ส่วนผสมน้ำสลัด Creamy Garlic Pepper กรีกโยเกิร์ต หรือซาวร์ครีม 1/3 ถ้วย น้ำเลมอน 3 ช้อนโต๊ะ น้ำส้มสายชูหมักจากข้าว 1 ช้อนโต๊ะ ดิจองมัสตาร์ด 1 ช้อนโต๊ะ กระเทียมสับ 2  ช้อนโต๊ะ เกลือทะเล 1/4 ช้อนชา พริกไทยดำบด 1/2 ช้อนชา น้ำมันมะกอก 3/4 ถ้วย วิธีทำ ปั่นส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันจนเป็นครีมเนียน ใส่ขวดแก้ว ปิดฝา ส่วนผสมสลัดน้ำใส น้ำมันมะกอก 1 ถ้วย น้ำส้มสายชูไวน์แดง 6 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 3  ช้อนโต๊ะ กระเทียมสับ 2 ช้อนโต๊ะ หอมแดงสับ 3 ช้อนโต๊ะ ไทม์แห้ง 2 ช้อนชา เกลือและพริกไทยดำบดอย่างละ 1/4 ช้อนชา วิธีทำ ผสมส่วนผสมทั้งหมดแล้วตีด้วยตะกร้อมือให้เข้ากัน ใส่ขวดแก้ว ปิดฝา

คำว่า Chili ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงพริกชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่เป็นชื่อของสตูเนื้อรสจัดจ้านและแพร่หลายมากในสหรัฐอเมริกา เรียกกันทั่วไปว่า Chili Con Carne  แปลตรงตัวว่าเนื้อกับพริก   ชาวเท็กซัสอ้างว่าอาหารจานนี้เกิดขึ้นในรัฐของเขา พวกเม็กซิกันก็ว่ามาจากประเทศเม็กซิโก แต่ไม่มีใครรู้แน่ว่าต้นกำเนิดมาจากที่ใด แต่ที่แน่ก็คือส่วนผสมของชิลลี่ต้องมีเนื้อวัว หอมหัวใหญ่ กระเทียม มะเขือเทศ   ถั่วแดงเม็ดใหญ่ (Red Kidney Beans) และที่ขาดไม่ได้คือ Chili Powder ซึ่งมีขายทั่วไป และถ้าหาซื้อไม่ได้ก็ผสมเองได้ไม่ยาก ประกอบด้วยยี่หร่า พริกปาปริกา หอม กระเทียม ออริกาโน (Oregano) ถึงแม้จะมีส่วนผสมหลายอย่างแต่ทำไม่ยาก เมื่อทำแล้วเก็บไว้ได้นาน หรือแช่แข็งก็ได้   ถั่วที่ใช้ทำสตูเนื้อนี้ใช้ได้หลายชนิดรวมกัน  เช่น ถั่วพินโต ถั่วดำ ถั่วขาว ผสมกัน หรือจะใช้ถั่วชนิดเดียวก็ได้ บางรัฐใส่ข้าวโพดด้วย ถั่วนี้ถ้าไม่ใช้ถั่วดิบมาต้มจนสุกจะซื้อถั่วต้มสุกชนิดกระป๋องมาทำก็ได้สะดวกดี เมื่อทำทุกอย่างตามขั้นตอนแล้วต้องต้มไฟอ่อนจนสตูข้น ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง หรือจะใส่หม้อเหล็ก ปิดฝาแล้วอบก็ได้   เมื่อต้มจนได้ที่น้ำขลุกขลิกแล้วตักชิลลี่ใส่ชาม ตักครีมเปรี้ยว (Sour Cream) หรือกรีกโยเกิร์ตวางบนหน้า ใส่เนยแข็งขูด อะโวคาโด พริกดอง มะเขือเทศสับ ซัลซา เสิร์ฟพร้อมตอร์ติญาชิป หรือจะราดบนข้าว เส้นพาสตา มันฝรั่งอบก็ได้   นอกจากนี้ชิลลี่ยังเป็นส่วนประกอบสำคัญของ Chili Dogs และ Sloppy Joes เป็นต้น เรียกว่าทำเมนูเดียวแต่ทานได้หลากหลาย     ส่วนผสม เบกกิงโซดา 1 ช้อนชา น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ เนื้อไม่ติดมัน 1 กิโลกรัม เบคอน  200 กรัม หอมหัวใหญ่สับหยาบ 2 ถ้วย กระเทียมสับ 1  ช้อนโต๊ะ น้ำมันมะกอก 5 ช้อนโต๊ะ มะเขือเทศเข้มข้น (Tomato Paste)  170 กรัม มะเขือเทศสับ 800 กรัม ( 2 กระป๋อง) ส่วนผสมถั่ว (Beans) ถั่วแดงเม็ดใหญ่ (Red Kidney Beans) 400 กรัม ถั่วพินโต (Pinto Beans) 400 กรัม ถั่วดำ (Black Beans) 400 กรัม ถั่วขาว (White Beans) 400 กรัม ข้าวโพด 1 1/2 ถ้วย ซุปเนื้อ 3 ถ้วย แอปเปิลไซเดอร์ 1 ถ้วย น้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนโต๊ะ เกลือและพริกไทย ส่วนผสม Chili Powder ยี่หร่าป่น 2 ช้อนโต๊ะ ลูกผักชี 1 ช้อนชา ใบไทม์ 2 ช้อนชา ออริกาโน 2 ช้อนโต๊ะ พริกปาปริกา 2 ช้อนโต๊ะ พริกป่น 1/2-1 ช้อนชา น้ำส้มสายชูจากไวน์ (Wine Vinegar ) 1 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ทอดเบคอนจนกรอบ ตักขึ้น พักไว้ หั่นเนื้อเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็กๆ ผสมเบกกิงโซดากับน้ำ ใส่ลงคลุกกับเนื้อ พักไว้ 5 นาที จี่เนื้อในกระทะทีละน้อยจนหมด ใส่น้ำมันมะกอกในกระทะ ผัดหอมหัวใหญ่จนสุกใส ใส่กระเทียมสับ ผัดจนหอม ใส่เบคอนและเนื้อที่จี่ไว้ลงผัดพร้อมส่วนผสม Chili Powder (ยกเว้นน้ำส้มสายชูจากไวน์) จนหอม เติมมะเขือเทศเข้มข้น มะเขือเทศสับ ถั่ว ข้าวโพด ซุปเนื้อ แอปเปิลไซเดอร์ น้ำส้มสายชูจากไวน์ น้ำตาล เกลือ พริกไทย ต้มไฟอ่อนจนข้น น้ำขลุกขลิก ประมาณ 2 ชั่วโมง (ต้องคนเป็นระยะ ระวังติดหม้อ)  หรือใส่หม้อเหล็ก ปิดฝา อบที่อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียสประมาณ 2 ชั่วโมง       

  เมนูเครื่องจิ้มสไตล์เม็กซิกันทำง่ายโดยหั่นส่วนผสมเป็นชิ้นเล็กเท่าๆ กัน เสิร์ฟกับตอร์ติญาชิปข้าวเกรียบที่ทำจากข้าวโพดเนื้อกรุบกรอบ ใส่ถั่วพินโต้เนื้อนุ่มกับเมล็ดข้าวโพดหวาน เพิ่มพริกฮาลาเปโยให้มีรสเผ็ดนิดๆ กินแล้วหยุดแทบไม่ได้   ส่วนผสม (สำหรับ 2-4 ถ้วย) ถั่วพินโต้ต้มสุก 1 ถ้วย เมล็ดข้าวโพดหวาน 3/4 ถ้วย หอมหัวใหญ่หั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 3 ช้อนโต๊ะ พริกชี้ฟ้าแดงหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก 1 ช้อนโต๊ะ พริกฮาลาเปโยหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก 2-3 ช้อนโต๊ะ                        น้ำส้มสายชูหมัก 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 3/4 ช้อนโต๊ะ ผักชีซอยและเกลือทะเลเล็กน้อย ตอร์ติญาชิปสำหรับเสิร์ฟปริมาณตามชอบ วิธีทำ ทำซัลซาโดยผสมถั่วพินโต้กับเมล็ดข้าวโพดหวาน หอมหัวใหญ่ พริกชี้ฟ้าแดง และพริกฮาลาเปโย ใส่น้ำส้มสายชูหมัก น้ำมะนาว เกลือ น้ำตาล เกลือ และผักชีซอย เคล้าให้เข้ากัน ตักใส่ถ้วย เสิร์ฟพร้อมตอร์ติญาชิป

  ฮุมมุสเป็นเครื่องจิ้มสไตล์ตะวันออกกลางที่มีส่วนผสมหลักคือถั่วลูกไก่ (Chickpea) ซึ่งมีคุณค่ามากทางโภชนาการ สูตรนี้ดัดแปลงเพิ่มมิติให้กับสีสันและรสชาติด้วยการใส่บีตรูตเข้าไปด้วย จะรับประทานกับพิตาเบรด ขนมปัง หรือผักต่างๆ ก็แล้วแต่ชอบเลยครับ   ส่วนผสม บีตรูต 1 หัว ถั่วลูกไก่ 1 กระป๋อง น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ + สำหรับเสิร์ฟ เกลือสำหรับปรุงรส พริกไทยดำสำหรับปรุงรส น้ำมะนาวเลมอน 2 ช้อนชา กระเทียม 1 กลีบ งาขาวคั่วสำหรับเสิร์ฟ พาร์สลีย์สำหรับเสิร์ฟ วิธีทำ ทาน้ำมันมะกอกบนบีตรูต โรยเกลือเล็กน้อย นำไปอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียสนาน 50 นาที พักไว้ให้เย็นลง ลอกผิว หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำบีตรูตใส่เครื่องบดสับกับถั่วลูกไก่และกระเทียม ปรุงด้วยเกลือ พริกไทยดำ น้ำมะนาวเลมอน ปั่นพอเข้ากัน ใส่น้ำมันมะกอกลงไป 2 ช้อนโต๊ะ ปั่นต่อให้เนื้อเนียนดี ก่อนเสิร์ฟ พรมด้วยน้ำมันมะกอก โรยงาขาวคั่วและพาร์สลีย์ รับประทานในรูปแบบที่ต้องการ

  ตอนเป็นเบบี้ แม่ครัวบ้านเราเป็น ‘จาวเหนีย’ นางก็จะทำน้ำพริกอ่องซึ่งรสชาติไม่เหมือนที่กินในปัจจุบัน วันนี้ไม่ได้ใช้หมูสามชั้น หันมาใช้หมูสับ แต่ยังคงรสชาติดังเดิมที่เปรี้ยวหวานจากมะเขือเทศ เค็มจากกะปิและถั่วเน่าเอาไว้อย่างครบถ้วน   ส่วนผสม หมูสับ 500 กรัม ผงพริกลาบเหนือ 1 ช้อนโต๊ะ (ถ้าไม่มีใช้พริกป่น 2 ช้อนชา) หอมแดงซอย 60 กรัม | กระเทียม 30 กรัม ถั่วเน่า 2 แผ่น (เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 นิ้ว) มะเขือเทศเปรี้ยวหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 200 กรัม มะเขือเทศท้อหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 600 กรัม น้ำมะเขือเทศดอยคำขนาด 200 มิลลิลิตรประมาณ 2 กล่องเล็ก กะปิ 20 กรัม เกลือพอสมควร น้ำตาลปี๊บพอสมควร น้ำมะขามเปียกเล็กน้อย น้ำมันหมูเล็กน้อย ต้นหอมและผักชี วิธีทำ  เอาถั่วเน่าปิ้งไฟให้สุกหอม ตำให้ละเอียด เอาน้ำมันหมูใส่กระทะ ผัดพริกลาบหรือพริกป่นให้หอม ใส่กะปิลงผัดให้หอม ตำหอมแดงกับกระเทียมให้แหลกคามือ เติมถั่วเน่าที่ตำไว้และกะปิผัด ตำให้เข้ากัน ตักใส่อ่าง ผสมกับเนื้อหมูสับ ขยำจนเข้ากันดี หมักทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันหมูลงไปไม่มาก ใส่ส่วนผสมในข้อ 4 และมะเขือทั้งหมดลงไป ผัดไฟกลางค่อนข้างอ่อน พอเริ่มมีกลิ่นหอมค่อยๆ เติมน้ำมะเขือเทศดอยคำลงไป ผัดให้เข้ากัน เคี่ยวไฟอ่อนๆ เติมน้ำมะเขือเทศลงไปเรื่อยๆ พอมะเขือเทศสลายตัว ชิมรส ปรุงตามอำเภอใจ ใส่ต้นหอมและผักชี คนให้เข้ากัน จิ้มผักสดประดามี แต่ที่ขาดไม่ได้คือถั่วพูกับขมิ้นขาว ทีเด็ดของน้ำพริกอ่องครกนี้คือรสจัด และมีความหวานอร่อยของมะเขือเทศเต็มพิกัด

  ปลากระป๋องนอกจากจะเก็บได้นานแล้ว ลองทำน้ำพริกปลากระป๋องที่คั่วแห้งๆ ใส่สมุนไพรอย่างหอมกระเทียม ใบมะกรูด ที่ทอดมาหอมๆ กรอบๆ ผสมคลุกกับเนื้อปลาที่คั่วจนแห้ง กินกับข้าวสวยร้อนๆ ยิ่งอร่อย   ส่วนผสม ปลาซาดีนในซอสมะเขือเทศ 2 กระป๋อง พริกขี้หนูแห้ง 10 เม็ด กระเทียมซอย  1/3 ถ้วย หอมแดงซอย 1/3 ถ้วย ใบมะกรูดฉีกหั่นหยาบ  5 ใบ        น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา น้ำมันพืช 1/4 ถ้วย ผักสดตามชอบ วิธีทำ แยกเนื้อปลาซาดีนกับซอสมะเขือเทศ นำเนื้อปลามาคั่วกับน้ำมัน 1/2 ช้อนโต๊ะจนแห้ง พักไว้ เจียวกระเทียมซอยและหอมแดงซอยทีละอย่างให้เหลืองหอม ตักขึ้น ใส่ใบมะกรูดและพริกขี้หนูแห้งลงทอดต่อจนกรอบ ตักขึ้น  ตำพริกแห้งทอดจนละเอียด แบ่งหอมแดง กระเทียมเจียว และใบมะกรูดทอดอย่างละครึ่งตำรวมกันพอแหลก ตักเครื่องที่ตำมาคั่วกับปลากระป๋องที่คั่วไว้ ใส่กระเทียมเจียว หอมแดง และใบมะกรูดที่เหลือ คั่วเข้าด้วยกันจนแห้ง ใส่น้ำตาล คลุกให้ทั่ว ยกลง ตักใส่ถ้วย เสิร์ฟพร้อมผักสดตามชอบและข้าวร้อนๆ

  ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) แอปเปิลแดง 1 ผล สตรอว์เบอร์รี 8-10 ผล แยมราสป์เบอร์รีหรือสตรอว์เบอร์รี 2 ช้อนโต๊ะ ผิวเลมอนขูด 1 ช้อนโต๊ะ น้ำเลมอน  1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนโต๊ะ เกลือป่นเล็กน้อย ส่วนผสมตอร์ติญาชิปอบเชย แป้งตอร์ติญา 4-6 แผ่น น้ำตาลทราย  2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1 ช้อนชา ผงอบเชย 1/2 ช้อนชา สเปรย์น้ำมันเล็กน้อย วิธีทำ ทำตอร์ติญาชิปอบเชยโดยผสมน้ำตาลทราย เกลือป่น และผงอบเชยให้เข้ากัน พ่นสเปรย์น้ำมันให้ทั่วแผ่นตอร์ติญา (หรือใช้แปรงทาน้ำมันพืชบางๆ ให้ทั่วแผ่นตอร์ติญาก็ได้) โรยน้ำตาลที่ผสมไว้แล้วให้ทั่ว ตัดแป้งเป็นชิ้นสามเหลี่ยมเล็ก เรียงบนถาดอบ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียสประมาณ 7-10 นาทีจนเหลืองกรอบ ยกออกจากเตา พักไว้ หั่นแอปเปิลและสตรอว์เบอร์รีเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็ก เคล้ากับส่วนผสมที่เหลือทั้งหมดให้เข้ากัน เสิร์ฟพร้อมตอร์ติญาชิปอบเชย

  กุ้งแห้งกุ้งเสียบเป็นวัตถุดิบอีกชนิดที่สามารถทำเมนูได้หลากหลาย ใส่ในน้ำพริกกะปิ ทำน้ำปลาหวานกินกับมะม่วง ทำยำ หรือทำเมนูน้ำพริกแห้งๆ ที่สามารถเก็บไว้รับประทานได้   ส่วนผสม(สำหรับ 2 ที่) กุ้งเสียบ 100 กรัม พริกขี้หนูเขียวแดง 8 เม็ด กระเทียมกลีบใหญ่  3 กลีบ ใบมะกรูดซอย 2 ช้อนชา น้ำพริกเผา 2 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปี๊บ  2 ช้อนชา น้ำเปล่า  1/4 ถ้วย น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ตำพริกขี้หนูกับกระเทียมเข้าด้วยกันให้ละเอียด ผัดกับน้ำมันให้เหลืองหอม ใส่น้ำพริกเผาและน้ำ ผัดให้น้ำพริกเผาละลาย ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำปลา ผัดให้เกือบแห้ง ใส่กุ้งเสียบผัดให้เข้ากันทั่วและน้ำพริกเคลือบกุ้งเสียบ ใส่ใบมะกรูดซอย คลุกให้เข้ากัน   ตักใส่ถ้วย เสิร์ฟพร้อมข้าวร้อนๆ

  เมนูนี้คิดถึงตอนเด็กๆ ควักน้ำตาลปี๊บกับกะปิที่บ้านทำเองใส่ถ้วยแล้ววิ่งไปที่สวน เก็บมะม่วงขบเผาะซึ่งเรากินแบบสมชื่อจริงๆคือเอาฟันขบทั้งเปลือกให้มันแตกเผาะออกมา ดึงเม็ดอ่อนออกแล้วจิ้มกะปิหวานที่เตรียมไป เปรี้ยวหวานเค็มอร่อยประสาเด็ก แต่วันนี้ทำให้อร่อยตามประสาผู้ใหญ่นะคะ   ส่วนผสม น้ำตาลปี๊บ 250 กรัม กะปิอย่างดี 60 กรัม น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ กุ้งแห้งป่นประมาณ 3/4 ถ้วย หอมซอย 1 ถ้วย พริกป่น 2ช้อนชา พริกขี้หนูสวนตามชอบ วิธีทำ ผสมน้ำตาล กะปิ และน้ำปลาในอ่างกระเบื้อง ใส่เตาไมโครเวฟประเดี๋ยวเดียวแค่พอน้ำตาลอ่อนตัว  ยกออกมาคนให้เข้ากัน ใส่กุ้งแห้ง หอมซอย พริกป่น และพริกขี้หนู คนให้เข้ากัน ปอกมะม่วงจิ้มกินได้เลย อร่อยแซ่บมาก

  “มะขามป้อม” ผลไม้ที่มีสรรพคุณมากมาย ช่วยให้คอชุ่มชื่น มะขามป้อมมีรสเปรี้ยวและฝาด บางคนกินเป็นผลไม้ บางคนนำมาปรุงเป็นอาหาร เช่น น้ำพริกถ้วยนี้      ส่วนผสม เนื้อมะขามป้อม 1 ถ้วย หอมแดงหัวใหญ่ซอย 3 หัว กระเทียม 4-5 กลีบ กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูสวนเขียวแดง 15-20 เม็ด น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ ปลาสลิดกรอบ 4-5 ชิ้น ผักสด : ถั่วพู แตงกวา  แครอต ผักกาดขาว มะเขือต่างๆ  วิธีทำ ตำเนื้อมะขามป้อมให้ละเอียด ตักขึ้น พักไว้ ใส่หอมแดง กระเทียม และพริกขี้หนูสวน ตำต่อให้ละเอียด ใส่กะปิและปลาสลิดกรอบ ตำให้เข้ากันจนละเอียด ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลปี๊บ ตำต่อพอเข้ากัน ใส่เนื้อมะขามป้อมที่ตำไว้ ตำให้เข้ากัน ตักใส่ถ้วย เสิร์ฟพร้อมผักสด

  น้ำพริกกุ้งสดหรือน้ำพริกขยำ เมนูน้ำพริกแบบชาวบ้านง่ายๆ นำกะปิมาขยำและปรุงรส ใส่กุ้งสดต้มให้ได้รสหวานอร่อย กินกับผักสดต่างๆ   ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) กะปิ 2 ช้อนโต๊ะ กุ้งหัวมันต้ม 1/2 ถ้วย พริกขี้หนูซอย 7 เม็ด กระเทียมไทยซอย 1 ช้อนโต๊ะ หอมแดงซอย 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำปลาเล็กน้อย (ขึ้นอยู่กับความเค็มของกะปิ) น้ำต้มกุ้งเล็กน้อย ผักสดสำหรับเสิร์ฟตามชอบ เช่น ถั่วพู ใบบัวบก ใบมันปู แตงกวา วิธีทำ ใส่ส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน (ยกเว้นน้ำมะนาว น้ำต้มกุ้ง) แล้วขยำสักครู่ ค่อยๆ ใส่น้ำมะนาวและน้ำต้มกุ้ง ขยำจนเข้ากัน ชิมรส เสิร์ฟพร้อมผักสด

  น้ำพริกกะปิที่มาพร้อมเครื่องเคียงครบเครื่อง เลือกใช้กะปิอย่างดี กลิ่นหอม รสไม่เค็มจัด เติมมะอึกเพิ่มให้มีรสเปรี้ยวและกลิ่นหอมอร่อยยิ่งขึ้น   ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) กะปิย่าง 50 กรัม กระเทียมไทย 15 กรัม พริกขี้หนูสวน 15 กรัม มะเขือพวง 20 กรัม มะอึกซอย 1 ผล กุ้งแห้งป่น 10 กรัม น้ำปลา 20 กรัม น้ำมะนาว 50 กรัม น้ำตาลปี๊บ 40 กรัม เครื่องเคียง ผักต้ม เช่น ถั่วฝักยาว ผักบุ้งไทย กระเจี๊ยบเขียว ดอกโสน ดอกขจร มะระขี้นก ผักสด เช่น มะเขือเปราะ แตงกวา ถั่วพลู ผักทอด เช่น ชะอมชุบไข่ มะเขือยาวชุบไข่ ใบพริกทอด ปลาทูทอด ปลาช่อนแดดเดียวทอด วิธีทำ ห่อกะปิด้วยใบตองและย่างจนสุก (กะปิจะมีกลิ่นหอมและฟูนุ่ม) ตำกุ้งแห้งให้ละเอียด พักไว้ ตำกะปิย่างและกระเทียมไทยให้ละเอียด ใส่มะอึกและพริกขี้หนูสวน ตำพอหยาบ เติมมะเขือพวง บุบพอแตก และคนส่วนผสมในครกให้เข้ากัน เติมกุ้งแห้งป่น น้ำตาลปี๊บ น้ำปลาและน้ำมะนาว คนให้เข้ากัน ชิมรส เสิร์ฟพร้อมผักและเครื่องเคียงตามชอบ

  น้ำชุบหยำหรือน้ำพริกคลุกสูตรดั้งเดิม ใช้วิธีการคลุกเครื่องให้เข้ากันโดยไม่ต้องตำ เมนูนี้อร่อยโดดเด่นจากกะปิอย่างดีของจังหวัดชุมพร   ส่วนผสม (สำหรับ 1-2 ที่) กุ้งแชบ๊วยต้มหั่นชิ้นเล็ก 3-4 ตัว หอมแดง 4 หัว กระเทียม 4 หัว พริกขี้หนูสวน 10 เม็ด กะปิอย่างดี 2 ช้อนโต๊ะ มะนาว 2-3 ผล น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา น้ำปลาเล็กน้อย ผักสดและผักลวก เช่น กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว แตงกวา ถั่วพู วิธีทำ ซอยกระเทียม หอมแดง และพริกขี้หนู ใส่ชามผสมกับกุ้งต้ม ใส่กะปิ คลุกให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาล ชิมรสให้ออกเค็ม เปรี้ยว หวาน เสิร์ฟพร้อมผักสดและผักลวกตามชอบ

  ส่วนผสม (สำหรับ 2-4 ที่) กระเทียมไทยปอกเปลือก 1 ช้อนโต๊ะ กะปิ 1-1 1/2 ช้อนชา พริกขี้หนูสวน 5 เม็ด กุ้งแห้งตำ 2 ช้อนโต๊ะพูน เนื้อสละฝานบาง 1/2 ถ้วย มะอึกซอยบาง 1 ช้อนโต๊ะพูน น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาวประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ตำกระเทียม พริกขี้หนู กุ้งแห้ง ให้แหลกเข้ากัน ใส่กะปิ สละ และมะอึก ตำพอหยาบๆ ให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บและน้ำมะนาว ชิมรส เสิร์ฟพร้อมผักสดและปลาช่อนแห้งทอด

  ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) กระเทียมไทยแกะเปลือก 3 ช้อนโต๊ะ กุ้งแห้งตำ 1/3 ถ้วย พริกขี้หนูสวน 10 เม็ด กระท้อนเปรี้ยวหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็ก 2 ถ้วยพูน กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมะขามเปียก 4-5 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปี๊บ 4-5 ช้อนโต๊ะ น้ำมันพืชเล็กน้อย วิธีทำ ตำกระเทียมและพริกขี้หนูให้แหลก ใส่กุ้งแห้ง กระท้อน และกะปิ ตำเนื้อกระท้อนพอหยาบๆ และส่วนผสมอื่นๆ ให้เข้ากัน ตักขึ้น ผัดน้ำพริกกับน้ำมันพืชเล็กน้อยจนมีกลิ่นหอมและกระท้อนสลด ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บ ชิมให้ได้รสเปรี้ยว เค็ม หวานตามชอบ ผัดจนแห้ง เสิร์ฟพร้อมผักสดและปลาสลิดทอด

    ส่วนผสม (สำหรับ 2-4 ที่) หัวกะทิ 1 1/2 ถ้วย ปูเค็ม 5-7 ตัว หมูสับผสมกุ้งสับ 1 ถ้วย หอมแดงซอย 1/2 ถ้วย น้ำมะขามเปียก 1/4 ถ้วย น้ำตาลปี๊บ 1/4 ถ้วย พริกขี้หนูบุบ 5-7 เม็ด เกลือตามชอบ (ถ้าไม่เค็ม) ผักที่ใช้แนม ขมิ้นขาว สายบัว ถั่วพู แตงกวา มะเขือลาย วิธีทำ แกะกระดองปูและฟองน้ำออก ตัดขาปูให้สั้น ล้างน้ำให้สะอาด พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ ใช้มือฉีกเนื้อปูเป็น 2 ชิ้น เตรียมไว้ ต้มกะทิให้เดือด ใส่ปูเค็ม ต้มต่อประมาณ 5 นาที พอเดือดใส่หมูสับและกุ้งสับ ต้มจนสุก คนให้ทั่ว ใส่หอมแดงซอย ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บ ใส่พริกขี้หนู ชิมรส ถ้าไม่เค็มเติมเกลือ ชิมให้ออกรสหวานนำ เค็มตามและเปรี้ยว

คุณโบ๊ท-วิทยา ลิมป์รัตนกาญจน์ ทายาทคนที่ 3 แห่งร้านหัวปลาหม้อไฟช่องนนทรี ควงคู่คุณแม่แป๋ว ผู้บุกเบิกร้านอร่อยในตำนานมาบอกเล่าเรื่องราวความประทับใจจากรสมือแม่สู่ “รสชาติที่อบอุ่น” นิยามที่บ่งบอกตัวตนของร้านได้ดีที่สุด ซึ่งพิสูจน์ด้วยกาลเวลามายาวนานถึง 35 ปี     เมื่อถามถึงอาหารจานโปรดของคุณโบ๊ทที่ต้องคลุกคลีอยู่ท่ามกลางเมนูของร้านที่มีมากกว่า 200 รายการ เราคิดว่าคุณโบ๊ทคงหนักใจไม่น้อยเพราะเลือกไม่ถูก แต่คุณโบ๊ทตอบเราอย่างมั่นใจว่า “สำหรับผมทุกจานที่คุณแม่ทำคือจานโปรดครับ อาหารส่วนใหญ่ที่ท่านทำให้กินที่บ้านจะเป็นอาหารซึ่งไม่มีขายในร้าน เช่น น้ำพริกปลา คุณแม่จะเข้าครัวคั่วหอมแดง กระเทียม พริก ทอดปลานิลตัวใหญ่เพราะได้เนื้อเยอะ โขลกจนเข้ากัน ปรุงรสจัดจ้าน แค่ก้าวขาเข้าบ้านก็ได้กลิ่นหอมฟุ้งชวนน้ำลายสอแล้ว บางทีไม่ต้องมีอะไรมาก แค่ข้าวเปล่า น้ำพริกปลา ผักลวก เท่านี้ก็อิ่มสบายท้อง”   คุณโบ๊ทยังเล่าถึงจุดเริ่มต้นของร้านหัวปลาหม้อไฟช่องนนทรีที่คุณแม่นำเมนูสูตรเด็ดของครอบครัวมาชูเป็นเมนูเด็ดประจำร้าน แรกเริ่มตั้งใจขายเพียง 3 เมนู คือ ข้าวต้มปลา ยำ และหม้อไฟ เน้นรสชาติเดียวกับที่ทำกินเองที่บ้าน โดยเฉพาะหม้อไฟต้มยำสูตรเด็ดของคุณแม่แป๋วที่กลายมาเป็นเมนูขายดี ชนิดที่หม้อไฟไม่พอต้องซื้อเพิ่มทุกวัน “คุณพ่อและคุณแม่ย้ำเสมอว่าสิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ ไม่เพียงมีรสชาติที่โดดเด่น แต่ยังต้องมีความละเอียดถี่ถ้วนในการคัดสรรวัตถุดิบและขั้นตอนการปรุงที่สะอาดปลอดภัย ความซื่อสัตย์ เรากินอย่างไรลูกค้าต้องกินเหมือนกัน ไม่มีหลายมาตรฐาน และอย่ากำไรเกินควร ลูกค้าอยู่ได้เราก็อยู่ได้เสมือนครอบครัวเดียวกัน ลูกค้าหลายคนมาอุดหนุนร้านเราตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เดี๋ยวนี้จูงลูกมากินด้วยแล้ว ภาพความอบอุ่นสนุกสนานของครอบครัวจึงเป็นภาพที่พบเห็นได้ทุกวันในร้านของเรา”   “รสมือแม่คือรสมือที่ปรุงจากหัวใจ ใส่วัตถุดิบจากความรัก ไม่ว่าจะปรุงเป็นเมนูอะไรก็อร่อยอบอุ่นใจทั้งนั้น” คุณโบ๊ทกล่าวทิ้งท้ายโดยมีคุณแม่แป๋วนั่งอมยิ้มอยู่เคียงข้าง      น้ำพริกปลา (สำหรับ 4 ที่) ส่วนผสม ปลานิลหนักประมาณ 1/2 กิโลกรัม 1 ตัว มะนาว 3 ผล พริกขี้หนูสีเขียว แดง และเหลืองอย่างละ 4 เม็ด หอมแดง 2 ขีด กระเทียม 1 ขีด น้ำปลา 7 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา น้ำอุ่น 1/2 แก้ว น้ำมันพืชสำหรับทอดปลา ผักลวกและผักสดสำหรับเสิร์ฟ เช่น ถั่วฝักยาว ข้าวโพดอ่อน แตงกวา ถั่วพู กะหล่ำปลี วิธีทำ ทอดปลาในน้ำมันร้อนท่วมให้สุกเหลือง แกะเฉพาะเนื้อ ตำให้แหลก พักไว้ คั่วหอมแดง กระเทียม และพริกจนสุกนุ่ม มีกลิ่นหอม ปอกเปลือกหอมแดงและกระเทียม พักไว้ ตำพริก กระเทียม หอมแดง และเนื้อปลาเข้าด้วยกัน ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะนาว และน้ำตาล เติมน้ำอุ่น ชิมรส เสิร์ฟน้ำพริกพร้อมกับผักลวกและปลาทอดตามชอบ

  นานมาแล้วเราทำน้ำปลาหวานแจกปีใหม่ติดต่อกันหลายปีจนคิดจะทำขาย พอคิดต้นทุนแล้วขายได้กำไรขวดละ 7 บาท สามีขอร้องว่าอย่าทำ และชาตินี้ก็ไม่ให้ทำของขายด้วย เจ๊งแน่นอน เราก็เชื่อฟังเพราะน่าจะจริง   ส่วนผสม น้ำตาลปี๊บแท้ 1 กิโลกรัม น้ำปลา 1 ขีด กะปิดี (ไม่ผสมแป้ง) 1 ขีด กุ้งแห้งป่น 180 กรัม หอมแดงซอย 280 กรัม พริกขี้หนูสวนและพริกป่นตามชอบ น้ำเปล่า 3/4 ถ้วย (ปริมาณน้ำเปล่าขึ้นอยู่กับคุณภาพน้ำตาล ถ้าเป็นโตนดแท้หรือมะพร้าวแท้ใช้น้ำเท่านี้พอ แต่ถ้าน้ำตาลผสมต้องเพิ่มปริมาณน้ำเปล่า) วิธีทำ เอากะปิละลายน้ำและเคี่ยวไปพร้อมกันกับน้ำตาล จะมีฟองขึ้นมา ช้อนฟองออก เติมน้ำปลา กุ้งแห้ง และพริกป่น ปิดไฟ รอให้เย็น เติมหอมแดงและพริกขี้หนูสวน (ควรใช้พริกที่มีกลิ่นหอม) กินกับมะม่วงแรดอร่อยที่สุด ถ้าน้ำดอกไม้เปรี้ยวเกินไป เขียวเสวยก็มันเกินไป

  ตามที่เคยเล่าว่าเกษตรกรปลูกอะโวคาโดแล้วขายไม่ได้ราคา ส่งมาให้ทดลองทำนั่นนี่ วันนี้ทดลองทำซอสทาแฮมเบอร์เกอร์และแซนด์วิช ปรากฏว่าอร่อยมากค่ะ อร่อยขนาดหลานสาวเอาผักจิ้มกินแบบยั้งไม่อยู่ เราทำแบบรสอ่อนๆ จะได้ทาหนาๆ    ส่วนผสม เนื้ออะโวคาโดประมาณ 1 1/4 ถ้วย มายองเนสประมาณ 1/2 ถ้วยพูนๆ น้ำเลมอน (ใช้มะนาวแป้นได้) 1 ซีก มัสตาร์ด (วันนี้ใช้แบบผสมเห็ดทรัฟเฟิล) 1 1/2 ช้อนชา ซอสศรีราชาประมาณ 1 ช้อนชา น้ำผึ้ง ดอกเกลือ วิธีทำ ใช้ที่บดมันฝรั่งบดอะโวคาโดครู่เดียวก็แหลกเท่าที่ต้องการ เติมส่วนผสมต่างๆ รอบแรกนี้ใส่น้ำผึ้งแค่ 1 ช้อนโต๊ะก่อน ดอกเกลือก็สัก 1/4 ช้อนชา และส่วนผสมอื่นๆ ก็ใส่ตามที่ให้ไว้ คนให้ทุกอย่างละลายเข้ากันดีแล้วจึงค่อยปรุงรสเค็มหวานตามที่ชอบ ทำแซนด์วิช หั่นขนมปังมาหนึ่งท่อน ทาเนย วางคว่ำด้านที่ทาเนยลงไปทอดจนหอม ขอบเกรียมนิดๆ ทาด้านล่างด้วย Tomato Relish (เคยเขียนวิธีทำไว้นานแล้ว) วางซ้อนๆ กันด้วยผักตามชอบ เบคอนทอดกรอบ และแฮมที่ทอดจนหอม โรยชีสที่ชอบ ทาขนมปังแผ่นบนด้วย Avocado Spread ของเรา อร่อยและรสไม่จัดจึงทาหนาๆ ได้  ประกบร่างสร้างความอร่อยได้เลยค่ะ ถ้าทำมากและต้องการเก็บไว้นาน เอาไปตั้งไฟให้เดือดได้ค่ะ แต่ไม่ควรเก็บนานมากสีจะเปลี่ยน 

  เสาวรสเป็นผลไม้ที่มีรสชาติเอื้อต่อการทำแยม เปรี้ยวหวานมาครบ แต่การกะปริมาณน้ำตาลจะขึ้นอยู่กับความเปรี้ยวของเสาวรส การใส่เพกตินช่วยให้การกวนแยมง่ายขึ้น เพราะพอแยมใสขึ้นเงาก็ใส่เพกตินลงไป กะปริมาณให้ดี เราใช้วิธีค่อยๆ เติมจนได้ความข้นเท่าที่ต้องการก็หยุดเติม เท่าที่ทำมายังไม่เคยเติมถึง 1 % เพกตินนี้หาซื้อได้ตามร้านขายเครื่องทำเบเกอรี่ ที่เราซื้อมานี้ราคา 120 บาทต่อ 100 กรัม น่าจะใช้ได้นาน   ส่วนผสม เนื้อเสาวรส (รวมเม็ด) 200 กรัม  น้ำตาลทราย 80-100 กรัม (ขึ้นอยู่กับความเปรี้ยวของเสาวรส) น้ำมะนาวนิดหน่อย เกลือนิดเดียว เพกติน 1/4 ช้อนชาผสมกับน้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา วิธีทำ ผสมเสาวรสกับน้ำตาลทราย ใส่เกลือแค่ติดปลายนิ้ว กวนด้วยหม้อสเตนเลสค่อนข้างหนา กวนแบบเดือดจริงจัง ครู่เดียวก็ใสแล้วเพราะทำในปริมาณที่น้อยมาก ชิมรสดูก่อนแล้วค่อยเติมมะนาวและเพกตินผสมน้ำตาลทรายที่เตรียมไว้ ใส่ให้ข้นเท่าที่ชอบ