แฟนคลับโดนัททั้งหลายโปรดทราบ! ตอนนี้ Kinn Bake โดนัทเดลิเวอรีสุดฮอตในไอจีเขามีหน้าร้านประจำการอยู่ย่านสาทรแล้วนะ ร้านเล็กๆ แต่น่ารักของคุณประสงค์ พรพิชยานุรักษ์ และคุณสุภัสสร ช่อผกา ที่พลิกวิกฤตโควิด -19 ให้เป็นโอกาส ตะลุยในตลาดโดนัทโฮมเมดจนได้มาเปิดหน้าร้านอย่างจริงจัง ทั้งคู่เลือกคำว่า Kinn (คิน) ในภาษาญี่ปุ่นที่สื่อถึงคำว่า “ทอง” นั้นมาตั้งเป็นชื่อเพื่อความมงคล     เดินเข้าไปในร้านจะพบกับความอบอุ่นสไตล์ญี่ปุ่นที่เน้นความเรียบง่ายเป็นหลัก ไม้ที่น้ำตาลอ่อนผสานสีครีมให้ความรู้สึกสบาย เฟอร์นิเจอร์ไม้สานให้ฟิลโคซี่ พร้อมเสิร์ฟโดนัทมินิมอลอุ่นๆ หอมกรุ่นจากเตา แป้งเหนียวนุ่มเป็นเอกลักษณ์จากสูตรที่คิดค้นเอง นี่แหละที่ทำให้ลูกค้าติดใจ โดนัททุกตัวเบสออนรสออริจินอลทั้งหมด ไม่มีไส้แต่จะได้รสชาติจากพาวเดอร์ที่โรยอยู่ด้านบน แม้จะฟังดูไม่ซับซ้อนเท่าไหร่ แต่ก็ถือเป็นความอร่อยโฮมมี่ที่กินได้ไม่มีเบื่อ       เริ่มชิมจาก Original Donut ถือเป็นเมนูแรกที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมา โดนัทรสดั้งเดิมอุ่นๆ หอมฟุ้งออกจากเตา เนื้อนุ่มๆ เหนียวหนึบกินอร่อย แถมหวานกำลังพอดี กัดกี่ทีก็เพลิน สมแล้วที่ได้ชื่อว่าเป็นพระเอกของร้าน       ต่อด้วย Chocolate Godiva Donut สำหรับใครที่เป็นช็อกโกแลตเลิฟเวอร์ต้องลองตัวนี้เลย โดนัทเนื้อฟูๆ หอมๆ โรยด้วยผงช็อกโกแลตชั้นดีที่เป็นการรวมตัวระหว่าง ช็อกโกแลตนมและดาร์กช็อกโกแลต ทำให้รสชาติกลมกล่อม ไม่เข้มจนเกินไป     Hokkaido Donut ก็อร่อยนะ ผงนมฮอกไกโดสูตรลับฉบับของทางร้าน รสชาติหอมมัน หวานละมุน กินพร้อมแป้งโดนัทร้อนๆ กำลังลงตัว สาวกชาเขียวต้องนี่ Matcha Green Tea Donut ที่ทางร้านใช้ผงมัทฉะเกรดพรีเมี่ยม ผสมเป็นสูตรของตนเองจนได้รสหวาน หอมกรุ่นกลิ่นชาเขียวฟุ้งอยู่ในปาก ในแบบที่ไม่ขมเลยสักนิด     และนี่เมนูน้องใหม่ล่าสุด Sweet Potato Donut มันม่วงญี่ปุ่นที่ถูกคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน นำมาอบและบดเป็นผงสีม่วงสดใส เข้ากันได้ดีกับเนื้อแป้งนุ่มฟู ของโดนัท ได้รสหวานจากมันม่วงแท้ๆ แน่นอน     จิบคู่กับเครื่องดื่มรสชาติดีๆ อย่าง Orange Yuzu Coffee รสเข้มผสมความเปรี้ยว ที่ได้มาจากกาแฟเอสเปรสโซ่และน้ำส้มยูซุคั้นสดๆ     หรือจะลอง Green Matcha Green Tea มัทฉะคุณภาพดีจากประเทศญี่ปุ่น ราดลงในนมสด รวมกันเป็นรสชาติที่หอมมัน กลมกล่อม แถมความหวานกำลังพอเหมาะ (ถูกใจเราตรงนี้) ด้านบนยังมีมาร์ชเมลโล่นุ่มหนึบหนับ ให้คุณให้เคี้ยวเพลินๆ อีกด้วย  

ใครที่เป็นสาวก “ชูครีม” ต้องไม่พลาดลองลิ้มรสความอร่อยจากร้านชูครีมน้องใหม่ Cchou Chouu ที่โดดเด่นด้วยท้อปปิ้งโครคองต์ (Croquant) กรุบกรอบ และไส้แน่นๆ สุดครีมมี่ ซึ่งเจ้าของร้านสาวน้อยผู้สดใส “ถิงถิง - ณัชชา แซ่โง้ว” ตั้งใจคิดสูตรอย่างพิถีพิถัน       สาวน้อยคนนี้อยู่ในเส้นทางของคนทำอาหารมาโดยตลอด แถมมีดีกรีคว้ารางวัลต่างๆ จากการแข่งขันทำอาหารในระดับโลกมาแล้วมากมาย อาทิ The Best Ultimate Junior Chef Award 2016, รางวัลเหรียญเงินในสาขา Cooking และรางวัล The Best of Nation จาก WorldSkills Abu Dhabi 2017 และรางวัลเหรียญเงินจาก Bocuse d’Or Asia-Pacific 2018 และ Candidate of Bucuse d’Or finale 2019 เมื่อจบการศึกษาจากวิทยาลัยดุสิตเธอได้ไปศึกษาต่อที่ Ecole Nationale Supérieure de Pâtisserie ประเทศฝรั่งเศสและทำงานเก็บประสบการณ์อีกเกือบปี และคงจะนานกว่านี้หากไม่เกิดสถานการณ์โควิด-19 ขึ้นทั่วโลกเสียก่อน     ตอนที่กลับมาประเทศไทยใหม่ๆ เธอคิดอยากทำขนมสไตล์ฝรั่งเศสหลายตัวที่ตนเองชื่นชอบให้ผู้บริโภคชาวไทยได้ลิ้มลอง แต่ได้เชฟที่ปรึกษาที่ช่วยเทรนให้ตั้งแต่สมัยแข่งขันในรายการต่างๆ แนะนำว่าเลือกขนมที่สร้างความคุ้นเคยได้ง่ายๆ ก่อนจะดีกว่า จึงมาลงตัวที่ชูครีม         ชูครีมของ Cchou Chouu มอบความเพลิดเพลินให้คนกินในทุกคำด้วยแป้งเนื้อบางสอดไส้แน่นล้นทะลัก ตัวไส้มีรสอร่อยกลมกล่อม นุ่มเบา และหวานน้อยดีต่อใจมากๆ ทางร้านเพิ่มเอกลักษณ์ให้แป้งชูว์ด้วยท้อปปิ้งโครคองต์ทำจากถั่วอัลมอนด์ เมื่อนำไปอบแล้วจะช่วยเพิ่มสัมผัสกรุบกรอบให้กับผิวด้านนอก ทั้งยังให้รสเค็มๆ มันๆ มาตัดกับความหวานละมุนและนุ่มนวลของไส้ครีมอย่างลงตัว แถมมีกลิ่นหอมของถั่วอัลมอนด์ชวนกิน แม้จะเก็บในตู้เย็นก็ยังรักษาความกรอบไว้ได้อยู่ มี 3 รสชาติ ได้แก่ Choux Vanilla Custard ที่เบสของครีมมาจากคัสตาร์ด ใส่วานิลลาแท้เน้นๆ แบบจัดเต็ม Choux Chocolate ช็อกโกแลตเข้มข้นผสานครีมคัสตาร์ดสุดครีมมี่ และ Choux Brûlée ท็อปด้วยคัสตาร์ดวานิลลา มีลูกเล่นด้วยการเผาน้ำตาลเคลือบผิวหน้าของขนม ซึ่งณัชชานำเทคนิคการทำบรูเล่มาใช้กับชูครีมเป็นรสชาติใหม่ที่น่าลอง ชูครีมทุกรสสามารถจัดใส่กล่องแบบคละรสได้ (4 ชิ้น 200 บาท)           นอกจากนี้ยังมีขนมฝรั่งเศสชิ้นพอดีคำอย่าง ชูเกต (Chouquette) ชูว์ชิ้นจิ๋วด้านในกลวง หยิบกินเพลินมากๆ (80 บาท) หรือจะสั่งแบบเป็นเซ็ตที่เพิ่มซอสดิปมากินคู่กันก็ได้ (100 บาท) มีดิปกระปุกใหญ่รสช็อกโกแลตสุดเข้มข้น และซอลต์เต็ด คาราเมลหวานมันให้เลือก และเมนูน้องใหม่ คุกกี้ดาควอส (Dacquoise) หรือคุกกี้ไข่ขาวเนื้อสัมผัสนิ่มๆ คล้ายเค้ก มี 2 ไส้ให้เลือกคือ เอิร์ลเกรย์ และช็อกโกแลต เฮเซลนัต (140 บาท)             ตอนนี้ทางร้านยังเปิดให้สั่งได้ทาง Line@, Instagram และ Facebook ของร้านเท่านั้น โดยมีรอบส่งทุกวันจันทร์และวันศุกร์ แต่ในอนาคตอาจจะมีหน้าร้านก็ได้นะ ต้องติดตามกันให้ดีๆ

น่ารักมากจนอดใจไม่ไหว! เค้กจากร้าน Bake da Bite ที่มาจุดไฟความอยากเป็นเชฟขนมหวานของเราให้ลุกขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยเค้กแบบ DIY ส่งตรงจากจังหวัดระยองที่มาพร้อมครีมและท้อปปิ้ง ให้เราได้ลงมือแต่งหน้าเค้กแบบง่ายๆ ด้วยตัวเอง     เริ่มด้วยกล่องแรก เค้กกะเพราหมูสับไข่ดาว (250บาท) ทางร้านนำเมนูเด็ดของบ้านเรา (อะไรจะอร่อยกว่าข้าวผัดกะเพราล่ะจริงไหม) มาแปลงโฉมได้อย่างน่ารัก ในเซ็ตมีเค้กแครอตหวานน้อย เคียงคู่มาด้วยครีมชีส ครัมเบิ้ล และใบมินต์       ซึ่งวิธีแต่งหน้าเค้กก็ง่ายมาก แค่เล็งให้พอดีแล้วบีบครีมชีสลงไปด้านบนเค้กให้เป็นวงกลม สมมติว่าเป็นไข่ขาว จากนั้นโปะช็อกโกแลตสีส้มไปตรงกลางก็จะกลายได้ไข่ดาวใบโต แต่กระบวนการความอร่อยยังไม่จบแค่นั้น หยิบครัมเบิ้ลกรุบกรอบมาโรยด้านข้าง (ติ๊ต่างว่าเป็นหมูสับ) แล้วประดับด้วยใบมินต์เล็กน้อย เป็นอันเสร็จพิธี     ส่วนอีกกล่องมาแนวหวานฉ่ำกับเค้กข้าวเหนียวมะม่วง ชิฟฟอนเค้กนุ่มๆ มาพร้อมกับครีมกะทิและช็อกโกแลตกลมสีเหลือง (สำหรับทำเป็นไข่ดาวเหมือนกล่องแรก) แต่กล่องนี้วางเคียงด้วยมะม่วงน้ำดอกไม้สุกหวานหั่นเต๋าที่ทางร้านเลือกใช้จากกลุ่มเกษตรกรชาวระยอง กินเค้ก 1 คำ ตามด้วยมะม่วงอีก 1 คำ เข้ากันดีเชียว         เชฟ(มือสมัครเล่นอย่างเรา)กดหัวใจให้เลย

ภายใต้ตึกซอยทองหล่อ 13  มีบ้านหลังน้อยๆ ห้องกระจกใสโปร่งสบาย หลังคามุงใบจาก ตกแต่งด้วยต้นไม้สีเขียว และเฟอร์นิเจอร์สีสันสดใส มองดูอย่างไรก็ทำให้อดนึกถึงบรรยากาศของทะเลไม่ได้ นี่แหละคือ Summer Bowl คาเฟ่สไตล์ฮาวายเก๋ไก๋       บรรยากาศร้านภายในตกแต่งตามแบบฉบับฮาวาย ผนังสีขาวแซมด้วยใบต้นปาล์มสีชมพู และรูปเพนท์ผู้หญิงกำลังเต้นระบำส่ายสะโพก ซึ่งเข้าธีมกับเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ อาทิ ชิงช้า โซฟา หมอนอิง เมื่อก้าวขาเข้ามาในร้านแล้วรู้สึกได้เลยถึงความสดใสมีชีวิตชีวา ราวกับได้มาอยู่ในบ้านพักตากอากาศบนเกาะสวรรค์ริมทะเลจริงๆ       ทุกเมนูของ Summer Bowl จะมี “อาซาอิ” พืชตระกูลเบอร์รี่ชนิดหนึ่งเป็นตัวชูโรง นิยมกินกันมากในเกาะฮาวายมีคุณประโยชน์โดดเด่นเลยคือ ช่วยควบคุมน้ำหนักและมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง       เริ่มต้นความอร่อยด้วยเมนูขายดี Pipeline bowl หรือเรียกสั้นๆ ได้ว่าเมนู เบอร์ 7 สมูทตี้อาซาอิรสเปรี้ยว ใส่ชามไม้แล้ววางเรียงรายด้านบนด้วยกราโนล่ากรุบกรอบ สตรอว์เบอร์รี กล้วย ดาร์คช็อกโกแลตรสเข้ม และเนยถั่วโฮมเมดหวานหอม เติมความสดชื่นให้คุณได้ตลอดวัน     เบอร์ 8 Haleiwa Bowl เมนูซิกเนอเจอร์ที่มีเบสเป็นสมูทตี้อาซาอิเช่นเคย ท็อปด้วยลูกเดือยหนึบหนับ กราโนล่า งาขี้ม่อนเคี้ยวกรุบกรับเคี้ยวเพลินๆ กล้วย บลูเบอร์รี สตรอว์เบอร์รี และมะม่วง รวมเป็นรสชาติเปรี้ยวหวาน และสัมผัสกรุบกรอบที่เข้ากั๊นเข้ากัน    

ใจกลางย่านทองหล่อที่มีทั้งออฟฟิศใหญ่ คอนโดสูง และร้านอาหารฮิปมากมาย แต่การหาอาหารดีๆ กินสักมื้อในเวลาพักเที่ยงที่แสนจะเร่งด่วนหรือในเวลาแบกร่างที่เหนื่อยล้ากลับบ้านหลังเลิกงานบางครั้งก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด คุณตี้ ปฐวี เดชกฤติวัฒน์ ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่เคยสัมผัสประสบการณ์ตรงในเรื่องนี้มาแล้ว เมื่อสบจังหวะเหมาะขณะกำลังมองหาออฟฟิศแห่งใหม่กับพาร์ทเนอร์ คุณเจนนิเฟอร์ อุย จนมาพบโลเคชั่นลงตัวในซอยสุขุมวิท 51 ที่มาพร้อมกับครัวใหญ่ที่มีครบทุกฟังก์ชั่นจนน่าเสียดายหากจะรื้อทิ้ง Pinto Deli ปิ่นโตเดลิเวอรี บริการส่งอาหารจีนสไตล์คอมฟอร์ตจึงถือกำเนิดขึ้น     อาหาร Chinese Comfort ในนิยามของคุณตี้คืออาหารที่เขาคุ้นเคยขณะเติบโตขึ้นมาในครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีนซึ่งหลายเมนูกลายเป็นว่าหาทานยากมากแล้ว ทั้งๆ ที่เป็นอาหารที่อร่อยและกินได้ทุกวันอย่างพอร์คชอปสไตล์จีนหรือหมูเหล้าแดง เมนูของร้าน Pinto Deli จึงเริ่มต้นมาจากเมนูในความทรงจำเหล่านั้นและคิดเพิ่มเติมจนมีเมนูตั้งต้น 30 เมนู และล่าสุดในเดือนนี้เปิดตัวเมนูใหม่เพิ่มถึง 88 เมนูให้เลือกได้อย่างจุใจ ตอบโจทย์ลูกค้าประจำจะได้ไม่จำเจ     เมนูตอนนี้มีให้เลือกทั้งออร์เดิร์ฟ จานเดียว และกับข้าว สำหรับออร์เดิร์ฟเราขอแนะนำให้สายเนื้อลอง วากิวแดดเดียว  (198 บาท) ใช้เนื้อวากิวที่มีมันแทรกทำให้เนื้อนุ่ม หั่นชิ้นหนาทำแดดเดียวแล้วนำไปทอด เมนูนี้เกิดจากตอนที่คุณตี้เคยไปทำงานที่นิวยอร์ค คนที่นั่นไม่กินเนื้อส่วนที่ติดกระดูกกันจึงเป็นส่วนที่เหลือทิ้ง พ่อครัวเลยเอาเนื้อตรงนั้นมาทอดแดดเดียวให้ทีมงานในร้านกินซึ่งมันอร่อยมากและติดอยู่ในความทรงจำ จนกลายมาเป็นหนึ่งในเมนูของร้านด้วย ตามด้วยเมนูใหม่ ขนมจีบทอด (138 บาท) ลูกโตจนกินคำเดียวไม่หมด ห่อแป้งบางๆ ไส้แน่นชุ่มฉ่ำ กินเปล่าๆ ก็อร่อยหรือจะจิ้มกับซีอิ๊วหรือน้ำมันพริกเพิ่มรสชาติก็ได้ ส่วนกับข้าวเราลองสั่ง ต้มแซ่บปลาผักกาดดอง (228  บาท)  ซึ่งความเปรี้ยวแซ่บนั้นชวนสะดุ้งในคำแรก แต่กลับซดเพลินมากๆ ในคำต่อๆ มา เนื้อปลาก็ชิ้นใหญ่เต็มชาม สังเกตว่าราคาของทุกเมนูจะลงท้ายด้วยเลข 8 เลขมงคลของจีน สมกับที่เป็นร้านอาหารจีน         นอกจากนี้ยังมีเมนูพิเศษที่ “เอ็กซ์คลูซีฟ” เฉพาะสำหรับลูกค้าที่สั่งผ่าน Line@ Pinto Deli (@pintodeli) เท่านั้นจึงจะสามารถสั่งได้คือ ผัดซีอิ๊วเส้นใหญ่กรอบเนื้อวากิวแดดเดียว (248 บาท) ตัวเส้นกรอบอร่อยเคี้ยวเพลินมากๆ ส่วนเนื้อวากิวมีมันแทรกหน่อยๆ นุ่มเคี้ยวง่ายกินเพลินจนหมดไม่รู้ตัว ตามด้วยเมนู ไข่พระอาทิตย์ + หมูสับซอสเซี่ยงไฮ้ (148 บาท) ตัวข้าวและไข่ทอดมาอย่างนุ่มฟูชวนกิน ยิ่งกินกับหมูสับผัดซอสรสเข้มข้นที่ราดหน้ามาแล้วไม่ต้องปรุงรสเพิ่มใดๆ ก็เอ็นจอยได้ และเมนูสุดท้าย เส้นใหญ่กุ้งสับผัดซอส XO (188 บาท) ซึ่งตัวซอส XO นั้นทางร้านทำขึ้นมาเอง รสชาติเข้มข้นแบบไม่ต้องปรุงเพิ่มอีกเหมือนกัน ถ้าอยากลองทั้ง 3 เมนูพิเศษนี้ ก็แอดไลน์ได้เลย มีแอดมินใจดีคอยต้อนรับแถมมีบริการส่งทุกค่ายให้เลือกสรร         และด้วยความต้องการตอบโจทย์ลูกค้าให้ครบทุกกลุ่ม ทางร้านเลยเริ่มมีเมนูสุขภาพที่กินอร่อยมาเสริมทัพอย่าง อกไก่ผัดต้นหอม (148 บาท) ผัดกับน้ำซุปไก่โดยไม่ใช้น้ำมันเลยแม้แต่น้อย แต่รสชาตินี่อัดแน่นและกลมกล่อมมาก จะสั่งไปกินเปล่าๆ ราดข้าว หรือกินกับข้าวต้มก็เข้าท่า     ทั้งๆ ที่ตั้งใจจะทำแค่เดลิเวอรีเท่านั้น แต่พอรู้ว่ามีของอร่อยเพื่อนฝูงของคุณตี้และคุณเจนนิเฟอร์ก็แวะเวียนมากินที่ร้านเป็นประจำ ตอนเที่ยงก็มีลูกค้าที่อยู่ไม่ไกลแวะเวียนมา สุดท้ายเลยต้องตั้งโต๊ะอาหารใหญ่ไว้ 1 ตัวกั้นม่านเป็นสัดส่วนแยกกับส่วนปรุงอาหารเพื่อรองรับแขกที่อยากมากินที่ร้านซะเลย โต๊ะอาหารที่นี่รองรับลูกค้าได้ราว 10 ที่ หากอยากชวนเพื่อนฝูงมานั่งกินชิลๆ เหมือนไปกินข้าวบ้านเพื่อนทางร้านก็ยินดีเปิดรับในช่วงมื้อเย็น เฉพาะแขกที่มีการจองล่วงหน้าเท่านั้นนะ      คุณตี้มองแบรนด์ Pinto Deli เป็น Food Delivery Service จึงเน้นเรื่องประสบการณ์ในการกินของลูกค้าเป็นสำคัญ อาหารทุกเมนูใช้เวลาปรุงไม่นานพร้อมส่งได้ในเวลาอันรวดเร็วเพื่อที่อาหารที่ไปส่งจะยังคงความร้อนและความอร่อยอย่างเต็มที่ แยกส่วนข้าวและกับเป็นอย่างดี หากลูกค้าอยู่ในละแวกร้านยังมีบริการส่งฟรีอีกด้วย นอกจากส่งปิ่นโตให้ลูกค้ารายย่อยแล้ว Pinto Deli ยังเพิ่มบริการสำหรับองค์กรเป็นเมนู “Daily Lunch” ข้าวกล่องอาหารกลางวันที่เหมาะสำหรับพนักงานออฟฟิศที่มีเวลาพักเที่ยงสั้นๆ มีเมนูให้เลือก 15 เมนูและจะสับเปลี่ยนไปทุกเดือน ให้บริการในช่วง 11.00 – 14.00น.  ในราคา 55 – 65 บาทเท่านั้น และรองรับออร์เดอร์ได้มากถึง 250 ที่ต่อวันเลยทีเดียว เมนู Daily Lunch ให้บริการผ่าน Line@ เท่านั้นนะ   ใส่ใจลูกค้าแบบเก็บทุกเม็ดแบบนี้ ก็เลยอยากชวนมาผูกปิ่นโตกับ Pinto Deli กันซะเลย

หนึ่งในเมนูทอปลิสต์ของแฟนๆ ซูชิและซาชิมิ พูดเลยว่าต้องมี “อูนิ” หรือ “ไข่หอยเม่น” ที่ถ้าได้กินแบบสดๆ แล้วจะต้องหลงไหลในความหวานนุ่มละมุนลิ้นของอูนิกันทุกราย แต่เวลาไปกินที่ร้านก็มักไม่ค่อยฟิน อยากกินหลายๆ คำ ราคาก็โหดเอาการ G&C เลยมีทางเลือกมาบอกต่อสำหรับการสั่ง “อูนิ เดลิเวอรี” ผ่านโซเชียลมีเดีย ส่งตรงอูนิเกรดพรีเมียมจากญี่ปุ่นแบบเป็นถาดมาล้อมวงกินแบบฟินๆ ล้นๆ กันที่บ้าน เห็นช่องทางอร่อยแบบนี้เราไม่รอช้า รีบสั่งมาลองทันที     เริ่มด้วยเข้าไปที่ไอจี @mr_uni_shop ซึ่งเป็นช่องทางที่ดีที่เราจะได้ดูภาพตัวอย่างสินค้าวิธีการสั่ง และโปรโมชั่น (ช่วงคริสต์มาสที่ผ่านมามีโปรโมชั่นแรงเชียว แต่เรามาช้าเลยอด เศร้าแป้บ) ตัวสินค้านั้นมีให้เลือก 3 เซ็ต คือ เซ็ต S ขนาด 100 กรัม ราคา 2,999 บาท เซ็ต M ขนาด 150 กรัม ราคา 3,999 บาท และเซ็ต L ขนาด 250 กรัม ราคา 4,999 บาท โดยในเซ็ตจะมีข้าวญี่ปุ่น สาหร่าย วาซาบิ และโชยุให้ 1 ชุด ส่วนวิธีการสั่ง จะมีรอบในการสั่งออเดอร์ทุกวันพุธและศุกร์ ส่วนรอบในการส่งของคือวันอังคารและศุกร์ ลองกะให้ดีว่าอยากกินวันไหน สำหรับอูนิ เราแนะนำว่ากินทันทีจะดีที่สุด แต่หากต้องเก็บไว้ก็ไม่ควรเกิน 3 วัน เพราะความสดจะลดลง ยิ่งข้าวด้วยแล้ว หากเก็บไว้นานก็จะไม่นุ่มอร่อย     ทางร้านให้ช่องทางในการสั่งไว้หลากหลายทาง ทั้งทางไลน์ เฟซบุค โทรศัพท์ และสั่งผ่านไอจีได้เลย ถ้าอยากถามเพิ่มเติมก็ส่งข้อความทักไปได้ จากการสอบถามพบว่าทางร้านมีอูนิจากฮอกไกโดให้เลือก 2 สายพันธุ์คือ “บาฟุน” กับ “มุราซากิ” (ซึ่ง G&C เคยสัมภาษณ์เชฟมาซาโตะไว้ถึงทั้ง 2 สายพันธุ์แล้ว ว่าต่างกันอย่างไร อ่านเพิ่มเติมที่ >> เรื่องโอมากาเสะซูชิไว้ใจเชฟมาซาโตะ ชิมิสุ!) โดยไม่ว่าจะเลือกแบบไหนก็จ่ายราคาเดียวกัน แต่ถ้าลูกค้าไม่ได้เฉพาะเจาะจง ทางร้านก็จะเลือกอูนิที่คุณภาพดีที่สุดในรอบนั้นมาให้ เมื่อเลือกสายพันธุ์และเซ็ตที่ต้องการแล้วก็สั่งออเดอร์ได้เลย G&C ซะอย่าง (ด้วยความหิว) เลยเลือกสั่งเซ็ต L ถาดใหญ่ที่สุด เป็นสายพันธุ์ที่ทางร้านแนะนำคือบาฟุน ส่วนการชำระเงินทำได้ง่ายดายผ่านแอปพลิเคชัน ทันใจวัยรุ่นยุค 5G มากๆ       เมื่อถึงวันส่งทางร้านแจ้งเวลาส่ง 5 โมงเย็น ซึ่งก็มาส่งตรงเวลา อูนิ ข้าวญี่ปุ่น (ไม่ได้ปรุงรสแบบข้าวซูชิ) สาหร่ายปรุงรส 2 ซอง วาซาบิ และโชยุ แพ็คแยกกันมาอย่างดีบรรจุมาในถุงกระดาษ โดยมีไอซ์แพคขนาดใหญ่รองใต้ถาดอูนิมาด้วย แต่ไม่มีตะเกียบมาให้ ซึ่งเราว่าก็ดี ช่วยๆ กันลดขยะ     ส่วนไฮไลท์คืออูนินั้น บอกเลยว่าดีงามไม่ผิดหวัง อูนิชิ้นโตสมราคาเรียงตัวสวยอยู่บนถาดในสภาพสมบูรณ์ ยังคงความเย็นจากไอซ์แพค รสหวานละมุน เนื้อนุ่มแต่ไม่เละ ไม่มีกลิ่นคาวเลยแม้แต่น้อย ปริมาณอูนิกับข้าวก็พอเหมาะกันดี ส่วนสาหร่ายอาจจะน้อยไปนิด รสชาติของโชยุและวาซาบิที่ให้มาก็จัดว่าดี ถาดนี้ทางร้านบอกว่ากินได้ 2-3 คน แต่หากมีเมนูอื่นเสริมด้วย เราว่าสามารถแชร์กันได้ถึง 4 – 5 คนเลยแหละ     ถูกใจแบบนี้ เราเลยสอบถามไปทางร้านอีกครั้ง พบว่าก่อตั้งและดำเนินการโดย 2 นักธุรกิจรุ่นใหม่ คุณมิลกี้ รตนพร อมฤตวาริน และคุณเท็น วริทธ์ วีระภุชงค์ ทั้งคู่ยังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย โดยคุณเท็นนั้นศึกษาอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น และเห็นว่าคนไทยที่ชอบทานอูนิมีเพิ่มขึ้นมาก ในขณะที่ราคาอูนิที่ร้านอาหารในเมืองไทยนั้นสูงกว่าที่ญี่ปุ่นมาก จึงมองเห็นช่องทางธุรกิจขึ้นมา ในอนาคตอันใกล้ หากมีเวลามากขึ้น Mr. Uni อาจพัฒนาเมนูใหม่ๆ สำหรับส่งเดลิเวอรีเพิ่มเติมด้วย อยากกินอูนิอร่อยๆ ที่บ้านและอุดหนุนธุรกิจคนรุ่นใหม่ ก็สั่งเลย ที่ IG : mr_uni_shop หรือ Line : @mr.uni