สเต๊กปลากะพง (สำหรับ 4 ที่) เนื้อปลากะพงแล่ 1 ตัว น้ำมันพืชสำหรับทอด เนยจืด 1 ช้อนโต๊ะ ส่วนผสมและวิธีทำซอสกะทิแกงแดง กะปิ 1 ช้อนชา พริกแห้ง 5 เม็ด กระเทียมสับ 3 ช้อนโต๊ะ หอมแดงสับ 2 ช้อนโต๊ะ รากผักชี 1 ช้อนโต๊ะ ข่า 1 ช้อนโต๊ะ ตะไคร้ 1 ช้อนโต๊ะ ผิวมะกรูด 1/2 ช้อนชา พริกไทย 1/2 ช้อนชา ยี่หร่า 1 ช้อนชา ลูกผักชี 1 ช้อนชา ก้างปลา น้ำตาลมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว 2 ช้อนชา เนยจืด 50 กรัม ผักชีสำหรับตกแต่ง กะทิ 2 ถ้วย น้ำเปล่าเล็กน้อย ใส่สมุนไพรทั้งหมดลงในครก ตำจนละเอียด ใส่กะปิ ตำให้เข้ากัน เตรียมไว้ ทำซอสกะทิแกงแดงโดยผัดกะทิกับพริกแกงจนแตกมันและสุกหอม เติมน้ำเปล่า ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลมะพร้าว ใส่หัวปลาและก้างปลาลงต้มนาน 30 นาทีแล้วกรองออก จากนั้นใส่เนยคนให้ละลาย และใส่น้ำมะนาว ตั้งกระทะไฟปานกลาง นำเนื้อปลาลงไปนาบกระทะ (Sear) กับน้ำมันเล็กน้อย พอหนังเริ่มเหลืองใส่เนย และตักเนยราดบนเนื้อปลาไปเรื่อยๆ จนสุก ส่วนผสมและวิธีทำแยมหอมหัวใหญ่ หอมหัวใหญ่สไลซ์ 2 หัว น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ เกลือและพริกไทยหยิบมือ ตั้งกระทะใส่น้ำมัน ใส่หอมหัวใหญ่ลงผัด ใช้ไฟปานกลางค่อนข้างอ่อนประมาณ 30 นาทีจนเป็นสีน้ำตาล ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย พักไว้ ส่วนผสมและวิธีทำมันบด มันฝรั่ง 2 หัว วิปปิงครีม 50 กรัม เนยจืด 50 กรัม เกลือและพริกไทยสำหรับปรุงรส ต้มมันฝรั่งจนสุก ปอกเปลือกแล้วบดผ่านตะแกรงจนเนื้อเนียน ใส่เนย ใส่วิปปิงครีม ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย จัดจานโดยนำมันฝรั่งบดปาดลงบนจาน วางสเต๊กปลา ราดซอสกะทิแกงแดง และแยมหอมหัวใหญ่ ตกแต่งด้วยผักชี

สายชีสและชอบพิซซาห้ามพลาด เปลี่ยนพิซซาแป้งแผ่นๆ มาทำในพิมพ์เค้ก ใส่ทั้งไส้ทั้งชีสให้จุกๆ ตัดตอนร้อนๆ ชีสยืดๆ กินร้อนให้ฟินสุดๆ    ส่วนผสม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 200 กรัม น้ำตาลทราย 1 1/2 ช้อนโต๊ะ ยีสต์ผง 1 ช้อนชาพูน เกลือป่น 1/4 ช้อนชา ไข่ไก่ 1 ฟอง น้ำอุ่น 1/4 ถ้วย เนยสดเค็มพักให้นิ่ม 50 กรัม ชีสมอซซาเรลลาขูด 200 กรัม เนื้อวัวบด 200 กรัม ออริกาโนแห้ง 1 ช้อนชา เนื้อมะเขือเทศสับ 3/4 ถ้วย ซอสพาสตา 1/2 ถ้วย      วิธีทำ เตรียมแป้งพิซซาโดยผสมแป้งสาลี น้ำตาล ยีสต์ผง และเกลือ คนให้เข้ากัน ผสมน้ำอุ่นกับไข่ไก่ให้เข้ากัน เทใส่ส่วนผสมแป้ง นวดพอเข้ากัน ใส่เนยสด นวดต่อให้เนียน พักแป้งไว้ 20 นาทีจนแป้งขึ้น รีดแป้งให้เป็นแผ่นกรุลงในพิมพ์เค้กขนาด 1 ปอนด์ จิ้มก้นแป้งด้วยส้อมแล้ววางถ้วยกั้นไว้ พักแป้งไว้อีก 10 นาที นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส เวลา 15 นาที พอแป้งสุก พักไว้ ผัดไส้เนื้อบดโดยใส่เนื้อวัวบด เนื้อมะเขือเทศสับ ซอสพาสตา ผัดให้เข้ากันจนส่วนผสมแห้ง ใส่ออริกาโนแห้ง ผัดให้หอม ยกลง ตักเนื้อบดผัดใส่แป้งพิซซาที่อบไว้โดยแบ่งใส่ 3 รอบ โรยชีสมอซซาเรลลา ทำสลับกันจนเต็มแป้งพิซซา นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส เวลา 45 นาทีโดยใช้ไฟล่างจนแป้งสุกเหลือง นำพิซซาออกจากพิมพ์ ตัดเป็นชิ้น จัดใส่จาน เสิร์ฟร้อนๆ

ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) ไข่ต้ม 2 ฟอง บุกก้อนผสมสาหร่ายหั่นชิ้น 4-6 ชิ้น ลูกชิ้นโอเด้งประมาณ 400 กรัม ผงซุปโอเด้ง 1 ซอง น้ำเปล่า 1 ลิตร ต้นหอมญี่ปุ่นหั่นท่อน 1 ต้น วิธีทำ ตั้งหม้อต้มน้ำให้เดือด ใส่ผงซุปโอเด้งลงไป ใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงต้มให้สุก ตักเสิร์ฟร้อนๆ

เบเกิลเนื้อนุ่มหนึบ วิธีทำยังนำไปต้มตามแบบฉบับดั้งเดิม โรยหน้าด้วยท็อปปิงตามชอบ และอบจนเหลือง จะทาสเปรด หรือใส่ไส้ได้ทั้งคาวและหวานตามชอบ   ส่วนผสม (สำหรับ 8 ชิ้น) น้ำอุ่น 360 มิลลิลิตร ยีสต์แห้ง 10 กรัม แป้งขนมปัง 520 กรัม น้ำตาลทราย 10 กรัม เกลือป่น 6 กรัม น้ำมันพืชสำหรับทาชามเหล็ก ไข่ขาว 1 ฟอง ส่วนผสมสำหรับน้ำต้ม น้ำ 2 ลิตร น้ำผึ้ง 60 กรัม ส่วนผสมสำหรับโรยหน้า เช่น งา กระเทียมสับ เมล็ดป๊อปปี้ ชีส ฯลฯ วิธีทำ เตรียมแป้งโดยผสมน้ำอุ่นกับยีสต์ให้เข้ากัน เทใส่โถผสม ใส่แป้ง น้ำตาลทราย และเกลือ ใช้หัวตีตะขอตีด้วยความเร็วต่ำประมาณ 2 นาที จนแป้งแข็งตัวและแห้ง เทแป้งลงบนโต๊ะที่โรยด้วยแป้งนวล ใช้มือนวดนานประมาณ 4-5 นาที นำแป้งใส่ในถ้วยเหล็กที่ทาด้วยน้ำมัน คลุมด้วยผ้าเปียก หรือพลาสติกแร็ป พักไว้ที่อุณหภูมิห้องนาน 60-90 นาที จนแป้งฟูขึ้นสองเท่า วางแผ่นซิลิโคนหรือกระดาษไขบนถาดอบ เมื่อแป้งฟูใช้มือนวดไล่อากาศออก แบ่งแป้งเป็น 8 ชิ้นเท่าๆ กัน ปั้นให้เป็นลูกบอล เจาะรูตรงกลาง และขยายแป้งออกให้เป็นวงเบเกิล พักแป้งไว้บนถาด คลุมด้วยพลาสติก ต้มน้ำกับน้ำผึ้งให้เดือด ใส่เบเกิลลงต้มครั้งละ 2-4 ชิ้น ต้มในน้ำเดือดไฟอ่อนๆ ต้มข้างละ 1 นาที แล้วจึงพลิกด้าน ตักขึ้นทาด้วยไข่ขาว โรยท็อปปิงตามชอบ นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 215 องศาเซลเซียส ประมาณ 20-25 นาที (อบครบ 10 นาที ให้หมุนถาดเพื่อให้เบเกิลมีสีสวยสม่ำเสมอ) อบจนสุก ยกลง และพักเบเกิลบนตะแกรง เมื่อจะเสิร์ฟให้สไลซ์ครึ่งและอุ่นในเตาอบอุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียสประมาณ 3-5 นาที ทาด้วยครีมชีส สเปรดที่ชอบ หรือใส่ไส้ เช่น แซลมอนรมควัน อะโวคาโด ทาแยม หรือเนยถั่ว ได้ตามชอบ  

วันแม่ปีนี้ลองทำเมนูเพื่อสุขภาพ อย่างสมูทตีโบลว์ให้คุณแม่ทานกันไหม? เสริมความหวานแหว่วด้วยสีผสมอาหารสีฟ้าให้เข้ากับเทศกาล รับรองว่ากินแล้วประทับใจไม่รู้ลืม   ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) กล้วยหอมหั่นชิ้นแช่แข็ง 3 ผล นมสดรสจืด 1/2 ถ้วย โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย (135 กรัม) สีผสมอาหารสีน้ำเงิน 1 1/2   ช้อนชา ของตกแต่ง : สตรอว์เบอร์รี กีวี บลูเบอร์รี กราโนลา ดอกไม้กินได้ ใบสะระแหน่ วิธีทำ ใส่กล้วยหอมแช่แข็ง นมสด และโยเกิร์ตลงในโถปั่น ใส่สีผสมอาหารสีน้ำเงิน เปิดเครื่องปั่น ปั่นให้ส่วนผสมละเอียดเนียน เทส่วนผสมใส่ชาม ตกแต่งด้วยสตรอว์เบอร์รี กีวี บลูเบอร์รี กราโนลา ดอกไม้กินได้ และใบสะระแหน่  

  ฤดูฝนแบบนี้อะไรจะดีไปกว่าการได้นั่งล้อมวงกินหม้อไฟรสแซ่บร้อนๆ ท่ามกลางอากาศเย็น โดยสูตรนี้จะจัดจ้านไปด้วยเครื่องเทศ ส่วนตัวเกี๊ยวไส้แน่นเต็มปากเต็มคำ อิ่มอร่อยได้ทั้งแก็งค์   ส่วนผสม (สำหรับ 5 ที่) เนื้อไก่บด 500 กรัม เนื้อกุ้งสด 300 กรัม      สามเกลอตำละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ แป้งเกี๊ยวซ่า 100 กรัม ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา น้ำมันงา 1 ช้อนชา แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมะขามเปียก 4 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา 1/4 ถ้วย น้ำสต๊อกไก่ 5 ถ้วย น้ำพริกเผาปรุงรส น้ำพริกเผา 3 ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูแห้ง 5-6 เม็ด หอมแดงหั่นหยาบ 4 หัว        กระเทียม 5-6 กลีบ กุ้งแห้งป่น 2 ช้อนโต๊ะ ถั่วลิสงคั่วบด 1/4 ถ้วย น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ เครื่องปรุงอื่นๆ ต้นหอม ผักชีซอย 1/2 ถ้วย มะนาวผ่าซีก 2 ผล กระเทียมเจียว 1/4 ถ้วย วิธีทำ ผสมเนื้อไก่บด สามเกลอตำ น้ำมันงา ซีอิ๊วขาว แป้งข้าวโพด และเกลือ คลุกให้เข้ากัน หมักไว้ ทำน้ำพริกเผาปรุงรสโดยคั่วหอมแดง กระเทียม และพริกขี้หนูแห้งให้สุกหอม นำมาตำให้ละเอียด ผัดเครื่องที่ตำกับน้ำมันให้หอม ใส่น้ำพริกเผา กุ้งแห้งป่น ถั่วลิสง ผัดต่อให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำตาลและเกลือ ผัดให้เข้ากัน นำแป้งเกี๊ยวมาห่อส่วนผสมไก่ ห่อแบบเกี๊ยวซ่า นำไปลวกให้สุก ตักขึ้นคลุกกับน้ำมันกระเทียมเจียวเตรียมไว้ ตั้งหม้อน้ำสต๊อกให้เดือด ใส่น้ำพริกเผาปรุงรส ใส่น้ำมะนามเปียก และน้ำปลา ต้มให้เดือด ใส่กุ้งสด ต้มจนสุก ยกลง  ใส่เกี๊ยวลวกในชาม ตักน้ำซุปพร้อมกุ้งราดให้ทั่ว โรยต้นหอม ผักชีซอย และกระเทียมเจียว เวลารับประทาน บีบน้ำมะนาวใส่     

  ส้มตำรสจัดจ้านซึ่งเป็นที่นิยมในปัจจุบัน มะละกอฝานเป็นเส้นบางและใหญ่ ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้า โรยเม็ดกระถินสีเขียวรสมัน   ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) มะละกอดิบฝานประมาณ 2 ถ้วย พริกขี้หนู 5 เม็ด กระเทียมไทย 10 กลีบเล็ก มะเขือเทศ 3 ผล มะกอก 1 ล                                มะเขือเหลือง 2 ผล ปูนาดอง 2 ตัว น้ำปลาร้า 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ มะนาว 1 ผล กะปิ 1 ช้อนชา เม็ดกระถินปริมาณตามชอบ วิธีทำ ตำพริกและกระเทียมในครกให้พอแหลก หั่นมะเขือเทศ มะกอก และมะเขือเหลืองใส่ ตำพอแหลก ใส่ปูนา น้ำปลาร้า น้ำตาลปี๊บ กะปิ และมะนาว (บีบน้ำมะนาวและใส่เปลือกมะนาวลงไปด้วย) คลุกเคล้าให้เข้ากัน ชิมและปรุงรสเพิ่มตามชอบ ใส่มะละกอ ตำและเคล้าให้พอเข้ากัน ตักใส่จาน โรยเม็ดกระถิน เสิร์ฟพร้อมข้าวเหนียวนึ่ง

  พาสตาจานโปรดของครอบครัว ราวิโอลีหรือเกี๊ยวสไตล์อิตาลีไส้ชีสและเห็ด ผัดพร้อมกับเนยสด เติมกลิ่นหอมสดชื่นของน้ำเลมอน เสิร์ฟพร้อมเลมอนย่าง ได้รสเปรี้ยวพอเหมาะลงตัว   ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) เนยจืด 1/4 ถ้วย เลมอนสไลซ์ 4 ชิ้น        กระเทียมสับ 1/2 ช้อนโต๊ะ ราวิโอลี 250 กรัม น้ำเลมอน 2 ช้อนโต๊ะ เกลือทะเล และพริกไทยดำบดหยาบสำหรับปรุงรส อิตาเลียนพาร์สลีย์สับเล็กน้อย ผิวเลมอนหั่นเส้น และใบสะระแหน่สำหรับโรยหน้า วิธีทำ ใส่เนยลงในกระทะเล็กน้อยพอให้ละลาย ใส่เลมอนสไลซ์ลงย่างให้มีสีเหลืองทอง และมีกลิ่นหอม ตักขึ้นพักไว้ ต้มน้ำให้เดือด ใส่ราวิโอลีลงต้มให้สุก (ตามเวลาที่กำหนดไว้ข้างซอง) เมื่อสุกตักขึ้น (เก็บน้ำต้มพาสตาไว้) ในกระทะใบเดิมใส่เนยที่เหลือลงไป ใส่กระเทียมลงผัดพอให้มีกลิ่นหอม ใส่ราวิโอลีต้มสุกลงไปผัด เติมน้ำต้มพาสตาประมาณ 1/4 ถ้วย ใส่น้ำเลมอน ปรุงรสด้วยเกลือ และพริกไทย ถ้าแห้งให้เติมน้ำต้มพาสตา ผัดให้มีน้ำขลุกขลิก ตักขึ้นใส่จาน โรยผิวเลมอน และอิตาเลียนพาร์สลีย์สับ ตกแต่งด้วยใบสะระแหน่ เสิร์ฟพร้อมเลมอนย่าง และกินร้อนๆ

  เมนูผักอบที่เหมาะเป็นเครื่องเคียงคู่กับเมนูต่างๆ ใช้ผักสีรสหวานสวยอย่างซุกกินี และมะเขือเทศรสเปรี้ยวอมหวานสไลซ์บางๆ เรียงบนถาดอบ ราดน้ำมันมะกอก โรยชีสผสมเกล็ดขนมปังป่นให้รสเค็มๆ และเนื้อสัมผัสกรุบกรอบ   ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) ซุกกินี 3-4 ผล มะเขือเทศ 4-6 ผล        น้ำมันมะกอก 4 ช้อนโต๊ะ เกล็ดขนมปังป่น 1 ถ้วย ชีสพาร์เมซานขูด 1/2 ถ้วย ออริกาโนป่น และไทม์ป่นอย่างละเล็กน้อย เกลือทะเล และพริกไทยดำบดหยาบสำหรับปรุงรส วิธีทำ สไลซ์ซุกกินีและมะเขือเทศเป็นแว่นหนาประมาณ 0.5 เซนติเมตร วางเรียงสลับกันในถาดอบให้สวยงาม ราดน้ำมันมะกอก โรยเกลือ และพริกไทยให้ทั่ว ผสมเกล็ดขนมปังป่นกับชีสพาร์เมซานขูด ออริกาโน และไทม์ พักไว้ นำซุกกินีเข้าเตาอบอุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที ยกออกจากเตา โรยเกล็ดขนมปังที่ผสมไว้ให้ทั่ว อบต่ออีกประมาณ 15 นาทีจนผักสุกและเกล็ดขนมปังมีสีเหลืองทอง

  คนที่เรียกตัวเองว่ากินอาหารสายคลีนฟู้ด แน่นอนว่าหลักการสำคัญคืออาหารต้องไม่ผ่านการปรุงแต่ง เป็นอาหารจากธรรมชาติ ถ้าสดจากไร่มาเสิร์ฟบนจานอาหารได้น่าจะดีที่สุด   วิธีการปลูกควรเป็นออร์แกนิก ไม่ใส่ปุ๋ยสารเคมีก็จะยิ่งรู้สึกคลีน ถ้าเป็นเนื้อสัตว์ก็ต้องเป็นสัตว์ที่เลี้ยงอย่างอิสะเสรี ไม่ใช่ในฟาร์มปิด เดินในท้องทุ่งและได้รับแสงแดดจากธรรมชาติ ถ้าเป็นเนื้อสัตว์ที่กินหญ้าอย่างกราสเฟ็ด (Grass Fed) ย่อมดีกว่าแน่นอน   ชาวคลีนฟู้ดจึงต้องกินอาหารจากธรรมชาติที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งทั้งวิธีการทำ และปรุงแต่งรสชาติน้อยที่สุด จนบางคนอาจถามว่าแล้วเมนูของหวานจะกินได้ไหม และควรกินอะไร   ผู้เชี่ยวชาญสายคลีนบอกว่าเมนูของหวานนั้นก็ใช้หลักการเดียวกันคือปรุงแต่งน้อยที่สุด ไม่กินน้ำตาลแปรรูปทุกชนิด และได้รสหวานจากธรรมชาติ เช่น รสหวานจากผลไม้ดีที่สุด ถ้าจะกินน้ำตาลก็ควรเป็นน้ำผึ้งหรือเมเปิลไซรัป ถ้าเทียบน้ำตาลของบ้านเรา น้ำตาลโตนดหรือน้ำตาลมะพร้าวน่าจะได้ แต่ไม่ควรมากเกินไป   ถ้ากินรสหวานจากผลไม้เป็นหลักก็น่าจะดีอยู่ แต่ถ้าอยากจะสร้างสรรค์กินเมนูให้แปลกออกไปบ้างก็ต้องไม่ปรุงแต่งมาก อย่างเช่น Oats Pie with Berries หรือพายข้าวโอ๊ตกับเบอร์รีนี้   เมนูนี้น่าสนใจมากเพราะนำของที่ได้ชื่อว่าสุขภาพมาจัดแต่งให้เป็นเมนูที่น่ากิน และไม่ต้องผ่านความร้อนเลย ฐานพายใช้ข้าวโอ๊ตแช่ในน้ำนม จะเป็นนมสด นมอัลมอนด์ หรือนมมะพร้าวก็ได้ ควรแช่ค้างคืนไว้จนข้าวโอ๊ตดูดน้ำนมจนพองเนื้อแน่น แล้วนำมาใส่ถาดเกลี่ยเป็นฐานพายได้ ใส่น้ำผึ้งเพิ่มความหวานเล็กน้อย   ข้าวโอ๊ตนี้มีประโยชน์มากเพราะมีเส้นใยอาหารชนิดละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ ชนิดละลายน้ำจะช่วยลดการสร้างและชะลอการดูดซึมคอเลสเตอรอล ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวาน ข้าวโอ๊ตยังมีกากใยชนิดไม่ละลายน้ำจึงช่วยเรื่องท้องผูกได้อย่างดี ถ้าใช้นมอัลมอนด์จะเพิ่มพลังสุขภาพมากขึ้น เพราะอัลมอนด์มีไขมันไม่อิ่มตัวสูง และการแช่ข้าวโอ๊ตให้นุ่มจะย่อยได้ดีกว่า   เมื่อได้ข้าวโอ๊ตแช่นมเป็นฐานพายเนื้อนุ่มแล้ว ชั้นต่อมาซึ่งโดยทั่วไปมักเป็นครีมชีสให้ใช้กรีกโยเกิร์ตแทน กรีกโยเกิร์ตเนื้อจะแน่นหนักกว่าโยเกิร์ตทั่วไป รสเปรี้ยวครีมมี่กว่า ปาดหน้าเป็นชั้นครีมได้สะดวกมาก และแน่นอนว่ามีจุลินทรีย์พรีไบโอติกส์ที่ช่วยทำความสะอาดลำไส้ได้เป็นอย่างดี และยังมีแคลเซียมสูง ส่วนผลไม้โรยหน้าใช้เบอร์รีชนิดต่างๆ เช่น สตรอว์เบอร์รี ราสป์เบอร์รี บลูเบอร์รีที่มีวิตามินเอช่วยบำรุงสายตาได้เต็มเปี่ยม จะเพิ่มสีผลไม้ให้ตัดกันชวนกินอย่างกีวีหรือส้มที่มีวิตามินซีก็ได้   เมนูนี้จึงเข้าหลักการของสายคลีนฟู้ดที่ไม่เพียงน่ากินเท่านั้น แต่ชวนทำด้วยเพราะทำได้ง่ายมาก   Oat Pie with Berries ส่วนผสม ข้าวโอ๊ต 2 ถ้วย เมล็ดเจีย 3 ช้อนโต๊ะ นมอัลมอนด์ 2 ถ้วย น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะ วานิลลา 1 ช้อนโต๊ะ กรีกโยเกิร์ตประมาณ 2 ถ้วย เกลือเล็กน้อย ผลไม้ เช่น กีวี เบอร์รีต่างๆ ตามชอบ หั่นชิ้นเล็กให้สวยงาม วิธีทำ ผสมข้าวโอ๊ต เมล็ดเจีย นมอัลมอนด์ น้ำผึ้ง วานิลลา และเกลือ คนให้เข้ากัน ตักใส่ถาดแล้วปาดหน้าให้เรียบ ปิดด้วยแร็ปแล้วนำไปแช่ตู้เย็นค้างคืนไว้ หรืออย่างน้อย 3 ชั่วโมงจนกว่าเนื้อข้าวโอ๊ตจะนุ่มพองอยู่ตัว ตักกรีกโยเกิร์ตปาดหน้าบนข้าวโอ๊ต วางผลไม้ให้สวยงาม ปิดด้วยแร็ปแล้วนำไปแช่เย็นก่อนเสิร์ฟ

จากความตั้งใจเริ่มแรกที่เพียงแค่อยากทำอาหารตามที่ใจรัก จนกลายเป็นเชฟมืออาชีพเต็มตัวที่พิสูจน์ความสำเร็จผ่านการแข่งขันทำอาหารมากมาย รวมทั้งการคว้าตำแหน่งรองแชมป์รายการ Top Chef Thailand ทำให้เธอกลายเป็นขวัญใจของเหล่านักชิม ตอนนี้เป้าหมายต่อไป “เชฟเมย์ - พัทธนันท์ ธงทอง” คือการนำความอร่อยของชาวเอเชีย รวมทั้งรสชาติแบบไทยๆ มาผสมผสานกับอาหารนานาชาติไปสู่วงการอาหารระดับโลก     “ส่วนตัวเมย์คิดว่าอาหารเอเชียคือเทรนด์ที่มาแรง รสชาติเผ็ดจัดจ้าน มีความสไปซีทรอปิคอล จะเห็นว่า อาหารฝรั่งนำไปผสมผสานเยอะขึ้นมากในช่วงหลังๆ มานี้ เพราะความเผ็ดร้อนที่กลมกล่อม มีหลายระดับตามแต่ละสายพันธุ์ของพริก ซึ่งเป็นเสน่ห์ของรสชาติอาหารในฝั่งเอเชีย   ตัวเราเป็นคนเหนือแท้ๆ เลยมักหยิบวัตถุดิบท้องถิ่นในภาคเหนือมาประยุกต์ใช้ อยากให้คนรู้จักรสชาติจากภูมิปัญญาท้องถิ่น และถือเป็นการยกระดับอาหารบ้านเกิดด้วย เหมือนที่เราออกผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างน้ำพริกส็อก พูดง่ายๆ คือ Spicy Tomato Paste แบบไทยๆ มีความนัวของปลาร้ากะปิ ความเปรี้ยวหวานจากมะเขือเทศ ซึ่งสามารถเปิดกินได้เลย ทำเป็นดิปซอส หรือนำไปเป็นส่วนผสมในการทำอาหารอื่นๆ ก็ได้ ในอนาคตเมย์อยากให้ประเทศไทยมีน้ำพริกหรือซอสแบบนี้เป็นตัวแทนรสชาติของคนไทยที่คนทั่วโลกรู้จักค่ะ”   สำหรับเมนูที่บ่งบอกความเป็นตัวตนซึ่งเชฟเสิร์ฟให้เราในวันนี้ก็ยังคงคอนเซ็ปต์ “ทวิสต์” อย่างเต็มเปี่ยม เพราะ “ริซอตโตหมึกดำ” จานนี้ หากใครได้ชิมเป็นต้องเซอร์ไพรส์ในรสชาติความอร่อยที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใครอย่างแน่นอน   “เมนูนี้นำรสชาติแบบไทยมาผสมอิตาเลียนตอนใต้ หมึกดำรสชาติเข้มข้นจัดจ้าน มีพริกแห้งเป็นส่วนผสม เราใช้ปลาหมึกสดจากชาวประมงพื้นบ้านส่งตรงจากทะเล ซึ่งจะได้ความสดและกรอบ เราแยกทำสองส่วน ริซอตโตปรุงแบบสไตล์อิตาเลียน ส่วนปลาหมึกและดีหมึกผัดเคี่ยวกับพริกแห้งและน้ำตาลมะพร้าวแบบไทยๆ จานนี้บ่งบอกตัวตนของเราอย่างแท้จริง ที่ถึงแม้จะไปเรียนทำอาหารที่อิตาลี แต่ก็ยังมีรากเหง้าของความเป็นไทยอยู่เสมอ   เอกลักษณ์ของเมย์คือ การทำอาหารฝรั่งแบบ Western Based ผสมผสานกับสไตล์เอเชียนทวิสต์ นี่คือซิกเนเจอร์ที่เราภาคภูมิใจนำเสนอ (ยิ้ม)”     ริซอตโตหมึกดำ (Black Squid Ink Risotto) ส่วนผสม  (สำหรับ 1-2 ที่) ปลาหมึกสด 300 กรัม รากผักชี 1 ราก หอมแดง 3 หัวเล็ก ตะไคร้ 1 ต้น น้ำตาลมะพร้าว 15 กรัม ซีอิ๊วขาว 10 กรัม พริกไทยดำ 1 หยิบมือ น้ำเปล่า 20 กรัม น้ำมัน (สำหรับผัด) ส่วนผสมริซอตโต ข้าวริซอตโตหุงสุก 150 กรัม เกลือ 1/8 ช้อนชา น้ำตาล 1/4 ช้อนชา พริกไทยดำ 1 หยิบมือ น้ำสต๊อก 50 กรัม น้ำเลมอน 3/4 ช้อนชา เนย 10 กรัม พริกแห้งหั่นเล็ก 1 เม็ด หมึกดำ ผิวเลมอน วิธีทำ สำหรับปลาหมึก ตั้งไฟให้ร้อน ใส่น้ำมันลงไปผัดตะไคร้ หอมแดง รากผักชี ให้หอม ใส่เครื่องปรุงทั้งหมดลงไปเคี่ยวตามด้วยปลาหมึก ตอนผัดต้องใช้ไฟแรงเพื่อให้ปลาหมึกสุกกรอบ ไม่เหนียว ตั้งกระทะใส่น้ำมัน ใส่พริกแห้งลงไปคั่ว ตามด้วยข้าวริซอตโตหุงสุก น้ำสต๊อก และเครื่องปรุงทุกอย่าง ยกเว้นน้ำมะนาว ผัดให้เข้ากัน ตามด้วยเนยสด คนจนละลายเข้ากันดี ปรุงรสด้วยน้ำมะนาวและผิวเลมอนเป็นลำดับสุดท้าย

  ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) มะเขือม่วงผลขนาดกลาง 2-3 ผล แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ถ้วย ไข่ไก่ตีให้เข้ากัน 1 ฟอง เกล็ดขนมปังป่น 1 ถ้วย น้ำมันพืชสำหรับทอด และพาร์สลีย์สับสำหรับโรยหน้า ส่วนผสมและวิธีทำน้ำจิ้ม ซอสพอนสึยูซุ 1/4 ถ้วย และผิวเลมอนขูด 1 ช้อนชา ทำน้ำจิ้มโดยผสมทุกอย่างให้เข้ากัน วิธีทำ หั่นมะเขือม่วงเป็นแว่นหนาประมาณ 0.5 เซนติเมตร แช่ในน้ำใส่เกลือเล็กน้อย พักไว้ประมาณ 5 นาที ตักขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ โรยแป้งสาลีให้ทั่วชิ้นมะเขือม่วง ตบแป้งออกเบาๆ ชุบไข่ และเกล็ดขนมปัง กดเบาๆ ให้เกล็ดขนมปังติดทั่ว ทอดมะเขือม่วงในน้ำมันร้อนท่วม ใช้ไฟปานกลางจนเกล็ดขนมปังเป็นสีเหลืองทอง ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน จัดมะเขือม่วงใส่จาน โรยพาร์สลีย์สับ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซอสพอนสึ    

  การทำพิซซาไม่ยากอย่างที่คิด สูตรนี้เป็นสูตรแป้งหนานุ่ม ท็อปมาด้วยชีสเยิ้มๆ กินพร้อมแซลมอนชิ้นโต หอมอร่อย กินกันได้หลายคนเลยล่ะ   ส่วนผสมแป้งพิซซาแบบหนา (สำหรับ 8 ชิ้น) แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 1/2 ถ้วย เกลือป่น 1/4 ช้อนชา น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา ยีสต์ผง 2 ช้อนชา ไข่ไก่ 1 ฟอง น้ำอุ่น 1/3 ถ้วย น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ ส่วนผสมหน้า ครีมเปรี้ยว 1/2 ถ้วย เกลือป่น 1/2 ช้อนชา พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา เนื้อปลาแซลมอนหั่นชิ้นบาง 8 ชิ้น ชีสมอซซาเรลลาขูด 1/2 ถ้วย พาร์สลีย์สับสำหรับโรยหน้า วิธีทำ เตรียมแป้งพิซซาโดยผสมแป้งสาลี เกลือ น้ำตาล และยีสต์เข้าด้วยกัน ผสมน้ำอุ่นกับไข่ไก่ ตีให้เข้ากัน เทลงในแป้ง นวดให้พอเข้ากัน ใส่น้ำมันมะกอก นวดต่อจนเนียน พักแป้งไว้ 20 นาทีจนขึ้น นำมานวดเบาๆ ไล่อากาศแล้วรีดแป้งเป็นแผ่นบาง ใส่ถาดอบ พักไว้ 10 นาที ใช้ส้อมจิ้มก้นแป้ง นำแป้งพิซซาไปอบพอสุก ยกออกจากเตา ผสมครีมเปรี้ยว เกลือ และพริกไทย คนให้เข้ากัน นำไปทาบนแป้งพิซซาให้ทั่ว โรยชีสมอซซาเรลลาให้ทั่ว วางเนื้อปลาแซลมอน โรยพาร์สลีย์สับ นำเข้าเตาอบจนสุกชีสเป็นสีน้ำตาล

  เริ่มต้นวันดีๆ ด้วยเมนูอาหารเช้าที่ทำง่าย และเตรียมไว้ล่วงหน้าได้ ข้าวโอ๊ตเป็นธัญพืชที่มีเส้นใยอาหารและโปรตีนสูง ใส่นมแช่ไว้ 1 คืน ข้าวโอ๊ตจะนุ่มพร้อมกิน ปรับเปลี่ยนท็อปปิงเป็นผลไม้ ถั่วต่างๆ ได้ตามชอบ   ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) ข้าวโอ๊ต 1 ถ้วย นมอัลมอนด์รสจืด 2 ถ้วย สตรอว์เบอร์รีหั่นเสี้ยว 6 ผล ดาร์กช็อกโกแลตสับ 1/4 ถ้วย วอลนัตอบสับหยาบ 1/4 ถ้วย น้ำผึ้งปริมาณตามชอบ วิธีทำ ใส่ข้าวโอ๊ตลงในกล่องที่มีฝาปิด เทนมอัลมอนด์ใส่ คนให้เข้ากัน ปิดฝาให้สนิทใส่ตู้เย็นไว้ 1 คืน ตักข้าวโอ๊ตใส่ชาม ตกแต่งด้วยสตรอว์เบอร์รี ดาร์กช็อกโกแลต วอลนัตอบ และราดน้ำผึ้ง

  เชื่อว่าคนที่สนใจเรื่องสุขภาพน่าจะต้องเคยถูกถามว่า “ทำ IF ไหม” แม้แต่คนที่ไม่สนใจอาจจะ ยังเคยถูกถาม เพราะเป็นกระแสลดน้ำหนักดูแลสุขภาพยอดฮิตที่เข้าใจกันว่าใครๆ ก็ต้องสนใจ   IF ก็คือ Intermittent Fasting เป็นการดูแลสุขภาพรูปแบบหนึ่งที่กำลังฮิตมากในปัจจุบัน แนวทางหรือหลักการของ IF ก็มาแปลก เพราะไม่ได้สนใจว่าเราควรจะกินอะไรเหมือนแนวทางอื่นๆ แต่สนใจว่า เราควรกินเมื่อใด โดยใช้เวลามาเป็นกรอบให้ปฏิบัติว่าเราควรกินช่วงใด เพราะฉะนั้น ใน 1 วัน จึงแบ่งเป็นเวลาช่วงที่กินอาหารได้เรียกว่า Feeding และช่วงอดอาหาร Fasting   โดยใน 1 วัน 24 ชั่วโมง อาจจะเริ่มจากช่วงอดอาหาร 14 ชั่วโมง ช่วงเวลาที่กินได้ 10 ชั่วโมง แล้วก็เพิ่มเป็นช่วงอด 16 ชม. กินได้ 8 ชั่วโมง เพิ่มขึ้นเป็นช่วงอด 20 ชั่วโมง กินได้ 4 ชั่วโมง จนถึงกินได้ 1 วัน อด 1 วัน อาทิตย์ละ 2 ครั้ง เป็นต้น แต่ระยะเวลายอดฮิตติดอันดับที่คนปฏิบัติแล้วได้ผล คือ อด 16 ชั่วโมง ช่วงเวลากินได้ 8 ชั่วโมง อันเป็นที่มาของตัวเลขที่เรียกกันว่า 16/8   น่าสนใจขึ้นไปอีกว่า การกำหนดเวลาขึ้นอยู่ไลฟ์สไตล์ของตัวคุณเองอีก เช่น ถ้าเป็นคนที่กินอาหารเช้าไม่ค่อยทันเพราะต้องรีบ และหาอาหารเช้าที่มีคุณภาพกินไม่ได้ ก็ให้เริ่มกินมื้อแรกตอนเที่ยง 12.00 น. มื้อสุดท้ายห้ามเกิน 20.00 น. และเริ่มกินอีกครั้งของเที่ยงอีกวันหนึ่ง คนเลือกช่วงนี้ บางคนก็รู้สึกไม่ลำบากเพราะช่วงอดเป็นช่วงเวลานอนพอดี แต่ถ้าบางคนเชื่อในอาหารเช้าว่าต้องกินและต้องกินให้อิ่มสารอาหารครบถ้วน ก็เริ่มกินมื้อเช้า 08.00 น. และกินมื้อสุดท้าย 16.00 น. ก็จะเข้าสูตร 16/8 พอดี   ชาว IF บอกว่า ที่เรียกว่าช่วงอดอาหาร ไม่ใช่การอดอาหารแบบไม่กินอะไร แม้จะไม่กินในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ช่วงที่กินได้ต้องกินให้ได้สารอาหารครบ และได้แคลอรีตามที่กำหนด และไม่มีข้อกำหนดด้วยว่ากินอะไรไม่ได้ จะกินอะไรก็ได้ เช่น พิซซ่า ไก่ทอด ของหวานก็กินได้ ไม่ต้องมาเครียดกับเมนูอาหาร แต่ในช่วงอดกินได้เพียงน้ำเปล่า และอาหารที่ไม่มีแคลอรี เช่น กาแฟดำ   หลักการของแนวคิดนี้ เชื่อว่าเมื่อเรากินอาหารเข้าไป ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน เพื่อให้อินซูลินนำอาหารเข้าไปในเซลล์ ร่างกายก็จะได้พลังงานจากอาหารไปใช้เป็นหลัก ไขมันที่ถูกสะสมอยู่ก็ไม่ได้นำมาใช้ หรือใช้ได้น้อย ถ้าเรากินเรื่อยๆ บ่อยๆ อินซูลินก็หลั่งบ่อย ไขมันยิ่งไม่ได้ถูกใช้ เราก็เลยอ้วน ถ้าอย่างนั้นเราก็กินน้อยลง หรืออดไม่กินอาหาร ร่างกายก็จะดึงไขมันสะสมมาใช้ เราก็จะไม่อ้วน ช่วยลดพุงไปด้วย   ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า พอเราเริ่มอดอาหารก็อย่าทึกทักว่าไขมันที่เก็บไว้จะถูกนำมาใช้ทันที เพราะอาหารที่เรากินเข้าไปยังย่อยไม่หมด ซึ่งจะใช้เวลาย่อย 8-12 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับอาหารที่เรากินว่าย่อยยากหรือไม่ พอผ่านช่วงนี้ไปแล้วจึงถึงช่วงเวลาอดอาหารที่เรียกว่า Fasting เพราะฉะนั้น ก็ต้องอดนานขึ้นคือ 16 ชั่วโมง และถ้ายังรู้สึกว่าอยากให้ไขมันที่เก็บไว้ถูกนำมาใช้จึงต้องเพิ่มเวลาอดไปเรื่อยๆ แต่ควรค่อยๆ เพิ่มช่วงเวลาการอดเพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัว   มีการศึกษาว่าการอดอาหารเป็นเวลาช่วยทำให้น้ำหนักลด 3-8% ในช่วงเวลา 3-24 สัปดาห์ รอบเอวลดลงไป 4-7% คนที่ทดลองทำ 8 สัปดาห์ (2 เดือน) ตัวเลขบนตาชั่งหายไป 8% โดยสันนิษฐานว่า มาจากระบบเผาผลาญที่ทำงานดีขึ้นนั่นเอง แต่ก็มีคำแนะนำว่าผู้ที่ป่วยเป็นโรคกระเพาะและเบาหวานควรปรึกษาแพทย์ก่อน   แม้ IF จะไม่เคร่งครัดในเรื่องการกินอาหาร แต่ก็ไม่สมควรกินอาหารที่มีไขมันสูง โปรตีนมากเกินไป การเลือกกินอาหารสุขภาพน่าจะช่วยให้การอดอาหารนี้ประสบความสำเร็จด้วยดี เมนูที่น่าจะเป็นทางเลือกเมนูหนึ่งคือ Quinoa Tabbouleh หรือ ควินัว ทาบูเล่   ทาบูเล่ เป็นสลัดของคนในแถบตะวันออกกลาง โดยใช้อาหารจำพวกธัญพืช ซึ่งทำจากข้าวสาลีเมล็ดแตกที่ทำให้สุกและอบแห้ง ซึ่งยังมีส่วนของจมูกข้าวอยู่ เป็นเมล็ดเล็กๆ ที่เรียกกันว่า Bulgur ซึ่งมีวิตามินและสารอาหารต่างๆ ครบถ้วน นำมาทำสลัดใส่พาร์สลีย์สับละเอียด ใบสะระแหน่หรือใบมิ้นต์มะเขือเทศ ปรุงรสด้วยน้ำมะนาวเลมอน กระเทียม น้ำมันมะกอก กลิ่นหอมของพาร์สลีย์ มิ้นต์ และมะนาวเลมอนช่วยให้สลัดจานนี้สดชื่นมาก   เมนูนี้เราใช้ควินัว (Quino) แทน ซึ่งมีเมล็ดเล็กคล้ายกัน ควินัวจัดเป็นซูเปอร์ฟู้ดที่มีสารอาหารและวิตามินสูงซึ่งเป็นที่นิยมมาอย่างต่อเนื่อง เป็นพืชท้องถิ่นดั้งเดิมที่ปลูกได้ทั่วไปในอเมริกาใต้โดยเฉพาะในเปรูและโบลิเวีย เมื่อหุงสุกควินัวจะมีเนื้อกรุ๊บๆ และมันๆ ซึ่งคนทั่วไปนิยมนำมาทำสลัดเช่นกัน   ควินัว ทาบูเล่ เมนูสุขภาพเมนูหนึ่งของชาว IF ในวันที่ต้องการเลือกกินอาหารซึ่งไม่ต้องใช้เวลาย่อยมาก แม้ว่าบางคนจะบอกว่าควินัวเม็ดเล็กๆ นี้เหมือนอาหารนก แต่จัดว่ามีประโยชน์และคุณค่าอาหารสูงมากทีเดียว   ควินัว ทาบูเล่ (Quinoa Tabbouleh) ส่วนผสม ควินัว 1 ถ้วย เกลือทะเล ½ ช้อนชา น้ำ 1 ¼ ถ้วย แตงกวาญี่ปุ่น ½ ถ้วย มะเขือเทศลูกเล็ก หั่นแว่น 1 ถ้วย พาร์สลีย์สับละเอียด ¾ ถ้วย ใบสะระแหน่สับ  ½ ถ้วย กระเทียมสับหยาบ 1 ½ ช้อนโต๊ะ น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ เกลือ พริกไทย อย่างละเล็กน้อย วิธีทำ ล้างควินัวให้สะอาด ใส่หม้อ ใส่เกลือ และน้ำ นำขึ้นตั้งไฟค่อนข้างแรง พอเดือดหรี่ไฟลง ปิดฝา คนเป็นระยะ พอน้ำแห้ง ปิดฝาไว้ประมาณ 10 นาที แล้วนำมาใส่ถาด ใช้ส้อมเกลี่ย และพักไว้ให้หายร้อน ผสมน้ำมันมะกอก กระเทียม เกลือ พริกไทย ตีให้เข้ากัน พักไว้ ในชามผสมใส่ควินัวหุงสุกประมาณ 1½ ถ้วย ใส่แตงกวา มะเขือเทศ พาร์สลีย์ ใบสะระแหน่ ใส่น้ำสลัด คลุกให้เข้ากัน ชิมรส รับประทานทันที

  เพนเนพาสตานุ่มหนึบ ผัดกับพิงก์ซอสที่ใส่ซอสมะเขือเทศและครีม ให้รสชาติเข้มข้นละมุนลิ้น โรยชีสแล้วอบจนชีสยืดอร่อย   ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่) เพนเนพาสตาต้มสุก 1 ถ้วย ซอสมะเขือเทศพาสตา 1/2 ถ้วย วิปปิงครีม 1 ถ้วย วอดก้า 2 ช้อนโต๊ะ กุ้งแชบ๊วยหั่นชิ้นพอคำลวก 1 ถ้วย พริกป่น 1-2 ช้อนชา น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ ชีสพาร์เมซานขูด 1/4 ถ้วย ชีสมอซซาเรลลาขูด 1/2 ถ้วย เกลือทะเล และพริกไทยดำบดสำหรับปรุงรส พาร์สลีย์สับสำหรับโรยหน้า วิธีทำ ตั้งกระทะใส่น้ำมันมะกอก พอร้อนใส่ซอสมะเขือเทศลงผัดให้พอมีกลิ่นหอม ใส่วอดก้า ผัดให้แอลกอฮอล์ระเหย ใส่วิปปิงครีม เพนเน และกุ้งลวก ผัดให้เข้ากัน ชิมและปรุงรสเพิ่มด้วยพริกป่น เกลือ และพริกไทย ตักใส่ชามสำหรับอบ โรยชีสมอซซาเรลลา และชีสพาร์เมซาน นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส ประมาณ 10-15 นาทีจนชีสละลาย ยกออกจากเตา โรยพาร์สลีย์สับ

  วัฟเฟิลเนื้อนุ่มๆ เสิร์ฟกับสันในไก่คลุกมายองเนส และมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบ (Chips) นำไปอบจนสุกหอม ราดด้วยซอสครีม รสชาติครีมมี่ลงตัว   ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) เนื้อสันในไก่ 500  กรัม มายองเนส 1/2 ถ้วย มันฝรั่งแผ่น (Chips) บุบละเอียด (แต่ยังมีเนื้อหยาบๆ อยู่บ้าง) 150 กรัม (1 ซองใหญ่) เกลือทะเล และพริกไทยป่นสำหรับปรุงรสเล็กน้อย ต้นหอมซอย และพริกไทยดำบดสำหรับโรยหน้า ส่วนผสมวัฟเฟิล แป้งสาลีอเนกประสงค์ 2 ถ้วย เกลือป่น 1 ช้อนชา ผงฟู 4 ช้อนชา น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ ไข่ไก่ 2 ฟอง นมอุ่น 1 1/2 ถ้วย เนยจืดละลาย 1/3 ถ้วย ส่วนผสมซอสครีม เนยจืด (พักให้นุ่ม) 2 ช้อนโต๊ะ แป้งสาลีอเนกประสงค์ 2 ช้อนโต๊ะ นมอุ่น 1 ถ้วย เกลือทะเลและพริกไทยป่นสำหรับปรุงรสเล็กน้อย วิธีทำ หมักสันในไก่กับเกลือทะเล และพริกไทยป่นเล็กน้อย พักไว้สักครู่ เคล้าไก่กับมายองเนสให้ทั่ว คลุกกับมันฝรั่งแผ่นที่บุบไว้ ใช้มือกดให้มันฝรั่งติดทั่ว วางเรียงบนถาดที่รองด้วยกระดาษไข นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ประมาณ 15-18 นาทีจนสุก ยกออกจากเตา ทำวัฟเฟิลโดยผสมแป้งสาลี เกลือป่น ผงฟู และน้ำตาลทรายเข้าด้วยกัน พักไว้ ผสมไข่ไก่กับนมอุ่นและเนยละลายให้เข้ากัน เทใส่แป้ง คนด้วยตะกร้อมือจนเข้ากัน (แป้งไม่เป็นเม็ด) อุ่นเตาวัฟเฟิลให้ร้อน ตักแป้งวัฟเฟิลใส่ให้เต็ม ปิดฝา และอบจนสุกเหลืองทั้ง 2 ด้าน ตักขึ้นพักไว้ ทำซอสครีมโดยผสมเนยกับแป้งสาลีให้พอเข้ากัน ตักใส่หม้อใบเล็ก ใช้ไฟอ่อนผัดจนแป้งสุก ค่อยๆ เติมนมอุ่น ใช้ตะกร้อมือคนจนเป็นซอสข้น (ถ้าข้นไปเติมนมเล็กน้อย) ชิมและปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย ยกขึ้นพักไว้ให้อุ่นๆ จัดวัฟเฟิลใส่จาน วางไก่อบ ราดครีมซอส โรยต้นหอมซอย และพริกไทยดำบด

  Marinade ในความหมายของคนฝรั่งเศส หมายถึง การหมักดองทั้งผักและผลไม้ รวมถึงการผสมเครื่องหมักเนื้อสัตว์ทุกชนิดด้วย การหมักดองผักผลไม้เป็นความจำเป็นสำหรับถนอมอาหารไว้ทานในฤดูหนาว ช่วงปลายปีหลังฤดูร้อนผักผลไม้จะสุกได้ที่ การดองก็จะได้รสที่ดีที่สุด   การหมักดองทำให้ผักผลไม้ทุกอย่างรสดีขึ้น กลิ่นหอมขึ้น ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับอาหาร การหมักนี้มีทั้งหมักอย่างเปียกและแห้ง การหมักอย่างแห้งมักใช้กับเนื้อสัตว์   การดองผักที่คนนิยมทำกันมีทั้งการดองด้วยน้ำส้มสายชูและน้ำมัน ส่วนมากการดองด้วยน้ำมันจะเก็บได้นาน และหมักเพื่อเอาไปย่างทานกับเนื้อสัตว์ต่างๆ ส่วนการดองด้วยน้ำส้มสายชูจะเก็บไว้ทานได้ตลอดฤดูหนาวหรือนานกว่านั้นเป็นปีได้ถ้าพาสเจอร์ไรซ์หลังจากการทำ   สัดส่วนพื้นฐานของการดองปริมาณของน้ำและน้ำส้มสายชูจะตายตัวคือเท่ากัน ส่วนน้ำตาลและเกลือเพิ่มลดได้เล็กน้อยตามชอบ เครื่องเทศและสมุนไพรก็ใส่ได้หลากหลาย เช่น กระเทียม พริกไทยดำ ลูกผักชี ใบกระวาน   สูตรการดองในฉบับนี้จะมีการดองด้วยน้ำส้มสายชูปกติซึ่งจัดว่าเป็นสูตรพื้นฐาน การดองน้ำส้มสายชูแบบหวาน การดองผักสุก และการดองด้วยน้ำมัน ทุกสูตรทำได้ง่ายๆ แต่ผักควรจะสด และล้างให้สะอาด   คนที่ชอบทานผักดองน่าจะลองทำดูเพราะเป็นของทำได้ง่ายๆ ทั้งช่วยประหยัดและมั่นใจว่าสะอาดแน่นอน   ผักดองน้ำส้มสายชู ส่วนผสม น้ำส้มสายชูหมักจากข้าวหอมมะลิหรือน้ำส้มสายชูชนิดอื่นตามชอบ 2 ถ้วย น้ำ 2 ถ้วย น้ำตาลทราย 50-100 กรัม ดอกเกลือ 10 กรัม เครื่องเทศ เมล็ดมัสตาร์ด กระเทียม พริกต่างๆ ลูกผักชี ยี่หร่า ผักชีลาว เป็นต้น (หรือเครื่องเทศอื่นตามชอบ) อย่างละประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ผัก ต้นกระเทียม พริกหวาน แครอต หัวไชเท้า พริกชี้ฟ้า พริกกะเหรี่ยง เป็นต้น หรือผักอื่นๆ ตามชอบ   วิธีทำ ล้างผักให้สะอาดแล้วหั่นเป็นชิ้นตามชอบ ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ ใส่ขวดโหลที่เตรียมไว้ใส่เครื่องเทศตามชอบ ผสมน้ำ น้ำส้มสายชู น้ำตาล และดอกเกลือแล้วต้มให้เดือด ยกลงจากเตา เทใส่ขวดโหล ทิ้งไว้ให้เย็น ปิดฝา แช่ตู้เย็นไว้ Notes เครื่องเทศจะใส่ลงไปต้มด้วยก็ได้จะมีกลิ่นหอมดี วิธีทำนี้ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรเซชัน (Pasteurization Process) จึงไม่ควรเก็บในตู้เย็นเกิน 2 เดือน การเลือกผักควรผสมผักที่เนื้อคล้ายกันดองด้วยกัน ผักดองน้ำส้มสายชูอย่างหวาน ส่วนผสม น้ำส้มสายชู  3 1/2 ถ้วย น้ำ 2  ถ้วย น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย ดอกเกลือ 125 กรัม เครื่องเทศ พริกไทยเม็ด 1 ช้อนโต๊ะ เบย์ลีฟ 2-3 ใบ ลูกผักชี 1 ช้อนโต๊ะ ผัก แครอต 1 ถ้วย หอมแดง 1 ถ้วย พริกหวาน 2 ลูก หัวไชเท้า 1 ถ้วย   วิธีทำ หั่นผักเป็นชิ้นเล็กๆ เตรียมไว้ ละลายดอกเกลือในน้ำ ใส่ผักแช่ไว้อย่างน้อย 12 ชั่วโมง จากนั้นเทน้ำทิ้ง ล้างให้สะอาด พักให้สะเด็ดน้ำ ต้มน้ำตาลกับน้ำส้มสายชู และเครื่องเทศจนเดือด ใส่ผักทั้งหมด ต้มให้เดือดอีก 5 นาที เรียงผักใส่ขวดให้สวย ใส่น้ำต้มให้มิดผัก ปิดฝา พักไว้ให้เย็น แล้วแช่ตู้เย็นไว้ ผักดองน้ำส้มสายชูแบบผักสุก ส่วนผสม น้ำส้มสายชู 2 1/2 ถ้วย ดอกเกลือ 30 กรัม น้ำตาลทรายแดง 250 กรัม กระเทียม 4-5 กลีบ ใบไทม์ 2-3 กิ่ง เบย์ลีฟ 2-3 ใบ        ผัก หอมแดงหั่นขวาง แครอตหั่นขวาง พริกหวานหั่นขวาง พริกกะเหรี่ยง (ถ้าชอบ)   วิธีทำ ใส่น้ำส้มสายชู ดอกเกลือ น้ำตาลทรายแดง กระเทียม ใบไทม์ เบย์ลีฟ และเซเลรี (ใช้เท่าไหร่คะ)ในหม้อ ตั้งไฟให้เดือด คนให้น้ำตาลละลาย ใส่ผักทั้งหมดลงไป เบาไฟ และต้มต่ออีก 5 นาที เรียงผักใส่ขวดให้สีสวย แล้วเทน้ำลงไปให้ท่วมผัก ปิดขวด พักไว้ให้เย็น ใส่ตู้เย็น ทานให้หมดภายใน 2-3 อาทิตย์ Notes ทุกสูตรให้หาถุงพลาสติกใส่น้ำมัดให้แน่น แล้ววางบนผักเพื่อให้ผักจม เมื่อทานผักดองหมดแล้ว นำน้ำที่ดองผักมาต้มให้เดือดใหม่ แล้วใส่ผักลงไปดองใหม่ได้ ผักดองน้ำมัน ส่วนผสม น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ น้ำส้มสายชู 3 ช้อนโต๊ะ ดอกเกลือ 1 ช้อนชา กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ ใบโหระพาอิตาเลียนสับ 1 ช้อนโต๊ะ ใบไทม์ 1 ช้อนโต๊ะ ผัก พริกหวานหลายสี 3 ลูก หอมหัวใหญ่ 1 หัว วิธีทำ 1. ผ่าครึ่งพริกหวานเป็น 2 ซีก นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียสจนผิวมีจุดดำ นำออกจากเตาอบ ใส่ถุงพลาสติกมัดปากถุงพักไว้สักครู่ใหญ่  (วิธีนี้จะช่วยให้ลอกผิวได้ง่าย)ลอกผิวและเอาเม็ดออก หอมหัวใหญ่ผ่าครึ่งและอบจนสุก ใส่ผักในขวดที่เตรียมไว้ ผสมน้ำมันมะกอก น้ำส้มสายชู ดอกเกลือ กระเทียมสับ ใบโหระพาอิตาเลียน และใบไทม์ เทลงในขวด แช่ตู้เย็นไว้ Notes การดองน้ำมันง่ายๆ จะดองด้วยน้ำสลัดใสที่มีรสเข้มข้นก็ได้และสะดวกดี น้ำมันมะกอกที่ใช้ดองจะเป็นน้ำมันมะกอกที่แช่สมุนไพรต่างๆ เก็บไว้เพื่อให้มีกลิ่นหอม ซึ่งคนชอบทานอาหารอิตาเลียนมักจะทำไว้ใส่สลัด จะทำให้ผักดองหอมชวนทานมากขึ้น

  มีพี่สาวแสนสวยบอกว่าพ่อเคยทำพริกไทยอ่อนดองให้กิน เราก็ผลีผลามทำบ้างโดยไม่ได้ถามไถ่ว่าดองอย่างไร สูตรน้ำดองนี้ปรับรสตามสบายนะคะ มีคุณ John Parker มาช่วยแนะนำวิธีลวกพริกไทยให้เขียวสวยด้วยค่ะ   เครื่องปรุง พริกไทยอ่อน 4 แพ็กเล็ก (แกะเอาแต่เม็ด) ซีอิ๊วจีนฉูปัง 1/2 ถ้วย น้ำเปล่าประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา วิธีทำ ต้มซีอิ๊วจีนกับน้ำเปล่า และน้ำตาลปี๊บแค่พอเดือด ชิมดูนะคะ ให้มีรสหวานปะแล่มๆ ถ้าหวานน้อยไปก็เติมน้ำตาลเพิ่ม ล้างพริกไทยให้สะอาด ตั้งน้ำให้เดือดใส่เกลือลงไปนิดหน่อย เอาพริกไทยลงไปลวกแป๊บเดียวพอฆ่าเชื้อ ตักขึ้นมาน็อกน้ำเย็นผสมน้ำแข็ง เสร็จแล้วใส่ตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ รอให้ทั้ง 2 อย่างเย็น เทหากัน ดองไว้นอกตู้เย็น 2 วันก็อร่อยแล้ว พอครบ 2 วันก็ย้ายไปเก็บไว้ในตู้เย็น รสเค็มๆ ปะแล่มๆ เผ็ดนิดๆ จะกินเป็นเครื่องเคียงคู่กับมัสตาร์ด หรือจะนำไปประกอบอาหารใส่ในข้าวผัด สลัด สเต๊กก็ได้ทั้งสิ้น การดองทำให้เผ็ดน้อยลง เคี้ยวกินได้สบายๆ พริกไทยอ่อนมีประโยชน์มากมาย นับเป็นอาหารที่เป็นยาได้

  จุดเด่นของผักดองญี่ปุ่นสูตรนี้อยู่ที่เนื้อสัมผัสที่แตกต่างของแตงกวาญี่ปุ่นและสาหร่ายวากาเมะ เนื้อแตงกวากรอบและหอม รับประทานแล้วสดชื่น ในขณะที่เนื้อสัมผัสของวากาเมะลื่นกรอบคล้ายวุ้น ส่วนขิงซอยที่นำมาโรยหน้านอกจากช่วยเพิ่มความสวยงามแล้ว ยังให้รสเผ็ดฉุนอ่อนๆ ตัดกับความเปรี้ยวของน้ำส้มสายชูหวานที่ใช้ดองได้เป็นอย่างดี   ส่วนผสม แตงกวาญี่ปุ่น 300 กรัม เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำสะอาด 400 มิลลิลิตร สาหร่ายวากาเมะแห้ง 6 กรัม ขิง 20 กรัม น้ำส้มสายชูหวาน (Amazu) น้ำส้มสายชูหมักจากข้าว  50 มิลลิลิตร น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ ดาชิโชยุ 2 ช้อนชา วิธีทำ ทำน้ำส้มสายชูหวานโดยนำส่วนผสมทั้งหมดใส่หม้อ ตั้งไฟอ่อนๆ คนให้ละลายดี แล้วนำออกมาพักให้เย็นสนิท ผสมเกลือกับน้ำสะอาด ซอยแตงกวาญี่ปุ่นบางๆ แช่ในน้ำเกลือ 30 นาที ล้างน้ำเกลือออกแล้วใช้ผ้าขาวบางห่อแตงกวาบีบน้ำส่วนเกินออก แช่สาหร่ายวากาเมะให้พองตัวดี ฝานขิงเป็นแผ่นบางๆ แล้วซอยให้เป็นเส้น นำขิงไปแช่น้ำให้กรอบ เคล้าแตงกวาและวากาเมะกับน้ำส้มสายชูหวานที่เตรียมไว้ เวลาเสิร์ฟให้โรยหน้าด้วยขิงซอยเล็กน้อย