เรียกว่าเป็นร้านเค้กยอดนิยมของชาวระยองอย่างแท้จริง สำหรับ “Cup’n Cake” ที่เกิดขึ้นจากความรักและความตั้งใจนำเสนอเมนูเบเกอรีโฮมเมดสูตรเด็ดของเจ้าของร้านที่หลงรักการทำขนม จนทำให้จากการเป็นเพียงขนมเค้กฝากขาย ขยับขยายกลายเป็นร้านเค้กสไตล์ลอฟต์สุดเก๋ที่มีพื้นที่กว้างขวางนั่งสบายให้เหล่านักชิมได้อร่อยกันแบบผ่อนคลาย           ทีเด็ดของ Cup’n Cake อยู่ที่การเลือกใช้แต่วัตถุดิบระดับคุณภาพแบบไม่มีหวง โดยเฉพาะวิปปิงครีมและครีมชีสที่ช่วยเพิ่มความอร่อยกลมกล่อมยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเค้กนมสดฮอกไกโด เมนูซิกเนเจอร์เนื้อนุ่มเบาหอมครีมนมสดละมุน หรือมะปี๊ดชีสเค้ก ที่นำมะปี๊ด (หรือส้มจี๊ด) รสเปรี้ยวหวานมาทำเป็นซอสส้มมะนาวที่เข้ากับชีสเค้กสุดๆ       ส่วนเมนูที่หลายคนคุ้นเคยอย่างนิวยอร์กชีสเค้กก็ไม่ธรรมดา เพราะผสมผสานความอร่อยของช็อกโกแลตเค้กนุ่มหนึบ ครีมชีสหอมมัน และซอสบลูเบอร์รีเข้มข้นได้อย่างลงตัว     แล้วอย่าลืมสั่งเครื่องดื่มแสนสดชื่นอย่างชากุหลาบลิ้นจี่หอมหวาน และสตรอว์เบอ์รีโซดาเย็นชื่นใจมากินคู่กับเค้กจะยิ่งอร่อยฟิน       สนับสนุนผลิตภัณฑ์โดย  

 ขอยกให้เป็นสถานที่ชิลเอาต์แสนสบายและแสนอร่อยในจังหวัดอุดรธานี สำหรับ “Beyond Café” คาเฟ่สไตล์เดิร์นลอฟต์สุดเก๋ที่โดดเด่นด้วยพื้นที่กว้างขวางโปร่งสบาย เสริมด้วยการตกแต่งแบ่งโซนให้นั่งละเลียดเครื่องดื่มและขนมรสเลิศได้ทั้งอินดอร์และเอาต์ดอร์ โดยเฉพาะบริเวณสวนสวยด้านนอกร้านที่เป็นมุมโปรดของใครหลายคน       เหล่านักชิมตัวยงเป็นต้องถูกใจ เพราะที่นี่มีเมนูเครื่องดื่มและของหวานมากมายให้เลือกสั่งแบบละลานตา แต่หากเลือกไม่ถูก เราขอแนะนำเมนูยอดนิยมที่มีส่วนผสมของวิปปิงครีมคุณภาพดี       ไม่ว่าจะเป็น Mix Fruit Custard Cake สปอนจ์เค้กเนื้อนุ่มสลับชั้นด้วยครีมสดแสนละมุน มาพร้อมผลไม้สดหลากชนิด อาทิ สตรอว์เบอร์รี กีวี พีช องุ่น และแก้วมังกร Mango Sticky Rice Tart ความอร่อยลงตัวของข้าวเหนียวมูลกะทิ มูสมะม่วงน้ำดอกไม้ และเนื้อมะม่วงสด และ Sea Salt Caramel Cheesecake รสชาติเค็มนิดๆ ของเกลือทะเลตัดกับความหวานของคาราเมลเคี่ยวสด เข้ากับเนื้อเค้กนุ่มละมุนและครีมชีสหอมมันได้เป็นอย่างดี      

ใครมีโอกาสมาเยือน “ไร่องุ่นมอนซูน แวลลีย์ หัวหิน” นอกจากไวน์และองุ่นเลิศรสจะห้ามพลาดชิมแล้ว ที่นี่ยังมีทีเด็ด(ความอร่อย)ให้ลิ้มลองซ่อนอยู่ นั่นคือ “The Sala Wine Bar and Bistro” ร้านอาหารหนึ่งเดียวที่ให้ความรู้สึกเหมือนศาลาไม้หลังใหญ่แสนสบาย ซึ่งพร้อมเสิร์ฟเมนูอร่อยสไตล์ฟิวชันที่ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ของเชฟกิตติ Head Chef มากประสบการณ์ ความอร่อยของวัตถุดิบระดับคุณภาพ และความต้องการของเหล่านักชิมขาประจำได้อย่างลงตัว         จานเด่นที่เราชอบมากคือ Marinated Chicken Coconut Milk Salad ไก่ทอดสมุนไพรราดซอสเดรสซิงที่ทำจากน้ำกะทิและสมุนไพรให้กลิ่นอายแบบไทยๆ Roasted Red Mullet, King Prawn with Sea Weed Potatoes ปลากะพงแดงฟิลเลต์และกุ้งแม่น้ำทอด มาพร้อมมันบดผสมสาหร่ายวากาเมะสไตล์ญี่ปุ่น ราดลอบสเตอร์ซอสที่ผสมเครื่องต้มยำอย่างข่า ตะไคร้ และใบมะกรูด       ส่วนคอไวน์ต้องลอง Cocoa Lamb Chop ‘Kao Pao’ ขาแกะออสเตรเลียราดซอสกะเพราใส่ผงโกโก้ที่แปลกใหม่แต่ลงตัว เสิร์ฟพร้อมมันซอร์เตและลูกเกดหมักวิเนการ์ ที่เหมาะกินคู่ Monsoon Valley Cuvee de Siam Rouge ไวน์แดงบอดี้แน่น รสฝาดนิดๆ และ Lobster with Frozen Red Curry ลอบสเตอร์ย่างเนย เสิร์ฟพร้อมพริกแกงแดงในรูปแบบไอศกรีมสุดเก๋ เชฟแนะนำให้กินคู่ Monsoon Valley White Shiraz – Rose Wine ไวน์โรเซ่สีชมพูสดใสหอมหวานสดชื่น       อย่าลืมจบมื้อด้วย Cheesecake in Chocolate Cup ความอร่อยลงตัวของซอฟต์ชีสเค้ก ครีมชีส ไอศกรีมและซอสเสาวรสในถ้วยรูปไข่ทำจากช็อกโกแลต ล้อมรอบด้วยซอสสตรอว์เบอร์รี ที่สำคัญเมนูนี้ไม่มีไข่เป็นส่วนผสม     ไม่ว่าจะสายมังสวิรัติหรือสายกลูเต็นฟรีก็อร่อยได้แบบไร้กังวล

ไม่เพียงแค่ความอร่อยของเมนูอาหารนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นไทย จีน ยูโรเปียน และซีฟู้ดที่มีให้เลือกชิมกันละลานตาทั้งแบบบุฟเฟต์และอาลาคาร์ต แต่โซนของหวานและเบเกอรีของห้องอาหาร “Elements” และ “Deli Coffee Shop” โรงแรมพูลแมน ภูเก็ต อาร์คาเดีย หาดในทอน ที่ดูแลโดย “เชฟกิตติศักดิ์” Pastry Chef มากฝีมือยังโดนใจเหล่าเบเกอรีเลิฟเวอร์อีกด้วย       เมนูซิกเนเจอร์ยอดนิยมที่มาแล้วต้องชิมคือ Croissants สไตล์ฝรั่งเศส เนื้อเบาฟู กรอบนอกนุ่มใน ที่ใช้เนยคุณภาพดีให้ความหอมมันกลมกล่อม         หากใครชอบของหวานแบบ Plated Desserts เราแนะนำ Chocolate Mousse เข้มข้น ไม่หวานมาก Panna Cotta เนื้อเนียนละมุนลิ้น และ Crème Brulee หวานมันกำลังดี ที่ทุกเมนูมีส่วนผสมของวิปปิงครีมหอมมันที่ทำเอาเรากินเพลินจนหมดแบบไม่รู้ตัว       สนับสนุนผลิตภัณฑ์โดย

ขอยกให้เป็นคาเฟ่น่านั่งขวัญใจนักชิมสำหรับ “Land Dear Café & Bistro” ใจกลางเมืองระยองที่พร้อมให้เราอร่อยกับหลากหลายเมนูเด็ดสไตล์ฟิวชันที่ผสมผสานอาหารไทยและยูโรเปียนได้อย่างลงตัว รวมทั้งของหวานและเครื่องดื่มนานาชนิดในบรรยากาศเก๋ไก๋ แต่อบอุ่นสบายตา ประดับประดาไปด้วยกวางเรนเดียร์สุดน่ารักสัญลักษณ์ของร้าน       ใครอยากอิ่มแบบครบจบในมื้อเดียว เราแนะนำให้เริ่มด้วย Spaghetti Carbonara ทีเด็ดอยู่ที่ซอสครีมทำจากไข่แดงผสมคุกกิงครีมจนเข้มข้นหอมมัน โรยเบคอนกรอบและชีสพาร์เมซาน ต่อด้วย Hokkaido Pancake แพนเค้กเนื้อนุ่มหอมเนยละลายในปาก ราดซอสวานิลลาหอมหวาน มาพร้อมวิปครีมและไอศกรีมวานิลลาโฮมเมด       แล้วอย่าลืมสั่ง Strawberry Cheesecake สตรอว์เบอร์รีสดปั่นกับนมและวิปครีมคุณภาพดี เพิ่มรสชาติด้วยซอสสตรอว์เบอร์รีเข้มข้น หรือ Nutella Milkshake นูเทลลาปั่นกับนม ไอศกรีมวานิลลา และวิปปิงครีมหอมมัน ท็อปด้วยช็อกโกแลตแท่งและกล้วยหอมมาปิดท้ายเป็นอันสมบูรณ์แบบ       สนับสนุนผลิตภัณฑ์โดย

“Bubbles Restaurant” ห้องอาหารนานาชาติบรรยากาศร่วมสมัยนั่งสบายแห่งแกรนด์ เมอร์เคียว ภูเก็ต ป่าตอง รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า ที่พร้อมเสิร์ฟเมนูอร่อยไม่เหมือนใคร โดยผสมผสานกลิ่นอายของอาหารเมดิเตอร์เรเนียน ยูโรเปียน เอเชียน ไทย และอาหารท้องถิ่นบนเกาะภูเก็ตได้อย่างลงตัว โดยมีโซนที่นั่งทั้งภายในห้องปรับอากาศและด้านนอกริมสระว่ายน้ำให้เลือกผ่อนคลายกันได้อย่างเพลิดเพลิน       ใครชอบเมนูกินเล่นเบาๆ เราแนะนำเมนูทาปาสเพื่อสุขภาพอย่าง Avocado Bruschetta อะโวคาโดสดผสมมะเขือเทศซัลซ่าและมะม่วงสด วางบนขนมปังอบเนยหอมมัน หรือจะอิ่มกำลังดีกับ Tagliatelle Prawns พาสต้าเส้นแบนเหนียวนุ่มผัดกับกุ้งลายเสือ เห็ด ผักโขม น้ำมันเห็ดทรัพเฟิล และครีมชีสพาร์เมซาน       ส่วนคนรักพิซซาต้องลอง Carbonara Pizza พิซซาคาโบนาราสูตรพิเศษที่ใส่หอมหัวใหญ่ พริกดอง และผักชีให้มีรสสัมผัสแบบไทยๆ พร้อมเพิ่มความอร่อยด้วยครีมและชีสคุณภาพดีเข้มข้นหอมมัน       สนับสนุนผลิตภัณฑ์โดย

“Fusion One” ร้านอาหารสุดเก๋สไตล์ชิโน-โปรตุกีสน้องใหม่ในสนามบินภูเก็ตที่ เชฟเมย์ - พัทธนันท์ ธงทอง สุดยอดเชฟรุ่นใหม่จากรายการ Top Chef Thailand ตั้งใจให้เป็นสถานที่ฝากท้องของเหล่าผู้โดยสารที่ทั้งอร่อยและดีต่อสุขภาพ ด้วยการนำเสนอเมนูกินง่าย แต่มีเอกลักษณ์และผ่านการปรุงอย่างพิถีพิถันในสไตล์ Signature Comfort Food ที่ผสมผสานรสชาติแบบไทยและตะวันตกได้อย่างลงตัว     เมนูซิกเนเจอร์ที่เชฟบอกว่าห้ามพลาดคือ Phuketian Pulled Pork Brioche Panini with Coleslaw ขนมปังบริยอชหอมเนยกระเทียมสอดไส้หมูฮ้องฉีกฝอย ชีสมอสซาเรลลาผสมชีสเชดดา และผักออร์แกนิกสด เรียกว่าเป็นจานเด่นที่หยิบอาหารท้องถิ่นของภูเก็ตมาสร้างสรรค์ใหม่ได้อย่างลงตัว แต่หากอยากหนักท้องเพิ่มอีกนิด เชฟแนะนำ Chicken Spinach Alfredo Pasta ทีเด็ดอยู่ที่ซอสครีมทำจากคุกกิงครีมและชีสพาร์เมซานหอมมัน กินคู่อกไก่ซูวีดและผักโขมผัด       แล้วอย่าลืมเพิ่มความสดชื่นด้วย Tiramisu Drink ที่ดัดแปลงของหวานอย่างทิรามิสุให้กลายเป็นเครื่องดื่มสุดเก๋ด้วยการนำเอสเปรสโซร้อนๆ ท็อปด้วยวิปปิงครีมผสมชีสมาสคาโปน เสิร์ฟคู่คุกกี้เลดี้ฟิงเกอร์     สนับสนุนผลิตภัณฑ์โดย

ออกตัวว่าเป็นเชฟภูธร แต่พอดูเบื้องหลังของเชฟภูธรชื่อออตโต้-ประภาศน์ ปาณะวีระ คนนี้แล้วต้องบอกว่าไม่ธรรมดา เพราะเบื้องหลังที่ว่าก็คือผนังด้านหลังเชฟนี่แหละที่เต็มไปด้วยประกาศนียบัตร ไล่สายตาไปเรื่อยๆ บนเคาน์เตอร์ยังเรียงรายไปด้วยถ้วยรางวัลแห่งความสำเร็จจากการแข่งขันปรุงอาหารเวทีต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ล่าสุดกับรางวัล 1 เหรียญเงินและ 1 เหรียญทองแดงจากรายการ Food & Hotel Asia 2018 ที่สิงคโปร์ รางวัลการันตีเยอะขนาดนี้ต้องขอชิมฝีมือกันหน่อยล่ะ         ในร้าน Crazy Bee สีสันก็จะสดใสๆ เข้ากับบรรยากาศใสๆ สบายๆ ของสวนผึ้ง ซึ่งเชฟออตโต้ลงมือออกแบบทั้งหมด รวมถึงพ่วงหน้าที่อื่นๆ ในร้านทั้งจ่ายตลาด ปรุงอาหาร เสิร์ฟ ต้อนรับลูกค้า และล้างจาน แม้จะทำคนเดียวแต่เชฟรับมือได้สบาย ลูกค้าสั่งเยอะแค่ไหนก็จำได้หมดไม่ต้องจดลงกระดาษ แถมเสร็จอย่างรวดเร็วลูกค้าไม่ต้องหิ้วท้องรอนาน        วัตถุดิบส่วนใหญ่ซื้อในท้องถิ่นช่วยอุดหนุนทั้งเกษตรกรไทยและลูกค้าที่ไม่ต้องจ่ายแพงก็ได้กินของอร่อยเทียบเท่าวัตถุดิบจากต่างประเทศ อาทิ สเต็กไก่แรปเปอร์ เมนูที่เชฟครีเอตขึ้นมาเพื่อการแข่งขันและคว้ารางวัลมาแล้ว ตรงกลางเป็นไส้อั่วพันด้วยสะโพกไก่และเบคอน ผสมผสานรสชาติแบบไทยๆ ในสไตล์ตะวันตกได้อย่างเข้มข้นถึงเครื่อง     สเต็กหมูไฮเอนด์ จานใหญ่อู้ฟู่ประกอบด้วยหมูชิ้นหนานุ่ม ท็อปด้วยไข่ดาวราดชีส ฉ่ำซอสบาร์บีคิวสูตรเด็ดของเชฟและยังใช้เป็นซอสหลักประจำร้าน อร่อยจนลูกค้าต้องขอซื้อกลับบ้าน     สปาเก็ตตีผัดแห้ง สปาเก็ตตีเส้นเหนียวนุ่มไร้ความมันส่วนเกิน เสริมโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ได้แก่ กุ้ง ไข่กุ้ง แฮม ไส้กรอก ปรุงรสเค็มมันได้ความกลมกล่อมแบบพอดีๆ     ใครแพลนเที่ยวสวนผึ้ง อย่าลืมปักหมุดร้านสเต็กอร่อยต้องกิน Crazy Bee ไว้ในแพลนด้วยล่ะ

“Sleepcat Café” ร้านอาหารกึ่งคาเฟ่ตกแต่งแบบวินเทจลอฟต์ที่ซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านคันทรีปาร์คแห่งนี้ชวนให้เราอยากหลบหลีกความคึกคักวุ่นวายของชายหาดบางแสนมานั่งชิลในบรรยากาศร่มรื่นแสนสบายที่มีกลิ่นอายของบ้านในแถบยุโรป พร้อมจิบกาแฟและละเลียดความอร่อยของอาหารสไตล์ยูโรเปียนฟิวชันที่เจ้าของร้านปรุงอย่างพิถีพิถันทุกขั้นตอน       โดยเฉพาะคนรักชีสเป็นต้องถูกใจ เพราะเมนูเด่นของที่นี่คือ Pizza Lava Cheese พิซซาราดชีสลาวาร้อนๆ ที่ผสมผสานชีสมอสซาเรลลาและเชดดาจนกลมกล่อมหอมมัน เบิร์นไฟให้เกรียมนิดๆ โรยชีสพาร์เมซานเพิ่มความเข้มข้นอีกชั้น ส่วนอีกเมนูขายดีอย่าง Cheese J Pumpkin Baked เนื้อฟักทองนึ่งคลุกเคล้าชีสมอสซาเรลลา วิปปิงครีม และเบคอนหั่นชิ้นเล็ก ใส่ในฟักทองลูกโตแล้วอบจนได้ที่ โรยเบคอนกรอบพร้อมตอกไข่แดงเพิ่มความอร่อยก็พลาดไม่ได้เช่นกัน       หากกลัวหนักท้องเกินไป ลองสั่ง Carb Carbonara Bake เส้นสปาเกตตีคลุกเคล้าไวท์ซอสทำจากวิปครีมคุณภาพดี ใส่เนื้อปูนึ่งที่เบิร์นไฟเล็กน้อยเพิ่มกลิ่นหอม แล้วนำไปอบชีสมอสซาเรลลาหอมมัน หรือ Puff Cheese Seafood Green Curry แผ่นแป้งตอร์ติญาสอดไส้ชีสมอสซาเรลลาผสมวิปปิงครีมและพริกแกงเขียวหวานเข้มข้น อัดแน่นด้วยซีฟู้ดนานาชนิด ทั้งกุ้ง ปลาหมึก หอยเชลล์ ก็ตอบโจทย์เหล่าชีสเลิฟเวอร์ไม่แพ้กัน       สนับสนุนผลิตภัณฑ์โดย

ต้องบอกว่า Dawn Til Dusk ห้องอาหารหลักของโรงแรม The Sis Kata Phuket เกิดขึ้นจากประสบการณ์เรื่องอาหารการกินของ 3 สาวพี่น้องตระกูลภัทรวรณี ซึ่งแม้จะเคยเดินทางไปในหลายประเทศแต่ก็ยังหลงรักเสน่ห์อาหารแบบภูเก็ต เมนูของที่นี่จึงเน้นการนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาประยุกต์ใหม่ให้เก๋ขึ้น แต่ยังคงรสชาติแบบเข้มข้นถึงเครื่องเอาไว้     เชฟสนธยา เชฟใหญ่ประจำห้องอาหารเล่าถึงเคล็ดลับของแต่ละเมนูว่าอยู่ที่น้ำช้อ (ทำจากพริกแห้งตำใส่เกลือ น้ำมะขาม น้ำตาล เคี่ยวจนกลายเป็นซอสรสกลมกล่อม) ซึ่งนำมาใช้เป็นวัตถุดิบลับในหลายเมนู อาทิ ข้าวพองหมูฮ้อง ข้าวพองทอดกรอบ วางหมูฮ้องของขึ้นชื่อของภูเก็ตบนหน้าข้าวพอง เชฟใช้หมูสามชั้นหมักข้ามคืนแล้วตุ๋น ราดซอสน้ำช้อ เรียกน้ำย่อยได้ดีเชียว     จานต่อมา ปลาทอดเครื่อง จานนี้ชิมแล้วชอบมาก เพราะเชฟทำได้ถึงรสถึงชาติ ปลาแซลมอนชิ้นโตคลุกเครื่องแกงรสเผ็ดร้อนให้ทั่วแล้วทอดไฟอ่อน หนังปลากรอบ เนื้อปลาไม่แห้งเกิน เข้ากับเครื่องแกงเผ็ดร้อนสไตล์แดนใต้ได้ดี ส่วนแฟนซาชิมิแนะนำซาชิมิหอยเชลล์เสิร์ฟบนเกลือหิมาลายัน นอกจากจะพรีเซนต์ได้เก๋แล้ว หอยเชลล์ยังตัวโตเต็มคำ สด ฉ่ำ และหวาน ราดด้วยน้ำช้ออีกเล็กน้อย       จบของคาวต่อด้วยของหวานท้องถิ่น ขนมอาโปง (หรืออาโป้ง) เพิ่มความนุ่มนวลด้วยไส้ครีมวานิลลา หรือจะลองกล้วยทอด (ข้าวเม่า) อร่อยที่มะพร้าวอบแห้งซึ่งเชฟวางไว้ด้านหน้า กินคู่กับซอสลูกตาลโฮมเมดและไอศกรีมมะพร้าว   แกงปูหมี่หุ้น   ปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว

Big Fish กลายเป็นซิกเนเจอร์ของห้องอาหารริมทะเลในแบรนด์แมริออทไปแล้ว เราเคยได้ชิมที่หัวหินมาแล้ว แต่ต้องบอกว่ามันมีความเหมือนและต่างกัน สิ่งที่เหมือนกันดูจะเป็นเรื่องของบรรยากาศริมทะเล แต่ที่แตกต่างกันน่าจะเป็นการรวมเอาบาร์เครื่องดื่มเข้ามาด้วย ซึ่งดีและเข้ากับบรรยากาศริมทะเล       บิ๊กฟิชเปิดรับลมทะเลจากทุกทิศทาง จึงเหมาะกับทั้งการนั่งดื่มและกินอาหารตลอดทั้งวัน ส่วนเมนูอาหารยังคงเป็นซีฟู้ดและสเต๊ก โดยเลือกใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นภูเก็ต ปลาและอาหารทะเลก็รับซื้อจากชาวประมงโดยตรง รับรองว่าสดจากทะเลแน่นอน     เราแนะนำให้สั่งอาหารกินเล่นก่อน Crab Cake with Cucumber Salad เค้กเนื้อปูที่อาจจะไม่ได้ดูแปลก แต่มาพร้อมสลัดแตงกวาและน้ำจิ้มที่กินแล้วก็คล้ายน้ำจิ้มทอดมัน ตามด้วย Grilled Pumpkin & Mango with Romaine, Cashew Nuts, Tomato and Honey Mustard Dressing สลัดผักสดกรอบที่มีไฮไลต์อยู่ที่ฟักทองย่างเพิ่มความหอมหวานเข้ากับเดรสซิง     ส่วนอาหารจานอื่นๆ แนะนำ Spaghetti with Seafood, Chili and Tomato Sauce สปาเกตตีผัดซอสมะเขือเทศที่ใส่พริกเข้าไปเพิ่มรสจัดจ้านกับอาหารทะเลสดอร่อย Baked Sea Bass Fillet Marinated with Thai Herbs Wrapped in Banana Leaf ปลากะพงหมักสมุนไพรห่อใบตองแล้วย่าง เนื้อปลาออกมาหวานหอมสมุนไพร       ปิดท้ายด้วย Duck Confit with Caramelized Apple and Rocket Leaves เป็ดกงฟีที่ผิวนอกกรอบ เนื้อในฉ่ำ กินกับแอปเปิลย่างที่ออกเปรี้ยวหวาน  

A Dessert Moments นับเป็นอีกหนึ่งร้านที่กลับมาสร้างสรรค์บ้านเกิดเมืองภูเก็ตให้มีชีวิตชีวาโดยคุณตุ๊ดตู่-วันรวี เต็มไตรเพท และ คุณสอง-อาทิตยา เต็มไตรเพท สองสาวที่ย้ายตามคุณแม่กลับมายังบ้านเกิด ทั้งคู่เลือกเอาถนนสายหลักเป็นที่ตั้งร้านแล้วปรับโฉมบ้านเก่าแบบชิโนโปรตุกีสให้กลายเป็น Seaside Café ขึ้นกลางเมืองภูเก็ต เนื่องจากใครมาภูเก็ตก็มักจะนึกถึงทะเลเป็นอันดับแรก และพวกเธอก็เสียดายความสวยงามของบ้านเก่า      ที่นี่ต้อนรับเราด้วยชิงช้าไม้และสีสันสดใสบริเวณหน้าร้านเพื่อสื่อความสดชื่นของท้องทะเล ส่วนด้านในเน้นโทนสีขาว ฟ้า และน้ำเงิน ที่ล้อไปกับอวนจับปลาที่ขึงไว้เด่นบนเพดาน รวมถึงของตกแต่งที่สื่อความเป็นทะเล นอกจากนี้ยังมีมุมหนึ่งขายของที่ระลึกของร้านซึ่งเข้ากันได้ดีกับคอนเซ็ปต์     จุดเด่นของร้านอยู่ที่ไอศกรีมแบบไอซ์เชฟ (Ice Shaved) ซึ่งให้เนื้อไอศกรีมที่นุ่มนวล เย็นฉ่ำ และละลายช้า มีทั้งหมด 9 รสชาติ ได้แก่ ชาไทย นมเย็น กล้วย ซูเปอร์นม ช็อกโกแลต เสาวรส ชาเขียว มะม่วง และโยเกิร์ต เมนูไอศกรีมของร้านยังตั้งชื่อตามท้องทะเลและหมู่เกาะยิ่งชี้ชวนให้อยากกินขึ้นไปอีก Melon Miami ไอซ์เชฟรสซูเปอร์นมรสหวานเย็นฉ่ำที่มาพร้อมเมลอนฉ่ำหวานและกรุบกรอบด้วยอัลมอนด์     Mango Maldives ไอซ์เชฟรสมะม่วง มะม่วงสุกและซอสมะม่วงให้รสชาติแบบมะม้วงมะม่วง     แต่มาภูเก็ตเราไม่อยากให้พลาด Phuket Passion ไอซ์เชฟรสเสาวรส มาในผลสับปะรดภูเก็ตและซอสเสาวรส      เร็วๆนี้ทางร้านยังได้เตรียมทำไอซ์เชฟรสทุเรียน ราดซอสแบบข้าวเหนียวทุเรียน เสิร์ฟมาในผลทุเรียนแฟนๆ ทุเรียนน่าจะชอบกัน ไม่เพียงเฉพาะไอศกรีมเย็นฉ่ำที่นี่ยังมี A Bread Cliff ที่พอจะสู้กับไอศกรีมของร้านได้อย่างสูสี ขนมปังก้อนสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเนื้อนุ่มพอดีคำฉ่ำด้วยเนย กินกับไอศกรีมวานิลลา น้ำผึ้ง และวิปครีม   

น้อยคนนักที่รับรู้ว่าจังหวัดภูเก็ตมีทั้งโรงคั่วกาแฟและแหล่งปลูกกาแฟโรบัสตาเนื่องจากการเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยวทำให้แหล่งปลูกกาแฟหายไปและย้ายไปยังแหล่งปลูกที่ดีกว่าอย่างชุมพรและระนอง เหลือไว้เพียงโรงคั่วระดับตำนาน Hock Hoe Lee ที่ยืนหยัดอย่างยาวนานกว่า 60 ปี แถมต่อยอดด้วยคาเฟ่สมัยใหม่ใกล้หาดราไวย์     ฮกโหหลี เริ่มต้นในสมัยคุณปู่นำเข้าเมล็ดกาแฟมาจากเกาะปีนังและคั่วกาแฟแบบกาแฟโบราณ ตามด้วยคุณพ่อสมบูรณ์ ตันพัชรพิสุทธิ์ มาสานต่อดูแลโรงคั่วในตัวเมือง ก่อนที่รุ่นที่สาม คุณจุฑามาศตันพัชรพิสุทธิ์ และคุณเรืองฤทธิ์ เพชรวรกุล จะขยายมาเปิดคาเฟ่ จึงเริ่มใช้เมล็ดกาแฟอะราบิกาเพื่อสร้างรสชาติให้กาแฟเอสเปรสโซและเนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่อยากดื่มกาแฟของบ้านเรา คุณเรืองฤทธิ์จึงเริ่มคั่วเมล็ดกาแฟแบบสมัยใหม่ด้วยตัวเองโดยใช้ทั้งกาแฟอะราบิกาและโรบัสตาจากแหล่งปลูกในประเทศ อาทิ ดอยช้าง ดอยสะเก็ด อมก๋อย ระนอง สุราษฎร์ธานี และชุมพร      ตอนนี้ที่นี่จึงมีกาแฟ 2 เบลนด์และ 2 แหล่งปลูก ถุงสีเทาเป็นเมล็ดกาแฟดอยสะเก็ดผสมโรบัสตา ถุงสีดำเป็นเมล็ดกาแฟดอยช้างผสมดอยสะเก็ดและโรบัสตา ถุงสีทองเป็นกาแฟดอยช้างล้วน และเมล็ดกาแฟออร์แกนิกจากอมก๋อย ทั้งหมดคั่วเข้มแต่ไม่ถึงกับเข้มมากแบบกาแฟโบราณ นอกจากใช้ในร้านแล้วกาแฟของร้านยังถูกส่งไปตามโรงแรมในภูเก็ตด้วย   กาแฟแก้วเด่น Long Black กดเอสเปรสโซดับเบิ้ลช็อตลงบนน้ำร้อน ซึ่งให้ครีมม่าที่สวยงามและรสชาติก็ออกมาดี Coffee Drip ก็มีเช่นกัน โดยทางร้านผลิตบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะกับการดริปเย็นออกมา เก๋มาก     และล่าสุด Cold Brew ที่ผ่านการแช่กาแฟมานานกว่า 18 ชั่วโมง ให้ความเข้มข้นและกลิ่นรสที่ชัดเจน ดื่มแบบใส่นมหรือเติมไซรัปก็ได้ แต่เราแนะนำว่ากาแฟดำรสดีที่สุด     นอกจากกาแฟแล้วยังเลือกเอา ชา A1 สินค้าขายดีของฮกโหหลีในเมืองมาใช้ที่นี่ เป็นชาซีลอนผสมชาไทยและชามาเล ชงด้วยเฟรนช์เพรส หอมอร่อยดี รวมถึงเครื่องดื่มโคลด์เพรส Sun Beach Cold Pressed Juice ที่คุณจุฑามาศทำเองจึงมีให้ดื่มที่นี่ที่เดียวในภูเก็ต

เรียกว่าเราไปส่งท้ายกับ OOY Street Kitchen ก่อนย้ายและขยายร้านใหม่ให้ใหญ่โตขึ้น ซึ่งย้ายไปไม่ไกลอยู่ติดกันกับร้านเดิมนี่เอง ความน่าสนใจของร้านนี้อยู่ที่สตรีทฟู้ดจากหลากหลายชาติในราคาสบายกระเป๋า   เชฟออย-รฐพล สุขุม อดีตสถาปนิกหนุ่มที่ค้นพบตัวตนหลังจากไปใช้ชีวิตอยู่ที่ออสเตรเลีย หลังจากร่ำเรียนและทำอาหารนานกว่า 5 ปี เมื่อกลับมายังบ้านเกิดจึงเบนเข็มสู่เส้นทางสายอาหาร เขาลงทะเบียนเรียนอย่างจริงจังที่โรงเรียนสอนการประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต ก่อนย้ายมาเปิดร้านที่บ้านเกิดแฟนสาว คุณเต็มใจ ลิ่มสกุล ในเมืองภูเก็ต แน่นอนว่าในฐานะสถาปนิกเก่าเชฟออยจึงดีไซน์ร้านออกมาในรูปของครัวเปิดโทนสีเหลืองที่เร่งเร้าความอยากอาหาร รวมถึงเปิดโอกาสให้ได้พูดคุยกับลูกค้า สำหรับร้านใหม่เตรียมเพิ่มสตูดิโอสอนทำอาหารสำหรับเด็กๆ ในวันเสาร์และอาทิตย์เอาไว้ด้วย     อาหารของเชฟออยเน้นความเป็นอาหารฝรั่งแบบโฮมคุกกิงและคอมฟอร์ตฟู้ดที่มีกลิ่นอายของอาหารสไตล์เจมี่ โอลิเวอร์ เชฟออยลงมือทำซอสและขนมปังด้วยตัวเองแบบวันต่อวัน จนกลายเป็นอาหารจานเด่นประจำร้าน OYY Salad สลัดผักกรีนโอ๊ก เรดโอ๊ก ใส่ชีสเพโครีโนที่กลิ่นแรงหน่อยและไส้กรอก ราดด้วยน้ำสลัดใสที่ผสมจากวินีการ์แช่หัวหอมและพริกไทย รสชาติคล้ายกับอาจาดที่ไม่เปรี้ยวแหลมแต่ออกหวานนำ      ขนมปังอบโฮมเมดของเชฟออยมี 2 แบบ ขาวและดำ แต่ขนมปังดำได้รับความนิยมมากกว่ากับเมนู Dark Vader เลือกได้ว่าชอบเนื้อหมูหรือเนื้อวัว เชฟทอดเนื้อวัวแบบสเต๊กใช้น้ำมันเดือดๆ ราดลงบนชิ้นเนื้อจนได้ระดับความสุกที่ต้องการ แล้วตบท้ายด้วยเนยและใบไทม์เพิ่มกลิ่นหอมอร่อย แถมเนื้อในยังฉ่ำ กินกับสับปะรด ชีสเชดดาร์ และซอสบาร์บีคิวโฮมเมด โดยเฉพาะขนมปังนุ่มอร่อยมาก     พาสตาก็เป็นอีกจานเด่น Chicken Parmesan เส้นสปาเกตตีผัดซอสมะเขือเทศที่เคี่ยวเอง โปะด้วยไก่ชุบเกล็ดขนมปังทอดกับเนยจากนั้นโรยชีสแล้วอบอีกครั้ง ไม่ว่าจะสปาเกตตีผัดง่ายๆ หรือไก่ทอดก็อร่อยเด็ด     ในอนาคตร้านแห่งใหม่ก็จะเพิ่มสตรีทฟู้ดจากทั่วโลกโดยปรับเป็นสูตรแบบเชฟออย รวมถึงเครื่องดื่มและของหวานที่จะมีมากยิ่งขึ้น

“แม่ครับวันนี้มีอะไรกินบ้าง” เสียงเอ่ยของเด็กน้อยที่กำลังหิวโซหลังกลับถึงบ้าน ตามด้วยเสียงตอบรับของคุณแม่ “ไปดูในตู้กับข้าวนะลูก” เป็นจุดเริ่มต้นให้คุณธีระศักดิ์ ผลงามเปิดร้านอาหารพื้นเมืองภูเก็ต ตู้กับข้าว ตามสูตรอาหารของคุณแม่ลิ้นจี่ สมศักดิ์   คุณธีระศักดิ์เล่าว่าภายในบ้านมีตู้กับข้าวไม้ที่มีน้ำหล่อขาตู้ไว้เพื่อกันมดและแมลง ทุกครั้งที่กลับจากโรงเรียนตู้กับข้าวคือปลายทางของเขา เขาตื่นเต้นกับการเปิดตู้กับข้าวและลุ้นว่าวันนี้มีอาหารอะไรที่ถูกใจบ้าง วันไหนแม่ไม่ว่างทำด้วยตัวเอง เขาก็มักจะพาลไม่กินข้าวไปเลย เรียกว่าแม่คือแรงบันดาลใจให้กับร้านอาหารแห่งนี้     ตู้กับข้าวใช้อาคารชิโนโปรตุกีสบนถนนพังงา โดยอาศัยโครงสร้างเก่าของตัวตึก ปรับโฉมใหม่ให้ดูหรูหรา และแน่นอนว่าสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือตู้กับข้าว ที่ถูกนำมาตกแต่งในทุกพื้นที่     จานเด่นตำรับคุณแม่ลิ้นจี่เรายกให้ หมูเหลี่ยมต้อผัดเคยเค็ม คุณแม่เลือกเอาเฉพาะ “เหลี่ยมต้อ” เนื้อหมูสามชั้นส่วนโคนขาหลังที่หนึ่งตัวมีเพียง 2 ชิ้น เป็นส่วนที่หมูใช้เดินทำให้นุ่มแน่นและไม่มันมาก ผัดกับเคยเค็มจากกุ้งฝอยที่หมักเกลือนานหนึ่งวันเต็ม ใส่พริกและหอมแดง ปรุงรสด้วยมะนาวและน้ำตาล เนื้อหมูนุ่มปนกับเอ็นกรุบที่มีไขมันแทรก ให้กลิ่นรสของเคยเค็มมากหน่อย   อีกจาน ผัดฟักทองกุ้งแห้งกะปิตำ ได้รสเต็มคำของกะปิและกุ้ง ตัดกับรสหวานของฟักทอง     นอกจากอาหารตำรับคุณแม่ อาหารภูเก็ตจานอื่นๆ ก็เด่นไม่แพ้กัน หมูฮ้อง เลือกใช้โคนขาหน้าแทนหมูสามชั้น หมักเครื่องเทศแล้วตุ๋นนานหนึ่งวัน ทำให้เนื้อไม่เละและน้ำไม่มันเลี่ยนเกินไป     แกงปูใบชะพลู เดิมก็ไม่ได้ใส่ใบชะพลู แต่คนนิยมจึงทำสูตรนี้ บางครั้งที่บ้านก็ใส่ใบชะอมด้วย มาพร้อมหมี่ขาว แกงส้มปักษ์ใต้ รสเผ็ดเปรี้ยวอย่างแกงใต้ ความอร่อยยังอยู่ที่ใส่โชนกับยอดมะพร้าว ทำให้มีความกรุบกรอบเพิ่มเข้ามา     น้ำพริกมีให้เลือกทั้งน้ำชุบหยำใส่ปลาฉิ้งฉ้าง น้ำพริกไข่ปู และน้ำพริกกุ้งสด      ห้ามพลาดของหวาน เค้กอินทผลัม มาแบบนุ่มๆ กับซอสคาราเมลอุ่นๆ อร่อยมาก จนเผลอใจกินไปหลายคำเลย    

ระยะหลังเราเห็นผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เริ่มหันมาใส่ใจบ้านเกิดของตัวเองด้วยการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ แน่นอนว่าพวกเขาไม่ละเลยที่จะเก็บอดีตเอาไว้ด้วย ซึ่ง QuipliciousFood Bar เป็นหนึ่งในนั้น ที่นี่คือผลผลิตของลูกหลานคนภูเก็ตนี่แหละ    หลังจากที่ปลุกปั้น Quip ที่พักสไตล์เบดแอนด์เบรกฟาสต์จนกลายเป็นที่รู้จักมาแล้ว คุณจักริน กตัญชลีกุล ก็ต่อยอดความชื่นชอบในอาหารจนกลายเป็นควิปลิเชียสอย่างที่เราเห็น บรรยากาศร้านก็ไม่ได้จ้างใครที่ไหนออกแบบ คิดเองทำเองจนได้ออกมาในกลิ่นอายแบบซักกะที่หยิบจับโน่นนิดนี่หน่อยให้ดูอบอุ่น แน่นอนว่ายังซ่อนเอาคำคม (Quip) ไว้ในการตกแต่งร้าน     ด้วยความเข้าใจเรื่องการกิน อาหารที่นี่จึงถูกคิดไว้แล้วว่าควรเป็นทาปาส เพื่อให้ลูกค้าได้กินอาหารที่หลากหลายก่อนที่จะอิ่มท้องเกินไป จานเด่นก็คือ Quiplicious Set ทาปาส 12 คำ กุ้งผสมหมูสับปั้นก้อน ซุปปวยเล้ง สลัดบีตรูต แกงไก่อินเดียในแตงกวา พัฟไก่ซอสถั่ว ทาร์ตสตูหมูมันบด เต้าหู้ไส้ไก่ แตงกวาญี่ปุ่นกับเห็ดและแอปเปิลผัด ซีซาร์พัฟกุ้ง แซลมอนวาซาบิ มินิสเต๊กเนื้อ และมันฝรั่งสตูหมู ทุกคำรสชาติจัดในคำเดียวกินคู่กับขนมปังกระเทียม      เพิ่มความสดชื่นและตัดเลี่ยนด้วยเครื่องดื่มสไตล์ควิป Magic Drink น้ำแข็งมะนาว เทน้ำอัญชันสีน้ำเงินลงไปกลายเป็นสีม่วง ให้รสหวานด้วยน้ำผึ้ง     แต่ถ้าอยากเต็มอิ่มต้อง Super Bowl อิตาเลี่ยนโซดาในโถใหญ่ยักษ์ มาพร้อมปีโป้เพิ่มเนื้อสัมผัส     ไม่เพียงเฉพาะอาหารสมัยใหม่ ควิปลิเชียสกำลังพยายามอนุรักษ์และพัฒนาอาหารท้องถิ่นให้น่าสนใจ ซึ่งตอนนี้มี Phuket Icecream ให้ได้ชิมกันก่อน สูตรดั้งเดิมเป็นไอศกรีมของแป๊ะป๋องที่ไม่มีขายที่ไหนแล้ว แต่ทำให้ที่นี่เท่านั้น ไอศกรีมข้าวโพดกะทิมาพร้อมกับซุปข้าวโพด ทับทิมกรอบ ถั่วลิสง ข้าวเหนียว และลูกชิด      อดใจรอกันอีกนิด เพราะที่นี่กำลังทดลองทำไอศกรีมโอ้วเอ๋วและไอศกรีมอาโปง ซึ่งเป็นของหวานประจำภูเก็ตอยู่ คาดว่าน่าจะอร่อยไม่แพ้ไอศกรีมภูเก็ตเลยทีเดียว  

Lemongrass Thai Cuisine นับว่าเป็นร้านอาหารเก่าแก่ของภูเก็ต ที่ปรับโฉมใหม่พร้อมกับไลม์ไลท์อเวนิว คอมมูนิตี้มอลล์แห่งใหม่ใจกลางเมืองภูเก็ต จากสวนอาหารกับบ้านเรือนไทยกลายเป็นร้านสวยเก๋ที่ดูทันสมัยขึ้นแต่ยังคงอาหารจานเด่นไว้ครบถ้วน     คุณพาณี โกยสมบูรณ์ หนึ่งในหุ้นส่วนร้านเห็นว่าพื้นที่เดิมของเลมอนกลาสค่อนข้างกว้างขวางจึงปรับเปลี่ยนให้เป็นคอมมูนิตี้มอลล์ โดยยังคงร้านอาหารแห่งนี้เอาไว้ นอกจากอาหารท้องถิ่นภูเก็ตแล้ว ที่นี่ยังมีอาหารไทยภาคกลาง เนื่องจากหุ้นส่วนเป็นคนภาคกลาง รวมถึงคุณพ่อของคุณพาณีเองก็เป็นคนภาคกลาง แต่ปรับรสชาติของอาหารภาคกลางให้จัดจ้านขึ้น     อาหารภาคกลางเป็นอาหารที่หากินยากในภูเก็ต ส่วนใหญ่เป็นอาหารที่เราคุ้นเคย ห่อหมกขนมครก ใส่ขมิ้นและเครื่องแกงเพิ่มจากสูตรของภาคกลาง สีออกเหลืองและรสจัดขึ้น เมี่ยงคะน้า แช่ใบคะน้าสดมาเย็นฉ่ำ ห่อกับกุ้งแห้ง พริก เม็ดมะม่วงหิมพานต์ มะนาว มะพร้าวคั่ว หอมแดง และขิง ราดด้วยน้ำเมี่ยง ขลุ่ยพระอภัย เปาะเปี๊ยะไส้ปูที่กลิ่นรสของปูมาเต็ม       กุ้งกรุบกรอบ คล้ายกับสลัดผลไม้กุ้ง สูตรนี้ใช้น้ำสลัดครีมมะนาวแทน เรียกว่าเป็นส่วนผสมของสลัดผลไม้กับกุ้งทอดครีมมะนาวก็ได้และ หมูคั่วเกลือผัดพริกขิง สูตรของหุ้นส่วนคุณพาณี ใช้หมูสามชั้นทอดและคั่วกับเกลือก่อนนำมาผัดพริกขิงและถั่วฝักยาว     และอาหารใต้จานเด่น ขนมจีนแกงปู คุณพาณียืนยันว่าแกงปูที่ใส่ใบชะพลูเป็นการปรับให้ทันสมัย แต่สูตรของคนภูเก็ตไม่ใส่แน่นอน ความอร่อยที่คุณยายและคุณแม่สอนมายังอยู่ที่การใส่ปูทั้งเปลือกผสมกับเนื้อปู เพราะให้กลิ่นรสที่ดีกว่าใส่เฉพาะเนื้อปู ซึ่งก็จริงตามนั้นเพราะมีกลิ่นรสของปูดีกว่า ดั้งเดิมกินกับขนมจีนแต่ก็มีหมี่หุ้นแบบที่นิยมมาให้เลือก     อีกจานเป็น น้ำพริกสองเกลอภูเก็ต น้ำชุบหยำ น้ำพริกกะปิกุ้งสดกับน้ำอุ่นออกใสหน่อยแต่หอมกะปิ ส่วนน้ำพริกกุ้งเสียบ กุ้งเสียบย่างแล้วทอดอีกครั้งตำกับกะปิและน้ำตาลทราย กินกับผักลวกราดกะทิ     ปิดท้ายด้วยของหวาน กล้วยทอด ทอดมาฟูๆ แบบกล้วยทอดฟริตเตอร์ของฝรั่ง โรยไอซิง ราดเมเปิลไซรัป

ว่ากันตามจริง Aziamendi ตั้งอยู่ในจังหวัดพังงา แต่ด้วยระยะทางที่ใกล้กับสนามบินภูเก็ต หลายคนจึงเหมารวมเอาบริเวณหาดนาใต้เป็นส่วนหนึ่งของภูเก็ตไปด้วย      ที่นี่เป็นร้านอาหารของเชฟเอเนโก แอกซ์ตา (EnekoAtxa) เชฟมิชลินสตาร์ 3 ดาว ที่อายุน้อยที่สุดของประเทศสเปน เจ้าของร้านอาหาร Azurmendi ในเมืองบิลเบา (Bilbao) เราเคยสัมภาษณ์เขาเมื่อหลายปีก่อน เชฟเคยบอกไว้ว่าเขาเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเป็นหลัก ซึ่งตอนนี้เชฟเอเนโกดึงตัวเชฟไอช่าอิบราฮิม (Aisha Ibrahim) มาช่วยที่ร้าน เชฟไอช่าเลือกใช้อาหารทะเลที่ได้จากชาวประมงแถบนี้รวมถึงผักบางชนิดที่ปลูกในแปลงผักเล็กๆ ของร้าน     อาหารของที่นี่เป็นเทสติงเมนูที่ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ประมาณ 13-14 คอร์ส แน่นอนว่าเชฟเอเนโกมาช่วยคิดเมนูร่วมกับเชฟไอช่าตลอด ถ้าโชคดีน่าจะมีโอกาสได้กินอาหารจากเชฟมิชลิน 3 ดาว เริ่มที่ Picnic อาหารเรียกน้ำย่อย 3 คำ ที่มาในตะกร้าปิกนิก มะเขือม่วงกับมันหมูหมักเกลืออบ หอยผัดเนยปั้นก้อนชุบแป้งหมึกดำแล้วทอด และเห็ดนางรมอบแห้ง     ก่อนล้างปากด้วยน้ำรสเปรี้ยวหอม ตามด้วย Bonsai มะเขือเทศสอดไส้น้ำมะม่วงและขิงบนต้นบอนไซ กินกับเยลูซาเล็มอาร์ติโชกอบแล้วทอดกรอบ หน้าตาคล้ายเปลือกไม้และ Edible Rock พัฟเผือกทอดโรยผงหัวหอมสอดไส้ครีมชีส กรอบๆ เค็มๆ       จากนั้นอาหารแต่ละจานก็เริ่มสวยน่ากินขึ้นตามลำดับ Poached Oyster หอยนางรมลวกกับข้าวพองหอมนิล ถั่วงอก กะหล่ำม่วงอบแห้ง ในซอสมันหวานและน้ำมันทรัฟเฟิล กินกับขนมปังนมที่เนื้อสัมผัสคล้ายหมั่นโถว   ต่อด้วย Corn Custard คัสตาร์ดข้าวโพดรสหวานๆเค็มๆ กับมันหวานทอดกรอบ เทมปุระเห็ดหูหนู และซอสหอยเม่น กินกับขนมปังฟอกาเซีย Crab เนื้อปู แอปเปิลดอง น้ำมันไชฟ์ แผ่นมะกอกดำกรอบ ราดด้วยซอสครีมแฮมจามองควรกินพร้อมกันให้รสเปรี้ยวหวานขมและกลิ่นหอมของแฮม Tuna ทูน่าจากชาวประมงท้องถิ่นนำมาหมักแล้วรมควัน กินกับไช้เท้าดอง สมุนไพร และแฮชบราวน์กับซอสพริกหยวก เนื้อสัมผัสของทูน่าแปลกดี      Duck เป็ดไทยที่ผ่านการดรายเอจจิงแล้วรมควันนำไปนาบกระทะ มาพร้อมเป็ดกรอบกับซอสพริกหมึกดำ     และจานสุดท้าย Wagyu Beef เนื้อวากิวนาบกระทะ กินกับแคบเนื้อและเห็ดผัด     ปิดท้ายด้วยของหวาน Buckwheat and Olive Oil Mille Crêpe with Basil ให้รสครีมๆมันๆ และกลิ่นโหระพาแทรกเข้ามา กินกับไอศกรีมะพร้าว และ Dulcey Panna Cotta มิลก์ช็อกพานนาคอตตากับสตรอว์เบอร์รีเผาให้หอมและฉ่ำน้ำ  

ความจริงแล้ว Baba Iki ไม่ใช่ห้องอาหารที่ใหม่ที่สุดของศรีพันวา แต่ด้วย Baba Chino เป็นห้องอาหารแห่งใหม่ล่าสุดยังไม่เข้าที่เข้าทาง ไว้เรียบร้อยดีเราจะพาไปเยี่ยมเยือนกันอีกครั้ง     บาบ๋า อิกิ เน้นการดื่มกินสไตล์ญี่ปุ่น ก่อนที่คุณปลาวาฬ-วรสิทธิ์ อิสสระ จะขอให้ทางเชฟบุญธรรม เชฟกระทะเหล็กอาหารญี่ปุ่นส่งเนื้อวัวฮิดะมาที่นี่ อิกิเป็นห้องอาหารเพียงแห่งเดียวในภูเก็ตที่มีเนื้อวัวฮิดะให้ได้ชิม โดยนำมาใช้ทำยากิโทริและเทปันยากิ อิกิออกแบบให้เป็นทั้งบาร์ซูชิ บาร์เทปันยากิ และครัวย่างยากิโทริ ส่วนสีสันของร้านเพิ่มเอาสีน้ำเงินขึ้นมาตัดกับสีส้มอิฐ ซึ่งเป็นสีประจำของศรีพันวา      สาเกค็อกเทลน่าจะเป็นสิ่งแรกที่ไม่ควรพลาด Sakura ค็อกเทลสีชมพูสวยที่ใช้สาเกเป็นตัวหลัก ผสมกับแตงโม ลิ้นจี่ และน้ำมะนาว ให้กลิ่นของสาเกอ่อนๆ กับรสของเนื้อแตงโมและลิ้นจี่ อีกแก้วเป็นสาเกค็อกเทลสีเขียวสด Tokyo Winter หอมมินต์แต่เปรี้ยวหวานด้วยเสาวรส   รองท้องเบาๆ ด้วย Shirao Salad สลัดปลาเงินทอดที่เรียกน้ำย่อยได้ดี ตามด้วย Sashimi Delight ปลาดิบรวม โอโทโร่ แซลมอน ฮามาจิ อะกามิ ทาโกะ อามะเอบิ คัมปาจิ และอิคุระ     แต่ที่ห้ามพลาดน่าจะเป็น Yakitori อาหารเสียบไม้ย่างที่หอมไหม้ถ่านหน่อยๆ เนื้อวัวฮิดะเป็นตัวเด่น ปีกไก่ เอ็นไก่ หนังไก่ เห็ดออรินจิ เห็ดชิตาเกะ ซี่โครงแกะ หมูสามชั้น กระเจี๊ยบ และพริกหวานญี่ปุ่น กินกับน้ำจิ้ม 5 ชนิด แจ่ว ซอสเทอริยากิ พอนสึ มิโซะสไปซ์ และสไปซี่ชิลลี่ แต่ไม่ต้องจิ้มก็หอมอร่อยแล้ว     เรามาต่อกันที่บาร์เทปันยากิซึ่งส่งกลิ่นหอมมาพร้อมกับเสียงกระทบกันของตะหลิวและแผ่นเหล็ก โดยเฉพาะด้านหน้าเตาที่ให้ฟิลลิ่งของเทปันยากิได้ดีที่สุด Canadian Maine Lobster Teppanyaki เนื้อล๊อบสเตอร์ผัดเนยกระเทียม พริกหยวก และสตรอว์เบอร์รี เสิร์ฟพร้อมข้าวผัดกระเทียม ซุปมิโซะล็อบสเตอร์ และผัดผัก รสหวานของล็อบสเตอร์ไปได้ดีกับรสเปรี้ยวหวานของสตรอว์เบอร์รี     จานเด่น Hidagyu StriplionTeppanyaki ไม่ได้ปรุงอะไรมาก เพียงนำเนื้อวัวฮิดะส่วนสันนอกที่ติดมันไปผัดกับเนยกระเทียม ใส่เข้าปากก็นุ่มแทบไม่ต้องเคี้ยว  

“สวัสดีครับ” เสียงทักทายภาษาไทยพร้อมยกมือไหว้ เป็นสิ่งแรกที่ เชฟเลียม โอไบรอัน (Liam O’Brien) สร้างความประทับใจให้เรา เชฟบอกว่าภรรยาเป็นคนใต้และช่วยคุณแม่ทำอาหารที่ร้านอาหารปักษ์ใต้ชื่อดัง “จันทร์หอม”ส่วนตัวเองเคยทำงานกับเชฟเดวิด ทอมป์สัน ในออสเตรเลีย จึงไม่น่าแปลกใจที่เชฟจะทำอาหารไทยและอาหารปักษ์ใต้ได้ถนัดมือ     Nahmyaa Thai Restaurant ตั้งใจนำเสนออาหารปักษ์ใต้ที่มีกลิ่นอายของสตรีทฟู้ด และอาหารที่หากินได้ในเมืองภูเก็ต เชฟออกตระเวนชิมอาหารทั่วทั้งภูเก็ต ลองผิดลองถูกก่อนกลายเป็นอาหารไทยอย่างที่เราเห็น   เชฟเลียมออกคอร์สอาหารแบบอาหารฝรั่ง เริ่มที่อาหารเรียกน้ำย่อยเบือกุ้งทอดไม่ได้ซับซ้อนแต่ก็สื่อความเป็นภูเก็ต ยำหมูกรอบ รสเปรี้ยวของมะม่วงกับรสขมของใบบัวบก และหมูกรอบที่ทำออกมาดีทีเดียว จานเด่นเป็น ขนมเบื้องเป็ด แป้งขนมเบื้องกรุบกรอบสอดไส้เมอแรงก์ไข่ขาว เป็ดย่างตุ๋นกับกะทิและพริกแกงแดง และลำไย ก่อนคั่นกลางด้วยต้มยำปลากะพง หนักเครื่องสมุนไพร และใส่มะพร้าวอ่อนมาด้วย     อาหารจานหลักมาแบบสำรับกับข้าว ปลาเก๋าเจี๋ยนตะไคร้ ปลาเก๋าทั้งตัวหมักน้ำปลาแล้วทอด ราดด้วยซอสมะขาม โรยตะไคร้ทอดกรอบ      แกงปูม้าใบชะพลู เชฟโขลกเครื่องแกงใหม่ทุกครั้ง ก่อนแกงกับกะทิและเนื้อปูที่ใส่ลงไปทั้งเปลือกให้รสหวาน เชฟบอกว่าสูตรไม่เหมือนกับแม่ยายที่จันทร์หอม สีออกแดงเหลือง กินกับเส้นหมี่หุ้น รสค่อนข้างจัด คอหมูย่าง น้ำจิ้มแจ่วเนื้อหมูนุ่มรสดีมาพร้อมผักและแจ่ว โดยรวมเชฟเลียมทำอาหารรสจัดทีเดียว     ปิดท้ายด้วยของหวานอย่าง สังขยาฟักทอง คัสตาร์ดรสเค็มกับเนื้อฟักทองรสหวาน กินคู่กับฝอยทองและไอศกรีมไข่เค็ม ครีมๆ มันๆ หวานกำลังดี