หลังจากมัดใจนักกินกับร้านอาหารจีนสไตล์กวางตุ้ง Little Hong Kong ที่ฮอตฮิตติดลมบนไปแล้ว ตอนนี้พิธีกรมากความสามารถ “เวฟ – คูเป่ยจง” มีความอร่อยใหม่มานำเสนอในรูปแบบกินง่ายเข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัยกับ “3 Brothers Chicken Rice” หรือ “ข้าวมันไก่สามพี่น้อง” ร้านอาหารน้องใหม่แห่งเดอะสตรีท รัชดา ที่ร่วมปลุกปั้นและคิดค้นสูตรกับ 2 หนุ่มนักแสดง คริส - พีรวัส แสงโพธิรัตน์ และ ท็อปแท็ป - จิรกิตติ์ คูอาริยะกุล       โดยข้าวมันไก่ฉบับ 3 หนุ่มพี่น้องนี้ก็ไม่ธรรมดา เพราะเลือกใช้แต่ไก่ปลอดสาร ไร้สารเร่งแอนติไบโอติก และเป็นสูตรเด็ดที่ผสมผสานความอร่อยของรสชาติแบบไทย ฮ่องกง และสิงคโปร์ไว้ด้วยกัน โดยผสานความชอบของทั้งสาม ไม่ว่าจะเป็นข้าวมันไก่ต้มเนื้อนุ่มแน่นชิ้นโต เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้ม 3 สไตล์ ทั้งเต้าเจี้ยว พริกปั่นสีส้ม และขิงปั่นที่หากินยาก ข้าวมันไก่ทอดกรอบนอกนุ่มใน และข้าวมันไก่แซ่บคลุกเคล้าน้ำยำรสจัดจ้าน       หากมากันหลายคนแนะนำให้สั่งเมนูข้าวมันไก่สามพี่น้องที่รวมความอร่อยทั้งไก่ต้ม ไก่ทอด และไก่แซ่บมาไว้ในจานใหญ่สะใจที่แบ่งกันได้ถึง 4 คน แถมยังเลือกได้ทั้งข้าวมันข้าวกล้องและข้าวมันข้าวหอมมะลิ       แต่ถ้ายังไม่อิ่มแนะนำให้สั่งปีกไก่ทอดหมาล่าและเต้าหู้หมาล่า รสจัดจ้านกินเพลิน โดนใจคนชอบหมาล่า ยำไก่สามพี่น้อง ยำไก่ฉีกรสเปรี้ยวมะนาวนำสไตล์ฮ่องกง และซุปผักกาดดองต้มกระดูกอ่อนร้อนๆ มาเพิ่มความอร่อย           แล้วอย่าลืมตบท้ายด้วยของหวานอย่างเฉาก๊วยนมสดโรยน้ำตาลทรายแดง หอมหวานเย็นชื่นใจ  

ยกให้เป็นคาเฟ่น่านั่งแห่งท่าน้ำวังหลัง สำหรับ N10cafe’ คาเฟ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรมบ้านวังหลังริเวอร์ไซด์ ที่หากใครเคยแวะมาเยือนก่อนหน้านี้ก็คงสังเกตได้ว่าที่นี่เพิ่งแปลงโฉมใหม่ตั้งแต่ภายในร้านเรื่อยไปถึงโซนริมน้ำด้านนอกให้มีพื้นที่กว้างขวางนั่งสบาย แต่ในขณะเดียวกันก็ยังใช้โทนสีที่ให้ความรู้สึกเรียบเท่อย่างสีดำและสีอิฐเป็นหลัก มีกิมมิกไทยๆ เป็นหมอนอิงสามเหลี่ยมล้อไปกับคาแรกเตอร์ของโรงแรม         ที่ร้านเสิร์ฟทั้งอาหารไทยและตะวันตก รวมถึงเครื่องดื่มและเบเกอรี่อบใหม่ แต่ที่นับเป็นไฮไลต์คงต้องยกให้เค้กที่ผลัดกันมาโชว์โฉมในแต่ละวัน แนะนำ Macadamia Cheese Pie ชั้นล่างเป็นพายกรุบกรอบ เราชอบที่เนื้อชีสเค้กไม่แน่นเกินไป เมื่อเจอกับความมันของแมคคาดาเมียและรสหวานจากคาราเมลแล้วไปด้วยกันได้ดี     Red Velvet Cake เค้กสีแดงสวยสลับชั้นกับครีมชีสให้รสหวานซ่อนเปรี้ยว หรือจะลอง Blueberry Cheesecake ก็น่าจะถูกใจคนรักชีสเค้กเป็นพิเศษ       ส่วนเครื่องดื่ม ห้ามพลาดแก้วนี้ Triple Choc Crunchy รวมช็อกโกแลตที่หลายคนโปรดปรานไว้ในแก้วเดียว ทั้ง Hershey’s , Ferrero Rocher และ KitKat นำมาปั่นจนเข้มข้นแบบคูณ 3 แล้วเพิ่มความละมุนด้วยวิปครีมด้านบน อย่าพลาดเมนูใหม่ Ruby Tight ใช้ไซรัปโฮมเมดจากสตรอว์เบอร์รี่และกระเจี๊ยบรสเปรี้ยวอมหวานผสานกับความซ่าจากโซดา       จิบแล้วชื่นใจหายเหนื่อย

ใครที่กำลังคิดถึงรสชาติอาหารบนน่านฟ้าของสายการบินไทย ตอนนี้จะได้คลายความคิดถึงกันแล้ว เพราะฝ่ายการบินไทย ได้เปิดตัว Royal Orchid Dining Experience ที่ปรับห้องอาหารพนักงานบนสำนักงานใหญ่การบินไทย ให้กลายเป็น Flagship Store แห่งแรกของครัวการบินไทย     ความน่าสนใจคือการจำลองห้องอาหารให้เหมือนเมื่อครั้งที่ยังให้บริการบนเครื่องบินมากที่สุด ตั้งแต่การเริ่มจองตั๋ว โดยให้สแกน QR Code เพื่อรับ E-Boarding Pass และมีไฮไลท์สุดพิเศษตรง ทางเข้าห้องอาหารที่ใช้รถบันไดสำหรับขึ้นเครื่องบินมาทำ เป็นจุดถ่ายรูปเก๋ๆ รวมถึงการนำวัสดุ อุปกรณ์ และอะไหล่ของเครื่องบินที่หมดอายุการใช้งานแล้วมาตกแต่งสถานที่     ในส่วนของห้องอาหารแบ่งเป็น 2 โซน ชั้นล่างจะเป็นเซ็ตเมนูแบบ Self Service และโซนชั้นลอยสำหรับชั้นเฟิรส์คลาส เป็นเซ็ตเมนูแบบ Full Service ที่ต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้า สำหรับลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัว       สำหรับอาหารที่เสิร์ฟจะเป็นอาหารนานาชาติ ปรับเปลี่ยนเมนูให้ไม่ซ้ำกันในแต่ละเดือน เมนูแรกแนะนำ ซีฟู้ดยากิโซบะ เส้นโซบะเเหนียวนุ่มเข้ากับซอสรสชาติเปรี้ยวอมหวานเข้มข้น กินกับซีฟู้ดที่มีทั้งหอยเชลล์ กุ้ง และปลาหมึก ชิ้นโตเต็มคำ     เมนูต่อไป เนื้อย่างจิ้มแจ่ว เนื้อย่างความสุกระดับมีเดียมแรร์ สีชมพูกำลังน่ารับประทาน กินคู่กับน้ำจิ้มแจ่วรสชาติจัดจ้านเข้มข้นเข้ากันอย่างลงตัว     ส่วนใครที่ชื่นชอบอาหารอินเดีย ไก่ทิกก้าราดซอสแกงกะหรี่อินเดีย เสิร์ฟมาพร้อมแป้งนานนุ่มๆ กินคู่กันแล้วได้ความหอมมัน และกลิ่นเครื่องเทศอ่อนๆ ฟินแน่นอน     ด้านของหวานก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ชีสเค้กมะม่วง สีสันสดใส เสิร์ฟมาพร้อมซอสมะม่วงเข้มข้น เป็นอีกหนึ่งเมนูของหวานที่ควรมาลิ้มลอง     นอกจากนี้ยังมีเมนูอื่นๆ ที่น่าสนใจ อย่าง ซีซาร์สลัดทูน่า ไก่ชาวามา พาสต้าคาโบนาร่า และขนมจีนน้ำพริก ให้เลือกตามความชอบ รวมไปถึงของหวาน เช่น ชีสเค้กบลูเบอรี่ มาการอง ฯลฯ     ใครที่เป็นแฟนคลับอาหารบนสายการบินไทย อย่าลืมตามมาเช็คอินลองสัมผัสรสชาติอาหารของครัวการบินไทยในบรรยากาศที่ต่างออกไปดูสักครั้ง

ย่านเอกมัยมีร้านอาหารหน้าใหม่เกิดขึ้นมากมาย แต่มีหนึ่งในร้านที่อยู่คู่กับถนนเส้นนี้มาเกือบสิบปี และเป็นขวัญใจของคนละแวกนี้ ต้องยกให้กับ Bourbon Street ทั้งผนังร้านอิฐเปลือยสีแดงและบาร์ไม้ยาว ที่ให้บรรยากาศราวกับถอดแบบมาจากร้านอาหารอเมริกันในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดสักเรื่อง คุณดักลาส บี แฮริสัน เล่าให้เราฟังว่า เขาเปิดร้านอาหาร Bourbon Street วันแรกเมื่อ 34 ปีก่อน ในย่านพร้อมพงษ์ จากนั้นจึงย้ายมาที่เอกมัยจนถึงปัจจุบัน       ชื่อของร้านนั้นมาจากถนนสายเก่าแก่แห่งหนึ่งในนิวออร์ลีนส์ รัฐหลุยเซียนา ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นถนนสายบันเทิง ทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านอาหาร บาร์ และเสียงบทเพลงแจ๊สเคล้าคลอตลอดตลอดทั้งคืน     Tex-Mex เป็นคำเรียกอาหารท้องถิ่นในรัฐเท็กซัส ทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ย่อมาจาก Texas-Mexican อาหารท้องถิ่นทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากอาหารเม็กซิกัน ส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ในอาหารแต่ละจานก็คือ “ถั่ว” เมนูอาหารหลาย ๆ อย่างที่ขายในร้านจึงได้แรงบันดาลใจมาจากความทรงจำในวันเก่ากับรสชาติอาหารฝีมือแม่       เริ่มต้นด้วย Red Beans & Rice ทำจากถั่วแดงนำมาต้มกับเครื่องเทศเม็กซิกัน พริกหยวก หัวหอม และขึ้นฉ่าย ซึ่งไฮไลต์ของจานนี้อยู่ที่ไส้กรอก Andouille ไส้กรอกหมูโฮมเมดสูตรลับเฉพาะของร้านนี้ จุดเด่นอยู่ที่เนื้อสัมผัสแน่น กรอบนอกนุ่มในจนยากจะหยุดกินได้ แถมยังมีขนมปังข้าวโพด หนึ่งในอาหารที่ชาวอเมริกันพื้นเมืองมักจะนำมากินกับทุกสิ่งทุกอย่างเสิร์ฟมาคู่กันให้ได้รสชาติต้นตำรับแท้ๆ     Enchilada & Taco Plate เป็นอีกเมนูที่ได้อิทธิพลมาจากอาหารเม็กซิกันอย่างชัดเจน ด้วยแผ่นแป้งตอร์ติยาไส้เนื้อสัตว์ ราดด้วยซอสรสเผ็ดชุ่มฉ่ำ เสิร์ฟคู่มากับทาโก้สอดไส้เนื้อ ข้าวผัดเม็กซิกัน และที่ขาดไม่ได้คือ Refried Beans ซึ่งทำจากถั่วปินโตต้มแล้วนำมาบด จัดเป็นอีกเมนูถั่วที่อยู่คู่กับจานอาหารเม็กซิกันแทบทุกจาน     ปิดท้ายด้วย Mexican Chili Con Carne with Beans ที่ทำจากถั่วแดง ดูภายนอกอาจจะมีหน้าตาคล้ายๆ กับเมนูแรก แต่จริงๆ แล้วแตกต่างด้วยรสชาติของมะเขือเทศ พริก และเนื้อสันในตุ๋นจนเปื่อยยุ่ย ทำให้ได้กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ นิยมทานกับซาวครีมและเชดด้าชีสเพื่อเพิ่มรสชาติให้กลมกล่อมยิ่งขึ้น  

ไม่มีใครบังคับไว้ว่าสีพาสเทลเป็นสีของคาเฟ่น่ารัก ๆ เท่านั้น ลองขึ้นมาพิสูจน์ที่ Paradise Lost สวรรค์แห่งใหม่สไตล์นีโอ-ทรอปิคัลบนชั้นดาดฟ้าของโรงแรม สยาม แอท สยาม ดีไซน์ กรุงเทพ แล้วจะรู้ว่าสีหวาน ๆ กับการเป็นค็อกเทลบาร์แห่งโลกอนาคตนั้นเข้ากันได้ดีอย่างน่าประหลาด     ต้องยกความดีงามนี้ให้กับ MASH ทีมนักออกแบบสัญชาติออสเตรเลีย ที่เข้ามาทำให้ดาดฟ้าแห่งนี้กลายเป็นสวรรค์แห่งใหม่ของชาวกรุงเทพฯ และยังเสริมทัพด้วยแนวคิดโลกอนาคตหลังจากวันสิ้นโลกของทีม Proof & Company ผู้อยู่เบื้องหลังบาร์ระดับโลก เช่น ร้าน 28 Hongkong Street ในประเทศสิงคโปร์ เลยทำให้ Paradise Lost โดดเด่นตั้งแต่เปิดตัว       มีเพียงสวรรค์แห่งนี้เท่านั้นเป็นดั่งโอเอซิสของเหล่ามนุษยชาติในวันสิ้นโลก เมนูเครื่องดื่มทั้งหลายที่สร้างสรรค์โดยแกเบรียล โลว์ บาร์เทนเดอร์หนุ่มจากซานฟรานซิสโก จึงมีชื่อเรียกที่ล้อเลียนไปกับเรื่องราวนี้ เช่น Curse of Civilisation เสิร์ฟมาในแก้วรูปคน รสชาติเบา ๆ ดื่มง่าย ด้านบนเป็นเกรปฟรุ๊ตฝานปิดไว้ โรยด้วยเนื้อมะพร้าวคั่ว Static Sunset เป็นอีกหนึ่งแก้วที่ดื่มได้เรื่อย ๆ เพราะมีส่วนผสมของแตงโม น้ำแตงกวา และเพิ่มความสดชื่น       สำหรับม็อกเทลต้องยกให้กับ Thirst-aide Kit ได้ให้รสและกลิ่นของสมุนไพร ตระไคร้ มะกรูด และขิงอย่างชัดเจน ส่วน Fearless Hoopoe จิบแล้วชื่นใจเพราะมีส่วนผสมของชารอยบอส มิ้นต์ เสาวรส และน้ำมะนาว และสังเกตได้ว่าเครื่องดื่มแต่ละตัวล้วนมีส่วนผสมจากท้องถิ่น เพราะหนึ่งในหัวใจหลักของ Paradise Lost คือความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แม้แต่สปิริตก็บรรจุมาในถังใหญ่ 25 ลิตรเพื่อลดการใช้ขวดแก้วแบบที่เรียกว่า ecoSPIRITS       Paradise Lost เหมาะสำหรับการสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน อาหารของที่ร้านจึงเป็นแนว Sharing จากฝีมือการรังสรรค์จองเชฟเทพ-มนต์เทพ กมลศิลป์ ผู้อยู่เบื้องหลังร้านอาหารไทย Taan ในโรงแรมแห่งเดียวกัน โดยเน้นวัตถุดิบที่หาได้ในประเทศไทย     เมนูกินเล่น Mango Wrap X Popped Fish ใช้ปลาเก๋าจากอ่าวไทย คลุกเคล้าด้วยมะพร้าวคั่วเป็นเปลือกกรอบ ๆ ด้านนอก เสียบไม้มาคู่กับมะม่วงห่อใบชะพลูได้รสชาติหวานอมเปรี้ยวแสนเข้ากัน     Cricket X Crab ครอแก็ตเนื้อปูที่พิเศษเพราะสอดไส้จิ้งหรีดทอด เวลากัดจะได้ความนุ่มของเนื้อปูและความกรอบมันของเนื้อจิ้งหรีด     อีกเมนูกินเล่นสุดคลาสสิกคือ Baby Calamari X Cilantro Salad ปลาหมึกชุบแป้งทอดเสิร์ฟพร้อมสลัดผักสดและซอสทาร์ทาร์     ต่อด้วยจานหนักที่มีชื่อว่า Paradise Oyster X Lemongrass Jelly หอยนางรมสดจากสุราษฎร์ธานี มาพร้อมเจลลี่รสตะไคร้ กระเทียมดอง มิ้นต์ และเจลลี่รสพอนสึแผ่นกลม ๆ ผสมผสานรสชาติออกมาได้อย่างลงตัว     อีกหนึ่งซิกเนเจอร์เมนูที่พลาดไม่ได้คือ Duck Leg Confit X Bone Marrow ขาเป็ดกงฟีเนื้อนุ่มลิ้นโรยด้วยงาขี้ม่อนเพิ่มสัมผัสกรุบกรอบของหนังเป็ด ราดด้วยซอสทรัฟเฟิลรสชาติหวานกลมกล่อม เสิร์ฟพร้อมกับไขกระดูกผสมมันฝรั่งมูสลินครีม จึงมีเนื้อเนียนนุ่มกินได้เรื่อย ๆ ไม่รู้เบื่อ     มีอาหารและเครื่องดื่มตรงหน้าแล้วอย่าลืมเงยหน้าขึ้นมามองวิวกรุงเทพฯ ยามเย็น ที่งดงามแบบไม่มีอะไรมาบดบังสายตาเลยสักนิดเดียว

ชวนไปซึมซับบรรยากาศของวันวานที่ ‘My Grandparent’s House บ้านอากงอาม่า’ ในบ้านหลังงามทรงไทยปั้นหยาริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่สร้างตั้งแต่ปี 2472 ของตระกูล “ทังสมบัติ” ซึ่งเป็นเจ้าของน้ำปลาตรารวงทอง ภายในบ้านยังคงเต็มไปด้วยความทรงจำที่เล่าเรื่องผ่านเฟอร์นิเจอร์เก่าและภาพถ่าย มีระเบียงยื่นออกไปริมน้ำสำหรับนั่งรับลม เหนื่อยมาจากไหนมานั่งพักใจที่นี่ก็หายเป็นปลิดทิ้ง       เมนูของที่ร้านส่วนหนึ่งเป็นเมนูประจำบ้าน มีไฮไลต์เป็นของว่างไทยแบบโบราณที่ยังหากินได้ทั้งกระทงทองและข้าวตังหน้าตั้งซึ่งทำเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ และที่เป็นขวัญใจต้องยกให้เซ็ตซิกเนเจอร์ที่มีทั้งเฉาก๊วยเนื้อหนึบ น้ำเก๊กฮวยหวานน้อย และวุ้นมะพร้าวน้ำหอมสูตรอาม่าเสิร์ฟในเข่งเล็กๆ ที่มีเนื้อมะพร้าวอ่อนให้ได้เคี้ยวด้วย       อีกเมนูห้ามพลาดคือขนมจีบหมูต้มแบบโบราณลูกอวบเต็มคำ ไส้แน่นรสกลมกล่อม กินกับน้ำจิ้มจิ๊กโฉ่วที่มีรสเผ็ดนิดๆ ตามด้วยกุ้งโสร่ง กุ้งตัวโตหมักสามเกลอ พันด้วยบะหมี่ไข่อย่างประณีตแล้วนำไปทอด กินร้อนๆ กรอบอร่อย       นอกจากนี้ยังมีขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่นที่มาช่วยดับร้อนอย่างโมจิหยดน้ำ ที่จัดเซ็ตได้น่ารัก ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มสีสวย สตรอว์เบอร์รี่กุหลาบโซดา จิบแล้วได้รสเปรี้ยวอมหวานจากซอสแยมสตรอว์เบอร์รี่ มีกลิ่นหอมจากไซรัปกุหลาบและความซาบซ่าจากโซดา      

Nantei (นัน-เต) ในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายถึง “สถานที่ร่มรื่นน่าอยู่ทางตอนใต้” คำไพเราะเช่นนี้ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อร้านยากิโทริน้องใหม่แห่งย่านสีลม Nantei Yakitori Bkk ที่ตั้งอยู่ในมณเฑียร มอลล์ โดดเด่นด้วยการตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม เพิ่มเติมด้วยความโมเดิร์ลเก๋ๆ พื้นไม้ที่น้ำตาลแก่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเสมือนบ้านเรือนในดินแดนอาทิตย์อุทัย ผสานไปกับผนังสีขาวสว่างทันสมัยที่ทำให้แอเรียดูกว้างขวาง แตกต่างจากร้านยากิโทริทั่วไปบรรยากาศมืดสลัว       ด้านในมีเคาร์เตอร์บาร์ขนาดใหญ่ให้คุณเลือกนั่งได้ตามใจ ถัดเข้าไปเป็นโต๊ะสำหรับแขกที่มาเป็นคู่หรือกลุ่มเพื่อนฝูงมาสังสรรค์ แต่หากใครอยากได้ความเป็นส่วนตัวนั้นทางร้านก็มี 2 ห้องไพรเวทแสนสงบ นอกจากนี้ยังมีโซนเอาท์ดอร์ไว้กินลมชมวิวบริเวณหน้าร้านที่ติดริมถนน มองดูวิถีชีวิตคนเมืองหลวงที่แม้ดูวุ่นวายแต่ก็เต็มไปด้วยสีสัน     ส่วนจุดเด่นในเรื่องของอาหารนั้นร้านนัน-เตจะพิถีพิถันเรื่องวัตถุดิบเป็นพิเศษ เครื่องปรุงหลักๆ นำเข้าจากญี่ปุ่น ปรุงในแบบต้นตำรับ ย่างบนเตาย่างแบบไร้ควัน ยังคงรสชาติธรรมชาติของวัตถุดิบนั้นๆ ไว้ ทีเด็ดอยู่ที่ซอสสูตรลับฉบับโฮมเมด ไอศกรีมทำเองฟินๆ พร้อมอิ่มอร่อยไปกับอาหารมื้อกลางวันหลากหลาย ในราคาที่จ่ายสบาย อาทิ     Yaki Edamame (40 บาท) ถั่วแระญี่ปุ่นย่างเกลือหอมๆ ได้รสชาติความเค็มและความมันจากถั่วอย่างเต็มพิกัด กินเพลินไปเลยงานนี้ ต่อด้วย Yaki Atsuage (120 บาท) เต้าหู้คินุนุ่มนิ่ม หอมกลิ่นถั่วเหลือง นำไปย่างให้หอมฉุย ด้านบนโรยด้วยปลาแห้ง กินพร้อมกับขิงบด และซอสถั่วเหลืองรสเค็มกลมกล่อม ถือเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยแสนอร่อยยอดนิยมของคนญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้       จานหลักของวันนี้คือ Yakitori Don Set (260 บาท) หรือเรียกย่อๆ ว่าเซ็ต C ซึ่งจะประกอบไปด้วย ลูกชิ้นไก่เนื้อเด้งสไตล์โฮมเมดเสียบไม้ สันคอไก่เสียบไม้ และกล้ามเนื้อน่องไก่ย่าง ซึ่งเป็นเมนู Chef's Selection แล้วแต่ว่าเชฟนั้นจะเลือกให้คุณกินส่วนไหนของไก่ ราดซอสยากิโทริรสหวานละมุน กินพร้อมกับข้าวและไข่ออนเซ็นสุดอิ่มเอม ตัดเลี่ยนด้วยสลัดผัก กิมจิทำเอง และซุปมิโซะร้อนๆ     แต่เราสั่ง Nameko (90 บาท) เพิ่มลงไปในเซ็ต C ด้วย เห็ดนาเมโกะเนื้อหวานย่าง ซึ่งเห็ดชนิดนี้คนญี่ปุ่นนิยมกินเคียงไปกับแอพพิไทเซอร์ต่างๆ อาทิ เต้าหู้เย็น เต้าหู้ย่าง และซุปมิโซะนั่นเอง     Mentaiko Yakisoba (240 บาท) ไข่ปลาค็อดกริลล์จนได้ที่ ผัดพร้อมกับเส้นยากิโซบะยาวๆ สาวเส้นกินสนุก รสเค็มพอดีไม่โดดจนเกินไป โรยหน้าด้วยสาหร่ายและไข่ปลาค็อดเพื่อตกแต่งอีกที     ห้ามพลาดกับ Tsumetai Inaniwa Udon (180 บาท) เมนูซิกเนเจอร์สุดขายดี หมี่เย็นที่มีความพิเศษตรงเส้นอุด้งเหนียวนุ่ม ที่ผลิตเฉพาะในเมืองอินานิวะ ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น บอกเลยว่าน้อยร้านมากๆ ที่จะมีเส้นชนิดนี้พร้อมให้คุณหม่ำ ซู้ดพร้อมน้ำซุปรสเค็มพอเหมาะ ผสานไปกับสาหร่าย ต้นหอมซอย หอมกลิ่นขิง และได้รสเผ็ดเล็กๆ ของวาซาบิอีกด้วย     และ Seseri Nantei Miso Itame (79 บาท) ก็เด็ดดวงไม่แพ้กัน เนื้อสันคอไก่ที่ถูกสั่งและคัดสรรมาเป็นพิเศษ หมักด้วยซอสมิโซะสูตรลับในแบบฉบับของร้านนัน-เต ก่อนทอดจนกรอบนอกฉ่ำใน รสเค็มละมุน ออนทอปด้วยไข่ออนเซ็นเยิ้มๆ เป็นเมนูที่อิ่มอร่อยได้ในราคาประหยัด บอกเลยเมนูนี้เราเลิฟมากมาย     ล้างปากด้วยของหวานที่เรารักอย่าง Matcha Hokkaido (50 บาท) ไอศกรีมแท่งชาเขียวสูตรโฮมเมด ผงมัทฉะชั้นดีจากเมืองชิสุโอกะแห่งดินแดนอาทิตย์อุทัย ไปด้วยกันได้ดีกับนมฮอกไกโด รสเข้มผสานความหอมมัน ช่างเป็นความฟินที่ลงตัวจริงๆ     สายดริ้งอย่างลืมสั่ง Apple Beer (159 บาท) เบียร์สดจิบง่าย หอมกลิ่นแอปเปิ้ลอ่อนๆ หรือจะลอง Yuzu Beer (159 บาท) กรุ่นกลิ่นส้มยูซุสดชื่น ดื่มลื่นคอไม่แพ้กัน!       คราวหลังต้องมาลองชิมมื้อเย็นที่ร้านแห่งนี้บ้างซะแล้ว

Bangkok Tree House โรงแรมโปรดของนักท่องเที่ยวหัวใจสีเขียวที่บางกระเจ้า ปัจจุบันนอกจากจะเป็นบ้านพักแสนสงบแล้ว ยังเป็นคาเฟ่สุดชิคขวัญใจคาเฟ่ฮอปเปอร์อีกด้วย คุณฝน ธนาพร วิทยสิริไพบูลย์ เจ้าของร้านเล่าให้ฟังว่า อยากให้สถานที่แห่งนี้กลมกลืนไปกับทรัพยากรท้องถิ่นให้มากที่สุด ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายโดยใกล้ชิดกับธรรมชาติ ซึ่งได้แนวคิดนี้มาจากจาก “วอลเดน” หนังสืออันโด่งดังของกวีอเมริกันชื่อ เฮนรี เดวิด ทอโร       นอกจากโครงเหล็กสไตล์มินิมอล และกระจกใสที่สื่อถึงความทันสมัยแล้ว ทางร้านจะเน้นใช้วัสดุธรรมชาติในการตกแต่งทั้งพื้นไม้รีไซเคิล ไม้ไผ่ มีมุมไฮไลท์อย่างต้นลำพูต้นใหญ่อายุหลายร้อยปี ที่ปลูกอยู่ด้านหลังของร้านติดริมตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยา  และต้นไม้นานาพันธุ์รอบๆ  ที่คอยให้ความร่มรื่นในวันที่แดดจ้าไม่เป็นใจ     ส่วนอาหารในร้าน Bangkok Tree House จะแบ่งออกเป็น 2 สไตล์ให้คุณได้เลือกอร่อย ทั้งอาหารจานเดียวรับประทานง่าย เป็นคอมฟอร์ดฟู้ดที่ใครๆ ก็รู้จัก อาทิ ผัดกะเพรา ข้าวหมูกระเทียม ในส่วนที่สองจะเป็นไทยฟิวชั่นฟู้ด เมนูไทยโบราณผสานกับวัตถุดิบท้องถิ่น หรือตะวันตก เสิร์ฟมาหลากหลายรูปแบบที่มีความนำสมัย ความเป็นไทยแบบดั้งเดิม ผสมไปกับความ Eco รักษ์โลกอย่างการใช้หลอดกระดาษ      เมนูต้องชิม ได้แก่ ม้าฮ้อ (85 บาท) อาหารว่างไทยโบราณที่ช่วยเรียกน้ำย่อยได้ดี รสหวานอมเปรี้ยวของสับปะรด ตัดรสเค็มหวานของไส้หมูผัดกับสามเกลอหอมๆ     ต่อด้วย พระรามลงสรง (159 บาท) หนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ของร้าน อาหารไทยชื่อเพราะที่ได้อิทธิพลมาจากจีนตอนใต้นี้ประกอบไปด้วย ผักบุ้งลวก ราดซอสมัสมั่นกลมกล่อม หอมกรุ่นกลิ่นโหระพา วางกุ้งลวกเนื้อเด้งไว้ด้านบนสวยงามน่ากิน     มี สลัดแตงโม (159 บาท) ไว้สร้างความสดชื่นอีกแรง แตงโมสีแดงหวานๆ สับปะรดรสเปรี้ยว และเนื้อส้มชุ่มฉ่ำ นำมายำในสไตล์อิตาเลี่ยน หนักท้องขึ้นมาหน่อยกับ กุ้งซอสเปรี้ยวหวานข้าวผัดผงกะหรี่ (199 บาท) ข้าวผัดผงกะหรี่หอมฟุ้ง ไปด้วยกันได้ดีกับกุ้งชุบแป้งทอดบางๆ และผัดเปรี้ยวหวานรสเด็ด       จานต่อมาคือ ข้าวน้ำพริกกะปิปลาสลิดผักต้ม (165 บาท) ข้าวกล้องหุงกับสมุนไพรไทยอย่าง ตะไคร้ และใบมะกรูด กินพร้อมกับน้ำพริกกะปิรสกลมกล่อม ที่เพิ่มความพิเศษด้วยการใส่เนื้อกุ้งลงไปด้วย ปลาสลิดทอดกรอบของท้องถิ่น ผักต้ม เสิร์ฟมาในปิ่นโตโบราณ 3 ชั้น แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมการกินอันเก่าแก่ของคนไทยในสมัยก่อน     ยังมี เสต็กปลาดอลลี่ (275 บาท) ปลาดอลลี่เนื้อนุ่มเด้งชิ้นโต ชุบแป้งทอด ทำให้ได้เนื้อที่กรอบนอกนุ่มใน กินไปกับซอสมะม่วงสุกหวานฉ่ำ รสเปรี้ยวอมหวาน ผสมผสานความครีมมี่ เข้ากันได้ดีจริงๆ     เครื่องดื่มแนะนำมี อัญชันนมสด (75 บาท) น้ำอัญชันจากสวนสีน้ำเงินเข้ม มิ๊กซ์ไปกับนมสด รวมเป็นรสชาติหวานละมุน และ Blue Passion Fruit (85 บาท) รสเปรี้ยวอมหวานชื่นใจนี้ได้มาจาก น้ำบลูฮาวาย และไซรัปเสาวรส นั่นเอง     ใกล้กรุงเทพฯ แค่นี้เห็นทีต้องมาเยือนอยู่เรื่อยๆ แล้ว  

คนรักชาที่เบื่อเมนูชาเดิมๆ ที่ดื่มกันทุกวันและอยากลองความอร่อยแปลกใหม่ เราแนะนำให้มาเช็กอินที่ "Brew Bar" ร้านชาน้องใหม่สุดครีเอตสไตล์ Experience Tea Bar บนชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว ที่พร้อมเสิร์ฟเมนูชาและเครื่องดื่มสุดเก๋ไก๋ที่บอกเลยว่าไม่ใช่แค่หน้าตาสวยงามน่ากิน แต่รสชาติยังอร่อยสร้างสรรค์ไม่เหมือนใครสมกับสโลแกน “ไม่เคยชาแบบนี้มาก่อน”       นอกจากจะถูกใจสายชิมแล้ว เราเชื่อว่าร้านนี้ต้องโดนใจสายแชร์ที่ชอบถ่ายรูปเก๋ๆ โดยเฉพาะขั้นตอนการทำแต่ละแก้วที่มีเหล่า Tea Barista ผู้เชี่ยวชาญโชว์ฝีมือให้ชมกันสดๆ  ตลอดเวลา       สำหรับเมนูห้ามพลาดมีทั้ง Thongmanee ชาไทยฟิวชั่นสูตรเด็ด หอมกลิ่นขนมผิง แนะนำให้ลองดื่มด้วยทองม้วนที่วางมาบนแก้วแทนหลอดจะยิ่งอร่อย Gobori ชามะลิผสมส้มยูสุคั้นสด โรยพริกเกลือแซ่บๆ แบบไทยๆ ท็อปด้วยไอศกรีมรสยูสุเปรี้ยวสดชื่น และ Floral ชานมหอมกลิ่นกุหลาบอ่อนๆ มาพร้อมไข่มุกกุหลาบและครีมนมกุหลาบหอมหวานด้านบน      

ชุมชนท่าเตียนหลังวัดโพธิ์มีซอยเล็กซอยน้อยที่สมัยก่อนเป็นที่ตั้งของทั้งตึกแถวและโกดังเก็บสินค้าอยู่ติดกับริมแม่น้ำ เมื่อเวลาเปลี่ยนไปพื้นที่ทองคำแห่งนี้จึงปรับเป็นร้านอาหารและโรงแรมที่มีวิวหลักล้าน       “ชมอรุณ” ร้านริมน้ำของ คุณชัชวาล อรุณลาภ และ คุณตรีทิพยนิภา วิเศษผลิตผล ที่ปรับปรุงพื้นที่โกดังเก่าให้เป็นร้านอาหารที่มีดาดฟ้าโล่งมองเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาและวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหารได้อย่างชัดเจน เหมาะกับการมากินมื้อค่ำพร้อมชมพระอาทิตย์ตกดิน     เนื่องจากเป็นย่านชุมชนที่มีกลุ่มลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่นี่จึงเสิร์ฟอาหารไทยที่เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว เริ่มต้นด้วย ปลาสลิดทอดยำมะม่วง (200 บาท) จานเรียกน้ำย่อยที่ใช้ปลาสลิดทอดหอมกรอบรสเค็มกำลังดี เสิร์ฟพร้อมยำมะม่วงรสเปรี้ยว หวาน เผ็ด     ปลาหมึกไข่แดดเดียว (220 บาท) ปลาหมึกไข่สดๆ ทอดน้ำปลาตราสามกระต่ายของดีจากเมืองตราด  เนื้อปลาหมึกเด้งเหนียวนุ่มแทรกด้วยไข่ปลาหมึกเนื้อหนึบหนับ เสิร์ฟมาพร้อมน้ำจิ้มซีฟู๊ดรสจัดจ้านเปรี้ยวเผ็ดครบรส     มาถึงจานที่ถูกใจทั้งคนไทยและชาวต่างชาติอย่าง ผัดไทยกุ้ง (220 บาท) ใช้เส้นเล็กเหนียวนุ่มผัดกับซอสสูตรของร้านรสเปรี้ยวหวานกลมกล่อม อร่อยด้วยกุ้งตัวโตๆ สดหวาน     ส่วนใครที่ชอบรสจัดขึ้นมาอีกนิดลองสั่ง เส้นหมี่ผัดกระเฉดกุ้ง (240 บาท) เส้นหมี่ผัดกับผักกระเฉดยอดอ่อนๆ เคี้ยวมัน ใส่มันกุ้งสดให้สีสวย ปรุงรสมาอย่างดีทั้งเค็มเผ็ดนิดๆ กินอร่อย     อีกจานที่รสจัดจ้านไม่เบาคือ ขนมจีนน้ำยาปู (250 บาท)  เด่นที่เนื้อปูก้อนใหญ่สดแน่นเต็มคำ กับน้ำแกงข้นๆ รสเข้มข้นถึงเครื่อง กินคู่กับกับเส้นขนมจีนและผักเคียงที่จัดมาอย่างครบครัน ถูกใจคนชอบอาหารรสจัดแน่นอน     เมนูที่คนรักอาหารไทยต้องชอบคือ หลนปูหมูสับ (250 บาท) หลนเนื้อปูก้อนใหญ่หอมมันจากกะทิ กินคู่กับผัดสดชุดใหญ่     อย่าลืมสั่งเครื่องดื่มเย็นๆ อย่างม็อกเทลสีสวยมาจิบพร้อมชมวิวไปด้วย เราแนะนำ อรุณสวัสดิ์ (150 บาท) น้ำปั่นสีสวยทำจากลิ้นจี่ เสาวรสและน้ำเลมอน     อีกแก้วคือ ชมพันช์ (150 บาท) ที่ใช้น้ำสับปะรดผสมกับน้ำแอปเปิ้ล น้ำเลมอนและดอกอัญชันให้มีสีสวยรับกับวิวยามเย็น     เป็นอีกร้านที่ต้องอยู่ในลิสต์สำหรับร้านอร่อยวิวดีริมแม่น้ำ

ใครผ่านไปมาซอยท่านผู้หญิงพหลฯ แต่ยังไม่เคยแวะลิ้มลองอาหารโฮมเมดของร้าน Thee Café ถือว่าพลาดเลยล่ะ เพราะทั้งอาหาร เครื่องดื่ม และบรรยากาศล้วนชวนให้อยากใช้เวลาชิลไปกับความโฮมมี่ของร้านมาก จะเลือกนั่งในตัวบ้านไม้สีน้ำตาลก็รู้สึกอบอุ่นราวกับอยู่บ้านเพื่อน หรือหากแดดร่มลมตกจะอิงบรรยกาศธรรมชาติใต้ร่มเงาต้นปีปขนาดใหญ่ก็เพลินไม่น้อย     คุณเอ๋- วีระยุทธ คำปัญญา ผู้เป็นเจ้าของร้านเล่าว่าอยากมีร้านที่ไม่ว่าใครเดินเข้ามาแล้วไม่รู้สึกขัดเขิน เข้าง่าย-ออกง่าย รู้สึกได้ถึงความสบายเหมือนอยู่บ้าน แต่สิ่งสำคัญคือรสชาติอาหารต้องอร่อยกว่าที่ทำกินเองในบ้าน คุณเอ๋จึงให้ความสำคัญกับการคัดเลือกวัตถุดิบมาก ยังคงจ่ายตลาดทุกวัน และเข้าครัวปรุงอาหารเอง พิถีพิถันมากแม้กระทั่งข้าวผัดแต่ละชนิดก็เลือกใช้น้ำมันที่ผัดข้าวต่างกัน อย่างข้าวผัดมันกุ้ง (180 บาท) ก็ใช้น้ำมันจากการผัดเปลือกกุ้งนำมาผัดข้าว หรือข้าวผัดเนื้อเค็ม (90 บาท) ก็ใช้มันเนื้อมาเจียวเป็นน้ำมันสำหรับผัดข้าวเช่นกัน       เมนูท็อปฮิตที่ลูกค้านิยมสั่งมาตั้งแต่เริ่มเปิดร้านต้องยกให้ สปาเก็ตตีเบคอนพริกคั่ว (120 บาท) เส้นสปาเก็ตตีคลุกเคล้าพริกคั่วจนหอม เบคอนทอดชิ้นใหญ่กรุบกรอบ ใครชอบกลิ่นหอมของสมุนไพรแนะนำ เพนเนทะเลซอสเพสโต (220 บาท) ที่หอมกลิ่นซอสเพสโตเข้มข้นเคลือบเส้นพร้อมกุ้งและหมึกชิ้นโต อยากกินเมนูเบาๆ ลองสั่ง ซีซาร์สลัด (120 บาท) ที่ได้ผักสลัดสดกรอบอร่อย หรือจะเป็นไก่กรอบซอสเผ็ด (120 บาท) ก็รสชาติดีไม่น้อยหน้าใคร       เครื่องดื่มร้อนแนะนำ Crystal Pink (80 บาท) ชาร้อนสีสวยกลิ่นหอมชวนดื่ม เบลนด์จากรูบาร์บและผลกุหลาบป่า รสเปรี้ยวนำ แต่หากอยากดับร้อนต้องลอง ลาเต้ไซรัปดอกมะพร้าว (95 บาท) หอมน้ำหวานดอกมะพร้าวจางๆ รสชาติกลมกล่อม หรือชาไทยเย็น (70 บาท) ที่ได้กลิ่นชาไทยหอมๆ ผสมกับนมสด หวานอ่อนๆ กำลังพอดี ใครไม่อยากดื่มชากาแฟต้องสั่ง รูบาร์บน้ำผึ้งโซดา (80 บาท) รสชาติดีเรียกความสดชื่นได้ไม่น้อย           อย่าลืมสั่งขนมหวานมาละเลียดความอร่อยไปพร้อมๆ กัน ทั้งแครอตเค้ก (120 บาท) แป้งน้อยหวานน้อยเน้นเนื้อแครอต เลมอนครีมชีสครัมเบิล (120 บาท) รสเปรี้ยวหวานหอมมัน เค้กมะพร้าว (150 บาท)  เค้กช็อกโกแลต (150 บาท) และอีกมากมาย เบเกอรี่ทุกอย่างเน้นใช้วัตถุดิบคุณภาพดีที่ได้คุณผึ้ง-กมลนัยน์ วัฒนะจันทร์ ภรรยาคู่ใจมาช่วยดูแลและปรับสูตรจนได้รสชาติที่ลงตัว       เติมเต็มครบจบทั้งคาว หวาน และเครื่องดื่ม แล้วจะไม่ฟินได้อย่างไร 

Sheepshank ร้านริมน้ำสุดเท่บนถนนพระอาทิตย์นี้เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มเพื่อนและพี่น้องที่สนิท  ที่มีความชื่นชอบในบรรยากาศกรุงเก่าริมน้ำ จึงดัดแปลงอู่ต่อเรือเก่าที่มีเพดานสูงโปร่ง ตกแต่งในคอนเซ็ปต์ Industrail style แฝงกลิ่นอายความเท่ห์ มีกำแพงอิฐ โครงเหล็ก ตะขอเหล็ก โคมไฟ รอก ไม้พาย เข็มทิศเดินเรือ มาประดับตกแต่งให้สมกับชื่อร้านที่แปลว่าเงื่อนที่ใช้ผูกเรือ         นอกจากได้ละเลียดบรรยากาศยามเย็นริมน้ำแล้ว อาหารของที่นี่ก็โดดเด่นน่าลองในสไตล์ New American เน้นเสิร์ฟอาหารทะเลเข้ากับสไตล์ของร้าน เริ่มด้วยเมนูสลัดอย่าง Scallop salad with jamon ham (260 บาท) สลัดหอยเชลล์ที่ย่างมาแบบสุกกำลังดี เนื้อหอยหวานนุ่ม ผักสดกรอบ น้ำสลัดสีเหลืองสดใสรสชาติเปรี้ยวหวานกลมกล่อม มาพร้อมกับ jamon ham กลิ่นหอมมีรสเค็มกำลังดี     Salmon mint tartare with crusty sourdough croutons (240 บาท) แซลมอนรมควันกลิ่นหอม รสเค็มอ่อนๆ คลุกเคล้ากับซอสมิ้นท์และซอสพิเศษของทางร้าน รสเปรี้ยวหวานกลิ่นหอม เสิร์ฟพร้อมขนมปังซาวโดว์แผ่นบางกรอบ     Risotto with sun-dried tomato pesto, scallops and parma ham (470 บาท) ข้าวริซอตโตผัดมากับซอสมะเขือเทศอบแห้งเปลี่ยนให้เป็นข้าวสีส้มสวยและรสอร่อย เสิร์ฟพร้อมหอยเซลล์ย่าง และพาร์ม่าแฮมรสเค็มมัน     ต่อด้วยเมนูอิ่มท้องอย่าง Pork belly with poached Asian pear and Madeira sauce (390 บาท) เนื้อหมูส่วนท้องซูวีจนนุ่มละลายในปาก เสิร์ฟพร้อมกับซอสลูกแพรกลิ่นหอมรสหวานเข้ากันได้ดีกับเนื้อหมู และซอสไวน์สไตล์เมอเดียรา แกล้มกับสลัดผักรวมย่างครบเครื่อง     ใครอยากจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ลองสั่ง Caipiroska Twiss (350 บาท) ค็อกเทลสีสวยทำจากวอดก้าราสเบอร์รี่ รสเปรี้ยวหวานด้วยเลมอน น้ำสับปะรด และน้ำเชื่อมมะนาว และ คลาสสิคค็อกเทลอย่าง Mojito (350 บาท) ที่มีกลิ่นหอมรัม รสเปรี้ยวหวานนิดๆ หอมกลิ่นมิ้นท์สดชื่น       จะเลือกนั่งในร้านหรือนั่งนอกร้านเพื่อดูพระอาทิตย์ตกดินพร้อมจิบเครื่องดื่มเย็นๆ ไปด้วยก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลว

หลังจากอร่อยแบบเดลิเวอรีกันมานาน ในที่สุด “บุญปาก” ร้านอาหารไทยแบบจานเดียว กินง่าย แต่อร่อยต้องลองสักครั้งในชีวิต (สมชื่อร้าน) ก็เปิดร้านเต็มรูปแบบให้เราได้นั่งกินแบบสะดวกสบายที่เซ็นทรัลเวิลด์       ที่สำคัญในช่วงเย็นที่นี่ยังเปลี่ยนเป็น O:T คลับสำหรับแฮงก์เอาต์สุดฮิปให้สายกินดื่มมาสังสรรค์กันได้อย่างต่อเนื่อง หรือถ้าอยากแจมกับสาวกเคป๊อปก็เขยิบไปที่ OverSeoul BKK สาขาใหม่ที่อยู่ข้างๆ ได้เช่นกัน       ทุกเมนูของที่นี่เป็นอาหารจานเดียวอร่อยจัดที่เหมาะอย่างยิ่งกับมื้อกลางวันของเหล่าหนุ่มสาวออฟฟิศ โดยเฉพาะกะเพราบุญปากไทยจีนเนื้อสับ ที่ผัดด้วยซอสสูตรลับรสเข้มข้นจัดจ้าน หรือถ้าอยากเพิ่มความพรีเมียมอีกนิด เราแนะนำกะเพราบุญหนักเนื้อวากิว ข้าวผัดกะเพราคลุกมาพร้อมเนื้อวากิวออสเตรเลียน เสิร์ฟพร้อมไข่ดาว รวมทั้งกะเพราโกโบริ เมนูเก๋ที่นำแกงกะหรี่และข้าวญี่ปุ่นมาผสมผสานกับกะเพราหมูสับแบบไทยๆ ท็อปด้วยไข่ออนเซ็น         ส่วนสายเส้นต้องลองเรือมงคลน้ำตกหมูชาชู ที่นำหมูชาชูและผักหวานมาช่วยเสริมความแปลกใหม่ หรือจะอร่อยแบบเฮลต์ตี้กับเมี่ยงปลาทู เสิร์ฟพร้อมผักเคียงชุดใหญ่ เส้นหมี่ขาวลวก และน้ำจิ้มสูตรเด็ด แต่ถ้ายังไม่อิ่มลองสั่งข้าวหมูแดงอั่งเปา ที่ใช้หมูแดงหมักและซูสวิดข้ามวันมาอบจนนุ่มเข้าเนื้อฉ่ำซอส กินกับซีอิ๊วบุญปากสูตรเฉพาะมาอีกสักจาน         อย่าลืมเพิ่มความสดชื่นด้วยเครื่องดื่มสีสวย อาทิ นูน่า พันช์ น้ำพันช์สีสวย, โอปป้า บ๊วย เปรี้ยวหวานเค็มครบรส, อาจุมม่า Drink หอมกลิ่นน้ำยาอุทัยทิพย์ และ Passion ซาราง สำหรับคนชอบเสาวรส....บอกเลยว่าอร่อยลงตัวกับทุกเมนู        

โรงแรมขนาดกะทัดรัดที่แฝงตัวไปกับชุมชนริมฝั่งคลองบางกอกน้อยได้อย่างเป็นมิตร เพราะถ้าหากใครอยากไปเยือนคงต้องจอดรถที่วัดดุสิดารามวรวิหาร ก่อนเดินมาตามทางซอกแซกผ่านซอยเล็กซอยน้อยอีก 250 เมตร เพื่อได้พบกับโรงแรมสุดร่มรื่นริมน้ำหลังงามที่สร้างจากไม้สักแทบทั้งหลัง       ความน่าสนใจของโรงแรมแห่งนี้คงต้องยกให้กับสถาปัตยกรรมที่คงความร่วมสมัยอย่างแท้จริง เพราะเมื่อดูภายนอกเราจะคิดถึงบ้านทรงไทยหลังใหญ่ที่มีระเบียง เสา คาน และต้นไม้ร่มรื่นที่ตั้งอยู่ใจกลางบ้าน แต่ถ้าดูให้ดี เราจะเห็นถึงรายละเอียดการตกแต่งที่ซ่อนอยู่ อย่างการประกอบบ้านไปจนถึงประตูบ่นเลื่อนก็ทำให้นึกถึงบ้านญี่ปุ่นอยู่นิดๆ ในขณะที่เครื่องเรือนก็เล่าเรื่องก็ถูกวางดีไซน์ออกมาเข้าคู่กันได้อย่างไม่เคอะเขิน ร่วมด้วยผ้าไทยที่ทำให้บรรยากาศละมุนและอบอุ่น       ในส่วนของห้องพักของมีทั้งหมด 22 ห้อง โดยแบ่งตามขนาดและวิวของห้องพัก เริ่มด้วย Superior Studio ห้องสตูดิโอขนาดกะทัดรัดที่พกพาวิวสวยๆ ของสวนและชุมชนข้างเคียง Deluxe Studio River View ห้องสตูดิโอที่ต้อนรับทุกคนด้วยวิวของคลองบางกอกน้อย พร้อมระเบียงให้รับสายลมเย็นๆ Junior Suite ห้องขนาดใหญ่ที่มอบความสะดวกสบายของเตียงและโซฟาให้ทุกคนรับลมผ่านสวนสวย และ Riverfront Suite ห้องไฮไลต์ที่เปิดกว้างให้ชมความงามของพื้นที่รอบๆ ถึง 270 องศา ทำให้ได้เห็นจุดบรรจบกันระหว่างคลองบางกอกน้อยและแม่น้ำพระยาที่เราขอบอกว่าแค่ได้เห็นวิวแบบนี้ก็อิ่มอุ่นกันไปถึงหัวใจแล้ว           พูดถึงเรื่องอิ่มแน่นอนว่า Chann ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง เพราะเครื่องดื่มของที่นี่เขาร่วมมือกับร้าน Arch คาเฟ่ร้านดังย่านปุณวิถี จนได้ชื่อใหม่ว่า Chann x Arch มีเมนูพิเศษที่น่าลองอย่าง Scone with Roselle Jam สโคนกล้วยตากเนื้อหนึบเสิร์ฟพร้อมกับแยมกระเจี๊ยบรสเปรี้ยวๆ หอมๆ หรือจะลอง Apple Tart ทาร์ตชิ้นพอดีคำที่อัดแน่นไปด้วยความหอมหวานของแอปเปิลสไลซ์ และขนมกลีบลำดวนหอมๆ ติดรสเค็มนิดๆ มาตัดรส         ส่วนเครื่องดื่มก็อย่าลืมลอง Burgundy กาแฟดำที่เติมความสดชื่นหอมหวานด้วยน้ำเบอร์รี่ที่ให้คาเฟอีนแน่นๆ พร้อมด้วยรสชาติหวานซ่อนเปรี้ยว หรือจะลอง Oolong Peach Tea ชาอู่หลงโคลด์บริวที่เติมความหอมละมุนของพีชมาทำให้เราหลงรัก    

โรงแรมสินธร  เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ โรงแรมหรูเปิดใหม่ใจกลางเมือง อยู่ภายในโครงการสินธร วิลเลจ ย่านหลังสวน ใกล้กับสวนลุมพินี สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ถือเป็นปอดของชาวกรุง       เมื่อก้าวเข้าไปในโรงแรมจะพบกับความหรูหราโอ่โถงของ ล็อบบี้ เลานจ์ (Lobby Lounge) ที่ได้รับการออกแบบให้สูงโปร่ง เปิดรับแสงธรรมชาติที่ส่องผ่านประตูทางเข้าทรงโค้งที่เชื่อมต่อความเป็นธรรมชาติใจกลางเมืองสู่โถ่งล็อบบี้ของโรงแรม ได้อย่างกลมกลืน       ล็อบบี้ เลาจน์ นอกจากจะเป็นจุดนัดพบแล้วยังให้บริการเมนูอาหารหลากหลายชนิดและที่โดดเด่นฮิตที่สุดตอนนี้ต้องยกให้กับ ชุดน้ำชายามบ่าย “ชีวา” ที่เสิร์ฟบนต้นไม้แสนสวย ให้คุณจิบชาหอมๆ รับประทานของว่างแสนอร่อยทั้งคาวหวาน     ชุดน้ำชามี 2 แบบให้เลือกได้แก่ ชุดน้ำชายามบ่ายอินดัลเจนซ์ (Indulgence) ชุดชาสุดคลาสสิคพร้อมของว่างสไตล์ยุโรป เช่น สโคนรสดั้งเดิมกับแยมสตรอว์เบอร์รี เลมอนครีมและคลอตเต็ดครีม มูสช็อคโกแลตกับซอสคาราเมลและพราลีนเฮเซลนัต เลมอนเมอแรงค์ทาร์ต สตรอว์เบอร์รี่ทาร์ตสีสดใสกับวนิลาครีม ปารีสเบรสท์พิสตาชิโอกับครีมบัตเตอร์กาแฟ พายแฮมมูส สะเต๊ะไก่ม้วน สลัดไข่เห็ดทรัฟเฟิลเสิร์ฟกับอะโวคาโด ฯลฯ         ชุดน้ำชายามบ่ายกิลท์ฟรี (Guilt-Free) ชุดน้ำชาแบบวีแกนสูตรเฉพาะของล็อบบี้ เลานจ์ ที่ชาววีแกนต้องยกนิ้วให้เพราะทั้งสวยและอร่อยแบบเฮลตี้สุดๆ เช่น เชอร์รี่อมารีนากับมูสอัลมอนด์มิลค์ แอปริคอทคานาเล่ช็อคโกแลตกับพราลีนเฮเซลนัต ราสป์เบอร์รี่ทาร์ตครีมเต้าหู้วนิลา มูสมะพร้าวไส้สับปะรดเสาวรส แซนวิชสลัดข้าวโพด สลัดมะม่วงกับแอปเปิ้ลโรล สลัดเต้าหู้ทรัฟเฟิลกับอะโวคาโด สโคนแครนเบอร์รี่ สโคนฟักทอง ที่มาพร้อมกับคลอตเต็ดครีมที่ทำจากมะพร้าว ฯลฯ     จิบชาในบรรยากาศห้องโถงที่สูงโปร่งรับแสงธรรมชาติ ท่ามกลางสวนเขียวขจีขนาดใหญ่ ไม่ว่าถ่ายรูปมุมไหนก็สวยไปหมด

Pause the time คาเฟ่สุดฮิปส์ของคุณกัน กันต์ศักดิ์ สหพรอุดมการณ์ ที่ชวนทุกคนมา “หยุดเวลา” ไปกับบ้านอิฐสีส้ม 2 ชั้นสุดคลาสสิค ด้านหน้าร้านสะดุดตาด้วยน้ำพุสไตล์อังกฤษ บรรยากาศโดยรอบสบายตาด้วยสีเขียวจากไม้กระถางน้อยใหญ่ มองผ่านกระจกใสเข้าไปตัวร้านเป็นโซนที่นั่งอินดอร์ แต่ลูกค้าส่วนใหญ่คงอยากเสพธรรมชาติบริสุทธิ์ที่ทางร้านตั้งใจสร้างเป็นศาลาริมน้ำในสไตล์โมเดิร์นลอฟท์ที่กลมกลืนไปกับธรรมชาติได้อย่างลงตัว       โต๊ะและม้านั่งที่ทำจากปูนเปลือยให้ความรู้สึกดิบและ เท่เข้ากับตัวศาลา มีทิวมะพร้าวยาวเป็นแนวริมน้ำ และกำแพงต้นไม้ริมทางเดินให้ความร่มรื่น ได้นั่งชมสายน้ำพลิ้วไหวแล้วผ่อนคลายสุดๆ  ช่วงเย็นใครอยากพายเรือเล่นก็ได้ไม่ว่ากัน ส่วนเรื่องอาหารทางร้านเน้นเป็นคอมฟอร์ดฟู้ดรสชาติดี ทั้งเรียบง่าย และอิ่มได้ในราคาเบาๆ อาทิ       ชุดคอมโบ ชุดสเต็กสุดคุ้มที่จะให้คุณอิ่มเอมไปกับ สเต็กหมู เนื้อสันในชิ้นโตหมักกับพริกไทยดำหอมกรุ่น สเต็กไก่ เนื้อแน่นชิ้นใหญ่ ที่ย่างมาอย่างดี ไร้ไขมันมากวนใจ สเต็กปลาดอลลี่ เนื้อนุ่มชุบเกล็ดขนมปังทอดจนเป็นสีเหลืองทองน่าหม่ำ พร้อม นักเก็ต และ เฟรนช์ฟรายส์ ที่มากับซอส 3 ชนิดให้เลือกอร่อยได้ตามชอบ ทั้งน้ำจิ้มแจ่วรสแซ่บ น้ำเกรวี่รสกลมกล่อม และมายองเนสรสครีมมี่ อย่าลืมกินสลัดผักเพื่อเพิ่มวิตามินได้กับร่างกายด้วยล่ะ     สปาเก็ตตีผัดเบคอนพริกแห้ง ทีเด็ดอยู่ตรงที่น้ำซอสปรุงรสสูตรโฮมเมดประจำร้านรสเค็มละมุน ผัดพร้อมกับเบคอนเค็มมัน เส้นสปาเก็ตตีอัลเดลเต้ เพิ่มความเผ็ดร้อนและกลิ่นหอมๆ ด้วยพริกแห้ง     ล้างปากด้วยของหวานอย่าง สตรอว์เบอร์รีโทสต์ โทสต์นุ่มๆ อุ่นๆ ชุ่มฉ่ำไปด้วยเนยหอมๆ หั่นเป็นชิ้นพอดีคำพร้อมหม่ำ ราดซอสสตรอว์เบอร์รีสดรสเปรี้ยวอมหวาน กินกับไอศกรีมสตรอว์เบอร์รี และผลไม้สดอย่าง กล้วยหอม     อย่าลืมสั่ง โค้กเบอร์รี่ เครื่องดื่มที่ให้ความสดชื่นได้เป็นอย่างดี เป็นการรวมรสชาติระหว่างโค้กกับไซรัปเบอร์รี่รสเปรี้ยวอมหวาน ที่ด้านบนตกแต่งด้วยลูกเบอร์รี่สด อีกแก้วเป็น มะนาวน้ำผึ้งโซดา น้ำผึ้งเดือน 5 รสหวานหอม ผสมกับรสเปรี้ยวของน้ำมะนาวสด เติมความชื่นใจอีกขั้นด้วยน้ำโซดา       และ เวรี่เบอร์รีโซดา เบฟเวอเรจสีฟ้าสดใส รสชาติเปรี้ยวอมหวานนี้มาจากน้ำเชื่อมกลิ่นบลูฮาวายที่หลายคนคุ้นเคย น้ำโซดา และน้ำมะนาว บอกเลยว่าเป็นเครื่องดื่มที่ Refreshing ได้อย่างเยี่ยมยอด     อยากหยุดเวลานี้ไปนานเท่านาน

สวนมะพร้าวเขียวขจีที่มีเนื้อที่กว้างขวางกว่า 2 ไร่เศษๆ แห่งอำเภอบ้านแพ้ว ดินแดนแห่งโคโคนัท ถูกเนรมิตให้เป็น “พร้าวหอมคาเฟ่” คาเฟ่มะพร้าวสุดลับของคุณวุฒิ ณรัณ ทัศนากร ที่ได้แรงบันดาลใจในการริเริ่มร้านแห่งนี้มาจากการที่อยากให้ย่านพักอาศัยของตนเอง เป็นอีกหนึ่งสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ มิใช่แค่เพียงทางผ่านธรรมดาๆ เท่านั้น       บ้านไม้สไตล์โมเดิร์ลบ่งบอกถึงความทันสมัย เดินเข้าไปจะพบกับสวนมะพร้าวขนาดใหญ่สุดร่มรื่น แพไม้ไผ่แข็งแรงให้ความรู้สึกเย็นสบาย มุงด้วยหลังคาจากเข้ากับธรรมชาติรอบข้างได้ดี แม้จะไร้เครื่องปรับอากาศแต่ก็ไม่ร้อนอบอ้าว เนื่องจากมีท้องร่องสีเขียวใสช่วยเพิ่มความเย็นสดชื่น นั่งดื่มด่ำบรรยากาศดีๆ และหม่ำอาหารไทยรสเลิศที่รังสรรค์จากวัตถุดิบท้องถิ่นเลื่องชื่อแห่งอำเภอบ้านแพ้ว อย่าง “มะพร้าว” อาทิ       ตำผลไม้รวมมะพร้าวอ่อน (95 บาท) ผลไม้สดนานาพันธุ์ อาทิ สับปะรด แก้วมังกร องุ่นแดง แอปเปิล ส้มแมนดาริน และนางเอกประจำจานอย่างมะพร้าวอ่อน หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ปรุงรสให้อร่อยสไตล์ส้มตำไทย รสชาติหวานอมเปรี้ยว สดชื่นไปกับผลไม้ต่างๆ ชิมกี่ทีก็ไม่มีเบื่อ     หนักท้องขึ้นมาอีกหน่อยกับ ข้าวผัดน้ำพริกปลาทูทอด (89 บาท) หนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ ข้าวคลุกน้ำพริกตาแดงสูตรเฉพาะของทางร้าน กลิ่นหอมฉุยชวนน้ำลายสอ เสิร์ฟพร้อมปลาทูทอดตัวโต น้ำพริกตาแดงเผื่อใครอยากเติมความแซ่บอีกขั้น และผลไม้รสเปรี้ยวอย่าง เสาวรส และผักสด     ต้มยำกุ้งน้ำข้นมะพร้าวอ่อน (199 บาท) กุ้งตัวใหญ่ๆ และเนื้อมะพร้าวอ่อนหวานๆ อยู่ในน้ำแกงต้มยำที่เข้มข้น รสเปรี้ยวผสานความเผ็ดพอเหมาะ รวมกันเป็นรสชาติที่กลมกล่อม ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของมะพร้าวอ่อนแบบฟินๆ อีกด้วย     สายหวานต้องสั่ง มะพร้าวน้ำหอมบัตเตอร์ (90 บาท) เค้กมะพร้าวสไตล์โฮมเมดแสนอร่อย เนื้อเค้กฟองน้ำนุ่มๆ กลิ่นใบเตยหอมกรุ่น สลับชั้นกับครีมสดหอมมัน แถมยังได้รสสัมผัสสนุกๆ ของมะพร้าวขูด     ส่วนเครื่องดื่มต้องสั่ง กาแฟพร้าวหอม (75 บาท) กาแฟดอยช้างจากจังหวัดเชียงรายสุดเข้มข้น ราดลงไปในนมผสมกะทิหอมมัน สำหรับใครที่ไม่ใช่คอกาแฟลอง ชาเขียวพร้าวหอม (75 บาท) ชาเขียวชั้นดีถึง 3 สายพันธุ์เป็นสูตรลับประจำร้านที่ผสานนมและน้ำกะทิหอมกรุ่น ให้รสหวานพอดี จิบแล้วชื่นใจ       ฟินขนาดนี้ต้องขับรถแวะไปที่สมุทรสาครบ่อยๆ แล้ว!

สำหรับคนรักแซลมอนและแฟนตัวจริงของ “Fuku Intown” ร้านอาหารญี่ปุ่นขวัญใจสายปลาดิบที่อยากหลบหลีกความวุ่นวายใจกลางเมือง เราแนะนำให้มาอร่อยกันที่ Fuku Intown” สาขาเซ็นจูรี เดอะมูฟวีพลาซา อ่อนนุช ที่มีหนุ่มหล่อหน้าใส “ท็อปแท็ป - จิรกิตติ์ คูอาริยะกุล” เป็นเจ้าของร้านดูแลทุกอย่างด้วยตัวเอง     ที่นี่ตอบโจทย์นักกินทุกเพศทุกวัยด้วยพื้นที่ร้านกว้างขวางนั่งสบายรองรับได้ทุกครอบครัวและกลุ่มสังสรรค์ อีกทั้งนอกจากบุฟเฟต์สุดคุ้มที่จัดเต็มทั้งซูชิ ซาชิมิ และอาหารญี่ปุ่นมากมายแล้ว ยังมีเมนูจานเดียวกินง่ายและแบบอะลาคาร์ตที่น่าสนใจทั้งข้าวหน้าเนื้อไปจนถึงราเมนให้เลือกอร่อยอีกด้วย     สายแซลมอนห้ามพลาด Salmon Sashimi, Salmon Nigiri และ Salmon Aburi Nigiri ซูชิหน้าแซลมอนเบิร์นกำลังดี หรือจะสั่งแบบเสิร์ฟมาบนจานขั้นบันไดที่เรียกว่า Stairs to Heaven ก็ยิ่งฟิน หรือจะเลือก Sushi ข้าวปั้นแสนน่ากินหน้าต่างๆ ก็มีให้เลือกแบบละลานตา         ใครอยากลองเมนูโปรดของท็อปแท็ปต้องสั่ง Fuku Intown แซลมอนซาชิมิพร้อมเกล็ดเทมปุระทอดเสิร์ฟในหม้อเย็นที่พนักงานจะมาเติมควันไอเย็นให้ถึงโต๊ะเรียกความตื่นเต้น ถ้ายังอิ่มตามด้วย Salmon Saikyo Roll โรลไส้ไข่หวานและผักห่อด้วยแซลมอนอีกสักจาน       แต่ถ้าไม่ถนัดกินปลาดิบ ที่นี่ยังมีเมนูอร่อยหลากหลายให้อุ่นใจ ไม่ว่าจะเป็น Salmon Kabutoni หัวปลาแซลมอนต้มซีอิ๊วรสเข้มข้น กินกับข้าวร้อนๆ ยิ่งอร่อย Beef Steak Intown สเต๊กเนื้อนุ่มแน่น และ Beef Thai Style Yam ยำเนื้อย่างแซบแบบไทยๆ รวมทั้ง Ramen of the Day ราเมนร้อนๆ ที่โดนใจคนรักเส้นอย่างแน่นอน           อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม >> “ท็อปแท็ป-จิรกิตติ์ คูอาริยะกุล” หนุ่มหน้าใสกับมุมใหม่ในโลกอาหาร

ถนนสาทรแหล่งรวมร้านอาหารไทยระดับแนวหน้าที่ล่าสุดได้ต้อนรับร้านน้องใหม่ที่ไม่ใช่มือใหม่ในถนนสายอาหารไทย แต่ประสบความสำเร็จมาจากร้านอาหารอินเดีย Al Saray และร้านอาหารฝรั่งเศส Brasserie 9 ที่หลายคนยกนิ้วให้ ก่อนแตกไลน์สู่ “เรือนนพเก้า” ร้านอาหารไทยที่ชูเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมการกินแบบไทยโบราณไว้อย่างครบเครื่องถึงรสในบรรยากาศนั่งสบายสไตล์โมเดิร์น           เชฟปิ๊ก-คณิน สินพันธ์ แนะนำให้เริ่มที่ 9 เมนูห้ามพลาดซึ่งเปรียบดังสัญลักษณ์ของร้าน ได้แก่  ขนมเบื้องสุโขทัย สูตรประจำบ้านของนายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ แป้งบางกรอบสอดไส้แน่นๆ เคี้ยวกรุบกรอบเข้ากันทั้งแป้งและถั่วงอก ตัดรสด้วยอาจาดรสเปรี้ยวอมหวาน     กุ้งซ่อนกลิ่น สูตรของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ที่นำกุ้งแม่น้ำมาเคล้ากับน้ำมะนาว หรือคนโบราณเรียกว่าทำน้ำสะเออะกุ้ง จากนั้นเคี่ยวกับมันกุ้งจนสุก ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำมะนาว น้ำตาล ยำกับหอมแดงซอย กระเทียมดองซอย พริกชี้ฟ้า ถั่วลิสง และส้มซ่า ใส่ข้าวตังเพิ่มความกรุบอร่อยและกลีบกุหลาบมอญกลิ่นหอมจรุงใจ     ต่อด้วยแกงนพเก้า แกงชื่อมงคลที่มีส่วนผสมของผัก 9 ชนิด หน่อไม้ ถั่วฝักยาว แตงกวา ผักบุ้งไทย มะเขือยาว พริกหยวก ชะอม สะตอ ยอดข้าวโพดอ่อน เคี่ยวในน้ำกะทิจนเข้มข้นเข้าเนื้อ หอมกลิ่นสมุนไพรทุกครั้งที่ตักเข้าปาก     หมี่กรอบพระพุทธเจ้าหลวง อาหารทรงโปรดในรัชกาลที่ 5 ซึ่งเชฟได้สูตรจากต้นตระกูลบุนนาค ปรุงรสกำลังดี เส้นกรอบ แกงจืดลูกรอก ลูกรอกเนื้อเนียนละลายในปากกับน้ำซุปหอมๆ ช่วยให้คล่องคอและเจริญอาหารยิ่งขึ้น กะปิคั่วผักสด ครบรสต้องยกให้เมนูนี้ กินเคียงกับผักสดกรอบ อร่อยและดีต่อสุขภาพ ข้าวคลุกรัชกาลที่ 6 คล้ายข้าวผัดน้ำพริกลงเรือ แตกต่างกันที่นำข้าวไปผัดกับน้ำพริกเผา ไข่แดงเค็ม และน้ำมันหมู เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงหลายชนิด     ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยของหวาน ขนมโคน้ำกะทิ ขนมพื้นถิ่นภาคใต้รสชาติหวานหอมที่ดัดแปลงให้ทันสมัยและชวนกินมากขึ้น และทองโบราณ ขนมหวานตำรับท้าวทองกีบม้า     9 เมนูที่สุดของความสุนทรีแห่งรสชาติที่ควรลองให้ครบ

ร้านอาหารสำหรับครอบครัวร้านดังที่มีมากกว่า 90 สาขาทั่วเกาหลี สำหรับสาขานี้นอกจากจะเป็นสาขาแรกของประเทศไทยแล้ว ยังเป็นสาขาแรกในต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งความพิเศษของร้านนี้ที่สามารถครองใจชาวเกาหลีมาอย่างเหนียวแน่นนั้นคงไม่พ้นคอนเซปต์ของอาหารที่เน้นปริมาณให้เหมาะสำหรับอิ่มอร่อยกันทั้งครอบครัว หรือเหมาะกับกลุ่มเพื่อนที่จะมาแชร์ความอร่อยระหว่างกัน       ส่วนบรรยากาศร้านจะมาในโทนสีขาวสะอาดตาคล้ายกับที่เกาหลี พร้อมด้วยเครื่องหมาย & ที่เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการร่วมแบ่งปันรสชาติแสนอร่อยที่ทำกันสดใหม่ในครัว ส่วนสไตล์อาหารก็เป็นอาหารอิตาเลียนในสไตล์ที่ชาวเกาหลีกินกัน และที่สำคัญทุกเมนูจะมีไข่ดาวพ่วงมาด้วย เพื่อรับประกันความอิ่มหนำ     เริ่มกันด้วยชุด HANSANG ที่แปลว่า “ชุดของขวัญ” เซ็ตอาหารจานใหญ่ที่ให้เราเลือกจานหลักอย่างสเต็ก พิซซ่า และฟองดูกุ้งชีส ก่อนจะมาจับคู่ Side Dish อย่าง พาสต้า ริซอตโต และพิลาฟ ที่เราเลือกลองเป็น Shrimp Cheese Fondue ฟองดูชีสกุ้งกระทะร้อนที่อัดแน่นความอร่อยด้วยเบคอน มันฝรั่งปรุงรสหั่นเต๋า และชีส นำไปอบจนได้ที่ ก่อนจะนำกุ้งตัวโตเนื้อแน่นมาผัดซอสรสเผ็ดนิดๆ โรยหน้าอีกครั้งให้ส่งควันฉุย สำหรับวิธีการกินนั้นก็ให้ตักกุ้งพร้อมชีสยืดๆ มาจิ้มกับซอสมะเขือเทศบาร์บีคิว อร่อยเต็มคำ     อีกจานเป็น Bacon Carbonara สปาเก็ตตี้เส้นเหนียวนุ่มในซอสคาร์โบนาราสุดชุ่มฉ่ำที่ทำจากวิปปิงครีมและนม กรุบกรอบหอมมันด้วยเบคอนมาพร้อมกับไข่ดาวยางมะตูมเยิ้มๆ แต่ถ้าใครชอบของทอดเราขอแนะนำ Platter ที่รวมของอร่อยไว้ในจานเดียว อาทิ ปีกไก่บาร์บีคิว กุ้งชุบแป้งทอด ชีสบอล เฟรนซ์ฟราย ขนมปังกระเทียม เสิร์ฟพร้อมคอร์นสลัด ที่เราขอบอกว่าอร่อยทุกอย่าง!       แล้วอย่าลืมปิดท้ายด้วย Jeju Soda น้ำส้มหวานหอมส่งตรงจากเกาะเจจู ประเทศเกาหลีที่นำมาผสมโซดาสุดซาบซ่า ดื่มเพลินอย่างที่สุด