมือนดอกไม้เต็มแผ่นขนมปัง สวยงามเหมือนงานศิลปะชิ้นหนึ่ง Smoked Duck Salad สลัดเป็ดรมควัน ม้วนเป็นหลอด ด้านล่างมีส้มโอชุ่มฉ่ำ กินพร้อมกันได้ความลงตัวระหว่างของคาวและผลไม้ อร่อยมาก ขอบอก! เติมความสดชื่นระหว่างมื้อด้วย Pomelo Prawn Salad สลัดส้มโอและกุ้งอาร์เจนตินา ฝานส้มโอเป็นแผ่นกลมในจาน พร้อมตกแต่งผักให้เป็นรูปดอกไม้สีสันน่ารักสดใส บรรยากาศเหมือนอยู่ในทุ่งดอกไม้อย่างไรอย่างนั้น Bacon Lettuce Tomato Sandwich แป้งเซียบัตตานุ่มๆ ประกบกับเบคอน ได้รสชาติเค็มๆ หวานๆ ตัดด้วยผักกาดหอม และมะเขือเทศ เสิร์ฟพร้อมแผ่นมันฝรั่งทอดกรอบ เคี้ยวเพลินได้อีก  EKKALUCK Arrabbiata-inspired Pasta รังสรรค์โดยเอกะลักษณ์ แตกต่างด้วยรสชาติที่มีความเผ็ดนิดๆ เพราะได้แรงบันดาลใจในการทำซอส Arrabbiata ของอิตาลี และโรยด้วยเกล็ดขนมปังปิดท้าย ทำให้พาสตาจานนี้แปลกใหม่ไปจากเดิม EKKALUCK Fried Rice ข้าวคลุกกะปิในแบบฉบับของเอกะลักษณ์ ซึ่งเลือกใช้กะปิจากเกาะปันหยี เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคราครบครัน อาทิ หมูหวาน กุนเชียง กุ้งแห้ง หอมแดง พริกสด ฯลฯ มาในหม้อทองเหลืองโดดเด่นใครเห็นเป็นต้องสั่ง Braised Lamb Shank มัสมั่นขาแกะกับมันบด เมื่อเข้าปากแล้วรู้สึกได้ทันทีถึงความนุ่ม ละลายในปาก เนื้อแกะไม่เหม็นกลิ่นสาบ เมนูของหวานที่ไม่ธรรมดาของเอกะลักษณ์ Mango Sticky Rice Sabayon ข้าวเหนียวมะม่วงแบบไทยในรูปแบบของ Sabayon ได้สัมผัสหนึบ และรสชาติมัน ไม่หวานเกินไป เหมาะจะเป็นของหวานตบท้ายคอร์สนี้ที่สุด ไม่ใช่แค่ข้าวเหนียวมะม่วงที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ แต่ที่นี่ยังมี Lemongrass Crème Brûlée แครมบรูเลกลิ่นตะไคร้ ให้ได้ลองอีกด้วย กลิ่นตะไคร้หอมอ่อนๆ เข้ากันกับรสชาติหวานของแครมบรูเล กินพร้อมไอศกรีมกะทิ และตัดรสด้วยเบอร์รีรวมผลไม้

Hua ห้องอาหารจีนแห่งใหม่ในโรงแรมคอนเซ็ปต์เก๋อย่าง Grande Centre Point Surawong ที่ดึงเสน่ห์ของ 2 ดินแดนสตรีทฟู้ดอย่าง ‘ฮ่องกง’ และ ‘เยาวราช’ มาเจอกันในที่เดียว ด้านในตกแต่งแบบโมเดิร์นไชนีส รายล้อมกระจกบานใหญ่ให้มองเห็นความคึกคักของย่านบางรัก แน่นอนเมนูของที่นี่เป็นสตรีทฟู้ดที่ส่งต่อความอร่อยกันแบบรุ่นสู่รุ่น แต่ทีมเชฟจับแต่งตัวให้พรีเมียมขึ้นด้วยการเลือกใช้วัตถุดิบที่คัดมาอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเมนูไฮไลต์อย่าง 3เซียน รวมทีเด็ดอย่างหมูแดงนุ่มๆ เป็ดย่างเนื้อฉ่ำและไก่ซีอิ๊วเอาไว้ในจานเดียว โจ๊กของที่นี่หอมกรุ่นอุ่นท้อง เนื้อเนียนด้วยปลายข้าวหอมมะลิใหม่หมักน้ำมันงา และน้ำซุปรสชาติกลมกล่อมจากเนื้อไก่สันในหมู และหอยเชลล์แห้ง แนะนำ โจ๊กเนื้อหมัก จับคู่กับปาท่องโก๋ ทอดร้อนๆ ยิ่งเข้ากันดี นอกจากนี้ยังมีเมนูห้ามพลาด กุ้งผัดซอส XO ซอสรสชาติเข้มข้นฉบับฮ่องกง เส้นบะหมี่ไข่นุ่มหนึบท็อปด้วยหมูแดงนุ่มๆ และหมูกรอบชิ้นหนา หรือจะลองเมนูหม้อดินที่มีทั้งข้าวอบและราดหน้า รวมถึงของกินเล่นอย่างเต้าหู้ทอด ก็กินเพลินแบบไม่อยากวางตะเกียบ จบมื้อนี้ด้วย โอวหนี่แปะก๊วย หอมหวานนุ่มนวล

ชวนฉลองเดือนท้องฟ้าสวยด้วยมื้อพิเศษที่ Bangrak Grill อเมริกันสเต๊กเฮาส์บนชั้น 30 ของโรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์พอยท์ สุรวงศ์ ที่ด้านในตกแต่งในสไตล์โคโรเนียลล้อไปกับคอนเซ็ปต์โรงแรม อีกฝั่งรายล้อมด้วยกระจกใสให้ดื่มด่ำกับวิวสวยของบางรักจากมุมสูง ตกเย็นจะได้สบตากับโค้งน้ำเจ้าพระยาสะท้อนแสงระยิบระยับยามพระอาทิตย์ตก แค่ฟังชื่อก็เดาได้ไม่ยากว่าเมนูเด่นของที่นี่คือสเต๊กที่มีเนื้อให้เลือกหลากหลาย แล้วเสริมทัพด้วยบรรดาซีฟู้ดสดใหม่ แต่ยังไม่ลืมเมนูอะลาคาร์ตให้การแวะมาที่นี่ไม่จำเจ (ในช่วงกลางวันและมื้อค่ำอาหารจะแตกต่างกันเล็กน้อย) อยากให้ลองทีเด็ด Bangrak Pork Knuckle Pot Pie ซิกเนเจอร์เมนูที่นำจานเด่นขึ้นชื่อแห่งย่านบางรักอย่าง “ขาหมู” มาทำเป็นไส้พอทพายได้อย่างเก๋ไก๋ ขาหมูเคี่ยวจนนุ่มและหอมกลิ่นน้ำพะโล้ เข้ากับแป้งพายกรอบเบา Thai Wagyu Tenderloin เนื้อไทยวากิวส่วนเทนเดอร์ลอยน์นุ่มลิ้น ให้เราเลือกซอสที่ชอบได้ตามใจทั้ง Red Wine Sauce, Pepper Sauce, Chimichurri Sauce, BBQ Sauce และ Thai Style Tamarind Sauce   ใครไม่ใช่สายเนื้อ ลองสั่งเป็น Baked Salmon แซลมอนชิ้นใหญ่อบจนหนังกรอบ เนื้อยังฉ่ำจับคู่กับ Honey Mustard Cream Sauce เสิร์ฟพร้อมผักย่าง ส่วนจานเคียงเราชอบ Bangrak Fries มันม่วงญี่ปุ่นรสหวานหั่นเป็นชิ้นหนาทอดพร้อมเปลือก กินเพลินดีเหมือนกัน ส่วนใครเป็นสายสุขภาพ อยากให้ลอง Fiesta Chicken Quinoa Mango Salad สลัดอกไก่ย่างและควีนัวที่ได้รสหวานของมะม่วงสุกมาทำให้จานนี้สดชื่นขึ้นด้วย

ใครเป็นสายกินตัวจริงต้องรู้ว่า “Espresso” ห้องอาหารบุฟเฟต์นานาชาติแห่ง InterContinantal Bangkok กลับมาเปิดบริการอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ลิ้มรสซีฟู้ดนำเข้าจากแหล่งคุณภาพ และอาหารนานาชาติ อาทิ อาหาอาหารอิตาเลียน อาหารญี่ปุ่น อาหารไทย อาหารจีน และขนมหวานโดยทีมพ่อครัวมากฝีมือ  พร้อมเพลิดเพลินกับบรรยากาศหรูหราโออ่า พื้นที่กว้างไม่แออัดแต่อย่างใด เริ่มต้นที่ ซีฟู้ดออนไอซ์ ละลานตาราวกับขนทะเลขึ้นบก เพราะมีทั้งแคนาเดียนล็อบสเตอร์ตัวโต ขาปูอลาสก้า เนื้อหวาน หอยนางรมตัวอวบอ้วน ที่ทางร้านนำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส หรือใครชอบหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ก็มีนะ กุ้งแม่น้ำเนื้อสดเด้ง และปูม้ากินคู่น้ำจิ้มซีฟู้ดรสเผ็ดเปรี้ยวเข้ากัน ใครรักอาหารญี่ปุ่นต้องมาที่สเตชั่น ซูชิ อร่อยกับข้าวปั้นหน้าต่างๆ อาทิ ปลาไหล ซูชิโรล  และซาชิมิ เนื้อสดหวาน จิ้มโชยุ และวาซาบิรสเผ็ดซ่า มาทางฝั่งอาหารจีนก็น่าสนใจไม่น้อย มีทั้งติ่มซำโฮมเมดอย่าง ฮะเก๋า ลูกใหญ่ ขนมจีบ ไส้กุ้งและหมู เป็ดย่าง เนื้อแน่น ย่างหอมๆ ราดน้ำสต็อกเป็ดรสหวาน ตามด้วย หมูกรอบ ที่เรารัก เนื้อนุ่ม หนังกรอบเคี้ยวเพลิน เข้าคู่มัสตาร์ดรสเผ็ดนิดๆ กระเพาะปลา ร้อนๆ ที่อุดมไปด้วยปูเนื้อหวาน อย่าลืมชิมอาหารอิตาเลียนรสชาติดี ขาดไม่ได้คือ ราวิโอลี โฮมเมด สอดเนื้อปูเน้นๆ ผัดพร้อมซอสครีมทรัฟเฟิลสูตรเฉพาะรสหอมมัน เพนเน่เบคอนพริกแห้ง ได้รสเค็มเผ็ดกำลังดี ต่อด้วยชาร์คูเตอรีที่สเตชั่น ชีสนานาชาติ กินคู่ผลไม้อบแห้งและถั่วนานาพันธุ์ หรือจะลองบาร์บีคิ ก็มีให้คุณเลือกฟินทั้ง ขาแกะ ย่างร้อนๆ เนื้อ และซีฟู้ดสดใหม่วันต่อวัน ได้แก่ กุ้งลายเสือ ที่สายฟู้ดเลิฟ หรือ ปลาหิมะ เนื้อนุ่มแน่น ยังมี แซลมอนอบซอสครีม เนื้อฉ่ำใน ราดซอสครีมหอมมัน ซุปเห็ดทรัฟเฟิล รสเข้มข้น หอมฟุ้งกลิ่นทรัฟเฟิล และตบท้ายด้วยคาราวานของหวานอย่าง ทาร์ตสตรอว์เบอร์รี รสเปรี้ยวอมหวาน ผสานความครีมมีของคัสตาร์ด บราวนี่ เนื้อแน่น ได้รสช็อกโกแลตเต็มคำ ท็อปด้วยครีมช็อกโกแลต และผลไม้สด ชูซ์ครีมพิชตาชิโอ แป้งกรอบนอกนุ่มในรสช็อกโกแลต สอดไส้ครีมพิชตาชิโอ เครปซูเซตต์ ของชอบของคนรักของหวาน แป้งเครปโฮมเมดเนื้อนุ่มฉ่ำซอสส้ม เสิร์ฟเคียงไอศกรีมวานิลลารสสดชื่น ส่วนใครชอบขนมหวานนสไตล์ไทยต้องนี่เลย ข้าวเหนียวมะม่วง มะม่วงสุกน้ำดอกไม้รสหวานฉ่ำ กินพร้อมข้าวเหนียวมูนเนื้อนุ่ม ราดกะทิรสเค็มมัน สวรรค์ของสายกินเลยทีเดียว

ขึ้นชื่อว่าเป็นจุดชมวิวที่งดงามที่สุดในพัทยา ก็ไม่แปลกที่รอบ ๆ ‘เขาพระตำหนัก’ จะเรียงรายไปด้วยจุดหมายปลายทางแห่งการพักผ่อน ไม่ว่าจะเป็นที่พัก ร้านอาหาร หรือคาเฟ่ โดยล่าสุดนี้ก็มีน้องใหม่อย่าง Kliff Beach Club บีชคลับของโรงแรม Cross Pattaya Pratamnak มาช่วยเพิ่มสีสันอีกหนึ่งแห่ง Kliff Beach Club มาพร้อมกับดีไซน์ที่เรียบง่าย สบายตาด้วยสีเอิร์ธโทน และส่วนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่เลยก็คือ ซุ้มโค้ง ซึ่งแฝงตัวอยู่ตามจุดต่าง ๆ ทั่วทุกมุม ให้บรรยากาศแห่งความร่วมสมัยและเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ที่นี่นำเสนออาหารที่หลากหลาย ตั้งแต่เมนูสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนไปจนถึงอาหารไทย เช่น Fresh Oysters หอยนางรมสดเครื่องเคียงจัดเต็มทุกสไตล์ ทั้งน้ำพริกเผา หอมเจียว น้ำจิ้มซีฟู้ดแบบไทย และซอสมินโญเน็ต สตาร์ทเตอร์อีกจานที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ Creammy Chardonnay Mussels หอยแมลงภู่ดำนำเข้าจากออสเตรเลียตัวอวบเนื้อหวาน อบซอสครีมชาร์ดอนเนย์ ที่มีส่วนผสมของไวน์ขาวไปด้วยกันได้ดีกับอาหารทะเล จานต่อมาเป็นเมนูพาสตา River Prawn Linguine Anglio e Olio ลิงกวินี่ซอสกระเทียมพริกแห้งและกุ้งแม่น้ำย่างเนยกระเทียม ที่ให้ความเผ็ดร้อนนิด ๆ สอดแทรกไปในทุกคำ เข้ากับกุ้งแม่น้ำเนื้อหวาน ส่งกลิ่นย่างเนยกระเทียมหอม ๆ Baked Seabass จานนี้สร้างความตื่นเต้นได้ไม่น้อย ด้วยเนื้อปลากระพงชิ้นใหญ่อบกับอัลมอนด์ ให้กลิ่นและรสสัมผัสที่แปลกใหม่ ราดซอสเลมอนเบอร์บล็อง หรือซอสเนยขาวแบบฝรั่งเศส ท็อปด้วยอัลมอนด์สไลด์ และเคียงด้วยผักหลากหลายชนิดมาในจานเดียวกัน ทั้งมะเขือเทศ พริกหวาน และผักโขม ถ้ามองหาอาหารรสชาติจัดจ้านแบบไทย ๆ ต้องยกให้กับ Crisp Skin Salmon Chu Chee ฉู่ฉี่ปลาแซลมอน เข้มข้นด้วยเครื่องแกงและกะทิ ไปด้วยกันได้ดีกับเนื้อแซลมอนและหนังแซลมอนที่ปรุงจนมีความกรอบ เสิร์ฟมาพร้อมกับข้าวผัดไข่กระเทียม ที่บอกเลยว่ากลมกล่อมกินเพลินสุด ๆ ของคาวพร้อมขนาดนี้ ของหวานก็ไม่พร่องด้วยเช่นกัน ที่นี่มีเค้กมากหน้าหลายตาให้ลิ้มลอง ไม่ว่าจะเป็น White Chocolate Cheesecake ไวต์ช็อกโกแลตชีสเค้ก เนื้อเนียนนุ่มสอดแทรกด้วยความเปรี้ยวนิด ๆ หน่อย ๆ ตามแบบฉบับของชีสเค้ก เข้ากันได้ดีกับซอสเบอร์รี่ และ Chocolate Berry Cake เค้กช็อกโกแลตเนื้อแน่นจับคู่มากับเบอร์รี่หลากชนิด ก็เป็นอีกเมนูที่ไม่ควรพลาดเช่นเดียวกัน เพื่อให้สมกับการเป็นพื้นที่แห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง Kliff Beach Club ยังมีบาร์เครื่องดื่มไว้คอยเพิ่มความสดชื่นควบคู่ไปกับมื้ออาหารด้วย อย่างเช่นค็อกเทลซิกเนเจอร์ที่มีชื่อว่า Greater Pattaya ซึ่งมาพร้อมกับการผสมผสานของสีแดงและส้มราวกับท้องฟ้ายามเย็น จดเข้าลิสต์ร้านอาหารน่าแวะในวันหยุดไว้ได้เลย

สายกินบุฟเฟ่ต์ต้องไม่พลาด “PIZZA, PASTA AND MORE” มื้ออร่อยกับอาหารนานาชาติแบบไม่อั้น (All you can eat) ที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมชวนหิวไม่เบา ณ ห้องอาหารเลเทส เรซิพี โรงแรม เลอ เมอริเดียน กรุงเทพ ในบรรยากาศโอ่โถง โปร่งสบายตา ภายในห้องอาหารแบ่งพื้นที่ไลน์บุฟเฟ่ต์ และโต๊ะอาหารแยกเป็นสัดส่วน รองรับทั้งกลุ่มลูกค้าขนาดเล็ก และการสังสรรค์ในกลุ่มเพื่อนฝูงขนาดใหญ่ได้อย่างครบครัน เริ่มต้นเบาๆ กับสลัดบาร์ ที่มีผักสดกรอบหลากชนิดพร้อมเดรสซิง หรือจะเลือกหยิบขวดแก้วพอร์ชันขนาดกำลังดีที่มีทั้ง Poached Chicken and Mango, Steamed Asparagus and Parma Ham, Smoked Beetroots หรือ Nicoise Seared Tuna ก็ล้วนเรียกความสดชื่น ก่อนจะขยับไปสเตชันติดกัน สเตชันทาร์ทาร์ ที่พร้อมให้เลือกส่วนผสมทาร์ทาร์ในแบบของตัวเองได้ หรือจะเลือกแบบปรุงสำเร็จเชฟก็พร้อมจัดให้ แนะนำให้สั่งทาร์ทาร์เนื้อ รสชาติถูกใจจนต้องขออีกจาน หากใครไม่นิยมเนื้อก็มีทาร์ทาร์ปลาแซลมอน ทาร์ทาร์ปลากระพง และทาร์ทาร์ทูน่า ที่เลือกใช้ไข่ออร์แกนิก ปรุงได้รสชาติดีไม่น้อยหน้ากัน แล้วตามต่อด้วยโคลด์คัตหลากหลายชนิด ที่มาพร้อมชีส และเครื่องเคียงมากมาย อีกสเตชันที่ดึงดูดใจไม่น้อยคือ สเตชันพาสต้า แค่ยืนมองเชฟปรุงพาสต้าร้อนๆ ตามออร์เดอร์ก็อยากจะสั่งทุกรายการ ซึ่งในแต่ละวันจะสลับหมุนเวียนเมนูให้ลิ้มลองแตกต่างกันไป อาทิ คาเปลินีกุ้งลายเสือ, ลิงกวินีฉุ่ฉี่ปูทะเลสไตล์ไทย, เฟตตูชินีกับซอสเห็ดทรัฟเฟิลดำ และเฟตตูชินีโบโลเนสซอสเซส แนะนำว่าต้องชิมให้ครบทุกเมนูเพราะเข้มข้นอร่อยถึงเครื่องทุกจาน ติดกันเป็น พิซซ่าโฮมเมดอบร้อนกลิ่นหอมโชยมาก่อน เลือกได้ทั้งหน้ามาร์เกอริต้า หน้าดิอาโวลา หน้าแซลมอน หน้าซีฟู้ดสไตล์ไทย และอีกมากมาย อีกมุมที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง Friggitoria ของทอดฉบับดั้งเดิมของอิตาลี ที่เชฟปรุงมาขนาดพอดีคำตามสั่ง อาทิ หอยนางรมอบ ปูนิ่มทอด ซิซิเลียน อารันชินี ข้าวผสมเนื้อสับทอด คาลามารี และหอยแมลงภู่ชุบแป้งทอด ที่จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปในแต่ละวัน ขณะที่เมนคอร์ส From Chef’s Pan ก็สลับเปลี่ยนหมุนเวียนไปเช่นกัน อาทิ กราแตงปูอะลาสก้ากับมันฝรั่งและเนยกรุยแยร์ ซี่โครงแกะย่างกับโหระพาไทยและกระเทียม หอยแมลงภู่เดนมาร์กนึ่งกับซอยเนยไวน์ขาว หมูกรอบแบบไทย และอกเป็ดเคลือบซอส เป็นต้น ปิดมื้อให้เต็มอิ่มกับของหวานและผลไม้หลากหลาย อาทิ เค้กซ็อกโกแลตลาวา ทีรามิสุ เครมบูเล่ บูลเบอร์รีชีสเค้ก มินิพัฟโลวา ของหวานขนาดมินิ ไอศกรีม พร้อมผลไม้มากมาย พิซซา พาสต้า แอนด์ มอร์ พร้อมน้ำเปล่า พร้อมให้บริการในราคาเพียง 722++ ต่อท่าน สำหรับอาหารค่ำ ทุกวันพุธ - วันเสาร์ ระหว่างเวลา 18:00 น. - 22:00 น. สำหรับอาหารกลางวัน ทุกวันอาทิตย์ ระหว่างเวลา 12:00 น. – 15:00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และสำรองที่นั่งล่วงหน้า โทร 02 232 8888 หรืออีเมล service.lmbkk@lemeridien.com เว็บไซต์ : www.lemeridienbangkoksurawong.com เฟซบุ๊ก : Le Méridien Bangkok ไลน์ : @lemeridienbangkok

ต้อนรับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของ  “Summer Palace” ห้องอาหารจีนกวางตุ้งร่วมสมัยของโรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ ที่ครั้งนี้เขาได้เชฟ ซุย วิง เหยา (Shui Wing Yau) เชฟใหญ่ชาวฮ่องกงมากประสบการณ์กว่า 30 ปีมานำทีมความอร่อย ที่น่าสนใจเลยคือโปรโมชั่น ‘Dim Sum All You Can Eat’ บุฟเฟต์ติ่มซำ ที่ให้คุณลิ้มลองจานอร่อยประจำห้องอาหารได้อย่างไม่จำกัดเวลา ในราคา 1150++ บาทเท่านั้น เรียกน้ำย่อยกันด้วยติ่มซำนึ่งอย่าง ฮะเก๋า แป้งบางกริบห่อไส้กุ้งเนื้อหวานเต็มคำ ขนมจีบหมูเห็ดชิตาเกะ ลูกโตๆ เนื้อแน่น กินเพลิน ซาลาเปาไส้หมูแดง แสนอร่อย แป้งสีขาวเนื้อนิ่ม สอดไส้หมูแดงรสหวานกลมกล่อม   เกี๊ยวเห็ดทรัฟเฟิลไส้ผักรวม ได้รสหวานจากเห็ดนานาพันธุ์ ผสานกับกลิ่นหอมๆ ของทรัฟเฟิล ตามด้วย ขาไก่นึ่งซอสพิเศษ เนื้อนิ่มแทบละลายในปาก ได้รสชาติของซอสสูตรเฉพาะเข้มข้น ต่อด้วยจานอร่อย ขนมผักกาดผัดซอสเอ็กซ์โอ ผิวนอกทอดจนเกรียมหอม ภายในเนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ รสเค็มพอดี พายงาดำไส้แฮมหมูและเห็ด ลูกบิ๊กเบิ้ม ตัวแป้งกรอบนอกนุ่มใน กัดพร้อมไส้แฮมหมูและเห็ด โรยหน้าด้วยงาขาว ขนมทาร์ตไข่ขาว ทาร์ตไข่ที่เราคุ้นเคย รสหวานพอเหมาะ จิบคู่น้ำชาร้อนๆ สุดฟิน พายหมูแดง ก็ดีงาม แป้งหอมกรุ่นกลิ่นเนย เข้ากันดีกับไส้หมูแดงรสเข้มข้น ยังมี ซาลาเปามะพร้าว เนื้อแน่นนุ่ม ได้รสหวานฉ่ำจากไส้มะพร้าวกวน เมนูทอดก็มี ฝันโก๋กุ้งทอด แป้งกรอบๆ ไปด้วยกันได้ดีกับเนื้อกุ้ง และซอสหวาน กุยช่ายทอด แป้งบางกรอบ สอดไส้เนื้อหอยเชลล์รสหวานและกุ้งเนื้อ เผือกทอดตับห่าน แป้งฟูนุ่ม เข้ากันกับไส้เผือกและตับห่านครีมมี ฟองเต้าหู้ทอดไส้กุ้ง ไม่อมน้ำมัน จิ้มน้ำจิ้มหวานเข้ากัน และ เปาะเปี๊ยะทอดไส้ปูและอะโวคาโด รสหวานมัน ไม่เหมือนใคร ต่อกันที่ ซี่โครงหมูอบน้ำผึ้ง เนื้อนุ่มร่อน อาบน้ำผึ้งแท้หวานละมุน หมูม้วนซอสพริกเสฉวน นี่ทีเด็ด เนื้อหมูนุ่มๆ ม้วนแตงกวาญี่ปุ่นกินพร้อมซอสพริกเสฉวนรสเผ็ดเปรี้ยวได้ความสดชื่น ยำแมงกระพรุนน้ำมันงา แมงกระพรุนกรุบๆ คลุกเคล้ากับน้ำมันงาอย่างดี จานหลักก็มีให้เลือกมากมาย อาทิ คะน้านึ่งซอสผักดอง ตัวคะน้ากรอบไม่เหม็นเขียว ราดซอสผักดองรสเค็มพอดี ได้ความเปรี้ยวเล็กน้อยของผักดอง รากบัวและเห็ดหูหนูผัดแปะก๊วย รากบัวกรุบกรอบ ผัดพร้อมผักชนิดต่างๆ มากประโยชน์ ผักกาดขาวตุ๋นไข่เค็มไข่เยี่ยวม้า น้ำซุปที่ได้รสเค็มนัวจากไข่เค็ม และสัมผัสเด้งๆ ของไข่เยี่ยวม้า ข้าวผัดไข่ใส่ปลาเค็ม หอมกลิ่นกระทะเป็นที่สุด และ บะหมี่ฮ่องกง เส้นบะหมี่เป็ดย่างซอสเอ็กซ์โอ ซู้ดเพลิน ได้รสนุ่มนวลอย่าบอกใคร ในด้านน้ำซุปก็ไม่น้อยหน้า ซุปเสฉวน ใครชิมก็ติดใจ เพลินกับเนื้อปูมหาศาลในน้ำแกงรสเปรี้ยวผสานความเผ็ดร้อนเล็กๆ ซุปเจเห็ดชิตาเกะ รสนุ่มนวล ถูกใจคนรักสุขภาพ ล้างปากด้วยของหวานสไตล์จีนอย่าง สาคูส้มโอครีมน้ำฝรั่ง รสเปรี้ยวอมหวาน เสิร์ฟเย็นๆ ชื่นใจ และ บัวลอยน้ำขิง บัวลอยสอดไส้งาดำรสหวานมัน อยู่ในน้ำขิงร้อนๆ รสเผ็ดซ่า อิ่มเอมกลับบ้านกันไปเลย

ห้องอาหาร The Market@5 (เดอะ มาร์เก็ต แอท ไฟว์) บนพื้นที่กว่า 1,200 ตร.ม. ของชั้น 5 โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท พิกัดใหม่ที่ตอบโจทย์คนรักบุฟเฟ่ต์อย่างแท้จริงด้วยไลน์อาหารนานาชาติ รายล้อมไปด้วยทัศนียภาพของกรุงเทพมหานครในยามเย็น ที่สะดุดตาที่สุดคงหนีไม่พ้นงานศิลปะบนฝาผนังทีที่ดึงดูดสายตาและนำเสนอความเป็นไทยออกมาได้อย่างสร้างสรรค์ เช่น ลายรถเมล์ครีม-แดง และลายยักษ์วัดแจ้ง พร้อมด้วยรถคันใหญ่คอยบริการเครื่องดื่มเพิ่มความสดชื่นแบบไม่อั้น แกรนด์บุฟเฟ่ต์มื้อเย็นวันเสาร์ของ The Market@5 โดดเด่นด้วยอาหารทะเลสดใหม่ ทั้งล็อบสเตอร์ กุ้งแม่น้ำ หอยนางรมสด หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ หอยหวาน และปลาหมึก ที่สามารถเลือกการปรุงได้ตามใจชอบทั้งแบบเผา นึ่ง และซีฟู้ดบนน้ำแข็ง กินกับน้ำจิ้มแซ่บซี๊ดแบบไทยแท้ พร้อมกันนั้นยังมีโซนอาหารตะวันตก เสิร์ฟพิซซาอบจากเตาร้อน ๆ รวมถึงพาสตา และสเต๊กคอยให้บริการอย่างหลากหลายไม่แพ้โซนอื่น ๆ ทางโซนอาหารญี่ปุ่นนอกจากจะพกพาเมนูซาชิมิและซูชิมาให้เลือกอย่างจุใจแล้ว ยังมีเตาเทปันยากิที่คอยรังสรรค์เมนูย่างกระทะคอยส่งกลิ่นกระตุ้นความอยากมาเสริมทัพด้วย ส่วนทีเด็ดอาหารจีนต้องยกให้กับบะหมี่หอยเป๋าฮื้อน้ำแดงกับติ่มซำร้อน ๆ ควันฉุย และฝั่งอาหารไทยก็ไม่พร่องกับเมนูอย่างแซลมอนดองซีอิ๊ว กุ้งดองน้ำปลา ยำ และส้มตำ ไปจนถึงก๋วยเตี๋ยวเรือเนื้อวากิว และมัสมั่นเนื้อน่องลาย ใครที่ชื่นชอบชาร์กูว์ทรี ก็มีโซนให้ดื่มด่ำกับชีส แฮม และไส้กรอกนานาชนิดด้วยเช่นกัน อย่าลืมแวะไปปิดท้ายมื้ออาหารที่โซนของหวานกับเค้กหลายรสหลากสไตล์ ช็อกโกแลตฟองดู รวมทั้งบรรดาขนมไทย ข้าวเหนียวมะม่วง ที่จัดเต็มไม่น้อยหน้ากันเลยทีเดียว สิทธิพิเศษสำหรับบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ รับส่วนลด 20% สำหรับ International Lunch Buffet วันจันทร์-เสาร์ เวลา 12.00-14.30 น. Grand Dinner Buffet วันเสาร์ เวลา 18.00-22.00 Slendid Sunday Brunch วันอาทิตย์ เวลา 12.00-15.00 น. ระยะเวลา 1 มิ.ย.-20 ธ.ค. 66

อีกหนึ่งแหล่งเช็คอินใหม่สำหรับสายกินต้องไม่พลาด “SoCal Bangkok” ร้านอาหารแคลิฟอร์เนียน้องใหม่ ที่ตั้งอยู่ในโรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพ ซึ่งครั้งนี้ได้เชฟ โดมินิค ฮอง มานำทีมความอร่อยให้สายกินเปิดประสบการณ์กับอาหารสไตล์แคลิฟอร์เนียตอนใต้ ที่ปรุงจากวัตถุดิบชั้นดีอย่าง ซีฟู้ดนำเข้าจากทะเลแปซิฟิก เนื้อสัตว์จากฟาร์มคุณภาพ และผักออร์แกนิกตามฤดูกาล พร้อมดื่มด่ำกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาของเฟอร์นิเจอร์สีสดใส โซฟาหนานุ่มสีส้มสด ตกแต่งด้วยหมอนอิงนิ่มๆ สีเหลืองและสีเขียวเข้ม บนโต๊ะไม้มีมะพร้าวทะเลทรายวางอยู่ ให้ความรู้สึกเหมือนได้นั่งกินข้าวอยู่ริมทะเลชิลๆ ผนังกระจกใสกว้างนำทางแสงธรรมชาติให้ร้านสว่างโดยไม่ต้องพึ่งแสงไฟนีออน ส่วนใครอยากนั่งชมวิวถนนเพลินจิต ดูผู้คนและรถยนต์สัญจร ทางร้านก็มีโซนเอาต์ดอร์ที่รายล้อมด้วยต้นไม้เขียวชอุ่มเช่นกัน ต้อนรับด้วยจานอร่อยอลังการอย่าง Bis Sur Seafood Plate รวมซีฟู้ดสดเด้งออนไอซ์ไว้ในเมนูเดียว ลิ้มลองกุ้งลายเสือตัวโต หอยนางรมตัวอวบอ้วน สลัดล็อบสเตอร์รสกลมกล่อม ทูน่าทาร์ทาร์รสจัดจ้าน เสิร์ฟพร้อมซอสพริกสไตล์โฮมเมดสูตรเด็ดของเชฟโดมินิค ตามด้วย Rainbow Swiss Chard Salad สลัดผักชามโตรสสดชื่นที่ประกอบไปด้วย ร็อกเก็ตรสเผ็ดซ่า มะเขือเทศ สตรอว์เบอร์รีรสเปรี้ยวอมหวาน และทับทิม ห้ามพลาดกับ Seasonal Wild Mushroom พิซซาโฮมเมดสไตล์อิตาเลียนที่หลายคนเลิฟ แป้งบางกรอบท็อปด้วยเห็ดเคี้ยวเพลิน เพิ่มกลิ่นหอมด้วยใบไทม์สด และกระเทียมตุ๋นน้ำมันอย่างดี Avocado Toast แซนด์วิชน่าเปิดชิ้นโตๆ ได้รสครีมมีจากอะโวคาโดบด ผสานชีสริคอตตา ตัดรสด้วยหอมแดงดองและสมุนไพรหอมๆ คนรักเนื้อห้ามพลาด Grilled Rangers Valley Flat Iron สเต๊กเนื้อมีเดียมแรร์นุ่มลิ้นไร้กลิ่นสาบ เสิร์ฟเคียงผักย่าง และซอสครีมสูตรลับที่ทำจากน้ำมันเนื้อ ยังมี Socal Crispy Duck Potatoes หนึ่งในจานซิกเนเจอร์ประจำร้าน มันฝรั่งเนื้อแน่นๆ ทอดในน้ำมันเป็ดกลิ่นหอมเตะจมูก โรยหน้าด้วยชีสพาเมซานครีมมี ของหวานเราเลือกเป็น Strawberry Mousse มูสสตรอว์เบอร์รีเนื้อละมุนรสหวานหอม แซมด้วยความเปรี้ยวเบาๆ กินพร้อมเมอแรงก์ทำเอง ครัมเบิ้ลกรุบกรอบ และสตรอว์เบอร์รีสด ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มชื่นใจอย่าง California Route ค็อกเทลดาวเด่นสีเหลืองสวยที่ได้จากการรวมตัวกันของน้ำอะโวคาโด น้ำมะนาว และวาซาบิ เติมเหล้าเตกีล่าอีกนิดเพื่อดีกรีความร้อนแรง หรือจะเป็นเมนูม็อกเทล Tropical Spritz รสหวานฉ่ำผสานความเปรี้ยวนิดๆ ที่ได้จาก น้ำส้ม น้ำมะนาวและโทนิก ออนท็อปด้วยโฟมเสาวรสเนื้อฟู ก็รีเฟรชได้ไม่แพ้กัน

“Dalah Restaurant” ร้านอาหารไทยที่ตั้งตระหง่านอยู่ใน Sheraton Hua Hin Pranburi Villas ท่ามกลางแมกไม้สีเขียวชอุ่มนานาพันธุ์ ให้คุณดื่มด่ำกับบรรยากาศสวยงามของธรรมชาติ พร้อมด้วยอาหารไทยรสเด็ด ที่มีทั้งคอมฟอร์ดฟู้ด และเมนูฤดูกาล ปรุงจากวัตถุดิบท้องถิ่นคุณภาพ แถมยังมีไวน์รสเลิศที่ได้รับการคัดเลือกคุณภาพจาก ‘ไวน์ ออฟ เดอะ เวิลด์’ ให้สายดื่มจิบไม่รู้เบื่ออีกด้วย จานแรกเราสั่ง ปลาหมึกแดดเดียวปราณบุรี ปลาหมึกสดๆ ที่ส่งตรงมาจากชาวเล หมักซอสสูตรเฉพาะรสเค็มได้ที่ ทอดให้หอม กินคู่น้ำจิ้มหวานเข้ากัน คนรักเนื้อต้องสั่ง ลาบเนื้อสันในย่าง เนื้อสันในย่างเตาถ่านจนได้ความสุกพอดี ให้สัมผัสนุ่มฉ่ำลิ้น คลุกเคล้ากับเครื่องลาบหอมๆ อย่างเต็มพิกัด จนได้รสเปรี้ยว เค็ม เผ็ด ตามด้วย ยำกุ้งแชบ๊วยฟู เนื้อกุ้งแชบ๊วยเด้งๆ รสหวาน ทอดจนกรอบฟู ก่อนมิกซ์กับน้ำยำที่โดดเด่นด้วยรสหวาน และรสเปรี้ยวจากตัวมะม่วง ซดน้ำซุปร้อนๆ กับ แกงส้มไข่ปลาริวกิว ไข่ปลาริวกิวเนื้อนุ่มเด้ง ปลาเนื้อแน่น อยู่ในน้ำแกงส้มรสเปรี้ยวและเผ็ด ยังมี ทะเลผัดพริกเกลือ ที่รวมเอากุ้งเนื้อหวาน ปลาหมึกหนึบหนับ เนื้อปลาสดนุ่มหวาน ผัดพร้อมกระเทียมและพริกสดจนได้รสเข้มข้น กะหล่ำปลีผัดน้ำปลา จานคอมฟอร์ดฟู้ดที่กินเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ ล้างปากด้วยขนมหวานอย่าง Baked Pranburi Pineapple สับปะรดรสเปรี้ยวอมหวานแห่งอำเภอปราณบุรี ท็อปด้วยไอศกรีมกะทิโฮมเมดรสหวานมัน ชื่นใจ

พักจากความเคร่งขรึมแบบไฟน์ไดนิ่งด้วยมื้อค่ำสบายๆ ที่ กาสตง (GASTON) โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ ที่จำลองบรรยากาศร้านอาหารสไตล์บิสโทรของฝรั่งเศสมาไว้ที่นี่ การตกแต่งได้แรงบันดาลใจจากไลฟ์สไตล์อันสนุกสนานแบบปารีเซียงด้วยโทนสีแดงบอร์โดซ์ แล้วเพิ่มความหรูหราด้วยสีทอง ประดับด้วยงานศิลปะบนผนัง คลอด้วยเสียงเพลงแจ๊สเบาๆ เพิ่มความโรแมนติก ทุกเมนูของกาสตงดูแลโดยเชฟชาวฝรั่งเศสอารมณ์ดี เชฟเดวิด เซนญา (David Senia) กับเมนูที่ปรุงอย่างปราณีตด้วยวัตถุดิบที่ดีที่สุดส่งตรงจากปารีส เมนูไฮไลต์คือเซ็ต La Formule ประกอบไปด้วย Entrecôte Grillée สเต๊กเนื้อออสเตรเลี่ยนริบอาย 300 กรัม นุ่มฉ่ำ วางบนซอส Café de Paris ซอสเนยดั้งเดิมสูตรเชฟเดวิด เสิร์ฟพร้อม Frites Maison à Volonté มันฝรั่งทอดที่ยังใช้วิธีหั่นด้วยมือ เคียงด้วย Salade Verte aux Pignons de Pins กรีนสลัดราดด้วยเดรซซิงรสเปรี้ยวสดชื่นและ Tarte du Jour ทาร์ตประจำวันที่จะเป็นอะไรนั้นต้องรอลุ้น นอกจากนี้ยังมี Confit de canard poêlé ขาเป็ดกงฟีต์หนังกรอบเสิร์ฟกับเห็ดผัดและมันฝรั่ง Escargots à la bourguignonne หอยทากอบเนยเนื้อนุ่ม หอมกลิ่นเนยและสมุนไพร เสิร์ฟพร้อมขนมปังกรอบ และพลาดไม่ได้กับ Baba "GASTON" aux pruneaux สปันด์เค้กนุ่มฉ่ำ ท็อปด้วยวิปครีม ได้รสเข้มจากบรั่นดีอาร์มาญัก ด้านล่างเป็นลูกพลัมเชื่อมรสเปรี้ยวอมหวาน ส่วนใครที่อยากแวะมานั่งจิบเครื่องดื่มเพลินๆ แนะนำ Bar Bite Menus เสิร์ฟคำเล็กๆ ไม่หนักท้องเกินไปอย่าง Gambas al Ajillo กุ้งผัดกระเทียมแบบสเปน Mini Wagyu Beef Burger เบอร์เกอร์เนื้อวากิวและ Merguez d'agneau ไส้กรอกเนื้อแกะรสเข้มข้นและเผ็ดเล็กๆ จับคู่กับเครื่องดื่มสีสวยอย่าง Red Summer และ Le Bonheur

HOM (หอม) ห้องอาหารไฟน์ไดนิงใหม่ของ โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล ภูเก็ต รีสอร์ท ตั้งอยู่ใน Sawan Pavillion ศาลาสีขาวซึ่งออกแบบให้งดงามราวกับสรวงสวรรค์ ระหว่างทางเดินไปห้องอาหารมีละอองน้ำที่จำลองว่าเป็นกลุ่มเมฆลอยผ่าน ส่วนการตกแต่งด้านในได้แรงบันดาลใจจากป่าหิมพานต์ชวนให้ตื่นตาตื่นใจ ไม่ใช่แค่บรรยากาศเท่านั้นที่พิเศษ แต่คอร์สเทสติงเมนูของ HOM ยังเป็นการทำงานร่วมกันของ เชฟริคาร์โด นูเนส (Chef Ricardo Nunes) และ เชฟมาเทโอ โพลังโค (Mateo Polanco) รังสรรค์จากวัตถุดิบท้องถิ่นผ่านเทคนิคการหมักดองแบบโบราณจนได้รสชาติใหม่ที่คาดเดายาก อาทิ เวลคัมดริงก์เสิร์ฟในกระถางต้นไม้ จิบแล้วสดชื่นจากเสาวรส น้ำสกัดจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์ และเกสรน้ำผึ้งให้เพลิดเพลินกับรูป รส กลิ่น เสียง Ruby Pomelo ส้มโอทับทิมสยามสีแดงสวยหมักด้วยดอกกุหลาบกลิ่นหอมบางๆ กระตุ้นความอยากอาหารเป็นอย่างดี Coconut, Caviar, Salted Macadamia ที่มีทั้งรสเค็มและหวานละมุนใน 1 คำ คาเวียร์รมควันจากฟาร์มหัวหินเสิร์ฟในชามที่ทำจากลูกมะพร้าวพร้อมเนื้อมะพร้าวอ่อน ซอสแมกคาดาเมียพูเร่ และลูกตาลดอง ก่อนกินเชฟแนะนำให้ใช้ช้อนขูดเนื้อมะพร้าวก่อนแล้วกินพร้อมกับคาเวียร์จะได้รสชาตินวลอยู่ในปาก Baby Squid, Tea Leave หมึกสดที่เชฟทำให้สุกด้วยเนยยีสต์ มาพร้อมน้ำซุปใสรสเค็มนิดเล็กน้อยและเปรี้ยวอ่อนๆ จากปลาหมึก ใบเมี่ยงดอง และมะนาวคาเวียร์ (Finger Lime) ที่บีบลงไปตอนท้าย Wild Boar เนื้อหมูป่าหมักจนได้รสเค็มกำลังดีจับคู่ซอสข้าวบาร์เลย์ โคจิ และทุเรียนดำ ส่วนของหวาน Sunflower เชฟนำเสนออามะซาเกะหรือสาเกหวานที่ทำจากข้าวของญี่ปุ่นในรูปแบบของเมล็ดทานตะวันอามะซาเกะพาร์เฟต์ โรยหน้าด้วยเกสรผึ้ง เสิร์ฟบนดอกทานตะวันสดที่เมื่อหยิบแล้วจะได้สัมผัสกลีบบางๆ ของดอกทานตะวันด้วย สนุกจนคำสุดท้าย