คำว่า “Massepain” โดยทั่วไปในภาษาฝรั่งเศสหมายถึงอัลมอนด์บด ที่รู้จักกันทั่วไปว่า Marzipan แต่ในที่นี้หมายถึงขนมฝรั่งเศสชนิดหนึ่งที่นุ่ม หอม เบา อยู่ในประเภทเดียวกับ Gâteaux Mousseline Biscuit de Savoie และ Sugar Cake   หลายคนบอกว่าขนมนี้เหมือนขนมฝรั่งกุฎีจีนที่มีต้นตำรับมาจาก Pao de Lo ขนมของโปรตุเกส ซึ่งดัดแปลงและพัฒนาเป็นขนมหรือเค้กหลายร้อยชนิดทั่วโลกซึ่งทานกันในเทศกาลต่างๆ ในเอเชียอย่างเช่นญี่ปุ่น ขนมนี้ก็เดินทางมาพร้อมพ่อค้าชาวโปรตุเกสในศตวรรษที่ 16 Kasutera ขนมที่อาจเรียกได้ว่าเป็นขนมประจำเมืองนางาซากิก็พัฒนามาจาก Castella (คาสเตลลา) ของโปรตุเกส แต่คนญี่ปุ่นปรับเนื้อขนมให้นุ่มขึ้นตามความชอบ ส่วนในบ้านเราขนมฝรั่งกุฎีจีนน่าจะต้องเป็นของโปรตุเกสเพราะเกิดขึ้นที่ชุมชนโปรตุเกสในสยาม และยังเรียกว่า “ขนมฝรั่ง” อีกด้วย ส่วนผสมก็มีเพียงแป้งสาลี ไข่ และน้ำตาลทราย   มาสแปงจะเห็นมากในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส แต่ก็ทานกันทั่วทั้งประเทศ ทำกันตามบ้านเพราะทำง่าย และมีขายในร้านขนมปัง ซึ่งมักจะเห็นในรูปทรงกลมสูง ทำในพิมพ์บริออช หรือ Gugelhof รสไม่หวานมาก ทานเป็นของว่างหรือของหวานก็ได้ โดยทั่วไปมาสแปงจะมีกลิ่นดอกส้ม แต่ครั้งนี้จะทำกลิ่นเลมอน และในสูตรเดียวกันจะทำในพิมพ์ซิลิโคนใส่สีเลมอนเล็กน้อย เนื้อขนมจะมีสีเหลืองสวย   มาสแปงจะต้องใส่ในพิมพ์ที่มีรูตรงกลางเท่านั้น และถ้าชอบให้โรยน้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายหยาบสีรำที่ก้นพิมพ์ พอคว่ำหน้าบนหน้าขนมจะมีน้ำตาลทรายให้เคี้ยวได้กรุบๆ ถ้าชอบจะโรยอัลมอนด์สไลซ์ ด้วยก็ได้ โดยทั่วไปจะทานกับชาหรือกาแฟและไม่ราดอะไร แต่ถ้าชอบจะราด Pastry Cream หรือ Lemon Curd ก็ได้   หลังจากเทศกาลปีใหม่ที่เราทานขนมหรือเค้กซึ่งมีส่วนผสมของนมและเนยมามาก มาสแปงเป็นขนมที่ไม่หนักมาก ทานได้สบายๆ ทั้งยังทำง่ายมาก...   คนที่เพิ่งหัดทำเค้กจะทำได้มั่นใจ   Gâteau Massepain ส่วนผสม ไข่เบอร์0 6 ฟอง น้ำตาลเบเกอรี่ 200 กรัม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 100 กรัม แป้งมันฝรั่ง 75 กรัม น้ำเลมอน 1 ผล (ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ) น้ำตาลทรายหยาบสำหรับโรยพิมพ์และขนม เกลือเล็กน้อย อุปกรณ์ พิมพ์ที่มีปล่องตรงกลาง ทาเนย โรยแป้งเตรียมไว้ (จะโรยน้ำตาลทรายหยาบก็ได้)   วิธีทำ แยกไข่ขาว ไข่แดง ร่อนแป้งสาลีกับแป้งมันฝรั่ง ขูดผิวเลมอนและคั้นน้ำ เตรียมไว้ ตีไข่แดงกับน้ำตาลเบเกอรี่จนขาว (ประมาณ 5-6 นาที) โรยแป้งลงในส่วนผสมไข่แดง ตะล่อมให้เข้ากันดี ใส่ผิวเลมอนและน้ำเลมอนลงในส่วนผสมไข่แดง ตะล่อมให้เข้ากันดี พักไว้ ตีไข่ขาวกับเกลือจนตั้งยอดแข็ง ใส่ส่วนผสมไข่ขาวทีละน้อยลงในส่วนผสมไข่แดง ค่อยๆ ตะล่อมให้เข้ากัน เทลงในพิมพ์ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียสนาน 40-45 นาที ยกออกจากเตา พักไว้ประมาณ 10 นาที เคาะออกจากพิมพ์ 

  ขนมหวานสุดเลิฟของใครหลายคน เนื้อเค้กนุ่มละมุนลิ้น หอมกรุ่นมะพร้าว ยิ่งกินตอนอบเสร็จใหม่ๆยิ่งฟินเลย   ส่วนผสมชิฟฟอนเค้ก น้ำมะพร้าว 1/2 ถ้วย      เนยสดชนิดจืด 2 ช้อนโต๊ะ            น้ำมันพืช 1/4 ถ้วย                              แป้งเค้ก 100 กรัม      แป้งข้าวโพด 2 ข้อนโต๊ะ            ไข่แดงไข่ไก่ 9 ฟอง                              ไข่ขาวไข่ไก่ 9 ฟอง น้ำตาลทรายขาว 150 กรัม      ครีมออฟทาร์ทาร์ 1/2 ช้อนชา ใบเตย ส่วนผสมหน้าเค้ก วิปปิงครีม 1  ถ้วย น้ำตาลไอซิง 1/3 ถ้วย เนื้อมะพร้าวอ่อนหั่นชิ้นเล็ก 1/2 ถ้วย มะพร้าวอบแห้งสำหรับตกแต่ง วิธีทำ ต้มน้ำมะพร้าวกับเนยสด ใช้ไฟกลางจนเนยละลาย คนให้เข้ากัน เทใส่ชามผสม ใส่น้ำมันพืชแล้วคนด้วยตะกร้อมืออีกครั้งให้เข้ากัน พักไว้ให้เย็น ใส่ไข่แดง คนให้เข้ากัน ใส่แป้งเค้กและแป้งข้าวโพด ลงในชามผสมน้ำมะพร้าว ตะล่อมให้เข้ากัน พักไว้ ตีไข่ขาวกับครีมออฟทาร์ทาร์ และน้ำตาล จนไข่ขาวตั้งยอด ตักไข่ขาวใส่ลงในชามไข่แดง ตะล่อมเบาๆคนให้เป็นเนื้อเดียวกัน เทใส่ถาด เคาะเบาๆ ไล่ฟองอากาศ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180   องศาเซลเซียส เวลา 15-20 นาที หรือจนสุก พักไว้ให้เย็น ทำหน้าเค้กโดยตีวิปปิงครีมกับน้ำตาลไอซิงให้ขึ้นฟูอยู่ตัว ใส่เนื้อมะพร้าวอ่อน ตะล่อมให้เข้ากัน ใส่ตู้เย็นไว้ นำใบเตยมารองที่ถ้วยสำหรับเสิร์ฟ ใช้พิมพ์วงกลมขนาด 3-4 นิ้ว กดเค้กให้เป็นวงกลม ใส่ลงในถ้วยใบเตย ใส่วิปครีมมะพร้าวที่ตีไว้ ตกแต่งด้วยมะพร้าวอบแห้ง

    ขึ้นปีใหม่อีกแล้วจ้า! คนสูงวัยอย่างป้าเจี๊ยบดีใจนะคะที่ยังมีชีวิตอยู่กับพี่น้อง ลูกหลาน ญาติมิตร ปีนี้คิดอยู่นานว่าจะทำอะไรเป็นของแจกคนรอบตัว หันไปทางไหนส่วนใหญ่ก็เจอแต่ชาวสูงวัยด้วยกัน และทุกคนก็ระมัดระวังเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องกิน ป้าเจี๊ยบเลยตัดสินใจทำอาหารสุขภาพแจกดีกว่า แล้วอะไรจะทำง่ายและเร็วไปกว่าคุกกี้!!!   ปักธงทำคุกกี้เพื่อสุขภาพแบบว่ากิน 2 ชิ้นอิ่มทั้งวัน ฮา! ป้าเจี๊ยบจะใช้ส่วนผสมสุขภาพ 3 กษัตริย์ค่ะ นั่นคือธัญพืช ผลไม้แห้ง และถั่ว   ธัญพืชที่คิดไว้คือข้าวโอ๊ต ส่วนผลไม้แห้งคือลูกเกดสำหรับรสหวาน และแครนเบอร์รีสำหรับรสเปรี้ยว  ส่วนถั่วสำหรับรสมันและความกรุบกรอบป้าเจี๊ยบเลือกวอลนัต   สำหรับเนื้อสัมผัสโดยรวมที่ต้องการคือกรอบนิดๆ บริเวณขอบ เนื้อในหนึบๆ นุ่มๆ เคี้ยวสบายๆ และรสไม่หวานมาก ลงมือทำกันค่ะ   เตรียมข้าวโอ๊ตก่อนนะคะ เทใส่เครื่องปั่นสับให้ขนาดย่อมลงมานิด ไม่ถึงกับละเอียดมาก แต่ไม่เป็นแผ่นๆ แบบที่ทำคุกกี้ข้าวโอ๊ตทั่วไป เพื่อสวัสดิภาพฟันของบรรดาคนกินทั้งวัยห้าว วัยหด วัยเหี่ยว อิอิ!    ต่อไปเตรียมชามเปียกค่ะ ตวงเนยสด 1/2 ถ้วยตวงและน้ำตาลทรายแดง 3/4 ถ้วยตวงใส่ลงในชาม วางพักไว้ให้เนยอ่อนตัวลงที่อุณหภูมิห้องสักหน่อย ป้าเจี๊ยบชอบใช้น้ำตาลทรายแดงสีเข้มค่ะ คุกกี้ที่ได้ออกมาจะสีเข้มกว่าที่เห็นวางขายทั่วๆ ไป   ระหว่างนั้นเตรียมชามแห้งโดยมีแป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ถ้วยตวง โซดาไบคาร์บอเนต 1/2 ช้อนชา ผงฟู 1/2 ช้อนชา เกลือป่น 1/2 ช้อนชา อบเชยป่น 1 ช้อนชา ลูกจันทน์ป่น 1/4 ช้อนชา ข้าวโอ๊ตปั่นสับหยาบๆ 1 1/2 ถ้วยตวง  ลูกเกด 1/3  ถ้วยตวง แครนเบอร์รีแห้ง 1/3 ถ้วยตวง วอลนัตสับหยาบๆ 1/3 ถ้วยตวง ใช้ตะกร้อมือคนให้ส่วนผสมเข้ากันดี    เริ่มลงมือตีเนยกับน้ำตาลในชามเปียกด้วยตะกร้อมือจนส่วนผสมเนียนเป็นสีครีม แล้วตอกไข่ไก่เบอร์สอง 1 ฟองลงไป ตีต่อให้ส่วนผสมเข้ากันดี จากนั้นเทส่วนผสมชามแห้งลงไปในส่วนผสมชามเปียก ใช้พายซิลิโคนตะล่อมให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน  ได้แป้งโดคุกกี้พร้อมสำหรับอบแล้ว!   เปิดเตาอบติ๊งติ๊งอันเก่งไว้ก่อนเลยค่ะ ตั้งปุ่มความร้อนที่ 200 องศาเซลเซียส หรือ 400 องศาฟาเรนไฮต์ ปุ่มไฟบน-ล่าง ส่วนปุ่มเวลาจะหมุนไว้ที่ 10 นาทีเมื่อใส่ถาดอบเข้าไปแล้ว   ป้าเจี๊ยบปูถาดด้วยกระดาษรองอบ ใช้ช้อนตวงขนาด 1 ช้อนโต๊ะตักแป้งโดมาวางเป็นกองๆ กลมๆ ในถาด ห่างกันประมาณ 2 นิ้ว แปะหน้าด้วยวอลนัตอีกหน่อย   เตาของป้าเจี๊ยบเล็ก อบได้ครั้งละ 8 ชิ้นเท่านั้น แต่โชคดีที่ได้ของลุงจั่นบริจาคมาอีกหนึ่ง ตอนนี้เลยมี 2 เตา หึหึ!  ก็ใจเย็นๆ ค่อยๆ ทำไปค่ะ ช่วงนี้อากาศไม่ร้อน เลยไม่ต้องเก็บแป้งโดไว้ในตู้เย็นระหว่างรอคิวอบ   เมื่อนำคุกกี้ออกจากเตา ป้าเจี๊ยบใช้พายแซะคุกกี้ออกจากถาดมาวางผึ่งไว้บนตะแกรงทันที พอเย็นสนิทก็เก็บใส่กล่องปิดฝา ส่งไปพักในตู้เย็น   ป้าเจี๊ยบได้คุกกี้ 36 ชิ้น ทำครั้งละมากๆ ก็แรงไม่มี จะทยอยทำเพิ่มอีกเรื่อยๆ ตอนว่าง เพราะญาติมิตรเยอะจัด ฮา!   ปีใหม่นี้สุขภาพดีกันทุกคนนะคะ  

  แรงบันดาลจากฟรุตเค้กของฝรั่งที่อัดแน่นด้วยผลไม้แห้งหลากสีและถั่ว โดยปรับให้อยู่ในรูปแบบของคุกกี้เนย และใช้ผลไม้อบแห้งแบบไทยๆ ผสมผสานเข้าไปด้วย ยิ่งหลากหลาย ยิ่งหลากรสและหลากสีสัน นอกจากลูกเกด แครนเบอร์รี และเชอร์รีแล้ว ผลไม้แห้งที่ใช้ในคุกกี้สูตรนี้ยังมีมะละกอ มะม่วง สับปะรด และผิวส้มโออีกด้วย   ส่วนผสม ผลไม้แห้งรวม 440 กรัม น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ เหล้ารสส้ม 2 ช้อนโต๊ะ เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบ 180 กรัม เนย 225 กรัม อบเชย 1/2 ช้อนชา น้ำตาลทราย 110 กรัม น้ำตาลทรายแดง 65 กรัม ไข่ 1 ฟอง แป้งสาลีอเนกประสงค์ 372 กรัม เกลือ 1/4 ช้อนชา วิธีทำ เคล้าผลไม้แห้งและเม็ดมะม่วงหิมพานต์อบในน้ำผึ้ง ใส่เหล้ารสส้ม พักไว้ในตู้เย็น 3 ชั่วโมงถึงข้ามคืน ตีเนยกับน้ำตาลทรายและน้ำตาลทรายแดงจนนุ่มดี ใส่ไข่ ตีต่อให้เข้ากัน ร่อนแป้งสาลี เกลือ และอบเชยใส่ตามลงไป ตีต่อให้เข้ากันดี ใส่ส่วนผสมผลไม้แห้งและเม็ดมะม่วงหิมพานต์อบที่เตรียมไว้ตามลงไป คนให้กระจายทั่วดี แบ่งส่วนผสมเป็น 2-3 ส่วน ห่อด้วยกระดาษไขให้เป็นแท่งกลมยาว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 1/2 นิ้ว แช่เย็นนาน  2 ชั่วโมง ตั้งเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส โปรแกรมไฟล่างไฟบน หั่นคุกกี้หนาประมาณ 8 มิลลิเมตร จัดเรียงลงบนถาดอบที่รองด้วยกระดาษไข อบจนสุกดีประมาณ 18-20 นาที พักไว้ให้เย็นลง

  ทอฟฟี่บาร์นี้ฐานเป็นครัสต์เวลาเคี้ยวจะกรุบกรอบด้วยคอร์นเฟล็ก มีทั้งคาราเมล และหน้าทอฟฟี่ที่ใส่เม็ดมะม่วงหิมพานต์เคี้ยวกันเพลินๆ   ส่วนผสมฐานบาร์ แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 1/2 ถ้วย น้ำตาลทรายแดง 1/2 ถ้วย คอร์นเฟล็กบด 30 กรัม เนยสดเค็มละลาย 1/2 ถ้วย อัลมอนด์บด 1/2 ถ้วย ส่วนผสมไส้คาราเมล นมข้นหวาน 1/2 ถ้วย เนยสดเค็ม 80 กรัม คอร์นไซรัป 1/3 ถ้วย เกลือป่น 1/8 ช้อนชา ส่วนผสมหน้าทอฟฟี่ เนยสดเค็ม 100 กรัม น้ำตาลทรายแดง 3/4 ถ้วย คอร์นไซรัป 1/4 ถ้วย เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบ 100 กรัม วิธีทำ ผสมแป้งสาลีอเนกประสงค์ น้ำตาลทรายแดง คอร์นเฟล็กบด อัลมอนด์บด และเนยละลาย คลุกให้เข้ากัน ตักใส่ถาดอบเกลี่ยให้ทั่ว กดให้แน่น นำไปอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส นาน 15 นาที พักไว้ ใส่นมข้นหวานลงในหม้อ ตามด้วยเนยสด คอร์นไซรัป และเกลือ ตั้งไฟกวนให้ละลายและเดือดจนข้นเล็กน้อย ยกลง เทราดลงบนแป้งฐานที่อบไว้ เกลี่ยให้ทั่วแล้วนำไปอบต่ออีก 10 นาที เคี่ยวเนยสดกับน้ำตาลทรายแดง และคอร์นไซรัปให้เข้ากันเป็นคาราเมลเหนียวข้น ใส่เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบ คนให้เข้ากัน เทราดทับบนคาราเมล เกลี่ยให้ทั่วแล้วนำไปอบต่ออีก 10 นาที พักไว้ให้เย็น ตัดเป็นชิ้น ห่อด้วยกระดาษให้สวยงาม จัดใส่กล่อง

  ของขวัญที่สามารถเก็บได้ เมื่อจะทำก็นำมาผสมกับไข่และเนยสด แล้วนำไปอบก็ได้บราวนี่อร่อยๆ ไว้กินกัน   ส่วนผสม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ถ้วย ผงโกโก้ 5 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย น้ำตาลทรายแดง 1/3 ถ้วย ช็อกโกแลตชิป 1 ถ้วย วอลนัตอบสับ 1/3 ถ้วย เนยสดเค็มละลาย 2/3 ถ้วย ไข่ไก่ 2 ฟอง วิธีทำ เตรียมวัตถุดิบใส่ลงในขวด ยกเว้นเนยสดและไข่ไก่ ตกแต่งให้สวยงาม สำหรับเป็นของขวัญ ผสมไข่ไก่กับเนยสดเค็มละลาย คนให้เข้ากัน ใส่ส่วนผสมของแห้ง คนอีกครั้งให้เข้ากัน เทใส่ถาดอบแล้วเกลี่ยให้ทั่ว นำไปอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส นาน 15-20 นาที จนสุก พักไว้ให้เย็น ตัดเป็นชิ้น

  ส่วนผสม (สำหรับพิมพ์เค้กกระดาษขนาด 6.5 x 16.5 เซนติเมตร 2 พิมพ์) แป้งสาลีอเนกประสงค์ 3 ถ้วย เบกกิงโซดา 2 ช้อนชา เกลือป่น 1/2 ช้อนชา กล้วยหอมขนาดกลาง 6 ผล (น้ำหนักประมาณ 720 กรัม) เนยจืดละลาย 1 1/2 ถ้วย น้ำตาลทรายไม่ฟอก 1  ถ้วย ไข่ไก่ตีให้เข้ากัน 4 ฟอง อัลมอนด์สับสำหรับโรยหน้า วิธีทำ ผสมแป้งสาลี เบกกิงโซดา และเกลือ คนให้เข้ากัน บดกล้วยหอมด้วยส้อมพอละเอียด ใส่เนยละลาย น้ำตาล และไข่ คนให้เข้ากัน แบ่งส่วนผสมแป้งใส่ในส่วนผสมกล้วย 3 รอบ ใช้พายยางตะล่อมให้พอเข้ากัน (อย่าคนมากเพราะเนื้อจะแข็ง) เทใส่พิมพ์ โรยอัลมอนด์สับ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียสนาน 45-60 นาที (เช็กความสุกของเค้กโดยใช้ไม้ปลายแหลมจิ้ม ถ้าเค้กสุกดีจะไม่มีเศษเค้กติดไม้) ยกออกจากเตา พักไว้จนเย็นสนิท ห่อด้วยพลาสติกแร็ปและผูกโบให้สวยงาม

  “ว้าว! แครอตสีม่วง” ป้าเจี๊ยบซื้อของที่แมคโครใกล้บ้านเป็นประจำ ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย จึงหยิบมาพร้อมกับแครอตสีส้มอย่างละถุง เป็นผักนำเข้าจากออสเตรเลีย สีส้มบรรจุถุงละ 1 กิโลกรัม สีม่วง 500 กรัม   กลับมาถึงบ้านนั่งมองแครอตอย่างเยอะ แล้วคิดว่าจะทำอะไรดีที่เป็นของหวาน แต่ต้องไม่ใช่เค้กแครอต เพราะอันนี้ทำกินเป็นประจำอยู่แล้ว   ช่วงโควิดมานี้ป้าเจี๊ยบพัฒนาตัวเองเรื่องการทำขนมปังจนเป็นที่พอใจ หาญกล้าขนาดซื้อยีสต์ถุงใหญ่และทำการเลี้ยงยีสต์เพื่อทำขนมปังซาวร์โดเอง ขนมปังงาดำสูตรป้าเจี๊ยบมีเพื่อนๆ ติดตรึมก็ใส่งามากจนใครเห็นก็นึกว่าเป็นขนมปังชาร์โคล อิอิ!   ฉะนั้นทำขนมปังแครอตดีกว่า เพราะเคยทำแบบใช้แครอตสีส้มแล้วออกมาดีมาก ทำแซนด์วิชกินอร่อย แต่คราวนี้จะทำออกแนวหวานนิดๆ ใส่ลูกเกดด้วย กินเล่นเปล่าๆ ได้ คิดแล้วก็ลงมือสิคะ   ขูดแครอตเป็นชิ้นฝอยๆ เล็กๆ ให้ได้แครอตสีส้ม 65 กรัมจำนวน 1 ถ้วย และแครอตสีม่วง 65 กรัมอีก 1 ถ้วย เตรียมชามแป้ง 2 ชาม เพราะต้องผสมแยกกัน โดยตวงแป้งสาลีอเนกประสงค์ใส่ชาม ชามละ 130 กรัม ใส่ยีสต์ผงสำเร็จรูปชามละ 1/2 ช้อนชา เกลือป่นชามละ 1/4 ช้อนชา น้ำตาลทรายละเอียดชามละ 1 ช้อนโต๊ะ  ใช้ตะกร้อมือคนส่วนผสมให้เข้ากัน   เริ่มผสมไปทีละชามโดยเทแครอตที่เตรียมไว้ลงไปในชามแป้ง ใช้มือผสมแครอตให้เข้ากันกับแป้ง ใส่น้ำมันคาโนลา 2 ช้อนโต๊ะ นวดด้วยมือให้ส่วนผสมเข้ากัน คอยสังเกตดูว่าเนื้อแป้งแห้งไปหรือเปล่า เพราะเวลานวดแป้งจะมีน้ำแครอตออกมามากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่ว่าแครอตที่ได้มาแต่ละครั้งสดแค่ไหน ถ้าแป้งดูแห้งไปก็เติมน้ำเปล่าค่ะ ใส่ทีละนิด แต่ไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะแน่นอน ป้าเจี๊ยบทำบางครั้งไม่ต้องใส่น้ำเลย เพราะน้ำในแครอตออกมามาก   แต่ละชามทำเหมือนกันนะคะ คือนวดด้วยมือบนเคาน์เตอร์ที่โรยแป้งนวลนิดหน่อยประมาณ 5 นาทีจนแป้งโดเนียน ไม่ติดมือ ก็รวบเป็นก้อนกลม วางในชามทาน้ำมันคาโนลานิดหน่อย ปิดฝาสนิทประมาณ 1 ชั่วโมง หรือแป้งโดฟูขึ้น 2 เท่า   แครอตสีม่วงได้แป้งโดสีม่วงตามจริงค่ะ ส่วนแครอตสีส้มได้แป้งโดสีเหลือง!!!   เมื่อแป้งโดขึ้นฟูได้ที่แล้วก็นำชามออกมาคว่ำลงบนเคาน์เตอร์ นวดไล่ลมเพื่อไม่ให้มีกลิ่นยีสต์ ปั้นเป็นก้อนกลม พักแป้งโด 10 นาที โดยคลุมด้วยผ้าแห้ง   ป้าเจี๊ยบขึ้นรูปแบบง่ายๆ ค่ะ ใช้มือปั้นแป้งโดเป็นรูปยาวรี แล้วใช้ลูกกลิ้งรีดแป้งโดแต่ละก้อนออกไปเป็นเส้นยาวประมาณ 10 นิ้ว  โรยลูกเกดลงไปตามชอบ    ป้าเจี๊ยบอยากให้สีเหลืองอยู่ด้านนอก จึงยกแป้งโดสีม่วงวางซ้อนทับแป้งโดสีเหลือง แล้วม้วนแป้งโดจนเป็นท่อนกลมยาว บีบแป้งตอนจบการม้วนให้ติดกัน วางด้านนั้นลงบนกระดาษรองอบที่อยู่ในถาดอบ คลุมด้วยผ้าแห้ง รอขึ้นฟูอีกครั้งประมาณ 30-45 นาที   เมื่อเห็นว่าแป้งโดขึ้นฟูได้ขนาดที่ต้องการแล้ว ป้าเจี๊ยบใช้แปรงซิลิโคนจุ่มนมสดทาผิวรอบนอกจนทั่ว นำเข้าเตาอบที่เปิดไฟเตรียมไว้ล่วงหน้าที่ปุ่มความร้อน 175 องศาเซลเซียส ปุ่มไฟบน-ล่าง ตอนนี้ตั้งปุ่มเวลาใหม่ไว้ที่ 25 นาที   ขนมปังสองสีที่ได้รสหวานกำลังดี ป้าเจี๊ยบเห็นว่าสีออกแนวม่วงทอง เลยส่งไลน์ไปให้เพื่อนศิษย์เก่าบีซีซี-กรุงเทพคริสเตียนดู เธอรีบบอกทันทีว่าจะกิน นัดเจอกันที่ร้านกาแฟของรุ่นน้องบีซีซีในซอยบ้านป้าเจี๊ยบ   อร่อยแค่ไหน บอกได้ตอนเจ้าของร้านกาแฟชิมด้วย แล้วถามว่า...ทำส่งได้ไหมครับ?  

  ขนมปังนุ่มๆ ไส้ครีมนมสดหอมๆ ซึ่งสามารถทำไว้ได้ จะใส่เป็นไส้ขนมปัง หรือทาขนมปังก็อร่อยได้ทั้ง 2 แบบ   ส่วนผสมขนมปัง แป้งขนมปัง 300 กรัม แป้งเค้ก 150 กรัม ผงยีสต์ 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย เกลือป่น 1/4 ช้อนชา น้ำอุ่น 1/2 ถ้วย ไข่ไก่ 1 ฟอง เนยสดชนิดเค็ม 125 กรัม ส่วนผสมไส้นมสด นมสด 1/2 ถ้วย วิปปิงครีม 1 ถ้วย น้ำตาลทราย  2/3 ถ้วย แป้งข้าวโพด 1/3 ถ้วย นมข้นหวาน 3 ช้อนโต๊ะ ไข่แดง 2 ฟอง น้ำตาลไอซิง 2 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ทำขนมปังโดยผสมน้ำอุ่น น้ำตาลทราย และเกลือ คนให้ละลาย ใส่ไข่ไก่ คนให้เข้ากัน ผสมแป้งขนมปัง แป้งเค้ก และยีสต์ คนให้เข้ากัน ใส่ส่วนผสมของเหลวที่เตรียมไว้ นวดให้จับกันเป็นก้อน ใส่เนยสด นวดต่อให้เข้ากันจนเนียน พักแป้งไว้จนขึ้นเป็น 2 เท่า นำแป้งออกมาไล่อากาศ (ใช้แป้งทำนวลเล็กน้อย) ตัดแป้งเป็นก้อนขนาด 30 กรัม แล้วคลึงแต่ละก้อนเป็นก้อนกลมๆ เรียงใส่ถาดอบ พักแป้งให้ขึ้นอีกครั้ง ผสมไข่แดงกับนมสดเล็กน้อย ทาหน้าขนมปังให้ทั่ว อบที่อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียสประมาณ 15-20 นาที หรือจนขนมปังสุกเหลือง พักไว้ให้เย็น ทำไส้นมสดโดยผสมนมสด วิปปิงครีม 1/2 ถ้วย ไข่แดง น้ำตาลทราย แป้งข้าวโพด และนมข้นหวาน คนให้เข้ากัน ตั้งไฟ กวนให้ข้น พักไว้เป็นคัสตาร์ด ตีวิปปิงครีมที่เหลือกับน้ำตาลไอซิงเข้าด้วยกันให้ข้น ตักคัสตาร์ดใส่ คนให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวกัน ตักใส่ถุงบีบพร้อมหัวบีบไส้ บีบไส้ขนมปังจนเต็ม เรียงใส่จาน โรยน้ำตาลไอซิง

  ส่วนผสม (สำหรับ 12 ชิ้น) แป้งสาลีอเนกประสงค์ 2 ถ้วย ผงฟู 2 ช้อนชา อบเชยป่น 2 ช้อนชา เกลือป่น 1/2 ช้อนชา เนยจืดพักไว้ให้นุ่ม 1/2 ถ้วย น้ำตาลทรายแดง 1/2 ถ้วย ไข่ไก่เบอร์ 0 3 ฟอง กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา น้ำมันพืช 1/4 ถ้วย น้ำเชื่อมเมเปิล 1/2 ถ้วย แมกคาเดเมียสับ 1 ถ้วย เหล้ารัม 1/2 ถ้วย นมสด 1/2 ถ้วย น้ำตาลไอซิงสำหรับโรยหน้า วิธีทำ ผสมแป้งสาลี ผงฟู อบเชย และเกลือ เตรียมไว้ ตีเนยกับน้ำตาลทรายแดงจนเป็นครีม ใส่ไข่ทีละฟอง ตีนาน 3 นาทีจนฟู ผสมกลิ่นวานิลลา น้ำมัน น้ำเชื่อมเมเปิล เหล้ารัม และนมสด เทใส่เครื่องตี ใส่ส่วนผสมแป้งสาลีลงไป ตีให้เข้ากัน ใส่แมกคาเดเมีย ตะล่อมให้เข้ากัน ตักส่วนผสมใส่พิมพ์ซิลิโคน นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียสนาน 15-18 นาทีจนสุก (เช็กความสุกของเค้กโดยใช้ไม้ปลายแหลมจิ้ม ถ้าเค้กสุกดีจะไม่มีเศษเค้กติดไม้) พักไว้ 10-15 นาที และคว่ำใส่ตะแกรงไว้จนเย็นสนิท โรยน้ำตาลไอซิง ใส่กล่องผูกโบให้สวยงาม

  Japanese Cheesecake เนื้อนุ่มฟูเบามากกว่านิวยอร์กชีสเค้ก ไม่หวานมาก และกำลังเป็นที่นิยม มีขายกันแทบทุกร้านขนมญี่ปุ่นในเมืองไทย    ส่วนผสม ครีมชีส (พักไว้ในอุณหภูมิห้อง)  300  กรัม      เนยสด  (พักไว้ในอุณหภูมิห้อง) 45 กรัม                  ไข่ไก่เบอร์ 0 3 ฟอง น้ำตาลทราย 25 กรัม แป้งข้าวโพด 12 กรัม นม  150 กรัม น้ำตาลทราย 55 กรัม กลิ่นตามชอบ อุปกรณ์ พิมพ์กลม  7 นิ้ว  กรุกระดาษไขให้เลยขอบ 2 เซนติเมตร ทาเนยเตรียมไว้   วิธีทำ ใส่ครีมชีสและเนยในอ่างผสมที่ทนความร้อนได้ ตั้งบนน้ำเดือด คนจนเป็นเนื้อเดียวกัน ยกลง พักไว้ แยกไข่ขาวและไข่แดง ผสมไข่แดงกับน้ำตาล 25 กรัมและแป้งข้าวโพดใส่กลิ่นตามชอบ พักไว้ ต้มนมในอ่างผสมที่ทนความร้อนได้จนเดือด เทใส่ในส่วนผสมไข่แดงตั้งบนน้ำเดือด คนจนเริ่มข้น (ต้องให้ข้นพอดี อย่าให้ข้นเกินไป ไม่เช่นนั้นเนื้อขนมจะแข็ง) ยกลง ผสมลงในส่วนผสมครีมชีส ตีไข่ขาวกับน้ำตาล 55 กรัมจนตั้งยอดอ่อน ตะล่อมลงในส่วนผสมครีมชีส เทใส่พิมพ์ เคาะบนโต๊ะ 2-3 ครั้งให้ฟองอากาศใหญ่ๆ ออก นำพิมพ์ใส่ในอ่างที่เติมน้ำเดือด 2-3 เซนติเมตร นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียสนาน 15 นาที ลดไฟลงเหลือ 160 องศาเซลเซียส  อบต่ออีก 25-30 นาที ปิดไฟแล้วพักไว้ในเตาอบ 45 นาที ยกออกจากเตา ยกขนมออกจากพิมพ์ทั้งกระดาษ วางบนตะแกรงจนเย็น นำเข้าตู้เย็นแช่ค้างคืนไว้ ลอกกระดาษออก หากต้องการให้ตัดได้สวยต้องแช่แข็งสัก 1 ชั่วโมงแล้วจึงตัด

  เมื่อพูดถึงขนมอบญี่ปุ่นโดยทั่วไปทุกคนจะนึกถึงเนื้อขนมนุ่มๆ เบาๆ ไม่หวานมาก รูปร่างสวย และน่ากิน นอกจากขนมแบบดั้งเดิมที่ส่วนมากทำด้วยแป้งข้าวเหนียวและถั่วแดงแล้ว ขนมจากตะวันตกได้เข้ามาในญี่ปุ่นกว่า 100 ปี ไม่ว่าจะเป็นเค้กม้วน เอแคลร์ ขนมไข่ ฯลฯ   คนญี่ปุ่นปรับปรุงและพัฒนาเค้กเหล่านี้จนถูกรสปากของตน เช่น Castella หรือ “Pao de Castella” หรือที่บ้านเราเรียกว่าขนมฝรั่งกุฎีจีน  เค้กฟองน้ำยอดนิยมที่ชาวเดินเรือโปรตุเกสนำเข้ามาผ่านทางเมืองท่านางาซากิในศตวรรษที่ 16 ตอนที่ประเทศเริ่มเปิดการค้าขายกับตะวันตก ปัจจุบัน Cream Puffs ก็นิยมกินกันมากในชื่อของ Shu Cream ไส้ Pastry Cream ถูกทำให้เบาเป็นปุยนุ่นโดยผสมกับวิปปิงครีม   เบเกอรี่ญี่ปุ่นทำไม่ยาก ขั้นตอนการทำมักต้องพิถีพิถันมากกว่าต้นตำรับ เรามาทำ Japanese Cheesecake เนื้อนุ่มฟูเบามากกว่านิวยอร์กชีสเค้ก ไม่หวานมาก และกำลังเป็นที่นิยม มีขายกันแทบทุกร้านขนมญี่ปุ่นในเมืองไทย และ Hokkaido Cupcakes ซึ่งเป็นเค้กชีฟองในแบบญี่ปุ่น นุ่มเบาเหมือนปุยฝ้าย หน้าขนมส่วนใหญ่เป็นวิปปิงครีมผสมคัสตาร์ด   คนที่ชอบเบเกอรี่ญี่ปุ่นทำเองได้อย่างไม่ยาก   Hokkaido Cupcakes ส่วนผสม ไข่ไก่เบอร์ 0 6 ฟอง เกลือป่น 1/4 ช้อนชา น้ำมันพืช 1/4 ถ้วย นม 1/4 ถ้วย แป้ง Self-raising 50 กรัม ครีมออฟทาร์ทาร์ 1/4 ช้อนชา น้ำตาลทราย 80 กรัม กลิ่นตามชอบ อัลมอนด์สไลซ์สำหรับโรยหน้า อุปกรณ์ ถ้วยคัปเค้ก 12-14 ถ้วย   วิธีทำ แยกไข่แดงและไข่ขาวเตรียมไว้ ตีไข่แดงกับเกลือด้วยตะกร้อมือในอ่างผสมใบใหญ่จนเข้ากันดี ใส่น้ำมันและนม ตีจนเข้ากัน ใส่กลิ่นตามชอบ โรยแป้ง คนจนเข้ากันดี ตีไข่ขาวกับครีมออฟทาร์ทาร์ด้วยเครื่องตีมือจนเป็นฟอง ค่อยๆ ใสน้ำตาลจนหมด และไข่ขาวตั้งยอดอ่อน (อย่าตีจนยอดแข็ง เพราะขนมจะกระด้าง นำส่วนผสมไข่ขาวครึ่งหนึ่งตะล่อมลงในส่วนผสมไข่แดงด้วยตะกร้อมือหรือพายยาง คนพอเข้ากัน เทส่วนผสมไข่แดงลงในส่วนผสมไข่ขาวที่เหลือ ตะล่อมให้เข้ากันดี ตักหยอดใส่ถ้วยกระดาษจนเกือบเต็ม โรยอัลมอนด์ อบนาน 20-25 นาที

  ขนมนี้ไม่มีเตาอบก็ทำได้ หรือจะใช้หม้อทอดไร้น้ำมันก็ได้ เพียงทำนมสดชีสแช่ในตู้เย็น เมื่อจะกินก็นำมาทาไข่แดงแล้วอบ   ส่วนผสม นมสด 2 1/2 ถ้วย แป้งข้าวโพด 1/2 ถ้วย น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย ไข่แดง 4 ฟอง ชีสเชดดาร์แผ่น 2 แผ่น กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา เกลือป่น 1/4 ช้อนชา ไข่แดงสำหรับทาหน้า 1 ฟอง วิธีทำ ผสมไข่แดง น้ำตาลทราย แป้งข้าวโพด กลิ่นวานิลลา เกลือเล็กน้อย และนมสด คนให้เข้ากัน ใส่ชีสแผ่น ตั้งไฟ กวนไฟอ่อนจนส่วนผสมสุกข้น เทใส่พิมพ์ เกลี่ยให้ทั่วพิมพ์ ปิดด้วยพลาสติกใส กดไล่อากาศออกให้หมด นำไปแช่ตู้เย็นประมาณ 3 ชั่วโมง นำขนมออกมาตัดเป็นชิ้นแล้วเรียงใส่ถาดอบ ทาหน้าขนมด้วยไข่แดงให้ทั่ว อบด้วยไฟบนที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียสประมาณ 10 นาที หรือจนเหลืองสวย จัดใส่จาน เสิร์ฟ

    Comfort Food เป็นอาหารที่เราทานแล้วรู้สึกดี ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาวหรือหวาน ทำยากหรือง่าย ส่วนใหญ่มีตำราซึ่งสืบทอดกันมาในครอบครัว ทานแล้วรำลึกถึงวันดีๆ ในอดีต และคอมฟอร์ตฟู้ดของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับวิถีชีวิตและประสบการณ์   ส่วนคอมฟอร์ตฟู้ดสำหรับผู้เขียนมีมากมายและหลากหลาย แต่มีขนมชนิดหนึ่งที่ทานมาตั้งแต่เด็กและนานๆ จะทำสักครั้ง แต่เมื่อทานแล้วจะชื่นใจ ขนมนั้นมีชื่อว่า Bee Sting Cake  แปลตรงๆว่า “ผึ้งต่อย” ขนมนี้แพร่หลายมากในยุโรปตะวันออก โดยเฉพาะในโปแลนด์ เยอรมนี และออสเตรีย ซึ่งทำกันมานานหลายร้อยปีแล้ว   ขนมนี้จะทำในพิมพ์กลมหรือพิมพ์เหลี่ยมก็ได้ เนื้อเค้กคล้ายบริออช บางทีทำด้วยยีสต์ บางทีทำด้วยผงฟู ไส้เป็นคัสตาร์ด หน้าที่อบพร้อมตัวเค้กจะมีกลิ่นหอมน้ำผึ้ง ว่ากันว่าสมัยที่ไม่มีน้ำตาลทรายนักอบขนมใช้น้ำผึ้ง อบแล้วมีกลิ่นหอมมากจนผึ้งตอม   ในประเทศฝรั่งเศส Tarte Tropézienne ขนมที่นักอบชาวโปแลนด์ซึ่งอพยพไปอยู่ทางใต้ของประเทศได้ปรับปรุงและทำขึ้นมาจนเป็นขนมยอดฮิตก็พัฒนามาจาก Bienenstich   Bee Sting Cake (Bienenstich) ส่วนผสมไส้คัสตาร์ด แป้งข้าวโพด 1/3 ถ้วย นม 1 1/2 ถ้วย น้ำตาลทราย 50 กรัม ไข่เบอร์0 2 ฟอง กลิ่นอัลมอนด์ วิปปิงครีม 1 ถ้วย ครีมออฟทาร์ทาร์ 2 1/2 ช้อนชา น้ำตาลไอซิง 1/4 ถ้วย วิธีทำ ใส่แป้งข้าวโพด นม และน้ำตาลลงในหม้อ คนให้เข้ากัน นำไปตุ๋นบนน้ำเดือด คนจนเริ่มข้น ตีไข่ ค่อยๆ ใส่ลงในส่วนผสมนม คนตลอดจนข้น เติมกลิ่นอัลมอนด์ ยกลง คนให้คลายร้อนและหล่อด้วยน้ำแข็ง พอเย็นนำเข้าตู้เย็นอย่างน้อย 30 นาทีก่อนใช้ ส่วนผสมหน้า เนย 100 กรัม น้ำผึ้ง 1/2 ถ้วย อัลมอนด์สไลซ์ 3/4 ถ้วย (มากกว่าก็ได้ แล้วแต่ชอบ) วานิลลา วิธีทำ ใส่เนยและน้ำผึ้งลงในหม้อ ตั้งไฟ คนจนเข้ากันและเริ่มเดือด ใส่อัลมอนด์สไลซ์และวานิลลา ยกลง พักไว้ให้คลายร้อน ส่วนผสมเค้ก แป้งสาลีอเนกประสงค์ 220 กรัม ผงฟู 1 ช้อนโต๊ะ เกลือ 1/2 ช้อนชา เนย (ไม่เย็นจัดและไม่ต้องนุ่มมาก) 110 กรัม น้ำตาลทราย 60 กรัม น้ำผึ้ง 1/4 ถ้วย ไข่ 2 ฟอง นม 1/3 ถ้วย วานิลลา อุปกรณ์ : พิมพ์เหลี่ยม ทาเนย กรุกระดาษไข เตรียมไว้   วิธีทำ ร่อนแป้งสาลี ผงฟู และเกลือ พักไว้ ตีเนยจนฟู ค่อยๆ เติมน้ำตาลจนหมดและน้ำผึ้ง ตีต่อ ใส่ไข่ทีละฟอง ตีจนเข้ากัน ใส่วานิลลา ใส่ส่วนผสมแป้งครึ่งหนึ่ง ตีให้เข้ากัน เติมนมทั้งหมด ตีต่อ ใส่ส่วนผสมแป้งที่เหลือ ตีให้เข้ากันดี เทลงพิมพ์ เกลี่ยให้ทั่ว โรยแป้ง 1 ช้อนโต๊ะ ใช้มือตบเบาๆ ให้เรียบ (ถ้าไม่โรยแป้ง เมื่อใส่หน้าแล้วจะซึม) ใส่ส่วนผสมหน้า เกลี่ยให้เรียบ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 190 องศาเซลเซียสนาน 30-35 นาที ระวังอย่าให้สุกเกินไป ยกออกจากเตา พักไว้บนตะแกรง 10 นาที ยกออกจากพิมพ์ พักไว้ให้เย็น วิธีประกอบเข้าด้วยกัน ตีวิปปิงครีม ครีมออฟทาร์ทาร์ และน้ำตาลไอซิงจนตั้งยอดแข็ง ตักใส่ลงในหน้าคัสตาร์ดทีละน้อย ตะล่อมให้เข้ากันจนหมด แบ่งเค้กเป็น 2 ชิ้นตามแนวนอน ชิ้นบนตัดด้วยมีดคมๆ เป็น 9 ชิ้น  พักเค้กทั้ง 2 ส่วนจนเย็น ทาไส้ทั้งหมดบนเค้กชิ้นล่าง ประกบด้วยเค้กชิ้นบน แช่เย็นอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ตัดเป็นชิ้น เสิร์ฟ 

  “เสาร์หน้าขออีกรอบได้ไหมคะ ยังติดใจมากๆ เลยค่ะ” ป้าเจี๊ยบได้ข้อความนี้ใน Facebook จากแม่แอน หลังจากทำเค้กนโปเลียนในโอกาสอายุครบ 13 ปี   ให้เจมส์บอนด์ หลานหมายเลขเจ็ด   วันนั้นจัดเลี้ยงให้พร้อมกันกับลุงจั่นซึ่งเกิดเดือนเดียวกัน ป้าเจี๊ยบไม่ต้องทำเค้กให้ลุงจั่น เพราะพี่มิ้นต์ทำเซอร์ไพรส์ให้พ่อด้วยเค้กฝีมือตัวเอง ใช้เวลาตกแต่งหน้าเค้กเป็นรูป Astro Boy คอลเล็กชันสุดโปรดของพ่อซะ 3 ชั่วโมง!   เสาร์ถัดมาป้าเจี๊ยบก็เลยทำของหวานซ้ำ เพราะน้องแพรของแม่แอนก็ชอบเค้กนโปเลียนมากๆ เช่นกัน  ลุงจั่นมีนัดกับก๊วนกอล์ฟ เลยไม่ได้มาร่วมรายการกินกันวันเสาร์ประจำครอบครัว   พอใกล้ถึงวันเสาร์ถัดมาป้าเจี๊ยบก็เจอข้อความจากลุงจั่นใน LINE ของครอบครัวว่า “เสาร์นี้ขอนโปเลียนอีกรอบนะ ครั้งก่อนไม่ทันได้ชิม” เอ้า...แล้วตอนวันเกิดตัวเองล่ะ?!?   ถามไถ่ไปก็ได้ความว่า ตอนวันเกิดตัวเองไม่ได้กิน (แบบจริงๆ จังๆ) เพราะกินเค้กของลูกสาว (แบบจริงๆ จังๆ มากกว่า...ฮา!) วันที่แม่แอนขอให้ทำซ้ำตัวเองก็ดันไม่อยู่ซะนี่   ต้องจัดให้สิคะ ไม่เคยมีของหวานรายการไหนขอซ้ำแบบติดๆ กันมากเท่านี้ จึงมั่นใจเต็มร้อยว่าเค้กนโปเลียนของป้าเจี๊ยบอร่อยแบบไม่มีเงื่อนไข...คริคริ   ความคิดในการทำเค้กนี้สืบเนื่องมาจากการทำพิซซาผลไม้ซึ่งใช้แป้งพายอย่างชั้น ทำให้นึกถึงเค้กนโปเลียนที่ทำด้วยแป้งพายอย่างชั้น ซึ่งเคยกินเมื่อนานมากๆ ที่สำคัญคือยังมีแป้งพายเหลือ!   ชื่อเค้กไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับจักรพรรดินโปเลียนของฝรั่งเศสเลยนะคะ ต้นกำเนิดไม่เป็นที่ชัดเจน   แม้จะเรียกชื่อเป็นภาษาอังกฤษเหมือนกัน แต่หน้าตาก็อาจจะไม่เหมือนกันหรอกค่ะ แล้วแต่ว่าเป็นของชาติไหนทำ สำหรับเค้กนโปเลียนเวอร์ชันนี้เป็นแบบไทยๆ ของป้าเจี๊ยบเอง ง่าย เร็ว อร่อย...หุหุ   เค้กนโปเลียนที่ทำในวันเกิดเจมส์บอนด์มีขนาดใหญ่ค่ะ ประมาณ 7 × 10 นิ้ว ป้าเจี๊ยบวางแผ่นแป้งซ้อนกัน 5 ชั้น มากกว่านโปเลียนทั่วๆ ไปที่มี 3 ชั้น เวลาซ้อนก็ไม่กดแผ่นแป้งให้แบนเรียบ ปล่อยให้ฟูๆ พองๆ อย่างนั้นแหละ จึงทำให้ตัวเค้กกรอบมากๆ ตัดเป็นชิ้นๆ ออกมาไม่ค่อยสวยสักเท่าไร ป้าเจี๊ยบเลยแก้ปัญหาในการทำครั้งต่อไปด้วยการทำเป็น “มินิเค้กนโปเลียน” ซะเลย   วันที่ทำตามคำขอของแม่แอน ป้าเจี๊ยบหยิบแป้งพายสำเร็จรูปอย่างชั้นขนาด 10 × 10 นิ้ว 1 แผ่น ออกจากช่องแช่แข็งมาวางพักไว้ประมาณ 2-3 นาทีให้อ่อนตัวลงหน่อย ระหว่างนั้นก็ทาเนยบางๆ ในถาดอบขนาด 11 × 8 นิ้ว  ซึ่งเป็นขนาดที่ใส่เตาติ๊งติ๊งได้พอดีค่ะ เตรียมไว้ 4 ถาด   เมื่อแป้งอ่อนตัวลงนิดหน่อยแล้วก็ใช้มีดกรีดแผ่นแป้ง ตัดออกเป็นชิ้นๆ ขนาดประมาณ 3 × 2 นิ้ว แล้วหยิบไปวางในถาดอบห่างกันประมาณครึ่งนิ้ว ใช้ส้อมปรุเป็นรูๆ ให้ทั่วแผ่น นำเข้าเตาอบติ๊งติ๊งที่ตั้งปุ่มไฟบน-ล่าง ปุ่มความร้อน 190 องศาเซลเซียส หรือ 375 องศาฟาเรนไฮต์ ปุ่มเวลา 15 นาที   อบไปทีละถาดค่ะ ถาดที่ยังไม่อบก็ใส่ตู้เย็นช่องธรรมดาไว้ก่อน ส่วนแผ่นแป้งที่อบสุกแล้วก็วางผึ่งไว้บนตะแกรง ระหว่างอบแผ่นแป้งไปทีละถาดก็มีเวลาทำไส้ครีมค่ะ   ป้าเจี๊ยบตอกไข่ไก่ 2 ฟองลงในชาม ใส่น้ำตาลทรายละเอียด 1/2 ถ้วยตวง แล้วตีด้วยตะกร้อมือจนเข้ากัน ใส่นมข้นจืด 1/2  ถ้วยตวงและแป้งข้าวโพด 2 ช้อนชาลงไป คนให้เข้ากันอีกครั้ง กรองผ่านกระชอนลงไปในหม้อเคลือบ ยกขึ้นตั้งไฟปานกลาง คนไปเรื่อยๆ จนเป็นครีม ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ยกลงมาวางพักไว้ให้เย็น   จากนั้นใส่เนยสดรสเค็ม 1/4 ถ้วยตวงที่วางทิ้งไว้จนนิ่มในอุณหภูมิห้อง  และวานิลลา 1 ช้อนชา คนจนเข้ากันเป็นเนื้อครีมเนียนๆ ตักใส่กล่อง ปิดฝาแล้วใส่ตู้เย็นไว้   หลังอาหารคาวผ่านไปและสมาชิกครอบครัวมีเวลานอนเรียงแถวผึ่งพุงกันหน้าทีวีสักพักใหญ่ๆ ป้าเจี๊ยบก็พร้อมเสิร์ฟเค้กนโปเลียน   หยิบแผ่นแป้งอบมาทาไส้จนทั่ว แล้ววางซ้อนกัน 3 ชั้นต่อเค้ก 1 ที่  ชั้นบนสุดตกแต่งด้วยการโรยแป้งพายอบที่ใช้มือขยี้จนเป็นชิ้นเล็กๆ เป็นอันว่าเรียบร้อย   วันที่ทำให้ตามคำขอของแม่แอนมีไส้เหลือค่ะ ป้าเจี๊ยบเก็บใส่ตู้เย็นไว้ พอลุงจั่นขอมาอีกครั้งก็เลยสบายมาก อบแต่แผ่นแป้งเท่านั้น ไม่ต้องลงมือทำไส้อีก ได้รสชาติอร่อยเหมือนเดิม ส่วนแม่แอนก็ดีใจที่ได้กินอีก...หุหุ   เอ...จะมีใครขอกินเค้กนโปเลียนอีกรอบไหมเนี่ย?

  ส่วนผสมแป้งพายชั้นอย่างง่ายๆ แป้งสาลีอเนกประสงค์ 350 กรัม เกลือป่น 5 กรัม เนยเย็นหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ 170 กรัม น้ำเย็น 70 กรัม วิธีทำ ใส่แป้งสาลี เกลือ และเนยในโถผสมของ Food Processor กดปุ่ม Pulse จนส่วนผสมเป็นทรายหยาบ ค่อยๆ ใส่น้ำทีละน้อยจนแป้งเข้ากันเป็นก้อน คลึงแป้งและพับแป้งทั้ง 2 ด้านมาจรดหรือพบกันกลางชิ้น พับอีกครั้ง ทำซ้ำเช่นนี้ 5 ครั้งแล้วแช่เย็นไว้จนกว่าจะทำไส้เสร็จ ไส้ครีมอัลมอนด์ ส่วนผสม เนยพักไว้ให้นุ่ม 75 กรัม น้ำตาลทราย  75 กรัม อัลมอนด์บดละเอียด 75 กรัม      ไข่ไก่เบอร์ 0 1 ฟอง วิปปิงครีม 35 กรัม ผิวส้มหรือผิวเลมอน ตามชอบ เหล้าเคียร์ชหรือรัม 1 ช้อนโต๊ะ (ใส่วานิลลาแทนได้) วิธีทำ ใส่เนยและน้ำตาลในอ่างผสม ใช้พายคนให้เข้ากัน เติมอัลมอด์ ไข่ วิปปิงครีม ผิวส้ม และเหล้า คนจนเข้ากัน (ไม่ต้องคนนาน) Royal Icing ส่วนผสม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 25 กรัม น้ำตาลไอซิง 125 กรัม ไข่ขาว 30 กรัม วิธีทำ ใส่ส่วนผสมทั้งหมดในอ่างผสม ใช้พายคนให้เข้ากัน ถ้าแห้งไปเติมน้ำมะนาว 2-3 หยด วิธีประกอบเข้าด้วยกัน ทาเนยด้านในของพิมพ์วงแหวนให้ทั่ว นำแป้งพายตัดแบ่งเป็นชิ้น 2/3 และ 1/3 นำแป้งพายชิ้นใหญ่คลึงให้บางและเป็นวงกลมใหญ่กว่าพิมพ์ ใส่ลงในวงแหวน กดให้แป้งแบนราบ และทิ้งขอบมากๆ เทครีมอัลมอนด์ลงไปให้ได้ครึ่งหนึ่งของวงแหวน คลึงแป้งพายที่เหลือ 1/3 ให้เป็นวงกลมเล็กกว่าวงแหวนเล็กน้อย ทาขอบแป้งด้วยน้ำ วางทับบนครีมอัลมอนด์ ตัดขอบแป้งพายที่เหลือออกและพับลง นำไปแช่แข็งไว้ 15 นาที คลึงแป้งพายที่เหลือตัดจากวงกลมแล้วตัดให้เป็นเส้นยาวกว้าง 1 เซนติเมตร ทาไข่แดงและแช่เย็นไว้ นำขนมออกจากตู้เย็นแล้วทาด้วยหน้าด้วยรอยัลไอซิงให้เสมอกันทั้งหน้า วางแป้งพายที่ตัดเป็นเส้นยาวบนหน้าขนมให้เป็นลายสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด แช่เย็นอีก 30 นาที นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียสนาน 40-45 นาที ยกออกจากเตา วางพักไว้บนตะแกรงให้เย็นแล้วดึงวงแหวนออก

  คุกกี้นี้เนื้อบางและแบน หน้าขนมจะแตกๆ เนื้อขนมแข็งกรอบ บางครั้งเรียกว่าคุกกี้หน้าแตก หน้าคุกกี้โรยด้วยงาขาวงาดำ อบออกมาใหม่ๆ มีกลิ่นหอมน่ากิน   ส่วนผสม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 1/2 ถ้วย น้ำตาลทราย 1/3 ถ้วย เกลือป่น 1/4 ช้อนชา ผงฟู 1/2 ช้อนชา เบกกิงโซดา 1/4 ช้อนชา น้ำมันพืช 1/4 ถ้วย ไข่ไก่ 2 ฟอง งาขาวและงาดำสำหรับโรยหน้า วิธีทำ ผสมแป้งสาลี ผงฟู เบกกิงโซดา เกลือ และน้ำตาล คนให้เข้ากัน พักไว้ ผสมไข่กับน้ำมัน ตีให้เข้ากัน เทใส่ชามส่วนผสมแป้ง คนให้เข้ากันจนจับเป็นก้อน พักไว้ ปั้นขนมเป็นก้อนกลม กดให้แบน วางเรียงบนถาดสำหรับอบโดยห่างกันพอประมาณ โรยงาขาวผสมงาดำ กดให้ติดเนื้อแป้ง อบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียสประมาณ 10 นาที หรือจนสุกเหลืองกรอบ ยกออกจากเตา    จัดใส่จาน เสิร์ฟกับกาแฟหรือชาตามชอบ หรือเก็บใส่ขวดโหลที่มีฝาปิด

  “เค้กโบราณ” เป็นเค้กไข่เนื้อนุ่มๆ หอมกลิ่นวานิลลา หน้าเค้กทาด้วยแยมรสส้ม ตกแต่งด้วยครีมบีบเป็นดอกไม้สวย   ส่วนผสม   แป้งเค้ก 1 ถ้วย ผงฟู 1 ช้อนชา เกลือป่น 1/4 ช้อนชา ไข่ไก่ 2 ฟอง น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย นมข้นจืด 1/2 ถ้วย กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา เนยละลาย 1/3 ถ้วย แยมส้ม 1 ถ้วย เนยสดรสเค็ม 100 กรัม เนยขาว 50 กรัม น้ำตาลไอซิง  1 ถ้วย น้ำอุ่น 2 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ ตีไข่กับน้ำตาลทรายและเกลือเข้าด้วยกันจนเป็นครีม ใส่นมข้นจืด ใส่แป้งเค้ก ผงฟู และกลิ่นวานิลลา ตีต่อให้เข้ากัน ค่อยๆ ใส่เนยละลายแล้วตีเข้าด้วยกันอีกครั้ง ตักหยอดใส่พิมพ์ประมาณ 3 /4 พิมพ์ อบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียสนาน 20-25 นาที พักไว้ให้เย็น ใส่แยมส้มลงในหม้อ ตั้งไฟร้อนพอแยมละลาย กรองเอาแต่น้ำ พักไว้ให้แยมอยู่ตัว ผสมน้ำตาลไอซิงกับน้ำอุ่น คนให้ละลาย พักไว้ ตีเนยสดกับเนยขาวเข้าด้วยกันจนขึ้นฟู ค่อยๆ ใส่น้ำตาลไอซิงที่ละลายไว้ ตีให้เข้ากัน แบ่งครีมเป็น 3 ส่วน ใส่สีชมพู สีเหลือง สีเขียว คนให้เข้ากัน ใส่ถุงบีบไว้สำหรับตกแต่งบนหน้าเค้ก นำเค้กมาจุ่มลงในแยม วางเรียงไว้ แตกแต่งด้วยครีมที่เตรียมไว้ให้สวยงาม

  “ชีสเค้กหน้าไหม้ค่ะ” ป้าเจี๊ยบไปกินข้าวที่บ้านริมคลองวัดกระจับพินิจของน้องชาย หลานมิ้นท์โชว์ฝีมือทำเค้กหน้าสีน้ำตาลเกือบดำ มีกระดาษขยุกขยุยหุ้มอยู่ เจ้าตัวยกออกจากตู้เย็นมาวางบนโต๊ะ ตัดให้ป้าเจี๊ยบชิมพร้อมกับบอกว่า “กำลังฮิตมากที่ญี่ปุ่น”   ป้าเจี๊ยบชิมแล้วไม่โดนเท่าไร รสอ่อนๆ สไตล์ชีสเค้กญี่ปุ่นที่ตัวเองไม่ชอบ อยากให้รสเข้มกว่านี้   เลยคิดว่าจะต้องลองทำดู พอสืบค้นข้อมูลออนไลน์ก็ได้รู้ว่าต้นกำเนิดชีสเค้กนี้เป็นของสเปนนะ ไม่ใช่ญี่ปุ่น!   เก็บมาได้หลายสูตรค่ะ ประมวลผลแล้วก็ตัดสินใจเลือกมา 1 สูตร ลงมือทำแบบทำไปชิมไป เติมโน่นนี่ไปจนได้รสที่ต้องการ จึงส่งเข้าเตาอบ   เค้กหน้าไหม้ก้อนแรกได้เลี้ยงเพื่อนๆ วัฒนาวิทยาลัยซึ่งนัดมากินข้าวกันที่บ้านป้าเจี๊ยบหลังปลดล็อกโควิด-19 ทุกคนชอบมากถึงมากที่สุด บอกว่า “เข้มข้นเต็มคำมาก”  อิอิ!   ชีสเค้กหน้าไหม้ของป้าเจี๊ยบหน้าไม่ดำเท่าของหลานค่ะ เพราะป้าเจี๊ยบใจไม่ถึง ขอแค่น้ำตาลเข้มนิดหน่อยก็พอ ไม่รู้จะเรียกว่า “หน้าไหม้” ได้หรือเปล่า? อิอิ!   วันครอบครัวเสาร์นี้ป้าเจี๊ยบจัดเมนูญี่ปุ่น มีหัวปลาแซลมอนต้มโชยุ,  Mille-Feuille Nabe, สลัดมันฝรั่งแบบญี่ปุ่น, Zaru Soba และไก่คาราอาเกะ ป้าเจี๊ยบเลยลงมือทำชีสเค้กหน้าไหม้ในวันศุกร์ จะได้ไม่ต้องยุ่งตอนเตรียมอาหารคาววันรุ่งขึ้น   ตอนเลี้ยงเพื่อนๆ ป้าเจี๊ยบใช้ครีมชีสก้อนเดียว แต่สมาชิกครอบครัวมีจำนวนเป็น 2 เท่า ป้าเจี๊ยบจึงใช้ครีมชีส (Cream Cheese) 2 ก้อน น้ำหนักก้อนละ 250 กรัม ซึ่งก็ครึ่งกิโลเลยนะเนี่ย! จัดการวางทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง   ระหว่างรอให้ครีมชีสอ่อนตัว ป้าเจี๊ยบเตรียมถาดอบค่ะ ใช้ถาดวงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว ตัดกระดาษรองอบ (Parchment Paper) มาวางลงไปทั้งแผ่น ใช้มือกดๆ รีดๆ ให้แนบไปกับก้นถาดและตัวถาดก็จะมีรอยยับๆ ซึ่งนี่เองที่ทำให้เกิดรอยอันเป็นลักษณะเด่นของเค้กนี้!   เมื่อครีมชีสอ่อนตัวดีแล้ว ป้าเจี๊ยบเปิดเตาอบติ๊งติ๊งรอไว้ที่ปุ่มความร้อน 220 องศาเซลเซียส หรือ 425 องศาฟาเรนไฮต์ ปุ่มไฟบน-ล่าง นำครีมชีสมาใส่ชามพร้อมกับน้ำตาลทรายละเอียด (Caster Sugar) 150 กรัม แป้งข้าวโพด 15 กรัม เกลือป่น 1/2 ช้อนชา ใช้ตะกร้อไฟฟ้าตีด้วยความเร็วปานกลางค่อนข้างสูงหรือเบอร์ 4   พอเนื้อเนียนก็ใส่เดรีวิปปิงครีม (Dairy Whipping Cream) 250 กรัม วานิลลา 1 ช้อนชา ตีให้เข้ากันอีกครั้ง แล้วทยอยใส่ไข่ไก่เบอร์สาม 4 ฟองลงไปทีละฟองขณะตี  เมื่อเห็นว่าส่วนผสมเข้ากันดีแล้วป้าเจี๊ยบลดความเร็วลงระดับต่ำหรือเบอร์ 1 ใส่น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะลงไป ตีต่อประมาณ 1 นาที  แล้วเทลงถาดอบที่เตรียมไว้ เคาะถาดกับเคาน์เตอร์ 2-3 ครั้งเพื่อไล่ฟองอากาศ ยกเข้าเตาอบ ตั้งปุ่มเวลาไว้ 25 นาที   เมื่อได้ยินเสียงติ๊ง ป้าเจี๊ยบตั้งปุ่มเวลาใหม่เป็น 10 นาที ปรับลดปุ่มความร้อนลงเหลือ 200 องศาเซลเซียส หรือ 390 องศาฟาเรนไฮต์ ปุ่มไฟบนอย่างเดียว พอได้ยินเสียงติ๊งอีกครั้งก็ส่องดูว่าหน้าไหม้ได้สีที่ต้องการหรือยัง อาจต้องอบต่ออีก เพราะนี่เป็นเตาติ๊งอันใหม่ ทำครั้งที่แล้วป้าเจี๊ยบยังไม่คุ้นเคย ลองใช้เครื่องวัดอุณหภูมิมาเทียบ พบว่าความร้อนของเตาอบน้อยกว่าตัวเลขที่บอกไว้?!?  ก็ต้องเฝ้าดูจนกว่าจะได้สีที่ต้องการสิคะ   เมื่อได้หน้าไหม้ตามต้องการแล้ว ป้าเจี๊ยบปิดไฟ เปิดฝาเตาอบ ทิ้งเค้กไว้ในนั้นจนหายร้อน จึงเอาแผ่นฟิล์มพลาสติกมาหุ้มถาดอบแล้วแช่ไว้ในตู้เย็น   หลังอาหารคาวรายการกินกันวันเสาร์ ป้าเจี๊ยบนำชีสเค้กหน้าไหม้ออกมาเสิร์ฟ ถูกใจน้องแพรที่สุด เพราะชอบกินชีสเค้กแบบไม่ต้องมีหน้า คุณพ่อของน้องแพรบอกว่ารสเข้มอร่อยเหมือนชีสเค้กที่เคยกินที่ซานอันโตนิโอ อ้าว...ไหงงั้นล่ะ?   สมาชิกชอบกันทุกคนค่ะ ยกเว้นป้าแจง! ป้าแจงต้องการหน้าราดชีสเค้ก ถามหา “หน้าอยู่ไหน?”    ป้าเจี๊ยบตอบเนียนๆ ไปว่า “หน้าไหม้หมดแล้ว” ฮา!

  เค้กช็อกโกแลตกล้วยหอมแบบไม่ใส่แป้งทำง่ายได้ด้วยเตาไมโครเวฟ ใช้เวลาสั้น แถมกินอร่อยได้สุขภาพอีกด้วย     ส่วนผสม กล้วยหอม  2 ผล ไข่ 1 ฟอง แป้งข้าวโอ๊ต 1/4 ถ้วย นมสด 1/4 ถ้วย ผงฟู 1 ช้อนชา ผงโกโก้  1 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา วิธีทำ บดกล้วยหอม ใส่ไข่ แป้งข้าวโอ๊ต ผงโกโก้ นมสด น้ำตาล และผงฟู คนให้เข้ากัน ตักใส่พิมพ์ นำเข้าไมโครเวฟโดยใช้ไฟกลาง 2 นาที 30 วินาทีจนสุก ยกออกจากเตา ตกแต่งด้วยกล้วยสุก รับประทานอุ่นๆ