เมนูที่เชฟ Pierre Saucès นำไปคว้าแชมป์มา ขนมปัง 2 สีบิดสลับกันเป็นรูปดาวสวยงาม เนื้อสัมผัสนุ่มด้านในเป็นบราวนี่รสเข้มข้น บนหน้าเป็นโดมครีมรสพิสตาชิโอเพิ่มความหอมและครีมมี่   ส่วนผสมแป้งพัฟเพสตรี แป้งสาลีอเนกประสงค์ T45 (Gruau Flour) 750 กรัม แป้งสาลีอเนกประสงค์ T55 250 กรัม น้ำเปล่า 450 กรัม เกลือ 20 กรัม น้ำตาลทราย 80 กรัม น้ำผึ้ง 40 กรัม ยีสต์ 50 กรัม เนย 100 กรัม ส่วนผสมและวิธีทำแป้งโกโก้ แป้งพัฟที่หมักแล้ว 100 กรัม | ผงโกโก้ 6 กรัม | น้ำเปล่า 6 กรัม ใช้เครื่องผสมตีส่วนผสมให้เข้ากัน แบ่งแป้งเป็นก้อนละ 55 กรัม รีดให้ได้ขนาด 12×18 เซนติเมตร แล้วแช่ช่องฟรีซ เตรียมไว้ ส่วนผสมและวิธีทำเนยแผ่น (Dry Butter) เนย 120 กรัม รีดเป็นแผ่นขนาด 15×20 เซนติเมตร   ส่วนผสมและวิธีทำโดมพิสตาชิโอ (Pistachio Dome) นม 100 กรัม | วิปปิงครีม 30 กรัม | พิสตาชิโอเพสต์ 30 กรัม | น้ำตาลทราย 40 กรัม | เพกติน NH 3 กรัม | แป้งข้าวโพด 10 กรัม ต้มนมกับพิสตาชิโอเพสต์ ผสมน้ำตาลทราย เพกติน และแป้งข้าวโพด จากนั้นใส่ครีม ต้มจนเดือด เทใส่พิมพ์ครึ่งทรงกลม แช่ช่องฟรีซจนเซ็ตตัว ส่วนผสมและวิธีทำบราวนี่ (Brownie) เนย 90 กรัม | ช็อกโกแลต 90 กรัม | น้ำตาลทราย 90 กรัม | ไข่ไก่ 55 กรัม | แป้งสาลีอเนกประสงค์ 35 กรัม ละลายเนยกับช็อกโกแลต จากนั้นผสมน้ำตาลทราย ไข่ไก่ และแป้ง ผสมเข้าด้วยกัน เทใส่พิมพ์ทรงกลมและครึ่งทรงกลม นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที นำออกมาแช่ช่องฟรีซจนเซ็ตตัว ส่วนผสมและวิธีทำน้ำเชื่อม (Syrup) น้ำตาลทราย 100 กรัม | น้ำเปล่า 100 กรัม | เพกติน 1 กรัม ผสมน้ำตาลทรายกับเพกติน ใส่น้ำเปล่าแล้วต้มจนเดือด แช่เย็นเตรียมไว้ วิธีทำ ทำแป้งพัฟโดยใส่ส่วนผสมทั้งหมดแล้วนวดแป้งโดยใช้ความเร็วระดับ 1 นาน 10 นาที จากนั้นเพิ่มเป็นความเร็วระดับ 2 อีก 7 นาที นวดจนเนื้อเนียน จากนั้นชั่งแป้งให้ได้ 350 กรัม พักแป้งไว้นาน 10 นาที นำแป้งไปแช่ไว้ที่อุณหภูมิ -6 องศาเซลเซียส นาน 15 ชั่วโมง นำแป้งออกจากตู้เย็น รีดให้ได้ขนาด 40×15 เซนติเมตร ใส่เนยแห้ง พับแบบดับเบิล 2 ครั้ง พักแป้งที่อุณหภูมิ -6 องศาเซลเซียส นาน 45 นาที จากนั้นนำแป้งโกโก้ที่แช่ช่องฟรีซไว้มาประกบแป้งพัฟทั้ง 2 ด้าน แล้วรีดให้ได้ขนาด 30×21 เซนติเมตร พักแป้งที่อุณหภูมิ -6 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที นำแป้งออกมาตัดเป็นรูปดาว ใส่บราวนี่เป็นขอบ พักแป้งรอบสุดท้ายที่อุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียส นาน 2 ชั่วโมง ใส่บราวนี่ทรงกลมด้านบน นำเข้าเตาอบ อบด้วยลมร้อน 170 องศาเซลเซียส นาน 13 นาที นำออกจากเตา ทาน้ำเชื่อมให้ทั่ว วางโดมพิสตาชิโอตรงกลางแล้วพักให้เย็น เอื้อเฟื้อสูตรและทำอาหารสำหรับถ่ายภาพ Mr. Pierre Saucès - Chef Instructor โรงเรียนสอนทำอาหาร IMPACT Culinova

ส้มสายน้ำผึ้งพะเยา แถวโรงเรียนแม่กาของครูป้อม-สุกัญญา ณ ลำปาง รสชาติถูกปากป้าเจี๊ยบมาก เพราะเป็นส้มรสเข้มข้น เปรี้ยวนำหวานตาม ระหว่างที่อยู่บ้านเหลืองเมืองพะเยา ครูป้อมหลานของป้าอี๊ดจัดมาวางไว้ให้เต็มตะกร้าใบใหญ่จนกินไม่ทัน ป้าเจี๊ยบจึงทำเค้กส้มให้ครูป้อมซะเลย   ป้าเจี๊ยบชอบเค้กส้มค่ะ เวลาไปเที่ยวชิลๆ ตามคาเฟ่ เจอแล้วสั่งทุกครั้ง แต่ไม่ถูกปากสักครั้ง ตักกินคำเดียว แล้วต้องส่งต่อให้ป้าอี๊ดช่วยจบ รู้สึกว่าทุกที่ทำรสชาติคล้ายๆ กัน แบบสายยุ่นหรือสายเกาที่คนยุคนี้นิยมกิน คือเนื้อนุ่มๆ เบาๆ รสออกหวาน ส่วนรสส้มจางมากกกก ซึ่งไม่ถูกจริตป้าเจี๊ยบ ผู้กินเค้กสายฝอ เนื้อหนักฉ่ำ รสเปรี้ยวของส้มต้องโดดเด่น ใครชอบเหมือนกันมาทำกินด้วยวิธีง่ายๆ กันค่ะ   เปิดเตาอบตั้งปุ่มอุณหภูมิที่ 165 องศาเซลเซียส ปุ่มไฟบน-ล่าง ปุ่มเวลา 50 นาที ทาพิมพ์ด้วยน้ำมันคาโนล่าด้านในทุกด้าน คว่ำพิมพ์ไว้ 2-3 นาทีให้น้ำมันไม่กองที่ก้นพิมพ์ โรยแป้งสาลีอเนกประสงค์ให้เคลือบจนทั่วแล้วคว่ำพิมพ์เคาะแป้งส่วนเกินออก หงายพิมพ์ วางพักไว้    นำโถปั่นพร้อมใส่ใบมีดมาวางบนเครื่องชั่ง ตั้งค่าเริ่มต้น 0 กรัม เวลาใส่อะไรลงไปแล้วก็กดตั้งค่าเริ่มต้นใหม่ค่ะ สะดวกใส่อะไรก่อนได้ทั้งนั้น ส่วนผสมมีแป้งสาลีอเนกประสงค์ 70 กรัม ผงฟู 1/2 ช้อนชา เกลือ 1/8 ช้อนชา น้ำมันคาโนล่า 40 กรัม น้ำตาลทราย 25 กรัม ไข่ไก่เบอร์สอง 1 ฟอง และน้ำส้มซันควิก 40 กรัม   ปิดฝา วางหัวปั่น กดเครื่องให้ทำงานครั้งละ 3-5 วินาที ประมาณ 3-5 ครั้ง ให้ส่วนผสมทั้งหมดเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน เปิดฝาถอดใบมีดออก ใช้พายซิลิโคนคนแบตเทอร์ให้แน่ใจว่าไม่เป็นก้อน เทลงพิมพ์ ยกพิมพ์หมุนเอียงให้แบตเทอร์เคลือบขอบพิมพ์ขึ้นมาประมาณ 1 เซนติเมตรโดยรอบ แล้วกระแทกพิมพ์กับเคาน์เตอร์ 2-3 ครั้งเพื่อไล่ฟองอากาศ    นำเข้าเตาอบตั้งปุ่มเวลาไว้ที่ 35 นาที ใกล้ครบเวลาป้าอี๊ดเดินมาส่องดูเค้กบอกว่าได้กลิ่นส้มหอมฉุย พอได้ยินเสียงติ๊ง ป้าเจี๊ยบยกพิมพ์ออกจากเตา กระแทกพิมพ์เบาๆ กับเคาน์เตอร์ เค้กจะหลุดออกจากพิมพ์โดยง่าย นำมาวางพักไว้บนตะแกรง  ระหว่างอบเค้กป้าเจี๊ยบทำซอสส้มไปพลางๆ โดยคั้นส้มสายน้ำผึ้งจากแม่กาเอาน้ำส้มสดๆ มาชิมดูก่อน รสเปรี้ยวอมหวานเข้มข้นถูกใจมากค่ะ ถ้าเป็นส้มที่อื่นป้าเจี๊ยบต้องเติมน้ำมะนาวบ้าง น้ำตาลบ้าง เพื่อปรุงให้ได้รสที่ชอบ จากนั้นใส่น้ำส้มคั้น 1 ถ้วยตวง และแป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะลงในหม้อเคลือบ   ใช้ตะกร้อมือคนให้แป้งละลาย ยกขึ้นตั้งไฟอ่อน หมั่นคนด้วยตะกร้อมือไปเรื่อยๆ จนน้ำส้มข้นขึ้น แป้งสุกใส ยกลงจากเตามาเทผ่านกระชอนแล้ววางพักไว้ ลงมือปอกส้มเป็นกลีบๆ สำหรับแต่งหน้าเค้ก โดยลอกเยื่อบางๆ ออก กลีบไหนมีเมล็ดก็แคะออก แล้วแช่ไว้ในซอสส้ม        พอเค้กเย็นตัวลงแล้วป้าเจี๊ยบจัดการประกอบร่างค่ะ วางเรียงชิ้นเนื้อส้มด้านบน ราดด้วยซอสส้ม ใส่กล่อง ปิดฝา นำเข้าตู้เย็นไว้รอครูป้อมกลับจากโรงเรียนจะได้กินพร้อมกัน   แต่สองป้ากินแห้วแทน เพราะครูป้อมพูดนิ่มๆ ว่า “ป้อมจะเก็บไว้กินกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียนพรุ่งนี้ค่ะ!”..แหง่ว!

ใครไปเที่ยวอิตาลีน่าจะต้องเห็นขนมหน้าตาขรุขระ บนหน้าโรยน้ำตาลไอซิงสีขาว ของหวานนี้มีขายทั่วไปตามร้านขนม ร้านกาแฟ และเป็นของหวานของร้านอาหาร เรียกได้ว่าเป็นขนมยอดนิยม และแม่บ้านก็นิยมทำเลี้ยงแขกเพราะทำง่าย ใช้เวลาไม่นาน ขนมนี้เรียกว่า Sbriciolata (สบรีชิโอลาต้า) ซึ่งเป็นขนมดั้งเดิมของอิตาลี   ขนมนี้ทำง่ายมากจนเรียกได้ว่าเป็นแก่นแท้ของการทำขนมอบที่ง่ายที่สุดของประเทศนี้ สบรีชิโอลาต้าปรับปรุงมาจากขนมร่วนและแห้งของแคว้น Lombardy ที่ทำกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ปัจจุบันพัฒนามาไกลมาก มีไส้ต่างๆ เช่น ช็อกโกแลต แอปเปิล ลูกพลัม คัสตาร์ด ฯลฯ ที่นิยมกันคือไส้เลมอน   ขนมแบบนี้มีทำกันในหลายประเทศ ที่ประเทศเยอรมนีมี Streuselkuchen ที่อเมริกามี New York Crumb Cake แต่สำหรับสบรีชิโอลาต้านั้นทั้งชิ้นทำจากเนื้อขนมเดียวกัน   ไส้ของขนมนี้ทำได้หลากหลายมาก แต่ฉบับนี้เราจะทำไส้เลมอน   ส่วนผสมตัวขนม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 300 กรัม น้ำตาล 100 กรัม ผงฟู 14 กรัม ไข่เบอร์ 0 1 ฟอง เนยพักให้นุ่ม 160 กรัม อัลมอนด์สไลซ์ / ผงอัลมอนด์ 100 กรัม เกลือ 6 กรัม อุปกรณ์ พิมพ์ Spring Form ขนาด 20-22 นิ้ว รองกระดาษไขเตรียมไว้   วิธีทำ ใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงในเครื่องปั่น ปั่นจนเป็นทรายหยาบ หรือใช้ Pastry Cutter (หวี) ก็ได้ เอาส่วนผสมครึ่งหนึ่งใส่พิมพ์ กดและเกลี่ยให้เสมอกัน (ใช้มือกดแป้งให้แนบพิมพ์อย่าให้มีรู และมีขอบสูงขึ้นมา 1 นิ้ว) เทไส้ใส่ให้หมด ปาดให้หน้าเรียบ ใช้มือโรยส่วนผสมแป้งที่เหลือคลุมหน้าให้ทั่ว นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส นาน 35-40 นาที พักไว้คลายร้อนสักครู่ แกะออกจากพิมพ์ พักให้เย็นและเซ็ตตัวจึงตัดเป็นชิ้น จะทานร้อนหรือเย็นก็ได้ ส่วนผสม Lemon Curd ผิวเลมอน 1 ผล น้ำเลมอน 1 ผล น้ำตาล 120 กรัม น้ำ 250 กรัม ไข่เบอร์ 0 1 ฟอง แป้งข้าวโพด 30 กรัม เนยพักให้นุ่ม 30 กรัม วิธีทำ ใส่ส่วนผสมทั้งหมด (ยกเว้นเนย) ลงในหม้อก้นหนา คนให้เข้ากัน นำขึ้นตั้งไฟจนเดือด คนจนเหนียว ยกลงจากเตา ใส่เนยคนให้เข้ากัน พักให้หายร้อน เทใส่บนแป้ง

ปีละครั้งป้าเจี๊ยบจะไปอยู่ “บ้านเหลือง” ที่อะไรก็สีเหลืองไปหมดของป้าอี๊ด-พวงพยอม ณ ลำปาง ที่พะเยาประมาณ 2 สัปดาห์  กินๆ นอนๆ เที่ยวๆ โดยมีครูป้อม-สุกัญญา ณ ลำปาง หลานป้าอี๊ดเป็นเจ้าบ้านคอยดูแลจัดหาของกินพื้นเมืองมาปรนเปรอทุกวัน ทั้งก่อนเธอจะออกไปทำงานและหลังเลิกงาน   เช้าวันหนึ่งป้าเจี๊ยบผู้ตื่นสายเป็นปกติ เห็นถุงกระบกวางอยู่กับบรรดาถุงอาหารที่ครูป้อมจัดไว้ให้ เมล็ดใหญ่กว่าที่เคยกินมาก่อน หยิบออกมาดูพบว่ายังดิบอยู่จึงเทลงถาดใส่เข้าเตาอบแทนการคั่ว ตั้งปุ่มไฟบน-ล่าง ปุ่มความร้อน 150 องศาเซลเซียส ปุ่มเวลา 15 นาที ใช้ช้อนคลุกเคล้าเป็นระยะๆ เพื่อกระจายความร้อนให้ทั่วถึงและไม่ให้ไหม้   พอผิวมีรอยเกรียมนิดๆ ก็เอาออกมาวางพักไว้แล้วจัดการใช้มือขยี้ๆ เปลือกออก หน้าตาคล้ายอัลมอนด์มาก เพียงแต่เมล็ดแบนกว่า มิน่าถึงเรียกอีกชื่อว่าอัลมอนด์ป่า (Wild Almond)   ป้าเจี๊ยบแกะเปลือกไปกินเล่นไปจนเสร็จ ได้กระบกอบเกือบ 2 ถ้วยตวง เห็นแล้วคิดจะเซอร์ไพรส์ครูป้อมตอนกลับจากทำงานด้วย “เค้กกระบก”!   วัสดุอุปกรณ์มีพร้อมค่ะ ป้าเจี๊ยบจัดมาไว้ที่บ้านนี้ครบครัน ก่อนมาก็หยิบวัตถุดิบที่จำเป็นติดมาอีก มาทีไรก็ทำโน่นนี่นั่นให้ครูป้อมกินบ้าง ฝากไปเลี้ยงเด็กอนุบาลลูกศิษย์ครูป้อมบ้าง   หลังจากค้นพบวิธีทำเค้กแบบเบ็ดเสร็จด้วยเครื่องปั่นแล้วอะไรๆ ก็ง่ายขึ้นเยอะ ป้าเจี๊ยบเปิดเตาอบตั้งปุ่มอุณหภูมิที่ 170 องศาเซลเซียส ปุ่มไฟบน-ล่าง ทาพิมพ์วงกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 7 นิ้วด้วยน้ำมันพืชด้านในทั้งหมด โรยแป้งสาลีอเนกประสงค์ให้เคลือบจนทั่ว แล้วคว่ำพิมพ์เคาะแป้งส่วนเกินออก วางพักไว้     ป้าเจี๊ยบนำโถปั่นพร้อมใส่ใบมีดวางบนเครื่องชั่ง กดปุ่มตั้งค่าที่ 0 กรัม ใส่แป้งสาลีอเนกประสงค์ 65 กรัม น้ำตาลทรายแดง 40 กรัม เนื้อกล้วยสุก 80 กรัม น้ำมันรำข้าว 40 กรัม ใช้วิธีบวกเลขเพิ่มในเครื่องชั่งค่ะ จากนั้นยกโถออกมาใส่ของที่ไม่ต้องชั่งคือผงฟู 1/2 ช้อนชา โซเดียมไบคาร์บอเนต 1/8 ช้อนชา เกลือ 1/8 ช้อนชา อบเชย 1/2 ช้อนชา และไข่ไก่เบอร์สอง 1 ฟอง   ปิดฝาโถ วางหัวปั่น กดเครื่องให้ทำงานครั้งละ 3-5 วินาที ประมาณ 3-5 ครั้ง หยุดปั่น เปิดฝาออก ใช้พายซิลิโคนปาดส่วนผสมตามขอบให้ลงไปในโถแล้วปั่นต่อแบบเดิมจนเห็นว่าส่วนผสมทั้งหมดเนียนเป็นเนื้อเดียวกันจึงเปิดฝา ถอดใบมีดออก ใช้พายซิลิโคนคนส่วนผสมให้แน่ใจว่าไม่เป็นก้อน   ใส่กระบกสับหยาบๆ 1/4 ถ้วยตวงลงไปคนให้เข้ากัน เทลงพิมพ์ กระแทกพิมพ์กับโต๊ะ 2-3 ครั้งเพื่อไล่ฟองอากาศ นำเข้าเตาอบ หมุนปุ่มเวลาไว้ที่ 40 นาที พอได้ยินเสียงติ๊ง ยกพิมพ์ออกจากเตา กระแทกพิมพ์กับโต๊ะเบาๆ คว่ำพิมพ์ลงบนตะแกรง เค้กจะหลุดออกจากพิมพ์โดยง่าย วางพักไว้   ป้าเจี๊ยบจะแต่งหน้าเค้กด้วยกระบกทอฟฟี่นะคะ นำถ้วยกระเบื้องมาใส่นมข้นหวาน 4 ช้อนโต๊ะ เนยสดรสเค็ม 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทรายแดง 1/2 ช้อนโต๊ะ นำเข้าไมโครเวฟ 30 วินาที นำออกมาคนให้เข้ากัน นำเข้าอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 30 วินาที เตาแต่ละบ้านแรงไม่เท่ากัน ต้องคอยดูไม่ให้เดือด จากนั้นใส่กระบก 1/2 ถ้วยตวงลงไปคลุกเคล้า แล้วเทลงบนเค้ก เกลี่ยให้เรียบเป็นอันว่าเสร็จเรียบร้อย ออกมาหน้าตาดีเกินคาดค่ะ   Surprise! ครูป้อมเห็นแล้วยังไม่ยอมกิน จะเอาไปแบ่งกันกับเพื่อนครูที่โรงเรียน ป้าเจี๊ยบขอตัดออกมา 1 ชิ้นเพื่อเก็บภาพแล้วจะวางคืนให้ แต่ครูป้อมเห็นแล้วอดไม่ได้ จึงหมดชิ้นเล้ยยย! 

รอยัลมิลก์ทีคือชานมสไตล์ญี่ปุ่นที่ชงจากชาอัสสัมหรือชาดาร์จีลิงกับนมสดจนได้รสหวานมันและกลิ่นชาที่เข้มข้น โดนัทสูตรนี้นำเอกลักษณ์ของรอยัลมิลก์ทีมาผสานลงในโดนัทเนื้อสปันจ์ เนื้อนุ่มฉ่ำ เคลือบบางๆ ด้วยไวต์ช็อกโกแลต และเสิร์ฟพร้อมสตรอว์เบอร์รีสด ช่วยเพิ่มรสเปรี้ยวสดชื่นให้บาลานซ์กับความละมุนของชานมได้อย่างลงตัว ส่วนผสม นมสด 150 มิลลิลิตร ชาอัสสัม 2 1/2 ช้อนชา ไข่ไก่ 100 กรัม น้ำตาลทราย 80 กรัม น้ำมันรำข้าว 40 กรัม เนย (ละลาย) 30 กรัม กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา แป้งเค้ก 120 กรัม ผงฟู 1 ช้อนชา เบกกิงโซดา 1/4 ช้อนชา เกลือ 1/4 ช้อนชา ไวต์ช็อกโกแลตสำหรับตกแต่ง สตรอว์เบอร์รีสดสำหรับตกแต่ง วิธีทำ ใส่นมสดและชาอัสสัมลงในหม้อ ตั้งไฟจนเริ่มเดือด ยกออกจากเตา พักไว้ประมาณ 20 นาที จากนั้นกรองให้ได้นมชาประมาณ 90 มิลลิลิตร พักให้เย็น ใส่ไข่ไก่ น้ำตาลทราย น้ำมันรำข้าว เนยละลาย กลิ่นวานิลลา และนมชาที่เตรียมไว้ คนให้เข้ากันจนเนียน ร่อนแป้งเค้ก ผงฟู เบกกิงโซดา และเกลือ ใส่ลงในส่วนผสม คนเบาๆ พอให้เข้ากัน เตรียมพิมพ์โดนัท 12 หลุม ฉีดสเปรย์น้ำมันบางๆ บีบหรือหยอดส่วนผสมลงพิมพ์หลุมละประมาณ 35 กรัม นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เวลา 12 นาที นำออกจากเตา พักในพิมพ์ 3 นาที จากนั้นคว่ำออกมาพักบนตะแกรงจนเย็นสนิทก่อนตกแต่ง ละลายไวต์ช็อกโกแลตราดลงบนโดนัท พักให้เซ็ตตัว วางสตรอว์เบอร์รีสด

ทางภาคตะวันออกของประเทศฝรั่งเศส โดยเฉพาะในแคว้นอาลซัสมี Tarte Flambée (ทาร์ตเฟลมเบ) ซึ่งเป็นตำนานด้านอาหาร ทาร์ตนี้มีขายตามร้านทั่วไป ทำทานกันตามบ้าน ในงานเทศกาลต่างๆ จะมีขายตามบูทในทุกงาน ทาร์ตเฟลมเบทำง่ายมาก เวอร์ชันดั้งเดิมมีแค่แป้งสาลี หอมหัวใหญ่ Crème Fraiche และ Lardon (หมูสามชั้นเค็ม) บางทีจะมีเนยแข็ง Munster ซึ่งปัจจุบันจะมีหลากหลายรูปแบบ เช่น ใส่ต้นกระเทียม แซลมอนรมควัน แฮม   ทำไมจึงเรียกว่าทาร์ตเฟลมเบทั้งที่หน้าตาเหมือนพิซซา ที่เรียกกันชื่อนี้เพราะว่าในสมัยก่อนตามบ้านไม่มีเตาอบ แต่จะมีเตาอบขนมปังสาธารณะซึ่งมีคนคอยคุมไฟอยู่ เมื่อติดไฟแล้วผู้คุมจะทดลองว่าเตาร้อนหรือยังโดยคลึงแป้งขนมปังให้บาง ทาด้วย Crème Fraiche โรยด้วย Lardon หอมหัวใหญ่หั่นบางๆ และบางทีมีเนยแข็งด้วย เปลวไฟจะโดนแป้งทำให้ดูเหมือนถูกลนไฟ   ในเมืองไทย Crème Fraiche หายากใช้ซาวร์ครีมหรือกรีกโยเกิร์ตแทนได้ ทั้งๆ ที่มีความมันน้อยกว่าและเปรี้ยวกว่า ส่วน Lardon ที่เป็นหมูสามชั้นเค็มก็ใช้เบคอนแทน   ทาร์ตเฟลมเบนี้ทำทานที่บ้านได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก อบในเตาพิซซาหรือหินที่ใช้อบพิซซาจะกรอบและหอมที่สุด และต้องทานร้อนๆ หลังออกจากเตาจะอร่อยที่สุด   ส่วนผสมแป้ง แป้งสาลีอเนกประสงค์ 250 กรัม น้ำมันมะกอก 15 กรัม น้ำอุ่น ประมาณ 135 กรัม ยีสต์ 2 กรัม เกลือหยิบมือ ส่วนผสมหน้าทาร์ต หอมหัวใหญ่ 1-2 หัว ต้นกระเทียมใหญ่หั่นบาง (เฉพาะส่วนลำต้นสีขาว) 1-2 ต้น เบคอน 150 กรัม เนยแข็งขูด 100 กรัม ซาวร์ครีม 15 กรัม (เอาน้ำออกก่อนใช้) กรีกโยเกิร์ต 15 กรัม (เอาน้ำออกก่อนใช้) น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ นัตเมกขูดหยิบมือ เกลือ พริกไทย วิธีทำ เปิดเตาอบอุณหภูมิ 250 องศาเซลเซียส วางหินและถาดที่จะใช้อบใส่ในเตาอบตั้งแต่เริ่มเปิดเตา ผสมแป้ง น้ำมันมะกอก น้ำอุ่น ยีสต์ และเกลือ นวดให้เข้ากัน พักไว้ 10 นาที คลึงแป้งบนกระดาษไขให้เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือรูปร่างอื่นก็ได้ รีดให้บาง 2 มิลลิเมตร ดีที่สุดคือ 1 มิลลิเมตร เพราะยิ่งบางแป้งจะยิ่งกรอบ หั่นหอมหัวใหญ่ให้บางที่สุด เตรียมไว้ หั่นเบคอนเป็นชิ้นเล็กๆ คั่วในกระทะให้สุกแต่ไม่ถึงกับกรอบ หรือจะใส่ดิบๆ ก็ได้ ทาซาวร์ครีมหรือกรีกโยเกิร์ตให้ทั่วแผ่นแป้ง โรยหอมหัวใหญ่หรือต้นกระเทียมให้ทั่ว ตามด้วยเนยแข็ง เบคอน นัตเมก โรยเกลือและพริกไทยตามชอบ พรมน้ำมันมะกอกเล็กน้อย นำเข้าเตาอบนาน 10-15 นาที จนขอบแป้งกรอบมีสีเหลือง นำออกจากเตาอบ ทานร้อนๆ

ใบชามีกลิ่นหอมและรสเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชนิด จะดื่มเป็นเครื่องดื่มร้อนโดยไม่ต้องผสมอะไร หรือดื่มเป็นชาเย็นที่มีส่วนผสมหลากหลาย กลายเป็นชาเย็นเมนูยอดฮิต หรือจะนำน้ำชามาผสมเป็นของหวานกลิ่นหอมนวลก็ได้ เช่น บาบาชาไทย ขนมจากอิตาลีแต่นำมาทำแบบไทย เนื้อเค้กฉ่ำน้ำเชื่อมที่หอมกลิ่นชาไทยและเหล้ารัม กินคู่กับครีมชาไทยรสนุ่มนวล   ขนมหวานที่หอมหวานทั้งรสและกลิ่นจากใบชา   Baba au Thai Tea บาบาชาไทย ส่วนผสม น้ำชาไทยเข้มข้น 30 มิลลิลิตร ยีสต์แห้ง 5 กรัม ผงชาไทยป่นละเอียด 5 กรัม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 00 250 กรัม น้ำตาลทราย 30 กรัม นมข้นหวาน 15 กรัม ไข่ไก่ 4 ฟอง เกลือทะเล 1/4 ช้อนชา เนยจืด 65 กรัม ส่วนผสมและวิธีทำน้ำเชื่อมชาไทย น้ำตาลทราย 300 กรัม | น้ำเปล่า 300 มิลลิลิตร | ชาไทย 1/3 ถ้วย | เหล้ารัม 1/4 ถ้วย ต้มน้ำให้เดือด ใส่ผงชาไทยและน้ำตาลทราย พักไว้สักครู่ คนส่วนผสมให้ละลายเข้ากัน กรองชาออก ใส่เหล้ารัม พักไว้ให้พออุ่น วิธีทำ ผสมน้ำชาไทยกับยีสต์ให้เข้ากัน ใส่น้ำตาลทราย ผงชาไทย นมข้นหวาน เกลือทะเล และไข่ไก่ ค่อยๆ ใช้มือผสมให้เข้ากัน ใส่แป้ง ใช้มือตะล่อมให้เข้ากัน ใส่เนยจืดแล้วตะล่อมให้เข้ากันอีกครั้ง พักไว้ 15 นาที ใช้มือค่อยๆ พับแป้งและตะล่อมให้เข้ากันจนเนื้อเนียน พักไว้ที่อุณหภูมิห้อง 30 นาที ตักใส่พิมพ์ทรงสูงครึ่งพิมพ์ พักไว้ประมาณ 20 นาที จนแป้งพองขึ้นเป็นเท่าตัว นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียสจนสุก พักไว้สักครู่ เคาะออกจากพิมพ์ นำลงแช่ในน้ำเชื่อมชาไทยจนอิ่มตัว (ประมาณ 30 นาที) วางใส่จานเสิร์ฟ ตกแต่งด้วยครีมชาไทย

ใบชามีกลิ่นหอมและรสเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชนิด จะดื่มเป็นเครื่องดื่มร้อนโดยไม่ต้องผสมอะไร หรือดื่มเป็นชาเย็นที่มีส่วนผสมหลากหลาย กลายเป็นชาเย็นเมนูยอดฮิต หรือจะนำน้ำชามาผสมเป็นของหวานกลิ่นหอมนวลก็ได้ เช่น เค้กโดนัทชาอูหลง เนื้อเค้กนุ่มฟูหอมกลิ่นชาอูหลง ราดด้วยเกลซชาอูหลงรสหวานหอม    ขนมหวานที่หอมหวานทั้งรสและกลิ่นจากใบชา   Oolong Donut Cake เค้กโดนัทชาอูหลง ส่วนผสมเค้กชาอูหลง แป้งเค้ก 250 กรัม น้ำตาลทรายแดง 70 กรัม น้ำตาลทรายขาว 70 กรัม เกลือ 1/4 ช้อนชา ผงฟู 1/2 ช้อนชา ไข่ไก่เบอร์ 2 5 ฟอง สารเสริม SP 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำชาอูหลงเข้มข้น 1/3 ถ้วย กลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา ดอกลาเวนเดอร์แห้งสำหรับตกแต่ง ส่วนผสมและวิธีทำเกลซชาอูหลง น้ำชาอูหลงเข้มข้น 3 ซอง | น้ำตาลไอซิง 4 ถ้วย | นมอุ่น 1/2 ถ้วย | กลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา ผสมนมอุ่นกับชาอูหลงพักไว้ 10 นาที นำซองชาออก เทใส่น้ำตาลไอซิงและกลิ่นวานิลลา คนให้เข้ากัน พักไว้   วิธีทำ ตีไข่ไก่ สารเสริม SP น้ำตาลทรายแดง และน้ำตาลทรายขาวจนขึ้นฟู ร่อนแป้ง ผงฟู และเกลือ ตีส่วนผสมให้เข้ากัน ใส่น้ำชาอูหลงเข้มข้นและกลิ่นวานิลลา ผสมให้เข้ากัน สเปรย์น้ำมันให้ทั่วพิมพ์เค้กโดนัท ตักเนื้อเค้กใส่พิมพ์ นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส นาน 15 นาทีจนสุก พักไว้ให้หายร้อน นำเค้กโดนัทลงจุ่มลงในเกลซชาอูหลงจนเคลือบสวย จัดใส่จานเสิร์ฟ ตกแต่งด้วยดอกลาเวนเดอร์แห้งให้สวยงาม

ใบชามีกลิ่นหอมและรสเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชนิด จะดื่มเป็นเครื่องดื่มร้อนโดยไม่ต้องผสมอะไร หรือดื่มเป็นชาเย็นที่มีส่วนผสมหลากหลาย กลายเป็นชาเย็นเมนูยอดฮิต หรือจะนำน้ำชามาผสมเป็นของหวานกลิ่นหอมนวลก็ได้ เช่น คุกกี้ชาเอิร์ลเกรย์ คุกกี้เนื้อร่วนผสมชาเอิร์ลเกรย์อบจนมีกลิ่นหอม สอดไส้ครีมกานาชชาเอิร์ลเกรย์   ขนมหวานที่หอมหวานทั้งรสและกลิ่นจากใบชา   Earl Grey Cookies คุกกี้ชาเอิร์ลเกรย์ ส่วนผสมแป้งคุกกี้ แป้งสาลีอเนกประสงค์ 200 กรัม เนยจืด 250 กรัม น้ำตาลไอซิง 80 กรัม เกลือทะเล 1/2 ช้อนชา ไข่ไก่เบอร์ 2 1 ฟอง ชาเอิร์ลเกรย์ป่นละเอียด 2 ช้อนชา ส่วนผสมครีมชาเอิร์ลเกรย์ วิปปิงครีม 2 ถ้วย | ไวต์ช็อกโกแลต 1 ถ้วย | เจลาติน 1 แผ่น | ชาเอิร์ลเกรย์ 2 ช้อนโต๊ะ   วิธีทำ ใส่ส่วนผสมแป้งคุกกี้ทั้งหมดลงในเครื่องผสมอาหาร ผสมทุกอย่างให้เข้ากันจนเนื้อเนียน ตักออกคลุมด้วยพลาสติกแรป พักไว้ในตู้เย็นประมาณ 30 นาทีจนเซ็ตตัว นำแป้งออกจากตู้เย็น รีดให้เป็นแผ่นบางประมาณ 0.5 เซนติเมตร กดด้วยพิมพ์รูปดอกไม้ แล้วใช้พิมพ์วงกลมกดแป้งตรงกลางออกสำหรับใส่ไส้ วางคุกกี้บนถาดอบที่รองด้วยกระดาษไข นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 165 องศาเซลเซียส นาน 15-18 นาทีจนสุก พักไว้ให้หายร้อน วิธีทำครีมชาเอิร์ลเกรย์ อุ่นวิปปิงครีมกับชาให้พอร้อน จากนั้นกรองใส่ไวต์ช็อกโกแลตและเจลาติน คนให้ส่วนผสมละลายเข้ากัน ตักใส่ถุงบีบ พักไว้ในตู้เย็นจนเซ็ตตัว บีบครีมใส่ลงบนคุกกี้แล้วประกบด้วยคุกกี้อีกชิ้น โรยน้ำตาลไอซิง วางจัดใส่จานเสิร์ฟให้สวยงาม

เมนูพิเศษที่ เชฟเป่า-สุธากร สุวรรณโชติ แห่งห้องครัว 8213 Dessert Bar อยากนำเสนอ ปาเนตโตเนสูตรคลาสสิก ที่เชฟตั้งใจทดลองและปรับรสชาติให้เหมาะกับคนไทย ซึ่งเมื่ออบเสร็จแล้วสามารถกินได้เลยไม่ต้องรอบ่มอีก 1-2 วัน แต่ถ้าบ่มต่อจะทำให้เนื้อขนมปังฉ่ำและหอมหวานมากยิ่งขึ้น   ใครที่อยากลองทำขนมปังปาเนตโตเน ต้องลองทำสูตรจากเชฟเป่ารับรองว่าอร่อย   ส่วนผสมแป้งโดชุดที่ 1 แป้ง 00 ค่า W430-W450 1,000 กรัม | น้ำเปล่า 530 กรัม | ไข่แดง 240 กรัม | น้ำตาลทรายละเอียด 285 กรัม | เนยจืด 430 กรัม | Pasta Madre (เชื้อยีสต์ธรรมชาติ) 300 กรัม   ส่วนผสมแป้งโดชุดที่ 2 แป้ง 00 ค่า W430-W450 370 กรัม | น้ำเปล่า 150 กรัม | ไข่แดง 240 กรัม | น้ำตาลทรายละเอียด 220 กรัม | เนยจืด 640 กรัม | ฝักวานิลลา 5 กรัม | เพสต์ส้ม 70 กรัม | เพสต์เลมอน 30 กรัม | น้ำผึ้ง 80 กรัม | ลูกเกด 450 กรัม | เนื้อส้มเชื่อม 500 กรัม | เซดโรเชื่อม (Candied Cedro) 300 กรัม | ผิวส้ม/ผิวซิตรัส 10 กรัม | เกลือ 24 กรัม   ส่วนผสมและวิธีทำเกลซ น้ำตาลไอซิง 100 กรัม | ไข่ขาว 50 กรัม | แป้งข้าวโพด (คอร์นสตาร์ช) 50 กรัม | อัลมอนด์ป่น 50 กรัม ผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน   วิธีทำ ผสมแป้งโดชุดที่ 1 โดยนำแป้ง น้ำเปล่า ตีผสมกันประมาณ 3-5 นาที ให้กลูเตนเริ่มจับตัว จากนั้นใส่ Pasta Madre ผสมต่อประมาณ 1 นาที ใส่น้ำตาลทราย 2 รอบ ใช้เวลาประมาณ 3-5 นาที ใส่ไข่แดง (เทเป็นสาย) 2-3 รอบ ตีให้เข้ากันก่อน แล้วค่อยเติมจนหมด ใส่เนยจืด ตีให้เข้ากัน นำเข้าตู้พรูฟอุณหภูมิ 24 องศาเซลเซียส ประมาณ 11 ชั่วโมง ให้ขึ้นฟูเป็น 3 เท่า เมื่อครบเวลานำเข้าตู้เย็น 4 องศาเซลเซียส 1-2 ชั่วโมง นำแป้งโดส่วนแรกที่นวดไว้มาผสมกับส่วนผสมแป้งโดที่ 2 โดยนำแป้งและน้ำบางส่วนตีรวมกัน ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที จากนั้นเติมน้ำตาลทราย 2 รอบ ตีประมาณ 5-6 นาทีจนเข้ากันดี เติมไข่ไก่และวานิลลา โดยแบ่งไข่ใส่ประมาณ 3 รอบ ประมาณ 5 นาที ใส่เกลือแล้วนวดต่อให้เข้ากัน ใส่เนยจืด แบ่งใส่ 2 รอบ จนได้เนื้อโดที่เนียน จากนั้นใส่น้ำผึ้ง เพสต์เลมอน เพสต์ส้ม และผิวส้ม ตีประมาณ 2 นาที เมื่อเข้ากันดีค่อยๆ เติมน้ำที่เหลือจนหมด ประมาณ 3-5 รอบ พักแป้งไว้ในเครื่องตีประมาณ 5 นาที แล้วใส่ผลไม้เชื่อมทั้งหมดลงผสมในโด ผสมต่อจนเข้ากัน พักโดในเครื่องอีกครั้งในเวลาสั้นๆ ก่อนนำออกมาพักในถังพักที่ 26 องศาเซลเซียส ประมาณ 35-45 นาที หลังจากพักโดเสร็จแล้วให้นำออกมาแบ่งน้ำหนักตามขนาดพิมพ์ แล้วพับอย่างเบามือ พักไว้อีก 20 นาทีจนผิวเริ่มแห้งขึ้นเล็กน้อย นำโดมาปั้นเป็นก้อนกลมให้มีผิวที่ตึงขึ้น นำมาลงพิมพ์อบแล้วนำเข้าตู้พรูฟอุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียส จนถึง 3 เท่า จากนั้นบีบเกลซลงบนขนม โรยน้ำตาลเกล็ด นำเข้าอบที่อุณหภูมิ 145 องศาเซลเซียส ประมาณ 40-42 นาที หรืออุณหภูมิข้างในได้ 93-94 องศาเซลเซียสจนสุก นำออกจากเตาอบ เสียบด้วยแท่งเหล็ก คว่ำทันที พักทิ้งไว้ 8-12 ชั่วโมงจนขนมเย็นสนิท ก่อนนำไปใส่ลงห่อ ปิดให้มิดชิด วางให้พ้นแสง สามารถเก็บได้ประมาณ 2 สัปดาห์ ที่อุณหภูมิ 24-26 องศาเซลเซียส เอื้อเฟื้อสูตรและทำขนมสำหรับถ่ายภาพ เชฟเป่า-สุธากร สุวรรณโชติ 8213 Dessert Bar Instagram : 8213 DessertBar 

Brioche (บริออช) เป็นขนมปังหวานของฝรั่งเศสที่มีหลายรูปแบบและหลายรสชาติ ขึ้นอยู่กับว่าทำแถวภูมิภาคไหนของประเทศ ที่จะทำในฉบับนี้คือ “บริออชพระราชา” ส่วน Honeycomb (น้ำตาลรังผึ้ง) เป็นขนมกรอบฟูที่มีรูพรุนๆ เนื้อบาง เรียกว่า Seafoam Toffee หรือ Sponge Toffee ไว้ตกแต่งบนหน้าบริออช   Brioche des Rois ทำเพื่อฉลองวันเอพิฟานีซึ่งตรงกับวันที่ 6 มกราคมของทุกปี เป็นวันทางศาสนาคริสต์เพื่อระลึกถึงวันที่นักปราชญ์นำของขวัญมาถวายพระเยซู ทางภาคเหนือของประเทศฝรั่งเศส จะฉลองด้วย Galette des Rois ส่วน Brioche des Rois นิยมทำกันในภาคใต้   ขนมนี้เป็นรูปวงแหวน ตกแต่งหน้าด้วยผลไม้เชื่อมหรือโรยน้ำตาลหลายชนิด เนื้อในจะฝังเม็ดถั่ว ถ้าใครตัดได้จะได้เป็น “พระราชา” ในวันนั้น ปัจจุบันขนมทั้ง 2 ชนิดนี้ทำกันในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ ปกติจะมีขายตามร้านขนม น้อยคนจะทำทานที่บ้าน   ส่วนฮันนี่คอมบ์ (Honeycomb) เป็นขนมที่ทำง่ายมาก ในปลายศตวรรษที่ 19 คนทำขนมที่อังกฤษพบว่า เมื่อนำเบกกิงโซดาใส่ลงในน้ำตาลเดือดจะเกิดปฏิกิริยาทำให้น้ำตาลฟูขึ้น เมื่อแข็งตัวจะเหมือนรังผึ้ง ต่อมาก็แพร่หลายในอเมริกา มีการชุบช็อกโกแลตต่างๆ ทานเป็นของกินเล่น   ครั้งนี้เมื่อทำเสร็จจะนำไปตกแต่งหน้า Brioche des Rois   Brioche des Rois ส่วนผสม แป้งเค้ก 250 กรัม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 250 กรัม น้ำตาลทราย 20 กรัม เกลือ 12 กรัม ยีสต์ 14 กรัม นมอุ่น 200 กรัม ไข่ เบอร์ 0 3 ฟอง เนยนุ่ม 125 กรัม กลิ่นดอกส้ม 1/2 ช้อนชา วานิลลา 1 ช้อนชา ผลไม้เชื่อม น้ำตาลเกล็ด น้ำตาลรังผึ้ง สำหรับตกแต่ง วิธีทำ นำทุกอย่างใส่โถตี (ยกเว้นเนย ผลไม้เชื่อม น้ำตาลรังผึ้ง) ตีประมาณ 10 นาที หรือจนแป้งไม่ติดโถ ใส่เนยทีละครึ่ง ตีพอเนยเข้ากับแป้งแล้วจึงใส่ที่เหลือ หลังจากใส่เนยหมด ตีต่ออีก 8 นาที ใส่โถปิดฝาพักไว้ 1.30 ชั่วโมง เมื่อแป้งขึ้นเป็นสองเท่า นำออกมาปั้นเป็นวงแหวน วางบนกระดาษไข หรือปั้นเป็นวงกลมแล้วใส่พิมพ์กลมอบก็ได้ นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส นาน 25-30 นาที นำออกมาทาด้วยไข่แดงผสมนมเล็กน้อย ตกแต่งด้วยฮันนี่คอมบ์หรือเกล็ดน้ำตาลและผลไม้เชื่อมตามชอบ Honeycomb ส่วนผสม น้ำตาลทราย 500 กรัม คอร์นไซรัป 200 กรัม น้ำเปล่า 85 กรัม วานิลลา 1 ช้อนชา เบกกิงโซดา 4 ช้อนชา ครีมออฟทาร์ทาร์ 1/2 ช้อนชา เกลือ 3/4 ช้อนชา อุปกรณ์ เตรียมถาด 9×13 นิ้ว กรุด้วยกระดาษไข   วิธีทำ หม้อก้นหนาใบใหญ่ใส่น้ำเปล่า น้ำตาลทราย คอร์นไซรัป ตั้งไฟปานกลางให้น้ำตาลละลายและเดือด ต้องวัดให้ได้ 140 องศาเซลเซียส ใส่วานิลลา ปิดไฟ ผสมเบกกิงโซดา ครีมออฟทาร์ทาร์ และเกลือ ใส่ลงในส่วนผสมน้ำตาลแล้วคนทันที เทใส่พิมพ์ ไม่ต้องเกลี่ย ทิ้งไว้ให้เย็น เคาะเป็นชิ้นเล็กๆ เก็บในกล่องปิดสนิทได้ 1 สัปดาห์

เดี๋ยวนี้เวลาทำอาหารคาวหวาน ป้าเจี๊ยบมีความขี้เกียจกว่าเมื่อก่อน ไม่ใช่ขี้เกียจทำนะคะ เพราะรักการทำอาหาร   แต่สิ่งที่ขี้เกียจที่สุดคือการเก็บล้างอุปกรณ์และภาชนะทั้งหลายที่มีเยอะแยะ ยิ่งขั้นตอนเยอะก็มีจำนวนสิ่งที่ต้องล้างเยอะตาม ป้าเจี๊ยบจึงคิดหาวิธีลดขั้นตอนในการทำเค้กลง ไม่ทำตามขั้นตอนแบบจารีตนิยมที่บอกว่าต้องทำตามลำดับอย่างโน้นอย่างนี้   ป้าเจี๊ยบเชื่อว่าต้องมีวิธีที่จะไปถึงเป้าหมายของการได้เค้กอร่อยโดยไม่ต้องเก็บล้างมาก หุหุ   ทำสำเร็จค่ะ ลองทำซ้ำๆ หลายครั้ง ได้ผลออกมาดีทุกครั้ง ป้าเจี๊ยบจึงตั้งชื่อเค้กที่ทำด้วยวิธีการนี้ว่าเค้กขี้เกียจ ฮา!   ใครที่จะทำตามวิธีนี้จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ 4 อย่างที่ป้าเจี๊ยบใช้คือ เครื่องชั่งดิจิทัล ป้าเจี๊ยบซื้อมา 150 บาท เครื่องปั่นอเนกประสงค์ขนาด 2 ลิตร แบบ 4 ใบมีด ราคา 135 บาท พิมพ์อะลูมิเนียมแบบโลฟขนาด A03 ราคา 40 บาท และเตาอบ ที่ป้าเจี๊ยบใช้ประจำเป็นเตาติ๊งขนาด 21 ลิตรแบบ 3 ปุ่มควบคุมคือ ปุ่มอุณหภูมิ ปุ่มไฟ และปุ่มเวลา      มาทำตามกันเลยค่ะ    เปิดเตาอบตั้งปุ่มอุณหภูมิที่ 170 องศาเซลเซียส ปุ่มไฟบน-ล่าง ปุ่มเวลา 50 นาที  ทาพิมพ์ด้วยน้ำมันพืชด้านในทุกด้าน โรยแป้งสาลีอเนกประสงค์ให้เคลือบจนทั่วแล้วคว่ำพิมพ์เคาะแป้งส่วนเกินออก วางพักไว้     วางโถปั่นพร้อมใส่ใบมีด วางบนเครื่องชั่ง กดปุ่มตั้งค่าที่ 0 กรัม  บิเนื้อกล้วยสุก (กล้วยน้ำว้า/กล้วยไข่/กล้วยหอม หรือเนื้อฟักทองนึ่ง) ลงไปจนได้ตัวเลขเป็น 80 กรัม จากนั้นใส่น้ำมันพืช (รำข้าว/คาโนล่า/มะพร้าว) 40 กรัม และน้ำตาลทรายแดง 40 กรัม  โดยตอนที่ใส่ จะตั้งค่ากลับไปที่ 0 หรือบวกเลขเพิ่มก็ได้ตามสะดวก จากนั้นตอกไข่ไก่เบอร์สอง 1 ฟองลงไป ใส่นมจืด 1 ช้อนโต๊ะ เกลือ 1/8 ช้อนชา และผงโกโก้ 1/2 ช้อนโต๊ะ ใครไม่ชอบโกโก้ก็ไม่ต้องใส่ ถ้าทำให้ป้าอี๊ดต้องใส่ 2 ช้อนโต๊ะ...ฮา! (ส่วนผสมเหล่านี้สะดวกใส่อะไรก่อนก็ได้นะคะ ขอแค่ให้ครบทุกอย่างตามปริมาณที่บอก)   ยกโถออกมาปิดฝา วางหัวปั่น กดเครื่องให้ทำงานครั้งละ 3-5 วินาที ประมาณ 3-5 ครั้ง ให้ส่วนผสมทั้งหมดเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน   ยกหัวปั่นออก เปิดฝา วางโถปั่นบนเครื่องชั่ง ตั้งค่าที่ 0 ใส่แป้งสาลีอเนกประสงค์ 65 กรัม ผงฟู 1/2 ช้อนชา โซเดียมไบคาร์บอเนต 1/8 ช้อนชา  ยกโถออกมาปิดฝา วางหัวปั่น กดครั้งละ 3-5 วินาที 3-5 ครั้ง เปิดฝา ถอดใบมีดออก ใช้พายซิลิโคนคนส่วนผสมให้แน่ใจว่าไม่เป็นก้อน จะเพิ่มถั่วต่างๆ หรือผลไม้แห้งที่ชอบก็ผสมลงไปคนให้เข้ากัน ถ้าไม่ใส่ก็เทลงพิมพ์เลย กระแทกพิมพ์กับเคาน์เตอร์ 2-3 ครั้งเพื่อไล่ฟองอากาศ     ก่อนเข้าเตาอบจะโรยหน้าด้วยชิ้นกล้วย ถั่ว ผลไม้แห้งหรือช็อกโกแลตชิปก็ได้ เมื่อเข้าเตาอบแล้ว ตั้งปุ่มเวลาไว้ที่ 40 นาที พอได้ยินเสียงติ๊ง ยกพิมพ์ออกจากเตา กระแทกพิมพ์เบาๆ กับเคาน์เตอร์ เค้กจะหลุดออกจากพิมพ์โดยง่าย นำมาวางพักไว้บนตะแกรง จะหั่นชิมร้อนๆ หรือรอจนเย็นค่อยหั่นก็ตามใจ แต่ป้าเจี๊ยบแนะนำให้กินตอนอุ่นๆ     สิ่งที่ต้องเก็บล้างมีแค่ 2 ชิ้นคือโถเครื่องปั่นกับพิมพ์เท่านั้นค่ะ ป้าเจี๊ยบสบายขึ้นอย่างเยอะมาก จนทำวิธีนี้นับสิบๆ ก้อนแล้วค่ะ หน้าตาต่างๆ กันไปตามแต่จะทำให้ใคร อย่างน้องแพรขอช็อกโกแลตชิปเท่านั้น ป้าอี๊ดต้องโกโก้เน้นๆ และลูกเกด...อิอิ   ชวนให้ลองทำตามนะคะ แล้วจะติดใจเค้กขี้เกียจ!  

รสชาติที่ต่างขั้วแต่เข้ากันอย่างลงตัว เค้กช็อกโกแลตที่ผสมซอสพริกศรีราชา ได้ทั้งความเข้มข้นและเปรี้ยวเผ็ดจากซอสพริก สอดไส้แยมเบอร์รีรสเปรี้ยวหวานกำลังดี ราดด้วยชิลลีช็อกโกแลตกานาชรสเข้มข้น   ส่วนผสมชิลลีช็อกโกแลตกานาช ดาร์กช็อกโกแลตสับหยาบ 1 ถ้วย | วิปปิงครีม 1/2 ถ้วย | ซอสพริกศรีราชา 1/4 ถ้วย   วิธีทำ อุ่นวิปปิงครีมให้พอร้อน เทใส่ดาร์กช็อกโกแลต คนให้ส่วนผสมละลายเข้ากัน ใส่ซอสพริกศรีราชา คนให้เข้ากันอีกครั้ง เตรียมไว้ ส่วนผสม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 250 กรัม | ผงโกโก้ 50 กรัม | ผงฟู 1 ช้อนชา | เบกกิงโซดา 1 ช้อนชา | น้ำตาลโตนด 200 กรัม | น้ำตาลมะพร้าว 100 กรัม | เกลือทะเล 1 ช้อนชา | ไข่ไก่ 2 ฟอง | น้ำมันรำข้าว 120 มิลลิลิตร | กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา | ซอสพริก 3 ช้อนชา   วิธีทำ ใส่ส่วนผสมทั้งหมดผสมให้เข้ากันด้วยหัวตีใบไม้ ตักใส่พิมพ์เค้กโลฟ ทาเนยและโรยแป้งเตรียมไว้ ตักเนื้อเค้กใส่พิมพ์ นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส นาน 20-30 นาทีจนสุก ส่วนผสมและวิธีทำซอสเชอร์รี เนื้อเชอร์รีแช่แข็ง 1 ถ้วย | น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา | เหล้าเชอร์รี 2 ช้อนโต๊ะ | เชอร์รีสดและพริกจินดาคลุกน้ำตาลสำหรับตกแต่ง ใส่เนื้อเชอร์รี น้ำตาลทราย และเหล้าเชอร์รีลงในหม้อ เคี่ยวประมาณ 10-15 นาทีจนเป็นซอส พักไว้ให้หายร้อน แล้วตักใส่ถุงบีบ เตรียมไว้ บีบซอสเชอร์รีลงตรงกลางชิ้นเค้ก ราดซอสช็อกโกแลต ตกแต่งด้วยเชอร์รีสดและพริกคลุกน้ำตาลให้สวยงาม

ทาร์ตแอปเปิลสวยหรูรสหอมหวานแบบคลาสสิก เนื้อแอปเปิลนำไปเคี่ยวกับกลิ่นวานิลลา โรเซ่สปาร์กลิงไวน์และน้ำตาลดอกมะพร้าวจนได้กลิ่นหอม ตกแต่งด้วยเนื้อแอปเปิลสไลซ์บางเรียงซ้อนกันเหมือนกลีบดอกกุหลาบ   ส่วนผสมแอปเปิล แอปเปิลแดงหั่นเต๋าเล็ก 2 ถ้วย ไวน์โรเซ่ 1/2 ถ้วย น้ำตาลดอกมะพร้าว 1/2 ถ้วย เจลาติน (แช่น้ำเย็น) 3 แผ่น วานิลลา 1 ฝัก เนยจืด 2 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ละลายน้ำตาลดอกมะพร้าวในกระทะให้เป็นคาราเมล ใส่เนื้อแอปเปิลหั่นเต๋า และไวน์ คลุกให้เข้ากัน ค่อยๆ เคี่ยวด้วยไฟอ่อนจนนุ่มประมาณ 30-45 นาที ใส่กลิ่นวานิลลา เจลาติน และเนยจืด ปิดไฟคลุกให้เข้ากันอีกที พักไว้ให้หายร้อน ส่วนผสมแป้งทาร์ต แป้งสาลีอเนกประสงค์ 210 กรัม | ไข่ไก่ 20 กรัม | น้ำตาลไอซิง 80 กรัม | เกลือ 8 กรัม | เนยจืด 135 กรัม | เนื้อแอปเปิลสไลซ์สำหรับตกแต่งบนหน้า 2-3 ผล   วิธีทำ ใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงในเครื่องตี ใช้หัวใบไม้ตีให้เข้ากัน ห่อพลาสติกแร็ปพักไว้ในตู้เย็น 15 นาที นำแป้งออกมารีดให้หนา 0.5 เซนติเมตร กรุลงพิมพ์แล้วตัดขอบให้สวยงาม นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส นาน 15-20 นาทีจนสุกและสีเหลืองสวยงาม พักไว้ให้หายร้อน สไลซ์แอปเปิลให้บางแช่ในน้ำผสมกับเกลือเล็กน้อย เตรียมไว้ ตักไส้แอปเปิลใส่ทาร์ต ค่อยๆ วางเรียงแอปเปิลสไลซ์ลงบนหน้าให้เหมือนกลีบดอกกุหลาบซ้อนกันให้สวยงาม

ขึ้นปีใหม่อีกครั้ง ดีใจนะคะที่ครบ 6 รอบแล้วร่างกายไม่เกเร ยังทำเรื่องสนุกให้ยิ้มให้หัวเราะได้ทุกวัน   ของแจกปีนี้เป็นคุกกี้ไม่ใส่น้ำตาลค่ะ เพราะวัตถุดิบหลักคือมะตูมเชื่อมซึ่งมีความหวานเพียงพอแล้ว เป็นแบบเชื่อมแห้ง ไม่มีน้ำเชื่อมเปียกๆ เกาะที่ผิว เพื่อนบ้านเอามาฝาก 2 กิโลกรัม หลังจากที่เคยฝากมาให้ 1 กิโลกรัม แล้วป้าเจี๊ยบทำพุดดิงมะตูมไปให้เพื่อขอบคุณ  ตอนนี้ของเดิมยังไม่หมด มีของใหม่มาเพิ่มอีก ต้องจัดการลดปริมาณลงบ้าง   ป้าเจี๊ยบทยอยทำครั้งละไม่มาก เก็บไว้เรื่อยๆ ไม่เหนื่อยแรง สิ่งที่เตรียมไว้ล่วงหน้าคือ แบ่งมะตูมมา 1 กิโลกรัม หั่นเป็นชิ้นๆ ใส่เครื่องปั่นจนละเอียดเป็นครีมข้นๆ บรรจุลงกระปุกเก็บไว้ใช้ให้ความหวานแทนน้ำตาล    มะตูมอีก 200 กรัม หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ สำหรับเป็นไส้คุกกี้ และอีก 100 กรัม หั่นเป็นชิ้นสามเหลี่ยมรอบร่องเมล็ดมะตูมสำหรับแต่งหน้าคุกกี้ เรียกได้เลยว่าคุกกี้มะตูมของป้าเจี๊ยบจัดมะตูมเต็มๆ อย่างแท้จริง...ฮา!   ลงมือทำแต่ละครั้งป้าเจี๊ยบจะเตรียมชามแห้งมีแป้งสาลีอเนกประสงค์ 165 กรัม ผงฟู 1/2 ช้อนชา โซเดียมไบคาร์บอเนต 1/2 ช้อนชา และเกลือป่น 1/2 ช้อนชา ใช้ตะกร้อมือคนให้เข้ากัน วางพักไว้ เปิดเตาอบไว้ที่ปุ่มไฟบน-ล่าง ปุ่มความร้อน 165 องศาเซลเซียส หรือ 325 องศาฟาเรนไฮต์   จากนั้นทำชามเปียกโดยใช้ตะกร้อมือตีเนยสดรสจืด (อุณหภูมิห้อง) 50 กรัม กับน้ำมันรำข้าว 30 กรัม และมะตูมบดละเอียด 100 กรัมจนเนียน แล้วใส่ไข่ไก่เบอร์สาม 1 ฟองลงไป ตีต่อไปเรื่อยๆ จนส่วนผสมเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน เทชามแห้งลงไป พร้อมกับวอลนัตป่น 50 กรัม ใช้พายซิลิโคนคนจนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี    ป้าเจี๊ยบแบ่งคุกกี้โดออกเป็น 15 ส่วน ส่วนละประมาณ 30 กรัม แต่ละส่วนก็ปั้นเป็นแผ่นกลม วางมะตูมชิ้นเล็กประมาณ 1/2 ช้อนชาตรงกลาง แล้วปิดแป้งหุ้ม ปั้นเป็นลูกกลมๆ วางบนถาดอบที่ไม่ต้องรองกระดาษไข ทับด้านบนด้วยมะตูมสามเหลี่ยมแล้วกดเบาๆ ให้ติดกับโด เรียงให้ห่างกันประมาณหนึ่งนิ้ว นำเข้าเตาอบตั้งปุ่มเวลา 15 นาที   ติ๊ง! นำออกมาวางพักบนตะแกรงจนเย็นสนิท ก่อนบรรจุลงกล่องปิดสนิทค่ะ พักหายเหนื่อยเมื่อไหร่ค่อยทำต่อ คุกกี้มะตูมรุ่นแรกที่ทำเสร็จนำไปมอบให้เพื่อนบ้านเจ้าของมะตูมโดยไม่ได้รอให้ถึงวันปีใหม่หรอกนะคะ เธอเปิดชิมทันที บอกว่าไม่หวาน รสชาติกลมกล่อม หอมมะตูมทุกคำ...เย้!   เอิ่ม...ป้าเจี๊ยบคิดว่าน่าจะได้มะตูมเชื่อมจากเพื่อนบ้านคนนี้อีกไม่ช้าก็เร็ว อิอิ

ขนมสายด่วน...   ทุกเช้าป้าเจี๊ยบตื่นขึ้นมาก็จะเปิดปฏิทินในโทรศัพท์ดูว่าต้องทำอะไรบ้าง อ้าว! วันนี้พุธที่หนึ่งของเดือน ลงไว้ว่ามีกิจกรรมร้องเพลงของกลุ่ม “CU14 ได้ยินมั้ยยย” ตอนสิบโมงครึ่ง! ทุกครั้งที่ไปร่วมงานป้าเจี๊ยบจะทำขนมเอาไว้สำหรับพาไปฝากเพื่อน ครั้งนี้ลืมสนิท ต้องทำอะไรที่เร็วๆ ซะแล้ว   คิดเร็วทำเร็วค่ะ ก่อนไปเข้าห้องน้ำจัดการกิจวัตรประจำวัน รีบตรงไปที่ตู้เย็นหยิบแผ่นแป้งพายชั้นสำเร็จรูปออกจากช่องฟรีซมาวางไว้ข้างนอกก่อน พอแต่งตัวเสร็จแล้วก็กลับเข้าครัว เปิดเตาอบไว้ที่ปุ่มไฟบน-ล่าง ปุ่มความร้อนอุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส แผ่นแป้งคลายเย็นพอดี ป้าเจี๊ยบใช้มีดตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดประมาณ 2×2 นิ้ว จำนวนเท่าสมาชิกคือ 10 ชิ้น หยิบพิมพ์ทาร์ตขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 นิ้ว 10 ถ้วยออกมาทาเนยแล้ววางแผ่นแป้งที่ตัดไว้กรุลงในถ้วย ใช้ส้อมจิ้มแผ่นแป้งให้เป็นรู นำเข้าเตาอบ ตั้งปุ่มเวลาไว้ที่ 15 นาที   ระหว่างนั้นนำสารพัดถั่วและผลไม้แห้งเท่าที่มีเก็บไว้ในตู้เย็นออกมา เจอพิสตาชิโออบ อัลมอนด์แบบแท่งอบ เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบ เมล็ดฟักทองอบ ลูกเกดสีทอง แครนเบอร์รีแห้ง ป้าเจี๊ยบตักออกมาอย่างละช้อนสองช้อน ผสมรวมกันให้ได้ 1 ถ้วยตวง วางพักไว้   จากนั้นทำคาราเมลโดยใส่เนยสดรสเค็ม 30 กรัม น้ำตาลทรายแดง 30 กรัม น้ำเชื่อมข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ และนมข้นจืด 30 กรัมลงในหม้อเคลือบ นำไปตั้งไฟปานกลาง ใช้ตะกร้อมือคนส่วนผสมให้เข้ากัน จากนั้นปล่อยให้เดือดจนเป็นฟองแล้วปิดไฟ เทถั่วและผลไม้แห้งที่เตรียมไว้ลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน เสร็จพอดีเสียงติ๊ง แป้งพายสุก ยกถาดออกจากเตาอบ   ป้าเจี๊ยบแคะแป้งพายออกจากพิมพ์มาใส่ในถ้วยกระดาษ ตักเนยถั่วลิสงชนิดบดละเอียด 1 ช้อนชาใส่ลงในถ้วยแป้งพายแต่ละถ้วย ตามด้วยสารพัดถั่วและผลไม้แห้งที่คลุกไว้ แบ่งใส่เท่าๆ กันจนครบ 10 ถ้วย บรรจุกล่องพร้อมออกเดินทางไปร้องเพลงค่ะ   ทันทีที่เดินเข้าห้องมีเสียงถามว่าวันนี้ทำของอร่อยอะไรมาให้กิน นั่นไง...นี่ถ้าไม่มีขนมฝีมือตัวเองไปให้เพื่อนๆ ป้าเจี๊ยบเสียชื่อเลย ฮ่าๆ

แรงบันดาลใจจากคุกกี้ขิง (Gingerbread Cookies) ซึ่งมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นด้วยรสชาติและกลิ่นหอมของเครื่องเทศ กับความหวานลึกจากกากน้ำตาล (Molasses) สูตรนี้นำเสนอในรูปแบบคุกกี้หน้าแตก (Crinkle Cookies) โดยเคลือบด้วยน้ำตาลไอซิงก่อนนำไปอบ เมื่อคุกกี้ขยายตัว ผิวจะเกิดรอยแตกสวยงาม   ส่วนผสม เนยจืด 115 กรัม น้ำต่ลทรายแดง 200 กรัม ไข่ไก่ 1 ฟอง กากน้ำตาล 130 กรัม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 375 กรัม ขิงป่น 2 ช้อนชา อบเชยป่น 1 1/2 ช้อนชา เบกกิงโซดา 1/2 ช้อนชา เกลือทะเล 1/4 ช้อนชา กานพลูป่น 1/4 ช้อนชา ลูกจันทน์เทศป่น 1/4 ช้อนชา น้ำตาลทรายขาวสำหร้บคลุก น้ำตาลไอซิงสำหรับคลุก วิธีทำ ตีเนยกับน้ำตาลทรายแดงในอ่างผสมจนสีอ่อนลงและเนียนดี ใส่ไข่และกากน้ำตาลลงไป ตีให้เข้ากัน ร่อนแป้ง ขิงป่น อบเชย เบกกิงโซดา เกลือ กานพลู และลูกจันทน์เทศ ใส่ในส่วนผสมเนย ผสมให้เข้ากัน ใช้ช้อนตักไอศครีมเบอร์ 50 หรือประมาณ 2 ช้อนชา ตักโดคุกกี้ปั้นแป้งเป็นก้อนกลมๆ พักในตู้เย็น 20 นาที  ตั้งเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เตรียมถาดอบ รองกระดาษไข  นำคุกกี้ที่พักไว้ คลุกน้ำตาลทรายให้ทั่ว ตามด้วยน้ำตาลไอซิงแล้ววางบนถาดอบ นำเข้าเตาอบ 12 นาที พักคุกกี้บนถาด 5 นาที แล้วจึงย้ายไปพักบนตะแกรงจนเย็นสนิท

ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่แถวประเทศเยอรมนีและออสเตรียจะมีขนมชิ้นเล็กๆ เป็นรูปดาว กวาง วงกลม หรือสามเหลี่ยมสี่เหลี่ยมขายทั่วไป แต่งหน้าด้วยช็อกโกแลตบ้าง น้ำตาลรอยัลไอซิงบ้าง ขนมนี้เป็นคุกกี้ชนิดหนึ่งเรียกว่า LEBKUCHEN (เลบคูเคิน) ทำด้วยแป้ง น้ำผึ้ง และเครื่องเทศ ยิ่งใส่แป้งน้อยยิ่งคุณภาพดี   ส่วนผสมสำคัญของคุกกี้นี้มีน้ำผึ้งและนัตซึ่งทำกันมาหลายพันปีแล้วตั้งแต่สมัยอียิปต์เพื่อถวายเทพเจ้า ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 13 มีการทำเลบคูเคินขึ้นตามอารามต่างๆ ในแคว้นฟรังโกเนีย (Franconia) ดินแดนทางตอนเหนือและตะวันตกของรัฐบาวาเรียในเยอรมนีปัจจุบัน เมืองนูเรมเบิร์ก (Nuremberg) เป็นชุมทางการค้าเครื่องเทศในสมัยนั้นจึงกลายเป็นศูนย์กลางการทำเลบคูเคินจนถึงทุกวันนี้   เมื่อคิดถึงคุกกี้นี้ผู้คนจะคิดถึง Nuremberg Lebkuchen ซึ่งจะเลิศที่สุด และมีข้อกำหนดไว้ว่าต้องมีส่วนผสมของนัตไม่น้อยกว่า 25% และมีแป้งไม่เกิน 10% แต่ละปีจะทำกันมากกว่า 70 ล้านชิ้น นอกจากทำกินแล้ว ยังนิยมทำชิ้นใหญ่เล็กแขวนประดับต้นคริสต์มาสอีกด้วย   เลบคูเคินเก็บในที่แห้งได้นานหลายเดือน แช่แข็งเก็บได้เป็นปี นอกจากส่วนผสมหลักที่เป็นแป้ง น้ำผึ้งแล้ว แต่ละร้านจะใส่เปลือกผลไม้เชื่อมและเครื่องเทศมากขึ้น คนทั่วไปมักจะซื้อมากกว่าทำเอง ร้านที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งคือ Leckerlee   แต่ถ้าเราจะทำเองก็ทำได้ไม่ยาก ฉบับนี้เราจะลองทำ 2 ชนิด ชนิดที่ทำแล้วอบได้เลยกับชนิดที่ต้องหมักอย่างน้อย 24 ชั่วโมง   Lebkuchen (1) ส่วนผสม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 250 กรัม ผงอัลมอนด์ 75 กรัม เบกกิงโซดา 1 ช้อนชา เครื่องเทศ Lebkuchen 1 ส่วน เนยเย็นหั่นเป็นก้อนเล็กๆ 115 กรัม น้ำตาลทรายแดง 175 กรัม ไข่เบอร์ 0 1 ฟอง น้ำเชื่อมข้าวโพด 5 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ผสมแป้ง ผงอัลมอนด์ เบกกิงโซดา และเครื่องเทศให้เข้ากัน ใส่เนยลงในแป้ง และใช้หวี (Pastry Cutter) ผสมรวมกันให้เป็นเม็ดทราย ใส่น้ำตาลทรายแดง ตีไข่กับน้ำเชื่อมข้าวโพดใส่ลงในแป้ง ใช้มือนวดจนเข้ากันดี คลึงแป้งให้หนา 5-6 มิลลิเมตร (ใช้กระดาษไขรอง) ใช้พิมพ์รูปตามชอบ เช่น หัวใจ ดาว ตัดให้เป็นรูป วางลงบนกระดาษไข นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส อบนาน 10-12 นาที พักให้เย็นสนิทแล้วจึงแต่งหน้า   ส่วนผสมเครื่องเทศ Lebkuchen (สำหรับ 1 ส่วน) จันทน์เทศ 20 กรัม ดอกจันทน์ 5 กรัม อบเชย 20 กรัม กานพลู 4 กรัม ออลสไปซ์ 1 กรัม ลูกผักชี 1 กรัม เม็ดกระวาน 1 กรัม ขิง 2 กรัม โป๊ยกั๊ก 1 กรัม Note : เครื่องเทศทุกชนิดป่นเป็นผงแล้ว       Lebkuchen (2) ส่วนผสม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 275 กรัม เบกกิงโซดา 1.5 กรัม ผงอบเชย 8 กรัม ผงออลสไปซ์ 1 ช้อนชา ผงจันทน์เทศ 1 ช้อนชา น้ำตาลทรายแดง 130 กรัม น้ำผึ้ง 180 กรัม ไข่เบอร์ 0 1 ฟอง ผิวเลมอน 2 ช้อนชา ผงอัลมอนด์ 270 กรัม นัตสับ 65 กรัม ผลไม้แช่อิ่ม 65 กรัม วิธีทำ ผสมแป้ง เบกกิงโซดา ผงอบเชย ผงออลสไปซ์ และผงลูกจันทน์รวมกัน พักไว้ ผสมน้ำตาลทรายแดง น้ำผึ้ง ไข่ และผิวเลมอนใน Food Processor ปั่นให้เข้ากัน ใส่ส่วนผสมแป้งปั่นให้เข้ากัน นำออกมาผสมกับผงอัลมอนด์ นัตสับ และผลไม้แช่อิ่ม นวดให้เข้ากัน  ห่อพลาสติกแรปแช่ตู้เย็นไว้อย่างน้อย 24 ชั่วโมง นำออกจากตู้เย็น คลึงให้หนา 70 มิลลิเมตร ใช้พิมพ์ตัดเป็นรูปตามชอบ วางบนกระดาษไข อบอุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส (พัดลม) นาน 10-12 นาที พักให้เย็นสนิทแล้วจึงแต่งหน้า ส่วนผสมและวิธีทำเกลซน้ำตาล น้ำตาลไอซิง 50 กรัม | น้ำเลมอนหรือนม 1-2 ช้อนโต๊ะ  ใส่ส่วนผสมทั้งหมด คนให้เข้ากัน ทาหน้าคุกกี้ที่เย็นแล้ว ส่วนผสมและวิธีทำเกลซช็อกโกแลต ช็อกโกแลต 200 กรัม สับหยาบและแบ่งเป็น 2 ส่วน นำ 1 ส่วนละลายบนน้ำเดือด ยกลง เติมช็อกโกแลตที่เหลือ คนให้เข้ากันจนเนียน นำคุกกี้ลงชุบครึ่งชิ้น พักให้เย็นสนิท

บอกลาปี ค.ศ. 2025 ในเดือนธันวาคม แล้วพร้อมก้าวเข้าสู่ปีใหม่ ค.ศ. 2026 G&C x ไร่ทิพย์ ชวนมาทำขนมหวานน่ารักๆ เฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลคริสต์มาสโดยใช้ผลิตภัณฑ์ถั่วและธัญพืชคุณภาพจากไร่ทิพย์ เม็ดสวย สะอาด คุณค่าอาหารครบถ้วน เช่น Mochi Black Sesame Cake เค้กงาดำกลิ่นหอมสอดไส้ครีมโมจิ ตกแต่งด้วยไวต์ช็อกโกแลตลายหินอ่อนดูสวยงาม   ทำเป็นของขวัญปีใหม่รับรองคนรับทั้งปลื้มและมีความสุขเต็มเปี่ยมตลอดปี   Mochi Black Sesame Cake เค้กโมจิงาดำ ส่วนผสมและวิธีทำแป้งโมจิ แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วย | นมรสจืด 2 ถ้วย | น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ | เกลือ 1/4 ช้อนชา | เนยจืด 2 ช้อนโต๊ะ ใส่ส่วนผสมทั้งหมด (ยกเว้นเนย) ผสมให้เข้ากันในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟคนให้ส่วนผสมสุกเป็นครีม ใส่เนยแล้วคนต่อให้เข้ากัน พักไว้ ส่วนผสม แป้งเค้ก 180 กรัม | ไข่ไก่ 2 ฟอง | น้ำมันคาโนล่า 90 มิลลิลิตร | นมรสจืด 190 มิลลิลิตร | น้ำตาลทราย 180 กรัม | ผงฟู 1 ช้อนชา | เบกกิงโซดา 1 ช้อนชา | งาดำ ตราไร่ทิพย์ 2 ช้อนโต๊ะ (คั่วและบด)| กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา   วิธีทำ ผสมไข่ไก่ น้ำตาลทราย และน้ำมันคาโนล่า ตีให้เข้ากันด้วยเครื่องตีผสม ใส่นมและกลิ่นวานิลลา จากนั้นร่อนแป้งสาลี ผงฟู และเบกกิงโซดาใส่ลงไป คนส่วนผสมให้เข้ากัน เทใส่พิมพ์ลูกบาศก์ ตักแป้งโมจิ 2 ช้อนโต๊ะใส่ลงตรงกลาง นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส นาน 15-20 นาทีจนสุก พักไว้ให้หายร้อน ละลายไวต์ช็อกโกแลต 1/2 ถ้วย ใส่ซอสงาดำ คนให้เข้ากัน เตรียมไว้ นำเค้กลงชุบในไวต์ช็อกโกแลตครึ่งชิ้นให้สวยงาม จัดใส่จานเสิร์ฟ

ทาร์ตฟักทองของหวานที่แสนจะอบอุ่น เนื้อฟักทองครีมมี่ รสหวานตามธรรมชาติ หอมกลิ่นเครื่องเทศ หรือ Pumpkin Spice   ส่วนผสมแป้งทาร์ต แป้งสาลีอเนกประสงค์ 200 กรัม | เนยจืด 120 กรัม | น้ำตาลไอซิง 85 กรัม | ไข่ไก่เบอร์ 2 จำนวน 1 ฟอง | เกลือทะเล 1/4 ช้อนชา | อบเชย ตราไร่ทิพย์ (ป่น) 1/4 ช้อนชา | ไข่แดงสำหรับทาทาร์ต   วิธีทำ ใส่ส่วนผสมทั้งหมด ใช้หวี (Pastry Cutter) ผสมให้เข้ากันเป็นก้อนกลม ห่อด้วยพลาสติกแรป พักไว้ในตู้เย็น 30 นาทีจนเซ็ตตัว นำแป้งออกมาพักไว้สักครู่ให้นุ่ม รีดแป้งให้หนาประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร กรุลงในพิมพ์ทาร์ตขนาดตามชอบ นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส นาน 15-20 นาทีจนทาร์ตเป็นสีเหลือง ทาไข่แดงบนแป้งทาร์ตจนทั่วแล้วนำเข้าเตาอบต่ออีก 5 นาที พักไว้ให้หายร้อน ส่วนผสมฟักทอง เนื้อฟักทองนึ่งสุกบด 3 ถ้วย | วิปปิงครีม 1 ถ้วย | นมรสจืด 1 ถ้วย | ไข่แดง 5 ฟอง | แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ | น้ำตาลทรายแดง 1/2 ถ้วย | เกลือทะเล 1 ช้อนชา | อบเชย ตราไร่ทิพย์ (ป่น) 2 ช้อนชา | จันทน์เทศป่น 1 ช้อนชา | กานพลู ตราไร่ทิพย์ (ป่น) 1/4 ช้อนชา | ขิงผง 2 ช้อนชา | วานิลลา 1 ช้อนชา | ของสำหรับตกแต่ง เช่น อบเชยและโป๊ยกั๊ก ตราไร่ทิพย์ และเมล็ดฟักทอง   วิธีทำ ผสมไข่แดง เนื้อฟักทองนึ่งสุก แป้งข้าวโพด น้ำตาลทรายแดง เกลือทะเล เครื่องเทศทั้งหมด และวานิลลา ผสมให้เข้ากัน เตรียมไว้ ต้มนม อุ่นครีมให้พอร้อน ค่อยๆ เทใส่ส่วนผสมไข่แดง คนให้เข้ากัน แล้วเทกลับลงหม้อใบเดิม คนส่วนผสมด้วยไฟอ่อนจนข้น เทใส่แป้งทาร์ต นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส นาน 10-15 นาทีจนสีเหลือง พักไว้ให้หายร้อน ตกแต่งด้วยอบเชย โป๊ยกั๊ก และเมล็ดฟักทองให้สวยงาม ขอขอบคุณผลิตภัณฑ์จากไร่ทิพย์ บริษัท ไร่ธัญญะ จำกัด 62/3 หมู่ที่ 3 ตำบลบางใหญ่ อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี โทร. 0-2418-7111   เอื้อเฟื้อสถานที่ ร้านนิยายบ้านสวน ถนนเลียบคลองหนองทับ ตำบลหนองเพรางาย อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี โทร. 08-1820-7619