พานนาคอตตารสชีสมาสคาร์โปเนร่วมสมัยที่เกิดจากการนำรสชาติของทีรามิสุ พุดดิงสไตล์อิตาเลียนซึ่งมีจุดเด่นที่รสนุ่มๆ ของชีสมาสคาร์โปเนและรสเข้มๆ ของกาแฟ สูตรนี้ได้ดัดแปลงนำส่วนของโฟมกาแฟจากเมนูเครื่องดื่ม Dalgona Coffee ที่เคยอยู่ในกระแสความนิยมมาเป็นท็อปปิงราดบนพานนาคอตตามาสคาร์โปเน   ส่วนผสม เจลาติน  2 แผ่น ครีม 120  มิลลิลิตร ชีสมาสคาร์โปเน 120 กรัม นมสด 200 มิลลิลิตร น้ำตาลไอซิง 4 ช้อนโต๊ะ วานิลลาสกัด 1/2 ช้อนชา ส่วนผสมครีมกาแฟเกาหลี ผงกาแฟ 3 ช้อนโต๊ะ  น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ น้ำร้อน 3 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ แช่แผ่นเจลาตินในน้ำเย็นจัดให้นุ่มดี ตีครีมกับชีสมาสคาร์โปเนให้เข้ากัน (ไม่ต้องฟู) นำนมสด น้ำตาลไอซิง และวานิลลาสกัดใส่หม้อ ตั้งไฟ พอเริ่มเดือดยกลงจากเตา ใส่แผ่นเจลาตินที่นุ่มแล้วลงไป คนให้ละลายดี กรองส่วนผสม เทส่วนผสมนมอุ่นๆ ลงในส่วนผสมครีมมาสคาร์โปเนทีละน้อย คนให้เข้ากันดี แบ่งใส่แก้วที่ต้องการเสิร์ฟ แล้วนำไปแช่เย็นให้อยู่ตัวดีประมาณ 3 ชั่วโมง เมื่อจะเสิร์ฟให้นำผงกาแฟ น้ำตาลทราย และน้ำร้อนใส่ถ้วยผสม ตีด้วยตะกร้อไฟฟ้าให้ขึ้นตัวเป็นโฟม ตักราดลงบนพานนาคอตตาที่เซ็ตตัวดีแล้ว

  “เสาร์นี้ไปซื้อต้นไม้กันไหม” ป้าเจี๊ยบชวนสหายทีมทัวร์เรื่อยเปื่อยออกไปสูดอากาศนอกบ้านบ้าง เพราะรายการกินกันวันเสาร์ของครอบครัวยังคงงดไปจนกว่าสถานการณ์โควิดจะดีขึ้น ทุกนางตกลงทันที   ป้าเจี๊ยบขับรถพาเพื่อนๆ คืออี๊ด เสียงทิพย์ และต้อไปตลาดนัดต้นไม้คลอง 15 ที่ปทุมธานีค่ะ ระหว่างทางเสียงทิพย์คุยให้ฟังว่า “วันก่อนเราอยากกินบัวลอยเผือกมาก สั่งมากิน ปรากฏว่าเป็นบัวลอยแป้ง ใส่เผือกหั่นมาเป็นชิ้นๆ เฮ้อ”   ทุกคนหัวเราะ ป้าเจี๊ยบว่า “ก็ถูกของเขานะ บัวลอยเผือก” และเสริมกลับไปว่า “เคยเจอเหมือนกัน อยากกินเผือกที่เอามาปั้นเป็นบัวลอย แต่มาเป็นบัวลอยกับเผือก อิอิ!”   ระหว่างเดินเลือกต้นไม้ ป้าเจี๊ยบเหลือบไปเห็นรถขายผลไม้จอดริมทาง มีเผือกหอมวางอยู่ในกระจาด 5-6 หัว รีบส่งอี๊ดไปซื้อทันที เพราะเธอโตมาในครอบครัวที่ทำข้าวหลามขาย ใส่เผือกด้วย ต้องเลือกเผือกเก่งกว่าป้าเจี๊ยบแน่ๆ  ได้เผือกหอมมา 1 หัว ขนาดประมาณครึ่งกิโล   ก่อนโควิดระบาดเพื่อนๆ วัฒนาวิทยาลัยจะนัดสังสรรค์ที่บ้านป้าเจี๊ยบเดือนละครั้ง โดยมีเสียงทิพย์เป็นผู้จัดการนัดหมาย ป้าเจี๊ยบเป็นเชฟทำอาหารที่เพื่อนอยากกิน ระหว่างทางกลับบ้านเสียงทิพย์ถามป้าเจี๊ยบว่าเดือนหน้านัดเจอกันได้ไหม ป้าเจี๊ยบบอกว่า “ได้ จะกินอะไรก็บอกมา ส่วนของหวานจะทำบัวลอยเผือกของจริงให้กิน” ฮา!   หลังจากเสียงทิพย์จัดการนัดหมายในไลน์  ป้าเจี๊ยบเจอข้อความของเพื่อนๆ บอกว่าจะมาเพราะ “บัวลอยเผือก!??!”  ป้าเจี๊ยบนึกแปลกใจว่าทำไมบัวลอยเผือกจึงหากินยากกว่าที่คิด เวลาที่เจอบัวลอยเผือกจริงๆ ก็ไม่โดนใจ เพราะกัดแต่ละคำได้รสสัมผัสของแป้งมากกว่าเผือก ใส่เผือกมากหน่อยไม่ได้หรือยังไงกัน   เผือกมีสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุนับ 10 ชนิด แต่ที่มีมากคือธาตุเหล็กและฟลูออไรด์ จึงช่วยในการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงและป้องกันฟันผุ ถูกโฉลกกับบรรดาสาวๆ สว. ที่โรคกระดูกพรุนเริ่มถามหา สรรพคุณที่ค้นเจอในอินเทอร์เน็ตคือบำรุงลำไส้ แก้อาการท้องเสีย ป้องกันโรคหัวใจ ลดความดันโลหิต ลดน้ำตาลในเลือด บำรุงสายตา เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและบำรุงระบบประสาท  เอิ่ม...เยอะเล้ยยย!   ความจริงก็อยากเอาเผือกมาทำขนมแบบตะวันตกเลี้ยงเพื่อนๆ นะคะ แต่เสียงทิพย์พูดถึงบัวลอยเผือกขึ้นมา ป้าเจี๊ยบเองก็อยากกิน แถมมีมะพร้าวอ่อนจากบ้านน้องชายของป้าเจี๊ยบซึ่งหั่นเป็นเส้นแช่แข็งพร้อมใช้เก็บไว้เยอะ ภาพบัวลอยเผือกใส่มะพร้าวอ่อนลอยมาเลยค่ะ   ก่อนวันนัดสังสรรค์ป้าเจี๊ยบลงมือทำบัวลอยเตรียมไว้ล่วงหน้าจะได้ไม่ยุ่งในวันรุ่งขึ้น เริ่มจากล้างเผือกทั้งหัวให้สะอาด ไม่ปอกเปลือกแต่ผ่าครึ่ง แล้วใส่ลังถึงเลย ใช้เวลานึ่งนานประมาณ 30 นาที จากนั้นพักไว้ให้เย็น   ป้าเจี๊ยบใช้วิธีนี้เพื่อเลี่ยงการถูกเนื้อเผือกดิบๆ เพราะเนื้อเผือกดิบมีผลึกแคลเซียมออกซาเลต ทำให้คันได้เมื่อถูกผิว เผือกที่ป้าอี๊ดเลือกให้ดีจริงค่ะ แค่เอาช้อนตักออกมาจากเปลือกก็ได้เนื้อนุ่มๆ ซุยๆ มาเต็มชาม ไม่ต้องบดไม่ต้องปั่นให้ละเอียดแต่อย่างใด นำไปชั่งแล้วได้เนื้อเผือก 435 กรัม   ป้าเจี๊ยบชั่งแป้งข้าวเหนียว 40 กรัมและแป้งมันฮ่องกง 40 กรัม ใส่ลงไปในชามเนื้อเผือก ใช้มือคลุกและนวดแป้งกับเนื้อเผือกจนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน ได้แป้งสีม่วงอ่อนๆ เหมือนดินน้ำมันที่หลานเล่นเลยค่ะ   ความขี้เกียจปั้นอยู่ในระดับสูง ป้าเจี๊ยบจึงใช้วิธีแผ่แป้งเป็นแผ่นหนาประมาณ 1 เซนติเมตร ใช้มีดตัดเป็นเส้นยาวๆ ขนาด 1 เซนติเมตร แล้วตัดเป็นลูกเต๋าขนาดเท่าๆ กัน จับมาวางเรียงเข้าแถวห่างกันเล็กน้อยในถาด ปิดให้สนิทด้วยแผ่นฟิล์มถนอมอาหาร นำไปเข้าตู้เย็นไว้   วันรุ่งขึ้นหลังจากจัดอาหารคาวเรียบร้อยแล้ว ป้าเจี๊ยบหยิบชามมาผสมกะทิพาสเจอร์ไรซ์ 500 กรัม น้ำเปล่า 150 กรัม เกลือป่น 3/4 ช้อนชา น้ำตาลมะพร้าว 200 กรัม และน้ำตาลทราย 80 กรัม คนส่วนผสมให้ละลายแล้วกรองด้วยกระชอน 1 ครั้ง ใส่ลงในกระทะทองเหลือง ไม่ลืมเดินไปตัดใบเตยหอมในสวนมา 3 ใบ ล้างให้สะอาด มัดเข้าด้วยกัน  ใส่ลงไปในกระทะ ตามด้วยเนื้อมะพร้าวอ่อนหั่นเป็นเส้นๆ 1 ถ้วยตวง  ยกขึ้นตั้งไฟปานกลาง พอน้ำกะทิเริ่มเดือดก็ปิดไฟทันที พักไว้   ต่อมาถึงเวลาต้มบัวลอยด้วยการใส่น้ำในหม้อต้ม กะให้ระดับน้ำสูงจากก้นหม้อไม่ต่ำกว่า 10 เซนติเมตร นำไปตั้งไฟ ระหว่างรอน้ำเดือดก็เตรียมอ่างใส่น้ำและน้ำแข็งวางไว้ข้างๆ เพื่อใช้สำหรับแช่บัวลอยที่สุกแล้ว บัวลอยของป้าเจี๊ยบจะได้ไม่ขึ้นอืด อิอิ!   ป้าเจี๊ยบยกถาดบัวลอยออกจากตู้เย็นมาเตรียมไว้ พอน้ำเดือดก็ทยอยใส่บัวลอยลงไป ลูกไหนลอยขึ้นมาสมชื่อก็ใช้ทัพพีแบบกระชอนตักขึ้นมาใส่อ่างน้ำแข็ง แช่ไว้พอหายร้อนก็ตักขึ้นใส่กระทะน้ำกะทิ  ทำวนไปจนบัวลอยในถาดหมด  อ้อ! ขอคั่วงาขาวหอมๆ ไว้สักหน่อย เผื่อเพื่อนบางคนอยากโรยหน้าบัวลอย   หลังอาหารคาว เคลียร์โต๊ะเรียบร้อยแล้ว  ป้าเจี๊ยบยกกระทะทองเหลืองใส่บัวลอยเผือกมะพร้าวอ่อนวางกลางโต๊ะเลยค่ะ สมาชิก 9 คนตักคนละหนุบละหนับ  แปบเดียวเหลือแค่ติดก้นกระทะ และมีคนประกาศเสียงดังว่า “ที่เหลือเราจองเอากลับบ้านนะ” ฮา!   อ้อ! เดือนนี้คอลัมน์ป้าเจี๊ยบอยู่กับ G&C จนบรรลุนิติภาวะแล้วนะคะ ขอบคุณที่ติดตามการทำขนมอร่อยๆ แบบง่ายๆ ทั้งไทยและเทศมาด้วยกัน จุ๊บๆ

  ขนมหวานเย็นแบบไทยๆ อย่างลอดช่องน้ำกะทินำมาเสิร์ฟกับไอศกรีม เปลี่ยนน้ำกะทิเป็นซอส เพิ่มความเย็นด้วยไอศกรีมจากนมแท้   ส่วนผสม ข้าวเหนียวดำมูน 1 ถ้วย ลอดช่องใบเตย 1/2 ถ้วย ไอศกรีมแคลิฟอร์เนีย รส Strawberry Cheesecake 2 สกูป กะทิ 1/2 ถ้วย น้ำตาลปี๊บ 1 1/2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1/4 ช้อนชา แป้งข้าวโพด 1 1/2 ช้อนชา ฝอยทอง 2 ช้อนโต๊ะ ยอดสะระแหน่ วิธีทำ เตรียมซอสกะทิโดยผสมกะทิ น้ำตาลปี๊บ เกลือ และแป้งข้าวโพด คนให้เข้ากัน ตั้งไฟอ่อน คนจนส่วนผสมข้น ยกลง พักไว้ จัดข้าวเหนียวดำมูนใส่จาน ใส่ลอดช่อง ตักไอศกรีมแคลิฟอร์เนียวางบนหน้า ราดซอสกะทิ ใส่ฝอยทอง ตกแต่งด้วยยอดสะระแหน่ เสิร์ฟเย็นๆ

  ขนมปังชีสสายรุ้งขนมสตรีทฟู้ดที่เห็นกันบ่อยๆ คราวนี้มาทำเป็นขนมปังชีสสายรุ้งแบบฟองดูกัน แค่เปลี่ยนขนมปังโทสต์มาเป็นภาชนะใส่ชีสสายรุ้ง ใช้ขนมปังอบเนยมาจิ้มชีสสายรุ้งที่ละลาย แค่นี้ก็อร่อยได้ทั้งครอบครัว   ส่วนผสม แคลิฟอร์เนีย มายด์ เชดดาร์ชีส 1/2 ถ้วย แคลิฟอร์เนีย พิซซ่า เบลน ชีส (มอสซาเรลล่า 80%, เชดดาร์ 10%, โปรโวโลน 10%) 1 1/2 ถ้วยขนมปังโทสต์หนา 3 นิ้ว 1 ก้อน ขนมปังหั่นเป็นชิ้นขนาด 1 x 1 นิ้ว 10-15 ชิ้น เนยสดรสเค็ม 1/4 ถ้วย สีผสมอาหารสีเขียว สีแดง สีน้ำเงิน สีเหลือง สีม่วง   วิธีทำ ผสมแคลิฟอร์เนีย มายด์ เชดดาร์ชีส และแคลิฟอร์เนีย พิซซ่า เบลน ชีส เข้าด้วยกัน แบ่งเป็น 6 ส่วน นำ 5 ส่วนมาใส่สีผสมอาหารสีเขียว สีแดง สีน้ำเงิน สีเหลือง สีม่วง คลุกสีให้ทั่ว พักไว้ ทำขนมปังอบเนยโดยนำขนมปังหั่นเต๋าทาเนยให้ทั่วแล้วอบให้เหลืองทุกด้าน เตรียมไว้ เอาเนื้อขนมปังโทสต์ด้านในออก ทาเนยบางๆ นำไปอบพอเหลือง ใส่ชีสสีแล้วอบต่ออีกครั้งพอให้ชีสละลาย   จัดใส่จาน เสิร์ฟพร้อมขนมปังหั่นเต๋าอบเนย

  บัวลอยกินกับไอศกรีมก็อร่อย จากไอศกรีมช็อกโกแลตรสเข้มข้น กินกับขนมบัวลอยที่ใช้นมสดแทนกะทิ ให้กลิ่นหอมหวานจากนมสด     ส่วนผสม แป้งบัวลอยสีต่างๆ 1 ถ้วย นมสดแคลิฟอร์เนีย 1 ถ้วย น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1/4 ช้อนชา ไอศกรีมแคลิฟอร์เนีย รส Chocolate Molten Cake วิธีทำ ต้มแป้งบัวลอยสีต่างๆ ให้สุกลอย ตักขึ้นใส่น้ำเชื่อมอ่อน พักไว้ อุ่นนมแคลิฟอร์เนียให้ร้อน ใส่น้ำตาลปี๊บและเกลือ คนให้ละลาย เมื่อจะเสิร์ฟ ตักบัวลอยต้มใส่ชาม ใส่ส่วนผสมนมที่ต้มไว้   ใส่ไอศกรีมแคลิฟอร์เนีย เสิร์ฟทันที

  ขนมปังไส้ครีมนมสดนุ่มๆ หอมกลิ่นนม ทำไว้กินกับนมสด ชา หรือกาแฟ เป็นได้ทั้งอาหารเช้าและอาหารว่างยามบ่าย ช่วยให้สบายท้อง   ส่วนผสมขนมปัง แป้งขนมปัง 500 กรัม นมผง 50 กรัม น้ำตาลทราย 30 กรัม เกลือป่น 1/4 ช้อนชา ผงวานิลลา 2 ช้อนชา ยีสต์แห้ง 2 ช้อนโต๊ะ นมสดแคลิฟอร์เนีย 1 1/2  ถ้วย ไข่ไก่ 1 ฟอง เนยสดเค็ม 50 กรัม ส่วนผสมไส้ครีมนมสด นมสดแคลิฟอร์เนีย 2 ถ้วย แป้งข้าวโพด 5 ช้อนโต๊ะ ผงวานิลลา 1 ช้อนชา ไข่แดง 2 ฟอง น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1/8 ช้อนชา วิธีทำ เตรียมไส้ครีมนมสดโดยผสมนมสดแคลิฟอร์เนียกับแป้งข้าวโพด ผงวานิลลา ไข่แดง น้ำตาลทราย และเกลือเข้าด้วยกัน ตั้งไฟกวนจนส่วนผสมสุกข้น ยกลง พักไว้ให้เย็น   ใส่แป้งขนมปังลงในโถผสมแป้ง ใส่นมผง น้ำตาล เกลือ ผงวานิลลา และยีสต์ คนให้เข้ากัน ใส่นมสดแคลิฟอร์เนียและไข่ ตีให้เข้ากันพอแป้งจับตัวเป็นก้อน ใส่เนยสด ตีต่อจนส่วนผสมเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน พักแป้งไว้จนขึ้นเป็น 2 เท่า ตัดเป็นก้อนเล็กๆ น้ำหนัก 70 กรัม พักต่ออีก 5 นาที นำแต่ละก้อนมาคลึงเป็นก้อนกลม ใส่ลงในพิมพ์ พักแป้งไว้อีกครั้งจนขึ้นเป็น 2 เท่า ทาด้วยนมสดแคลิฟอร์เนีย นำไปอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียสประมาณ 20-25 นาทีหรือจนสุกเหลือง พักไว้ให้เย็น ผ่าขนมปังด้านข้าง บีบครีมนมสดใส่ จัดใส่จาน เสิร์ฟ  

  อากาศเดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝนตก ของเย็นๆ อย่างไอศกรีมช่วยให้สดชื่นได้ มาทำไอศกรีมง่ายๆ จากนมสดแท้และคุกกี้ครีมกัน แค่นี้ก็อร่อยได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่    ส่วนผสม คุกกี้ครีมช็อกโกแลตสับหยาบๆ 1/2 ถ้วย      นมสดแคลิฟอร์เนีย 1 1/2 ถ้วย น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ แบะแซ 3 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ อุ่นนมสดแคลิฟอร์เนียพออุ่นๆ ใส่แบะแซและน้ำตาล คนให้เข้ากัน ยกลง คนต่อจนส่วนผสมคลายความร้อน ใส่คุกกี้สับหยาบ คนให้เข้ากัน ตักใส่พิมพ์ ใส่ไม้ไอศกรีม นำไปแช่ช่องแช่แข็งจนไอศกรีมแข็งอยู่ตัว   

  เปลี่ยนชานมไข่มุกเครื่องดื่มเย็นๆ มาเป็นขนมหวานเย็นๆ อย่างเจลลีที่ได้ทั้งความนุ่ม หอมมันด้วยนมสดแท้และกลิ่นชา    ส่วนผสม เม็ดไข่มุกต้มสุก 1/2 ถ้วย ใบชาไต้หวัน 1/2 ถ้วย ผงวุ้น 2 ช้อนชา นมสดแคลิฟอร์เนีย 1/2 ถ้วย น้ำเชื่อมบราวชูการ์ 3 ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า 3 ถ้วย วิธีทำ แช่เม็ดไข่มุกต้มสุกในน้ำเชื่อมบราวชูการ์ พักไว้ ต้มใบชาให้หอม กรองเอาแต่น้ำชา แบ่งน้ำชา 1/4 ถ้วย ใส่ผงวุ้นลงแช่ 5 นาที นำไปต้มให้ละลาย ใส่น้ำชาอีก 1 ถ้วย ต้มให้เดือด ยกลง ใส่นมสดแคลิฟอร์เนีย คนให้เข้ากัน ตักเม็ดไข่มุกขึ้นจากน้ำเชื่อมใส่ลงในพิมพ์ นำน้ำเชื่อมผสมกับส่วนผสมนม คนให้เข้ากัน ตักใส่พิมพ์ไข่มุก นำไปแช่เย็นจนอยู่ตัว

  ของหวานไทยหน้าร้อนกินแบบเย็นๆ คงจะหนีไม่พ้น “ลอยแก้ว” ที่นำผลไม้ต่างๆ ในฤดูกาลมาใส่น้ำเชื่อมและน้ำแข็ง ซึ่งช่วงนี้ก็มีลูกตาลอ่อนให้เห็นกันแล้ว เรามาทำลูกตาลลอยแก้วไว้กินช่วงอากาศร้อนๆ กัน   ส่วนผสม ลูกตาลอ่อน 1 กิโลกรัม ใบเตยสดหั่นท่อนยาว 3-4 นิ้ว  4-5 ใบ น้ำตาลทรายขาว 1 1/2 ถ้วย น้ำเปล่า 2 ถ้วย วิธีทำ นำลูกตาลใส่ภาชนะแล้วแช่ช่องแช่แข็งไว้ 1 คืน ใส่ลูกตาลแช่แข็งลงแช่ในน้ำให้ลูกตาลแยกออกเป็นชิ้นๆ ค่อยๆ ใช้มือบี้ให้เปลือกลูกตาลออก ซึ่งจะลอกออกง่ายมาก หั่นเนื้อลูกตาลเป็นชิ้นบางๆ พักไว้ ต้มน้ำกับน้ำตาล ใส่ใบเตย ต้มต่อให้น้ำตาลละลายหมดและมีกลิ่นหอมของใบเตย ตักใบเตยออก ใส่เนื้อลูกตาลที่หั่นไว้ คนให้เข้ากัน ตักลูกตาลลอยแก้วใส่ถ้วย ใส่น้ำแข็ง เสิร์ฟเย็นๆ 

  “ใครสน?” ลุงจั่น...น้องชายคนโตของป้าเจี๊ยบส่งรูปลูกขนุนห้อยตามต้นกว่า 20 ลูกมาให้ดูในไลน์ครอบครัว ดูแล้วเห็นว่าปีที่แล้วเยอะกว่านี้ เพราะลุงจั่นมือใหม่เรื่องขนุน ไม่ยอมตัดลูกทิ้งให้เหลือกิ่งละลูก ปีนี้ทำได้ดี  แต่ละกิ่งมีลูกเดียวและใส่เสื้อหุ้มไว้ซะเรียบร้อย   แต่ปัญหาก็ตามมาอีก เพราะลุงจั่นไม่รู้ว่าจะดูอย่างไรว่าขนุนพร้อมตัดได้แล้ว สืบค้นในอินเทอร์เน็ตก็ไม่ช่วยอะไร เพราะรอพิจารณาตามข้อมูลกลับปรากฏว่าขนุนปริออกมาทั้งที่หนามยังไม่มีลักษณะตามคำบรรยายไว้เลย จำเป็นต้องตัดออกมาวางเรียงไว้   รายการกินกันวันเสาร์งดไปเพราะโควิดระบาด ป้าเจี๊ยบจึงขับรถไปบ้านลุงจั่นริมคลองวัดกระจับ  พร้อมทำอาหาร 4-5 อย่างไปแลกขนุน มะพร้าวอ่อน และกล้วยหอมทอง   ต้นขนุนของลุงจั่นขึ้นติดริมคลอง รสชาติจึงค่อนข้างจืด กลิ่นอ่อนๆ สีนวลๆ แต่เนื้อหนานุ่มค่ะ ป้าเจี๊ยบปอกได้เยอะมาก แบ่งใส่ถุงแล้วเดินแจกเพื่อนบ้านในซอยให้ช่วยกันกิน ไม่กล้าไปวางที่ตู้ปันสุขหรอกค่ะ เพราะของสด เกรงจะส่งกลิ่นรบกวน เนื้อขนุนที่ใส่ตู้เย็นไว้แล้วตอนกินวันต่อมาปรากฏว่ารสหวานเพิ่มขึ้นก็แปลกดีค่ะ    ป้าเจี๊ยบเคยทำสังขยาขนุนแบบใส่เม็ดขนุนด้วย แต่สมาชิกก็กินกันนิดๆ หน่อยๆ ยกเว้นลุงจั่นที่กินเยอะ คราวนี้มีเม็ดขนุนกองใหญ่ ป้าเจี๊ยบเลยตัดสินใจทำขนมหม้อแกงเม็ดขนุน เอาแบบสูตรดั้งเดิมเลย แต่ไม่ถึงขนาดโบราณแบบคุณท้าวทองกีบม้า เพราะจะไม่ใส่แป้งข้าวเจ้า!   จัดการต้มเม็ดขนุนก่อนเลยค่ะ ต้มจนเห็นเม็ดแตกออกจึงใส่เกลือลงไปนิดหน่อย ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงก็เอาออกมาวางพักไว้พออุ่น จึงลงมือปอกเปลือกออก สับหยาบๆ ให้ได้ปริมาณ 1 ถ้วยตวง แล้วเอาไปใส่เครื่องปั่น/บดเพื่อให้เนื้อละเอียดขึ้น ได้เม็ดขนุนต้มบดละเอียด 1 ถ้วยตวง ส่วนที่เหลือก็ใส่ถ้วยไว้แกะกินเล่น เค็มๆ มันๆ ระหว่างดูทีวี เม็ดขนุนต้มนี่กินแล้วช่วยบำรุงสมอง ต้านมะเร็ง และช่วยชะลอความชรานะคะ สว. อย่างป้าเจี๊ยบชอบสรรพคุณทุกข้อค่ะ ดี๊ดี...   ระหว่างที่ต้มเม็ดขนุน ป้าเจี๊ยบแบ่งเนื้อขนุนออกมาหั่นเป็นลูกเต๋าเล็กๆ ขนาดครึ่งเซนติเมตรจนได้เนื้อขนุนลูกเต๋า 1/4 ถ้วยตวง ต่อด้วยการซอยหอมแดง 1/2 ถ้วยตวง นำไปเจียวในน้ำมันคาโนลาจนกรอบ พักไว้   ต่อไปก็ตอกไข่เป็ด 1 ถ้วยตวง (ประมาณ 5-6 ฟอง) ใส่ลงในชาม ใช้มือขยำใบเตย 3 ใบในชามไข่จนเนื้อไข่ไม่เกาะตัวกัน แล้วใส่น้ำตาลมะพร้าว 3/4 ถ้วยตวง เกลือป่น 1/2 ช้อนชา และหัวกะทิ 1 ถ้วยตวง ใช้มือขยำต่อจนส่วนผสมทั้งหมดกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน นำไปกรองด้วยกระชอนเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีส่วนที่เป็นก้อนหลงเหลืออยู่ในของเหลว   จากนั้นตั้งกระทะทองเหลือง (ใครไม่มีก็ใช้กระทะเคลือบค่ะ) เปิดไฟกลางค่อนข้างอ่อน ใส่น้ำมันคาโนลาที่เจียวหอมแดงลงไป 1 ช้อนโต๊ะ เทส่วนผสมของเหลวทั้งหมดพร้อมเม็ดขนุนและเนื้อขนุนลงไปในกระทะทองเหลือง กวนอย่างต่อเนื่องไปจนเห็นส่วนผสมแห้งลง บริเวณรอบๆ ไม่ติดขอบกระทะ ก็ยกลงมาตักใส่ถาดอบวงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 7 นิ้วที่ทาด้วยน้ำมันเจียวหอมแดงจนทั่วไว้แล้ว ใช้พายซิลิโคนเกลี่ยผิวหน้าให้เรียบ   นำเข้าเตาอบโดยตั้งปุ่มความร้อนที่ 175 องศาเซลเซียส หรือ 350 องศาฟาเรนไฮต์ ปุ่มไฟบน ปุ่มเวลา 30 นาที หรือจนผิวหน้าเป็นสีน้ำตาลทั่วกันก็ยกออกมา พักไว้ให้เย็นก่อนตัดเป็นชิ้นๆ นะคะ แล้วโรยหอมเจียวกรอบๆ ก่อนรับประทานจะฟินมาก   เสาร์ถัดมาป้าเจี๊ยบพาหม้อแกงเม็ดขนุนไปฝากน้องชายค่ะ และฝากเพื่อนบ้านของน้องชายคือพี่แดง-ปริศนา รามสูต อดีตผู้อัญเชิญธรรมจักรงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ เธอเป็นรุ่นพี่วัฒนาฯ ของป้าเจี๊ยบเอง   อร่อยระดับไหนไม่ทราบ แต่พี่แดงขอสั่งให้ทำพิเศษจำนวนมากแบบจ่ายตังค์!  อิอิ

  ในกระแสโซเซียลมีชีสเค้กทอม & เจอรี่ที่กำลังนิยม อาหารของหนูเป็นชีสมีรู G&C จึงมีสูตรมาแนะนำ ทำง่ายๆ แถมอร่อยด้วย     ส่วนผสม ครีมชีส 250 กรัม เนยสด  50 กรัม วิปปิงครีม 1 ถ้วย น้ำตาลไอซิง 1/3 ถ้วย เจลลาตินแผ่น 5 แผ่น สีผสมอาหารสีเหลืองมะนาว 1/4 ช้อนชา พิมพ์ซิลิโคนรูปชีสขนาดเล็ก 6-8 อัน วิธีทำ แช่แผ่นเจลลาตินในน้ำธรรมดาให้นิ่ม ใส่ครีมชีส เนยสด วิปปิงครีม 1/2 ถ้วย ลงในชามผสม ตั้งบนหม้อน้ำร้อน คนจนส่วนผสมเข้ากัน ใส่แผ่นเจลลาตินแช่น้ำ คนให้เข้ากันจนเนียน ยกลง พักไว้ ตีวิปปิงครีมที่เหลือกับน้ำตาลไอซิ่งจนเป็นโฟมอยู่ตัว ผสมกับส่วนผสมครีมชีส ตีให้เข้ากันจนเนียนอยู่ตัว ใส่สีผสมอาหารสีเหลือง คนต่อให้เข้ากัน ตักใส่พิมพ์รูปชีส เคาะเบาๆ แช่ช่องแช่แข็ง จนอยู่ตัว แกะออกจากพิมพ์แล้วแช่เย็นต่อในช่องแช่ธรรมดา จนกว่าจะเสิร์ฟ   

  ขนมหวานจานนี้คุณหนูๆ สามารถทำเองได้ง่าย โดยนำส่วนผสมแป้งเครปมาปั่นด้วยเครื่องปั่นน้ำผลไม้จนเข้ากัน ส่วนซอสผลไม้คุณแม่ก็ทำเตรียมไว้ให้ รวมถึงการทอดแป้งเครป เท่านี้น้องๆ หนูๆ ก็ทำขนมของว่างกินเองได้ไม่ยุ่งยาก   ส่วนผสมแป้งเครป (สำหรับ 3 ที่) แป้งสาลีสำหรับทำเค้ก 1 1/3 ถ้วย ผงฟู 1/4 ช้อนชา ไข่ไก่ 3 ฟอง นมสด 1/2 ถ้วย วิปปิงครีม 1/2 ถ้วย น้ำเปล่า 1/2 ถ้วย น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1/8 ช้อนชา กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา ส่วนผสมซอสผลไม้ ลูกพีชสีแดงปอกเปลือก หั่นชิ้นเล็ก 1 ผล สตรอว์เบอร์รีผ่า 4  5-6  ผล แอปเปิลเขียวปอกเปลือก หั่นชิ้นเล็ก  2  ผล เนยสดเค็ม  2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลไอซิง 1/4 ถ้วย น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1/8 ช้อนชา อบเชยป่น 1/8 ช้อนชา วิธีทำ เตรียมส่วนผสมซอสผลไม้โดยใส่ผลไม้ทั้งหมดและเนยลงในกระทะ ใส่น้ำ ตั้งไฟอ่อนจนผลไม้เริ่มนิ่ม ใส่น้ำตาลไอซิง เกลือ และอบเชย คนให้เข้ากัน ยกลง ใส่ส่วนผสมแป้งเครปทั้งหมดลงในโถปั่น ปั่นให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวกัน เทใส่ภาชนะไว้ ทาน้ำมันบางๆ ที่กระทะเทฟลอน ตั้งไฟอ่อนจนร้อน ตักส่วนผสมแป้งเครปใส่แล้วกรอกให้ทั่วกระทะ รอจนแป้งสุกเป็นสีเหลืองอ่อน กลับอีกด้าน ทอดจนสุก ตักใส่จานไว้ ทำจนหมดแป้ง เมื่อจะรับประทาน นำแผ่นแป้งเครปวางบนจาน ตักซอสผลไม้ใส่แล้วม้วนเรียงใส่จาน โรยน้ำตาลไอซิงอีกเล็กน้อย

  ขนมครกส่วนใหญ่จะเห็นขายกันช่วงเช้า พอสายๆ ก็ขายหมดแล้ว แต่จะมีบางร้านที่ขายทั้งวัน แต่ถ้าเราจะทำกินเองก็ไม่ยาก เตาไฟฟ้าเล็กๆ ที่ใช้ทำทาโกะยากิก็ทำได้ มาลองทำกันดูคะ   ส่วนผสมแป้งขนมครก                     แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย กะทิ 1 ถ้วย น้ำตาลปี๊บ 1/3 ถ้วย น้ำปูนใส 2/3 ถ้วย ส่วนผสมหน้าขนมครก กะทิ 1 ถ้วย น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1/2 ช้อนชา แป้งข้าวเจ้า 2 ช้อนโต๊ะ ส่วนผสมโรยหน้า ต้นหอมซอย เผือกหั่นเส้น ข้าวโพดฝาน วิธีทำ ทำตัวแป้งขนมครกโดยผสมแป้งข้าวเจ้า กะทิ น้ำตาลปี๊บ คนให้เข้ากันจนน้ำตาลละลายหมด ใส่น้ำปูนใส คนให้เข้ากัน กรองผ่านกระชอน พักไว้ ทำหน้ากะทิโดยผสมกะทิ น้ำตาล เกลือ และแป้งข้าวเจ้า คนให้เข้ากัน พักไว้ เตรียมเตาทาโกะโดยเปิดไฟพอเตาร้อน หยอดแป้งลงในเบ้าเตาให้เหลือขอบเล็กน้อย พอขอบแป้งเริ่มสุกหยอดหน้ากะทิให้เต็มเบ้า โรยหน้าต่างๆ ปิดฝาไว้สักครู่ พอขอบขนมครกเริ่มเหลืองเปิดฝา ปิดไฟ รอสักครู่ ใช้ช้อนไม้ค่อยๆ เขี่ยขอบแป้งให้หลุด ตักออกขึ้นใส่จาน เสิร์ฟ 

  ขนมสุดฮิตที่มีให้เห็นทั่วไป แต่อยากกินก็ต้องไปหาซื้อ เรามาทำเองง่ายๆ ตามสูตรนี้เลย ใส่ไส้ได้ตามชอบ       ส่วนผสม แป้งสาลีอเนกประสงค์  1 ถ้วย นมสด 100 มิลลิลิตร ผงฟู 1/2 ช้อนชา เบกกิงโซดา 1/2 ช้อนชา ผงวานิลลา 1 ช้อนชา น้ำตาลทราย 1/3  ถ้วย น้ำปูนใส 2 ช้อนโต๊ะ ไข่ไก่  1 ฟอง น้ำมันคาโนลา 2 ช้อนโต๊ะ ไส้ไส้กรอกไข่ : ไส้กรอก หมูสับรวน ไข่นกกระทา พริกไทยป่น ซอสปรุงรส ไส้พิซซา : แฮมหั่นชิ้นเล็ก ชีสมอซซาเรลลาขูด ซอสมะเขือเทศ พริกหวาน มะเขือเทศ ออริกาโนแห้ง ไส้หวาน : คัสตาร์ดใบเตย ฝอยทอง ลูกเกด วิธีทำ ผสมแป้งสาลี ผงฟู เบกกิงโซดา และผงวานิลลา คนให้เข้ากัน พักไว ตีไข่กับน้ำตาลให้เข้ากันจนน้ำตาลละลายหมดและฟู ใส่ส่วนผสมแป้ง นมสด และน้ำปูนใส  คนให้เข้ากัน ตักแบ่งใส่ขวดเล็กสำหรับทำลวดลาย ตั้งกระทะเทฟลอนโดยใช้ไฟกลางค่อนข้างอ่อน ทาน้ำมันบางๆ พอกระทะร้อนตักแป้งใส่ ใช้ก้นช้อนค่อยๆ ละเลงให้เป็นแผ่นวงรี แต่งลาย ทำไส้ไส้กรอกไข่โดยใส่ไข่ละเลงให้ทั่วแป้ง ใส่ไส้กรอก หมูสับ โรยพริกไทยและซอสปรุงรส พอไข่สุก แป้งเริ่มเหลือง ค่อยๆ แซะแล้วม้วนให้สวยงาม จัดใส่จาน ทำไส้พิซซาโดยละเลงแป้งให้เป็นแผ่นวงรี ใส่ซอสมะเขือเทศ แฮม มะเขือเทศ พริกหวาน โรยชีสและออริกาโนแห้ง รอจนแป้งเริ่มเหลือง แซะแล้วม้วนให้สวยงาม ทำไส้หวานโดยละเลงแป้งให้เป็นแผ่นวงรี ใส่ไส้คัสตาร์ดใบเตย ฝอยทอง ลูกเกด รอจนแป้งเหลือง แซะแล้วม้วนให้สวยงาม

  ช่วยกันสนับสนุนโครงการดีๆ เพื่อสังคมอย่าง “เจริญอาหาร”  แล้ว เชฟยังใจดีบอกสูตรการทำของหวานอย่าง ครีมคาราเมล สับเปลี่ยนวัตถุดิบนิดหน่อย เพิ่มเทคนิคทันสมัยเล็กๆ น้อยๆ เข้าไปก็กล่ยเป็นเมนูใหม่ที่ทำตามได้แล้วค่ะ   ส่วนผสมคาราเมล (สำหรับ 4 ที่) น้ำตาลทราย 40 กรัม น้ำอุ่น 25 กรัม ส่วนผสมคัสตาร์ด นมสด 100 กรัม วิปปิงครีม 200 กรัม ไข่แดง 80 กรัม ไข่ไก่ทั้งฟอง 110 กรัม น้ำตาลทราย 50 กรัม  ใบเตย 3 ใบ ส่วนผสมและวิธีทำวิปครีม น้ำตาลไอซิง 15 กรัม วิปปิงครีม 100 กรัม ตีด้วยตะกร้อมือให้เข้ากันจนฟู แช่เย็นเตรียมไว้ วิธีทำ ทำคาราเมลโดยใส่น้ำตาลลงในหม้อ ใช้ไฟแรงปานกลางจนเป็นสีน้ำตาลทองเข้มสวย (ห้ามคน) เขย่าหม้อเล็กน้อยเพื่อให้เป็นสีคาราเมลทั่ว ยกลง ใส่น้ำอุ่น คนให้เข้ากัน (ระวังคาราเมลร้อน) เทคาราเมลใส่พิมพ์ขนมวงกลมขนาด 4 x 10 เซนติเมตร พักไว้สักครู่ให้คาราเมลหายร้อนและอยู่ตัว เตรียมลังถึงสำหรับนึ่ง โดยใช้ผ้าขาวบางห่อฝาหม้อนึ่งไว้เพื่อไม่ให้ไอน้ำหยดลงใส่ขนม ทำคัสตาร์ดโดยผสมไข่แดง ไข่ และน้ำตาลในอ่างผสม คนให้เข้ากัน พักไว้ ผสมนมสด วิปปิงครีม และใบเตย ใส่หม้อต้มให้ได้อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เทใส่ส่วนผสมไข่แดง ใช้ตะกร้อมือคนให้เข้ากันแล้วกรอง เทส่วนผสมคัสตาร์ดใส่พิมพ์คาราเมลที่เตรียมไว้ แต่ละพิมพ์ให้ได้คัสตาร์ดประมาณ 135 กรัม ตั้งลังถึง ใช้ไฟแรงจนน้ำเดือด วางพิมพ์ขนม ปิดฝา ลดเป็นไฟอ่อนเพื่อให้ขนมเนื้อเนียนสวย นึ่งนาน 10-15 นาทีจนสุก (หลังจากนึ่ง 10 นาทีให้เช็กขนม ถ้าตรงกลางขนมเด้งดึ๋งเล็กน้อยแปลว่าสุกแล้ว) ยกออกจากลังถึง พักไว้ให้เย็น นำไปแช่ตู้เย็นจนคัสตาร์ดอยู่ตัว ใช้มีดปลายแหลมแซะขอบหรือจุ่มก้นพิมพ์ลงในน้ำอุ่นสักครู่ คว่ำคัสตาร์ดใส่จาน ตักวิปครีมที่เตรียมไว้ใส่บนหน้าคัสตาร์ด เสิร์ฟพร้อมผลไม้ตามชอบ

  การได้บุกเข้าไปหลังครัวร้านอาหารถือเป็นความรื่นรมย์ในชีวิตของอินดีส์เกิร์ลเป็นอย่างมาก เพราะทำให้ได้สัมผัสบรรยากาศการทำงานที่แสนจะวิเศษของพ่อครัวแม่ครัวที่หยิบโน่น ผสมนี่ จนได้ออกมาเป็นอาหารจานอร่อย และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ...เรามักจะได้เคล็ดลับดีๆ ซึ่งมีซ่อนอยู่ในครัวติดไม้ติดมือออกมาด้วยเสมอ...   วันนี้อินดีส์เกิร์ลได้ใช้สิทธิ์ของความเป็นเจ้าของ โอ๊ะ! ไม่ได้เป็นเจ้าของร้านอาหารนะคะ แต่เป็นเจ้าของห้องพักในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ซึ่งมีร้านอาหารซุกซ่อนอยู่ภายใน สมัยก่อนร้านนี้บริหารโดยนิติบุคคลอาคารชุดฯ แต่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อร้านใหม่เป็น “ชับบี้เชฟ” (Chubby Chef) บริหารงานโดยเจ้าของร้านซึ่งเป็นเจ้าของร่วมที่อาศัยอยู่ในคอนโดฯ แห่งนี้นั่นเอง และที่พาไปบุกหลังครัวได้ก็เพราะอินดีส์เกิร์ลมีความซี้ปึกกับเจ้าของร้าน คือ “คุณดาว” และ “คุณยุ้ย” จึงขออนุญาตเข้าไปล้วงลูกเชฟใหญ่ประจำร้าน “คุณเผ่า” ผู้ซึ่งมีความชำนาญในการทำอาหารอิตาเลียนมาก และเป็นคนที่ทำให้เราชาวคอนโดฯ ได้มีโอกาสกินซุป พาสตา พิซซาแสนอร่อย ทั้งยังสามารถพาญาติโกโหติกามากินได้อย่างไม่อายร้านอิตาเลียนใหญ่ๆ เลย   สำหรับอาหารอิตาเลียนที่อินดีส์เกิร์ลจะไปพูดคุยกับเชฟในวันนี้เป็นขนมหวานแบบอิตาเลียนที่มีชื่อว่า “ทีรามิสุ” (Tiramisù) เห็นหน้าตาครั้งแรกนึกว่าเป็นไอศกรีม เพื่อนบางคนบอกว่ารสชาติเหมือนขนมหม้อแกง แต่เป็นสไตล์ฝรั่ง แล้วทีรามิสุเป็นอย่างไรกันแน่ ต้องไปถามเชฟ...   “ทีรามิสุเป็นขนมหวานของอิตาเลียนที่ทำจากสปองจ์เค้ก นำไปชุบในส่วนผสมของกาแฟเข้มข้น จากนั้นนำมาเรียงสลับชั้นกับส่วนผสมครีมชีส นิยมกินหลังอาหาร เพราะเหล้าที่อยู่ในส่วนผสมจะช่วยย่อยอาหารได้ครับ”   จากที่อินดีส์เกิร์ลลองไปสืบค้นข้อมูลดูจากหนังสือและในอินเทอร์เน็ตก็ได้ความว่า ทีรามิสุมีความหมายว่า “pick me up” ทำนองว่ากินแล้วจะช่วยปลุกร่างกายให้กระชุ่มกระชวย มีกำลัง สดชื่น เป็นขนมหวานแบบเย็นที่นิยมกันทั่วไปในประเทศอิตาลี ส่วนต้นกำเนิดยังไม่ชัดเจน บ้างก็ว่าทำขึ้นครั้งแรกในสมัยเรอเนซองส์ บ้างว่าในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1  อีกความเชื่อหนึ่งบอกว่าเป็นขนมที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 10 กว่าปีมานี่เอง แต่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร ทีรามิสุก็ถือเป็นขนมที่เป็นตัวแทนชาติอิตาลีได้อย่างเต็มภาคภูมิ เพราะส่วนผสมต่างๆ ในสูตรล้วนแล้วแต่เป็นส่วนประกอบเฉพาะที่กำเนิดเกิดขึ้นในอิตาลีทั้งสิ้น อาทิ Ladyfinger (ภาษาอิตาลีเรียกว่า “Savoardi”) เป็นสปอนจ์เค้กรูปร่างเหมือนนิ้วมือ มีรสหวาน เนื้อเบา หักง่าย มีต้นกำเนิดในแคว้น Piedmont Mascarpone ครีมชีสหรือชีสสดที่ทำจากนมวัว ถ้าเป็นแบบดั้งเดิมจะทำจากนมควาย มีต้นกำเนิดที่ Lombardy Amaretto เหล้าหวานที่สกัดจากเม็ดอัลมอนด์ มักเสิร์ฟหลังอาหาร โดย Amaretto ที่มีชื่อจะผลิตจากแคว้น Lombardy จากชื่อส่วนผสมก็ดูเหมือนว่าจะห่างไกลจากครัวในบ้านมากๆ มันต้องเป็นขนมที่อาศัยทักษะและความสามารถของเชฟมือทองเท่านั้นจึงจะทำได้ แต่จากคำยืนยันของเชฟเผ่ากลับบอกว่า...   ‘นี่เป็นขนมที่ง่ายมาก สามารถทำกินเองที่บ้านก็ได้ครับ’ เมื่อพูดยืนยันเช่นนี้ก็เลยต้องขอสูตรและเคล็ดลับการทำทีรามิสุมาฝากกันเสียเลย!   เชฟเผ่าบอกว่า ต้นตำรับทีรามิสุจริงๆ แล้วจะใช้ไข่ไก่ดิบทั้งฟอง แต่ในปัจจุบันไม่นิยม เนื่องจากอาจเกิดอันตรายจากเชื้อ Salmonella หรือเชื้อไข้หวัดนกอะไรก็ตามแต่ สูตรที่เชฟเผ่าจะสอนให้คราวนี้จึงเป็นสูตรที่ใช้ไข่แดงเพียงอย่างเดียว ทำให้สุกด้วยการตีในอ่างน้ำร้อน และเหตุที่ไม่ใช้ไข่ขาวเพราะทำให้สุกยาก หรือเมื่อสุกแล้วจะทำให้เนื้อขนมเปลี่ยนไป จึงใช้วิปปิงครีมแทน   ทีรามิสุสามารถบรรจุในภาชนะได้หลากหลาย อาจจะเป็นถาดขนาดใหญ่มีขอบ หรือใส่ในแก้ว ถ้วย สำหรับเสิร์ฟเป็นที่ๆ ก็ได้ ในวันนี้เราจะทำแบบใส่ถาด แล้วตัดแบ่งเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดประมาณ 3 x 3 นิ้ว โดยสูตรที่เชฟเผ่าให้เป็นสูตรสำหรับ 12 ที่ มี ส่วนผสมดังนี้ ไข่แดง 2  ฟอง น้ำตาลทรายไม่ฟอกสี 60 กรัม น้ำสะอาด 1 ช้อนโต๊ะ ชีสมาสคาโปเน่ (Mascarpone Cheese)  250 กรัม น้ำตาลไอซิ่ง  60 กรัม วิปปิงครีม  650 กรัม (ใช้วิปปิงครีชนิดบที่ทำขนมหวาน ไม่ใช่แบบที่ทำ Cooking) เหล้ากาแฟ (Amaretto หรือ Kahlua)  2 ช้อนโต๊ะ น้ำกาแฟดำเข้มข้น  450 ซีซี (น้ำกาแฟควรชงให้มีความเข้มข้นมากที่สุด และใช้กาแฟสดจะหอมมากกว่ากาแฟสำเร็จรูป) คุกกี้เลดี้ฟิงเกอร์ (Ladyfinger Cookies) 18 ชิ้น ผงโกโก้ วิปปิงครีม เชอร์รี่แดง ใบสะระแหน่ สำหรับตกแต่ง วิธีทำ ชงน้ำกาแฟดำเข้มข้น แล้วตั้งทิ้งไว้ให้เย็นเตรียมไว้ นำอ่างผสมตั้งบนอ่างน้ำร้อน ใส่น้ำตาลทรายและน้ำสะอาดลงไป คนให้น้ำตาลละลาย ใส่ไข่แดงลงไป ตีด้วยความเร็วปานกลางจนไข่ขึ้นฟู พักส่วนผสมไว้ให้เย็น ในอ่างผสมอีกใบให้ตีชีสมาสคาโปเน่และน้ำตาลไอซิ่งเข้าด้วยกันด้วยความเร็วปานกลาง แล้วพักไว้ในตู้เย็น (หรือในห้องแอร์ก็ได้) ตีวิปปิงครีมให้พอข้น (อย่าให้ขึ้นฟูจนตั้งยอด) นำส่วนผสมในข้อ 2, 3 และ 4 มาเทรวมกัน เติมเหล้าหวานลงไป ตีผสมด้วยเครื่องตีที่ความเร็วสูงสุดจนส่วนผสมคงตัวตั้งยอด พักไว้ในตู้เย็น นำคุกกี้เลดี้ฟิงเกอร์มาชุบในน้ำกาแฟเข้มข้น แล้วบีบให้พอหมาดๆ แบ่งครีมเป็น 3 ส่วน ใช้พายยางปาดครีมส่วนที่ 1 รองพื้นในถาดสี่เหลี่ยมก้นลึกจนทั่ว จากนั้นนำคุกกี้เลดี้ฟิงเกอร์ที่ชุบน้ำกาแฟแล้ว 9 ชิ้นวางเรียงลงไป ทาครีมส่วนที่ 2 ทับ แล้ววางคุกกี้ที่เหลือลงไปจนเต็ม จากนั้นทาทับด้วยครีมส่วนที่ 3 จนทั่วและปาดหน้าให้เรียบ พักไว้ในตู้เย็นเป็นเวลา 45 นาทีจึงนำมาเสิร์ฟ (หรือเก็บไว้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 8-13 องศาเซลเซียสได้นาน 1 สัปดาห์) การตกแต่ง ตัดทีรามิสุเป็นชิ้นตามต้องการ ใช้ตะแกรงร่อนผงโกโก้ลงที่ผิวหน้า ตกแต่งด้วยวิปปิงครีม ใบสะระแหน่ และเชอร์รี่ สิ่งสำคัญที่เชฟเผ่าเน้นย้ำมากๆ ว่าทีรามิสุของคุณจะรุ่งหรือจะร่วง ก็คือในขั้นตอนการตีวิปปิงครีม (ขั้นที่ 4) ต้องตีให้พอข้น อย่าให้ตั้งยอด เพราะถ้าตั้งยอดแล้ว เมื่อนำไปผสมกับส่วนผสมอื่นมันจะคลายตัวทันที และเนื่องจากอากาศบ้านเราค่อนข้างร้อนถึงร้อนมาก อุปกรณ์ในการทำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอ่างผสม ตะกร้อตีไข่ ฯลฯ ควรนำไปแช่ตู้เย็นก่อนนำมาใช้ และถ้าเป็นไปได้ควรทำในห้องแอร์ก็จะดี   ตอนนี้คุณก็สามารถทำขนมหวานที่ดูดีมีสไตล์ แต่วิธีการทำง่ายดาย เอาไว้สำหรับเลี้ยงรับรองเพื่อนฝูงหรือแขกคนสำคัญกันได้แล้วนะคะ แต่ถ้าใครขี้เกียจทำ จะมาลองชิมฝีมือทีรามิสุและอาหารอิตาเลียนจานอื่นๆ ของเชฟเผ่าก็ได้ที่ร้านชับบี้เชฟ ถนนเอกมัย โทร. 0-2392-0749    เรียบเรียงจากบทความ ทีรามิสุ...ของหวานสไตล์อิตาเลียน  โดย อินดีส์เกิร์ล คอลัมน์ Indies kitchen นิตยสาร Gourmet & Cuisine ฉบับที่ 83 เดือน มิถุนายน 2550

  ป้าแอ๋วข้อเท้าหักค่ะ ใส่เฝือกเหมือนรองเท้าบูตสีขาวสะอาดตา แต่ถูกสมาชิกในครอบครัวเขียนคำอวยพรให้หายเจ็บไวๆ แถมด้วยรูปการ์ตูนฝีมือเด็กๆ ใส่ลงไปจนมีลวดลายเต็มไปหมด   ตอนที่โทรศัพท์ไปถามอาการ ลุงโจ้บอกว่าป้าแอ๋วเดินไม่ได้เลย ต้องนอนโรงพยาบาล คงงดมาร่วมรายการกินกันวันเสาร์ ป้าเจี๊ยบจึงบรรยายรายการอาหารที่จะทำให้ป้าแอ๋วทราบ แล้วบอกพี่ชายว่าเสาร์นี้ตั้งใจจะเลี้ยงวันเกิดให้ป้าแอ๋วด้วย ไม่มาได้อย่างไร ถ้าเดินไม่ได้ก็อุ้มมาสิ ได้ยินเสียงจากปลายสายว่า “อือ” ก็ แสดงว่าวันครอบครัวของเราพร้อมหน้าตามเคยค่ะ    แต่ลุงโจ้ไม่ได้อุ้มป้าแอ๋วอย่างที่แนะไว้หรอกค่ะ ให้ขี่หลังมาแทน พอกินเสร็จก็รีบพากลับไปส่งคืนที่โรงพยาบาล พวกเรานินทาว่าลุงโจ้โชคดีที่มีศรีภรรยาตัวเล็ก เพราะป้าแอ๋วตัวเล็กที่สุดในครอบครัว สูงแค่ 150 เซนติเมตรเท่านั้นเอง มีเสียงแหย่ต่อไปว่าถ้าเป็นป้าปุ๊ ลุงจั่นจะแบกไหวไหมนี่ ป้าเจี๊ยบได้ยินเสียงแว่วๆ ว่าถ้าไม่เข็นก็คงต้องลากมา!?!   พูดถึงคู่นี้แล้วทำให้นึกถึงตอนที่ลุงจั่นพาป้าปุ๊กับพี่มิ้นท์ไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติภูเรือที่จังหวัดเลยค่ะ ขากลับผ่านมาทางไร่กำนันจุล ลุงจั่นซื้อมัลเบอร์รี่กวน (Mulberry Topping) บรรจุกระป๋องมา แล้วโฆษณาสรรพคุณว่าเป็นอะไรที่รสชาติอร่อยลิ้นกว่าบลูเบอร์รี่หลายเท่า อยากให้ป้าเจี๊ยบทำชีสเค้กแบบเดียวกับที่ราดหน้าด้วยบลูเบอร์รี่ให้หน่อย จะเอาไว้ราดมัลเบอร์รี่แทน   ป้าเจี๊ยบบอกว่าเคยกินแล้วจ้ะ ซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ตในกรุงเทพฯ นี่เอง เอามาทำมัลเบอร์รี่เครป (Mulberry Crêpe) เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมเมื่อคราวเลี้ยงคริสต์มาสที่บ้านเพื่อน   บ้านป้าแจงที่กลางดงก็มีมัลเบอร์รี่อยู่ต้นหนึ่ง ออกลูกทีไรเด็กๆ แย่งกันกินทุกที น้องแพรเรียกหม่อนเบอร์รี่ค่ะ เอาคำภาษาไทยคือ “ลูกหม่อน” มาผสมกับ “มัลเบอร์รี่” ในภาษาอังกฤษ   พอน้องชายแจ้งความประสงค์ ป้าเจี๊ยบก็สนองตอบค่ะ ออกไปจ่ายตลาดเพื่อเตรียมวัตถุดิบ ปรากฏว่าได้ของทุกอย่าง ยกเว้นครีมชีส แล้วจะทำชีสเค้กอย่างไร ตรวจดูบริเวณชั้นวางอย่างละเอียดก็ไม่มี เลยสักก้อน เห็นแต่ครีมชีสสเปรด (Cream Cheese Spread) วางอยู่หลายยี่ห้อ   ด้วยความขี้เกียจเสียเวลาไปหาที่อื่น ก็เลยตัดสินใจหยิบครีมชีสสเปรดมาแทน เลือกแบบบรรจุขวดที่ผลิตในเมืองไทย จะได้เข้ากันกับหม่อนเบอร์รี่ของไทยไงคะ   พอถึงบ้านก็เปิดชิมเพื่อดูว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะให้รสชาติของชีสเค้กออกมาใกล้เคียงกัน เนื้อของครีมชีสสเปรดมีลักษณะเป็นครีมข้นเพราะนิยมนำมาทาขนมปัง ไม่ค่อยมีรสเปรี้ยวเท่าไร ดังนั้นเห็นจะต้องลดนมข้นลงนิดและเพิ่มมะนาวอีกหน่อยจากสูตรเดิมที่เคยทำ    ป้าเจี๊ยบเริ่มทำแป้งครัสต์ (Crust) ด้วยการนำขนมปังเอบีซีที่ตำให้เป็นเม็ดหยาบๆ 1 ¼ ถ้วยตวง คลุกเคล้ากับเนยสดรสเค็มที่ละลายแล้ว ¼ ถ้วยตวง แล้วกรุอัดแน่นในถาดพายขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว ใส่ในตู้เย็นเพื่อให้แป้งจับกันแข็ง   ตักครีมชีสสเปรดจากขวดซึ่งมีปริมาณบรรจุ 200 กรัมใส่ลงในชาม พร้อมกับนมข้นหวาน 1/3 ถ้วยตวง ใช้เครื่องผสมอาหารไฟฟ้าตีจนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วใส่น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะลงไป คนให้เข้ากันอย่างรวดเร็วแล้วรีบเทลงถาดแป้งครัสต์ เพราะถ้าคนนานเกินไป ส่วนผสมมักจะไม่แข็งตัวค่ะ เมื่อเกลี่ยหน้าจนเรียบแล้วก็แช่ตู้เย็นอีกครั้ง จากนี้ไปอีกประมาณ 4-5 ชั่วโมงก็พร้อมที่จะเสิร์ฟหลังอาหารเย็น   ลุงจั่นมาถึงพร้อมกระป๋องหม่อนเบอร์รี่ทอปปิงตามที่บอกไว้ค่ะ ป้าเจี๊ยบเป็นคนตัดแจก ตอนที่ยกชิ้นเค้กออกจากถาดก็ดีใจไปหนึ่งเปลาะที่เห็นเนื้อชีสเค้กแข็งอยู่ตัวเป็นอย่างดี ตักหม่อนเบอร์รี่ราดหน้าแล้วส่งให้ลุงจั่นเป็นคนแรก แล้วจึงเสิร์ฟสมาชิกคนอื่นๆ พร้อมกับบอกว่าหนนี้ใช้ครีมชีสสเปรดทำนะ ไม่รู้ว่าจะอร่อยหรือเปล่า   แต่แล้วก็ยิ้มออกค่ะเมื่อลุงจั่นบอกว่า “ต่อไปทำอย่างนี้ได้เลย อร่อยกว่า” ทุกคนสนับสนุนค่ะ ถ้าอยากรู้ว่าอร่อยจริงหรือเปล่า ก็ลองทำกินกันนะคะ

  ขนมนี้ต้องกินเย็นๆถึงจะอร่อย เสิร์ฟพร้อมผลไม้สดรสเปรี้ยวหวาน เพิ่มน้ำผึ้งแท้จะยิ่งอร่อย   ส่วนผสม น้ำเต้าหู้รสธรรมชาติ 1 1/2 ถ้วย น้ำเชื่อมกลิ่นวานิลลา 3 ช้อนโต๊ะ ผงวุ้น 2 ช้อนชา ผลไม้สดตามชอบ วิธีทำ แช่ผงวุ้นในน้ำเต้าหู้ 1/2 ถ้วย คนให้เข้ากัน พักไว้ 10 นาที ตั้งหม้อน้ำเต้าหู้ที่เหลือให้ร้อน ใส่วุ้นที่แช่ไว้ คนให้ละลายทั่ว ใส่น้ำเชื่อมกลิ่นวานิลลา คนอีกครั้งให้เข้ากัน ยกลง ตักใส่ถ้วย พักไว้ให้อยู่ตัว นำไปแช่เย็น เมื่อจะรับประทาน นำเต้าหู้เย็นออกจากพิมพ์ใส่จาน ใส่ผลไม้สดตามชอบ เสิร์ฟเย็นๆ

  แพนเค้กทำเป็นเมนูอาหารเช้าได้รวดเร็ว ผสมส่วนผสมทั้งหมดเตรียมไว้ เมื่อจะรับประทานก็นำมาทอด ราดด้วยซอสช็อกโกแลต กินกับผลไม้สดตามชอบ   ส่วนผสม ไข่ไก่ 3 ฟอง กล้วยหอมสุก 2 ผลใหญ่ เกลือป่น 1/4 ช้อนชา ข้าวโอ๊ตบดหยาบ 1/3 ถ้วย นมสดพร่องมันเนย  1/2 ถ้วย น้ำมันรำข้าว 2 ช้อนโต๊ะ ซอสช็อกโกแลต ผลไม้สดตามชอบ วิธีทำ บดกล้วยหอมให้ละเอียด ใส่ไข่และเกลือ คนให้เข้ากัน ใส่ข้าวโอ๊ต นมสด และน้ำมันรำข้าว คนต่อให้เข้ากัน ตั้งกระทะ ทาน้ำมันบางๆ ตักแป้งใส่กระทะ รอจนสุก กลับอีกด้านลงทอดจนสุก ตักใส่จาน เสิร์ฟพร้อมซอสช็อกโกแลตและผลไม้สดตามชอบ

  ออมเลตนี้ทำจากไข่และมีส่วนผสมของแป้ง เนื้อกรอบนอกนุ่มใน กินกับวิปครีมนุ่มๆ และผลไม้รสเปรี้ยวหวานทำเสร็จแล้วจะกินเลยหรือแช่ไว้กินเย็นๆ ก็ชื่นใจ   ส่วนผสม ไข่ไก่ 3 ฟอง น้ำตาลทรายละเอียด 1/2 ถ้วย กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา แป้งเค้ก 1/2 ถ้วย วิปปิงครีม 1 1/2 ถ้วย น้ำตาลไอซิง 2 ช้อนโต๊ะ ผลไม้สดตามชอบ วิธีทำ แยกไข่แดง ไข่ขาว ตีไข่แดงกับกลิ่นวานิลลาให้เข้ากัน พักไว้ ตีไข่ขาวกับน้ำตาลจนเป็นโฟมอยู่ตัว ใส่แป้งเค้ก ตะล่อมให้เข้ากัน ใส่ส่วนผสมไข่แดง ตะล่อมอีกครั้งให้เข้ากัน ตักใส่ถาดที่รองด้วยกระดาษรองอบ ใช้ก้นช้อนละเลงให้เป็นวงกลม กว้างประมาณ 4 นิ้ว นำไปอบที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียสนาน 12 นาทีหรือจนสุก ยกออกจากถาดขณะยังอุ่นๆ พับครึ่ง ใส่ภาชนะ พักไว้ ตีวิปปิงครีมกับน้ำตาลไอซิงจนเป็นโฟมอยู่ตัว บีบครีมใส่ตรงกลางแป้ง ใส่ผลไม้ตามชอบ ใส่ภาชนะแช่เย็น