ถึงเวลาที่สาวกคนรักเนื้อย่านบางแคจะได้อิ่มจุใจกับบุฟเฟต์เนื้อโคขุนและซีฟู้ดที่เสิร์ฟไม่อั้นตลอด 2 ชั่วโมงเต็ม เมื่อ Best Beef ปิ้งย่างร้านดังขวัญใจสายเนื้อชาวอ่อนนุช ร้านสุดฮอตที่คนแน่นร้านไม่ว่างเว้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา วันนี้ได้ฤกษ์เปิดสาขาใหม่มาเอาใจคนรักเนื้อย่านบางแคให้ได้ลิ้มรสชาติแบบเนื้อๆ เน้นๆ เต็มปากเต็มคำกันบ้าง       โดยยังคงคอนเซ็ปต์ “เนื้อดีที่เหมาะสมกับราคา” คัดสรรเนื้อไทยคุณภาพเยี่ยม อาทิ เนื้อลูกมะพร้าว เนื้อเสือร้องไห้ เนื้อน่องลาย เนื้อหนอก เนื้อใบพาย เป็นต้น แต่ถ้าอยากลิ้มรสเนื้อนอกในราคาพิเศษทางร้านก็มีให้เลือกไม่ว่าจะเป็น Australian Tenderloin, Australian Rib Eye, Australian Striploin, Australian Chuck, Hokkaido Wagyu A4 Ribeye แต่ละจานคุ้มค่า คุณภาพเกินราคา     แม้จะเอาใจสายเนื้อเป็นพิเศษ แต่ที่นี่ไม่ได้เด่นที่เนื้ออย่างเดียว เพราะทางร้านยังจัดเต็มสารพัดเมนูให้เลือกสั่งได้แบบไม่ซ้ำไม่ว่าจะเป็นหมูหมัก หมูสไลด์ เบคอน ตับหมู ลิ้นหมู รวมถึงไก่หมักกับเป็ดหมัก ที่จัดว่าเด็ดเหมือนกัน       ตามติดมาด้วยซีฟู้ดสดไร้กลิ่นคาวกวนใจ อาทิ กุ้ง หมึก ปลาดอรี่ และหอยเชลล์ เป็นต้น เลือกจิ้มกับน้ำจิ้ม 3 รสชาติ ได้แก่ น้ำจิ้มแจ่ว น้ำจิ้มซีฟู้ด และน้ำจิ้มเกาหลีสูตรเฉพาะของร้าน นอกจากนี้ยังมีอาหารจานเดียว เช่น ข้าวหน้าเนื้อ มะกะโรนีไก่ สปาเก็ตตีซอสเนื้อ ปีกไก่ทอด นักเก็ตไก่ เป็นต้น     ส่วนเมนูพิเศษประจำเดือนก็มีมาให้สายกินได้ตื่นเต้นกันแบบไม่ซ้ำ อาทิ แซลมอน เนื้อสันคอนิวซีแลนด์ เสือร้องไห้ออสเตรเลีย หรือกุ้งแม่น้ำ (อิ่มจุใจน้ำตาจิไหลเลยล่ะ)       จะก๊วนเล็กหรือก๊วนใหญ่ก็รวมพลกันมาแฮงก์เอาท์เคล้าปิ้งย่างหอมๆ ฟินๆ กันได้แบบสบายอกสบายใจเพราะสาขานี้กว้างใหญ่ หลังคาสูงโปร่งอากาศจึงถ่ายเทสะดวก เต็มที่กับการปิ้งย่างได้แบบไร้ขีดจำกัดเลย  

ยกให้เป็นขุมทรัพย์แห่งใหม่ใจกลางเมืองของสายกินที่ทั้งอร่อยและคุ้มค่าสุดๆ สำหรับบุฟเฟ่ต์อาหารกลางวันสุดพรีเมียมที่รวมพลความอร่อยนานาชาติแบบจัดเต็มที่ The Oasis” (ดิ โอเอซิส) ห้องอาหารแบบออลเดย์ไดนิ่งบนชั้น 6 ของ Hotel Nikko Bangkok โรงแรมสไตล์มินิมอลสุดเก๋แห่งทองหล่อที่บอกเลยว่าอร่อยเด็ดทุกสเตชัน       ก่อนไปลุยชิมความอร่อย เราแนะนำให้เลือกที่นั่งแสนสบายไว้ให้พร้อม ใครชอบดูวิวฟ้าสวยๆ หรือวิวเด็กๆ และครอบครัวเล่นสนุกสนานในสระว่ายน้ำก็พุ่งตรงไปบริเวณรอบผนังกระจกได้เลย หรือถ้ามาเป็นกลุ่มใหญ่ที่นี่ก็มีโต๊ะยาวไว้รองรับกลุ่มเพื่อนเช่นกัน จากนั้นก็ถึงเวลาเตรียมท้องและเตรียมใจปะทะของอร่อยในแต่ละสเตชั่นกันได้เลย       ไม่ว่าจะเป็นสาวกอาหารญี่ปุ่นหรือไม่ เราก็อยากให้ลองชิมความอร่อยของสเตชันอาหารญี่ปุ่นของที่นี่ที่มีเมนูไฮไลต์ อาทิ Kaisen Don ข้าวหน้าปลาดิบที่รวมพลทั้งแซลมอน ทูน่า ไข่ปลา ไข่กุ้ง ปูอัด ไข่หวาน ปลาหมึก และแตงกวา (อยากให้เชฟเสิร์ฟเยอะหรือน้อยแค่ไหนก็บอกได้เลย) Chicken Curry ข้าวแกงกะหรี่ไก่รสเข้มข้นที่ใช้ข้าวนุ่มหนึบจากจังหวัดนีกาตะ รวมทั้งบรรดาซูชิและซาชิมิที่สดอร่อยสุดๆ           ส่วนคนรักอาหารทะเลต้องโดนใจกับสเตชันซีฟู้ดนานาชนิด ที่มีทั้งหอยนางรมเกาลี หอยแมลงภู่ และกุ้งสดตัวโตที่มีแบบแกะเปลือกพร้อมกินให้สาวๆ ไม่ต้องกลัวเปื้อนมือกันด้วย     ถ้ายังไม่อิ่มตรงไปต่อกันที่สเตชันพาสต้าหลากสไตล์ ผัดกันสดใหม่เสิร์ฟร้อนๆ เราแนะนำ Mentaiko Cream Pasta พาสต้าครีมไข่ปลาสไตล์ญี่ปุ่นที่อร่อยแบบคาดไม่ถึง หรือจะเลือกเส้น เนื้อสัตว์ และซอสตามชอบก็ฟิน (เชฟแอบกระซิบว่า สปาเกตตีผัดขี้เมาของที่นี่ฮอตฮิตทั้งในหมู่ชาวไทยและต่างชาติสุดๆ) ส่วนคนรักพิซซ่า ที่นี่มีเมนูพิซซ่าสไตล์อิตาเลียน แป้งบางกรอบ อบกันสดๆ ให้เลือกอร่อยกันอีกด้วย         ส่วนคนรักอาหารไทยไม่ต้องกลัวเลี่ยน เพราะที่นี่จัดเตรียมน้ำพริกรสจัดจ้าน เช่น น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกกุ้ง น้ำพริกตาแดง แกล้มผักสดนานาชนิด รวมทั้งจานเด่นแบบไทยๆ ในสเตชันอาหารไทยไว้ให้ทุกวัน (เราลองมากินแกล้มเมนูอื่นๆ แล้วอร่อยตัดเลี่ยนได้เวิร์คจริงๆ)       อีกหนึ่งสเตชันที่บอกเลยว่าต้องเก็บท้องไว้ชิมคือ บรรดาของหวานที่แสนละลานตา ไม่ว่าจะเป็นเค้กเรดเวลเวต ชีสเค้ก พานาคอตตา ทีรามิสุ และไอศกรีมโฮมเมดหลากรส อาทิ ชาเย็น เผือก สตรอว์เบอร์รี ช็อกโกแลต แต่ที่ห้ามพลาดเด็ดขาดคือ ไอศกรีมนมสดฮอกไกโดหอมหวานละมุนชื่นใจสุดๆ           ส่วนสายขนมปังและเบเกอรี ถ้ายังไหวอย่าลืมชิม Toast โทสต์หอมนุ่มชุ่มเนยที่ทำเสิร์ฟร้อนๆ กรอบนอกนุ่มในสุดๆ Green Tea Bun หอมชาเขียว Apple Crumble และ Bread Pudding ที่อร่อยประทับใจแบบไม่ (อยาก) ยอมอิ่มเลยทีเดียว         ใครอยากจัดเต็มความอร่อยแบบนี้ ไปได้เลยที่ The Oasis ชั้น 6 โรงแรม Hotel Nikko Bangkok ถนนสุขุมวิท 55 (ทองหล่อ) ให้บริการทุกวันจันทร์-วันเสาร์เวลา 12.00 – 14.30 น. ในราคาเพียง 700 บาท ++ ต่อท่าน (โทร. 0-2080-2111)

สายซีฟู้ดต้องตามมาทางนี้เลยค่ะ โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท จัดหนักจัดเต็มให้คุณได้อิ่มอร่อยกับบุฟเฟ่ต์ซีฟู้ดและอาหารสตรีทฟู้ดยอดนิยมทั้งไทย จีน ญี่ปุ่น อิตาเลียน และยุโรป รวมถึงขนมหวานหลากหลายเมนูทั้งเค้กหลากชนิด ไอศกรีมโฮมเมด ขนมเบื้อง ช็อคโกแลตฟองดู น้ำแข็งไส     ภายในห้องอาหารตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สีอ่อน พนักงานก็แต่งตัวเข้ากับธีมของห้องอาหารด้วยชุดแบบกะลาสี ให้คุณรู้สึกเหมือนได้กินซีฟู้ดสดๆจากทะเล     โดยไฮไลท์ของห้องอาหารอมาญาคือ เมนูปู ที่เชฟจะทำการปรุงสดๆตามออเดอร์ ทั้งผัดพริกไทยดำ ผัดผงกะหรี่ หรือทอดซอสมะขาม โดยสามารถเลือกได้ทั้งปูม้า ปูนิ่ม ปูทะเล และปู brown crab ไม่ว่าจะเมนูไหน ก็สัมผัสได้ถึงเนื้อปูหวานๆแน่นๆ ไม่ผิดหวังเลยค่ะ     ยังมีอาหารซีฟู้ดอีกหลากหลายชนิด อย่างกุ้งแม่น้ำ กุ้งลายเสือ กั้ง หอยนางรม หอยแมลงภู่ ส่วนใครที่ยังคิดไม่ออกว่าจะลองกินเมนูไหน ยังมีพนักงานอยู่หน้าบาร์อาหาคอยให้คคำแนะนำ ให้คุณได้อิ่มอร่อยกับเมนูที่คุณต้องการ     นอกจากนี้ยังมีอาหารจานหลักอีกมากมาย อย่างผัดไท กุ้งราดซอสมะขาม ปลากระพงนึ่งมะนาว หอยเป่าฮื้อ ส้มตำ น้ำพริกผักต้ม ซูชิ ซาซิมิ ติ่มซำ     ไม่ได้มีแต่ซีฟู้ด ยังมีสเต็กเนื้อวัวและแกะสุดพรีเมี่ยม     ปิดท้ายด้วยความฟินจากขนมหวาน ไม่ว่าจะเป็นเค้กนานาชนิด ผลไม้ ไอศกรีม ช็อกโกแลตฟองดู และน้ำแข็งไสที่มีเครื่องให้เลือกกว่า 40 ชนิด จัดหนักจัดเต็มขนาดนี้ ถูกใจทั้งสายซีฟู้ดสายหวานเลยนะคะ  

เมื่อทายาทรุ่นใหม่ไฟแรงต้องการต่อยอดธุรกิจโรงสุกรของครอบครัว นำความถนัดมาปรับเข้ากับสิ่งที่รักทำให้เกิด Team Shabu ร้านอาหารนั่งสบายที่ใครมาแล้วมั่นใจได้ว่าจะไม่พลาดเนื้อหมูอร่อยๆ อย่างแน่นอน ส่วนน้ำจิ้มสุกี้ก็ปรับจนได้สูตรที่ลงตัว สามารถครองใจชาวนนทบุรีและละแวกใกล้เคียงได้ตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้าน       ไม่เพียงชูไฮไลท์ที่เนื้อหมูคุณภาพสไลด์เป็นแผ่นบางให้ลวกจิ้ม ยังนำมาปรุงรสอย่างหมูนุ่ม หมูเด้ง และหมูทรงเครื่องที่ทางร้านทำเองอีกด้วย นอกจากเนื้อหมูยังมีเนื้อไก่และซีฟู้ดที่ผ่านการคัดสรรและจัดเก็บอย่างดีเพื่อคงความสดจนกว่าจะถึงปากลูกค้า ถัดจากของสดสิ่งที่ช่วยชูรสยกให้น้ำจิ้มสุกี้ฮ่องกงผสมเต้าเจี้ยวสูตรโฮมเมด รสเผ็ดนิดๆ กินกับเนื้อหมูนุ่มๆ กลมกล่อมเข้ากัน หรือจะเลือกจับคู่กับน้ำจิ้มสุกี้ น้ำจิ้มซีฟู้ด หรือน้ำจิ้มพอนสึก็อร่อยไม่น้อยหน้า         สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างคือน้ำซุปรสเลิศที่มีให้เลือก 3 ซุป ได้แก่ ซุปใสเคี่ยวจากกระดูกหมู ซุปดำแบบสุกี้ญี่ปุ่น และซุปต้มยำเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดสไตล์ไทย เลือกแบบไหนก็ตอบโจทย์ถึงใจสายชาบูทั้งนั้น        

บอกเลยว่าไม่ว่าจะเป็นคนรักอาหารจีนหรือสายบุฟเฟต์ตัวยงก็พลาดไม่ได้ สำหรับ “คาราวานบุฟเฟต์โฉมใหม่” ของห้องอาหารจีน “สเตลล่า พาเลซ” บนชั้น 79 โรงแรมใบหยกสกาย ที่ปรับเปลี่ยนและเพิ่มความอลังการด้วยเมนูอาหารจีนรสชาติต้นตำรับที่มีให้อร่อยละลานตาถึง 15 คันรถ มากกว่า 80 รายการ แถมยังมาบริการเสิร์ฟกันถึงโต๊ะในห้องวีไอพีกันเลยทีเดียว   โดยทุกเมนูอร่อยสไตล์จีนดั้งเดิมนี้ยังรังสรรค์โดย เชฟประยงค์ ขันดงลิง  Senior Executive Sous Chef และ เชฟสุชาติ ป้อมแก้ว Chef BBQ 2 เชฟมากประสบการณ์แห่งสเตลล่า พาเลซ ที่ร่วมกันคิดค้นและสร้างสรรค์เมนูอร่อยที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร     เริ่มต้นเรียกน้ำย่อยกับเชต 5 คันรถแรก กับขบวนเมนูออเดิร์ฟกินเล่น (แต่อิ่มจริง) ที่ยกมาทั้ง เมนูร้อนเย็น อาทิ ขาหมูเย็น ไก่แช่เหล้า ขาหมูยัดไส้ แมงกระพรุนน้ำมันงา (แนะนำว่าต้องลอง) และสลัดกุ้งทอดผลไม้ที่กินเพลินสุดๆ       ต่อด้วยติ่มซำที่มีทั้งแบบนึ่งและทอด ไม่ว่าจะเป็นขนมจีบกุ้ง ขนมจีบปู ซาลาเปา ฮะเก๋าหูฉลาม ทอดมันกุ้ง ก้ามปูทอด ขนมปังหน้ากุ้ง และ ฟองเต้าหู้ทอด ที่เสิร์ฟกันแบบร้อนๆ กรอบนอกนุ่มใน         แล้วมาพักเบรกด้วยส้มตำและยำผลไม้ที่มาทำกันสดๆ รับประกันรสแซ่บจัดจ้าน ก่อนไปชิมเมนูหายากอย่างฮือแซ หรือซาชิมิแบบจีน ที่นำปลากระพงแดงสดแล่บางกินกับเครื่องเคียงนานาชนิด           จากนั้นมาเริ่มจัดเต็มกับเมนูหลักแน่นๆ ใน 6 คันรถถัดมา ที่มีไฮไลต์ห้ามพลาดคือ เป็ดปักกิ่งและเป็ดย่างหนังกรอบ ที่มาพร้อมซอส 3 สไตล์ ทั้งน้ำราดเป็ดย่าง ซอสบ๊วย และน้ำมันพริกเกลือ ที่เป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่ ต่อด้วยหมูหันฮ่องกง หมูแดง และหมูกรอบสูตรเด็ด           แล้วมาเพิ่มความอลังการให้มื้อนี้กันต่อกับเป๋าฮื้อน้ำแดงและหอยหน่อไม้ และกระเพาะปลาน้ำแดงรสกลมกล่อม รวมทั้งเมนูเส้น อาหารมงคลของคนจีนที่รวมพลมาทั้งบะหมี่ขาห่านอบหม้อดิน บะหมี่เคาหยก กุ้งอบวุนเส้น และบะหมี่ไก่ซีอิ๊ว           ส่วนสายซีฟู้ดต้องเตรียมท้องไว้สำหรับซีฟู้ดฮองเฮา ที่พร้อมให้เราเลือกอาหารทะเลและผักสดนานาชนิด อาทิ กุ้งแม่น้ำ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ ปูม้า ปลาหมึก ผักกาดขาว เห็ดออรินจิ ผักกวางตุ้งไต้หวัน มาต้มในน้ำซุปร้อนๆ หอมกลมกล่อม     แล้วมาตบท้ายด้วยเซตของหวาน 4 คันรถสุดท้าย ที่รวมความอร่อยเอาใจสายหวาน ทั้งผลไม้สดหลากชนิด เครปซูเซตต์ เมนูขึ้นชื่อที่มาทำเสิร์ฟกันร้อนๆ พร้อมไอศกรีมโฮมเมดสูตรสเตลล่า พาเลซ รวมทั้งขนมหวานแบบร้อนและเย็น แนะนำบัวลอยน้ำขิง สาคูแคนตาลูปกะทิปั่น และแตงโมเกล็ดหิมะเย็นชื่นใจ แต่ภ้ายังไม่จุใจยังมีขบวนเค้กและเบเกอรีสไตล์ฮ่องกงรอให้ชิมอีกเพียบ แนะนำลูกบอลลาวา แป้งทอดเหนียวนุ่มคลุกเคล้างาขาวและงาดำ ไส้ไข่เค็มลาวาเยิ้มๆ น่ากิน               นอกจากหลากหลายเมนูอัดแน่นในทั้ง 15 คันรถแล้ว ยังมีเมนูเสริมความ (อิ่ม) อร่อยให้เลือกได้อีก ทั้งซุป ข้าว และเมนคอร์สระดับพรีเมียม อาทิ ราดหน้ากุ้งแม่น้ำจัมโบ้ย่างมันเยิ้ม สะโพกเป็ดซอสส้ม ซี่โครงหมูตุ๋นทอด สตูลิ้นวัวและสเต๊กเนื้อแบบจีน ข้าวอบสเตลล่า ข้าวผัดหยางโจว บะหมี่ฮกเกี้ยน ซุปเป๋าฮื้อจักรพรรดิ ซุปหูฉลามทรงเครื่อง ซุปรังนก ซุปเยื่อไผ่ ไปจนถึงโจ๊กฮ่องกงเนื้อเนียนนุ่มละมุนลิ้น               ที่เราชอบมากคือ ราคาสุดคุ้มเพียง 890 บาทต่อคน นี้ ยังอร่อยได้แบบไม่จำกัดเวลา แถมฟรีเครื่องดื่มทั้งชาจีนและเก๊กฮวยตลอดมื้ออีกด้วย บอกเลยว่าสายกิน (หนัก) ต้องมาจัดกันด่วน! (อย่าลืมโทรไปสำหรองที่นั่งล่วงหน้า เพื่อรับประกันความอร่อยแบบชัวร์ๆ ด้วยนะ)

อยากกินบุฟเฟต์ซีฟู้ดแบบจัดหนักจัดเต็มไม่ต้องไปไหนไกลก็สามารถสัมผัสกับรสชาติซีฟู้ดแท้ๆ เหมือนยกทะเลมาไว้ที่นี่ Skyline Seafood Buffet AVANI+ Riverside Bangkok Hotel ย่านใจกลางพระราม 3   วิวแม่น้ำเจ้าพระยา   ใครกังวลว่ามากินบุฟเฟต์ที่โรงแรมแล้วต้องจัดเต็มเรื่องเสื้อผ้าหน้าผม แต่ไม่ใช่กับที่นี่อย่างแน่นอน เพราะเมื่อก้าวเข้ามาถึงห้องอาหารจะรับรู้ได้ถึงบรรยากาศสบายๆ ผ่อนคลาย ด้วยการตกแต่งเฟอร์นิเจอร์และผนังด้วยไม้สีอ่อน แต่เพิ่มความหรูให้เคาน์เตอร์อาหารลายหินอ่อนสีขาว แถมยังได้วิวแม่น้ำเจ้าพระยาแบบพาโรนามาประกอบเข้าไปอีก ทำให้การมากินอาหารในครั้งนี้ช่างแสนมีความสุขจริงๆ   ตอนกลางคืนวิวก็สวยไม่แพ้กัน   ซีฟู้ดจัดเต็ม   ขอบอกเลยว่าไม่ได้มีดีแค่วิวเท่านั้น เพราะพระเอกจริงๆ คือซีฟู้ดบุฟเฟต์นั่นเอง เรียกได้ว่าจัดมาให้กินอย่างจุใจ เริ่มจากกุ้ง กั้ง ปู ปลาหมึก หอยแมลงภู่ แซลมอน และที่ขาดไม่ได้คือหอยนางรม 4 สายพันธุ์ อาทิ หอยนางรมไอริช จากไอร์แลนด์ หอยนางรมเจอร์ซี่ หอยนางรมนอร์มังดีร์ และหอยนางรมฟิน เดอ แคลร์ จากฝรั่งเศส แถมยังมีปิ้งย่างให้บริการอีกด้วย มีอาหารให้เลือกมากมาย เช่น กุ้งแม่น้ำ ปลาแซลมอน ปลาหมึก หมู หรือเนื้อก็มีจ้า     หอยนางรม 4 สายพันธุ์   Seafood on ice   เอาใจสาวกปลาดิบกันหน่อยกับสารพัดเมนูทั้งซาชิมิแซลมอน ซาชิมิทูน่าเนื้อแดง ยำปลาแซลมอน ปลาซาบะหอมๆ แถมด้วยปูอัด ไข่หวาน และข้าวปั้นหน้าต่างๆ วางเรียงรายให้เราเลือกกันอย่างเต็มอิ่ม   ข้าวปั้นหน้าต่างๆ   แซลมอนสดๆ     ต่อมาเป็นโซนพาสต้าสามารถเลือกเส้นได้ตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นเส้นสปาเกตตี มักกะโรนี ฟูซิลลี่ ราวิโอลี ลิงกวินี และเพนเน่ แถมยังเลือกปรุงรสชาติได้หลากหลายรูปแบบ เพราะเชฟปรุงสดใหม่จานต่อจาน       ไม่หมดเพียงแค่นี้ยังมีอาหารให้เราเลือกอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย ส้มตำ ยำต่างๆ หรืออกเป็ดซอสส้ม ซึ่งแต่ละสัปดาห์อาหารจะไม่ซ้ำกันอย่างแน่นอน เราจะได้ลิ้มลองรสชาติใหม่ๆ กันตลอด   ส้มตำแซ่บๆ     ส่วนใครที่ชอบกินผักเป็นชีวิตจิตใจก็มีจัดเตรียมไว้ให้อย่างอลังการ โดยเฉพาะน้ำสลัดที่ขนมาให้เลือกกันตาลายไปข้าง แอบกระซิบนิดนึงว่าผักทั้งหมดนี้เป็นของออร์แกนิกทั้งนั้นเลย   ผักสดๆ   ถึงแม้อาหารจะมีให้เลือกเยอะ แต่อย่าลืมเผื่อท้องไว้ให้ของหวานกันด้วย เพราะเขาจัดเต็มกับของหวานไม่แพ้ของคาวเลยทีเดียว เริ่มจากสารพัดเค้กน่ารักๆ หรือจะเป็นขนมไทยเขาก็มี ไม่หมดเพียงเท่านี้ยังมีช็อกโกแลตฟองดูอีก ตบท้ายไอศกรีมสุดพิเศษที่ทางโรงแรมทำขึ้นมาเอง งานนี้กินให้พุงกางกันไปข้างเลยจ้า       ไอศกรีมสุดเฉพาะจากทางโรงแรม  

คลายความสงสัยเกี่ยวกับความหมายของชื่อร้านลาวา ทันทีที่ได้เห็นภาพของไลน์อาหารบุฟเฟต์วางเรียงรายตลอดความยาวด้านหนึ่งของร้าน เปรียบดั่งสายธารลาวาหลั่งไหลไม่สิ้นสุด กระตุ้นน้ำย่อยให้เต้นโครมครามและอยากลงมือปิ้งย่างเสียเดี๋ยวนั้น     ด้านบรรยากาศภายในร้านคึกคักเป็นปกติด้วยลูกค้าพร้อมใจกันเข้ากระชับพื้นที่แทบจะในนาทีแรกที่เปิดร้าน โดยเฉพาะสายกินตัวจริงยิ่งไม่พลาดเตรียมล้างท้อง พร้อมรับมือกับมื้อค่ำอันโอชะที่มีให้เลือกอย่างจุใจ ในราคาที่เกินคุ้มไปไกลมาก   แนะนำเริ่มที่ต้นทางนำโดยกุ้งสดเลือกได้ทั้งแบบแหวกว่ายอยู่ในน้ำหรือคีบจากถาดโรยน้ำแข็งด้านบนที่สดใหม่ไม่ต่างกัน      ตามด้วยหอยใหญ่หลายสายพันธุ์รับประกันความสด เช่น หอยนางรมกินคู่ยอดกระถิน หอมเจียว และน้ำพริกเผาสูตรต้มยำแม่ประนอม ต่อด้วยโซนเนื้อสัตว์จัดเต็มเนื้อไก่ เนื้อหมู หมูบด หมึก แมงกะพรุน ปูอัด ไข่นกกระทา และอื่นๆ       อย่าลืมผักสดกรอบช่วยตัดเลี่ยนและเพิ่มความสดชื่นระหว่างมื้อ ใกล้กันคือไลน์อาหารปรุงเสร็จพร้อมเสิร์ฟเติมเต็มตลอด หลายคนคงเทใจให้โซนนี้เพราะหน้าตาชวนกินทั้งนั้น ปิดท้ายด้วยขบวนขนมหวาน ไอศกรีม ผลไม้ และเครื่องดื่มเติมไม่อั้น ยกเว้นแอลกอฮอล์         แต่ที่อยากกดไลค์ให้รัวๆ เป็นตัวช่วยชูรสชาติความอร่อยแบบคูณสองคือน้ำจิ้ม 4 ชนิด ได้แก่ ซีฟู้ด และแจ่วสูตรเฉพาะของร้าน ร่วมสมทบความเข้มข้นและจัดจ้านด้วยน้ำจิ้มสุกี้สูตรกวางตุ้งและน้ำจิ้มไก่ตราแม่ประนอม ต้นตำรับความอร่อยแบบดั้งเดิมไม่เคยเปลี่ยน แวะมากินกี่ครั้งก็ไม่มีคำว่าผิดหวังกลับไป         เปิดให้บริการแล้ว 2 สาขาใกล้บ้านคุณ สาขาแรกสุวรรณภูมิ โทร. 09-2558-8265 และสาขาสอง อ้อมน้อย โทร. 08-9492-1919

เรียกว่าเป็นขวัญใจนักชิมมายาวนานกว่า 23 ปี สำหรับ “ข้าวต้มเจ้าพระยา” หรือ “ข้าวต้มบุฟเฟ่ต์” แห่งโรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ผู้บุกเบิกข้าวต้มบุฟเฟ่ต์มื้อค่ำแห่งแรกบนถนนรัชดาภิเษก ด้วยความอร่อยไม่เป็นสองรองใครและความหลากหลายของเมนูเด็ดกว่า 50 รายการ ที่สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนมาให้ชิม พร้อมทั้งเมนูพิเศษใหม่ๆ ที่ “เชฟทร-สุนทร ศรีหาบุตร” เชฟใหญ่ประจำห้องอาหารคอยคิดค้นและสร้างสรรค์ออกมาเอาใจนักชิมอยู่เสมอ         ที่สำคัญตอนนี้ข้าวต้มบุฟเฟ่ต์ย้ายมาอยู่บริเวณ ชั้น G ของอาคารโรงแรมที่มีพื้นที่กว้างขวางนั่งสบายมากยิ่งขึ้น โดยมีทั้งโซนริมกระจกใสให้ชมวิวทิวทัศน์ภายนอกและโซนใกล้ไลน์บุฟเฟ่ต์ซึ่งทั้ง 2 โซนนี้รองรับลูกค้าได้กว่า 150 ที่นั่ง เลยทีเดียว         เมื่อมาถึงและเลือกที่นั่งเหมาะๆ เราแนะนำให้เริ่มจากโซนข้าวต้ม โดยข้าวต้มของที่นี่นั้นอร่อยไม่ธรรมดา โดยเฉพาะข้าวต้มผสมเผือกและข้าวต้มผสมมัน ที่ต้มเผือกและมันพร้อมกับข้าวหอมมะลิ โดยเชฟแอบกระซิบว่ามีเคล็ดลับอยู่ที่การใส่ข้าวเหนียวเล็กน้อย เพิ่มความหอมอร่อยนุ่มหนึบ     มาต่อกันที่ไลน์เมนูร้อนที่มีจานเด็ดยอดนิยม อาทิ ปลาตะเพียนต้มเค็ม สูตรเด็ดใส่เต้าเจี้ยวเพิ่มรสชาติ ไลน์พะโล้ที่มีทั้งเป็ดพะโล้ (ที่เนื้อนุ่มอร่อยไม่เหนียวเลย) ไส้พะโล้ และเลือดหมูพะโล้ รวมทั้งคากิตุ๋นเครื่องยาจีนจนนุ่มเปื่อย หน่อไม้จีน จับฉ่าย ผัดหนำเลี้ยบหมูสับ และหอยลายผัดน้ำพริกเผา               ส่วนใครชอบความแซ่บให้ตรงไปที่โซนเมนูยำ นอกจากเมนูอร่อยเลื่องลืออย่าง กั้งดอง ที่ใช้กั้งสดตัวโตดองพริกไทยสูตรเฉพาะของที่นี่แล้ว เรายังไม่อยากให้พลาดยำหอยแครงและยำกุ้งแห้งที่แซ่บจัดจ้านไม่แพ้กัน         แต่ถ้ากลัวจะเผ็ดเกินไป อย่าลืมตักเมนูอาหารแห้งและเมนูกินเล่นที่มีมากมายจนแทบเลือกไม่ถูก ไม่ว่าจะเป็นไข่เยี่ยวม้า ไข่เค็ม ปลากรอบ กุ้งหวาน ผักกาดหวาน หนำเลี้ยบ ปลาเค็ม ใบปอ กานาฉ่าย ไปจนถึงหมูแผ่นและกุนเชียงทอด       สำหรับสายเฮลท์ตี้ต้องถูกใจไลน์ผักสดนานาชนิด อาทิ ผักบุ้ง ผักแขนงคะน้า เห็ดเข็มทอง กุยช่ายขาว บร็อกโคลี ยอดฟักแม้ว ฯลฯ ที่ให้เราเลือกครีเอตเป็นผักผักต่างๆ พร้อมเลือกส่วนผสมเพิ่มเติม เช่น เต้าหู้ไข่ หมูกรอบ กุ้ง ปลาเค็ม หรือจะผัดผักรวมมิตรก็ได้ตามใจชอบ       ยังไม่หมดแค่นี้ ใครยังไม่อิ่มกับข้าวต้ม ที่นี่ยังมีสเตชั่นความอร่อยทั้งเป็ดย่าง หมูแดง หมูกรอบ (ที่หาไม่ได้ที่บุฟเฟ่ต์ข้าวต้มที่อื่น) ขาหมู ราดหน้า ส้มตำ และก๋วยเตี๋ยวต่างๆ ที่หมุนเวียนไม่ซ้ำกันตลอด 7 วัน แต่ที่พลาดไม่ได้คือเมนูพิเศษในช่วงนี้อย่าง หอยทอด แป้งกรอบนอกนุ่มใน ทอดร้อนๆ ตามสั่ง นอกจากนี้ในแต่ละโต๊ะที่นั่งยังมีการ์ดเมนูอาหารจานเดียวให้สั่งกันเพิ่มอีก อาทิ เส้นหมี่ผัดผักกระเฉดกุ้ง ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ ผัดซีอิ๊ว และไข่เจียว                 แล้วอย่าลืมเผื่อท้องไว้สำหรับของหวานแสนอร่อย ทั้งบัวลอยน้ำขิงนุ่มหนึบ เต้าฮวยหอมกรุ่น และโรตีกรอบ ทอดร้อนๆ ตามสั่ง แป้งโรตีกรอบมาก กินเพลินสุดๆ แถมยังเลือกทอปปิงได้หลากหลาย ทั้งแยม นมข้นหวาน กล้วยหอม และลูกเกด หรือจะล้างปากด้วยผลไม้ก็มีให้เลือกมากมาย อาทิ แตงโม แคนตาลูป แก้วมังกร สับปะรด มะละกอ ฯลฯ       ใครอยากอิ่มจัดเต็มกันแบบยาวๆ ไปได้เลยที่ชั้น G โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ถนนรัชดาภิเษก อร่อยกันได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 17.00 – 24.00 น. ในราคาเพียง 499 บาท (สุทธิ) / ท่าน เท่านั้น (กินได้ไม่จำกัดเวลา) แถมช่วงนี้ยังมีโปรโมชั่นอร่อยสุดคุ้ม “มา 4 ท่าน ลด 20 เปอร์เซ็นต์” อีกด้วย   สำรองที่นั่ง พร้อมสอบถามรายละเอียดได้ที่ 0-2290-0125 หรือ FB : Chaophya Park Hotel (BKK)

เอาล่ะ เลิกเถียงกันว่าโรมแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ปิดหรือยังไม่ปิดกันก่อน เพราะเรามาคอนเฟิร์มตรงนี้ว่า โรงแรมดุสิธานี กรุงเทพฯ จะเปิดให้บริการตามปกติไปจนถึงเดือนมกราคม 2562 และที่สำคัญ จากนี้ทุกเดือนจะมีโปรโมชั่นเด็ดๆ ทยอยเปิดตัวให้ลูกค้าทั้งขาประจำและไม่ประจำได้มาใช้บริการกันอีกด้วย     อย่างที่ ห้องอาหารเบญจรงค์ และเทอร์เรส ได้แปลงโฉมเป็นบุฟเฟต์สุดพรีเมี่ยมทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ ในคอนเซ็ปต์ “Beyond Boundaries” เพียงบรรยากาศก็ต่างจากบุฟเฟต์ที่อื่น ด้วยจำนวนโต๊ะไม่มาก ทำให้ไม่พลุกพล่าน ไม่ต้องรออาหารจนลืม และวิวสวยๆ ที่เราคุ้นเคยกันดีกับกระจกใสบานใหญ่ที่เปิดให้เห็นลานน้ำตก และ Live Band ขับกล่อมเพลงเพราะๆ แถมยังไม่ต้องเร่งรีบเพราะเปิดให้บริการยาวไปถึง 17.00น. เรียกว่าเป็นบรรยากาศบุฟเฟต์ที่ชิล สโลว์ไลฟ์ และผ่อนคลายอย่างแท้จริง       ด้านไลน์อาหารต้องบอกว่า “พรีเมียม” จริง ไม่ได้ใส่มาลอยๆ เริ่มด้วย Amuse Bouche (อามูซ บุช) หรือจานเรียกน้ำย่อยที่ใหญ่ที่สุดที่เราเคยเห็น เป็นแซลมอนสดวางบนหินร้อนครอบด้วยฝาแก้ว ซึ่งสามารถเลือกระดับความสุกได้ ถ้าชอบแบบกึ่งสุกก็เปิดฝาเร็ว ถ้าชอบสุกมากก็เปิดช้าหน่อย ต่อด้วย Seafood On Ice ที่ต้อนรับเราด้วยล็อบสเตอร์ทั้งตัว กุ้ง กั้ง กรรเชียงปู และหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ กับน้ำจิ้มหลากหลายรวมทั้งน้ำจิ้มซีฟู้ดสไตล์ไทยๆ ที่ขาดไมได้       ต่อมามุมอาหารเรียกน้ำย่อยที่มีทั้งมุมหอยนางรม ซึ่งเชฟจะแกะเสิร์ฟกันสดๆ มีหอยนางรม 3 สายพันธุ์ทั้งไอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และออสเตรเลีย เลือกซอสได้ทั้งแบบไทยแบบเทศ มุมซูชิและซาชิมิ ที่ใช้เนื้อปลาชั้นดี ไม่ผ่านการแช่แข็ง ทั้งอาคามิ ฮามาจิ แซลมอน ชิมะอาจิ หมึกยักษ์ อูนิ หรือจะให้เชฟทำเป็นโรลต่างๆ ก็ได้ ตามด้วยมุมสลัดผักออร์แกนิคสำหรับคนรักสุขภาพ และของว่างจานร้อนอย่างแฮมอบ และแซลมอนอบ         ไฮไลท์ของเราอยู่ที่มุมกริลล์ที่เราจะได้ออกไปเลือกวัตถุดิบสดๆ บริเวณเทอร์เรส มีทั้งกุ้งแม่น้ำ หอยเชลล์สดจากสกอตแลนด์ หอยเรเซอร์แคลม หอยแมลงภู่ หมึก ปลาคอด ปลาแซลมอน ปลากะพง ปลาทูน่า ซึ่งเลือกแล้วก็มานั่งรอชิลๆ ที่โต๊ะได้เลย         จานหลักก็ชวนให้ว้าวมาก เพราะเราสามารถเลือกสั่ง “ชุดติ่มซำ” จากห้องอาหารจีนในตำนาน May Flower มาทานที่นี่ได้ด้วย ส่วนจานหลักอื่นๆ Executive Chef ฟิลลิปส์ เคลเลอร์ ก็คัดสรรมาอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นตับเป็ดย่างเสิร์ฟกับชัตนีย์มะเดื่อ (Pan-fried Duck Liver with Fig Chutney and Raisin sauce) เสิร์ฟมา 2 ชิ้นใหญ่ๆ หรือ ซี่โครงแกะนิวซีแลนด์ย่าง (Pan-fried New Zealand Rack of Lamb with Mustard sides) หรือ สเต็กเนื้อยูเอสริบอายซอสไวน์แดง (US Rib Eye with Red Wine sauce)  หรือ ล็อบสเตอร์ เทอร์มิดอร์ (Oven-baked Lobster Thermidor) สำหรับจานอาหารไทยก็มีให้เลือก อาทิ กุ้งแม่น้ำทอดซอสกระเทียมพริกไทย แกงเผ็ดเป็ดย่าง และแกงเขียวหวานเนื้อชอร์ตริบส์สโลว์คุกตำรับเบญจรงค์           ขยับมาที่ไลน์ขนมหวานกันดีกว่า ก่อนที่จะต้องกลิ้งไป เพราะมีห้องพิเศษเฉพาะสำหรับไลน์นี้เลยทีเดียว ซึ่งเต็มไปด้วยขนมหวานนานาชนิดทั้งเค้ก แชมเปญเจลลี่ ทาร์ตสตรอว์เบอร์รี ทีรามิสุชาเขียว ฯลฯ และมีขนมไทยด้วยนะ อย่างข้าวเหนียวมะม่วง ขนมใส่ไส้ ลูกชุบ ตะโก้ ฯลฯ และถ้าใครยังไหว ก็สามารถปิดท้ายด้วยชีสบอร์ดกับชาหรือกาแฟร้อนๆ สักถ้วยหนึ่ง และถ้าคุณนั่งยาวไปจนถึง 17.00 น. แล้วล่ะก็ จะได้รับเครื่องดื่มฟรี 1 ดริงก์พร้อมคานาเป้ให้นั่งชิลต่อไปได้อีกจนถึง 19.00น. กันเลย         ด้วยเมนูอาหารและบริการระดับนี้ ราคาก็จัดว่าสมเหตุสมผล อยู่ที่ 2,900++ เสิร์ฟกับซอฟต์ดริงก์และน้ำผลไม้ และขยับมาที่ 3,600++ บาท โดยสามารถสั่งเบียร์ ไวน์ และสปาร์คลิ่งไวน์เพิ่มได้ และที่ 4,900++ บาท จะสามารถเลือกเครื่องดื่มทั้งหมด รวมทั้ง Taittinger Champagne ได้ แน่นอนว่าฟรีโฟลว์   มาอิ่มอร่อยแบบสโลว์ไลฟ์ Beyond Boundaries กันได้ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 11.30 – 17.00น. ช่วงนี้มีโปรโมชั่นพิเศษ “The Triple Double” มา 3 ท่าน จ่ายเพียง 2 ท่าน ถึง 31 กรกฎาคม 2561 นี้

เดี๋ยวนี้จะกินบุฟเฟ่ต์ทั้งทีต้องไม่ธรรมดา เพราะที่โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพฯ และแบรนด์เลอ เมอริเดียนทั่วโลก จัดคอนเซปต์ใหม่เป็นบุฟเฟ่ต์ที่ผสมไลฟ์สไตล์การมีความสุขกับการใช้ชีวิต     ที่ห้องอาหารเลเทส เรซิพี อาหารที่นี่ได้รับแรงบันดาลใจจากแถบทะเลเมดิเตอเรเนียน โดยเฉพาะอาหารที่มีความโดดเด่นจากแถบเมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส จนถึงบริเวณเมืองพอตโตฟิโน่ ประเทศอิตาลี       G&C ไปมาแล้วขอบอกว่าห้ามพลาด เริ่มตั้งแต่มุมอาหารทะเลออนไอซ์พร้อมน้ำจิ้มหลากหลาย พาสต้าสเตชั่นมีให้เลือกทั้งเส้นและซอสเชฟปรุงใหม่ร้อนๆ มุมอาหารย่างหอมๆ พิซซ่าอบร้อน รวมทั้งอาหารจานหลักแบบสั่งได้ไม่อั้น อาทิ ซุปทะเล เป็ดกงฟี แก้มวัวตุ๋นซอสทรัฟเฟิล ฯลฯ หากเลี่ยนอาหารฝรั่งก็พุ่งไปที่มุมส้มตำที่สั่งให้เชฟทำแบบแซ่บถูกใจเราได้เลย           สุดท้ายอย่าลืมเผื่อท้องไว้สำหรับของหวานนานาชนิด และแพคเกจเครื่องดื่มที่มีให้เลือกตามชอบ จัดเต็มสมเป็นวันหยุดไปเลย           ข้อมูล มื้อกลางวัน (วันจันทร์ – วันเสาร์ เวลา 12:00-14:30 น.) ราคา 900 บาท มื้อค่ำ (วันพฤหัสบดี - วันเสาร์ เวลา 18:00-21.30 น.) ราคา 1,100 บาท มื้อบรันช์วันอาทิตย์ (เวลา 12:30-16:30 น.) ราคา 1,700 บาท *ราคาสุทธิต่อท่าน และรวมเครื่องดื่มแบบไม่อั้น)

เรียกว่าเป็นบุฟเฟ่ต์สำหรับคนรักชีสตัวจริง สำหรับ “King Grill” ร้านปิ้งย่างบาร์บีคิวชีสสไตล์เกาหลีที่หยิบเมนูเด็ดจากแดนกิมจิมาผสานกับความอร่อยหลากหลายในแบบไทยๆ ได้อย่างลงตัว ที่สำคัญยังคัดสรรแต่วัตถุดิบระดับพรีเมียมทั้งเนื้อ หมู ซีฟู้ด ไปจนถึงผักสดนานาชนิด รวมทั้งซอสที่มีให้เลือกชิมหลากหลายให้เปลี่ยนรสชาติได้แบบไม่จำเจ     สำหรับไฮไลต์ของคิงกริลล์อยู่ที่ “ชีส” คุณภาพดีเข้มข้นหอมมันเข้ากับทุกเมนู แต่หากละลานตาจนเลือกไม่ถูก เราแนะนำให้เริ่มด้วยจานเด่น อาทิ เนื้อคาลบีและเนื้อบุลโกกิสูตรเด็ดที่ร้านหมักเอง เนื้อสันคอออสเตรเลีย เนื้อและหมูสามชั้น         ส่วนคนรักซีฟู้ดก็ต้องบอกว่าถูกใจแน่นอน เพราะที่นี่คัดสรรแต่วัตถุดิบคุณภาพส่งตรงจากทะเล ไม่ว่าจะเป็น กุ้งแม่น้ำ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ และแซลมอน ซึ่งแต่ละอย่างทั้งสดและหั่นเสิร์ฟแบบชิ้นโตสะใจ จะกินแบบจุ่มชีส กินกับไข่ตุ๋นและข้าวโพดคลุก หรือจะห่อผักพร้อมกิมจิก็อร่อยได้ตามใจ ที่สำคัญน้ำจิ้มของคิงกริลล์ยังมีให้เลือกอร่อยแบบละลานตา อาทิ น้ำจิ้มซีฟู้ดสุดแซ่บ น้ำจิ้มสุกี้หวานเปรี้ยวเผ็ด น้ำจิ้มแจ่วรสจัดจ้าน และน้ำจิ้มปิ้งย่าง ซึ่งทั้งหมดมาพร้อมพริก กระเทียม และน้ำมะนาวให้ปรุงตามชอบอีกด้วย           แต่หากอยากอิ่มแบบเบาๆ ลองสั่งเป็นชุดปิ้งย่างขนาดกำลังดี หรืออาหารจานเดียวอย่างหม้อไฟเกาหลี จาจังเมียน และซุปกิมจิที่เหมาะกับมื้อกลางวันก็ฟินไม่แพ้กัน   สนับสนุนผลิตภัณฑ์โดย   

ร้านอาหารเช้าสไตล์ All Day Breakfast ของโรงแรมสุดเก๋ K Maison Boutique Hotel ที่คนรักอาหารเช้าเป็นต้องถูกใจ ทั้งบรรยากาศโทนสีสบายตาน่านั่งและกลิ่นหอมจากครัวเปิดกลางร้านที่บรรจงสร้างสรรค์อาหารโฮมเมดอร่อยไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะเฟรนช์โทสต์กรอบนอกนุ่มในที่ใช้ขนมปังบริออชสูตรเด็ดของครอบครัว ส่วนใครอยากเริ่มต้นมื้อเช้าแบบจัดเต็มกับบุฟเฟต์ราคาเบาๆ อร่อยกันได้ตั้งแต่ 06.30-10.30 น.       เมนูแนะนำ The Ultimate French Toast เฟรนช์โทสต์ชิ้นโตไส้กล้วยและครีมอัลมอนด์ ตัดรสหวานด้วยเบคอนกรอบและเม็ดมะม่วงหิมพานต์   Queen of Benny ความลงตัวของโพชเอ้ก แซลมอนรมควัน และซอสฮอลลันเดสหอมกลิ่นทรัฟเฟิล เสิร์ฟพร้อมแพนเค้กมันฝรั่ง   Truffle Aglio e Olio เส้นแองเจิลแฮร์ผัดกับเบคอน กระเทียม และน้ำมันมะกอกกลิ่นทรัฟเฟิล   Crunchy Black Truffle Pudding ดาร์กช็อกโกแลตเข้มข้นหอมกลิ่นทรัฟเฟิล เพิ่มความอร่อยด้วยพุดดิงนมและคุกกี้ช็อกโกแลต

Cheese Owl ร้านบุฟเฟต์หม้อไฟเกาหลีสำหรับคนรักชีส นอกจากมีมาสคอตเป็นอปป้านกฮูกแล้ว คำว่า Owl ยังพ้องเสียงกับคำว่า Hour ในภาษาอังกฤษอีกด้วย ให้รู้กันไปเลยว่าที่นี่เป็นสวรรค์สำหรับสาวกชีสโดยแท้ ทีเด็ดต้องยกให้น้ำซุปรสกลมกล่อม เลือกได้ทั้งซุปใสและซุปสไปซี่สุดแซ่บให้คีบเนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว และซีฟู้ดลงไปแกว่งไกวให้พอสุก จากนั้นจุ่มชีสอุ่นๆ ยืดๆ ก่อนส่งต่อเข้าปาก ปิดท้ายด้วยของหวานสัญชาติเกาหลีอย่างบิงซูที่สั่งได้แบบไม่อั้นเลยทีเดียว     เมนูแนะนำ ชุดหม้อไฟเกาหลี คัดวัตถุดิบมาอย่างดี เนื้อริบอาย คุโรบูตะสันคอ คุโรบูตะสันนอก เนื้อลายออสเตรเลีย แซลมอน หอยเชลล์ ฯลฯ จิ้มน้ำจิ้มเกาหลีหรือน้ำจิ้มซีฟู้ดก็เข้ากัน   บิบิมบับ ข้าวยำเกาหลีไซส์มินิ คลุกเคล้าให้เข้ากันก่อนกิน เสริมความอร่อยด้วยกิมจิรสเปรี้ยว   ต๊อกโบกกี แป้งต๊อกเหนียวนุ่มผัดกับซอสโคชูจังรสชาติสุดเข้มข้น   ไก่ฮอตแอนด์สไปซี่ ไก่ทอดหนังกรอบเนื้อนุ่ม เคลือบด้วยซอสรสเผ็ดหวาน 

เรียกได้ว่าต่อคิวยาวมากกับร้านใหม่ของเชฟแมนที่เปิดให้บริการแบบบุฟเฟต์ Man Kitchen by Chef Man ที่ขนเมนูฮิตดาวเด่นของร้านมาให้กินแบบไม่อั้น การันตีความอร่อยด้วยสูตรอาหารและฝีมือหัวหน้าเชฟคนเดียวกันกับร้านเชฟแมน เพียงทำให้มีขนาดเล็กลงเพื่อให้ชิมได้หลากหลาย ทั้งซาลาเปาไส้ไหล ติ่มซำเป็ดปักกิ่งและหมูแดง และห้ามพลาดกับผัดตามสั่งที่เลือกผักและเนื้อสัตว์ได้ตามชอบ เช่น ผักปวยเล้งผัดกระเทียม หากจ่ายเพิ่มอีก 300 บาท จะได้เมนูพิเศษอย่างซุปหูฉลามเนื้อปูน้ำแดงและบะหมี่กระเพาะปลาสดราดซอสเป๋าฮื้อ       เมนูแนะนำ เป็ดปักกิ่ง เป็ดเนื้อนุ่มหนังอร่อยเสิร์ฟพร้อมกับแป้ง แตงกวา ต้นหอมและซอส   ซาลาเปาไส้ไหล เมนูสร้างชื่อให้เชฟแมน ลูกเล็กกำลังดีแป้งนุ่มไส้เค็มๆ หวานๆ  และห้ามพลาดซาลาเปาทุเรียนกลิ่นหอมละมุน   ฟองเต้าหู้ทอด กรอบนอกนุ่มใน ไส้กุ้งเต็มปากเต็มคำ   หมูแดงและหมูกรอบ หมูแดงเนื้อนุ่มหอมอบมาอย่างพอดีและหมูกรอบที่หนังกรอบอร่อยห้ามพลาด  

แซลมอนเลิฟเวอร์ต้องฟินกับสารพันเมนูแซลมอนกว่า 60 ชนิด ที่ Neta Fish & Meat ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์บุฟเฟต์ของนักร้องหนุ่มสุดเนี้ยบ เตชินท์ ชยุติ เราขอให้ลืมภาพบุฟเฟต์แซลมอนแบบเดิมๆ ไปได้เลย เพราะที่นี่ไม่มีไลน์อาหารวางเรียงรายรอให้เลือก แต่จะปรุงอาหารตามสั่งเท่านั้นเพื่อความสดและอร่อย นอกจากจะมีแซลมอนเป็นตัวแทนของปลาแล้ว ยังมีเนื้อวากิวและอาหารจานร้อนอีกมากมายให้คนรักเนื้อได้อร่อยกันอีกด้วย        เมนูแนะนำ Salmon Sashimi แซลมอนพรีเมียมนำเข้าจากนอร์เวย์ เสิร์ฟชิ้นใหญ่หนาให้กินอย่างจุใจ   Salmon Seafood Sauce แซลมอนแช่น้ำปลาและราดด้วยน้ำจิ้มซีฟู้ดแบบไทยๆ    Yakitori ชุดเสียบไม้ย่างที่มีทั้งแซลมอน หมูสามชั้น ไก่ กุ้ง เบคอนพันเห็ดเข็มทอง และผักนานาชนิด   Wagyu Sushi ซูชิหน้าเนื้อวากิวชิ้นโตราดซอสสไปซี่และซอสเทอริยากิ 

โออิชิเจ้าตำรับอาหารญี่ปุ่นกลับมาอีกครั้งกับ Oishi Eaterium ที่มาพร้อมแนวคิด Eat Explore Premium นำเสนออาหารญี่ปุ่นผ่านรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ตั้งแต่การตกแต่งร้านเสมือนพาเราไปอยู่ญี่ปุ่น รวมถึงการจัดวาง 8 โซนอาหาร มี Sushi & Sashimi, Temaki, Kushikatsu & Yakitori, Soup-Salad-Chawanmushi, Teppanyaki, Main Dish, Kakigori, Cafe ทั้งหมด 88 เมนูให้เราเดินเลือกกินกันฉ่ำปอด พร้อมทีเด็ดโชว์แล่ปลาแซลมอนวันละ 4 รอบ กินได้ 1 ชั่วโมง 45 นาที           เมนูแนะนำ สุกียากี้ญี่ปุ่น น้ำซุปดำรสเค็มหวานหอมกลิ่นปลาโอแห้ง เราเลือกเนื้อสัตว์ได้ว่าจะเป็นเนื้อหมูหรือเนื้อวัว เสิร์ฟพร้อมผักสดและไข่ไก่   ข้าวปั้นหน้าเอ็นกาวะและท้องปลาแซลมอนซาชิมิ ครีบปลานุ่มแน่นเข้ากันกับข้าวปั้นปรุงรสต่อด้วยท้องปลาแซลมอนสดเนื้อนุ่มฉ่ำหวานละลายในปาก    ปลาฮาลิบัตย่างราดซอสมิโซะชาเขียว เนื้อปลาสีขาวนวลย่างกลิ่นหอม ราดซอสมิโซะชาเขียวสีสวย   คากิโกริเมลอนญี่ปุ่น (เติมได้ไม่อั้น) น้ำแข็งไสรสนมหวานหอม กินกับเมลอนเนื้อฉ่ำหวานและไอศกรีมที่เลือกรสได้ตามชอบ 

สุกียากี้ ชาบุ บิงซูไม่อั้น! คือคอนเซ็ปต์ของร้านสล็อธ นอกจากยั่วใจเราด้วยชาบุน้ำซุปใสรสกลมกล่อมและสุกียากี้น้ำดำสไตล์คันไซที่ให้รสชาติหวานเค็มตามแบบฉบับญี่ปุ่นแล้ว ราคาและวัตถุดิบของที่นี่ก็ดีต่อใจ บุฟเฟต์ 495 บาทไม่บวกเพิ่ม มีไฮไลต์ห้ามพลาดเป็นเนื้อวัวออสเตรเลีย Dry Aged นุ่มหอม พ่วงหมูดำคุโรบูตะจากญี่ปุ่น ก่อนอิ่มยังมีบิงซูผลไม้ตามฤดูกาลไว้ปิดท้าย ส่วนใครไม่อยากจัดหนักก็มีเซ็ตธรรมดา 395 บาทที่จัดเต็มด้วยวัตถุดิบหลากหลายเข้ากันกับน้ำจิ้มสูตรเฉพาะ (พอนสึ งา สุกี้ไทย) ให้เลือกจิ้มได้ตามชอบ       เมนูแนะนำ เนื้อวัวออสเตรเลียส่วนสะโพกและสันคอ ผ่านการบ่มนาน 30 วัน กินแล้วนุ่มลิ้น   หมูดำคุโรบูตะ นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น หมูเนื้อนุ่มละลายในปาก เข้ากันกับน้ำซุปหอมกรุ่น   บิงซู เกล็ดน้ำแข็งปุยนุ่มเนียนละเอียด ราดซอสหอมหวานแล้วเพิ่มความชื่นใจด้วยผลไม้ตามฤดูกาล  

ใครอยากสัมผัสกับมื้อสายวันอาทิตย์สไตล์นิวยอร์กเกอร์ไม่ควรพลาดมื้อสายของห้องอาหาร VIU โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ ที่เขาบอกมาเลยว่าเหมือนไปกินถึงนิวยอร์ก     ว่าแต่แบบไหนคือมื้อสายแบบนิวยอร์กเกอร์ นิวยอร์กเกอร์มักจะดื่ม Bloody Mary หรือไม่ก็ Martini เพื่อถอนจากอาการเมาค้างหลังจากดื่มมาตลอดคืนวันเสาร์ ซึ่งว่ากันว่าบลัดดี้แมรี่นี่แหละชะงัดนักแหละ แถมที่นี่ก็ได้ชื่อว่ามีบลัดดี้แมรี่ให้เลือกเยอะมาก ถ้าดั้งเดิมเลยก็มีเพียงวอดก้าและน้ำมะเขือเทศ แต่ถ้าเป็น Red Snapper ของทางเดอะ เซนต์ รีจิส นิวยอร์ก เพิ่มเอาซอสเปรี้ยว ทาบาสโก้ พริกไทย คาเยนน์ และเซเลรี หรือจะลองสูตรของเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ Siam Mary ที่มีพริก วาซาบิ ตะไคร้ เข้ามาด้วย นอกจากนี้ยังมีสูตรของเม็กซิโก ญี่ปุ่น และสเปนเป็นทางเลือก แต่ถ้าไม่ชอบน้ำมะเขือเทศแนะนำ VIU Signature Martini มีให้เลือกทั้งคลาสสิกและกลิ่นอายไทย แต่ถ้าบลัดดี้แมรี่และมาร์ตินี่ไม่ใช่ทางเลือกที่นี่ก็มีแชมเปญของ Veuve Clicquot มาช่วยเริ่มต้นมื้อสายได้ดีไม่แพ้กัน     แน่นอนว่าบุฟเฟต์บรันช์ทางเลือกของอาหารก็ดูเหมือนไม่ต่างกันมาก ซีฟู้ดออนไอซ์ ซูชิ ซาซิมิ เนื้ออบต่างๆ และของหวาน อันนี้ไม่ต้องพูดถึงตามมาตรฐาน แต่ที่เก๋น่าจะเป็นเมนคอร์สที่สั่งได้จากโต๊ะแบบไม่อั้น แบ่งเป็น From The Grill, Thai Kitchen และ Western Kitchen       From The Grill  อาทิ Lamb cutlet, pesto potato puree, mint jus เนื้อแกะกับซอสมินต์ ส่วนล็อบสเตอร์ปรุงได้ 2 แบบ Grilled Boston lobster, spicy seafood sauce ล็อบสเตอร์กับน้ำจิ้มซีฟู๊ด และจานคลาสสิกอย่าง Grilled Boston lobster thermidor ส่วนซี่โครงหมูมาแบบนุ่มๆ ติดรสหวาน Barbecue pork ribs, honey barbecue sauce และ Salmon filet, lime, pepper, mango salsa ปลาแซลมอนกับซัลซ่ามะม่วง       Thai Kitchen อาทิ Wagyu beef massaman แกงมัสมั่นวากิว Pork belly green curry แกงเขียวหวานหมูสามชั้น Steamed fish, ginger, soy sauce ปลานึ่งซีอิ๊ว และ Pad Thai with prawns, tamarind sauce ผัดไทยกุ้งสด   และ Western Kitchen อาทิ Pan fried foie gras, passion fruit butter and brioche ฟัวกราส์กับซอสเสาวรส Duck leg confit, puy lentils, prunes กงฟีเป็ดกับถั่วเลนทิล Smoked salmon eggs benedict, hollandaise sauce ไข่เบเนดิกต์กับแซลมอนรมควัน และ Fettucine beef Bolognese เฟตตูชินี่โบลองเนส                 ส่วนเมนูอาหารพิเศษชื่อว่า Chefs Brunch Premium Selection มีค่าใช้จ่ายเพิ่มแต่ก็ควรค่าต่อการกิน อาทิ Lobster and smoked salmon benedict ราคา 1,200 บาท ++ Caviar omelet-30gm royal baeri caviar ราคา 3,500 บาท ++ Mushroom and black truffle pizza, parmesan ราคา 790 บาท ++ และ Beef tenderloin rossini sliders, truffle mayonnaise ราคา 1,500 บาท ++             ก่อนปิดท้ายที่ของหวานซึ่งมาแบบเต็มตู้ทั้งไอศกรีม เค้ก หรือแม้แต่ชีส ที่ทั้งหมดกินได้ไม่อั้น     

เราได้ยินชื่อเสียงของบุฟเฟ่ต์จากห้องอาหารโคโลเนด โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพฯ มานานแล้ว วันนี้เป็นโอกาสดีที่ G&C จะได้มาลองชิมกัน   ห้องอาหารโคโลเนดเป็นห้องอาหารที่คู่กับโรงแรมมายาวนาน ที่นี่บริการบุฟเฟ่ต์ทั้งมื้อเช้า กลางวันและเย็น รวมทั้งซันเดย์บรั้นช์อีกด้วย ครั้งนี้เรามาลองชิมมื้อเย็นที่แม้จะเป็นบุฟเฟ่ต์แต่ก็มีอาหารปรุงร้อนให้เลือกสั่งแบบไม่อั้นด้วยเช่นกัน         มาถึงที่นี่จะเดินไปตักซีฟู้ดเย็นและอาหารอื่นๆ ตามธรรมเนียมก็ได้ แต่เราเลือกที่จะนั่งสวยๆ เปิดเมนูที่เชฟจัดให้แล้วเริ่มสั่ง Seared Foie Gras ตับห่านย่างกับซอสมัลเบอร์รี่บัลซามิครสเปรี้ยวหวานและผักร็อกเก็ต ตับห่านย่างมาดีทีเดียว ผิวนอกตึงเป็นสีน้ำตาลคาราเมลเนื้อในนุ่มชุ่มลิ้น     ต่อด้วยเมนูซีฟู้ดที่ทุกคนชอบอย่าง Hokkaido Scallop หอยเชลล์ฮอกไกโดตัวอวบใหญ่ย่างกระทะให้สุกกำลังดี เสิร์ฟมาพร้อมกับผักโขมเบบี้ผัดใส่ทรัฟเฟิลหอมๆ     มาถึงจานเนื้อกันบ้างมีทั้ง Vaccinara Short Rib ชอตริบกับโพเลนตาบดและเซเลอรี จานนี้เนื้อนุ่มอร่อยชุ่มฉ่ำ ส่วนใครชอบเนื้อแกะให้ลองสั่ง Chimichurri Lamb Chop ซี่โครงแกะย่างเสิร์ฟกับซอสชิมิชูริสีเขียว ซอสสไตล์อาร์เจนติน่าทำจากสมุนไพรอย่างพาร์สลีย์สับกับกระเทียมใส่น้ำมันและน้ำส้มสายชู       และจานสุดท้ายสำหรับเมนูเนื้อคือ Argentine Beef Tenderloin เนื้อสันในจากอาร์เจนติน่าราดซอสไวน์แดงฉ่ำๆ กินกับมันฝรั่งและผักเบบี้คอสย่าง ใครไม่ชอบกินซีฟู้ดเย็น ก็มีเมนูอื่นที่สั่งได้เช่น Poached Rock Lobster กั้งหินขนาดกำลังพอดีโพชมาแบบเนื้อนุ่ม ราดซอสมายองเนสใส่สมุนไพรและขิง ส่วนอาหารไทยก็มีให้เลือก เช่น Lobster Butter Phad Thai ผัดไทยกุ้งแม่น้ำ และ Bamboo Sword Fish ปลาดาบอบสมุนไพร         แค่สั่งตามเมนูก็ทำเอาเราอิ่มไปเลย อย่าลืมเผื่อท้องไว้สำหรับซีฟู้ดออนไอซ์ ซูชิและซาชิมิ ขนมหวานและเมนูพิเศษที่เชฟจะออกมาปรุงสดๆ โชว์ให้เราดูด้วยล่ะ        

จั่วหัวไว้แบบนี้อย่าเพิ่งตกใจ หญิงใหญ่แค่อยากชวนให้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง นึกถึงความรู้สึกแรกที่ได้อ่านนิทานเรื่องพิน็อคคิโอที่ถูกปลาวาฬยักษ์กลืนลงไปในท้อง แต่ด้วยความฉลาดเจ้าหุ่นไม้ลงมือจุดไฟให้เกิดควัน ปลาวาฬจึงจามฮัดชิ้วเอาพิน็อคคิโอและพ่อออกมา  นี่เป็นคอนเซ็ปต์สุดสนุกของร้านซีฟู้ดน้องใหม่ Burn Whale สยามสแควร์ซอย 2 ของคู่รัก คุณนิว-ธนกร และคุณชิ-ชลธิชา ที่จำลองภายในร้านให้เป็นเรือ ตั้งแต่บันไดวน รวมถึงกิมมิคเป็นฝูงปลา ผ้าใบ สมอเรือ แห ส่วนที่บอกว่าเป็นพุงปลาวาฬก็เพราะร้านนี้มีกุ้ง หอย ปู ปลาให้เลือกสั่งแบบไม่อั้น (เหมือนปลาวาฬที่ซัดสัตว์ทะเลซะเต็มพุง) เลือกได้ทั้งเมนูอะลาคาร์ตและแบบบุฟเฟต์ แนะนำว่าสั่งบุฟเฟต์คุ้มกว่า 599 บาท กินได้ 1 ชั่วโมงครึ่ง จัดเต็มทั้งกุ้งก้ามกราม กุ้งขาว ปูม้า ปูทะเล กั้งกระดาน หมึกกระดอง หมึกหอม หมึกสาย หอยแครง หอยหวาน ฯลฯ ซึ่งทางร้านจะปิ้งมาให้เรียบร้อยพร้อมกิน มีซีฟู้ดให้เลือกหนำใจขนาดนี้ แอบถามคุณนิวถึงได้รู้ว่าที่บ้านของคุณชิ ทำธุรกิจเกี่ยวกับประมงอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี อาหารทะเลจึงส่งตรงจากบ้านแบบรับประกันความสด หญิงใหญ่สายโหยอยู่เป็นทุนเดิมจึงสั่งมาชุดใหญ่อย่างที่เห็น และขอให้คะแนนกั้งกระดานร้านนี้ชนะไปสวยๆ เพราะไซส์ใหญ่ เนื้อแน่นหวานอร่อย ไม่ใช่กั้งจิ๋วเนื้อหด (บางครั้งก็คิดว่านั่นกั้งหรือกุ้ง) ส่วนน้ำจิ้มก็ตำเองทุกวัน ที่นี่จะมีรสหวานนำนิดหน่อยตามสไตล์คนเพชรฯ จิ้มกับซีฟู้ดได้ฟีลไปอีกแบบ อีกเมนูแนะนำคือของกินเล่นอย่างปูนิ่มทอด กรอบอร่อย ไม่อมน้ำมัน และหอยนางรมสด เสิร์ฟเย็นเจี๊ยบ พร้อมน้ำพริกเผาและหอมเจียว ใครจะมาลองชิม ขอกระซิบไว้ว่าที่ร้านมีที่นั่งค่อนข้างจำกัด ควรโทรมาสำรองโต๊ะล่วงหน้าจะได้นั่งกินได้ฟินๆ  จะได้รู้ว่าอร่อยจนต้องเผาปลาวาฬนั้นเป็นอย่างไร