A House ร้านอาหารฟิวชันและบาร์ในรูปแบบเท่ๆ ของหุ้นส่วนทั้ง 5 คนที่รักเสียงเพลงเฮาส์ โดยมาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ My House is Your House สร้างความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านด้วยบรรยากาศและแนวเพลงที่ฟังสนุกและไม่เสียงดังจนเกินไป เหมาะมานั่งพูดคุยกันพร้อมกินอาหารที่ครีเอตโดยคุณหม่อน หนึ่งในหุ้นส่วนร้าน ซึ่งนำไอเดียจากการไปเรียนเลอ กอร์ดอง เบลอมาทำเมนูสไตล์ฟิวชัน (ไทย-เวสเทิร์น) เหมาะกินคู่กับค็อกเทลสูตรพิเศษ หรือใครชอบเครื่องดื่มชนิดอื่นๆ ก็มีให้เลือกครบจบในที่เดียว        เมนูแนะนำ   Duck Crêpes with Red Curry Paste เป็ดย่างคลุกเคล้าซอสแกงเผ็ดและชีส ห่อด้วยแป้งตอร์ติญา เสิร์ฟพร้อมอาจาดและซอสแกงเผ็ด    Spicy Crab Pasta พาสตาเส้นเหนียวนุ่มรสจัดจ้าน แน่นด้วยเนื้อปู โรยไข่ปลาแซลมอนเพิ่มความอร่อยก่อนเสิร์ฟ   Sausage Party ไส้กรอกรวม กินคู่กับหัวหอมทอดและมันฝรั่งบด   Fish & Chips เนื้อปลาชุบแป้งทอดทั้งกรอบและหอม กินกับมันฝรั่งทอดจิ้มซอสสูตรพิเศษของที่ร้านเข้ากันอย่าบอกใคร

สร้างความฮือฮาเลยทีเดียว เมื่อศูนย์การค้า SHOW DC ได้เนรมิตพื้นที่ชั้น 6 ส่วนดาดฟ้าให้กลายเป็นอาณาจักรความบันเทิงและความอร่อยสไตล์เกาหลีในนาม YG Republique ของค่ายเพลง YG ที่สร้างศิลปินชื่อดังมาแล้วมากมาย อาทิ BIGBANG, PSY, 2NE1, WINNER, IKON และล่าสุดกับ BLACKPINK     K-Pub นับเป็น 1 ใน 3 ร้าน นอกเหนือจากคาเฟ่แสนสดใส BIGBANG Cafe by 3 Birds และ 3 Butcher’s ร้านเนื้อย่างสุดอร่อยที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน ขณะที่ K-Pub ถูกนำเสนอออกมาในแบบของรูฟท็อปบาร์ที่มีให้เลือกทั้งเอาต์ดอร์นั่งรับลมชมวิวบนถนนพระราม 9 หรือจะนั่งชิวข้างในแบบเท่ๆ ก็ดีไม่แพ้กัน และแม้ว่ามีตัว K นำหน้าเพื่อการันตีความเป็นเกาหลีทุกกระเบียด แต่ความจริงแล้วที่นี่ได้ผสมผสานวัฒนธรรมการดื่ม อาหาร และแนวเพลงอย่างเป็นสากล เครื่องดื่มจึงมีให้เลือกตั้งแต่โซจู (เหล้าเกาหลี) ไวน์ ไปจนถึงคราฟต์เบียร์ เช่นเดียวกับเพลงที่เปิดซึ่งไม่ใช่มีแต่เพลงเกาหลีเท่านั้น หากยังมีเพลงสากล และไลฟ์แบนด์ที่จะหมุนเวียนกันมาเล่นในทุกวัน แต่ถ้าใครชอบดีเจโอปป้าเกาหลีก็มานั่งรอกันได้       ส่วนเรื่องอาหาร K-Pub สาขานี้อาจจะจัดใหญ่จัดเต็มกว่า เนื่องจากคนขอแค่กับแกล้มเป็นพอ (เพราะกินจากที่อื่นมาแล้ว) แต่เมื่อคนไทยขออิ่มไว้ก่อนแบบร้านเดียวจบ เราจึงมาเริ่มกันด้วย Fried Calamari & Shrimp ปลาหมึกและกุ้งทอดแบบเกาหลีที่ทอดด้วยแป้ง 2 ชนิด จนได้ความกรอบนอกนุ่มใน ก่อนจะมาคลุกเคล้ากับเกลือและพริกคาเยน เสิร์ฟพร้อมซอสสวีตชิลลีมายองเนสรสหวานมัน      ต่อด้วย Mac & Cheese มักกะโรนีอบชีสเชดดาร์และชีสมอซซาเรลลา เพิ่มความหอมอร่อยด้วยเบคอนและหอมหัวใหญ่ชิ้นเล็ก     สำหรับจานใหญ่หลายคนก็ต้อง Smoked Meat Platter ที่รวมความอร่อยสไตล์บาร์บีคิวไว้จนแน่น ไม่ว่าจะเป็นซี่โครงหมู ซี่โครงเนื้อ และน่องไก่ เสิร์ฟพร้อมพริกย่าง ข้าวโพดย่าง ขนมปังนุ่มๆ และซอส 3 รสให้ลองชิมตามความชอบ      พลางจิบ YG IPA คราฟต์เบียร์พิเศษของวายจี โดดเด่นด้วยรสชาติที่เน้นความเป็นดั้งเดิมสมชื่อ IPA – India Pale Ale ซึ่งเป็นการหมักเบียร์อังกฤษในสมัยโบราณ รสชาติที่ออกมาจึงมีความขมอมหอมของฮอป และเพื่อให้ได้รสชาติเต็มขั้น จึงเสิร์ฟมาในแก้วทองแดง     ถ้าชอบรสนิ่มนวลเราก็ขอแนะนำ K-Pub Whisky Sour ค็อกเทลซิกเนเจอร์ซึ่งนำเอาวิสกี้ที่อินฟิวส์กับโสม ก่อนจะเติมความเปรี้ยวปรี๊ดด้วยเลมอน รับรองมีติดใจ  

หากคุณคิดว่า Nineteens Up เป็นบาร์เครื่องดื่มที่ให้มาแฮงก์เอาต์ยามค่ำคืนล่ะก็คุณคิดผิด เพราะที่นี่เป็นมากกว่านั้น คุณสตีฟ เจ้าของร้านบอกว่าที่นี่เป็นบาร์กิจกรรมหรือ Activity Bar ที่มีมากกว่าเครื่องดื่ม และเปิดตั้งแต่สายไล่ไปจนถึงดึกดื่น      คำว่า "บาร์กิจกรรม" ก็ดูเหมือนจะไม่ได้เกินเลยไปจากที่พูดมา เช่น บอร์ดเกม โต๊ะปิงปอง และโต๊ะพูล ให้เป็นคอมมูนิตี้ของเพื่อน ไม่เพียงแวะมากินดื่มแล้วกลับบ้าน แต่มาสนุกกับการใช้ชีวิตในบรรยากาศสนุกๆ ของสตรีทอาร์ต ที่ได้ศิลปินมาช่วยกันแต่งแต้มเรื่องราวของกิจกรรมภายในร้านบนผนัง     ช่วงกลางวันยังมีบริการส่งอาหารด้วย รวมถึง Rotate Kitchen ครัวเปิดด้านนอกที่จะหมุนเวียนเชฟมาปรุงอาหารมื้อพิเศษเดือนละครั้ง ที่นี่ได้เชฟไอซ์ที่เกิดและเติบโตในซิดนีย์ ออสเตรเลีย มาช่วยทำอาหารฟิวชันรสจัดจ้าน ส่วนคุณสตีฟไปเป็นขาประจำที่ร้านของเชฟที่ชื่อว่าปูติดปีก ก่อนที่จะตัดสินใจปิดร้านของตัวเองแล้วมาจับมือกัน     รสชาติอาหารของเชฟไอซ์ค่อนข้างจัด หยิบนี่ผสมนั่นอย่างสนุกสนาน จนเราเองก็ไม่กล้าพูดเต็มปากว่าเป็นไทยฟิวชัน Spicy Salmon Steak เป็นหนึ่งในจานที่รสชาติดี ลืมไปได้เลยแซลมอนกับซอสครีมๆ มันๆ จานนี้ทอดเฉพาะหนังปลาให้กรอบ ส่วนเนื้อปลาใช้กรดมะนาวทำให้สุกแบบเซบีเช กินกับน้ำยำผสมซัลซาที่มีตะไคร้และใบมะกรูดมาด้วย     ส่วนจานนี้เก๋มาก พาสตาหมึกดำไข่ปู เส้นดำโฮมเมดผัดพริกกระเทียมกับเนื้อปูและไข่ปู แถมยังมีฮ่อยจ๊อปูอีกลูก ฮ่อยจ๊อปูนี่เป็นเมนูเดลิเวอรียอดนิยม และ Pull Beef Sandwich แซนด์วิชย่างไส้เนื้อวัวฝอย พริกฮาลาเปโย ผักดอง และชีส 3 ชนิด        ส่วนเครื่องดื่มเน้นเบียร์สดที่มี 10 แท็ป โดยยก 2 แท็ปให้กับคราฟต์เบียร์ไทย คุณสตีฟ แนะนำ Liefmans เบียร์ผลไม้กลิ่นราสป์เบอร์รีที่ให้รสเปรี้ยวตัดเลี่ยนอาหารได้ดี      ส่วนค็อกเทลก็มีแม้ว่าจะรสไม่ได้เป๊ะแบบบาร์ค็อกเทลแต่สำหรับสายแฟลร์ที่นี่ก็มีดี Impressionist ค็อกเทลสีสวยที่มีดีตรงลีลาผสม    

วันนี้ชายจุกกลับมาที่ The Bamboo Bar โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ อีกครั้งด้วย 2 เหตุผลใหญ่ เมนูเครื่องดื่มใหม่และนักร้องเพลงแจ๊ซคนใหม่ เหตุผลทั้งคู่ถูกเชื่อมโยงกันด้วยจิตวิญญาณของเพลงแจ๊ซ ใครชอบแจ๊ซ ชายเชื่อว่ามาคราวนี้แล้วจะยิ่งรักที่นี่มากขึ้นไปอีก       ชายแวะเวียนมาที่แบมบูหลายครั้งหลายคราทั้งการมาของบาร์เทนเดอร์รับเชิญ เมนูเครื่องดื่มใหม่ และมานั่งฟังเพลงแจ๊ซนี่แหละ เพราะที่นี่คือบาร์แจ๊ซระดับตำนาน แม้ว่าจะดีไซน์ใหม่ (ราว 2 ปีก่อน) แต่ก็ยังคงความเป็นแบมบูด้วยไม้ไผ่ทั้งผนังและเคานท์เตอร์บาร์ ประดับภาพประวัติศาสตร์และแขกวีไอพีที่เคยมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งนักร้อง นักดนตรี และนักแสดง นอกจากนั้นยังเพิ่มกระจกสะท้อนทั้งเพดานและผนังเพื่อทำให้มีพื้นที่กว้างมากขึ้น รวมถึงระบบเสียงคุณภาพดี     วันนี้เป็นวันแรกของ ซินเทีย อุทเทอร์บัค (Cynthia Utterbach) นักร้องเพลงแจ๊ซคนล่าสุดที่ส่งตรงจากอเมริกา ทำให้จังหวะจะโคนในช่วงเริ่มต้นยังไม่ประสานกับวงดนตรีประจำของที่นี่ แต่ด้วยประสบการณ์แล้วในห้วงเวลาหนึ่งเธอก็แสดงน้ำเสียงและการอิมโพรไวท์ที่ทรงพลังออกมาให้เราเห็นถึงความเป็นศิลปินของเธอ มีบ้างที่นักดนตรีเองก็ถูกเธอนำทางไปในจังหวะส่วนตัวที่ยากเข้าถึง แต่ภาพรวมชายว่ามันตื่นเต้นดี และดึงคนฟังได้ดีเลยแหละ       อีกหนึ่งเหตุผลก็คือเครื่องดื่มเมนูใหม่ของ เจมี่ ไรนด์ (Jamie Rhind) ผู้จัดการบาร์คนล่าสุด แม้ว่าจะเริ่มงานมาได้สักพักใหญ่แล้ว แต่ไม่น่าเชื่อว่าเขายังไม่ปล่อยเมนูค็อกเทลออกมา จนเมื่อเดือนก่อนนี่เองที่เริ่มปล่อยหมัดเด็ดออกมา “a Cappella” ที่เชื่อมโยงด้วยกลิ่นอายของแจ๊ซผ่านเครื่องแก้วและศิลปินเพลงแจ๊ซ เขาบอกว่าเพลงแจ๊ซเป็นเรื่องของสัมผัส เขาจึงตีความให้ออกมาเชื่อมโยงแบบมีเรื่องให้ต้องคิดตามมากกว่าตีความตรงๆ     ชายแนะนำวิธีสั่ง 2 แบบ ถ้าชอบเพลงแจ๊ซชายเชื่อว่าคงคุ้นเคยกับชื่อเพลงและชื่อศิลปินที่เจมี่ใช้แทนชื่อค็อกเทล เลือกศิลปินคนโปรดแล้วขอให้ซินเทียร้องเพลงนั้นตามไปเลย หรือใช้สัญชาตญาณของคอค็อกเทลเลือกตามที่ชอบดูจากส่วนผสมก็พอจะบอกชายในระดับหนึ่ง   แก้วที่ดีที่สุดที่ชายชอบเป็น Riffin The Scotch – Billie Holiday (520 บาท++) แก้วนี้เด่นที่รสอุมามิที่ได้จากวิสกี้กับเห็ดแห้งที่นำไปซูวีนานกว่า 3 ชั่วโมงกลายเป็นวิสกี้ซุปเห็ด ตัดด้วยรสเปรี้ยวหวานของน้ำลูกแพร์ จะบอกว่าเป็นซุปเห็ดที่มีรสเปรี้ยวและอุมามิก็ได้     ตามด้วยแรงบันดาลใจจากศิลปินชื่อก้องโลก Hit The Road Jack – Ray Charles (520 บาท++)  เจมี่ตีความโลกของเรย์ด้วยแก้วสีดำสนิทที่มองไม่เห็นภายในแก้ว แต่ก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นรสค็อกเทล เบอร์เบิ้น สวีทเวอร์มุท ดรายเชอรี่ และจินเจอร์ เติ่มกลิ่นของเลมอนรอบแก้ว     และ Kiss of Fire – Louis Armstrong (520 บาท++) ค็อกเทลในแก้วรูปไปป์ที่สะท้อนตัวตนของหลุยส์ อาร์มสตรองค์ แก้วนี้มีความสโมคปนกับฟรุตตี้ เก๋ที่วิธีดื่มที่ต้องยกไปป์กระดกหมือนกำลังสูบไปป์     ใครอยากมาฟินครบจบในครั้งเดียวแนะนำวันจันทร์ถึงเสาร์ ตั้งแต่ 3 ทุ่ม เพราะเป็นเวลาทำการของซินเทีย ส่วนเจมี่อาจจะหาตัวจับยากนิดนึงเพราะเดินทางไปทำค็อกเทลในต่างประเทศเป็นครั้งคราว

Orihara Shoten เป็นทั้งสาเกบาร์และชอปเครื่องดื่มจากญี่ปุ่นที่รวมเอาสาเกและลิเคียวร์ไว้มากกว่า 80 ชนิด ชื่อของโอริฮาระเป็นที่รู้จักมากว่า 90 ปี ในฐานะร้านขายสาเกในญี่ปุ่น ก่อนเริ่มเปิดสาเกบาร์ที่สิงคโปร์ โตเกียว และล่าสุดที่กรุงเทพฯ   เมื่อเข้าไปเราพบคุณโยชิโตะ ซูซูกิ (Yoshito Suzuki) หนึ่งในกูรูเรื่องสาเกที่อยู่ในบ้านเรา ซึ่งเราคุ้นเคยกับเขาไม่น้อย เนื่องจากเป็นคนแรกๆ ที่นำเอาประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับสาเกมาแนะนำในหลายๆ ครั้ง ซูซูกิซังบอกว่าเขาอาศัยประสบการณ์แนะนำสาเกให้กับลูกค้ากินกับโอสึมามิ (Otsumami) กับแกล้มสำหรับสาเกอย่างของดองและโอเด้งร้อน     นอกจากสาเกแบบซื้อกับบ้าน แก้ว และไอเท็มสำหรับสาเกแล้ว ที่นี่ยังให้บริการ Sake by the glass ซึ่งมีสาเกบาร์เพียงไม่กี่แห่งที่มีตัวเลือกมากเท่านี้คือ 12 ชนิด เสิร์ฟในแก้วที่ต่างรูปทรงกันเหมือนกับไวน์ สาเกบางตัวยังใช้แก้วไวน์เพื่อดึงกลิ่นของสาเกออกมา ส่วนกล่องไม้ซูซูกิซังว่าใช้สำหรับดื่มฉลองมากกว่า ตัวแรกแนะนำ Kozaemon Junmai Ginjo (Miyamanishiki) สาเกที่ใช้ข้าวมิยามะนิชิกิจากนากาโน่มาทำ ซึ่งซูซิกิซังว่าเด่นเรื่องสมดุลของรสชาติ     ตัวต่อมา Bijofu Tokubetsu Honjozo สาเกจากเมืองโคจิ ที่สีข้าวออกในระดับพิเศษกว่ากินโจ          และสาเกตัวที่ซูซูกินิยามว่าหรูหรา Bijofu Junrei Junmai Ginjo สาเกจุนไมกินโจแบบพิเศษ แต่ลองไปลองมาเรากลับชอบสาเกอุ่น Kirinzan Dento Karakuchi ที่กลิ่นรสหอมกว่าแบบเย็น แต่แอลกอฮอล์ก็หายไปกับความร้อนด้วย นอกจากนั้นยังจัด Tasting Set Nagano สาเกจากนากาโน่แบบ 3 และ 7 ชนิด     ไม่เฉพาะสาเก ที่นี่ยังนำเอาลิเคียวร์ญี่ปุ่นมาให้ลอง ลิเคียวร์ยูซุ ลิเคียวร์โยเกิร์ต และลิเคียวร์พีช สองชนิดหลังแนะนำให้ผสมโซดาเพื่อเจือจางรสหวาน ส่วนชนิดแรกออนเดอะร็อกดีมาก รวมถึงเบียร์อย่าง Suntory Premium Malt เบียร์สด     และ Highball Tap แทปกดวิสกี้และโซดา ซึ่งเครื่องดื่มทั้งสองชนิดมีเพียงบาร์แห่งนี้และไม่กี่บาร์ในกรุงเทพฯ      ส่วนกับแกล้มระหว่างทางแนะนำ Tako Wasabi หนวดปลาหมึกยำวาซาบิ และ Ume Suishou กระดูกอ่อนปลากับบ๊วยดอง ที่เข้ากันดีกับสาเก แล้วค่อยปิดท้ายด้วย Oden ซุปอุ่นกับเครื่องต่างๆ ที่แก้เมาได้ดีก่อนกลับบ้าน    

Brewski บาร์คราฟต์เบียร์แห่งล่าสุดของโรงแรมเรดิสัน บลู กรุงเทพฯ มีจุดเด่นตรงที่เป็นบาร์คราฟต์เบียร์ที่สูงที่สุดในกรุงเทพฯ ใจกลางถนนสุขุมวิท ทำให้บาร์เบียร์แห่งนี้ได้ทั้งวิวมุมสูงและรวบรวมคราฟต์เบียร์ไว้ไม่น้อย ที่สำคัญเป็นราคาเน็ตไม่มีภาษีและเซอร์วิสชาร์จโดนใจคอเบียร์     บริวสกี้รวบรวมคราฟต์เบียร์สดไว้ถึง 12 แท็บ ที่หมุนเวียนไปเรื่อยๆ และคราฟต์เบียร์ขวด 53 ฉลาก ซึ่งตั้งเป้าว่าจะมีมากถึง 100 ฉลาก ส่วนอาหารได้เชฟโทมัส สมิธ (Thomas Smith) มาทำอาหารที่กินเข้ากับคราฟต์เบียร์อย่างของทอดและฟิงเกอร์ฟู้ด      แนะนำให้เริ่มลองที่ Beer Flight เบียร์ขนาด 100 มิลลิลิตร 4 แก้ว เพื่อชิมรสชาติก่อนสั่งเบียร์แก้วใหญ่ที่ถูกใจ และ Zeffer Ginger Cider ไซเดอร์แอปเปิลจากนิวซีแลนด์ที่ผสมขิงเข้ามาด้วย ทำให้มีรสแบบจินเจอร์เบียร์ผสมกับไซเดอร์ Epic ลาเกอร์เบียร์ดื่มง่าย Chouffe Soleil เบียร์ที่ให้กลิ่นรสของผลไม้ ถ้าให้อธิบายง่ายๆ คล้ายกับฮูกาเด้น และ Bourbon Barrel Stout เบียร์ดำที่นำไปเอจจิ้งต่อในถังไม้ที่ใช้บ่มเบอร์เบิ้นเพื่อเพิ่มกลิ่นรสที่น่าสนใจ หลังจากลองแล้วเราตัดสินใจเลือก Vedett IPA เบียร์ไอพีเอที่รสชาติเยี่ยมเหมาะกับอากาศช่วงนี้          ส่วนอาหารเชฟใส่ความเป็นเอเชียนลงไป เริ่มที่ Double Dog ฮอตดอกยาวหนึ่งฟุตที่ใส่ไส้กรอกชิกเกนแฟรงค์เฟิร์ตและไส้กรอกชิกเกนกะเพรา Salt and Pepper Tempura ผักทอดเทมปุระแบบญี่ปุ่นที่ผสมแป้งด้วยเบียร์และโซดาให้แป้งฟู กินเข้ากันกับเบียร์ Gai Yang เสิร์ฟมาในปิ่นโตพร้อมข้าวเหนียวและน้ำจิ้มแจ่ว        ที่แปลกแต่เก๋เป็น Sai Krok E Sarn ที่เชฟทำหน้าตาออกมาเหมือนทาโกะยากิแต่รสชาติคือไส้กรอกอีสาน และซิกเนเจอร์ของร้าน Brewski Burger ความอร่อยอยู่ที่การนำเบียร์ญี่ปุ่นผสมเข้ากับเนื้อวากิวเพื่อทำให้เนื้อนุ่มอร่อย มาพร้อมชีส เบคอน และหอมทอด     ปิดท้ายด้วย Beeramisu ทีรามิสุที่ปรับสูตรโดยใช้เบียร์ Bourbon   

เดือนก่อนไปบาร์เบียร์รูฟท็อปของโรงแรมเพื่อนบ้าน ทางนั้นก็ชี้ชวนว่าโรงแรมโนโวเทล กรุงเทพฯ สุขุมวิท 20 ก็มีรูฟท็อปบาร์เปิดตัวเช่นกัน Sky on 20 เป็นฟูลบาร์ที่ให้บริการเครื่องดื่มทุกประเภท ไวน์ เบียร์ และค็อกเทล ที่สำคัญไม่ได้อยู่ชั้น 20 แต่อยู่ชั้น 26 ของซอยสุขุมวิท 20     ดีไซน์ของบาร์เปิดโล่งและหันหน้าไปทางทิศตะวันตก เพื่อรับลมและเหมาะสำหรับนั่งชมพระอาทิตย์ตก โดยเฉพาะเดือนนี้ให้รีบจับจองด่วนก่อนที่นั่งเต็ม จุดศูนย์กลางของสกาย ออน 20 อยู่ที่บาร์เครื่องดื่มยาวขนานกับตัวตึก นอกจากนั้นยังมีมุมนั่งที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวกระจายที่ด้านข้างของบาร์ เงียบและโรแมนติกทีเดียว แต่ถ้าไม่ได้ต้องการความเป็นส่วนตัวขนาดนั้น เราแนะนำโซฟาริมระเบียงที่หันหลังให้บาร์ หันหน้าไปทางตะวันตก รับรองว่ามุมนี้ไม่มีใครบังวิวสวย     ซิกเนเจอร์ค็อกเทลของที่นี่เรียกว่า Once Upon a Time… ส่วนใหญ่ทวิสต์จากคลาสสิกค็อกเทล อย่าง Ginger Mojito รายละเอียดก็แทบเหมือนกับโมฮีโต้ แต่บดขิงสดผสมไปกับใบมินท์และใช้จินเจอร์เบียร์แทนโซดา กลิ่นรสจึงขิงมาก      Brumble จิน น้ำมะนาวและลิเคียวร์แบล็กเบอร์รี ให้กลิ่นรสของเบอร์รีแบบนวลๆ      และ Apple and Vanilla Margarita เด่นตรงน้ำตาลวานิลลาทำเองกับลิเคียวร์แอปเปิลและเตกีล่า     อีกแก้วเป็น June Bug ค็อกเทลสนุกๆ ที่ใช้ลิเคียวร์ 3 ชนิด เมลอน กล้วย และมะพร้าว แต่มะพร้าวชนะไปด้วยกลิ่นรสที่เด่นที่สุด     ส่วนอาหารใช้ขนมปังโฮมเมดที่ดีมากเป็นวัตถุดิบหลัก จึงทำออกมาได้อย่างหลากหลาย Crab-Mayonnaise Bruschetta ขนมปังกรอบนุ่มกับเนื้อปูและมายองเนส     Mozzarella-Parma Ham Bruschetta ขนมปังหน้าชีส ซัลซา     ปาร์มาแฮม Sampler of Cheeses & Cold Cuts  ชีสกามองแบร์ ชีสทอมเดอซาวอย ปาร์มาแฮม กินกับขนมปังอุ่นๆ     และ Parma Ham Pizza Topped พิซซาหน้าปาร์มาแฮมกับร็อกเก็ต  

ปีก่อนชายจุกได้แวะไปจินบาร์แห่งแรกของกรุงเทพฯ มาแล้ว ถามว่าเรายังตื่นเต้นไหมกับการเกิดจินบาร์แห่งใหม่ขึ้นมาอีก ก็ต้องบอกว่ายังตื่นเต้นอยู่ ไม่ว่ายังไง “จิน” ก็ยังมีมนต์เสน่ห์บางอย่างที่สปิริตอย่างอื่นให้ไม่ได้ เช่นเดียวกับ Just a Drink (Maybe) ของเฮอร์แมน วู (Herman Wu) เจ้าของบาร์ชาวไต้หวัน ที่เปิดบาร์นี้เพราะเป็นแฟนจินนี่แหละ เฮอร์แมนบอกกับชายว่า ในไต้หวันมีจินบาร์เยอะมาสมควร แต่ในเอเชียเฮอร์แมนว่ายังน้อยอยู่ ไม่เหมือนทางอเมริกาที่ได้รับความนิยมมาก               วิธีการมาดื่มจินบาร์ก็ไม่มีอะไรมาก Gin Tonic คือดีที่สุด เพียงเลือกจินที่ชอบ ถ้าไม่รู้ลองถามเฮอร์แมนก็ได้ว่าอยากได้แบบไหน เพราะที่นี่มีจินมากกว่า 50 เลเบล และอนาคตจะมากกว่านั้น บางอย่างไม่มีให้เห็นแต่อาจจะมีได้เพียงแค่ Just a Ask (Maybe) ส่วนโทนิคก็เช่นกันทางร้านแนะนำได้ว่าโทนิคตัวไหนเหมาะกับจินตัวไหน เฮอร์แมนบอกกับชายว่า จินก็เหมือนผู้หญิง บางคนก็ดูงามระหง บางคนก็ดูสวยใส บางคนก็ชิคๆ จินก็เช่นกัน บางตัวก็ไม่ต้องเติมแต่งอะไรมาก แค่โทนิคก็สวยสะพรั่งแล้ว     แต่ถ้าจินโทนิคไม่ใช่ทางก็มีค็อกเทลที่ใช้จินเป็นเบสเป็นอีกทางเลือก Beauty and Hendrick เฮนริคจินกับแอพเพอโร่น้ำมะนาว และโทนิคกลิ่นดอกไม้ ว่ากันว่าเฮนริคจินเข้ากับแตงกวาที่สุดเมื่อมาผสมกลิ่นดอกไม้ก็เลยละมุนขึ้นอีก      ส่วน Daily Mail ชายว่าคล้ายคลาสสิกค็อกเทลแต่เอามาทวิสต์อีกหน่อย เสิร์ฟมาอย่างเก๋ในขวดแบนและห่อพัสดุพร้อมส่งไปรษณีย์ แก้วนี้มีกลิ่นรสของน้ำผึ้งหน่อยๆ      และแก้วสุดท้ายเป็นเนโกรนี่ที่คิดพิเศษขึ้นมาในเนโกรนี่วีคแต่ยังมีขายต่อ ครีเอตจากภาพยนตร์แต่ละเรื่อง My Summer in Provence กลิ่นแรกที่นึกถึงคงหนีไม่พ้นลาเวนเดอร์     ใครชอบจินเราว่าคงไม่จบที่ Just a Drink (Maybe) แน่ๆ  

เอาแบบนี้ดีกว่าปกติชายจุกถือคติยอมอ้วนเบียร์ดีกว่าอ้วนอาหาร แต่สำหรับ MASH ชายยอมใจปล่อยให้มันอ้วนไปทั้ง 2 อย่างนี้แหละ ก็นานครั้งจะได้เจอบาร์เบียร์ที่อาหารโคตรอร่อย แถมยังเป็นคราฟท์เบียร์บาร์เพียงไม่กี่แห่งในโซนสีลมที่ชายต้องบอกต่อ ยิ่งในซอยคอนแวนต์ใกล้บีทีเอสศาลาแดงด้วยแล้ว ชายบอกได้คำเดียวว่าใกล้บ้าน     หุ้นส่วนร้านเจอกันที่อเมริกา ต้นตำรับอารยธรรมคราฟท์เบียร์ ทำให้ที่นี่เด่นทั้งเรื่องของอาหารสไตล์อเมริกันและคราฟท์เบียร์ ซึ่งหุ้นส่วนเชื่อว่าอาหารอเมริกันนี่แหละที่เข้ากับเบียร์ที่สุด ด้วยหนึ่งในหุ้นส่วนเป็นเชฟจึงตั้งใจให้เป็นบาร์แอนด์เรสเตอรองท์ เรียกว่าเพิ่มความอ้วนแบบฟิน 2 เท่า แต่อร่อยแบบนี้ก็ยอมเหอะ     คราฟท์เบียร์มีให้เลือกแบบสดจากแท็บทั้ง 16 แท็บ มีทั้งคราฟ์เบียร์ไทยและเทศ เลือกสไตล์เบียร์ให้วาไรตี้ที่สุด ใครชอบเบียร์ตลาดไม่แนะนำที่นี่ แต่ถ้าชอบหลากหลายแปลกใหม่ขอให้รีบพุ่งตัวมาเย็นนี้เลย เมื่อชายเอ่ยปากถามถึงเบียร์ต้องบอกว่าให้ข้อมูลโคตรดี ฟังแล้วคอแห้งเลย ปกติเจอแต่แบบชี้ไปที่บอร์ดอธิบายอะไรไม่ได้   IPA Devanom คราฟท์เบียร์ไทยที่ส่งกลับเข้าประเทศ แบรนด์นี้จากบริวมาสเตอร์ที่ปลูกดอกฮอฟต์เอง ไม่แน่ใจว่าเบียร์ตัวนี้ใช้ไหม ชายว่ามีความไอพีเอแหละ แต่บอดี้บางไปหน่อย แต่ชายชอบ Anderson Valley Wild Turkey Bourbon Barrel เบียร์ดำที่นำไปเอจในถังเบอร์เบิน ชายว่าบอดี้ดี กลิ่นรสก็ดีด้วย แอบได้ยินว่าจะมีโอมากาเสะเบียร์ด้วยในอนาคต (ชื่อนี่ชายตั้งเอง) เหมือนไฟลท์แหละ แต่จิบเบียร์มันก็ต้องเย็นๆ หน่อยเนอะ จิบทีละแก้วแล้วลำดับรสไปเรื่อยๆ น่าจะดีงามกว่า   มาที่อาหารต้องบอกว่าทูดายฟอร์ Fried Oyster แป้งเขาดีกรอบอร่อยจิ้มไอโอลีเผ็ดนิดๆ American Burgers ขนมปังโฮมเมดกับแพทตี้ ชีสเชดดาร์ เบคอน และผักดองกับมันฝรั่งทอด โอ๊ย! กับเบียร์คือดี ยิ่ง Philly Cheese Steak Sandwich ยิ่งดี เนื้อริบอายนุ่มๆ ฉ่ำกับซอสไวน์แดงและชีสเชดดาร์ยืดๆ          แต่ถ้าเป็นสัตว์กินเนื้อแบบชายจงสั่ง 2 จานต่อไปนี้ ไม่มีแป้งมากวนใจ เอาท้องไปถมกับเบียร์แทน Pork Spare Ribs เนื้อล่อนๆ นุ่มๆ กับซอสวิสกี้โฮมเมด หรือเมนูพิเศษ Rack of Lamb ซี่โครงแกะออสเตรเลียกับซอสไวน์แดงมิโซะ หาอะไรนะ ซอสไวน์แดงมิโซะ แต่ดีอะ       ถ้าอาหารจะอร่อยขนาดนี้มันก็จบในร้านเดียวได้เลยสินะ

“เราไม่ได้อยากสปีคอีซี่ สปีคอีซี่ต้องไม่มีป้าย แต่เรามีป้ายเล็กๆ และอยู่ชั้น 3” คุณก้อง-อนุภาส เปรมานุวัติ บาร์เทนเดอร์จากนิวยอร์กที่กลับมาเปิดบาร์ของตัวเองพูดถึงข้อจำกัดของบาร์ แต่สำหรับชายจุกแล้วถือว่าที่นี่เก๋มาก     คุณก้องลงมือตกแต่งร้านเองเกือบทั้งหมด อาศัยเพื่อนๆ มาช่วยในงานที่ตัวเองไม่ถนัด ด้วยเรียนมาทางอาร์ตจึงมีหัวเรื่องการตกแต่ง Ku Bar จึงมีความดิบและเนี้ยบปะปนกันไป มองผิวเผินชายว่าดิบ แต่เมื่อดูรายละเอียดอย่างบาร์หินอ่อนแล้วก็ต้องบอกว่าเนี้ยบ      หน้าตาของคุณก้องอาจจะคุ้นเคยในวงการเพลง เพราะเขาคือมือเบสของวง Goose ที่หลังจากแยกย้ายกับเพื่อนๆ ในวงก็หันไปเป็นช่างภาพก่อนเดินทางสู่นิวยอร์ก เริ่มแรกก็เหมือนคนไทยทั่วไปที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในร้านอาหารไทย ก่อนได้โอกาสเข้าไปทำงานใน Angel’s Share บาร์สปีคอีซี่และร้านอาหารญี่ปุ่นที่โด่งดังระดับโลก โดยเริ่มจากทำน้ำแข็ง หั่นมะนาว คั้นน้ำเกรปฟรุต ที่บาร์เทนเดอร์ต้องใช้ จนชินโกะ โกคัง บาร์เทนเดอร์ของร้านและแชมป์บาร์คาร์ดี้เลกาซีชวนให้ลองมาทำงานในบาร์ หลังจากนั้นก็มาช่วยในบาร์ หาหนังสืออ่าน ไปชิมค็อกเทลตามบาร์ต่างๆ จนได้เป็นบาร์เทนเดอร์สมใจ ใจจริงกลับมาเมืองไทยก็เพื่อรับงานที่บาร์แห่งหนึ่งแต่ไม่ถูกใจ จึงนำเงินเก็บทั้งหมดมาเปิดบาร์แห่งนี้แทน     คูบาร์มีความเก๋ตรงที่ใช้คนเพียง 2 คน ดูแลทั้งหมดคือคุณก้องและคุณอีเลน ซัน แฟนสาวที่รับหน้าที่ซอมเมอลิเยร์แนะนำเนเชอรัลไวน์ ส่วนคุณก้องดูแลค็อกเทล แต่ก็ดูเหมือนไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของร้าน ปัญหาอยู่ที่การรองรับคนได้เพียง 20 คน มากกว่า คุณก้องบอกให้โทรเข้ามาถามก่อน เพราะไม่อยากให้มาแล้วต้องยืนรอจนเสียความรู้สึก     ค็อกเทลของที่นี่เปลี่ยนไปทุกเดือน แต่บรรดาคลาสสิกค็อกเทลก็สั่งได้เช่นกัน ด้วยความชอบอาหารไทย คุณก้องจึงใส่ความเป็นไทยลงในค็อกเทล ตอนนี้เตรียมทำค็อกเทลจากข้าวหมากและขนมตาล โอ้ย! ชายอยากกิน แต่ตอนนี้ยังไม่มีก็ต้องอดใจรอสินะ   ชายเริ่มที่แก้วแรก Roasted Corn เบอร์เบินอินฟิวกับข้าวโพดคั่ว ผสมเหล้าอาร์ติโชก น้ำมะนาว และจินเจอร์เอลท็อป ด้านบนแก้วนี้ดีตรงอาฟเตอร์เทสต์ของเบอร์เบิน ตามด้วยผลไม้ไทยอย่าง Lychee วอดก้าหญ้าไบซันผสมน้ำลิ้นจี่ นมเปรี้ยว มะนาว และไข่ขาว เขย่าผสมกัน เทโทนิก โรยด้วยผงคาดามอม        ตามด้วย Banana กล้วยอบแห้งอินฟิวกับเหล้าไทย เวอร์มุท บิตเตอร์ ผงโกโก้ และอบเชย แค่ผงช็อกโกแลตรอบแก้วก็อร่อยแล้ว แก้วนี้มีความสปิริตฟอร์เวิร์ด และ Gooseberry วอดก้า น้ำโทงเทงฝรั่ง เหล้าเกรปฟรุต มะนาว หอมดอง โซดา และใบยี่หร่า ได้ฟีลของค็อกเทลที่ใส่ของดองผสมลงไป สดชื่นดี       อยากกลับมาคราวหน้าแล้วแหละ อยากกินค็อกเทลขนมตาล ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง

“ผี๋จิ่ว แปลว่า เบียร์” คุณแชมป์ หนึ่งในเจ้าของร้านไขความกระจ่างให้กับภาษาจีนอันอ่อนด้อยของชายจุก ชายต้องบอกว่า Pijiu Bar อยู่ถูกที่ถูกเวลาในซอยนานา ถนนเจริญกรุง ย่านเก่าที่กำลังขึ้นหม้อที่สุดในเวลานี้ แถมทำให้ย่านทองหล่อสุขุมวิทหนาวๆ ร้อนๆ ด้วยร้านรวงที่เปิดใหม่อยู่เรื่อยๆ แถมมีจุดเด่นอยู่ที่ตึกเก่าที่ดูยังไงก็คลาสสิก     ผี๋จิ่วให้อารมณ์ของโรงเตี๊ยมผสมกับบาร์ จะบอกว่ามีกลิ่นอายของเซี่ยงไฮ้ในยุคที่ตะวันตกเข้ามาก็คงไม่ผิด โปสเตอร์โฆษณาเบียร์วินเทจ โต๊ะและม้านั่งไม้แบบโรงเตี๊ยม เก้าอี้ฝังมุก บาร์ไม้ที่ตกแต่งของจุกจิกที่ดูจีนๆ และป้ายไม้บอกว่ามีเบียร์อะไรให้ดื่ม (อันนี้ชายชอบมากเหมือนป้ายแบบโรงฝึกญี่ปุ่น)     เบียร์สดของที่นี่มีไม่มากเพียง 5 แท็ป แต่มีคราฟต์เบียร์ครบทุกสไตล์ ลาเกอร์ ไอพีเอ เอล ไวต์ และดาร์ก แต่ที่พีคคือขอชิมก่อนได้ทุกแท็ป แบบนี้ถูกใจชายเลย ชิมให้เมาแล้วจากไป เอ้ย! ไม่ใช่ละ 555 ชิมเสร็จจะได้เลือกแบบที่ชอบดื่มได้ยาวๆ ที่โต๊ะ นอกนั้นเป็นคราฟต์เบียร์ขวดที่มีให้เลือกครบทุกสไตล์กว่า 65 เลเบล รวมถึงคราฟต์เบียร์ไทย   มาจิบเบียร์ในย่านเก่าฟังดูอาจจะไม่ได้น่าแปลกใหม่สักเท่าไร แต่ที่ชายยอมใจคือการนำเอาความเป็นเยาวราชไชน่าทาวน์มานำเสนอในมุมมองที่คุ้นเคยแต่อาจจะลืมไปแล้ว Chinatown Coldcut ที่ไม่น่าเชื่อว่ากินเข้ากันกับเบียร์ได้ดีทีเดียว คุณแชมป์บอกว่าที่นี่ใกล้เยาวราช และตัวเขาเองก็อยากหาของกินที่เข้ากันกับบรรยากาศ จึงออกตระเวนหาโคลด์คัตที่เคยกินมาตั้งแต่เด็กอย่าง เป็ดรมควัน หมูรมควัน กุนเชียง กุนเชียงผสมตับเป็ดและเหล้าจีน หมูหวาน และข้าวเกรียบ แต่พอชายนึกย้อนไปที่ตัวเองเวลาจิบเบียร์ที่บ้าน ชายก็กินหมูหวานนี่แหละแล้วเบียร์ก็เสริมรสกันดีเชียว     ชายยกให้ Rogue Hazelnut Brown Nectar เบียร์บราวน์เอลที่มีกลิ่นรสของเฮเซลนัทที่ช่วยปรับรสชาติของไชน่าทาวน์โคลด์คัตให้ไม่หนีกันกับเบียร์ เบียร์ยังเต็มรส และโคลด์คัตก็รสจัดขึ้น แต่ถ้าสั่ง Los Locos เบียร์ลาเกอร์จากเม็กซิโก ต้องบอกว่าดื่มอย่างเดียวดีกว่า เบียร์ถูกฆ่าด้วยกลิ่นรสที่แรงของโคลด์คัต เบียร์สดอีกตัวที่รสชาติดี Happy New Beer Pilsner คราฟต์เบียร์สัญชาติไทยที่ผลิตในต่างแดน กินเข้ากับโคลด์คัต แต่ไม่ส่งรสชาติเท่ากับเฮเซลนัท       ก่อนกลับคุณแชมป์บอกกับชายว่าชั้นสองของบาร์จะทำเป็นเชฟเทเบิ้ลหมุนเวียนเชฟมาทำอาหารกินคู่กับเบียร์ ไม่นานเกินรอ แล้วชายจะกลับมา

กว่าห้องอาหารและบาร์ของโรงแรม พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ ลงตัวก็เล่นเอาลุ้นอยู่นาน แต่พอเปิดตัวปุ๊บก็เล่นแรงปั๊บก็เล่นเปิดตัว Penthouse Bar & Grill กินพื้นที่ชั้นบนสุดของโรงแรมถึง 3 ชั้น กับ 6 โซนที่ต้องบอกว่าไปครั้งเดียวไม่จบแน่นอน     ชายจุกว่า เพนท์เฮ้าส์ บาร์ แอนด์ กริลล์ ดีไซน์คล้ายห้องพักหรูบนเพนท์เฮ้าส์ของมหานครนิวยอร์ก ที่ดูเหมือนเรียบไม่หวือหวา แต่หรูหราด้วยรายละเอียด รวมถึงของตกแต่งที่คล้ายจะบอกว่าเจ้าของห้องพักนี้เป็นนักสะสมที่คลั่งไคล้มอเตอร์ไซด์เอามากๆ ทำไมถึงเป็นแบบนั้นต้องไปดูด้วยตาตัวเอง     6 โซน มีโซนหลักคือ The Grill และ The Cocktail Bar ส่วนโซนอื่นๆ ก็ซ่อนตัวและโชว์ตัวอยู่ในมุมของตัวเอง Chef's Table ซ่อนตัวอยู่ภายในครัวของเดอะกริลล์ Whisky Room บาร์วิสกี้ และ The Mezzanine บาร์ส่วนตัวบนชั้นลอยของเดอะค็อกเทลบาร์ ส่วน Rooftop Terrace ต้องรออีกเดี๋ยวนึงถึงเปิดตัว       ก่อนไปกินอาหาร ชายเริ่มที่เดอะค็อกเทลบาร์ ชั้น 35 อุ่นท้องเบาๆ ด้วยค็อกเทลแต่ก็ดูเหมือนว่าจะตัดสินใจไม่ถูก ซิกเนเจอร์ค็อกเทลยังมีไม่มาก เลยค่อยๆ ลองสั่งมาจิบ The Reverent (360บาท) ค็อกเทลสายสปิริตฟอร์เวิร์ด วิสกี้ 2 ชนิด ลิเคียวร์อัลมอนด์ ลิเคียวร์สมุนไพร เมเปิ้ลไซรัป หวานนิดนึงแต่หนักหน่วง     New Cuban (360 บาท) เหล้ารัมผสมสาเกอินฟิวสตอรว์เบอร์รี น้ำมะนาว ชรัปป์รูบาร์บ ตามด้วยสปาร์กกิ้งไวน์ รสออกเปรี้ยวแต่ไม่หนัก     Memento (360 บาท) ไวท์รัม ลิเคียวร์ดอกไม้ น้ำมะนาว ไซรัปเนยถั่ว กล้วย และบิตเตอร์ มาทั้งกลิ่นกล้วยและเนยถั่ว ที่ไม่แสดงออกมาในสีของค็อกเทล     และคลาสลิกค็อกเทล Last World (420 บาท) จิน ลิเคียวร์ดอกไม้ ลิเคียวร์เชอร์รี่ และน้ำมะนาว     ดื่มมากไปเริ่มร้อนท้อง ชายลงไปต่อที่ชั้น 34 ที่เดอะกริลล์ รวมเอาอาหารย่างจากเตากลางร้าน โดยเฉพาะเนื้อวัวที่มีให้เลือกหลากหลายจากทั้งอิตาลี อเมริกา ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และอาร์เจนติน่า รวมถึงซีฟู้ดคุณภาพดี   เริ่มที่ Onion Soup (250 บาท) ซุปหัวหอมสุดคลาสลิก รสกำลังดีเค็มปนหวาน ยืดด้วยชีสให้ได้เคี้ยวกับหัวหอม กินกับโฮมเมดซาวร์โดว์และเนยรมควัน     มาที่ Surf & Turf (1,950 บาท) เนื้อสันในมาคู่กับแคนาเดียนล็อบสเตอร์ที่ย่างมาแบบพอดีไม่แห้ง เลือกจิ้มกับซอส เบอร์เนส เรดไวน์ พริกไทยดำ เห็ด ชิมิชูรี แจ่ว และซีฟู้ด     อีกจานที่คนชอบเนื้อวัวห้ามพลาด Ribeye (1,350 บาท) จากออสเตรเลีย เนื้อนุ่มๆที่มีไขมันแทรกมากหน่อยทำให้นุ่มละมุนลิ้น กินกับไซด์ดิสอย่างแมคชีสและหน่อไม้ฝรั่งย่าง     แน่นอนคนไม่กินเนื้อวัว ชายก็มี Patagonia Toothfish (1,350 บาท) ปลาค้อดดำจากออสเตรเลีย จานนี้ก็มีเนื้อฉ่ำๆ หอมกลิ่นควันไฟ บีบเลมอนเพิ่มรส     ปิดท้ายที่ของหวาน Irish Coffee (370 บาท) วานิลลาซอฟต์เสิร์ฟกับเอสเพรสโซ่ช็อตและลิเคียวร์ครีม Crèème Caramel (290 บาท) มาพร้อมวานิลลาซอฟต์เสิร์ฟและซอสช็อกโกแลต Caramelized Lemon Tart (310 บาท) เลมอนทาร์ตเปรี้ยวๆที่เผาหน้าด้วยน้ำตาล กินกับบลูเบอร์รี่  

ชายจุกเคยมา Bā hào แล้วก่อนหน้านี้เพราะได้ยินว่าเป็นบาร์เปิดใหม่ชิคเก๋สไตล์จีน ชายและแก๊งสั่งค็อกเทลกันคนละแก้วในราคาลงท้ายด้วยเลข 8 และทำให้ชายตกหลุมรักเลข 8 ของที่นี่โดยไม่รู้ตัว เออมันราคาถูกกว่าเลข 9 แหละ 555 แถมชื่อร้านและเลขที่บ้านก็เป็นเลข 8 เลข 8 อยู่รอบตัวเรา หลังจากเช็กบิลเราได้รับบ๊วยแผ่นเซียงจากลับมากินตบท้ายค็อกเทลดีๆ และใครจะรู้ว่าเมื่อชายโพสต์รูปบาร์นี้กลับได้รับคำตอบที่ทำให้เราต้องกลับมาที่นี่อีกครั้ง ใช่แล้วเราพลาดอาหารจีนสไตล์คอมฟอร์ตของที่นี่ ขออภัยที่ชายเตรียมตัวมาไม่ดีพอ     ชายกลับมาอีกครั้งพร้อมนัดพบคุณบัว หนึ่งในหุ้นส่วนร้าน ที่มาไขความกระจ่างเกี่ยวกับที่นี่ คุณบัวบอกว่า คุณภูมิ หนึ่งในหุ้นส่วน เป็นคนพบตึกแห่งนี้ในซอยที่เป็นย่านการค้าและขนส่ง ซึ่งในกลุ่มเพื่อนก็อยากทำบาร์และโรงแรม จึงได้คุณท๊อป มาเป็นสถาปนิกและหุ้นส่วน โดยมีคุณโน้ตและคุณจิมจัดหาเฟอร์นิเจอร์ และคุณเก๋ดูเรื่องอาหารเนื่องจากเป็นฟู้ดสไตลิสต์             ส่วน Bā hào มาจากเลขที่บ้านและความหมายมงคล รวมถึงเข้ากับย่านนี้ที่ใกล้เยาวราช อาหารจึงถูกทำเป็นอาหารจีนคอมฟอร์ตที่ไม่เลี่ยนมันและกินง่าย ส่วนเครื่องดื่มให้เพื่อนๆ มาช่วยคิดค็อกเทลให้ 3 ตัว จากคุณก๊อดจิและคุณบาร์ท บาร์เทนเดอร์ดัง ทำให้ที่นี่กลายเป็นร้านที่เหมาะสำหรับกินและดื่ม   แน่นอนว่าชายชอบบรรยากาศและรายละเอียดของร้านที่ดูจีนโมเดิร์น ย้อมด้วยไฟสีแดงให้ร้านดูเก๋ ชั้นล่างเป็นบาร์ ส่วนชั้นบนขึ้นไปเป็นห้องพักที่เน้นความอบอุ่นมากกว่ากลิ่นอายแบบจีน ถ้าได้เห็นต้องอยากพักสักคืนแล้วตะลุยฮอปปิ้งในซอยนานาแน่นอน               ชายต้องบอกว่าอาหารของที่นี่ไม่ได้เว่อร์วังมาก ตกแต่งเรียบๆ แต่เน้นรสชาติของอาหารเสียมากกว่า Soft Tofu เต้าหู้เนื้อเบานุ่มที่หอมกลิ่นของถั่วเหลือง ราดซอสรสเปรี้ยวกินคู่กับไข่เยี่ยวม้า ตามด้วย Duck Wontons เกี๊ยวแป้งบางสอดไส้เนื้อเป็ดกับน้ำมันงาแบบเผ็ด และจานสุดท้ายมีความโมเดิร์นมาก Kau Yuk with Pancake นำเอาหมูเคาหยกเนื้อนุ่มละลายที่มีรสชาติในตัวเองมากินกับโรตีกรอบและไข่ดาว         ก่อนไปจบที่ค็อกเทลจี๊นจีน แนะนำให้กินของหวานก่อนจะเมามายไม่รับรสไปเสียก่อน Bā hào‘s Pudding เป็นสิ่งที่ไม่ควรพลาดพุดดิ้งถั่วเนื้อเนียนเย็นฉ่ำราดไซรัปเก๋ากี้ที่ไม่หวานมาก และ Coriander Ice Cream ของหวานสไตล์ไต้หวัน แป้งโรตีเหนียวนุ่มห่อไอศกรีมกะทิยัดไส้ผักชี อร่อยแปลกดี มีเนื้อสัมผัสของถั่วตัดมาให้ได้เคี้ยวกรุบๆ       ก่อนกลับตบท้ายด้วยค็อกเทลที่ใช้วัตถุดิบแถวนี้อย่างเหล้าจีนผสมโสมใน Opium เนโกรนีแบบจีนที่หยดเหล้าโสมลงไปเพิ่มคาแรกเตอร์ พีคมากฉีกแนวเนโกรนีดี Five Rivers ที่นำเอาจุดเด่นของไฟว์สไปซ์หรือที่บางคนเรียกติดปากว่าผงพะโล้มาผสมกับรัม ให้รสชาติเปรี้ยวๆ เย็นๆ และ Forbidden Gold ลิเคียวร์พีช มะนาว และเบียร์ชิงเต่า เบียร์เปรี้ยวๆ เฟรชๆ กินบ๊วยเค็มตามหวานไปทั่วปาก นอกจากนี้ยังมีเบียร์สดที่ทางร้านนำเข้าหมุนเวียนมาให้ได้ดื่มอีกหลากหลาย อาทิ เบียร์จากเวียดนาม เบียร์จากฮ่องกง       ใครชอบแสงไฟสีแดงและเพลงจีนห้ามพลาดที่นี่ บาร์หมายเลขแปด Bā hào

ในที่สุด Savoy, Classy Punch Bar & Singing Rooms ก็ลงตัวที่คอนเซปต์ของพันช์บาร์และห้องคาราโอเกะ     พันช์ มีความหมายว่า 5 ทำให้เมื่อชายจุกอยากทำพันช์ดื่มเองต้องหาวัตถุดิบมา 5 อย่าง ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่เรียกว่าพันช์ แอลกอฮอล์ น้ำตาล เลมอน น้ำเปล่าหรือน้ำชา และเครื่องเทศ ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับปาร์ตี้โดยเฉพาะ ส่วนห้องคาราโอเกะสำหรับคนไทยแล้วก็เป็นปาร์ตี้ของเพื่อนที่ไม่แย่ แล้วทำไมพันช์กับเกะจะไปด้วยกันไม่ได้ล่ะ     ความดีงามของซาวอยคือไม่ต้องเสียค่าห้องคาราโอเกะ เพียงใช้จ่ายตามเรทที่ซาวอยกำหนดก็เหมือนกินดื่มแล้วได้ห้องฟรีเลยแหละ ก่อนไปจองก่อนนะมีแค่ 4 ห้อง S (10 คน) M (15 คน มี 2 ห้อง) และ L (20คน)     คอนเซปต์ของพันช์บาร์เชื่อมโยงกับการเดินทาง 5 รูปแบบ อวกาศ ทะเล ป่า โอเอซิส และภูเขา ซึ่งมีซิกเนเจอร์เพียง 12 เมนู โดยวิน-นาวิน พิมลรัตน์ บาร์เทนเดอร์ที่จะคอยผสมพันช์แบบโบลว์ต่อโบลว์ รับรองว่ารสชาติดี ชายขอให้จำไว้ว่าพันช์ดื่มง่าย เนื่องจากมีน้ำและส่วนผสมอื่นเยอะ แต่เหล้าก็เยอะเช่นกัน ดื่มกันแล้วก็ประคองสติให้ดีล่ะ     Tom & Jerry (1,550 บา) พันช์โบลว์ชื่อน่ารักที่ไม่ได้มาจากการ์ตูน แต่เป็นนวนิยาย Tom and Jerry, or Life in London สองหนุ่มที่ออกตระเวนราตรีไปกับเครื่องดื่ม ซึ่งพันช์โบลว์สูตรนี้ก็ดัดแปลงมาจากเครื่องดื่มในเรื่อง ทวิสต์จากไหมไทย จาไมก้ารัมกับสไปซ์รัม ผสมน้ำสับปะรด น้ำส้ม น้ำมะนาว โฮมเมดกรีเนดีน บิตเตอร์ และใบมินต์     Tea Party (1,250 บาท) พันช์โบลว์ที่จิกกัดผู้ดีอังกฤษ ด้วยการนำเอาชาเปปเปอร์มินต์ไปผสมกับวอดก้า เนื้อลูกแพร์ ไซรัป และใบสเปียร์มินต์ ดื่มแล้วเย็นฉ่ำ     ข้อดีของซาวอยยังอยู่ที่สามารถสั่งอาหารจากเอาต์เลตต่างๆ ใน 72 คอร์ทยาร์ด ได้ อาทิ Beer Belly, Touché Hombre และ Toro ชายเลือกมาชิมจาก 2 เอาต์เลต Baramundi+Shrimp Crackers (200 บาท) จาก Toro มูสปลาบารามุนดิป้ายกับข้าวเกรียบกุ้ง รสดีเชียว     และ Pork Belly El Pastor (290 บาท) จาก Touché Hombre ทาโก้แป้งนุ่มๆ กับหมูสามชั้นย่าง รสออกเผ็ดๆ หน่อย  

ชายจุกไม่ค่อยชอบหนังเรื่องแฮงค์โอเวอร์ที่ทำให้โรงแรมแห่งนี้และกรุงเทพฯ ดังเป็นพลุแตกในหมู่ชาวต่างชาติสักเท่าไหร่ แต่ช่างมันเถอะเพราะมันไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้   สารภาพว่าชายเป็นคนไม่ชอบวิสกี้เลยแหละ แต่พอได้ยินว่ามีวิสกี้ชนิดพิเศษที่มีให้ดื่มเฉพาะที่ Alfresco 64 – A Chivas Bar ทำให้ชายต้องฝืนกฎประจำตัวเองเพื่อชิมให้ได้รู้อีกครั้งว่าวิสกี้ที่ว่าดีเป็นยังไง     ที่นี่เป็นบาร์วิสกี้ที่ทางโรงแรมเลอบัวฯ จับมือกับเพอร์นอต ริคาร์ด ผลิตชีวาสพิเศษที่มีเฉพาะที่นี่เท่านั้น ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเพอร์นอตฯ ที่ผลิตวิสกี้พิเศษขึ้นให้กับแบรนด์อื่น นั่นคือ Chivas Exclusive lebua Blend หนึ่งถังโอ๊คผลิตวิสกี้ได้ 96 ขวด บ่มนาน 30 ปี รอบแรกผลิตมาเพียง 24 ขวด และปัจจุบันเหลือเพียง 6 ขวด ส่วนเรื่องราคาน่ะเหรอ หึหึหึ 240,000 ต่อขวด หรือ 9,100 บาทต่อแก้ว แค่ฟังก็รู้สึกว่ารสดีแล้ว เสิร์ฟในแก้วพิเศษของเปอโยต์ รูปทรงแก้วคล้ายตะเกียงเพื่อบังคับกลิ่นรสให้ออกมาดีที่สุด เช่นเดียวกับ Chivas Ultis เบลนด์จากมอลต์ 5 โรงกลั่นมารวมกัน รวมถึง Chivas Mizunara ที่บ่มในถังโอ๊คญี่ปุ่นและมีชายเฉพาะในญี่ปุ่นก็มีขายเฉพาะที่นี่เท่านั้น     ใครอยากลงลึกเรื่องวิสกี้แนะนำที่ Heritage Room ที่รวมชีวาสทุกเล้นจ์ Extra, 18 Years Gold Signature, 25 Years, The Icon (วิสกี้จากโรงกลั่นที่ปิดไปแล้ว) และ Royal Salute ที่ใช้ฉลองให้กับควีนส์อลิซาเบธ แต่ถ้าใครไม่ถนัดวิสกี้เหมือนชาย แนะนำค็อกเทลที่ใช้วิสกี้เป็นเบสน่าจะดื่มง่ายกว่า Ultimate Ultis วิสกี้ชีวาส อัลติส จินเจอร์ไวน์ ครีมเดอแคสซิส และน้ำสับปะรด เสิร์ฟมาแบบควันลอยๆ ในแก้วสีทองอลังการ     Cloud on 64 วิสกี้ชีวาส 18 ปี ลิเคียวร์เชอร์รี่ ทับทิมสดบด หวานเปรี้ยวทับทิมแต่มีกลิ่นรสของวิสกี้จางๆ และ Alfrescorini เนโกรนีเวอร์ชั่นเปลี่ยนจากจินเป็นวิสกี้ กับคัมปารี และสวีทเวอร์มุท     ส่วนอาหารเป็นบาร์สแน็คที่รสชาติดีงามไม่เสียชื่อโรงแรม House Smoked Balik Salmon แซลมอนรมควันกับซาวด์ครีมและคาเวียร์     Rock Shrimp Popcorn กุ้งทอดกับซัฟฟรอนไอโอลี่     Wagyu Beef Slider มินิเบอร์เกอร์เนื้อวากิวกับเป็ดรมควัน เชดด้าชีส และหอมทอดอินเดียที่เรียกว่า Bhaji     และ Avocado Tostada อะโวคาโด้กรอบกับผักซอเรล     ชายว่าดีงามทั้งบรรยากาศวิสกี้ ค็อกเทล และอาหาร ไปทีเดียวครบจบทั้งอาหารเครื่องดื่ม

ชายจุกได้รับการอบรมอย่างดีในฐานะลูกหลานจีนว่า วันไหว้ก็ต้องไหว้บรรพบุรุษ วันเที่ยวก็ห้ามทำงาน เพราะถ้าทำงานในวันนี้จะต้องทำงานหนักกันยาวตลอดปี ชายก็ไม่เคยขัดขืนเลยสักปี ปีนี้ก็เช่นกัน หลังจากกินข้าวกับที่บ้าน แจกจ่ายแต๊ะเอียเรียบร้อย (ส่วนมากชายจ่ายออก น้ำตาจะไหล) ชายวางแผนไว้คร่าวๆ ว่าจะเที่ยวยาวๆ ชายเลือกแล้วว่า Dim Dim ช่างเป็นปลายทางที่ดีงามในวันเที่ยวแบบนี้ ไม่ให้ดีงามได้ยังไงก็ที่นี่กลิ่นอายไชนิสนิวเยียร์มาเต็ม               พิกัดร้านอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนี่เอง ใครเป็นแฟนร้าน Bao & Bun รับรองว่าไปถูกเพราะที่นี่คือที่ตั้งเก่าของ Bao & Bun (เดือนมีนาคมนี้จะเปิดตัวอีกครั้งที่ชั้น 6 Central Embassy) ชายเจอตัวน้องเอเชีย สาวสวยเจ้าของร้านที่ไปชักชวนจอห์น (ร้านบ้านหญิง) เติร์ก (Sugar Ray) และหุ้นส่วนร้านเสี่ยวชือ แต่ที่เซอร์ไพรส์สุดคือพี่วูดดี้ โคเรียนคิวส์ พูดง่ายๆ ว่าสายอาหารกับสายบาร์มาเจอกัน มันส์ทีนี้   Dim Dim มาในแนวไชนิสสปีคอีซี่ที่ไม่ได้ซ่อนตัวลึกลับหาตัวจับยาก แต่รายละเอียดเดคคอร์คือเลิศ กระป๋องใส่หมูแผ่นที่ใช้แทนถังน้ำแข็ง ชั้นวางของที่เรียงรายด้วยชาสามม้า เซียงจา (บ๊วยแผ่น) และกล่องพุทราจีน ที่สำคัญคือการตีความอินกรีเดียนที่ใช้ใน Bao & Bun แปรรูปเป็นค็อกเทลซิกเนเจอร์ที่เริ่มต้นเพียง 5 ตัว แต่หลังตรุษจีนคงมีอีกไม่น้อย ส่วนใหญ่ก็เอาอินกรีเดียนไปอินฟิวส์กับสปิริต อาทิ ชาอูหลง กระเจี๊ยบ พริกไทยเสฉวน พูดง่ายๆ ว่าเป็นโอเรียนทอลอินฟิวส์ ไม่ได้จีนจ๋า     ชายได้น้องตี้ ตี๋หนวดช่วยปรนนิบัติพัดวี เอ้ย! ไม่ใช่ละ ผสมค็อกเทลให้ต่างหาก ตี้มาในชุดที่ดูเหมือนหมอตี๋ตามร้านขายยาจีนโบราณ (แว่วว่าอาจจะมีเจ๊กไนท์ที่รวมบาร์เทนเดอร์หน้าตี๋ 555) ว่าไปชายคิดว่าค็อกเทลที่นี่มาแนวคลาสสิกทวิสต์ อย่างแก้วแรก Oolong & Orange Sour ฟีลคล้ายวิสกี้ซาวร์ แต่ใช้เบอร์เบินอินฟิวส์กับใบชาอูหลงและเปลือกส้ม ผสมกับน้ำเลมอน ไข่ขาว ไซรัป และโรยหน้าด้วยงาดำ กินแกล้มกับมะนาวเค็ม     แก้วต่อมาเป็นความกล้าบ้าในการนำเอาหมูหวานมาชนกับค็อกเทลโอลด์แฟชั่น Bakkwa Old Fashioned เบอร์เบินอินฟิวส์กับโรสแมรี่ ผสมไซรัปชิลลี่ซินนามอนโฮมเมด บิตเตอร์ส้มและแองกัสทูร่า ผิวส้ม และโรสแมรี่เผาไฟ วางด้วยหมูทุบบีเชียงเฮียงที่หยดน้ำมันพริกแห้ง จิบไปเคี้ยวหมูไป ตี๋อินเตอร์มาก และเซอร์ไพรส์สุดคือน้ำจับเลี้ยงที่แปรเปลี่ยนมาเป็นค็อกเทล Za Liang Spritzer ที่เปรียบได้กับตี๋ลูกครึ่งมักกะโรนี ไวน์ขาวผสมจับเลี้ยง แอปเพอโร ไซรัปโฮมเมดลิ้นจี่ขิง ฉีดน้ำดอกมะลิมาหอมๆ แก้วนี้รีเฟรชชิ่งดีๆ นึกว่ายืนจิบน้ำจับเลี้ยงอยู่ในเยาวราช       เมาได้ที่ลูกจีนก็หิว แม้ว่าจะรู้ตัวล่วงหน้าว่าต้องกินไก่ต้มอีกเป็นเดือนจากของไหว้ แต่สายของชายบอกว่าให้ลองชิม Skinny Chicken ไก่ตุ๋นเนื้อนุ่มไม่เลี่ยนมัน จิ้มกับน้ำจิ้มเหมือนของแม่ชายเลย รสต่างกันหน่อยถือซะว่าวอร์มอัพก่อนต้องกินไก่กันยาวๆ แต่ที่ช่วยให้สร่างก่อนกลับน่าจะเป็น HK Porridge โจ๊กร้อนๆ เนื้อเนียน รสชาติดี อิ่มหลับสบายเลยทีนี้      

น้อยครั้งที่ชายจุกจะได้แวะไปแชมเปญบาร์ อาจจะด้วยราคาต่อแก้วสูงกว่าเครื่องดื่มอย่างอื่น แต่ที่ CRU Champagne Bar at Red Sky Bar ชายไม่อยากพลาดเพราะแค่วิวมุมสูงแบบ 360 องศา ก็คุ้มค่าแล้ว ยิ่งได้ยินว่ามีแชมเปญลับที่ดื่มได้ที่นี่ที่เดียวใยชายจะไม่มาก สายดื่มต้องมา     มาที่นี่ไม่ต้องคิดมาก สั่งแชมเปญบายเดอะกลาสได้เลย โดยเฉพาะแชมเปญลับ MUMM No. 1 Pink Champagne แชมเปญสีชมพูที่พรายฟองยังเป็นสีชมพู ดื่มแล้วโลกเป็นสีชมพูไหมนั้นชายตอบไม่ได้     ไม่เฉพาะแชมเปญลับที่นี่ยังเด่นเรื่องค๊อกเทลที่ใช้แชมเปญเป็นส่วนผสม อาทิ Bangkok Bellini แชมเปญผสมวอดก้าส้มแมนดาริน มะม่วงสุกบด ไซรัปวานิลลา และขิงสไลซ์ หรือ La Vie En Rose ค็อกเทลดีไอวาย แชมเปญหนึ่งแก้ว น้ำสตรอว์เบอร์รีสด วอดก้าราสป์เบอร์รี และเนื้อสตรอว์เบอรี ผสมตามชอบใจว่าอย่างจะกรึ่มแค่ไหน       นอกจากแชมเปญแล้วอาหารก็มีให้เลือกมากมายฉีกแนวแชมเปญบาร์ที่มีเพียงเครื่องดื่ม Assorted Spanish “Joselito” Cured Meats โคลด์คัตหลากหลายชนิด Foie Gras and Chicken Yakitori Skewers ยากิโทริไก่กับฟัวกราส์มาบนเตาย่าง Chicken Tsukune ?eatball เนื้อไก่บดย่าง และ French Fries Truffle Sea Salt มันฝรั่งทอดโรยเกลือเห็ดทรัฟเฟิล                         ชายบอกเลยว่าให้รีบไปตั้งแต่บาร์เปิดนั่งชมฟ้าเปลี่ยนสีแล้วจิบแชมเปญลับให้ฉ่ำใจ

นี่มันบาร์แห่งความหลังสุดนอร์สทาเจียหรือยังไง เห็นแล้วอดีตเกมเมอร์ (ใช่เหรอ) อย่างชายจุกแทบวิ่งเข้าใส่ Hopeland : Arcade Bar with Tiki Drinks & Korean Dishes ชายใช้ชีวิตนักเรียนขาสั้นครึ่งหนึ่งหมดไปกับเกมอาเขต เครื่องเกมนีโอจีโอ เกมสตรีทไฟเตอร์ หรือแพคแมนล้วนผ่านมือชายมาหมดแล้ว ยิ่งโตแล้วก็โหยหาแหละ แว่วว่าที่นี่เล่นฟรีตลอดคืน โอ้ยไม่ไปได้ไงแค่แวะไปดื่มทิกิดริงค์กินอาหารเกาหลีก็ฟินกับเกมได้ยาวๆ     ก่อนมาใจชายยังเสียดายร้านเดิมก่อนหน้านี้ แต่พอได้มาเอาจริงๆ โฮปแลนด์ก็ดีไม่แพ้ร้านเดิมนะ แถมยังนำเอาคัลเจอร์ของนีออนไลท์และกราฟิกตี้จากศิลปินที่สื่อถึงเกมเมอร์มาตกแต่งร้านได้ถึงงานดีไซน์ ภายในร้านมีเกมอาเขต 2 เครื่อง และโต๊ะอาเขตแมชชีน 6 เครื่อง มีเกมให้เลือกเล่นมากกว่า 600 เกม กินไปดื่มไปเล่นไปสนุกเลยทีนี้     ความดีงามคือ Tiki Drinks Culture เครื่องดื่มที่มีเหล้ารัมเป็นเบส ผสมผลไม้สดและเครื่องเทศ มาในแก้วรูปเทพโพลินีเชียน ซึ่งว่ากันว่าดั้งเดิมเสิร์ฟในผลมะพร้าวและสับปะรด ดื่มในงานปาร์ตี้คู่กับหมูหัน แก้วแรกตลกดี สงสัยบาร์เทนเดอร์มีอารมณ์ขัน The Dolphin Next Door (340 บาท) ปลาโลมาใต้ร่มทำจากกล้วยและองุ่น แก้วนี้ทวิสต์จากพีนาโคลาดา ไวท์รัม เบอร์เบิ้น ลิเคียวร์กล้วย ไซรัปแมคคาเดเมีย และกะทิ กลิ่นกล้วยและครีมกะทิมาเต็ม     East Bay Funk Drunk (360 บาท) ล้อกับชื่อท่าสแลมดังค์ในตำนาน ไวท์รัม ดาร์ครัม ลิเคียวร์จากขิงผสมอัลมอนด์และลูกกระวาน เปลือกส้ม น้ำเสาวรส และไซรัปซินนามอน หอมซินนามอนมากหน่อย แต่ถ้าชอบแบบแรงๆ Game Over คือค็อกเทลสุดพีคที่ใช้เหล้า 9 ชนิด ในแก้วเดียว อย่าลืมสังเกตจอ The Bankstock Exchange จอทีวีที่แสดงราคาดริงค์ในราคาพิเศษ เจอราคาไหนถูกใจแนะนำให้สั่งได้เลยได้ราคาดีที่สุดแน่นอน     ส่วนอาหารเป็นอาหารเกาหลีโมเดิร์นที่ชายต้องบอกว่าอร่อย แต่ขอเยอะกว่านี้ได้ไหม 555 Beef Brisket Bao (280 บาท) ไอเดียเดียวกับจินปัง (Jjinppang) ซาลาเปาสไตล์เกาหลี กับเนื้อตุ๋นฝอย กิมจิ และมายองเนส รสดีเลยแหละ     หรือจะลอง Kimchi Jjigae (240 บาท) ซุปกิมจิที่เชฟแอบใส่น้ำส้มสายชูดำของจีนเข้าไปเพิ่มรสชาติ     และ Bulgogi Kimchi Fries (260 บาท) เฟรนช์ฟรายส์ราดกิมจิมาโย ปลาแห้ง และเนื้อย่าง บอกเลยว่าเนื้อย่างคือตัวชูโรง     ระหว่างกินอย่าลืมเล่นเกมนะเพราะเป็นไฮไลท์เลย แพคแมน เตอร์ติส ดองกี้คอง สตรีทไฟเตอร์ เทคเคน และเมทัลสลัค โอ้ยนอร์สทาเจียมาก

ชายจุกเคยแวะเวียนมาที่ Riedel Wine Bar & Cellar ก่อนหน้านี้ ชายปลื้มกับไวน์บายเดอะกลาสจากดิสเพนเซอร์ (ตู้แช่ที่ไม่ให้น้ำไวน์ที่เปิดแล้วทำปฏิกิริยากับอากาศ) ส่วนอาหารคราวก่อน ชายว่าเชฟทำออกมาซับซ้อนเกินไป การได้ตัวเชฟแพทริค มาร์เทนส์ (Patrick Martens) มาแทนจึงเป็นจุดเปลี่ยนของที่นี่       เชฟแพทริค เป็นอดีตเชฟคนแรกของ Zuma กรุงเทพฯ ก่อนไปร่วมงานกับทางสับปะรดกรุ๊ป (Rocket, U.N.C.L.E, Lady Brett) ซึ่งชายว่าครั้งนั้นเชฟก็คือคนเปลี่ยนแปลงสับปะรดเช่นกัน ชายถึงบอกว่ายอมตายถ้าอาหารจะดีขนาดนี้ เชฟแพทริคไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมา เพียงแค่ทำให้มันง่ายขึ้น กินง่ายขึ้น รสชาติดีขึ้น และที่สำคัญไปได้ดีกับไวน์ที่ทางซอมเมลิเย่ ธวัช สารกอง จะคอยช่วยแนะนำ     เชฟแพทริค บอกกับชายว่า อาหารของเขาเป็นสไตล์ยูโรเปี้ยน เน้นวัตถุดิบคุณภาพ อาศัยเทคนิคการย่างและอบเป็นหลัก ให้วัตถุดิบเล่าตัวเอง Roasted Farm Chicken ไก่ที่ย่างมาเนื้อฉ่ำๆ กินกับกระเทียมดำในน้ำมันทรัฟเฟิล แต่ส่วนตัวเฉพาะเนื้อไก่ก็ดีแล้ว จานนี้แนะนำว่าได้ทั้งไวน์ขาวและแดง อย่างชาดอนเน่ที่ฟูลบอดี้หรือคิอันติ     Rainbow Trout, Whole en Papilotte ปลาเทราต์ทั้งตัวอบในกระดาษที่เต็มไปด้วยมะกอก มะนาว ผักชีลาว มะเขือเทศ แค่นี้ก็อร่อยแล้ว เนื้อปลาฉ่ำๆ แกล้มกับมะกอกรสเค็มอ่อนๆ หรือกินกับเกลือจากไอร์แลนด์ที่เป็นไอเท็มหนึ่งที่เชฟแนะนำ แนะนำชาดอนเน่ที่ไม่โอ๊ค หรือซาวิยองบลอง     Polmard Beef Mini Burger เชฟเลือกใช้เนื้อวัวจากบุชเชอร์ในปารีสที่ชื่อว่า Polmard ซึ่งมีฟาร์มเป็นของตัวเอง เรียกว่าทุกขั้นตอนควบคุมมาอย่างดี รวมถึงการเอจจิ้งเนื้อวัว เชฟว่าเนื้อวัวมีกลิ่นรสคล้ายบลูชีสจึงนำมาทำเบอร์เกอร์ใส่บลูชีส แนะนำไวน์หวานที่เข้ากับบลูชีส     และ Stracciatella Bottarga ชีสแบบบูราต้าที่อายุน้อยในชื่อ Stracciatella เนื้อฉ่ำๆ นุ่มๆ กับน้ำมันมะกอกรมควันและไข่ปลา ให้รสครีมและเค็มนำ เข้ากับไวน์ชาดอนเน่โอ๊คๆ     แต่ถ้าใครแวะมาเพื่อดื่มไวน์เตรียมซื้อการ์ดเติมเงินมาเสียบเครื่องดิสเพนเซอร์ได้เลย มีไวน์ให้เลือก 40 เลเบล ไวน์ขาว 2 ตู้ 16 เลเบล และไวน์แดง 3 ตู้ 24 เลเบล สลับเปลี่ยนหมุนเวียนเลเบลไปเรื่อยๆ แถมมี 3 ขนาดให้ตัดสินใจ ชิม 30 มิลลิลิตร ประมาณ 1 จิบ ให้พอรู้รส ชอบมากหน่อย 75 มิลลิลิตร แต่ถ้าติดใจตัวนี้แล้ว 150 มิลลิลิตรก็เต็มอิ่มดี 

เหยเอาจิงดิ “บาร์เทนเดอร์หญิงล้วน” บาร์แบบนี้มีอยู่จริงที่ Highball Bangkok ชายจุกขอบอกเลยว่าไม่ใช่บาร์แบบที่คุณคิดอย่างแน่นอน ด้วยความตั้งใจของแบรนด์ Highball Singapore ซึ่งเป็นต้นแบบของที่นี่     “โลกของบาร์มีแต่ผู้ชาย นึกถึงบาร์ก็มีแต่ผู้ช่ายเด่น เราต้องการพื้นที่ให้ผู้หญิงในอุตสาหกรรมบาร์ ได้มีเวทีของตัวเอง ซึ่งเป็นการสร้าง Female Empowerment ขึ้นมาให้วงการบาร์ เราอยากปั้นน้องๆ ให้ทำได้ทุกอย่างในบาร์ เมื่อมีคนอยากได้ตัวไปร่วมงานเราถือว่าประสบความสำเร็จ อยากให้ที่นี่เป็นอะคาเดมี่ ที่นี่ยังสะดวกสำหรับสาวที่ชอบดื่มคนเดียว มาที่นี่ก็เหมือนมาเจอเพื่อนสาว” คุณมด-มินทร์สรา ภูมิจิตร หนึ่งในหุ้นส่วนบอกถึงคอนเซปต์ของไฮญบอล       และก็ดูเหมือนไฮญบอลเริ่มต้นได้ดีด้วยการส่งบาร์เทนเดอร์ 3 จาก 6 คน ของร้านผ่านเข้ารอบการแข่งขันทำค็อกเทลของเปริเอ้ พูดถึงบาร์เทนเดอร์หญิงล้วนแล้วก็คงต้องพูดถึงบาร์เทนเดอร์หลัก 2 คน สายไหม นันทรัตน์ และจิ๊บ-ธนัญญา เสมอมา รุ่นพี่ในวงการบาร์ที่จะคอยดูแลน้องๆ หน้าใหม่ที่เริ่มต้นทำบาร์มาได้ไม่นาน     นอกจากจุดเด่นเรื่องบาร์เทนเดอร์หญิงล้วนแล้ว อีกจุดเด่นคือเครื่องดื่มประเภท Highball เครื่องดื่มยอดนิยมของคนญี่ปุ่นที่นำเอาสปิริตอะไรก็ได้มาผสมกับคาร์บอเนต อาทิ วิสกี้กับโซดา เหล้ารัมกับโค้ก จินกับโทนิค ไม่เพียงจุดเด่นเรื่องนี้ ที่นี่ยังมีเครื่อง Jim Beam Machine เครื่องแรกและเครื่องเดียวในกรุงเทพฯ คล้ายเบียร์แทปแต่เป็นเบอร์เบิ้นและคาร์บอเนตที่ผลิตจากน้ำกรอง (ซึ่งพรายฟองนุ่มละมุนกว่าโซดาทั่วไป) เป็นเครื่องที่ออกแบบโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นที่คำนวณส่วนผสมที่ลงตัวของเบอร์เบิ้นและคาร์บอเนต     ไฮญบอลแนะนำเป็น Yuzu Highball (220 บาท) เบอร์เบิ้นผสมคาร์บอเนตจากแทป และน้ำส้มยูสุกับยูสุพิวเร รสเปรี้ยวหอมของยูสุ ซ่อนด้วยรสของเบอร์เบิ้นและพรายฟองนุ่มๆ     แต่มาที่นี่ก็ต้องลอง #Highballgirls Collection จากบาร์เทนเดอร์สาวตัวหลักอย่าง สายไหม จิ๊บ และคิโน (Kino) หุ้นส่วนชาวสิงคโปร์ของร้านนี้ เธอยังเป็นบาร์เมเนเจอร์ของไฮญบอล สิงคโปร์ ด้วย โดยเธอได้คิด Asoke Highball (250 บาท) ซิกเนเจอร์ของเธอขึ้นมา วอดก้าผสมน้ำบ๊วย น้ำลิ้นจี่ เลมอน ใบมะกรูด และคาร์บอเนต เราแนะนำแก้วนี้ดีงามมาก และอีกแก้ว สายไหมบอกว่าทางร้านคิดขึ้นมาเพื่อลูกค้าประจำสาวคนหนึ่งที่มีคาแรกเตอร์ของตัวเองที่ชัเจน เธอชื่อ Yolanda (250 บาท) ไฮญบอลสีส้มจากเตกีล่าผสมแอปเพอราทีฟ น้ำยูสุ และคาร์บอเนต ชายว่ารสชาติซับซ้อน     อีกข้อแตกต่างของไฮญบอลยังอยู่ที่มีอาหารกินเล่นและกินจริงเรียงรายมาแบบอร่อยไม่แพ้เครื่องดื่ม อาทิ ไฮญบอลเกิร์ลสลัด ไก่ตะไคร้พันเบคอน ชีสสติ๊ก และหอยแมงภู่อบชีส           รีบไปกันนะ ชายบอกได้คำเดียวว่าคิ้วท์มาก