ใครที่กำลังมองหาสถานที่แฮงก์เอาต์ สำหรับสังสรรค์หลังเลิกงาน ขอแนะนำ Hoi - Chinese Izakaya  ร้านอิซากายะสไตล์จีนน้องใหม่บนถนนสุขุมวิท ที่นอกจากการสไตล์ของร้านจะเท่ชวนดึงดูดแล้ว ภายในยังซุกซ่อนความอร่อยจากอาหารจีนรสเข้มข้นเอาไว้อีกมากมาย       ภายในเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์สีดำเข้ากันได้ดีกับผนังปูนเปลือยสไตล์ลอฟต์ โดดเด่นด้วยกระจกบานใหญ่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติในเวลากลางวัน ให้ความรู้สึกปลอดโปร่ง เสริมความเท่ดูน่าค้นหาในเวลากลางคืนด้วยไฟโทนสีส้มสลัว ตอบโจทย์คนที่ต้องการมาดื่มด่ำอาหารรสเลิศ จิบเบียร์ชิลๆ ท่ามกลางบรรยากาศสุดผ่อนคลาย       ทางร้านเน้นคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดีมาจากหลากหลายแหล่ง เริ่มด้วยเมนูกินเล่นอย่าง แปะก๊วยคั่วเกลือ (118.-) รสชาติเค็มมัน อร่อยเคี้ยวเพลิน     ต่อด้วย สลัดมะเขือเทศโทฟู (168.-) สลัดเต้าหู้ชุปแป้งทอดกินกับมะเขือเทศราชินีคลุกเคล้ามากับน้ำสลัดสูตรพิเศษที่มีส่วนผสมของน้ำผึ้ง มะขามและโชยุ ได้รสชาติเปรี้ยมอมหวาน     จานถัดไปเป็น กุ้งซอสสิงคโปร์ (198.-) โดดเด่นด้วยซอสหมักสูตรพิเศษที่นำไปผัดกับไข่ก่อนจะนำมาราดบนกุ้งทอดตัวโตเนื้อเด้ง รสชาติเข้มข้น หอมมันกลมกล่อม     ที่พลาดไม่ได้ คือ เนื้อน่องลายตุ๋นแห้ง (198.-) เนื้อน่องลายแทรกมันตุ๋นข้ามคืนจนนุ่ม ชุ่มฉ่ำละลายในปาก หรือจะเลือกเป็น ราดหน้ากรอบเนื้อเต้าซี่ (198.-) ราดหน้าผักสามสีและเนื้อสันใน เสิร์ฟมาพร้อมเส้นใหญ่ทอดกรอบกำลังดี กินด้วยกันแล้วอร่อยลงตัวเป็นที่สุด       สุดท้าย ไก่แช่เหล้า (168.-) ไก่หมักเหล้าจีนหนังกรอบ เนื้อนุ่ม นึ่งมาจนได้ความสุกกำลังดี กินคู่น้ำจิ้มรสเด็ด ปิดท้ายมื้อนี้ได้อย่างสมบูรณ์  

Tag:

“Buster's Fish & Chips Comfort Food and Drinks” ร้านอาหารคอมฟอร์ตฟู้ดที่โดดเด่นด้วยเมนูฟิช แอนด์ ชิพส์ ร้านแห่งนี้ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 33/1 (Bts พร้อมพงษ์) ของ ‘คุณเดวิด วิลเลียมสัน’ ซึ่งเป็นชาวอังกฤษแท้ๆ และ ‘คุณฟ้า – จริยา วิลเลียมสัน’ ผู้เป็นลูกสาว ทั้งคู่เปิดร้านแห่งนี้ขึ้นมาด้วยผลพ่วงจากวิกฤตโควิด-19 โดยเริ่มต้นจากการทำอาหารคอมฟอร์ตฟู้ด ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณเดวิดถนัดมากที่สุด     ในระยะแรกทั้งคู่เริ่มทดลองสูตร และขาย Fish and Chips จากที่บ้าน หลังจากกระแสตอบรับค่อนข้างดีจึงหาทำเลเหมาะๆ เปิดร้าน โดยใช้ชื่อว่า ‘บัสเตอร์ (Buster)’ ซึ่งเป็นชื่อเล่นและฉายาของคุณเดวิด เนื่องจากสมัยหนุ่มๆ เพื่อนๆ มักจะบอกว่าเขาหน้าตาละม้ายคล้าย ‘บัสเตอร์ คีตัน (Buster Keaton)’ นักแสดงตลกยุคเก่าชาวอเมริกัน ผู้ที่ได้รับสมญานามว่า ตลกหน้าตายผู้ยิ่งใหญ่       ความโดดเด่นใน ฟิช แอนด์ ชิปส์ ของ Buster's Fish & Chips Comfort Food and Drinks ที่ทำให้เหล่าฟู้ดดี้ติดใจตลอดระยะเวลาที่เปิดบริการกว่า 8 เดือน คือ ตัวแป้งสูตรพิเศษของทางร้าน ซึ่งเป็นสูตรต้นตำรับมาจากประเทศอังกฤษ และเนื้อปลาที่มีให้คุณเลือกชิมถึง 4 สายพันธุ์ เช่น ปลาคอด (Pacific Cod) ปลาแฮดด็อก (Atlantic Haddock) ปลากระพง (Local Sea Bass) และ ปลาฮาลิบัต (Greenland Halibut) จากแหล่งคุณภาพทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ     นอกจากนั้นยังมีคอมฟอร์ดฟู้ดเข้าถึงง่ายอีกหลายจาน ซึ่งเป็นเมนูที่คุณเดวิดมักจะทำให้คุณฟ้ารับประทานในสมัยเด็ก อาทิ ลาซานญา มักกะโรนีอบชีส พายไส้ต่างๆ ไอศกรีม มิลก์เชก และยังมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับสายจิบ เช่น ค็อกเทลกระป๋อง เบียร์นำเข้า ไวน์ และแชมเปญจากนานาประเทศ ให้คุณได้แพร์ริ่งกับ Fish and Chips พร้อมเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศแนววินเทจ สไตล์อังกฤษยุค 80 ที่สายโซเชียลถูกใจใช่เลย       ประตูทางเข้าร้านจำลองเป็นตู้โทรศัพท์สีแดงสไตล์อังกฤษที่เราคุ้นตา ด้านในปูกระเบื้องลายตารางขาวดำ ผนังเป็นกระเบื้องสีดำและแดง แซมด้วยภาพกราฟฟิกเท่ๆ และรายการอาหารตัวใหญ่ที่เอาไว้ให้คุณเลือกสั่ง มีเคาน์เตอร์บาร์นั่งติดกระจกใส และมีที่นั่งอีก 1-2 โต๊ะที่เห็นครัวเปิดได้อย่างชัดเจน ส่วนชั้นที่ 2 การตกแต่งจะฉีกไปเป็นแนวคาเฟ่อบอุ่น แสงไฟสีส้มไปด้วยกันได้ดีกับเฟอร์นิเจอร์ไม้แข็งแรงให้อารมณ์เสมือนมากินข้าวบ้านเพื่อน ผนังอิฐสีน้ำตาล และสีครีมแทรกด้วยภาพเพนท์กำแพงรูปวิวทะเล ลายเส้นน่ารัก ดูแล้วสบายตา และชั้นต่างๆ ที่เต็มไปด้วยหนังสือทำอาหาร และของสะสมส่วนตัวของคุณเดวิด     ทางร้านเริ่มเสิร์ฟจาก Chicken Tikka Masala Pie (180 บาท) แป้งพายสูตรดั้งเดิมของประเทศอังกฤษ สอดไส้แกงไก่ทิกกา มาซาลา (Tikka Masala) อาหารสุดป๊อปปูลาร์ของชาวอินเดีย รสหวานเล็กๆ เข้มข้น หอมกลิ่นเฮิร์บหลากชนิด ราดน้ำเกรวี่รสกลมกล่อมเข้ากัน     มาถึงพระเอกประจำร้านอย่าง Fish and Chips จานแรกเราเลือกเป็น Greenland Halibut (370/440 บาท) ปลาฮาลิบัตจากเกาะกรีนแลนด์ ประเทศเดนมาร์ก เนื้อสัมผัสนุ่ม ละม้ายคล้ายปลาหิมะ แต่ให้ไขมันที่ต่ำ เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพ นำไปทอดอย่างพิถีพิถัน ก่อนกินให้บีบเลมอนซักเล็กน้อย จิ้มเลมอนซอสก็อร่อยดี     ตามด้วย Pacific Cod (330 บาท) ปลาคอดจากมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นปลาทะเลน้ำลึกหนึ่งในปลาที่เหมาะสำหรับทำเมนูฟิช แอนด์ ชิปส์ เนื่องจากเนื้อแน่น ฉ่ำใน สดหวาน แถมยังไขมันน้อย นำไปทอดจนเป็นสีเหลืองทอง เสิร์ฟพร้อมชิปส์ ที่ทำจากมันฝรั่งคุณภาพ แท่งใหญ่จุใจ     กินคู่กับซอสต่างๆ ที่ให้คุณเลือกอร่อยได้หลากหลาย อาทิ Tartar Sauce ซอสทาร์ทาร์รสเปรี้ยว ที่เข้ากันดีกับซีฟู้ด Spicy Cheese Dip รสหอมมัน เผ็ดน้อยๆ Onion Cheesy Dip ชีสดิปกลิ่นหัวหอม Wasabi Mayo ซอสนี้เราเทใจให้เลย เป็นความลงตัวระหว่างวาซาบิเผ็ดซ่า และมายองเนสครีมมี Sriracha Mayo ซอสพริกศรีราชาที่เราคุ้นเคย ผสานมายองเนส ให้รสเปรี้ยว เผ็ด หอมมัน และสุดท้ายเป็น Japanese Mayo มายองเนสสไตล์ญี่ปุ่น พร้อมกับตัดเลี่ยนด้วย กระเทียมดอง รสเปรี้ยวสดชื่น   เครื่องดื่มเราแนะนำ Strawberry Milkshake (95 บาท) เครื่องดื่มยอดนิยมของเด็กอ้วน ไอศกรีมสตรอว์เบอร์รี ปั่นกับนมสดหอมมัน และ Chocolate Milkshake (95 บาท) เนื้อนวล รสเข้มกำลังดี ท็อปด้วยวิปครีมนุ่มละมุน       กระซิบ อีกหน่อยร้านนี้จะมีสาขา 2 ที่สาทรแล้วนะ

Tag:

เหล่านักชิมที่คิดถึงร้านอาหารในตำนาน ตอนนี้ “13 เหรียญ” เปิดสาขาใหม่ล่าสุดใจกลางซอยสุขุมวิท 49 ในบรรยากาศและดีไซน์น่านั่งสบายตากลิ่นอายทรอปิคอลโทนสีเขียวสวยซึ่งเหมาะกับทุกเพศทุกวัย ที่สำคัญสาขานี้คัดสรรแต่เมนูซิกเนเจอร์และเมนูขายดีที่เชื่อว่าแฟนพันธุ์แท้ต้องเคยสั่งอย่างแน่นอน       ด้วยความตั้งใจของทายาทรุ่นที่สองที่อยากต่อยอดร้านอาหารสไตล์ Family Restaurant ที่เป็นศูนย์รวมครอบครัวอย่างแท้จริง ที่นี่จึงมาพร้อมที่จอดรถสะดวกสบายและรองรับได้อย่างเพียงพอ รวมทั้งยังเลือกเมนูที่หลายคนโหยหากลับมาหมุนเวียนอยู่เรื่อยๆ (แอบกระซิบว่าหนึ่งในเมนูที่จะกลับมาคือ ปูจ๋า จานเด็ดแบบไทยๆ ที่ใครๆ ก็เรียกร้อง)         ส่วนเมนูที่ต้อง (กลับมา) ชิมอีกครั้ง มีทั้งไก่อลาสก้า ไก่ทอดชุบเกล็ดขนมปังกรอบนอกนุ่มฉ่ำใน เมนูยอดนิยมตลอดกาลที่ยังคงความอร่อยเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความพรีเมียมของวัตถุดิบที่นำมาใช้ เสิร์ฟคู่กับสปาเกตตีผัดซอสมะเขือเทศที่มัดใจเด็กๆ ได้อยู่หมัด และหอยลายอบเนยกระเทียม หอยลายอบเครื่องเนยกระเทียมสูตรลับ 45 ปี เสิร์ฟพร้อมขนมปังกระเทียม อีกหนึ่งจานที่สั่งกันทุกโต๊ะ       ถ้ายังไม่อิ่มลองสั่ง ผักโขมอบชีส ที่อบจานต่อจาน เพื่อให้ชีสผสมผสานเข้าเนื้อกับผักโขม หรือจะจัดเต็มกับสลัดทาโก้ ทีเด็ดอยู่ที่แป้งทาโก้กระทงกรอบที่ร้านทำเองและน้ำสลัดเทาซันไอส์แลนด์รสชาติคุ้นเคย มาพร้อมซีฟู้ดนานาชนิด ทั้งกุ้ง หอยแมลงภู่ และปลาหมึก เพิ่มความสดชื่นด้วยแอปเปิลและสับปะรดหวานฉ่ำ    

Tag:

ถือเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของย่านศาลาแดงไปแล้ว เพราะใครที่ผ่านไปมาต้องมีสะดุดตากับความหวานละมุนในโทนสีชมพูของ Red Panda Sweet สตรีทคาเฟ่ที่มีน้องแพนด้าแดงสุดน่ารักเป็นโลโก้ แม้เป็นร้านน้องใหม่แต่อบอวลด้วยกลิ่นอายเมนูอร่อยจาก Akart Bistro ร้านดังขวัญใจสายกิน จึงมั่นใจได้ว่าสั่งเมนูไหนก็ไม่ผิดหวัง โดยเมนูชูโรงจะเป็นขนมหวานและเครื่องดื่ม เสริมทัพด้วยบรันซ์แสนอร่อยที่หิวเมื่อไหร่ก็แวะมากินได้ทั้งวัน           เริ่มต้นด้วยของคาวหน้าตาจิ้มลิ้มอย่างเบนโตะที่เลือกได้หลายเมนู เช่น Buta หมูซีอิ๊วไข่ต้มสำหรับคนชอบหมู ส่วนคนรักเนื้อแนะนำเนื้อออสเตรเลียซีอิ๊วก็นุ่มฟินไม่เป็นรองกัน       ถัดมาเป็น Tonkatsu หมูทอดทงคัตสึชิ้นใหญ่ที่กรอบนอกฉ่ำใน ห่อด้วยข้าวญี่ปุ่นและสาหร่าย ชิ้นเดียวอิ่มสบายท้อง       ยังมี Smoked Salmon Rocket แซลมอนรมควันและผักร็อกเก็ต วางบนขนมปังก่อนนำไปอบร้อนๆ ทั้งฉ่ำซอสและหอมชีส       ปิดท้ายของคาวด้วยเมนู Red Panda Bun Bacon Cheese with Onsen Egg by Sousvide บันสุดนุ่มสมทบด้วยชีส เบคอน และไข่ออนเซ็นซูวี ทุกเมนูเสิร์ฟในแพ็กเกจที่สะดวกทั้งนั่งกินที่ร้านและพกพาไปด้วย ได้อารมณ์เหมือนสตรีทคาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่นอย่างไรอย่างนั้น       ส่วนของหวานห้ามพลาด Red Panda Hokkaido Mini Bun มินิบันไส้ครีมนมฮอกไกโด ขนมปังเนื้อนุ่มนิ่มหอมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี่ ด้านในสอดไส้ครีมนมฮอกไกโดแบบล้นทะลัก ทั้งหอมและหวานมันกำลังดี       Strawberry Cream Mousse Tart ฟินไปกับ 3 เนื้อสัมผัสในคำเดียว เริ่มจากฐานกรุบกรอบหอมมัน ตามด้วยสตรอว์เบอร์รี่ครีมมูสเนื้อเบาหวานน้อย ปิดท้ายด้วยครีมสดเนื้อเนียนด้านบน และสตรอว์เบอร์รี่ลูกโต       Strawberry Cream Toast คนรักโทสต์ต้องไม่พลาด ขนมปังอบใหม่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น ผิวนอกฟูกรอบด้านในนุ่มหนึบ ราดครีมสดและครีมสตรอว์เบอร์รี่สูตรลับของร้าน ชิ้นไม่ใหญ่เกินไปกินแล้วอิ่มพอดีๆ       ส่วนเครื่องดื่มเลิฟสุดยกให้ Red Panda ซิกเนเจอร์ที่มีส่วมผสมของนมฮอกไกโด ซอสสตรอว์เบอร์รีเข้มข้น สมทบด้วยไข่มุกป๊อบรสสตรอว์เบอร์รี่ที่แตกโป๊ะในปากเพิ่มความสดชื่น ด้านบนวางสายไหมฟูฟ่องและคุ้กกี้รูปแพนด้าแดง         อีกเมนูที่ฮอตไม่น้อยหน้า Hokkaido Milky Bingsu บิงซูนมฮอกไกโดใส่ไข่มุกมะพร้าว นอกจากความกลมกล่อมหอมมันของนมฮอกไกโด เรายังเทใจให้ไข่มุกมะพร้าวโฮมเมดที่หอมหวานสดชื่น เคี้ยวกรุบๆ ท็อปด้วยครีมสดและครีมสตรอว์เบอร์รี่เนื้อเนียนละมุนลิ้น       ส่วนแก้วนี้มีดีไม่น้อยหน้า Hokkaido Milk นมฮอกไกโดเพิ่มรสหวานด้วยบราวน์ชูการ์ ใส่ไข่มุกหนึบๆ ให้เคี้ยวจุใจ ก่อนปิดจ๊อบด้วยครีมชีสเข้มข้นด้านบน อร่อยเพลินจนไม่อยากให้หมดแก้ว  

Tag:

ยกให้เป็นย่านที่มาแรงที่สุด ณ ขณะนี้ สำหรับตลาดน้อย ย่านเก่าที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ทั้งตึกรามบ้านช่อง ร้านอาหารและคาเฟ่ที่ล้วนมีคาแรกเตอร์เฉพาะตัวแทบทั้งสิ้น เช่นเดียวกับ ARBOR Café & Cooking Studio ของคุณเต้ย คุณนภ และคุณณัฐ ที่ดึงดูดสายตาตั้งแต่แรกเห็น ตัวร้านเป็นตึกเก่าสูง 3 ชั้นสีเหลืองร่มรื่น ชวนให้อยากเปิดประตูเข้าไปสำรวจด้านใน             ชั้นล่างของที่ร้านจัดไว้เป็นโซนคาเฟ่ แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งสำหรับ Cooking Studio ให้ผู้ที่สนใจมาเรียนทำขนมซึ่งมีทั้งคอร์สพิเศษและคลาสเบสิกสำหรับมือใหม่ ส่วนชั้น 2 ยังคงเสน่ห์ของตึกเก่าเอาไว้ ทั้งร่องรอยของผนังและหน้าต่างบานใหญ่ให้แสงแดดส่องผ่านซึ่งจะเปลี่ยนองศาไปตลอดวัน ในขณะที่ชั้น 3 เป็น Meeting Room ขนาดย่อมที่กำลังจะเผยโฉมเร็วๆ นี้           เมนูของที่ร้านค่อนข้างหลากหลาย เริ่มด้วยเครื่องดื่มที่ออกแบบได้สวยงาม อาทิ Chocolate Mixed Berry ช็อกโกแลตเย็นเข้มข้น ด้านบนท็อปด้วยฟองนมนุ่มนวล และเบอร์รี่รวมรสเปรี้ยว เติมสีสันของแก้วนี้ได้ดี คอกาแฟต้องลอง Latte Soft Cheese เพิ่มลูกเล่นให้ลาเต้แก้วโปรดด้วยครีมชีสรสเค็มอ่อนๆ จิบเพลิน และอีกแก้วไฮไลต์ Honey Comb Lemon เปรี้ยวหวานสดชื่น ประดับด้วยรวงผึ้งหวานฉ่ำและไอศกรีมรสเลมอนเสิร์ฟมาพร้อมกัน         อย่าลืมสั่ง Golden Coconut Cake เค้กมะพร้าวครีมสดเนื้อนุ่มตกแต่งด้วยเม็ดทองหยอดเล็กๆ เพิ่มความหอมมันมากินคู่กัน รวมถึง ชิ้นเล็กน่ารักพอดีคำ ได้ทั้งรสเปรี้ยวของเลมอน และความกรุบกรอบของครัมเบิ้ล ตกแต่งด้วยเลมอนเชื่อมทำเอง         เพลินหัวใจจนไม่อยากกลับเลย

Tag:

ชวนกินขนมปัง Homemade แสนอร่อยสไตล์ญี่ปุ่น จาก Choupan ร้านขนมปังสุดน่ารัก ที่ซ่อนตัวอยู่ในตรอกเล็กๆ ใกล้ซอยละลายทรัพย์ บนถนนสีลม แม้จะเป็นร้านที่ไม่ได้ใหญ่โตและขายแบบ grab and go แต่ก็มีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาไม่ขาดสายตลอดทั้งวัน     ความพิเศษของร้านอยู่ที่การรังสรรค์เมนูผ่านกระบวนการทำที่พิถีพิถัน เลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพดี ไม่ใส่สารกันบูด ขนมปังทุกตัวทำจากเนยสดแท้ๆ อีกทั้งยังอบสดใหม่แบบวันต่อวัน ให้ลูกค้าเลือกอิ่มอร่อยได้หลากหลายเมนูในราคาสบายกระเป๋า           สำหรับเมนูแนะนำต้องลอง Kyoto Cube (65.-) ขนมปังทรงสี่เหลี่ยมสอดไส้ครีมคัสตาร์ดชาเขียว รสชาติเข้มข้น หวานกำลังดี โรยด้วยผงชาเขียวนำเข้าจากญี่ปุ่น มัทฉะเลิฟเวอร์ห้ามพลาด       ต่อกันที่ Strawberry Hokkaido Cream Bun (65.-) เนื้อนุ่มหอมเนยด้านในสอดไส้คัสตารด์ครีมนมสดฮอกไกโด ท็อปด้วยสตรอว์เบอร์รีสดรสเปรี้ยวหวานสดชื่น       ตามด้วย Melon Pan (48.-) ขนมปังหน้าตาน่ารัก รูปทรงคล้ายเมลอน ด้านนอกเคลือบด้วยบิสกิตกลิ่นเมลอน สอดไส้ครีมนมสดรสนวลละมุน       ปิดท้ายเป็น Choco Cream Bun (55.-) ขนมปังสูตรญี่ปุ่นเนื้อเหนียวนุ่ม ที่อัดแน่นความอร่อยด้วยไส้คัสตาร์ด ดาร์กช็อกโกแลตแบบเต็มคำ ด้านบนโรยด้วยผงโกโก้ ทั้งเข้มข้นกลมกล่อม  

Tag:

คาเฟ่บรรยากาศร่มรื่นที่แอบซ่อนตัวอย่างลับๆ ในซอยศูนย์วิจัย "Little Friends Coffee" แห่งนี้คือส่วนหนึ่งของที่พักสุดเก๋ไก๋สไตล์ Bed & Breakfast "Little Friends Beyond B&B" ที่แม้เราอาจจะไม่มีเวลาว่างมานอนเล่น แต่แค่ได้มานั่งจิบกาแฟรสเลิศและละเลียดความอร่อยของเมนูอาหารและขนมโฮมเมดของที่นี่ก็แสนจะเยียวยาหัวใจในช่วงเวลาแบบนี้           ที่นี่ใช้เมล็ดกาแฟเฮาส์เบลนด์จากหมู่บ้านสันเจริญ ดอยสวนยาหลวง จังหวัดน่าน ที่ให้ความเข้มข้นกลมกล่อมหอมละมุนกำลังดี คอกาแฟต้องลอง Espresso Passion Fruit Tonic ที่ผสมผสานรสเข้มของเอสเปรสโซและรสเปรี้ยวสดชื่นของเสาวรสได้เป็นอย่างดี ส่วนสายกาแฟนมลองสั่ง Piccolo Latte รสกลมกล่อมหอมนวล ดื่มง่ายแบบรวดเดียวแทบหมดแก้ว       ส่วนคนรักของหวานห้ามพลาด Lemon Pound Cake เนื้อนุ่มแน่น รสหวานอมเปรี้ยว สูตรเด็ดฝีมือเจ้าของร้าน Scone มีหลากรสให้เลือก ทั้งเนย แฮมชีส แครนเบอร์รี และเอิร์ลเกรย์       ใครมองหาเมนูจานเดียวกินง่าย (แต่อิ่มจริงจัง) เราแนะนำข้าวคั่วน้ำพริกหมูทอด สูตรอร่อยจากครอบครัวเจ้าของร้าน หมูทอดกรอบนอกนุ่มใน ไร้ความเลี่ยน กินกับข้าวผัดน้ำพริกรสจัดจ้านลงตัว และข้าวผัดไก่ย่างขมิ้น ข้าวผัดร่วนกำลังดีหอมขมิ้นกินกับไก่ย่างสูตรเฉพาะเนื้อนุ่มแน่น จานใหญ่จัดเต็ม เป็นอีกหนึ่งเมนูเด่นที่อร่อยแบบสุดประทับใจ     

คลายความคิดถึงประเทศญี่ปุ่นกันที่ Hannari Cafe de Kyoto คาเฟ่แห่งใหม่บนถนนสุขุมวิทที่จะทำให้คุณได้ดื่มด่ำไปกับชาอูจิคุณภาพดีจากเมืองเกียวโต ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ แฝงกลิ่นอายโฮมคาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่น พร้อมต้อนรับชาวมัทฉะเลิฟเวอร์ให้มาสัมผัสความอร่อยแบบเต็มอิ่ม       ตัวร้านแบ่งออกเป็น 2 ชั้น ชั้นล่างเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้โทนสีเข้มตัดกับผนังสีนวลชวนอบอุ่น ตกแต่งด้วยภาพวาดและพัดที่สื่อถึง ไมโกะซัง หญิงสาวญี่ปุ่นที่มีความสามารถในการร้องรำทำเพลงเพื่อมอบความสุขให้กับแขก ถือเป็นอีกเอกลักษณ์หนึ่งที่สื่อถึงความเป็นเกียวโต และยังใช้เป็นโลโก้ของร้านอีกด้วย       ชั้นบนจำลองเป็นห้องดื่มชาบนเสื่อทาทามิที่ได้รับแสงธรรมชาติจากหน้าต่างบานใหญ่ มีโซนขายของฝากน่ารักๆ นำเข้าจากญี่ปุ่นให้เลือกชอปตามความชอบ เริ่มตั้งแต่ราคาหลักสิบไปจนถึงหลักพันเลยล่ะ       เมนูแรก Uji Matcha Yuzu Tea (110.-) ชาอูจิมัทฉะที่นำไปชงกับน้ำร้อนและตีด้วยมืออย่างพิถีพิถัน ก่อนจะนำมาราดลงบนที่น้ำส้มยูซุรสหวานหอม ดื่มง่ายได้ความสดชื่น     ต่อกันที่ Matcha Ogura Toast (95.-) โชกุปังชาเขียวเนื้อในเหนียวนุ่ม ด้านนอกกรอบ ท็อปด้วยถั่วแดงกวนหวานและเนย แนะนำให้กินตอนอบมาร้อนๆ จะได้ความอร่อยมากที่สุด     Uji Matcha Latte Marshmallow (85.-) เครื่องดื่มมัทฉะลาเต้ร้อนรสเข้มข้ม ที่ได้มาร์ชเมลโลเบิร์นไฟด้านบนมาเพิ่มความนุ่มนวล ให้ความรู้สึกเหมือนกินขนมหวาน     ปิดท้ายด้วย Matcha Affogato (85.-) ไอศกรีมรสนวลละมุนที่มีให้เลือกมากถึง 5 รสชาติ อย่างถ้วยนี้เราเลือกเป็นรสงาดำหอมมัน ราดด้วยซอสอูจิมัทฉะ เข้ากันได้เป็นอย่างดี  

ชวนมาเคาะประตูก๊อกๆ ให้ดัง Knock Knock หย่อนใจไปกับความอบอุ่นเรียบง่ายเหมือนนั่งรอชิมเมนูโปรดที่บ้านเพื่อน       คุณเดียร์-วิชดา เจ้าของร้านเป็นอดีตแอร์โฮสเตสที่หลงใหลการเข้าครัวอยู่แล้วเป็นทุนเดิม โดยเฉพาะเมนูพาสตาที่เจ้าตัวทำอร่อยจนเพื่อนๆ และคนรอบตัวเชียร์ให้เปิดร้าน จึงเป็นที่มาของร้านพาสตาแบบเดลิเวอรี่ซึ่งหลายคนอาจพอคุ้นตากันมาแล้ว ล่าสุดพร้อมแล้วกับการเปิดหน้าร้านอย่างเต็มรูปแบบ       เสน่ห์ของ Knock Knock คือความวินเทจย้อนยุคที่ส่งผ่านเฟอร์นิเจอร์ ภาพถ่าย เครื่องเล่นแผ่นเสียง โคมไฟ ซึ่งล้วนเป็นของสะสมสุดรัก ส่วนในช่วงค่ำคืนที่นี่จะแปลงโฉมเป็นบาร์เท่ๆ ให้มานั่งพักหลังจากการทำงานอันหนักหน่วงพร้อมด้วยเสียงดนตรีสดกล่อมใจในคืนวันศุกร์และเสาร์       มาถึงที่นี่แล้ว อย่าพลาด Capellini Aglio E Olio with Bacon & Clam พาสตาผัดพริกแห้งที่ขอใช้คำว่า ‘หนักเครื่อง’ เพราะใส่ทั้งเบคอน หอยลาย และไข่กุ้งที่กินด้วยกันแล้วเพลิดเพลินเจริญอาหาร       ถัดมาคือ Penne Salmon Pesto นอกจากจะให้แซลมอนชิ้นใหญ่ย่างมาได้กำลังดีแล้ว ซอสเพสโตของที่ร้านเป็นสูตรที่คุณเดียร์ลงมือทำด้วยตัวเอง และขาดไม่ได้ Classic Carbonara คาโบนาราแบบคลาสสิกไม่ใส่ครีม มีส่วนผสมเพียงแค่ไข่และชีสเน้นๆ หอมและเข้มข้นมาก         ใช่เพียงพาสตาที่โดดเด่น เมนูกาแฟก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน เพราะใช้เมล็ดกาแฟจากโรงคั่วที่สนิทสนม เราชอบ Dirty กาแฟเข้มๆ เจอกับครีมและนมสดเย็นเจี๊ยบ เหมาะสำหรับยามบ่าย และ Orange Tonic กาแฟส้มช่วยเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าได้เป็นอย่างดี     แวะมาเคาะประตูร้านกันได้เลย

Tag:

หากใครมีโอกาสผ่านเข้ามาในซอยวิภาวดี 20 คงต้องสะดุดตากับบ้านสีเหลืองหลังย่อมที่เปิดเป็นร้านอาหารชื่อน่ารัก “จานกับข้าว” แน่นอน ไม่เพียงตัวบ้านที่มองแล้วรู้สึกอบอุ่นชวนให้อยากเข้าไปลิ้มลองความอร่อย ภายในร้านก็สวยงามน่านั่งไม่น้อย บวกรวมกับรสชาติอาหารที่ใครชิมก็ล้วนติดใจจนกลายเป็นลูกค้าประจำไปโดยปริยาย     เจ้าของร้านตั้งใจแบ่งปันความอร่อยสูตรคุณแม่จิตรา โตศักดิ์สิทธิ์ ให้ผู้คนในละแวกบ้านได้ลิ้มลอง จึงรีโนเวทบ้านเก่าที่ปิดไว้ ปรับเปลี่ยนเป็นร้านอาหารขนาดกะทัดรัด ทุกเมนูมีคุณแม่คอยกำกับความอร่อยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้รสชาติคงที่ตรงตามตำรับ ด้วยความพิถีพิถันและใส่ใจ “จานกับข้าว” จึงเป็นครัวประจำบ้านที่เสิร์ฟอาหารไทยโฮมเมดตำรับคุณย่าให้กับผู้คนในละแวกนี้มานานกว่า 5 ปี       บรรยากาศร้านให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนนั่งกินอาหารอยู่ภายในบ้าน ผนังร้านสีขาวสะอาดตาตัดด้วยสีเหลืองสดใส กรุกระจกบานใหญ่ช่วยให้ร้านดูโปร่ง ขณะเดียวกันก็เพิ่มความสว่างจากแสงธรรมชาติไปในตัว ชั้นวางและผนังตกแต่งด้วยถ้วยชามและจานเซรามิกลายสวยซึ่งเป็นของสะสม มุมยอดนิยมด้านในสุดเป็นโซนที่นั่งเพดานสูงประดับโคมไฟดีไซน์เก๋แซมด้วยสีเขียวของไม้ประดับ       เมนูเด็ดประจำร้านที่พลาดไม่ได้ แนะนำหมูเซี่ยงไฮ้ ที่ใช้หมู 3 ชั้นเคี่ยวจนนุ่มแทบไม่ต้องเคี้ยว สูตรของคุณแม่จิตราจะใส่น้ำมะพร้าวอ่อนชึ่งจะช่วยให้นุ่มในและหอม ตุ๋นนาน 3-4 ชั่วโมงจนรสชาติเข้าเนื้อ กลมกล่อม     ตามด้วยเนื้อปูผัดพริกเหลืองที่ส่งกลิ่นหอมมาแต่ไกล เนื้อกรรเชียงปูก้อนโตๆ ผัดกับพริกเหลืองและกระเทียมจนเป็นสีเหลืองสวย ได้ทั้งความหอมของพริกและรสชาติที่ลงตัว     กุ้งแม่น้ำราดซอสมะขาม กุ้งแม่น้ำแท้ๆ ทอดให้พอสุกราดด้วยน้ำมะขาม 3 รสที่เคี่ยวจนเหนียวข้นกำลังดี กินพร้อมข้าวสวยร้อนๆ ฟินทีเดียว     สั่งปลาทูต้มมะดันมาซดน้ำซุปอีกสักถ้วย เมนูนี้กินง่ายเพราะทางร้านใช้ปลาทูนึ่งแกะเนื้อให้เรียบร้อย ได้รสเปรี้ยวกลมกล่อมของมะดันกินพร้อมกับหอมซอยกรุบๆ      ปิดท้ายด้วยขนมหวานอย่างกล้วยไข่เชื่อมอีกสักจาน รับรองอิ่มแปล้  

Tag:

เอาใจคนรักของหวานด้วยคาเฟ่อบอุ่นในซอยสุขุมวิท 23  Serendib Tearoom ที่มีจุดเด่นในเรื่องของขนมเค้กสไตล์ญี่ปุ่น และบรรยากาศสบายๆ ได้ความเป็นส่วนตัว อีกทั้งยังสามารถเพลิดเพลินไปกับมาสคอตประจำร้านอย่างเจ้าเหมียวสุดน่ารัก ที่รอต้อนรับนักชิมทุกท่านด้วย           ทางร้านเน้นเสิร์ฟเบเกอรี่สไตล์ญี่ปุ่น และเมนูอาหารฟิวชั่นให้ได้เลือกอิ่มอร่อย มีเครื่องดื่มซิกเนเจอร์เป็นชาศรีลังกาชั้นดีหลากหลายรสชาติ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อร้าน Serendib  และเป็นชื่อเมืองในประเทศศรีลังกาด้วย ตัวร้านตกแต่งออกมาในรูปแบบโฮมคาเฟ่สีสันสดใส ชวนอบอุ่นและดูมีชีวิตชีวาไปในคราวเดียวกัน       เริ่มด้วยเมนูของคาวอย่าง Hamburg Cheese Curry Rice (180.-) ข้าวแกงกะหรี่เข้มข้นหอมมัน กินพร้อมเนื้อแฮมเบิร์กสอดไส้ชีสเยิ้มๆ หรือจะเลือกเป็น Shoyu Prawn Cream Spaghetti (180.-) เส้นสปาเก็ตตี้เหนียวนุ่มคลุกเคล้ามากับโชยุครีม ท็อปด้วยกุ้งตัวโต เห็ดชิเมจิและไข่กุ้ง           ต่อด้วยขนมเค้กยอดฮิตของร้าน Strawberry Shortcake (130.-) สปันจ์เค้กนุ่มฟูสลับชั้นมากับครีมสดผสมเนื้อสตรอว์เบอร์รี ท็อปด้วยสตรอว์เบอร์รีสไลซ์ รสนวลละมุนกลมกล่อม       Strawberry Montblanc (70.-) ขนมหวานสัญชาติฝรั่งเศสที่สอดไส้สตอรว์เบอร์รีและครีมสดรสหวานน้อย กินพร้อมแป้งทาร์ตด้านล่าง เข้ากันได้อย่างลงตัว       คนรักชีสเค้กห้ามพลาด Mango Cheesecake (140.-) ชีสเค้กเนื้อเนียนละมุนสอดแทรกมะม่วงน้ำดอกไม้ กินพร้อมฐานครัมเบิ้ลกรุบกรอบ และ Rare Cheese Caramel Macadamia (140.-) แรร์ชีสเค้กเนื้อแน่นราดด้วยซอสคาราเมลหอมหวาน ท็อปด้วยถั่วแมคคาเดเมีย       ตบท้ายด้วย Sri Lanka Tea (150.-) ชาร้อนจากปะเทศศรีลังกา มีให้เลือกมากกว่า 10 รสชาติ อย่างถ้วยนี้เราเลือกเป็นกลิ่นคาราเมลหอมหวาน ดื่มแล้วคล่องคอเป็นที่สุด และ Strawberry Lemonnade (120.-) แก้วนี้เลือกใช้สตรอว์เบอร์รีและเลมอน ที่ผ่านการหมัก 3 วัน 3 คืน มาผสมกับน้ำโซดา กินแล้วได้ความสดชื่น    

Tag:

‘It’s “happened to be” a fox princess and a spider’ หรือเรียกสั้นๆ ว่า “A Fox Princess + Friends”ร้านอาหารอิตาเลียนน้องใหม่ในห้างสรรพสินค้า ‘เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว’ ที่แตกไลน์จากแบรนด์ ‘It’s Happened to be A Closet’ ซึ่งโดดเด่นเรื่องความครบครัน มีทั้งเสื้อผ้า สปา และร้านอาหาร ที่ขึ้นชื่อเรื่องการตกแต่งแบบจัดเต็ม ให้คุณเห็นถึงความสนุกสนานไปกับบรรยากาศเก๋ๆ ที่มีแต่สีสันสดใส มองตรงไหนก็มีชีวิตชีวา       เฉกเช่นเดียวกับ ‘A Fox Princess + Friends’ ที่เต็มไปด้วยความคัลเลอร์ฟูล ทั้งจากของตกแต่งอย่าง ตุ๊กตาจากแอนิเมชั่นชื่อดังนานาเรื่อง และผนังหลากสีสันที่มีไฟนีนอนเก๋ๆ แซมอยู่ เห็นแล้วอยากแชะรูปลงโซเชียลทันควัน ด้านในสุดของร้านมองผ่านกระจกใสเข้าไปในครัวจะเห็นเชฟทำงานอย่างขะมักเขม้น ก็ดูเพลินตาไปอีกแบบเหมือนกัน     ส่วนเรื่องอาหารนั้น ทางร้านเสิร์ฟอาหารอิตาเลียนสไตล์เรียบง่าย แต่ครบครัน ที่รังสรรค์จากวัตถุดิบคุณภาพทั้งในเมืองไทยและนำเข้าจากต่างประเทศ มีทั้งพิซซา สเต๊ก สปาเกตตี รวมไปถึงขนมโฮมเมด และเครื่องดื่มต่างๆ แถมยังเป็นร้านเดียวในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ที่มีค็อกเทลบริการอีกด้วย (สายดื่มยิ้มกริ่ม) ว่าไปแล้ว A Fox Princess + Friends ก็เป็นร้านที่รองรับลูกค้าได้หลายกลุ่มเลยทีเดียว       เรียกน้ำย่อยกันกับ Orange (Mandarin) Salad (260 บาท) สลัดชามโตนี้ประกอบไปด้วย ผักสดนานาชนิด ส้มแมนดารินรสเปรี้ยวหวาน พิตาชิโอกรุบกรอบ ปลาแองโชวี หอมกลิ่นมอลต์ วิสกี้     Conchiglie Stuffed Ricotta & Spinach with Pomodoro Sauce (250 บาท) คอนคี้เหญ่ เส้นพาสตารูปเปลือกหอยอวบอ้วนสอดไส้ผักโขมอบชีสรสครีมมี เข้ากันดีกับซอสโปโมโดโร ซึ่งทำมาจากมะเขือเทศสดรสเปรี้ยวสดชื่น     Cumin Rosemary Lamb (390 บาท) ซี่โครงแกะคุณภาพหมักกับสมุนไพรย่างหอมฟุ้ง ขมิ้น และโรสแมรี เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ ราดซอสกระเทียมพริกไทย รสเผ็ดร้อนกำลังพอดี เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่ง และกระเทียมอบ     ยังไม่อิ่มสั่ง Our Favorite Pork Chop (350 บาท) พอร์คชอปชิ้นโตๆ จุใจ ราดเกรวี่แอบเปิ้ลรสกลมกล่อม กินคู่กับมันม่วงบดเนื้อเนียน ลูกพีชอบเนื้อนุ่ม รสหวาน และกะหล่ำปลีดอง     เมนูซุปที่นี่ก็น่าสนใจ Fresh Tomato Soup (160 บาท) ซุปมะเขือเทศรสเปรี้ยวนุ่มนวลที่ทำจากมะเขือเทศสด หอมกลิ่นเบซิลอ่อนๆ สาวกคนรักเส้นต้องชิม A Fox’s Choice เส้นสปาเก็ตตีอัลเดนเต้ ล้อมรอบด้วยซอสโปโมโดโรรสเปรี้ยวละมุน       พร้อมจิบ Lychee Berries Princess Soda (160 บาท) รสเปรี้ยวอมหวาน ได้ความสดชื่นจาก น้ำลิ้นจี่ เบอร์รี ไซรัป และน้ำโซดาซาบซ่า  

Tag:

ใครเป็นแฟนคลับอาหารอิตาเลียนเตรียมยิ้มแป้น เพราะ G&C มีร้านอร่อยมาแนะนำ นั่นก็คือ “Emilia Ristorante Italiano” ร้านอาหารอิตาเลียนใจกลางเมืองย่านราชประสงค์ ซึ่งอยู่ในตึก Gaysorn Tower (Bts ชิดลม) งานนี้ทางร้านได้ ‘Crocetta Fabrizio’ เชฟสัญชาติอิตาเลียนฝีมือดี ที่มีประสบการณ์กับร้านมิชลินสตาร์ และฝึกปรือการทำอาหารอิตาเลียนมานานถึง 25 ปี มาเป็นหัวหน้าพ่อครัว และยังครีเอท ปรับปรุงและพัฒนาสูตรอาหารจนเป็นจานที่เพอร์เฟคที่สุด     มาทำความรู้จักกับร้านกันหน่อย ‘เอมิเลีย (Emilia)’ ชื่อนี้มีที่มาจาก ‘เอมีเลีย-โรมานยา (Emilia – Romagna)’ เป็นแคว้นหนึ่งทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเชฟ Crocetta Fabrizio และเป็นพื้นที่การเกษตรตั้งแต่สมัยโรมัน ที่มีความอุดสมบูรณ์ ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขาแอเพนไนน์ (Apennine Mountains) และแม่น้ำโป (Po River) ทั้งยัง เป็นศูนย์รวมวัตถุดิบชั้นยอด อาทิ น้ำส้มสายชูหมัก ชีสพาเมซาน พาร์ม่าแฮม ซอสโบโลเนส ที่ทางร้าน Emilia Ristorante Italiano ใช้รังสรรค์อาหารสุดพิถีพิถัน ที่อร่อยและเรียบง่าย       ถ่ายทอดผ่านบรรยากาศร้านหรูหรา แต่กระนั้นก็เต็มไปด้วยความสบาย กระเบื้องผืนใหญ่สีขาวและดำ เข้ากันดีกับเคาน์เตอร์กว้างที่เบื้องหน้าเป็นครัวขนาดใหญ่ สามารถมองเห็นเชฟทำงานอย่างขะมักเขม้น และบาร์น้ำขนาดใหญ่สีดำสนิท โต๊ะหินอ่อนสีขาวสะอาด และโซฟากำมะหยี่สีชมพูแชมเปญน่านั่ง ผสานไปกับแสงสีนวลวอร์มที่สาดส่องเข้ามาจากหน้าต่างโค้งมนสวยงาม และโคมไฟสีส้มยิ่งทำให้ได้ฟิลลิ่งอบอุ่น       ต้อนรับด้วย Pesto Focaccia ขนมปังเพสโตโฮมเมดชิ้นโตๆ เนื้อนุ่มฟู ผิวนอกกรอบเกรียม หอมกลิ่นใบเบซิล อร่อยกินเพลิน เสิร์ฟพร้อมน้ำมันมะกอกคุณภาพ หอมกรุ่น และเครื่องปรุงรสยอดนิยมของประเทศอิตาลีอย่าง น้ำส้มสายชูหมัก บัลซามิก รสเปรี้ยวสดชื่น     พร้อมเรียกน้ำย่อยด้วย Burrata Con Pomodorini (260 บาท) ชีสบูราต้า เนยแข็งสดลูกโตๆ ที่ทำมาจากนมวัวคุณภาพ รสครีมมีได้ใจ ล้อมรอบด้วยมะเขือเทศแฮร์ลูม (Heirloom) ที่แช่กับน้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น ชุ่มฉ่ำ เหยาะด้วยบัลซามิก ที่หมักมานาน 12 ปี รสเปรี้ยวกลมกล่อมลงไปเล็กน้อยก็อร่อยถูกใจ     Frittura Di Sardine (220 บาท) ปลาซาร์ดีนชั้นดี ทอดอย่างพิถีพิถัน ไม่อมน้ำมันแต่อย่างใด จิ้มกับซอสทาร์ทาร์ รสเปรี้ยวครีมมี Lasagna Al Forno (360 บาท) ลาซานญาหอมกรุ่นน่าลิ้มลอง จานนี้เป็นการรวมตัวระหว่างแผ่นพาสต้าโฮมเมด ไส้กรอกหมูจากประเทศอิตาลี และชีสการ์น่า พาดาโน (Grana Padano) รสเค็มกลมกล่อม และหอมมัน       Tagliolini Al Ragu’ Di Calamari (400 บาท) เส้นตัลยาเตลเลโฮมเมด ผัดพร้อมสตูปลาหมึกรสเข้มข้น ที่ทำมาจากเนื้อปลาหมึกสด ที่ส่งตรงมาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี และหมึกดำ Capelli D’ Angelo Aglio Olio Peperoncino (360 บาท) เส้นสดคาเปลลินีเหนียวนุ่ม เคล้าไปกับ Aop Sauce รสเค็มเล็กๆ เผ็ดจางๆ จากพริกแห้ง หอมกลิ่นกระเทียม       อาหารจานหลักเราเลือกเป็น Branzino Arrostito Con Salsa Al Vino Bianco (580 บาท) ปลากระพงเนื้อสดหวาน ย่างให้หอม ตักกินพร้อมซอสเคเปอร์ ที่มีส่วนผสมของไวน์ขาวชั้นเลิศรสนุ่มนวล ไปด้วยกันได้ดีกับ Funghi Sabbiati (140 บาท) เห็ดกรุบๆ ผัดกับเกล็ดขนมปังกลิ่นแบล็คทรัฟเฟิล     เอาใจสายหวานด้วย Gelato Al’ Tiramisu (200 บาท) ไอศกรีมเจลลาโตโฮมเมดรสกาแฟเข้มข้นกำลังดี ผสานไปกับมูสครีมเนียนนุ่ม รสหอมมัน และขนมปังแผ่นบางๆ Budino Al Caramello (200 บาท) พุดดิ้งเนื้อนุ่มเด้งรสคาราเมลหวานหอม ท็อปด้วยมูสฮาเซนัทเข้มข้น ถูกใจสวีตเลิฟเวอร์เป็นที่สุด เสิร์ฟมาในแก้วทรงสูงแลดูหรูหราน่าแชะรูปรัวๆ       เครื่องดื่มต้อง Rose Berry (260 บาท) ม็อกเทลสีชมพูแสนสวยนี้ประกอบไปด้วย ชากุหลาบหอมฟุ้ง ไวท์ช็อกโกแลต และไซรัปสตรอว์เบอร์รี และ Mojito Black Tea (260 บาท) ชาดำกลิ่นวานิลลา มิ๊กซ์กับแตงกวาดอง และน้ำตาลอ้อย จิบแล้วชื่นใจ       ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องแวะมาซ้ำอีกครั้ง

Tag:

อาหารไทยโบราณเป็นหนึ่งตำรับอาหารที่คนไทยอย่างเรา ๆ เองนั้นโหยหาอยู่ไม่น้อย ด้วยเสน่ห์รสชาติอันโดดเด่นครบรส ครบเครื่องสมุนไพร ถ้าหากมีโอกาสได้แวะเวียนมาที่ศาลายา จ.นครปฐม เราขอแนะนำให้มาลิ้มรสอาหารไทยโบราณกันที่ร้าน ครัวนครปฐม ซึ่งตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของ เดอะ ศาลายา เลเชอร์ ปาร์ค (The Salaya Leisure Park) นี่เอง       กลิ่นอายของความเป็นไทยโบราณลอยฟุ้งอยู่ทั่วร้าน ท่ามกลางผนังที่ถูกแต่งแต้มไปด้วยบัวสีชมพูสดและภาพโคมลอยสู่ฟากฟ้านับพันดวง มีที่นั่งเป็นทั้งแบบมีโต๊ะกินข้าวแบบสากลทั่วไป และแบบนั่งพื้นอิงหมอนสามเหลี่ยมกับโต๊ะตัวเตี้ยแบบไทย ๆ ที่ให้บรรยากาศย้อนยุคไปอีกแบบ     เมนูอาหารไทยโบราณของครัวนครปฐมบอกเล่าเรื่องราว “อาหารเป็นยา” ผ่านการหยิบจับเอาวัตถุดิบท้องถิ่นและสมุนไพรมารังสรรค์ โดยเชฟแซม สิทธิศักดิ์ เป้งไชยโม       แน่นอนว่าก่อนจะเข้าสู้อาหารจานหลัก เรียกน้ำย่อยก่อนด้วยไทยโบราณอย่าง ม้าฮ่อ ที่ทางร้านเลือกใช้สับปะรดเพชรสุพรรณกินได้ทั้งแกน รสชาติเปรี้ยวอมหวาน ท็อปด้วยไส้หมูสับสามเกลอผัดน้ำปลาเคี่ยวกับน้ำตาลปี๊บ ปั้นเป็นก้อนแล้วคลุกกับถั่วให้ได้สัมผัสเคี้ยวกรุบตอนเคี้ยว ซึ่งเสิร์ฟมาในจานเดียวกับ กระทงทอง กับไส้หมูสับสามเกลอที่ผัดกับผักสามสี ได้แก่ แครอท ถั่วลันเตา และข้าวโพด     จากนั้นต่อด้วย ทอดมันกุ้งโบราณ สูตรเฉพาะของเชฟที่นำเอาเนื้อกุ้งทั้งตัวมาผสมกับมันหมู ความพิเศษที่ต่างจากทอดมันกุ้งทั่วไปก็คือเชฟผสมพริกแกงผสมน้ำมันงาเล็กน้อย แล้วจึงปั้นเป็นก้อนนำไปทอด จึงเป็นทอดมันกุ้งที่ได้กลิ่นและรสชาติหอม ๆ จากพริกแกงเข้ากับเนื้อกุ้งแสนลงตัว     ถัดมาคือเมนู ยำส้มโอ ที่เลือกใช้ส้มโอขาวน้ำผึ้งเนื้อกรอบหวานกำลังดี มาคลุกเคล้าเข้ากับน้ำยำสูตรพิเศษ ที่ผสมผสานระหว่างหัวกะทิ น้ำมะขามเปียก น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ และน้ำพริกเผาเคี่ยวจนเข้ากัน ทำให้จานนี้มีรสชาติเปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ครบรส เพิ่มความสมบูรณ์แบบด้วยกุ้งตัวใหญ่เนื้อเด้ง โดยด้วยมะพร้าวคั่ว     ถ้าใครชื่นชอบน้ำพริก ต้องลอง น้ำพริกนครบาล หนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ของร้าน เป็นเมนูโบราณสมัยรัชกาลที่ 5 น้ำพริกถ้วยนี้มีส่วนผสมหลัก ๆ ได้แก่ พริกจินดาแดง พริกแห้งบางช้าง กะปิ น้ำตาลปี๊บ มะนาว เสริมความหอมด้วยส้มซ่ากับผลไม้รสเปรี้ยวอย่างมะม่วงลงไปด้วย ได้รสชาติที่กลมกล่อม กินคู่กับผักลวกและผักสด     จากนั้นต้องขอข้าวสวยเพิ่มอีกสักจานมกินคู่กับ ต้มข่าปลาสลิด รสชาตินุ่มนวลด้วยกะทิ ได้กลิ่นหอมกรุ่นจากสมุนไพรเครื่องต้มข่าเสริมความเปรี้ยวด้วยมะขามเปียก ใส่ปลาสลิดทอดกรอบชิ้นใหญ่สะใจ และจบของคาวด้วย แกงคั่วส้มโอกุ้งสด น้ำขลุกขลิก ใช้หัวกะทิผัดกับพริกแกงจนแตกมัน แล้วผักกับเนื้อกุ้ง ปรุงรส ใส่ใบมะกรูดและพริกชี้ฟ้า เสิร์ฟพร้อมส้มโอ เป็นเมนูซิกเนเจอร์ที่หารับประทานยาก       สำหรับของหวานปิดท้าย ในมื้อนี้เป็น ส้มฉุน ซึ่งเป็นของหวานไทยโบราณเช่นเดียวกัน จุดเด่นคือการใช้ผลไม้รสเปรี้ยวอย่างส้มและลิ้นจี่มาใส่ในน้ำปรุงที่ผ่านกรรมวิธีสุดพิถีพิถัน เพิ่มความหอมเข้าไปด้วยผิวส้มซ่า และใช้หอมเจียวกับขิงซอยโรยหน้า เหมาะสำหรับกินคล้ายร้อนมาก ๆ  

Tag:

“พระรามสี่ บิสโตร (Phar-Ram IV Bistro)” คาเฟ่และร้านอาหารน่านั่งน้องใหม่แห่ง ‘โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ’ แหล่งนัดพบของฟู้ดดี้ที่ชอบบรรยากาศสวยสไตล์ยุโรป แชะรูปกี่มุมก็เพลิน พื้นกระเบื้องโมเสคสีขาวดำทันสมัย ดูกลมกลืนไปกับผนังสีขาวสะอาด ที่รอบด้านติดกระจกใสมองออกไปเห็น ‘ถนนพระรามสี่’ แบบพอดิบพอดี ด้วยเหตุนี้จึงใช้ชื่อร้านว่า ‘พระรามสี่ บิสโตร’ อย่างไรล่ะ       แสงธรรมชาติที่กระจายความสว่างเข้ามาทางกระจกบานใหญ่ ทำให้ร้านดูโปร่งไม่รู้สึกแออัด แม้พื้นที่จะจำกัดลูกค้าได้เพียง 34 ที่นั่งก็ตาม โต๊ะหินอ่อนและโซฟาเบาะนุ่มสีน้ำตาล เคาน์เตอร์บาร์เครื่องดื่มที่เรียงรายด้วยไวน์คุณภาพ เคียงข้างไปกับเบเกอรีสไตล์ฝรั่งเศสอบสดใหม่วันต่อวัน โดยรวมแล้ว ‘Phar-Ram IV Bistro’ ก็เป็นร้านที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น เรียบง่าย สบายๆ อยู่ไม่น้อย     สำหรับเรื่องอาหารก็โดดเด่นและน่าสนใจ โดยในช่วงเช้าถึงบ่ายจะเสิร์ฟอาหารมื้อเบาๆ เช่น สลัด แซนด์วิช ขนมโฮมเมดสไตล์ฝรั่งเศส อาทิ ครัวซองต์ ชีสเค้ก และเครื่องดื่มรสชาติดี อย่าง ช็อกโกแลตร้อนสไตล์ปารีเซียงและ Earl Grey Apple Cooler เป็นต้น เมื่อเวลาเปลี่ยนเป็นยามเย็นโพล้เพล้ คาเฟ่จะกลับกลายเป็นบิสโตรและไวน์บาร์บรรยากาศดี ที่เสิร์ฟเมนูสไตล์ยุโรปกลิ่นอายฝรั่งเศสแสนอร่อย ซึ่งเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ โดย ‘แอร์เว่ แฟร์ราร์ด’ (Hervé Frerard)     เชฟชื่อดังชาวฝรั่งเศสฝีมือเก่งกาจที่มีประสบการณ์การปรุงอาหารเสิร์ฟบุคคลสำคัญของโลก อาทิ สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ทั้งยังเคยเป็นพ่อครัวส่วนตัวของประธานาธิบดีฟรองซัวร์ มีแตร์ร็อง (François Mitterrand) แห่งประเทศฝรั่งเศส อีกด้วย อาหารรสอร่อย จิบคู่ไปกับไวน์ดีๆ ที่นำเข้ามาจากแหล่งผลิตไวน์ชั้นนำของโลก อาทิ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศอิตาลี และประเทศชิลี แต่หากใครชอบดื่มม็อกเทล หรือค็อกเทล ที่นี่เขาก็มีเสิร์ฟเช่นกัน     จานแรกที่ชิมเป็นเบเกอรียอดนิยมอย่าง Butter Croissant (120 บาท) ครัวซองต์เนยสดเนื้อนุ่มที่ใช้เนยจากประเทศฝรั่งเศส และ Almonds Croissant (120 บาท) ครัวซองต์อัลมอนด์ไซส์มินิ กินง่าย แป้งนุ่มฟูกัดพร้อมครีมอัลมอนด์รสหวานกำลังดี และอัลมอนด์สไลซ์กรุบกรอบ     Iberico Ham, Cheese Croquettes, Yuzu Cream (280 บาท) แฮมไอเบอริโก (Iberico Ham) แฮมคุณภาพที่ผลิตจากหมูดำ ประเทศสเปน เนื้อนุ่ม รสเค็มละมุนมีไขมันแทรกเล็กๆ กินพร้อมชีสคร็อกเก้ ที่ทำจากมันบดสอดไส้ชีสหอมมัน จากนั้นนำไปทอดให้เป็นสีเหลืองทอง กินกับครีมยุซุรสเปรี้ยวสดชื่น     ตามด้วย Vegetable Ratatouille, Slow-Cooked Egg, Crispy Campagne Bread (190 บาท)  สตูผักรวมนานาชนิด หรือที่ในภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า ราตาตูย (Ratatouille) รสเค็มนิดๆ หอมกลิ่นพริกไทยและน้ำมันมะกอก ท็อปด้วยไข่ออนเซ็น และขนมปังกัมปาญ (Campagne Bread) กรอบ     Italian Burrata Cheese, Organic Heirloom Tomato, Citrus Vinaigrette (490 บาท) ชีสบูราต้าสดจาก ประเทศอิตาลี ซึ่งผลิตมาจากน้ำนมควาย รสหอมมัน กินกับมะเขือเทศแฮร์ลูมออร์แกนิก และน้ำสลัดรสส้ม รสเปรี้ยวอมหวาน     Linguine Rustichella, Japanese Sea Urchin, Baby Clams Jus (450 บาท) เส้นลิงกวินีโฮมเมด เหนียวนุ่ม ผัดพร้อมอูนิ ไข่หอยเม่นคุณภาพจากประเทศญี่ปุ่น และซอยหอยลายรสเค็มจัดจ้าน Tajima Wagyu Beef Fillet, Shallots Confit, Corn Puree, Port Wine Reduction (1,280 บาท) เนื้อทาจิมะวากิว จากดินแดนอาทิตย์อุทัยชิ้นโตจุใจ ย่างสุกระดับมีเดียม ราดซอสพอร์ตไวน์รสเข้มข้น เสิร์ฟพร้อมผักย่าง       ล้างปากด้วยของหวานอย่าง Japanese Style Caramel Custard (120 บาท) พุดดิ้งรสคัสตาร์ดสไตล์ญี่ปุ่น เนื้อเนียน นุ่มเด้ง รสหอมหวาน เข้ากันดีกับผลไม้สดอย่างสตรอว์เบอร์รี  

Tag:

อิ่มหน่ำสำราญกับอาหารอิตาเลียนท่ามกลางบรรยากาศสุดคลาสสิกที่ Contento ร้านอาหารอิตาเลียนภายใน โรงสำราญ ที่รีโนเวทตึกเก่าบนถนนไมตรีจิตต์ จนกลายเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ ให้ได้ดื่มด่ำกับความอร่อยในรูปแบบที่หลากหลาย   คุณ อู้-นพปฎล พหลโยธิน ผู้เป็นเจ้าของร้าน  เลือกใช้โทนสีอบอุ่นอย่างสีน้ำตาลเข้มและสีเหลืองนวล รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ไม้และของสะสมแนววินเทจจากทั่วโลกนำมาตกแต่งร้าน เสริมความคลาสสิกยิ่งขึ้นด้วยโคมไฟโทนสีส้มสลัว ทำให้บรรยากาศภายในดูลึกลับน่าค้นหาและโรแมนติกไปในคราวเดียวกัน       เมนูแรก Naked Tomato (320.-) มะเขือเทศราชินีปอกเปลือกนำไปหมักซอสพอนซึของญี่ปุ่น เสริมความหอมมันด้วยชีสสด ยอดผักมิซูนา และขนมปังกรอบชิ้นเล็กๆ ได้รสชาติหวานกลมกล่อม กินแล้วสดชื่น หรือเลือกเป็น Mizuna (280.-) ผักมิซูนา ปรุงรสด้วยน้ำมันมะกอก เกลือ กระเทียม ท็อปด้วยแอนโชวี่ แนะนำให้คลุกเคล้ากันก่อนรับประทาน จะได้รสชาติเค็มมัน กินเพลิน       ต่อด้วย Carabineros (56.-) พาสต้าเส้นแบนเหนียวนุ่มกับซอสซีฟู้ดสุดเข้มข้น กินพร้อมเนื้อกุ้งคาราบิเนโร และกุ้งแดงตัวโตจากทะเลน้ำลึกแถบเมดิเตอร์เรเนียน อร่อยลงตัวเป็นที่สุด   Orecchiette (320.-) เส้นพาสต้าคลุกเคล้ากับซอสเพสโต้ ที่มีส่วนผสมของ อิตาเลียนเบซิล น้ำมันมะกอก กระเทียม และพาร์เมซานชีส เพิ่มสัมผัสกรุบกรอบด้วยปลาหมึก และถั่วฝักยาว   Chicken Milanese (520.-) อกไก่ทอดสไตล์มิลานชุบแป้งทอด เนื้อแน่นหนังกรอบ ท็อปด้วยแอนโชวี่ผัดเนยเสิร์ฟมาพร้อมเลมอนและซอสสูตรเฉพาะของทางร้าน   เมนูเครื่องดื่ม เราแนะนำ Ramon (180.-) เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของนมเปรี้ยว น้ำส้มสดและไข่ขาวนำไปปั่นจนขึ้นโฟม ได้รสชาติเบาๆ นวลละมุนลิ้น หอมเตะจมูก และ Butterfly Honey Lemon (160.-) แก้วนี้ได้ความหอมหวานจากน้ำผึ้งผสมผสานมากับความเปรี้ยวจากมะนาว เพิ่มสีสันด้วยน้ำอัญชัญ ดื่มง่ายได้ความสดชื่น  

Tag:

Mo-Mo-Paradise” ร้านชาบูและสุกียากี้ ออริจินอลจากดินแดนอาทิตย์อุทัย มาเปิดสาขาใหม่ที่ห้างสรรพสินค้าสุดป๊อปอย่าง ‘เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว’ เป็นสาขาที่ 20 เรียกเสียงฮือฮาจากเหล่าฟู้ดดี้ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะตั้งแต่แกรนด์โอเพนนิ่ง สาวกชาบูและสุกี้ต่างมารอต่อคิวกินของอร่อยพรีเมี่ยมกันอย่างล้นหลาม ก็แฟนคลับร้านนี้มีมากเอาการอยู่นะ       มาเท้าความถึงประวัติร้านกันสักหน่อย Mo-Mo-Paradise ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1993 ที่คาบูกิโช – ชินจูกุ ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เป็นร้านชาบูและสุกียากี้ที่มีคอนเซ็ปต์ ‘All You Can Eat’ โดยนำเสนออาหารที่นอกจากจะรสชาติดี มีเอกลักษณ์แล้วยังเน้นเรื่องความปลอดภัย ใช้วัตถุดิบคุณภาพ อาทิ เลือกใช้เนื้อวัวจากฟาร์มเดียว พันธุ์เดียว เกรดเดียวและส่วนเดียว เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อเป็ด ทางร้านเลือกใช้เป็นเนื้ออนามัย ปราศจากสารปนเปื้อนต่างๆ       ยังมีไข่ไก่ Cage Free ไข่สดอนามัยที่ได้มาจากฟาร์มไก่อารมณ์ดี ปล่อยเลี้ยงแบบธรรมชาติ สำหรับผักสดนานาพันธุ์กว่า 20 ชนิด ทางร้านเลือกใช้เป็นผักปลอดสาร สดใหม่วันต่อวัน นอกจากนั้นคุณยังสามารถค้นพบความอร่อยในแบบฉบับของตนเองจากเมนู DIY อาทิ ไข่ดอง สึกิมิอูดง หรือที่เรียกว่า อุด้งชมจันทร์ คารมิโซะ มิลเฟยนาเบะ เป็นต้น บวกกับการบริการที่ดีงามอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ร้านโม โม พาราไดซ์ เติบโตอย่างรวดเร็วจาก 27 สาขาในประเทศญี่ปุ่น กลายเป็น 70 กว่าสาขาทั่วโลก!           อันดับแรกเราเลือกชิม SHABU-SHABU น้ำซุปใสรสนุ่มนวล เข้ากันดีกับ Australian Beef เนื้อวัวออสเตรเลียเกรดพรีเมียม ที่มีมันแซมเล็กน้อย เนื้อนุ่มฉ่ำลิ้น หรือจะลอง USDA Beef เนื้อวัวแองกัสนำเข้าจาก USA ที่คัดสรรมาแล้วอย่างดี จิ้มน้ำจิ้มงา ซึ่งทำมาจากวอลนัท และงา รสหอมมัน บอกเลยว่าฟินมากๆ       สำหรับใครที่ไม่กินเนื้อก็อย่าน้อยใจไป เพราะทางร้านมี Pork Kurobuta Shoulder สันคอหมูคุโรบูตะ ลวกให้สุกพอดี กินพร้อมพอนซึรสเปรี้ยวสดชื่น เติมกระเทียมและพริกขี้หนูลงไปด้วย     มาถึงฝั่ง SUKIYAKI กันบ้าง เริ่มจากใส่ผักสดต่างๆ ลงไปในน้ำซุปดำก่อน จากนั้นค่อยตามด้วย Australian Beef ที่หลายคนรัก จิ้มกับไข่สดอนามัยยิ่งทวีความฟิน Pork Loin ก็อร่อย หมูคุโรบุตะส่วนท้องคุณภาพ เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ ยังมี Hygienic Duck เป็ดอนามัยเนื้อแน่น รสชาติดี         และที่พลาดไม่ได้เลยคือ Chicken Dumpling หนึ่งในเมนูดาวเด่นของโม โม พาราไดซ์ ไก่ไม้ไผ่สึมิเระ ซึ่งทำมาจากไก่ชั้นดีที่เลี้ยงด้วยข้าวกล้อง เนื้อนุ่มเด้ง กินเพลิน กินคู่กับโชยุหวานก็เข้าที       มาถึง Mo-Mo-Paradise จะพลาดเมนู DIY ไปได้อย่างไร ใช่แล้ว! เราพูดถึง “ไข่ดอง” นั่นเอง เริ่มจากใช้ ไข่ไก่อนามัย ตอกใส่ถ้วย จากนั้นแยกใส่แดงและไข่ขาวออกจากกัน ใส่กระเทียม พริกขี้หนู และโชยุหวาน ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง แค่นั้นไข่ดองก็พร้อมให้คุณได้ลิ้มลองแล้ว กระซิบ ตักเข้าปากกินพร้อมข้าวและเนื้อยิ่งอร่อย       ล้างปากด้วยของหวานอย่าง ไอศกรีมโฮมเมด ที่มีให้สายหวานเลือกละเลียดถึง 5 รสได้แก่ มะม่วง บ๊วย ชาเขียว ชาโคล รสครีมมี และ นมข้าวญี่ปุ่น หอมๆ รสหวานพอดี และ ไดฟุกุ เนื้อเหนียวนุ่ม 4 รสชาติ อาทิ ถั่วแดง ชาเขียว สตรอว์เบอร์รี รสเปรี้ยวอมหวาน และ คัสตาร์ด หอมมัน    

ชวนคนรักอาหารจีนหรือหลงใหลในขนมหวานฮ่องกงมาเช็คอิน ชิมของอร่อย ที่ GingerBowl Cafe คาเฟ่สไตล์จีนร่วมสมัยบนถนนบรรทัดทอง ที่จะพาคุณดื่มด่ำไปกับบรรยากาศและกลิ่นอายความเป็นจีน ตั้งแต่การตกแต่งร้านไปจนถึงเมนูอาหาร ขนมและเครื่องดื่มที่มีให้เลือกกันแบบจุใจ       ตัวร้านออกแบบมาให้ดูเหมือนตึกแถวฮ่องกงสุดคลาสสิกที่แฝงกลิ่นอายความเป็นลอฟท์ด้วยผนังปูนเปลือย ภายในเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งนำเข้าจากประเทศจีน ทำให้หน้าตาและลวดลายดูมีเอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร นอกจากนี้ยังมีมุมถ่ายรูปเก๋ๆ ที่ทางร้านจัดแบ่งสัดส่วนพื้นที่ไว้ได้อย่างลงตัว           ทางร้านเน้นเสิร์ฟอาหารจีนสไตล์กวางตุ้ง ที่นำมาปรับเปลี่ยนรสชาติให้เข้มข้นถูกปากคนไทยมากขึ้น เริ่มด้วย ก๋วยเตี๋ยวหลอดปาท่องโก๋-ไข่ (100. -) ปาท่องโก๋ทอดจนเหลืองกรอบห่อด้วยไข่และเส้นก๋วยเตี๋ยวหลอดแป้งบาง ราดด้วยซอสสูตรพิเศษของทางร้าน รสชาติหวานกลมกล่อม ถูกปากเราเป็นที่สุด       ต่อไป ขนมจีบกุ้ง (95.-) ขนมจีบสอดไส้กุ้งตัวโตเนื้อแน่นและมันแกวกรอบ กินกับน้ำจิ้มสูตรเฉพาะของทางร้าน       ข้าวต้มปลาบะเต็งไก่ (180.-) จุดเด่นของน้ำซุปอยู่ที่การใช้ หัวกุ้ง ปลาแห้ง และสมุนไพรต่างๆ นำมาเคี่ยวอย่างพิถีพิถัน ปรุงจนได้รสชาติสุดกลมกล่อม หอมเตะจมูก กินคู่กับเนื้อปลากระพงชิ้นโตและบะเต็งไก่ เข้ากันได้เป็นอย่างดี       จบมื้อนี้ด้วยของหวานอย่าง เต้าฮวยซุปงาดำ (120.-) เต้าฮวยเนื้อเนียนนุ่ม ราดซุปงาดำหอมๆ ได้รสหวานกำลังดี หรือจะเลือกเป็น บัวลอยน้ำขิง (75.-) บัวลอยแป้งบางไส้ถั่วตัดและงาดำเสิร์ฟมาในน้ำขิงร้อนๆ เผ็ดน้อย กินง่าย  

Tag:

เพียงเปิดวันแรกก็เกิดกระแสฟีเวอร์ทำเอาคิวยาวหลายชั่วโมงกับร้าน Sushiro (ซูชิโระ) ร้านซูชิสายพานเจ้าดังจากญี่ปุ่นที่บินลัดฟ้ามาแลนดิ้งเปิดสาขาแรกในประเทศไทยที่ ชั้น 7 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิล์ด โซน Beacon เอาเข้าจริงร้านแห่งนี้ถือเป็นร้านสาขาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเลยทีเดียว ด้านในกว้างขวางสะอาดสะอ้านพร้อมด้วยที่นั่งติดสายพานที่หมุนวนรอบร้าน เมื่อได้ลิ้มลองแล้วก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมใครๆ ต่างก็ตั้งตารอ เพราะซูชิที่นี่เลือกใช้วัตถุดิบมาตรฐานเดียวกับในญี่ปุ่น เนื้อปลาคุณภาพดีสีสวยงาม อุณหภูมิพอเหมาะ หั่นชิ้นใหญ่หนาเต็มคำ แถมยังมีหลากหลายหน้าให้เลือกหยิบได้อย่างละลานตา ถ้ายังไม่พอใจก็สามารถกดสั่งจากทาเบล็ตประจำโต๊ะได้อีกด้วย ที่สำคัญราคายังน่าคบหาเป็นที่สุด ช่วงนี้ถึงสิ้นเดือนเมษายนมีโปรโมชั่นเปิดร้าน โอโทโระ คำละ 40 บาท ที่ไม่ควรพลาดเลยทีเดียว!! SUSHIRO เป็นร้านซูชิสายพานอันดับ 1 ในญี่ปุ่นที่เปิดให้บริการมากว่า 40 ปี และมีเมนูให้เลือกมากกว่า 100 เมนู ด้วยแนวคิด Tasty Sushi for all. Tasty Sushi for the Heart” ซึ่งหมายถึง “ทานซูชิอร่อยๆ ให้อิ่มท้อง เติมความอิ่มอกอิ่มใจ” นั่นเอง ปัจจุบัน Sushiro มีสาขามากกว่า 600 สาขาทั่วเอเชีย เป็นร้านซูชิสายพานที่มียอดขายสูงสุดติดต่อกันกว่า 10 ปี และด้วยสาขาที่มีเป็นจำนวนมากนี่เองเป็นเคล็ดลับให้ทางร้านสามารถสั่งซื้อวัตถุดิบคุณภาพดีได้ในราคาดีกว่าปกติ และส่งต่อความอร่อยมาถึงสาขาแรกในประเทศไทยแห่งนี้ด้วย   ด้วยความที่เป็นร้านสไตล์จานด่วนเซอร์วิสหลายอย่างจึงต้องบริการตัวเอง แต่ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย เมื่อถึงคิวเราจะได้รับการ์ด QR หนึ่งใบ ส่วนที่โต๊ะของเราจะมีถ้วยชา จานชาม ตะเกียบ และซอสต่างๆ เตรียมไว้ให้ นั่งปุ๊บก็เลือกหยิบเมนูอร่อยจากสายพานมาลิ้มลองได้ทันที นอกจากนี้ยังมีบาร์เครื่องดื่ม โดยเราต้องเลือกสั่งออเดอร์จากทาเบล็ตแล้วพนักงานจะนำแก้วมาให้ ซึ่งสามารถกดเครื่องดื่มเติมได้เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำอัดลม น้ำผลไม้ น้ำเก๊กฮวย หรือชามะลิเย็นชื่นใจ มาดูเมนูซูชิกัน แน่นอนว่าตัวเอกคือเนื้อปลาทูน่าส่วนต่างๆ ที่ยกขบวนมาอย่างครบครัน ทั้ง อะกะมิ ส่วนเนื้อสีแดง ชูโทโระ ส่วนเนื้อสีชมพูเข้มที่มีมันแทรกปานกลาง และโอโทโระ ส่วนท้องปลาทูน่าที่มีเนื้อสีชมพูอ่อนและมีลายไขมันแทรกนุ่มละมุนลิ้นและละลายในปาก อย่างที่บอกไปว่าจานนี้มีโปรเด็ดลดเหลือจานละ 40 บาท ถึง 30 เมษายนนี้เท่านั้น!     ปลาแซลมอนที่หลายคนหลงรักก็มาทั้ง แซลมอน และ แซลมอนส่วนท้อง เนื้อหวานมันเคี้ยวเพลิน แซลมอนส่วนท้องย่างผิว เพิ่มความมันและกลิ่นหอม และ อิคุระ หรือไข่ปลาแซลมอนดองซีอิ๊วรสเค็มมัน     ส่วนปลาเนื้อขาวก็สดหวานไม่แพ้กัน ยกขบวนมาเพียบทั้ง ฮะมะจิ มะได ซาบะดอง เอ็นกาวะ และไม่อยากให้พลาด อิกะ หมึกกล้วยเนื้อหวาน มีทั้งแบบธรรมดาและโรยเกลือ รวมทั้ง กุ้งโบตัน ตัวใหญ่เนื้อหวาน และโฮตาเตะ หรือหอยเชลล์ญี่ปุ่นที่เนื้อนุ่มหวานละมุนมาก แนะนำว่าเห็นอะไรก็อย่าเพิ่งรีบหยิบมาตุนหลายๆ จาน รอให้หมุนผ่านไปเรื่อยๆ จะพบว่ามีเมนูใหม่ๆ ออกมาไม่หยุดหย่อนเลยทีเดียว      สำหรับเด็กๆ ที่ไม่กินของดิบก็ร่วมโต๊ะได้สบายมาก เพราะมีเมนูคุณหนูที่ผู้ใหญ่ก็ชื่นชอบอย่าง ซูชิหน้าปูอัด ไข่หวาน หรือจะเป็นหน้าไก่ทอด หน้ากุ้งเทมปุระ ไปจนถึงหน้าหมูสามชั้นตุ๋น นอกจากนี้ขอกระซิบว่าราเมนที่นี่ก็อร่อยไม่เบาเลยนะ แนะนำ ราเมนไก่ในน้ำซุปเกลือ (100 บาท) ที่เส้นเหนียวนุ่มน้ำซุปกลมกล่อมมาซดให้อุ่นท้องสักหน่อยจะฟินมาก       ด้านของหวานนั้นก็มีหลายอย่างให้เลือก ไม่ว่าจะสไตล์ญี่ปุ่นจ๋าอย่าง วาราบิโมจิ (40บาท) แป้งโมจินุ่มๆ คลุกผงถั่วเหลือง หรือ มันเชื่อมญี่ปุ่น (40บาท)   กินอิ่มแล้วหน้าทีของเรายังไม่จบ ก่อนจะกดทาเบล็ตเรียกพนักงานมาคิดเงิน แนะนำให้เรียงซ้อนจานโดยแบ่งจานสีเดียวกันไว้ด้วยกัน โดยวางชิดด้านริมทางเดินเพื่อความสะดวกของพนักงานเวลามาคิดเงินด้วย เพราะพนักงานจะต้องใช้อุปกรณ์แสกนเพื่อรายการอาหารของเรานั่นเอง เครื่องแสกนจะรับสัญญานจากชิพที่ติดอยู่ด้านใต้จานแต่ละใบ โดยจานแต่ละสีก็จะมีราคาไม่เท่ากัน เริ่มจากสีแดง 40 บาท สีเงิน 60 บาท สีทอง 80 บาท และสีดำ 120 บาท   เมื่อพนักงานคิดเงินเสร็จแล้วจึงนำการ์ด QR ไปชำระเงินที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ ซึ่งเป็นจุดที่มีสินค้าที่ระลึกเป็นมาสคอตไอ่ต้าวซูชิหลากสายพันธุ์สุดน่ารักให้เราซื้อหาพากลับบ้านกันได้ด้วยแหละ

ภายในอาคาร Gaysorn Tower (Bts ชิดลม)  ชั้น 3 มีร้านซูชิสไตล์ฟิวชั่นรสชาติดีชื่อ “Sushi Mori” ที่รังสรรค์จากวัตถุดิบคุณภาพ ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าจากดินแดนอาทิตย์อุทัย ผ่านฝีมือเชฟมืออาชีพที่มากประสบการณ์มานานกว่า 20 ปี จนได้เป็นอาหารญี่ปุ่นแนวผสมผสานที่ลงตัว กินได้ไม่มีเบื่อ มีทั้งแนวโอมากาเสะสำหรับฟู้ดดี้ที่อยากเปิดประสบการณ์การรับประทานอาหารระดับพรีเมี่ยม หรือจะเลือกฟินแบบอะลาคาร์ต อาหารจานเดียวในบรรยากาศร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่นโบราณคลาสสิก     ‘โมริ (Mori)’ ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า ‘ป่า’ ซึ่งคล้ายกับการตกแต่งร้านของ Sushi Mori ที่มีความเป็นธรรมชาติสอดแทรกเข้ามาอยู่เป็นเนืองๆ บาร์ซูชิไม้สีดำขนาดใหญ่ไปด้วยกันได้ดีกับผนังไม้ด้านหลังที่ประดับด้วยก้อนหินสไตล์เซน มองแล้วให้ความรู้สึกสงบเบาสบาย ผสานไปกับเฟอร์นิเจอร์เรียบง่ายอย่าง โต๊ะไม้น้ำตาล และผนังไม้สไตล์ญี่ปุ่น ที่ดูอบอุ่บและเรียบง่าย       เมนูแรกเป็น Fuyu no Mori (450 บาท) หอยเชลล์โฮตาเตะตัวอวบอ้วน เนื้อหวาน จากจังหวัดฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ด้านบนมีปลาไหลย่างที่เรารัก ตับห่านจากประเทศฝรั่งเศส รสครีมมี อูนิ รสเค็มละมุน ตามด้วยซอสทรัฟเฟิลหอมๆ       ต่อด้วยดาวเด่นประจำร้าน Unagi Tower (1,250 บาท) ข้าวญี่ปุ่นหุงสุกกำลังดี เม็ดเรียงสวย ตักกินพร้อมปลาไหลย่างในปริมาณจุใจถึง 1 ตัว เนื้อสดเด้ง เคล้าไปกับซอสรสหวานเข้มข้น สูตรลับเฉพาะของทางร้าน โรยหน้าด้วยงาขาวหอมๆ และสาหร่าย     คนรักเนื้อต้องลองชิม Kuro Tsuki Tama Roll (1,050 บาท) ซูชิโรลเนื้อวากิว A5 จากดินแดนอาทิตย์อุทัย ซึ่งภายในประกอบไปด้วย อะโวคาโด ครีมชีส ไข่กุ้ง ไข่หวาน และปลาไหลย่าง ออนท็อปด้วยฟัวกราส์ชิ้นโต เบิร์นไฟให้หอม กินพร้อมกับไข่เป็ดคุณภาพดองโชยุ ซอสทรัฟเฟิลเข้มข้น และเกล็ดเทมปุระกรุบกรอบ     จานนี้เราเลิฟ Super Toro Sushi Set (1400 บาท) ซูชิส่วนต่างๆ ของปลามากูโร หรือปลาทูน่าสายพันธุ์บลูฟิน อาทิ อากะมิ (Akami) เนื้อส่วนที่ไร้มัน ชูโทโร่ (Chutoro) เป็นเนื้อส่วนที่มีไขมันปานกลาง ละมุนลิ้นโอโทโร่ (Otoro) เนื้อส่วนที่มีไขมันสูง ให้สัมผัสนุ่มละลายในปาก นอกจากนั้นยังมี ซูชิหน้ายำปลามากูโรสไตล์ญี่ปุ่น รสเปรี้ยวเล็กๆ และโรลปลาทูน่า ที่เนื้อปลาหมักด้วยซอสสึเกะ         เอาใจคนรักเส้นด้วยเมนู Tenzaru Nama Soba (360 บาท) เส้นโซบะเนียวนุ่ม ซู้ดพร้อมซอสเย็นรสเค็มกลมกล่อมสูตรเฉพาะของทางร้าน ใส่วาซาบิเพื่อเพิ่มรสเผ็ดซ่าลงไปด้วย ยิ่งกินยิ่งสดชื่น แต่อย่าเพลินจนลืมกุ้งเทมปุระทอดตัวโตล่ะ  

Tag: