ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) นมมะพร้าวรสจืดแช่เย็นจัด 1 ถ้วย น้ำเชื่อมหญ้าหวาน 3 ช้อนโต๊ะ เฉาก๊วยหั่นชิ้นเล็ก 1/2 ถ้วย บัวลอยมันเทศ และมันม่วงอย่างละ 1/2 ถ้วย เม็ดบัวนึ่ง และแปะก๊วยต้มสุกปริมาณตามชอบ กลิ่นมะลิ หรือกลิ่นอัลมอนด์ตามชอบ วิธีทำ ใส่เฉาก๊วย บัวลอย เม็ดบัว และแปะก๊วยในถ้วยสำหรับเสิร์ฟ ผสมนมมะพร้าวรสจืดกับน้ำเชื่อมหญ้าหวาน ชิมรส และปรับลดน้ำเชื่อมได้ตามชอบ ใส่กลิ่นมะลิ หรือกลิ่นอัลมอนด์ตามชอบ (ไม่ใส่ก็ได้) เทนมมะพร้าวใส่ถ้วย เสิร์ฟ

  ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) เต้าหู้คินุ (Kinu Tofu) 2 ถ้วย ไข่มุกต้มสุก 1 ถ้วย น้ำตาลหล่อฮังก๊วย 1 ช้อนโต๊ะ น้ำร้อน 1/4 ถ้วย วิธีทำ ผสมน้ำร้อนกับน้ำตาลหล่อฮังก๊วย คนให้เข้ากัน พักไว้ ใส่ไข่มุกที่ต้มสุกแล้วลงในน้ำเชื่อมหล่อฮังก๊วย ตักเต้าหู้คินุใส่แก้ว สลับชั้นกับไข่มุกพร้อมน้ำเชื่อมหล่อฮังก๊วยให้สวยงาม

  ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) ถั่วแดงญี่ปุ่นอะซูกิ 250 กรัม (ประมาณ 1 1/2 ถ้วย) น้ำ 3-5 ถ้วย น้ำตาลหญ้าหวาน 3 ช้อนโต๊ะ โมจิญี่ปุ่นย่าง 4 ชิ้น วิธีทำ ใส่ถั่วแดงและน้ำ 3 ถ้วยลงในหม้อ ยกขึ้นตั้งไฟต้มจนเดือด ลดไฟลงเป็นไฟอ่อน พอน้ำเริ่มงวด เติมน้ำเพิ่มทีละ 1 ถ้วย ต้มต่อจนน้ำงวดและถั่วนุ่ม (มีส่วนที่เละบ้าง) ใส่น้ำตาลหญ้าหวาน คนให้เข้ากัน ชิมรส ปิดไฟ (ถ้าถั่วข้นเกินไปเติมน้ำร้อนเพิ่มได้ตามชอบ) ย่างโมจิบนเตา ใช้ไฟปานกลางจนสุกเหลือง ตักถั่วแดงใส่ถ้วย วางโมจิย่าง

  ในทศวรรษนี้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้เราหาซื้ออาหารธรรมดาๆ ที่ทานอยู่ทุกๆ วัน ได้ทั่วไปตามซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ แต่เมื่อผู้เขียนเป็นเด็ก หลายอย่าง เช่น เนย และครีมชีส ที่บ้านทำทานกันเองเพราะยังไม่มีขาย   ในยุโรปเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 ครีมชีสไม่มีขาย ต้องทำทานกันเอง ถ้าอยู่ไกลจากชุมชนก็จะทำเนยด้วย ที่เมืองไทยคุณแม่ทำทั้ง 2 อย่างจากนมที่ซื้อกับ “แขกขายนม”   ปัจจุบันผู้คนสนใจเรื่องโภชนาการกันมากขึ้น รู้กันดีว่าเนยและครีมชีสสำเร็จรูปผ่านขั้นตอนการผลิตมากมาย มีการใส่ไขมันและอื่นๆ ลงไปเพื่อให้ได้กลิ่นรส และเนื้อสัมผัสคงสภาพ แต่ถ้าเราทำทานเองจะได้รสชาติตามต้องการโดยไม่ต้องใส่สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น และทำเองได้ง่ายๆ  จึงเกิดขบวนการที่เรียกว่า Back to Basics   วันนี้เราจะมาทำเนยและครีมชีสกัน ซึ่งบางคนอาจจะไม่รู้ว่าทำเองได้ และทำไม่ยากเลย เมื่อได้ครีมชีสแล้วก็นำมาทำ Cheesecake ทานกัน   Butter ส่วนผสม วิปปิงครีม 600 กรัม ดอกเกลือ 1 ช้อนชา  (มากน้อยแล้วแต่ชอบ) วิธีทำ เทครีมใส่ Food Processor ปั่นจนไขมันแยกจากน้ำ กรองด้วยผ้าขาวบาง บีบน้ำออก นวดเนยในน้ำเย็นใส่น้ำแข็ง นวดจนน้ำใส ปรุงรสตามชอบ เช่น ใส่เกลือทะเลเป็นเนยเค็มเพื่อเพิ่มรส เป็นต้น เก็บไว้ในตู้เย็น น้ำที่เหลือจากเนยคือบัตเตอร์มิลก์ (Buttermilk) เก็บไว้ในตู้เย็นใช้ทำขนมได้ Notes ผู้เขียนใช้ Butter Churner เป็นโถแก้วมีใบพัด และใช้มือหมุน หมุนจนไขมันแยกออกจากน้ำซึ่งใช้มาตั้งแต่เด็ก ปัจจุบันหาซื้อได้ในแอปพลิเคชันออนไลน์ ถ้าไม่บีบเนยในน้ำเย็น เนยจะออกจากผ้าหมด ถ้าน้ำยิ่งเย็นเนยจะยิ่งแข็งเร็ว Cream Cheese ส่วนผสม นมสด 2 ลิตร น้ำเลมอน 6 ช้อนโต๊ะ ดอกเกลือ 1 ช้อนชา น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ โยเกิร์ต 2 ช้อนโต๊ะ               วิธีทำ เทนมใส่หม้อ ต้มจนร้อนจัด ใส่น้ำเลมอน เกลือ น้ำผึ้ง โยเกิร์ต คนเบาๆ พอเดือด และนมเริ่มจับตัวกันแยกเป็นเคิร์ด (Curd) ปิดไฟ เทลงผ้าขาวบาง พอน้ำออกหมดใส่ใน Food Processor หรือโถปั่น ปั่นจนเนียน จะได้ครีมชีส เก็บในตู้เย็นได้ 1 สัปดาห์ Notes น้ำที่แยกตัวจากเคิร์ดคือ เวย์โปรตีน (Whey Protein) ซึ่งจะนำไปดื่ม เก็บไว้ทำซุป หรือแกงจืดก็ได้ ดอกเกลือ น้ำผึ้ง โยเกิร์ต ใส่ให้อร่อยขึ้น จะไม่ใส่ก็ได้ จะใช้นมยูเอชที (UHT) ก็ได้ แต่ไม่ใช้ Recombined Milk (นมคืนรูป) ที่มีส่วนผสมของนมผง Cheesecake (แบบไม่อบ) ส่วนผสมครัสต์ (Crust) ขนมปังบุหรี่ หรือ Digestive Biscuit หรือ Graham Cracker 100 กรัม น้ำตาลทรายแดง 35 กรัม เนยละลาย 55 กรัม วิธีทำ ปั่นแครกเกอร์จนละเอียด ผสมกับน้ำตาลทรายแดง และเนยละลายให้เข้ากัน ใส่ก้นพิมพ์สปริงฟอร์ม (Spring Form) กดให้เรียบ แช่ช่องแข็งไว้ 30 นาที เนื้อครีมชีส ส่วนผสม        วิปปิงครีม 150 กรัม ครีมชีส 340 กรัม น้ำตาลทราย 50 กรัม (ใส่เพิ่มได้) น้ำตาลไอซิง  8 กรัม ครีมเปรี้ยว (Sour Cream) 30 กรัม น้ำเลมอน 1 ช้อนชา วานิลลา 1 ช้อนชา วิธีทำ ตีวิปปิงจนยอดแข็ง พักไว้ ใส่ครีมชีสและน้ำตาลทราย ตีจนเนื้อเนียน ใส่ส่วนผสมที่เหลือ ตีจนเนี้อเนียน ตะล่อมวิปปิงครีม คนให้เนียน ใส่พิมพ์ แช่ตู้เย็นอย่างน้อย 6 ชั่วโมง หรือค้างคืนไว้ เมื่อจะทานถอดออกจากพิมพ์ ตกแต่งด้วยเบอร์รีให้สวยงาม

  คนรักช็อกโกแลตถูกใจสิ่งนี้ เมนูของหวานทำง่ายไม่ต้องพึ่งเตาอบ ใครกำลังมองหาสูตรขนมของฝากสำหรับช่วงเทศกาลที่จะมาถึงเร็วๆนี้ แชร์เก็บไว้แล้วนำไปทำตามกันได้เลย   ส่วนผสม คุกกี้ช็อกโกแลตเข้มข้นบดละเอียด 1 3/4 ถ้วย เนยสดเค็มละลาย 1/2 ถ้วย ช็อกโกแลตเหรียญ 150 กรัม วิปปิงครีม 1/3 ถ้วย เนยสดละลายผสมกับช็อกโกแลต 3 ช้อนโต๊ะ สตรอว์เบอร์รีสด บลูเบอร์รีสดตามชอบ อัลมอนด์อบสับตามชอบ พิมพ์ทาร์ตสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 10x4 นิ้ว วิธีทำ ผสมคุกกี้บดกับเนยสดละลาย 1/2 ถ้วย คลุกให้เข้ากัน นำไปกรุลงในพิมพ์ กดให้แน่น แช่เย็นไว้ ใส่ช็อกโกแลตและวิปปิงครีมลงในชามผสม วางบนหม้อน้ำอุ่น คนเรื่อยๆ จนช็อกโกแลตละลายเข้ากันกับวิปปิงครีม ใส่เนยละลาย 3 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน ยกลง คนให้คลายความร้อน เทส่วนผสมใส่ฐานพายเกลี่ยให้ทั่ว แต่งด้วยสตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี โรยอัลมอนด์สับ แช่เย็นไว้จนอยู่ตัว จัดใส่กล่องเป็นของขวัญ

  คุกกี้ขนมหวานกรอบๆแห้งๆ และเก็บได้นาน เหมาะจะเป็นทั้งของขวัญและจัดเป็นขนมสำหรับจัดเลี้ยงได้เป็นอย่างดี   ส่วนผสม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 300 กรัม ผงโกโก้ 2 1/2 ช้อนโต๊ะ เนยสดรสเค็ม 200 กรัม น้ำตาลทรายเม็ดละเอียด 3/4 ถ้วย      เกลือป่น 1/4 ช้อนชา ไข่ไก่ 1 ฟอง ส่วนผสมไอซิงแต่งหน้า ไข่ขาว 1 ฟอง น้ำตาลไอซิง 120-150 กรัม วิธีทำ ตีเนยสดกับน้ำตาล และเกลือเข้าด้วยกันจนขึ้นฟู ใส่ไข่ไก่ ตีให้เข้ากัน ผสมแป้งสาลีกับผงโกโก้ คนต่อให้เข้าด้วยกัน แบ่งส่วนผสมเป็น 3 ส่วน ห่อด้วยพลาสติกใส แช่เย็นไว้ 1 ชั่วโมง รีดแป้งเป็นแผ่นหนา 1/4 เซนติเมตร กดด้วยพิมพ์กดคุกกี้รูปแบบต่างๆ เรียงใส่ถาดอบ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 165 องศาเซลเซียส เวลา 12-15 นาทีจนสุก ตีไข่ขาวจนขึ้นฟูเป็นครีมเนื้อละเอียดขึ้นเงา ใส่น้ำตาลไอซิงทีละครึ่งคนให้เข้ากันจนหมด จะมีลักษณะข้นๆ คนให้เข้ากัน แบ่งส่วนผสมไอซิงเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 ผสมกับสีแดง ส่วนที่ 2 ผสมกับสีเขียว และส่วนที่ 3 ไม่ใส่สี ใส่ถุงบีบ ตกแต่งบนคุกกี้ให้สวยงาม 

  เทศกาลไหว้พระจันทร์ปีนี้ป้าเจี๊ยบเกิดความคิดที่จะทำมูนเค้กเอง! ยิ่งอายุมากขึ้น ก็ยิ่งอยากทำขนมหลายอย่างที่เดิมไม่เคยคิดจะทำเอง คงเป็นเพราะตัวเองและคนรอบข้างเริ่มเอาใจใส่เรื่องสุขภาพมากขึ้นตามอายุ เป็นช่วงวัยที่โรคต่างๆ แวะมาทักทาย โน่นก็กินไม่ได้ นี่ก็กินไม่ได้...เฮ้อ! มูนเค้กหรือขนมไหว้พระจันทร์มีส่วนผสมของน้ำตาลผ่านกรรมวิธีค่อนข้างมาก และป้าเจี๊ยบไม่แน่ใจเรื่องสารสังเคราะห์ที่ใส่เพื่อยืดอายุตัวขนม ถ้าทำเองก็จะเลือกสรรวัตถุดิบที่ดีได้   ป้าเจี๊ยบสั่งพิมพ์สำหรับทำมูนเค้กทางออนไลน์ เลือกขนาด 50 กรัม ซึ่งตัวเองคิดว่าเป็นชิ้นขนาดกำลังดี ตัวพิมพ์เป็นรูปสี่เหลี่ยม ไม่ใช่พิมพ์กลมแบบดั้งเดิมที่เห็นกันทั่วไป เพราะนึกไปไกลถึงขั้นตอนการเก็บขนม รูปร่างสี่เหลี่ยมจะไม่เปลืองเนื้อที่ในการจัดเก็บ ซึ่งการจัดเก็บเป็นเรื่องสำคัญสำหรับมูนเค้กค่ะ ทำเสร็จแล้วกินทันทีไม่ได้ ยังไม่อร่อย ต้องบ่มไว้อย่างน้อย 3 วันจึงจะได้รสชาติที่ดี   ป้าเจี๊ยบศึกษาการทำมูนเค้กทางอินเทอร์เน็ตหลายสิบแหล่งข้อมูล พบว่าน้ำเชื่อมที่ใช้ทำต้องเคี่ยวไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ยิ่งสูตรโบราณจริงๆ จะหมักน้ำเชื่อมไว้ล่วงหน้าเป็นปีเลยค่ะ ป้าเจี๊ยบคงทำแบบนั้นไม่ได้แน่...นานเกิ้น! หุหุ   ฉะนั้นป้าเจี๊ยบจึงเคี่ยวน้ำเชื่อมล่วงหน้าแค่สัปดาห์เดียว เตรียมไส้ไว้อย่างเดียวคือทุเรียนกวนของโปรดสมาชิกทุกคน ใช้วิธีสั่งทางออนไลน์ ทั้งแบบไม่ใส่น้ำตาล แบบใส่น้ำตาล 5% และใส่น้ำตาล 10%  พร้อมลงมือทำเพื่อแจกทุกบ้านก่อนวันไหว้พระจันทร์ 3 วัน   แต่แล้ว...ก่อนวันไหว้พระจันทร์ป้าแจงก็ส่งภาพขนมไหว้พระจันทร์พร้อมข้อมูลเตือนเรื่องน้ำตาล คาร์โบไฮเดรตและแคลอรีสูงมาในไลน์ครอบครัว ป้าเจี๊ยบเลยต้องคิดสูตรมูนเค้กเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างเพื่อความสบายใจกันทุกฝ่าย อิอิ    สิ่งสำคัญคือป้าเจี๊ยบต้องจดไว้กันลืมว่ามูนเค้กลวดลายไหนเป็นไส้อะไร เพราะจัดให้เลือกได้ทั้งไข่ ไม่ไข่ น้ำตาลน้อย น้ำตาลมาก ไร้น้ำตาล ผลตอบรับดีมากค่ะ มีแต่คำชมว่าอร่อยทุกแบบ แต่ถูกแหย่มากเรื่องมูนเค้กสี่เหลี่ยม...ฮา!   ป้าเจี๊ยบมานั่งคิดว่าถ้าเราอยากกินก็ทำกินสิ จะยากอะไร คนชอบกินมีเยอะด้วย หลังวันไหว้พระจันทร์ก็กินได้ ทำไมจะต้องกินมูนเค้กเฉพาะช่วงเทศกาล   ดังนั้น วันเกิดป้าเจี๊ยบ 68 ปีนี้ มูนเค้กไร้น้ำตาลคือของชำร่วยค่ะ ลงมือทำได้ทันที เพราะมูนเค้กไร้น้ำตาลไม่ต้องใช้น้ำเชื่อมหมัก ไม่ต้องใส่น้ำด่าง ป้าเจี๊ยบตั้งใจทำไส้แบบเดียวคือทุเรียนกวนไข่เค็ม   เริ่มด้วยการทำแป้งโดตัวเปลือกก่อนค่ะ ป้าเจี๊ยบผสมน้ำผึ้งแท้ 300 กรัม (รับประกันความแท้แน่นอนเพราะเป็นผลผลิตจากฟาร์มผึ้งคันทรีบีของป้าแจง) กับน้ำมันคาโนล่า 120 กรัม ใช้ตะกร้อมือคนให้เข้ากัน จากนั้นร่อนแป้งเค้ก 500 กรัมใส่ลงไป คนให้ส่วนผสมเข้ากันจนไม่มีฝุ่นแป้ง แล้วใช้มือนวดจนโดเนื้อเนียน ปั้นเป็นก้อนได้ ห่อด้วยแผ่นฟิล์มถนอมอาหาร นำไปพักไว้ในตู้เย็น 2 ชั่วโมง    ระหว่างนั้นป้าเจี๊ยบทำไส้ขนมค่ะ หยิบทุเรียนกวนแบบไร้น้ำตาล 1,200 กรัมออกจากตู้เย็นมาวางไว้ นำไข่แดงเค็ม 20 ฟองวางลงในถาดให้ห่างกันประมาณ 1 นิ้ว ยกเข้าเตาอบที่ตั้งปุ่มความร้อนไว้ 180 องศาเซลเซียส ปุ่มไฟบน-ล่าง ปุ่มเวลา 6 นาที พอครบเวลานำออกมาวางพักไว้ให้เย็นแล้วผ่าครึ่งแต่ละฟอง เพื่อให้ได้ไข่แดงเค็ม 40 ชิ้น    ป้าเจี๊ยบชั่งไข่แดงเค็มครึ่งฟองกับทุเรียนกวนไร้น้ำตาลให้ได้น้ำหนักรวมกัน 35 กรัม แล้วปั้นทุเรียนกวนให้เป็นแผ่นกลม วางไข่แดงเค็มลงตรงกลาง จัดทุเรียนกวนหุ้มไข่แดงเค็มจนมิด คลึงด้วยฝ่ามือจนเป็นลูกกลม ทำจนได้ครบ 40 ลูก วางพักไว้   เมื่อครบ 2 ชั่วโมงนำแป้งโดออกจากตู้เย็น แบ่งเป็นก้อนๆ ละ 15-16 กรัม ปั้นเป็นก้อนกลมได้ 40 ก้อน เมื่อครบแล้วก็นำแป้งโดมาหุ้มไส้ที่เตรียมไว้โดยใช้ฝ่ามือกดแผ่แป้งให้เป็นแผ่นกลม วางไส้ลงตรงกลาง แล้วใช้นิ้วมือค่อยๆ ดุนแป้งให้หุ้มไส้จนมิด คลึงเบาๆ ให้เป็นก้อนกลม โรยแป้งนวลเล็กน้อย ใช้นิ้วมือบีบเบาๆ ให้รูปร่างคล้ายท่อนสี่เหลี่ยม ใส่เข้าไปในพิมพ์ กดพิมพ์ลงกับถาดรองให้ตัวเค้กหลุดออกมา ทำไปทีละอันจนครบ 40 ชิ้น ชิ้นที่เสร็จก่อนจะคลุมผ้าไว้เพื่อที่ตัวแป้งจะได้ไม่แห้ง   จากขนาดของเตาติ๊งที่ใช้อยู่ ป้าเจี๊ยบต้องอบหลายรอบค่ะ ถาดอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 8x10 นิ้ว วางมูนเค้กได้ครั้งละ 15 ชิ้น ก่อนยกถาดเข้าเตาอบป้าเจี๊ยบใช้ฟ็อกกี้พ่นสเปรย์น้ำเปล่าบางๆ บนผิวหน้าเค้ก ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เค้กหน้าแตก   วิธีอบแบ่งเป็น 2 ช่วงค่ะ ช่วงแรกเปิดปุ่มไฟบน-ล่าง ปุ่มความร้อน 200 องศาเซลเซียส ใช้เวลา 5 นาที แล้วยกถาดออกมาเพื่อใช้แปรงจุ่มน้ำไข่ที่ผสมไข่แดง 1 ฟองกับน้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ ทาผิวมูนเค้กแต่ละชิ้นบางๆ จนทั่ว การที่ไม่ทาก่อนอบเพราะตัวแป้งยังนิ่มอยู่ ถ้าทาน้ำไข่ลงไปลวดลายบนหน้าเค้กจะไม่คมชัด  ช่วงที่สองอบต่อที่ความร้อน 165 องศาเซลเซียสอีก 15 นาทีเป็นอันเรียบร้อย พักไว้จนเย็นสนิทแล้วเก็บใส่กล่อง บ่มไว้ในตู้เย็นอย่างน้อย 3 วันก็พร้อมแจก แต่ดูจากจำนวนที่ทำไว้น่าจะไม่พอแจก เดี๋ยวหายเหนื่อยแล้วจะทำเพิ่มอีก...อิอิ   เนื่องจากไม่ใช่เทศกาลไหว้พระจันทร์ มูนเค้กไร้น้ำตาลจึงเป็นของชำร่วยที่สร้างความแปลกใจและรอยยิ้มจากผู้รับมากค่ะ แถมยังมีคนพูดว่า “ดีจัง ต่อไปนี้เราจะมีมูนเค้กกินทุกเวลาที่ต้องการ”...เอ๊ะยังไง?!?  

  น้องสายชลส่งสาคูต้นมาให้ ทดลองทำตะโก้สาคูมะพร้าวอ่อน พบว่าอร่อยกว่าสาคูที่ทำจากแป้งมันสำปะหลัง   เครื่องปรุง สาคูต้น 100 กรัม เนื้อมะพร้าวอ่อน (ผลใหญ่) 1 ผล น้ำตาลทราย 90 กรัม เกลือ 1/8 ช้อนชา น้ำ 500 มิลลิลิตร ++ ใบเตยหอม 3 ใบ (มัด) หน้าตะโก้ หัวกะทิ 250-300 มิลลิลิตร แป้งข้าวเจ้า 1/8 ถ้วย แป้งมัน 2 ช้อนชา ดอกเกลือ 1/2 ช้อนชา น้ำตาลทราย 20 กรัม วิธีทำ ต้มน้ำกับใบเตยหอม พอน้ำเดือดสักครู่เอาใบเตยออก ค่อยๆ เทสาคูลงในน้ำเดือดและคนตลอดเวลาเพื่อไม่ให้จับตัวเป็นก้อน ประมาณ 4-5 นาทีต้องเติมน้ำนิดหน่อย กวนต่อจนสุกมีตากบเล็กๆ ใส่เนื้อมะพร้าวอ่อน น้ำตาล และเกลือ คนให้ข้น ตักใส่ถ้วยที่เตรียมไว้ได้ 11-12 ถ้วย กวนหน้าขนมโดยเอาของแห้งคือแป้ง เกลือ และน้ำตาลใส่กระทะ ค่อยๆ ใส่หัวกะทิและกวนไปเรื่อยๆจนแป้งละลายจึงใส่หัวกะทิทั้งหมดลงไป ยกขึ้นตั้งไฟกลางค่อนข้างอ่อน กวนตลอดเวลา พอเริ่มเดือดมันจะข้นขึ้นเรื่อยๆ กวนให้แป้งสุกแต่อย่ากวนนานเกินไป กะทิจะแตกมัน ตักหน้าราดตัวตะโก้ ทิ้งให้เย็นเป็นอันเสร็จค่ะ อร่อยมากนะคะขอบอก

  แค่ชื่อก็ดูมีราคา วุ้นกรอบสีสันสวย ใส่กล่องน่ารักสวยๆ เป็นทั้งของฝาก ของแจกถูกใจทั้งผู้รับผู้ให้   ส่วนผสม ผงวุ้น 6 ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า 8 ถ้วย น้ำตาลทราย 6 ถ้วย สีผสมอาหารสีแดง น้ำเงิน เหลือง และเขียว วิธีทำ แช่ผงวุ้นในน้ำเปล่า 10 นาที ตั้งไฟกลางจนเดือดและวุ้นละลายหมด ใส่น้ำตาล ต้มต่อจนเดือด น้ำตาลละลายหมด ยกลง เทใส่พิมพ์ 4 พิมพ์ หยดสีพิมพ์ละสี คนพอให้สีกระจาย พักไว้ให้แข็งตัว นำวุ้นออกจากพิมพ์ ตัดเป็นแท่งตามต้องการ ตกแต่งวุ้นแต่ละชิ้นให้สวยงาม เรียงวุ้นใส่ถาด นำไปตากแดด 3 วันโดยปิดด้วยผ้าขาวบาง หรือนำไปอบที่อุณหภูมิ 85 องศาเซลเซียส เวลา 1-2 วันจนวุ้นแห้งขึ้นเกล็ดเล็กน้อย เก็บใส่ขวดโหล ปิดฝา  

  วุ้นกรอบๆ สีหวานรูปดอกไม้ทั้งสวยทั้งน่ากิน ทำเป็นของว่างแสนอร่อยไว้ตอนรับเด็ก หรือของขวัญให้เพื่อนๆและเด็กๆ   ส่วนผสม ผงวุ้น 2 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า 2 1/2 ถ้วย น้ำตาลทรายขาว 1 3/4 ถ้วย สีผสมอาหารสีม่วง ชมพู และแดง อย่างละ 3-4 หยด พิมพ์ซิลิโคนลายดอกไม้ขนาด 1-2 นิ้ว 12-15 ชิ้น วิธีทำ แช่ผงวุ้นกับน้ำเปล่า 5-10 นาทีเพื่อให้ผงวุ้นอิ่มตัว ใช้ไฟกลางต้มวุ้นจนละลาย ใส่น้ำตาล คนให้ละลาย ยกลง แบ่งน้ำวุ้นเป็น 4 สี คนให้เข้ากัน ตักหยอดใส่พิมพ์ พักไว้ให้แข็งตัว ค่อยๆ นำออกจากพิมพ์ เรียงใส่ถาดที่รองด้วยกระดาษรองอบ   นำไปตากแดดโดยคลุมด้วยผ้าขาวบาง 2-3 วัน หรือใช้เตาอบอุณหภูมิ 85 องศาเซลเซียส ประมาณ 2 วันผิววุ้นก็จะแห้ง เก็บใส่กล่องปิดฝาได้

  ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่) พีชกระป๋องหั่นชิ้นเล็ก 1 ถ้วย โยเกิร์ต 1 ถ้วย ข้าวโอ๊ต 1/4 ถ้วย กราโนลา อัลมอนด์สับ ราสป์เบอร์รีสด และพีชหั่นเสี้ยวสำหรับตกแต่ง วิธีทำ ปั่นพีช โยเกิร์ต และข้าวโอ๊ตเข้าด้วยกันจนละเอียด เทใส่ถ้วยสำหรับเสิร์ฟ วางกราโนลา อัลมอนด์สับ ราสป์เบอร์รีสด และพีชหั่นเสี้ยวให้สวยงาม

  หวานนุ่ม เนื้อเนียนละมุน ขนมมันหวานอบสไตล์ญี่ปุ่น ที่สามารถทำเองได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องบินไปกินไกลถึงประเทศญี่ปุ่น   ส่วนผสม (สำหรับ 8 ชิ้น) มันหวานญี่ปุ่น 300 กรัม วิปปิงครีม 3 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลไอซิง 2 ช้อนโต๊ะ เนยจืด 1 ช้อนโต๊ะ ไข่แดง 1 ฟอง น้ำสำหรับต้มมัน 2 ถ้วย วิธีทำ ปอกเปลือกมันหวานหั่นชิ้นหนา 0.5 เซนติเมตร ใส่ลงในหม้อ ใส่น้ำต้มให้เดือด 10 นาทีจนสุก ตักเอาแต่เนื้อมันใส่ชามผสม ใส่เนย และน้ำตาลไอซิง บดเข้าด้วยกัน นำไปกวนไฟอ่อนจนเนื้อมันเนียน ตักใส่ชามผสม คนให้คลายความร้อน ใส่วิปปิงครีมคนให้เข้ากัน ปั้นเป็นก้อนยาวรี เรียงใส่ถาดอบ ทาไข่แดงให้ทั่วหน้าขนม   นำไปอบที่อุณหภูมิ 220 องศาเซลเซียส เวลา 15-20 นาที

  สถานการณ์โควิด-19 ยังคงรุนแรง ต่างคนต่างเก็บตัวอยู่บ้าน ป้าเจี๊ยบมีประชุมทางไกลเรื่องงานนานๆ ครั้ง  เวลาส่วนใหญ่จะหมดไปกับการทดลองทำอาหารคาวหวานที่ไม่เคยทำจนสมาชิกร่วมบ้านบ่นว่าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น!!!   วันแม่ที่ผ่านมาป้าเจี๊ยบคิดถึงของหวานที่แม่ของพวกเราชอบกินมากๆ ซึ่งป้าเจี๊ยบก็ชอบกินเหมือนกัน แต่ไม่ได้กินบ่อย เพราะของหวานนี้จะได้กินในโอกาสพิเศษที่แม่พาไปเลี้ยงเป็ดปักกิ่งหรือหมูหันที่ภัตตาคารจีน  แล้วเขาเสิร์ฟมาเป็นเมนูปิดท้ายรายการค่ะ   ภาษาจีนกวางตุ้งเรียกของหวานนี้ว่า “หว่อแป๋ง”  เป็นแผ่นแป้งบางๆ ห่อไส้พุทรากวนรสหวานนิดๆ ติดขมแผ่วๆ ที่ปลายลิ้น ทอดจนกรอบ กินตอนที่ไส้ยังร้อนๆ อร่อยมาก   คิดจะออกไปกินที่ภัตตาคารจีนก็ทำไม่ได้ ป้าเจี๊ยบเลยคิดจะทำเองสิคะ อะไรที่เคยกินแล้วยังจำรสชาติได้ป้าเจี๊ยบมั่นใจว่าทำได้แน่นอน สืบค้นอินเทอร์เน็ตแล้วพบว่ามีคนทำหลากหลายวิธี พอจะได้ไอเดียที่จะทำของตัวเองโดยไม่ต้องเหมือนใคร  แบบว่า...จะไม่เชื่อมพุทราก่อน ไม่ใส่น้ำตาล ไม่ใส่นม ไม่ใส่แป้ง ไม่ใส่แบะแซ ฯลฯ ตามที่อ่านเจอ หุหุ   ป้าเจี๊ยบมีพุทราจีนแห้งลูกโตที่ซื้อมาจากไห่หนานซึ่งจับแช่แข็งไว้นานแล้ว ได้ฤกษ์เปิดถุงออกมาใช้งานซะที จัดการแบ่งออกมา 3 ถ้วยตวง แล้วล้างน้ำสไตล์ซาวข้าว 2-3 ครั้ง เนื่องจากไม่แน่ใจว่าพุทราจีนพวกนี้สะอาดแค่ไหน อิอิ   เมื่อคิดว่าจะไม่ใช้น้ำตาล ป้าเจี๊ยบก็หาตัวช่วยเสริมความหวานสิคะ  อินทผลัมน่าจะเข้ากันดี และไม่มีกลิ่นที่จะกลบกลิ่นเฉพาะตัวของพุทราจีนด้วย ป้าเจี๊ยบใช้ 1 ถ้วยตวงค่ะ ล้างน้ำทำความสะอาดแบบเดียวกับพุทราจีน   จากนั้นนำพุทราจีน 3 ถ้วยตวง กับอินทผลัม 1 ถ้วยตวงใส่ในหม้อเคลือบ เทน้ำสะอาดลงไปจนท่วม ยกขึ้นตั้งไฟแรงจนน้ำเดือดแล้วลดไฟลงจนอ่อน ปิดฝาเคี่ยวไปเรื่อยๆ จนเนื้อพุทราจีนและอินผลัมเปื่อยยุ่ยก็ปิดไฟทิ้งไว้ให้เย็น   ทั้งพุทราจีนและอินทผลัมมีเมล็ดและเปลือกค่ะ ต้องกำจัดออกเพื่อให้ได้ไส้เนื้อเนียนนุ่มลิ้น ป้าเจี๊ยบจึงทยอยตักส่วนผสมที่ต้มไว้มาบี้ผ่านกระชอนให้ได้แต่เนื้อล้วนๆ ลองชิมดู อืม…พอใจค่ะ ไม่หวานมาก แต่ถ้าอยากกินหวานอีกนิดอาจใส่น้ำตาลทรายแดงหรือน้ำผึ้ง   กวนให้แห้งลงก่อนสิคะ ป้าเจี๊ยบเทส่วนผสมลงกระทะทองเหลือง ใส่น้ำมันมะกอกลงไป 1 ช้อนโต๊ะ และเกลือป่น 1/8 ช้อนชา เพื่อเพิ่มรสชาติ ยกขึ้นตั้งไฟปานกลาง ใช้พายไม้กวนไปเรื่อยๆ จนส่วนผสมงวดลง มีลักษณะเป็นเนื้อคล้ายแยมข้นๆ  ชิมอีกทีมีรสหวานขึ้นอีกนิด ได้รสที่ต้องการแล้ว ไม่เพิ่มน้ำตาล วางพักไว้แล้วไปทำแผ่นแป้งต่อค่ะ   ป้าเจี๊ยบจะใช้แผ่นแป้งแบบเดียวกับที่ตัวเองทำมะตะบะกิน ซึ่งบางกรอบ แน่ใจว่าเข้ากันดีกว่าสูตรทั่วไปที่ใส่ทั้งไข่ เนย และน้ำตาล แต่ของป้าเจี๊ยบไม่ใส่เลย   เริ่มด้วยการใส่น้ำสะอาด 48 กรัม เกลือป่น 1/8 ช้อนชาลงในชามผสม คนให้เกลือละลาย แล้วใส่แป้งสาลีอเนกประสงค์ 75 กรัมลงไป คนให้เข้ากันจนหมดฝุ่นแป้ง ตามด้วยใช้มือนวดต่อจนแป้งโดเนื้อเนียนไม่ติดมือ เอาผ้าคลุมไว้ 10 นาที  เตรียมแป้งนวลด้วยการผสมแป้งสาลีอเนกประสงค์ 2 ช้อนโต๊ะกับแป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากันดี   จากนั้นนำแป้งโดออกจากชามมาวางบนเคาน์เตอร์ แบ่งเป็น 4 ส่วนเท่าๆ กัน นำแต่ละส่วนมาพับรวบแบบดึงแป้งจากขอบเข้าตรงกลางให้เป็นลูกกลมๆ แล้วคลึงเบาๆ จนได้ลูกกลมผิวเรียบเนียน 4 ลูก คลุมผ้าพักไว้ 5 นาที   ได้เวลารีดแป้งกันค่ะ ป้าเจี๊ยบโรยแป้งนวลลงบนเคาน์เตอร์ วางโดลูกที่ 1 ลงไป โรยแป้งนวลบนโด ใช้ลูกกลิ้งคลึงจนเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมประมาณ 3x3 นิ้ว ทาแป้งนวลให้ทั่วแผ่นทั้ง 2 ด้าน ทำโดลูกอื่นๆ เหมือนกันแล้วนำแต่ละแผ่นที่ได้มาซ้อนกัน จากนั้นใช้ลูกกลิ้งคลึงอีกครั้งเพื่อให้แผ่นแป้งขยายออกเป็นประมาณ 5x5 นิ้ว แป้งที่ได้จึงบางลงอีก   ป้าเจี๊ยบลอกแผ่นแป้งออกมาวางเรียงไว้  ที่ลอกได้ง่ายโดยไม่ติดกันและไม่ขาดทั้งๆ ที่แป้งบางมากๆ ก็เพราะแป้งนวลที่เคลือบไว้อย่างดีนั่นเองค่ะ   ตักไส้พุทราจีนใส่ลงไปในแผ่นแป้ง 2 แผ่นซึ่งวางไว้บนกระดาษไข จะได้สะดวกตอนยกไปทอดค่ะ  ใช้พายซิลิโคนปาดไส้ให้เรียบเสมอกัน เว้นขอบโดยรอบไว้ประมาณครึ่งเซนติเมตร ทาน้ำเปล่าตรงส่วนนี้ แล้วยกแผ่นแป้งอีกแผ่นมาปิดทับ กดขอบโดยรอบให้สนิท ได้แผ่นแป้งสอดไส้พุทราจีนเตรียมทอด 2 แผ่น ขนาดเล็กกว่าในภัตตาคารจีนมากเลย ไส้เหลือเยอะอยู่เอาไว้ทำกินอีกหรือทาขนมปังกินได้ อิอิ   พร้อมทอดแล้วค่ะ เปิดไฟกลาง ตั้งกระทะเทฟลอน ใช้แปรงทาน้ำมันคาโนล่านิดหน่อย ยกกระดาษไขมาเทแผ่นแป้งลงในกระทะ ทอดจนแป้งสุกทั่ว มีรอยเกรียมสีทองทั้ง 2 ด้านก็ตักออกมาวางบนเขียง ไม่ทอดชิ้นที่ 2 ต่อให้เสร็จ แต่ใช้มีดหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมขนาดที่ต้องการ เสียงดังกร๊อบ…กรอบแน่นอน!   ไม่รอนะคะ หยิบกินทันที 2 ชิ้น! อร่อยตรงที่ไส้ยังร้อนๆ อยู่นี่แหละ สมใจจริงๆ เย้!!!  

  วี ในที่นี้สื่อถึง วีแกน เพราะวัฟเฟิลสูตรนี้ไม่มีส่วนผสมที่มาจากผลิตภัณฑ์สัตว์ แถมไม่มีแป้งสาลีด้วย จึงเหมาะกับคนที่แพ้กลูเตนในแป้งสาลี รับประทานกับผลไม้สดหรือถั่วง่ายๆ กับเมเปิลไซรัปเท่านี้ก็อร่อยแล้วครับ   ส่วนผสม ข้าวโอ๊ต  200 กรัม ผงฟู 1 ช้อนโต๊ะ เกลือ 1/2 ช้อนชา นมอัลมอนด์ 240 กรัม น้ำมันรำข้าว 100 กรัม กล้วยบด 110 กรัม เมเปิลไซรัป 3 ช้อนโต๊ะ + สำหรับเสิร์ฟ วานิลลา 1 1/2 ช้อนชา น้ำตาลไอซิง สำหรับเสิร์ฟ ถั่วและผลไม้ สำหรับเสิร์ฟ วิธีทำ นำข้าวโอ๊ต ผงฟู และเกลือไปปั่นในเครื่องบดสับจนละเอียดให้เข้ากัน ใส่นมอัลมอนด์ น้ำมันรำข้าว กล้วยบด เมเปิลไซรัป และวานิลลา ปั่นต่อให้เข้ากันดี พักส่วนผสมไว้ 15 นาที อุ่นเครื่องทำวัฟเฟิลให้ร้อนดี ตักส่วนผสมลงไป พอสุกดีนำออกมาพักบนตะแกรงสัก 1 นาที ก่อนเสิร์ฟ เสิร์ฟวัฟเฟิลโดยโรยน้ำตาลไอซิง พร้อมด้วยเมเปิลไซรัป ผลไม้ หรือถั่วตามชอบ

  ใครที่หลงใหลในขนมเกาหลีเหนียวนุ่ม หนึบอย่าง ซัลต็อกพาย จดสูตรนี้แล้วนำไปทำตามกันได้เลย ความพิเศษคือ เราเปลี่ยนสีของช็อกโกแลต ให้สดใสยิ่งขึ้นด้วยโคตติ้งสตรอว์เบอร์รี และดอกไม้ น่ารัก น่ากินขึ้นไปอีก   ส่วนผสม แป้งข้าวเหนียว 2 ถ้วย น้ำตาลทราย 2 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า 1/2 ถ้วย โคตติ้งสตรอว์เบอร์รี 1/2 ถ้วย โคตติ้งไวต์ช็อกโกแลต  1 ถ้วย ดอกไม้สดกินได้ตามชอบ อัลมอนด์บด ส่วนผสมไส้ ผงโกโก้ 1/2 ถ้วย น้ำตาลไอซิง 1/2 ถ้วย เนยสดละลาย 1/3 ถ้วย วิธีทำ ผสมแป้งข้าวเหนียว น้ำตาล คนให้เข้ากัน ใส่น้ำเปล่า คนจนน้ำตาลและแป้งเข้าด้วยกัน ปิดพลาสติกใส นำเข้าไมโครเวฟประมาณ 3 นาที ยกออกมาคนให้เข้ากัน นำเข้าไมโครเวฟต่ออีก 2 นาที ยกออกมาคนให้เข้ากันอีกครั้ง แล้วนวดด้วยช้อนประมาณ 5 นาที ใส่อัลมอนด์บดบนจาน ใส่แป้งต็อก โรยอัลมอนด์บดเล็กน้อย ตะล่อมให้เข้ากันเบาๆ ตัดเป็นชิ้นตามชอบ ตะล่อมให้เป็นชิ้น พักไว้ ทำไส้โดยผสมผงโกโก้ น้ำตาลไอซิง และเนยละลายคนให้เข้ากัน นำแป้งแต่ละชิ้นมาแผ่ออก ใส่ไส้แล้วหุ้มให้มิด กดให้แบนเล็กน้อย นำไปแช่ช่องแข็ง 10 นาที ละลายโคตติ้งทั้ง 2 รสเข้าด้วยกันบนน้ำร้อน ยกลง ใส่ต็อกพายลงชุบให้ทั่ว ตักวางบนตะแกรง แต่งด้วยดอกไม้สดกินได้ 

  เติมสีสันให้ขนมไทยสุดหอมหวานมันอย่าง ข้าวต้มมัด ด้วยสีฟ้าสดใสของอัญชัน ดูสวยงามน่ารับประทานขึ้นอีกเป็นกอง   ส่วนผสม ข้าวเหนียว  2 1/2 ถ้วย กล้วยน้ำว้าผ่า 8 ชิ้น 3 ผล ถั่วดำแช่น้ำ 1/2 ถ้วย หัวกะทิ 1 1/2 ถ้วย น้ำตาลทราย 1 ถ้วย เกลือป่น 1 ช้อนชา น้ำอัญชัน 3 ถ้วย ใบตอง ตอกไม่ไผ่สำหรับมัด วิธีทำ แช่ข้าวเหนียวลงในน้ำอัญชัน 3 ชั่วโมง กรองเอาน้ำออก ต้มถั่วดำที่แช่น้ำไว้ 20 นาที พอให้ถั่วสุก ตักขึ้นพักไว้ ตั้งกระทะใส่กะทิ น้ำตาลทราย เกลือ พอกะทิเริ่มเดือดใส่ข้าวเหนียวอัญชันลงผัดเข้าด้วยกันจนกะทิแห้ง ตักใส่จานพักไว้ให้ข้าวเหนียวเย็น ตัดใบตองซ้อนกัน 2 ชิ้น ใส่ข้าวเหนียวผัด วางกล้วยน้ำว้า ใส่ถั่วดำ แล้วตักข้าวเหนียวผัดลงปิดกล้วย ห่อให้สวยงาม ทำ 2 ชิ้นมาประกบกันแล้วมัดด้วยตอกให้แน่น เรียงใส่ลังถึง นำไปนึ่งในน้ำเดือดประมาณ 1 ชั่วโมง ปิดไฟ  

  ชีสเค้กสไตล์ญี่ปุ่นเนื้อนุ่มฟู ราดซอสคาราเมลสีฟ้าอัญชันอันหอมหวาน ท็อปด้วยผลไม้ตระกูลเบอร์รี รสเปรี้ยว เข้ากันได้อย่างลงตัว   ส่วนผสม (สำหรับ 4 ชิ้น) ครีมชีส 250 กรัม นมสด 1/4 ถ้วย เนยสดเค็ม 50 กรัม ไข่แดง 3 ฟอง เกลือป่น 1/4 ช้อนชา แป้งเค้ก 1/2 ถ้วย ไข่ขาว 3 ฟอง น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย วิธีทำ ใส่ครีมชีส นมสด และเนยลงในชามผสม ตั้งบนหม้อน้ำร้อน คนให้ละลายเป็นเนื้อเดียวกัน ใส่ไข่แดง เกลือ และแป้งเค้ก คนให้เข้ากันทั่ว พักไว้ ตีไข่ขาวกับน้ำตาลจนฟูอยู่ตัว ตักแบ่งใส่ส่วนผสมครีมชีสตะล่อมให้เข้ากัน ใส่ส่วนผสมไข่ขาวที่เหลือ ตะล่อมให้เข้ากัน ตักใส่พิมพ์ เรียงใส่ถาด ใส่น้ำร้อนที่ถาดอบ นำไปอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส เวลา 30 นาทีจนสุก ทำคาราเมลอัญชันโดยใส่น้ำตาลและน้ำอัญชันเล็กน้อย เคี่ยวไฟอ่อนจนเดือด ยกลงตักราดบนชีสเค้ก แต่งด้วยบลูเบอร์รี ราสป์เบอร์รี และดอกอัญชันสด

  ช่วงนี้การดื่มน้ำสมุนไพรกำลังเป็นที่นิยม เป็นการป้องกันจากไวรัสในปัจจุบัน “บัวลอยงาดำน้ำขิง” จึงเป็นของหวานอีกเมนูหนึ่งที่ใช้สมุนไพรอย่างขิงมาต้มกับน้ำใส่น้ำตาลทรายแดง กินกับบัวลอยงาดำแบบร้อนๆ ช่วยให้จมูกโล่ง   ส่วนผสมแป้งบัวลอย แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วย แป้งข้าวเจ้า 2 ช้อนโต๊ะ น้ำอุ่น 1/2 ถ้วย น้ำตาลทรายแดง 2 ช้อนโต๊ะ ส่วนผสมไส้งาดำ งาดำคั่วบด 3/4 ถ้วย น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1/4 ช้อนชา น้ำเปล่า 1/3 ถ้วย ส่วนผสมน้ำขิง ขิงแก่หั่นแว่น 10 ชิ้น น้ำตาลทรายแดง 1/2 ถ้วย น้ำสะอาด 2 ถ้วย วิธีทำ เตรียมไส้งาดำโดยเคี่ยวน้ำตาลปี๊บ เกลือ และน้ำให้ข้นเหนียว ใส่งาบดลงกวนให้เข้ากันทั่ว พักไว้พออุ่นๆ ปั้นเป็นก้อนกลมๆ พักไว้ ทำแป้งบัวลอยโดยผสมน้ำอุ่นกับน้ำตาลทรายแดงจนละลายหมดพักไว้ ผสมแป้งทั้ง 2 ชนิดเข้าด้วยกัน ค่อยๆ เติมน้ำเชื่อมที่ทำไว้ นวดจนปั้นเป็นก้อนได้ ปั้นแป้งเป็นก้อนกลม กดให้แบน ใส่ไส้งาดำ หุ้มแป้งให้มิด วางใส่จานโรยแป้งนวลไว้ ทำน้ำขิงโดยตั้งหม้อน้ำให้เดือด ใส่ขิง และน้ำตาลทรายแดงลงต้มจนเดือด มีกลิ่นหอม ยกลง ใส่บัวลอยลงต้มในน้ำเดือดจนสุกลอยขึ้นสักครู่ ตักใส่ถ้วย ใส่น้ำขิง เสิร์ฟร้อนๆ

  ของว่างไทยที่ใช้แป้งเอแคลร์มาทอดจนฟูสุกเหลือง ต้นตำรับจะกินกับน้ำเชื่อมหรือน้ำผึ้ง วันนี้นำมาผสมกับครีมชีสและบลูเบอร์รี เป็นขนมของว่างใหม่ๆ     ส่วนผสมแป้งทองพลุ แป้งสาลีอเนกประสงค์  1 ถ้วย น้ำเปล่า  3/4 ถ้วย เกลือป่น 1/8  ช้อนชา เนยสดเค็ม 1/2  ถ้วย น้ำตาลทราย  2 ช้อนโต๊ะ ไข่ไก่  2 ฟอง น้ำมันพืชสำหรับทอด ส่วนผสมไส้ครีมชีส ครีมชีส 150 กรัม นมข้นหวาน 1/4 ถ้วย บลูเบอร์รีกวนตามชอบ วิธีทำ ทำทองพลุโดยต้มน้ำ ใส่เกลือ น้ำตาล เนยสด ต้มจนเดือด เนยละลายหมด ใส่แป้งสาลีคนเร็วๆ พอเข้ากันจนแป้งใส ยกลง ตักแป้งใส่ชามผสม ตีให้คลายความร้อน ใส่ไข่ไก่ทีละฟองคนให้เข้ากันจนหมด ตั้งหม้อน้ำมันให้ร้อน ตักส่วนผสมแป้งหยอดลงทอดให้สุกเหลืองและแป้งพอง ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน คนครีมชีสกับนมข้นหวานให้เข้ากันจนเนียน ใส่ถุงบีบเตรียมไว้  นำทองพลุมาผ่าตรงกลางอย่าให้ขาด ใส่ครีมชีส ตักบลูเบอร์รีกวนใส่ เสิร์ฟกับชาหรือกาแฟ  

  เปลี่ยนชีสเค้กแบบเดิมๆ ให้สดใสด้วยเจลลีผลไม้หลากสี สูตรนี้ไม่ต้องง้อเตาอบ แค่มีตู้เย็นก็สามารถอร่อยได้   ส่วนผสม แครกเกอร์บดละเอียด 2 ถ้วย เนยสดเค็มละลาย  1/2  ถ้วย ครีมชีส 350 กรัม วิปปิงครีม 1 1/4   ถ้วย น้ำตาลไอซิง 1/2  ถ้วย ผงเจลาติน  2 ช้อนชา น้ำแช่ผงเจลาติน 3 ช้อนโต๊ะ เจลลีรสผลไม้สีต่างๆ ตามชอบ วิธีทำ ผสมแครกเกอร์บดกับเนยละลายคลุกให้เข้ากัน ใส่ลงในพิมพ์ กดให้แน่นแช่เย็นไว้ แช่ผงเจลาตินในน้ำ 5 นาทีจนพองตัว นำไปละลายในไมโครเวฟ พักไว้ ตีครีมชีสให้เป็นเนื้อเดียวกัน ใส่วิปปิงครีม และน้ำตาลไอซิง ตีต่อให้เข้ากันจนเป็นครีมข้นอยู่ตัว ใส่เจลาตินละลาย ตีต่อให้เข้ากัน ตักใส่ฐานแครกเกอร์ทำไว้ครึ่งหนึ่ง ใส่เจลลีให้ทั่ว ใส่ส่วนผสมครีมชีสที่เหลือ ปาดให้ทั่ว ใส่เจลลีอีกครั้งให้ทั่ว นำไปแช่เย็นจนอยู่ตัว ตัดเป็นชิ้น จัดใส่จานเสิร์ฟ