Goji Kitchen & Bar ห้องอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติ แห่งโรงแรม แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค ประทับใจสายกิน (อย่างเรา) มากมาย ด้วยอาหารคุณภาพชั้นเลิศจากทั่วโลกที่ผ่านการรังสรรค์จาก เชฟอิทธิ นิตยาพร เชฟใหญ่แห่งโกจิคิทเช่นแอนด์บาร์ ผู้มีประสบการณ์ด้านการปรุงอาหารมานานกว่า 10 ปี มีทั้งอาหารไทย จีน ญี่ปุ่น ตะวันตก อินเดีย แถมยังมีเมนูเด็ดจากทวีปเอเชีย และตะวันตก       ส่วน ซีฟู้ด ก็เป็นที่เลื่องลืออยู่ไม่น้อย ด้วยความสดใหม่ละลานตาราวกับขนทะเลขึ้นบก มีให้เลือกทั้งแบบย่าง และมุมอาหารทะเลสด อย่าลืมชีสคุณภาพ ขนมหวานก็มีให้เลือกหลากหลายไม่น้อยหน้าอาหารเช่นกัน และที่สำคัญทุกเมนูปรุงสดใหม่ด้วยวัตถุดิบออร์แกนิค ผ่านครัวเปิดที่โชว์ความพิถีพิถันของเชฟอย่างเต็มพิกัด เรียกได้ว่าทั้งเอ็นจอยไปกับการกิน และการนั่งมองเชฟทำงานไปอย่างเพลินๆ       บวกกับบรรยากาศสบายๆ กว้างขวาง ไม่แออัด ห้องอาหารแห่งนี้สามารถจุลูกค้าได้ถึง 200 กว่าที่นั่ง แต่หากใครต้องการต้องการจะจัดงานสังสรรค์ อาทิ ดินเนอร์กับคนรู้ใจ ปาร์ตี้กับเพื่อนฝูง หรือรับประทานมื้ออร่อยกับครอบครัว โกจิคิทเช่นแอนด์บาร์ก็จัดให้ได้ เพราะเขามีโซนไพรเวทแยกต่างหากสำหรับคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัว แถมมีวิวสวยๆ จากสวนเบญจสิริที่ทั้งร่มรื่นและรีแรกซ์มาให้นั่งชมอีกด้วย       อุ่นเครื่องกันกับ ติ่มซำ เต็มคำทุกชิ้น ที่มีทั้ง ขนมจีบกุ้ง เนื้อหวาน ขนมจีบปู เนื้อแน่น และ ไข่แดงแต้มหน้าหมู ที่รสชาติดีอย่าบอกใคร ตามด้วยเมนูซิกเนเจอร์ประจำห้องอาหารอย่าง ต้มยำกุ้ง กุ้งแชบ๊วยตัวโต อยู่ในน้ำต้มยำรสกลมกล่อม จัดจ้านกำลังดี บีบมะนาวซีกเล็กน้อย อร่อยครบรส       ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ เป็นเมนูที่พลาดไม่ได้ มีทีเด็ดอยู่ที่น้ำซุป ทางโรงแรมใช้เนื้ออย่างดี เคี่ยวกับเครื่องสมุนไพรต่างๆ ที่ส่งกลิ่นหอม รสเค็มละมุน ซูดพร้อมเส้นเล็กเหนียวนุ่ม สุดเพลิน แต่อย่างลืมชิมเนื้อเปื่อย และลูกชิ้นที่อยู่ในชามด้วยล่ะ       ฟัวกราส์ ตับห่านคุณภาพเยี่ยมยอดจากประเทศฝรั่งเศส ย่างบนเตาร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมไปทั่วห้องอาหาร เนื้อสุกกำลังดี รสชาติครีมมี่ เข้ากันได้ดีกับซอสไวน์แดงรสหวานเค็ม สายเนื้อต้องนี้ สเต็กเนื้อ มีเดียม แรร์ นุ่มชุ่มฉ่ำ สุกกำลังพอเหมาะ กินคู่กับซอสไวน์ขาว รสครีมมี่ มันบดเนื้อเนียน และผักย่าง         ยังไม่อิ่มเดินไปสั่ง Lamb ขาแกะย่างหอมกรุ่น เนื้อมีเดียมสีชมพูสวยดูน่าหม่ำ ราดซอสไวน์แดงรสอร่อย เสิร์ฟพร้อมมันบด และผักย่างอีกเช่นเคย แม้จะต่อคิวยาวหน่อย แต่ก็ขาดจานนี้ไปไม่ได้เลย กุ้งเผา กุ้งแม่น้ำไซส์บิ๊กเบิ้ม เนื้อสดหวาน หอมฟุ้งจากเตาถ่าน กินกับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บ แต่ถ้าใครชอบแบบสดๆ ขนทะเลขึ้นแบบสไตล์ On Ice อาทิ หอยนางรม ตัวใหญ่จุใจ ให้คุณเลือกฟิน 2 สไตล์ จะกินแบบบีบเลม่อนซีก ตามด้วยใบกระถินแบบดั้งเดิม หรือราดน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ดก็แล้วแต่ กุ้ง หอยหวาน ปูอลาสก้า ก็มีนะ           แฟนคลับอาหารญี่ปุ่นต้องเลิฟ ซาชิมิ ที่มีให้คุณเลือกฟินอย่างเอ็นจอย ทั้ง แซลมอน ที่คุ้นเคย ปลาฮามาจิ และ ทูน่า จิ้มวาซาบิ รสเผ็ดซ่า ผสานไปกับโชยุรสเค็มกลมกล่อม ยังมี ซูชิ ต่างๆ ให้คุณเลือกลิ้มลองด้วยนะ ซูชิปลาไหล ก็ดี ซูชิแซลมอนโรล ก็โดน     ล้างปากไปกับเหล่าขนมหวานกันบ้าง มีมากมายจนชิมไม่หมด ทั้ง บ้าบิ่น หวานละมุน เค้กมะพร้าว เนื้อนุ่มฟู กรุ่นกลิ่นมะพร้าว บราวนี่ รสเข้ม ได้ใจสาวกช็อกโกแลต ทาร์ตเลมอน สดชื่น และ ทิรามิสุ ที่เรารัก ไม่ต้องกลัวเลี่ยนเพราะทุกเมนูของหวาน ห้องอาหารเขาทำไซส์มินิ ไว้ให้หม่ำได้เรื่อยๆ         ได้ใจสายกินมากๆ เลยร้านนี้

หากใครติดใจ “เสน่ห์จันทน์” ร้านอาหารไทยรางวัลมิชลินสตาร์ 1 ดาว ตอนนี้ได้ส่งต่อความอร่อยมายัง ลูกจันทน์ โดย เสน่ห์จันทน์ (Loukjaan by Saneh Jaan) อาหารไทยสไตล์​ร่วมสมัย​ ที่พิถีพิถันในการรังสรรค์​เมนูอาหารไทยตำรับชาววัง​จากร้านเสน่ห์จันทน์ กับสูตรอาหารที่สืบต่อกันมายาวนานในครอบครัว       ลูกจันทน์ อยู่ในห้องอาหารเฟลอริช (Flourish) โรงแรมสินธร​ เ​คม​ปินสกี้​ กรุงเทพฯ ตกแต่งด้วยสีขาว-ดำร่วมสมัย มองเห็นวิวสวนสีเขียวร่มรื่นสดชื่น เสิร์ฟอาหารจานอร่อยรสมือคุณแม่ปรุงด้วยวัตถุดิบคุณภาพดีจากเกษตรกรท้องถิ่น มีเมนูคุ้นเคยกินง่ายที่อยากแนะนำได้แก่       แกงรัญจวนหมู (240 บาท) แกงโบราณที่ใช้น้ำพริกกะปิเหลือมาแกง ที่นี่ใส่กระดูกหมูอ่อนเคี่ยวจนนุ่ม หอมกลิ่นกะปิ ตะไคร้ และใบมะกรูด น้ำแกงรสเข้มข้นเข้ากันได้ดีกับข้าวสวยร้อนๆ     แกงมอญคอหมูย่าง (320 บาท) เชฟดัดแปลงมาจากแกงป่าของมอญ น้ำแกงเหมือนแกงเผ็ด สีเหลืองสดใสจากขมิ้น ใส่คอหมูย่างชิ้นใหญ่เนื้อนุ่ม เคี่ยวจนหอมกลิ่นเครื่องแกง รสชาติเค็มเผ็ด     ส่วนเมนูบ้านๆ ที่เราคุ้นเคยก็มีอย่างเช่น หมูพะโล้เต้าเจี้ยว (260 บาท) สูตรพิเศษของร้านที่มีกลิ่นเต้าเจี้ยวลอยเด่นในคำแรก หมูสามชั้นนุ่มกลมกล่อม ไข่พะโล้เนื้อแน่นเหนียวนุ่มเข้าเนื้อ และเต้าหู้ขาวเนื้อนุ่มตุ๋นจนผิวนอกสีน้ำตาลสวย     ดอกขจรผัดวุ้นเส้นและแหนม (180 บาท) อาหารคู่บ้านสูตรคุณแม่ที่นำดอกขจรมาผัดกับวุ้นเส้นเหนียวนุ่มกำลังดีไม่แฉะ ใส่แหนมทอดรสเปรี้ยวอ่อนๆ และกุ้งสดรสหวาน     ยำส้มโอ (280 บาท)  ส้มโอกลีบใหญ่พันธุ์ขาวน้ำผึ้งรสเปรี้ยวอมหวาน น้ำยำรสเข้มข้นทำจากน้ำตาลโตนด น้ำมะขามและน้ำพริกเผา กับกุ้งตัวโตๆ และหอมแดงเจียว     ข้าวคลุกกะปิ (180 บาท) อาหาารจานเดียวอร่อยเต็มอิ่ม ข้าวผัดกับกะปิส่งกลิ่นหอม รสกลมกล่อม กับเครื่องเคียงครบครันทั้งหมูหวาน กุ้งแห้งทอด มะม่วงเปรี้ยว หอมแดงซอย กินกับไข่ลูกเขยรสเปรี้ยวอมหวาน คลุกเคล้าให้เข้ากัน บีบมะนาวหน่อยอร่อยได้ง่ายๆ     ปิดท้ายด้วย ส้มฉุนหิมะ (100 บาท) ทำเป็นแบบกรานิต้าเกล็ดน้ำแข็งป่นนุ่มๆ หอมกลิ่นน้ำส้มซ่า ผสมน้ำมะกรูด และน้ำมะนาว ใส่มะกรูดเชื่อมสีเขียวสดใส เงาะ ลิ้นจี่ ขิงอ่อนและหอมแดงเจียว กลิ่นหอมกินแล้วสดชื่นเหมาะกับอากาศบ้านเราจริงๆ     เป็นอีกร้านที่คนรักอาหารไทยห้ามพลาด

สร้างความตื่นเต้นให้นักกินไม่น้อย สำหรับ “Tr.Eat by Saneh Jaan” ห้องอาหารแห่งใหม่จากโรงแรมสินธร มิดทาวน์ กรุงเทพฯ (Sindhorn Midtown Hotel Bangkok) ที่ชักชวนร้านอาหารไทยระดับมิชลินสตาร์ “เสน่ห์จันทน์” มารังสรรค์เมนูในราคาเป็นมิตรและเข้าถึงง่าย ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ โดยจำลองความเป็นชิโน-โปรตุกีสมาไว้ได้อย่างน่าสนใจ สังเกตได้จากลวดลายบนจาน มุมภาพถ่ายโบราณ รวมถึงซุ้มประตูโค้งอันเป็นเอกลักษณ์         เมนูของ Tr.Eat by Saneh Jaan ย่นย่อความหรูหราให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เริ่มด้วย ข้าวมันส้มตำหมูฝอย ข้าวหุงกับกะทิเสิร์ฟพร้อมส้มตำไทยรสชาติเปรี้ยวหวานสดชื่น กินกับหมูฝอย และผักสด     ตามมาด้วยจานที่เราชอบเป็นพิเศษดอกขจรผัดวุ้นเส้นและแหนม ที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายมาแต่ไกล วุ้นเส้นเหนียวนุ่มผัดไข่ใส่ดอกขจร มีความเปรี้ยวของแหนมมาช่วยตัดรส เพิ่มความอร่อยด้วยแหนมทอด     เมนูถัดมาหมูพะโล้เต้าเจี้ยวสูตรโบราณ เสิร์ฟแบบน้ำขลุกขลิก โดดเด่นที่เนื้อหมูนุ่มๆ ไข่เป็ดใบโตและเต้าหู้ที่อุ้มน้ำพะโล้รสเข้มข้นตามตำรับเสน่ห์จันทน์ กินกับข้าวสวยชวนให้เจริญอาหารเป็นพิเศษ     นอกจากนี้ยังมี แกงรัญจวนหมู แกงโบราณที่อัดแน่นไปด้วยสมุนไพร หอมกลิ่นกะปิชวนให้น้ำลายสอ  รวมถึงแกงมอญคอหมูย่าง คอหมูคุโรบูตะแกงกับเครื่องแกงแดง รสชาติเข้มข้นแต่กลมกล่อม       ปิดท้ายมื้อนี้ด้วย ส้มฉุนหิมะ ผลไม้ลอยแก้วคลายร้อน ด้านบนมีเกล็ดน้ำแข็งเบาละเอียดเหมือนบิงซู ชื่นใจด้วยน้ำเชื่อมจากมะกรูดและส้มซ่า โรยหอมเจียว ขิงอ่อน และมะม่วงดิบปิดท้าย     มาครั้งเดียวจบครบทั้งคาวหวาน

ณ เชอราตันหัวหิน รีสอร์ทแอนด์สปา รีสอร์ทริมทะเลชะอำ-หัวหิน ที่นอกจากจะหรูหรา บรรยากาศดีแล้วยังมีอาหารอร่อยๆ ให้สายฟู้ดดี้ได้ลิ้มลองกันอีกด้วย ใครผ่านไปย่านนั้นแต่ยังไม่มีที่ฝากท้องมื้อเที่ยง หรือดินเนอร์ G&C ขอแนะนำนี่เลยห้องอาหาร “ลูน่า ลาไนย์” ที่เขาเพิ่งพลิกโฉมใหม่ให้ไฉไลกว่าเคย จากเดิมที่เคยมีแต่พื้นที่โล่งกว้างรับวิวทะเลเต็มๆ อย่างเดียว ปัจจุบันมีแอเรียที่เป็นห้องอาหารและบาร์สุดชิลในห้องแอร์เย็นฉ่ำแล้ว       ก้าวเท้าเข้ามาคุณจะเจอกับบาร์ใหญ่สไตล์โมเดิร์ล เฟอร์นิเจอร์โทนสีน้ำทะเลที่ตั้งอยู่บนกระเบื้องสีทราย มีแสงสีเหลืองนวลจากโคมไฟฟิลธรรมชาติ  ผนังรอบๆ ร้านนั้นเป็นกระจกใส ที่สามารถเปิดออกไปเจอที่นั่งแสนสบาย เหมาะสำหรับใครอยากดื่มด่ำกับวิวทะเลเต็มตา มองท้องฟ้ากว้างใหญ่ หาดทรายขาว และน้ำทะเลสีครามแบบพาโนรามาจากระเบียงกระจกใส       ส่วนใครที่เลือกนั่งโซนเอ้าท์ดอร์ก็จะได้ผ่อนคลายไปกับกาเซโบ้ขนาดใหญ่ และเตียงอาบแดดที่บังความร้อนจากแสงอาทิตย์ด้วยร่มสีฟ้า สัมผัสลมทะเลเย็นๆ และสูดกลิ่นไอทะเลเบื้องหน้า ฉากหลังเป็นสระว่ายน้ำขนาดใหญ่สไตล์ลากูน สวยงามตระการตาไม่แพ้กัน พร้อมทั้งเพลิดเพลินไปกับอาหารไทยและตะวันตก ที่รังสรรค์จากวัตถุดิบท้องถิ่นสดใหม่ จนกลายมาเป็นเมนูซิกเนเจอร์เลื่องชื่อ อาทิ     ยำกุ้งฟู กุ้งเนื้อสดเด้ง สับให้เป็นชิ้นพอดีคำ ชุบแป้งแล้วนำไปทอดจนเป็นสีเหลืองทอง น่ากินเป็นที่สุด ราดด้วยน้ำยำรสชาติเปรี้ยว จัดจ้าน เผ็ดกำลังดี เหมาะมากที่จะเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยในจานแรก     คนรักปลาท้องเลิฟ ปลาทรายทอดกระเทียมกรอบ ปลากรายเนื้อหวาน กรอบนอกนุ่มใน หอมกรุ่นกลิ่นกระเทียม รสเค็มกลมกล่อม ตัดด้วยซอสมะม่วงรสเปรี้ยวอมหวาน     คั่วสับปะรดทะเล ซีฟู้ดสดเด้ง ซดพร้อมน้ำแกงคั่วที่มีทั้ง รสเปรี้ยว หวาน เค็ม กินเพลิน เสิร์ฟมาในลูกสับปะรดสุดน่ารัก ต่อกันกับจานที่หลายคนโปรดปราน ปูนิ่มทอดกระเทียมพริกไทย ปูนิ่มผัดพร้อมกระเทียมพริกไทย รสเผ็ดร้อนพอเหมาะ หอมฟุ้งชวนน้ำลายสอ กินกับข้าวสวยสุดเข้ากัน       ผัดกะเพราเนื้อแก้มวัว แก้มวัวเนื้อนุ่ม สู้ฟันกินอร่อย เข้ากันได้ดีกับรสเผ็ดละมุนของพริก หอมกลิ่นใบกะเพรา และ ผัดไทยกุ้ง สาวเส้นเล็กเหนียวนุ่ม พร้อมเครื่องแน่นๆ ฟินไปกับกุ้งแม่น้ำเนื้อหวานตัวโต       หันไปชิมอาหารตะวันตกขึ้นชื่อของที่นี่กันบ้าง ซี่โครงแกะออสเตรเลียย่าง ก็น่าสนใจ ซี่โครงแกะคุณภาพ นำเข้ามาจากประเทศออสเตรเลีย คุ้กจนได้เนื้อนุ่มฉ่ำในไร้กลิ่นสาบ ราดซอสสูตรเฉพาะของทางร้าน รสหวานหอม     สเต็กอกไก่ ก็เข้าที อกไก่เนื้อแน่น ย่างจนหอม กินคู่กับซอสสูตรเด็ดของทางร้าน มันฝรั่งทอด และผักลวกต่างๆ อาทิ หน่อไม้ฝรั่ง บล็อกโคลี่ เบเบี้แครอท และดอกคะน้า     ของหวานเป็น Tiramisu & Vanilla Ice Cream ทีรามิสุเนื้อนุ่มชุ่มไปด้วยรสเข้มของกาแฟ ผสานกับความครีมมี่ของวิปครีมสุดละมุน เสิร์ฟพร้อมครัมเบิ้ลกรุบกรอบ ผลไม้สด และไอศกรีมวานิลลาโฮมเมด รสหวานสุดฟิน     อย่าลืมจิบค็อกเทลซิกเนเจอร์ด้วยนะ ที่นี่เขาอร่อยหลายตัวเลย

โรงแรมสินธร  เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ โรงแรมหรูเปิดใหม่ใจกลางเมือง อยู่ภายในโครงการสินธร วิลเลจ ย่านหลังสวน ใกล้กับสวนลุมพินี สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ถือเป็นปอดของชาวกรุง       เมื่อก้าวเข้าไปในโรงแรมจะพบกับความหรูหราโอ่โถงของ ล็อบบี้ เลานจ์ (Lobby Lounge) ที่ได้รับการออกแบบให้สูงโปร่ง เปิดรับแสงธรรมชาติที่ส่องผ่านประตูทางเข้าทรงโค้งที่เชื่อมต่อความเป็นธรรมชาติใจกลางเมืองสู่โถ่งล็อบบี้ของโรงแรม ได้อย่างกลมกลืน       ล็อบบี้ เลาจน์ นอกจากจะเป็นจุดนัดพบแล้วยังให้บริการเมนูอาหารหลากหลายชนิดและที่โดดเด่นฮิตที่สุดตอนนี้ต้องยกให้กับ ชุดน้ำชายามบ่าย “ชีวา” ที่เสิร์ฟบนต้นไม้แสนสวย ให้คุณจิบชาหอมๆ รับประทานของว่างแสนอร่อยทั้งคาวหวาน     ชุดน้ำชามี 2 แบบให้เลือกได้แก่ ชุดน้ำชายามบ่ายอินดัลเจนซ์ (Indulgence) ชุดชาสุดคลาสสิคพร้อมของว่างสไตล์ยุโรป เช่น สโคนรสดั้งเดิมกับแยมสตรอว์เบอร์รี เลมอนครีมและคลอตเต็ดครีม มูสช็อคโกแลตกับซอสคาราเมลและพราลีนเฮเซลนัต เลมอนเมอแรงค์ทาร์ต สตรอว์เบอร์รี่ทาร์ตสีสดใสกับวนิลาครีม ปารีสเบรสท์พิสตาชิโอกับครีมบัตเตอร์กาแฟ พายแฮมมูส สะเต๊ะไก่ม้วน สลัดไข่เห็ดทรัฟเฟิลเสิร์ฟกับอะโวคาโด ฯลฯ         ชุดน้ำชายามบ่ายกิลท์ฟรี (Guilt-Free) ชุดน้ำชาแบบวีแกนสูตรเฉพาะของล็อบบี้ เลานจ์ ที่ชาววีแกนต้องยกนิ้วให้เพราะทั้งสวยและอร่อยแบบเฮลตี้สุดๆ เช่น เชอร์รี่อมารีนากับมูสอัลมอนด์มิลค์ แอปริคอทคานาเล่ช็อคโกแลตกับพราลีนเฮเซลนัต ราสป์เบอร์รี่ทาร์ตครีมเต้าหู้วนิลา มูสมะพร้าวไส้สับปะรดเสาวรส แซนวิชสลัดข้าวโพด สลัดมะม่วงกับแอปเปิ้ลโรล สลัดเต้าหู้ทรัฟเฟิลกับอะโวคาโด สโคนแครนเบอร์รี่ สโคนฟักทอง ที่มาพร้อมกับคลอตเต็ดครีมที่ทำจากมะพร้าว ฯลฯ     จิบชาในบรรยากาศห้องโถงที่สูงโปร่งรับแสงธรรมชาติ ท่ามกลางสวนเขียวขจีขนาดใหญ่ ไม่ว่าถ่ายรูปมุมไหนก็สวยไปหมด

บนชั้น 32 ของโรงแรมแบงค็อก แมริออท เดอะสุรวงศ์ เป็นที่ตั้งของภัตตาคารจีนสุดหรู Yao Restaurant & Rooftop Bar ให้คุณได้อิ่มอร่อยไปกับอาหารจีนรสเลิศระดับพรีเมี่ยมฝีมือเชฟชาวจีนแท้ๆ เคล้าไปกับวิวหลักล้านของแม่น้ำเจ้าพระยา นอกจากนั้นถ้ามาวันเสาร์-อาทิตย์ เย่าเขายังมี “Chinese Afternoon Tea” ชุดน้ำชายามบ่ายสไตล์จีน และติ่มซำแสนอร่อย เสิร์ฟคู่ไปกับชาดอกไม้หอมละมุน หรือชาจีนหอมกรุ่นได้สุขภาพ ให้คุณได้ผ่อนคลายในยามบ่ายแสนสุขคุ้มค่ากับช่วงวีคเอนเสียนี่กระไร           เริ่มชิมจากอาหารกันก่อน มาร้อนๆ กลิ่นห๊อมหอมต้องตัวนี้เลย เกี๊ยวทอดไส้ปูและชีส แป้งข้าวเหนียวห่อเนื้อปูรสหวานเน้นๆ ผสานไปกับชีสชั้นดีสุดครีมมี่ เข้ากันดีจริงๆ     กุ้ยช่ายทอดไส้ปลาและกุ้ง เป็นจานที่เราเลิฟที่สุดในทีเซ็ทนี้เลย กุ้ยช่ายแป้งบางๆ กรอบนอกนุ่มใน สอดไส้ปลาทะเลเนื้อสด กุ้งเนื้อเด้ง และกุ้ยช่าย อร่อยได้ในคำเดียว (แต่อยากหม่ำอีก)      ตามด้วย เป๋าฮื้อหมักซอสสาเกถั่วเหลือง เป๋าฮื้อที่ส่งตรงจากแดนอาทิตย์อุทัย เนื้อหนึบหนับ กินอร่อย หมักกับซอสถั่วเหลืองรสเค็มละมุนกลมกล่อม และเพิ่มความหอมอีกขั้นด้วยเหล้าสาเก     และ รังนกและวุ้นว่านหางจระเข้ เจลลี่นุ่มๆ เด้งๆ รสเปรี้ยวอมหวาน ยิ่งตักเข้าปากก็ยิ่งสนุก ติ่มซำ ก็น่ากิน มีทั้ง ฮะเก๋าไส้กุ้ง ลูกโต๊โต ขนมจีบไส้กุ้ง รสชาติดี จิ้มโชยุยิ่งเสริมรสกัน และ ซาลาเปาไส้ไข่เค็มลาวา เยิ้มๆ รสหอมมัน กลมกล่อมเป็นที่สุด         หันมาหาขนมหวานกันบ้าง ช็อกโกแลต ดาร์กช็อกโกแลตรสเข้ม ละลายในปาก ผสมถั่วกรุบกรอบ 5 ชนิด ต่อด้วยของหวานประจำ  Afternoon Tea อย่าง สโคน ที่นอกจากเนื้อจะแน่น ร่วน กินเพลินแล้ว ทางร้านยังผสมชาจีน (ชาดำ) เข้าไปให้กลิ่นหอมอ่อนๆ อีกด้วย กินคู่กับวิปครีม และแยมสตรอว์เบอร์รี       มาที่ มาการอง กันบ้าง มาการองสีฟ้าสดใส สอดไส้ซอสมะม่วง รสหวานฉ่ำ ถูกใจสายหวานแน่ๆ ชิ้นนี้ และทิ้งท้ายด้วย น้ำลูกสำรองแช่เย็น ได้รสหวานหอมจากน้ำตาลทรายแดง กินพร้อมเนื้อลูกตาลลอยแก้วนุ่มๆ       เราเลือกจิบคู่กับ ชายูนนานฝูเออร์ ชาชั้นดีจากมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ให้รสนุ่ม กลมกล่อม หอมกรุ่นกลิ่นชาจีนตลบอบอวนอยู่ในลำคอ ยิ่งจิบก็ยิ่งเพลิน     คุ้มค่าขนาดนี้คราวหลังต้องแวะมาจิบชาที่นี่บ่อยๆ แล้ว

เรียกว่ากลับมาแบบน่ากินอลังการสุดๆ สำหรับ “ซีฟู้ดบุฟเฟ่ต์” สุดพรีเมียมที่หลายคนรอคอยแห่งห้องอาหาร "Rain Tree Cafe" ชั้น G โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล ที่คราวนี้รวมพลความอร่อยของซีฟู้ดนานาชนิด โดยเฉพาะ “ลอบสเตอร์” นำเข้าตัวโตเนื้อสดแน่นที่พร้อมให้อร่อยกันอย่างจุใจไปจนถึงซีฟู้ดนานาชนิด รวมทั้งเมนูเด็ดนานาชาติจากสเตชันต่างๆ ทั้งไทย จีน ญี่ปุ่น อิตาเลียน อินเดีย รวมทั้งไอศกรีมโฮมเมดและของหวานหน้าตาน่ากินที่บอกเลยว่าเต็มอิ่มระดับคุณภาพ       ที่สำคัญยังเป็นการกินบุฟเฟ่ต์แบบ New Normal” ที่ไม่ต้องกังวลเรื่องความสะอาดปลอดภัย เพราะทุกสเตชันมีพนักงานบริการตัก หยิบ และเสิร์ฟให้ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังมีเมนูพิเศษที่บริการแบบรถเข็นเสิร์ฟความอร่อยถึงโต๊ะกันอีกด้วย อาทิ ซีซาร์สลัด, ปูและกุ้งลุยสวน, เซบิเชปลากระพงแดง ซีฟู้ดคอกเทล, หมูหรือเนื้อรมควัน, คาเวียร์กับ blinis (แพนเค้กสไตล์ยุโรป), ทาร์ทาร์เนื้อกับทรัฟเฟิล, ข้าวเหนียวมะม่วง, เครปซูเซตต์, รัมบาบา และไอศกรีมหลากรส       นอกจากลอบสเตอร์ตัวโต คนรักซีฟู้ดเป็นต้องอร่อยละลานตากับบรรดาอาหารทะเล ทั้งกุ้งแม่น้ำ กุ้งลายเสือ ขาปูอลาสก้า หอยนางรม หอยแมลงภู่ สำหรับคนรักอาหารญี่ปุ่นห้ามพลาดซูชิ ซาชิมิ โดยเฉพาะสายแซลมอนเป็นต้องถูกใจ ส่วนคนรักอาหารจีนต้องลองขนมจีบ ฮะเก๋า และซาลาเปานึ่งร้อนๆ ที่บอกเลยว่ากินเพลิน                 ที่เซอร์ไพรส์สุดๆ คือสเตชันอาหารอินเดียที่อร่อยแบบคาดไม่ถึง เราแนะนำแกงแกะรสเข้มข้น แต่อร่อยไร้กลิ่นสาบ กินกับแผ่นแป้งนานอร่อยลงตัวสุดๆ แล้วอย่าลืมไปชิมเมนูอาหารไทยจานเด็ด หรือจะเพิ่มความอิ่มไปอีกขั้นกับพิซซาและพาสต้าที่สเตชันอิตาเลียน รวมทั้งฟัวกราส์นุ่มๆ ที่สั่งได้ไม่อั้น               อย่าลืมเก็บท้องไว้สำหรับเมนูของหวานแสนน่ากินที่บอกเลยว่าอร่อยระดับคุณภาพไม่แพ้กัน ทั้งไอศกรีมโฮมเมด ไอศกรีมไนโตรเจน เครปซูเซตต์ ชีสเค้ก พานาตอตต้า เลมอนทาร์ต ช็อกโกแลต และขนมไทยสีสวย             โดยบุฟเฟ่ต์มื้อกลางวัน วันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ราคา 1,300++ บาท/ท่าน, บุฟเฟ่ต์มื้อเย็น บริการในวันพฤหัสบดีและวันอาทิตย์ ราคา 1,700++ บาท/ท่าน ส่วนวันศุกร์และเสาร์มื้อเย็นจะเป็นบุฟเฟ่ต์ซีฟู้ดราคา 1,900++ บาท/ท่าน (หยุดวันจันทร์ - วันพุธ)       สำหรับบุฟเฟ่ต์มื้อสาย วันเสาร์และอาทิตย์ ราคา 2,500++ บาท/คน พร้อมเครื่องดื่มแบบไม่อั้น ทั้งน้ำอัดลม, น้ำผลไม้,  มอกเทล, น้ำเปล่า, กาแฟอิลลี่ และชา (เสริมด้วยเครื่องดื่ม 2 แพ็กเกจให้เลือก ได้แก่ The Royal ที่สามารถเลือกดื่มได้หลากหลายประเภทและ  แบรนด์ (ไม่รวมเครื่องดื่มสุดพรีเมียม) ราคา 1,400++ บาท/คน และ Princess VA ที่สามารถเลือกเครื่องดื่มได้หลากหลายประเภทและแบรนด์ รวมถึงเครื่องดื่มสุดพรีเมียมจากฝรั่งเศสในราคา 3,000++ บาท/ท่าน

จากจุดเริ่มต้นบนฟู้ดทรักเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ตอนนี้Beast & Butter” ร้านเบอร์เกอร์ชื่อดังจากเชียงใหม่บินตรงมาเสิร์ฟความอร่อยเต็มรูปแบบกับสาขาใหม่ในสไตล์ร้านเบอร์เกอร์กึ่งสเต๊กเฮาส์ใจกลางทองหล่อ พร้อมดีไซน์สีเหลืองสดใสสะดุดตาและโลโก้เบอร์เกอร์ปิศาจที่ชวนให้อยากเข้าไปนั่งชิม     ด้วยบรรยากาศสบายๆ อบอวลกลิ่นอายแบบคาเฟ่นิดๆ จึงไม่เพียงโดนใจคนรักเบอร์เกอร์ที่แสวงหาความอร่อยระดับคุณภาพ แต่ยังเหมาะกับการมานั่งแฮงก์เอาต์สังสรรค์กับเพื่อนฝูงและครอบครัวอย่างเป็นกันเองอีกด้วย       สำหรับสายคลาสสิก เราแนะนำ The Beast เมนูแจ้งเกิดของร้านที่รวมพลความอร่อยของเนื้อบด ชีสเชดดา เบคอน หอมหัวใหญ่ผัด ผักกาดคอส และมะเขือเทศ ประกบด้วยขนมปังเนื้อแน่นแบบบริยอช แต่นุ่มกำลังดีสูตรเด็ดของเชฟ     ส่วนใครชอบความแปลกใหม่ต้องลอง French Onion เบอร์เกอร์ที่มีทั้งเนื้อบด ชีสกรูแยร์ หอมหัวใหญ่ผัดบัลซามิก มายองเนสมัสตาร์ด และมันฝรั่งแท่งทอดกรอบชิ้นเล็กเคี้ยวสนุกซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากซุปหัวหอมสไตล์ฝรั่งเศส     ถ้าอยากอิ่มเบาๆ Green Smoked Salmon สลัดผักกาดคอส แซลมอนรมควัน ราดเดรสซิงครีมซีฟู้ดรสจัดจ้าน หรือ Almost A Baked Potato มันฝรั่งทอดแบบชิ้นใหญ่ โรยเบคอน ดิปกับซอสซาวครีมและชีสหอมผักชี และ Curly Fries มันฝรั่งรูปเกลียวทอดกรอบนอกนุ่มในก็เป็นเมนูที่พลาดไม่ได้         แต่หากต้องการความหนักท้องอีกขั้น ต้องสั่ง Really Dark Chocolate มิลก์เชกดาร์กช็อกโกแลตที่เข้มข้นถึงใจ เพราะใช้ไอศกรีมถึง 4 ลูก ปั่นกับนมจนเนื้อแน่นหนึบเป็นพิเศษ หรือจะเพิ่มความสดชื่นด้วย Raspberry Jelly Sparkler ที่มีเจลลีนุ่มๆ ให้เคี้ยวกันเพลินๆ อีกด้วย    

ยกทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาไว้ที่ใจกลางกรุงเทพฯ เป็นที่เรียบร้อย สำหรับ ‘อลาตี้’ (ALATi) ห้องอาหารแห่งใหม่ของโรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ นำทีมโดยเชฟฝีมือดี เชฟคาร์โล วาเลนเซียโน ที่นำเมนูท้องถิ่นจากแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอย่างประเทศสเปน ตูนิเซีย ฝรั่งเศส กรีซ ตุรกี เลบานอน และอิตาลี ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาเล่าใหม่ในแบบฉบับของอลาตี้ ภายใต้บริการระดับสูงรูปแบบใหม่ ‘Kempinksi White Gloves Service’ ให้เรากินมื้อโปรดอย่างอุ่นใจ       คำว่า “อลาตี้” ในภาษากรีกนั้นหมายถึงเกลือ นอกจากจะเป็นหนึ่งในเครื่องปรุงหลักของอาหารทั่วโลกแล้ว ในหลายพื้นที่ยังมีธรรมเนียมการแลกเกลือเพื่อสื่อถึงมิตรภาพ การตกแต่งภายในห้องอาหารจึงดีไซน์ออกมาให้โปร่งสบาย ไม่อึดอัด ใช้โทนสีฟ้าน้ำทะเลชวนให้รู้สึกเหมือนได้กินมื้อพิเศษอยู่ริมชายหาด รวมถึงมีครัวเปิดให้เราได้เห็นทีมเชฟบรรจงทำแต่ละจานได้อย่างใกล้ชิด     เริ่มมือนี้ด้วย Flatbread : Black Truffle & Cheese (480บาท) แฟลตเบรดแผ่นยาวอบใหม่ด้วยเตาแบบตุรกี ท้อปด้วยชีสและแบล็คทรัฟเฟิลสไลซ์ที่ให้ทั้งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายและรสชาติที่เข้มข้น Burrata & Muhammara (390 บาท) มูฮัมมาราทำจากวอลนัตและพริกสีแดงได้ทั้งความมันและรสเผ็ดเบาๆ มาพร้อมชีสบูราต้าแบบอิตาเลียนแล้วโรยทับทิมเพิ่มเนื้อสัมผัส ก่อนกินคลุกเคล้าให้เข้ากันก่อน เรียกน้ำย่อยได้ดีเยี่ยม       หรือจะลอง ALATi Gyros (290 บาท) เมนูสไตล์กรีก แป้งโรลสอดไส้ไก่หมักเครื่องเทศที่ย่างจนหอมให้อารมณ์คล้ายเคบับ กินกับ Tzatziki ซอสโยเกิร์ตแตงกวารสออกเปรี้ยวเล็กๆ เข้ากันดี     ส่วนจานหลัก Roasted Seabass (590 บาท) ปลากะพงหมักกับน้ำมันมะกอก อบเชย กระวาน เครื่องเทศ ปาปริก้า ผักชี ยี่หร่า พริกไทย และลูกจันทน์เทศ นำไปอบให้ผิวด้านนอกสุกส่วนเนื้อยังชุ่มฉ่ำกินกับข้าวอบผงกระวานและขมิ้น ใส่เนยกีเพิ่มความหอมมันกินกับซอส Tarator แบบเลบานีส ตบท้ายด้วยของหวาน Classic Tiramisu Cup (270 บาท) คลาสสิกทีรามิสุที่เสิร์ฟมาอย่างสวยงามในถ้วยแก้ว หวานฉ่ำเต็มคำ ปิดท้ายมื้อนี้ได้สมบูรณ์แบบ     ใครอยากสั่งเมนูของอลาตี้แบบเดลิเวอรี่ ที่นี่มีบริการ ‘ALATi Up the Road’ เข้าไปดูเมนูได้ที่ https://www.kempinski.com/en/bangkok/siam-hotel/restaurants-and-bars/alati/ บทความที่เกี่ยวข้อง : ‘ALATi Up the Road’ เมนูเดลิเวอรี่จาก ALATi ที่พร้อมส่งความอร่อยแบบเมดิเตอร์เรเนียนถึงบ้าน

ถูกใจคนรักงานศิลป์และของสะสม เมื่อ The Map ห้องอาหารเปิดใหม่ในโรงแรม MeStyle Museum Hotel ที่ตั้งใจตกแต่งล้อไปกับส่วนอื่นของโรงแรม เหมือนเราได้ท่องเที่ยวทั่วโลกผ่านของสะสมแปลกตาและบรรดางานศิลป์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวน่าสนใจ ก่อนลิ้มรสอาหารไทยสไตล์ฟิวชั่นที่มีให้เลือกอย่างจุใจ             อาทิ สลัดส้มโอปลาหมึกฉีก เปลี่ยนยำส้มโอเป็นเมนูสลัดที่ปรุงรสจัดถึงใจ เนื้อส้มโอแห้งไม่แฉะน้ำ รสหวานอมเปรี้ยวนิดๆ กินแล้วสดชื่น เมนูนี้แนะนำให้จับคู่กับแกงเหลืองเปลือกแตงโม เปลือกแตงโมฉ่ำๆ กินกับเนื้อปลาแซลมอนในน้ำแกงเข้มข้นที่ได้จากเครื่องแกงโขลกเองรสชาติถูกปากจนอยากเติมข้าว ส่วนเนื้อแตงโมไม่ไปไหน หั่นพอดีคำและเสิร์ฟมาพร้อมกันในเมนูปลาแห้งแตงโม ช่วยตัดรสจัดจ้านได้อย่างลงตัว         เนื้อย่างและน้ำจิ้มแจ่วเมนูสุดฮอตที่หลายคนยกนิ้วให้ในความแซ่บนัวสไตล์อีสาน ทางร้านใช้เนื้อโคขุนจากสกลนครมาซูวีดเพื่อให้นุ่มนวลเคี้ยวง่าย กริลล์พอสุกด้านนอกส่วนด้านในยังคงเป็นสีชมพูระเรื่อชวนกิน เสิร์ฟร้อนๆ กลิ่นหอมฟุ้งกระตุ้นน้ำลาย เพิ่มความจี๊ดจ๊าดด้วยน้ำจิ้มแจ่วสูตรเด็ดสักหน่อย อร่อยจนไม่อยากวางช้อน       สำหรับของหวานห้ามพลาดในฤดูกาลนี้ ได้แก่ ข้าวเหนียวมะม่วงมะม่วงน้ำดอกไม้สุกรสชาติหวานหอม จัดมาเป็นรูปดอกกุหลาบ วางคู่ข้าวเหนียวมูนรสหวานมันกำลังดี     อิ่มจานหลักแล้วยังอยากปักหลักไม่ไปไหน แวะมานั่งชิลที่Sombat Barบาร์ค็อกเทลไทยมุมสุดคูลที่ออกแบบมาเพื่อสายดริงก์โดยเฉพาะ เครื่องดื่มของร้านได้นพบุรีบาร์ บาร์ค็อกเทลชื่อดังจากเชียงใหม่มาครีเอทให้จิบสบายๆ ในบรรยากาศของห้องเก็บสมบัติล้ำค่าที่หาชมยาก ถือเป็นอีกมุมไฮไลท์ในโรงแรมที่ห้ามพลาด ค็อกเทลส่วนใหญ่เน้นสปิริตไทยเป็นเบส แต่บางทีก็มีแบรนด์จากต่างประเทศเข้ามาสร้างสีสันชวนว้าวบ้าง       ไฮไลท์คือเทคนิคผสมกลิ่นให้ใกล้เคียงธรรมชาติอันเป็นสเน่ห์เฉพาะตัว อาทิ ต้มยำ รสละมุนไม่ฉุนแรงหอมกลิ่นสมุนไพรไทยที่เข้าใจง่าย เหมาะกับสาวๆ หรือบิกินเนอร์ ส่วนหนุ่มๆ เราแนะนำสมบัติซิกเนเจอร์สุดจี๊ดที่ต้องรีบยกนิ้วให้ทั้งบรรยากาศและรสชาติที่เข้ากันได้ดีแบบนี้ เพิ่มดีกรีความชิลได้ทั้งค่ำคืนเลยล่ะ

คนใจแข็งยังต้องหวั่นไหวกับความนุ่มฉ่ำลิ้นของเนื้อสเต๊ก Bistecca ทีโบนชิ้นยักษ์เกรดพรีเมียมพระเอกชูโรงประจำห้องอาหารอิตาเลียนสุดหรูScalini” ที่วันนี้กลายเป็นจุดนัดพบใหม่ของสายเนื้อตัวจริงที่ต้องมากินให้ได้สักครั้งในชีวิต         สเต๊กเนื้อฉ่ำๆ น้ำหนักถึง 1.2 กิโลกรัม เสิร์ฟบนถาดไม้ที่เห็นแว่บแรกก็น้ำลายสอ เชฟกริลล์ให้สุกเฉพาะผิวนอกและรักษาความฉ่ำเนื้อในไว้ ผสานรสชาติของซอสหมักสูตรพิเศษที่มีถึง 3 ชนิดให้เราเลือกได้ตามชอบ ไม่ว่าจะเป็นซอสน้ำตกจี๊ดจ๊าดสไตล์ไทย ซอสกระเทียมทรัฟเฟิลกลิ่นหอมรสกลมกล่อม และซอสฟัวกราส์รสเผ็ดนิดๆ กินเคียงกับมะเขือเทศย่างรสเปรี้ยวอมหวาน       ส่วนเครื่องดื่มที่จับคู่กับเมนูนี้ได้อย่างลงตัวคือเนโกรนี ตำนานดริงก์คลาสสิกที่มีต้นกำเนิดจากอิตาลีเมื่อกว่าร้อยปีก่อน รสชาติเข้มขมเจือหวานจางๆ เสริมรสชาติให้เมนูนี้ชวนว้าวขึ้นอีกเท่าตัว     นอกจากสเต๊กที่เป็นไฮไลต์ของร้าน เรายังเทใจให้พิซซาทะเลอบที่ยกความสดจากทะเลมาไว้ในกระทะร้อน ด้านบนปิดด้วยแป้งพิซซาที่ชวนให้ลุ้นว่าด้านในซ่อนอะไรไว้ ซึ่งทันทีที่พนักงานกรีดแป้งออกก็เผยให้เห็นความอร่อยทั้งกุ้งและหอยหลายชนิดผัดกับสปาเกตตีเส้นเหนียวนุ่ม ส่วนแป้งที่ห่อไว้ให้ฉีกจุ่มน้ำซุปกินจะฟินมาก เห็นถาดใหญ่ไซส์บิ๊กแบบนี้การันตีว่าเดี๋ยวเดียวหมด       อีกเมนูที่น่าสนใจคือขนมปังฟอกาเซีย ขนมปังสไตล์อิตาลี อบร้อนๆ หอมกรุ่นและแป้งนุ่มมาก เสิร์ฟมาให้ฟิน 3 รสชาติ ได้แก่ มะเขือเทศเชอรี่, ชีสและหอมใหญ่ และพริกหวาน จิ้มกินกับน้ำมันมะกอก ซอสเพสโต หรือซัลซาก็เข้ากัน     หอยนางรม ส่งตรงจากแหล่งวัตถุดิบชั้นเยี่ยม ราดน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บ เหยาะน้ำพริกเผา ตามด้วยหอมเจียว ก่อนส่งเข้าปากอย่าลืมบีบเลมอนเพิ่มความอร่อยแบบดับเบิ้ลด้วยล่ะ       สำหรับของหวานแนะนำ ทีรามิสุ หอมหวานละมุนลิ้น ปิดท้ายมื้อได้สุดเพอร์เฟกต์  

“คินสุกิ” (Kintsugi) ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “เชื่อมต่อด้วยทอง” ซึ่งใช้อ้างอิงถึงศิลปะการซ่อมแซมเครื่องเคลือบด้วยแลกเกอร์สีทอง ซึ่งไม่ใช่เพียงการซ่อมแซมเพื่อปกปิดรอยแตก แต่เป็นการทำให้เครื่องเคลือบนั้นโดดเด่นขึ้นมาด้วยสีทองและสวยงามไปอีกแบบ ซึ่งเมื่อได้เห็นและลิ้มลองรสชาติทุกเมนูฝีมือ “เจฟฟ์ แรมซีย์” เชฟหัวเรือใหญ่ของ Kintsugi Bangkok by Jeff Ramsey” ห้องอาหารญี่ปุ่นบนชั้น 3 โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล แล้ว เราก็ไม่แปลกใจว่าทำไมเชฟมากฝีมือคนนี้ถึงได้นำความหมายของคินสุกิมาใช้เปรียบเปรยกับเมนูไคเซกิในแบบฉบับของเขา     โดยไคเซกิหรือเทสติ้งเมนูในสไตล์ของเจฟฟ์ แรมซีย์ คือ การนำวัตถุดิบจากญี่ปุ่นซึ่งเป็นบ้านของเขาและภรรยามาผสมผสานกับวัตถุดิบในประเทศไทย และนำเสนอผ่านแนวคิดการเชื่อมโยงวัฒนธรรมผ่านอาหารซึ่งสร้างความแปลกใหม่และความอร่อยที่น่าสนใจ ซี่งสอดคล้องกับบรรยากาศการตกแต่งห้องอาหารแบบร่วมสมัยสไตล์มินิมอล โดยเราสามารถนั่งชิมและชมเชฟทำแบบใกล้ๆ บริเวณเคาน์เตอร์พร้อมที่นั่ง หรือหากต้องการความเป็นส่วนตัวที่นี่ก็มีห้องไพรเวต 2 ห้อง รวมถึงโต๊ะอาหารในมุมสบายๆ อีกด้วย       โดยทั้ง 12 คอร์สที่เราได้ชิมนั้น เริ่มต้นด้วย Shirako Brandade with Konbu Flatbread เชฟนำ Shirako หรือ Cod Milt มาทอดแล้วปั่นกับมันฝรั่งบดจนได้เนื้อสัมผัสเนียนนุ่มครีมมี โรยด้วยมันฝรั่งหั่นเป็นเส้นบางๆ ทอดกรอบ และ Yuzu Kimizu ที่นิยมโรยบนซูชิหน้ากุ้งหรือปลา แต่เปลี่ยนจากน้ำส้มสายชูเป็นน้ำส้มยูสุแทน     ต่อด้วยจานที่ 2 Caramelized Ankimo with Passion Fruit Ponzu ตับปลาอังโกะนึ่งอุณหภูมิต่ำ เพื่อไม่ให้เสียรสชาติและความมัน โรยด้วยน้ำตาลและคาราเมลไลซ์จนเนื้อสัมผัสกรอบ แต่งด้วยดอกเก๊กฮวยดอง แล้วราดด้วยน้ำซอสพอนสึที่แต่งรสด้วยน้ำเสาวรสสดซึ่งผ่านการใช้ไนโตรเจนเหลวจนกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ตัดรสชาติกับตับปลาอังโกะที่ค่อนข้างครีมมีได้อย่างลงตัว     ก่อนเบรกด้วยเมนูเบาๆ อย่าง Alaskan King Crab and Truffle Chawanmushi ไข่ตุ๋นใส่เนื้อปูและทรัฟเฟิลเนื้อเนียนนุ่มสุดๆ โดยเชฟตุ๋นกับน้ำซุปสาหร่ายนานกว่า 30 นาที จนหอมนวลน่ากิน และ 1000 Year Old Cedar Smoked Wild Winter Yellowtail ซูชิปลาหางเหลืองรมควันกับไม้ซีดาร์จนได้กลิ่นหอมทีเป้นเอกลักษณ์       จานที่ 5 เริ่มอิ่มจริงจังกับ Nagano Walnut Soba เมนูโซบะเย็นที่บอกเลยว่าไม่ธรรมดา เพราะนำเส้นบัควีตไปผสมผสานเข้าด้วยกันถั่ววอลนัทที่ปั่นจนถั่วและน้ำมันรวมตัวเป็นเนื้อเดียวกัน ก่อนโรยด้วยกรานิต้าทำจากน้ำมันวอลนัตที่ใช้เทคนิคสุดซับซ้อน กินไปพร้อมผักโรยหน้าถึง 7 ชนิด ทั้งต้นหอม, ใบโอบะ, เมียวงะ (ขิงป่าญี่ปุ่น), ขิงอ่อนขูด, สาหร่ายคอนบุคลุกเกลือ, งาขาว และไควาเระ (ต้นอ่อนหัวไชเท้า)     ส่วนจานที่ 6 คือ Charcoal Grilled Tachiuo Beltfish ปลาทาจิอูโอะหรือปลาดาบเงินหมักซอสมิโซะสูตรพิเศษที่มีส่วนผสมของสาเกและคอมบุฉะที่ช่วยเพิ่มรสชาติของปลา เสิร์ฟพร้อมแปะก๊วยย่างและหัวไชเท้าฝนที่ปรุงรสด้วยน้ำโชยุสูตรเฉพาะของเชฟที่ช่วยตัดความมันของเนื้อปลาได้เป็นอย่างดี      ต่อด้วย Seared Hokkaido Scallop with Citrus Emulsion หอยเชลล์สดชิ้นโตนำมาจี่ไฟบนกระทะที่ร้อนจัดเพื่อให้ได้ความสุกระดับมีเดียมแรร์ เสิร์ฟพร้อมซอสสูตรลับ 2 สไตล์ คือ ซอส Citrus Beurre Blanc และซอสปลาแองโชวีที่มีส่วนผสมของข้าว เนื้อหอยเชลล์อบแห้ง มิโสะ และกระเทียม แต่งด้านบนด้วยฟักทองหัวไชเท้าขาวและแดงที่ผ่านการปรุงรสด้วยน้ำเกลือสูตรพิเศษ     มาถึงจานที่ 8 ที่มาแปลกสุดๆ กับ Kin Kat เมนูเด็ดที่คล้ายขนมเวเฟอร์ช็อกโกแลตแบรนด์ดัง แต่เมื่อกัดเข้าปากก็ต้องเซอร์ไพรส์สุดๆ เพราะเวเฟอร์นี้สอดไส้ด้วยฟัวกราส์ปั่นผสมนมและเหล้า ก่อนนำไปแช่แข็งแล้วเคลือบด้วยช็อกโกแลต ฟังแล้วอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคย แต่บอกเลยว่าเป็นรสชาติแปลกใหม่ที่อร่อยกลมกลืนประทับใจ     จากนั้นเชฟก็ส่ง Unagi Sunchoke and Vannila ปลาไหลน้ำจืดจากญี่ปุ่นเคี่ยวกับซอสสูตรพิเศษจนนุ่ม แล้วนำไปย่างไฟบนเตาถ่านจนได้กลิ่นหอมของเนื้อปลาและกลิ่นถ่าน เสิร์ฟคู่กับซอสแก่นตะวันสูตรเด็ดของเชฟ และ Roast Wagyu with Shishito Peppers and Yuzu Kosho เนื้อวากิวย่างระดับมีเดียมแรร์ มาพร้อมพริกหยวกและพริกเกลือส้มยูซุ มาเป็นจานที่ 9 และ 10 ให้เราอิ่มแบบเต็มๆ       ก่อนทิ้งท้ายเมนูอาหารคาวด้วยจานที่ 11 Double Stock Soup with Tsukune and Yuzu ซุปนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากร้านราเม็งของญี่ปุ่นที่จะนำน้ำสต๊อก 2 ชนิดมาผสมเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดรสชาติใหม่ เชฟจึงนำน้ำสต๊อกไก่ที่เคี่ยวด้วยไฟอ่อนเป็นเวลา 6 ช.ม. และน้ำสต๊อกปลาดาชิที่มีส่วนผสมของเห็ดหอมแห้งและปลาซาดีนญี่ปุ่นมาผสมผสานกัน พร้อมกับใส่ลูกซุปที่ข้างในเป็นไก่บดมาปรุงรสแล้วปั้นเป็นลูกชิ้นพอดีคำ และเพิ่มรสชาติและความหอมด้วยโฟมและผิวส้มยูสุ     และจบมื้อแบบสมบูรณ์ด้วยของหวานอย่าง Japanese Fruit ที่เน้นผลไม้ญี่ปุ่นตามฤดูกาล โดยเมนูนี้เชฟนำเมลอนมาทำเป็นไอศกรีมและเจลลี เพิ่มความหอมด้วยสมุนไพร ที่บอกได้เลยว่าแม้จะอิ่มขนาดไหน แต่ยังไงเราก็ต้องเก็บท้องไว้ให้จานนี้แน่นอน  

Kinu by Takagi “คินูบายทาคากิ” ร้านใหม่ของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นโอมากาเสะสไตล์ไคเซกิ โดยเชฟทาคากิ คะซุโอะ ซึ่งเป็นเชฟและเจ้าของร้านอาหารระดับรางวัลมิชลิน 2 ดาว จากร้านเกียวโต ควิซีน ทาคากิ เมืองอะชิยะ ประเทศญี่ปุ่น     การออกแบบตกแต่งภายในห้องอาหารคินูบายทาคากิ เน้นการใช้ผ้าไหมมัดย้อมแบบญี่ปุ่นในสมัยโบราณ หรือ “ชิโบริ” ก่อนจะเดินเข้าถึงห้องอาหารคินูบายทาคากิ จะมีห้องรับรอง 2 ห้อง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทน “มิงกะ” หรือบ้าน และจะได้ดื่มชาต้อนรับตามประเพณีของชาวญี่ปุ่น ก่อนเข้าสู่ห้องอาหารขนาด 10 ที่นั่ง บนโต๊ะเคาท์เตอร์ไม้ยาวหันหน้าเข้าครัวดูเชฟทำอาหาร     “ไคเซกิ” คืออาหารที่เสิร์ฟอย่างต่อเนื่องหลายคอร์ส “โอมากาเสะ” คืออาหารอร่อยที่คัดสรรมาตามใจเชฟ เสิร์ฟเป็นคอร์สในรสชาติสไตล์เกียวโต “เคียว เรียวริ” ที่มีความพิถีพิถันตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียม และการปรุง และยังมีรูปร่างหน้าตาที่สวยงามถึง10 คอร์ส     เริ่มจาก Zensai เป็นอาหารเรียกน้ำย่อยมี 5 อย่าง เช่น แป้งนุ่มห่อฟัวกราสรสเค็มมัน เห็ดไมตาเกะกับลูกพลับรสหวานเค็มอูมามิ แซลมอนทรงลูกพลับ มะเขือยาว เนื้อวากิวม้วนแล้วย่าง     Wanmori น้ำซุปใสหอมกลิ่นโบนิโตะกับปลาอะมาไดเนื้อนุ่ม และเม็ดแปะก๊วยเนื้อหนึบ ท๊อปด้วยคาร์เวียร์จากฝรั่งเศส     Tsukuri หรือซาชิมิปลา 2 ชนิดได้แก่ ปลากินเมได หนังสีแดงย่างไฟหอม เนื้อนุ่มเด้ง และปลาบุริ (Yellow Tail) จากฮอกไกโด เนื้อนุ่มหวานเนียนละเอียด และหอยนางรมจากฮอกไกโดเนื้ออวบหวาน ราดซอสพอนสึเจลลี่ที่ผสมกับซีตรัส 4 ชนิด คือ มะกรูด ยูสุ คัมโปซุและส้มไดได รสเค็มเปรี้ยวหอมกลิ่นซีตรัส ท๊อปรากบัวสไลด์กรุบๆ       Sushi ซูชิ ชูโทโร่ ทูน่าเนื้อสีแดงอมชมพู เนื้อมันสด รสหวาน ทาซอสข้างบนเล็กน้อย     Agemono หรือของทอด เป็นเต้าหู้ทอดราดน้ำซุปดาชิใส่ไข่ขาวหอมกลิ่นปลาแห้งญี่ปุ่นรสเค็มหอมหวานกลมกล่อม โรยผิวส้มยูสุขูดเพิ่มกลิ่นสดชื่น     Aizakana จานคั่นก่อนจานหลักถือเป็นจานเด็ดของเชฟทาคากิก็ว่าได้ เป๋าฮื้อตุ๋นนาน 3 ชั่วโมงจนนุ่ม ราดดซอสรสเข้มข้นหอมกลิ่นทะเลทำจากตับของเป๋าฮื้อปั่นกับน้ำมันงา และดาชิ กินกับสลัดแตงกวาใส่เห็ด     Yakimono ปลาจะละเม็ดหมักและย่างเนื้อสุกกำลังดี หวานเจือเค็มอ่อนๆ มีกลิ่นหอมสดชื่นจากผิวส้มยูสุขูด     Takiawase สุกี้ที่ใช้ส่วนผสมไทยและญี่ปุ่น แบบดั้งเดิมจะใช้สาเก แต่เชฟลองใช้วัตถุดิบไทยอย่างหอมแดง มะเขือเทศมาตุ๋นน้ำซุป ใส่เนื้อวัวส่วนน่องข้างในย่างแล้วสไลด์บางๆ น้ำสุกี้รสเค็มหวาน เปรี้ยวจากมะเขือเทศเชอร์รี่ หวานจากหอมแดง ใส่ผักกระเฉดที่เชฟบอกคล้ายผักชนิดหนึ่งของญี่ปุ่น     rice ข้าวหน้าปลาไหล รสเค็มกำลังดี หวานน้อย เนื้อนุ่ม ข้าวนิ่มอร่อย กับไชเท้าญี่ปุ่นหั่นเส้นดองกรุบกรอบ และซุปสิโสะแดง     Dessert ของหวานเป็นเกรฟฟรุ๊ตซอเบท์รสเปรี้ยวหวานอมขมนิดๆ กับองุ่นมัสกัตหวานๆ และพีชพูเร่ โรยข้าวพอง “โออิดิ” เป็นกลมๆ สีพาสเทลน่ารัก กินแล้วสดชื่น     ปิดท้ายด้วยเปอร์ติฟู ช็อกโกแลตไส้ถั่วแดง ฟินองเซียโรยพริกไทยญี่ปุ่น และชาเขียวมัทชะรสเข้ม อร่อยสมสไตล์ญี่ปุ่นจริงๆ

ห้องอาหาร “ข้าว” ถือเป็นห้องอาหารหลักของ โฟร์ซีซั่นส์ รีสอร์ท เชียงใหม่ ตั้งอยู่ใจกลางรีสอร์ทล้อมด้วยวิวทุ่งนาและทิวเขา ได้รับแรงบันดาลใจการออกแบบจากวัฒนธรรมท้องถิ่นล้านนาโดย มร. บิลล์ เบนสเลย์ นักออกแบบที่มีชื่อเสียงในระดับสากลว่าเป็นราชาแห่งการออกแบบรีสอร์ทสุดหรูทั่วโลก     ห้องอาหารข้าวเสิร์ฟอาหารไทยที่มีกลิ่นอายของวัฒนธรรมการปรุงอาหารท้องถิ่น ด้วยเมนูที่สะท้อนเอกลักษณ์ของศิลปะการทำอาหารของภาคเหนือ และคัดเลือกวัตถุดิบคุณภาพดีจากทั่วทุกมุมโลกมาประยุกต์ใช้กลายเป็นเมนูที่มีรสชาติโดดเด่นและสร้างสรรค์     เชฟอัญชลี หัวหน้าเชฟซึ่งเป็นคนเชียงใหม่สนับสนุนผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักอย่างสากล โดยนำผักและผลิตภัณฑ์จากโครงการหลวงมาเป็นส่วนประกอบหลักของอาหารแต่ละจาน นอกจากมื้อเช้าที่มีเมนูหลากหลายจนเลือกกินไม่หมดแล้ว เราไม่อยากให้พลาดมื้อเที่ยงเพราะเสิร์ฟเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ Wellness Dishes ที่ใช้ผักพื้นบ้านปรุงรสน้อยแต่ได้รสอร่อยตามธรรมชาติ     เราชอบเมนูอย่าง Rice Berry Paper Roll แป้งเปาะเปี๊ยะทำจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ห่อผักสด กินกับน้ำจิ้มรสเปรี้ยวหวานทำจากขมิ้น น้ำผึ้ง มะนาว Thai Inspired Fish Cake ทอดมันปลากะพงผสมกับมันเทศไม่ใส่น้ำพริกแกงแต่ใส่เครื่องเทศอย่างยี่หร่า ได้เนื้อนุ่มละมุนรสอ่อนๆ แปลกและแตกต่างจากทอดมันที่เราเคยกิน     จานหลักเป็นแกงป่าน้ำใส Jungle Curry ที่ไม่ใส่น้ำพริกแกง ใช้เนื้อไก่บ้านต้มกับผักสดครบเครื่องทั้ง มะเขือพวง กระชาย ฟักทอง ถั่วฝักยาว ได้รสสดชื่นและอร่อยจากผักต่างๆ Poached Salmon แซลมอนโพชเนื้อนุ่ม เนื้อปลารสหวานราดด้วยยำผลไม้กินกับคะน้าผัดน้ำมันหอยหอมกลิ่นคั่วกระทะ     ส่วนของหวานเราชอบ Pumpkin Thai Custard สังขยาฟักทองใส่น้ำมะพร้าวและเนื้อมะพร้าวอ่อน ไม่ใส่น้ำตาล เราสามารถเติมรสหวานด้วยน้ำผึ้งได้ตามใจชอบ     ส่วนมื้อเย็นมีคอนเซ็ปต์ Thai Western Touch ได้แก่เมนู Lava Stone Grilled Chicken ไก่ย่างหินลาวาสูตรของคุณพ่อเชฟอัญชลี ไก่เนื้อนุ่มหอมกลิ่นเครื่องเทศ โรงผงถั่วลิสง กินกับยำข้าวโพดจากดอยหลวงเชียงดาวและไข่เค็มไชยา     ส่วนอาหารจานหลักที่ห้ามพลาดคือ Khao Soi Gai ข้าวซอยไก่น้ำแกงเข้มข้นถึงเครื่อง และ Gaeng Hang Lay แกงฮังเลข้อหมู ที่ตุ๋นเนื้อหมูที่ติดข้อกระดูกจนนุ่ม น้ำแกงฮังเลหอมกลิ่นเครื่องเทศแบบเมืองเหนือแท้ๆ     กินมื้อนี้ถือว่าครบถึงเชียงใหม่แล้ว

เมื่อพูดถึง “โบ้เบ้” หลายคนต้องนึกถึงย่านตลาดเก่าแหล่งเสื้อผ้าราคาขายส่งกันอย่างแน่นอน แต่ความจริงแล้วที่ตรงนี้ยังเป็นที่ตั้งของห้องอาหารจีนอันเป็นเลื่องชื่ออย่าง “ไชน่าพาเลซ” ที่อยู่คู่กับโรงแรมปรินซ์พาเลซมายาวนานมากกว่า 20 ปี     แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน แต่สำหรับรสชาตินั้นคงต้องบอกว่ายังคงรักษามาตรฐานมาอย่างต่อเนื่อง เพราะตั้งแต่แรกเริ่มมาจนถึงปัจจุบันอาหารทุกจานยังเป็นฝีมือของเชฟทรงวุฒิ มรรคอนันตโชติ ที่ส่งมอบความอร่อยของอาหารสไตล์จีนกวางตุ้งมาให้ทุกคนลิ้มลอง แต่ทีเด็ดก็ยังไม่หมดแค่นั้น เมื่อเชฟทรงวุฒิยังได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ลงไปในอาหารแต่ละจานอีกด้วย       ประเดิมด้วย เป็ดปักกิ่ง มีดีที่หนังกรุบกรอบชิ้นใหญ่เสิร์ฟพร้อมแป้งบางๆ ที่นำเอาไปปิ้งก่อนเพื่อเพิ่มความหอม ส่วนเนื้อเป็ดก็จะถูกนำไปผัดพริกไทยทำ จนได้เนื้อนุ่มๆ หอมกรุ่นมากินคู่กัน ตามด้วย หมูกรอบฮ่องกง ซึ่งผ่านการคัดสรรเนื้อส่วนท้องมาเป็นพิเศษ จนได้ความอร่อยกรอบนุ่มในชิ้นพอดีคำ แล้วลอง ปอเปี๊ยะกุ้ยหลินทอด ที่รับประกันความอร่อยไม่ซ้ำใคร จากแป้งบางใสละลายในปากสอดไส้เนื้อปูและกุ้ง         ส่วนคนรักติ่มซำก็ห้ามพลาด กุ้งสามรส กุ้งตัวโตเนื้อแน่นในซอสพริกสามรสที่ให้รสชาติทั้งเปรี้ยว เค็ม และเผ็ดในคำเดียว แล้วมาคีบ เกี๊ยวปูนึ่ง ในน้ำซีอิ๊วรสเค็มๆ หวานๆ อัดแน่นด้วยเนื้อปูเต็มคำ ตามด้วย ฮะเก๋าวาซาบิทอด เมนูสุดเก๋ด้วยฮะเก๋าแป้งสีเขียวทอดจนกรอบกินคู่กับน้ำสลัดครีมวาซาบิ       แต่ทีเด็ดคงต้องยกให้ เกี๊ยวปลาแซลมอนทอด เกี๊ยวปลาในรูปแบบของพัฟเนื้อนุ่ม ภายในสอดไส้แซลมอนและปูเนื้อแน่นที่พอได้ชิมก็ต้องหลับตาพริ้ม ส่วนของหวานก็อย่าลืมปิดท้ายกับ เผือกหิมะ เผือกเนื้อนอกกรอบในนุ่มเคลือบน้ำตาลรสหวานมันตัดรสด้วยหอมซอย เสิร์ฟพร้อมน้ำขิงที่จะช่วยให้มื้อนี้มีความสุขกว่าครั้งไหนๆ    

สำหรับสาวกอาหารจีนตัวยง เราเชื่อว่า "เชฟกั๊ม – เชง กัม ซิง" เชฟใหญ่แห่ง ‘The Silk Road” ห้องอาหารจีนเลื่องชื่อของโรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล  คงเป็นหนึ่งในเชฟอาหารจีนในดวงใจอย่างแน่นอน ด้วยเพราะฝีมือทำอาหารที่หาตัวจับยากและความใส่ใจในทุกรายละเอียดทั้งกับอาหารทุกจานและความต้องการของคนกิน         หลังจากรีโนเวทห้องอาหารใหม่ในแนวอาร์ตเดโคที่ดูโอ่อ่าสวยงาม เชฟกั๊มจึงขอนำเสนอเมนูใหม่สุดสร้างสรรค์ ซึ่งยังคงเป็นอาหารจีนกวางตุ้งคลาสสิก แต่เสิร์ฟแบบร่วมสมัยเก่ไก๋ เรียกว่าสวยทั้งรูปจูบก็หอม (อร่อย) ไม่ว่าจะเป็นซุปกังป๋วยตุ๋นเต้าหู้ดอกไม้ ซุปใสใส่เห็ดและเต้าหู้ขาวที่แกะเป็นรูปดอกไม้พลิ้วไหวสวยงาม และกุ้งนครปฐมราดซอสส้มจีนในฝาครอบช็อกโกแลต กุ้งขาวใหญ่ชุบแป้งทอดครอบด้วยโดมทำจากไวต์ช็อกโกแลตที่ราดซอสส้มซันคิสต์เพื่อให้ละลายผสมรสชาติเปรี้ยวหวานลงตัว         ส่วนสายเนื้อห้ามพลาดเนื้อวากิวญี่ปุ่นเจี๋ยนซอสเอ็กซ์โอ เนื้อคุณภาพเยี่ยมจากญี่ปุ่น นุ่มนวลผัดซอสสูตรเด็ด แต่ถ้าไม่ชอบเนื้อลองสั่งซี่โครงหมูอ่อนนครปฐมอบซอสข้าวเหนียวแดง ที่ใช้ซี่โครงหมูติดกระดูกอ่อนชิ้นโตที่ไม่ต้องกลัวเหนียวกินยาก เพราะเชฟต้มกับซอสสูตรลับนานกว่า 4 ชั่วโมงจนเปื่อยนุ่มแทบละลายในปาก ถ้ายังไม่อิ่มจุใจ ลองสั่งเป็ดย่างไม้หอม ซึ่งมีทีเด็ดอยู่ที่การรมเนื้อเป็ดย่างด้วยควันไม้หอมก่อนเสิร์ฟ เมื่อเปิดฝาครอบออกมาจะหอมชวนกินสุดๆ         แล้วอย่าลืมตบท้ายด้วยของหวาน พุดดิ้งมะม่วงน้ำดอกไม้ มาพร้อมเนื้อมะม่วงและสตรอว์เบอร์รีสด รวมทั้งแพนเค้กทุเรียน ไส้เนียนนุ่มที่บอกได้คำเดียวว่า แม้จะอิ่มแค่ไหน...เราก็ไม่หวั่น!    

ไม่เพียงแค่วิวทิวทัศน์บนชั้น 59 ที่สามารถมองเห็นความสวยงามของเมืองหลวงที่แสนคึกคักอย่างกรุงเทพฯ ท่ามกลางบรรยากาศและการตกแต่งในแบบไชนีสโมเดิร์นเรียบหรู รวมทั้งบุฟเฟต์ติ่มซำมื้อกลางวันอันเลื่องลือจะดึงดูดใจคนรักอาหารจีนเท่านั้น แต่ “Bai Yun” ห้องอาหารจีนระดับคุณภาพของ โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ ยังพร้อมต้อนรับเราด้วยบรรดาเมนูอะลาคาร์ตสไตล์จีนกวางตุ้งที่อร่อยโดดเด่นอีกด้วย         โดยทุกเมนูของที่นี่รังสรรค์โดย “เชฟเหวิน เว่ย สง” เชฟใหญ่ชาวจีนกวางตุ้งคนใหม่ที่พกพาฝีมือและประสบการณ์อันยาวนานมาถ่ายทอดเป็นอาหารจีนที่ทั้งอร่อย สวยงาม และสร้างสรรค์ ก่อนจะเริ่มต้นกับจานหลัก อย่าลืมอุ่นท้องกันก่อนกับ Essence Black Chicken in Coconut ซุปไก่ดำในลูกมะพร้าวที่ใช้ไก่ดำตุ๋นสมุนไพรจีนจนนุ่ม พร้อมทั้งใส่เนื้อมะพร้าวทึนทึกเพิ่มความหอม     ต่อด้วย Stirred Fried Black Cod with Eggs ปลาหิมะหั่นชิ้นเล็กผัดกับไข่ไก่สองสี ทั้งไข่แดงและไข่ขาว รสกลมกล่อมหอมมันกินเพลิน Tiger Prawn with Orange Sauce กุ้งลายเสือตัวโดเนื้อเด้งผัดซอสเหล้าแดงสูตรเฉพาะของเชฟ และ Stirred Fried Wakyu Beef with Pepper Garlic Sauce เนื้อวากิวจากออสเตรเลียผัดซอสพริกไทยดำเข้มข้น         ถ้ายังไม่อิ่ม สาย (กิน) หนักลองสั่ง Fried Rice with Abalone Chef Wen Style ข้าวไรซ์เบอร์รีราดหน้าเป๋าฮื้อที่เชฟต้มซอสเป๋าฮื้อนานกว่า 7 ชั่วโมง ส่วนสาย (กิน) เบา เราแนะนำ Boiled Sesame in Pumpkin Sauce บัวลอยไส้งาในน้ำฟักทองญี่ปุ่นหอมหวานนุ่มนวลที่ช่วยปิดท้ายมื้อนี้แบบสมบูรณ์    

ครองใจมาอย่างยาวนาน สำหรับภัตตาคารจีนสไตล์ฮ่องกง Ah Yat Abalone Forum Restaurant บนชั้น 2 ของ Ramada Plaza by Wyndham Bangkok Menam Riverside หรือโรงแรมแม่น้ำที่แค่ก้าวพ้นประตูร้านก็ชวนให้นึกถึงร้านอาหารในฮ่องกงหรือมาเก๊าที่เก้าอี้ไม่เคยว่าง ช่วงกลางวันที่นี่จะเสิร์ฟติ่มซำเป็นหลัก ส่วนมื้อค่ำเป็นแบบอะลาคาร์ต ฝีมือเชฟใหญ่ชาวฮ่องกง       เสน่ห์ของที่นี่คงต้องยกให้ความครึกครื้นเป็นกันเองและซีฟู้ดสดใหม่ที่รอให้เรามาลิ้มลองดูสักครั้ง (ล่าสุดคว้ารางวัลประเภท The Plate จากมิชลินไกด์ 2020 ประเทศไทย มากอดแล้วเรียบร้อย) ส่วนใครชอบความเป็นส่วนตัว ที่นี่มีห้องไพรเวทไว้รองรับหลายห้องด้วยกัน มาถึงแล้วรองท้องกันก่อนด้วยซาลาเปาไส้หมูแดงอบ แป้งข้างนอกกรอบ กัดไปเจอหมูแดงรสหวานๆ เค็มๆ ลงตัว ต่อด้วยก๋วยเตี๋ยวหลอดกุ้งที่นอกจากเนื้อกุ้งจะเด้งแล้ว ยังเข้ากับกุยช่ายขาวด้านในอีกด้วย     ถึงเวลาของจานหลักกันบ้าง เริ่มด้วยปลาหิมะซอสสลัด เชฟเลือกปลาชิ้นใหญ่ หมักด้วยซอสสูตรพิเศษแล้วนำไปทอดอย่างเซียน เพราะเนื้อปลาด้านในยังคงความชุ่มฉ่ำไว้ กินคู่สลัดผลไม้หวานๆ เข้ากันมาก ปอเปี๊ยะกุ้งยัดไส้ฟัวกราส์ อัดแน่นด้วยกุ้งบดและฟัวกราส์จากฝรั่งเศส รสชาตินุ่มนวล ส่วนด้านนอกห่อด้วยเส้นหมี่ทำเองทอดกรอบจนเป็นสีทองสวย กินคู่น้ำจิ้มบ๊วยหรือมายองเนสก็อร่อยไปอีกแบบ       แน่นอนว่ามาถึงที่นี่ ต้องลองสุดยอดเมนู เป๋าฮื้อ-ขาห่าน-เห็ดหอม ที่ร้านมีทั้งเป๋าฮื้อจากแอฟริกา เม็กซิโก และออสเตรเลีย จานนี้เชฟใช้เป๋าฮื้อแอฟริกาซึ่งมีกลิ่นหอมเฉพาะ เนื้อสัมผัสเหนียวกว่าเป๋าฮื้อจากเม็กซิโกซึ่งจะเด่นที่ความกรอบ (ส่วนเป๋าฮื้อจากออสเตรเลียจะนิ่ม เคี้ยวง่ายเหมาะกับผู้สูงอายุเป็นพิเศษ) นำไปตุ๋นก่อนแล้วราดด้วยซอสเป๋าฮื้อสูตรลับอีกรอบ     ดีงามสมกับเป็นร้านอาหารจีนในตำนานเลยล่ะ

ถ้าเอ่ยถึงร้านอาหารจีนในโรงแรมดังต้องมีชื่อของ “เหม่ยเจียง” รวมอยู่ด้วยแน่นอน เหม่ยเจียงแปลได้ว่าแม่น้ำอันงดงาม เป็นร้านอาหารจีนสไตล์กวางตุ้งตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาคู่กับโรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ มาอย่างยาวนาน เมื่อปีก่อนได้เชฟหนุ่ม บอลล์ เหยา มาเป็นหัวหน้าเชฟคนใหม่     เชฟดวงรุ่งคนนี้ทำงานในร้านอาหารจีนที่มีชื่อเสียงและโรงแรมชั้นนำทั้งในฮ่องกง มาเก๊า และประเทศจีน จากประสบการณ์กว่า 25 ปี เชฟเหยาได้ผสมผสานรสชาติของอาหารจีนคลาสสิคเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอหน้าตาของอาหารให้มีความร่วมสมัย ล่าสุดเชฟได้เปิดตัว The 8 Elements ซึ่งใช้วัตถุดิบชั้นเยี่ยม 8 อย่างของจีน เสิร์ฟเป็นเมนู 8 คอร์ส หน้าตาสวยงามดูแล้วไม่เหมือนอาหารจีน เราได้ลองแล้วอยากแนะนำคือ       จานแรกเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยคำเล็ก Raw Red Garouper ซาชิมิปลาเก๋าแดงม้วนกับผักสดและผักดองให้รสชาติหลากหลายทั้งเปรี้ยว หวาน เผ็ด จากแตงกวาดอง รากบัว แรดิช กรุ่นด้วยควันเย็นๆ จากดรายไอซ์ให้ความรู้สึกตื่นตา     BBQ Pig หมูอบบาร์บีคิว เนื้อหมูติดมันหมักในเครื่องเทศ 8 ชนิด ย่างและรมควัน หมูเนื้อนุ่มรสหวานเค็มจากซอสฮอยซิน หอมกลิ่นเหล้าจีน น้ำผึ้งลาเวนเดอร์และเครื่องเทศ เชฟจะมาหั่นและติดทองคำเปลวให้ที่โต๊ะ     อีกจานที่คิดว่าเชฟทำได้ดีเลยคือ Boiled Chicken ไก่ต้มในน้ำซุปรสชาติเข้มข้นกลมกล่อมกลิ่นหอมจากเครื่องเทศยาจีนอย่างฮ่วยซัว เก๋ากี้ โสม และเมล็ดบัวแห้ง ต้มนานกว่า 10 ชั่วโมง ซุปสูตรพิเศษนี้ต้มสองครั้ง (Double-boiled Soup) ซึ่งเป็นเมนูโปรดในวัยเด็กของเชฟเหยา กินแล้วรู้สึกมีพลัง     Steamed Dumpling ขนมจีบทะเล ซึ่งรวมส่วนผสมจากท้องทะเล 8 ชนิดไว้ด้วยกันได้แก่ ล็อบสเตอร์ ปูอลาสก้า ปูม้า กุ้งลายเสือ กุ้งเม่น้ำ กุ้งเครย์ฟิช กุ้งคาราบิเนโร และคาเวียร์ ชิ้นใหญ่เต็มคำ แป้งบาง ได้รสหวานอร่อยและสัมผัสที่หลากหลายในคำเดียว ทุกคอร์สจะจับคู่กับน้ำชาเมื่อดื่มคู่กันกลิ่นหอมของชาจะช่วยกระตุ้นให้อยากกินมากขึ้น     Crispy Beef เนื้อทอดสมุนไพร เชฟตุ๋นเนื้อจนนุ่มแล้วนำมาคลุกแป้งที่ปรุงรสจัดจ้านด้วยเครื่องเทศ แป้งฟูเบากรอบ อีกจานที่แปลกและหน้าตาดูไม่เหมือนอาหารจีนคือ Stir-fried Mushrooms ที่รวมเห็ดนานาชาติ เช่น เห็ดมอเรลฝรั่งเศส เห็ดพอร์ชีนี่ เห็ดดำทรัฟเฟิลมาผัดในแบบจีน ห่อด้วยฟองเต้าหู้       Wok-fried เชฟนำเทคนิคการผัดไฟแรงของจีนทำข้าวผัดไข่หอมกลิ่นกระทะ เสิร์ฟกับเป็ดย่าง คะน้าอ่องกงและข้าวกรอบ สุดท้ายในเซตนี้คือ Sweet Thailand ของหวานจากผลไม้ไทย ประกอบด้วยผลไม้ 8 ชนิดทั้งสดและทำเป็นขนม ได้แก่ มะม่วงสุกหุ้มด้วยเจลมะม่วง วุ้นมะพร้าว มะละกอ มังคุดบด กล้วยทอด วุ้นขนุน เงาะไส้ถั่วแดงบด และแก้วมังกร       ถ้าไม่สั่งเซตเมนูเราแนะนำเมนูตามสั่งที่อร่อยไม่แพ้กันเลย คือ ไก่อบใบชาข้าวกรอบ ไก่อบเนื้อนุ่มหนังสีน้ำตาลทองสวย หอมกลิ่นใบชาและกลิ่นรมควัน หนังไก่มีข้าวที่อบพร้อมไก่จนกรอบสร้างเนื้อสัมผัสแปลกใหม่ให้กับเมนูได้เป็นอย่างดี     อีกจานคือ เนื้อวากิวผัดพริกไทยดำ เนื้อวัววากิวหั่นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าผัดกับพริกไทยดำส่งกลิ่นหอมฟุ้ง รสเค็มกลมกล่อม กินคู่กับกะหล่ำดอกสีม่วงสวยงามแปลกตา     ไม่ว่าจะชอบแบบคลาสสิคหรือร่วมสมัยก็น่าลิ้มลองทั้งนั้น

“แชงพาเลซ” อาหารจีนตำรับกวางตุ้งดั้งเดิมอยู่คู่กับโรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ มาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี ห้องอาหารจีนแห่งนี้ยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานระดับโรงแรมห้าดาว โดยมีเชฟเชา ไวแมน (Chow Wai Man) พ่อครัวใหญ่เชฟมือเก๋าจากเมืองกว่างโจวเป็นผู้ดูแลความอร่อย     แรกก้าวเข้าสู่ห้องอาหารจะพบกับพระสังกัจจายน์องค์ใหญ่สีทองอร่ามตา ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งมงคลประจำห้องอาหาร ซึ่งจะประทานพร ความสุขและโชคลาภมาให้ ร้านมีขนาดใหญ่โปร่งสบาย มีที่นั่งให้เลือกหลายแบบรวมทั้งห้องส่วนตัวอีกด้วย       เมนูนั้นมีหลากหลายแต่ถ้าให้เลือกสั่งอันดับแรกต้องลอง ออเดิร์ฟร้อนรวมมิตร รวมอาหารเรียกน้ำย่อยสไตล์จีนหลายอย่างเข้าด้วยกันได้แก่ หมูกรอบที่มีหนังบางกรอบ เนื้อหนานุ่ม เป็ดย่างเนื้อนุ่มฉ่ำกลิ่นหอม หมูแดงรสหวานนิดๆ เนื้อหวานนุ่ม และยำแมงกระพรุนรสเผ็ดๆ กรุบๆ     ส่วนเมนูที่เหมาะกับครอบครัวเราแนะนำ ข้าวเหนียวเนื้อปู ข้าวเหนียวนึ่งในใบบัวเสิร์ฟมาบนเข่งใหญ่ โรยเนื้อปูและก้ามปูชิ้นใหญ่ ข้าวเหนียวนี้รสชาติอร่อยเพราะเคล้ากับซอสที่ทำจากเต้าเจี้ยว กระเทียม หมูสับ และกุ้งแห้ง นึ่งแล้วข้าวเหนียวสุกหอมนุ่มเป็นเม็ดไม่แฉะ รสเค็มอ่อนๆ และมีกลิ่นหอมชวนกิน     จานต่อมาคือ หมูสามชั้นตุ๋นหม้อดิน เป็นเมนูที่ชาวจีนนิยมกินกันตลอดทั้งปี เนื้อหมูสามชั้นตุ๋นจนนุ่มแต่ไม่เละเนื้อยังเฟิร์มอยู่ ซอสสีเข้มรสเค็มหวานกลมกล่อม หอมกลิ่นเหล้าจีนและซีอิ๊ว     ส่วนจานที่ทุกโต๊ะไม่พลาดคือ เป็ดปักกิ่ง เมนูพิเศษนี้ใช้เทคนิคและขั้นตอนการเตรียมที่พิถีพิถันทั้งการหมักและเป่าหนังให้พอง เมื่อย่างหนังจะกรอบและร่อนออกจากเนื้อเป็ด พนักงานจะมาแล่หนังเป็ดบางกรอบสีสวยที่โต๊ะ เรามีหน้าที่ห่อด้วยแป้งนุ่มๆ ใส่แตงกวา ต้นหอมและซอสรสเค็มหวาน อร่อยสมมาตรฐาน ส่วนเนื้อเป็ดเลือกไปทำเมนูได้คือ ผัดพริกไทยดำใส่พริกหวาน เนื้อเป็ดหั่นชิ้นใหญ่หนานุ่มแน่นเต็มคำ กับพริกไทยดำรสชาติเผ็ดร้อน หรือจะเลือกทำเมี่ยงเนื้อเป็ดสับ นำเนื้อเป็ดไปสับและผัดจนมีกลิ่นหอม โรยด้วยไข่ฝอย กินคู่กับผักกาดแก้วสดกรอบ     อาหารจานใหญ่และเมนูสุดคลาสสิคแบบนี้ จึงเป็นร้านที่เหมาะทั้งกินเลี้ยงธุรกิจหรือสังสรรค์กันในครอบครัว