Lemongrass Thai Cuisine นับว่าเป็นร้านอาหารเก่าแก่ของภูเก็ต ที่ปรับโฉมใหม่พร้อมกับไลม์ไลท์อเวนิว คอมมูนิตี้มอลล์แห่งใหม่ใจกลางเมืองภูเก็ต จากสวนอาหารกับบ้านเรือนไทยกลายเป็นร้านสวยเก๋ที่ดูทันสมัยขึ้นแต่ยังคงอาหารจานเด่นไว้ครบถ้วน     คุณพาณี โกยสมบูรณ์ หนึ่งในหุ้นส่วนร้านเห็นว่าพื้นที่เดิมของเลมอนกลาสค่อนข้างกว้างขวางจึงปรับเปลี่ยนให้เป็นคอมมูนิตี้มอลล์ โดยยังคงร้านอาหารแห่งนี้เอาไว้ นอกจากอาหารท้องถิ่นภูเก็ตแล้ว ที่นี่ยังมีอาหารไทยภาคกลาง เนื่องจากหุ้นส่วนเป็นคนภาคกลาง รวมถึงคุณพ่อของคุณพาณีเองก็เป็นคนภาคกลาง แต่ปรับรสชาติของอาหารภาคกลางให้จัดจ้านขึ้น     อาหารภาคกลางเป็นอาหารที่หากินยากในภูเก็ต ส่วนใหญ่เป็นอาหารที่เราคุ้นเคย ห่อหมกขนมครก ใส่ขมิ้นและเครื่องแกงเพิ่มจากสูตรของภาคกลาง สีออกเหลืองและรสจัดขึ้น เมี่ยงคะน้า แช่ใบคะน้าสดมาเย็นฉ่ำ ห่อกับกุ้งแห้ง พริก เม็ดมะม่วงหิมพานต์ มะนาว มะพร้าวคั่ว หอมแดง และขิง ราดด้วยน้ำเมี่ยง ขลุ่ยพระอภัย เปาะเปี๊ยะไส้ปูที่กลิ่นรสของปูมาเต็ม       กุ้งกรุบกรอบ คล้ายกับสลัดผลไม้กุ้ง สูตรนี้ใช้น้ำสลัดครีมมะนาวแทน เรียกว่าเป็นส่วนผสมของสลัดผลไม้กับกุ้งทอดครีมมะนาวก็ได้และ หมูคั่วเกลือผัดพริกขิง สูตรของหุ้นส่วนคุณพาณี ใช้หมูสามชั้นทอดและคั่วกับเกลือก่อนนำมาผัดพริกขิงและถั่วฝักยาว     และอาหารใต้จานเด่น ขนมจีนแกงปู คุณพาณียืนยันว่าแกงปูที่ใส่ใบชะพลูเป็นการปรับให้ทันสมัย แต่สูตรของคนภูเก็ตไม่ใส่แน่นอน ความอร่อยที่คุณยายและคุณแม่สอนมายังอยู่ที่การใส่ปูทั้งเปลือกผสมกับเนื้อปู เพราะให้กลิ่นรสที่ดีกว่าใส่เฉพาะเนื้อปู ซึ่งก็จริงตามนั้นเพราะมีกลิ่นรสของปูดีกว่า ดั้งเดิมกินกับขนมจีนแต่ก็มีหมี่หุ้นแบบที่นิยมมาให้เลือก     อีกจานเป็น น้ำพริกสองเกลอภูเก็ต น้ำชุบหยำ น้ำพริกกะปิกุ้งสดกับน้ำอุ่นออกใสหน่อยแต่หอมกะปิ ส่วนน้ำพริกกุ้งเสียบ กุ้งเสียบย่างแล้วทอดอีกครั้งตำกับกะปิและน้ำตาลทราย กินกับผักลวกราดกะทิ     ปิดท้ายด้วยของหวาน กล้วยทอด ทอดมาฟูๆ แบบกล้วยทอดฟริตเตอร์ของฝรั่ง โรยไอซิง ราดเมเปิลไซรัป

ว่ากันตามจริง Aziamendi ตั้งอยู่ในจังหวัดพังงา แต่ด้วยระยะทางที่ใกล้กับสนามบินภูเก็ต หลายคนจึงเหมารวมเอาบริเวณหาดนาใต้เป็นส่วนหนึ่งของภูเก็ตไปด้วย      ที่นี่เป็นร้านอาหารของเชฟเอเนโก แอกซ์ตา (EnekoAtxa) เชฟมิชลินสตาร์ 3 ดาว ที่อายุน้อยที่สุดของประเทศสเปน เจ้าของร้านอาหาร Azurmendi ในเมืองบิลเบา (Bilbao) เราเคยสัมภาษณ์เขาเมื่อหลายปีก่อน เชฟเคยบอกไว้ว่าเขาเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเป็นหลัก ซึ่งตอนนี้เชฟเอเนโกดึงตัวเชฟไอช่าอิบราฮิม (Aisha Ibrahim) มาช่วยที่ร้าน เชฟไอช่าเลือกใช้อาหารทะเลที่ได้จากชาวประมงแถบนี้รวมถึงผักบางชนิดที่ปลูกในแปลงผักเล็กๆ ของร้าน     อาหารของที่นี่เป็นเทสติงเมนูที่ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ประมาณ 13-14 คอร์ส แน่นอนว่าเชฟเอเนโกมาช่วยคิดเมนูร่วมกับเชฟไอช่าตลอด ถ้าโชคดีน่าจะมีโอกาสได้กินอาหารจากเชฟมิชลิน 3 ดาว เริ่มที่ Picnic อาหารเรียกน้ำย่อย 3 คำ ที่มาในตะกร้าปิกนิก มะเขือม่วงกับมันหมูหมักเกลืออบ หอยผัดเนยปั้นก้อนชุบแป้งหมึกดำแล้วทอด และเห็ดนางรมอบแห้ง     ก่อนล้างปากด้วยน้ำรสเปรี้ยวหอม ตามด้วย Bonsai มะเขือเทศสอดไส้น้ำมะม่วงและขิงบนต้นบอนไซ กินกับเยลูซาเล็มอาร์ติโชกอบแล้วทอดกรอบ หน้าตาคล้ายเปลือกไม้และ Edible Rock พัฟเผือกทอดโรยผงหัวหอมสอดไส้ครีมชีส กรอบๆ เค็มๆ       จากนั้นอาหารแต่ละจานก็เริ่มสวยน่ากินขึ้นตามลำดับ Poached Oyster หอยนางรมลวกกับข้าวพองหอมนิล ถั่วงอก กะหล่ำม่วงอบแห้ง ในซอสมันหวานและน้ำมันทรัฟเฟิล กินกับขนมปังนมที่เนื้อสัมผัสคล้ายหมั่นโถว   ต่อด้วย Corn Custard คัสตาร์ดข้าวโพดรสหวานๆเค็มๆ กับมันหวานทอดกรอบ เทมปุระเห็ดหูหนู และซอสหอยเม่น กินกับขนมปังฟอกาเซีย Crab เนื้อปู แอปเปิลดอง น้ำมันไชฟ์ แผ่นมะกอกดำกรอบ ราดด้วยซอสครีมแฮมจามองควรกินพร้อมกันให้รสเปรี้ยวหวานขมและกลิ่นหอมของแฮม Tuna ทูน่าจากชาวประมงท้องถิ่นนำมาหมักแล้วรมควัน กินกับไช้เท้าดอง สมุนไพร และแฮชบราวน์กับซอสพริกหยวก เนื้อสัมผัสของทูน่าแปลกดี      Duck เป็ดไทยที่ผ่านการดรายเอจจิงแล้วรมควันนำไปนาบกระทะ มาพร้อมเป็ดกรอบกับซอสพริกหมึกดำ     และจานสุดท้าย Wagyu Beef เนื้อวากิวนาบกระทะ กินกับแคบเนื้อและเห็ดผัด     ปิดท้ายด้วยของหวาน Buckwheat and Olive Oil Mille Crêpe with Basil ให้รสครีมๆมันๆ และกลิ่นโหระพาแทรกเข้ามา กินกับไอศกรีมะพร้าว และ Dulcey Panna Cotta มิลก์ช็อกพานนาคอตตากับสตรอว์เบอร์รีเผาให้หอมและฉ่ำน้ำ  

ความจริงแล้ว Baba Iki ไม่ใช่ห้องอาหารที่ใหม่ที่สุดของศรีพันวา แต่ด้วย Baba Chino เป็นห้องอาหารแห่งใหม่ล่าสุดยังไม่เข้าที่เข้าทาง ไว้เรียบร้อยดีเราจะพาไปเยี่ยมเยือนกันอีกครั้ง     บาบ๋า อิกิ เน้นการดื่มกินสไตล์ญี่ปุ่น ก่อนที่คุณปลาวาฬ-วรสิทธิ์ อิสสระ จะขอให้ทางเชฟบุญธรรม เชฟกระทะเหล็กอาหารญี่ปุ่นส่งเนื้อวัวฮิดะมาที่นี่ อิกิเป็นห้องอาหารเพียงแห่งเดียวในภูเก็ตที่มีเนื้อวัวฮิดะให้ได้ชิม โดยนำมาใช้ทำยากิโทริและเทปันยากิ อิกิออกแบบให้เป็นทั้งบาร์ซูชิ บาร์เทปันยากิ และครัวย่างยากิโทริ ส่วนสีสันของร้านเพิ่มเอาสีน้ำเงินขึ้นมาตัดกับสีส้มอิฐ ซึ่งเป็นสีประจำของศรีพันวา      สาเกค็อกเทลน่าจะเป็นสิ่งแรกที่ไม่ควรพลาด Sakura ค็อกเทลสีชมพูสวยที่ใช้สาเกเป็นตัวหลัก ผสมกับแตงโม ลิ้นจี่ และน้ำมะนาว ให้กลิ่นของสาเกอ่อนๆ กับรสของเนื้อแตงโมและลิ้นจี่ อีกแก้วเป็นสาเกค็อกเทลสีเขียวสด Tokyo Winter หอมมินต์แต่เปรี้ยวหวานด้วยเสาวรส   รองท้องเบาๆ ด้วย Shirao Salad สลัดปลาเงินทอดที่เรียกน้ำย่อยได้ดี ตามด้วย Sashimi Delight ปลาดิบรวม โอโทโร่ แซลมอน ฮามาจิ อะกามิ ทาโกะ อามะเอบิ คัมปาจิ และอิคุระ     แต่ที่ห้ามพลาดน่าจะเป็น Yakitori อาหารเสียบไม้ย่างที่หอมไหม้ถ่านหน่อยๆ เนื้อวัวฮิดะเป็นตัวเด่น ปีกไก่ เอ็นไก่ หนังไก่ เห็ดออรินจิ เห็ดชิตาเกะ ซี่โครงแกะ หมูสามชั้น กระเจี๊ยบ และพริกหวานญี่ปุ่น กินกับน้ำจิ้ม 5 ชนิด แจ่ว ซอสเทอริยากิ พอนสึ มิโซะสไปซ์ และสไปซี่ชิลลี่ แต่ไม่ต้องจิ้มก็หอมอร่อยแล้ว     เรามาต่อกันที่บาร์เทปันยากิซึ่งส่งกลิ่นหอมมาพร้อมกับเสียงกระทบกันของตะหลิวและแผ่นเหล็ก โดยเฉพาะด้านหน้าเตาที่ให้ฟิลลิ่งของเทปันยากิได้ดีที่สุด Canadian Maine Lobster Teppanyaki เนื้อล๊อบสเตอร์ผัดเนยกระเทียม พริกหยวก และสตรอว์เบอร์รี เสิร์ฟพร้อมข้าวผัดกระเทียม ซุปมิโซะล็อบสเตอร์ และผัดผัก รสหวานของล็อบสเตอร์ไปได้ดีกับรสเปรี้ยวหวานของสตรอว์เบอร์รี     จานเด่น Hidagyu StriplionTeppanyaki ไม่ได้ปรุงอะไรมาก เพียงนำเนื้อวัวฮิดะส่วนสันนอกที่ติดมันไปผัดกับเนยกระเทียม ใส่เข้าปากก็นุ่มแทบไม่ต้องเคี้ยว  

“สวัสดีครับ” เสียงทักทายภาษาไทยพร้อมยกมือไหว้ เป็นสิ่งแรกที่ เชฟเลียม โอไบรอัน (Liam O’Brien) สร้างความประทับใจให้เรา เชฟบอกว่าภรรยาเป็นคนใต้และช่วยคุณแม่ทำอาหารที่ร้านอาหารปักษ์ใต้ชื่อดัง “จันทร์หอม”ส่วนตัวเองเคยทำงานกับเชฟเดวิด ทอมป์สัน ในออสเตรเลีย จึงไม่น่าแปลกใจที่เชฟจะทำอาหารไทยและอาหารปักษ์ใต้ได้ถนัดมือ     Nahmyaa Thai Restaurant ตั้งใจนำเสนออาหารปักษ์ใต้ที่มีกลิ่นอายของสตรีทฟู้ด และอาหารที่หากินได้ในเมืองภูเก็ต เชฟออกตระเวนชิมอาหารทั่วทั้งภูเก็ต ลองผิดลองถูกก่อนกลายเป็นอาหารไทยอย่างที่เราเห็น   เชฟเลียมออกคอร์สอาหารแบบอาหารฝรั่ง เริ่มที่อาหารเรียกน้ำย่อยเบือกุ้งทอดไม่ได้ซับซ้อนแต่ก็สื่อความเป็นภูเก็ต ยำหมูกรอบ รสเปรี้ยวของมะม่วงกับรสขมของใบบัวบก และหมูกรอบที่ทำออกมาดีทีเดียว จานเด่นเป็น ขนมเบื้องเป็ด แป้งขนมเบื้องกรุบกรอบสอดไส้เมอแรงก์ไข่ขาว เป็ดย่างตุ๋นกับกะทิและพริกแกงแดง และลำไย ก่อนคั่นกลางด้วยต้มยำปลากะพง หนักเครื่องสมุนไพร และใส่มะพร้าวอ่อนมาด้วย     อาหารจานหลักมาแบบสำรับกับข้าว ปลาเก๋าเจี๋ยนตะไคร้ ปลาเก๋าทั้งตัวหมักน้ำปลาแล้วทอด ราดด้วยซอสมะขาม โรยตะไคร้ทอดกรอบ      แกงปูม้าใบชะพลู เชฟโขลกเครื่องแกงใหม่ทุกครั้ง ก่อนแกงกับกะทิและเนื้อปูที่ใส่ลงไปทั้งเปลือกให้รสหวาน เชฟบอกว่าสูตรไม่เหมือนกับแม่ยายที่จันทร์หอม สีออกแดงเหลือง กินกับเส้นหมี่หุ้น รสค่อนข้างจัด คอหมูย่าง น้ำจิ้มแจ่วเนื้อหมูนุ่มรสดีมาพร้อมผักและแจ่ว โดยรวมเชฟเลียมทำอาหารรสจัดทีเดียว     ปิดท้ายด้วยของหวานอย่าง สังขยาฟักทอง คัสตาร์ดรสเค็มกับเนื้อฟักทองรสหวาน กินคู่กับฝอยทองและไอศกรีมไข่เค็ม ครีมๆ มันๆ หวานกำลังดี  

ถึงเวลาที่คนเมืองนนท์ไม่ต้องเดินทางไกลเข้าเมืองหาร้านเก๋ๆ นั่งกันแล้ว เพราะคุณฝนและคุณออฟงัดเอาประสบการณ์ทำงานด้านอาหารและการตลาดจากธุรกิจโรงแรมมานานหลายสิบปีช่วยกันสร้างร้านอาหารสไตล์ออลเดย์เบรกฟาสต์ที่มีคอนเซ็ปต์ “หน้าตาอาหารหรูหราในราคาโลคอล” เรียกว่าอาหารคุณภาพระดับโรงแรม ที่สำคัญราคายังไม่แพง มีให้เลือกทั้งสเต๊ก พาสตา ของหวาน ขนมอบ ชา กาแฟ ฯลฯ ครบครันขนาดนี้เห็นทีคงต้องเป็นลูกค้ากันไปอีกยาวๆ       เมนูแนะนำ Brunchroom Scrambled Croissant ครัวซองต์โฮมเมดกับไข่กวนนุ่มๆ แซลมอนรมควัน และผักสลัดสดกรอบราดน้ำสลัดบัลซามิกฮันนี่   Duck Confit เป็ดตุ๋นในน้ำมันมะกอกราดซอสส้ม เสิร์ฟพร้อมมันบดและสลัดผัก     Chocotale devil วัฟเฟิลช็อกโกแลต บราวนี่ช็อกโกแลต และช็อกโกแลตมินต์มูส ตัดรสด้วยซอสราสป์เบอร์รีรสเปรี้ยว   Blended Salt Caramel กาแฟรสละมุนกับคาราเมลรสเค็ม หวานหอม ดื่มแล้วตาใสปิ๊ง

เราเคยแนะนำห้องพักของที่นี่ไปแล้ว เมื่อมีโอกาสมาเยือนภูเก็ตอีกครั้งจึงไม่พลาดที่จะมาชิมอาหารจานพิเศษของห้องอาหารบับเบิ้ลส์  (Bubbles Restaurant)    “บับเบิ้ลส์” เป็นห้องอาหารหลักของโรงแรมที่เสิร์ฟทั้งมื้อเช้า กลางวันและเย็น ตกแต่งแบบร่วมสมัยในบรรยากาศสบายๆผสานด้วยสไตล์ตะวันตกและตะวันออก มีที่นั่งทั้งภายในห้องปรับอากาศหรือจะเลือกนั่งรับลมด้านนอกริมสระว่ายน้ำก็ได้     มื้อเย็นของที่นี่เสิร์ฟอาหารหลากหลายผสมผสานกลิ่นอายของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ยุโรป เอเชีย และอาหารท้องถิ่นของภูเก็ตเราเรียกน้ำย่อยด้วยเมนู ทาปาส สไตล์สเปนเสิร์ฟใส่จานเล็กๆ ที่มีหลากหลายเมนูให้เลือกสั่ง เช่น เนื้อปลาทูน่าสดคลุกกับพริกไทยย่างจนสุกแต่เฉพาะด้านนอก เนื้อในยังแดงสดอยู่ได้รสหวานและกลิ่นหอม ขนมปังบรูเชตตาหน้าอะโวคาโด กุ้งพันโชริโซย่างได้รสหวานเค็มมัน ปลาหมึกสายตัวเล็กยำรสจัดแบบสเปน และมะเขือเทศเชอร์รีและชีสมอซซาเรลลาสดเสียบไม้     หากชอบของกินเล่นแบบไทยฟิวชันต้องสั่งเมนูนี้ Spring Rolls Our Way เปาะเปี๊ยะไส้ไก่บดผสมสมุนไพรและเครื่องเทศ ทอดจนกรอบ เมื่อกัดเข้าปากจะเซอร์ไพรส์ด้วยชีสเอ็มเมนทอลเยิ้มๆ รสเค็มมันต้องกินขณะที่ยังร้อนๆ อยู่จะกรอบอร่อย     ต่อกันด้วยเมนูหลักที่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติชื่นชอบ Thai Style Berger เบอร์เกอร์ลาบหมูที่ผสมเครื่องลาบ สมุนไพรและพริกในเนื้อเบอร์เกอร์ ประกบด้วยขนมปังเบอร์เกอร์โฮมเมดนุ่มๆ     มาถึงภูเก็ตทั้งทีต้องสั่ง ข้าวผัดสับปะรด เมล็ดข้าวสวยผัดจนร่วนหอม ใส่เนื้อไก่ เสิร์ฟมาในผลสับปะรดภูเก็ต โรยด้วยไก่หย็องเค็มๆ หวานๆ เข้ากัน     จานสุดท้ายของดีประจำจังหวัด หมี่ฮุ้นแกงปู ใช้เส้นหมี่ขาวที่คนภูเก็ตเรียกว่า “หมี่ฮุ้น” เคล้ากับสีอิ๊วดำเล็กน้อยเพื่อให้มีสีน้ำตาลอ่อน เสิร์ฟกับแกงปูรสจัดจ้าน สูตรเด็ดจากภูเก็ตแท้ๆ  

ปีนี้อาหารการกินในโคราชดูอุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษ เมื่อ 2 ห้างใหญ่อย่างเทอร์มินอล 21 และเซ็นทรัลเปิดตัวอย่างครึกครื้น ออกมานอกห้างก็มีร้านเปิดใหม่น่าสนใจไม่น้อย อย่างร้านไอศกรีมควบคาเฟ่ Ice So Cream ร้านนี้ น่าจะเป็นแหล่งแฮงค์เอาต์ของวัยรุ่นได้ไม่ยาก ด้วยบรรยากาศอิฐๆ สวนๆ สุดชิว พ่วงด้วยไอศกรีมรสชาติเก๋ๆ หลากรสให้ลองกันได้ไม่เบื่อ     ร้านอยู่ทางเข้าเดียวกับโชว์รูมนิสสัน เข้าไปแล้วจะเจอร้านอาหารอิตาเลียน Pidaso ก่อน ขับตรงเข้าไปอีกนิด ระหว่างที่กำลังเพลินกับแมกไม้ร่มรื่น บ้านผนังอิฐเล็กๆ ก็ค่อยๆ เผยตัวออกมาให้เห็น ตัวร้านขนาดกะทัดรัดนี้มีที่นั่งทั้งอินดอร์และเอาต์ดอร์ และมีที่จอดรถกว้างขวาง       ไฮไลท์แน่นอนว่าเป็นบรรดาไอศกรีมโฮมเมดหลากรส รสที่เราชอบเป็นรสแบบไทยๆ ที่ทำออกมาได้เข้มข้นถึงใจมาก ไม่ว่าจะเป็น ไอศกรีมมะยมพริกเกลือ ที่มีทั้งความเปรี้ยวความฝาดเหมือนกินมะยมจริงๆ แต่มีความหวานเย็น โรยพริกเกลือเพิ่มความจี๊ดจ๊าด หรือ ไอศกรีมกระท้อนน้ำปลาหวาน ที่ราดน้ำปลาหวานรสจัดจ้านลงมาด้วย ให้รสชาติสมจริงสุดๆ และขวัญใจวัยเด็กต้อง ไอศกรีมยาคูลท์ปีโป้ ที่ใส่เนื้อปีโป้ลงไปด้วย เคี้ยวเจอแล้วดึ๋งๆ นึกถึงสมัยเด็กๆ เพลินไปเลย      ไอศกรีมมะยมพริกเกลือ    ไอศกรีมกระท้อนน้ำปลาหวาน   ไอศกรีมยาคูลท์ปีโป้   ส่วนใครที่ชอบรสละมุนๆ หน่อย อยากให้ลองรสแบบขนมไทยอย่างเมนูใหม่ ไอศกรีมข้าวเหนียวมะม่วงน้ำดอกไม้ ไอศกรีมกะทิอัญชันราดซอลต์คาราเมลน้ำตาลมะพร้าว นอกจากนี้ก็ยังมีรสอื่นๆ ที่หมุนเววียนมาในแต่ละวัน ทั้งไอศกรีมทุเรียน ไอศกรีมสตรอว์เบอร์รีชอร์ตเค้ก ไอศกรีมมะเฟืองซอร์เบ ไอศกรีมโรสมิลค์ที เรียกว่ามีให้เลือกกันจนฟิน   ไอศกรีมข้าวเหนียวมะม่วงน้ำดอกไม้   ไอศกรีมกะทิอัญชันราดซอลต์คาราเมลน้ำตาลมะพร้าว   นอกจากไอศกรีมหลากรสที่หมุนเวียนเปลี่ยนมาให้ชิมรสใหม่กันเรื่อยๆ แล้ว ที่นี่ยังมีเค้กโฮมเมดต่างๆ ให้ลิ้มลอง อาทิ เค้กบานอฟฟี่ บราวนี่ช็อคโกแลต ฯลฯ ทานคู่กับกาแฟลาเต้ร้อนที่บาริสต้าของร้านตั้งใจชงให้ นั่งได้ยาวๆ ไปเลย         

ชื่อไม่ได้เว่อร์วังจากความจริง โลกุษ หรือ Locus : Native Food Lab ให้คำนิยามได้แบบนั้นจริงๆ โลกุษ (Locus) เป็นรากศัพท์ของ โลคอล (Local) ซึ่งในภาษาสันสกฤตก็คือคำว่า โลกา (World) ร้านนี้เป็นร้านอาหารของเชฟก้อง-ก้องวุฒิ ชัยวงศ์ขจร หนึ่งในเชฟที่ชายจุกรัก     ชายพบปะเชฟก้องเป็นครั้งคราวตั้งแต่เชฟเริ่มทำงานร่วมกับโครงการหลวงจนไปเป็นเชฟอาหารญี่ปุ่นและพิธีกรรายการอาหารอย่างเต็มตัว จนเชฟเข้าป่าและค้นพบกับความหมายของชีวิตผ่านอาหาร หลังจากไม่ได้เจอกันเป็นปีเชฟถามไถ่มาทางเฟสบุ๊คและโทรมาหาพร้อมกับถามบางสิ่งบางอย่างที่ชายฟังแล้วก็ตอบไปแบบตรงๆ ว่าให้ทำเถอะ ซึ่งดูเหมือนเชฟเองก็มีคำตอบของตัวเองอยู่ก่อนแล้ว จนกระทั่งร้านอาหารแห่งนี้เสร็จและพร้อมเปิดตัว ชายจึงได้พบเชฟก้องอีกครั้งพร้อมอาหารมื้อพิเศษจากโลกุษ     โลกุษ อาศัยอาหารเป็นสื่อกลางระหว่างเชฟกับคนกิน ซึ่งเกิดขึ้นจากจุดเปลี่ยนที่เชฟค้นพบระหว่างใช้ชีวิตกับชาวปกาเกอะญอที่บ้านห้วยหินลาด เชฟเรียกกันว่าบ้านหินลาดใน จังหวัดเชียงราย โดยได้รับคำชักชวนจากเชฟแบล๊ค-วิศรุต บุลสุวรรณ เชฟเจ้าของร้าน Blackitch Artisan Kitchen ในเชียงใหม่ หนึ่งในเชฟที่สร้างเรื่องราวดีๆ ในแฟนเพจ The Fcuk'in Chef  ซึ่งวันนี้ก็มากินอาหารมื้อเดียวกันนี้ด้วย   เชฟก้องบอกว่า ไม่เคยอินกับป่าจนมารู้วิถีชีวิตของคนในนี้ และรู้ว่าป่าคือตู้กับข้าวของโลก ปกาเกอะญอที่รวยที่สุดคือปกาเกอะญอที่มีบ้านและเสื้อผ้า แต่อาหารและยาหาได้ฟรีตามหน้าบ้าน หลังจากเชฟได้กินข้าวในป่าที่มีเพียงไข่ต้ม น้ำผัก ไก่ฉีก และเห็ด รู้ว่ารสชาติจะออกมายังไงแต่กลับอธิบายไม่ได้ ได้เพียงพูดกับตัวเองทั้งน้ำตาว่า “ผมเปลี่ยนแล้ว ไม่ได้เป็นคนเดิมแล้ว”   หลังจากอาหารมื้อนั้นเชฟเชื่อว่า ชาวปกาเกอะญอเข้ามาอาศัยในเมืองได้ แต่สำหรับพวกเราคนเมืองเข้าป่า ไม่มีทางที่เราจะอยู่รอดได้เลย เออจริง ชายเห็นด้วย เพราะเราต้องฝืนธรรมชาติที่เราเป็นอยู่แบบเฉียบพลัน   เมื่อเชฟรู้ว่ามีชีวิตไปเพื่ออะไร.....เพื่อทำอาหารที่ดี ให้คนรู้ว่า “เชียงราย” บ้านเราดีอย่างไร (เชฟเป็นคนกรุงเทพฯ แต่ภรรยาเป็นคนเชียงราย) จึงได้ชวนคุณวิวและคุณหน่องที่ทำแคเทอริ่งด้วยกันมาร่วมหุ้น ส่วนการทำงานในครัวก็มีเพียงผู้ช่วยเชฟ 2 คน และคุณหวาน ภรรยาที่ควงกะทำขนมเปี๊ยะส่งขายออนไลน์ในแฟนเพจ Rabbit & Goat   เชฟยังฝันว่าอยากให้ทุกจังหวัดมีร้านอาหารแบบโลกุษ เชฟจึงตั้งใจใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเท่าที่หาได้แถวนี้มาสื่อถึงรากเหง้าผ่านอาหาร รวมถึงชักชวนศิลปินท้องถิ่นมาช่วยออกแบบร้าน ทำโต๊ะ เก้าอี้ เสื้อผ้า ภาชนะ และตัวร้านที่สะท้อนให้เห็นภูมิปัญญาล้านนา     ส่วนอาหารเป็นอาหาร 10 คอร์ส ที่ส่วนใหญ่เป็นอาหารเหนือที่ได้สูตรมาจากครอบครัวของภรรยา ซึ่งมีที่มาน่าสนใจ สูตรหนึ่งมาจากพ่อตาที่มักจะทำให้กินอยู่เสมอ รสจัดจ้าน (เชฟแอบเม้าท์ว่าคุณพ่อไม่บอกสูตร ต้องเรียนรู้เอาเองผ่านการกิน) ส่วนอีกสูตรเป็นอาหารโบราณของคุณยายของคุณหวาน ที่ช่วยเตรียมทุกอย่างแต่ให้เชฟช่วยทำ ประกอบกับประสบการณ์การกินและทำอาหารในบ้านหินลาดใน กลายเป็นอาหารประยุกต์จากภูมิปัญญาชาวล้านนาและชาวปกาเกอะญอ ถ้าดูหน้าตาอาหารอาจจะมโนได้ว่าเป็นอาหารโมเดิร์น แต่ทุกจานอาศัยภูมิปัญญาโบราณทำทั้งหมด     โลกุษ ยังเชื่อเรื่อง “การให้และแบ่งปัน” ต้องแชร์ถึงโตไปด้วยกันกับชุมชน การเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นนอกจากสร้างรายได้แล้ว การแบ่งปันยังนำไปสู่วัฐจักรความอร่อยที่ไม่สิ้นสุด วัตถุดิบอาหารหลายอย่าง เชฟจึงลงมือทำเอง อาทิ หมูร้า (ปลาร้าจากหมู) เห็ดห้าดอง และบ๊วยดองน้ำผึ้ง และพร้อมแบ่งปันสูตร   เริ่มที่ ซ่าบะแต๋ง โอ้ยขออภัยคนเหนือถ้าชายออกเสียงผิด ไอศกรีมซ่าแตงกวา ชิฟฟอนตะไคร้ น้ำปู๋กรอบ และพริกป่น หอมเย็นด้วยตะไคร้และแตงกวามีรสเผ็ดเปรี้ยวเป็นตัวเสริม เมี่ยงลาว เพียงวิธีจัดเสิร์ฟก็ว้าวแล้ว ใบผักกาดดองห่อลำไยและหมู กินกับข้าวเกรียบฟักทอง ขิงดองน้ำตาลอ้อย และพริก น้ำพริกอ่อง ชายยอมสิโรราบให้เลย เชฟแอบเติมน้ำปลาเผาไฟลงไปด้วย แถมมีกลิ่นถั่วเน่าลึกๆ     มาที่อาหารที่จริงจังขึ้น ไก่ย่างจิ้มแจ่ว ฟังดูธรรมดาแต่ใช้สาคูแทนข้าว แถมยังทำออกมา 2 เนื้อสัมผัส ทอดกรอบและต้มกับแจ่ว อืมไม่ต้องจิ้มสินะ ส่วนผงข้างๆ เรียกว่า ผงบากะเออ หรือผักกาดแห้งของชาวปกาเกอะญอ ที่ให้รสอุมามิธรรมชาติ แกงฟักเขียว ที่ปรับเปลี่ยนจากไก่เป็นเป็ดตุ๋นกับมะแขว่นเคลือบด้วยน้ำผึ้งดอกงา     จานต่อไปชายเชื่อว่าเชฟเอาประสบการณ์ในฐานะเชฟอาหารญี่ปุ่นผสมเข้ากับภูมิปัญญาอาหารล้านนา คั่วแคหมูชาชู ผักพื้นบ้านมาหมด ผักพ่อค้าตีเมียที่ออกช่วงฤดูฝน ผักแซ่ว และผักริมรั้ว จานต่อไปดีเลยแหละ ปลาบึกผัดเผ็ดกับลมหายใจของชาวนา ปลารสจัดมากด้วยพริก 4 ชนิด กินกับข้าวที่รมควันด้วยฟางข้าว ดี ล้ำ เกินบรรยาย       และคอร์สนี้ ปากหม้อซาวน้ำ เป็นการรวมตัวของขนมจีนซาวน้ำ ม้าฮ่อ และปากหม้อ เชฟเปิดโอกาสให้คนกินเข้ามาทำได้ และเชฟแบล๊คก็อาสาขอทำ เออมันสนุกเป็นกันเองดี       ปิดท้ายด้วย น้ำแข็งไสอัญชัน เชฟเล่นใหญ่ด้วยเครื่องไสโบราณ ดอกอัญชันน่าจะมาจากคุณโต สววรค์บนดิน บ้านใกล้เรือนเคียงนี่เอง (เชฟก้องแอบไปปั้นจานชามของตัวเองแล้วด้วย ตื่นเต้นอยากไปคราวหน้าเลย) และไอศกรีมน้ำผึ้งป่า ใช้น้ำผึ้งป่าดอกสาบเสือจากอุดรธานีที่อายุกว่า 30 ปี กินกับเค้กกล้วยหอม เกลือถ่าน และเกลือมะนาว     จบมื้อเชฟย้ำถึงความฝันต่อไปอีกครั้งที่อยากให้ทุกจังหวัดมีร้านอาหารแบบเดียวกัน ซึ่งชายเชื่อว่ามีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นร้านของเชฟแบล๊คในเชียงใหม่ ร้านซาหมวยแอนด์ซันของเชฟหนุ่มที่อุดรธานี หรือร้านโคอิตรังของเชฟอุ้มที่จังหวัดตรัง และที่น่ายินดีคือคนที่จองเข้ามา 60% เป็นคนเชียงราย ร้านดีๆ คนท้องถิ่นไม่สนับสนุนก็น่าเสียดายแทน แว่วว่าต้องรอถึงเดือนกรกฎาคมไปแล้วนะกว่าจะได้กิน โอ้ย ดีใจแทนน้อง

ไม่ว่าจะเป็นแฟนคลับของเจ้ากระต่ายน้อยจากแดนกังหันลมหรือไม่ แต่เราเชื่อว่าหากได้มาถึงแหล่งรวมความบันเทิงของทุกคนในครอบครัวที่มีทั้งสวนสนุก สวนน้ำ และโรงแรมอย่าง "ซานโตรินี พาร์ค ชะอำ" แล้ว น้อยคนคงอดใจไม่มาเยี่ยมเยือนโซนใหม่ "Miffy's Garden" ที่ยกคาเฟ่แสนน่ารัก สวนสวย และร้านของที่ระลึกที่เต็มไปด้วยกระต่ายน้อย Miffy และผองเพื่อนจากประเทศเนเธอร์แลนด์ไม่ไหวอย่างแน่นอน สายกินอย่างเราขอพุ่งตรงไปที่ "Miffy's Garden Cafe" กันก่อนเลยดีกว่า แค่เห็นด้านหน้าก็ต้องกรี๊ดดังๆ ให้กับความน่ารักมุ้งมิ้งของรูปมิฟฟีขนาดยักษ์ที่คอยต้อนรับเหล่าคาเฟ่เลิฟเวอร์ และเมื่อเปิดประตูเข้าไปก็ได้พบกับการตกแต่งที่น่ากรี๊ดยิ่งกว่า เพราะที่นี่สอดแทรกความน่ารักของมิฟฟีไว้แทบทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ หมอนอิง โคมไฟ ถ้วยชาม ไปจนถึงป้ายจองโต๊ะ โดยเฉพาะไฮไลต์สำคัญอย่างเมนูเด่นที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของเจ้ากระต่ายน้อยและเพื่อนๆ แสนน่ารักเหล่านี้ มาถึงแล้วต้องขอชิม 3 เมนูใหม่ล่าสุด เริ่มด้วย Corn Soup ซุปข้าวโพดรสชาติกลมกล่อมนุ่มลิ้น เสิร์ฟคู่กับขนมปังกระเทียมหอมเนย ต่อด้วยของหวานอย่าง Miffy Budou Cheese Pie ชีสพายองุ่นหอมหวานกำลังดีแต่งด้านบนเป็นหน้ามิฟฟี มาพร้อมสตรอว์เบอร์รีสด และ Strawberry Butter Cake Kakigori คากิโกริสไตล์ญี่ปุ่น เนื้อน้ำแข็งนมละเอียดมาก ราดซอสสตรอว์เบอร์รีและนมยิ่งอร่อย ถ้าอยากอิ่มแบบเต็มๆ ต้องสั่ง Miffy Fruity Pancake แพนเค้กหนานุ่มรูปมิฟฟี มาพร้อมวิปครีมและผลไม้สดหลากชนิด อาทิ สตรอว์เบอร์รี กีวี มะม่วง และกล้วยหอม รวมทั้งแยมและน้ำผึ้งให้เพิ่มความหวานได้ตามใจ แต่หากอยากละเลียดเครื่องดื่มเบาๆ อย่าลืมลอง Miffy Signature Hot Chocolate ช็อกโกแลตร้อนเข้มข้นแก้วโต กินกับคุกกี้มิฟฟีโฮมเมดที่ขอบอกว่าอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว หรือจะเพิ่มความสดชื่นด้วย Miffy Iced Lemon Tea ก้อนชามะนาวแช่แข็งมาพร้อมขวดชามะนาวให้เติมเพิ่มความเข้มข้นไปอีกขั้น แถมมาพร้อมคุกกี้เคลือบช็อกโกแลตให้เคี้ยวกันเพลินๆ อีกด้วย ส่วนใครที่ยังฟินไม่พอ เราขอแนะนำ My D.I.Y. Pancake เซตทำแพนเค้กสไตล์ดีไอวายที่มาพร้อมอุปกรณ์และทอปปิงต่างๆ อย่างครบครันให้เราออกแบบลวดลายแพนเค้กด้วยตัวเอง จะวาดเป็นมิฟฟีหรือครีเอตลายสุดเก๋อื่นๆ ก็ไม่ว่ากัน ที่สำคํญเซตนี้ยังแถมตุ๊กตามิฟฟีกลับไปนอนกอดที่บ้านด้วยอีก 1 ตัว (กรี๊ดดด) อิ่มอร่อยจนหนำใจกันแล้ว อย่าลืมออกมาเดินเล่นย่อยอาหารกันที่ Miffy's Garden หมู่บ้านกระต่ายน้อยมิฟฟีและผองเพื่อนที่อยู่ไม่ไกลกับคาเฟ่ โดยแบ่งออกเป็น 3 โซน ทั้งโซนมิฟฟีในบ้านเกิดเนเธอร์แลนด์ มิฟฟีเยือนซานโตรินี พาร์ค ชะอำ และโซนที่เราว่าน่ารักเก๋ไก๋มากๆ อย่างโซนมิฟฟีเยือนประเทศไทย ที่จับเจ้ามิฟฟีมาถ่ายทอดวัฒนธรรมแบบไทยๆ ทั้งมิฟฟีลอยกระทง มิฟฟีฉลองวันสงกรานต์ มิฟฟีกับทุเรียน และมิฟฟีขี่รถตุ๊กตุ๊กที่ทำออกมาได้น่ารักน่าเซลฟีสุดๆ ก่อนออกจากสวนหมู่บ้านกระต่าย ยังมีร้านขายของที่ระลึกลิขสิทธิ์แท้ของมิฟฟี ทั้งเสื้อยืด แก้วน้ำ อุปกรณ์เครื่องเขียน ไปจนถึงไอศกรีมโคนสุดกุ๊กกิ๊กที่ขอเตือนว่าระวังจะเดินตัว(และกระเป๋าสตางค์)เบาออกมาแบบเราเลยทีเดียว...(ฮา)