เราพบกับ อเมริโก้ เซสทิ (Amerigo Sesti) เชฟหนุ่มร่างบางเครางามยิ้มง่าย ครั้งแรกที่ร้าน J’AIME by Jean-Michel Lorain ร้านอาหารฝรั่งเศสที่โรงแรมยูสาทร ผู้ควงตำแหน่งมิชลิน 1 ดาว 4 ปีซ้อน ในตอนนั้น เรายังนึกว่าเขาเป็นชาวฝรั่งเศสเสียอีก   ในช่วงที่ร้าน J’AIME ปิดชั่วคราว เชฟอเมริโก้ได้รับหน้าที่ใหม่ในร้านอาหารอิตาเลียน ซึ่งเป็นอาหารบ้านเกิดที่มีชื่อว่า Antito ที่ผสมจากคำว่า Antipasti ซึ่งหมายถึงอาหารเรียกน้ำย่อย และคำว่า Tito ติโต้ มาจากชื่อกลางของเชฟอเมริโก้ ติโต้ เซสทิ นั่นเอง     เชฟเล่าว่า ตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านมา เขาเป็นเชฟอยู่ในร้านอาหารฝรั่งเศสเป็นส่วนใหญ่ ทั้งที่ร้าน La Côte Saint-Jacques เมืองเบอร์กันดี ประเทศฝรั่งเศส ของ เชฟฌอง-มิเชล โลรองต์ ผู้เหมือนเป็นอาจารย์ของเขา และทำงานกับ เชฟอลัง รูซ์ ที่ร้านมิชลินสตาร์สามดาวชื่อดัง The Waterside Inn ริมฝั่งแม่น้ำเทมส์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เรียกได้ว่า เทคนิคอาหารฝรั่งเศสระดับไฟน์ไดนิ่งของเชฟอเมริโก้นั้นเข้มข้นไม่ธรรมดา   หนุ่มจากเมืองแบร์กาโม (Bergamo) คนนี้ ก้าวเข้าสู่วงการอาหารด้วยความมุ่งมั่น ตั้งแต่อายุยังน้อย จบการศึกษาจากสถาบันที่มีชื่อเสียงในประเทศฝรั่งเศส Lycée d’Hotellerie de Gascogne, Talence แม้จะเดินสายทำแต่อาหารฝรั่งเศสมาตลอด แต่ครั้งนี้เหมือนเขาได้กลับบ้าน เพราะเปลี่ยนจากการทำอาหารฝรั่งเศสไฟน์ไดนิ่ง มาสู่อาหารอิตาเลียนแคชชวล เหมือนได้เติมเต็มท้องของตัวเองให้เต็มอิ่ม เชฟอธิบายพร้อมกับยิ้ม ที่ร้านแอนติโต้ เชฟได้นำเมนูจากทุกภาคของอิตาลีมาให้เราได้ชิม และยังเน้นการใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นในประเทศไทยมาผสมผสานกับทักษะความรู้การทำอาหารของเขา ทำให้ได้อาหารอิตาเลียนเหมือนต้นรับที่อร่อย และยังใช้วัตถุดิบทุกส่วนไม่ให้เหลือทิ้ง   จานพิเศษประจำฉบับนี้คือ Prawn Carpaccio คาร์ปาชโชกุ้งสไตล์เมดิเตอเรเนียน ที่ใช้กุ้งลายเสือสดๆ ของไทย ลวกพอสะดุ้ง สไลด์บางได้รสหวานจากเนื้อกุ้ง รสอร่อยอยู่ที่มะเขือยาวของไทยสไลด์บางหมักในเลมอนเดรสซิ่งที่เชฟปรุงให้มีรสเปรี้ยว หวาน กลิ่นหอมกลมกล่อม กินกับมะเขือเทศเชอร์รีปรุงรสแล้วอบให้รสเข้มข้นสดชื่น เป็นจานที่ดึงเอารสชาติของวัตถุดิบผสานกับการปรุงรสได้อร่อยลงตัว   ใครที่ติดใจฝีมือการปรุงอาหารฝรั่งเศสของเชฟ เราแนะนำว่าอิตาเลียนก็ไม่ผิดหวังเช่นกัน     คาร์ปาชโชกุ้งสไตล์เมดิเตอเรเนียน (Prawn Carpaccio) ส่วนผสมและวิธีทำ (สำหรับ 2 ที่) กุ้งลายเสือตัวใหญ่ (ขนาด 5-6ตัว/กก.) 1 ตัว มะเขือยาวปรุงรส 10 สไลด์ เลมอนเดรสซิ่งสำหรับปรุงรส มะเขือเทศแคนดี้ 8-10 ชิ้น ยอดผักสมุนไพรเล็กๆ สำหรับเสิร์ฟ เช่น ใบเลมอน ใบเซเลอรี ผักชี เชอวิล (Chervil) เคเปอร์ 4 กรัม เกลือสำหรับปรุงรส และพริกป่นเล็กน้อย แกะหัวกุ้งออก (เก็บไว้ทำซุป หรือซอสได้) ลวกกุ้งทั้งเปลือกในน้ำเดือด 1-2 นาที ตักใส่น้ำเย็นจัด และแกะเปลือก สไลด์เป็นชิ้นบาง ปรุงรสด้วยเลมอนเดรสซิ่ง จัดวางกุ้ง มะเขือยาวปรุงรส และมะเขือเทศแคนดี้บนจาน วางยอดผักสมุนไพรเล็กๆ สำหรับเสิร์ฟ เช่น ใบเลมอน ใบเซเลอรี ผักชี เชอวิล และเคเปอร์ให้ทั่วคาร์ปาชโชกุ้ง ราดน้ำมันจากมะเขือเทศแคนดี้ ปรุงรสด้วยเกลือ และพริกป่นเล็กน้อย ส่วนผสมและวิธีทำเลมอนเดรสซิ่ง น้ำเลมอนออแกนิค 140 กรัม น้ำตาลทราย 10 กรัม เกลือ 4 กรัม น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น 170 กรัม ผิวเลมอนขูด 2 กรัม พริกป่น 1.5 กรัม เมล็ดเฟนเนลบุบ (Fennel seeds) 0.5 กรัม ผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ส่วนผสมมะเขือเทศแคนดี้ (Candied Heirloom Tomatoes) มะเขือเทศเชอร์รีแฮร์ลูม (Heirloom Cherry Tomatoes) สไลด์บาง 200 กรัม ผิวเลมอนขูด 2 กรัม พริกป่น 0.4 กรัม เกลือ 1 กรัม น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น 50 กรัม กระเทียมสไลด์บาง 6 กรัม น้ำตาลทราย 1 กรัม เรียงมะเขือเทศบนถาดสำหรับอบ พรมด้วยน้ำมันมะกอก โรยผิวเลมอน และเครื่องปรุงให้ทั่ว โรยกระเทียมให้ทั่ว เข้าอบในเตาอบที่อุณหภูมิ 65 องศาเซลเซียส ประมาณ 25-35 นาที ยกออกจากเตา (เก็บน้ำมันที่เหลือในถาดไว้สำหรับราดบนคาร์ปาชโช) ส่วนผสมและวิธีทำมะเขือยาวปรุงรส มะเขือยาว 1 ผล และเลมอนเดรสซิ่ง สไลด์มะเขือยาวเป็นแว่นกลมบาง 3 มิลลิเมตร นำไปลวกในน้ำเดือดใส่เกลือเล็กน้อย ประมาณ 5 วินาที พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ แช่ไว้ในเลมอนเดรสซิ่ง และแช่เย็นไว้จนกว่าจะเสิร์ฟ

  ลดแป้งขัดขาว เพิ่มเส้นใยและไฟเบอร์ ด้วยเส้นบุกผสมสาหร่าย นำมาทำสลัดเส้นบุกสไตล์ญี่ปุ่น น้ำสลัดรสเข้มข้นจากมิโซะ โชยุ ใส่ขิง และน้ำมันงาเพิ่มกลิ่นหอมชวนกิน   ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) บุกเส้นผสมสาหร่าย 1 ซอง (200 กรัม) พริกหวานสีแดงหั่นเส้น 1/2 ถ้วย เมล็ดถั่วแระญี่ปุ่น 1/2 ถ้วย แครอตขูดเส้น 1/2 ถ้วย  สาหร่ายวากาเมะ 3 สี 1/4 ถ้วย งาดำ และงาขาวคั่วบุบเล็กน้อย เลมอนหั่นแว่นสำหรับตกแต่ง ส่วนผสมน้ำสลัด มิโซะ 4 ช้อนโต๊ะ น้ำส้มสายชูหมักจากข้าว 2 ช้อนโต๊ะ โชยุ 1 ช้อนโต๊ะ ขิงขูด 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ น้ำเลมอน 2 ช้อนโต๊ะ น้ำอุ่น 2-3 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ทำน้ำสลัดโดยคนมิโซะกับน้ำอุ่นให้ละลาย ใส่น้ำส้มสายชูหมัก โชยุ ขิงขูด น้ำมันงา และน้ำเลมอน คนให้เข้ากัน ชิมรส พักไว้ ล้างเส้นบุกผ่านน้ำ 3-4 ครั้งจนหมดกลิ่นน้ำปูนใส ลวกเส้นบุกในน้ำเดือดประมาณ 2 นาที ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำ ผสมเส้นบุกกับพริกหวาน เมล็ดถั่วแระญี่ปุ่น แครอต สาหร่ายวากาเมะ ใส่น้ำสลัดมิโซะ เคล้าให้เข้ากัน ตักใส่จานโรยหน้าด้วยงาดำและงาขาวบุบ ตกแต่งด้วยเลมอนหั่นแว่น

Paleo Diet หรือที่บางคนเรียกว่า การกินแบบมนุษย์ถ้ำ หรือโภชนาการแบบดึกดำบรรพ์ จะว่าไปแล้ว แนวทางนี้อาจจะเรียกได้ว่า สูงสุดคืนสู่สามัญ เพราะในขณะที่โลกเข้าสู่ในศตวรรษที่ 21 เป็นยุคของ Digital, AI แต่เรากำลังเรียกร้องให้กลับไปกินอาหารตามแบบมนุษย์ยุคหิน ประมาณ 2.5 ล้านปี-10,000 ปี มาแล้ว   แนวคิดของกลุ่มนี้เชื่อว่าเพราะร่างกายของคนเรานั้นไม่เปลี่ยนมาตั้งแต่อดีตกาล แต่สิ่งที่เปลี่ยนคืออาหาร อาหารในปัจจุบันที่ใช้เทคโนโลยีในการเลี้ยง การปรุง การเก็บรักษา ใช้สารสังเคราะห์ต่างๆ เป็นต้นเหตุของอาการป่วย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิต ไขมันในเลือดสูง โรคไม่ติดต่อเรื้อรังอันเป็นโรคยอดนิยมของคนปัจจุบันนี้   อาหารของมนุษย์ดึกดำบรรพ์หรือมนุษย์ถ้ำในอดีตกินอะไรบ้าง ดูจะคาดเดาได้ไม่ยากเพราะต้องไม่มีอาหารแปรรูปแน่นอน กินเนื้อสัตว์และพืชผักออร์แกนิก อาหารตามแนวทางพาลิโอ ไดเอ็ท จึงห้ามกินอาหารแปรรูปทุกชนิดทั้งจากสัตว์และพืช รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากวัว เช่น นม เนย ชีส ของหวานที่มีส่วนผสมเหล่านี้ควรงดด้วย และธัญพืชชนิดต่างๆ ที่สามารถนำไปปลูกต่อได้ โดยมีความเชื่อว่าอะไรที่นำไปปลูกต่อได้ก็ควรนำไปปลูก แต่ไม่ควรกิน เช่น ข้าว เป็นต้น   อาหารที่ควรกินคือ โปรตีนจากสัตว์ทุกชนิด เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ แต่ควรเป็นเนื้อไม่ติดมัน และกินในปริมาณมาก ใน 1 มื้อควรกินโปรตีนประมาณ 2 ฝ่ามือ กินผักสดทุกชนิดรวมๆ กันประมาณ 5 ถ้วยตวง/วัน กินผลไม้ตามฤดูกาลแต่ไม่ควรกินผลไม้รสหวานจัด และแน่นอนว่าพืชผัก เนื้อสัตว์เหล่านี้ต้องควรเลือกแบบออร์แกนิก ถ้าเป็นเนื้อวัวก็ควรเป็นวัวที่กินหญ้าเป็นอาหาร (Grass Fed) ส่วนไขมันให้กินไขมันดีจากถั่วเปลือกแข็ง อโวคาโด น้ำมันมะพร้าว เป็นต้น   มีรายงานว่า ผู้ที่ลดน้ำหนักตามแนวทางพาลิโอในระยะสั้นนั้นเห็นผลชัดเจน เช่น รอบเอวลดลง ลดพุง ลดคอเลสเตอรอล แต่ในระยะยาวมีคำแนะนำว่าไม่ควรกินนานเกิน 3 เดือน เพราะอาจจะขาดสารอาหารบางอย่างได้ หรือไม่ควรปฏิบัติจนเคร่งครัดเกินไป   เมื่อปี 2018 นิตยสาร U.S News ได้นำแนวทางวิธีการกินอาหารในรูปแบบต่างๆ 48 ประเภทมาจัดอันดับ Paleo Diet จัดอยู่ในอันดับที่ 32 และจัดอยู่ในประเภทลดน้ำหนักอันดับที่ 30 โดยให้คะแนนจาก 4 ส่วนใหญ่ๆ (คะแนนเต็ม 5) ส่วนแรกคือ การลดอาหารในระยะสั้นได้ 2.8 การลดอาหารในระยะยาว 2.2 ด้านสุขภาพได้ 2.5 ที่ได้คะแนนน้อยเพราะจำกัดการกินหลายอย่าง ซึ่งเชื่อว่าถ้าทำในระยะยาวอาจจะได้สารอาหารไม่เพียงพอ ข้อสุดท้ายคือ ความสามารถในการทำตามได้ 1.8 เพราะในทุกวันนี้การหาอาหารออร์แกนิกและทำอาหารกินเองเพื่อให้มั่นใจว่าไม่ปรุงแต่งสารสังเคราะห์ใดๆ ทำได้ยากในวิถีชีวิตปัจจุบัน   ส่วนในความเห็นของผู้เชี่ยวชาญบางคนบอกว่าการปฏิบัติตามแนวทางนี้ควรใช้วิจารณญาณ เพราะยังไม่มีหลักฐานใดบ่งบอกว่ามนุษย์ยุคหินมีสุขภาพ และอายุยืนนนานกว่ามนุษย์ในปัจจุบัน   แต่อย่างไรก็ตาม มีผู้ปฏิบัติตามแนวทางนี้แล้วได้ผล อาหารตามแนวทางของพาเลโอจึงควรเป็นอาหารง่ายๆ ที่ไม่ซับซ้อน เช่น ยำเนื้อย่าง เพราะขั้นตอนมีเพียงการทำเนื้อให้สุกด้วยวิธีการย่าง ซึ่งเป็นวิธีพื้นฐานที่สุดและอาจจะเป็นวิธีแรกๆ ที่มนุษย์ใช้ แล้วนำมายำให้มีรสอร่อย ด้วยการเพิ่มรสเปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด   จานนี้จึงเป็นอาหารง่ายๆ ตามแนวทางพาเลโอที่จะต้องประกอบกับเมนูอื่นๆ ให้สอดคล้องกันตามหลักการนี้     ยำเนื้อย่าง ส่วนผสม เนื้อสันใน 300 กรัม หอมหัวใหญ่ หอมแดง อย่างละ ½ หัว แตงกวาหั่น 1 ถ้วย มะเขือเทศ 5-6 ลูก ผักชี ตามชอบ ส่วนผสมน้ำยำ น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ เกลือเล็กน้อย พริกขี้หนูตามชอบ ผสมให้เข้ากัน ชิมรส   วิธีทำยำเนื้อย่าง ย่างเนื้อให้สุก คลุกกับผักทั้งหมด และน้ำยำ รับประทานทันที 

  ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1/2 ถ้วย น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น 1/4 ถ้วย ดิจองมัสตาร์ด 2 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะ น้ำเลมอน 3 ช้อนโต๊ะ กระเทียมบด 1 กลีบ เกลือทะเล 1/2 ช้อนชา พริกไทยดำเล็กน้อย ผักสลัดมิกซ์ มะเขือเทศเชอร์รี แรดิช แอปริคอตแห้ง ลูกเกดดำ แครนเบอร์รีแห้ง สำหรับเสิร์ฟ วิธีทำ ผสมโยเกิร์ต น้ำมันมะกอก ดิจองมัสตาร์ด น้ำผึ้ง น้ำเลมอน กระเทียม เกลือ และพริกไทยเข้าด้วยกัน ชิมรสและปรุงเพิ่มได้ตามชอบ เสิร์ฟพร้อมกับผักสลัด มะเขือเทศเชอร์รี แรดิช แอปริคอตแห้ง ลูกเกดดำ และแครนเบอร์รีแห้ง

ชีวิตของคนเรามักมีจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ รวมทั้งชีวิตของ นิโคลัส บัสเซ็ท (Nicolas Basset) หัวหน้าเชฟ โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท เชฟหนุ่มชาวฟินแลนด์คนนี้ เขาไม่ได้เรียนทำอาหารหรือเริ่มต้นอาชีพเหมือนอย่างเชฟทั่วไป แต่เขาเรียนทางด้านดนตรี และนั่นก็เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของนิโคลัสไปตลอดกาล   เชฟนิโคลัสเล่าว่า พ่อแม่ของเขาเดินทางบ่อย ทำให้เขาได้ติดตามไปยังประเทศต่างๆ เคยใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส นานถึง 10 ปี ตอนอายุ 19 ก็ย้ายไปอยู่ประเทศอังกฤษ ในช่วงวัยรุ่นเขาหลงใหลในเสียงดนตรีมากจึงเข้าเรียนวิชาเอกดนตรี เขาเล่นกีตาร์ และมีวงร็อกตามแบบวัยรุ่นทั่วไป ระหว่างนั้นทำงานพาร์ตไทม์ในครัวของโรงแรม หลังจากทำงานได้ 1-2 ปี โลกของเขาก็เปลี่ยนไป เพราะรู้ใจตัวเองแล้วว่าชื่นชอบการทำอาหาร จนมุ่งมั่นสู่การเป็นเชฟมืออาชีพในที่สุด     แม้ว่าเชฟนิโคลัสจะไม่ได้เรียนที่โรงเรียนสอนทำอาหาร แต่การที่ทำงานอย่างหนักในร้านอาหาร และศึกษาเพิ่มเติมด้วยตัวเอง ทำให้เขาพัฒนาฝีมือจนได้เดินทางไปทำงานยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยที่เรียกได้ว่าเป็นบ้านหลังที่สองของเขา   ปัจจุบันนิโคลัสเป็นหัวหน้าเชฟ และดูแลร้าน Belga Rooftop Bar & Brasserie ร้านอาหารเบลเยียมแห่งเดียวในกรุงเทพฯ เราเลยขอให้เชฟแนะนำอาหารเบลเยียมให้กับคนที่ยังไม่เคยลอง เริ่มจากสลัดเบลเยียมที่เสิร์ฟผักอองไดฟ์กรอบๆ กับชีส แอปเปิล และวอลนัต จานหลักจะมีเนื้ออบเบียร์ดำ ปลาคอดนึ่งราดซอสครีมหอยแมลงภู่ ส่วนของหวานต้องเป็นวัฟเฟิลสไตล์เบลเยียมที่มีทั้งแบบเนื้อนุ่ม และบรัสเซลส์วัฟเฟิลชิ้นสี่เหลี่ยมเนื้อกรอบเบา   หรือจะลองเมนูที่เชฟได้แรงบันดาลใจจากอาหารไทย เป็นเมนูเรียกน้ำย่อยที่เราคุ้นเคยอย่าง “ยำ” เชฟใช้เนื้อปลาทูน่าดิบหรือทูน่าทาร์ทาร์มาปรุงรสแบบยำ ให้มีรสเปรี้ยว หวาน และเค็มจากซอสถั่วเหลืองและน้ำปลา ใส่ตะไคร้ และหอมแดง กินแล้วสดชื่น เคียงกับหอมดองที่เชฟทำเองรสเปรี้ยวอมหวาน กินเรียกน้ำย่อยคู่กับเครื่องดื่มเย็นๆ    เป็นจานที่เหมาะกับบรรยากาศของร้านที่ตั้งอยู่บนดาดฟ้าของโรงแรม     Tuna Tartare with Lemongrass and Soy-Sesame Dressing ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) เนื้อปลาทูน่าสด 180-200 กรัม น้ำมะนาว 1 1/2 ผล  น้ำตาลมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะ ซอสถั่วเหลือง 1 ช้อนชา น้ำปลา 1 ช้อนชา น้ำมันงาเล็กน้อย ตะไคร้สับละเอียด 1 ช้อนชา หอมแดงสับละเอียด 1 ช้อนชา งาขาวคั่ว 1 ช้อนชา ผักชีสับหยาบ 1 ช้อนชา เกลือทะเล และพริกไทยดำบดสำหรับปรุงรสเล็กน้อย วิธีทำ หั่นเนื้อปลาทูน่าเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า แช่เย็นไว้ ทำเดรสซิงโดยผสมน้ำมะนาว น้ำตาลมะพร้าว ซอสถั่วเหลือง น้ำปลา และน้ำมันงาเข้าด้วยกัน  เคล้าเนื้อทูน่ากับเดรสซิง ใส่หอมแดง ตะไคร้ งาขาว และผักชี ปรุงรสเพิ่มด้วยเกลือทะเลและพริกไทยดำบด ชิมรสให้มีรสหวาน เปรี้ยวกลมกล่อม ตักใส่จานตกแต่งด้วยผักชี เสิร์ฟพร้อมขนมปังปิ้ง สลัด ผักดอง ตามชอบ

  แค่เห็นก็น้ำลายสอแล้ว สำหรับเมนูอีสานสุดแซ่บอย่าง ยำแหนมข้าวทอด ที่ไม่ว่าจะทำกินเองหรือทำขาย ก็ปังไม่แพ้กัน   ส่วนผสมข้าวทอด ข้าวสวย 2 1/2 ถ้วย น้ำพริกแกงเผ็ด 2 ช้อนโต๊ะ ไข่ไก่ 1 ฟอง ใบมะกรูดซอย 5 ใบ น้ำปลา 2 ช้อนชา แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1/2 ถ้วย น้ำมันสำหรับทอด ส่วนผสมยำแหนม หมูสับรวนสุก 1/2 ถ้วย แหนมหมูยีเป็นชิ้นเล็ก 1 ถ้วย พริกป่น 1 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ ขิงซอย 1/2 ถ้วย ต้นหอม ผักชีซอย 1/4 ถ้วย ถั่วลิสงทอด 2 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ เตรียมข้าวทอดโดยผสมข้าวสวย น้ำพริกแกงเผ็ด ไข่ไก่ ใบมะกรูดซอย น้ำปลา และแป้งสาลี คลุกให้เข้ากัน ปั้นเป็นก้อนกลม พักไว้ ตั้งหม้อน้ำมันให้ร้อน ใช้ไฟกลาง ใส่ข้าวปั้นลงทอดให้สุกเหลือง ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน ทำยำแหนมโดยผสมพริกป่น น้ำมะนาว น้ำปลา คนให้เข้ากัน ใส่ข้าวทอดบี้ให้แตก ใส่แหนมหมู หมูรวน ขิงซอย ต้นหอม ผักชีซอย คลุกให้เข้ากัน ตักใส่จาน โรยถั่วลิสงทอด และใบสะระแหน่ เสิร์ฟกับผักสดตามชอบ

  Carabineros กุ้งสีแดงตัวใหญ่จากทะเลน้ำลึกทางแถบเมดิเตอเรเนียน ทั้งเปลือกและตัวเป็นสีแดง เมื่อปรุงจนสุกเนื้อก็ยังเป็นสีแดงสวย กินดิบแบบซาชิมิจะได้รสหวานอร่อยของกุ้งมากที่สุด สูตรนี้ราดซอสรสเปรี้ยวหอมกลิ่นสมุนไพรไทย   ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) กุ้งคาราบิเนลอส 4 ตัว น้ำมันมะกอก 4 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ เกลือทะเล และพริกไทยดำบดหยาบเล็กน้อย ส่วนผสมและวิธีทำน้ำมันสะระแหน่ น้ำมันมะกอก 1/4 ถ้วย สะระแหน่ 1/4 ถ้วย ผักชี 1/4 ถ้วย เกลือทะเล และพริกไทยดำบดหยาบเล็กน้อย ปั่นทั้งหมดด้วยกันให้ละเอียดแล้วกรอง จะได้น้ำมันสีเขียวหอม ส่วนผสมสำหรับตกแต่ง น้ำมันสะระแหน่ ใบสะระแหน่ ตะไคร้ซอย พริกแดงกรีดเป็นเส้น มะเขือเทศเชอร์รีหั่นชิ้นเล็ก อย่างละเล็กน้อย วิธีทำ ผสมน้ำมันมะกอก น้ำมะนาว กระเทียมสับ เกลือ และพริกไทยให้เข้ากัน แกะเปลือกกุ้งออกแล้วแช่ในส่วนผสมน้ำมันมะกอกที่เตรียมไว้ คลุมด้วยพลาสติกแร็ป แช่ตู้เย็นไว้ 1 ชั่วโมง วิธีการเสิร์ฟ วางกุ้งบนจาน หยดน้ำมันสะระแหน่ให้ทั่วจาน วางใบสะระแหน่ ตะไคร้ซอย พริกแดง และมะเขือเทศเชอร์รีอย่างละเล็กน้อยให้สวยงาม

  ในยุคที่ใครๆ ก็หันมาดูแลลสุขภาพ และมีแนวทางการกินเพื่อสุขภาพให้เลือกอย่างหลากหลาย “คลีนฟู้ด” ( Clean Food) ดูจะเป็นคำยอดฮิตที่ได้ยินกันมาอย่างต่อเนื่อง   คลีนฟู้ดกินอะไร? หลักการของคลีนฟู้ดเน้นการกินอาหารตามธรรมชาติที่ปรุงแต่งน้อยที่สุด ไม่กินอาหารแปรรูปทุกชนิดรวมไปถึงซอสปรุงแต่งรสชนิดต่างๆ เพราะฉะนั้น เนื้อสัตว์ที่ต้องงดเว้นคือ ไส้กรอก แฮม อาหารกระป๋องทุกชนิด เนื้อสัตว์ที่รับประทานควรเลี้ยงด้วยวิธีธรรมชาติ และไม่มีมันมากเกินไป เนื้อสัตว์ยอดนิยมจึงมักเป็นเนื้อไก่ส่วนอก เนื้อปลา และเนื้อหมูที่ไม่ติดมัน ส่วนวิธีการปรุงนั้น จะใช้ขั้นตอนการปรุงที่น้อยที่สุดเพื่อรักษารสชาติธรรมชาติ และสารอาหารต่างๆ ไว้ ไม่นิยมการทอด ถ้าทอดควรใช้น้ำมันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น   สลัดข้าว เมนูนี้จัดว่าเป็นอาหารคลีนครบ 5 หมู่ ข้าวที่ใช้เป็นข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่มีวิตามินสูง บรอกโคลีเป็นผักซึ่งมีวิตามินซีและเบต้าแคโรทีนที่มีสารแอนตี้ออกซิเดชัน เพียงนำมานึ่งให้สุก โปรตีนได้จากกุ้งที่ใช้วิธีลวก และยังมีพริกหวานซึ่งมีวิตามินซีสูง ปรุงรสด้วยน้ำสลัดที่ใช้น้ำมันมะกอก รสเปรี้ยวจากเลมอน มีกลิ่นหอมรสเผ็ดนิดๆ จากกระเทียมสด และเพิ่มรสอีกนิดด้วยเกลือและพริกไทย   สลัดจานนี้จึงเป็นเมนูง่ายๆ ครบรส ครบหมู่อาหาร ของคนที่กำลังมองหาเมนูคลีนฟู้ดได้อย่างน่าสนใจ   ส่วนผสม ข้าวไรซ์เบอร์รี่ 1 ถ้วย บรอกโคลีนึ่งสุก 1 ถ้วย กุ้งลวกหรือต้ม 1 ถ้วย พริกหวาน (เหลือง) หั่นสี่เหลี่ยมเต๋า ½ ถ้วย เมล็ดทานตะวัน  1-2 ช้อนโต๊ะ ส่วนผสมน้ำสลัด น้ำมันมะกอก  3 ช้อนดตะ น้ำเลมอน 2 ช้อนโต๊ะ กระเทียมขูด  ½-1 ช้อนโต๊ะ เกลือ & พริกไทย อย่างละเล็กน้อย วิธีทำ ใส่ข้าว บรอกโคลี กุ้ง พริกหวาน ในชามผสม ผสมส่วนผสมน้ำสลัดให้เข้ากัน ชิมรส ราดน้ำสลัดบนข้าวและผัก คลุกให้เข้ากันเบาๆ โรยหน้าด้วยเมล็ดทานตะวัน

  สลัดจานนี้รวมส่วนผสมเพื่อสุขภาพไว้เต็มเปี่ยม ทั้งเต้าหู้ที่ทำจากถั่วลูกไก่เนื้อแน่นหนึบเคี้ยวเพลิน ผักสลัดสดจากไร่ พร้อมน้ำสลัดโชยุสไตล์ญี่ปุ่น   ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) ผักสลัดตามชอบ มะเขือเทศเชอร์รี 1/4 ถ้วย เต้าหู้ถั่วลูกไก่ 1/4 ถ้วย ไข่ต้ม 1  ฟอง ลูกเดือยและถั่วแดงต้มสุก 1/4 ถ้วย เมล็ดข้าวโพดหวาน 1/4 ถ้วย สาหร่ายหั่นฝอยสำหรับโรยหน้าเล็กน้อย ส่วนผสมน้ำสลัด น้ำส้มสายชูหมักจากผลไม้หรือข้าว 120 กรัม น้ำมันงา 60 กรัม โชยุ 140 กรัม น้ำมะนาว 60 กรัม น้ำตาลทราย 60 กรัม งาขาวคั่ว 25 กรัม กระเทียมสับหยาบ 20 กรัม พริกขี้หนูสับและต้นหอมซอยตามชอบ  วิธีทำ เตรียมส่วนผสมน้ำสลัดโดยผสมน้ำส้มสายชูและน้ำตาลลงในหม้อ ยกขึ้นตั้งไฟอ่อน คนจนละลาย ยกลง เติมน้ำมันงา โชยุ กระเทียมสับ น้ำมะนาว คนจนเข้ากัน โรยต้นหอมซอยและงาขาวคั่ว (หากชอบเผ็ดใส่พริกขี้หนูสับได้) จัดผักสลัดใส่จาน วางมะเขือเทศเชอร์รี เต้าหู้ถั่วลูกไก่ ไข่ต้ม ลูกเดือย ถั่วแดงต้มสุก เมล็ดข้าวโพดหวาน โรยสาหร่าย เสิร์ฟพร้อมน้ำสลัด

  ยำแหนมรสจัด อาหารสตรีทฟู้ดที่หลายคนคุ้นเคย สูตรนี้ใช้แหนมทำเองอร่อยแบบปลอดสาร เคล้ากับข้าวทอดรสเผ็ดและเครื่องยำหอมกลิ่นสมุนไพร   ส่วนผสมและวิธีทำแหนมหมู (สำหรับ 4-6 ที่) หมูบด 5 ถ้วย กระเทียมไทย 1/2 ถ้วย เกลือแกง 1 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1/2 ช้อนชา ข้าวเหนียว  1/2 ถ้วย หนังหมูต้มสุก 1/3 ถ้วย ผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ห่อด้วยใบตอง พักไว้ที่อุณหภูมิห้อง 4-5 วันจนแหนมมีรสเปรี้ยว ส่วนผสมข้าวทอด ข้าวหุงสุก 5 ถ้วย น้ำพริกแกงคั่ว 1 ถ้วย มะพร้าวขูด 3/4 ถ้วย ข่า ตะไคร้ และใบมะกรูดสับรวมกัน 1/4 ถ้วย น้ำปลา 1/4 ถ้วย น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันพืชสำหรับทอดเล็กน้อย ส่วนผสมเครื่องยำ ขิง ต้นหอม หอมแดงไทยซอยบาง พริกป่น ผักชีใบเลื่อย มะพร้าวคั่ว ใบสะระแหน่ น้ำมะนาว น้ำปลา ถั่วลิสงทอด (ติดเปลือก) ใบชะพลู และผักสดตามชอบ วิธีทำ เตรียมส่วนผสมข้าวทอดโดยคลุกข้าวกับส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันดี นำมาปั้นเป็นก้อนหนัก 50 กรัม (ได้ 18 ชิ้น) ทอดในน้ำมันร้อนท่วมจนเหลืองกรอบ พักไว้ ย่างแหนมทั้งใบตองจนสุก มีกลิ่นหอม คลุกข้าวทอดกับแหนม ใส่ขิงซอย ต้นหอม หอมแดง พริกป่น ผักชีใบเลื่อย มะพร้าวคั่ว ใบสะระแหน่ ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว น้ำปลา ชิมรสให้เปรี้ยวนำ เค็มตาม และรสเผ็ดตามชอบ โรยถั่วลิสงทอด เสิร์ฟพร้อมใบชะพลูและผักสดตามชอบ  

  เนื้ออกไก่ต้มนำมาฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วยำกับสมุนไพรไทยหลากหลายชนิด เช่น ขิง ตะไคร้ หอมแดง ใบสะระแหน่ ใส่เม็ดมะม่วงหิมพานต์ให้เคี้ยวได้กรุบกรอบและน้ำยำใส่รากผักชี กระเทียม พริก ทำให้ยำจานนี้หอมกรุ่นกลิ่นสมุนไพร จะรับประทานเป็นกับข้าวหรือผักสลัดเสิร์ฟเป็นคำก็ดูน่ารับประทาน   ส่วนผสม อกไก่ต้มแล้วฉีก 120 กรัม ขิงซอย 1 ช้อนโต๊ะ ตะไคร้ซอย 1 ช้อนโต๊ะ ผักชี 1/4 ถ้วย ใบสะระแหน่ 1/4 ถ้วย หอมแดงซอย 1/4 ถ้วย      ต้นหอมซอยเป็นเส้น 1/4 ถ้วย พริกชี้ฟ้าซอยเป็นเส้น 2 ช้อนโต๊ะ เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบสับหยาบ 20 กรัม เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบสำหรับเสิร์ฟ ผักกาดแก้วสำหรับเสิร์ฟ ส่วนผสมน้ำยำ กระเทียมซอย 3 กลีบ รากผักชีซอย 2 ช้อนชา พริกขี้หนูซอย 6 เม็ด น้ำตาลปี๊บ 1 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา 2 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ต้มอกไก่โดยนำไก่ใส่หม้อ ใส่น้ำให้ท่วม ตั้งไฟ พอเดือดประมาณ 1 นาทีปิดไฟ ปิดฝาหม้อ พักไว้ให้เย็นลงไก่จะสุกพอดี เนื้อไม่กระด้าง พอเย็นฉีกเป็นเส้น ทำน้ำยำโดยโขลกกระเทียมซอย รากผักชีซอย และพริกขี้หนูซอยจนแหลกดี ใส่น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา และน้ำมะนาว ผสมให้เข้ากัน หยิบไก่ใส่ชามผสม ใส่น้ำยำลงไปครึ่งหนึ่ง เคล้าให้ทั่วดี ใส่เครื่องยำที่เหลือทั้งหมดและน้ำยำที่เหลือลงไปเคล้าให้เข้ากัน ใส่จานเสิร์ฟ (จะเสิร์ฟกับผักกาดแก้วเหมือนเมี่ยงก็ได้) ตกแต่งด้วยเม็ดมะม่วงหิมพานต์

  กลิ่นหอมหวานและรสเค็มนิดๆ ของฮันนี่แฮมเข้ากันได้ดีกับซอสมะม่วงรสหวาน ใส่ผลไม้รสเปรี้ยวอย่างกีวีและสตรอว์เบอร์รี ทำให้สลัดจานนี้สดชื่นรับกับซัมเมอร์   ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) ฮันนี่แฮมสไลซ์ 400 กรัม มิกซ์สลัด 2-3 ถ้วย หอมแขกหั่นเสี้ยว 1/4 ถ้วย มะเขือเทศเชอร์รีหั่นเสี้ยว 1 ถ้วย แตงกวาญี่ปุ่นหั่นแว่น 1/2 ผล กีวีสีทองสไลซ์ 2 ผล สตรอว์เบอร์รีสไลซ์ 4 ผล เคปกูสเบอร์รี 4 ผล เนื้อมะม่วงสุกหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1/4 ถ้วย ส่วนผสมซอสมะม่วง  น้ำมะม่วงคั้น  1/2 ถ้วย น้ำมันสลัด 4 ช้อนโต๊ะ น้ำส้มสายชูไวน์ขาว 2 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 1 1/2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่นและพริกไทยป่นสำหรับปรุงรสเล็กน้อย วิธีทำ ทำซอสมะม่วงโดยบดมะม่วงน้ำดอกไม้สุกผ่านกระชอนตาถี่ คั้นให้ได้น้ำประมาณ 1/2 ถ้วย ผสมกับส่วนผสมที่เหลือทั้งหมด ใช้ตะกร้อมือคนให้เข้ากัน ชิมและปรุงรสตามชอบ แช่เย็นไว้ จัดผักสลัดใส่จานใบใหญ่ วางหอมแขก มะเขือเทศ แตงกวาญี่ปุ่น กีวี สตรอว์เบอร์รี เคปกูสเบอร์รี แฮม และเนื้อมะม่วงสุก เสิร์ฟพร้อมซอสมะม่วง

  ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) สันในไก่ 200 กรัม ผักแพว 1/2 ถ้วย สะระแหน่ 1/4 ถ้วย ตะไคร้ซอยบาง 1/4 ถ้วย หอมแดงซอย 1/4 ถ้วย ผักชีฝรั่งซอย 3-4 ถ้วย ส่วนผสมน้ำยำ น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา 1 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ เกลือทะเลเล็กน้อย พริกขี้หนูซอย 5-6 เม็ด ชิมและปรุงรสตามชอบ ควรให้มีรสจัด วิธีทำ ต้มสันในไก่ให้สุก ตักขึ้น พักไว้ให้เย็นแล้วฉีกเป็นเส้น ใส่สันในไก่ฉีก ผักแพว สะระแหน่ ตะไคร้ซอย หอมแดงซอย ผักชีฝรั่งซอย และน้ำยำ เคล้าให้เข้ากันดี ตักใส่จาน รับประทานทันที

  ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) วุ้นเส้น 1 ห่อ 80 กรัม น้ำมันพืช 1/2 ถ้วย พริกขี้หนูแห้ง 5 เม็ด หมูสับ 300 กรัม หอมแดงซอย 1/2 ถ้วย ผักชีซอย 2 ต้น ต้นหอมซอย 2 ต้น ถั่วลิสงทอดทั้งเปลือก 1/4 ถ้วย กุ้งแห้งทอดกรอบ 1/4 ถ้วย พริกแห้งทอดปริมาณตามชอบ ส่วนผสมน้ำยำ น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา 1 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ ชิมและปรุงรสเพิ่มตามชอบ วิธีทำ ล้างพริกขี้หนู บีบน้ำออกให้แห้ง หั่นหรือสับหยาบๆ ใส่ชามพักไว้ ใส่น้ำมันในหม้อ ตั้งไฟให้ร้อนจัด เทใส่ชามพริกแห้ง พักไว้ให้เย็นแล้วกรองจะได้น้ำมันพริก แช่วุ้นเส้นในน้ำจนนิ่ม ลวกในน้ำเดือด ตักขึ้น พักไว้ให้พอสะเด็ดน้ำ ใส่น้ำมันพริก 1-2 ช้อนโต๊ะ คลุกให้เข้ากัน หากชอบรสเผ็ดเติมน้ำมันพริกได้อีกเล็กน้อย รวนหมูสับกับน้ำเล็กน้อย ปรุงรสด้วยน้ำปลาตามชอบ ตักหมูสับและน้ำรวนหมูใส่ชามผสม ใส่วุ้นเส้น หอมแดงซอย ผักชีซอย ต้นหอมซอย ถั่วลิสงทอด กุ้งแห้งทอด และน้ำยำ เคล้าให้เข้ากัน ตักใส่จาน โรยพริกแห้งทอด

  ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) มะเขือเทศเชอร์รีสีแดงและเหลืองรวมกัน 2 ถ้วย ชีสมอซซาเรลลาสดลูกเล็ก 1 ถ้วย เบบี้ร็อกเก็ต 1 ถ้วย ขนมปังเซียบัตตาหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า (Ciabatta) 1 ถ้วย น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ กระเทียมสับ 1/2 ช้อนโต๊ะ ส่วนผสมน้ำสลัด น้ำส้มสายชูบัลซามิก 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันมะกอก 3 ช้อนโต๊ะ เกลือทะเล พริกไทยดำบดหยาบ และอิตาเลียนเบซิลซอยเล็กน้อย วิธีทำ พักขนมปังเซียบัตตาไว้ให้แห้ง หรืออบด้วยไฟอ่อนจนแห้ง ตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน กระเทียม และขนมปังลงผัด ใช้ไฟอ่อนผัด คั่วให้ทั่วจนขนมปังมีสีเหลือง กลิ่นหอม และกรอบ ตักขึ้น พักไว้ให้เย็น ใส่มะเขือเทศเชอร์รีและชีสมอซซาเรลลาสดในชามผสม ใส่น้ำสลัดและเบบี้ร็อกเก็ต เคล้าเบาๆ ให้เข้ากัน ใส่ขนมปังเซียบัตตา เคล้าเร็วๆ ตักใส่จาน เสิร์ฟ

  เมนูทำง่าย อร่อย ได้ประโยชน์จากเนื้อปลาแซลมอนรมควันกับควินัว ธัญพืชเมล็ดเล็กอุดมด้วยไฟเบอร์ นำมาทำสลัดใส่แอปเปิลและชีสเชดดาร์รสเค็มมัน   ส่วนผสม (สำหรับ 2-4 ที่) ควินัว 1 ถ้วย ชิกพีกระป๋อง 1/2 ถ้วย แอปเปิลแดงหั่นชิ้นเล็ก 1 ผล ชีสเชดดาร์หั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1 ถ้วย ผักสลัดร็อกเก็ตป่า 1-2 ถ้วย แซลมอนรมควันฉีกเป็นชิ้นเล็ก 200 กรัม แครกเกอร์ตามชอบ ส่วนผสมน้ำสลัด น้ำมันสลัด 2 ช้อนโต๊ะ น้ำส้มสายชูหมักจากไวน์ขาว 1 ช้อนโต๊ะ หอมแดงสับ 1 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้งมานูก้า  1 ช้อนชา เกลือป่นและพริกไทยป่นอย่างละเล็กน้อย วิธีทำ ต้มน้ำเปล่า 11/2 ถ้วยให้เดือด ใส่ควินัวลงต้ม ลดไฟให้อ่อนลง ปิดฝา ประมาณ 15 นาที (คน 2-3 ครั้ง) จนน้ำงวดและควินัวสุก ปิดไฟ ปิดฝาหม้อไว้ให้ระอุ พักไว้ ผสมส่วนผสมน้ำสลัดทั้งหมดให้เข้ากัน ชิมรส พักไว้ ผสมชิกพี แอปเปิล ชีสเชดดาร์ ผักร็อกเก็ตป่า ควินัว และแซลมอน ราดน้ำสลัด เคล้าเบาๆ ให้เข้ากัน ตักใส่จาน เสิร์ฟพร้อมแครกเกอร์

  เมนูนี้เป็นสลัดหอยสไตล์เอเชีย น้ำสลัดเป็นน้ำยำใส่ตะไคร้และน้ำปลา อร่อยและเข้ากันได้ดีกับหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ที่ตัวใหญ่และเนื้อหนา   ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ 1 กิโลกรัม เซเลรีหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1 ถ้วย พริกหวานสีแดงหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1 ถ้วย ตะไคร้ซอย 5-6 ต้น ตะไคร้หั่นยาวบุบ 2 ต้น ส่วนผสมน้ำสลัด พริกฮาลาเปโยสับ 1 ช้อนโต๊ะ ผักชีสับ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ น้ำเลมอน 2 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา 11/2 -2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันสลัด 1/4 ถ้วย พริกไทยป่นเล็กน้อย วิธีทำ ลวกหอยแมลงภู่ในน้ำเดือดใส่ตะไคร้บุบสักครู่ ตักขึ้นใส่อ่างผสม ใส่เซเลรี พริกหวาน และตะไคร้ซอย ผสมพริกฮาลาเปโย ผักชี น้ำมะนาว น้ำเลมอน น้ำปลา น้ำมันสลัด และพริกไทย ตีด้วยตะกร้อมือให้เข้ากัน ชิมรส เทใส่อ่างผสม เคล้าเบาๆ ให้เข้ากัน ตักใส่จาน กินทันที

  เมนูเบาท้องแต่อร่อยจากกุ้งสดรสหวานกับอะโวคาโดเนื้อมัน น้ำสลัดทำจากโยเกิร์ตธรรมชาติเนื้อข้นที่เพิ่มกลิ่นหอมสดชื่นด้วยน้ำส้ม   ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) อะโวคาโดหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1 ผล กุ้งลวก 4-6 ตัว หอมหัวใหญ่สีม่วงหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1/2 ถ้วย เนื้อส้มซันคิสต์หั่นชิ้นเล็ก 1 ผล มะเขือเทศเชอร์รีหั่นแว่น 2-3 ผล ใบผักกาดคอสสำหรับเสิร์ฟ 6-8 ใบ ส่วนผสมน้ำสลัด หอมแดงสับ 2 ช้อนโต๊ะ น้ำส้มคั้น 1/2 ถ้วย ผิวส้มขูด 1/2 ช้อนโต๊ะ อิตาเลียนพาร์สลีย์สับ 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้งมานูก้า 1-2 ช้อนชา กรีกโยเกิร์ต 200 มิลลิลิตร เกลือป่นและพริกไทยป่นอย่างละเล็กน้อย วิธีทำ ทำน้ำสลัดโดยต้มน้ำส้มกับหอมแดงจนงวดเหลือครึ่งหนึ่ง กรอง แล้วตักน้ำส้มมา 3-4 ช้อนโต๊ะ ผสมกับโยเกิร์ต ผิวส้มขูด อิตาเลียนพาร์สลีย์ เกลือ พริกไทย และน้ำผึ้ง คนให้เข้ากัน ชิมรส พักไว้ ผสมอะโวคาโด กุ้ง หอมหัวใหญ่สีม่วง เนื้อส้ม และมะเขือเทศเชอร์รี ตักน้ำสลัดใส่ คนเบาๆ ให้เข้ากัน เสิร์ฟโดยตักสลัดกุ้งใส่บนใบผักกาดคอส

  ส่วนผสม (สำหรับ 2-4 ที่) ถั่วเยลโลว์พีต้มสุก 2/3 ถ้วย น้ำซุปผัก 1 1/2 ถ้วย มะเขือเทศหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 2 ถ้วย เมล็ดข้าวโพดหวาน 1 ถ้วย พาร์สลีย์สับ 2 ช้อนชา โหระพาซอย 2 ช้อนชา ออริกาโนสดหั่นหยาบ 2 ช้อนชา ต้นหอมซอย 2 ช้อนชา ส่วนผสมน้ำสลัด น้ำเลมอน 1 ผล ผิวเลมอนขูดเล็กน้อย น้ำมันมะกอก 2 ช้อนชา ดิจองมัสตาร์ด 1 ช้อนชา กระเทียมบุบสับหยาบ 1/2 ช้อนชา น้ำเชื่อมเมเปิล 1 ช้อนชา เกลือและพริกไทยสำหรับปรุงรส วิธีทำ แช่ถั่วเยลโลว์พีในน้ำ 1 คืน เทน้ำทิ้ง นำถั่วมาต้มกับน้ำซุปผัก 20-30 นาทีจนสุก เบาไฟ ปิดฝาหม้อ  ปล่อยให้น้ำซุปซึมเข้าเมล็ดถั่วจนนิ่มแต่ไม่เละอีกประมาณ 20 นาที รินน้ำออก ใส่ถั่วเยลโลว์พีในชามผสม คลุกกับมะเขือเทศ เมล็ดข้าวโพดหวาน พาร์สลีย์ โหระพาซอย ออริกาโน และต้นหอมซอย ผสมน้ำสลัดโดยใส่ส่วนผสมทั้งหมดในขวดโหล ปิดฝา เขย่าจนเข้ากัน ราดน้ำสลัดบนสลัดที่เตรียมไว้ คลุกให้เข้ากัน เสิร์ฟทันที 

  สลัดสไตล์ญี่ปุ่น เมนูเบาๆ ที่ทั้งอิ่มและได้ประโยชน์ ใช้สาหร่ายวากาเมะที่มีกลิ่นหอมจากทะเล ใส่เส้นโซบะทำจากแป้งบักวีตสีน้ำตาลและเนื้อกุ้งลวกรสหวาน น้ำสลัดรสเค็มเปรี้ยวกระตุ้นต่อมรับรส จานนี้อร่อยและมีประโยชน์จากสาหร่ายที่ช่วยขับสารพิษ ช่วยให้ผมดกดำ แตงกวาช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและมีวิตามินซี   ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) สาหร่ายวากาเมะแห้งแช่น้ำจนนุ่ม  1 ถ้วย                              เส้นโซบะลวก 1/2 ถ้วย กุ้งกุลาดำลวกหั่นชิ้นพอดีคำ 8-10 ตัว แตงกวาญี่ปุ่นหั่นแว่นบาง 1/4 ถ้วย เกลือทะเลเล็กน้อย งาขาวคั่วสำหรับโรยหน้า ส่วนผสมน้ำสลัด โชยุ 2  ช้อนโต๊ะ น้ำส้มสายชูหมักจากข้าว 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันสลัด 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา  เกลือทะเลเล็กน้อย ผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันและชิมรส วิธีทำ เตรียมแตงกวาโดยโรยเกลือเล็กน้อยให้ทั่ว ขยำเบาๆ พักไว้สักครู่ ล้างเกลือออก บีบน้ำแล้วพักไว้ ใส่สาหร่ายวากาเมะ เส้นโซบะลวก กุ้งลวก แตงกวา และน้ำสลัด เคล้าเบาๆ ให้เข้ากัน ตักใส่จาน โรยงาขาว