สายดื่มคนไหนกำลังมองหาบาร์ชิคๆ นั่งชิลล่ะก็ เตรียมมาเช็คอินที่ Deco Bar แห่งโรงแรมเดอะสยามได้เลย รื่นเริงไปกับการตกแต่งที่มีชีวิตชีวาสไตล์อาร์ตเดโค ศิลปะที่ผสมผสานอาร์ตหลากหลายแบบในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เพื่อสร้างความงามในรูปแบบใหม่ขึ้นมา ผนังด้านนอกเป็นกระจกสีดำสไตล์โมเดิร์ลที่มีพื้นลายสีขาวดำทันสมัย  ภายในตกแต่งด้วยของเก่าสุดคลาสสิคทั้งเครื่องดนตรีทองเหลือง สมุดเพลง และรูปเขียน       หินอ่อนหรูหราผสานไปกับความโมเดิร์ลของเฟอร์นิเจอร์สีขาวดำเท่ๆ แทรกสีสันสดใสด้วยภาพเขียนติดผนัง ภาพใหญ่อลังการ เดินขึ้นไปชั้นบนนั้นจะไปพบบาร์ขนาดใหญ่สีดำ ที่เชิญชวนให้คุณนั่งจิบค็อกเทลและไวน์ที่คัดสรรมาอย่างดี แถมยังมีสแนคและเมนูอาหารแสนอร่อยทั้งพิซซา พาสตา ซึ่งเป็นสูตรจากร้านอาหารในเมืองนิวยอร์ก ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6  เคยเสด็จไปเยือนเมื่อปี พ.ศ. 2445 อีกด้วยนะ       เมนูแรกเป็น กุ้งห่มผ้า กุ้งเนื้อหวาน ใบชะพลู ถูกห่อด้วยแป้งปอเปี๊ยะอย่างสวยงาม จากนั้นนำไปทอดให้เป็นสีเหลืองทอง หอมกรุ่นน่ากิน เสิร์ฟกับน้ำจิ้มบ๊วยรสหวานละมุนสุดเข้ากัน     ไปต่อกันกับ สะเต๊ะไก่ ไก่เนื้อแน่นเสียบไม้ หมักด้วยขมิ้นจนไร้กลิ่นสาบ และนำไปย่างจนหอมฉุย จิ้มกับซอสไก่สะเต๊ะ ที่ทำจากถั่วรสหวานมัน และน้ำอาจาดรสเปรี้ยวอมหวาน     จิบคู่กับ Ginger Punch ม็อกเทลสีสวยสดใส ที่รวมรสชาติมาจากไซรัปทับทิม น้ำแอปเปิ้ล ขิง โหระพา และโซดา รสเปรี้ยวอมหวานซาบซ่า สดชื่น     ตบท้ายด้วย Kaffir Lime Fizz ค็อกเทลซิกเนเจอร์ที่เหมาะจิบก่อนอาหารอย่างยิ่ง ประกอบไปด้วยเหล้าจิน น้ำตาลทรายแดง น้ำมะนาว โซดา และใบมะกรูด รสเปรี้ยวเล็กๆ ซ่าหน่อยๆ ชื่นใจดี     มาที่นี่แล้วไลฟ์ลีสุดๆ ไปเลย

ไม่มีใครบังคับไว้ว่าสีพาสเทลเป็นสีของคาเฟ่น่ารัก ๆ เท่านั้น ลองขึ้นมาพิสูจน์ที่ Paradise Lost สวรรค์แห่งใหม่สไตล์นีโอ-ทรอปิคัลบนชั้นดาดฟ้าของโรงแรม สยาม แอท สยาม ดีไซน์ กรุงเทพ แล้วจะรู้ว่าสีหวาน ๆ กับการเป็นค็อกเทลบาร์แห่งโลกอนาคตนั้นเข้ากันได้ดีอย่างน่าประหลาด     ต้องยกความดีงามนี้ให้กับ MASH ทีมนักออกแบบสัญชาติออสเตรเลีย ที่เข้ามาทำให้ดาดฟ้าแห่งนี้กลายเป็นสวรรค์แห่งใหม่ของชาวกรุงเทพฯ และยังเสริมทัพด้วยแนวคิดโลกอนาคตหลังจากวันสิ้นโลกของทีม Proof & Company ผู้อยู่เบื้องหลังบาร์ระดับโลก เช่น ร้าน 28 Hongkong Street ในประเทศสิงคโปร์ เลยทำให้ Paradise Lost โดดเด่นตั้งแต่เปิดตัว       มีเพียงสวรรค์แห่งนี้เท่านั้นเป็นดั่งโอเอซิสของเหล่ามนุษยชาติในวันสิ้นโลก เมนูเครื่องดื่มทั้งหลายที่สร้างสรรค์โดยแกเบรียล โลว์ บาร์เทนเดอร์หนุ่มจากซานฟรานซิสโก จึงมีชื่อเรียกที่ล้อเลียนไปกับเรื่องราวนี้ เช่น Curse of Civilisation เสิร์ฟมาในแก้วรูปคน รสชาติเบา ๆ ดื่มง่าย ด้านบนเป็นเกรปฟรุ๊ตฝานปิดไว้ โรยด้วยเนื้อมะพร้าวคั่ว Static Sunset เป็นอีกหนึ่งแก้วที่ดื่มได้เรื่อย ๆ เพราะมีส่วนผสมของแตงโม น้ำแตงกวา และเพิ่มความสดชื่น       สำหรับม็อกเทลต้องยกให้กับ Thirst-aide Kit ได้ให้รสและกลิ่นของสมุนไพร ตระไคร้ มะกรูด และขิงอย่างชัดเจน ส่วน Fearless Hoopoe จิบแล้วชื่นใจเพราะมีส่วนผสมของชารอยบอส มิ้นต์ เสาวรส และน้ำมะนาว และสังเกตได้ว่าเครื่องดื่มแต่ละตัวล้วนมีส่วนผสมจากท้องถิ่น เพราะหนึ่งในหัวใจหลักของ Paradise Lost คือความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แม้แต่สปิริตก็บรรจุมาในถังใหญ่ 25 ลิตรเพื่อลดการใช้ขวดแก้วแบบที่เรียกว่า ecoSPIRITS       Paradise Lost เหมาะสำหรับการสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน อาหารของที่ร้านจึงเป็นแนว Sharing จากฝีมือการรังสรรค์ของเชฟเทพ-มนต์เทพ กมลศิลป์ ผู้อยู่เบื้องหลังร้านอาหารไทย Taan ในโรงแรมแห่งเดียวกัน โดยเน้นวัตถุดิบที่หาได้ในประเทศไทย     เมนูกินเล่น Mango Wrap X Popped Fish ใช้ปลาเก๋าจากอ่าวไทย คลุกเคล้าด้วยมะพร้าวคั่วเป็นเปลือกกรอบ ๆ ด้านนอก เสียบไม้มาคู่กับมะม่วงห่อใบชะพลูได้รสชาติหวานอมเปรี้ยวแสนเข้ากัน     Cricket X Crab ครอแก็ตเนื้อปูที่พิเศษเพราะสอดไส้จิ้งหรีดทอด เวลากัดจะได้ความนุ่มของเนื้อปูและความกรอบมันของเนื้อจิ้งหรีด     อีกเมนูกินเล่นสุดคลาสสิกคือ Baby Calamari X Cilantro Salad ปลาหมึกชุบแป้งทอดเสิร์ฟพร้อมสลัดผักสดและซอสทาร์ทาร์     ต่อด้วยจานหนักที่มีชื่อว่า Paradise Oyster X Lemongrass Jelly หอยนางรมสดจากสุราษฎร์ธานี มาพร้อมเจลลี่รสตะไคร้ กระเทียมดอง มิ้นต์ และเจลลี่รสพอนสึแผ่นกลม ๆ ผสมผสานรสชาติออกมาได้อย่างลงตัว     อีกหนึ่งซิกเนเจอร์เมนูที่พลาดไม่ได้คือ Duck Leg Confit X Bone Marrow ขาเป็ดกงฟีเนื้อนุ่มลิ้นโรยด้วยงาขี้ม่อนเพิ่มสัมผัสกรุบกรอบของหนังเป็ด ราดด้วยซอสทรัฟเฟิลรสชาติหวานกลมกล่อม เสิร์ฟพร้อมกับไขกระดูกผสมมันฝรั่งมูสลินครีม จึงมีเนื้อเนียนนุ่มกินได้เรื่อย ๆ ไม่รู้เบื่อ     มีอาหารและเครื่องดื่มตรงหน้าแล้วอย่าลืมเงยหน้าขึ้นมามองวิวกรุงเทพฯ ยามเย็น ที่งดงามแบบไม่มีอะไรมาบดบังสายตาเลยสักนิดเดียว

หากใครเคยหลงรักสีสันและบรรยากาศของ “ปาเฮ่า” (Ba hao 八號) บาร์สไตล์จีนที่ซุกซ่อนตัวอยู่ในซอยนานาย่านเยาวราช มาตอนนี้เราคงขอกระซิบดังๆ ว่าที่นี่ได้แปลงร่างเป็น “Ba hao Residence” ที่มีห้องพักให้บริการโดยจองผ่าน AirBNB ไปเป็นที่เรียบร้อย และที่สำคัญในโซนบาร์เขายังเปิดให้บริการในช่วงกลางวันตั้งแต่ 11 อีกด้วย     แน่นอนว่าจุดเด่นที่แสดงความเป็นปาเฮ่าอยู่เสมอมาก็คือ ตึกแถวหลังเก่าที่ยังคงความวินเทจและสง่างามสมกับเป็นบ้านเลขที่ 8 ในย่านนี้ ซึ่งห้องพักที่มีทั้งสองห้องก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง ด้วยการผสมผสานศิลปะสไตล์จีนที่มีอยู่เป็นทุนเดิมมาเข้าคู่กับเครื่องเรือนเก่าของตกแต่งแบบไทยๆ อย่างผ้าทอและเครื่องสาน จนได้บรรยากาศเหมือนหอพักสุดเรียบง่ายที่ซ่อนความรู้สึกสบายแบบกึ่งรีสอร์ตด้วยวิวทิวทัศน์ของเยาวราชและความร่มรื่นของไม้ใบที่ปลูกตั้งอยู่รอบๆ     ห้องพักของที่นี่มีทั้งหมด 2 ห้องด้วยกัน โดยตั้งชื่อล้อตามชื่อของถนนข้างเคียง อันได้แก่ ถนนไมตรีจิตต์ มิตรพันธ์ และสันติภาพ เริ่มด้วย “มิตรพันธ์” พื้นที่ส่วนกลางบนชั้น 2 ที่รองรับทั้งผู้เข้าพักและคนที่มารับประทานอาหาร     ก่อนจะไปยังชั้น 3 จะเป็น “ห้องไมตรีจิต” ห้องที่ถูกออกแบบมาให้ดูร่วมสมัยทว่าคลาสสิค แถมยังแอบเซ็กซี่เล็กๆ ด้วยผนังกั้นห้องพักกับห้องน้ำที่เป็นกระจกใส ร่วมด้วยกระจกบานใหญ่ที่ทำให้เห็นความเป็นไปบนถนนเส้นนี้       ขณะที่ชั้น 4 จะเป็นที่ตั้งของ “ห้องสันติภาพ” ห้องใหญ่เนี้ยบเท่จากโทนสีดำตัดกับการโชว์ผนังอิฐเปลือย แสนเก๋ด้วยมุมหน้าต่างบริเวณหัวเตียงที่สามารถมองเห็นเจดีย์สีทองอร่ามของวัดไตรมิตร พร้อมด้วยระเบียงส่วนตัวให้ออกมานั่งเล่นเอนหลังในบรรยากาศเงียบสงบ       พูดถึงห้องพักกันไปแล้ว ถ้าไม่พูดถึงเมนูอาหารจีนสไตล์คอมฟอร์ตฟู้ดสุดอร่อยของที่นี่คงไม่ได้ เพราะเขามีเมนูใหม่อย่าง Sali Salsa สาลี่ซัลซ่าที่นำผลไม้ไทยมาทำเป็นซัลซ่าจนได้ความหวานหอมสดชื่นมาแทนที่ความเปรี้ยวในแบบต้นฉบับมากินคู่กับฟองเต้าหู้ทอดชิ้นใหญ่กรุบกรอบ ก่อนจะมาอิ่มหนักๆ กันด้วย General Tso Chicken with Bokchoy Rice ข้าวไก่ทอดสูตรนายพลฉ่ำด้วยซอสรสเผ็ดปลายลิ้นจากส่วนผสมของพริก ขิง และงา เสิร์ฟพร้อมข้าวอบผักบอกฉ่อยกับเห็ดหอมและกานาฉ่าย จนได้ข้าวที่มีลักษณะเหมือนข้าวมันที่มาพร้อมความหอมน่าลิ้มลอง       ส่วนจานเด็ดขายดีอย่าง Duck Wontons เกี๊ยวแป้งบางสอดไส้เนื้อเป็ดนุ่มๆ หอมน้ำมันงาในซีอิ๊วรสเผ็ด และ Bahao‘s Pudding พุดดิ้งถั่วเหลืองเนื้อเนียนเด้งดึ๋งเย็นฉ่ำราดไซรัปเก๋ากี้รสละมุนก็เป็นเมนูที่ห้ามพลาดอย่างเด็ดขาด    

ตึกเก่าแก่ย่านท่าเตียนยังคงมีเสน่ห์ไม่เสื่อมคลาย รวมทั้ง “เมรัย” บาร์ชื่อไทยๆ โดยเชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร เจ้าของร้านรางวัล 1 ดาวมิชลิน Le Du และร้าน Baan ยังคุ้นหน้ากันดีในฐานะกรรมการฝีปากแซ่บในรายการแข่งขันเชฟ Top Chef Thailand     ไวน์บาร์ใหม่ของเชฟต้นอยู่ในตึกแถวเล็กๆ เป็นร้านที่ขายเมนูง่ายๆ กินได้ทุกวันอย่างผัดไทย รวมทั้งไวน์ที่เจ้าของร้านคัดสรรมาเองในราคาที่ไม่แพง นับว่าราคาถูกที่สุดเมื่อเทียบกับร้านที่ผ่านมาของเชฟต้น     มาถึงแล้วห้ามพลาด ผัดไทยเมรัย ผัดไทยที่เลือกได้ทั้งเส้นจันทน์หรือวุ้นเส้นเหนียวนุ่ม ผัดกับซอสผัดไทยรสหวานเปรี้ยวเค็มกลมกล่อมครบรสพอดีแบบไม่ต้องปรุงเพิ่ม     ผัดไทยคอหมูย่าง เสิร์ฟพร้อมคอหมูย่างเตาถ่าน เนื้อหมูหนานุ่มชุ่มฉ่ำหอมกลิ่นย่างถ่านอ่อนๆ ยังมีผัดไทยกุ้งสดและกุ้งแม่น้ำขนาดจัมโบ้ให้เลือกตามความชอบอีกด้วย   ข้าวซอยเนื้อ ที่ยกระดับน้ำแกงข้าวซอยให้มีรสเข้มข้นขึ้นด้วยการเคี่ยวไขกระดูกและซี่โครงนาน 12 ชั่วโมง วางเนื้อไทยวากิวสไลด์ เสิร์ฟในชามหินที่เก็บความร้อนได้นาน อุ่นท้องให้ร้อนพร้อมรับมือกับค่ำคืนที่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ข้าวซอยเป็นเมนูลับที่มีขายวันละ 10 ชามเท่านั้นแนะนำให้โทรไปจอง     ส่วนไวน์ของที่นี่เป็นไวน์ประเภท Natural Wine เป็นไวน์ที่ไม่ใช้สารเคมีในการปลูก เชฟต้นคัดเลือกไวน์ที่เขาชอบและดื่มอร่อยมาจากทั่วโลก ที่เหมาะกินคู่ผัดไทยแนะนำไวน์ขาวชาร์ดอนเน่ย์จากประเทศชิลี ที่ฟรุ๊ตตี้และดราย ช่วยล้างความมันของผัดไทยได้อย่างดี   สุดท้าย ยาดองเมรัย เหล้าขาวพรีเมียมดองกับสมุนไพรจีน เช่น โสม ตังกุย ปวยกั๊ก ฯลฯ ดื่มแล้วได้กลิ่นสมุนไพรกรุ่นในปาก ตามด้วยน้ำใบเตยทำให้รู้สึกมีรสหวาน เลือดลมสูบฉีดสดชื่น     เริ่มต้นด้วยผัดไทยจบด้วยเมรัยก็คงจะดี

บนชั้น 61 ของโรงแรมหรู เลอบัว แอท สเตท ทาวเวอร์ มีแชมเปญบาร์เปิดใหม่ตกแต่งด้วยสีชมพูพาสเทลสุดสวยให้ความรู้สึกผู้หญิงๆ ภายในร้านมีโซฟานุ่มบุกำมะหยี่สีชมพู เพดานสีทองดูหรูหราและผนังฝั่งหนึ่งมีแชมเปญเซลล่าวางโชว์ขวดเรียงรายสวยงาม     พิ้งค์บาร์เรียกได้ว่าเป็นร้านแรกในไทยและร้านเดียวในโลกที่ขาย Rare Millesime 2002, Piper-Heidsieck, Reims แชมเปญพรีเมี่ยมที่ได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดแชมเปญแห่งทศวรรษ ที่นี่ขายแบบเป็นแก้วไม่ต้องเหมาทั้งขวดแบบร้านอื่น       นอกจากเสิร์ฟแชมเปญเลื่องชื่อแล้วอาหารของที่นี่ก็ดูแลโดย Vincent Thierry เชฟชาวฝรั่งเศสจากร้านมิชลินสตาร์ Chef’s Table Bangkok ที่อยู่ข้างๆ กันนั่นเอง โดยเสิร์ฟเป็นคานาเป้เหมาะกับกินคู่แชมเปญ เช่น King Crab Waffle วาฟเฟิลแผ่นบางกับเนื้อปูคิงแครป กับผลไม้สดผสมครีมรสเบาๆ สดชื่น     Gamen Oysters หอยนางรมสดจากฝรั่งเศส ตัวเล็กแต่รสเข้มข้นครีมมี่ เสิร์ฟพร้อมน้ำส้มสายชูใส่หอมแดงและขนมปังไรย์ เป็นคู่ที่เข้ากับแชมเปญได้ดีสุดๆ     Fried Chicken ของกินเล่นอย่างไก่คลุกเกล็ดขนมปังทอดชิ้นพอคำ เสิร์ฟพร้อมชิพและซอสทาร์ทาร์แกงเขียวหวาน     Wild Mushroom and Hummus Sandwich แซนวิชเห็ดย่างชิ้นบาง กลิ่นหอม ไส้รสเค็มมัน กับมูสถั่วชิกพีนุ่มๆ ที่นี่ยังมีชีสซีเลคชั่นขาก     Jean Francois Antony Cheese เสิร์ฟบนแพลตเตอร์ได้แก่ Valencay ทำจากชีสนมแพะ Abbaye De Citeaux ชีสนมวัวเนื้อนุ่มจากเบอกันดี Tomme De Chartreuse ชีสนมวัว Comte ชีสนมวัวบ่มนาน 48 เดือนและ Roquefort บูลชีสนมแกะกลิ่นแรง     สุดท้ายของหวานที่กินกับแชมเปญได้อร่อยต้องยกให้ Raspberry Macaron มาการองสีชมพูสอดไส้ครีมชันเทอรี ตกแต่งด้วยสตรอว์เบอร์รี่สดสีหวานสวย     นอกจากนี้ยังมีม็อกเทล Top Me Up ที่ทำจากน้ำแครนเบอร์รี่ ยูสุ น้ำเชื่อมลิ้นจี่ และโทนิคพิ้งค์เกรฟฟรุ๊ต รสหวานอมเปรี้ยวกลิ่นหอมสดชื่น ถูกใจสาวๆ     ไม่ว่าจะเป็นวันแห่งความรักหรือวันไหนๆ บาร์สีชมพูแห่งนี้ก็เย้ายวนชวนให้ไปนั่ง

ใครเป็นสายดื่มที่ชอบดนตรีแจ๊สรับรองต้องถูกใจ Crimson Room บาร์หรูเปิดใหม่ในโครงการ Velaa Sindhorn Village แห่งถนนหลังสวน ภายในบาร์เป็นธีมสีดำแดงให้ความรู้สึกคึกคักเหมาะกับบรรยากาศยามค่ำคืน เพดานด้านบนสูงโออ่าไม่อึดอัด โดดเด่นด้วยแชนเดอเลียร์ทองเหลืองห้อยระย้า ที่นั่งเป็นสเตเดียมหันหน้าเข้าเวทีที่ให้แขกได้เพลิดเพลินไปกับดีเจและวงแจ๊สดนตรีสด พร้อมลิ้มรสค็อกเทลและแชมเปญรสเลิศที่ทางร้านบรรจงเลือกสรรมาอย่างดี         เริ่มต้นจิบเบาๆ ด้วย Sparkling Wine ไวน์สุดหรูที่อยู่คู่กับงานปาร์ตี้ น้ำสีเหลืองทองกับฟองซ่าๆ ดื่มแล้วสดชื่นลื่นคอ     ต่อด้วย Bee Pollen ค็อกเทลสีเหลืองนวลเสิร์ฟมาในแก้วนกน้อยน่ารัก ความลงตัวระหว่างซิตรัส ไซรัปคาราเมลหอมหวาน Hendrick’s และ Yellow Chatreuse เปรี้ยวหวานจิบเพลินจนหยดสุดท้าย     Them Apples ค็อกเทลที่ผสมผสานลงตัวระหว่าง วิสกี้ ไซรัปแอปเปิ้ล ซิตรัสและไวน์แดง รสเข้ม เปรี้ยวนิดๆ หอมกลิ่นแอปเปิ้ล ถูกใจนักดื่มตัวจริง       ค็อกเทลสีแดงสดแก้วนี้เป็นที่ชื่นชอบของสาวๆ Lavender Mood เปรี้ยวสดชื่น หอมกลิ่นลาเวนเดอร์ จิบแล้วผ่อนคลาย     ปิดท้ายด้วย Jungle Fever โดดเด่นด้วยสปิริตสัญชาติไทยระดับพรีเมียมอย่าง Lanna หอมละมุน พร้อมด้วยเหล้าส้มจากฝรั่งเศสอย่าง Cointreau บอกเลยแก้วนี้รสเข้มดุเดือดไม่เป็นรองแก้วไหน!       ใครอยากแฮงค์เอ้าท์สัมผัสประสบการณ์สุดหรูเชิญได้ที่ “Crimson Room”

ขอให้คำจำกัดความว่า “เปรี้ยวเข็ดฟัน” ที่สุด ณ ขณะนี้ สำหรับ Flamenco Bangkok สกายบาร์บนชั้น 9 ฝั่ง The Helix ดิ เอ็มควอเทียร์ แหล่งแฮงก์เอาต์ใหม่ที่แค่ก้าวผ่านบานประตูที่เต็มไปด้วยดอกไม้ ก็เหมือนได้เดินเข้าไปสู่โลกแห่งสีนีออน ดนตรีละติน อาหารสเปน และเครื่องดื่มสุดเก๋     ชื่อร้าน ‘ฟลาเมงโก’ สื่อถึงดนตรี เพลง และการเต้นรำอันพลิ้วไหว ทุกตารางเมตรของที่นี่จึงถูกดีไซน์ออกมาให้สนุกสุดเหวี่ยง ให้ความรู้สึกลึกลับนิดๆ เซ็กซี่หน่อยๆ ตั้งแต่การเลือกใช้สีฉูดฉาดตัดกับเฟอร์นิเจอร์แอนทีค ภาพเพ้นต์บนผนัง โคมไฟแชนเดอเรียคริสตัล (ชุดของพนักงานก็สีสวย กระโปรงพลิ้วมาก) ส่วนพื้นที่ตรงกลางเป็นไสฟ์สเตจเพิ่มดีกรีความสนุกด้วยดนตรีจังหวะละติน รุมบ้า และแซมบ้า มีเลาจน์ชั้นลอยสำหรับใครที่ต้องการความเป็นส่วนตัว รวมถึงพื้นที่ด้านนอกให้จิบเครื่องดื่มดีๆ พร้อมชมวิวยามค่ำคืนของกรุงเทพฯ แบบ 180 องศา         อาหารของที่นี่เป็นอาหารสเปนล้อไปกับธีมร้าน อุ่นเครื่องด้วย Jalapeno Poppers หน้าตาเรียบร้อยแต่ข้างในแซ่บนัก พริกจาราปิโน่สอดไส้ด้วยครีมชีส และโชริโซ่ นำไปทอด ส่วนด้านนอกเป็นครัมเบิ้ลกรอบๆ กินแล้วกระตุ้นต่อมรับรสได้ดี หรือจะลอง Tuna Tartare Sopes ทาโก้กรอบๆ ท็อปด้วยอโวคาโดบดและทูน่าหั่นเต๋าคลุกเคล้าซอส เคียงด้วยซาวครีม กัวคาโมเล่ และซัลซ่าแบบเมกซิกันก็เริ่มต้นมื้อได้ดี ส่วนสาวๆ ที่ปลื้มสลัดเป็นพิเศษ แนะนำ Goat Cheese Salad ราดด้วยฮันนีเลมอนเดรซซิง สดชื่นดี         จานไฮไลต์ Seafood Paella ข้าวอบสเปนเสิร์ฟบนกระทะร้อนที่หอมกรุ่นมาแต่ไกล ข้าวปรุงรสด้วยแซฟฟรอนและปาปริก้า ท็อปด้านบนด้วยกุ้ง ปลาหมึก หอยแมลงภู่ และโชริโซรสจัด เราชอบความกรอบเล็กๆ ของข้าวที่ขอบกระทะ ตักเข้าปากแล้วได้รสชาติของซีฟู้ดแบบเต็มคำ     ปิดท้ายด้วยค็อกเทลซิกเนเจอร์ Reposado Fashion และ Stars in my eyes จิบแล้วไปแดนซ์ได้อีกยาวๆ    

ไม่น่าเชื่อว่าย่านสุดฮิปอย่างอารีย์จะมีบาร์ลับๆ ซ่อนอยู่กับเขาด้วย เพราะล่าสุดโครงการ Aqua อารีย์ ได้ต้อนรับบาร์น้องใหม่ที่มาพร้อมคอนเซปต์และบรรยากาศที่ไม่ซ้ำใครในชื่อ Honest Mistake Bar     ถ้าจะแปลความหมายของชื่อร้านก็คงหมายถึง “การกระทำผิดแบบใสซื่อบริสุทธิ์” ซึ่งนั่นได้สะท้อนผ่านการตกแต่งในสไตล์จีนย้อนยุคที่ชวนให้นึกถึงสมัยเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้หรือยิปมันอย่างไรอย่างนั้น กล่าวกันว่าถึงแม้ฉากหน้าจะดูสวยงามมีสีสันและเป็นฝรั่งจ๋า แต่ความเป็นจริงแล้วยุคนี้กลับเป็นยุคมืดของจีน เพราะพวกเขาต้องทนทุกข์จากสภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งผลให้คนส่วนใหญ่ในสมัยนั้นเลือกที่จะประกอบอาชีพทุจริต ที่นี่จึงได้จำลองบรรยากาศของบ่อนคาสิโนในสมัยก่อนที่ตบตาเราด้วยการตกแต่งเป็นโรงรับจำนำ ดังนั้น วิธีแสดงตัวก่อนเข้าเราเลยต้องแลกชิพกับน้องหน้าโรงรับจำนำประกันไว้ก่อน       เมื่อแลกของเป็นที่เรียบร้อยก็ให้เดินเลียบไปหลังร้าน เพื่อขึ้นบันไดต่อไปยังชั้นสองที่ได้จำลองเป็นห้องควบคุมและสังเกตการณ์ ชั้นนี้จึงเต็มไปด้วยกล้องวีดีโอวงจรปิดที่ทำให้เราได้เห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในบาร์ทั้งหมดผ่านจอทีวีเก่าๆ แถมด้วยโปสเตอร์ลวดลายจีนที่เพิ่มกลิ่นอายความขลังและชสนให้น่าถ่ายรูปเก็บไว้มากขึ้นไปอีก       จากนั้นก็ได้เวลาเดินขึ้นไปยังชั้นสามอันเป็นที่ตั้งของบ่อนและบาร์ที่รอเหล่านักพนัน (อย่างเราๆ) มานั่งจิบเครื่องดื่ม เครื่องดื่มที่เราอยากแนะนำก็มี Hor Nang Lohm หรือ “หอนางโลม” ค็อกเทลที่ผสมผสานความหวานและเปรี้ยวจากส่วนผสมของเหล้ารัม ผสมสีสันของใบเตย รสชาติของมะพร้าว เสิร์ฟในแก้วชาโบราณพร้อมด้วยกลีบดอกบัวเพิ่มความหอม     หรือจะลอง Chicken Dinner ที่ได้แรงบันดาลใจจากวลีติดปากของนักเดิมพันที่มักพูดว่า Winner Winner Chicken Dinner เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของจินและเหล้าบ๊วยที่เติมรสสดชื่นของแตงกวาและน้ำมะนาว แล้วอย่าลืมปิดท้ายด้วย Peach Don't Bluff วิสกี้ที่เพิ่มรสหอมหวานด้วยเหล้าพีชและกล้วยหอม ตัดรสด้วยมะนาว แถมยังเก๋ไก๋ด้วยการรมควันชาอู่หลงที่ส่งควันฉุยให้กับเราก่อนดื่ม       เอาเป็นว่าอารีย์เขามีบาร์ลับแล้วนะ

แค่ได้ยินชื่อ Rooftop หัวใจก็พองโตไปถึงไหน ยิ่งถ้าเป็นที่บรรยากาศดีๆ ยิ่งทำให้เรารู้สึกอยากไปมากเท่านั้น วันนี้เราชวนทุกคน มารับลมเย็นๆ สัมผัสวิวพาโรนามาของแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมอิ่มท้องกับอาหารสุดเลิศรส Seen Restaurant & Bar Bangkok Rooftop ย่านพระราม 3 ที่จะทำให้คุณผ่อนคลายและเพลิดเพลินกับบรรยากาศ จนไม่อยากลุกไปไหน     สำหรับ Rooftop แห่งนี้ตั้งอยู่บนชั้น 26 มีทั้งโซน indoor และ Outdoor ซึ่งทั้งสองโซนสามารถมองเห็นวิวแม่น้ำได้เหมือนกันที่สำคัญยังมีสระว่ายน้ำอยู่ด้วย เรียกว่าได้บรรยากาศดีสุดๆ ไปเลย     อีกหนึ่งอย่างที่เลิศไม่แพ้กันคงจะเป็นเรื่องของรสชาติอาหาร เริ่มต้นด้วย Truffle gunkan hotate ซูชิชิ้นพอดีคำแต่อัดแน่นไปด้วยคุณภาพจากหอย hotate แถมยังมีไข่นกกะทาวางข้างบนอีก ทำให้จานนี้เข้ากันดีแบบสุดๆ ต่อมาคือ Salmon roll ปลาแซลมอนชิ้นโตๆ พร้อมด้วยไข่กุ้งด้านบน ตัดเลี่ยนด้วยแตงกวา เป็นอีกจานที่อร่อยลงตัวเช่นกัน       เอาใจคนรักล็อบสเตอร์กันด้วย Truffle lobster salad สลัดล็อบเตอร์รสชาติเข้มข้นถึงใจ แถมยังได้ความหอมจากเห็ดทรัฟเฟิลมาช่วยเพิ่มจานนี้ดูน่ากินยิ่งขึ้น แต่สำหรับใครที่ชื่นชอบไก่ต้องจัดไปเลยกับเมนู Niwatori miso Chicken ไก่ชิ้นโตๆ มาพร้อมซอส 2 สไตล์อย่างเทอริยากิและพริกไทยดำ ไม่ว่าจะจิ้มซอสไหนก็ดูเข้ากันเหลือเกิน         ปิดท้ายด้วยขนมหวานแสนอร่อยอย่าง Chocolate mousse 70% ช็อกโกแลตเนื้อมูสเนียนนุ่ม เข้มข้นถึงใจ มาพร้อมคิทแคทรสชาเขียว เรียกได้ว่าเป็นจานที่ตบท้ายมื้ออาหารได้อย่างสวยงามจริงๆ ค่ะ  

เปลี่ยนบรรยากาศมื้อค่ำที่แสนธรรมดาของคุณด้วยการออกมาดินเนอร์หรูย่านใจกลางสุขุมวิทกับ MOJJO Rooftop Lounge & Bar  ชั้น 32 โรงแรมคอมพาสสกายวิวพร้อมชมวิวพระอาทิตย์ตกยามเย็นในบรรยากาศโรแมนติก จะมากับเพื่อนหรือควงแขนคนรู้ใจมาก็ดีต่อใจแบบสุดๆ เช่นกัน     Figure 1บรรยากาศภายใน   เมื่อเดินเข้ามาในร้านเราจะสัมผัสถึงบรรยากาศของอเมริกาใต้ร่วมสมัยในสไตล์ลาติน ทำให้เรารู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในสเปน เม็กซิโก หรือประเทศแทบอเมริกาใต้เลยทีเดียว โดยภายในถูกแบ่งออกเป็น 2 โซนด้วยกัน สำหรับใครอยากนั่งรับลมเย็นๆ สามารถนั่งในโซนOutdoor หรือใครที่ชื่นชอบบรรยากาศสบายๆ ทางร้านก็มีโซนห้องแอร์ด้วยนะ     Figure 2โซนด้านนอก สามารถรับลมเย็นๆ พร้อมดูวิวพระอาทิตย์ตกดิน   เริ่มต้นกันด้วยเมนูสุดคลาสสิกอย่าง Mojjo Wings ปีกไก่ทอดราดด้วยซอสสุดชุ่มฉ่ำที่มาพร้อมกับซอสบลูชีสรสชาติเข้มข้นจะกินคู่กันหรือกินปีกไก่อย่างเดียวก็อร่อยทั้งสองแบบ   Figure 3Mojjo Wings   ถัดมา Mojjo Gourmet Pizza พิซซ่าแป้งบางกรอบกับชีสเยิ้มๆ ท็อปด้วยพาร์มาแฮมหอมๆ เป็นใครก็อดใจไม่ไหว ต่อด้วย Crispy Calamari ปลาหมึกชุบแป้งทอดเพิ่มความกรุบกรอบด้วยเกร็ดขนมปัง กินคู่กับซอสทาทาร์ ยิ่งทำให้เมนูนี้โดนใจสาวกอาหารทะเลไปเต็มๆ   Figure 4Mojjo Gourmet Pizza   Figure 5Crispy Calamari   เอาใจคนที่ชอบกินปลาทูน่าด้วย Classic Tuna Cevicehe คลุกเคล้าด้วยเครื่องเทศของไทย อย่างผักชี หอมแดง ต้นหอม เติมรสชาติด้วยพริกป่น เกลือ และผงมิกซ์ ไม่น่าเชื่อว่าวัตถุดิบที่ค่อนข้างจะแตกต่างกันแต่เมื่อปรุงรสแล้วก็เข้ากันได้ดี   Figure 6Classic Tuna Cevicehe   ตบท้าย Churros ขนมปังทอดกรอบคลุกเคล้าด้วยผงชินนามอนโรยด้วยน้ำตาลไอซิ่ง มาพร้อมกับช็อกโกแลตหอมๆ เข้ากันดีแบบสุดๆ เช่นกัน   Figure 7Churros   สำหรับนักดื่มทั้งหลาย MOJJO Rooftop Lounge & Bar ก็มีโซนบาร์สไตล์คลาสสิคหรูหราที่รวบรวมเครื่องดื่มจากทั่วโลกวางเรียงรายให้เราได้เลือกชิมกันอย่างเพลิดเพลินใจ ไม่ว่าจะเป็น เบียร์ วิสกี้ ค็อกเทล เหล้ารัม และสำหรับใครที่ไม่กินแอลกอฮอล์เขาก็มีเครื่องดื่มสมุนไพรอย่าง Refresher Mocktail น้ำอัญชันโฮมเมดไว้คอยบริการด้วยนะ       Figure 8Refresher Mocktail

บนความสูงของชั้น 25 โรงแรมสยามแอทสยามย่านปทุมวันแห่งนี้คือพื้นที่ของรูฟทอพบาร์ The Roof Gastro ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นมุมชิลเอาท์กลางใจเมืองที่วิวสวยมากที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ในมุมมองแบบ 360 องศาชนิดไร้สิ่งกีดขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้นั่งชมยอดภูเขาทองสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็นเปล่งประกายงดงามจรดพลบค่ำ ก่อนถูกแทนที่ด้วยแสงไฟระยิบระยับจากอาคารบ้านเรือนและรถราบนท้องถนนที่มีเสน่ห์ชวนมองไม่ต่างกัน วิวดีใจกลางมหานครกรุงเทพฯ แบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ เลย       ด้านอาหารนำเสนอสไตล์ Asean Tapaz เมนูกินง่ายอบอวลด้วยกลิ่นอาย Japanese Inspire ส่วนสายดื่มห้ามพลาดค็อกเทลสูตรพิเศษโดยเฉพาะ Hyper Local Cocktail 8 ชนิดที่รอให้คุณและผองเพื่อนมาลิ้มลอง     เริ่มต้นช่วงเวลาแห่งความสุขกับเมนู Salmon Crudo แซลมอนเกรดพรีเมียมหั่นเต๋าคลุกเคล้าเครื่องปรุงรสเน้นความจัดจ้านช่วยปลุกความสดชื่นหลังอ่อนล้าจากการทำงานมาทั้งวัน เสิร์ฟคู่นาโช่โรยชีสเยิ้มๆ เคี้ยวกรุบกรอบเค็มมัน     สำหรับคนรักเนื้อต้องลอง Beef Tataki Roll โรลเนื้อวากิวสุดนุ่ม เคี้ยวแต่ละคำชุ่มฉ่ำไปทั้งปาก จานนี้นำแรงบันดาลใจจากเมนูดั้งเดิมของญี่ปุ่นคือ beef tataki หรือเนื้อดิบมาปรับใหม่ในสไตล์ของร้านโดยเลือกใช้เนื้อวากิวมาย่างพอสะดุ้งไฟก่อนม้วนเป็นโรลสอดแทรกส่วนผสมที่ช่วยชูรสชาติของเนื้อชั้นดีให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น     เติมความสดชื่นอย่างต่อเนื่องกับ Chirashi Salad สลัดสไตล์ญี่ปุ่น ทีเด็ดยกให้ทูน่าเนื้อแน่นที่ใส่ให้เต็มที่ไม่มีหวง คลุกเคล้ากับอะโวคาโดและผักสลัดราดด้วยซอสพอนสึรสเปรี้ยวนิดหวานหน่อย จัดเป็นเมนูเพื่อสุขภาพที่กินได้มากแบบไม่ห่วงเรื่องอ้วน     Camenmbert Cheese Croquette ของทอดยอดนิยมควรกินตอนร้อนๆ เพราะจะยิ่งทวีความหอมอีกทั้งเนื้อสัมผัสจะยิ่งกรอบนอกยืดในจากไส้ชีสกาม็องแบร์ที่นุ่มมันสุดครีมมี่ ชีสเลิฟเวอร์ห้ามพลาด!     ด้านจานหลักอิ่มท้องต้องสั่ง Salmon & Green Tea Soba แซลมอนชิ้นใหญ่ย่างไฟพอให้ผิวนอกตึงกรอบส่วนด้านในรักษาความชุ่มฉ่ำชวนกินไว้ วางมาบนเส้นโซบะชาเขียวที่เหนียวนุ่ม เคี้ยวลื่นคอ จับถูกคู่ก็ยิ่งชูรส     นอกจากจานเด่นในคอนเซ็ปต์ Japanese Inspire ไฮไลท์ของรูฟทอปแห่งนี้คงต้องยกให้เหล่าค็อกเทลหลากสีสันที่สั่งมาจิบได้ไม่ซ้ำตลอดค่ำคืน ตัวอย่างเช่นซิกเนเจอร์สีแดงสดใสแก้วนี้ Siam@Siam Delight สัมผัสความนุ่มละมุนชวนเคลิบเคลิ้มตั้งแต่จิบแรกจนถึงหยดสุดท้าย จากส่วนผสมที่ลงตัวของเตกิล่า น้ำส้ม น้ำแอปเปิ้ล และเหล้ากลิ่นส้ม ดีงามจนไม่อยากลุกไปไหน!  

ใครเป็นแฟนคลับ Changwon Express ร้านแฮงก์เอาต์ขนาดกะทัดรัดติด MRT เพชรบุรี ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาทำความรู้จักกับ Changwon Express at Flow House สาขาใหม่เอี่ยมบนชั้น 2 ของ Flow House Bangkok แหล่งโต้คลื่นกลางกรุงเทพฯ ซึ่งคุณเท็ดเจ้าของร้านชาวเกาหลีสุดเท่ ตั้งใจนำเสนอชางวอนในคอนเซ็ปต์ใหม่ที่สนุกขึ้น (และกว้างขึ้นมาก) ที่นี่จึงให้อารมณ์บีชบาร์จิบเบียร์ไปด้วย มองคนเล่นเซิร์ฟไปแบบเพลินๆ เหมือนอยู่แถวฮาวายอย่างไรอย่างนั้น!       สิ่งดึงดูดสายตาแรกเมื่อก้าวมาด้านใน คงหนีไม่พ้นแท็ปเบียร์ที่มีมากถึง 30 แท็ป ที่ควบคุมอุณหภูมิของเบียร์ได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะคราฟต์เบียร์ไทยที่คุณเท็ดการันตีว่ารสชาติไม่แพ้ของชาติอื่น  อาทิ Changwon Express Asoke Pale Ale เบียร์ซิกเนเจอร์ซึ่งสื่อถึงที่ตั้งของสาขาแรกอันขึ้นชื่อลือชาว่ารถติดสาหัส แก้วนี้จึงให้ความสดชื่น จิบง่าย มีปลายขมเล็กๆ และไปได้ดีกับอาหารหลายจาน ส่วนใครอยากเพิ่มความหนักขึ้นอีกนิด แนะนำ Changwon Express Chaopraya Stout เบียร์ดำชื่อแสบๆ คันๆ ที่มีกลิ่นของกาแฟและช็อกโกแลต         ข้ามมาดูฝั่งอาหารกันบ้าง สาขานี้เพิ่มความหลากหลายให้มากขึ้น ทั้งเมนูตะวันตกและตะวันออก ซึ่งต่างจากสาขาแรกที่เน้นความเป็นเกาหลี-เม็กซิกัน เริ่มต้นด้วย Chicken Wings ใครเคยติดใจไก่ทอดสไตล์เกาหลีจากชางวอนสาขาแรก ลองเปลี่ยนมาชิมปีกไก่ทอดแบบไทยดูบ้าง ทอดให้หนังกรอบ รสชาติออกเค็มนิดๆ ไปด้วยกันได้ดีกับเบียร์ของทางร้าน ต่อด้วย Ham & Bacon Olio Spaghetti สปาเกตตีจานเด็ดที่ให้เราสาวเส้นได้ยาวๆ และที่เหมาะกับแก๊งเพื่อนต้องยกให้ Napoli Pizza พิซซ่าแป้งบางกรอบ ท็อปด้วยเปเปอร์โรนี เห็ด มะกอกดำ และมอซซาเรลล่า         พร้อยลุยปาร์ตี้ได้อีกยาว

เชื่อว่าคนรักเหล้าบ๊วยหรืออูเมะชู (Umeshu) คงต้องเคยได้ยินชื่อของ PrumPlum Umeshu Bar บาร์ไซส์มินิที่เพิ่งฉลองครบรอบสองขวบปีไปหมาดๆ กันอย่างแน่นอน และถึงแม้จะมีขนาดพื้นที่ไม่มาก แต่คุณภาพกลับคับแก้วด้วยเครื่องดื่มที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน โดยเฉพาะเหล้าบ๊วยที่มีให้เลือกชิมกว่า 100 ชนิด ร่วมด้วยเหล้าผลไม้ที่หมุนเวียนมาให้ลองกัน ตั้งแต่เหล้าส้มยูซุรสเปรี้ยวหอมไปจนถึงเหล้าพีชรสนุ่ม       นอกจากความพิเศษของเครื่องดื่มที่มีให้เลือกอย่างหลากหลายแล้ว ความรู้ก่อนจิบก็ไม่ได้ขาด เพราะเราสามารถพูดคุยปรึกษาตามหารสชาติ (และเหล้า) ที่ชอบกันได้ แต่สำหรับนักดื่มมือใหม่อาจจะสั่งเป็นเซ็ตเพื่อทดลองกันก่อน อย่างครั้งนี้เราได้ลอง Nakano Set เซ็ตเหล้าบ๊วย 3 สี 3 รสที่เกิดจากการเพิ่มส่วนผสมลงไประหว่างการทำเหล้าบ๊วย ได้แก่ สีเหลืองทองที่ได้จากน้ำผึ้งเด่นที่รสหวานหอมนุ่ม สีแดงได้จากใบชิโสะแดงให้รสหวานกลมกล่อม และสีเขียวจากชาเขียวที่ให้กลิ่นหอมและรสเฝื่อนๆ ปิดท้าย       หลังจากลองเหล้าบ๊วยกันแล้วก็อย่าลืมสั่งอาหารจานเล็กราคาน่ารักมากินแกล้ม ไม่ว่าจะเป็น Tako Wasabi (100 บาท) ปลาหมึกดองวาซาบิเคี้ยวหนึบรสเปรี้ยวเผ็ดจมูก Tataki Kyuuri (80 บาท) สลัดแตงกวาในน้ำมันงาและมิโสะ Edamame (60 บาท) ถั่วแระญี่ปุ่นเคี้ยวเพลิน     แต่ถ้าอิ่มแบบหนักๆ ก็อาจจะเริ่มด้วย Tori Kara-age (120 บาท) ไก่ทอดคาระเกะชิ้นพอดีคำเคี้ยวกรุบกรอบ เติมความจี๊ดจ๊าดด้วยมะนาว ก่อนจะจิ้มกับทาร์ทาร์ซอส ตามด้วย PrumPlum Skewer Set (180 บาท) ที่รวมของเสียบไม้ย่างสุดอร่อยแบบไม่ต้องเลือกให้เสียเวลา เพราะมาทั้งไก่ย่างมิโสะเนื้อนุ่ม ไก่ย่างเทอริยากิหอมกรุ่น หมูสามชั้นย่างเกลือเค็มๆ มันๆ เห็ดชิตาเกะย่าง และกระเจี๊ยบย่าง       แล้วอย่าลืมสั่ง Yakisoba Bacon (160 บาท) ยากิโซบะผัดกับเบคอนเด่นที่ความหอมของกระทะติดจมูก และเมนูล่าสุดอย่าง Oden ลูกชิ้นรวมเสิร์ฟร้อนๆ ในชามใบเล็กปิดฝา แล้วพลางจิบ House Blend Umeshu เหล้าบ๊วยสูตรพิเศษของทางร้านที่เพียงได้ลองก็ปิดมื้อนี้อย่างมีความสุขแล้ว    

หลังจากปิดร้านไปพักใหญ่พร้อมเสียงบ่นเสียดายของบรรดาแฟนประจำ เด็กหนุ่มที่สลัดความเยาว์วัยเพื่อเป็นชายหนุ่มเต็มตัวคนนี้กลับมาอีกครั้งด้วยภาพลักษณ์ใหม่ที่เราลงความเห็นว่ายังคงความเท่เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความนิ่งและสุขุมแบบผู้ใหญ่ซึ่งถ่ายทอดผ่านบรรยากาศร้านที่กว้างขวางนั่งสบายไปจนถึงเมนูอาหารใหม่ๆ ที่คัดสรรมาแล้วว่ากินคู่กับเบียร์ได้อย่างลงตัว         ที่สำคัญจำนวนคราฟต์เบียร์ซิกเนเจอร์ที่เพิ่มมากขึ้นถึง 12 ชนิด ก็ยิ่งทำให้ “Let The Boy Die” กลายเป็นสวรรค์ของเหล่าคนรักคราฟต์เบียร์ทั้งหลาย โดยเบียร์เด่นๆ ของที่นี่หนีไม่พ้น Happy Stout เบียร์ดำรสนุ่มที่มีรสสัมผัสของช็อกโกแลต วานิลลา และเกาลัด รวมทั้ง Peach Red Ale และ Passion Fruit Weizen เหมาะกับคนชอบกลิ่นหอมของผลไม้รสเปรี้ยว         เมื่อเลือกเบียร์กันได้แล้วก็ถึงเวลาสั่งเมนูเด็ดมาเพิ่มความ(อิ่ม)อร่อย เราแนะนำให้เริ่มด้วย German Sausage ไส้กรอก 3 สหายที่มีทั้งไส้กรอกเยอรมัน ไส้กรอกเนื้อลูกวัว และไส้กรอกพริกไทยดำ กินกับซาวต์เคราช์สูตรเฉพาะ Grill Pork’s Neck คอหมูย่างแบบไทยๆ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มรสแซ่บจัดจ้าน Buffalo Wings ไก่ทอดกรอบนอกนุ่มใน รสเผ็ดนิดๆ กินเพลิน และ Pork Knuckle ขาหมูเยอรมันหนังกรอบเนื้อนุ่มที่ต้องบอกว่าเข้ากับเบียร์สุดๆ           แต่ถ้ายังไม่อิ่มลองสั่ง Dead Boy Burger ขนมปังชาร์โคลประกบเนื้อโคขุนโพนยางคำส่วนสันนอกติดมันบดพิเศษ เบคอน ชีส และแตงกวาดอง เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งทอดมากินอีกจานเป็นอันฟิน  

เมื่อก้าวเข้ามาบนชั้น 56 ของวอลดอร์ฟ แอสโทเรียโรงแรมใหม่สุดหรูบนถนนราชดำริ ก็รู้สึกตื่นตะลึงกับวิวเมืองหลวงอันงดงาม รวมทั้งบรรยากาศของบาร์ตกแต่งสไตล์อาร์ตนูโวสวยงาม มีโต๊ะทำงานเปื้อนสี ภู่กัน หลอดสีและจานสี เหมือนห้องทำงานของศิลปิน         “เดอะลอฟท์” ได้แนวคิดจากวอลดอร์ฟบาร์ในนิวยอร์ค เครื่องดื่มได้แรงบันดาลใจจาก “วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย บาร์บุ๊ค” สมุดบันทึกค็อกเทลยอดนิยมของบาร์มาตั้งแต่ปี 2478 ที่นี่จึงมีทั้งซิกเนอเจอร์ค็อกเทลที่ห้ามพลาด และคลาสสิคค็อกเทลซึ่งเติมความทันสมัยให้รสชาติด้วยการใช้ส่วนผสมโฮมเมด โดยหัวหน้าบาร์เทนเดอร์รูปหล่อฝีมือดี “มิเคอเล มอนทัวติ”       สำหรับคอค็อกเทลต้องลอง Waldorf ซิกเนเจอร์ค็อกเทลสูตรจากนิวยอร์ค ใช้เหล้าหลายชนิดทั้งเบอร์เบิร์น สวีทเวอร์มุท และวิสกี้อินฟิวส์กับเบซิล ใส่เมเปิ้ลไซรัป และช็อกโกแลตให้กลิ่นหอมน่าดื่ม หากชอบจิบแบบสดชื่นให้สั่ง Whiskey Smash ที่ใช้วิสกี้กับใบมิ้นท์ หอมกลิ่นส้มแทงเจอรีน และมะนาว       หากชอบกลิ่นสดชื่นของสับปะรดต้องสั่ง Waldorf Claret Cup ที่มีทั้งคอนยัค ไวน์ และน้ำมะนาวสดชื่น และอีกแก้วคือ Mamie Taylor ที่มีส่วนผสมของสก็อตวิสกี้ เวอร์มุท บิทเทอร์ จิงเจอร์เอลและไข่ขาวเป็นโฟมนุ่มๆ       ส่วนอาหารเน้นที่กินง่ายเหมาะกับเครื่องดื่ม อย่างเช่น Charcuterie โคลคัทคุณภาพดีจัดเรียงสวยงามเสิร์ฟมาบนถาด มีเป็ดตุ๋นจนนุ่มฉีกเป็นเส้น และฟัวกราส์ปาเต้เนื้อเนียน รสเข้มข้นเข้าคู่กับเครื่องดื่มได้ดี     Beef Tartar ทาร์ทาร์เนื้อสับปรุงรสอร่อย ท๊อปด้วยไข่แดงนกกระทาเพิ่มความมัน และตัดรสด้วยเคเปอร์ ส่วนสาวๆ ควรสั่ง Tiger Prawn Cocktail ใช้กุ้งไซส์จัมโบ้ตัวใหญ่เนื้อหวานเด้ง เสิร์ฟในแก้วทรงสูงกับอโวคาโดและผักสลัด ราดซอสค็อกเทลรสเปรี้ยวอมหวาน       สุดท้ายคือ Jumbo Crab Cake แครปเค้กเนื้อปูก้อนใหญ่ ทอดมาได้กรอบนอกนุ่มใน ปรุงรสกำลังดี ได้กลิ่นหอมและรสหวานของเนื้อปูเต็มๆ คำ     จิบเครื่องดื่มแกล้มกับอาหารและบรรยากาศดีๆ เห็นทีวันศุกร์นี้ต้องฉลอง

คนรักเบียร์ (อย่างเรา) ได้เฮกันอีกแล้วเพราะมีร้านน้องใหม่มาเปิดใจกลางเมืองแบบสบายๆ เดินทางด้วยรถไฟฟ้ามาจิบเบียร์แล้วกลับบ้านได้อย่างสะดวก     Beer Republic เบียร์รีพับบลิคกรุงเทพฯ ร้านเท่ๆ ตกแต่งสไตล์ยุโรปที่ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบจากโรงงานในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม บรรยากาศเป็นกันเองเหมาะนัดแฮงค์เอาท์กับกลุ่มเพื่อนมากที่สุด     ที่นี่มีเบียร์จากทั่วทุกมุมโลกและยังมีเบียร์ค็อกเทลให้ลิ้มลองอีกด้วย หากใครยังเลือกไม่ถูกว่าจะดื่มอะไรสามารถลองเทสเบียร์ที่หน้าเคาท์เตอร์บาร์ก่อนได้ เพราะมีเบียร์สดหมุนเวียนสับเปลี่ยนมาให้ลิ้มลองถึง 30 แท๊ป ทั้งเพลเอล พิลส์เนอร์ ไอพีเอ ฯลฯ หรือจะมองหา แดเนียล ทอมส์ ผู้จัดการร้านชาวอังกฤษ ที่มีความรู้เรื่องเบียร์เป็นอย่างดีสามารถแนะนำเบียร์ที่ถูกใจให้กับคุณได้       เราได้ลอง Lervig Perler for Svin IPA, 6.3% จากประเทศนอร์เวย์ สีเหลืองขุ่น ฟองละเอียด กลิ่นซีตรัสสดชื่นและขมตามสไตล์ไอพีเอ Bootleg Brothers Mr Galactic Porter, 6.0% จากประเทศไทย พอร์เตอร์เบียร์สีดำ หอมกลิ่นกาแฟและช็อกโกแลต และ Stone Scorpion Bowl IPA, 7.6% จากประเทศสหรัฐอเมริกา หอมกลิ่นทรอปิคอลฟรุ๊ตและซิตรัส         อาหารของที่นี่ก็น่าลองไม่แพ้กัน เราเริ่มต้นด้วย Nachos นัตโช่กรอบๆ ราดด้วยชีส ใส่ซาวครีม พริกจาลาเปนโย ซัลซ่าและกัวกาโมเล่ครบเครื่องสไตล์เม็กซิกัน เป็นจานกับแกล้มชั้นดีคู่กับเบียร์ Belgian Style Mussels หอยแมลงภู่อบสไตล์เบลเยี่ยม มีให้เลือกทั้งแบบคลาสสิคอบกับไวน์ขาว สไตล์ไทยๆ รสต้มยำ หรือจะอบกับมะเขือเทศในสไตล์ฝรั่งเศสก็มีให้ลอง       ใครหิวลองสั่งจานหนักๆ อย่าง Roasted Chicken ที่พิเศษคืออบกับลาเกอร์เบียร์ ทำให้ไก่เนื้อนุ่มหอม และหวานฉ่ำ ส่วนสายเนื้อต้องห้ามพลาด Slow Cooked BBQ Ribs มีให้เลือกทั้งซี่โครงหมูและวัว เราลองซี่โครงเนื้อวัวย่าง ที่เนื้อนุ่มจนใช้ส้อมเขี่ยเบาๆ ก็หลุดออกจากกระดูกแล้ว ที่สำคัญซอสบาบีคิวยังซึมผ่านเนื้อได้อย่างชุ่มฉ่ำและเข้มข้น กินพร้อมกับเบียร์แสนจะเข้ากันได้อย่างดี       หากใครชอบขาหมูเยอรมันต้องลองสั่ง Beer Republic Crispy Pock Knuckle ขาหมูทอดกรอบ เนื้อในนุ่ม มาพร้อมกับเครื่องเคียงอย่างซาวเคราท์ และผักดอง     จัดเต็มสมใจคอเบียร์จริงๆ  

หลังจากได้เปิดประสบการณ์ให้ทุกคนได้ดื่มด่ำกับคราฟต์เบียร์หลากรสหลายสัญชาติด้วยการแฝงตัวอยู่ใน Oneday at a Time คาเฟ่และโฮสเทลในซอยสุขุมวิท 26 กันมาแล้ว มาตอนนี้สาขาล่าสุดของ Taproom ก็ยังคงไม่ทิ้งคอนเซปต์เดิมด้วยการเข้ามาอิงแอบอยู่ร่วมชายคาเดียวกับกับคาเฟ่ชื่อดัง Casa Lapin ในอารีย์พหลโยธินซอย 7       สำหรับ Taproom สาขาสองคงต้องบอกว่าขนาดจะเล็กลงจากสาขาแรกอยู่สักหน่อย ด้วยการยึดพื้นที่ประจำการอยู่ที่บาร์ด้านในสุดของร้านพร้อมกับเบียร์ที่มีให้เลือกถึง 14 แท็ป แม้จำนวนแท็ปจะน้อยลงตามขนาดของสถานที่ (จากที่เดิมที่มี 26 แท็ป) แต่ความหลากหลายไม่ได้น้อยลงเลย เพราะที่นี่ยังคงสลับสับเปลี่ยนคราฟเบียร์จากแหล่งต่างๆ มาให้ลองจิบกันอย่างฉ่ำใจ แถมแต่ละตัวยังไม่มาครั้งละไม่มาก ทำให้ในแต่ละวันเบียร์ก็จะเปลี่ยนไปด้วย รสชาติจึงไม่ซ้ำกันอย่างแน่นอน ใครอยากลองชิมตัวไหน สามารถสอบถามตามหาเบียร์ลิสต์ที่ร้านกับน้องๆ กันได้     แต่ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้อย่างแก้มแดง ขอแนะนำให้ลองเริ่มด้วย Beer Flight เบียร์เซ็ตเล็ก 6 แก้วขนาดกำลังน่ารักที่พร้อมรอให้เราจิบอย่างทั่วถึง แถมยังไล่ระดับรสชาติจากอ่อนไปแก่เอาไว้ให้อีกด้วย พ่วงด้วยการ์ดใบเล็กๆ ที่ให้ให้ข้อมูลตั้งแต่ที่มา ชื่อโรงกลั่น ประเภท รสชาติ และปริมาณแอลกอฮอล์อย่างเสร็จสรรพให้เราศึกษาทำความรู้จักกันก่อนจิบ แต่ถ้าใครอยากชี้เลือกตามใจชอบงานนี้ก็ไม่ผิดกติกา     อย่างครั้งนี้ตัวที่ถูกใจแก้มแดงก็มี Wet Dream จากโรงกลั่น Evil Twin สหรัฐอเมริกา เป็นเอลสีน้ำตาลเข้มสวยให้แฝงความสดชื่นและมีกลิ่นหอมอมเปรี้ยว ส่วนอีกตัวมีชื่อว่า Conquista จากโรงกลั่น Coronado สหรัฐอเมริกาเช่นกัน เป็นเบียร์ IPA สีเหลืองใสรสอ่อนละมุนหอมกลิ่นทรอปิคอลฟรุ๊ต ดื่มง่ายเชียว แต่ก็ยังไม่วายแอบมีรสขมๆ ตามมาปิดท้าย สำหรับสาวๆ ยังไม่ถนัดจะดื่มเบียร์ ที่นี่ก็มีไซเดอร์รสหอมหวานดีงามไว้ให้ลองกันด้วย     ส่วนสายกินสายกับแกล้มที่นี่ก็อย่าลืมลองเมนูอร่อยอย่าง Grilled Mixed Sausage ที่รวมสามความอร่อยของไส้กรอกพริกชูบริค (Schublig Sausage) สไตล์สวิสเนื้อเด้งรสเผ็ดปลายลิ้นเห็นเปลือกพริกชัดเจน ไส้กรอกโชริโซสเปนรสออกเปรี้ยว และไส้กรอกหมูรมควันเนื้อแน่น อร่อยนัวสุด     หรือจะมาอร่อยเต็มคำกับ Red Italian พิซซ่าโฮมเมดเนื้อแป้งบางหน้ามะเขือเทศและผักโขมโรยด้วยพาร์เมซานชีสก็อร่อยถูกใจใช่เล่น   

ใครเป็นแฟนบาร์เทนเดอร์สุดหล่อ มิคเคลเล มอนตาอูติ (Michele Montauti) โปรดทราบว่าเขามาเปิดบาร์ของตัวเองแล้วที่ Mikys Cocktail Bar by OPUS บนถนนปั้น หลังจากได้รับคำชวนจากอเล็กซ์ โมราบิโต (Alex Morabito) เจ้าของร้านโอพุส     มิคเคลเลบอกว่าชื่อบาร์มาจากชื่อเดิมของตัวเอง แต่คุณแม่มาเปลี่ยนเป็นมิคเคลเลในภายหลัง เขาเล่าติดตลกว่าคนไทยเรียกชื่อของเขายาก บางคนก็เลยเรียกว่ามิคกี้ เขาเคยทำงานกับโจเซฟ โบโรสกี้ บาร์เทนเดอร์ชื่อดังก่อนที่จะมาร่วมงานกับ W Bangkok ซึ่งเขาบอกว่าสไตล์ค็อกเทลของเขามีจุดเด่นที่การใช้วัตถุดิบสดใหม่ และการอินฟิวชันรสชาติ     ซิกเนเจอร์ค็อกเทลของร้านมีเพียง 5 แก้ว เลือกใช้สปิริตที่หลากหลาย วอดก้า จิน วิสกี้ เตกีล่า และรัม แก้วแรก Meticulous ทวิสต์จากวิสกี้ซาวร์แต่ไม่ใช้ไข่ขาว วิสกี้ผสมน้ำแตงโม ไซรัปซินนามอนโฮมเมด น้ำมะนาว และบิตเตอร์ช็อกโกแลต กินกับมาร์ชแมลโลว์ย่าง รสชาติไม่แตงโมมากยังมีกลิ่นรสของวิสกี้     แก้วต่อมามิคกี้ทำให้กับภรรยาของอเล็กซ์เลยตั้งชื่อตามเธอว่า Julie จินผสมเวอร์มุธ ชาเอิร์ลเกรย์ ไซรัปมะลิโฮมเมด น้ำมะนาว และไข่ขาว กลิ่นหอมหวานของมะลิและไทม์ที่เผามา     และค็อกเทลที่ใช้เตกีล่าเป็นเบส In Pan Road เตกีล่าผสมลิเคียวร์ดอกเอลเดอร์ น้ำทับทิม ไซรัปโรสแมรี่โฮมเมด น้ำมะนาว และบิตเตอร์ขึ้นฉ่าย เรารู้สึกเหมือนดื่มบลัดดี้แมรี่ เมื่อมีกลิ่นรสของขึ้นฉ่าย รวมถึงสีสันของค็อกเทล แถมมีบัลซามิกคาเวียร์มาเพิ่มรส     ส่วนอาหารต่างจากเมนูของโอพุส คำเล็กกินเข้ากับค็อกเทล อย่าง Raw Bites พอดีคำ Tuna Sashimi ทูน่ากับเฟนเนลสด ผิวส้ม ผักชีลาว กัวกาโมเล     และเลมอนเดรสซิง Salmon Cubes แซลมอนมาริเนตกับวินิการ์และสมุนไพร กินกับหัวหอมรสเปรี้ยวหวาน ส้ม สตรอว์เบอร์รี     และบัลซามิกคาเวียร์ ส่วน Hot Bites เป็น Beef Fajitas เนื้อสันในสไลซ์เซียร์ด้านนอกก่อนนำไปอบ กินกับฮันนี่มัสตาร์ดรสหวานหอม และพริกสามสีมาในกระทะร้อน และ Quesadillas Vegetarian แป้งตอร์ติญาไส้ผักโขมและชีสริคอตตา กินกับกัวกาโมเลและซัลซา      แว่วว่าโปรโมชันของร้านแรงมาก โดยเฉพาะ Lady Night แนะนำให้เข้าไปดูที่ FB : MIKYSCOCKTAILBAR

Bronx Liquid Parlour เป็นการร่วมหุ้นกันของมาซาชิ โยเนซาวา (Masashi Yonezawa) อดีตลูกค้าขาประจำ และฮิเดยูกิ ไซโตะ (Hideyuki Saito) บาร์เทนเดอร์คู่ใจ ทั้งคู่รู้จักกันที่บาร์ Diez ในกรุงโตเกียว ญี่ปุ่น มาซาชิซังแวะไปดื่มเป็นประจำจนคุ้นเคยกัน ก่อนที่ฮิเดะซังจะเดินทางไปทำค็อกเทลในมุมต่างๆ ของโลก และกลับมาพบกันอีกครั้งที่ Vouge Lounge     ฮิเดะซังวางคอนเซ็ปต์ให้เป็นบาร์ค็อกเทลที่นำเอาวัตถุดิบจากญี่ปุ่นมาใช้เป็นหลัก อาทิ มัตฉะ อูเมะชู ลิเคียวร์แบรนด์ญี่ปุ่น โยคัง หรือแม้แต่แก้วเซรามิกญี่ปุ่น คลาสสิกค็อกเทลก็ยังคงมีให้เห็นแต่ทวิสต์ให้ต่างจากเดิม ฮิเดะยังนำอาหารญี่ปุ่นมาเสริมไว้ด้วย เพราะบาร์ในญี่ปุ่นแต่ละร้านจะมีจานเด็ดของตัวเอง บางร้านเป็นข้าวแกงกะหรี่ บางร้านเป็นคาราเกะ แต่ที่นี่เสิร์ฟเกี๊ยวซ่าและอุด้ง ซุปอุ่นๆ ปิดท้ายหลังดื่มเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ชอบ     เริ่มที่ค็อกเทลคลาสสิกทวิสต์ Scotsman’s Egg คาวาดอสผสมพอร์ตไวน์ ขิง น้ำมะนาว น้ำตาล ไข่นกกระทา และสเปรย์กลิ่นช็อกโกแลต แก้วนี้ดีไม่คาวไข่และนัวดี ให้กลิ่นรสของคาวาดอสและพอร์ตไวน์เด่น     หรือ The Other Coco ทวิสต์จากพีนาโคลาด้า บรั่นดีบ๊วยผสมรัม น้ำมะพร้าว น้ำมะนาว ไซรัป ดื่มกับสับปะรดอบแห้ง     มาที่แก้วที่เราชอบมา Sei หน้าตาอาจจะคล้ายกับค็อกเทลมัตฉะที่เคยดื่มของชินโกะ โกคัง บาร์เทนเดอร์ชาวญี่ปุ่นอีกคนที่ใช้ค็อกเทลมัตฉะอีกสูตรในการแข่งขันระดับโลกและได้แชมป์มาครอง ส่วนสูตรของฮิเดะซังใช้ดาร์กรัมผสมอูเมะชู ลิเคียวร์คาเคา พอร์ตไวน์ โมราเสส และผงมัตฉะ ซึ่งคนญี่ปุ่นทุกคนคุ้นเคยกับรสชาติของมัตฉะดี เสิร์ฟพร้อมกับโยคังกลิ่นรัมผสมถั่วแดง มัตฉะไม่ขมมากแทรกด้วยรสอมเปรี้ยว ตัดด้วยรสหวานของโยคัง เรียกว่ารสชาติตรงข้ามกับของชินโกะ     ที่เราอดใจรอไปดื่มครั้งหน้าคือ Omakase ซึ่งฮิเดะซังจะจัดให้เองตามฤดูกาลของผลไม้ โดยช่วงนี้เป็นส้มยูซุ ส่วนจะเป็นค็อกเทลอะไรนั้น เขาบอกให้ไปลองด้วยตัวเอง  

ใครเป็นแฟนคราฟต์เบียร์ห้ามพลาดกับ Taproom บาร์เบียร์ที่รวมเอาคราฟต์เบียร์แบบสดไว้มากถึง 26 แท๊ป เบียร์ทั้งหมดเน้นความหลากหลายด้วยสไตล์และแอลกอฮอล์ที่มีตั้งแต่เบาไปจนถึงหนักหน่วง เพื่อให้ทุกคนสามารถดื่มได้ตามคอนเซ็ปต์ Experience Craft Beer, Craft Beer is for Everyone ให้คราฟต์เบียร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวและดื่มยาก     แท๊ปเบียร์สดทั้ง 26 แท๊ป ควบคุมอุณหภูมิที่ 0 ถึง -1 องศา ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านฟรีซด้านล่างแท๊ปเบียร์จึงคงอุณหภูมิได้ดีกว่าการย้ายไปเก็บในห้องเย็นหลังบาร์ปิด ที่นี่หมุนเวียนคราฟต์เบียร์จากทุกค่ายเข้ามาตลอด และไล่เรียงตามสไตล์เบียร์ แท๊ป 1-10 คราฟต์เบียร์ดื่มง่ายรสชาติเบาๆ แท๊ป 11-18 แอลกอฮอล์กลางๆ แท๊ป 19-24 คราฟต์เบียร์แบบรสหนักหน่อย พวกดับเบิ้ลไอพีเอและอิมพีเรียลเพียวเอล แท๊ป 25-26 เป็นไซเดอร์ สำหรับคนไม่ดื่มเบียร์ก็มีคลาสสิกค็อกเทลและซิงเกิลมอลต์ไว้บริการ     สำหรับคอเบียร์ที่ไม่คุ้นเคยกับคราฟต์เบียร์แนะนำให้ถามคุณโจผู้จัดการร้าน หรือพนักงานทุกคนในร้านได้ว่าเบียร์ตัวไหนต่างกันอย่างไร เพราะทุกคนผ่านการเทรนและชิมเบียร์มาหมดแล้ว ความแตกต่างของที่นี่กับบาร์เบียร์อื่นๆ ก็คือการบริการที่สั่งเบียร์จากโต๊ะได้เลย ดื่มก่อนแล้วจ่ายทีหลัง ที่สำคัญไม่ต้องกินข้าวมาก่อน เพราะที่นี่มีอาหารตั้งแต่อาหารกินเล่นจนถึงกินจริงจัง ซึ่งเป็นอาหารจาก One Day at a Time     เบียร์สดมี 3 ขนาด Small, Large และ Flight (6 และ 10 แก้ว) เราแนะนำแบบ Flight 6 ได้ประสบการณ์การดื่มแบบพอดีๆ ชอบตัวไหนสั่งเพิ่มหลังจากลองทั้ง 6 แก้วก็ยังได้ เริ่มที่เบียร์ไวเซนดื่มง่าย Grosse Bertha ต่อด้วยเบียร์ไซซอง Lomaland ที่ให้กลิ่นผลไม้และซ่าหน่อย    ตามด้วย Prohibition เรดเอลที่เด่นตรงมีสีแดงแทนสีอำพัน หลังจากนี้อีก 3 ตัวจะเริ่มหนักหน่วงขึ้น Racer 5 เบียร์ไอพีเอที่ให้กลิ่นฮอปส์เด่นและติดขม Ruination เบียร์ดับเบิ้ลไอพีเอที่ทวีความขมเข้ม ปิดท้ายด้วย Bigbad Baptist เบียร์อิมพีเรียลสเตราท์ที่หอมกลิ่นรสแบบกาแฟ ซึ่งเราชอบที่สุดและหนักที่สุด     ข้อดีของที่นี่คืออาหารทำให้การดื่ม Flight ไม่หนักเกินไป มีอาหารหลายจานที่เข้ากับเบียร์ได้ดี อย่าง Mac’n Cheese ชีสมากนี่แหละตัดกับเบียร์ได้ดี Taproom Bomb มีตบอลกับชีส BBQ Chicken Wing ก็รสจัดดี         แต่ถ้าไม่หิวมาก Oneday Fried Away เฟรนช์ฟรายส์แบบสเต๊กคัตกับซาวร์ครีมเบคอนและแอนโชวีก็พอแกล้มเบียร์ได้แล้ว