เย้...ต้นหม่อนออกลูกแล้ว! ปลูกต้นหม่อนหรือมัลเบอร์รีมาหลายปี เห็นที่อื่นมีลูกดกกันทั้งนั้น แต่ต้นของป้าเจี๊ยบได้กินแต่ใบ ทำชาบ้าง ทำอาหารบ้าง มีลูกมาให้เห็นแต่ละครั้งก็แค่ 3-4 ลูกจิ๋วๆ บ่นออกสื่อจนกระทั่งเพื่อนในเฟซแนะนำให้ขยันเล็มกิ่งทิ้งบ่อยๆ ป้าเจี๊ยบจึงมีโอกาสได้เก็บลูกหม่อนของตัวเองมากินอย่างจริงจังสักที   ดีใจมาก เด็ดใส่ปากทันที เปรี้ยวจี๊ดสิคะ...อิอิ   สนุกที่เก็บลูกหม่อนได้เต็มกำมือราวๆ 1/2 ถ้วยตวง เปรี้ยวๆ อย่างนี้ป้าเจี๊ยบเดินเข้าครัวไปทำ “ซอสมัลเบอร์รีหรือลูกหม่อน” ดีกว่า จะเอาไว้กินกับ “เค้กมาเดียรา” ที่ทำไว้ตั้งแต่เมื่อวานนี้   ป้าเจี๊ยบนำลูกหม่อนไปล้างแล้วใส่ลงในหม้อเคลือบใบเล็ก เทน้ำเปล่า 1/2 ถ้วยตวงลงไป ตามด้วยน้ำตาลทราย 1/2 ช้อนโต๊ะ และแป้งข้าวโพด 1/4 ช้อนชา คนให้เข้ากัน ยกขึ้นตั้งไฟกลางๆ พอเดือดปุดๆ น้ำซอสข้นก็ยกลงมาพักไว้ให้เย็น   เค้กมาเดียราที่ทำไว้เป็นเค้กเนยแบบอังกฤษที่เนื้อค่อนข้างแน่นละเอียด ทำแล้วต้องเก็บไว้อย่างน้อยหนึ่งวันจึงจะอร่อยกว่ากินทันที ชื่อเค้กเหมือนชื่อไวน์แต่ไม่ได้ใส่ไวน์นะคะ ชื่ออย่างนี้เพราะเดิมทีเป็นเค้กที่กินกับไวน์มาเดียรา   ป้าเจี๊ยบทำติดตู้เย็นไว้เผื่อตัวเองและสมาชิกครอบครัว เสิร์ฟกับน้ำชากาแฟเข้ากั๊นเข้ากันค่ะ ทำแต่ละครั้งขนาดไม่ใหญ่นะคะ ใช้ถาดกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 นิ้วเท่านั้น หมดแล้วก็ทำใหม่เพราะวิธีทำไม่ยุ่งยาก   ถาดอบที่ใช้เป็นแบบถอดก้นได้นะคะ สะดวกดี ป้าเจี๊ยบเตรียมถาดโดยทาเนยด้านในถาดให้ทั่วและรองด้วยกระดาษรองอบ ส่วนชามแห้งเตรียมโดยร่อนแป้งสาลีอเนกประสงค์ 135 กรัม กับผงฟู 5 กรัมใส่ชามวางพักไว้   ป้าเจี๊ยบทำชามเปียกด้วยการตีเนยแท้รสเค็ม (อุณหภูมิห้อง) 85 กรัม กับน้ำตาลทราย 85 กรัมด้วยตะกร้อไฟฟ้า ใช้ความเร็วปานกลางหรือเบอร์ 3 จนกระทั่งน้ำตาลละลายหมด และส่วนผสมมีลักษณะเป็นครีม จากนั้นใส่ไข่ไก่เบอร์สาม (อุณหภูมิห้อง) 2 ฟอง โดยใส่ลงไปทีละฟอง ตีให้ส่วนผสมเข้ากันดีก่อนที่จะใส่อีกฟองลงไป   เมื่อตีส่วนผสมเข้ากันดี มีลักษณะเป็นครีมข้นๆ ป้าเจี๊ยบเทชามแห้งลงไปแล้วตีต่อแค่พอให้ส่วนผสมเข้ากัน จัดการเทลงถาดอบ ใช้พายซิลิโคนเกลี่ยผิวหน้าให้เรียบ   นำเข้าเตาอบซึ่งเปิดไฟไว้ล่วงหน้าที่ปุ่มไฟบน-ล่าง ปุ่มอุณหภูมิ 165 องศาเซลเซียส ตั้งปุ่มเวลาที่ 35 นาที พอได้ยินเสียงติ๊งก็นำถาดออกมาวางพักไว้บนตะแกรง รอจนรอบๆ ตัวเค้กหดตัวออกจากขอบถาด จึงยกตัวเค้กออก พักจนแน่ใจว่าเย็นดีแล้ว นำใส่กล่องปิดฝาสนิท    เค้กมาเดียราก้อนนี้ตัดแบ่งเป็น 8 ชิ้นค่ะ หายไปแล้ว 2 ชิ้นด้วยฝีมือ เอ้ย! ฝีปากลุงหน่อย แฟนพันธุ์แท้เค้กเนย อิอิ   ซอสพร้อม! เค้กพร้อม! เค้กมาเดียราของป้าเจี๊ยบพิเศษสุด เพราะราดซอสลูกหม่อนที่ปลูกเอง เสิร์ฟพร้อมชาใบหม่อนจากต้นเดียวกัน เป็นวันสุขอีกวันจริงๆ

  ข้าวเหนียวน้ำกะทิทุเรียนก็ทำแล้ว คร่าวนี้มาทำเครปเย็นกันบ้าง ด้วยวัตถุดิบหลักอย่างข้าวเหนียวมูนและเนื้อทุเรียน เพราะช่วงนี้ฤดูกาลทุเรียนเริ่มแล้วนะค่ะกินสดก็อร่อย แปรรูปก็ดี อร่อยได้เหมือนกัน   ส่วนผสม (สำหรับ 5 ชิ้น) แป้งสาลีอเนกประสงค์ 100 กรัม ไข่ไก่เบอร์หนึ่ง 3 ฟอง นมสดรสจืด 1 ถ้วย น้ำตาลทรายเม็ดละเอียด 45 กรัม เกลือป่น 1/4 ช้อนชา เนยสดรสเค็มละลาย 45 กรัม กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา วิปปิงครีม 1 1/2 ถ้วย เนื้อทุเรียนบดละเอียด 1/2 ถ้วย เนื้อทุเรียนชิ้นใหญ่ ข้าวเหนียวมูนตามชอบ    อัลมอนด์อบ ใบสะระแหน่สำหรับตกแต่ง วิธีทำ เตรียมแป้งเครปโดยผสมแป้งสาลี น้ำตาลทราย และเกลือเข้าด้วยกัน ใส่นมสด คนให้เข้ากัน ใส่ไข่ไก่ กลิ่นวานิลลา และเนยละลาย คนต่อให้เข้ากันทั่ว กรองผ่านกระชอนเอาเมล็ดแป้งที่ไม่ละลายออก ตีวิปปิงครีมจนฟูอยู่ตัว ใส่เนื้อทุเรียนบด ผสมให้เข้ากัน ใส่ถุงบีบพักไว้ ตั้งกระทะสำหรับทำเครป ทาไขมันบางๆ พอกระทะร้อนตักส่วนผสมแป้งประมาณ 1/3 ถ้วยใส่กระทะ ใช้ที่ปาดแป้งเครปปาดให้ทั่วและบางเสมอกัน รอประมาณ 1-2 นาที แล้วกลับแป้งอีกด้านลงทอดต่อ 1 นาที ตักแป้งเครปขึ้น พักไว้ให้เย็น วางแผ่นเครปบนถาด บีบวิปครีมทุเรียนใส่ ใส่ข้าวเหนียวมูน และเนื้อทุเรียน พับแป้งเครปครึ่งหนึ่งแล้วม้วนให้สวยงาม ใส่จานไว้ บีบวิปครีมทุเรียนลงในจานเครป วางเนื้อทุเรียน แต่งด้วยใบสะระแหน่ โรยอัลมอนด์อบ

  ขนมอินเดียอีกอย่างที่นิยม ทั้งหอมมะพร้าว รสหวานกลมกล่อม ทำง่ายแถมกินอร่อย ทำแล้วยังเก็บได้ด้วย ถ้ากินแบบแช่เย็นก็อร่อย   ส่วนผสม (ทำได้ 35 ชิ้น) มะพร้าวอบแห้ง 3 ถ้วย เนยกี (Ghee) 3 ช้อนโต๊ะ นมสด 1/3 ถ้วย นมข้นหวาน 1/2 ถ้วย เกลือป่น 1/2 ช้อนชา กระวานป่น 1/4 ช้อนชา วิธีทำ ใส่เนย นมสด นมข้นหวาน และเกลือ เคี่ยวให้เข้ากันจนเดือด ใส่มะพร้าวอบแห้ง กระวานป่น คนให้เข้ากันจนแห้งปั้นได้ พักส่วนผสมพออุ่น ปั้นเป็นก้อนกลม นำไปคลุกกับมะพร้าวอบแห้งอีกครั้ง

  ดัดแปลงวุ้นกะทิหน้าตาธรรมดาๆ ให้น่ารักขึ้นอีกเท่าตัว ด้วยการทำวุ้นไข่แดงเติมลงไปตรงกลาง ก็ดูเหมือนไข่ดาวจริงๆเลยล่ะ   ส่วนผสมวุ้นไข่ขาว (ทำได้ 12-15 ถ้วย) กะทิ 3/4 ถ้วย น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1/4 ช้อนชา ผงวุ้น 2 ช้อนชา น้ำเปล่า 1/2 ถ้วย ส่วนผสมวุ้นไข่แดง น้ำเปล่า 1/2 ถ้วย น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1/8 ช้อนชา ผงวุ้น 1 1/2 ช้อนชา น้ำส้มเข้มข้น 2 ช้อนโต๊ะ สีผสมอาหารสีเหลืองไข่ 3 หยด วิธีทำ เตรียมวุ้นสีเหลืองทำไข่แดงโดยแช่ผงวุ้นในน้ำเปล่า ตั้งไฟปานกลางให้เดือด ใส่น้ำตาลทราย เกลือ น้ำส้ม และสีผสมอาหาร คนให้ทั่ว ตักหยอดลงในพิมพ์ครึ่งวงกลม พักไว้ให้เซ็ตตัว เตรียมวุ้นกะทิทำไข่ขาวโดยแช่ผงวุ้นในน้ำเปล่า ตั้งไฟให้เดือด ใส่กะทิ น้ำตาลทราย และเกลือ คนให้เข้ากัน ตักหยอดใส่ถ้วยตะไลให้เหลือขอบเล็กน้อย พักพอหน้าวุ้นตึงๆ วางวุ้นสีเหลืองตรงกลาง แล้วหยอดวุ้นกะทิอีกเล็กน้อย พักไว้ให้เซ็ตตัว

  สายหวานต้องฟินไปกับครีมชีสลาวาไหลเยิ้ม ของเมนู ทาร์ตบลูเบอร์รีชีสเยิ้ม ที่จริงแล้วทำไม่ยากอย่างที่คิด ใช่วัตถุดิบน้อยแต่อร่อยมาก   ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) ขนมปังแครกเกอร์บด 2 ถ้วย เนยสดเค็มละลาย 1/2 ถ้วย วิปปิงครีม 1/3 ถ้วย นมข้นหวาน 3 ช้อนโต๊ะ โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 110 กรัม น้ำมะนาว 1 ช้อนชา ครีมชีสพักให้นุ่ม 75 กรัม บลูเบอร์รีกวน  1/3 ถ้วย บลูเบอร์รีสด 1/4 ถ้วย พิมพ์เค้กทรงสูงขนาด 1 ปอนด์ กระดาษรองอบ วิธีทำ เตรียมฐานพายโดยผสมแครกเกอร์บดกับเนยละลาย คนให้เข้ากัน รองกระดาษรองอบในพิมพ์เค้ก ตักส่วนผสมใส่ กดให้แน่น นำไปแช่เย็นจนอยู่ตัว ตีครีมชีสให้อ่อนตัวและเนื้อเนียน ใส่วิปปิงครีม นมข้นหวาน โยเกิร์ต และน้ำมะนาว ตีต่อให้เข้ากันจนข้นอยู่ตัว ตักใส่ฐานแครกเกอร์ เกลี่ยให้ทั่ว ใส่บลูเบอร์รีกวน คนเบาๆ พอให้เป็นลวดลาย โรยบลูเบอร์รีสด

  เมนูขนมไทยแสนอร่อย หวานหอมมันด้วยกะทิ รสนุ่มนวลลิ้น อีกทั้งยังใช้วัตถุดิบน้อย จะทำขายหรือทำกินเองก็ดีทั้งสองเลยล่ะ   ส่วนผสม (สำหรับ 10 ที่) ข้าวเหนียวเขี้ยวงู 3 ถ้วย หัวกะทิ 2 1/4 ถ้วย น้ำตาลทราย 510 กรัม เกลือป่น 3/4 ช้อนชา น้ำใบเตยเข้มข้น 1/4 ถ้วย สีเหลืองจากน้ำแช่หญ้าฝรั่น 1/4 ถ้วย สีฟ้าจากน้ำดอกอัญชันเข้มข้น 1/4 ถ้วย สารส้มสำหรับแกว่งในน้ำแช่ข้าวเหนียว งาขาวและงาดำคั่วสำหรับโรยหน้า วิธีทำ แบ่งข้าวเหนียว กะทิ น้ำตาล เกลือ เป็น 3 ส่วน นำข้าวเหนียวแต่ละส่วนมาใส่น้ำพอท่วม แกว่งด้วยสารส้มประมาณ 5 นาที แช่ไว้ 10 นาทีแล้วล้างน้ำจนน้ำใส แล้วใส่น้ำให้ท่วมข้าว แช่ไว้อย่างน้อย 4 ชั่วโมง นึ่งข้าวเหนียวในน้ำเดือดประมาณ 15-20 นาที หรือพอสุก ผสมกะทิ 1 ส่วน น้ำตาลทราย 1 ส่วน (ใช้น้ำตาลทรายครึ่งหนึ่ง) และเกลือป่น 1 ส่วน คนให้ส่วนผสมละลาย แล้วนำข้าวเหนียวที่นึ่งสุกร้อนๆ ใส่ในส่วนผสมกะทิ ใช้ไม้พายคนข้าวเหนียวให้แตกเม็ด แล้วใส่น้ำตาลที่เหลือลงไป ตามด้วยน้ำใบเตยเข้มข้น คนให้เข้ากัน นำไปกวนโดยใช้ไฟอ่อนจนข้าวเหนียวเริ่มแห้งและพอข้นหนืด เทลงในพิมพ์ ใช้พายเกลี่ยให้เรียบ พักไว้จนเย็นสนิท จะได้ข้าวเหนียวสีเขียว (ทำข้าวเหนียวสีเหลืองและสีฟ้าด้วยวิธีเดียวกัน) ห่อข้าวเหนียวแก้วทั้ง 3 สีด้วยใบตองให้สวยงาม โรยด้วยงาขาวและงาดำ

  เมนูขนมหวานทำง่ายหน้าตาน่ารับประทาน ที่ได้ความนวลจากโยเกิรต์และความสดชื่นจากผลไม้ กินด้วยกันแล้วสดชื่น   ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) แป้งพายชั้นสำเร็จรูปขนาด 7x10 นิ้ว 2 แผ่น   ครีมชีส 300 กรัม น้ำตาลทราย 1/3 ถ้วย กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา ไข่แดง 2 ฟอง โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1/4 ถ้วย ไข่แดงสำหรับทาแป้ง 1 ฟอง นมสดสำหรับทาแป้ง 1 ช้อนโต๊ะ ผลไม้ เช่น สตรอว์เบอร์รีหั่นบาง บลูเบอร์รี พีชเชื่อมหั่นชิ้นบาง วิธีทำ ตีครีมชีสให้อ่อนตัว ใส่น้ำตาล และกลิ่นวานิลลา ตีให้เข้ากัน ใส่ไข่แดง และโยเกิร์ต ตีต่อให้เข้ากัน นำแป้งพายชั้นมาตัดครึ่งจะได้ขนาด 5x7 นิ้ว พับขอบให้สูง 0.5 นิ้ว เรียงใส่ถาด ตักส่วนผสมครีมชีสที่ตีไว้ใส่เกลี่ยให้ทั่ว ใส่ผลไม้ ผสมไข่แดงกับนมสด คนให้เข้ากัน ทาขอบแป้งพายให้ทั่ว นำไปอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส เวลา 20-25 นาที หรือจนสุกเป็นสีน้ำตาล เสิร์ฟกับชา กาแฟ หรือนมสดก็ได้

  คอบเบลอร์มะม่วงเสาวรส ที่มีผลไม้รสเปรี้ยวอมหวาน กินกับกาแฟแล้วช่วยให้กลมกล่อม   ส่วนผสมหน้าคอบเบลอร์ (สำหรับ 4-6 ที่) แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ถ้วย ผงฟู 2 ช้อนชา เกลือป่น 1/4 ช้อนชา เนยจืดเย็นหั่นชิ้นเล็ก 6 ช้อนโต๊ะ (85 กรัม) นมจืด 5-6 ช้อนโต๊ะ ส่วนผสมผลไม้ มะม่วงน้ำดอกไม้สุกหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมใหญ่ 2 ผล เสาวรส 4 ผล แป้งสาลีอเนกประสงค์ 2 ช้อนโต๊ะ อบเชยป่น 1/4 ช้อนชา น้ำมะนาวหรือน้ำเลมอน 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ เกลือทะเล 1/2 ช้อนชา วิธีทำ ผสมผลไม้โดยผสมทุกอย่าง คนเบาๆ ให้เข้ากัน ตักใส่ชามแก้วทนไฟหรือถาดอบ พักไว้ ผสมแป้งสาลี ผงฟู และเกลือให้เข้ากัน ใส่เนย และใช้ที่บดแป้งพาย (Pastry Cutter) หรือส้อมผสมให้เข้ากันเหมือนทรายหยาบๆ ใส่นมทีละช้อน ให้แป้งพอเกาะกัน เทใส่กระดาษไข ตะล่อมรวมกันเป็นแผ่นหนาประมาณ 1 นิ้ว (ไม่นวดหรือคลึงมากเพราะจะทำให้เนื้อหนักและไม่ร่วน) ใช้พิมพ์กดตัดเป็นวงกลมประมาณ 2-3 นิ้ว วางบนหน้าผลไม้ โรยน้ำตาลทรายให้ทั่ว นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส ประมาณ 15-20 นาทีจนสีเหลืองสวย ยกลง ตักผลไม้และคอบเบลอร์ใส่แก้วสำหรับเสิร์ฟ ตักไอศกรีมวานิลลาใส่ ตกแต่งด้วยสะระแหน่

  ขนมหวานอินเดียอีกชนิดหนึ่งที่มีรสหวานหอมกลิ่นกุหลาบอ่อนๆ ทำจากนมผงทอดจนเหลืองแช่ในน้ำเชื่อมจนชุ่มฉ่ำ กินเย็นๆยิ่งอร่อย   ส่วนผสมกุหลาบจามุน (ทำได้ 12-15 ชิ้น)  นมผงรสจืด 1 ถ้วย แป้งสาลีอเนกประสงค์ 6 ช้อนโต๊ะ โยเกิร์ต 3 ช้อนโต๊ะ เนยกี (Ghee) 1 1/2 ช้อนโต๊ะ เบกกิงโซดา 1/2 ช้อนชา ส่วนผสมน้ำเชื่อม  น้ำเปล่า 1 1/2 ถ้วย น้ำตาลทราย 1 1/2 ถ้วย กลิ่นกุหลาบ 1/2 ช้อนชา หญ้าฝรั่น  1 ช้อนชา กระวานป่น 1/4 ช้อนชา วิธีทำ  เตรียมน้ำเชื่อมโดยต้มน้ำตาลกับน้ำเปล่า ใส่กลิ่นกุหลาบ หญ้าฝรั่น และกระวานป่น เคี่ยวจนเดือดหอม พักให้น้ำเชื่อมอุ่นๆ ผสมแป้งสาลีกับเบกกิงโซดาเข้าด้วยกัน ใส่นมผง คนให้เข้ากัน ใส่เนย นวดให้เข้ากัน ใส่โยเกิร์ต นวดต่อจนเนียน ปั้นเป็นก้อนกลมๆ เตรียมไว้ ตั้งกระทะใส่น้ำมันใช้ไฟปานกลางค่อนข้างอ่อน ใส่กุหลาบจามุนที่ปั้นลงทอด คนเรื่อยๆ จนเป็นสีน้ำตาล ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน จนหายร้อน ใส่กุหลาบจามุนที่ทอดลงแช่ในน้ำเชื่อมที่ทำไว้ 40-45 นาที จนขนมดูดน้ำเชื่อมจนนิ่ม ตักเอาแต่ขนมใส่ชาม นำไปแช่ตู้เย็น เสิร์ฟเย็นๆ

  สำหรับสายหวาน ที่หลงใหลในขนมอินเดียอย่างขนมลาดู ที่แป้งเม็ดเล็กทำจากแป้งถั่วลูกไก่ ทอดจนกรอบ คลุกกับน้ำเชื่อม ทั้งหวานทั้งกรอบ ทำเองได้ไม่ยากแถบอร่อยแบบง่ายๆ   ส่วนผสมแป้งทอดกรอบ (Boondi) (ทำได้ 25 ชิ้น) แป้งถั่วลูกไก่ 1 ถ้วย น้ำเปล่า 125 กรัม เนยกี (Ghee) 1 1/2 ช้อนโต๊ะ สีผสมอาหารสีส้ม 1 ช้อนชา น้ำมันสำหรับทอด 2 1/2 ถ้วย เนยกีสำหรับทอด 3 ช้อนโต๊ะ ส่วนผสมน้ำเชื่อม น้ำตาลทราย 150 กรัม น้ำเปล่า 80 กรัม กระวานป่น 1/4 ช้อนชา สีผสมอาหารสีส้ม 3 หยด น้ำเลมอน 1/2 ช้อนชา ​​ เมล็ดแตงโม 2 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ผสมแป้งกับเนย คนให้เข้ากัน ค่อยๆ ใส่น้ำ คนให้แป้งเข้ากัน ใส่สีผสมอาหาร คนต่อให้เข้ากัน พักแป้งไว้ประมาณ 20-30 นาที ตั้งกระทะใส่น้ำมันกับเนยกีสำหรับทอด ใช้ไฟปานกลาง  พอน้ำมันร้อน ตักแป้งใส่กระชอน ให้แป้งค่อยๆ หยดลงมาเป็นเม็ดเล็กๆ อย่างสม่ำเสมอ ทอดจนเหลืองกรอบ ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน เตรียมน้ำเชื่อมโดยเคี่ยวน้ำกับน้ำตาลจนน้ำตาลละลายหมด ใส่สีผสมอาหารและกระวานป่นลงไป พอน้ำเชื่อมเดือดใส่น้ำเลมอน ใส่แป้งทอด เมล็ดแตงโม ผัดจนน้ำเชื่อมแห้ง ยกลง พักไว้ให้เย็น ปั้นเป็นลูกกลมๆ จัดใส่จานเสิร์ฟ

  เข้าสู่เดือนพฤษภาคม ผลไม้ยอดฮิตในฤดูกาลนี้คงหนีไม่พ้น ทุเรียน อย่างแน่นอน ลองนำมาทำขนมหม้อแกงใส่ในมะพร้าวเผา ทั้งเก๋ทั้งอร่อยเลยล่ะ   ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) ไข่เป็ด 5 ฟอง น้ำตาลปี๊บ 1 ถ้วย เกลือป่น 1/2  ช้อนชา หัวกะทิ 1 1/2 ถ้วย ใบเตย 2 ใบ เนื้อทุเรียนสุก 1 ถ้วย แป้งข้าวเจ้า 2 ช้อนโต๊ะ มะพร้าวเผาผ่าครึ่งผล 2 ผล เนื้อทุเรียนหั่นชิ้นสำหรับแต่งหน้า 1/2 ถ้วย วิธีทำ ใส่ไข่ลงในอ่างผสม ใส่น้ำตาลปี๊บ เกลือ หัวกะทิ และใบเตย ขยำส่วนผสมให้เข้ากันจนน้ำตาลละลายหมด กรองเอาใบเตยออก ใส่เนื้อทุเรียน ขยำต่อให้เข้ากัน ใส่แป้งข้าวเจ้า ผสมให้เข้ากัน ตั้งไฟกวนส่วนผสมให้สุก ตักใส่ผลมะพร้าวที่เตรียมไว้ ใส่เนื้อทุเรียนหั่นชิ้น นำไปอบที่อุณหภูมิ 190 องศาเซลเซียส เวลา 40-45 นาทีจนสุก โรยหอมเจียว

  เมนูขนมไทยประยุกต์ ที่จับแป้งทาร์ตและครีมคัสตาร์ด มาอยู่กับทองหยอดรสหวานหอม โดยรังสรรค์ทองหยอดให้เป็นรูปไข่ปลา ดูน่ารับประทานยิ่งขึ้น จะทำขายหรือทำกินเองก็ดีไม่แพ้กันเลยล่ะ   ส่วนผสม (สำหรับ 6 ที่) แป้งทาร์ตสำเร็จรูป 12 ชิ้น ผงคัสตาร์ดสำเร็จรูป  1/2 ถ้วย วิปปิงครีม 2 ถ้วย ทองหยอดไข่ปลา 1 ถ้วย ส่วนผสมทองหยอดไข่ปลา ไข่แดงไข่เป็ด 3 ฟอง ไข่แดงไข่ไก่ 3 ฟอง แป้งข้าวเจ้าอบควันเทียน 2 ช้อนโต๊ะ น้ำเชื่อมใสสำหรับแช่เม็ดไข่ปลา (น้ำเปล่า 1 ถ้วย น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย ใบเตย 1 ใบ ต้มรวมกัน พักไว้) น้ำเชื่อมข้นสำหรับต้มเม็ดไข่ปลา (น้ำเปล่า 1 ถ้วย น้ำตาลทราย 2 ถ้วย ใบเตย 1 ใบ ต้มให้เดือดและน้ำตาลละลาย พักไว้) วิธีทำ อุ่นน้ำเชื่อมข้นให้เดือดโดยใช้ไฟอ่อน เตรียมไข่สำหรับหยอดโดยใส่ไข่แดงบนผ้าข้าวบางแล้วรีดไข่ออกให้เป็นเนื้อเดียวกัน ใส่แป้งข้าวเจ้าอบควันเทียน คนจนเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อน้ำเชื่อมเดือดเป็นฟองๆ ลดไฟให้ฟองน้ำเชื่อมลดลง ตักส่วนผสมไข่ใส่กรวยใบตองแล้วหยอดลงในน้ำเชื่อมจนเต็ม ต้มทองหยอดไข่ปลาต่อในน้ำเชื่อม 2 นาที ตักไข่ปลาแช่ในน้ำเชื่อมใส 10 นาที ผสมผงคัสตาร์ดสำเร็จรูปกับวิปปิงครีม คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน ตักหยอดใส่แป้งทาร์ตสำเร็จรูป ใส่ทองหยอดไข่ปลา 

  ใครเคยกินขนมช่อผกากรอง ขนมไทยสุดน่ารักบ้าง? วันนี้ G&C จะมาสอนวิธีทำแป้ง จับจีบ แบบง่ายๆ สามารถแชร์เก็บไว้ทำตามได้เลย   ส่วนผสม (สำหรับ 28 ชิ้น) แป้งเค้ก 1 1/3 ถ้วย หัวกะทิ 1 ถ้วย น้ำตาลทราย 1/3 ถ้วย น้ำลอยดอกมะลิ 1/4 ถ้วย ถั่วกวน 200 กรัม สีผสมอาหารสีชมพู เหลือง ส้ม วิธีทำ ผสมแป้งเค้กกับหัวกะทิ น้ำตาลทราย และน้ำลอยดอกมะลิ คนให้เข้ากัน เทใส่กระทะ กวนไฟอ่อนจนแป้งสุกจับกันเป็นก้อน กวนต่อจนแป้งล่อนออกจากกระทะ พักแป้งไว้พอให้อุ่นๆ นำมานวดเบาๆ ต่ออีก 5 นาที แล้วแบ่งเป็น 3 ส่วน นำส่วนที่ 2 และ 3 ผสมรวมกัน แล้วแบ่งเป็น 3 ส่วน ผสมสีชมพู เหลือง และส้ม พักไว้ แบ่งแป้งสีขาวเป็นก้อนเล็กๆ หนักประมาณ 10 กรัม แบ่งแป้งสีส้ม 10 กรัม นำแป้งสีขาวมากดให้แบนเล็กน้อย วางแป้งสีส้มแล้วกดให้แบนติดกัน ใส่ไส้ถั่วกวน หุ้มให้มิด คลึงให้กลม ใส่ลงในถ้วยวุ้นใส ใช้แหนบหนีบขนมจับจีบรอบๆ เป็นชั้นที่ 1 และจับจีบชั้นที่ 2 ให้กลีบสับหว่าง จับจีบประมาณ 3-4 ชั้น ติดลูกปัดน้ำตาล ทำซ้ำกับแป้งสีเหลืองและสีชมพู

  เมนูขนมไทยหน้าตาสวยงามที่มักถูกนำไปเป็นของฝาก หรือของขวัญ จริงๆแล้วทำไม่ยากอย่างที่คิด จดสูตรแล้วนำไปทำตามกันเลย   ส่วนผสมแป้งพายสำหรับทำกระเช้า แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 1/2 ถ้วย เนยสดรสเค็มนิ่ม 35 กรัม น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1/4 ช้อนชา ไข่แดง 1 ฟอง น้ำเย็น 1/4 ถ้วย ส่วนผสมมะพร้าวแก้ว (สำหรับ 35 ชิ้น) มะพร้าวทึนทึกขูด 3 ถ้วย น้ำตาลทราย 1 1/2 ถ้วย น้ำเปล่า 2/3 ถ้วย สีผสมอาหารสีฟ้า ชมพู เขียว ดอกไม้น้ำตาลตกแต่ง วิธีทำ ทำแป้งกระเช้าโดยผสมแป้งสาลี เกลือ และน้ำตาลทราย คนให้เข้ากัน ใส่เนยสด ผสมให้เข้ากันโดยบี้แป้งให้เป็นเม็ดๆ ผสมน้ำเย็นกับไข่แดง คนให้เข้ากัน ค่อยๆ เทใส่ลงในส่วนผสมแป้ง นวดเข้าด้วยกันจนแป้งนุ่มจับกันเป็นก้อน พักไว้ 1 ชั่วโมง แบ่งแป้งมารีดเป็นแผ่นบาง กดด้วยพิมพ์วงกลมขนาด 3 นิ้ว นำแป้งกรุลงในพิมพ์ให้แนบกับพิมพ์ ใช้ส้อมกดก้นพิมพ์ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส เวลา 25 นาที จนสุกเหลืองพักไว้ ทำหูกระเช้าโดยนำแป้งที่เหลือมารีดให้เป็นแผ่นบาง กว้าง 4 นิ้ว ตัดเป็นเส้นกว้าง 0.4 เซนติเมตร นำ 2 เส้น มาม้วนให้เป็นเกลียว วางเรียงใส่ถาดให้เป็นรูปโค้งเหมือนหูกระเช้า นำเข้าเตาอบ 20 นาที จนสุก พักไว้ ทำมะพร้าวแก้วโดยใส่น้ำตาลลงในกระทะ ใส่น้ำเปล่า คนให้ละลายและเดือด ลดเป็นไฟอ่อน ใส่มะพร้าวขูดลงกวนให้แห้ง ยกลง แบ่งมะพร้าวแก้ว เป็น 3 ส่วน ใส่สีผสมอาหาร คนให้เข้ากัน ตักมะพร้าวแก้วใส่ถ้วยพาย ใส่หูกระเช้า ติดดอกไม้ให้สวยงาม

  หนึบๆหนับๆ ไปกับขนมต้มสีสวย แป้งเหนียวนุ่มที่เพิ่มความหอมด้วยเฮเซลนัต อร่อยจนหยุดไม่อยู่   ส่วนผสม (ทำได้ 35 ชิ้น) แป้งข้าวเหนียว 2 1/4 ถ้วย น้ำใบเตยเข้มข้น 1/4 ถ้วย น้ำอัญชัน 1/4 ถ้วย น้ำแครอต 1/4 ถ้วย มะพร้าวทึนทึกขูด 3 ถ้วย น้ำตาลมะพร้าว 3/4 ถ้วย เกลือป่น 1/4 ช้อนชา ช็อกโกแลตเฮเซลนัต 1/4 ถ้วย มะพร้าวทึนทึกขูดสำหรับคลุก วิธีทำ เตรียมไส้มะพร้าวโดยใส่มะพร้าวขูดลงในกระทะ ใส่น้ำตาลมะพร้าว เกลือ และช็อกโกแลตเฮเซลนัต กวนให้เข้ากันจนแห้งพอปั้นได้ ยกลง พักไว้ให้พออุ่นๆ ปั้นเป็นก้อนกลม พักไว้ แบ่งแป้งข้าวเหนียวเป็น 3 ส่วน ใส่น้ำใบเตย น้ำอัญชัน และน้ำแครอต นวดให้เข้ากันจนนุ่ม แบ่งแป้งข้าวเหนียวมาแผ่ออกแล้วใส่ไส้ที่ทำไว้ หุ้มให้มิด ตั้งหม้อน้ำให้พอเดือด ใส่ขนมลงต้มจนสุกลอย ตักขึ้นใส่มะพร้าวที่ขูดไว้ คลุกให้ทั่ว จัดใส่จานเสิร์ฟ

  น้องแพรชอบอังโกะ (Anko) หรือถั่วแดงกวนมาก แต่บ่นทุกครั้งว่าทำไมทางร้านถึงได้ทำซะหวานมากมาย ป้าเจี๊ยบก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกันเวลากินขนมที่ใส่ถั่วแดงกวนตามร้าน   ปะเหมาะเดือนนี้…ป้าเจี๊ยบมีนัดพาเพื่อนวัฒนาวิทยาลัย 5-6 คนไปเลี้ยงวันเกิดป้าอี๊ดที่ร้าน The Garden Eatery ของรุ่นน้องจุฬาฯ ที่นครปฐม เลยคิดทำถั่วแดงกวนเป็นของชำร่วยให้เพื่อนๆ ค่ะ   เหตุผลของการทำก็คือ ต้อย-สริยา จันทร์เพ็ญ เพื่อนผู้รักสุขภาพ ส่งไลน์เรื่องประโยชน์ของการกินถั่วต่างๆ มาให้เพื่อนๆ ในกลุ่มจนกลายเป็นหัวข้อสนทนากันอย่างสนุกสนาน ป้าเจี๊ยบเลยคิดทำถั่วแดงกวนไปเซอร์ไพรส์เพื่อนๆ และฝากน้องแพรด้วย   อังโกะของป้าเจี๊ยบจะออกแนวไทยๆ นะคะ คือใส่กะทิ ไม่ใส่น้ำมัน เพราะตั้งใจใช้ถั่วแดงโครงการหลวงเม็ดโตซึ่งรสชาติไม่มันเท่าถั่วแดงธรรมดาเม็ดเล็กๆ ส่วนถั่วแดงญี่ปุ่นไม่เข้าตากรรมการเพราะแพงเกินความจำเป็น เมื่อคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกัน อิอิ   ป้าเจี๊ยบล้างถั่วแดง 500 กรัมหลายๆ ครั้งจนสะอาด ใส่น้ำสะอาดจนท่วม แช่ไว้ค้างคืนให้ถั่วนิ่ม วันรุ่งขึ้นก็ตักเฉพาะเมล็ดถั่วใส่ลงในเครื่องปั่นอาหาร เตรียมกะทิแบบพาสเจอร์ไรซ์ 1 ถ้วยตวงไว้ทยอยใส่ขณะปั่นเพื่อให้เครื่องปั่นทำงานได้ดี ป้าเจี๊ยบแบ่งปั่น 3 ครั้งเพราะเครื่องปั่นที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก และเติมน้ำสะอาดเพิ่มนิดหน่อยเวลาที่เห็นว่าถั่วปั่นไม่ไป   เมื่อถั่วแดงทั้งหมดปั่นละเอียดดีแล้วป้าเจี๊ยบเทลงกระทะทองเหลือง ใส่น้ำตาลทรายแดง 300 กรัม น้ำตาลทราย 50 กรัม และเกลือป่น 1 ช้อนชาลงไป คนให้เข้ากัน ยกขึ้นตั้งไฟปานกลางค่อนข้างอ่อน คนไปเรื่อยๆ จนแห้งลง ประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ ได้ความข้นเหนียวพอเหมาะซึ่งสังเกตได้จากการที่ถั่วล่อนออกมา ไม่ติดขอบกระทะ และเมื่อลองหยิบออกมาดูก็ไม่ติดมือ จึงปิดไฟทิ้งไว้ให้เย็นสนิท   ป้าเจี๊ยบปั้นถั่วกวนเป็นก้อนกลมๆ ขนาดประมาณ 30 กรัม แบ่งเป็นแบบถั่วล้วนๆ กับแบบถั่วไส้ไข่แดงเค็ม โดยใส่ไข่แดงชิ้นขนาด 1/4 ฟองไว้ตรงกลาง จากนั้นใช้พิมพ์ที่ทำขนมไหว้พระจันทร์มาขึ้นรูปจนได้ถั่วแดงกวนรูปร่างสวยๆ    คิดว่าจะอบควันเทียนและติดทองคำเปลวเอาหรูสักหน่อย แต่จำได้ว่ามีเพื่อนบางคนเคยบอกไม่ชอบกลิ่นควันเทียน และมีคนเคยพูดว่าไม่กล้ากินทองคำเปลวซะงั้น!   เอ้า...สรุปว่าจัดใส่กล่องละ 6 ชิ้น หน้าตาแบบบ้านๆ เตรียมไว้แจกเพื่อนๆ ก็แล้วกัน...ฮา!   ผลตอบรับดีมากค่ะ ทั้งสาวน้อยสาวมากชอบถั่วแดงกวนแบบไทยๆ รสมันๆ หวานนิดๆ เย้!

  ไอศกรีมแท่งหวานเย็นทำง่ายๆ ใช้แค่น้ำมะพร้าวและผลไม้ที่ชอบก็ได้ไอศกรีมเย็นฉ่ำชื่นใจคลายร้อนได้แล้ว   ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) น้ำมะพร้าว 2 ถ้วย ผลไม้ที่ชอบ เช่น มะม่วง กีวี ส้ม สตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี หั่นชิ้นเล็กประมาณ 1 ถ้วย วิธีทำ ใส่ผลไม้ลงในพิมพ์ไอศกรีมแท่ง เทน้ำมะพร้าวใส่ให้เต็มพิมพ์ เสียบด้วยไม้ไอศกรีม นำเข้าช่องแช่แข็งไว้ 1 คืน เมื่อจะเสิร์ฟ นำพิมพ์ออกมาจุ่มน้ำสักครู่ นำไอศกรีมออกจากพิมพ์

  เมนูดับร้อนสไตล์เกาหลี ใช้ผลไม้เนื้อฉ่ำอย่างแตงโมหรือเมลอน เสิร์ฟในน้ำเลมอนอัดแก๊ส เติมรสหวานด้วยนมข้นหวานหรือน้ำผึ้ง เป็นรสชาติที่แปลกใหม่เหมาะกับอากาศร้อนๆ มาก   ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) แตงโมตักเป็นลูกบอล 2 ถ้วย บลูเบอร์รี 1/4 ถ้วย น้ำเลมอนอัดแก๊ส (สไปร์ท) 1 ถ้วย นมข้นหวาน 2 ช้อนโต๊ะ นมสด 2 ช้อนโต๊ะ สะระแหน่สำหรับตกแต่ง วิธีทำ ผสมน้ำเลมอนอัดแก๊ส นมข้นหวาน และนมสด คนให้เข้ากัน แช่เย็นไว้จนเย็นจัด ตักแตงโมและบลูเบอร์รีใส่ถ้วย เทส่วนผสมน้ำพันช์ลงไป ตกแต่งด้วยสะระแหน่

  โดยทั่วไปพานนาคอตตานิยมเสิร์ฟมากับซอสเบอร์รี แต่สูตรนี้ขอเอาใจคอกาแฟด้วยการเสิร์ฟคู่กับครีมกาแฟสไตล์เกาหลี ที่รู้จักกันในชื่อทัลโกนา (Dalgona) เวลาตักรับประทานพร้อมๆ กันจะได้อรรถรสเสมือนดื่มกาแฟลาเต้ในเนื้อสัมผัสที่แตกต่าง   ส่วนผสมพานนาคอตตา (สำหรับ 4 ที่) เจลาติน 3 แผ่น นมสด 200 มิลลิลิตร วิปปิงครีม 100+150 มิลลิลิตร น้ำตาลไอซิง 60 กรัม วานิลลาสกัด 1 ช้อนชา ส่วนผสมครีมกาแฟ (สำหรับ 4 ที่) ผงกาแฟ 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ น้ำร้อน 2 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ เตรียมพานนาคอตตาโดยการแช่แผ่นเจลาตินในน้ำเย็นจัด (น้ำใส่น้ำแข็ง) ให้นุ่มดี ประมาณ 10 นาที นำนมสด วิปปิงครีม 100 มิลลิลิตร น้ำตาลไอซิง และวานิลลาสกัดไปตั้งไฟ พอเริ่มเดือด ลดไฟ เคี่ยวประมาณ 3 นาที ยกออกจากเตา ใส่แผ่นเจลาตินที่นุ่มดีแล้วลงไป คนให้ละลายดี ใส่วิปปิงครีมส่วนที่เหลือลงไป คนให้เข้ากัน แล้วกรองใส่ภาชนะที่ต้องการใช้เสิร์ฟ แช่เย็นนาน 5 ชั่วโมง เมื่อต้องการเสิร์ฟ นำผงกาแฟ น้ำตาลทราย และน้ำร้อนใส่ในถ้วยผสม ใช้ตะกร้อไฟฟ้าตีให้ขึ้นฟู ตักราดบนพานนาคอตตาที่เซ็ตตัวดีแล้ว เสิร์ฟเพื่อรับประทานทันที

  คัสตาร์ดทาร์ตสูตรไม่ต้องอบ ฐานทาร์ตทำจากแครกเกอร์บุบใส่เนยแช่เย็น รสเค็มนิดๆ กับไส้คัสตาร์ดครีมรสหวานกำลังดี เติมรสอร่อยด้วยมะยงชิดสีส้มสดใส ผลไม้เด่นประจำฤดูร้อน   ส่วนผสม (สำหรับถาดพายขนาด 6 นิ้ว 3 ถาด) คุกกี้ไดเจสทีฟหรือแครกเกอร์ชนิดจืดบดละเอียด 2 ถ้วย เนยละลาย 8 ช้อนโต๊ะ เกลือป่นเล็กน้อย มะยงชิดลอยแก้วหั่นชิ้นพอคำสำหรับตกแต่ง ส่วนผสมครีมคัสตาร์ด นมสด 2 ถ้วย แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1/3 ถ้วย น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย เกลือป่น 1/4 ช้อนชา ไข่แดง 4 ฟอง เนยจืด (อุณหภูมิห้อง) 1/4 ถ้วย กลิ่นวานิลลา 1/4 ช้อนชา วิธีทำ ทำฐานทาร์ตโดยผสมคุกกี้บดละเอียดกับเนยและเกลือป่น คลุกผสมให้เป็นเนื้อเดียวกันลักษณะเหมือนทรายเปียก กรุใส่ถาดพายให้หนาประมาณ 0.5 เซนติเมตร กดให้แน่น แช่ตู้เย็นไว้จนอยู่ตัว ทำครีมคัสตาร์ดโดยตีไข่แดงให้เข้ากันจนเนื้อเนียน พักไว้ อุ่นนมในเตาไมโครเวฟให้ร้อนจนเกือบเดือด ผสมแป้ง น้ำตาลทราย และเกลือในหม้อซอสขนาดกลาง ใส่นมร้อนลงไปประมาณ 1/2 ถ้วย ใช้ตะกร้อมือคนให้เข้ากัน ยกขึ้นตั้งไฟปานกลางค่อนข้างอ่อน ค่อยๆ เติมนมทีละนิด ใช้ตะกร้อมือคนตลอดเวลาจนส่วนผสมเริ่มข้น (ตักแล้วเคลือบหลังช้อน ) ยกลง แบ่งส่วนผสมประมาณ 1/2 ถ้วย เทใส่อ่างผสมอีกใบ ใส่ไข่แดง คนให้เข้ากันจนเนื้อเนียน เทกลับคืนหม้อ ยกขึ้นตั้งไฟต่ออีก 2-3 นาทีจนข้น ยกลง ใส่เนยและกลิ่นวานิลลา คนให้เข้ากัน กรองผ่านกระชอนให้เนื้อเนียน พักไว้ให้พออุ่นๆ ตักใส่ฐานทาร์ต แช่เย็นไว้อย่างน้อย 3 ชั่วโมงเพื่อให้อยู่ตัว จากนั้นตกแต่งด้วยมะยงชิดให้สวยงาม