แจกไอเดียกินป๊อปคอร์นให้สนุกและมีสีสันมากขึ้น ด้วยมาร์ชแมลโลว์ ยืดๆหนึบๆ แค่คิดก็ฟินแล้ว ส่วนผสม เมล็ดข้าวโพดดิบ 1/2 ถ้วย น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะ เนยสดเค็มสำหรับทำป๊อปคอร์น 1 ช้อนโต๊ะ มาร์ชแมลโลว์ 80 กรัม เนยสดเค็มสำหรับผสมมาร์ชแมลโลว์ 2 ช้อนโต๊ะ ผงสตรอว์เบอร์รี 2 ช้อนชา สีผสมอาหารสีเหลืองและสีฟ้า สีละ 2 หยด วิธีทำ ใส่เนยสด น้ำมัน และเมล็ดข้าวโพดลงในหม้อหรือกระทะที่มีฝาปิด ตั้งไฟให้ร้อน ผัดจนเมล็ดข้าวโพดเริ่มแตก ปิดฝาไว้จนเมล็ดข้าวโพดแตกหมด เตรียมไว้ อุ่นมาร์ชแมลโลว์ ใส่ผงสตรอว์เบอร์รีและเนยสดให้ละลาย ใส่ป๊อปคอร์นลงคลุกให้เคลือบทั่วกัน ปั้นเป็นก้อนกลมใส่ถาดไว้ ทำป๊อปคอร์นสีฟ้าและสีเหลืองด้วยวิธีเดียวกับป๊อปคอร์นรสสตรอว์เบอร์รี

อร่อยแถมน่ารัก สำหรับคุกกี้รูปหมีหอมเนย ที่จะทำกินเองหรือมอบให้เป็นของขวัญก็ดีไม่แพ้กัน ส่วนผสม เนยสดเค็ม 115 กรัม น้ำตาลไอซิง 100 กรัม      เกลือป่น 1/4 ช้อนชา ไข่ไก่ 1 ฟอง แป้งสาลีอเนกประสงค์ 250 กรัม ผงฟู 1 ช้อนชา กลิ่นวานิลลา 1 1/2   ช้อนชา วิธีทำ ตีเนยสดกับน้ำตาลไอซิงและเกลือเข้าด้วยกันให้ฟูเล็กน้อย ใส่ไข่ ตีให้เข้ากัน ใส่กลิ่นวานิลลา ตีต่อให้เข้ากัน ใส่แป้งสาลีและผงฟู ผสมให้เข้ากันทั่ว ใส่ถุงบีบ ใช้หัวบีบหยักบีบใส่ถาดโดยบีบเป็นหูของหมีก่อน แล้วบีบวนขดเป็นหน้าหมี นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ160 องศาเซลเซียส เวลา 15-18 นาทีหรือจนสุก ตกแต่งหน้าคุกกี้เพิ่มเติมด้วยน้ำตาลไอซิงผสมไข่ขาว และช็อกโกแลตให้น่ารักสวยงาม

แซนด์วิชหวานที่ประกอบด้วยชั้นเจลลีสับปะรด เนื้อเค้กสปันจ์ มูสไวต์ช็อกโกแลตรสมะพร้าว และช็อกโกแลต เสิร์ฟเป็นชิ้นเล็กสามเหลี่ยมขนาดพอดีคำ หรือที่เรียกว่าเปอติ ฟูร์ ส่วนผสมและวิธีทำเจลลีคูลีส์สับปะรด เนื้อสับปะรดบดละเอียด (Pineapple Puree) 192 กรัม ผิวมะนาวขูด 1 1/2 ผล น้ำตาลทราย (1) 39 กรัม น้ำตาลทราย (2) 22 กรัม เพกติน (NH Pectin) 4.5 กรัม อัลจิน (Algin) 1.5 กรัม ผงเจลาติน 5.25 กรัม น้ำเปล่า 37 กรัม เตรียมเจลาตินโดยผสมผงเจลาตินลงในน้ำ พักไว้ประมาณ 15-20 นาที จากนั้นนำเจลาตินไปตั้งไฟจนละลาย แช่เย็นพักไว้ ผสมเนื้อสับปะรดบดละเอียด ผิวมะนาว และน้ำตาลทราย (1) ลงในหม้อ ตั้งไฟให้พออุ่น ผสมน้ำตาลทราย (2) เพกติน และอัลจินเข้าด้วยกัน จากนั้นค่อยๆ เทลงในหม้อสับปะรดทีละนิด ต้มให้เดือดประมาณ 1 นาที พักให้ส่วนผสมเย็นจนถึงอุณหภูมิประมาณ 70-80 องศาเซลเซียส ใส่เจลาตินที่เตรียมไว้ คนให้เข้ากัน จากนั้นลดอุณหภูมิส่วนผสมให้เหลือที่ 25 องศาเซลเซียส ส่วนผสมและวิธีทำสปันจ์โจคง (1 สูตร สำหรับ 3 พิมพ์)                                               ไข่ไก่ 213 กรัม อัลมอนด์ป่น 145 กรัม น้ำตาลไอซิง 102 กรัม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 43 กรัม ไข่ขาว 174 กรัม น้ำตาลทราย 58 กรัม    ตีไข่ไก่กับอัลมอนด์ป่น น้ำตาลไอซิง และแป้งเข้าด้วยกันประมาณ 6-8 นาที ตีไข่ขาวและน้ำตาลให้เป็นเมอแรงก์ตั้งยอดอ่อน นำไปตะล่อมกับส่วนผสมอัลมอนด์ป่นอย่างเบามือ เทส่วนผสมลงบนถาด ปาดให้หนา 5 มม. นำเข้าเตาอบลมร้อนที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียสนาน 6-7 นาที นำสปันจ์ออกมาพักให้เย็น ตัดชิ้นขนาด 16x16 ซม. ส่วนผสมและวิธีทำมูสไวต์ช็อกโกแลตมะพร้าว (1 สูตร สำหรับ 3 พิมพ์) กะทิ 98 กรัม ผงเจลาติน 5.6 กรัม น้ำเปล่า 39 กรัม ไวต์ช็อกโกแลต (Cb Blanc Satin™ 29%) 180 กรัม โกโก้บัตเตอร์ 23 กรัม เหล้ามาลิบู (Malibu) 27 กรัม วิปครีม 244 กรัม เตรียมเจลาตินโดยผสมผงเจลาตินกับน้ำ พักไว้ประมาณ 15-20 นาที จากนั้นนำเจลาตินไปตั้งไฟจนละลาย แช่เย็นพักไว้ ละลายไวต์ช็อกโกแลตและโกโก้บัตเตอร์เข้าด้วยกัน ใส่กะทิในหม้อตั้งไฟให้ได้อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส ใส่เจลาตินลงไปละลาย ทำกานาชโดยผสมช็อกโกแลต กะทิ และเหล้าเข้าด้วยกัน ลดอุณหภูมิให้เหลือ 50 องศาเซลเซียส ผสมกับวิปครีมให้เข้ากัน พักไว้ ส่วนผสมและวิธีการตกแต่ง                                                                                  ดาร์กช็อกโกแลตเซมิสวีท (Cb Mi-Amère 58%) 300 กรัม ผงเงินสำหรับตกแต่ง และแอลกอฮอล์ 70% ปริมาณเล็กน้อย เกลซใส 60 กรัม                                          เทมูสปริมาณ 82 กรัมลงในพิมพ์ขนาด 16x16 เซนติเมตร แช่ในช่องแช่แข็งจนมูสแข็งจัด เทเจลลีคูลีส์ปริมาณ 90 กรัมลงบนมูส นำเข้าช่องแช่แข็งอีกครั้ง จากนั้นจึงเทมูสชั้นที่ 2 วางทับด้วยสปันจ์โจคง นำเข้าช่องแช่แข็ง เมื่อมูสแข็งดีแล้ว พลิกกลับด้านวางสปันจ์โจคงแผ่นที่ 2 ทับลงไป ตัดเป็นชิ้นสามเหลี่ยมขนาดพอดีคำ (เปอติ ฟูร์) และติดช็อกโกแลตแผ่นตกแต่งให้สวยงาม

คุกกี้หน้าตาสวยงาม หอมกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ จากดอกไม้กินได้ เห็นแบบนี้แล้วจะกินลงมั้ยนะ? ส่วนผสม เนยสดเค็มพักไว้ให้นุ่ม 160 กรัม น้ำตาลไอซิง 100 กรัม เกลือป่น 1/4 ช้อนชา กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา ไข่ไก่ 1 ฟอง แป้งสาลีอเนกประสงค์ 320 กรัม ไข่ขาวสำหรับทาหน้าคุกกี้ 1 ฟอง ดอกไม้กินได้ตามชอบ วิธีทำ ผสมเนยสดกับน้ำตาลไอซิงและเกลือเข้าด้วยกัน ใส่ไข่ไก่ คนให้เข้ากัน ใส่กลิ่นวานิลลา คนจนส่วนผสมเข้ากัน ใส่แป้งสาลี ใช้พายคนจนเป็นเนื้อเดียวกัน แบ่งแป้งเป็น 4 ส่วน ห่อด้วยพลาสติกใส แช่เย็นไว้ 1 ชั่วโมง รีดแป้งให้เป็นแผ่นหนา 2 มิลลิเมตร กดด้วยที่กดคุกกี้ ดึงแป้งส่วนเกินออก ค่อยๆ นำคุกกี้ใส่ถาดเรียงให้ห่างพอสมควรจนเต็มถาดอบ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส เวลา 12-15 นาทีให้พอคุกกี้สุกเหลือง พักไว้ให้เย็น   ทาไข่ขาวบนหน้าคุกกี้บางๆ ติดด้วยดอกไม้กินได้ ทาไข่ขาวบางๆ อีกครั้ง เรียงใส่ถาดอบ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส เวลา 2 นาที พักไว้ให้เย็น เก็บใส่ถุงหรือภาชนะที่ปิดสนิท

นาทีนี้คงไม่มีอะไรจะมาแรงเท่าการเปิดตัว The Standard, Bangkok Mahanakhon โรงแรมแฟลกชิปแห่งแรกของแบรนด์ The Standard ในเอเชีย โดดเด่นด้วยวิวจากมุมสูงที่มองเห็นโค้งน้ำเจ้าพระยาและแสงไฟระยิบระยับที่อาบกรุงเทพฯ ให้มีชีวิตชีวาไม่รู้จบ อีกทั้งบนชั้น 76 ยังเป็นที่ตั้งของร้านอาหารเม็กซิกันไฟน์ไดนิง Ojo ที่ได้เชฟระดับโลกอย่างเชฟฟรานซิสโก ปาโก รูอาโน (Francisco Paco Ruano) มาดูแลด้วยตัวเอง   เชฟปาโกปรากฏตัวในเสื้อยืดสีม่วงคู่ใจด้วยท่าทางสบายๆ ก่อนจะนั่งร่วมวงสนทนากับเราถึงเส้นทางสายอาหาร ด้วยประสบการณ์นานถึง 22 ปี เชฟปาโกเกิดและเติบโตในเมืองกวาดาลาฮารา ประเทศเม็กซิโก (ซึ่งเชฟบอกว่าเป็นเมืองที่โดดเด่นในเรื่องสตรีทฟู้ด) ผูกพันกับอาหารโฮมคุกสุดอร่อยฝีมือคุณยายและคุณแม่ หลังจากจบไฮสคูลเขาเลือกเรียนต่อที่โรงเรียนสอนทำอาหาร จากนั้นออกเดินทางไปหลายประเทศ ทั้งสเปนและเดนมาร์ก ผ่านงานในร้านอาหารระดับโลกมาแล้วหลายร้าน ก่อนจะกลับมาเปิดร้านที่บ้านเกิดชื่อ Alcalde ร้านอาหารเม็กซิกันสุดเจ๋งที่คว้ารางวัลมากอดแล้วมากมาย รวมถึงรางวัล Latin America’s 50 Best Restaurants   หากจะให้คำจำกัดความสไตล์อาหารของตัวเอง เชฟปาโกตอบเราว่า “เต็มไปด้วยความสนุกสนาน รสชาติอร่อย และหน้าตาสวยงาม” ซึ่งสังเกตได้จากรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ รวมถึงสีสันที่ใช้ในจาน อาหารของ Ojo จึงเป็นอาหารเม็กซิกันรสชาติดั้งเดิมจากวัตถุดิบชั้นเยี่ยม ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ และพร้อมเซอร์ไพรส์เราทุกเมนู   จริงอยู่ที่ร้านอาหารในเม็กซิโกของเขารุ่งโรจน์อย่างที่สุด แต่เชฟอารมณ์ดีคนนี้บอกเราว่าเขาไม่ใช่คนประเภทที่จะหยุดนิ่งอยู่กับที่ จึงพยายามทำสิ่งใหม่อยู่เสมอ เช่นเดียวกับการร่วมงานกับ The Standard, Bangkok Mahanakhon ครั้งนี้ ก็นับเป็นความท้าทายที่เชฟปาโกตั้งตารอเช่นกัน   “ผมอยากให้ทุกคนได้สัมผัสรสชาติของอาหารเม็กซิกันที่แท้จริง ซึ่งเป็นรสชาติแบบที่คุณจะได้ลิ้มรสเมื่อไปนั่งอยู่ในร้านอาหารดีๆ ที่เม็กซิโก นี่คือเหตุผลที่ผมเฟ้นหาเมนูเด่นๆ จากทั่วประเทศ คัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุด ซึ่งหวังว่าจะนำความสนุกและประสบการณ์การกินอาหารเม็กซิกันมาสู่นักกินชาวไทยผ่านตัวตนของพวกเรา”   เมื่อถามถึงจานโปรด เชฟเล่าอย่างอารมณ์ดีว่าตอบยาก เพราะทำอาหารมาแล้วมากมายนับไม่ถ้วน แต่ของหวาน Arroz Con Leche ที่ลงมือทำวันนี้เป็นเมนูที่อยู่ในร้าน Alcalde มานานถึง 8 ปีแล้ว เต็มไปด้วยความหอมหวาน ครีมมี่ มีหลายองค์ประกอบในจานเดียว และหากสังเกตให้ดีจะได้เห็นประกายสีทองระยิบระยับในจาน ล้อไปกับแสงยามเย็นที่ส่องเข้ามาในร้านอันเป็นเอกลักษณ์ของ Ojo ด้วย   “เป็นจานที่ป๊อปปูลาร์มากที่เม็กซิโก และหวังว่าจะได้รับความนิยมที่นี่ด้วยเช่นกัน” Arroz Con Leche Cinnamon Ice Cream ส่วนผสม (สำหรับ 15 ที่) ผงอบเชย 80 กรัม นม 2,000 มิลลิลิตร นมผง 50 กรัม น้ำตาลทราย 150 กรัม Tant Pour Tant 260 กรัม วิปปิงครีม 500 กรัม สารให้ความคงตัวไอศกรีม 4 กรัม  วิธีทำ ใส่ส่วนผสมทุกอย่างลงในหม้อคนให้เข้ากัน ตั้งไฟอ่อน จนวัดอุณหภูมิได้ 80 องศาเซลเซียส ปิดไฟแล้วใช้พลาสติกใสปิดปากหม้อไว้ พักจนส่วนผสมเย็น กรองส่วนผสมแล้วปั่นจนเนื้อเนียน ใส่ไอศกรีมที่ปั่นลงในถ้วยอะลูมิเนียมหรือกล่องใส่อาหาร นำเข้าช่องแช่แข็งอย่างน้อย 10 ชั่วโมง หรือข้ามคืนจนไอศกรีมเซ็ตตัว ก่อนเสิร์ฟนำมาใส่เครื่องปั่น ปั่นด้วยความเร็วสูงสุดจนเนื้อเนียน ตักเสิร์ฟ Rice and Milk ส่วนผสม (สำหรับ 15 ที่) ข้าวบาสมาติ 500 กรัม นมสด 1,500 มิลลิลิตร วิปปิงครีม 1,500 มิลลิลิตร น้ำตาลทรายขาว 300 กรัม ฝักวานิลลา 4 ฝัก วิธีทำ ตั้งหม้อใส่นมสด วิปปิงครีม และฝักวานิลลา (ผ่าครึ่งแล้วขูดเมล็ดใส่พร้อมฝัก) ต้มจนส่วนผสมงวดลงครึ่งหนึ่ง จากนั้นใส่น้ำตาลทราย คนจนน้ำตาลละลาย พักไว้ ต้มข้าวบาสมาติในน้ำเดือด (ใส่น้ำมาก) นาน 15 นาทีจนข้าวสุกประมาณ 60% (ข้าวเริ่มนิ่ม) กรองน้ำออก แล้วใส่ส่วนผสมวิปปิงครีมที่เตรียมไว้ ต้มจนข้าวสุก ส่วนผสมสำหรับตกแต่ง (สำหรับ 1 ที่) น้ำตาลมะพร้าว 1/2 ช้อนโต๊ะ ไวต์ช็อกโกแลตครัมเบิล 20 กรัม นมถั่วเหลืองประมาณ 50 กรัม วิธีทำ วิธีทำไวต์ช็อกโกแลตครัมเบิล หั่นช็อกโกแลตเป็นชิ้นเล็กๆ นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 140 องศาเซลเซียส นานประมาณ 10 นาทีจนมีสีน้ำตาลอ่อน พักให้เย็น ใช้มือบีบช็อกโกแลตให้เป็นชิ้นเล็กๆ พักไว้ วิธีทำแผ่นนมถั่วเหลืองกรอบ ใส่นมถั่วเหลืองลงในกระทะเทฟลอน กรอกให้เป็นแผ่นบางแล้วตั้งไฟอ่อนจนระเหยได้เป็นแผ่นแล้วตักขึ้น ทำจนหมดจะได้แผ่นนมถั่วเหลืองกรอบประมาณ 3-4 แผ่น วางพักไว้บนตะแกรงให้เย็น ขั้นตอนการจัดจาน ตักข้าวลงในจานเสิร์ฟเกลี่ยให้เรียบ โรยน้ำตาลมะพร้าวเล็กน้อย ใช้ปืนพ่นไฟ (Torch) เผาน้ำตาลให้ไหม้เล็กน้อย ตักไอศกรีมวางบนหน้า โรยด้วยช็อกโกแลตครัมเบิล วางแผ่นนมถั่วเหลืองกรอบ ตกแต่งจานให้สวยงาม

  หลายคนอาจยังไม่รู้จัก Nougat (นูกัต) หรือ "ตังเมไต้หวัน" เป็นขนมเนื้อหนึบหนับ รสหวานหอม เหมาะกินคู่กับชาหรือกาแฟ ถูกใจสายหวานแน่นอน   ส่วนผสม (ทำได้ 24 ชิ้น) เนยสดรสเค็ม 120 กรัม มาร์ชแมลโลว์ 300 กรัม นมผง 100 กรัม ผงสตรอว์เบอร์รี 2 ช้อนโต๊ะ สตรอว์เบอร์รีอบแห้ง 1 ถ้วย ถั่วพิสตาชิโอ 1/2 ถ้วย วิธีทำ อุ่นเนยสดให้ละลาย ใส่มาร์ชแมลโลว์ คนให้ละลายเป็นเนื้อเดียวกัน ใส่นมผงและผงสตรอว์เบอร์รี คนให้เข้ากัน  ใส่สตรอว์เบอร์รีอบแห้งและถั่วพิสตาชิโอ คลุกให้เข้ากัน  ตักใส่พิมพ์ กดเบาๆ ให้แน่น นำไปแช่ตู้เย็นจนส่วนผสมเย็นสนิท  ตัดนูกัตเป็นชิ้น ห่อด้วยพลาสติกใส แช่เย็นไว้ 

  กระยาสารทเป็นขนมไทยที่ว่ากันว่าทำมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย เรื่องราวความเป็นมาทุกคนรู้จักกันดีอยู่แล้ว กระยาสารทเป็นของที่มักทำสำหรับเทศกาลวันสารทไทย ในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 และทำครั้งละมากๆ ในกระทะใบใหญ่   ปัจจุบันกระยาสารททำขายกันตลอดปี เมื่อผู้เขียนยังเป็นเด็กที่บ้านคุณปู่คุณย่าทำปีละหลายครั้งแต่ละครั้งทำไม่มาก พอสำหรับทานวันต่อวัน ต่อมาเมื่อมีเวลามากขึ้นในครัวจะทำเป็นชิ้นเล็กๆ ไว้แจก คุณแม่เห็นว่าผู้เขียนแพ้ถั่วลิสงจึงใช้เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบแทน เมื่อมีแมกคาเดเมียปลูกในประเทศไทย การใส่แมกคาเดเมียทำให้กระยาสารทหอมและอร่อยขึ้น   กระยาสารทจัดเป็นของที่ทานคู่กับชาได้ดี ปริมาณที่ทำในฉบับนี้ก็พอเหมาะไม่มากและกวนได้ไม่ยากเกินไป   ส่วนผสม น้ำตาลโตนด 330 กรัม กะทิ 330 กรัม แบะแซ 250 กรัม ดอกเกลือ 1/4 ช้อนชา น้ำมะนาว 1 ช้อนชา ข้าวเม่าราง หรือ Rice Crispies 200 กรัม ข้าวตอก 100 กรัม งาดำ งาขาว 100 กรัม แมกคาเดเมีย 150 กรัม เม็ดมะม่วงหิมพานต์ 100 กรัม อุปกรณ์ : ถาดขนาด 12 × 16 นิ้ว   วิธีทำ คั่วข้าวตอก หรืออบด้วยอุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที คั่วงาและแมกคาเดเมียโดยใช้ไฟอ่อนจนเหลืองหอม ในกระทะใส่น้ำตาล กะทิ และเกลือ ใช้ไฟกลาง คนจนน้ำตาลละลาย เติมแบะแซ เคี่ยวจนเป็นยางมะตูม ใส่น้ำมะนาว หรือจนได้อุณหภูมิ 110 องศาเซลเซียส หรือทดลองหยดลงในน้ำและปั้นได้ ปิดไฟ ใส่ข้าวตอก คนให้เข้ากัน ใส่ข้าวเม่า แมกคาเดเมีย เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้ากันดี โรยงาแล้วเทลงถาด ถ้าต้องการหั่นเป็นแท่ง ใช้ไม้คลึงแป้งกดให้เรียบและตัดตามชอบ

  ขนมไทยโบราณกินง่าย ที่ไม่ต้องง้อเตาอบ ใส่ถั่วกวนแน่นๆ กินพร้อมแป้งบาง หอมหวานมัน อร่อยเข้ากันสุดๆ   ส่วนผสม (ทำได้ 25 ชิ้น) แป้งสาลีอเนกประสงค์  170 กรัม น้ำตาลปี๊บ 100 กรัม น้ำปูนใส 2 ช้อนชา น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะ กะทิ 2 ช้อนโต๊ะ ไข่แดง 1 ฟอง ส่วนผสมไส้ถั่ว ถั่วเขียวเราะเปลือกนึ่งสุก 215 กรัม น้ำตาลทราย 1/3 ถ้วย เกลือป่น 1/4 ช้อนชา กะทิ 100 กรัม วิธีทำ เตรียมแป้งขนมลูกเต๋าโดยผสมน้ำตาลปี๊บกับกะทิ ตั้งไฟอ่อนจนน้ำตาลละลาย เทใส่ชามผสมไว้ ใส่น้ำมันพืช น้ำปูนใส และไข่แดง คนให้เข้ากัน  ใส่แป้งสาลี คนให้เข้ากันแล้วนวดต่อจนแป้งเนียน พักแป้งไว้ 30 นาที ทำไส้ถั่วกวนโดยใส่ถั่วนึ่งบดละเอียดลงในกระทะ ใส่น้ำตาลทราย เกลือ และกะทิ กวนด้วยไฟอ่อนจนเริ่มงวด และถั่วล่อนจากกระทะ พักถั่วกวนให้เย็น แบ่งถั่วกวนน้ำหนักก้อนละประมาณ 10 กรัม คลึงให้กลม เตรียมไว้  แบ่งแป้งที่พักไว้ก้อนละประมาณ 10 กรัม แผ่แป้งออก ใส่ไส้ถั่ว หุ้มให้มิด คลึงให้กลม แล้วค่อยๆ ทำให้เป็นลูกเต๋า  ตั้งกระทะเทฟลอนให้ร้อนโดยใช้ไฟอ่อน นำขนมลงไปจี่บนกระทะให้พอสุกทีละด้าน พักขนมให้เย็น   แป้งขนมที่ทอดใหม่ๆ จะแข็ง ให้พักขนมหนึ่งคืน แป้งขนมจะนิ่มขึ้น

  ส่วนผสม (สำหรับ 2-3 ที่) แครกเกอร์ข้าว 6 ชิ้น อะโวคาโด 2 ผล ทูน่าสดหั่นเต๋า 200 กรัม ส่วนผสมซอส ซอสพริกศรีราชา 3 ช้อนโต๊ะ มายองเนส 2 ช้อนโต๊ะ โทบิโกะ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว เกลือ และพริกไทยสำหรับปรุงรส ผักชี และพริกชี้ฟ้าสำหรับตกแต่ง วิธีทำ บดอะโวคาโดด้วยส้อมให้แหลกหยาบๆ ใส่น้ำมะนาวเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ดำ ผสมมายองเนสกับซอสพริกให้เข้ากัน ใส่ทูน่า และไข่ปลาลงเคล้าเบาๆ ให้พอเข้ากัน ชิมและปรุงรสเพิ่มด้วยเกลือและพริกไทย ตักอะโวคาโดบดใส่บนแครกเกอร์ ตักทูน่าใส่ ตกแต่งด้วยผักชีและพริกชี้ฟ้า

  ส่วนผสม (สำหรับ 2-4 ที่) หนวดปลาหมึกยักษ์ต้มสุก 200 กรัม กะหล่ำปลีสับหยาบ 1 ถ้วย ซอสทาโกะยากิ 1/4 ถ้วย มายองเนส 3 ช้อนโต๊ะ ข้าวเกรียบญี่ปุ่น หรือเซ็มเบปริมาณตามชอบ ปลาแห้งโบนิโตะ และสาหร่ายป่นสำหรับโรยหน้าตามชอบ วิธีทำ หั่นหนวดปลาหมึกให้เป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ใส่กะหล่ำปลี ซอสทาโกะยากิ และมายองเนส คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่ถ้วย โรยปลาแห้งโบนิโตะ และสาหร่ายป่น เสิร์ฟพร้อมข้าวเกรียบญี่ปุ่น หรือเซ็มเบ

  ส่วนผสม (สำหรับ 2-4 ที่) กุ้งต้มหั่นชิ้นเล็ก 200 กรัม น้ำพริกเผา 1/2 ถ้วย น้ำมะนาวประมาณ 4 ผล พริกขี้หนู 3-4 เม็ด น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ ตะไคร้ซอย 3/4 ถ้วย หอมแดงซอย 3/4 ถ้วย  ใบมะกรูดซอย 1 ช้อนโต๊ะ ข้าวตังทอดปริมาณตามชอบ วิธีทำ ผสมน้ำพริกเผา น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา และน้ำมะนาว คนให้เข้ากัน ใส่พริกขี้หนู ชิมและปรุงรสเพิ่มตามชอบ ผสมกุ้งต้ม ตะไคร้ หอมแดง และใบมะกรูด ใส่น้ำพริกเผาที่เตรียมไว้ เคล้าเบาๆ ให้เข้ากัน ตักใส่ถ้วย โรยพริกขี้หนูซอย และใบมะกรูดซอย เสิร์ฟพร้อมข้าวตังทอด

  ใครกำลังมองหาสูตรขนมกินเล่นทำง่าย เราแนะนำเมนูนี้ แป้งกรอบอร่อย เข้ากับเนื้อกล้วยหอมหวานฉ่ำ หน้าตาน่ารับปประทานเป็นที่สุด   ส่วนผสม (ทำได้ 16-20 ชิ้น) กล้วยน้ำว้าห่ามเปลือกสีเหลือง 4 ผล        แป้งสาลีอเนกประสงค์ 150 กรัม น้ำตาลทราย 25 กรัม เกลือป่น 1/4 ช้อนชา เนยสดเค็มพักไว้ให้นิ่ม 55 กรัม น้ำเปล่า 60 กรัม งาดำ 2 ช้อนชา น้ำมันพืชสำหรับทอด วิธีทำ เตรียมแป้งสำหรับพันกล้วยโดยผสมแป้งสาลี น้ำตาลทราย และเกลือ คนให้เข้ากัน ใส่เนยสด คนจนจับกันเป็นก้อนเล็กๆ ใส่งาดำ ค่อยๆ ใส่น้ำเปล่า ผสมให้เข้ากัน พอแป้งจับตัวเป็นก้อน นวดจนแป้งนุ่ม พักแป้งโดไว้ 15-20 นาที ปอกเปลือกกล้วย ผ่าเป็น 4 ชิ้นตามยาว เตรียมไว้ แบ่งแป้งโดที่พักไว้เป็น 2 ส่วน นำแต่ละส่วนมารีดให้เป็นแผ่นบางยาวประมาณ 10-12 นิ้ว ตัดตามยาว กว้างประมาณ 1 นิ้ว นำแต่ละชิ้นมาพันรอบกล้วยที่ผ่าไว้ เก็บริมแป้งให้เรียบร้อย ทำจนหมด ตั้งกระทะใส่น้ำมันใช้ไฟปานกลางให้ร้อน ใส่กล้วยที่พันแป้งไว้ลงทอดให้สุกเหลือง ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน

  ป้าเจี๊ยบได้เลื่อนตำแหน่งเป็น “ยายเจี๊ยบ” มา 4 ปีกว่าแล้วนะคะ น้องแพรมีลูกชายชื่อพีแคน ช่างเจรจามาก พูดภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำ ทั้ง ร ล และคำควบกล้ำ ภาษาอังกฤษก็สำเนียงดี สื่อสารกันรู้เรื่อง  พีแคนมีแฟนคลับติดตามทางโซเชียลจำนวนไม่น้อยเลย   ป้าเจี๊ยบตั้งตัวเป็นนายกสมาคมหลงหลานเพราะเลี้ยงมาตั้งแต่เกิด เล่นด้วยกันแทบทุกวัน พีแคนคุยกับยายได้ทุกเรื่อง ส่วนยายจะเข้าใจหรือไม่นั้นเป็นปัญหาของยาย…ฮา!   ป้าเจี๊ยบทำอาหารทั้งคาวและหวานมากมายหลายชนิดเลี้ยงสมาชิกครอบครัวและญาติมิตร ทุกคนกินได้ไม่มีเกี่ยงงอน แต่พีแคนกินยากมาก   หลังจากสังเกตพฤติกรรมการกินของพีแคนมาระยะหนึ่งก็จับทางได้ว่าพีแคนไม่ชอบกินของที่นิ่มๆ เละๆ แฉะๆ อย่างข้าวต้องเป็นเม็ดสวยๆ กับข้าวก็แห้งๆ ของกินที่แข็งหรือกรอบจะกินได้ดี ชอบกินปลา ถั่วและผลไม้มากกว่าเนื้อสัตว์   ป้าเจี๊ยบอยากทำของที่พีแคนจะกินได้ดี จำได้ว่าตอนน้องแพรอายุเท่าพีแคน ป้าเจี๊ยบพาไปอยู่บนเกาะกลางทะเลอันดามัน 2 สัปดาห์ อาหารที่น้องแพรสั่งกินทุกมื้อคือแพนเค้ก ป้าเจี๊ยบคิดว่าพีแคนน่าชอบเหมือนแม่ ลองทำให้กินก็ปรากฏว่ากินนิดเดียว…เลิก!   และแล้วความคิดเรื่องแพนเค้กกรอบก็แวบขึ้นมาในสมอง ทำเลยสิคะ   ป้าเจี๊ยบเตรียมชามแห้งมีแป้งสาลีอเนกประสงค์ 75 กรัม แป้งข้าวโพด 35 กรัม แป้งข้าวเจ้า 35 กรัม น้ำตาลทรายละเอียด 35 กรัม เกลือป่น 1/4 ช้อนชา และผงวานิลลา 1/2 ช้อนชา ใช้ตะกร้อมือคนให้ส่วนผสมเข้ากันดี   ตามด้วยทำชามเปียกมีนมสดรสจืด 90 กรัม ไข่ไก่เบอร์สาม 1 ฟอง น้ำมันคาโนล่า 1 1/2  ช้อนโต๊ะ ใช้ตะกร้อมือคนให้เข้ากันแล้วเทลงในชามแห้ง คนต่อไปจนน้ำตาลทรายละลายหมดและส่วนผสมเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน เทผ่านกระชอนอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีส่วนที่เป็นก้อนหลงเหลืออยู่ จึงนำส่วนผสมใส่ในถุงพลาสติกทรงกรวย รัดปากถุงให้แน่น   ป้าเจี๊ยบตั้งกระทะเทฟลอนก้นแบนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้วบนเตาที่เปิดไฟกลางค่อนข้างอ่อน เมื่อลองเอามืออังเหนือกระทะแล้วรู้สึกร้อนก็ใช้กรรไกรตัดปลายถุงบีบออกนิดนึง กะว่าบีบออกมาได้เส้นขนาดไหมพรม   ลงมือบีบถุงวนๆ ในกระทะคล้ายๆ สานใยแมงมุม พอได้ครบวงก็รอประมาณ 2 นาทีแล้วใช้พายซิลิโคนแซะแผ่นแพนเค้กเบาๆ ด้านหนึ่ง เอามือจับม้วนเป็นหลอดตอนที่แป้งยังร้อนและนิ่มอยู่ แล้วยกออกจากกระทะมาวางพักในถาด ป้าเจี๊ยบทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนแป้งหมด ได้แพนเค้กม้วนประมาณ 30 ชิ้นค่ะ   ป้าเจี๊ยบยกถาดแพนเค้กม้วนเข้าเตาอบที่เปิดปุ่มไฟบน-ล่าง ปุ่มความร้อน 100 องศาเซลเซียส ปุ่มเวลา 25 นาที พอได้ยินเสียงติ๊งก็นำออกมาพักไว้จนเย็นสนิทจึงจัดเรียงใส่กล่อง   ปรากฏว่า “แพนเค้กกรอบ” ได้ผลตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากแม่และเด็ก...เย้!

  แอปเปิลฟริตเตอร์ หรือแอปเปิลชุบแป้งทอด แป้งเนื้อเบานุ่มโรยไอซิงรสหวานฉ่ำ   ส่วนผสม (สำหรับ 4-6 ที่) แอปเปิลแดง 4-5 ผล น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ เหล้ารัม 1/4 ถ้วย ส่วนผสมแป้ง ไข่ไก่ (แยกไข่ขาวและไข่แดง) 3 ฟอง แป้งสาลีอเนกประสงค์ 200 กรัม นมสด 1 ถ้วย  น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ กลิ่นวานิลลา 1/4 ช้อนชา น้ำมันพืชสำหรับทอด น้ำตาลไอซิงสำหรับโรยหน้า วิธีทำ ทำแป้งชุบทอดโดยตีไข่แดงกับส่วนผสมทั้งหมดจนเนื้อเนียนข้น (ถ้าข้นเกินไปเติมนมเพิ่ม) พักแป้งไว้ 30 นาที ปอกเปลือกและเจาะไส้แอปเปิลออก หั่นแอปเปิลเป็นแว่น เรียงบนถาด โรยน้ำตาลทรายและพรมด้วยเหล้ารัมให้ทั่ว พักไว้ 30 นาที ซับแอปเปิลให้แห้ง ตีไข่ขาวจนตั้งยอดอ่อน นำมาตะล่อมกับส่วนผสมไข่แดงให้เข้ากัน นำแอปเปิลลงชุบส่วนผสมไข่ ทอดในน้ำมันร้อนท่วม ใช้ไฟแรงปานกลางจนสุกเป็นสีเหลืองทอง ตักขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน ก่อนเสิร์ฟโรยด้วยน้ำตาลไอซิง

  เลมอนคุกกี้สไตล์อิตาเลียน รูปทรงแปลกตา ม้วนเป็นปม ราดเกลซไอซิงเลมอนกลิ่นหอมสดชื่น   ส่วนผสม (ประมาณ 30 ชิ้น) แป้งสาลีอเนกประสงค์ 2 ถ้วย ผงฟู 1 ช้อนชา เกลือป่น 1/4 ช้อนชา ไข่ไก่เบอร์หนึ่ง 1 ฟอง น้ำตาลทราย 1/3 ถ้วย น้ำมันคาโนล่า 4 ช้อนโต๊ะ วิปปิงครีม 2 ช้อนโต๊ะ กลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา ผิวเลมอนขูด 1 ผล น้ำเลมอน 1 ช้อนโต๊ะ ส่วนผสมเลมอนเกลซ น้ำตาลไอซิง 1 ถ้วย น้ำเลมอน 2 ช้อนโต๊ะ ผิวเลมอนขูดสำหรับโรยหน้าเล็กน้อย วิธีทำ ผสมแป้งสาลี ผงฟู และเกลือป่นเข้าด้วยกัน พักไว้ ตีไข่ไก่กับน้ำตาลทรายในเครื่องผสม ประมาณ 1 นาที ใส่น้ำมันคาโนล่า วิปปิงครีม กลิ่นวานิลลา ผิวเลมอน และน้ำเลมอน ผสมจนเข้ากัน ใส่ส่วนผสมแป้งลงไป ผสมต่ออีก 1 นาที จนโดเนื้อเนียนนุ่มเหนียว ห่อด้วยพลาสติกแร็ป แช่เย็นไว้ประมาณ 15 นาที โรยแป้งบนโต๊ะเล็กน้อย ตัดแป้งโดเป็นก้อนกลมเล็กคลึงให้เป็นแท่งหนาประมาณ 1/2 นิ้ว และยาว 6-7 นิ้ว ม้วนโดให้ปลายแป้งสอดขัดกันให้เป็นปม วางเรียงบนถาดอบที่รองด้วยกระดาษไข วางคุกกี้ให้ห่างกันประมาณ 1-2 นิ้ว นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส นาน 15-20 นาทีจนสุกเหลือง ยกออกจากเตา พักให้เย็นบนตะแกรง ทำเลมอนเกลซโดยผสมน้ำตาลไอซิงกับน้ำเลมอน คนให้เข้ากันด้วยตะกร้อมือ จุ่มคุกกี้ในเกลซให้เคลือบผิวหน้า วางเรียงบนตะแกรง พักไว้สักครู่ โรยด้วยผิวเลมอนขูด พักไว้จนเกลซอยู่ตัว

  จูซังเปี๊ยะ ขนมเปี๊ยะเปิดหน้าโดยใส่ไส้บนแป้งขนมเปี๊ยะ อบจนสุก เป็นขนมเปี๊ยะที่ใช้ไหว้บรรพบุรุษในวันเชงเม้งที่จะมีปีละครั้ง เราสามารถทำเองได้   ส่วนผสมไส้ มันเทศนึ่ง 400 กรัม มันหมูแข็งเจียว 1/4 ถ้วย (จากมันหมูดิบ 175  กรัม) เนื้อหมูสามชั้นหั่นชิ้นเล็กเจียว 1/2 ถ้วย (จากหมูสามชั้นดิบ 130 กรัม) หอมแดงเจียวไม่กรอบ 1/4 ถ้วย กระเทียมเจียวไม่กรอบ 1/4 ถ้วย กุ้งแห้งป่น 1/2 ถ้วย น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1/2 ถ้วย ต้นหอมซอย 3 ต้น ผงพะโล้ 1 ช้อนชา งาขาวคั่ว 3 ช้อนชา ส่วนผสมแป้งขนมเปี๊ยะชั้นนอก แป้งสาลีอเนกประสงค์ 165 กรัม น้ำตาลทราย 35 กรัม น้า 1/4 ถ้วย น้ำมันพืช 40 กรัม ส่วนผสมแป้งขนมเปี๊ยะชั้นใน แป้งสาลีอเนกประสงค์ 165 กรัม น้ำมันพืช 65 กรัม วิธีทำ เตรียมไส้ขนมเปี๊ยะโดยบดมันเทศนึ่งให้เป็นเนื้อเดียวกัน ใส่มันหมูเจียวและเนื้อหมูสามชั้นเจียว ผสมให้เข้ากัน ใส่หอมเจียว กระเทียมเจียว กุ้งแห้ง และผงพะโล้ ผสมให้เข้ากันอีกครั้ง ใส่น้ำตาลทราย แป้งสาลีอเนกประสงค์ ต้นหอม และงาขาว ผสมให้เข้ากัน พักไว้ ทำแป้งชั้นนอกโดยผสมแป้งสาลีอเนกประสงค์กับน้ำตาล คนให้เข้ากัน ผสมน้ำกับน้ำมันพืชแล้วเทใส่แป้ง ผสมให้เข้ากัน พักไว้ ผสมแป้งชั้นในโดยผสมแป้งสาลีอเนกประสงค์กับน้ำมันพืช นวดให้เข้ากัน พักไว้ นำแป้งชั้นนอกมานวดให้เนียน ห่อด้วยพลาสติกใส พักไว้ 30 นาที กดแป้งชั้นนอกให้แบน ใส่แป้งชั้นใน หุ้มให้มิด รีดแป้งให้เป็นแผ่น พับ 3 ทบแล้วรีดอีกครั้งให้บางเท่ากับถาดอบ นำแป้งใส่ถาดอบที่รองกระดาษรองอบไว้ กดให้เสมอกัน ใส่ส่วนผสมไส้ เกลี่ยให้เสมอกัน ใช้ที่ตัดตัดให้เป็นชิ้น นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส เวลา 40 นาที นำขนมออกจากเตาอบ ทาไข่ให้ทั่ว โรยงาขาวอีกเล็กน้อย และต้นหอมซอย นำเข้าเตาอบต่ออีก 5 นาที ยกออกจากเตา พักขนมให้เย็น 

  เมนูกินเล่นที่ไม่ว่าใครก็กดไลค์ เพราะนอกจากจะทำง่ายแล้ว รสชาติยังเข้มข้น อิ่มอร่อยได้เต็มปากเต็มคำ   ส่วนผสม (สำหรับ 16 ตัว) เนื้อไก่บด 300 กรัม กุ้งสด 16 ตัว ไข่ไก่ 1 ฟอง แผ่นเกี๊ยว 16  แผ่น เห็ดเข็มทอง 100 กรัม รากผักชี กระเทียม พริกไทยตำละเอียด  1 ช้อนโต๊ะ ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ แป้งข้าวโพด 2 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา ผักชีซอย 1 ต้นใหญ่ น้ำจิ้มซีฟู้ด พริกขี้หนูเขียว 10 เม็ด พริกขี้หนูแดง 2 เม็ด รากผักชี 1 ราก กระเทียม 5 กลีบ น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ น้ำเชื่อม 1 ช้อนโต๊ะ ตำพริกขี้หนู รากผักชี และกระเทียมเข้าด้วยกันให้ละเอียด ผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน วิธีทำ เตรียมส่วนผสมไส้เกี๊ยวโดยผสมไก่บด ไข่ไก่ แป้งข้าวโพด รากผักชี กระเทียม และพริกไทยตำละเอียด ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวและน้ำตาลทราย ใส่ผักชีซอย ผสมให้เข้ากันทั่ว วางแผ่นเกี๊ยวบนเขียง ตักส่วนผสมไก่วางตรงกลาง วางกุ้งสด เห็ดเข็มทอง ใส่ส่วนผสมไก่ได้อีกครั้งแล้วห่อให้ติดกัน เรียงใส่จาน นำไปนึ่งในน้ำเดือดประมาณ 10 นาทีจนสุก ทาด้วยน้ำมันกระเทียมเจียวให้ทั่ว จัดใส่จาน โรยกระเทียมเจียวเล็กน้อย เสิร์ฟกับน้ำจิ้มซีฟู้ด

  ใครรักข้าวโพดต้องเมนูนี้ เป็นการประยุกต์พิซซาแป้งบาง ให้กลายเป็นพิซซาข้าวโพดแบบเต็มแผ่น เติมความอร่อยด้วยแฮม กินเพลินสุดๆ   ส่วนผสม ข้าวโพดต้ม 2 ฝัก ไข่ไก่เบอร์หนึ่ง 1 ฟอง แฮมหั่นชิ้นเล็ก 1/4 ถ้วย เกลือป่น 1/4 ช้อนชา พริกไทยป่น 1/4 ช้อนชา แป้งข้าวโพด 3 ช้อนโต๊ะ แป้งสาลีอเนกประสงค์ 3 ช้อนโต๊ะ ชีสมอซซาเรลลาขูด 100 กรัม ออริกาโนแห้ง 1/2 ช้อนชา พาร์สลีย์สับ 1 ช้อนชา น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ฝานเมล็ดข้าวโพดใส่ชามผสม ใส่ไข่ไก่ เกลือ และพริกไทย คนให้เข้ากัน ใส่แป้งข้าวโพด แป้งสาลี ตามด้วยแฮมครึ่งหนึ่ง ผสมให้เข้ากัน ตั้งกระทะใส่น้ำมัน ใช้ไฟอ่อนพอน้ำมันร้อน เทส่วนผสมข้าวโพดใส่ เกลี่ยให้ทั่ว ปิดฝาไว้จนแป้งเริ่มสุก โรยชีสให้ทั่ว ปิดฝาอบต่อจนชีสละลาย ตักใส่จาน โรยออริกาโนแห้ง พาร์สลีย์สับ จัดใส่จาน ตัดเป็นชิ้น เสิร์ฟกับซอสพริกหรือซอสมะเขือเทศ

  ด้วยรูปร่างกลมนูนของเกี๊ยวที่คล้ายกับเงินโบราณของจีน เกี๊ยวจึงเป็นอีกหนึ่งอาหารความหมายดี ที่นิยมรับประทานในโอกาสพิเศษ นอกจากการสื่อความหมายถึงทรัพย์สมบัติความร่ำรวยแล้ว เกี๊ยวยังเป็นอาหารที่กระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวอีกด้วย หลายครอบครัวที่มักจะมารวมตัวพบปะและช่วยกันห่อเกี๊ยวเพื่อนำไปปรุงรับประทานร่วมกันก่อนเวลาเที่ยงคืน   เกี๊ยวสูตรนี้มากับไส้หมูบด ตัวแป้งทำจากแป้งสาลี สามารถนำไปปรุงได้หลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะต้ม ทอด นึ่ง หรือทำเป็นเกี๊ยวซ่าก็ได้เช่นกัน   ส่วนผสม ไส้เกี๊ยว เนื้อหมูบด 250 กรัม กระเทียม (บด) 2 กลีบ กุยช่าย (ซอย) 25 กรัม ต้นหอม (ซอย) 10 กรัม โชยุ 2 ช้อนชา เหล้าจีน 1 ช้อนชา น้ำมันงา 1/2 ช้อนชา น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา พริกไทยขาว 1/2 ช้อนชา แป้งเกี๊ยว แป้งสาลี 270 กรัม + สำหรับนวล เกลือ 1/4 ช้อนชา น้ำร้อน 135 มิลลิลิตร น้ำจิ้ม โชยุ 2 ช้อนโต๊ะ น้ำส้มสายชูหมักจากข้าว 2 ช้อนโต๊ะ จิ๊กโฉ่ว 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันพริก 2 ช้อนชา ขิง (ซอย)สำหรับเสิร์ฟ (ถ้าต้องการ) ต้นหอม (ซอย)สำหรับเสิร์ฟ (ถ้าต้องการ) วิธีทำ ทำแป้งเกี๊ยวโดยผสมแป้งสาลีกับเกลือในชามผสม ใส่น้ำร้อนตามลงไป ใช้ไม้พายคนเร็วๆ ให้ส่วนผสมจับตัวกันเป็นก้อน (ถ้าแป้งแห้งเกิน สามารถใส่น้ำเพิ่มได้เล็กน้อย) นวด 5-7 นาที จนแป้งเนียนดี ห่อด้วยฟิล์มถนอมอาหาร พักแป้งที่อุณหภูมิห้อง 30 นาที แบ่งแป้งเป็น 32 ก้อน รีดเป็นแผ่นขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 9-10 เซนติเมตร ใช้มีดตัดแป้งเพื่อให้กลมดี นวลแป้งเล็กน้อย คลุมผ้าพักไว้ ทำไส้เกี๊ยวโดยผสมส่วนผสมทั้งหมดในชามผสม นวดให้เข้ากันดี ห่อเกี๊ยวโดยทาน้ำบางๆ ที่รอบตัวแป้งเกี๊ยว ตักไส้ลงตรงกลาง พับครึ่ง ไล่จีบ กดให้แน่นดี ทำซ้ำจนหมด ทำน้ำจิ้มโดยผสมโชยุ น้ำส้มสายชู และจิ๊กโฉ่วเข้าด้วยกัน โรยหน้าด้วยน้ำมันพริก เสิร์ฟกับเกี๊ยวซ่า และเกี๊ยวทอด / ใส่ขิงเพิ่มเพื่อเสิร์ฟกับเกี๊ยวนึ่ง / เคล้ากับเกี๊ยวลวก โรยหน้าด้วยขิง และต้นหอมซอย ทอด : ตั้งน้ำมันที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส ทอดเกี๊ยวประมาณ 2-3 นาทีจนสุกกรอบ และมีสีเหลืองทอง ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน พักไว้ เสิร์ฟกับน้ำจิ้ม ต้ม : ตั้งน้ำให้เดือดดี ใส่เกี๊ยวลงไป คอยจนน้ำกลับมาเดือด ใส่น้ำลงไปเพิ่มประมาณ 1 ถ้วยตวง เมื่อน้ำเดือดอีกครั้งตักเกี๊ยวออกมาใส่ในน้ำซอส โรยหน้าด้วยขิงและต้นหอม นึ่ง : จัดเรียงเกี๊ยวลงในลังถึง ฉีดน้ำบางๆ นึ่ง 5 นาที เสิร์ฟกับน้ำจิ้ม โรยหน้าด้วยขิง เกี๊ยวซ่า : ใส่น้ำมันลงในกระทะเล็กน้อย วางเกี๊ยวลงไป พอกระทะร้อนใส่น้ำลงไปแค่พอให้เคลือบกระทะ ปิดฝาทันที ลดไฟนึ่ง 3 นาที เปิดฝา ไล่น้ำออกจนหมด เขย่ากระทะเบาๆ เสิร์ฟเกี๊ยวซ่ากับน้ำจิ้ม

  ขิง...หนึ่งในสุดยอดอาหาร ป้าเจี๊ยบมีขิงติดบ้านตลอดเวลา ใช้ทำอาหารคาวสารพัดอย่าง และต้มน้ำขิงไว้ดื่มทุกวันเพื่อเพิ่มพลังร้อนรักษาสมดุลภายในร่างกาย  หากใช้ทำของหวานก็ใส่นิดหน่อยเพื่อกลิ่นและรส เช่น ใส่ในถั่วเขียวต้มน้ำตาล ไม่เคยนำขิงล้วนๆ มาทำของหวาน   แต่แล้วก็ต้องทำค่ะ เหตุเพราะมีหน้าโฆษณาในเฟซบุ๊กโผล่ขึ้นมา แสดงข้อความขายขิงแก่โดยตรงจากเกษตรกรจังหวัดน่าน ป้าเจี๊ยบกินขิงเป็นประจำอยู่แล้วและอยากช่วยเกษตรกร จึงสั่งจำนวนสูงสุดที่เกษตรกรจัดจำหน่ายพร้อมส่งให้ฟรีนั่นคือ 12+1 กิโลกรัม ถือว่าอย่างเยอะเลยนะคะ...อิอิ   2 วันหลังจากสั่งไปกล่องขนาดใหญ่ก็ส่งมาถึงบ้าน บรรจุขิงแก่อวบๆ สดใหม่สะอาดสะอ้าน เห็นปริมาณขิงแล้วนึกขำตัวเอง หาเรื่องให้ตัวเองยุ่งอีกแล้ว   ป้าเจี๊ยบแจกบรรดาเพื่อนบ้านไปบ้าง แบ่งใส่ถุงนำไปแช่แข็งเอาไว้ใช้ในอนาคตบ้าง ก็ยังเหลืออีกเยอะ มองดูขิงตรงหน้าสักพักก็เกิดไอเดียแปรรูปขิงเป็นลูกเต๋าขิงเชื่อม! สามารถเก็บได้นาน จะได้เอาไว้แจกญาติมิตรผู้อาวุโสทั้งหลายเวลาพบปะกัน   การปอกเปลือกขิงไม่ยากค่ะ หลังจากล้างให้สะอาดแล้วใช้ช้อนขูดผิวเบาๆ เปลือกก็หลุดออกมา ป้าเจี๊ยบหั่นขิงเป็นลูกเต๋าขนาด 1 เซนติเมตร จนได้เต็มกล่องพลาสติกขนาดจุ 1.5 ลิตร ปรากฏว่ามีเศษขิงจากการหั่นแบบนี้กองพะเนินเลยค่ะ ขนาดและรูปร่างต่างๆ กัน ป้าเจี๊ยบเก็บใส่กล่องเอาไว้ใช้ทำอย่างอื่นต่อไป   ป้าเจี๊ยบเชื่อมโดยใส่น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง น้ำส้มสายชู 1 ถ้วยตวง น้ำตาลทราย 4 ถ้วยตวง และเกลือ 1 ช้อนชา ลงในกระทะทองเหลือง ยกขึ้นตั้งไฟปานกลาง คนด้วยพายไม้จนเดือดและน้ำตาลละลายหมด ก็เทลูกเต๋าขิงลงไป  ต้มไปเรื่อยๆ จนเดือด แล้วลดไฟลงเป็นปานกลางค่อนข้างอ่อน หมั่นคนด้วยพายไม้เป็นระยะๆ เพื่อให้ลูกเต๋าขิงเจอน้ำเชื่อมอย่างทั่วถึงกัน ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมง ลูกเต๋าขิงเริ่มใสและน้ำเชื่อมมีความข้นเหนียว  ก็ปิดไฟ  พักไว้ให้เย็นสนิทแล้วจึงเทลงกระชอน ให้น้ำเชื่อมส่วนเกินไหลออกจนหมด   นำลูกเต๋าขิงมาใส่ชาม โรยน้ำตาลทราย 1/4 ถ้วยตวง คลุกเคล้าให้เม็ดน้ำตาลเกาะลูกเต๋าจนทั่ว จากนั้นกระจายลงในกระด้งแล้วนำไปตากแดด ใช้เวลาตากแดด 2 วันก็แห้งตามที่ต้องการ ป้าเจี๊ยบทำแบบนี้หลายรอบจนได้ลูกเต๋าขิงเชื่อมกล่องใหญ่ และขิงสดพร่องไปเยอะ...เฮ้ออออ!   เศษขิงที่เหลือป้าเจี๊ยบนำมาหั่นได้เป็นแบบเส้นและแบบแผ่น เลยเอาไปเชื่อมต่อในน้ำเชื่อมที่เหลือ โดยเติมน้ำเปล่าลงไปนิดหน่อยเพื่อลดความหนืด ได้ขิงเชื่อมเพิ่มอีก 2 แบบ และตากแดดวันเดียวก็แห้ง เพราะขนาดเล็กกว่า  สำหรับเศษที่รูปร่างและขนาดใช้การไม่ได้ก็ต้มเป็นน้ำขิงสิคะ...อิอิ   ขิง 3 รสบรรจุกล่อง จัดเป็นชุดๆ มีโอกาสได้แจกเพื่อนไปหลายคนแล้วค่ะ พอชิมแล้วคุณเธอทั้งหลายมักร้องว่า “โห...เผ็ดโลด ไหนว่า 3 รส เปรี้ยวหวานนิดเดียว” ป้าเจี๊ยบต้องบอกว่า “ผู้อาวุโสประสบการณ์สูง เหมือนขิงแก่ที่ต้องเผ็ดสิ!”...ฮา!  

Tag: ขิง