เติมสีสันให้ขนมไทยสุดหอมหวานมันอย่าง ข้าวต้มมัด ด้วยสีฟ้าสดใสของอัญชัน ดูสวยงามน่ารับประทานขึ้นอีกเป็นกอง   ส่วนผสม ข้าวเหนียว  2 1/2 ถ้วย กล้วยน้ำว้าผ่า 8 ชิ้น 3 ผล ถั่วดำแช่น้ำ 1/2 ถ้วย หัวกะทิ 1 1/2 ถ้วย น้ำตาลทราย 1 ถ้วย เกลือป่น 1 ช้อนชา น้ำอัญชัน 3 ถ้วย ใบตอง ตอกไม่ไผ่สำหรับมัด วิธีทำ แช่ข้าวเหนียวลงในน้ำอัญชัน 3 ชั่วโมง กรองเอาน้ำออก ต้มถั่วดำที่แช่น้ำไว้ 20 นาที พอให้ถั่วสุก ตักขึ้นพักไว้ ตั้งกระทะใส่กะทิ น้ำตาลทราย เกลือ พอกะทิเริ่มเดือดใส่ข้าวเหนียวอัญชันลงผัดเข้าด้วยกันจนกะทิแห้ง ตักใส่จานพักไว้ให้ข้าวเหนียวเย็น ตัดใบตองซ้อนกัน 2 ชิ้น ใส่ข้าวเหนียวผัด วางกล้วยน้ำว้า ใส่ถั่วดำ แล้วตักข้าวเหนียวผัดลงปิดกล้วย ห่อให้สวยงาม ทำ 2 ชิ้นมาประกบกันแล้วมัดด้วยตอกให้แน่น เรียงใส่ลังถึง นำไปนึ่งในน้ำเดือดประมาณ 1 ชั่วโมง ปิดไฟ  

  ชีสเค้กสไตล์ญี่ปุ่นเนื้อนุ่มฟู ราดซอสคาราเมลสีฟ้าอัญชันอันหอมหวาน ท็อปด้วยผลไม้ตระกูลเบอร์รี รสเปรี้ยว เข้ากันได้อย่างลงตัว   ส่วนผสม (สำหรับ 4 ชิ้น) ครีมชีส 250 กรัม นมสด 1/4 ถ้วย เนยสดเค็ม 50 กรัม ไข่แดง 3 ฟอง เกลือป่น 1/4 ช้อนชา แป้งเค้ก 1/2 ถ้วย ไข่ขาว 3 ฟอง น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย วิธีทำ ใส่ครีมชีส นมสด และเนยลงในชามผสม ตั้งบนหม้อน้ำร้อน คนให้ละลายเป็นเนื้อเดียวกัน ใส่ไข่แดง เกลือ และแป้งเค้ก คนให้เข้ากันทั่ว พักไว้ ตีไข่ขาวกับน้ำตาลจนฟูอยู่ตัว ตักแบ่งใส่ส่วนผสมครีมชีสตะล่อมให้เข้ากัน ใส่ส่วนผสมไข่ขาวที่เหลือ ตะล่อมให้เข้ากัน ตักใส่พิมพ์ เรียงใส่ถาด ใส่น้ำร้อนที่ถาดอบ นำไปอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส เวลา 30 นาทีจนสุก ทำคาราเมลอัญชันโดยใส่น้ำตาลและน้ำอัญชันเล็กน้อย เคี่ยวไฟอ่อนจนเดือด ยกลงตักราดบนชีสเค้ก แต่งด้วยบลูเบอร์รี ราสป์เบอร์รี และดอกอัญชันสด

  ช่วงนี้การดื่มน้ำสมุนไพรกำลังเป็นที่นิยม เป็นการป้องกันจากไวรัสในปัจจุบัน “บัวลอยงาดำน้ำขิง” จึงเป็นของหวานอีกเมนูหนึ่งที่ใช้สมุนไพรอย่างขิงมาต้มกับน้ำใส่น้ำตาลทรายแดง กินกับบัวลอยงาดำแบบร้อนๆ ช่วยให้จมูกโล่ง   ส่วนผสมแป้งบัวลอย แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วย แป้งข้าวเจ้า 2 ช้อนโต๊ะ น้ำอุ่น 1/2 ถ้วย น้ำตาลทรายแดง 2 ช้อนโต๊ะ ส่วนผสมไส้งาดำ งาดำคั่วบด 3/4 ถ้วย น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1/4 ช้อนชา น้ำเปล่า 1/3 ถ้วย ส่วนผสมน้ำขิง ขิงแก่หั่นแว่น 10 ชิ้น น้ำตาลทรายแดง 1/2 ถ้วย น้ำสะอาด 2 ถ้วย วิธีทำ เตรียมไส้งาดำโดยเคี่ยวน้ำตาลปี๊บ เกลือ และน้ำให้ข้นเหนียว ใส่งาบดลงกวนให้เข้ากันทั่ว พักไว้พออุ่นๆ ปั้นเป็นก้อนกลมๆ พักไว้ ทำแป้งบัวลอยโดยผสมน้ำอุ่นกับน้ำตาลทรายแดงจนละลายหมดพักไว้ ผสมแป้งทั้ง 2 ชนิดเข้าด้วยกัน ค่อยๆ เติมน้ำเชื่อมที่ทำไว้ นวดจนปั้นเป็นก้อนได้ ปั้นแป้งเป็นก้อนกลม กดให้แบน ใส่ไส้งาดำ หุ้มแป้งให้มิด วางใส่จานโรยแป้งนวลไว้ ทำน้ำขิงโดยตั้งหม้อน้ำให้เดือด ใส่ขิง และน้ำตาลทรายแดงลงต้มจนเดือด มีกลิ่นหอม ยกลง ใส่บัวลอยลงต้มในน้ำเดือดจนสุกลอยขึ้นสักครู่ ตักใส่ถ้วย ใส่น้ำขิง เสิร์ฟร้อนๆ

  ของว่างไทยที่ใช้แป้งเอแคลร์มาทอดจนฟูสุกเหลือง ต้นตำรับจะกินกับน้ำเชื่อมหรือน้ำผึ้ง วันนี้นำมาผสมกับครีมชีสและบลูเบอร์รี เป็นขนมของว่างใหม่ๆ     ส่วนผสมแป้งทองพลุ แป้งสาลีอเนกประสงค์  1 ถ้วย น้ำเปล่า  3/4 ถ้วย เกลือป่น 1/8  ช้อนชา เนยสดเค็ม 1/2  ถ้วย น้ำตาลทราย  2 ช้อนโต๊ะ ไข่ไก่  2 ฟอง น้ำมันพืชสำหรับทอด ส่วนผสมไส้ครีมชีส ครีมชีส 150 กรัม นมข้นหวาน 1/4 ถ้วย บลูเบอร์รีกวนตามชอบ วิธีทำ ทำทองพลุโดยต้มน้ำ ใส่เกลือ น้ำตาล เนยสด ต้มจนเดือด เนยละลายหมด ใส่แป้งสาลีคนเร็วๆ พอเข้ากันจนแป้งใส ยกลง ตักแป้งใส่ชามผสม ตีให้คลายความร้อน ใส่ไข่ไก่ทีละฟองคนให้เข้ากันจนหมด ตั้งหม้อน้ำมันให้ร้อน ตักส่วนผสมแป้งหยอดลงทอดให้สุกเหลืองและแป้งพอง ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน คนครีมชีสกับนมข้นหวานให้เข้ากันจนเนียน ใส่ถุงบีบเตรียมไว้  นำทองพลุมาผ่าตรงกลางอย่าให้ขาด ใส่ครีมชีส ตักบลูเบอร์รีกวนใส่ เสิร์ฟกับชาหรือกาแฟ  

  เปลี่ยนชีสเค้กแบบเดิมๆ ให้สดใสด้วยเจลลีผลไม้หลากสี สูตรนี้ไม่ต้องง้อเตาอบ แค่มีตู้เย็นก็สามารถอร่อยได้   ส่วนผสม แครกเกอร์บดละเอียด 2 ถ้วย เนยสดเค็มละลาย  1/2  ถ้วย ครีมชีส 350 กรัม วิปปิงครีม 1 1/4   ถ้วย น้ำตาลไอซิง 1/2  ถ้วย ผงเจลาติน  2 ช้อนชา น้ำแช่ผงเจลาติน 3 ช้อนโต๊ะ เจลลีรสผลไม้สีต่างๆ ตามชอบ วิธีทำ ผสมแครกเกอร์บดกับเนยละลายคลุกให้เข้ากัน ใส่ลงในพิมพ์ กดให้แน่นแช่เย็นไว้ แช่ผงเจลาตินในน้ำ 5 นาทีจนพองตัว นำไปละลายในไมโครเวฟ พักไว้ ตีครีมชีสให้เป็นเนื้อเดียวกัน ใส่วิปปิงครีม และน้ำตาลไอซิง ตีต่อให้เข้ากันจนเป็นครีมข้นอยู่ตัว ใส่เจลาตินละลาย ตีต่อให้เข้ากัน ตักใส่ฐานแครกเกอร์ทำไว้ครึ่งหนึ่ง ใส่เจลลีให้ทั่ว ใส่ส่วนผสมครีมชีสที่เหลือ ปาดให้ทั่ว ใส่เจลลีอีกครั้งให้ทั่ว นำไปแช่เย็นจนอยู่ตัว ตัดเป็นชิ้น จัดใส่จานเสิร์ฟ

  ขนมไทยรสชาติหอมหวานมัน ที่ G&C นำมาทำให้แปลกใหม่มากขึ้นด้วยเตาทาโกะ ใช้ส่วนผสมเพียงไม่กี่อย่างก็ได้ของว่างแสนอร่อยสำหรับกินเล่นในวันหยุดนี้   ส่วนผสม แป้งข้าวเหนียว  2 ถ้วย แป้งมัน 1/4   ถ้วย เนื้อมะพร้าวอ่อนขูดเป็นชิ้น 2 ถ้วย น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย เกลือป่น 1/2 ช้อนชา กะทิ 1/2 ถ้วย      น้ำมะพร้าวอ่อน  1/3 ถ้วย วิธีทำ ผสมแป้งข้าวเหนียวและแป้งมันเข้าด้วยกัน ใส่น้ำตาลและเกลือ คนให้เข้ากัน ใส่น้ำมะพร้าวอ่อน  กะทิ ลงในชามแป้ง คนให้เข้ากัน จนน้ำตาลละลายหมด ใส่เนื้อมะพร้าวอ่อน คนให้เข้ากันอีกครั้ง เตรียมเตาทาโกะ ทาน้ำมันให้ทั่วเบ้า เปิดไฟ ตักส่วนผสมใส่ให้เต็ม รอจนแป้งเริ่มสุก ค่อยๆ กลับแป้ง แล้วกลิ้งแป้งลงทอดให้สุกเหลืองและกลม จัดใส่จาน เสิร์ฟเป็นของว่างได้

  Vacherin (วาเชอแรง) เป็นขนมฝรั่งเศสที่จัดว่าพิเศษของเมืองลียอง (Lyon) ซึ่งมีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นขนมที่ดัดแปลงมาจากขนมของสวิตเซอร์แลนด์   ส่วนประกอบหลักของวาเชอแรงเป็นเมอแรงก์ (เมอแรงก์ฝรั่งเศสหรือเมอแรงก์สวิส) ที่อบด้วยอุณหภูมิต่ำเป็นเวลาหลายชั่วโมงจนแห้งเบา นำมาประกอบเป็นก้อนกลมใหญ่เหมือนเค้กโดยใส่ไอศกรีม   วานิลลา เชอร์เบตราสป์เบอร์รีเป็นชั้นๆ และคลุมแต่งด้วยวิปปิงครีมที่ตีแล้วเติมน้ำตาลเล็กน้อยที่เรียกว่า Chantilly หลังจากนั้นนำไปแช่ช่องแช่แข็งอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง แล้วจึงนำออกมาตัดเสิร์ฟราดด้วย Coulis (คูลี ผลไม้ปั่นแล้วกรองจนเนื้อละเอียด หรือบางทีก็นำผลไม้ไปยีผ่านตะแกรงจนละเอียด)   เมอแรงก์ที่ต่อกันเป็นชั้นของวาเชอแรงอาจจะดูเหมือนทำยาก ตามจริงทำง่ายแต่ใช้เวลาอบนาน เมื่อทำเสร็จแล้วก็สวยงามสีสันน่าทาน จึงมักใช้เป็นขนมในงานฉลองต่างๆ ตามร้านอาหารจะทำเป็นส่วนเล็กๆ สำหรับทานคนเดียว ปัจจุบันมีหลากหลายรส   เพราะวาเชอแรงประกอบด้วยเมอแรงก์ คนจึงมักจะมองว่าคล้ายกับขนมอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่าพาฟโลวา (Pavlova) ที่ถึงแม้ว่าฐานของขนมจะเป็นเมอแรงก์ แต่เป็นเมอแรงก์คนละชนิด คนที่คิดทำพาฟโลวาคงต้องการทำวาเชอแรง แต่ด้วยมีเวลาจำกัดจึงอบเมอแรงก์พอกรอบนอก ใส่คัสตาร์ดหรือวิปปิงครีมและโรยผลไม้   วาเชอแรงนอกจากเป็นขนมยังเป็นชื่อของเนยแข็งเนื้อนุ่มของฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์อีกด้วย ชนิดที่มีชื่อเสียงมากคือ Mont D’or ที่นิยมนำมาอบและใช้ขนมปังหรือมันฝรั่งจิ้ม   ขนมอย่างวาเชอแรงที่มีไอศกรีม เมอแรงก์เนื้อเบาๆ และเบอร์รีปั่นละเอียดราดบนหน้า ดูสดชื่น อร่อย น่าจะเหมาะกับบ้านเราที่มีอากาศร้อน   Meringue ส่วนผสม ไข่ขาว 4 ฟอง (120 กรัม) น้ำตาลทรายละเอียด 200 กรัม เกลือ 1/4 ช้อนชา วิธีทำ ตีไข่ขาวด้วยความเร็วต่ำ ค่อยๆ ใส่น้ำตาลครึ่งหนึ่ง และเกลือ ตีจนยอดแข็ง เติมน้ำตาลที่เหลือ ตีต่อไปจนน้ำตาลละลายหมดและเป็นมันเงา (ลองใช้มือหยิบมาเล็กน้อย ขยี้เบาๆ ถ้าน้ำตาลละลายหมดเนื้อจะเนียนและติดมือ) ใส่ถุงบีบ และบีบลงบนกระดาษไขตามรูปร่างที่ชอบ นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 80-90 องศาเซลเซียส นานประมาณ 2-3 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับขนาด) อบจนแข็งแต่ยังเป็นสีขาว นำออกจากเตาอบ พักให้เย็น เก็บในกล่องที่มีฝาปิดสนิท (ต้องรีบเก็บ ไม่เช่นนั้นผิวจะเริ่มชื้น) Coulis ส่วนผสม ราสป์เบอร์รี 200 กรัม น้ำตาลไอซิง 40 กรัม น้ำเลมอน  2-3 ช้อนโต๊ะ เหล้า Grand Marnier  2-3 ช้อนโต๊ะ (เหล้าอื่นก็ได้แล้วแต่ชอบ) วิธีทำ นำราสป์เบอร์รี น้ำตาล และน้ำเลมอนใส่โถปั่นจนละเอียด กรองส่วนผสมใส่ถ้วย ใส่เหล้าลงไปคนให้เข้ากันและแช่ตู้เย็นเตรียมไว้ วิธีประกอบ ตักไอศกรีมวางบนเมอแรงก์ ตักเชอร์เบตวางทับ ตักวิปครีมที่ตีกับน้ำตาล (Chantilly)ท็อปบนหน้า ราดคูลีให้สวยงาม

  สคอนแป้งนุ่มที่ใส่ลูกเกดและถั่วพีแคนเคี้ยวกรุบ ขนมที่เหมาะกินคู่กับน้ำชาหรือกาแฟ สูตรอร่อยจากทีมเชฟผู้สอนหลักสูตรศิลปะวิชาการทำขนมปังจากโรงเรียนสอนการประกอบอาหารเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต    ส่วนผสม (สำหรับ 24 ชิ้น) แป้งสาลีอเนกประสงค์ T55 500 กรัม ผงฟู 28 กรัม น้ำตาลทราย 75 กรัม เนยจืดหั่นเต๋าแช่เย็น 93 กรัม เกลือป่น 1 กรัม ไข่ไก่ 30 กรัม นมสด 125 กรัม วิปปิงครีม 125 กรัม วานิลลาสกัด 3 กรัม ลูกเกดดำแช่เหล้ารัม 185 กรัม ถั่วพีแคนอบและสับหยาบ 125 กรัม วิธีทำ ผสมแป้งสาลี ผงฟู เกลือ และน้ำตาลทรายในโถผสมคนให้พอเข้ากัน ใส่เนย ตีด้วยหัวตีใบไม้ใช้ความเร็วต่ำจนส่วนผสมเป็นเม็ดทรายร่วนๆ ผสมไข่ไก่ นมสด วิปปิงครีม และวานิลลาเข้าด้วยกัน ค่อยๆ เทใส่โถผสมอย่างต่อเนื่อง พอของเหลวซึมเข้าในส่วนของแห้งและเริ่มจับตัวกันเป็นก้อนเล็กๆ แต่ยังไม่เป็นก้อนเนียน หยุดเครื่องทันที กรองเหล้ารัมออกจากลูกเกด ใส่ลูกเกดและถั่วพีแคนลงในโถผสม เปิดเครื่องตีความเร็วต่ำ ผสมแค่ให้พอเข้ากัน (อย่าผสมนาน) แบ่งโดเป็น 2 ส่วน ห่อด้วยพลาสติกใส แช่ตู้เย็นไว้ประมาณ 15 นาที รีดโดด้วยไม้คลึงให้หนาประมาณ 1 นิ้ว (ขนาด 20x15 เซนติเมตร) ห่อด้วยพลาสติกใส และแช่เย็นอีก 2 ชั่วโมง ตัดโดด้วยที่กดคุกกี้ (Cookie Cutter) ขนาด 5 เซนติเมตร วางเรียงบนถาดที่รองด้วยกระดาษไขหรือแผ่นรองอบ ทาหน้าขนมด้วยไข่ไก่ตีให้เข้ากันทั้งฟอง หรือไข่แดงผสมนมสดเล็กน้อย นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ประมาณ 12-15 นาที จนได้สีน้ำตาลทองสวย ยกออกจากเตาพักบนตะแกรง เสิร์ฟอุ่นๆ กับแยม เนย และวิปครีมตามชอบ

  เมนูขนมไทยสตรีทฟู้ดยอดฮิตของคนไทย สามารถทำกินเองได้ง่ายๆ น้ำกะทิหอมเข้มข้นราดบนกล้วยย่างร้อนๆ อร่อยฟินเลยล่ะ   ส่วนผสม กล้วยน้ำว้าห่าม 10 ผล        เนื้อมะพร้าวอ่อนขูดเป็นเส้น 1 ถ้วย น้ำตาลมะพร้าว 1/2 ถ้วย กะทิ 3/4 ถ้วย เกลือป่น 1/4 ช้อนชา วิธีทำ ปอกเปลือกกล้วย หั่นเป็นแว่นหนาประมาณ 1 นิ้ว นำไปย่างในกระทะย่าง ใช้ไฟค่อนข้างอ่อน จนสุก นำกล้วยย่างใส่ถุงพลาสติกหรือพลาสติกใส ใช้ไม้นวดแป้งหรืออุปกรณ์ที่มีน้ำหนักกดให้กล้วยย่างแบน เตรียมไว้ ทำน้ำราดโดยต้มกะทิ ใส่น้ำตาลมะพร้าว และเกลือ ต้มให้เข้ากันจนน้ำตาลละลายหมด   ใส่มะพร้าวอ่อน คนให้เข้ากัน พักไว้ให้เย็น จัดกล้วยย่างใส่จาน ราดด้วยน้ำเชื่อมกะทิมะพร้าวอ่อน 

คนที่อยากเป็นวีแกนจะกินเค้กหรือขนมหวานได้ไหม ? เชื่อว่าหลายคนมีคำถามนี้อยู่ในใจ ในเมื่อเค้กมีทั้ง นม ไข่ และเนย แต่ถ้าใครเคยไปร้าน Veganerie คงอดแปลกใจไม่ได้ว่ากำลังรับประทานอาหารและขนมที่มีส่วนผสมจากพืชเท่านั้น   G&C ได้รับความเอื้อเฟื้อจากคุณณปภัสสร ต่อเทียนชัย หรือคุณจ๋า เจ้าของร้านอาหารวีแกนร้านแรกในกรุงเทพฯ ซึ่งเมื่อคิดตั้งชื่อร้านไม่ลังเลยว่าจะประกาศว่าเป็นวีแกน 100% และเธอเองก็เป็นผู้ถือยึดแนวทางนี้อย่างจริงจังมานาน 5 ปี จากเดิมที่เป็นมังสวิรัติมา 4 ปี ซึ่งเธอบอกว่าทำให้สุขภาพดีขึ้นทันตาเห็น   มังสวิรัติกับวีแกนนั้นต่างกันอย่างไร? คุณจ๋าบอกว่าหลายคนอาจจะบอกว่าแตกต่างกันเรื่องการกินไข่ นม แต่เธอบอกว่า ไม่ใช่แค่นั้น วีแกนเป็นวิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ที่จะไม่เบียดเบียนสัตว์ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร เครื่องนุ่งห่ม เครื่องสำอาง เครื่องประดับ ซึ่งแน่นอนว่าจะไม่มีไข่มุกเป็นเครื่องประดับ หรือถือกระเป๋าหนัง ใส่รองเท้าหนัง   ส่วนของหวานที่หลายคนหวั่นใจว่าจะไม่อร่อยเพราะไม่ใช้นม ไข่ เนย เธอบอกว่า ไม่มีปัญหาเพราะปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์วีแกนให้เลือกหลากหลาย สามารถใช้นมถั่วเหลือง นมพิตาชิโอแทนนมสด ไขมันใช้จากน้ำมันพืช มะพร้าว กะทิ ขึ้นอยู่กับว่าจะผสมสัดส่วนอย่างไรให้อร่อย รสหวานก็ใช้รสหวานธรรมชาติจากผลไม้ ถ้าเนื้อแข็งเกินไปก็นำมาทำเป็นซอสให้นุ่มก่อน เหมือนกับเครปเมนูนี้ที่จัดเป็นของหวานของผู้เริ่มต้นจะกินขนมวีแกนได้อย่างดี แผ่นเครปทำจากแป้ง นมถั่วเหลือง และน้ำมันรำข้าว ซอสทำจากมะม่วงสุก และอร่อยจากวิปครีมมะพร้าว   ของหวานวีแกนที่อร่อยและทำไม่ยากเลย     Vegan Crepe with Homemade Mango Sauce ส่วนผสมแป้งเครป แป้งสาลีอเนกประสงค์ 90 กรัม นมถั่วเหลือง 400 กรัม น้ำมันรำข้าวหรือเนยวีแกนละลาย 60 กรัม น้ำตาลทราย / น้ำตาลมะพร้าว 2-3 ช้อนชา น้ำส้มสายชูจากผลไม้ 1/2 ช้อนชา เกลือ 1/8 ช้อนชา วานิลลา 1 ช้อนชา ผงฟู 1 ช้อนชา ส่วนผสม & วิธีทำซอสมะม่วง มะม่วงหั่นชิ้น (แช่แข็ง ) 360 กรัม นำมะม่วงใส่หม้อ ตั้งไฟจนมะม่วงค่อยๆ ละลาย ใช้ไม้พายคนเรื่อยๆ ถึงก้นหม้อเพื่อไม่ให้ไหม้ คนจนมะม่วงเริ่มเป็นเนื้อซอสคล้ายแยม ยกลงจากเตาพักไว้ (ถ้าซอสแห้งไปเติมน้ำได้เล็กน้อย ชอบหวานเติมน้ำตาลได้ตามชอบ) วิธีทำเครป ผสมนมถั่วเหลืองกับน้ำส้มสายชู คนให้เข้ากัน พักไว้ประมาณ 5นาที แล้วใส่น้ำมันพืชหรือเนย ใส่แป้ง น้ำตาล เกลือ วานิลลา ผงฟู ใช้พายยางตะล่อม ผสมจนเข้ากัน พักไว้ ตั้งกระทะเทฟลอนใช้ไฟร้อนปานกลาง ทาเนยวีแกน หรือน้ำมันมะพร้าวเล็กน้อยให้ทั่วกระทะ ตักแป้งใส่กระทะ หมุนกระทะให้แป้งแผ่บางเต็มกระทะ รอจนแป้งเริ่มสุกเป็นสีเหลืองอ่อน พลิกแป้งกลับด้าน รอประมาณ 20-30 วินาที ตักใส่จาน (ถ้าชอบแป้งกรอบ รอจนแป้งสุกกรอบมากขึ้น) พับเครป ตักซอสมะม่วงราดบีบวิปครีมมะพร้าวบนหน้า ตกแต่งด้วยมะม่วงสุก เบอรร์รี่ โรยน้ำตาลไอซิงให้สวยงาม

  G&C ชวนคนรักขนมไทยลองทำ วุ้นกะทิลูกตาที่ดัดแปลงมาจากเจลลีลูกตา ขนมยอดฮิตที่เด็กๆหลายคนชอบ สูตรนี้ทั้งหวานกรอบ สีสันสดใส น่ารับประทานไม่แพ้กันเลย   ส่วนผสม ผงวุ้น 4 ช้อนชา กะทิ 1 ถ้วย น้ำเปล่า 1 1/2 ถ้วย น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย เกลือป่น 1/4 ช้อนชา สีผสมอาหารสีดำ ฟ้า ชมพู เขียว วิธีทำ แช่ผงวุ้น 1 1/2 ช้อนชาในน้ำเปล่า 1/2 ถ้วยประมาณ 5 นาที ตั้งไฟให้เดือดจนวุ้นละลายหมด ใส่น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากันจนละลายหมด แบ่งน้ำวุ้นเป็น 4 ส่วน จากนั้นใส่สีผสมอาหารลงไปส่วนละ 1 สีแล้วคนให้เข้ากัน เทใส่จานมีขอบ พักไว้ให้แข็งตัว กดวุ้นสีดำด้วยหลอดให้เป็นชิ้นกลมเล็กๆ สำหรับทำเป็นลูกตาดำ ส่วนวุ้นสีใช้พิมพ์วงกลมกดทำเป็นม่านตา เตรียมไว้ ต้มน้ำกับผงวุ้นที่เหลือจนเดือดและวุ้นละลายหมด ใส่น้ำตาลที่เหลือ และเกลือ ต้มจนเดือดอีกครั้งแล้วใส่กะทิ คนให้เข้ากัน ยกลง วางวุ้นสีลงในพิมพ์ทำน้ำแข็งด้านที่ไม่มีรู กดเบาๆ ให้แผ่นวุ้นแนบกับพิมพ์ วางวุ้นสีดำลงไปตรงกลางกดเบาๆ ค่อยๆ ตักวุ้นกะทิใส่จนเต็มพิมพ์ กดพิมพ์ด้านที่มีรูจนน้ำวุ้นออกจากรูด้านบน มัดด้วยยางแล้วนำไปแช่เย็นไว้ 5-10 นาทีจนวุ้นแข็งตัว ค่อยๆ แกะออกจากพิมพ์ จัดใส่จาน

  ขนมญี่ปุ่นน่ารักๆ ใช้แป้งข้าวเหนียวปั้นผสมกับเนื้อเต้าหู้อ่อน ต้มจนสุก ราดซอสหวานๆ เค็มๆ เคี่ยวรวมกับแป้งจะหนึบๆ ทำเป็นของว่างช่วง WFH ได้ไม่เบื่อ   ส่วนผสม แป้งข้าวเหนียว 1 1/4 ถ้วย เต้าหู้อ่อน 100 รัม น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ ส่วนผสมซอส น้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนโต๊ะ ซีอิ๊วขาว 1 1/2 ช้อนโต๊ะ มิริน 1/4 ถ้วย แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า 1/2 ถ้วย วิธีทำ ผสมแป้งข้าวเหนียว เต้าหู้อ่อน และน้ำตาล นวดให้เข้ากันจนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน แบ่งแป้งเป็นก้อนเล็กๆ 2 ก้อน ก้อนแรกผสมสีส้ม อีกก้อนผสมสีดำ เตรียมไว้ นำแป้งสีขาวที่เหลือมาปั้นเป็นก้อน ตกแต่งด้วยแป้งสีดำและสีส้มให้สวยงามน่ารัก เรียงใส่ถาดไว้ ต้มน้ำให้เดือด ใส่แป้งที่ปั้นไว้ลงต้มจนสุก ตักขึ้นแช่น้ำเย็น พักไว้ ทำซอสโดยใส่มิริน น้ำตาลทรายแดง ซีอิ๊วขาว น้ำเปล่า และแป้งข้าวโพดลงในหม้อ คนให้ส่วนผสมเข้ากัน ใช้ไฟกลางค่อนข้างอ่อน คนเรื่อยๆ จนสุกข้นและใส ยกลง นำแป้งดังโงะต้มเสียบไม้ให้น่ารัก จัดใส่จาน ราดด้วยน้ำซอส

  เมื่อครั้งผู้เขียนเป็นเด็ก ขนมที่คนเลี้ยงสอนให้ทำคือ ขนมกรอก เพราะเป็นขนมที่ทำได้ง่ายๆ ขณะทำก็รู้สึกสนุกสนาน แต่ในสมัยก่อนต้องเริ่มด้วยการแช่ข้าวสารค้างคืน พอตอนเช้าก็โม่แป้งด้วยโม่หิน แป้งส่วนหนึ่งใช้ทำขนมกรอก อีกส่วนหนึ่งผสมข้าวสุกและมะพร้าวโม่ทำขนมครก   วิธีทำขนมกรอกต้องตักแป้งใส่กระทะและกรอกให้บาง พอแป้งเริ่มสุกก็ค่อยๆ ม้วนจากริมด้านหนึ่งไปจนถึงริมด้านตรงข้ามแป้งกลางชิ้นจึงจะนูน ส่วนปลายชิ้นจะเรียว ต้องใช้กระทะใบบัวเล็กๆ จึงจะม้วนได้เช่นนี้ ว่าไปแล้วขนมกรอกก็คงมาจากเครป (Crépe) ของยุโรป   ขนมกรอกเป็นขนมทานเล่นที่ทำง่ายมากๆ ไม่ต้องมีอุปกรณ์พิเศษ หอมอร่อย สำหรับเด็กพอทำเสร็จก็ทานได้เลย แต่เมื่อขึ้นโต๊ะผู้ใหญ่จะมีมะพร้าวทึนทึกขูดโรยหน้า หรือราดน้ำตาลโตนดเคี่ยว แล้วโรยงาคั่ว   จัดเป็นขนมไทยที่ทำได้ง่ายๆ อร่อย ซึ่งคนสมัยนี้ไม่รู้จักกันแล้ว แต่ถ้าจะลองทำก็น่าจะทำได้เพราะไม่ยากและอร่อยชวนทานอีกด้วย   ส่วนผสม กะทิ 1 3/4 ถ้วย แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย แป้งสาลีอเนกประสงค์ 4 ช้อนโต๊ะ ไข่เบอร์ 2 2 ฟอง น้ำตาลปึก 1/3 ถ้วย มะพร้าวทึนทึกขูดเป็นเส้นยาว งาดำ งาขาวคั่ว วิธีทำ ละลายแป้งข้าวเจ้า น้ำตาลปึก และแป้งสาลีในกะทิ ใส่ไข่ลงไปแล้วใช้มือนวดให้เข้ากัน จากนั้นกรองด้วยผ้าขาวบาง พักไว้ประมาณ 15 นาที ทาน้ำมันบางๆ ให้ทั่วกระทะ ตักแป้งใส่ในกระทะใบบัว กรอกให้แป้งบางทั่วกระทะ ใช้ไฟอ่อน พอเริ่มสุกก็ม้วนโดยเริ่มจากริมด้านหนึ่ง ม้วนไปเรื่อยๆ จนถึงริมด้านตรงข้าม แป้งที่ม้วนแล้วตรงกลางจะนูนและปลาย 2 ข้างเรียว เสร็จแล้ววางเรียงบนจาน ทำจนแป้งหมด โรยมะพร้าวทึนทึกขูดและงาคั่วได้ตามชอบ

  ขนมไทยแป้งหนึบหนับ สีสันสดใส รสชาติหวานกำลังดี ที่สามารถทำกินเองได้ ง่ายๆที่บ้าน หอมหวานละมุน กินเพลินเลยล่ะ   ส่วนผสม แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย แป้งมัน 1 ถ้วย เกลือป่น  1/2 ช้อนชา น้ำตาลทราย  1 1/2  ถ้วย กะทิ 2 ถ้วย มันม่วงนึ่งหั่นชิ้นเล็ก  2  ถ้วย เนื้อมะพร้าวอ่อน 1 ถ้วย ส่วนผสมมูสกะทิ กะทิ 1 ถ้วย น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1/4 ช้อนชา แป้งข้าวโพด 1/4 ถ้วย วิธีทำ ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน เกลือ น้ำตาล คนให้เข้ากันทั่ว ใส่กะทิ ค่อยๆคนให้เข้ากัน กรองแป้งให้เป็นเนื้อเดียวกัน ใส่มันม่วงนึ่งนวดพอแหลก ใส่มะพร้าวอ่อนคนให้เข้ากัน เรียงถ้วยใส่ลังถึงแล้วนำไปนึ่ง 10 นาที ตักส่วนผสมมันม่วงใส่ นึ่งประมาณ 15 นาที จนสุก พักไว้ ทำมูสกะทิโดยนำหม้อกะทิตั้งไฟกลาง ใส่น้ำตาล เกลือ และแป้งข้าวโพดคนให้เข้ากัน คนเรื่อยๆ จนส่วนผสมสุกเริ่มข้นอยู่ตัว ยกลง พักไว้ ใส่มูสกะทิลงในถุงบีบ บีบลงบนหน้าขนมมันม่วงนึ่ง แต่งด้วยมันม่วงนึ่งหั่นเต๋า

  มันบวดที่ใช้มัน 3 สีกดเป็นรูปดอกไม้น่ารักสีตัดกันดูชวนกินมากยิ่งขึ้น   ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) มันเทศ มันเทศญี่ปุ่น มันสีม่วง หั่นแว่นหนาประมาณ 2 เซนติเมตร ใช้พิมพ์กดให้เป็นรูปดอกไม้อย่างละประมาณ 12 ชิ้น กะทิกล่อง 1 1/2  ถ้วย น้ำ 1 1/2 ถ้วย น้ำตาลมะพร้าว 1/2 ถ้วย เกลือทะเลเล็กน้อย งาขาวคั่วสำหรับโรยหน้า วิธีทำ นึ่งมันสีม่วงให้สุก พักไว้ ผสมกะทิกับน้ำ ใส่มันเทศ และมันเทศญี่ปุ่น ต้มจนมันเริ่มสุก ใส่น้ำตาลมะพร้าว และเกลือ ชิมรส ใส่มันสีม่วง ต้มสักครู่ ปิดไฟ ตักใส่ถ้วยแล้วโรยงาขาวคั่ว

  วุ้นสังขยาหอมกลิ่นน้ำตาลมะพร้าว ราดหน้าด้วยวิปครีมเพิ่มความนุ่มมันขึ้นอีกนิด   ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) ผงวุ้น 3/4 ช้อนโต๊ะ น้ำลอยดอกมะลิ 1 1/2 ถ้วย กะทิ 1/2 ถ้วย ไข่ไก่ 2 ฟอง น้ำตาลมะพร้าว 1/2 ถ้วย ใบเตย 2 ใบ วิปครีมตีให้พอข้นคล้ายนมข้นสำหรับเสิร์ฟ ดอกมะลิสำหรับตกแต่ง วิธีทำ ใส่กะทิ ไข่ไก่ และน้ำตาลมะพร้าวในชามผสม นำใบเตยลงไปขยำจนเนื้อเนียนและน้ำตาลละลาย กรองด้วยผ้าขาวบาง พักไว้ โรยผงวุ้นใส่ในน้ำลอยดอกมะลิ พักไว้สักครู่ นำขึ้นตั้งไฟต้มจนเดือดใสและผงวุ้นละลาย ปิดไฟ เทส่วนผสมสังขยาใส่ คนเร็วๆ ให้เข้ากัน จากนั้นต้มอีกครั้งจนเดือด ยกลง เทวุ้นใส่พิมพ์ พักไว้สักครู่ และนำไปแช่ตู้เย็นไว้จนเซ็ตตัว นำพิมพ์วุ้นแช่ในน้ำอุ่นสักครู่ ใช้มีดปลายแหลมแซะขอบพิมพ์แล้วคว่ำวุ้นใส่จาน ราดด้วยวิปครีม ตกแต่งด้วยดอกมะลิ

  สาคูแท้จากพัทลุงที่ได้จากต้นปาล์มสาคู มีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ สีน้ำตาลสวย ราดด้วยกะทิรสเค็มมัน   ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) สาคูแท้ 3/4 ถ้วย น้ำ 2 ถ้วย น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย ใบเตย 2 ใบ เนื้อมะพร้าวอ่อน แห้วต้มสุกหั่นชิ้นเล็ก และเมล็ดข้าวโพดหวานต้ม สำหรับเสิร์ฟตามชอบ ส่วนผสมกะทิราด กะทิ 1/2  ถ้วย แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนโต๊ะ น้ำ 2 ช้อนโต๊ะ เกลือทะเลเล็กน้อย วิธีทำ ทำกะทิราดหน้าโดยต้มกะทิในหม้อใบเล็ก ใส่เกลือ และแป้งข้าวเจ้าผสมน้ำ คนให้เข้ากัน ต้มให้พอเดือด ยกลงพักไว้ ต้มน้ำกับใบเตยให้เดือด ตักใบเตยออก ค่อยๆ เทสาคูลงต้ม คนตลอดเวลาเพื่อไม่ให้สาคูจับตัวเป็นก้อน ใส่น้ำตาลทราย คนห้ามหยุด ต้มจนน้ำงวด สาคูจะสุกเหมือนตากบ (แป้งข้างนอกใสข้างในเป็นสีขาว) ปิดไฟ ใส่เนื้อมะพร้าวอ่อน แห้ว และเมล็ดข้าวโพดหวาน คนให้เข้ากัน ตักสาคูใส่ถ้วย ราดหน้าด้วยกะทิ

  ช็อกโกแลตเลิฟเวอร์เห็นแล้วกรี๊ดเลย สำหรับ Molten Chocolate Cake หรือ เค้กช็อกโกแลตลาวา ที่ตอนนี้กำลังฮอตฮิตสุดๆ ไม่ต้องไปรอต่อคิวให้เมื่อย G&C มีสูตรมาแจกแล้วจ้า   ส่วนผสม ดาร์กช็อกโกแลต 100 กรัม ผงโกโก้ 3 ช้อนโต๊ะ นมสด 1/3 ถ้วย กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา ไข่ไก่เบอร์ 1 2 ฟอง เนยสดเค็ม  65 กรัม น้ำตาลทราย 4 ช้อนโต๊ะ แป้งสาลีอเนกประสงค์  1/3 ถ้วย ครีมออฟทาร์ทาร์ 1/4 ช้อนชา หน้าช็อกโกแลต ดาร์กช็อกโกแลต 100 กรัม ผงโกโก้ละลายกับช็อกโกแลต 2 ช้อนโต๊ะ วิปปิงครีม 1/2 ถ้วย ผงโกโก้โรยหน้าตามชอบ วิธีทำ ทำเค้กโดยแยกไข่แดงและไข่ขาว เตรียมไว้ ละลายดาร์กช็อกโกแลตและเนยสดบนน้ำอุ่น คนให้ละลายหมด ใส่ผงโกโก้ นมสด กลิ่นวานิลลา น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ ไข่แดง คนให้เข้ากัน ใส่แป้งสาลี คนอีกครั้งให้เข้ากัน พักไว้ ตีไข่ขาวกับครีมออฟทาร์ทาร์ให้เป็นฟอง ใส่น้ำตาลที่เหลือ ตีต่อให้เข้ากันจนเป็นโฟมอยู่ตัว ผสมกับช็อกโกแลตที่เตรียมไว้ เทใส่พิมพ์สำหรับอบ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส เวลา 45 นาที จนสุก ยกออกจากเตาพักไว้ให้เย็น ทำหน้านิ่มโดยใส่ดาร์กช็อกโกแลตและผงโกโก้ในชามผสม พักไว้ อุ่นวิปปิงครีมให้ร้อนเทลงในชามช็อกโกแลต คนให้ละลายเข้ากันดี จัดเค้กใส่จาน ราดด้วยช็อกโกแลต โรยผงโกโก้ให้ทั่ว

  เหล่าทาสแมวถูกใจสิ่งนี้ บัวลอยหน้าแมว ขนมไทยที่ G&C นำประยุกต์ให้มีความน่ารัก ที่ใครเห็นเป็นต้องใจละลาย หอมหวานมันกลมกล่อมสุด   ส่วนผสม แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วย กะทิ 1 1/2 ถ้วย      น้ำตาลปี๊บ 2/3 ถ้วย เกลือป่น 1/4 ช้อนชา น้ำเปล่า 3/4 ถ้วย ผงชาร์โคล 2 ช้อนชา สีผสมอาหารสีส้ม 1 ช้อนชา วิธีทำ ใส่น้ำเปล่าลงในถ้วย 3 ถ้วย ถ้วยที่ 1 ใส่สีส้ม คนให้เข้ากัน แบ่งแป้งข้าวเหนียวเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 ใส่น้ำสีส้มนวดให้เข้ากันพักไว้ ส่วนที่ 2 ใส่ผงชาร์โคลและน้ำเปล่าส่วนที่ 2 แป้งส่วนที่ 3 ผสมกับน้ำส่วนที่ 3 แล้วพักแป้งไว้ นำแป้งสีขาวมาผสมกับแป้งสีส้ม ปั้นขึ้นรูปเป็นรูปหน้าแมว ใส่สีดำเป็นตา จมูก และปากวางไว้กับแป้งนวล อีกหน้านำแป้งสีขาวผสมกับแป้งสีดำ ขึ้นรูปเป็นหน้าแมว ติดตา จมูก และปาก  ตั้งหม้อน้ำให้เดือด ใส่แป้งที่ปั้นไว้ลงต้มให้สุก ตักใส่น้ำเย็น ต้มกะทิใส่เกลือและน้ำตาลปี๊บให้พอเดือดและน้ำตาลละลาย ยกลง จัดแป้งบัวลอยใส่ชาม ตักกะทิใส่ คนให้เข้ากัน เสิร์ฟ

  ทำวุ้นกุหลาบดอกขนาดประมาณ 2 นิ้วแบบง่ายๆ แต่อร่อยมาก เราใช้น้ำหวานเฮลซ์บลูบอยกลิ่นสละทำวุ้นผลไม้สีแดง เคยใช้สีเขียวครีมโซดาทำ แต่มวลชนชอบสีแดงมากกว่าค่ะ   ส่วนผสม น้ำมะพร้าวอ่อน 400 มิลลิลิตร น้ำหวานเฮลซ์บลูบอยกลิ่นสละ 100 มิลลิลิตร เนื้อมะพร้าวอ่อน 2 ผล | ลำไย 400 กรัม (ชั่งทั้งเปลือก) กะทิกล่อง ตราอร่อยดี 500 มิลลิลิตร ผงวุ้น 5+5 กรัม เกลือ 1/2 ช้อนชา น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา (ไม่ใส่ก็ได้) วิธีทำ ผสมน้ำมะพร้าวอ่อนกับน้ำหวานแดง ใส่ผงวุ้น 5-6 กรัม กวนแล้วแช่ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ผสมกะทิกับผงวุ้น 5-6 กรัม กวนแล้วแช่ทิ้งไว้ 20 นาที หั่นเนื้อมะพร้าวอ่อนเป็นเส้นสั้นๆ แกะลำไยแล้วผ่า 4 ใส่ในถ้วยที่เตรียมไว้ นำหม้อกะทิกับผงวุ้นตั้งไฟ ใส่เกลือและน้ำตาล คนเบาๆ ตลอดเวลา ปล่อยให้เดือดอ่อนๆ คนให้วุ้นละลาย ชิมรสให้หวานเค็มตามชอบ (เช็กให้ดีว่าวุ้นละลายหมดจึงปิดไฟ อย่าเคี่ยวจนกะทิแตกมันจะเสียของ) พักไว้ ต้มน้ำมะพร้าวอ่อนใส่วุ้นโดยใช้ไฟกลาง คนให้ดีอย่าให้วุ้นติดก้นหม้อ พอน้ำมะพร้าวอ่อนเดือดยกทัพพีขึ้นดู ถ้าไม่มีผงวุ้นติดเป็นเม็ดจิ๋วๆ แสดงว่าวุ้นละลายดีแล้ว ใส่เนื้อมะพร้าวอ่อนลงต้มให้สุก ปิดไฟ ใส่ลำไย คนให้เข้ากัน ตักหน้ากะทิ 2 ช้อนชาหยอดแค่พอท่วมส่วนที่เป็นกลีบจนครบ 18 ดอก รอให้วุ้นเซ็ตตัวประมาณ 2-3 นาที (อย่าให้เซ็ตตัวมากไป กลีบสีขาวจะแยกตัว) ใส่วุ้นผลไม้จนครบ 18 ดอกในปริมาณเท่าๆ กัน หยอดอย่างเบามือ ใส่วุ้นกะทิประมาณ 1 ช้อนโต๊ะเต็มๆ จนหมดทั้ง18 ดอก จะมีเหลือนิดหน่อย เติมไปอีกดอกละประมาณ 1/2 ช้อนชาพร่องๆ ได้ค่ะ (ไม่ต้องรอให้วุ้นแดงเซ็ตตัว ใส่ได้ทันที) เมื่อวุ้นเริ่มเย็นนำไปแช่ในตู้เย็น พอเย็นจัดเสมอกันก็คว่ำพิมพ์เอาออกมากินกันได้เลย ถ้าในข้อ 6 วุ้นกะทิเซ็ตตัวมากเกินไป ชั้นที่เป็นกลีบขาวจะไม่ติดกับชั้นสีแดง เป่าด้วยไดร์เป่าผมได้จ้า