เมนูขนมโฮมเมดหน้าตาสวยงาม ที่มีวิธีการทำแสนง่าย ใช้วัตถุดิบน้อยแถมอร่อย จะทำกินเองหรือทำเป็นของฝากก็ดีทั้งสอง   ส่วนผสม (ทำได้ 6 ชิ้น) แป้งพายชั้นสำเร็จรูปขนาด 7x10 นิ้ว 3 แผ่น แยมแอปริคอต 1/4 ถ้วย แอปเปิลกาล่า 2 ผล น้ำตาลไอซิงสำหรับโรยหน้า วิธีทำ ผ่าครึ่งแอปเปิลเอาไส้และเมล็ดออก หั่นตามขวางเป็นชิ้นบาง คลุกกับเกลือเล็กน้อย พักไว้ 5 นาที ล้างเอาเกลือออก พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ   ตัดแป้งพายชั้นตามยาว 10x3.5 นิ้ว   ทาแป้งพายด้วยแยมแอปริคอต เรียงแอปเปิลบนแผ่นแป้งให้เลยแผ่นแป้งเล็กน้อย พับแป้งมาปิดแอปเปิลแล้วม้วนเรียงใส่พิมพ์มัฟฟิน นำไปอบที่อุณหภูมิ 190 องศาเซลเซียส เวลา 20 นาทีจนสุกเหลือง พักไว้ให้เย็น โรยน้ำตาลไอซิง

  โมก้าเป็นหนึ่งในขนมคลาสสิกของฝรั่งเศส ตัวขนมจะประกอบไปด้วย Génoise (เยนวส) ซึ่งเป็นส่วนเนื้อเค้กที่ใส่ไซรัปเพื่อให้เนื้อนุ่มหอม และบัตเตอร์ครีมรสกาแฟเนื้อเบาและกลิ่นหอม   เค้กนี้ไม่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้คิดค้น แต่กาแฟเข้ามาในยุโรปในศตวรรษที่ 18 โมก้า (Moka) เป็นกาแฟพันธุ์อะราบิกาที่ดี และสมัยก่อนปลูกมากในเมือง Mocha ประเทศเยเมน ซึ่งเป็นท่าเรือแห่งแรกๆ ที่มีการส่งออกกาแฟ ชื่อจึงนำมาใช้กับขนมชั้นดี กลางศตวรรษที่ 19 ร้านขนมชั้นนำในปารีสได้ทำขนมที่มีกาแฟเป็นส่วนประกอบ   โมก้าจัดเป็นขนมคลาสสิกชนิดหนึ่ง จึงเป็นขนมที่จัดอยู่ในรายการของ CAP (Certificat D’aptitude Professionnelle) หรือ Certificate of Professional Attitude หน่วยงานที่จัดสอบความเป็นมืออาชีพหรือ Professional ของฝรั่งเศส ซึ่งใครที่จะเปิดร้านเป็นคนทำเค้กหรือขนมปังจะต้องสอบผ่านจากหน่วยงานนี้   ขนมนี้จะหอมกลิ่นกาแฟ คนที่ชอบกลิ่นหอมของกาแฟก็น่าจะชอบ   ส่วนผสม Génoise ไข่เบอร์ 0 5 ฟอง น้ำตาลทราย 150 กรัม แป้งอเนกประสงค์ 150 กรัม อุปกรณ์ พิมพ์ขนาด 9 นิ้ว ทาเนยและโรยแป้ง นำไปแช่ตู้เย็นไว้ 10 นาที (ขนมนี้ไม่ต้องใช้กระดาษไขรองก้นพิมพ์)   วิธีทำ ผสมไข่และน้ำตาลในโถปั่น หรือตีด้วยตะกร้อมือจนเข้ากัน ยกขึ้นตีบนน้ำร้อนจัด (หม้อต้องไม่โดนน้ำ) จนส่วนผสมร้อนจัด (65 องศาเซลเซียส)ประมาณ 15 นาที ต้องตีไม่หยุดเลย ยกลงจากไฟ ตีต่อด้วยตะกร้อมือจนเย็น เติมแป้งแล้วตะล่อมให้เป็นเนื้อเดียวกันด้วยพายยาง เทลงพิมพ์ นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส นาน 20 นาที นำออกจากเตาอบ พักไว้ในอุณหภูมิห้องให้เย็น ผ่าเค้กตามแนวนอนเป็น 3 ชิ้น ส่วนผสม Butter Cream ไข่แดง 10 ฟอง น้ำตาลทราย 250 กรัม เนยนุ่ม (ไม่เละ ใช้มือบีบได้) 300 กรัม Coffee Extract วิธีทำ ใส่น้ำตาลในหม้อ เติมน้ำให้เปียก ตั้งไฟให้เดือดจนวัดอุณหภูมิได้ 118 องศาเซลเซียส ระหว่างต้มน้ำตาล ตีไข่แดงในโถปั่นให้เข้ากันจนเป็นสีนวลขาว พอน้ำตาลได้ที่ เทลงในโถไข่แดงระหว่างที่ตีอยู่จนน้ำตาลหมด ตีด้วยความเร็วสูงสุดจนส่วนผสมเย็น (อุณหภูมิห้อง) ค่อยๆ เติมเนยนุ่มจนหมด ตีต่อไปจนเนียน ใส่ Coffee Extract ส่วนผสมและวิธีทำน้ำเชื่อม Sirop De Punchage น้ำ 500 กรัม น้ำตาล 250 กรัม ฝักวานิลลา โปยกั๊ก อบเชยแท่ง ผิวเลมอน และลิเคียวร์ ตามชอบ ต้มทั้งหมดรวมกันจนมีกลิ่นหอม ใส่ลิเคียวร์เมื่อเย็นแล้ว วิธีประกอบ Moka Cake อบอัลมอนด์สไลซ์ในไมโครเวฟจนสีสวย ทาน้ำเชื่อมบนเยนวสให้เนื้อเค้กฉ่ำ ทาบัตเตอร์ครีมให้ทั่วทุกชิ้น วางซ้อนกันเป็นชั้น และทาบัตเตอร์ครีมทั่วทั้งตัวเค้ก โรยอัลมอนด์สไลซ์ให้สวยงาม

  “Stollen” ชื่อคลิปที่พี่ป้อม เพื่อนรักของป้าแจงส่งมาให้ป้าเจี๊ยบค่ะ แม้จะไม่มีข้อความใดใดติดตามมาด้วยก็พอจะรู้นัยของเรื่อง...อิอิ   ชโตลเลิน...เพิ่งเคยได้ยินนะคะ ดูคลิปจบจึงรู้ว่าเป็นขนมปังชนิดหนึ่งของคนเยอรมัน มองผาดๆ คล้ายจะเป็นญาติห่างๆ ของฟรุตเค้ก แต่ไม่ใช่เค้กเพราะใช้ยีสต์ไม่ใช่ผงฟู   คลิปนั้นทำให้ป้าเจี๊ยบต้องออกท่องเน็ตเพื่อทำความรู้จักกับขนมปังเยอรมันชนิดนี้ โอ้โห...มีสูตรหลากหลายมากมายจนตาลายเลยค่ะ ลองเลือกมาหนึ่งสูตร ปรับลดโน่นเพิ่มนี่เปลี่ยนนั่นตามวัตถุดิบที่ตัวเองมีอยู่แล้ว จนได้ชโตลเลินออกมาหนึ่งก้อน   ระหว่างอบกลิ่นปังชนิดนี้หอมฟุ้งทั่วบ้าน ไม่รู้เป็นเพราะป้าเจี๊ยบไม่มีเหล้ารัมตามสูตร เลยใช้เตกีลาที่มีอยู่แทนหรือเปล่านะ ขนาดน้องแพรแวะมาหลังจากทำเสร็จหลายชั่วโมงยังถามว่า “ทำอะไรคะ หอมจัง!”   ทันทีที่อบเสร็จป้าเจี๊ยบรีบชิมตอนอุ่นๆ ทั้งๆ ที่ในสูตรบอกว่าให้บ่มไว้อย่างน้อย 3 วัน ขอบอกเลยว่าว้าว! ชอบมากกว่าฟรุตเค้กนะ เพราะเนื้อสัมผัสมีความร่วนนิดๆ คล้ายคุกกี้ สอบผ่าน ห่อเก็บไว้มอบให้พี่ป้อมได้   ป้าเจี๊ยบฝากป้าแจงไปให้พี่ป้อม ป้าแจงรู้จักชโตลเลินเพราะมีเพื่อนเยอรมันเคยทำมาให้กิน พอเห็นชโตลเลินฝีมือป้าเจี๊ยบรีบบอกว่า “โอ้โห...ผลไม้เยอะกว่าที่เคยกินหลายเท่าเลยนะเนี่ย”...ฮา   ปีนี้สถานการณ์โควิดเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายต้องระวังกันไป พอฉีดวัคซีนเข็ม 3 กันเรียบร้อยแล้ว ป้าเจี๊ยบคิดถึงเพื่อนๆ จึงนัดกันกลุ่มเล็กๆ มากินข้าวที่บ้าน ตั้งใจทำปังผลไม้ไว้โชว์ตัวเลยค่ะ   ป้าเจี๊ยบเตรียมแช่ลูกเกด 120 กรัมไว้ในเหล้า 25 กรัม ทิ้งไว้ข้ามคืน เหล้าที่ใช้ยังเป็นเตกีลาค่ะ เพราะยังไม่มีโอกาสออกไปหาซื้อรัมหรือเบอร์เบินมาใช้   ลงมือผสมแป้งอเนกประสงค์ 85 กรัม ยีสต์แบบ Instant 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 25 กรัม นมจืด 45 กรัมในชาม ใช้พายคนจนส่วนผสมเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน พักแป้งโดโดยคลุมปากชามด้วยผ้าให้แป้งฟูขึ้นเท่าตัว ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง   ระหว่างรอป้าเจี๊ยบปั่นถั่วอัลมอนด์ 15 กรัมจนละเอียดเป็นผง ใส่ลงในชามที่มีแป้งอเนกประสงค์ 80 กรัม เกลือป่น 1/4 ช้อนชา เครื่องเทศ 1/8 ช้อนชา (อบเชยป่น+กานพลูป่น+ลูกกระวานป่น+ดอกจันทน์ป่นอย่างละนิดละหน่อย) ใช้ตะกร้อมือคนให้เข้ากัน พักไว้   จากนั้นนำเนยแท้ 80 กรัมมาวางไว้ให้นิ่มที่อุณหภูมิห้อง เตรียมผลไม้แห้ง มีเปลือกส้มเชื่อม 30 กรัม แอปริคอต 30 กรัม แครนเบอร์รี 30 กรัม    เมื่อแป้งโดขึ้นฟูดีแล้วป้าเจี๊ยบเทแป้งที่ผสมไว้และเนยลงไปในชาม ขยำและนวดจนโดเนื้อเนียน รวบเป็นก้อนกลม วางบนเคาน์เตอร์แล้วใช้ลูกกลิ้งคลึงแผ่ออกเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดประมาณ 8x10 นิ้ว นำผลไม้แห้งและลูกเกดมาโรยจนทั่ว พับด้าน 8 นิ้วให้ขอบมาชนกันตรงกลาง ใช้ลูกกลิ้งคลึงกดแป้งโดให้เรียบแล้วพับประกบกันอีกครั้ง นำไปวางพักบนถาดอบ คลุมผ้าพักไว้อีกประมาณ 30 นาที   เมื่อครบเวลาแล้วนำเข้าเตาอบที่ตั้งปุ่มไฟบน-ล่าง ปุ่มความร้อน 165 องศาเซลเซียส หรือ 325 องศาฟาเรนไฮต์ ปุ่มเวลา 40 นาที   ติ๊ง! นำออกจากเตาอบมาพักไว้บนตะแกรงจนเย็นสนิท ใช้แปรงทาผิวหน้าให้ทั่วด้วยเนยละลายแล้วโรยน้ำตาลไอซิง ห่อด้วยแผ่นฟิล์มถนอมอาหาร นำไปบรรจุไว้ในกล่องพลาสติก บ่มไว้ในตู้เย็นสามสี่วันเพื่อสร้างรสชาติให้ดียิ่งขึ้น   เพื่อนๆ มากินกลางวันนะคะ แต่อยู่คุยกันจนถึงเวลาน้ำชายามบ่าย โดยมีปังผลไม้เป็นนางเอก

  ประเทศญี่ปุ่นในอดีตมีขนมหวานที่เรียกกันว่าวากาชิ (Wagashi) โดยส่วนผสมหลักจะมีถั่วแดงและแป้งข้าวเหนียว จนเมื่อศตวรรษที่ 16 ประเทศโปรตุเกสและสเปนได้เดินทางเข้ามาค้าขาย และได้นำขนมที่ทำด้วยแป้งสาลีและน้ำตาลเข้ามาด้วย ซึ่งเป็นของใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักและแพร่หลาย ต่อมาขนมนี้ก็มีอิทธิพลทำให้ขนมญี่ปุ่นแบบโบราณอย่างวากาชิเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปด้วย ในที่สุดเค้กประเภทสปันจ์เค้ก (Sponge Cake) ของญี่ปุ่นก็เนื้อเบาขึ้น   เค้กของญี่ปุ่นนี้ผู้เขียนชอบ Jiggly Fluffy Cake ที่สุด เป็นเค้กธรรมดาทั่วไปในญี่ปุ่นและมีขายกันในร้านสะดวกซื้อ หน้าตาเหมือนชีสเค้กแต่เนื้อนุ่มเบา เพราะมีไขมันและน้ำตาลน้อยกว่าพวกชีสเค้กทั่วไป เค้กนี้เมื่ออบเสร็จก็ตัดทานได้เลยไม่ต้องแช่เย็น โดยทั่วไปมักจะโรยหน้าด้วยไอซิง แต่ราดด้วยกูลี (Coulis) ซอสเนื้อเบานุ่มทำจากผลไม้โดยเฉพาะเบอร์รีจะอร่อยมาก   คนญี่ปุ่นชื่นชอบพวกขนมฝรั่งเศสมาก เมื่อมีโอกาสได้ไปเที่ยวยุโรปกว่า 10 ปีที่แล้ว คนญี่ปุ่นก็จะทานแทบทุกอย่าง จนมีคนเปรียบเทียบว่าทานทุกอย่างเหมือนกับคนอเมริกันชอบจังก์ฟู้ด (Junk Food) จนในชีวิตปกติจะชอบทานขนมเป็นพิเศษ เมื่อมีงานก็จะฉลองกันด้วยขนม แต่เพราะน้อยบ้านจะมีเตาอบ จึงต้องซื้อจากร้าน ทำให้ร้านขนมเกิดขึ้นทั่วไป ร้านขนมชื่อดังของฝรั่งเศส เช่น Pierre Hermé เปิดร้านแรกในกรุงโตเกียวในปี ค.ศ. 1998 François Pralus และ Jean-Paul Hévin คนทำขนมชื่อดังของฝรั่งเศสก็ไปเปิดร้านในญี่ปุ่น ส่วนพวกฝรั่งเศสเองก็แสวงหาส่วนผสมแปลกๆ จากญี่ปุ่นมาผสมผสานกับของที่มีอยู่ เปิดร้านขนมญี่ปุ่นในฝรั่งเศส เช่น Tomo และ Toraya   ส่วน Jiggly Fluffy Japanese Cake นี้เป็นขนมญี่ปุ่นง่ายๆ ซึ่งทำได้เองที่บ้านอย่างไม่ยุ่งยาก   ส่วนผสม ไข่เบอร์0 6 ฟอง เนยละลาย 70 กรัม นมสด 65 กรัม น้ำตาลทราย 20+20 กรัม ผิวเลมอน 1 ผล น้ำเลมอน 1/2 ผล เกลือ 1 หยิบมือ แป้งสาลีอเนกประสงค์ 110 กรัม อุปกรณ์ พิมพ์เส้นผ่าศูนย์กลาง 20 เซนติเมตร สูงอย่างน้อย 8 เซนติเมตร กรุกระดาษไขที่ก้นพิมพ์และรอบพิมพ์ให้เป็นทรงสูงขึ้นมา   วิธีทำ แยกไข่ขาวและไข่แดง เตรียมไว้ เทเนยละลายใส่อ่างผสม เติมนม น้ำตาลทราย 20 กรัม ผิวเลมอน ตีด้วยตะกร้อมือให้เข้ากัน ร่อนแป้งลงในส่วนผสม ตีให้เข้ากัน ใส่ไข่แดง ตีผสมให้เข้ากันดี ตีไข่ขาวจนตั้งยอดอ่อน เติมน้ำเลมอนทีละน้อย เติมเกลือ และน้ำตาล 20 กรัม แบ่งไข่ขาว 1/3 ส่วนใส่ในส่วนผสมไข่แดง ตะล่อมให้เข้ากัน แล้วเทลงในไข่ขาว ตะล่อมให้เข้ากันดี เทใส่พิมพ์ เคาะบนโต๊ะ 2-3 ครั้งเพื่อไล่อากาศ อบด้วยวิธีหล่อน้ำ โดยใช้ถาดใส่น้ำร้อนและวางพิมพ์ลงในถาด นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 135-145 องศาเซลเซียส นาน 50 นาที นำออกจากเตาอบ เคาะบนโต๊ะ 2-3 ครั้งให้ขนมหลุดจากพิมพ์ พักบนผ้าประมาณ 20 นาที

  ขนมเปี๊ยะไส้ถั่วกวน มาทำรูปทรงใหม่ให้น่ารักมุ้งมิ้ง น่ากิน แถมทำเป็นของฝากได้อีก ทำเป็นรูปแบบผลแตงโม ไส้ถั่วกวนสีแดง ใส่เมล็ดงาดำ   ส่วนผสมแป้งนอก (สำหรับ 30 ชิ้น) แป้งเค้ก 2 1/2 ถ้วย น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย น้ำเย็น 1/2 ถ้วย น้ำมันคาโนล่า 1/3 ถ้วย ไข่ไก่ตีให้เข้ากัน 1/2 ฟอง สีผสมอาหารสีเขียวแก่ 15 หยด สีผสมอาหารสีเขียวแก่สำหรับทำลาย ส่วนผสมแป้งใน แป้งเค้ก 1 1/2 ถ้วย น้ำมันคาโนล่า 1/3 ถ้วย ส่วนผสมไส้ ถั่วเขียวซีกกวน 350 กรัม งาดำ 2 ช้อนชา สีผสมอาหารสีแดงสด 5-8 หยด วิธีทำ ผสมถั่วกวนกับสีผสมอาหารสีแดง ใส่งาดำคั่ว ผสมให้เข้ากัน แบ่งเป็น 30 ก้อน เท่าๆ กัน พักไว้ เตรียมแป้งชั้นนอกโดยผสมน้ำ น้ำตาล และสีเขียว คนให้เข้ากันจนละลาย เทใส่ชามแป้งเค้ก ผสมพอเข้ากัน พักไว้ ใส่น้ำมันและไข่ นวดให้เข้ากันประมาณ 20 นาทีจนแป้งเริ่มเนียน พักไว้ ผสมแป้งชั้นในโดยผสมแป้งเค้กกับน้ำมันนวดให้เข้ากัน พักไว้ แบ่งแป้งชั้นนอกกับแป้งชั้นในเป็นก้อนเท่าๆ กัน 30 ก้อน นำแป้งชั้นนอกมาหุ้มแป้งชั้นในคลึงให้กลม เรียงใส่ถาด พักไว้ 1 ชั่วโมง นำแป้งแต่ละก้อนมารีดเป็นแผ่นยาวแล้วพับ 3 ทบ รีดอีกครั้ง พับ 3 ทบ แล้วรีดอีกครั้งให้เป็นแผ่น ใส่ไส้ถั่ว หุ้มแป้งให้มิด คลึงให้เป็นวงรี เรียงใส่ถาด ทำจนหมด นำสีเขียวแก่มาทาที่ผิวแป้งเปี๊ยะให้เป็นเส้นๆ เหมือนลายแตงโม นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส เวลา 15 นาที พักขนมเปี๊ยะให้เย็น อบควันเทียน เก็บใส่กล่อง  

  ส่วนผสม (สำหรับ 4-6 ที่) เนยเค็ม 80 กรัม ดาร์กช็อกโกแลต 70% สับหยาบ 180 กรัม ไข่ขาว 2 ฟอง น้ำตาลทราย 100 กรัม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 100 กรัม ผงโกโก้ 2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1/4 ช้อนชา เบกกิงโซดา 1/4 ช้อนชา อัลมอนด์สไลซ์ 1 ถ้วย วิธีทำ ใส่เนยกับดาร์กช็อกโกแลตในอ่างผสม รองด้วยหม้อต้มน้ำร้อน คนจนช็อกโกแลตและเนยละลาย พักไว้ให้พอหายร้อน ตีไข่ขาวกับน้ำตาลทรายด้วยตะกร้อมือให้พอเข้ากัน ใส่ช็อกโกแลตที่ละลายแล้วลงไป คนให้เข้ากัน ผสมแป้งสาลี ผงโกโก้ เกลือป่น และเบกกิงโซดา เทใส่ในอ่างผสมช็อกโกแลต คนให้เข้ากันดี เทใส่ถาดที่ปูด้วยซิลิโคนรองอบหรือกระดาษไข ปาดให้เรียบและบาง โรยอัลมอนด์สไลซ์ให้ทั่ว นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส นาน 20-25 นาที ยกออกจากเตา ใช้มีดหรือที่ตัดพิซซาตัดให้เป็นชิ้นขณะที่ยังร้อนอยู่ (ถ้าตัดตอนที่ขนมเย็นแล้วจะแตก) วางเรียงบนตะแกรงจนเย็นสนิท เก็บใส่กล่องปิดฝาให้สนิท

  ใกล้วันวาเลนไทน์แล้ว มาทำของขวัญน่ารักๆ อย่างคุกกี้รูปหัวใจ พิเศษหน่อยโดยนำแป้งคุกกี้มารีดเป็นแผ่นแล้วตัดเป็นเส้นสานสลับสีกันแล้วกดด้วยที่กดรูปหัวใจ 2 สี   ส่วนผสม (ประมาณ 20 ชิ้น) แป้งสาลีอเนกประสงค์ 3 1/2 ถ้วย เนยสดเค็มพักในอุณหภูมิห้อง 225 กรัม      น้ำตาลไอซิง 3/4 ถ้วย เกลือป่น 1/4 ช้อนชา ไข่ไก่เบอร์หนึ่ง 2 ฟอง                  สีผสมอาหารสีแดงสด และสีชมพู วิธีทำ ตีเนยสดกับน้ำตาลไอซิงและเกลือให้เป็นเนื้อเดียวกัน ใส่ไข่ไก่ ตีต่อให้เข้ากัน ใส่กลิ่นวานิลลา ตีอีกครั้งจนเนียน ใส่แป้งสาลี ผสมให้เข้ากัน แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 ผสมกับสีแดง 7 หยด  ส่วนที่ 2 ผสมกับสีชมพู 7 หยด แบ่งแป้งสีแดงและสีชมพูประมาณก้อนละ 100 กรัม รีดแป้งสีชมพูเป็นแผ่นหนา 1/3 เซนติเมตร ตัดเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส 10 x 10 เซนติเมตร แล้วตัดเส้นกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร อย่าให้ขาดออกจากกัน รีดแป้งสีแดงเป็นแผ่นหนา 1/3 เซนติเมตร ตัดเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส 10 x 10 เซนติเมตร นำแผ่นแป้งมาวางติดกับแป้งสีชมพูให้ชนกับแป้งสีชมพูประมาณ 1 เซนติเมตร แล้วตัดเส้นกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร อย่าให้ขาดออกจากกัน  วางเส้นแป้งสีแดงพาดบนแป้งสีชมพูแล้วนำแป้งสีชมพูมาวางพาดแป้งสีแดง ทำสลับกันจนครบเส้นแป้งที่ตัด แล้วใช้พิมพ์กดคุกกี้รูปหัวใจกดให้เป็นรูปหัวใจ  เรียงใส่ถาดอบ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียสเวลา 12-15 นาทีจนสุก

  ไม่ว่าจะเทศกาลความสุขไหนๆ การทำบราวนี่ให้เป็นของขวัญ ก็น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเลือกตกแต่งหน้าบราวนี่แบบหลากหลาย จัดใส่กล่องให้สวยงาม ถูกใจทั้งคนให้และคนรับแน่นอน   ส่วนผสม เนยสด 80 กรัม น้ำตาลทรายเม็ดละเอียด 120 กรัม ไข่ไก่ 2 ฟอง ช็อกโกแลตเหรียญ 150 กรัม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 60 กรัม ผงโกโก้ 15 กรัม เมล็ดมะม่วง อัลมอนด์สไลซ์ อัลมอนด์หั่นแท่ง แมกคาเดเมีย พีแคน วอลนัต   วิธีทำ ใส่ช็อกโกแลตและเนยสดลงในชามผสม ตั้งบนหม้อน้ำเดือด คนให้เข้ากันจนละลายหมด ยกลง พักไว้ ตีไข่กับน้ำตาลพอให้เข้ากัน อย่าตีนาน  ใส่ส่วนผสมช็อกโกแลตละลาย คนให้เข้ากัน ใส่แป้งสาลีกับผงโกโก้ คนให้เข้ากัน เทใส่พิมพ์เค้ก เกลี่ยให้เสมอกัน แบ่งคร่าวๆ เป็น 6 ส่วน โรยแต่ละส่วนด้วยถั่ว นำไปอบที่อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียส เวลา 25 นาทีจนสุก พักไว้ให้เย็น ตัดแบ่งเป็นชิ้นตามหน้าถั่ว จัดใส่กล่องตกแต่งให้สวยงามเป็นของขวัญ

  ปีใหม่ New Year เขียนย่อๆ ว่า NY   ป้าเจี๊ยบชอบกินชีสเค้กสไตล์นิวยอร์กที่ใส่ชีสเน้นๆ และตัวเค้กมีความสูงไม่ต่ำกว่า 2 นิ้ว! จึงคิดแบบเอาสีข้างเข้าถูว่า NY หมายถึง New York ด้วยเหมือนกัน ป้าเจี๊ยบจะทำนิวยอร์กชีสเค้กแบบที่ตัวเองชอบเป็นชีสเค้กปีใหม่ให้ญาติมิตร…ฮา!   ป้าเจี๊ยบใช้ครีมชีสมาหลายยี่ห้อ แต่ไม่ชอบยี่ห้ออื่นๆ เท่าครีมชีสของฟิลาเดลเฟีย ซึ่งราคาค่อนข้างจะสูงกว่ายี่ห้ออื่น แต่ความที่ถูกใจในรสชาติและถือคติว่า ถ้าตัวเองไม่อร่อยก็ไม่ต้องทำให้คนอื่นกิน จึงใช้ยี่ห้อนี้มาตลอด   งานนี้ต้องใช้ครีมชีสขนาด 250 กรัม 4 ก้อนค่ะ ใส่ชามวางไว้ให้อ่อนตัวที่อุณหภูมิห้อง ระหว่างนั้นก็เอาแครกเกอร์มาบดหยาบๆ ให้ได้ 2 1/4 ถ้วยตวง ใส่น้ำตาลไอซิง 1 ช้อนโต๊ะ และเนยแท้รสเค็ม 1/2 ถ้วยตวงที่นำไปทำให้ละลายแล้วลงไป ใช้พายซิลิโคนคลุกให้เข้ากัน เทลงในถาดอบแบบถอดก้นได้ (Springform Pan) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 9 นิ้ว ใช้ก้นถ้วยแก้วแบนๆ กดให้ทั่วจนแน่น คลุมด้วยแผ่นพลาสติกถนอมอาหาร นำไปวางพักไว้ในตู้เย็น   ป้าเจี๊ยบใช้ตะกร้อไฟฟ้าตีครีมชีสด้วยความเร็วปานกลางหรือเบอร์ 3 จนกระทั่งเนื้อครีมชีสเนียน จึงร่อนแป้งสาลีอเนกประสงค์ 1/4 ถ้วยตวงใส่ลงไป ตามด้วยน้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง ตีส่วนผสมต่อด้วยความเร็วต่ำประมาณ 1 นาที แล้วใส่ผิวเลมอนขูด 1 ช้อนชา น้ำเลมอนคั้น 1 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1/4 ช้อนชา วานิลลา 1 ช้อนโต๊ะ ตีต่อด้วยความเร็วต่ำแค่พอให้เข้ากัน   จากนั้นทยอยใส่ไข่ไก่เบอร์ 2 ลงไปตีด้วยความเร็วต่ำทีละฟอง จนครบ 6 ฟอง และส่วนผสมเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน จึงใส่ครีมเปรี้ยว 1/2 ถ้วยตวงลงไป ใช้พายซิลิโคนคนให้ส่วนผสมเข้ากันดี   ป้าเจี๊ยบนำถาดแครกเกอร์ออกจากตู้เย็นมาวางซ้อนในถาดอบทรงกลมอีกใบ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 นิ้ว เนื่องจากต้องอบแบบวางในน้ำร้อน  ถาดอบสปริงฟอร์มน้ำซึมเข้าได้ค่ะ เมื่อก่อนไม่มีถาดหลายขนาด ป้าเจี๊ยบก็ใช้อะลูมินัมฟอยล์หุ้มก้นถาดไว้ จากนั้นเทครีมชีสที่ผสมไว้ลงไป เคาะถาดเบาๆ ให้หน้าเรียบ   เปิดเตาอบตั้งปุ่มไฟบน-ล่าง ปุ่มความร้อน 165 องศาเซลเซียส หรือ 325 องศาฟาเรนไฮต์ ปุ่มเวลา 60 นาที เตาอบของป้าเจี๊ยบตั้งเวลาสูงสุดได้แค่นี้ เดี๋ยวต้องมาตั้งต่ออีกเพราะต้องใช้เวลาอบประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง   ป้าเจี๊ยบใส่ถาดรองอบของเตาไว้ที่ชั้นกลาง เมื่อความร้อนได้ระดับที่ต้องการแล้วป้าเจี๊ยบวางถาดชีสเค้กลงในถาดรองของเตา เทน้ำเดือดลงไปในถาดรอง กะให้สูงประมาณ 1/2 นิ้ว แล้วปิดฝาเตาอบ รอเวลาครบ 30 นาทีแล้วป้าเจี๊ยบก็มาบิดปุ่มเวลากลับไปที่ 60 นาที ได้เวลาตามที่ต้องการ   ติ๊ง! ป้าเจี๊ยบเปิดฝาเตาอบอ้าไว้และทิ้งถาดอบไว้อย่างนั้นประมาณ 30-45 นาที จึงนำถาดอบออกมาจากถาดรอง วางพักต่อบนตะแกรงจนเย็นสนิทก่อนที่จะปิดหุ้มด้วยแผ่นพลาสติกถนอมอาหาร นำไปพักต่อในตู้เย็นอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ก่อนที่จะนำออกจากถาดมาตัดเป็นชิ้น บรรจุกล่อง เตรียมแจกเป็นของขวัญปีใหม่    ชีสเค้กปีใหม่ทำไว้ล่วงหน้าได้ เก็บบ่มไว้ในตู้เย็น 2-3 วัน รสชาติยิ่งดีขึ้น ถ้ากินไม่หมดก็แช่ฟรีซได้นานถึง 3 เดือน แต่ชีสเค้กของป้าเจี๊ยบไม่เคยมีโอกาสได้เข้าช่องฟรีซเลยนะคะ อิอิ  

  บานาน่าเบรดเป็นหนึ่งในอาหารเช้ายอดนิยม มีเนื้อสัมผัสกึ่งมัฟฟินกึ่งเค้ก สามารถใส่ช็อกโกแลต ถั่ว ผลไม้แห้ง หรือธัญพืชต่างๆ ได้ตามต้องการ มีวิธีการทำที่ง่าย และเก็บได้หลายวัน นิยมหั่นเป็นชิ้นสไลซ์ปิ้งในเครื่องปิ้งขนมปัง รับประทานกับเนยหรือแยม   ส่วนผสม เนยจืด 60 กรัม น้ำตาลทราย 50 กรัม กล้วยหอม (สุก) 180 กรัม ไข่ไก่เบอร์ 2 1 ฟอง วานิลลา 1 ช้อนชา แป้งสาลีอเนกประสงค์ 125 กรัม ผงฟู 1 ช้อนชา แอปริคอตแห้ง 50  กรัม ลูกฟิกแห้ง 50 กรัม ถั่ววอลนัต (อบ)  50 กรัม เกลือเล็กน้อย วิธีทำ ตั้งเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส โปรแกรมไฟล่างไฟบน เตรียมพิมพ์ขนาด 8x20 เซนติเมตร หรือที่ใกล้เคียง ฉีดสเปรย์น้ำมันบางๆ เตรียมไว้ ร่อนแป้งสาลี ผงฟู และเกลือใส่ชามผสม  พักไว้ บดกล้วย เตรียมไว้ ตีเนยให้นุ่มดี ใส่น้ำตาลทรายตามลงไป ตีให้เข้ากันดี ใส่ไข่ไก่ และกลิ่นวานิลลา ใส่กล้วยตีให้เข้ากัน ใส่ส่วนผสมแป้ง ตีด้วยความเร็วต่ำให้เข้ากัน หั่นแอปริคอต ลูกฟิกแห้ง และถั่ววอลนัตใส่ลงไป ใช้พายยางคนให้ส่วนผสมกระจายทั่วดี ตักส่วนผสมใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้ นำเข้าเตาอบ 40 นาที เมื่ออบเสร็จ พักบานาน่าเบรดให้เย็นลงในพิมพ์ 10 นาที ก่อนนำออกจากพิมพ์

  คลิปนี้แนะนำทำขนมปังรูปไก่ง่วงแบบง่ายๆ สำหรับคนที่ไม่กินไก่ง่วง ใช้เวลาพักแป้งไม่นาน เวลารับประทานเสิร์ฟกับแยมแครนเบอร์รี่รสเปรี้ยวหวาน   ส่วนผสม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 4 ถ้วย แป้งโฮลวีต 2 ถ้วย น้ำอุ่น  1 1/4 ถ้วย เกลือป่น 1 ช้อนชา ไข่ไก่ 1 ฟอง น้ำตาลทราย 1 1/2 ช้อนโต๊ะ ยีสต์ผง 1 1/2 ช้อนชา น้ำมันมะกอก 3 ช้อนโต๊ะ อบเชยป่น                                                      วิธีทำ ผสมแป้งสาลีกับแป้งโฮลวีตลงในโถผสม ใส่ยีสต์ผง น้ำตาล และเกลือ เปิดเครื่องให้ทำงาน ผสมน้ำอุ่นกับไข่ คนให้เข้ากัน ค่อยๆ เทลงในโถแป้ง ตีด้วยความเร็วต่ำจนแป้งเริ่มจับตัวกัน ใส่น้ำมันมะกอก ตีนวดให้เข้ากันจนแป้งเนียน พักแป้งโดไว้ 30 นาที นำมาตกแต่ง โดยตักแป้งส่วนบนทำให้เป็นรูปปีกไก่ ตัดด้านข้างทำเป็นรูปน่องไก่   โรยบนแป้งด้วยอบเชยป่น ใช้แปรงทาให้พอทั่วๆ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เวลา 30-40 นาทีจนสุก จัดขนมปังใส่จานที่มีแครนเบอร์รี เสิร์ฟกับแยมแครนเบอร์รี

  คุกกี้เนื้อละเอียดหอมกลิ่นมะพร้าวและอัลมอนด์ จับคู่กับชากาแฟ หรือนมสด เข้ากันได้ดี   ส่วนผสม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 200 กรัม ผงฟู 1 ช้อนชา เบกกิงโซดา 1/4 ช้อนชา ผงชาเขียว 2 ช้อนโต๊ะ เนยสดชนิดเค็ม 200 กรัม น้ำตาลทรายเม็ดละเอียด 3/4 ถ้วย เกลือป่น 1/4 ช้อนชา ไข่ไก่เบอร์สอง 1 ฟอง มะพร้าวอบแห้ง 1 ถ้วย อัลมอนด์แท่งอบ 80 กรัม วิธีทำ ตีเนยสดกับน้ำตาลและเกลือให้เข้ากันจนฟู ใส่ไข่ไก่ ตีต่อให้เข้ากันจนเป็นครีม ใส่อัลมอนด์แท่งและมะพร้าวอบแห้ง คนให้เข้ากัน ใส่แป้งสาลี ผงฟู เบกกิงโซดา และผงชาเขียว ใช้พายตะล่อมให้เข้ากัน  ใช้ที่ตักไอศกรีมตักส่วนผสมเป็นก้อนกลมวางลงบนถาดอบ ใช้ช้อนส้อมกดให้แบน โรยมะพร้าวอบแห้ง นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส เวลา 20 นาทีจนสุกเหลือง พักไว้จนเย็น เก็บใส่ขวดโหล กินกับกาแฟ ชาร้อน นมสดตามชอบ

  เมื่อพูดถึงโดนัทไม่มีใครไม่รู้จัก โดนัทชื่อดังๆ จากต่างประเทศก็มีทุกแบรนด์ในบ้านเรา หาทานได้ทั่วไป แต่ก็ยังมีโดนัทชนิดหนึ่งที่หาทานได้ยากนั่นก็คือ Cake Donut   Cake Donut มีเนื้อเหมือนเค้ก เนื้อแน่นกว่าโดนัทชนิดที่ทำด้วยยีสต์ซึ่งมีเนื้อฟูเบา และมีหน้าตา รูปร่างแบบต่างๆ มากมาย แถวประเทศเยอรมนีและออสเตรียก็นิยมทานโดนัทแบบนี้เรียกว่า Krapfen มีคนนำไปผสมกับครัวซองต์ออกมาเป็น Cronuts   ขนมประเภทนี้มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ในแทบทุกประเทศ ทำง่าย ทอดไม่นานก็ทานได้ โดนัทที่รู้จักกันในปัจจุบัน (สะกด Doughnut หรือ Donut) แพร่หลายโดยผู้อพยพชาวฮอลแลนด์ที่ไปตั้งถิ่นฐานใน New York (สมัยก่อนชื่อ New Amsterdam) โดนัทกลายเป็นขนมยอดนิยมของคนอเมริกัน มีการทำแจกในสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ในงาน Chicago World’s Fair ปี ค.ศ. 1933 โดนัทจัดเป็น “Hit Food of the Century of Progress”   โดนัทที่ทำด้วยยีสต์หาทานได้ทั่วไป ฉบับนี้จึงมาทำ Cake Donut กัน ในช่วงก่อนปลายยุค 1960 หรือเมื่อประมาณ 60 ปีก่อน บ้านเราก็จะมีโดนัทประเภทนี้ จะเรียกว่า “โดนัทโบราณ” ก็ได้ สมัยก่อนจะทานคู่กับน้ำชาในยามบ่าย เวลาทอดกลิ่นจะหอมมาก เมื่อได้ทำครั้งนี้ก็ทำให้ผู้เขียนหวนนึกกลับไปถึงเมื่อหลายสิบปีก่อน   จัดว่าเป็นขนมทำง่ายๆ ที่อร่อย และหาทานที่ไหนไม่ค่อยได้   ส่วนผสม แป้งสาลีอเนกประสงค์  540 กรัม ผงฟู 15 กรัม โซดาไบคาร์บอเนต 3 กรัม (ไม่ใส่ก็ได้) เกลือ 10 กรัม ไข่ 1 ฟอง ไข่แดง 2 ฟอง เนยนุ่ม 35 กรัม น้ำตาลทราย 150 กรัม (ถ้าชอบหวานเพิ่มได้) ซาวร์ครีม (ครีมเปรี้ยว)  350 กรัม อบเชยป่น และลูกจันทน์ป่น (Nutmeg) อย่างละเล็กน้อย น้ำตาลไอซิงสำหรับโรยหน้า วิธีทำ ร่อนแป้ง ผงฟู โซดาไบคาร์บอเนต เกลือ และเครื่องเทศ พักไว้ ในอ่างผสมตีไข่ ไข่แดง เนย น้ำตาล และซาวร์ครีมจนเข้ากันดี เติมส่วนผสมแป้งตีพอเข้ากัน ถ้าแป้งเหลวไปเติมแป้งทีละช้อนจนแป้งจับกันเป็นก้อนห่อกระดาษแช่ตู้เย็นไว้ 1 ชั่วโมง นำแป้งออกมาคลึงและใช้ที่กดโดนัทกดตัดเป็นชิ้น วางบนกระดาษไข เทน้ำมันใส่กระทะตั้งไฟปานกลาง พอร้อนทอดโดนัททีละชิ้น (ทอดด้านละประมาณ 1.30 นาที) พยายามอย่าให้ติดกัน พอสุกเป็นสีเหลืองทองสวยตักขึ้น โรยน้ำตาลไอซิง

  บัตเตอร์เค้กเนื้อนุ่มฉ่ำที่โดดเด่นด้วยกลิ่นหอมของส้มและวานิลลา มาพร้อมกับหน้าแอปเปิลที่สไลซ์เป็นแผ่นบาง จัดเรียงอย่างสวยงามอยู่บนหน้าเค้ก รับประทานกับครีมที่มีชีสมาสคาร์โปเนเป็นส่วนประกอบหลัก   ส่วนผสม เนยจืด  112 กรัม น้ำตาลทราย  112+40 กรัม วานิลลาสกัด  1 ช้อนชา ผิวส้ม  1 ผล ไข่ไก่เบอร์ 2  3 ฟอง แป้งสาลีอเนกประสงค์ 150 กรัม ผงฟู  1 ช้อนชา เกลือ  1/4 ช้อนชา อบเชยป่น 1/4 ช้อนชา นมสด 2 ช้อนโต๊ะ เหล้ารสส้ม 2  ช้อนชา แอปเปิลแดง   2 ผล น้ำตาลไอซิง สำหรับเสิร์ฟ ส่วนผสมครีมมาสคาร์โปเน มาสคาร์โปเน  120 กรัม วิปปิงครีม 1 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา เหล้ารสส้ม 2 ช้อนชา(ใส่ผสมขั้นตอนทำครีมเลยรึเปล่าคะ) วิธีทำ เตรียมพิมพ์เค้กแบบขอบเข็มขัดขนาด 7 นิ้ว ทาเนยและรองกระดาษไขที่ก้นและขอบพิมพ์ เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส โปรแกรมไฟล่างไฟบน นำเนยออกมาพักที่อุณหภูมิห้องให้พอนุ่มดี ร่อนแป้ง ผงฟู เกลือ และอบเชย เตรียมไว้ ตีเนยที่นุ่มขึ้นแล้วกับน้ำตาลทราย 112 กรัม ด้วยหัวใบพายให้เข้ากันดี ใส่วานิลลา และขูดผิวส้มลงไป ใส่ไข่ไก่ลงไปทีละฟอง ตีให้เข้ากันดีก่อนใส่ฟองถัดไป       ใส่ส่วนผสมแป้งลงไปครึ่งหนึ่ง ตีเบาๆ ให้เข้ากัน ใส่นมสดและเหล้ารสส้ม ใส่ส่วนผสมแป้งที่เหลือ ตีให้เข้ากันดี เทใส่พิมพ์ กดแกนแอปเปิลออก สไลซ์เป็นแผ่นบางๆ เคล้ากับน้ำมะนาว โรยด้วยน้ำตาลทราย 40 กรัม นำเข้าเตาอบ 55 นาทีหรือจนสุกดี เตรียมครีมมาสคาร์โปเนโดยใช้พายยางผสมมาสคาร์โปเน วิปปิงครีม น้ำตาลทราย และเหล้ารสส้มให้เข้ากัน พักเค้กที่สุกดีแล้วให้พออุ่น ตัดเสิร์ฟพร้อมกับครีมมาสคาร์โปเน

  เค้กขนาดมินิหอมกลิ่นเลมอน ตกแต่งด้วยครีมสีพาสเทลแบบมินิมอล เสิร์ฟในกล่องกระดาษใบเล็กน่ารักที่ดูสวยแปลกตา   ส่วนผสมเนื้อเค้ก (ใช้พิมพ์ขนาด 10 เซนติเมตร) เนยจืด (พักให้นุ่ม) 115 กรัม น้ำตาลทราย 175 กรัม ไข่ไก่ 2 ฟอง แป้งเค้ก 175 กรัม ผงฟู 2 ช้อนชา นมสด 85 มิลลิลิตร ผิวเลมอนขูด 1 ผล ส่วนผสมครีมแต่งหน้า เนยจืด (พักให้นุ่ม) 175 กรัม น้ำตาลไอซิ่ง 240 กรัม สีผสมอาหารสีที่ชอบ วิธีทำ ทำเค้กโดยตีเนยกับน้ำตาลในเครื่องผสมจนเนื้อครีมเนียน ใส่ไข่ไก่ทีละฟอง และผิวเลมอน ร่อนแป้งเค้กกับผงฟูใส่ลงในโถตี ค่อยๆ ใส่นมจนหมด ผสมให้เข้ากัน เทใส่พิมพ์เค้กขนาด 10 เซนติเมตร ประมาณ 2/3 ของพิมพ์ (ทาเนยให้ทั่วพิมพ์ โรยแป้งและเคาะเบาๆ) นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียสประมาณ 20 นาที (ใช้ไม้ปลายแหลมจิ้มตรงกลางเค้ก ถ้าไม่มีเนื้อเค้กติดออกมาแปลว่าสุกแล้ว) พักเค้กไว้ในพิมพ์สักครู่จึงคว่ำเค้กออกจากพิมพ์ พักไว้บนตะแกรงจนเย็นสนิท ตีเนยจืดกับน้ำตาลไอซิงจนนุ่มและฟู แบ่งมาใส่สีผสมอาหารให้เป็นสีพาสเทลอ่อนๆ ตามชอบ นำมาตกแต่งเค้กให้สวยงาม

  เบเกิลเนื้อนุ่มหนึบสอดไส้ซาลามี แตงดอง มะกอก รสเค็มมัน เพิ่มกลิ่นฉุนซ่าด้วยเบบี้ร็อกเก็ต เมนูมื้อเที่ยงที่ทำได้ง่ายๆ   ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) เบเกิลงา (หรือชนิดที่ชอบ) 2 ชิ้น ครีมชีสสเปรด 2 ช้อนโต๊ะ มัสตาร์ด 1 ช้อนโต๊ะ มายองเนส 1/4 ถ้วย มะกอกดำหั่นแว่น 4-5 ผล แตงกวาดองสไลซ์ 2 ผล ซาลามี 100 กรัม เบบี้ร็อกเก็ตประมาณ 1  ถ้วย ชีสสไลซ์ 2 แผ่น วิธีทำ อุ่นเบเกิลให้ร้อน ทาครีมชีสสเปรดให้ทั่ว วางเบบี้ร็อกเก็ต ชีสสไลซ์ ซาลามี มะกอกดำ และแตงกวาดอง ผสมมายองเนสกับมัสตาร์ด ตักใส่บนหน้าเบเกิล เสิร์ฟ

  ไม่ใช่เพราะสำนวนไทย “กินคาวไม่กินหวาน สันดานไพร่” หรอกนะที่ป้าเจี๊ยบทำของหวานไว้ให้สมาชิกกินหลังอาหาร แต่เป็นความเคยชินที่คุณแม่ทำอาหารให้พวกเรากินโดยมีของหวานปิดท้ายเสมอ จึงได้ยินคำพูด “ของหวานล้างปากวันนี้เป็นอะไร” บ่อยๆ จนมาถึงวันนี้ พีแคนหลานยายอายุ 3 ขวบของป้าเจี๊ยบกินข้าวเสร็จแล้วยังถามว่า “ยายเจี๊ยบครับ มีอะไร ‘ล้างคอ’ มั้ย”..ฮา!   ช่วงโควิด-19 ไม่มีกิจกรรมกินกันวันเสาร์ของครอบครัว แต่ป้าเจี๊ยบยังคงทำอาหารและขนมนะคะ  ไม่ใช่ทำสัปดาห์ละครั้งด้วยสิ ทำแทบจะทุกวัน ทำแล้วก็ใช้บริการส่งของส่งไปให้พี่น้องลูกหลาน รวมถึงมิตรสหายที่รักใคร่สนิทสนมกัน   ญาติมิตรรอบตัวป้าเจี๊ยบมีความเสี่ยงเรื่องโรคเบาหวานกันแทบทุกคน โรคอันตรายของผู้สูงวัย  ครอบครัวเราได้เป็นของแถมทางกรรมพันธุ์จากดีเอ็นเอคุณแม่ ป้าเจี๊ยบจึงพยายามลดการใช้น้ำตาลในการทำอาหารทั้งคาวและหวาน ใช้ความหวานจากธรรมชาติแทน   ของหวานอย่างหนึ่งที่เหมาะสำหรับคนเป็นเบาหวานคือ คุกกี้ไร้น้ำตาล ป้าเจี๊ยบเกิดไอเดียขึ้นมาตอนที่ได้ของฝากจากลูกศิษย์เป็นอินทผลัมตูนิเซียอย่างเยอะ กินเปล่าๆ ก็หวานมากจนกินไม่ไหว จึงลดความหวานของอินทผลัมลงด้วยการแปรรูปเป็นคุกกี้ที่อาศัยความหวานจากธรรมชาติล้วนๆ   ก่อนเตรียมชามแห้งป้าเจี๊ยบต้องเตรียมอินทผลัมก่อนค่ะ เด็ดผลออกจากก้านที่มาเป็นพวงๆ แล้วผ่าซีกแกะเม็ดออกค่ะ จากนั้นหั่นเป็นลูกเต๋าขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร ให้ได้อินทผาลัม 1 1/4 ถ้วยตวง และสับอัลมอนด์แผ่นอย่างหยาบๆ ไว้ 1/4 ถ้วยตวง   ชามแห้งของป้าเจี๊ยบมีแป้งสาลีอเนกประสงค์ 1/2 ถ้วยตวง แป้งอัลมอนด์ 1/4 ถ้วยตวง (ป้าเจี๊ยบเอาอัลมอนด์แผ่นมาปั่นจนละเอียด) เกลือป่น 1/4 ช้อนชา ผงฟู 1/2 ช้อนชา โซดาไบคาร์บอเนต 1/4 ช้อนชา ผงวานิลลา 1/2 ช้อนชา ใช้ตะกร้อมือคนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันอย่างดีแล้วใส่อินทผลัมหั่นเต๋า 1 1/4 ถ้วยตวง และอัลมอนด์แผ่นสับหยาบๆ 1/4 ถ้วยตวงที่เตรียมไว้ คลุกเคล้าให้อินทผลัมมีแป้งเคลือบและกระจายเป็นชิ้นๆ ไม่เกาะติดกัน วางพักไว้   ต่อไปชามเปียกค่ะ ใช้ตะกร้อมือตีไข่ไก่เบอร์สอง 2 ฟอง น้ำมันคาโนลา 2 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะ จนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี จากนั้นเทชามแห้งลงไปในชามเปียก ใช้พายซิลิโคนตะล่อมให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน    ป้าเจี๊ยบเทแป้งโดลงในถาดสี่เหลี่ยมขนาด 7x7 นิ้วที่ปูกระดาษรองอบไว้แล้วเกลี่ยให้เรียบเสมอกัน โรยหน้าด้วยอัลมอนด์แผ่นจนทั่ว   นำเข้าเตาอบที่ตั้งปุ่มความร้อนที่อุณหภูมิ 185 องศาเซลเซียส หรือ 365 องศาฟาเรนไฮต์ ปุ่มไฟบน-ล่าง ปุ่มเวลา 20 นาที  พอติ๊ง!!! ก็นำถาดคุกกี้ออกจากเตามาวางผึ่งไว้บนตะแกรง  พอเย็นสนิทก็นำออกจากถาดมาตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม ป้าเจี๊ยบแบ่งตัดแถวละ 4 ได้คุกกี้ 16 ชิ้น เก็บใส่กล่องปิดฝา ไม่ต้องเข้าตู้เย็นค่ะ เพราะหมดภายใน 3 วันแน่ๆ อิอิ   เบาหวานหรือไม่เบาหวาน...ก็ถูกใจถูกปากกันทุกคน!  

  ส่วนผสม (สำหรับพิมพ์ขนาด 9 นิ้ว) โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 240 กรัม น้ำตาลทรายไม่ฟอก 3/4 ถ้วย (และสำหรับโรยหน้าเล็กน้อย) น้ำมันคาโนล่า 1/4 ถ้วย ไข่ไก่เบอร์ 0 3 ฟอง แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 1/2 ถ้วย อัลมอนด์ป่น 1/2 ถ้วย ผงฟู 2 ช้อนชา เกลือป่น 1/4 อนชา ราสป์เบอร์รีสด 150 กรัม วิธีทำ ในอ่างผสมใส่โยเกิร์ต น้ำตาลทราย น้ำมันคาโนล่า และไข่ไก่ คนด้วยตะกร้อมือให้เข้ากัน อ่างอีกใบใส่แป้งสาลี อัลมอนด์ป่น ผงฟู และเกลือป่นผสมกัน ตักส่วนผสมแป้งใส่ในอ่างโยเกิร์ต ตะล่อมด้วยตะกร้อมือให้เข้ากันจนไม่เห็นเม็ดแป้ง อย่าผสมนานเกินไป เทใส่พิมพ์เค้กขนาด 9 นิ้วที่ปูรองด้วยกระดาษไข วางราสป์เบอร์รีให้ทั่ว แล้วโรยน้ำตาลทรายไม่ฟอก นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ประมาณ 35-40 นาทีจนเค้กสุก ถ้าชอบให้มีสีเข้มสวยให้อบต่อด้วยไฟบนอีก 5 นาที ยกออกจากเตา พักไว้ 15 นาที นำออกจากพิมพ์ พักไว้ให้เย็นและหั่นเป็นชิ้น

  ขนมปังเนื้อแน่นนุ่ม ชุ่มฉ่ำ ที่ได้ความหวานหอมจากกล้วยหอมใบโต และความกรุบกรอบจากช็อกโกแลตชิป เข้ากันได้ดีเลยล่ะ   ส่วนผสม (สำหรับ 2 ก้อน) แป้งสาลีอเนกประสงค์ 3 ถ้วย                  ผงฟู 1 1/2 ช้อนชา                เบกกิงโซดา 1 1/2 ช้อนชา              เกลือป่น 1 ช้อนชา              กล้วยหอมสุกผลใหญ่ 3 ผล                    นมสด 3 ช้อนโต๊ะ            อบเชยป่น 1 ช้อนชา              เนยสดนิ่ม 3/4 ถ้วย                  น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วย                  ไข่ไก่ 3 ฟอง      ช็อกโกแลตชิป 1 ถ้วย                  วิธีทำ ผสมแป้งสาลี เบกกิงโซดา ผงฟู และเกลือเข้าด้วยกัน ผสมกล้วยหอมบด นมสด และอบเชยป่น เข้าด้วยกัน ตีเนยสดกับน้ำตาลเข้าด้วยกันจนขึ้นฟู ใส่ไข่ตีต่อให้เข้ากัน ใส่ส่วนผสมกล้วยหอม และส่วนผสมแป้ง คลุกให้เข้ากัน ใส่ช็อกโกแลตชิป คนให้เข้ากัน  ใส่ส่วนผสมขนมปังลงในพิมพ์ขนาด 7x3x3 นิ้ว โรยช็อกโกแลตชิปอีกครั้ง นำไปอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เวลา 70 นาทีหรือจนสุก ยกออกจากเตาพักไว้ 10 นาที นำออกจากพิมพ์

  เป็นขนมปังชนิดหนึ่ง ที่มีวัตถุดิบไม่มาก ใช้น้ำมันมะกอกเป็นไขมันหลัก มีกลิ่นเครื่องเทศต่างๆที่เอามาใส่ให้หอมอย่างโรสแม่รี่ พาร์สเล่ย์อิตาเรียน หรือตกแต่งหน้าให้สวยงามตามชอบ และที่ขาดไม่ได้คือมะกอกดองที่ต้องมีในขนมปังฟอกาเซีย จะกินเป็นเครื่องเคียงหรือมาตกแต่งก็ได้เช่นกัน   ส่วนผสม แป้งขนมปัง 2 1/2 ถ้วย น้ำเปล่า 300 มิลลิลิตร ยีสต์ 2 ช้อนชา เกลือป่น 1 ช้อนชา น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา น้ำมันมะกอก 2 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันมะกอกสำหรับทาพิมพ์และหน้าขนมปัง 2 ช้อนโต๊ะ  พาร์สลีย์อิตาเลียน, มะเขือเทศราชินีแดงและเหลือง, พริกชี้ฟ้าเหลือง, พริกเจลาปิโนเขียว, พริกหยวก, มะกอกดองเขียวและดำ  วิธีทำ ผสมแป้ง น้ำตาล เกลือ และยีสต์ คนให้เข้ากัน ใส่น้ำคนให้พอเข้ากัน ใส่น้ำมันมะกอกนวดต่อให้เข้ากัน พักแป้งไว้ 20 นาทีจนขึ้นฟู ตะล่อมแป้งจากล่างขึ้นบน พักต่ออีก 15 นาที โรยแป้งบนโต๊ะบางๆ นำแป้งโดออกจากชามผสม ไล่อากาศเล็กน้อย รีดแป้งออก นำแป้งโดมาใส่ถาดสำหรับอบ ค่อยๆ ใช้มือกดแป้งให้ทั่วพิมพ์ พักแป้งอีกครั้ง 15 นาทีให้ขึ้นเป็น 2 เท่า หั่นมะเขือเทศราชินี พริกชี้ฟ้า พริกเจลาปิโน พริกหยวก และมะกอกดองเตรียมไว้  นำแป้งโดมาตกแต่งด้วยผักที่เตรียมไว้ ให้สวยงาม  นำไปอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เวลา 30-45 นาทีจนสุกเหลือง พักไว้ให้เย็น หั่นเป็นชิ้นเสิร์ฟกับมะกอกดอง น้ำมันมะกอก