ทาร์ตเลมอนสีเหลืองสดใส รสเปรี้ยวอมหวาน หอมสดชื่นจากกลิ่นน้ำเลมอน ตกแต่งด้วยวิปครีมที่บีบเป็นรูปดาวล้อมทาร์ตไว้อย่างน่ารักจุ๋มจิ๋ม   ส่วนผสมและวิธีทำแป้งทาร์ต (สำหรับ 4 ชิ้น) เนยจืด (พักไว้ให้นิ่ม) 80 กรัม น้ำตาลไอซิง 48 กรัม เกลือป่น 2 กรัม ไข่ไก่ 24 กรัม แป้ง T45 (แป้งเค้ก) 160 กรัม ตีเนยกับน้ำตาลไอซิงและเกลือในเครื่องผสมด้วยหัวตีใบไม้โดยใช้ความเร็วปานกลาง จนเนื้อเนียนเป็นครีม ใส่ไข่ ตีต่อจนเนียน ใส่แป้ง T45 ตีต่อด้วยความเร็วต่ำจนไม่เห็นผงแป้ง  ปิดเครื่อง นำแป้งออกมาห่อพลาสติกแร็ป แช่ตู้เย็นนาน 12 ชั่วโมง หรือแช่ช่องแช่แข็งนาน 1 ชั่วโมง คลึงแป้งเป็นแผ่นบาง กรุลงในพิมพ์ทาร์ตขนาด 3 นิ้ว ใช้ส้อมจิ้มที่ฐานของแป้งทาร์ตให้ทั่ว ถ่วงแป้งทาร์ตด้วยห่อข้าวสารเพื่อไม่ให้แป้งฟูขึ้นระหว่างอบ นำทาร์ตเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียสนาน 20 นาที นำห่อข้าวสารออก อบต่ออีก 10 นาทีจนแป้งมีสีเข้มขึ้นหรือแห้งสนิท ยกออกจากเตา พักไว้บนตะแกรง ส่วนผสมและวิธีทำเลมอนครีม ผิวเลมอนขูด 1 ผล น้ำตาลทราย 63 กรัม ไข่ไก่ 155 กรัม น้ำเลมอน 57 กรัม ผงเจลาติน 2 กรัม น้ำเปล่า 12 กรัม เนยจืด (พักไว้ให้นิ่ม) 53 กรัม แช่ผงเจลาตินในน้ำ พออืดนำไปเข้าไมโครเวฟจนเจลาตินละลาย ใส่น้ำตาล ผิวเลมอน ไข่ และน้ำเลมอนลงในหม้อ ต้มด้วยไฟแรงปานกลางจนข้นขึ้น ใส่เจลาตินละลาย คนให้เข้ากัน พักส่วนผสมไว้สักครู่ ใส่เนย ตีด้วยเครื่องปั่นมือถือจนเป็นเนื้อครีมเนียน เทใส่แป้งทาร์ตที่เตรียมไว้ ส่วนผสมวิปครีมสำหรับตกแต่ง วิปปิงครีม 100 กรัม น้ำตาลไอซิง 10 กรัม ตีวิปปิงครีมกับน้ำตาลไอซิงให้ตั้งยอดแข็ง ใส่ถุงบีบ ใช้หัวบีบรูปดาว บีบล้อมรอบทาร์ต

  “เอ้า...ออกมาอีกแล้ว” ลุงจั่น...เกษตรกรมือสมัครเล่น น้องชายของป้าเจี๊ยบ ยื่นกล้วยหอมทองให้ 1 หวีในวันที่ยกจักรเย็บผ้าของศรีภริยามาให้ป้าเจี๊ยบส่งซ่อม เนื่องจากช่างซ่อมอยู่ใกล้บ้านป้าเจี๊ยบ กล้วยที่ให้มายังสีเขียวอยู่เลยค่ะ   ป้าเจี๊ยบรออยู่ 5 วัน ผิวกล้วยก็ไม่เปลี่ยนเป็นสีทองสักที แต่มีกลิ่นหอมแบบกล้วยสุกแล้ว ป้าเจี๊ยบเลยลองกินดูลูกหนึ่ง พบว่ากล้วยสุก ใช้การได้! วันนี้กินไม่ทันแน่นอน เพราะป้าเจี๊ยบอยู่บ้านคนเดียว ต้องแปรรูปซะแล้ว รู้อยู่ว่าเพื่อนบ้านติดกันชอบกินเค้กกล้วยหอมมากมาย ถ้าทำไปให้ก็ย่อมได้ แต่เค้กกล้วยหอมแบบที่ทำทุกครั้งถาดหนึ่งใช้เนื้อกล้วยไม่มากเท่าไร กล้วยไม่หมดหวีแน่ๆ  ถ้าจะใช้ให้หมดก็ต้องใส่กล้วยเยอะๆ เนื้อเค้กเป็นกล้วยและมีหน้าเค้กเป็นกล้วย   ภาพเค้กกล้วยหอมหน้ากล้วยหอมผุดขึ้นมาในหัวเลยค่ะ ป้าเจี๊ยบจะทำเค้กกล้วยหอมตีลังกา!   ไม่รอช้า...เริ่มทำคาราเมลด้วยการใส่น้ำเชื่อมข้าวโพด 4 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทรายแดง 1/2 ถ้วยตวง เกลือป่น 1/4 ช้อนชา และเนยแท้ที่ละลายแล้ว 2 ช้อนโต๊ะลงในถ้วย ใช้ช้อนคนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน เทลงในถาดอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 9 x 7 นิ้ว เอียงถาดไปมาให้คาราเมลเคลือบก้นถาดจนทั่ว   จากนั้นป้าเจี๊ยบปอกเปลือกกล้วยหอมแล้วฝานตามยาวความหนาประมาณ 1 เซนติเมตร ปูก้นถาดแบบเรียงให้ชิ้นกล้วยชิดๆ กันจนเต็มพื้นที่  ชิ้นไหนที่มีส่วนโค้งจะหันด้านเรียบลงก้นถาดค่ะ เพราะเวลาสุกแล้วส่วนผิวก้นถาดนี้จะกลายเป็นหน้าเค้ก ต้องเห็นชิ้นกล้วยสวยๆ หน่อย  เนื้อกล้วยตรงที่ไม่สวยนักก็ตัดออก เอามาไว้ยีใส่เนื้อเค้ก เรียงเสร็จแล้วก็วางพักไว้   ต่อไปเตรียมชามกล้วย โดยยีกล้วยด้วยส้อมให้ได้เนื้อกล้วยยีละเอียด 2/3 ถ้วยตวง ใส่เกลือป่น 1 ช้อนชาลงไป คนให้เข้ากัน  จากนั้นผสมนมสดรสจืด 1/3 ถ้วยตวงกับน้ำมะนาว 1 ช้อนชา คนให้เข้ากัน นำไปเทลงในชามกล้วย คนให้ส่วนผสมเข้ากันอีกครั้ง พักไว้   เตรียมชามแห้ง มีแป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ถ้วยตวง ผงฟู 1 ช้อนชา และโซดาไบคาร์บอเนต 1/2 ช้อนชา ใช้ตะกร้อมือคนให้เข้ากัน พักไว้   ลงมือทำชามเปียกด้วยการตีไข่ไก่เบอร์สอง 1 ฟองกับน้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะด้วยตะกร้อไฟฟ้าความเร็วปานกลางจนน้ำตาลละลาย ค่อยๆ รินน้ำมันคาโนลา 1/3 ถ้วยตวงลงไปทีละนิดในขณะที่ตีจนส่วนผสมมีลักษณะเป็นเนื้อครีม   นำชามกล้วยและชามแห้งมาเทลงในชามเปียก เปลี่ยนความเร็วของตะกร้อไฟฟ้าเป็นระดับต่ำ ตีให้ส่วนผสมเข้ากันประมาณ 1 นาทีแล้วเทลงในถาดที่ปูกล้วยไว้ เคาะถาดกับเคาน์เตอร์เพื่อไล่ฟองอากาศ สัก 2-3 ครั้ง ยกเข้าเตาอบติ๊งติ๊ง   ป้าเจี๊ยบตั้งปุ่มความร้อนไว้ที่ 165 องศาเซลเซียส หรือ 330 องศาฟาเรนไฮต์ ปุ่มไฟบน-ล่าง ปุ่มเวลา 30 นาที พอได้ยินเสียงติ๊งก็ยกออกมาวางพักไว้บนตะแกรงประมาณ 15 นาที ก่อนคว่ำลงในจานสำหรับใส่เค้ก ป้าเจี๊ยบยกถาดเคาะกับเคาน์เตอร์แรงๆ 2-3 ครั้งเพื่อให้ตัวเค้กหลุดจากก้นถาด   โทรบอกน้องแพรทันทีที่คว่ำเค้กลงในจานเรียบร้อยแล้ว สาวน้อยมาถึงตอนป้าเจี๊ยบตัดแบ่งเค้กออกเป็นชิ้นๆ เสร็จพอดี มาถึงก็หยิบใส่ปากทันที  1 ชิ้น แล้วถามว่า “ให้แพรกี่ชิ้นคะ”   พอบอกว่า “เหลือให้ป้า 4 ชิ้นสำหรับเพื่อนๆ ที่จะไปทริปลพบุรี นอกนั้นลูกเอาไปได้ทั้งหมด” น้องแพรยิ้มตาหยี บรรจงจัดใส่จานที่ถือมา หอมแก้มป้าเจี๊ยบ 1 ที ก่อนจะเดินกลับบ้านไป อิอิ!

  ชีสเค้กชิ้นเล็กขนาดกำลังพอดี เนื้อชีสเค้กเนียนนุ่มครีมมี่รสเปรี้ยวอมหวาน รองด้วยฐานบิสกิตกรุบกรอบ เป็นส่วนผสมที่ลงตัวในชิ้นเดียว   ส่วนผสมและวิธีทำฐานเค้ก (สำหรับ 4 ชิ้น) บิสกิต 100 กรัม เนยจืดละลาย 28 กรัม  บุบบิสกิตให้ละเอียด คนผสมกับเนยละลาย ตักใส่พิมพ์ทรงกระบอกขนาด 6.5 เซนติเมตร สูง 7 เซนติเมตร และอัดให้แน่น แช่ตู้เย็น 20 นาที ส่วนผสมและวิธีทำชีสเค้ก ครีมชีส (พักไว้ที่อุณหภูมิห้อง) 270 กรัม กลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา น้ำตาลทราย 75 กรัม ไข่ไก่ 1 ฟอง โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 70 กรัม น้ำมะนาว 8 กรัม วอร์มเตาอบ เปิดไฟบน-ล่างที่อุณหภูมิ 165 องศาเซลเซียส เตรียมไว้ ตีครีมชีสและกลิ่นวานิลลาด้วยเครื่องตีจนเนื้อเนียน เติมน้ำตาล ตีต่อจนเข้ากัน หมั่นปาดขอบอ่างผสม ใส่ไข่แล้วตีต่อ ใส่โยเกิร์ตและน้ำมะนาว ผสมจนเข้ากัน เทใส่ฐานเค้กที่เตรียมไว้ นำเข้าเตาอบนาน 45 นาที เมื่อสุกสังเกตได้จากด้านข้างของชีสเค้กจะเริ่มแห้ง ด้านบนมีสีเหลืองทอง ยกออกมาพักไว้ให้เย็นสนิทแล้วแช่เย็น ส่วนผสมและวิธีทำซอสวิปครีม วิปปิงครีม 150 กรัม น้ำตาลไอซิง 15 กรัม  ตีส่วนผสมด้วยตะกร้อมือจนเป็นซอสข้น แช่เย็นไว้ วิธีเสิร์ฟ ถอดชีสเค้กออกจากพิมพ์ วางบนจาน ตักซอสวิปครีมราดบนเค้ก ตกแต่งด้วยสตรอว์เบอร์รีสด

  เทรนด์เค้กสุดฮิตตอนนี้คือเค้กที่ตกแต่งน้อยๆ สไตล์มินิมอล ใช้สีสันที่หลากหลาย เน้นโทนอ่อนพาสเทลอย่างที่วัยรุ่นชอบ สูตรนี้เป็นเค้กสปันจ์เนื้อนุ่มกับบัตเตอร์ครีมรสหวานอ่อนๆ ถูกใจทุกคน   ส่วนผสม (สำหรับพิมพ์ 1 ปอนด์) แป้งเค้ก 57 กรัม ผงฟู 1/2 ช้อนชา น้ำตาลทราย (1) 37 กรัม น้ำมันพืช 32 กรัม นมสด 32 กรัม ไข่แดง 2 ฟอง กลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา ไข่ขาว 2 ฟอง น้ำตาลทราย (2) 37 กรัม ครีมออฟทาร์ทาร์ 1/4 ช้อนชา      วิธีทำ วอร์มเตาอบไฟบน-ล่างที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เตรียมพิมพ์เค้กวงกลมขนาด 1 ปอนด์โดยทาเนย ปูกระดาษไข และทาเนยอีกครั้ง ร่อนแป้งเค้กและผงฟูเข้าด้วยกัน ใส่น้ำตาล (1) คนให้เข้ากัน พักไว้ ผสมน้ำมันพืช นมสด ไข่แดง และกลิ่นวานิลลาในอ่างผสม ตีให้เนียนด้วยตะกร้อมือ เติมส่วนผสมแป้งเค้ก ตีให้เข้ากันจนเนียน พักไว้ ตีไข่ขาว ครีมออฟทาร์ทาร์ และน้ำตาล (2) ให้ตั้งยอดแข็ง เทลงในส่วนผสมไข่แดง ตะล่อมให้เข้ากัน เทใส่พิมพ์เค้ก อบนาน 20 นาที (เช็กความสุกของเค้กโดยใช้ไม้ปลายแหลมจิ้ม ถ้าเค้กสุกดีจะไม่มีเศษเค้กติดไม้) ยกออกจากเตา พักไว้สักครู่ ถอดเค้กออกจากพิมพ์ พักไว้จนเย็นสนิท สไลซ์เค้กให้ได้ 2 ชิ้น ส่วนผสมบัตเตอร์ครีม เนยจืด 175 กรัม เนยเค็ม 175 กรัม น้ำตาลทราย 200 กรัม เกลือป่น 1/2 ช้อนชา ไข่ขาว 160 กรัม กลิ่นวานิลลาบัตเตอร์ 1 ช้อนชา สีผสมอาหารสีเจล เช่น สีชมพู สีม่วง สีส้ม ปริมาณเล็กน้อย วิธีทำ ตีน้ำตาล เกลือ และไข่ขาวในอ่างผสมด้วยตะกร้อมือ ต้มน้ำในหม้อให้ร้อน ยกอ่างผสมขึ้นตั้งบนหม้อน้ำร้อน คอยตีตลอดเวลาจนอุ่นเล็กน้อย เมื่อส่วนผสมเริ่มอุ่นเทใส่เครื่องผสม ใช้หัวตีตะกร้อตีด้วยความเร็วสูงสุดจนส่วนผสมเกือบเย็นสนิท เปลี่ยนเป็นหัวตีใบไม้ เติมเนยทั้ง 2 ชนิดที่พักไว้จนนุ่มและกลิ่นวานิลลาบัตเตอร์ ตีจนส่วนผสมเนียนเข้ากันดี แบ่งส่วนผสมบัตเตอร์ครีม ค่อยๆ ใช้ไม้จิ้มฟันแตะสีผสมอาหารแล้วผสมกับบัตเตอร์ครีมให้มีสีชมพู สีม่วง และสีส้ม ผสมสีทีละน้อยจนได้สีที่ต้องการ นำบัตเตอร์ครีมปาดบนเค้ก แต้มให้มีสีต่างๆ จนสวยงาม

  เค้กไข่เนื้อฟูนุ่มๆ ที่ใส่ทั้งนมสดแท้ โยเกิร์ต แทรกด้วยชีสเชดดาร์สีส้มๆ     ส่วนผสม นมสดแคลิฟอร์เนีย 1/2 ถ้วย โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 2  ถ้วย (ถ้วยละ 135 กรัม) น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ แป้งสาลีอเนกประสงค์  3/4 ถ้วย เกลือป่น 1/8 ช้อนชา กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา ไข่แดง  4 ฟอง      ไข่ขาว 4 ฟอง ครีมออฟทาร์ทาร์ 1/4 ช้อนชา  น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย แคลิฟอร์เนีย มายด์ เชดดาร์ชีส 1/2 ถ้วย วิธีทำ ผสมนมสดแคลิฟอร์เนีย โยเกิร์ต และน้ำมันพืช คนให้เข้ากันจนข้น ใส่แป้งสาลี เกลือ และไข่แดง คนให้เข้ากันทั่ว เติมกลิ่นวานิลลา คนให้เข้ากัน พักไว้ ตีไข่ขาวกับครีมออฟทาร์ทาร์จนเป็นฟองหยาบๆ ค่อยๆ ใส่น้ำตาล ตีจนเป็นโฟมละเอียดตั้งยอดแข็ง ตักส่วนผสมไข่ขาวครึ่งหนึ่งใส่ลงในส่วนผสมไข่แดง ตะล่อมเบาๆ ให้เข้ากัน เทใส่ชามส่วนผสมไข่ขาวที่เหลือ ตะล่อมให้เข้ากันทั่ว เทส่วนผสมที่ได้ครึ่งหนึ่งใส่พิมพ์ขนาด 6 x 8 นิ้ว เกลี่ยให้เท่ากัน โรยแคลิฟอร์เนีย มายด์ เชดดาร์ชีส ให้ทั่ว เทส่วนผสมเค้กที่เหลือลงไป เกลี่ยให้ทั่ว ยกถาดเคาะกับพื้น 2-3 ครั้ง นำไปอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียสประมาณ 25-30 นาทีหรือจนสุก ปิดไฟ พักขนมไว้ในเตาอบอีกประมาณ 10 นาที ยกออกมาวางบนตะแกรง พักไว้ให้เย็น ตัดขนมเป็นชิ้น จัดใส่จาน เสิร์ฟ

  กันตูชินี (Cantuccini) คือบิสกิตเนื้อแข็งสไตล์อิตาเลียนจากนครปราโต (Prato) แคว้นทัสคานี (Tuscany) ที่มักมีส่วนผสมของอัลมอนด์หรือเฮเซลนัต เป็นบิสกิตที่หลายคนคุ้นในชื่อบิสคอตติ (Biscotti) ซึ่งสำหรับคนอิตาลีบิสคอตติมีความหมายรวมถึงบิสกิตทุกประเภท ในอดีตคนอิตาลีนิยมรับประทานกันตูชินีกับไวน์หวาน โดยจุ่มบิสกิตลงในไวน์ ปัจจุบันนอกจากไวน์แล้วยังรับประทานกับชากาแฟด้วยเช่นกัน สูตรที่นำมาฝากเป็นรสร่วมสมัยที่ผสมผสานรสของมัตฉะและเนื้อสัมผัสของบลูเบอร์รีเข้าไปด้วยเพื่อให้เป็นทางเลือกใหม่ที่แตกต่าง   ส่วนผสม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 185 กรัม + สำหรับนวล ผงฟู  1 ช้อนชา เกลือ 1/4 ช้อนชา ผงมัตฉะ 15 กรัม น้ำตาลทราย 120  กรัม ไข่ไก่ 2 ฟอง กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา เนยละลาย 4 ช้อนชา อัลมอนด์อบ 80 กรัม บลูเบอร์รีแห้ง 70 กรัม วิธีทำ เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส โปรแกรมพัดลม เตรียมไว้ ร่อนแป้ง ผงฟู เกลือ และผงมัตฉะใส่ชามผสม ใส่น้ำตาลตามลงไป คนให้เข้ากัน พักไว้ ตีไข่ กลิ่นวานิลลา และเนยให้เข้ากัน ใส่ส่วนผสมของแห้ง คนให้เข้ากัน ใส่อัลมอนด์อบและบลูเบอร์รีแห้ง คนให้กระจายทั่วดี นวลแป้งลงบนโดบิสกิต คลึงให้เป็นแท่งยาว จัดวางลงบนถาดอบ อบเป็นเวลา 45 นาที พักไว้ให้เย็นสนิท ใช้มีดสไลซ์กันตูชินีให้หนาประมาณ 1/2 เซนติเมตร จัดเรียงลงบนถาดอบ นำเข้าอบอีก 30 นาทีที่อุณหภูมิ 130 องศาเซลเซียส โปรแกรมพัดลม โดยนำออกมาพลิกด้านเมื่อเวลาผ่านไปครึ่งหนึ่ง พักไว้ให้เย็นสนิท พร้อมรับประทาน

  กล้วยหอมและแครอตเป็นผักและผลไม้ที่มีรสหวาน คุณแม่จึงน่าจะนำมาทำอาหารและขนมให้เด็กๆได้รับประทาน เค้กนี้ใส่ทั้งกล้วยหอมและแครอต และยังเพิ่มข้าวโอ๊ตด้วย วิธีทำก็ง่าย ให้เด็กๆ ช่วยตักใส่ถ้วย รอลุ้นสักครู่ก็ได้กินเค้กสุขภาพอร่อยๆ   ส่วนผสม (12-15 ชิ้น) แป้งสาลีอเนกประสงค์  1 1/2 ถ้วย ข้าวโอ๊ต 1 ถ้วย เบกกิงโซดา 1/2 ช้อนชา กล้วยหอมสุกบดละเอียด 1 1/2 ถ้วย แครอตขูดเป็นชิ้นเล็กๆ 1 ถ้วย ช็อกโกแลตชิป 1/2 ถ้วย เนยสดเค็มละลาย 1/2 ถ้วย น้ำตาลทรายเม็ดละเอียด 1 ถ้วย นมสดจืด 1 1/2 ถ้วย ไข่ไก่ 2 ฟอง กลิ่นวานิลลา 1 1/2 ช้อนชา เกลือป่น 1/4 ช้อนชา วิธีทำ ผสมกล้วยหอม แครอต นมสด ไข่ไก่ เนย น้ำตาล เกลือ และกลิ่นวานิลลา คนให้เข้ากัน เตรียมไว้ ผสมแป้งสาลี ข้าวโอ๊ต และเบกกิงโซดาเข้าด้วยกัน ใส่ในส่วนผสมกล้วย คนให้เข้ากัน ตัดใส่ถ้วยคัปเค้กหรือถาดอบมัฟฟิน ประมาณ 3/4 ของพิมพ์ โรยช็อกโกแลตชิป แล้วอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียสนาน 20-25 นาทีหรือจนสุก ยกออกจากเตา พักไว้พออุ่นๆ จัดใส่จาน

  “จุ๊บจุ๊บจุ๊บ ขอบคุณที่ดูแลแพรมาตั้ง 20 ปีนะคะ รักที่สุดเลย”   ป้าเจี๊ยบได้รับไลน์ข้อความนี้ในวันเกิดน้องแพรค่ะ เผลอแป๊บเดียวเด็กเป็ดของป้าเจี๊ยบอายุ 20 ปีแล้วหรือนี่?!?    วันเกิดปีที่แล้วป้าเจี๊ยบทำเค้กมะนาวที่ตกแต่งหน้าเป็นเป็ดสีเหลืองลายพร้อย ปีนี้ก็ไม่หนีธีมเป็ด! ทำเป็นเค้กเจลลีมะนาวรูปเป็ดและคุกกี้มะนาวรูปเป็ดสีเหลืองให้น้องแพรไปเลี้ยงเพื่อนๆ ที่มหาวิทยาลัย   น้องแพรกลับมาเล่าว่าเพื่อนๆ มีเค้กตกแต่งด้วยเป็ดน่ารักในอิริยาบถต่างๆ มาเซอร์ไพรส์ด้วย แล้วก็โดนเพื่อนบางคนแหย่โดยเอาโครงเป็ดย่างสามสี่ตัวใส่ห่อมาให้ พอเปิดเห็นแล้วน้องแพรร้องไห้เลย บอกว่าเพื่อนใจร้าย รู้ว่าแพรรักเป็ด ไม่ชอบให้ใครฆ่าเป็ด ไม่แตะต้องอาหารที่ทำจากเป็ด ยังมาแกล้งกันได้...ป้าเจี๊ยบเลยกอดปลอบขวัญน้องแพรซะแน่น   เดือนพฤศจิกายนนี้พี่มิ้นต์ก็อายุครบ 24 ปี หลานสาวทั้งสองของป้าเจี๊ยบโตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว  อืม...นี่หมายความว่าป้าเจี๊ยบแก่จัดได้ที่แล้วสินะ...อิอิ   วันเกิดพี่มิ้นต์คราวนี้ตรงกับวันที่ป้าเจี๊ยบต้องไปทำงานที่กวางเจา รายการกินกันวันเสาร์เลยจัดเลี้ยงให้ล่วงหน้าค่ะ เรื่องเค้กไม่ต้องห่วงอีกแล้ว เพราะพี่มิ้นต์โชว์ฝีมือเองได้ยอดเยี่ยม   แต่ป้าเจี๊ยบมีของชำร่วยไว้แจกค่ะ เป็นขนมที่พี่มิ้นต์ น้องแพร และสาวๆ ในครอบครัวชอบกันมาก ชื่อว่าเลมอนสแควร์ เป็นของหวานประเภททาร์ต (Tart)   ป้าเจี๊ยบเริ่มทำด้วยการเตรียมถาดกระเบื้องสี่เหลี่ยมขนาด 8 × 8 × 2 นิ้ว ซึ่งลุงจั่นให้เป็นของขวัญ โดยนำอะลูมินัมฟอยล์ 2 แผ่นมาปูถาดให้ริมยื่นออกมาเหนือขอบทั้งสี่ด้าน แล้วพับลงด้านนอก เพื่อที่จะได้ยกทาร์ตที่เสร็จแล้วออกมาตัดเป็นชิ้นๆ ได้สะดวก   เสร็จแล้วลงมือทำตัวแป้งทาร์ต ใส่แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ถ้วยตวงและน้ำตาลไอซิง 1/4 ถ้วยตวงลงในชาม ใช้ตะกร้อมือคนส่วนผสมทั้งสองให้เข้ากัน   จากนั้นใส่เนยสดรสเค็ม 1/2 ถ้วยตวงที่วางทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องลงไป ใช้มือคลุกเคล้าให้เข้ากัน นำไปกรุลงในถาดที่เตรียมไว้ กดให้เรียบสม่ำเสมอ ยกไปแช่ไว้ในตู้เย็นประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วนำออกมาอบด้วยเตาอบติ๊งติ๊งที่ตั้งปุ่มความร้อน 175 องศาเซลเซียส/350 องศาฟาเรนไฮต์ ปุ่มไฟบน-ล่าง ปุ่มเวลา 20 นาที พอได้ยินเสียงติ๊งก็ยกออกมาวางพักไว้   ระหว่างที่อบแป้งทาร์ต ป้าเจี๊ยบหยิบเลมอนมาขูดผิวเป็นฝอยเล็กๆ ระมัดระวังไม่ให้โดนผิวส่วนสีขาวๆ เพราะส่วนนี้จะขม  จนได้ผิวเลมอน 2 ช้อนชา  จากนั้นนำเลมอนไปคั้นน้ำให้ได้ปริมาณ 1/4 ถ้วยตวง   ป้าเจี๊ยบทำหน้าทาร์ตโดยใส่น้ำตาลทรายละเอียด 1 ถ้วยตวง แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ ผงฟู 1/2 ช้อนชา และเกลือ 1/4 ช้อนชาลงในชาม ใช้ตะกร้อมือคนให้เข้ากัน จากนั้นตอกไข่ไก่เบอร์สาม 3 ฟองใส่ลงไป ตามด้วยผิวเลมอน 2 ช้อนชาและน้ำเลมอน 1/4 ถ้วยตวง ใช้ตะกร้อไฟฟ้าตีด้วยความเร็วปานกลางจนน้ำตาลละลายหมดและส่วนผสมเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน เทลงในถาดแป้งทาร์ต แล้วยกเข้าเตาอบที่ปุ่มความร้อนและไฟเท่าเดิม แต่ปุ่มเวลา 30 นาที...ติ๊ง!!   นำถาดออกจากเตาอบมาวางพักไว้ให้เย็นสนิท แล้วยกแผ่นอะลูมินัมฟอยล์ที่มีทาร์ตวางอยู่ขึ้นมาวางไว้บนเขียง โรยหน้าทาร์ตด้วยน้ำตาลไอซิง ใช้มีดตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 2 × 2 นิ้ว จัดใส่กล่อง กล่องละชิ้น   ของชำร่วยพร้อมแจกแล้วค่ะ

    เค้กสตรอว์เบอร์รีสีแดงสดดูสดใส ถ้าเราทำโดยไม่ตกแต่งหน้าเค้กมากมายนักอาจมองดูคล้ายสเต๊กชิ้นโตได้ วันนี้ได้รับโจทย์ให้ครีเอตขนมในธีมแบบเนื้อสัตว์ จึงมาพร้อมกับเมนู “Strawberry Red Cake with Sweet Red Sauce” หรือ “เค้กสตรอว์เบอร์รีราดซอสเบอร์รี” ขั้นตอนการทำง่ายๆ ไม่ซับซ้อน   ส่วนผสม Strawberry Coulis (ซอสสตรอว์เบอร์รี) สตรอว์เบอร์รีแช่แข็ง 500 กรัม น้ำตาลทรายขาว 1/2 ถ้วยตวง วิธีทำ ต้มสตรอว์เบอร์รีแช่แข็งและน้ำตาลจนสตรอว์เบอร์รีนิ่มดี นำมาบดผ่านกระชอนตาถี่จะได้ซอสสตรอว์เบอร์รี เก็บไว้ได้ประมาณ 2 สัปดาห์ในช่องแช่เย็น ส่วนผสม Strawberry Chiffon Cake (เค้กชิฟฟอนสตรอว์เบอร์รี) ปริมาณ : 1-เค้ก 12” x 14” ส่วนผสมที่ 1 ของเหลว ซอสสตรอว์เบอร์รีบด 100 กรัม                                   กลิ่นสตรอว์เบอร์รี  2 ช้อนชา                       น้ำมันพืช 65 กรัม                         สีผสมอาหารสีแดง (ไม่ใส่ก็ได้) 1/2 ช้อนชา                    ส่วนผสมที่ 2 เก็บตก น้ำตาลทรายขาว55 กรัม  เกลือป่น 1/4 ช้อนชา                    ไข่แดง  5 ฟอง               ส่วนผสมที่ 3 ของแห้ง แป้งเค้ก 120 กรัม  ผงฟู  1 ช้อนชา                       ส่วนผสมที่ 4 เมอแรงก์ ไข่ขาว5 ฟอง  น้ำตาลทรายขาว   70 กรัม                         ครีมออฟทาร์ทาร์ 1/2 ช้อนชา        วิธีทำ เปิดเตาอบไฟบน-ล่างที่อุณหภูมิประมาณ 350 องศาฟาเรนไฮต์  เตรียมพิมพ์เค้กโดยทาเนย ปูกระดาษไข และทาเนยทับอีกครั้ง ผสมของเหลวส่วนที่ 1 เข้าด้วยกันในชามผสม เติมส่วนผสมที่ 2 ลงไป ใช้ที่ตีไข่คนพอเข้ากัน แต่ไม่ต้องตีจนเป็นฟอง ร่อนส่วนผสมที่ 3 เข้าด้วยกัน เทลงในชามผสม  คนให้เข้ากันโดยไม่ต้องตีให้ขึ้นฟู ในขณะเดียวกันทำ French Meringue โดยตีไข่ขาวและครีมออฟทาร์ทาร์ด้วยความเร็วสูงจนตั้งยอดอ่อน  ลดความเร็วลง ค่อยๆ เทน้ำตาลทีละน้อยจนหมด  เร่งความเร็วขึ้น ตีจนตั้งยอดแข็ง (อย่าตีมากเกินไป) ใช้พายยางค่อยๆ ผสมเมอแรงก์ลงในส่วนผสมในชามผสมจนหมด (อย่าคนนานเกินไป)  เทส่วนผสมลงในพิมพ์เค้กที่เตรียมไว้  นำเข้าเตาอบประมาณ 15 นาทีหรือจนเค้กสุกดี ส่วนผสม Light Cream Cheese Frosting (ครีมชีสฟรอสติง) ครีมชีส 200 กรัม                                   น้ำตาลไอซิง 1/2 ถ้วยตวง                   ชีสมาสคาร์โปเน 100 กรัม                                   วิปปิงครีม ตีจนตั้งยอดปานกลาง 150 กรัม                                   น้ำเลมอนตามชอบ 1 1/2-2 ช้อนชา  วิธีทำ ค่อยๆ ตีครีมชีสด้วยหัวตีรูปใบไม้ ใช้ความเร็วต่ำ จนครีมเนื้อเนียนละเอียดดี ใส่น้ำตาลไอซิ่ง ตีจนเข้ากัน ใส่วิปปิงครีม ชีสมาสคาร์โปเน และน้ำเลมอน ชิมรสตามชอบ วิธีประกอบเข้าด้วยกัน วางเค้กชั้นแรก ปาดครีมชีสฟรอสติงให้หนาตามชอบ วางเค้กทับลงไปอีกชั้น ปาดครีมด้านบนให้สวยงาม นำไปตัดและตกแต่งได้ตามชอบ เสิร์ฟบนจาน ราดซอสสตรอว์เบอร์รี วางสตรอว์เบอร์รีสดเพื่อตกแต่งจานและกินคู่กับเค้ก 

  ฉลองคริสต์มาสหรือปีใหม่ด้วยเค้กช็อกโกแลตสไตล์โฮมเมดที่ทำเองได้ง่ายๆ เนื้อช็อกโกแลตเข้มข้น ตกแต่งด้วยครีมสดและเบอร์รีสด   ส่วนผสมเนื้อเค้ก (ขนาด 2 ปอนด์) แป้งสาลีอเนกประสงค์ 180 กรัม  น้ำตาลทรายเม็ดละเอียด 315 กรัม เบกกิงโซดา  1/4 ช้อนชา  ผงฟู 2 ช้อนชา เนยสดจืด (อุณหภูมิห้อง) 70 กรัม ไข่ไก่ (อุณหภูมิห้อง) 2 ฟอง ผงโกโก้ 55 กรัม นมสด (อุณหภูมิห้อง) 1 ถ้วย เกลือป่น 1/8 ช้อนชา กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา ส่วนผสมตกแต่งด้วยผลไม้ สตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี ราสป์เบอร์รี แบล็กเบอร์รี และเชอร์รี วิธีทำ เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส ไฟบน-ล่าง เตรียมพิมพ์ตัดกระดาษไขปูด้านล่างและด้านข้างของพิมพ์ (พิมพ์ 7 นิ้ว จำนวน 3 พิมพ์) ร่อนแป้งสาลี เบกกิงโซดา ผงฟู ผงโกโก้ และเกลือเข้าด้วยกันในชามผสม เตรียมไว้ ตีเนยสดกับน้ำตาลด้วยเครื่องตีความเร็วปานกลาง ตีจนเนยขึ้นฟูเบาเป็นสีครีมนวล ใส่กลิ่นวานิลลา ตีให้เข้ากันจนน้ำตาลละลายหมด ใส่ไข่ทีละฟอง หยุดเครื่อง ปาดขอบรอบๆ ชามผสม และตีจนส่วนผสมเข้ากันดี ค่อยๆ เทนมลงไปจนหมด จากนั้นแบ่งแป้งที่ร่อนไว้เป็น 3 ส่วน ลดความเร็วต่ำสุด ใส่ส่วนผสมแป้งที่แบ่งไว้ทีละส่วน ปาดส่วนผสมที่ติดขอบ ตีจนส่วนผสมเข้ากัน เทใส่พิมพ์ทั้ง 3 พิมพ์ที่เตรียมไว้ในปริมาณเท่ากัน  นำเข้าเตาอบ อบจนเนื้อเค้กสุกประมาณ 20-25 นาที ส่วนผสมครีม ตีวิปปิงครีม 2 ถ้วยและน้ำตาลไอซิง 2-3 ช้อนโต๊ะในชามผสมด้วยความเร็วปานกลางจนครีมเนียนฟู ปาดขอบชามผสมให้ส่วนผสมเข้ากันเบาๆ ระวังครีมยุบตัว ไม่ควรตีด้วยความเร็วสูงเพราะครีมจะแยกชั้น วิธีประกอบ วางเค้กบนฐานเค้ก ปาดครีมให้ทั่ว วางเค้กและปาดครีมทั้งหมด 3 ชั้น วางผลไม้สดและดอกไม้ให้สวยงาม

  เค้กมะพร้าวอ่อนยอดนิยมของคุณฝ้ายไม่โรยหน้ามะพร้าวแห้ง เนื้อเค้กนุ่มเบา หอมกลิ่นมะพร้าว รสไม่หวานมาก หอมอร่อยชื่นใจ   ส่วนผสมเนื้อเค้ก (ขนาด 2 ปอนด์) แป้งเค้ก  75  กรัม น้ำตาลทรายป่น  30  กรัม ผงฟู  1  ช้อนชา เกลือ  1/4  ช้อนชา น้ำมะพร้าวอ่อน  60  มิลลิลิตร น้ำมันพืช  40  มิลลิลิตร ไข่ไก่  2  ฟอง น้ำตาลทราย  30  กรัม ครีมออฟทาร์ทาร์  1/4  ช้อนชา ส่วนผสมไส้มะพร้าว น้ำมะพร้าวอ่อน 80 มิลลิลิตร นมข้นจืด 80 มิลลิลิตร น้ำตาลทราย 45 กรัม แป้งข้าวโพด 20 กรัม ผงวุ้น 1 ช้อนชา เนื้อมะพร้าวอ่อน 3 ผล ส่วนผสมครีมตกแต่งหน้า วิปปิงครีม 300 มิลลิลิตร น้ำตาลไอซิงตามชอบ วิธีทำ ต้มส่วนผสมของไส้มะพร้าวทั้งหมดยกเว้นเนื้อมะพร้าวอ่อน ตั้งไฟคนจนส่วนผสมข้นและเดือด ปิดไฟ ใส่เนื้อมะพร้าวอ่อนผสมให้เข้ากัน พักไว้ แยกไข่แดง ไข่ขาว จากนั้นตีไข่ขาวกับน้ำตาลและครีมออฟทาร์ทาร์จนไข่ขาวตั้งยอด พักไว้ ร่อนแป้งเค้ก น้ำตาลป่น ผงฟู และเกลือรวมกัน ใส่น้ำมะพร้าวอ่อน น้ำมันพืช และไข่แดง คนด้วยตะกร้อมือให้เนียนเข้ากันดี นำส่วนผสมใน ข้อ 2 และข้อ 3 มาผสมให้เข้ากัน โดยใช้พายยางตะล่อมเบาๆ เทใส่พิมพ์ขนาด 2 ปอนด์ 2 พิมพ์เท่าๆ กัน นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียสประมาณ 10 นาที หรือจนกว่าเค้กจะสุก จากนั้นแซะออกจากพิมพ์ พักไว้ให้เย็น ประกอบเข้าด้วยกันโดยวางเค้กชิ้นที่ 1 บนฐานรองเค้ก ปาดด้วยไส้มะพร้าวให้ทั่ว วางเค้กชิ้นที่ 2 ตีวิปปิงครีมกับน้ำตาลไอซิงจนขึ้นยอดอ่อน ปาดบนเค้กให้ทั่วชิ้น แช่เค้กในตู้เย็นไว้ประมาณ 3 ชั่วโมงเพื่อให้ไส้อยู่ตัว ตัดเป็นชิ้นเสิร์ฟ

  เค้กนี้มีชื่อว่าซุกเซ่หรือซักเซส (Success) ชื่อขนมที่มีความหมายดีเหมาะกับปีใหม่ที่อวยพรให้คนประสบความสำเร็จ ขนมนี้ประกอบด้วยเมอแรงก์และมีไส้พราลีน สูตรนี้เชฟเพิ่มมูสเข้าไปด้วยเพื่อให้เนื้อเบาขึ้น   ส่วนผสม Hazelnut Dacquoise แป้งเค้ก 115 กรัม ผงเฮเซลนัต 340 กรัม น้ำตาลทราย 600 กรัม ไข่ขาว 560 กรัม วิธีทำ ร่อนแป้ง ผงเฮเซลนัต และน้ำตาล 400 กรัม พักไว้ ตีไข่ขาว ค่อยๆ ใส่น้ำตาลที่เหลือ ตีจนไข่ขาวขึ้นฟูและเนียน ผสมส่วนผสมแป้ง โดยใช้พายยางค่อยๆ ผสมแป้งและไข่ขาวให้เข้ากันอย่างเบามือ (ระวังไม่ให้ไข่ขาวยุบตัว) นำส่วนผสมใส่ถุงบีบ บีบวนเป็นวงกลมบนถาดรองด้วยแผ่นรองอบ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180- 190 องศาเซลเซียสนาน 10-12 นาทีจนสุก ส่วนผสม Flourless Chocolate Sponge เนยจืด 60 กรัม ช็อกโกแลต 210 กรัม อัลมอนด์เพสต์ (Almond Paste) 100 กรัม ไข่แดง 50 กรัม ไข่ขาว  250 กรัม น้ำตาลทราย 85 กรัม วิธีทำ ผสมอัลมอนด์เพสต์กับไข่แดงทีละฟอง เพื่อทำให้ส่วนผสมนุ่ม ละลายช็อกโกแลตกับเนยเข้าด้วยกัน เทผสมกับอัลมอนด์เพสต์ ตีไข่ขาวกับน้ำตาลให้ขึ้นฟูจนตั้งยอดแข็ง ผสม 1/3 ของไข่ขาวลงในส่วนผสมช็อกโกแลต คนให้เข้ากันเพื่อให้เนื้อสัมผัสอ่อนตัว จากนั้นผสมส่วนที่เหลือให้เข้ากันอย่างเบามือ ปาดส่วนผสมลงในพิมพ์ อบที่อุณหภูมิ 180-190 องศาเซลเซียสจนสุกดี พักไว้ให้เย็น ส่วนผสม Hazelnut Nougatine น้ำตาลทราย 150 กรัม เนยจืด 125 กรัม น้ำเปล่า 10 กรัม เฮเซลนัตสับหยาบ 175 กรัม วิธีทำ   ผสมน้ำตาล น้ำ และเนยลงในหม้อ ตั้งไฟอ่อนจนส่วนผสมข้น ใส่เฮเซลนัต แล้วเทลงบนกระดาษไข อบในเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส ยกออก พักให้เย็น สับหยาบๆ พักไว้เพื่อผสมกับเนื้อมูสช็อกโกแลต ส่วนผสม Dark Chocolate Mousse เคลมอังเกลส (Crème Anglaise) 600 กรัม วิปปิงครีม 900 กรัม ช็อกโกแลตละลาย 680 กรัม Hazelnut Nougatine วิธีทำ ผสมช็อกโกแลตกับเคลมอังเกลสเข้าด้วยกัน ผสมวิปปิงครีมที่ตีจนตั้งยอดอ่อน 1/3 ส่วนเข้ากับช็อกโกแลต คนให้เข้ากัน จากนั้นค่อยๆ ผสมวิปปิงครีมส่วนที่เหลือลงไป ระวังอย่าให้ช็อกโกแลตแยกตัว ผสม Hazelnut Nougatine ที่เตรียมไว้ลงในเนื้อมูส ส่วนผสม Hazelnut Praline Cremeux วิปปิงครีม (1) 100 กรัม พราลีนเฮเซลนัต 700 กรัม วิปปิงครีม (2) 350 กรัม วิธีทำ ต้มครีม (1) ให้เดือด เทลงพราลีน ผสมให้เข้ากัน ค่อยๆ ผสมครีม (2) ลงไป คนให้เข้ากัน วิธีประกอบ นำ Dark Chocolate Mousse ผสม Hazelnut Nougatine แล้วใส่ลงในพิมพ์ 2/3 ของพิมพ์ จากนั้นใส่ flourless chocolate sponge ลงไป แล้วจึงปิดด้วยมูส ปาดให้เรียบเสมอพิมพ์ แช่ในช่องฟรีซให้แข็งตัว นำมูสออกจากพิมพ์ วางบน Hazelnut Dacquoise บีบ Hazelnut Praline Cremeux บนมูสช็อกโกแลต ตกแต่งให้สวยงามตามชอบ

  เมื่อถึงเทศกาลคริสต์มาสร้านขนมฝรั่งเศสนิยมทำเค้กขอนไม้ให้เข้ากับช่วงเทศกาล เชฟใช้ส้มยูซุสดจากญี่ปุ่นทำคอมโพต เพื่อให้ตัดรสเข้มข้นของเฮเซลนัตพราลีน   ส่วนผสมช็อกโกแลตสปองจ์ (Chocolate Sponge) เนยจืดละลาย 300 กรัม แป้งเค้ก 370 กรัม น้ำตาลไอซิง 180 กรัม เกลือป่น 4 กรัม ผงฟู 15 กรัม ไข่ไก่ 7 ฟอง นมสด 75 มิลลิลิตร วิธีทำ ร่อนแป้ง น้ำตาลไอซิง เกลือ และผงฟูเข้าด้วยกัน ตีไข่ด้วยเครื่องผสมหัวตีใบไม้ เติมส่วนผสมแป้ง นม และเนย ผสมให้เข้ากัน แช่ไว้ในตู้เย็น 1 คืน เทใส่พิมพ์ อบที่อุณหภูมิ 220 องศาเซลเซียส พักไว้ให้เย็น ส่วนผสมคริสปี้ช็อกโกแลตพราลีน (Crispy Chocolate Praline) ช็อกโกแลตนมละลาย 200  กรัม พราลีนเฮเซลนัต 100 กรัม เนยจืดละลาย 70 กรัม ครัมเบิล 300  กรัม วิธีทำ ผสมช็อกโกแลต เนย และพราลีนเข้าด้วยกัน ใส่ครัมเบิล คนให้เข้ากัน ปาดลงบนเนื้อสปองจ์หนา 5 มิลลิเมตร พักไว้ ส่วนผสมยูซุคอมโพต (Yuzu compote) ผลยูซุสด 400 กรัม เนยจืด 30 กรัม น้ำตาลทราย 180 กรัม แป้งข้าวโพด 5 กรัม น้ำเปล่า 100 มิลลิลิตร วิธีทำ ต้มผลยูซุกับน้ำจนเดือด ตักขึ้นมาสับหยาบๆ แล้วลงผัดในกระทะด้วยไฟอ่อนกับเนย จนเป็นคาราเมลอ่อนๆ เติมน้ำตาลและน้ำ ต้มจนน้ำงวด บดยูซุให้ละเอียด เติมแป้งข้าวโพดละลายน้ำเล็กน้อย ต้มต่อให้เดือด คอยคนไม่ให้ติดก้นหม้อ พักในตู้เย็น เมื่อเย็นแล้ว นำไปปาดลงบนคริสปี้ช็อกโกแลตพราลีนให้หนา 5 มิลลิเมตร พักไว้ในช่องแช่แข็งให้ส่วนประกอบสปองจ์ คริสปี้พราลีน และยูซุคอมโพตแข็งตัว ส่วนผสมมูสจันดูญ่า (Gianduja Mousse) นมสด 500 มิลลิลิตร ช็อกโกแลตนมผสมเฮเซลนัต 750 กรัม วิปปิงครีม 1,000 มิลลิลิตร วิธีทำ ต้มนมให้เดือด เทนมเดือด 1/3 ส่วนใส่ช็อกโกแลต คนส่วนผสมให้เข้ากัน จากนั้นค่อยๆ เทนมส่วนที่เหลือลงไป คนให้ส่วนผสมเข้ากัน ตีวิปปิ้งครีมให้ตั้งยอดอ่อน ตะล่อมกับส่วนผสมช็อกโกแลต เทลงพิมพ์แล้วแช่แข็งทันที วิธีประกอบ เทมูสจันดูญ่าใส่ 2/3 ของพิมพ์ วางสปองจ์ คริสปี้พราลีน และคอมโพตที่แช่แข็งไว้ กดให้เนื้อมูสล้นขึ้นด้านข้าง เติมเนื้อมูสให้เต็ม ปาดให้เรียบ แช่ในช่องแช่แข็ง เมื่อแข็งตัวดีถอดออกจากพิมพ์ ตกแต่งให้สวยงามด้วยช็อกโกแลต

  เค้กน่ารักที่ทำให้เหมือนป่าจำลอง ดินทำจากเค้กใส่ผงโกโก้ ต้นไม้ ใบไม้ทำจากช็อกโกแลต และเห็ดทำจากเมอแรงก์ สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์พูนสุข   ส่วนผสมเค้ก (สำหรับ 4 ปอนด์) แป้งเค้ก 60 กรัม น้ำตาลทราย 60 กรัม น้ำมันพืช 30  กรัม น้ำเปล่า 40 กรัม ไข่ไก่ (แยกไข่ขาวและไข่แดง) 3  ฟอง ส่วนผสมน้ำสำหรับพรมเค้ก น้ำกาแฟสด  40 กรัม เหล้ารัม 20 กรัม ส่วนผสมครีมทีรามิสุ    น้ำตาลทราย 60 กรัม ไข่แดง 1 ฟอง ชีสมาสคาร์โปน 120  กรัม วิปปิงครีม 80 กรัม ส่วนผสมและวิธีทำเมอแรงก์เห็ด น้ำตาลทราย 50 กรัม ไข่ขาว 35 กรัม ครีมออฟทาร์ทาร์ 1/8 ช้อนชา แป้งข้าวโพด 1 1/2 ช้อนชา น้ำเปลา 1 1/2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่นเล็กน้อย ผสมแป้งข้าวโพดกับน้ำให้เข้ากัน ตีไข่ขาวกับครีมออฟทาร์ทาร์ น้ำตาล และเกลือ ใส่แป้งข้าวโพด ตีจนตั้งยอดแข็ง ใส่ถุงบีบ บีบเป็นรูปเห็ด นำเข้าอบ 90 องศาเซลเซียส นาน 2 ชั่วโมง วิธีทำต้นไม้ ผสมช็อกโกแลตคอมพาวด์ 200 กรัม กับคอร์นไซรัป 70 กรัม ตั้งไฟจนเข้ากัน พักให้เย็นและปั้นเป็นต้นไม้ วิธีทำใบไม้ ผสมฟองดองต์สำเร็จรูปกับสีเจลสีเขียว แล้วปั้นเป็นใบไม้ วิธีทำดิน ใช้สูตรเดียวกับเนื้อเค้กและเติมผงโกโก้จนเป็นสีน้ำตาลตามต้องการ อบให้สุก แล้วยีเนื้อเค้กจนป่น นำไปอบอีกครั้งจนแห้งคล้ายดิน วิธีทำ ทำเค้กโดยแบ่งน้ำตาล 20 กรัมตีกับไข่แดงจนน้ำตาลละลาย ใส่น้ำมันพืช ตีให้เข้ากัน ใส่น้ำเปล่าแล้วตีให้เข้ากัน ใส่แป้งเค้ก ผสมให้เข้ากัน พักไว้ ตีไข่ขาวกับน้ำตาลที่เหลือจนตั้งยอด ตักใส่ส่วนผสมไข่แดง ตะล่อมเบาๆ ด้วยพายยางจนเข้ากัน ตักใส่ถาดเข้าอบที่อุณหภูมิ 190 องศาเซลเซียส นาน 20 นาที พักให้เย็น แล้วตัดตามแนวนอนเป็น 2 ชิ้น ทำครีมทีรามิสุโดยตีไข่แดงกับน้ำตาลจนน้ำตาลละลาย ใส่ชีสมาสคาร์โปน ตีให้เข้ากัน ใส่วิปปิงครีม ตีต่อให้เข้ากัน แช่เย็นพักไว้ ผสมน้ำกาแฟสดและเหล้ารัม ใช้แปรงจุ่มแล้วพรมลงบนเค้กให้ทั่ว ปาดด้วยครีมทีรามิสุ วางเค้กชิ้นที่ 2 พรมน้ำกาแฟและปาดด้วยครีมทีรามิสุอีกครั้ง โรยด้วยเค้กดินสีน้ำตาล ตกแต่งด้วยต้นไม้ ใบไม้ เห็ด และทำแอ่งน้ำจากแป้งมันผสมน้ำและใส่สีฟ้าเล็กน้อย

  เค้กสีสันสดใสลายกราฟิก แสดงถึงความสุขและความหวังในอนาคต สวยจากสีสันที่ต่างกันของผลไม้ที่หั่นเป็นชิ้นเท่ากัน แสดงถึงการประกอบกันของสิ่งเล็กๆ จนเป็นก้อนที่แข็งแรงและมีชีวิตชีวา   ส่วนผสมเนื้อเค้ก (ขนาด 4 ปอนด์) แป้งเค้ก 50 กรัม นมสด 20 กรัม น้ำตาลทรายเบเกอรี่ชนิดละเอียด 50 กรัม ไข่ไก่ (แยกไข่แดงไข่ขาว) 3 ฟอง      ส่วนผสมครีมตกแต่งหน้า วิปปิงครีม 1,000 มิลลิลิตร น้ำตาลทรายเบเกอรี่ชนิดละเอียด 90 กรัม ผลไม้สำหรับตกแต่งหน้า แอปเปิล แก้วมังกร มะม่วงสุก ส้ม กีวี เมลอน สตรอว์เบอร์รี และบลูเบอร์รี หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดเท่ากัน และสตรอว์เบอร์รีหั่นบางสำหรับวางระหว่างชั้นเค้ก วิธีทำ แบ่งน้ำตาลครึ่งหนึ่งผสมกับไข่แดงตีด้วยเครื่องผสมจนเข้ากัน ใส่นม คนให้เข้ากัน ตีไข่ขาวกับน้ำตาลที่เหลือจนตั้งยอด ใส่ในส่วนผสมไข่แดง คนให้เข้ากันด้วยตะกร้อมือ ใส่แป้งทั้งหมดลงผสม คนให้เข้ากัน เทใส่ถาดที่ทาน้ำมันและรองด้วยกระดาษไข เกลี่ยให้เสมอกัน นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 190 องศาเซลเซียสนาน 20 นาที ยกออกจากเตา พักไว้ให้เย็น ทำครีมสำหรับตกแต่งหน้าโดยตีวิปปิงครีมและน้ำตาลด้วยเครื่องตีให้เข้ากันจนตั้งยอดอ่อน พักไว้ในตู้เย็น วางเนื้อเค้ก ทาครีม วางสตรอว์เบอร์รีหั่นบางและปาดด้วยครีม ทำตามขั้นตอนเดิมอีกชั้น วางเนื้อเค้กและปาดครีมให้เรียบ ค่อยๆ เรียงผลไม้หั่นชิ้นสี่เหลี่ยมสลับกันให้สวยงาม

  ส่วนผสม ไข่ไก่เบอร์ 0 4 ฟอง น้ำตาลทราย 145 กรัม น้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1/4 ช้อนชา เนยละลาย 113 กรัม วานิลลา 1 ช้อนชา แป้งสาลีอเนกประสงค์ 50 กรัม ผงโกโก้ 35 กรัม นมอุ่น 2 ถ้วย ครีมออฟทาร์ทาร์ 1/4 ช้อนชา น้ำตาลไอซิงสำหรับโรยหน้า วิธีทำ แยกไข่ขาวและไข่แดง เตรียมไว้ ตีไข่แดงกับน้ำตาลและน้ำจนฟูและเป็นสีเหลืองอ่อน ใส่เนย เกลือ และวานิลลา คนให้เข้ากัน ใส่แป้งสาลีจนหมด เมื่อส่วนผสมเข้ากันดีใส่นมทีละถ้วย ตีจนเข้ากันดี ตีไข่ขาวกับครีมออฟทาร์ทาร์จนตั้งยอดแข็ง ตะล่อมลงในส่วนผสมไข่แดง เทใส่พิมพ์ อบนานประมาณ 40 นาที ยกออกจากเตาอบ พักไว้บนตะแกรงจนเย็น โรยน้ำตาลไอซิง ตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม  

  ส่วนผสม ไข่ไก่เบอร์ 0  4 ฟอง น้ำตาลทรายแดง 150 กรัม วานิลลา 1 ช้อนชา เกลือป่น 1/2 ช้อนชา เนย 113 กรัม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 115 กรัม นมอุ่น 2 ถ้วย น้ำตาลไอซิงสำหรับโรยหน้า อุปกรณ์  พิมพ์สี่เหลี่ยมขนาด 8”x 8” ทาเนย โรยแป้ง เตรียมไว้   วิธีทำ แยกไข่ขาวและไข่แดง เตรียมไว้ ละลายเนยบนไฟปานกลางจนตะกอนเป็นสีน้ำตาล (ติดก้นหม้อ) เทเนยใส พักไว้ให้เย็น ตีไข่แดงกับน้ำตาลทรายแดงจนฟูนวล ใส่เนยละลาย เกลือ และวานิลลา คนให้เข้ากัน ใส่แป้งสาลีจนหมด ตีให้เข้ากัน ใส่นมทีละถ้วยจนหมด คนให้เข้ากัน ตีไข่ขาวจนตั้งยอดแข็ง ตะล่อมลงในส่วนผสมไข่แดง เทใส่พิมพ์ อบนาน 50-60 นาทีจนหน้าเป็นสีเหลืองทอง ยกออกจากเตา พักไว้บนตะแกรงจนเย็น โรยน้ำตาลไอซิง ตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม

  ส่วนผสม ไข่ไก่เบอร์ 0 4 ฟอง น้ำตาลทราย 120 กรัม เนยละลาย 113 กรัม น้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ น้ำส้มสายชู 1 ช้อนชา แป้งสาลีอเนกประสงค์ 90 กรัม นมอุ่น 2 ถ้วย วานิลลา 1 ช้อนชา น้ำตาลไอซิงสำหรับโรยหน้า อุปกรณ์ พิมพ์สี่เหลี่ยมขนาด 8“ x 8” ทาเนย โรยแป้ง เตรียมไว้   วิธีทำ แยกไข่ขาวและไข่แดง เตรียมไว้ ตีไข่แดงกับน้ำตาลจนฟูและเป็นสีเหลืงอ่อน ใส่เนยและน้ำ คนให้เข้ากัน ใส่แป้งสาลีจนหมด เมื่อส่วนผสมเข้ากันดีใส่นมทีละถ้วย ตีไข่ขาวกับน้ำส้มสายชูจนตั้งยอดแข็ง ตะล่อมลงในส่วนผสมไข่แดง เทใส่พิมพ์ อบที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียสประมาณ 40 นาที ยกออกจากเตา พักไว้บนตะแกรงจนเย็น โรยน้ำตาลไอซิง ตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม

  ช่วงอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ป้าเจี๊ยบอยู่บ้านจริงจังมากค่ะ ไม่ออกไปไหนเลยเป็นเดือน รายการกินกันวันเสาร์ก็งดทุกเสาร์ วันข้าวแช่แห่งชาติของครอบครัวที่จัดทุกสงกรานต์ก็ไม่มี   ป้าเจี๊ยบไม่เหงานะคะ ถึงไม่ได้ทำงานประจำหรือออกไปท่องเที่ยว แต่ก็มีเรื่องทำโน่นทำนี่ตลอดเวลา งานที่ยืดเยื้อเรื้อรังมากคือตรวจวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาทางออนไลน์จนตาลาย   วันไหนทำของกินเกินกระเพาะตัวเองก็จะโทรเรียกแม่แอนหรือน้องแพรมาช่วยแบ่งไปกิน แหม! ก็บ้านอยู่ห่างกันตั้ง 3 เมตร!!!   ตู้เย็นและตู้วิลลาที่เพื่อนๆ ตั้งสมญาให้มีวัตถุดิบสารพัดตามชื่อจริงๆ ป้าเจี๊ยบสามารถอยู่บ้านได้หลายเดือนโดยไม่ต้องออกไปไหน ทั้งๆ ที่ไม่ได้เตรียมตุนไว้เหมือนคนอื่น ของบางอย่างที่เก็บไว้นานได้โอกาสนำออกมาจัดการก่อนหมดอายุ ถือเป็นเรื่องดีเหมือนกันค่ะ   วันนี้ค้นช่องเก็บผักดูว่ามีอะไรเหลืออยู่บ้างจะได้เตรียมรายการสั่งซื้อของสดเข้าบ้าน เจอแอปเปิลเขียว 1 ผล!  โอ้โฮ! อันนี้นานมาก ผิวเริ่มออกอาการนุ่ม มีรอยช้ำนิดๆ จะกินสดก็ไม่น่าอร่อยแล้ว เอาไปทำขนมดีกว่า คิดแล้วก็ทำเลยสิคะ ว่างมากนักนี่ อิอิ!   ปอกเปลือกแอปเปิล ผ่าเป็นชิ้น เอาไส้กลางออก แล้วหั่นเนื้อแอปเปิลเป็นชิ้นเล็กๆ ขนาดประมาณครึ่งเซนติเมตร ลองตวงดูว่าได้เท่าไร่  ว้าว! 1 ถ้วยตวงพอดิบพอดี...เป๊ะเวอร์    ป้าเจี๊ยบเทแอปเปิลชิ้นเล็กๆ 1 ถ้วยตวงลงในชาม ตักน้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะและผงอบเชย 1/2 ช้อนชาใส่ลงไปคลุกให้เข้ากัน พักไว้ จากนั้นเตรียมส่วนผสมอื่นๆ ไว้ใช้ เริ่มจากใส่น้ำตาลทรายแดง 3 ช้อนโต๊ะกับผงอบเชย 1/2 ช้อนชาลงในถ้วย คนให้เข้ากัน พักไว้  ตามด้วยสับวอลนัตเป็นชิ้นหยาบๆ 1/3 ถ้วยตวง พักไว้ แล้วหยิบถาดอบขนมปังแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 7 x 3 นิ้วมาทาน้ำมันคาโนลาบางๆ จนทั่ว ปูทับด้วยกระดาษไขแบบเผื่อด้านข้างให้สูงเกินขอบไว้ เวลาเอาขนมออกจะได้ยกขึ้นง่ายๆ   เริ่มเตรียมชามแห้งโดยมีแป้งสาลีอเนกประสงค์ 3/4 ถ้วยตวง ผงฟู 1 ช้อนชา ผงวานิลลา 1/2 ช้อนชา ใช้ตะกร้อมือคนให้เข้ากัน พักไว้ แล้วทำชามเปียกด้วยการตีเนยแท้รสเค็ม 1/4 ถ้วยตวงกับน้ำตาลทราย 1/3 ถ้วยตวงด้วยตะกร้อไฟฟ้า ใช้ความเร็วปานกลาง จนกระทั่งไม่ได้ยินเสียงแกรกๆ ของน้ำตาลทรายก็ใส่ไข่ไก่เบอร์หนึ่ง 1 ฟองลงไป ตีต่อจนได้เป็นเนื้อครีมเนียนๆ จึงหยุดตี   เทส่วนผสมชามแห้งลงในส่วนผสมชามเปียกพร้อมกับนมสด 1/4 ถ้วยตวง ใช้พายซิลิโคนตะล่อมให้ส่วนผสมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน ป้าเจี๊ยบแบ่งแป้งที่ผสมแล้วออกเป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน เทส่วนแรกลงในถาดอบ เกลี่ยให้เรียบเสมอกัน ตักส่วนผสมแอปเปิลครึ่งหนึ่งโรยลงไปให้ทั่ว  ตามด้วยวอลนัตและน้ำตาลทรายแดงอย่างละครึ่งหนึ่งของที่เตรียมไว้    ต่อไปทำอีกชั้นเหมือนกันจากของที่เหลืออยู่ ใช้ช้อนกดผิวหน้าเบาๆ ให้เรียบ ยกถาดเข้าเตาอบที่ปุ่มความร้อน 175 องศาเซลเซียส หรือ 350 องศาฟาเรนไฮต์ ปุ่มไฟบน-ล่าง และปุ่มเวลา 35 นาที พอได้ยินเสียงติ๊งป้าเจี๊ยบก็ยกถาดออกมาโรยหน้านิดๆ ให้ทั่วด้วยเกลือหิมาลัย วางถาดพักไว้ประมาณ 15 นาทีจึงยกกระดาษไขขึ้นเพื่อนำขนมออกจากถาด    หลังจากพักไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง ป้าเจี๊ยบผสมน้ำตาลไอซิง 3 ช้อนโต๊ะกับน้ำมะนาว 1 ช้อนชา คนให้เข้ากัน แล้วราดเป็นทางยาวๆ บนหน้าขนม เป็นอันว่าเรียบร้อย   ป้าอี๊ด...สมาชิกร่วมชายคารีบแสดงตัวทันที บอกว่าท้องร้องตั้งแต่ได้กลิ่นขนมหอมฟุ้งระหว่างอบ  ป้าเจี๊ยบจึงหยิบมีดใบเลื่อยมาหั่นเป็นชิ้นๆ หนาประมาณครึ่งนิ้ว  เสิร์ฟป้าอี๊ดและตัวเองคนละชิ้นทั้งๆ ที่ควรรอ เพราะขนมแบบนี้ต้องทิ้งไว้อย่างน้อยครึ่งวันถึงจะอร่อย หุหุ!   กินเสร็จแล้วก็มองหน้ากัน  เอิ่ม...ถึงจะเก็บไว้กินอีกมื้อก็ยังเหลืออีกเยอะนี่ รอช้าทำไม...โทรถามเพื่อนบ้านข้างเคียงว่าสนไหม?   ไม่เกิน 3 นาที แม่แอนก็ถือจานเปล่าเดินยิ้มเข้ามา อิอิ!  

  สูตรนี้ฮิตสุดๆ ทำง่ายในขั้นตอนเดียว ทั้งนุ่ม ทั้งแน่น หอมกลิ่นนมจากวิปปิงครีมและรสครีมชีสเน้นๆ   ส่วนผสม ครีมชีสพักไว้ในอุณหภูมิห้อง 400 กรัม น้ำตาลทราย 130 กรัม ไข่ไก่เบอร์หนึ่ง 3 ฟอง แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ ผงวานิลลา 2 ช้อนชา วิปปิงครีม 3/4 ถ้วย พิมพ์เค้กขนาด 3 ปอนด์ (หรือขนาด 8 นิ้ว) วิธีทำ   ตีครีมชีสกับน้ำตาลด้วยเครื่องตีไฟฟ้าจนเนียนเข้ากัน ใส่ไข่ทีละฟอง ตีให้เข้ากัน ใส่วิปปิงครีมตีต่อให้เข้ากันจนฟูเป็นครีมข้นๆ ใส่แป้งข้าวโพดและผงวานิลลา ตะล่อมเบาๆให้เข้ากัน เทใส่พิมพ์เค้กที่รองด้วยกระดาษรองอบ เคาะเบาๆ อบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียสประมาณ 50-60 นาที ปิดไฟเตาอบ พักไว้ในเตา 10 นาที ยกออกจากเตา พักไว้ให้เย็น นำไปแช่ตู้เย็นก่อนเสิร์ฟ 1 ชั่วโมง ตัดเป็นชิ้น จัดใส่จานเสิร์ฟพร้อมเครื่องดื่มตามชอบ