ไม่ต้องตกใจสำหรับเมนูสุดแปลกนี้เพราะรสเผ็ดร้อนเบาๆ ของพริกจะช่วยเสริมความขมอมหวานของช็อกโกแลตได้เป็นอย่างดี เป็นความอร่อยที่แปลกใหม่น่าดูเลยล่ะ   ส่วนผสมแป้งพาย เนยจืดแช่เย็นตัดสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1/3 ถ้วย เนยขาวแช่เย็นตัดสี่เหลี่ยมลูกเต่า 1/3 ถ้วย แป้งสาลีอเนกประสงค์ 500 กรัม น้ำตาลทรายขาว 1 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 3/4 ช้อนชา  น้ำเย็นจัด 170 กรัม ส่วนผสมพริกเชื่อม น้ำตาลทรายขาว 3/4 ถ้วย น้ำเปล่า 3/4 ถ้วย พริกชี้ฟ้าแดงกรีดเมล็ดออกหั่นเป็นเส้น 3-4 เม็ด ส่วนผสมไส้พายช็อกโกแลต ดาร์กช็อกโกแลตสับ 250 กรัม วิปปิงครีม 180 กรัม น้ำตาลกลูโคส 30 กรัม เนยสดรสจืด 1 ช้อนโต๊ะ เหล้ารัม (Rum) 1 ช้อนโต๊ะ พริกป่นคาเยน 1 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ผสมแป้ง น้ำตาล และเกลือลงในชามผสมให้เข้ากัน ใส่เนยจืดและเนยขาวลงในส่วนผสมแป้ง บี้เนยให้เป็นเม็ดทรายเล็กๆ แล้วค่อยๆ เทน้ำเย็นใส่ลงไป ผสมพอเข้ากัน แผ่นแป้งให้หนา 1/8-1/4 นิ้ว แล้วกรุลงพิมพ์กดให้เสมอกับพิมพ์ ใช้ส้อมจิ้มก้นพายให้เป็นรูทั่วๆ แช่เย็นไว้ 10-15 นาที วางกระดาษรองอบบนแป้งพาย ใส่เมล็ดถั่วให้เต็มเพื่อให้น้ำหนักของถั่วกดตัวแป้งไว้ จะทำให้พายได้รูปทรงสวยงาม นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ประมาณ  10 นาที แล้วนำถั่วออก แล้วอบต่อ ประมาณ 5-10 นาที จนแป้งพายสุกเป็นสีน้ำตาลทองสวย นำออกจากเตาอบ พักไว้จนเย็นสนิทแล้วถอดออกจากพิมพ์ ต้มน้ำและน้ำตาลจนเดือดเป็นน้ำเชื่อม ใส่พริกลงเชื่อมด้วยไฟกลางค่อนข้างอ่อนจนน้ำเชื่อมงวดลงและเนื้อพริกฉ่ำน้ำตาลประมาณ 15-20 นาที พักไว้จนคลายความร้อน ตักพริกเชื่อมออก พักไว้ โรยลงบนพายที่อบไว้ให้ทั่ว พักไว้ เพื่อรอทำไส้พาย ต้มวิปปิงครีมกับน้ำตาลกลูโคสจนร้อน เทลงในช็อกโกแลตที่หั่นไว้ พักไว้สักครู่จนช็อกโกแลตเริ่มละลาย คนให้เข้ากัน เติมเนยผสมจนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน เติมเหล้ารัมและพริกป่น คนให้เข้ากัน ชิมรส หากชอบรสจัดเติมพริกได้อีก เทช็อกโกแลตใส่พายที่เตรียมไว้ แช่ตู้เย็นจนอยู่ตัว นำมาตัดเป็นชิ้น เสิร์ฟพร้อมวิปครีม ตกแต่งด้วยพริกเชื่อมและใบสะระแหน่ให้สวยงาม

  “พานนาคอตต้า” ของหวานรับประทานง่าย ยิ่งจับคู่กับชาเขียวเข้มข้นยิ่งเพิ่มความอร่อยเป็นอีกเท่าตัว เข้ากันได้ดีแถมทำง่ายไม่ซับซ้อน   ส่วนผสม นมสดรสจืด 1 ถ้วย วิปปิงครีม 1 ถ้วย      น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย      ผงชาเขียว(Matcha) 2 ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ ผงเจลาติน 1 ช้อนโต๊ะ ถั่วแดงกวน 1 ถ้วย ส่วนผสมซอสนม นมสดรสจืด 2/3 ถ้วย วิปปิงครีม 1/2 ถ้วย นมข้นหวาน 1/2 ถ้วย นมข้นจืด 1/3 ถ้วย วิธีทำ ต้มส่วนผสมซอสนมเข้าด้วยกัน พักไว้ให้เย็น แช่ผงเจลลาตินในน้ำเปล่า คนให้ทั่ว พักไว้ 5 นาที ต้มนมสด วิปปิงครีม น้ำตาล และผงชาเขียวเข้าด้วยกันจนน้ำตาลละลาย ใส่ผงเจลลาตินที่แช่ไว้ คนต่อจนส่วนผสมเข้ากันดี ตักใส่แก้วประมาณ ¾ แก้ว นำไปแช่เย็นจนอยู่ตัว ใส่ถั่วแดงกวน  วิปครีม ขูดไวท์ช็อกโกแลตใส่ ใส่ซอสนม ตกแต่งให้สวยงาม

  เครปเค้กขนมหวานทำง่ายไม่ต้องง้อเตาอบ เพิ่มความอร่อยด้วยครีมชีสรสกลมกล่อมและบลูเบอรีเพิ่มความสดชื่น อร่อยทำง่ายกินได้ทุกวัน   ส่วนผสมแป้งเครป เนยสดชนิดจืดละลาย 3 ช้อนโต๊ะ นมสดรสจืด 1 1/2 ถ้วย ไข่ไก่ (เบอร์ 0) 4 ฟอง กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา เบกกิงโซดา 1/2 ช้อนชา แป้งเค้ก 3/4 ถ้วย เกลือป่น 1/8 ช้อนชา น้ำตาลทรายขาว 1 1/2 ช้อนโต๊ะ ส่วนผสม Cream Cheese ครีมชีส 250 กรัม น้ำตาลทรายขาว 85 กรัม น้ำเลมอน 3 ช้อนโต๊ะ ส่วนผสมทอปปิง วิปครีม 2 ถ้วย                   บลูเบอร์รีตามชอบ             วิธีทำ ปั่นส่วนผสมแป้งเครปด้วยเครื่องปั่นน้ำผลไม้ให้เข้าด้วยกัน กรองด้วยกระชอนตาถี่ๆ พักไว้ในตู้เย็น 2 ชั่วโมง  ตั้งกระทะเทปลอนพอร้อน ด้วยไฟอ่อน  ทาเนยบางๆ ให้ทั่ว ตักแป้งเครปใส่ เอียงกระทะให้ส่วนผสมแป้งเคลือบเป็นแผ่นบางทั่วกระทะ พอแป้งเริ่มแห้ง  กลับแป้งเครป ทอดอีกด้าน ตักขึ้นพักไว้ ทอดจนหมดแป้ง ตีครีมชีสและน้ำตาลเข้าด้วยกันจนเป็นเนื้อเดียวกัน  ใส่น้ำเลมอน  ตีให้ส่วนผสมเข้ากัน วางแป้งเครป 1 แผ่น ทาครีมชีสบางๆ วางเครปชั้นต่อไป ทาครีมชีสซ้ำให้ได้ชั้นหรือความสูงตามต้องการ (ประมาณ 10 ชั้น) ปาดครีมชีสด้านนอกเคลือบเครปทั้งก้อนให้เรียบเสมอกัน แช่เย็นจนเซ็ตตัวดี  ตกแต่งด้วยวิปครีมและบลูเบอร์รีตามชอบ

  เครปเค้กขนมหวานทำง่ายไม่ต้องง้อเตาอบ เพิ่มความอร่อยด้วยลูกไหนแดง สีสันสดใสชวนกิน แถมอร่อยได้ประโยชน์อีกด้วย   ส่วนผสมแป้งเครป แป้งเค้ก 200  กรัม                 นมสดชนิดจืด 440 กรัม     น้ำเปล่า 125 กรัม                  ไข่ไก่ 100  กรัม     น้ำตาลทรายขาว 100 กรัม                  เนยละลายสำหรับทอดเครป ส่วนผสมไส้ลูกไหน ลูกไหนสีแดงเอาเม็ดออก หั่นชิ้นเล็ก 1 กิโลกรัม โป๊ยกั๊ก 2 ดอก ฝักวานิลลา 1 ฝัก น้ำเลมอน 2 ช้อนโต๊ะ ผิวเลมอนขูด 2 ช้อนชา น้ำตาลทรายขาว 200 กรัม น้ำเปล่า 50 กรัม เนยสดชนิดจืด 50 กรัม วิธีทำ ใส่ส่วนผสมแป้งเครปทั้งหมด ลงในโถปั่นน้ำผลไม้ ปั่นให้เข้ากันแล้วกรอง นำไปแช่ตู้เย็นไว้หนึ่งคืน ตั้งกระทะแบน เปิดไฟกลาง ทาเนยบางๆ พอกระทะร้อน ตักส่วนผสมแป้งเครปใส่ แล้วเอียงกระทะให้แป้งไหลทั่วถึงกันเป็นแผนบางๆ รอสักครู่แล้วพลิกอีกด้าน ทอดให้เป็นสีเหลืองทองเสมอกัน ทำไส้โดยต้มน้ำตาลกับน้ำจนเป็นคาราเมลสีทองอ่อนๆ พักไว้ให้เย็นลงเล็กน้อย ใส่ส่วนผสมที่เหลือทั้งหมด ต้มให้เดือด แล้วลดไฟอ่อน เคี่ยวจนลูกไหนนิ่มแต่ไม่เละมาก พักไว้จนเย็น วางแผ่นเครปแผ่นที่ 1 ใส่จานเสิร์ฟ ใส่ไส้ เกลี่ยให้ทั่ว วางแป้งเครป ทำสลับกันจนได้ความสูงที่ต้องการ ตกแต่งด้านบนเค้กด้วยผลไม้สดให้สวยงาม

  ผลไม้อย่างสับปะรด กล้วยหอม และพีช เมื่อนำมาย่างจะมีรสหวานมากขึ้นและยังมีกลิ่นหอมน่ากินอีกด้วย เสิร์ฟคู่กับไอศกรีมวานิลลา โรยสตรอว์เบอร์รีฟรีซดรายเพิ่มรสเปรี้ยวสดชื่น   ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) พีชหรือเนคทารีนหั่นเสี้ยว 2 ผล สับปะรดหั่นชิ้น 1 ถ้วย กล้วยหอมหั่นแว่นเฉียง 2 ผล ไอศกรีมวานิลลา 4 สกูป สตรอว์เบอร์รีฟรีซดราย (Strawberry Freeze Dried) สับหยาบ 1/4 ถ้วย วิธีทำ ย่างผลไม้บนเตาถ่านหรือกระทะย่างจนมีลายสวย ตักขึ้น พักไว้ เสิร์ฟผลไม้ย่างกับไอศกรีมวานิลลา โรยสตรอว์เบอร์รีฟรีซดราย

  ขนมนี้ทำเป็นของว่างให้เด็กๆ ก็ได้ ผู้ใหญ่ก็ดี วิธีทำง่ายมากแค่ทำตัวนมสดแล้วแช่เย็นไว้ จะทอดตอนไหนก็นำออกมาคลุกแป้งทอด   ส่วนผสม   นมสดรสจืด 1 1/2 ถ้วย แป้งข้าวโพด 6 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 5 ช้อนโต๊ะ วานิลลาชนิดน้ำหรือผง 1 ช้อนชา แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1/2 ถ้วย เกล็ดขนมปัง 2 ถ้วย น้ำเปล่า 1/2 ถ้วย น้ำมันพืชสำหรับทอด วิธีทำ ผสมนมสด แป้งข้าวโพด น้ำตาลทราย และผงวานิลลา คนให้เข้ากัน ตั้งไฟอ่อน กวนจนส่วนผสมสุกและข้น ยกลง เทใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้ขณะที่ส่วนผสมยังร้อนๆ อยู่ เกลี่ยให้เรียบเสมอกัน แช่เย็นไว้อย่างน้อย 3 ชั่วโมงจนขนมเย็นอยู่ตัว ยกขนมออกจากพิมพ์ หั่นเป็นชิ้น เตรียมไว้ ผสมแป้งสาลีกับน้ำ คนให้เข้ากัน นำนมสดที่ตัดไว้ชุบแป้ง คลุกเกล็ดขนมปัง ทอดในน้ำมันร้อนให้เหลืองกรอบ ตักขึ้น พักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน  

  ข้าวเหนียวเปียกลำไยและวุ้นมะพร้าวอ่อน ขนมไทยที่หากินได้ยากในยุคปัจจุบัน มีเนื้อมะพร้าวกับลำไยไว้เคี้ยวเพลินๆ หวาน มันน้ำกะทิ   ส่วนผสมและวิธีทำวุ้นมะพร้าวอ่อน น้ำมะพร้าวอ่อน 400 กรัม น้ำตาลทราย 60 กรัม ผงวุ้น 3 กรัม เนื้อมะพร้าวอ่อนหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 20 กรัม แช่ผงวุ้นในน้ำมะพร้าวอ่อนประมาณ 15 นาที ยกขึ้นตั้งไฟจนเดือดและผงวุ้นละลาย เติมน้ำตาล คนให้เข้ากัน ปิดไฟ เทวุ้นมะพร้าวอ่อนลงในแก้วประมาณ 1/4 ของแก้ว โรยเนื้อมะพร้าวอ่อน พักไว้จนวุ้นมะพร้าวเซ็ตตัว ส่วนผสมและวิธีทำซอสกะทิ หัวกะทิ 200 กรัม น้ำตาลทราย 30 กรัม เกลือ 2 กรัม แป้งข้าวเจ้า 2 กรัม ผสมแป้งข้าวเจ้ากับหัวกะทิ คนจนแป้งข้าวเจ้าละลายหมด ยกขึ้นตั้งไฟ ใส่เกลือและน้ำตาล คนให้เข้ากัน ต้มจนเดือดและข้นตามต้องการ พักไว้ ส่วนผสมและวิธีทำข้าวเหนียวเปียกลำไย ข้าวเหนียว 100 กรัม น้ำเปล่า 500 กรัม น้ำตาลทราย 70 กรัม ลำไยหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 23 ผล ซาวข้าวเหนียว พักไว้สักครู่ ต้มน้ำให้เดือด ใส่ข้าวเหนียวลงต้มจนสุก ใส่น้ำตาล หมั่นคนจนน้ำตาลละลาย ใส่ลำไย คนให้เข้ากัน ปิดไฟ พักไว้ให้เย็น ส่วนผสมและวิธีทำวิปครีมกะทิ วิปปิงครีม 200 กรัม หัวกะทิ 20 กรัม น้ำตาลไอซิง 30 กรัม ตีวิปปิงครีมให้ขึ้นฟู ค่อยๆ ใส่น้ำตาลไอซิง ตีจนครีมตั้งยอดอ่อน เติมหัวกะทิ ตีต่อจนครีมตั้งยอดแข็งปานกลาง พักไว้ในตู้เย็น ส่วนผสมและวิธีทำเม็ดมะม่วงหิมพานต์เคลือบงา เม็ดมะม่วงหิมพานต์ 150 กรัม น้ำตาลทราย 100 กรัม น้ำเปล่า 150 กรัม ผงโกโก้ 3 กรัม เกลือป่น 4 กรัม งาคั่ว 10 กรัม ใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงในหม้อ (ยกเว้นงาคั่ว) คนให้เข้ากัน ตั้งไฟจนเดือด ลดเป็นไฟอ่อน ต้มจนเม็ดมะม่วงหิมพานต์สุกดีหรือข้นตามต้องการ เติมงาคั่ว หมั่นคนจนน้ำตาลเคลือบเม็ดมะม่วงหิมพานต์และขึ้นเงาสวยงาม พักไว้ วิธีจัดเสิร์ฟ ตักข้าวเหนียวเปียกลำไยใส่ในถ้วยวุ้นมะพร้าวอ่อนประมาณ 2/4 ของถ้วย ราดกะทิ บีบวิปครีมกะทิบนหน้าพอประมาณ ตกแต่งด้วยลำไย โรยเม็ดมะม่วงหิมพานต์เคลือบงาตามชอบ

  ขนมปังชุบไข่หรือเฟรนช์โทสต์เป็นการชุบชีวิตขนมปังเก่าให้กลับมาอร่อยอีกครั้ง ใช้ขนมปังฝรั่งเศสชุบกับไข่ผสมวิปปิงครีมจนชุ่ม ทอดจนเหลืองหอม สูตรนี้เพิ่มอัลมอนด์สไลซ์ทำให้หอมอร่อยกรอบมันยิ่งขึ้น   ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) ขนมปังฝรั่งเศสหั่นหนาประมาณ 1 นิ้ว 2-4  ชิ้น ไข่ไก่ 1 ฟอง           วิปปิงครีม 1/4 ถ้วย อัลมอนด์สไลซ์ติดเปลือก 1/2 ถ้วย เนยจืด 1 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง กล้วยหอม สตรอว์เบอร์รี กีวี ส้ม และใบสะระแหน่สำหรับเสิร์ฟ วิธีทำ ตีไข่ผสมกับวิปปิงครีมให้เข้ากัน ใส่ขนมปังลงแช่สักครู่จนชุ่มทั่วแผ่น โรยอัลมอนด์สไลซ์บนขนมปังแล้วกดให้ติดแน่น ตั้งกระทะแบนให้พอร้อน ใส่เนย ใช้ไฟค่อนข้างอ่อน ทอดจนเป็นสีเหลืองทองทั้ง 2 ด้าน ตักใส่จาน ราดน้ำผึ้ง เสิร์ฟพร้อมกล้วยหอม สตรอว์เบอร์รี กีวี ส้ม ตกแต่งด้วยใบสะระแหน่

  ขนมเหนียว ขนมไทยโบราณสีสวย เนื้อนุ่มเหนียว กินเพลิน สูตรอร่อยจากเชฟผู้สอนวิชาการครัวไทย โรงเรียนสอนการประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต   ส่วนผสมแป้งสีขาว แป้งข้าวเหนียว 75 กรัม น้ำเปล่า 20 กรัม หัวกะทิ 10 กรัม เผือกนึ่งสุกบดละเอียด 20 กรัม ส่วนผสมแป้งสีเหลือง แป้งข้าวเหนียว 75 กรัม น้ำเปล่า 20 กรัม หัวกะทิ 10 กรัม ฟักทองนึ่งสุกบดละเอียด 20 กรัม ส่วนผสมแป้งสีชมพู แป้งข้าวเหนียว 75 กรัม น้ำเปล่า 40 กรัม หัวกะทิ 10 กรัม น้ำบีตรูต 10 กรัม มะพร้าวทึนทึกขูดขาว 200 กรัม เกลือป่น 2 กรัมสำหรับคลุก วิธีทำแป้ง นวดแป้งข้าวเหนียวให้เข้ากับส่วนผสมที่เหลือจนเนียนนุ่ม พักไว้ประมาณ 10 นาที นำมารีดเป็นแผ่นหนาประมาณ  2 มิลลิเมตร กดด้วยพิมพ์วงกลม พักไว้ ผสมมะพร้าวทึนทึกขูดขาวกับเกลือ นึ่งให้ร้อนทั่วประมาณ 3 นาที นำแป้งที่เตรียมไว้ลงต้มในน้ำเดือด พอแป้งสุกจะลอยขึ้น ตักแป้งคลุกกับส่วนผสมมะพร้าวขูดขาวให้ทั่ว พักไว้ให้เย็น ส่วนผสมและวิธีทำน้ำตาลเคี่ยว น้ำตาลปี๊บ 150 กรัม น้ำเปล่า 50 กรัม เกลือป่น 2 กรัม เคี่ยวน้ำตาลให้เป็นสีคาราเมลและมีกลิ่นหอม ใส่น้ำและเกลือ ต้มให้เดือด เคี่ยวจนข้นเหนียว พักไว้ให้เย็น ส่วนผสมและวิธีทำข้าวพอง ข้าวสุกตากแห้ง 50 กรัม น้ำมันพืชสำหรับทอด ตั้งน้ำมันให้ร้อนที่อุณหภูมิ 190 องศาเซลเซียส นำข้าวลงทอดให้พองกรอบสีเหลืองทอง ตักขึ้น พักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน จัดเสิร์ฟขนมเหนียว พร้อมน้ำตาลเคี่ยวและข้าวพอง

  ขนมเกสรลำเจียก ขนมไทยพื้นบ้าน หาดูและหากินได้ยากแล้ว วันนี้เลยเอาสูตรมาฝากไว้ เพื่อใครอยากลองทำกินดู   ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) แป้งข้าวเหนียวอบควันเทียน 100 กรัม สีม่วงจากน้ำดอกอัญชัน 20 กรัม สีเขียวจากน้ำใบเตย 20 กรัม น้ำลอยดอกมะลิ 70 กรัม ส่วนผสมไส้ขนม มะพร้าวขูดขาวสับละเอียด 150 กรัม น้ำตาลทราย 100 กรัม น้ำลอยดอกมะลิ 70 กรัม เกลือป่น 1 กรัม แป้งข้าวเหนียว 20 กรัม ผงวุ้น 2 กรัม (ผสมน้ำลอยดอกมะลิ 20 กรัม) เทียนอบสำหรับอบไส้ขนม  วิธีทำ เตรียมไส้ขนมโดยนำน้ำตาลและน้ำลอยดอกมะลิขึ้นตั้งไฟอ่อนจนน้ำตาลละลายดี ใส่มะพร้าวขูดขาวลงผัดให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยเกลือ ผัดพอหมาด ใส่แป้งข้าวเหนียวลงผัดจนไส้ขนมเหนียว ใส่น้ำลอยดอกมะลิผสมผงวุ้น ผัดต่อให้พอปั้นเป็นก้อนได้ ยกลง พักไว้ให้เย็น และอบควันเทียนนาน 1 ชั่วโมง ปั้นไส้ขนมที่เตรียมไว้โดยคลึงให้เป็นแท่งยาว 3 นิ้ว หัวท้ายเรียวแหลม หนักชิ้นละประมาณ 10 กรัม เตรียมแป้งข้าวเหนียวที่อบควันเทียนแล้วใส่ในชามผสม ค่อยๆ หยอดน้ำลอยดอกมะลิผสม คลุกให้เข้ากันพอหมาดๆ แบ่งแป้งออกเป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน ใส่สีผสมอาหารแล้วนวดให้สีเข้ากันอีกรอบ พักไว้ ตั้งกระทะใบบัวหรือกระทะเทฟลอนขนาดความกว้าง 24 นิ้ว ไฟอ่อนๆ ยีแป้งผ่านกระชอนให้ผงแป้งค่อยๆ ร่วงลงไปทับซ้อนกันบนกระทะให้หนาจนสามารถจับกันเป็นแผ่นบางๆ  รอจนแป้งล่อนและสุก วางไส้ขนมที่ขอบแป้งแล้วม้วนแป้งจนสุด ทำจนหมดแป้งที่เตรียมไว้ จัดใส่จาน เสิร์ฟพร้อมน้ำชายามบ่าย

  ขนมปังปิ้งสอดไส้ด้วยแยมกายา หรือสังขยาสไตล์สิงคโปร์รสชาไทยพร้อมกับเนยแผ่นบาง เวลากัดจะได้ทั้งรสและเนื้อสัมผัสของเนยและสังขยาไปพร้อมๆ กัน และเพื่อให้ได้ไส้เน้นๆ ตัวขนมปังเมื่อปิ้งเสร็จจะสไลซ์ผ่าครึ่งให้เป็นแผ่นบางก่อนทาสังขยา นิยมรับประทานเป็นอาหารเช้ากับไข่ลวกหรืออาหารว่าง   ส่วนผสม ไข่แดง 5 ฟอง ไข่ไก่ 1 ฟอง กะทิ 200 กรัม น้ำตาลปี๊บ 60 กรัม น้ำตาลทราย 60 กรัม น้ำร้อน 100 มิลลิลิตร ชาไทย 1 ซอง ใบเตย 5 ใบ ขนมปังสำหรับเสิร์ฟ เนยสำหรับเสิร์ฟ วิธีทำ แช่ชาไทยในน้ำร้อนประมาณ 3 นาที นำถุงชาออก พักไว้ ขยำน้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย และไข่ทั้งหมดกับใบเตยจนน้ำตาลละลายดี ใส่กะทิและชาไทยเข้มข้นลงไป ผสมให้เข้ากัน กรองใส่ชามผสมที่ทนความร้อน ตั้งน้ำร้อน นำชามส่วนผสมวางลงบนหม้อน้ำร้อน ระวังอย่าให้น้ำสัมผัสก้นหม้อ ใช้พายยางหรือไม้พายคนให้แยมกายาข้นจนหนืดและมีสีที่เข้มขึ้นประมาณ 25 นาที ปิ้งขนมปังให้กรอบดี ใช้มีดสไลซ์แบ่งขนมปังออกเป็น 2 แผ่นบางๆ หั่นเนยเป็นแผ่นบางๆ วางลงบนขนมปัง 1 แผ่น ทาแยมกายาลงบนขนมปังอีกแผ่น ประกบเข้าด้วยกัน

ประเทศนิวซีแลนด์นอกจากจะโด่งดังในเรื่องดินแดนแห่งนกกีวีแล้ว ยังอุดมไปด้วยวัตถุดิบในการทำขนมดีๆ ไม่ว่าจะเป็นครีม นม เนย ชีส และผลไม้ประจำท้องถิ่นที่นิยมไปทั่วโลกอย่าง Kiwifruit หรือกีวี นั่นเอง ปัจจุบันมีทั้งสีเขียวและสีเหลืองทอง (Golden Kiwifruit) ฉบับนี้ Dessert Room จึงขอเสนอเมนูของดีแห่งประเทศนิวซีแลนด์มารวมอยู่ในถ้วยแก้วใบสวย สร้างสรรค์เมนู Kiwi Cream Cheese Panna Cotta หรือพานนาคอตตาครีมชีสและกีวี   เมนูนี้สามารถเปลี่ยนผลไม้ได้ตามชอบ หรือจะใส่ผลไม้รวมให้สีสันสวยงามไปอีกแบบก็ได้ เป็นขนมที่ทำง่ายๆ แต่อุดมไปด้วยคุณค่าอาหาร หวานไม่มาก ลองทำดูนะคะ     พานนาคอตตาครีมชีส (Cream Cheese Panna Cotta) ส่วนผสม นมสดรสจืด ไขมัน 100 % 240  มิลลิลิตร วิปปิงครีม 240  มิลลิลิตร น้ำตาลทราย 80  กรัม           ครีมชีสตีด้วยหัวตีรูปใบไม้ช้าจนเนียนละเอียด 200  กรัม น้ำเปล่า 40  กรัม ผงเจลาติน 4  ช้อนชา วิธีทำ ต้มนมสด วิปปิงครีม น้ำตาล และครีมชีสจนส่วนผสมละลายเข้ากันดี  ยกลงจากเตา อาจจะยังมีก้อนครีมชีสเล็กๆ ที่ยังละลายไม่หมดหลงเหลืออยู่ ขณะเดียวกันเทน้ำเปล่าใส่ชามผสม โรยเจลาตินลงไปในน้ำ นำไปละลายบนหม้อน้ำร้อน ก่อนเทรวมลงในส่วนผสมหลัก คนให้เข้ากัน นำไปปั่นใน Blender จนเข้ากันดี กรองผ่านกระชอนเพื่อให้เนื้อเนียนขึ้น เตรียมแก้วตามขนาดที่ต้องการ หั่นกีวีเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋ากลางๆ ใส่ไว้ที่ก้นแก้วพอประมาณ เทส่วนผสมของ Cream Cheese Panna Cotta ลงไปประมาณ 3/4 ของแก้ว แล้วนำไปแช่เย็นจนแข็งตัวดี เมื่อขนมเซ็ตตัวแล้วนำมาตกแต่งด้วยวิปครีม กีวีสไลซ์ และใบสะระแหน่ให้สวยงาม แช่เย็นเตรียมไว้จนกว่าจะเสิร์ฟ

  ช็อกโกแลตชาเขียวนุ่มๆ ทำเก็บไว้กินกับชาหรือกาแฟรสเข้มๆ ก็ฟินดี เพียงใช้เตาไมโครเวฟละลายช็อกโกแลตขาวกับวิปปิงครีม ใส่ผงชาเขียวแล้วแช่เย็น ก่อนกินตัดเป็นชิ้น แค่นี้ก็อร่อยได้   ส่วนผสม ไวต์ช็อกโกแลตสับ 350  กรัม วิปปิงครีม 150 กรัม เนยสด 50 กรัม ผงชาเขียวสำหรับใส่ในช็อกโกแลต 15 กรัม ผงชาเขียวสำหรับโรยหน้า 15 กรัม วิธีทำ ใส่ไวต์ช็อกโกแลต วิปปิงครีม และเนยสดในชามสำหรับเข้าไมโครเวฟ นำเข้าไมโครเวฟโดยใช้ไฟกลางประมาณ 4 นาที นำชามช็อกโกแลตออกจากเตา คนให้เข้ากัน ใส่ผงชาเขียว คนอีกครั้งให้เข้ากัน เทส่วนผสมช็อกโกแลตใส่พิมพ์ขนาด 6 x 10 นิ้วที่ปูด้วยพลาสติกใส แช่ตู้เย็นประมาณ 4-5 ชั่วโมง เมื่อจะรับประทาน ยกขนมออกจากพิมพ์ ตัดเป็นชิ้นพอดีคำ โรยผงชาเขียว

  พานนาคอตตารสชีสมาสคาร์โปเนร่วมสมัยที่เกิดจากการนำรสชาติของทีรามิสุ พุดดิงสไตล์อิตาเลียนซึ่งมีจุดเด่นที่รสนุ่มๆ ของชีสมาสคาร์โปเนและรสเข้มๆ ของกาแฟ สูตรนี้ได้ดัดแปลงนำส่วนของโฟมกาแฟจากเมนูเครื่องดื่ม Dalgona Coffee ที่เคยอยู่ในกระแสความนิยมมาเป็นท็อปปิงราดบนพานนาคอตตามาสคาร์โปเน   ส่วนผสม เจลาติน  2 แผ่น ครีม 120  มิลลิลิตร ชีสมาสคาร์โปเน 120 กรัม นมสด 200 มิลลิลิตร น้ำตาลไอซิง 4 ช้อนโต๊ะ วานิลลาสกัด 1/2 ช้อนชา ส่วนผสมครีมกาแฟเกาหลี ผงกาแฟ 3 ช้อนโต๊ะ  น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ น้ำร้อน 3 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ แช่แผ่นเจลาตินในน้ำเย็นจัดให้นุ่มดี ตีครีมกับชีสมาสคาร์โปเนให้เข้ากัน (ไม่ต้องฟู) นำนมสด น้ำตาลไอซิง และวานิลลาสกัดใส่หม้อ ตั้งไฟ พอเริ่มเดือดยกลงจากเตา ใส่แผ่นเจลาตินที่นุ่มแล้วลงไป คนให้ละลายดี กรองส่วนผสม เทส่วนผสมนมอุ่นๆ ลงในส่วนผสมครีมมาสคาร์โปเนทีละน้อย คนให้เข้ากันดี แบ่งใส่แก้วที่ต้องการเสิร์ฟ แล้วนำไปแช่เย็นให้อยู่ตัวดีประมาณ 3 ชั่วโมง เมื่อจะเสิร์ฟให้นำผงกาแฟ น้ำตาลทราย และน้ำร้อนใส่ถ้วยผสม ตีด้วยตะกร้อไฟฟ้าให้ขึ้นตัวเป็นโฟม ตักราดลงบนพานนาคอตตาที่เซ็ตตัวดีแล้ว

  “เสาร์นี้ไปซื้อต้นไม้กันไหม” ป้าเจี๊ยบชวนสหายทีมทัวร์เรื่อยเปื่อยออกไปสูดอากาศนอกบ้านบ้าง เพราะรายการกินกันวันเสาร์ของครอบครัวยังคงงดไปจนกว่าสถานการณ์โควิดจะดีขึ้น ทุกนางตกลงทันที   ป้าเจี๊ยบขับรถพาเพื่อนๆ คืออี๊ด เสียงทิพย์ และต้อไปตลาดนัดต้นไม้คลอง 15 ที่ปทุมธานีค่ะ ระหว่างทางเสียงทิพย์คุยให้ฟังว่า “วันก่อนเราอยากกินบัวลอยเผือกมาก สั่งมากิน ปรากฏว่าเป็นบัวลอยแป้ง ใส่เผือกหั่นมาเป็นชิ้นๆ เฮ้อ”   ทุกคนหัวเราะ ป้าเจี๊ยบว่า “ก็ถูกของเขานะ บัวลอยเผือก” และเสริมกลับไปว่า “เคยเจอเหมือนกัน อยากกินเผือกที่เอามาปั้นเป็นบัวลอย แต่มาเป็นบัวลอยกับเผือก อิอิ!”   ระหว่างเดินเลือกต้นไม้ ป้าเจี๊ยบเหลือบไปเห็นรถขายผลไม้จอดริมทาง มีเผือกหอมวางอยู่ในกระจาด 5-6 หัว รีบส่งอี๊ดไปซื้อทันที เพราะเธอโตมาในครอบครัวที่ทำข้าวหลามขาย ใส่เผือกด้วย ต้องเลือกเผือกเก่งกว่าป้าเจี๊ยบแน่ๆ  ได้เผือกหอมมา 1 หัว ขนาดประมาณครึ่งกิโล   ก่อนโควิดระบาดเพื่อนๆ วัฒนาวิทยาลัยจะนัดสังสรรค์ที่บ้านป้าเจี๊ยบเดือนละครั้ง โดยมีเสียงทิพย์เป็นผู้จัดการนัดหมาย ป้าเจี๊ยบเป็นเชฟทำอาหารที่เพื่อนอยากกิน ระหว่างทางกลับบ้านเสียงทิพย์ถามป้าเจี๊ยบว่าเดือนหน้านัดเจอกันได้ไหม ป้าเจี๊ยบบอกว่า “ได้ จะกินอะไรก็บอกมา ส่วนของหวานจะทำบัวลอยเผือกของจริงให้กิน” ฮา!   หลังจากเสียงทิพย์จัดการนัดหมายในไลน์  ป้าเจี๊ยบเจอข้อความของเพื่อนๆ บอกว่าจะมาเพราะ “บัวลอยเผือก!??!”  ป้าเจี๊ยบนึกแปลกใจว่าทำไมบัวลอยเผือกจึงหากินยากกว่าที่คิด เวลาที่เจอบัวลอยเผือกจริงๆ ก็ไม่โดนใจ เพราะกัดแต่ละคำได้รสสัมผัสของแป้งมากกว่าเผือก ใส่เผือกมากหน่อยไม่ได้หรือยังไงกัน   เผือกมีสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุนับ 10 ชนิด แต่ที่มีมากคือธาตุเหล็กและฟลูออไรด์ จึงช่วยในการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงและป้องกันฟันผุ ถูกโฉลกกับบรรดาสาวๆ สว. ที่โรคกระดูกพรุนเริ่มถามหา สรรพคุณที่ค้นเจอในอินเทอร์เน็ตคือบำรุงลำไส้ แก้อาการท้องเสีย ป้องกันโรคหัวใจ ลดความดันโลหิต ลดน้ำตาลในเลือด บำรุงสายตา เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและบำรุงระบบประสาท  เอิ่ม...เยอะเล้ยยย!   ความจริงก็อยากเอาเผือกมาทำขนมแบบตะวันตกเลี้ยงเพื่อนๆ นะคะ แต่เสียงทิพย์พูดถึงบัวลอยเผือกขึ้นมา ป้าเจี๊ยบเองก็อยากกิน แถมมีมะพร้าวอ่อนจากบ้านน้องชายของป้าเจี๊ยบซึ่งหั่นเป็นเส้นแช่แข็งพร้อมใช้เก็บไว้เยอะ ภาพบัวลอยเผือกใส่มะพร้าวอ่อนลอยมาเลยค่ะ   ก่อนวันนัดสังสรรค์ป้าเจี๊ยบลงมือทำบัวลอยเตรียมไว้ล่วงหน้าจะได้ไม่ยุ่งในวันรุ่งขึ้น เริ่มจากล้างเผือกทั้งหัวให้สะอาด ไม่ปอกเปลือกแต่ผ่าครึ่ง แล้วใส่ลังถึงเลย ใช้เวลานึ่งนานประมาณ 30 นาที จากนั้นพักไว้ให้เย็น   ป้าเจี๊ยบใช้วิธีนี้เพื่อเลี่ยงการถูกเนื้อเผือกดิบๆ เพราะเนื้อเผือกดิบมีผลึกแคลเซียมออกซาเลต ทำให้คันได้เมื่อถูกผิว เผือกที่ป้าอี๊ดเลือกให้ดีจริงค่ะ แค่เอาช้อนตักออกมาจากเปลือกก็ได้เนื้อนุ่มๆ ซุยๆ มาเต็มชาม ไม่ต้องบดไม่ต้องปั่นให้ละเอียดแต่อย่างใด นำไปชั่งแล้วได้เนื้อเผือก 435 กรัม   ป้าเจี๊ยบชั่งแป้งข้าวเหนียว 40 กรัมและแป้งมันฮ่องกง 40 กรัม ใส่ลงไปในชามเนื้อเผือก ใช้มือคลุกและนวดแป้งกับเนื้อเผือกจนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน ได้แป้งสีม่วงอ่อนๆ เหมือนดินน้ำมันที่หลานเล่นเลยค่ะ   ความขี้เกียจปั้นอยู่ในระดับสูง ป้าเจี๊ยบจึงใช้วิธีแผ่แป้งเป็นแผ่นหนาประมาณ 1 เซนติเมตร ใช้มีดตัดเป็นเส้นยาวๆ ขนาด 1 เซนติเมตร แล้วตัดเป็นลูกเต๋าขนาดเท่าๆ กัน จับมาวางเรียงเข้าแถวห่างกันเล็กน้อยในถาด ปิดให้สนิทด้วยแผ่นฟิล์มถนอมอาหาร นำไปเข้าตู้เย็นไว้   วันรุ่งขึ้นหลังจากจัดอาหารคาวเรียบร้อยแล้ว ป้าเจี๊ยบหยิบชามมาผสมกะทิพาสเจอร์ไรซ์ 500 กรัม น้ำเปล่า 150 กรัม เกลือป่น 3/4 ช้อนชา น้ำตาลมะพร้าว 200 กรัม และน้ำตาลทราย 80 กรัม คนส่วนผสมให้ละลายแล้วกรองด้วยกระชอน 1 ครั้ง ใส่ลงในกระทะทองเหลือง ไม่ลืมเดินไปตัดใบเตยหอมในสวนมา 3 ใบ ล้างให้สะอาด มัดเข้าด้วยกัน  ใส่ลงไปในกระทะ ตามด้วยเนื้อมะพร้าวอ่อนหั่นเป็นเส้นๆ 1 ถ้วยตวง  ยกขึ้นตั้งไฟปานกลาง พอน้ำกะทิเริ่มเดือดก็ปิดไฟทันที พักไว้   ต่อมาถึงเวลาต้มบัวลอยด้วยการใส่น้ำในหม้อต้ม กะให้ระดับน้ำสูงจากก้นหม้อไม่ต่ำกว่า 10 เซนติเมตร นำไปตั้งไฟ ระหว่างรอน้ำเดือดก็เตรียมอ่างใส่น้ำและน้ำแข็งวางไว้ข้างๆ เพื่อใช้สำหรับแช่บัวลอยที่สุกแล้ว บัวลอยของป้าเจี๊ยบจะได้ไม่ขึ้นอืด อิอิ!   ป้าเจี๊ยบยกถาดบัวลอยออกจากตู้เย็นมาเตรียมไว้ พอน้ำเดือดก็ทยอยใส่บัวลอยลงไป ลูกไหนลอยขึ้นมาสมชื่อก็ใช้ทัพพีแบบกระชอนตักขึ้นมาใส่อ่างน้ำแข็ง แช่ไว้พอหายร้อนก็ตักขึ้นใส่กระทะน้ำกะทิ  ทำวนไปจนบัวลอยในถาดหมด  อ้อ! ขอคั่วงาขาวหอมๆ ไว้สักหน่อย เผื่อเพื่อนบางคนอยากโรยหน้าบัวลอย   หลังอาหารคาว เคลียร์โต๊ะเรียบร้อยแล้ว  ป้าเจี๊ยบยกกระทะทองเหลืองใส่บัวลอยเผือกมะพร้าวอ่อนวางกลางโต๊ะเลยค่ะ สมาชิก 9 คนตักคนละหนุบละหนับ  แปบเดียวเหลือแค่ติดก้นกระทะ และมีคนประกาศเสียงดังว่า “ที่เหลือเราจองเอากลับบ้านนะ” ฮา!   อ้อ! เดือนนี้คอลัมน์ป้าเจี๊ยบอยู่กับ G&C จนบรรลุนิติภาวะแล้วนะคะ ขอบคุณที่ติดตามการทำขนมอร่อยๆ แบบง่ายๆ ทั้งไทยและเทศมาด้วยกัน จุ๊บๆ

  ขนมหวานเย็นแบบไทยๆ อย่างลอดช่องน้ำกะทินำมาเสิร์ฟกับไอศกรีม เปลี่ยนน้ำกะทิเป็นซอส เพิ่มความเย็นด้วยไอศกรีมจากนมแท้   ส่วนผสม ข้าวเหนียวดำมูน 1 ถ้วย ลอดช่องใบเตย 1/2 ถ้วย ไอศกรีมแคลิฟอร์เนีย รส Strawberry Cheesecake 2 สกูป กะทิ 1/2 ถ้วย น้ำตาลปี๊บ 1 1/2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1/4 ช้อนชา แป้งข้าวโพด 1 1/2 ช้อนชา ฝอยทอง 2 ช้อนโต๊ะ ยอดสะระแหน่ วิธีทำ เตรียมซอสกะทิโดยผสมกะทิ น้ำตาลปี๊บ เกลือ และแป้งข้าวโพด คนให้เข้ากัน ตั้งไฟอ่อน คนจนส่วนผสมข้น ยกลง พักไว้ จัดข้าวเหนียวดำมูนใส่จาน ใส่ลอดช่อง ตักไอศกรีมแคลิฟอร์เนียวางบนหน้า ราดซอสกะทิ ใส่ฝอยทอง ตกแต่งด้วยยอดสะระแหน่ เสิร์ฟเย็นๆ

  ขนมปังชีสสายรุ้งขนมสตรีทฟู้ดที่เห็นกันบ่อยๆ คราวนี้มาทำเป็นขนมปังชีสสายรุ้งแบบฟองดูกัน แค่เปลี่ยนขนมปังโทสต์มาเป็นภาชนะใส่ชีสสายรุ้ง ใช้ขนมปังอบเนยมาจิ้มชีสสายรุ้งที่ละลาย แค่นี้ก็อร่อยได้ทั้งครอบครัว   ส่วนผสม แคลิฟอร์เนีย มายด์ เชดดาร์ชีส 1/2 ถ้วย แคลิฟอร์เนีย พิซซ่า เบลน ชีส (มอสซาเรลล่า 80%, เชดดาร์ 10%, โปรโวโลน 10%) 1 1/2 ถ้วยขนมปังโทสต์หนา 3 นิ้ว 1 ก้อน ขนมปังหั่นเป็นชิ้นขนาด 1 x 1 นิ้ว 10-15 ชิ้น เนยสดรสเค็ม 1/4 ถ้วย สีผสมอาหารสีเขียว สีแดง สีน้ำเงิน สีเหลือง สีม่วง   วิธีทำ ผสมแคลิฟอร์เนีย มายด์ เชดดาร์ชีส และแคลิฟอร์เนีย พิซซ่า เบลน ชีส เข้าด้วยกัน แบ่งเป็น 6 ส่วน นำ 5 ส่วนมาใส่สีผสมอาหารสีเขียว สีแดง สีน้ำเงิน สีเหลือง สีม่วง คลุกสีให้ทั่ว พักไว้ ทำขนมปังอบเนยโดยนำขนมปังหั่นเต๋าทาเนยให้ทั่วแล้วอบให้เหลืองทุกด้าน เตรียมไว้ เอาเนื้อขนมปังโทสต์ด้านในออก ทาเนยบางๆ นำไปอบพอเหลือง ใส่ชีสสีแล้วอบต่ออีกครั้งพอให้ชีสละลาย   จัดใส่จาน เสิร์ฟพร้อมขนมปังหั่นเต๋าอบเนย

  บัวลอยกินกับไอศกรีมก็อร่อย จากไอศกรีมช็อกโกแลตรสเข้มข้น กินกับขนมบัวลอยที่ใช้นมสดแทนกะทิ ให้กลิ่นหอมหวานจากนมสด     ส่วนผสม แป้งบัวลอยสีต่างๆ 1 ถ้วย นมสดแคลิฟอร์เนีย 1 ถ้วย น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1/4 ช้อนชา ไอศกรีมแคลิฟอร์เนีย รส Chocolate Molten Cake วิธีทำ ต้มแป้งบัวลอยสีต่างๆ ให้สุกลอย ตักขึ้นใส่น้ำเชื่อมอ่อน พักไว้ อุ่นนมแคลิฟอร์เนียให้ร้อน ใส่น้ำตาลปี๊บและเกลือ คนให้ละลาย เมื่อจะเสิร์ฟ ตักบัวลอยต้มใส่ชาม ใส่ส่วนผสมนมที่ต้มไว้   ใส่ไอศกรีมแคลิฟอร์เนีย เสิร์ฟทันที

  ขนมปังไส้ครีมนมสดนุ่มๆ หอมกลิ่นนม ทำไว้กินกับนมสด ชา หรือกาแฟ เป็นได้ทั้งอาหารเช้าและอาหารว่างยามบ่าย ช่วยให้สบายท้อง   ส่วนผสมขนมปัง แป้งขนมปัง 500 กรัม นมผง 50 กรัม น้ำตาลทราย 30 กรัม เกลือป่น 1/4 ช้อนชา ผงวานิลลา 2 ช้อนชา ยีสต์แห้ง 2 ช้อนโต๊ะ นมสดแคลิฟอร์เนีย 1 1/2  ถ้วย ไข่ไก่ 1 ฟอง เนยสดเค็ม 50 กรัม ส่วนผสมไส้ครีมนมสด นมสดแคลิฟอร์เนีย 2 ถ้วย แป้งข้าวโพด 5 ช้อนโต๊ะ ผงวานิลลา 1 ช้อนชา ไข่แดง 2 ฟอง น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1/8 ช้อนชา วิธีทำ เตรียมไส้ครีมนมสดโดยผสมนมสดแคลิฟอร์เนียกับแป้งข้าวโพด ผงวานิลลา ไข่แดง น้ำตาลทราย และเกลือเข้าด้วยกัน ตั้งไฟกวนจนส่วนผสมสุกข้น ยกลง พักไว้ให้เย็น   ใส่แป้งขนมปังลงในโถผสมแป้ง ใส่นมผง น้ำตาล เกลือ ผงวานิลลา และยีสต์ คนให้เข้ากัน ใส่นมสดแคลิฟอร์เนียและไข่ ตีให้เข้ากันพอแป้งจับตัวเป็นก้อน ใส่เนยสด ตีต่อจนส่วนผสมเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน พักแป้งไว้จนขึ้นเป็น 2 เท่า ตัดเป็นก้อนเล็กๆ น้ำหนัก 70 กรัม พักต่ออีก 5 นาที นำแต่ละก้อนมาคลึงเป็นก้อนกลม ใส่ลงในพิมพ์ พักแป้งไว้อีกครั้งจนขึ้นเป็น 2 เท่า ทาด้วยนมสดแคลิฟอร์เนีย นำไปอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียสประมาณ 20-25 นาทีหรือจนสุกเหลือง พักไว้ให้เย็น ผ่าขนมปังด้านข้าง บีบครีมนมสดใส่ จัดใส่จาน เสิร์ฟ  

  อากาศเดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝนตก ของเย็นๆ อย่างไอศกรีมช่วยให้สดชื่นได้ มาทำไอศกรีมง่ายๆ จากนมสดแท้และคุกกี้ครีมกัน แค่นี้ก็อร่อยได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่    ส่วนผสม คุกกี้ครีมช็อกโกแลตสับหยาบๆ 1/2 ถ้วย      นมสดแคลิฟอร์เนีย 1 1/2 ถ้วย น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ แบะแซ 3 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ อุ่นนมสดแคลิฟอร์เนียพออุ่นๆ ใส่แบะแซและน้ำตาล คนให้เข้ากัน ยกลง คนต่อจนส่วนผสมคลายความร้อน ใส่คุกกี้สับหยาบ คนให้เข้ากัน ตักใส่พิมพ์ ใส่ไม้ไอศกรีม นำไปแช่ช่องแช่แข็งจนไอศกรีมแข็งอยู่ตัว