Praya Kitchen (พระยา คิทเช่น) ห้องอาหารไทยสูตรดั้งเดิม แห่งโรงแรมแบงค็อก แมริออท เดอะ สุรวงศ์ ที่เน้นเสิร์ฟไทยฟู้ดต้นตำรับรสชาติจัดจ้านซึ่งส่วนใหญ่จะอาหารประจำบ้านของแต่ละภูมิภาค นอกจากนั้นยังมีอาหารนานาชาติอย่าง อาหารอิตาเลี่ยน อาหารญี่ปุ่น อาหารจีน อาหารยุโรป มาเพิ่มเติมเพื่อความหลากหลาย และที่นี่ยังมีทีเด็ดที่ขาดไม่ได้เลยคือ “ซีฟู้ด วอลล์”       นั่นคือการให้คุณได้เลือกอาหารทะเลสดเด้งต่างๆ ได้แก่ กุ้งลายเสือ กุ้งแม่น้ำ กั้งกระดาน หอยนางรม หอยตลับ หอยแมลงภู่ หอยหวาน เป็นต้น มาให้เชฟรังสรรค์เป็นเมนูที่คุณอยากรับประทาน ไม่ว่าจะเป็นการทอดกระเทียม ผัดพริกไทยดำ หรือคั่วพริกเกลือ ยังไม่หมดแค่นี้เพราะที่นี่เขายังเอาใจสายเนื้อด้วย “พาเหรดเนื้อ” ซึ่งมีให้คุณได้เลือกหม่ำทั้ง เนื้อดรายเอจ บีฟ สเต๊ก เนื้อเซอร์ลอยสเต๊ก แฟรงค์สเต๊ก ริบอาย ท็อปไซด์ และเนื้อแกะ อยากลิ้มลองชิ้นไหนก็เลือกตักแล้วส่งต่อให้เชฟปรุงสดได้เลยไม่ต้องรีรอ       อิ่มอร่อยแล้วก็อย่าลืมเอ็นจอยกับบรรยากาศกว้างขวางแสนสบาย พื้นไม้สีน้ำตาลรองรับเฟอร์นิเจอร์สีเทาตุ่น แสงสีส้มจากโคมไฟด้านบนส่องสว่างทำให้รู้สึกอบอุ่น ไม่ต้องกลัวว่าห้องจะมืดเกินไป เนื่องจากผนังมีกระจกใสบานใหญ่ติดรอบๆ ช่วยลำเลียงแสงแดดจากภายนอกให้เข้ามาได้อย่างทั่วถึง     ลิ้มลองมื้ออร่อยกันดีกว่า เรียกน้ำย่อยกันด้วย ส้มตำปูปลาร้า เส้นมะระกอกรุบกรอบ คลุกเคล้ากับเครื่องส้มตำ ทำให้ได้รสแซ่บ เค็มนัว ถึงใจคนรักอาหารอีสาน ต่อด้วย น้ำพริกอ่อง รสเข้มข้น และ น้ำพริกหนุ่ม รสจัดจ้าน เสิร์ฟคู่กับผักสด ผักลวกนานาชนิด แคบหมู และไข่ชะอม         ขนมจีนน้ำยาปู ก็เลิศเลอ ปูทะเลเนื้อหวาน ตัวโต อยู่ในน้ำยารสเผ็ดกลมกล่อม หอมกรุ่นเครื่องแกง กินกับขนมจีน ผักสด และไข่ยางมะตูมเยิ้มๆ มาที่ติ่มซำกันบ้างดีกว่า เราเลือก ซาลาเปาหมูสับ ลูกขาวอวบน่าหม่ำ ภายใต้แป้งนุ่มๆ อัดแน่นไปด้วยไส้หมูรสเค็มละมุนเต็มคำ       เริ่มหนักท้องขึ้นไปกับเมนู ทะเลเผา ที่มีทั้ง กั้ง กุ้ง ปลาหมึก และปู ย่างบนเตาจนหอมฉุย ราดน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บซี๊ด หรือจะเป็น ซีฟู้ดคั่วพริกเกลือ ก็ดีมี กุ้งไซส์บิ๊ก กั้ง และหอยแมลงภู่ตัวอ้วน ผัดพร้อมกระเทียมและพริกสด ปรุงรสจนจัดจ้าน ใครไม่ชอบกินเผ็ดก็สั่งผัดกระเทียม เราเลือกเป็น กั้งผัดกระเทียม เนื้อสดเด้งของกั้งไปด้วยกันได้กีกับกระเทียมหอมฟุ้ง         เอาใจสายเนื้อด้วย เนื้อย่าง เนื้อนุ่ม ชุ่มฉ่ำ หอมกลิ่นสมุนไพร เสิร์ฟไปพร้อมกับผักย่าง ละจากอาหารไปที่ของหวานกันบ้าง มีทั้งขนมไทยและเทศให้คุณได้ละเลียด เริ่มกันที่ซิกเนเจอร์อย่าง พระยาชีสเค้ก ชีสเค้กหน้าไหม้รสครีมมี่ ที่มีฐานล่างเป็นครัมเบิ้ลกรุบกรอบ เค้กมะพร้าว เนื้อฟู หวานพอดี บราวนี่ เนื้อแน่น รสเข้ม ช็อกโกแลต ต่างๆ อาทิ ดาร์กช็อกโกแลต ช็อกโกแลตนม ไวท์ช็อกโกแลต         ชูครีม ลูกกลมๆ ไส้ครีมหวานหอม พานนาคอตตาลำไย ก็อร่อย พานนาคอตาเนื้อนุ่มเด้ง ผสมเนื้อลำไยหวานฉ่ำ ออนทอปด้วยลำไยสดอีกที     หันมาชิมขนมไทยกันดีกว่า เม็ดขนุน สีเหลืองทองสวยงาม เนื้อหนึบๆ หวานพอเหมาะ ลูกชุบ สุดน่ารัก จำแลงเป็นรูปผัก-ผลไม้ต่างๆ ข้างในเป็นถั่วกวนเนื้อเนียน ข้าวเหนียวแก้ว หลากสีสันสดใส และขนมหม้อแกง หวานมัน ชิ้นพอดีคำ     ไม่อิ่มหนำก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว พิเศษสำหรับมื้อค่ำวันเสาร์-อาทิตย์ เพิ่มไลน์ปูนานาชนิดและดนตรีสดด้วยนะ

ถึงเวลาที่สาวกคนรักเนื้อย่านบางแคจะได้อิ่มจุใจกับบุฟเฟต์เนื้อโคขุนและซีฟู้ดที่เสิร์ฟไม่อั้นตลอด 2 ชั่วโมงเต็ม เมื่อ Best Beef ปิ้งย่างร้านดังขวัญใจสายเนื้อชาวอ่อนนุช ร้านสุดฮอตที่คนแน่นร้านไม่ว่างเว้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา วันนี้ได้ฤกษ์เปิดสาขาใหม่มาเอาใจคนรักเนื้อย่านบางแคให้ได้ลิ้มรสชาติแบบเนื้อๆ เน้นๆ เต็มปากเต็มคำกันบ้าง       โดยยังคงคอนเซ็ปต์ “เนื้อดีที่เหมาะสมกับราคา” คัดสรรเนื้อไทยคุณภาพเยี่ยม อาทิ เนื้อลูกมะพร้าว เนื้อเสือร้องไห้ เนื้อน่องลาย เนื้อหนอก เนื้อใบพาย เป็นต้น แต่ถ้าอยากลิ้มรสเนื้อนอกในราคาพิเศษทางร้านก็มีให้เลือกไม่ว่าจะเป็น Australian Tenderloin, Australian Rib Eye, Australian Striploin, Australian Chuck, Hokkaido Wagyu A4 Ribeye แต่ละจานคุ้มค่า คุณภาพเกินราคา     แม้จะเอาใจสายเนื้อเป็นพิเศษ แต่ที่นี่ไม่ได้เด่นที่เนื้ออย่างเดียว เพราะทางร้านยังจัดเต็มสารพัดเมนูให้เลือกสั่งได้แบบไม่ซ้ำไม่ว่าจะเป็นหมูหมัก หมูสไลด์ เบคอน ตับหมู ลิ้นหมู รวมถึงไก่หมักกับเป็ดหมัก ที่จัดว่าเด็ดเหมือนกัน       ตามติดมาด้วยซีฟู้ดสดไร้กลิ่นคาวกวนใจ อาทิ กุ้ง หมึก ปลาดอรี่ และหอยเชลล์ เป็นต้น เลือกจิ้มกับน้ำจิ้ม 3 รสชาติ ได้แก่ น้ำจิ้มแจ่ว น้ำจิ้มซีฟู้ด และน้ำจิ้มเกาหลีสูตรเฉพาะของร้าน นอกจากนี้ยังมีอาหารจานเดียว เช่น ข้าวหน้าเนื้อ มะกะโรนีไก่ สปาเก็ตตีซอสเนื้อ ปีกไก่ทอด นักเก็ตไก่ เป็นต้น     ส่วนเมนูพิเศษประจำเดือนก็มีมาให้สายกินได้ตื่นเต้นกันแบบไม่ซ้ำ อาทิ แซลมอน เนื้อสันคอนิวซีแลนด์ เสือร้องไห้ออสเตรเลีย หรือกุ้งแม่น้ำ (อิ่มจุใจน้ำตาจิไหลเลยล่ะ)       จะก๊วนเล็กหรือก๊วนใหญ่ก็รวมพลกันมาแฮงก์เอาท์เคล้าปิ้งย่างหอมๆ ฟินๆ กันได้แบบสบายอกสบายใจเพราะสาขานี้กว้างใหญ่ หลังคาสูงโปร่งอากาศจึงถ่ายเทสะดวก เต็มที่กับการปิ้งย่างได้แบบไร้ขีดจำกัดเลย  

ยกให้เป็นขุมทรัพย์แห่งใหม่ใจกลางเมืองของสายกินที่ทั้งอร่อยและคุ้มค่าสุดๆ สำหรับบุฟเฟ่ต์อาหารกลางวันสุดพรีเมียมที่รวมพลความอร่อยนานาชาติแบบจัดเต็มที่ The Oasis” (ดิ โอเอซิส) ห้องอาหารแบบออลเดย์ไดนิ่งบนชั้น 6 ของ Hotel Nikko Bangkok โรงแรมสไตล์มินิมอลสุดเก๋แห่งทองหล่อที่บอกเลยว่าอร่อยเด็ดทุกสเตชัน       ก่อนไปลุยชิมความอร่อย เราแนะนำให้เลือกที่นั่งแสนสบายไว้ให้พร้อม ใครชอบดูวิวฟ้าสวยๆ หรือวิวเด็กๆ และครอบครัวเล่นสนุกสนานในสระว่ายน้ำก็พุ่งตรงไปบริเวณรอบผนังกระจกได้เลย หรือถ้ามาเป็นกลุ่มใหญ่ที่นี่ก็มีโต๊ะยาวไว้รองรับกลุ่มเพื่อนเช่นกัน จากนั้นก็ถึงเวลาเตรียมท้องและเตรียมใจปะทะของอร่อยในแต่ละสเตชั่นกันได้เลย       ไม่ว่าจะเป็นสาวกอาหารญี่ปุ่นหรือไม่ เราก็อยากให้ลองชิมความอร่อยของสเตชันอาหารญี่ปุ่นของที่นี่ที่มีเมนูไฮไลต์ อาทิ Kaisen Don ข้าวหน้าปลาดิบที่รวมพลทั้งแซลมอน ทูน่า ไข่ปลา ไข่กุ้ง ปูอัด ไข่หวาน ปลาหมึก และแตงกวา (อยากให้เชฟเสิร์ฟเยอะหรือน้อยแค่ไหนก็บอกได้เลย) Chicken Curry ข้าวแกงกะหรี่ไก่รสเข้มข้นที่ใช้ข้าวนุ่มหนึบจากจังหวัดนีกาตะ รวมทั้งบรรดาซูชิและซาชิมิที่สดอร่อยสุดๆ           ส่วนคนรักอาหารทะเลต้องโดนใจกับสเตชันซีฟู้ดนานาชนิด ที่มีทั้งหอยนางรมเกาลี หอยแมลงภู่ และกุ้งสดตัวโตที่มีแบบแกะเปลือกพร้อมกินให้สาวๆ ไม่ต้องกลัวเปื้อนมือกันด้วย     ถ้ายังไม่อิ่มตรงไปต่อกันที่สเตชันพาสต้าหลากสไตล์ ผัดกันสดใหม่เสิร์ฟร้อนๆ เราแนะนำ Mentaiko Cream Pasta พาสต้าครีมไข่ปลาสไตล์ญี่ปุ่นที่อร่อยแบบคาดไม่ถึง หรือจะเลือกเส้น เนื้อสัตว์ และซอสตามชอบก็ฟิน (เชฟแอบกระซิบว่า สปาเกตตีผัดขี้เมาของที่นี่ฮอตฮิตทั้งในหมู่ชาวไทยและต่างชาติสุดๆ) ส่วนคนรักพิซซ่า ที่นี่มีเมนูพิซซ่าสไตล์อิตาเลียน แป้งบางกรอบ อบกันสดๆ ให้เลือกอร่อยกันอีกด้วย         ส่วนคนรักอาหารไทยไม่ต้องกลัวเลี่ยน เพราะที่นี่จัดเตรียมน้ำพริกรสจัดจ้าน เช่น น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกกุ้ง น้ำพริกตาแดง แกล้มผักสดนานาชนิด รวมทั้งจานเด่นแบบไทยๆ ในสเตชันอาหารไทยไว้ให้ทุกวัน (เราลองมากินแกล้มเมนูอื่นๆ แล้วอร่อยตัดเลี่ยนได้เวิร์คจริงๆ)       อีกหนึ่งสเตชันที่บอกเลยว่าต้องเก็บท้องไว้ชิมคือ บรรดาของหวานที่แสนละลานตา ไม่ว่าจะเป็นเค้กเรดเวลเวต ชีสเค้ก พานาคอตตา ทีรามิสุ และไอศกรีมโฮมเมดหลากรส อาทิ ชาเย็น เผือก สตรอว์เบอร์รี ช็อกโกแลต แต่ที่ห้ามพลาดเด็ดขาดคือ ไอศกรีมนมสดฮอกไกโดหอมหวานละมุนชื่นใจสุดๆ           ส่วนสายขนมปังและเบเกอรี ถ้ายังไหวอย่าลืมชิม Toast โทสต์หอมนุ่มชุ่มเนยที่ทำเสิร์ฟร้อนๆ กรอบนอกนุ่มในสุดๆ Green Tea Bun หอมชาเขียว Apple Crumble และ Bread Pudding ที่อร่อยประทับใจแบบไม่ (อยาก) ยอมอิ่มเลยทีเดียว         ใครอยากจัดเต็มความอร่อยแบบนี้ ไปได้เลยที่ The Oasis ชั้น 6 โรงแรม Hotel Nikko Bangkok ถนนสุขุมวิท 55 (ทองหล่อ) ให้บริการทุกวันจันทร์-วันเสาร์เวลา 12.00 – 14.30 น. ในราคาเพียง 700 บาท ++ ต่อท่าน (โทร. 0-2080-2111)

วันหยุดสุดสัปดาห์คือวันที่จะได้ผ่อนคลาย ทั้งพักผ่อนและกินอาหารอร่อยตามใจอยาก หลายคนชอบรับประทานบุฟเฟต์มื้อสาย มื้อเช้าควบมื้อเที่ยงหรือที่เรียกว่า “บรั้นช์” (Brunch) เพราะเป็นช่วงเวลาที่ไม่ต้องเร่งรีบ หลายโรงแรมต่างแข่งกันที่เมนูเด็ด อาหารคุณภาพดี ไลน์บุฟเฟต์อลังการตื่นตาตื่นใจ แถมยังขยายเวลาจากมื้อสายไปถึงบ่ายแก่     ที่เดอะ คิทเช่น เทเบิ้ล ร้านอาหารหลักประจำโรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพ เขาจัดบรั้นช์วันเสาร์ชื่อว่า W Does Brunch ที่สนุกสนานคึกคักไม่เหมือนใคร ด้วยบรรยากาศสบายเป็นกันเอง มีโซฟาเข้ามุมเป็นส่วนตัว และโต๊ะตัวยาวสำหรับรับรองครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน เมื่อก้าวเข้าร้านมาก็รู้สึกสนุกขึ้นมาทันทีเพราะเสียงเพลงจังหวะชวนโยกจากดีเจ ส่วนอาหารจัดเป็นมุมอาหารต่างๆ ทั้งค็อกเทลบาร์โดยมิกซ์โซโลจิสต์ มุมชีสจากทั่วโลก แฮมและโคลด์คัท ขนมปัง อาหารทะเลสดๆ เนื้ออบ บาร์บีคิว ซูชิบาร์ ก๋วยเตี๋ยว พาสต้า และของหวานแบบจัดเต็ม       เมื่อเป็นบุฟเฟ่ต์แล้วจึงมีแพ๊คเกจให้เลือกตามความชอบได้แก่ Just For Food เน้นกินอาหารพร้อมกับเครื่องดื่มอย่างซอฟท์ดริ้งค์และน้ำผลไม้แบบไม่อั้น ถ้าอยากเอนจอยกับวันหยุดแบบสุดๆ ให้เลือก The Experience ที่รวมอาหารพร้อมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ค็อกเทล ไวน์ เบียร์ และ สปาร์คลิงไวน์แบบจัดเต็ม     G&C ไปลองมาแล้วบอกเลยว่าวันหยุดแบบนี้ต้องเรียกน้ำย่อยด้วย Seafood ซีฟู้ดบนน้ำแข็งคู่หูคู่มื้อบรั้นช์ที่มีทั้ง กั้งหิน ขาปูอลาสก้า หอยนางรม กุ้งลวก หอยแมลงภู่เปลือกดำ มีตัวเลือกไม่มากแต่ว่าสดทุกอย่าง จัดใส่จานมาอย่างละนิดหน่อยพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดแซ่บๆ ก็กระตุ้นน้ำลายได้แล้ว     ส่วนใครสายเนื้อต้องลอง Roasted Aus. Prime Rib เนื้อวัวจากออสเตรเลียอบชิ้นใหญ่ติดกระดูก เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ กลิ่นหอม มีซอสให้เลือกหลายอย่างตามชอบ เมนูที่ปรุงสดใหม่อย่างพาสต้าก็น่าสั่ง เราลองชิม Pasta Truffle พาสต้าเส้นสดทำเองผัดกับเห็ดหลายชนิด ครีมและน้ำมันทรัฟเฟิลหอมๆ       สุดท้ายให้ Save room for dessert เผื่อท้องไว้สำหรับของหวานด้วย เพราะทั้งเค้กและขนมที่วางเรียงรายละลานตาชวนให้ตักทุกอย่าง เราชิม Chocolate Cake เค้กช็อกโกแลตเนื้อนุ่มกับครีมช็อกโกแลตรสเข้มข้นกินกิบไอศครีมราสป์เบอร์รี         จบมื้อใหญ่ให้ฟินสมเป็นวันหยุด   ‘ดับเบิ้ลยู ดาส บรั้นช์’ มีให้เลือก 2 แพ็กเกจ ได้แก่ จัส ฟอร์ ฟู้ด (Just For Food) ราคา 1,999 บาท++ /ท่าน สำหรับอาหาร, ซอฟท์ดริ้งค์, น้ำผลไม้, ชา และกาแฟแบบไม่อั้น ดิ เอ็กซ์พีเรียนส์ (The Experience) ราคา 2,999 บาท++ /ท่าน สำหรับอาหาร, ค็อกเทล, ไวน์,เบียร์ และ สปาร์คลิ่งไวน์แบบไม่อั้น

สายซีฟู้ดต้องตามมาทางนี้เลยค่ะ โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท จัดหนักจัดเต็มให้คุณได้อิ่มอร่อยกับบุฟเฟ่ต์ซีฟู้ดและอาหารสตรีทฟู้ดยอดนิยมทั้งไทย จีน ญี่ปุ่น อิตาเลียน และยุโรป รวมถึงขนมหวานหลากหลายเมนูทั้งเค้กหลากชนิด ไอศกรีมโฮมเมด ขนมเบื้อง ช็อคโกแลตฟองดู น้ำแข็งไส     ภายในห้องอาหารตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สีอ่อน พนักงานก็แต่งตัวเข้ากับธีมของห้องอาหารด้วยชุดแบบกะลาสี ให้คุณรู้สึกเหมือนได้กินซีฟู้ดสดๆจากทะเล     โดยไฮไลท์ของห้องอาหารอมาญาคือ เมนูปู ที่เชฟจะทำการปรุงสดๆตามออเดอร์ ทั้งผัดพริกไทยดำ ผัดผงกะหรี่ หรือทอดซอสมะขาม โดยสามารถเลือกได้ทั้งปูม้า ปูนิ่ม ปูทะเล และปู brown crab ไม่ว่าจะเมนูไหน ก็สัมผัสได้ถึงเนื้อปูหวานๆแน่นๆ ไม่ผิดหวังเลยค่ะ     ยังมีอาหารซีฟู้ดอีกหลากหลายชนิด อย่างกุ้งแม่น้ำ กุ้งลายเสือ กั้ง หอยนางรม หอยแมลงภู่ ส่วนใครที่ยังคิดไม่ออกว่าจะลองกินเมนูไหน ยังมีพนักงานอยู่หน้าบาร์อาหาคอยให้คคำแนะนำ ให้คุณได้อิ่มอร่อยกับเมนูที่คุณต้องการ     นอกจากนี้ยังมีอาหารจานหลักอีกมากมาย อย่างผัดไท กุ้งราดซอสมะขาม ปลากระพงนึ่งมะนาว หอยเป่าฮื้อ ส้มตำ น้ำพริกผักต้ม ซูชิ ซาซิมิ ติ่มซำ     ไม่ได้มีแต่ซีฟู้ด ยังมีสเต็กเนื้อวัวและแกะสุดพรีเมี่ยม     ปิดท้ายด้วยความฟินจากขนมหวาน ไม่ว่าจะเป็นเค้กนานาชนิด ผลไม้ ไอศกรีม ช็อกโกแลตฟองดู และน้ำแข็งไสที่มีเครื่องให้เลือกกว่า 40 ชนิด จัดหนักจัดเต็มขนาดนี้ ถูกใจทั้งสายซีฟู้ดสายหวานเลยนะคะ  

งานนี้ถูกใจคนชื่นชอบของหวานอย่างแน่นอน เพราะโรงแรมสุโขทัยเขามีบุฟเฟต์ช็อกโกแลตที่จัดหนักจัดเต็ม จากทั่วทุกมุมโลกจำนวนมากกว่า 31 ชนิด มาวางเรียงรายให้ได้เลือกกับแบบจุใจกันไปเต็มๆ     เมื่อเดินเข้ามาจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่สบายๆ ผ่อนคลายแถมยังมีเก้าอี้นุ่มๆ คอยต้อนรับอีกด้วย และที่สำคัญจะมีเชฟ Laurent Ganguillet ท่าทางใจดีคอยแนะนำและอธิบายรสชาติช็อกโกแลต โดยประจำอยู่สเตชัน คอยชงเครื่องดื่มให้เราดื่มอย่างไม่จำกัด ซึ่งจุดเด่นของสเตชันนี้คือ เราสามารถเลือกรสชาติ ความเข้ม ความหวานได้ตามใจชอบ และเลือกได้ว่าต้องการแบบร้อนหรือแบบเย็นอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีช็อกโกแลตรสชาติผลไม้ให้ชิมอีกด้วย งานนี้เรียกว่าใครถูกใจรสไหนก็จัดเต็มกันได้เลย         นอกจากโซนบริเวณที่เป็นไฮไลท์จากเชฟแล้ว ยังมีส่วนบาร์ของหวานมากมายให้ได้เลือกอย่าง Raspberry Forest Cake เค้กช็อกโกแลตแสนเข้มข้นตัดเลี่ยนด้วยด้วยราสเบอร์รีสุดจี๊ดทำให้เค้กชิ้นนี้อร่อยลงตัวจริงๆ Milk chocolate white chocolate dark chocolate มาในรูปแบบก้อนสี่เหลี่ยมชิ้นพอดีคำตกแต่งด้านบนด้วยลายของโรงแรมหน้าตาน่ารับประทานสุดๆ Chocolate skewers กล้วยหอมๆ ชิ้นโตเนื้อหวานเคลือบด้วยช็อกโกแลตทั้งแท่ง กัดเข้าไปแล้วเข้ากันดีซะเหลือเกิน Cheesecake ชีสเค้กสูตรเด็ดที่เชฟคอนเฟิร์มเองเลยว่ารสชาติไม่เหมือนที่ไหนอย่างแน่นอน แถมตัวเนื้อเค้กยังเนียนนุ่มกินแต่ละครั้ง ประทับใจแบบสุดๆ ไปเลย นอกจากที่ยกตัวอย่างมาแล้วที่โซนนี้ยังมีของหวานอื่นๆ อีกมากมาย     white chocolate Milk chocolate dark chocolate     Chocolate skewers   Cheesecake   ถัดมาจะเป็นในส่วนของโซนของคาวกันบ้าง มีตั้งแต่ซูชิหน้าต่างๆ ปลาแซลมอนสดๆ ชิ้นโต สีสันดึงดูดแบบสุดๆ หรือจะเป็นซูชิโรลก็น่ากินไม่แพ้กัน  หรือแม้กระทั่งแซนด์วิชที่มาในชิ้นพอดีคำ กัดไปแล้วรู้สึกเต็มปากเต็มคอแน่นอน นอกจากนี้ยังมี BBQ chicken wings ปีกไก่ซอสบาร์บีคิว ชิ้นโตฉ่ำซอส แถมด้วยของว่างแบบไทยอย่างสาคูไส้หมู จัดมาในช้อนพร้อมผัก แป้งนุ่มๆ แถมไส้ก็หอมอร่อย เรียกได้ว่ากินแล้วต้องลุกขึ้นมาหยิบมาเพิ่มอีก และเนื้อมังคุดยำ จัดเต็มเรื่องรสชาติของน้ำยำได้อรรถรสในการกินแบบสุดๆ เพราะมีทั้งความเผ็ด เปรี้ยว หวาน เรียกได้ว่าครบรสเป็นอย่างมาก       สาคูไส้หมู   ปิดท้ายมื้อนี้ด้วยผลไม้ต่างๆ ที่จะสลับเปลี่ยนหมุนเวียนให้เราเลือกตามแต่ช่วงฤดู เรียกได้ว่าเป็นการตบท้ายมื้อนี้ได้อย่างประทับใจจริงๆ ค่ะ  

เมื่อทายาทรุ่นใหม่ไฟแรงต้องการต่อยอดธุรกิจโรงสุกรของครอบครัว นำความถนัดมาปรับเข้ากับสิ่งที่รักทำให้เกิด Team Shabu ร้านอาหารนั่งสบายที่ใครมาแล้วมั่นใจได้ว่าจะไม่พลาดเนื้อหมูอร่อยๆ อย่างแน่นอน ส่วนน้ำจิ้มสุกี้ก็ปรับจนได้สูตรที่ลงตัว สามารถครองใจชาวนนทบุรีและละแวกใกล้เคียงได้ตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้าน       ไม่เพียงชูไฮไลท์ที่เนื้อหมูคุณภาพสไลด์เป็นแผ่นบางให้ลวกจิ้ม ยังนำมาปรุงรสอย่างหมูนุ่ม หมูเด้ง และหมูทรงเครื่องที่ทางร้านทำเองอีกด้วย นอกจากเนื้อหมูยังมีเนื้อไก่และซีฟู้ดที่ผ่านการคัดสรรและจัดเก็บอย่างดีเพื่อคงความสดจนกว่าจะถึงปากลูกค้า ถัดจากของสดสิ่งที่ช่วยชูรสยกให้น้ำจิ้มสุกี้ฮ่องกงผสมเต้าเจี้ยวสูตรโฮมเมด รสเผ็ดนิดๆ กินกับเนื้อหมูนุ่มๆ กลมกล่อมเข้ากัน หรือจะเลือกจับคู่กับน้ำจิ้มสุกี้ น้ำจิ้มซีฟู้ด หรือน้ำจิ้มพอนสึก็อร่อยไม่น้อยหน้า         สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างคือน้ำซุปรสเลิศที่มีให้เลือก 3 ซุป ได้แก่ ซุปใสเคี่ยวจากกระดูกหมู ซุปดำแบบสุกี้ญี่ปุ่น และซุปต้มยำเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดสไตล์ไทย เลือกแบบไหนก็ตอบโจทย์ถึงใจสายชาบูทั้งนั้น        

บอกเลยว่าไม่ว่าจะเป็นคนรักอาหารจีนหรือสายบุฟเฟต์ตัวยงก็พลาดไม่ได้ สำหรับ “คาราวานบุฟเฟต์โฉมใหม่” ของห้องอาหารจีน “สเตลล่า พาเลซ” บนชั้น 79 โรงแรมใบหยกสกาย ที่ปรับเปลี่ยนและเพิ่มความอลังการด้วยเมนูอาหารจีนรสชาติต้นตำรับที่มีให้อร่อยละลานตาถึง 15 คันรถ มากกว่า 80 รายการ แถมยังมาบริการเสิร์ฟกันถึงโต๊ะในห้องวีไอพีกันเลยทีเดียว   โดยทุกเมนูอร่อยสไตล์จีนดั้งเดิมนี้ยังรังสรรค์โดย เชฟประยงค์ ขันดงลิง  Senior Executive Sous Chef และ เชฟสุชาติ ป้อมแก้ว Chef BBQ 2 เชฟมากประสบการณ์แห่งสเตลล่า พาเลซ ที่ร่วมกันคิดค้นและสร้างสรรค์เมนูอร่อยที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร     เริ่มต้นเรียกน้ำย่อยกับเชต 5 คันรถแรก กับขบวนเมนูออเดิร์ฟกินเล่น (แต่อิ่มจริง) ที่ยกมาทั้ง เมนูร้อนเย็น อาทิ ขาหมูเย็น ไก่แช่เหล้า ขาหมูยัดไส้ แมงกระพรุนน้ำมันงา (แนะนำว่าต้องลอง) และสลัดกุ้งทอดผลไม้ที่กินเพลินสุดๆ       ต่อด้วยติ่มซำที่มีทั้งแบบนึ่งและทอด ไม่ว่าจะเป็นขนมจีบกุ้ง ขนมจีบปู ซาลาเปา ฮะเก๋าหูฉลาม ทอดมันกุ้ง ก้ามปูทอด ขนมปังหน้ากุ้ง และ ฟองเต้าหู้ทอด ที่เสิร์ฟกันแบบร้อนๆ กรอบนอกนุ่มใน         แล้วมาพักเบรกด้วยส้มตำและยำผลไม้ที่มาทำกันสดๆ รับประกันรสแซ่บจัดจ้าน ก่อนไปชิมเมนูหายากอย่างฮือแซ หรือซาชิมิแบบจีน ที่นำปลากระพงแดงสดแล่บางกินกับเครื่องเคียงนานาชนิด           จากนั้นมาเริ่มจัดเต็มกับเมนูหลักแน่นๆ ใน 6 คันรถถัดมา ที่มีไฮไลต์ห้ามพลาดคือ เป็ดปักกิ่งและเป็ดย่างหนังกรอบ ที่มาพร้อมซอส 3 สไตล์ ทั้งน้ำราดเป็ดย่าง ซอสบ๊วย และน้ำมันพริกเกลือ ที่เป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่ ต่อด้วยหมูหันฮ่องกง หมูแดง และหมูกรอบสูตรเด็ด           แล้วมาเพิ่มความอลังการให้มื้อนี้กันต่อกับเป๋าฮื้อน้ำแดงและหอยหน่อไม้ และกระเพาะปลาน้ำแดงรสกลมกล่อม รวมทั้งเมนูเส้น อาหารมงคลของคนจีนที่รวมพลมาทั้งบะหมี่ขาห่านอบหม้อดิน บะหมี่เคาหยก กุ้งอบวุนเส้น และบะหมี่ไก่ซีอิ๊ว           ส่วนสายซีฟู้ดต้องเตรียมท้องไว้สำหรับซีฟู้ดฮองเฮา ที่พร้อมให้เราเลือกอาหารทะเลและผักสดนานาชนิด อาทิ กุ้งแม่น้ำ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ ปูม้า ปลาหมึก ผักกาดขาว เห็ดออรินจิ ผักกวางตุ้งไต้หวัน มาต้มในน้ำซุปร้อนๆ หอมกลมกล่อม     แล้วมาตบท้ายด้วยเซตของหวาน 4 คันรถสุดท้าย ที่รวมความอร่อยเอาใจสายหวาน ทั้งผลไม้สดหลากชนิด เครปซูเซตต์ เมนูขึ้นชื่อที่มาทำเสิร์ฟกันร้อนๆ พร้อมไอศกรีมโฮมเมดสูตรสเตลล่า พาเลซ รวมทั้งขนมหวานแบบร้อนและเย็น แนะนำบัวลอยน้ำขิง สาคูแคนตาลูปกะทิปั่น และแตงโมเกล็ดหิมะเย็นชื่นใจ แต่ภ้ายังไม่จุใจยังมีขบวนเค้กและเบเกอรีสไตล์ฮ่องกงรอให้ชิมอีกเพียบ แนะนำลูกบอลลาวา แป้งทอดเหนียวนุ่มคลุกเคล้างาขาวและงาดำ ไส้ไข่เค็มลาวาเยิ้มๆ น่ากิน               นอกจากหลากหลายเมนูอัดแน่นในทั้ง 15 คันรถแล้ว ยังมีเมนูเสริมความ (อิ่ม) อร่อยให้เลือกได้อีก ทั้งซุป ข้าว และเมนคอร์สระดับพรีเมียม อาทิ ราดหน้ากุ้งแม่น้ำจัมโบ้ย่างมันเยิ้ม สะโพกเป็ดซอสส้ม ซี่โครงหมูตุ๋นทอด สตูลิ้นวัวและสเต๊กเนื้อแบบจีน ข้าวอบสเตลล่า ข้าวผัดหยางโจว บะหมี่ฮกเกี้ยน ซุปเป๋าฮื้อจักรพรรดิ ซุปหูฉลามทรงเครื่อง ซุปรังนก ซุปเยื่อไผ่ ไปจนถึงโจ๊กฮ่องกงเนื้อเนียนนุ่มละมุนลิ้น               ที่เราชอบมากคือ ราคาสุดคุ้มเพียง 890 บาทต่อคน นี้ ยังอร่อยได้แบบไม่จำกัดเวลา แถมฟรีเครื่องดื่มทั้งชาจีนและเก๊กฮวยตลอดมื้ออีกด้วย บอกเลยว่าสายกิน (หนัก) ต้องมาจัดกันด่วน! (อย่าลืมโทรไปสำหรองที่นั่งล่วงหน้า เพื่อรับประกันความอร่อยแบบชัวร์ๆ ด้วยนะ)

เจแปนนีสเลิฟเวอร์ให้การต้อนรับเป็นอย่างดีกับโรงแรมนิกโก้ กรุงเทพฯ โรงแรมเครือดังจากประเทศญี่ปุ่น มีไฮไลท์อย่างร้าน “ฮิโช” ที่ไม่เหมือนใครคือบุฟเฟต์เทมปุระแบบสั่งได้ไม่อั้น       “ฮิโช” ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “บินสูง” เราเห็นได้จากบรรยากาศของร้านที่ตกแต่งด้วยไม้ไผ่ทำให้เพดานสูงต่ำลดหลั่นกัน เด่นที่เคาท์เตอร์ไม้ขนาดใหญ่กลางห้องอาหารที่เรียงรายไปด้วยอาหารและเครื่องเคียงสไตล์ญี่ปุ่นที่เรียกว่า “โอบันไซ” (Obansi) เช่น เส้นหมี่เย็น ซูชิ ผักดอง ของทอดต่างๆ โดยเมนูจะหมุนเวียนไปตามฤดูกาล รวมทั้งขนมและผลไม้อีกหลายชนิด     มื้อกลางวันจะมีอาหารจานหลักให้สั่งและสามารถตักโอบันไซได้แบบไม่อั้น หากเป็นสายเนื้อห้ามพลาด Steak เนื้อวัวออสเตรเลียนวากิวสไลด์ย่างบนกระทะร้อน ที่เราสามารถย่างให้สุกมากน้อยได้ตามความชอบ เนื้อนุ่มฉ่ำเคี้ยวอร่อยได้รสเนื้อเต็มปาก     หากชอบปลาย่างสไตล์ญี่ปุ่นต้องสั่ง Yakizakana มีให้เลือกระหว่างปลาแซลมอนและปลาซาบะ ชิ้นโต ย่างมาแบบหนังกรอบ เนื้อนุ่ม ปลาสดเนื้อหวานอร่อย Tonkatsu หมูทอดทงคัทสึ แป้งกรอบเนื้อในนุ่มกินกับซอสรสเค็มหวานสไตล์ญี่ปุ่น Osashimi ซาชิมิรวมปลา 5 ชนิดหั่นชิ้นหนาเต็มคำ และยังมีเซตซูชิและเทมปุระให้เลือกอีกด้วย           ส่วนมื้อเย็นมีไฮไลท์คือบุฟเฟ่ต์เทมปุระแบบตามสั่ง เชฟจะค่อยๆ ทอดเทมปุระทีละชิ้นให้เราได้กินแบบร้อนๆ ทุกคำ มีทั้งซีฟู้ดอย่างเช่น ปูหิมะ หอยเชลล์ และปลาไหลให้เลือกสั่งด้วย เสิร์ฟพร้อมกับเกลือธรรมชาติจากประเทศญี่ปุ่นที่มีให้เลือก 6 ชนิดคือ เกลือธรรมชาติโมชิโอะ เกลือวาซาบิ เกลือรากบัว เกลือชาเขียว เกลือรสบ๊วย และเกลือแกงกะหรี่ เรียกได้ว่าไม่เหมือนที่ไหน         ที่นี่ยังมีสาเกบาร์ที่มีสาเกให้เลือกกว่า 20 ชนิด มีโอมากาเสะที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ซูชิและยังบริการอาหารเช้าสไตล์ญี่ปุ่นอีกด้วย เรียกว่าครบจบในที่เดียวสำหรับคนรักอาหารญี่ปุ่น

อยากกินบุฟเฟต์ซีฟู้ดแบบจัดหนักจัดเต็มไม่ต้องไปไหนไกลก็สามารถสัมผัสกับรสชาติซีฟู้ดแท้ๆ เหมือนยกทะเลมาไว้ที่นี่ Skyline Seafood Buffet AVANI+ Riverside Bangkok Hotel ย่านใจกลางพระราม 3   วิวแม่น้ำเจ้าพระยา   ใครกังวลว่ามากินบุฟเฟต์ที่โรงแรมแล้วต้องจัดเต็มเรื่องเสื้อผ้าหน้าผม แต่ไม่ใช่กับที่นี่อย่างแน่นอน เพราะเมื่อก้าวเข้ามาถึงห้องอาหารจะรับรู้ได้ถึงบรรยากาศสบายๆ ผ่อนคลาย ด้วยการตกแต่งเฟอร์นิเจอร์และผนังด้วยไม้สีอ่อน แต่เพิ่มความหรูให้เคาน์เตอร์อาหารลายหินอ่อนสีขาว แถมยังได้วิวแม่น้ำเจ้าพระยาแบบพาโรนามาประกอบเข้าไปอีก ทำให้การมากินอาหารในครั้งนี้ช่างแสนมีความสุขจริงๆ   ตอนกลางคืนวิวก็สวยไม่แพ้กัน   ซีฟู้ดจัดเต็ม   ขอบอกเลยว่าไม่ได้มีดีแค่วิวเท่านั้น เพราะพระเอกจริงๆ คือซีฟู้ดบุฟเฟต์นั่นเอง เรียกได้ว่าจัดมาให้กินอย่างจุใจ เริ่มจากกุ้ง กั้ง ปู ปลาหมึก หอยแมลงภู่ แซลมอน และที่ขาดไม่ได้คือหอยนางรม 4 สายพันธุ์ อาทิ หอยนางรมไอริช จากไอร์แลนด์ หอยนางรมเจอร์ซี่ หอยนางรมนอร์มังดีร์ และหอยนางรมฟิน เดอ แคลร์ จากฝรั่งเศส แถมยังมีปิ้งย่างให้บริการอีกด้วย มีอาหารให้เลือกมากมาย เช่น กุ้งแม่น้ำ ปลาแซลมอน ปลาหมึก หมู หรือเนื้อก็มีจ้า     หอยนางรม 4 สายพันธุ์   Seafood on ice   เอาใจสาวกปลาดิบกันหน่อยกับสารพัดเมนูทั้งซาชิมิแซลมอน ซาชิมิทูน่าเนื้อแดง ยำปลาแซลมอน ปลาซาบะหอมๆ แถมด้วยปูอัด ไข่หวาน และข้าวปั้นหน้าต่างๆ วางเรียงรายให้เราเลือกกันอย่างเต็มอิ่ม   ข้าวปั้นหน้าต่างๆ   แซลมอนสดๆ     ต่อมาเป็นโซนพาสต้าสามารถเลือกเส้นได้ตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นเส้นสปาเกตตี มักกะโรนี ฟูซิลลี่ ราวิโอลี ลิงกวินี และเพนเน่ แถมยังเลือกปรุงรสชาติได้หลากหลายรูปแบบ เพราะเชฟปรุงสดใหม่จานต่อจาน       ไม่หมดเพียงแค่นี้ยังมีอาหารให้เราเลือกอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย ส้มตำ ยำต่างๆ หรืออกเป็ดซอสส้ม ซึ่งแต่ละสัปดาห์อาหารจะไม่ซ้ำกันอย่างแน่นอน เราจะได้ลิ้มลองรสชาติใหม่ๆ กันตลอด   ส้มตำแซ่บๆ     ส่วนใครที่ชอบกินผักเป็นชีวิตจิตใจก็มีจัดเตรียมไว้ให้อย่างอลังการ โดยเฉพาะน้ำสลัดที่ขนมาให้เลือกกันตาลายไปข้าง แอบกระซิบนิดนึงว่าผักทั้งหมดนี้เป็นของออร์แกนิกทั้งนั้นเลย   ผักสดๆ   ถึงแม้อาหารจะมีให้เลือกเยอะ แต่อย่าลืมเผื่อท้องไว้ให้ของหวานกันด้วย เพราะเขาจัดเต็มกับของหวานไม่แพ้ของคาวเลยทีเดียว เริ่มจากสารพัดเค้กน่ารักๆ หรือจะเป็นขนมไทยเขาก็มี ไม่หมดเพียงเท่านี้ยังมีช็อกโกแลตฟองดูอีก ตบท้ายไอศกรีมสุดพิเศษที่ทางโรงแรมทำขึ้นมาเอง งานนี้กินให้พุงกางกันไปข้างเลยจ้า       ไอศกรีมสุดเฉพาะจากทางโรงแรม  

มื้อที่เราจะเต็มที่กับตัวเองได้อย่างสบายใจ ต้องยกให้ “ซันเดย์บรันช์” (Sunday Brunch) เพราะท้องยังว่างหลังจากตื่นนอน แล้วยังมีเวลาให้ย่อยไปอีกยาวๆ ด้วยเหตุนี้ ซันเดย์บรันช์ บุฟเฟต์ จึงเป็นอะไรที่ลงตัวสำหรับทั้งเพื่อนฝูงและครอบครัวที่ชื่นชอบของกินอร่อยๆ ได้กินอาหารตามที่แต่ละคนชอบแถมยังนั่งคุยนั่งชิลกันได้ตลอดบ่าย ใครที่กำลังมองหาซันเดย์บรันช์ที่คุ้มค่า อาหารอร่อย วิวงามๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ลองมาที่ เน็กซ์ทู คาเฟ่ (Next2 Café) โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ ที่เพิ่งเปิดตัวซิกเนเจอร์เมนูใหม่ล่าสุดสำหรับซันเดย์บรันช์ นั่นคือ “ล็อบสเตอร์ออมเล็ต” ออมเล็ตนุ่มละมุนลิ้นสอดไส้ชิ้นกุ้งล็อบสเตอร์ชิ้นโตตักแล้วเจอทุกคำ ทอปด้วยซอสฮอลแลนเดสรสออกมันๆ เปรี้ยวนิดๆ โรยด้วยไข่กุ้งกรุบๆ ทำสดใหม่เมื่อสั่งออร์เดอร์เท่านั้น แล้วค่อยๆ ไล่ลำดับความเข้มข้นด้วย “ล็อบสเตอร์เทอร์มิดอร์” กุ้งล็อบสเตอร์ย่างอบด้วยชีสแบบแน่นๆ เน้นๆ เนื้อกุ้งแกะมาให้แล้ว ย่างสุกกำลังดีไม่เหนียวเลย และ “ล็อบสเตอร์บิส” ซุปกุ้งล็อบสเตอร์รสเข้มข้น เป็นเมนูใหม่ที่คนรักล็อบสเตอร์โดนใจเต็มๆ         ต่อด้วยอีกเมนูที่ห้ามพลาดสำหรับคนรักเนื้อ “เนื้อวัวแองกัสย่าง” ใช้เนื้อวัวนำเข้าจากออสเตรเลีย เนื้อด้านในนุ่มชุ่มฉ่ำ เสิร์ฟคู่กับซอสเกรวีหรือซอสพริกไทย และยอร์คเชอร์พุดดิ้ง ส่วนใครที่ชอบฟัวกราส์ต้องลองเมนู “ฟัวกราส์กระทะร้อน” นำฟัวกราส์ชิ้นหนามานาบกระทะ แล้วประกบด้วยขนมปังเนื้อบางเบาทาเนยนาบกระทะจนผิวกรอบๆ เท่านี้ก็ฟินแล้ว         ด้านไลน์อาหารที่นี่นำเสนอเมนูอาหารนานาชาติที่เรียกว่าครบครัน ทั้งมุมซีฟู้ดออนไอซ์สดใหม่ นอกจากกุ้งและปู ยังมีก้ามล็อบสเตอร์ ขาปูทาราบะ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ เสิร์ฟกับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสดี มุมหอยนางรมสดก็มีหอยนางรมให้เลือกหลายสายพันธุ์ทั้งจากฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และอเมริกา ส่วนสเตชั่นอาหารญี่ปุ่นมีซูชิและซาชิมิหลากหลายดี สเตชั่นอาหารจีนมีเป็ดปักกิ่งอุ่นในซึ้งเสิร์ฟร้อนๆ ตลอดเวลา สเตชั่นอาหารอินเดียนี่เรียกว่าดีงามมากทีเดียว ไก่ย่างทันดูรีเนื้อนุ่ม แกงก็รสชาติเข้มข้น กินกับแป้งนาน ชัทนีย์ และหอมแดงดอง นอกจากนี้ยังมีสเตชั่นบาร์บีคิว สเตชั่นอาหารยุโรป สเตชั่นอาหารไทย สเตชั่นอาหารสไตล์เอเชีย ที่มีจานเด่นอย่างข้าววมันไก่ไหหลำและก๋วยเตี๋ยวน้ำด้วย           ถึงจะมีเมนูให้เลือกมากขนาดนี้ แต่สายแข็งอย่างเพิ่งยอมแพ้ เพราะไลน์ของหวานและชีสของที่นี่ก็เรียงรายรอให้ชิมกันอย่างเพียบ! เริ่มด้วย ตู้ไอศกรีมสไตล์โฮมเมด 12 รสชาติ ที่หมุนวนให้เลือกจนเลือกไม่ถูกเลยทีเดียว ตามด้วยขนมหวานสไตล์ฝรั่งเศสทั้งเค้กและมูสต่างๆ มาการอง ช็อกโกแลตฟาวเทน เตอร์กิชดีไลท์ อย่าพลาดเค้กช็อคโกแลตลาวาที่อร่อยมากๆ และยังมีมุมขนมไทย พร้อมด้วยข้าวเหนียวหน้าต่างๆ รวมทั้งข้าวเหนียวมะม่วง ซึ่งจะปอกให้ใหม่ๆ เมื่อมีออร์เดอร์ด้วย             นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายนเป็นต้นไป เราอยากชวนให้บ้านที่มีน้องๆ เด็กๆ พาลูกหลานมาด้วย เพราะตอนนี้ทางเน็กซ์ทู คาเฟ่ ร่วมกับโครงการ “เอเลเฟนท์ พาเหรด®” Elephant Parade® โครงการไม่แสวงหาผลกำไรที่มีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปหันมาให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ช้าง ด้วยการร่วมกันช่วยเหลือช้างที่เจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บ รวมถึงลดความรุนแรงที่เกิดกับช้าง ด้วยการดำเนินโครงการในลักษณะการจัดนิทรรศการผลงานศิลปะบนรูปปั้นช้างที่ได้รับการออกแบบและตกแต่งโดยนักออกแบบ ศิลปิน และบุคคลมีชื่อเสียงทั่วโลก จัดกิจกรรมระบายสีรูปปั้นช้าง โดยได้จัดเตรียมพื้นที่ อุปกรณ์ระบายสี และรูปปั้นช้างเรซิ่น (ขนาดเริ่มต้น 15 เซนติเมตร ราคาตัวละ 1,000บาท) และผ้ากันเปื้อนไว้ให้พร้อมสรรพ รอแค่ทุกท่านมาปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์วาดลงไปบนตัวช้าง เป็นกิจกรรมที่เด็กๆ ก็ชื่นชอบ ผู้ใหญ่ก็สนุก นอกจากนี้ จำนวนเงิน 20% จากกำไรสุทธิจะนำไปบริจาคเพื่อกิจกรรมในโครงการสวัสดิการและอนุรักษ์ช้างในเอเชียต่อไป         บุฟเฟต์มื้อสายวันอาทิตย์ที่เน็กซ์ทู คาเฟ่ รังสรรค์โดย เชฟมาร์ค ซีโบรวีอุส หัวหน้าพ่อครัวใหญ่ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ สำหรับผู้ใหญ่ราคาท่านละ 2,888 บาทถ้วน และเด็กที่มีอายุระหว่าง 4 ปี – 11 ปี ราคาท่านละ 1,444 บาท 

คลายความสงสัยเกี่ยวกับความหมายของชื่อร้านลาวา ทันทีที่ได้เห็นภาพของไลน์อาหารบุฟเฟต์วางเรียงรายตลอดความยาวด้านหนึ่งของร้าน เปรียบดั่งสายธารลาวาหลั่งไหลไม่สิ้นสุด กระตุ้นน้ำย่อยให้เต้นโครมครามและอยากลงมือปิ้งย่างเสียเดี๋ยวนั้น     ด้านบรรยากาศภายในร้านคึกคักเป็นปกติด้วยลูกค้าพร้อมใจกันเข้ากระชับพื้นที่แทบจะในนาทีแรกที่เปิดร้าน โดยเฉพาะสายกินตัวจริงยิ่งไม่พลาดเตรียมล้างท้อง พร้อมรับมือกับมื้อค่ำอันโอชะที่มีให้เลือกอย่างจุใจ ในราคาที่เกินคุ้มไปไกลมาก   แนะนำเริ่มที่ต้นทางนำโดยกุ้งสดเลือกได้ทั้งแบบแหวกว่ายอยู่ในน้ำหรือคีบจากถาดโรยน้ำแข็งด้านบนที่สดใหม่ไม่ต่างกัน      ตามด้วยหอยใหญ่หลายสายพันธุ์รับประกันความสด เช่น หอยนางรมกินคู่ยอดกระถิน หอมเจียว และน้ำพริกเผาสูตรต้มยำแม่ประนอม ต่อด้วยโซนเนื้อสัตว์จัดเต็มเนื้อไก่ เนื้อหมู หมูบด หมึก แมงกะพรุน ปูอัด ไข่นกกระทา และอื่นๆ       อย่าลืมผักสดกรอบช่วยตัดเลี่ยนและเพิ่มความสดชื่นระหว่างมื้อ ใกล้กันคือไลน์อาหารปรุงเสร็จพร้อมเสิร์ฟเติมเต็มตลอด หลายคนคงเทใจให้โซนนี้เพราะหน้าตาชวนกินทั้งนั้น ปิดท้ายด้วยขบวนขนมหวาน ไอศกรีม ผลไม้ และเครื่องดื่มเติมไม่อั้น ยกเว้นแอลกอฮอล์         แต่ที่อยากกดไลค์ให้รัวๆ เป็นตัวช่วยชูรสชาติความอร่อยแบบคูณสองคือน้ำจิ้ม 4 ชนิด ได้แก่ ซีฟู้ด และแจ่วสูตรเฉพาะของร้าน ร่วมสมทบความเข้มข้นและจัดจ้านด้วยน้ำจิ้มสุกี้สูตรกวางตุ้งและน้ำจิ้มไก่ตราแม่ประนอม ต้นตำรับความอร่อยแบบดั้งเดิมไม่เคยเปลี่ยน แวะมากินกี่ครั้งก็ไม่มีคำว่าผิดหวังกลับไป         เปิดให้บริการแล้ว 2 สาขาใกล้บ้านคุณ สาขาแรกสุวรรณภูมิ โทร. 09-2558-8265 และสาขาสอง อ้อมน้อย โทร. 08-9492-1919

เรียกว่าเป็นขวัญใจนักชิมมายาวนานกว่า 23 ปี สำหรับ “ข้าวต้มเจ้าพระยา” หรือ “ข้าวต้มบุฟเฟ่ต์” แห่งโรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ผู้บุกเบิกข้าวต้มบุฟเฟ่ต์มื้อค่ำแห่งแรกบนถนนรัชดาภิเษก ด้วยความอร่อยไม่เป็นสองรองใครและความหลากหลายของเมนูเด็ดกว่า 50 รายการ ที่สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนมาให้ชิม พร้อมทั้งเมนูพิเศษใหม่ๆ ที่ “เชฟทร-สุนทร ศรีหาบุตร” เชฟใหญ่ประจำห้องอาหารคอยคิดค้นและสร้างสรรค์ออกมาเอาใจนักชิมอยู่เสมอ         ที่สำคัญตอนนี้ข้าวต้มบุฟเฟ่ต์ย้ายมาอยู่บริเวณ ชั้น G ของอาคารโรงแรมที่มีพื้นที่กว้างขวางนั่งสบายมากยิ่งขึ้น โดยมีทั้งโซนริมกระจกใสให้ชมวิวทิวทัศน์ภายนอกและโซนใกล้ไลน์บุฟเฟ่ต์ซึ่งทั้ง 2 โซนนี้รองรับลูกค้าได้กว่า 150 ที่นั่ง เลยทีเดียว         เมื่อมาถึงและเลือกที่นั่งเหมาะๆ เราแนะนำให้เริ่มจากโซนข้าวต้ม โดยข้าวต้มของที่นี่นั้นอร่อยไม่ธรรมดา โดยเฉพาะข้าวต้มผสมเผือกและข้าวต้มผสมมัน ที่ต้มเผือกและมันพร้อมกับข้าวหอมมะลิ โดยเชฟแอบกระซิบว่ามีเคล็ดลับอยู่ที่การใส่ข้าวเหนียวเล็กน้อย เพิ่มความหอมอร่อยนุ่มหนึบ     มาต่อกันที่ไลน์เมนูร้อนที่มีจานเด็ดยอดนิยม อาทิ ปลาตะเพียนต้มเค็ม สูตรเด็ดใส่เต้าเจี้ยวเพิ่มรสชาติ ไลน์พะโล้ที่มีทั้งเป็ดพะโล้ (ที่เนื้อนุ่มอร่อยไม่เหนียวเลย) ไส้พะโล้ และเลือดหมูพะโล้ รวมทั้งคากิตุ๋นเครื่องยาจีนจนนุ่มเปื่อย หน่อไม้จีน จับฉ่าย ผัดหนำเลี้ยบหมูสับ และหอยลายผัดน้ำพริกเผา               ส่วนใครชอบความแซ่บให้ตรงไปที่โซนเมนูยำ นอกจากเมนูอร่อยเลื่องลืออย่าง กั้งดอง ที่ใช้กั้งสดตัวโตดองพริกไทยสูตรเฉพาะของที่นี่แล้ว เรายังไม่อยากให้พลาดยำหอยแครงและยำกุ้งแห้งที่แซ่บจัดจ้านไม่แพ้กัน         แต่ถ้ากลัวจะเผ็ดเกินไป อย่าลืมตักเมนูอาหารแห้งและเมนูกินเล่นที่มีมากมายจนแทบเลือกไม่ถูก ไม่ว่าจะเป็นไข่เยี่ยวม้า ไข่เค็ม ปลากรอบ กุ้งหวาน ผักกาดหวาน หนำเลี้ยบ ปลาเค็ม ใบปอ กานาฉ่าย ไปจนถึงหมูแผ่นและกุนเชียงทอด       สำหรับสายเฮลท์ตี้ต้องถูกใจไลน์ผักสดนานาชนิด อาทิ ผักบุ้ง ผักแขนงคะน้า เห็ดเข็มทอง กุยช่ายขาว บร็อกโคลี ยอดฟักแม้ว ฯลฯ ที่ให้เราเลือกครีเอตเป็นผักผักต่างๆ พร้อมเลือกส่วนผสมเพิ่มเติม เช่น เต้าหู้ไข่ หมูกรอบ กุ้ง ปลาเค็ม หรือจะผัดผักรวมมิตรก็ได้ตามใจชอบ       ยังไม่หมดแค่นี้ ใครยังไม่อิ่มกับข้าวต้ม ที่นี่ยังมีสเตชั่นความอร่อยทั้งเป็ดย่าง หมูแดง หมูกรอบ (ที่หาไม่ได้ที่บุฟเฟ่ต์ข้าวต้มที่อื่น) ขาหมู ราดหน้า ส้มตำ และก๋วยเตี๋ยวต่างๆ ที่หมุนเวียนไม่ซ้ำกันตลอด 7 วัน แต่ที่พลาดไม่ได้คือเมนูพิเศษในช่วงนี้อย่าง หอยทอด แป้งกรอบนอกนุ่มใน ทอดร้อนๆ ตามสั่ง นอกจากนี้ในแต่ละโต๊ะที่นั่งยังมีการ์ดเมนูอาหารจานเดียวให้สั่งกันเพิ่มอีก อาทิ เส้นหมี่ผัดผักกระเฉดกุ้ง ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ ผัดซีอิ๊ว และไข่เจียว                 แล้วอย่าลืมเผื่อท้องไว้สำหรับของหวานแสนอร่อย ทั้งบัวลอยน้ำขิงนุ่มหนึบ เต้าฮวยหอมกรุ่น และโรตีกรอบ ทอดร้อนๆ ตามสั่ง แป้งโรตีกรอบมาก กินเพลินสุดๆ แถมยังเลือกทอปปิงได้หลากหลาย ทั้งแยม นมข้นหวาน กล้วยหอม และลูกเกด หรือจะล้างปากด้วยผลไม้ก็มีให้เลือกมากมาย อาทิ แตงโม แคนตาลูป แก้วมังกร สับปะรด มะละกอ ฯลฯ       ใครอยากอิ่มจัดเต็มกันแบบยาวๆ ไปได้เลยที่ชั้น G โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ถนนรัชดาภิเษก อร่อยกันได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 17.00 – 24.00 น. ในราคาเพียง 499 บาท (สุทธิ) / ท่าน เท่านั้น (กินได้ไม่จำกัดเวลา) แถมช่วงนี้ยังมีโปรโมชั่นอร่อยสุดคุ้ม “มา 4 ท่าน ลด 20 เปอร์เซ็นต์” อีกด้วย   สำรองที่นั่ง พร้อมสอบถามรายละเอียดได้ที่ 0-2290-0125 หรือ FB : Chaophya Park Hotel (BKK)

เอาล่ะ เลิกเถียงกันว่าโรมแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ปิดหรือยังไม่ปิดกันก่อน เพราะเรามาคอนเฟิร์มตรงนี้ว่า โรงแรมดุสิธานี กรุงเทพฯ จะเปิดให้บริการตามปกติไปจนถึงเดือนมกราคม 2562 และที่สำคัญ จากนี้ทุกเดือนจะมีโปรโมชั่นเด็ดๆ ทยอยเปิดตัวให้ลูกค้าทั้งขาประจำและไม่ประจำได้มาใช้บริการกันอีกด้วย     อย่างที่ ห้องอาหารเบญจรงค์ และเทอร์เรส ได้แปลงโฉมเป็นบุฟเฟต์สุดพรีเมี่ยมทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ ในคอนเซ็ปต์ “Beyond Boundaries” เพียงบรรยากาศก็ต่างจากบุฟเฟต์ที่อื่น ด้วยจำนวนโต๊ะไม่มาก ทำให้ไม่พลุกพล่าน ไม่ต้องรออาหารจนลืม และวิวสวยๆ ที่เราคุ้นเคยกันดีกับกระจกใสบานใหญ่ที่เปิดให้เห็นลานน้ำตก และ Live Band ขับกล่อมเพลงเพราะๆ แถมยังไม่ต้องเร่งรีบเพราะเปิดให้บริการยาวไปถึง 17.00น. เรียกว่าเป็นบรรยากาศบุฟเฟต์ที่ชิล สโลว์ไลฟ์ และผ่อนคลายอย่างแท้จริง       ด้านไลน์อาหารต้องบอกว่า “พรีเมียม” จริง ไม่ได้ใส่มาลอยๆ เริ่มด้วย Amuse Bouche (อามูซ บุช) หรือจานเรียกน้ำย่อยที่ใหญ่ที่สุดที่เราเคยเห็น เป็นแซลมอนสดวางบนหินร้อนครอบด้วยฝาแก้ว ซึ่งสามารถเลือกระดับความสุกได้ ถ้าชอบแบบกึ่งสุกก็เปิดฝาเร็ว ถ้าชอบสุกมากก็เปิดช้าหน่อย ต่อด้วย Seafood On Ice ที่ต้อนรับเราด้วยล็อบสเตอร์ทั้งตัว กุ้ง กั้ง กรรเชียงปู และหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ กับน้ำจิ้มหลากหลายรวมทั้งน้ำจิ้มซีฟู้ดสไตล์ไทยๆ ที่ขาดไมได้       ต่อมามุมอาหารเรียกน้ำย่อยที่มีทั้งมุมหอยนางรม ซึ่งเชฟจะแกะเสิร์ฟกันสดๆ มีหอยนางรม 3 สายพันธุ์ทั้งไอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และออสเตรเลีย เลือกซอสได้ทั้งแบบไทยแบบเทศ มุมซูชิและซาชิมิ ที่ใช้เนื้อปลาชั้นดี ไม่ผ่านการแช่แข็ง ทั้งอาคามิ ฮามาจิ แซลมอน ชิมะอาจิ หมึกยักษ์ อูนิ หรือจะให้เชฟทำเป็นโรลต่างๆ ก็ได้ ตามด้วยมุมสลัดผักออร์แกนิคสำหรับคนรักสุขภาพ และของว่างจานร้อนอย่างแฮมอบ และแซลมอนอบ         ไฮไลท์ของเราอยู่ที่มุมกริลล์ที่เราจะได้ออกไปเลือกวัตถุดิบสดๆ บริเวณเทอร์เรส มีทั้งกุ้งแม่น้ำ หอยเชลล์สดจากสกอตแลนด์ หอยเรเซอร์แคลม หอยแมลงภู่ หมึก ปลาคอด ปลาแซลมอน ปลากะพง ปลาทูน่า ซึ่งเลือกแล้วก็มานั่งรอชิลๆ ที่โต๊ะได้เลย         จานหลักก็ชวนให้ว้าวมาก เพราะเราสามารถเลือกสั่ง “ชุดติ่มซำ” จากห้องอาหารจีนในตำนาน May Flower มาทานที่นี่ได้ด้วย ส่วนจานหลักอื่นๆ Executive Chef ฟิลลิปส์ เคลเลอร์ ก็คัดสรรมาอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นตับเป็ดย่างเสิร์ฟกับชัตนีย์มะเดื่อ (Pan-fried Duck Liver with Fig Chutney and Raisin sauce) เสิร์ฟมา 2 ชิ้นใหญ่ๆ หรือ ซี่โครงแกะนิวซีแลนด์ย่าง (Pan-fried New Zealand Rack of Lamb with Mustard sides) หรือ สเต็กเนื้อยูเอสริบอายซอสไวน์แดง (US Rib Eye with Red Wine sauce)  หรือ ล็อบสเตอร์ เทอร์มิดอร์ (Oven-baked Lobster Thermidor) สำหรับจานอาหารไทยก็มีให้เลือก อาทิ กุ้งแม่น้ำทอดซอสกระเทียมพริกไทย แกงเผ็ดเป็ดย่าง และแกงเขียวหวานเนื้อชอร์ตริบส์สโลว์คุกตำรับเบญจรงค์           ขยับมาที่ไลน์ขนมหวานกันดีกว่า ก่อนที่จะต้องกลิ้งไป เพราะมีห้องพิเศษเฉพาะสำหรับไลน์นี้เลยทีเดียว ซึ่งเต็มไปด้วยขนมหวานนานาชนิดทั้งเค้ก แชมเปญเจลลี่ ทาร์ตสตรอว์เบอร์รี ทีรามิสุชาเขียว ฯลฯ และมีขนมไทยด้วยนะ อย่างข้าวเหนียวมะม่วง ขนมใส่ไส้ ลูกชุบ ตะโก้ ฯลฯ และถ้าใครยังไหว ก็สามารถปิดท้ายด้วยชีสบอร์ดกับชาหรือกาแฟร้อนๆ สักถ้วยหนึ่ง และถ้าคุณนั่งยาวไปจนถึง 17.00 น. แล้วล่ะก็ จะได้รับเครื่องดื่มฟรี 1 ดริงก์พร้อมคานาเป้ให้นั่งชิลต่อไปได้อีกจนถึง 19.00น. กันเลย         ด้วยเมนูอาหารและบริการระดับนี้ ราคาก็จัดว่าสมเหตุสมผล อยู่ที่ 2,900++ เสิร์ฟกับซอฟต์ดริงก์และน้ำผลไม้ และขยับมาที่ 3,600++ บาท โดยสามารถสั่งเบียร์ ไวน์ และสปาร์คลิ่งไวน์เพิ่มได้ และที่ 4,900++ บาท จะสามารถเลือกเครื่องดื่มทั้งหมด รวมทั้ง Taittinger Champagne ได้ แน่นอนว่าฟรีโฟลว์   มาอิ่มอร่อยแบบสโลว์ไลฟ์ Beyond Boundaries กันได้ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 11.30 – 17.00น. ช่วงนี้มีโปรโมชั่นพิเศษ “The Triple Double” มา 3 ท่าน จ่ายเพียง 2 ท่าน ถึง 31 กรกฎาคม 2561 นี้

เดี๋ยวนี้จะกินบุฟเฟ่ต์ทั้งทีต้องไม่ธรรมดา เพราะที่โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพฯ และแบรนด์เลอ เมอริเดียนทั่วโลก จัดคอนเซปต์ใหม่เป็นบุฟเฟ่ต์ที่ผสมไลฟ์สไตล์การมีความสุขกับการใช้ชีวิต     ที่ห้องอาหารเลเทส เรซิพี อาหารที่นี่ได้รับแรงบันดาลใจจากแถบทะเลเมดิเตอเรเนียน โดยเฉพาะอาหารที่มีความโดดเด่นจากแถบเมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส จนถึงบริเวณเมืองพอตโตฟิโน่ ประเทศอิตาลี       G&C ไปมาแล้วขอบอกว่าห้ามพลาด เริ่มตั้งแต่มุมอาหารทะเลออนไอซ์พร้อมน้ำจิ้มหลากหลาย พาสต้าสเตชั่นมีให้เลือกทั้งเส้นและซอสเชฟปรุงใหม่ร้อนๆ มุมอาหารย่างหอมๆ พิซซ่าอบร้อน รวมทั้งอาหารจานหลักแบบสั่งได้ไม่อั้น อาทิ ซุปทะเล เป็ดกงฟี แก้มวัวตุ๋นซอสทรัฟเฟิล ฯลฯ หากเลี่ยนอาหารฝรั่งก็พุ่งไปที่มุมส้มตำที่สั่งให้เชฟทำแบบแซ่บถูกใจเราได้เลย           สุดท้ายอย่าลืมเผื่อท้องไว้สำหรับของหวานนานาชนิด และแพคเกจเครื่องดื่มที่มีให้เลือกตามชอบ จัดเต็มสมเป็นวันหยุดไปเลย           ข้อมูล มื้อกลางวัน (วันจันทร์ – วันเสาร์ เวลา 12:00-14:30 น.) ราคา 900 บาท มื้อค่ำ (วันพฤหัสบดี - วันเสาร์ เวลา 18:00-21.30 น.) ราคา 1,100 บาท มื้อบรันช์วันอาทิตย์ (เวลา 12:30-16:30 น.) ราคา 1,700 บาท *ราคาสุทธิต่อท่าน และรวมเครื่องดื่มแบบไม่อั้น)

มื้อเย็นวันเสาร์เป็นเวลาที่เราจะได้เม้าท์มอยกับเพื่อนแบบไม่ต้องรีบร้อน ดังนั้นบุฟเฟ่ต์ที่รวมอาหารนานาชาติจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะที่สุด     ห้องอาหารวิวดีบนชั้น 24 อัพแอนด์อะบัฟ ที่โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ จัดเต็มจัดใหญ่ รวมเมนูอาหารไว้มากมาย อันดับแรกต้องมุ่งไปที่ซีฟู้ดหลากหลายออนไอซ์แบบไม่อั้น ได้แก่ หอยนางรมหลายสายพันธุ์จากต่างประเทศ ตัวใหญ่เนื้อหวานปนเค็มนิดๆ รวมทั้งกั้ง กุ้ง ปูสดเนื้อแน่น กินกับน้ำจิ้มทั้งสไตล์ไทยรสจัดจ้าน หรือจะบีบเลมอนสวยๆ ก็ได้             เริ่มเรียกน้ำย่อยต่อด้วยชีสนานาชนิดและโคลคัทนำเข้า มุมนี้เข้ากับเครื่องดื่มมากๆ หรือจะแก้เลี่ยนด้วยส้มตำ ที่เชฟทำให้ใหม่สดตามสั่งจานต่อจานเลย รีเควสได้ด้วยว่าจะเผ็ดเบอร์ไหน     มุมอาหารญี่ปุ่นก็มีนะ ทั้งมากิโรล นิกิริ หรือจะให้เชฟแล่ซาชิมิสดๆ เนื้อหนาเต็มคำ จัดวางมาสวยงามสมชื่อโรงแรมญี่ปุ่นก็ได้     คุยสักพักเริ่มหิวก็ต้องต่อด้วยอาหารจานหลักหนักท้องอย่างอาหารไทยสักหน่อย มีให้เลือกหลายรายการ ทั้งน้ำพริก ยำ พล่า ลาบ แกง มาครบ         ที่นี่ยังมีฟัวกราส์รวมอยู่ในบุฟเฟ่ต์ด้วยนะ ส่วนใครที่เป็นสายเนื้อควรลองเนื้อวัวอบพร้อมเครื่องเคียง หรือเนื้อปลาอบสำหรับสายสุขภาพก็มีเช่นกัน หรือจะสั่งพาสต้าที่ปรุงแบบร้อนๆ จานต่อจาน ให้อิ่มเต็มที่ไปเลย         สุดท้ายอย่างลืมเผื่อท้องให้ข้าวเหนียวมะม่วง ขนมหวาน เบเกอรีและผลไม้ที่มีให้เลือกอย่างจุใจด้วยนะ        

หากพูดถึงร้านอาหารญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมสำหรับหนุ่มสาวชาวออฟฟิศแล้ว ร้านอาหารสไตล์อิซากายะคืออีกหนึ่งสถานที่ผ่อนคลายชั้นยอดก็ว่าได้ เพราะนอกจากร้านจะออกแบบมาเพื่อการกิน(กับแกล้ม)และนั่งดื่มโดยเฉพาะ แต่ละร้านยังเพิ่มกิมมิคต่างๆ ลงไปในอาหารรวมถึงโปรโมชันบุฟเฟ่ต์เครื่องดื่มที่สายดริ้งค์ห้ามพลาดเด็ดขาด ร่วมด้วยบรรยากาศการตกแต่งให้อารมณ์สนุกสนานและการเปิดเพลงที่ฟังแล้วชวนครึกครื้น เรียกว่าปลุกพลังในตัวเราครบทั้งรูป รส กลิ่น และเสียงเลยทีเดียว     เช่นเดียวกับที่ร้าน Katsuo Izakaya โดยคุณต่อและหุ้นส่วนตั้งใจทำให้ทุกคนที่มาหลุดออกจากความเครียดในที่ทำงาน พร้อมนั่งกินอาหารปิ้งย่างสูตรที่ร้านแกล้มกับเครื่องดื่มเย็นๆ อย่างเบียร์สดอาซาฮี Highball Glass (เหล้า Suntory ผสมเลมอนและโซดา) และ Chu Hai (เหล้าโชจูผสมโซดาและไซรัปผลไม้) จะดื่มเป็นแก้วหรือจะเลือกแบบบุฟเฟ่ต์ราคาย่อมเยา ดื่มได้ไม่อั้นภายในเวลา 2 ชั่วโมงก็ได้เหมือนกัน     ส่วนอาหารนอกจากกับแกล้มอย่างของทอด ของย่าง สลัด และยำ คุณต่อยังเพิ่มเมนูเข้ามาให้เรากินอิ่มครบจบในที่เดียว อย่างข้าวหน้าต่างๆ อาหารจานเส้น สเต็ก ซูชิ และหม้อไฟ ที่เป็นไฮไลต์เลยคือ สุกี้ยากี้หมู น้ำซุปสีดำสูตรเฉพาะที่ร้าน หวานกำลังเหมาะ เข้ากับสันคอหมูสไลด์เนื้อนุ่ม เต้าหู้ เส้นบุกเคี้ยวกรุบ รวมถึงผักและเห็ดนานาชนิด     ต่อด้วย แซลมอนนิกิริสไปร์ซี่ เนื้อแซลมอนส่วนท้องเผาไฟอ่อนๆ หอมฉุย วางบนข้าวซูชิแล้วราดสไปร์ซี่ซอสรสหวานๆ เผ็ดๆ เพิ่มความอร่อยอีกขั้นด้วยไข่กุ้งเคี้ยวกรุบ แต่ถ้าใครชอบกินเส้นต้องลอง ยากิโซบะเบคอน เส้นยากิโซบะนุ่มหนึบเข้ากันกับซอสที่เคลือบมาบางๆ ผัดไม่มัน หอมกลิ่นเบคอน เสิร์ฟพร้อมไข่ดาว 1 ฟอง นอกจากนี้คนที่เป็นมีทเลิฟเวอร์ห้ามพลาดเลยก็คือ สเต็กเนื้อออสเตเลีย หั่นลูกเต๋า ย่างมาแบบมีเดียมแรร์ ด้านนอกสุกหอม ด้านในฉุ่มช่ำ ราดซอสสูตรเด็ดรสเค็มหวาน โรยต้นหอมอีกนิดหน่อย         เท่านี้ก็เหมาะกับการนั่งผ่อนคลายยาวๆ แล้ว    

คนรักอาหารญี่ปุ่นโดยเฉพาะสายบุฟเฟ่ต์ที่เน้นความอร่อยหลากหลายในราคาคุ้มค่า เราอยากชวนให้มาลองบุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่นที่ “โมริ กริลล์” ห้องอาหารญี่ปุ่นบนชั้น 2 ของโรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ซึ่งตอนนี้เปิดโซนใหม่เอาใจนักชิมกับ “BBQ Izakaya Buffet Dinner” ที่มาพร้อมเมนูปิ้งย่างมากมายเสิร์ฟร้อนๆ รวมทั้งซีฟู้ดสดใหม่นานาชนิดให้เลือกชิมกันแบบไม่อั้น     ด้วยบรรยากาศการตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นร่วมสมัยในพื้นที่ค่อนข้างกว้างขวาง สะดวกสบาย โดยมีทั้งโซนนั่งกินอาหารแบบเปิดกว้างที่รองรับเหล่านักชิมได้ถึง 115 ที่นั่ง และโซน Private Room ห้องไพรเวตที่มาพร้อมจอโทรทัศน์ LED ที่ให้ความเป็นส่วนตัวอีก 5 ห้อง จึงให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ไม่อึดอัด เหมาะกับการสังสรรค์กับครอบครัวและเพื่อนฝูง       เลือกที่นั่งมุมเหมาะๆ กันแล้ว ก็ถึงเวลาไปสำรวจไลน์บุฟเฟ่ต์ เราขอเริ่มจากโซนใหม่ BBQ Izakaya Buffet Dinner ที่เอาใจสายปิ้งย่างกับเมนูบาร์บีคิว ทั้งเนื้อ หมู ไก่ แกะ และซีฟู้ด อาทิ แซลมอน ปลาหมึก ที่เราสามารถเลือกหยิบได้ตามใจ โดยมีเชฟผู้เชี่ยวชาญพร้อมปรุงเสิร์ฟกันสดๆ ส่วนใครชอบแนวกระทะร้อน เขยิบไปด้านข้างเป็นโซน Teppanyaki - BBQ Counter ที่มีไฮไลต์อย่างกุ้งแม่น้ำ แซลมอน เห็ดออรินจิ เห็ดชิตาเกะ และเบคอนพันเห็ดเข็มทอง ชอบแบบไหนก็เลือกใส่จานยื่นให้เชฟปรุงกันได้เลย           สำหรับคออาหารทะเลห้ามพลาดซีฟู้ดนานาชนิด ที่เชฟเอ็ดดี้ – ยุคิยะซุ ทะคะมะ เชฟใหญ่ชาวญี่ปุ่นประจำห้องอาหารคัดสรรมาอย่างดี โดยเฉพาะพระเอกอย่างปูอลาสก้า เนื้อสดหวานที่กินได้ไม่อั้น รวมทั้งกั้งหิน กุ้งแม่น้ำ หอยนางรม หอยแมลงภู่ และปลาหมึกที่พร้อมให้อร่อยกันแบบสดใหม่ ส่วนใครเป็นสาวกปลาดิบต้องตรงไปที่โซน Sushi – Sashimi Counter ที่นอกจากแซลมอนชิ้นหนา ยังมีทั้งทูน่า ทาโกะ (ปลาหมึกยักษ์) ซาบะ  และปูอัด รวมทั้งข้าวปั้นหน้าต่างๆ อาทิ แคลิฟอร์เนียโรล ให้ชิมกันอย่างจุใจ               หากยังไม่อิ่ม โมริ กริลล์ยังมีโซนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นมุมชาบุชาบุ ที่เราสามารถเลือกเนื้อสัตว์ น้ำซุปและผักต่างๆ ให้เชฟปรุงได้เลย มุมของทอดที่มีทั้งเทมปุระ เกี๊ยวซ่า และมุมเมนูอาหารญี่ปุ่นปรุงสำเร็จที่หมุนเวียนเมนูให้ชิมกันแบบไม่มีเบื่อ แล้วอย่าลืมเก็บท้องไว้เผื่อโซน Dessert Counter ที่เต็มไปด้วยเมนูของหวานละลานตา ทั้งเค้กนานาชนิด ไอศกรีม น้ำแข็งไส และผลไม้ต่างๆ เป็นการปิดท้ายมื้ออร่อยนี้อย่างสมบูรณ์แบบ           ที่สำคัญตอนนี้ยังมีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับมื้อค่ำ ให้อร่อยคุ้มค่าในราคาเพียง 650 บาท (สุทธิ) ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคมนี้ เท่านั้น

เรียกว่าเป็นบุฟเฟ่ต์สำหรับคนรักชีสตัวจริง สำหรับ “King Grill” ร้านปิ้งย่างบาร์บีคิวชีสสไตล์เกาหลีที่หยิบเมนูเด็ดจากแดนกิมจิมาผสานกับความอร่อยหลากหลายในแบบไทยๆ ได้อย่างลงตัว ที่สำคัญยังคัดสรรแต่วัตถุดิบระดับพรีเมียมทั้งเนื้อ หมู ซีฟู้ด ไปจนถึงผักสดนานาชนิด รวมทั้งซอสที่มีให้เลือกชิมหลากหลายให้เปลี่ยนรสชาติได้แบบไม่จำเจ     สำหรับไฮไลต์ของคิงกริลล์อยู่ที่ “ชีส” คุณภาพดีเข้มข้นหอมมันเข้ากับทุกเมนู แต่หากละลานตาจนเลือกไม่ถูก เราแนะนำให้เริ่มด้วยจานเด่น อาทิ เนื้อคาลบีและเนื้อบุลโกกิสูตรเด็ดที่ร้านหมักเอง เนื้อสันคอออสเตรเลีย เนื้อและหมูสามชั้น         ส่วนคนรักซีฟู้ดก็ต้องบอกว่าถูกใจแน่นอน เพราะที่นี่คัดสรรแต่วัตถุดิบคุณภาพส่งตรงจากทะเล ไม่ว่าจะเป็น กุ้งแม่น้ำ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ และแซลมอน ซึ่งแต่ละอย่างทั้งสดและหั่นเสิร์ฟแบบชิ้นโตสะใจ จะกินแบบจุ่มชีส กินกับไข่ตุ๋นและข้าวโพดคลุก หรือจะห่อผักพร้อมกิมจิก็อร่อยได้ตามใจ ที่สำคัญน้ำจิ้มของคิงกริลล์ยังมีให้เลือกอร่อยแบบละลานตา อาทิ น้ำจิ้มซีฟู้ดสุดแซ่บ น้ำจิ้มสุกี้หวานเปรี้ยวเผ็ด น้ำจิ้มแจ่วรสจัดจ้าน และน้ำจิ้มปิ้งย่าง ซึ่งทั้งหมดมาพร้อมพริก กระเทียม และน้ำมะนาวให้ปรุงตามชอบอีกด้วย           แต่หากอยากอิ่มแบบเบาๆ ลองสั่งเป็นชุดปิ้งย่างขนาดกำลังดี หรืออาหารจานเดียวอย่างหม้อไฟเกาหลี จาจังเมียน และซุปกิมจิที่เหมาะกับมื้อกลางวันก็ฟินไม่แพ้กัน   สนับสนุนผลิตภัณฑ์โดย   

ร้านอาหารเช้าสไตล์ All Day Breakfast ของโรงแรมสุดเก๋ K Maison Boutique Hotel ที่คนรักอาหารเช้าเป็นต้องถูกใจ ทั้งบรรยากาศโทนสีสบายตาน่านั่งและกลิ่นหอมจากครัวเปิดกลางร้านที่บรรจงสร้างสรรค์อาหารโฮมเมดอร่อยไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะเฟรนช์โทสต์กรอบนอกนุ่มในที่ใช้ขนมปังบริออชสูตรเด็ดของครอบครัว ส่วนใครอยากเริ่มต้นมื้อเช้าแบบจัดเต็มกับบุฟเฟต์ราคาเบาๆ อร่อยกันได้ตั้งแต่ 06.30-10.30 น.       เมนูแนะนำ The Ultimate French Toast เฟรนช์โทสต์ชิ้นโตไส้กล้วยและครีมอัลมอนด์ ตัดรสหวานด้วยเบคอนกรอบและเม็ดมะม่วงหิมพานต์   Queen of Benny ความลงตัวของโพชเอ้ก แซลมอนรมควัน และซอสฮอลลันเดสหอมกลิ่นทรัฟเฟิล เสิร์ฟพร้อมแพนเค้กมันฝรั่ง   Truffle Aglio e Olio เส้นแองเจิลแฮร์ผัดกับเบคอน กระเทียม และน้ำมันมะกอกกลิ่นทรัฟเฟิล   Crunchy Black Truffle Pudding ดาร์กช็อกโกแลตเข้มข้นหอมกลิ่นทรัฟเฟิล เพิ่มความอร่อยด้วยพุดดิงนมและคุกกี้ช็อกโกแลต