ปีใหม่ New Year เขียนย่อๆ ว่า NY   ป้าเจี๊ยบชอบกินชีสเค้กสไตล์นิวยอร์กที่ใส่ชีสเน้นๆ และตัวเค้กมีความสูงไม่ต่ำกว่า 2 นิ้ว! จึงคิดแบบเอาสีข้างเข้าถูว่า NY หมายถึง New York ด้วยเหมือนกัน ป้าเจี๊ยบจะทำนิวยอร์กชีสเค้กแบบที่ตัวเองชอบเป็นชีสเค้กปีใหม่ให้ญาติมิตร…ฮา!   ป้าเจี๊ยบใช้ครีมชีสมาหลายยี่ห้อ แต่ไม่ชอบยี่ห้ออื่นๆ เท่าครีมชีสของฟิลาเดลเฟีย ซึ่งราคาค่อนข้างจะสูงกว่ายี่ห้ออื่น แต่ความที่ถูกใจในรสชาติและถือคติว่า ถ้าตัวเองไม่อร่อยก็ไม่ต้องทำให้คนอื่นกิน จึงใช้ยี่ห้อนี้มาตลอด   งานนี้ต้องใช้ครีมชีสขนาด 250 กรัม 4 ก้อนค่ะ ใส่ชามวางไว้ให้อ่อนตัวที่อุณหภูมิห้อง ระหว่างนั้นก็เอาแครกเกอร์มาบดหยาบๆ ให้ได้ 2 1/4 ถ้วยตวง ใส่น้ำตาลไอซิง 1 ช้อนโต๊ะ และเนยแท้รสเค็ม 1/2 ถ้วยตวงที่นำไปทำให้ละลายแล้วลงไป ใช้พายซิลิโคนคลุกให้เข้ากัน เทลงในถาดอบแบบถอดก้นได้ (Springform Pan) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 9 นิ้ว ใช้ก้นถ้วยแก้วแบนๆ กดให้ทั่วจนแน่น คลุมด้วยแผ่นพลาสติกถนอมอาหาร นำไปวางพักไว้ในตู้เย็น   ป้าเจี๊ยบใช้ตะกร้อไฟฟ้าตีครีมชีสด้วยความเร็วปานกลางหรือเบอร์ 3 จนกระทั่งเนื้อครีมชีสเนียน จึงร่อนแป้งสาลีอเนกประสงค์ 1/4 ถ้วยตวงใส่ลงไป ตามด้วยน้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง ตีส่วนผสมต่อด้วยความเร็วต่ำประมาณ 1 นาที แล้วใส่ผิวเลมอนขูด 1 ช้อนชา น้ำเลมอนคั้น 1 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1/4 ช้อนชา วานิลลา 1 ช้อนโต๊ะ ตีต่อด้วยความเร็วต่ำแค่พอให้เข้ากัน   จากนั้นทยอยใส่ไข่ไก่เบอร์ 2 ลงไปตีด้วยความเร็วต่ำทีละฟอง จนครบ 6 ฟอง และส่วนผสมเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน จึงใส่ครีมเปรี้ยว 1/2 ถ้วยตวงลงไป ใช้พายซิลิโคนคนให้ส่วนผสมเข้ากันดี   ป้าเจี๊ยบนำถาดแครกเกอร์ออกจากตู้เย็นมาวางซ้อนในถาดอบทรงกลมอีกใบ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 นิ้ว เนื่องจากต้องอบแบบวางในน้ำร้อน  ถาดอบสปริงฟอร์มน้ำซึมเข้าได้ค่ะ เมื่อก่อนไม่มีถาดหลายขนาด ป้าเจี๊ยบก็ใช้อะลูมินัมฟอยล์หุ้มก้นถาดไว้ จากนั้นเทครีมชีสที่ผสมไว้ลงไป เคาะถาดเบาๆ ให้หน้าเรียบ   เปิดเตาอบตั้งปุ่มไฟบน-ล่าง ปุ่มความร้อน 165 องศาเซลเซียส หรือ 325 องศาฟาเรนไฮต์ ปุ่มเวลา 60 นาที เตาอบของป้าเจี๊ยบตั้งเวลาสูงสุดได้แค่นี้ เดี๋ยวต้องมาตั้งต่ออีกเพราะต้องใช้เวลาอบประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง   ป้าเจี๊ยบใส่ถาดรองอบของเตาไว้ที่ชั้นกลาง เมื่อความร้อนได้ระดับที่ต้องการแล้วป้าเจี๊ยบวางถาดชีสเค้กลงในถาดรองของเตา เทน้ำเดือดลงไปในถาดรอง กะให้สูงประมาณ 1/2 นิ้ว แล้วปิดฝาเตาอบ รอเวลาครบ 30 นาทีแล้วป้าเจี๊ยบก็มาบิดปุ่มเวลากลับไปที่ 60 นาที ได้เวลาตามที่ต้องการ   ติ๊ง! ป้าเจี๊ยบเปิดฝาเตาอบอ้าไว้และทิ้งถาดอบไว้อย่างนั้นประมาณ 30-45 นาที จึงนำถาดอบออกมาจากถาดรอง วางพักต่อบนตะแกรงจนเย็นสนิทก่อนที่จะปิดหุ้มด้วยแผ่นพลาสติกถนอมอาหาร นำไปพักต่อในตู้เย็นอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ก่อนที่จะนำออกจากถาดมาตัดเป็นชิ้น บรรจุกล่อง เตรียมแจกเป็นของขวัญปีใหม่    ชีสเค้กปีใหม่ทำไว้ล่วงหน้าได้ เก็บบ่มไว้ในตู้เย็น 2-3 วัน รสชาติยิ่งดีขึ้น ถ้ากินไม่หมดก็แช่ฟรีซได้นานถึง 3 เดือน แต่ชีสเค้กของป้าเจี๊ยบไม่เคยมีโอกาสได้เข้าช่องฟรีซเลยนะคะ อิอิ

  บานาน่าเบรดเป็นหนึ่งในอาหารเช้ายอดนิยม มีเนื้อสัมผัสกึ่งมัฟฟินกึ่งเค้ก สามารถใส่ช็อกโกแลต ถั่ว ผลไม้แห้ง หรือธัญพืชต่างๆ ได้ตามต้องการ มีวิธีการทำที่ง่าย และเก็บได้หลายวัน นิยมหั่นเป็นชิ้นสไลซ์ปิ้งในเครื่องปิ้งขนมปัง รับประทานกับเนยหรือแยม   ส่วนผสม เนยจืด 60 กรัม น้ำตาลทราย 50 กรัม กล้วยหอม (สุก) 180 กรัม ไข่ไก่เบอร์ 2 1 ฟอง วานิลลา 1 ช้อนชา แป้งสาลีอเนกประสงค์ 125 กรัม ผงฟู 1 ช้อนชา แอปริคอตแห้ง 50  กรัม ลูกฟิกแห้ง 50 กรัม ถั่ววอลนัต (อบ)  50 กรัม เกลือเล็กน้อย วิธีทำ ตั้งเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส โปรแกรมไฟล่างไฟบน เตรียมพิมพ์ขนาด 8x20 เซนติเมตร หรือที่ใกล้เคียง ฉีดสเปรย์น้ำมันบางๆ เตรียมไว้ ร่อนแป้งสาลี ผงฟู และเกลือใส่ชามผสม  พักไว้ บดกล้วย เตรียมไว้ ตีเนยให้นุ่มดี ใส่น้ำตาลทรายตามลงไป ตีให้เข้ากันดี ใส่ไข่ไก่ และกลิ่นวานิลลา ใส่กล้วยตีให้เข้ากัน ใส่ส่วนผสมแป้ง ตีด้วยความเร็วต่ำให้เข้ากัน หั่นแอปริคอต ลูกฟิกแห้ง และถั่ววอลนัตใส่ลงไป ใช้พายยางคนให้ส่วนผสมกระจายทั่วดี ตักส่วนผสมใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้ นำเข้าเตาอบ 40 นาที เมื่ออบเสร็จ พักบานาน่าเบรดให้เย็นลงในพิมพ์ 10 นาที ก่อนนำออกจากพิมพ์

  คลิปนี้แนะนำทำขนมปังรูปไก่ง่วงแบบง่ายๆ สำหรับคนที่ไม่กินไก่ง่วง ใช้เวลาพักแป้งไม่นาน เวลารับประทานเสิร์ฟกับแยมแครนเบอร์รี่รสเปรี้ยวหวาน   ส่วนผสม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 4 ถ้วย แป้งโฮลวีต 2 ถ้วย น้ำอุ่น  1 1/4 ถ้วย เกลือป่น 1 ช้อนชา ไข่ไก่ 1 ฟอง น้ำตาลทราย 1 1/2 ช้อนโต๊ะ ยีสต์ผง 1 1/2 ช้อนชา น้ำมันมะกอก 3 ช้อนโต๊ะ อบเชยป่น                                                      วิธีทำ ผสมแป้งสาลีกับแป้งโฮลวีตลงในโถผสม ใส่ยีสต์ผง น้ำตาล และเกลือ เปิดเครื่องให้ทำงาน ผสมน้ำอุ่นกับไข่ คนให้เข้ากัน ค่อยๆ เทลงในโถแป้ง ตีด้วยความเร็วต่ำจนแป้งเริ่มจับตัวกัน ใส่น้ำมันมะกอก ตีนวดให้เข้ากันจนแป้งเนียน พักแป้งโดไว้ 30 นาที นำมาตกแต่ง โดยตักแป้งส่วนบนทำให้เป็นรูปปีกไก่ ตัดด้านข้างทำเป็นรูปน่องไก่   โรยบนแป้งด้วยอบเชยป่น ใช้แปรงทาให้พอทั่วๆ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เวลา 30-40 นาทีจนสุก จัดขนมปังใส่จานที่มีแครนเบอร์รี เสิร์ฟกับแยมแครนเบอร์รี

  คุกกี้เนื้อละเอียดหอมกลิ่นมะพร้าวและอัลมอนด์ จับคู่กับชากาแฟ หรือนมสด เข้ากันได้ดี   ส่วนผสม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 200 กรัม ผงฟู 1 ช้อนชา เบกกิงโซดา 1/4 ช้อนชา ผงชาเขียว 2 ช้อนโต๊ะ เนยสดชนิดเค็ม 200 กรัม น้ำตาลทรายเม็ดละเอียด 3/4 ถ้วย เกลือป่น 1/4 ช้อนชา ไข่ไก่เบอร์สอง 1 ฟอง มะพร้าวอบแห้ง 1 ถ้วย อัลมอนด์แท่งอบ 80 กรัม วิธีทำ ตีเนยสดกับน้ำตาลและเกลือให้เข้ากันจนฟู ใส่ไข่ไก่ ตีต่อให้เข้ากันจนเป็นครีม ใส่อัลมอนด์แท่งและมะพร้าวอบแห้ง คนให้เข้ากัน ใส่แป้งสาลี ผงฟู เบกกิงโซดา และผงชาเขียว ใช้พายตะล่อมให้เข้ากัน  ใช้ที่ตักไอศกรีมตักส่วนผสมเป็นก้อนกลมวางลงบนถาดอบ ใช้ช้อนส้อมกดให้แบน โรยมะพร้าวอบแห้ง นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส เวลา 20 นาทีจนสุกเหลือง พักไว้จนเย็น เก็บใส่ขวดโหล กินกับกาแฟ ชาร้อน นมสดตามชอบ

  เมื่อพูดถึงโดนัทไม่มีใครไม่รู้จัก โดนัทชื่อดังๆ จากต่างประเทศก็มีทุกแบรนด์ในบ้านเรา หาทานได้ทั่วไป แต่ก็ยังมีโดนัทชนิดหนึ่งที่หาทานได้ยากนั่นก็คือ Cake Donut   Cake Donut มีเนื้อเหมือนเค้ก เนื้อแน่นกว่าโดนัทชนิดที่ทำด้วยยีสต์ซึ่งมีเนื้อฟูเบา และมีหน้าตา รูปร่างแบบต่างๆ มากมาย แถวประเทศเยอรมนีและออสเตรียก็นิยมทานโดนัทแบบนี้เรียกว่า Krapfen มีคนนำไปผสมกับครัวซองต์ออกมาเป็น Cronuts   ขนมประเภทนี้มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ในแทบทุกประเทศ ทำง่าย ทอดไม่นานก็ทานได้ โดนัทที่รู้จักกันในปัจจุบัน (สะกด Doughnut หรือ Donut) แพร่หลายโดยผู้อพยพชาวฮอลแลนด์ที่ไปตั้งถิ่นฐานใน New York (สมัยก่อนชื่อ New Amsterdam) โดนัทกลายเป็นขนมยอดนิยมของคนอเมริกัน มีการทำแจกในสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ในงาน Chicago World’s Fair ปี ค.ศ. 1933 โดนัทจัดเป็น “Hit Food of the Century of Progress”   โดนัทที่ทำด้วยยีสต์หาทานได้ทั่วไป ฉบับนี้จึงมาทำ Cake Donut กัน ในช่วงก่อนปลายยุค 1960 หรือเมื่อประมาณ 60 ปีก่อน บ้านเราก็จะมีโดนัทประเภทนี้ จะเรียกว่า “โดนัทโบราณ” ก็ได้ สมัยก่อนจะทานคู่กับน้ำชาในยามบ่าย เวลาทอดกลิ่นจะหอมมาก เมื่อได้ทำครั้งนี้ก็ทำให้ผู้เขียนหวนนึกกลับไปถึงเมื่อหลายสิบปีก่อน   จัดว่าเป็นขนมทำง่ายๆ ที่อร่อย และหาทานที่ไหนไม่ค่อยได้   ส่วนผสม แป้งสาลีอเนกประสงค์  540 กรัม ผงฟู 15 กรัม โซดาไบคาร์บอเนต 3 กรัม (ไม่ใส่ก็ได้) เกลือ 10 กรัม ไข่ 1 ฟอง ไข่แดง 2 ฟอง เนยนุ่ม 35 กรัม น้ำตาลทราย 150 กรัม (ถ้าชอบหวานเพิ่มได้) ซาวร์ครีม (ครีมเปรี้ยว)  350 กรัม อบเชยป่น และลูกจันทน์ป่น (Nutmeg) อย่างละเล็กน้อย น้ำตาลไอซิงสำหรับโรยหน้า วิธีทำ ร่อนแป้ง ผงฟู โซดาไบคาร์บอเนต เกลือ และเครื่องเทศ พักไว้ ในอ่างผสมตีไข่ ไข่แดง เนย น้ำตาล และซาวร์ครีมจนเข้ากันดี เติมส่วนผสมแป้งตีพอเข้ากัน ถ้าแป้งเหลวไปเติมแป้งทีละช้อนจนแป้งจับกันเป็นก้อนห่อกระดาษแช่ตู้เย็นไว้ 1 ชั่วโมง นำแป้งออกมาคลึงและใช้ที่กดโดนัทกดตัดเป็นชิ้น วางบนกระดาษไข เทน้ำมันใส่กระทะตั้งไฟปานกลาง พอร้อนทอดโดนัททีละชิ้น (ทอดด้านละประมาณ 1.30 นาที) พยายามอย่าให้ติดกัน พอสุกเป็นสีเหลืองทองสวยตักขึ้น โรยน้ำตาลไอซิง

  บัตเตอร์เค้กเนื้อนุ่มฉ่ำที่โดดเด่นด้วยกลิ่นหอมของส้มและวานิลลา มาพร้อมกับหน้าแอปเปิลที่สไลซ์เป็นแผ่นบาง จัดเรียงอย่างสวยงามอยู่บนหน้าเค้ก รับประทานกับครีมที่มีชีสมาสคาร์โปเนเป็นส่วนประกอบหลัก   ส่วนผสม เนยจืด  112 กรัม น้ำตาลทราย  112+40 กรัม วานิลลาสกัด  1 ช้อนชา ผิวส้ม  1 ผล ไข่ไก่เบอร์ 2  3 ฟอง แป้งสาลีอเนกประสงค์ 150 กรัม ผงฟู  1 ช้อนชา เกลือ  1/4 ช้อนชา อบเชยป่น 1/4 ช้อนชา นมสด 2 ช้อนโต๊ะ เหล้ารสส้ม 2  ช้อนชา แอปเปิลแดง   2 ผล น้ำตาลไอซิง สำหรับเสิร์ฟ ส่วนผสมครีมมาสคาร์โปเน มาสคาร์โปเน  120 กรัม วิปปิงครีม 1 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา เหล้ารสส้ม 2 ช้อนชา(ใส่ผสมขั้นตอนทำครีมเลยรึเปล่าคะ) วิธีทำ เตรียมพิมพ์เค้กแบบขอบเข็มขัดขนาด 7 นิ้ว ทาเนยและรองกระดาษไขที่ก้นและขอบพิมพ์ เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส โปรแกรมไฟล่างไฟบน นำเนยออกมาพักที่อุณหภูมิห้องให้พอนุ่มดี ร่อนแป้ง ผงฟู เกลือ และอบเชย เตรียมไว้ ตีเนยที่นุ่มขึ้นแล้วกับน้ำตาลทราย 112 กรัม ด้วยหัวใบพายให้เข้ากันดี ใส่วานิลลา และขูดผิวส้มลงไป ใส่ไข่ไก่ลงไปทีละฟอง ตีให้เข้ากันดีก่อนใส่ฟองถัดไป       ใส่ส่วนผสมแป้งลงไปครึ่งหนึ่ง ตีเบาๆ ให้เข้ากัน ใส่นมสดและเหล้ารสส้ม ใส่ส่วนผสมแป้งที่เหลือ ตีให้เข้ากันดี เทใส่พิมพ์ กดแกนแอปเปิลออก สไลซ์เป็นแผ่นบางๆ เคล้ากับน้ำมะนาว โรยด้วยน้ำตาลทราย 40 กรัม นำเข้าเตาอบ 55 นาทีหรือจนสุกดี เตรียมครีมมาสคาร์โปเนโดยใช้พายยางผสมมาสคาร์โปเน วิปปิงครีม น้ำตาลทราย และเหล้ารสส้มให้เข้ากัน พักเค้กที่สุกดีแล้วให้พออุ่น ตัดเสิร์ฟพร้อมกับครีมมาสคาร์โปเน

  เค้กขนาดมินิหอมกลิ่นเลมอน ตกแต่งด้วยครีมสีพาสเทลแบบมินิมอล เสิร์ฟในกล่องกระดาษใบเล็กน่ารักที่ดูสวยแปลกตา   ส่วนผสมเนื้อเค้ก (ใช้พิมพ์ขนาด 10 เซนติเมตร) เนยจืด (พักให้นุ่ม) 115 กรัม น้ำตาลทราย 175 กรัม ไข่ไก่ 2 ฟอง แป้งเค้ก 175 กรัม ผงฟู 2 ช้อนชา นมสด 85 มิลลิลิตร ผิวเลมอนขูด 1 ผล ส่วนผสมครีมแต่งหน้า เนยจืด (พักให้นุ่ม) 175 กรัม น้ำตาลไอซิ่ง 240 กรัม สีผสมอาหารสีที่ชอบ วิธีทำ ทำเค้กโดยตีเนยกับน้ำตาลในเครื่องผสมจนเนื้อครีมเนียน ใส่ไข่ไก่ทีละฟอง และผิวเลมอน ร่อนแป้งเค้กกับผงฟูใส่ลงในโถตี ค่อยๆ ใส่นมจนหมด ผสมให้เข้ากัน เทใส่พิมพ์เค้กขนาด 10 เซนติเมตร ประมาณ 2/3 ของพิมพ์ (ทาเนยให้ทั่วพิมพ์ โรยแป้งและเคาะเบาๆ) นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียสประมาณ 20 นาที (ใช้ไม้ปลายแหลมจิ้มตรงกลางเค้ก ถ้าไม่มีเนื้อเค้กติดออกมาแปลว่าสุกแล้ว) พักเค้กไว้ในพิมพ์สักครู่จึงคว่ำเค้กออกจากพิมพ์ พักไว้บนตะแกรงจนเย็นสนิท ตีเนยจืดกับน้ำตาลไอซิงจนนุ่มและฟู แบ่งมาใส่สีผสมอาหารให้เป็นสีพาสเทลอ่อนๆ ตามชอบ นำมาตกแต่งเค้กให้สวยงาม

  เบเกิลเนื้อนุ่มหนึบสอดไส้ซาลามี แตงดอง มะกอก รสเค็มมัน เพิ่มกลิ่นฉุนซ่าด้วยเบบี้ร็อกเก็ต เมนูมื้อเที่ยงที่ทำได้ง่ายๆ   ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) เบเกิลงา (หรือชนิดที่ชอบ) 2 ชิ้น ครีมชีสสเปรด 2 ช้อนโต๊ะ มัสตาร์ด 1 ช้อนโต๊ะ มายองเนส 1/4 ถ้วย มะกอกดำหั่นแว่น 4-5 ผล แตงกวาดองสไลซ์ 2 ผล ซาลามี 100 กรัม เบบี้ร็อกเก็ตประมาณ 1  ถ้วย ชีสสไลซ์ 2 แผ่น วิธีทำ อุ่นเบเกิลให้ร้อน ทาครีมชีสสเปรดให้ทั่ว วางเบบี้ร็อกเก็ต ชีสสไลซ์ ซาลามี มะกอกดำ และแตงกวาดอง ผสมมายองเนสกับมัสตาร์ด ตักใส่บนหน้าเบเกิล เสิร์ฟ

  ไม่ใช่เพราะสำนวนไทย “กินคาวไม่กินหวาน สันดานไพร่” หรอกนะที่ป้าเจี๊ยบทำของหวานไว้ให้สมาชิกกินหลังอาหาร แต่เป็นความเคยชินที่คุณแม่ทำอาหารให้พวกเรากินโดยมีของหวานปิดท้ายเสมอ จึงได้ยินคำพูด “ของหวานล้างปากวันนี้เป็นอะไร” บ่อยๆ จนมาถึงวันนี้ พีแคนหลานยายอายุ 3 ขวบของป้าเจี๊ยบกินข้าวเสร็จแล้วยังถามว่า “ยายเจี๊ยบครับ มีอะไร ‘ล้างคอ’ มั้ย”..ฮา!   ช่วงโควิด-19 ไม่มีกิจกรรมกินกันวันเสาร์ของครอบครัว แต่ป้าเจี๊ยบยังคงทำอาหารและขนมนะคะ  ไม่ใช่ทำสัปดาห์ละครั้งด้วยสิ ทำแทบจะทุกวัน ทำแล้วก็ใช้บริการส่งของส่งไปให้พี่น้องลูกหลาน รวมถึงมิตรสหายที่รักใคร่สนิทสนมกัน   ญาติมิตรรอบตัวป้าเจี๊ยบมีความเสี่ยงเรื่องโรคเบาหวานกันแทบทุกคน โรคอันตรายของผู้สูงวัย  ครอบครัวเราได้เป็นของแถมทางกรรมพันธุ์จากดีเอ็นเอคุณแม่ ป้าเจี๊ยบจึงพยายามลดการใช้น้ำตาลในการทำอาหารทั้งคาวและหวาน ใช้ความหวานจากธรรมชาติแทน   ของหวานอย่างหนึ่งที่เหมาะสำหรับคนเป็นเบาหวานคือ คุกกี้ไร้น้ำตาล ป้าเจี๊ยบเกิดไอเดียขึ้นมาตอนที่ได้ของฝากจากลูกศิษย์เป็นอินทผลัมตูนิเซียอย่างเยอะ กินเปล่าๆ ก็หวานมากจนกินไม่ไหว จึงลดความหวานของอินทผลัมลงด้วยการแปรรูปเป็นคุกกี้ที่อาศัยความหวานจากธรรมชาติล้วนๆ   ก่อนเตรียมชามแห้งป้าเจี๊ยบต้องเตรียมอินทผลัมก่อนค่ะ เด็ดผลออกจากก้านที่มาเป็นพวงๆ แล้วผ่าซีกแกะเม็ดออกค่ะ จากนั้นหั่นเป็นลูกเต๋าขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร ให้ได้อินทผาลัม 1 1/4 ถ้วยตวง และสับอัลมอนด์แผ่นอย่างหยาบๆ ไว้ 1/4 ถ้วยตวง   ชามแห้งของป้าเจี๊ยบมีแป้งสาลีอเนกประสงค์ 1/2 ถ้วยตวง แป้งอัลมอนด์ 1/4 ถ้วยตวง (ป้าเจี๊ยบเอาอัลมอนด์แผ่นมาปั่นจนละเอียด) เกลือป่น 1/4 ช้อนชา ผงฟู 1/2 ช้อนชา โซดาไบคาร์บอเนต 1/4 ช้อนชา ผงวานิลลา 1/2 ช้อนชา ใช้ตะกร้อมือคนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันอย่างดีแล้วใส่อินทผลัมหั่นเต๋า 1 1/4 ถ้วยตวง และอัลมอนด์แผ่นสับหยาบๆ 1/4 ถ้วยตวงที่เตรียมไว้ คลุกเคล้าให้อินทผลัมมีแป้งเคลือบและกระจายเป็นชิ้นๆ ไม่เกาะติดกัน วางพักไว้   ต่อไปชามเปียกค่ะ ใช้ตะกร้อมือตีไข่ไก่เบอร์สอง 2 ฟอง น้ำมันคาโนลา 2 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะ จนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี จากนั้นเทชามแห้งลงไปในชามเปียก ใช้พายซิลิโคนตะล่อมให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน    ป้าเจี๊ยบเทแป้งโดลงในถาดสี่เหลี่ยมขนาด 7x7 นิ้วที่ปูกระดาษรองอบไว้แล้วเกลี่ยให้เรียบเสมอกัน โรยหน้าด้วยอัลมอนด์แผ่นจนทั่ว   นำเข้าเตาอบที่ตั้งปุ่มความร้อนที่อุณหภูมิ 185 องศาเซลเซียส หรือ 365 องศาฟาเรนไฮต์ ปุ่มไฟบน-ล่าง ปุ่มเวลา 20 นาที  พอติ๊ง!!! ก็นำถาดคุกกี้ออกจากเตามาวางผึ่งไว้บนตะแกรง  พอเย็นสนิทก็นำออกจากถาดมาตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม ป้าเจี๊ยบแบ่งตัดแถวละ 4 ได้คุกกี้ 16 ชิ้น เก็บใส่กล่องปิดฝา ไม่ต้องเข้าตู้เย็นค่ะ เพราะหมดภายใน 3 วันแน่ๆ อิอิ   เบาหวานหรือไม่เบาหวาน...ก็ถูกใจถูกปากกันทุกคน!  

  ส่วนผสม (สำหรับพิมพ์ขนาด 9 นิ้ว) โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 240 กรัม น้ำตาลทรายไม่ฟอก 3/4 ถ้วย (และสำหรับโรยหน้าเล็กน้อย) น้ำมันคาโนล่า 1/4 ถ้วย ไข่ไก่เบอร์ 0 3 ฟอง แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 1/2 ถ้วย อัลมอนด์ป่น 1/2 ถ้วย ผงฟู 2 ช้อนชา เกลือป่น 1/4 อนชา ราสป์เบอร์รีสด 150 กรัม วิธีทำ ในอ่างผสมใส่โยเกิร์ต น้ำตาลทราย น้ำมันคาโนล่า และไข่ไก่ คนด้วยตะกร้อมือให้เข้ากัน อ่างอีกใบใส่แป้งสาลี อัลมอนด์ป่น ผงฟู และเกลือป่นผสมกัน ตักส่วนผสมแป้งใส่ในอ่างโยเกิร์ต ตะล่อมด้วยตะกร้อมือให้เข้ากันจนไม่เห็นเม็ดแป้ง อย่าผสมนานเกินไป เทใส่พิมพ์เค้กขนาด 9 นิ้วที่ปูรองด้วยกระดาษไข วางราสป์เบอร์รีให้ทั่ว แล้วโรยน้ำตาลทรายไม่ฟอก นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ประมาณ 35-40 นาทีจนเค้กสุก ถ้าชอบให้มีสีเข้มสวยให้อบต่อด้วยไฟบนอีก 5 นาที ยกออกจากเตา พักไว้ 15 นาที นำออกจากพิมพ์ พักไว้ให้เย็นและหั่นเป็นชิ้น

  ขนมปังเนื้อแน่นนุ่ม ชุ่มฉ่ำ ที่ได้ความหวานหอมจากกล้วยหอมใบโต และความกรุบกรอบจากช็อกโกแลตชิป เข้ากันได้ดีเลยล่ะ   ส่วนผสม (สำหรับ 2 ก้อน) แป้งสาลีอเนกประสงค์ 3 ถ้วย                  ผงฟู 1 1/2 ช้อนชา                เบกกิงโซดา 1 1/2 ช้อนชา              เกลือป่น 1 ช้อนชา              กล้วยหอมสุกผลใหญ่ 3 ผล                    นมสด 3 ช้อนโต๊ะ            อบเชยป่น 1 ช้อนชา              เนยสดนิ่ม 3/4 ถ้วย                  น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วย                  ไข่ไก่ 3 ฟอง      ช็อกโกแลตชิป 1 ถ้วย                  วิธีทำ ผสมแป้งสาลี เบกกิงโซดา ผงฟู และเกลือเข้าด้วยกัน ผสมกล้วยหอมบด นมสด และอบเชยป่น เข้าด้วยกัน ตีเนยสดกับน้ำตาลเข้าด้วยกันจนขึ้นฟู ใส่ไข่ตีต่อให้เข้ากัน ใส่ส่วนผสมกล้วยหอม และส่วนผสมแป้ง คลุกให้เข้ากัน ใส่ช็อกโกแลตชิป คนให้เข้ากัน  ใส่ส่วนผสมขนมปังลงในพิมพ์ขนาด 7x3x3 นิ้ว โรยช็อกโกแลตชิปอีกครั้ง นำไปอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เวลา 70 นาทีหรือจนสุก ยกออกจากเตาพักไว้ 10 นาที นำออกจากพิมพ์

  เป็นขนมปังชนิดหนึ่ง ที่มีวัตถุดิบไม่มาก ใช้น้ำมันมะกอกเป็นไขมันหลัก มีกลิ่นเครื่องเทศต่างๆที่เอามาใส่ให้หอมอย่างโรสแม่รี่ พาร์สเล่ย์อิตาเรียน หรือตกแต่งหน้าให้สวยงามตามชอบ และที่ขาดไม่ได้คือมะกอกดองที่ต้องมีในขนมปังฟอกาเซีย จะกินเป็นเครื่องเคียงหรือมาตกแต่งก็ได้เช่นกัน   ส่วนผสม แป้งขนมปัง 2 1/2 ถ้วย น้ำเปล่า 300 มิลลิลิตร ยีสต์ 2 ช้อนชา เกลือป่น 1 ช้อนชา น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา น้ำมันมะกอก 2 1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันมะกอกสำหรับทาพิมพ์และหน้าขนมปัง 2 ช้อนโต๊ะ  พาร์สลีย์อิตาเลียน, มะเขือเทศราชินีแดงและเหลือง, พริกชี้ฟ้าเหลือง, พริกเจลาปิโนเขียว, พริกหยวก, มะกอกดองเขียวและดำ  วิธีทำ ผสมแป้ง น้ำตาล เกลือ และยีสต์ คนให้เข้ากัน ใส่น้ำคนให้พอเข้ากัน ใส่น้ำมันมะกอกนวดต่อให้เข้ากัน พักแป้งไว้ 20 นาทีจนขึ้นฟู ตะล่อมแป้งจากล่างขึ้นบน พักต่ออีก 15 นาที โรยแป้งบนโต๊ะบางๆ นำแป้งโดออกจากชามผสม ไล่อากาศเล็กน้อย รีดแป้งออก นำแป้งโดมาใส่ถาดสำหรับอบ ค่อยๆ ใช้มือกดแป้งให้ทั่วพิมพ์ พักแป้งอีกครั้ง 15 นาทีให้ขึ้นเป็น 2 เท่า หั่นมะเขือเทศราชินี พริกชี้ฟ้า พริกเจลาปิโน พริกหยวก และมะกอกดองเตรียมไว้  นำแป้งโดมาตกแต่งด้วยผักที่เตรียมไว้ ให้สวยงาม  นำไปอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เวลา 30-45 นาทีจนสุกเหลือง พักไว้ให้เย็น หั่นเป็นชิ้นเสิร์ฟกับมะกอกดอง น้ำมันมะกอก

  เค้กทำง่ายโดยไม่ต้องใช้เครื่องตี เค้กเนื้อแน่นนุ่มใส่อัลมอนด์ป่น ชุ่มฉ่ำด้วยโยเกิร์ต รสเปรี้ยวอมหวานและสีสวยด้วยราสป์เบอร์รีสด   ส่วนผสม (สำหรับพิมพ์ขนาด 9 นิ้ว) โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 240 กรัม น้ำตาลทรายไม่ฟอก 3/4 ถ้วย (และสำหรับโรยหน้าเล็กน้อย) น้ำมันคาโนล่า 1/4 ถ้วย ไข่ไก่เบอร์0 3 ฟอง แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 1/2 ถ้วย อัลมอนด์ป่น 1/2 ถ้วย ผงฟู 2 ช้อนชา เกลือป่น 1/4 ช้อนชา ราสป์เบอร์รีสด 150 กรัม วิธีทำ ในอ่างผสมใส่โยเกิร์ต น้ำตาลทราย น้ำมันคาโนล่า และไข่ไก่ คนด้วยตะกร้อมือให้เข้ากัน อ่างอีกใบใส่แป้งสาลี อัลมอนด์ป่น ผงฟู และเกลือป่นผสมกัน ตักส่วนผสมแป้งใส่ในอ่างโยเกิร์ต ตะล่อมด้วยตะกร้อมือให้เข้ากันจนไม่เห็นเม็ดแป้ง อย่าผสมนานเกินไป เทใส่พิมพ์เค้กขนาด 9 นิ้วที่ปูรองด้วยกระดาษไข วางราสป์เบอร์รีให้ทั่ว แล้วโรยน้ำตาลทรายไม่ฟอก นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ประมาณ 35-40 นาทีจนเค้กสุก ถ้าชอบให้มีสีเข้มสวยให้อบต่อด้วยไฟบนอีก 5 นาที ยกออกจากเตา พักไว้ 15 นาที นำออกจากพิมพ์ พักไว้ให้เย็นและหั่นเป็นชิ้น

  เติมความสดใสให้เค้กรสนุ่มนวล ด้วยสีฟ้าของดอกอัญชัน ดูน่ารักเก๋ไก๋ไปอีกแบบ   ส่วนผสมเค้ก ไข่ไก่ 3 ฟอง น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย เกลือป่น 1/4 ช้อนชา แป้งเค้ก 3/4 ถ้วย น้ำมันพืช 1/3 ถ้วย กลิ่นวานิลลา 2 ช้อนชา สีผสมอาหารสีฟ้า 3/4 ช้อนชา ส่วนผสมครีมอัญชัน นมสด 3/4 ถ้วย น้ำตาลทราย 1/4  ถ้วย แป้งข้าวโพด 1/4 ถ้วย น้ำอัญชัน 1/3 ถ้วย เกลือป่น 1/4 ช้อนชา วิปปิงครีม 1 ถ้วย วิธีทำ เตรียมเค้กโดยตีไข่ไก่กับน้ำตาล และเกลือเข้าด้วยกันจนเป็นครีม ค่อยๆ ใส่น้ำมันพืชทีละน้อยตีให้เข้ากัน ใส่แป้งเค้ก กลิ่นวานิลลา และสีผสมอาหาร ตะล่อมให้เข้ากัน เทใส่พิมพ์ นำไปอบที่อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียส เวลา 20 นาทีจนสุก พักไว้ให้เย็น ทำครีมอัญชันโดยผสมนมสดกับแป้งข้าวโพดคนให้เข้ากัน ใส่น้ำตาล น้ำอัญชัน และเกลือ คนให้ละลายเข้ากัน ตั้งบนหม้อน้ำร้อนใช้ไฟกลาง คนเรื่อยๆ จนส่วนผสมสุกข้นเป็นเนื้อเดียวกัน ยกลง พักไว้ให้เย็น ตีวิปปิงครีมให้ขึ้นฟูอยู่ตัว ผสมกับครีมอัญชัน คนให้เข้ากัน นำเค้กมาตัดตามขวางเป็น 3 ชิ้น วางชิ้นที่ 1 ใส่จาน ทาครีมให้ทั่ว วางชิ้นที่ 2 ราดครีมให้หุ้มเค้กทั่ว นำเค้กวางใส่จาน ราดครีมอัญชันให้ทั่ว โรยเนื้อเค้กขูดเป็นชิ้นเล็กๆ      

  ส่วนผสม (สำหรับ 20 ชิ้น) เนยถั่ว 1 ถ้วย น้ำตาลทรายไม่ฟอก 3/4 ถ้วย นมอัลมอนด์ 1/4 ถ้วย ผงวานิลลา 1 ช้อนชา แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ถ้วย เบกกิงโซดา 1 ช้อนชา อัลมอนด์สับสำหรับโรยหน้าปริมาณตามชอบ วิธีทำ ในอ่างผสมใส่เนยถั่ว และน้ำตาลทราย ผสมด้วยพายยางคนจนเข้ากัน ใส่นมอัลมอนด์ ผสมผงวานิลลา แป้งสาลี และเบกกิงโซดาให้เข้ากัน เทใส่อ่างผสมเนยถั่ว คนให้เข้ากัน และใช้มือนวดผสมให้มีลักษณะปั้นได้ ตักส่วนผสมด้วยช้อนให้มีขนาดเท่าๆ กัน ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ วางเรียงบนถาดสำหรับอบ รองด้วยกระดาษไข ใช้ส้อมกดคุกกี้ให้แบนเล็กน้อย โรยหน้าด้วยอัลมอนด์สับ อบอุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียสประมาณ 20 นาทีจนสีเหลืองสวย ยกออกจากเตา เรียงบนตะแกรง พักไว้ให้เย็น

  อยู่บ้าน กักตัว หรือจะ Work from Home เปลี่ยนบรรยากาศมาทำขนมปังอร่อยๆ กินกัน ทั้งเตรียมขนมปังไปทำงานไปก็สนุกได้   ส่วนผสม แป้งขนมปัง 2 1/2 ถ้วย บีตรูตนึ่งสุกบดละเอียด 3/4 ถ้วย ยีสต์ผง 2 ช้อนชา เกลือป่น 1/2 ช้อนชา น้ำตาลทราย 1/3 ถ้วย เนยสดเค็ม 1/4 ถ้วย น้ำอุ่น 1/4 ถ้วย วอลนัตอบสับ 1/2 ถ้วย วิธีทำ ผสมแป้งขนมปัง ยีสต์ผง น้ำตาล และเกลือ คนให้เข้ากันทั่ว ทำเป็นหลุมตรงกลาง พักไว้ ผสมบีตรูตบดกับน้ำอุ่น คนให้เข้ากัน เทส่วนผสมบีตรูตลงในแป้ง นวดให้เข้ากัน ใส่เนยสดแล้วนวดต่อจนแป้งเข้ากัน พักแป้งไว้ 30 นาทีจนขึ้นเป็น 2 เท่า นำแป้งออกมาไล่อากาศ รีดให้เป็นแผ่นกว้างเท่ากับความยาวของพิมพ์ โรยวอลนัตให้ทั่ว ม้วนให้แน่น เก็บริมแป้งให้เรียบร้อย ใส่ลงในพิมพ์ ปิดฝาพิมพ์ พักแป้งไว้ 20 นาที นำไปอบที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส เวลา 45 นาที หรือจนสุก ยกออกจากเตา พักไว้ให้เย็น หั่นขนมปังเป็นแผ่นหนา 0.5 นิ้ว จัดใส่จาน เสิร์ฟกับชา กาแฟ หรือนมสดตามชอบ 

  คนฝรั่งเศสจะเรียกขนมที่ประกอบด้วยเมอแรงก์อย่างใดอย่างหนึ่งว่า Gâteau Meringué (การ์โตเมอแรงก์เก้) ไม่ว่าจะประกอบด้วยเมอแรงก์กรอบนอกนุ่มในเช่น Dacquoise หรือ Macaron หรือเมอแรงก์กรอบบางเช่น Vacherin   การ์โตเมอแรงก์เก้โดยมากจะเป็นเมอแรงก์ 2-3 ชนิดผสมกัน เมื่อผสมกันแล้วมักจะมีหลายชั้น มีการผสมผสานระหว่างไส้ครีมต่างๆ อย่าง Crème Patissiere, Crème Mousseline และ French Buttercreme   การ์โตเมอแรงก์เก้ที่รู้จักกันดี เช่น Sans Rival ซึ่งนิยมกันมากในประเทศฟิลิปปินส์ เป็นขนมที่ทำด้วยเมอแรงก์มะม่วงหิมพานต์เป็นชั้นๆ สลับด้วย French Buttercream ขนมอีกอย่างก็คือ Marquise ที่มักจะเป็นช็อกโกแลตทั้งชิ้น ทำด้วย Chocolate Dacquoise มีไส้ช็อกโกแลตมูส ปัจจุบันมีแทบทุกรส ไม่ว่าจะเป็นไวต์ช็อกโกแลต วานิลลา พิสตาชิโอ แต่ไม่ว่าจะเป็นรสอะไรก็จะมีส่วนที่เป็นดากวอส   ขนมที่ทำในฉบับนี้ประกอบด้วยเนื้อ 3 ชนิด ซึ่งมักจะทำกันในโอกาสพิเศษ ชั้นฐานจึงเป็น ครัมเบิลทับด้วยดากวอส ต่อด้วยเมอแรงก์มะม่วงหิมพานต์ มีเฟรนช์บัตเตอร์ครีมอยู่ระหว่างชั้น เป็นขนมที่ต้องแช่เย็นก่อนทานจึงจะตัดได้สวย   วิธีการทำการ์โตเมอแรงก์เก้มีหลายขั้นตอน ทุกขั้นตอนต้องพักในตู้เย็น แต่ก็ทำไม่ยาก ต้องใช้เวลา เวลาทำใจเย็นๆ จะได้ขนมสวยๆ และอร่อย   Crumble ส่วนผสม เนยพักให้นุ่ม 60 กรัม แป้งสาลีอเนกประสงค์   60 กรัม ผงอัลมอนด์ 70  กรัม น้ำตาลทรายแดง 60 กรัม เกลือ หยิบมือ วิธีทำ ใส่ทุกอย่างลงในอ่างผสม ใช้หัวตีใบพายตีพอเข้ากัน นำออกมาคลึงให้หนา 4 มิล (มิลลิเมตร) ตัดด้วยวงกลมให้เป็นแผ่นกลม นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส นาน 15 นาที นำออกมาพักให้คลายร้อน Daquoise ส่วนผสม ไข่ขาว 170 กรัม น้ำตาลทราย 160 กรัม น้ำตาลทราย 80 กรัม ผงอัลมอนด์  140 กรัม วิธีทำ ร่อนผงอัลมอนด์กับน้ำตาลทราย 160 กรัม พักไว้ ตีไข่ขาวจนเริ่มแข็ง ใส่น้ำตาลทราย 80 กรัมทีละน้อยจนหมด    พอไข่ขาวตั้งยอดแข็ง ใส่ส่วนผสมอัลมอนด์ ตะล่อมด้วยพาย ใส่ถุงบีบ บีบลงบนครัมเบิล อบอุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส นาน 15 นาที ลดไฟลงเป็น 90 องศาเซลเซียส อบต่อนาน 15 นาที Meringue  ส่วนผสม มะม่วงหิมพานต์ 170 กรัม น้ำตาลไอซิง 115 กรัม ไข่ขาว 120 กรัม น้ำตาลทราย 115 กรัม วิธีทำ ปั่นมะม่วงหิมพานต์และน้ำตาลไอซิงส่วนหนึ่งจนเป็นทรายหยาบ ใส่น้ำตาลไอซิงที่เหลือ ตีให้เข้ากัน พักไว้ ตีไข่ขาวจนตั้งยอดอ่อน ใส่น้ำตาลทีละน้อยจนหมด ตีจนตั้งยอดแข็ง ใส่ส่วนผสมมะม่วงหิมพานต์ ตะล่อมให้เข้ากัน ใส่ถุงบีบ บีบลงบนวงกลม 2 วง อบไฟอุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียส นาน 60 นาที French Buttercream ส่วนผสม ไข่แดง 155 กรัม น้ำตาลทราย  145 กรัม เนย 455 กรัม วิธีทำ ตีไข่แดงและน้ำตาลให้เข้ากันในอ่างทนความร้อน นำอ่างตั้งบนหม้อน้ำเดือด คนตลอดเวลาจนได้อุณหภูมิ 68 องศาเซลเซียส ยกออกจากเตาทันที (จำเป็นที่จะต้องได้อุณหภูมินี้เพราะไข่จะสุกพอดี ถ้าอุณหภูมิเกินนี้ไข่จะสุกเกินไป) เทใส่อ่างผสม ตีด้วยหัวตีตะกร้อด้วยความเร็วสูง (ประมาณ 8 นาที) พอไข่เย็น (23 องศาเซลเซียส) ใส่เนยทีละน้อย ตีจนฟู วิธีประกอบ Gâteau Meringué ทาเฟรนช์บัตเตอร์ครีมลงบนดากวอส วางเมอแรงก์ ทาครีมบนเมอแรงก์ วางเมอแรงก์อีกแผ่น ทาครีมให้รอบชิ้นขนม โรยมะม่วงหิมพานต์บดให้สวยงาม

  น้องกร หลานหมายเลข 6 ของป้าเจี๊ยบเป็นสาวแล้วค่ะ เรียนวิศวะปีสุดท้ายอยู่แถวบางมด วันเกิดทีไรขอแต่เค้กช็อกโกแลตกานาช   วันเกิดน้องกรครบรอบ 22 ปีนี้ ภาวะโควิดวิกฤติมากจนลุงโจ้ผู้อาวุโสสูงสุดออกหนังสือเวียนทั้งในไลน์กลุ่มของครอบครัวและไลน์ส่วนตัวเรื่องให้งดรายการกินกันวันเสาร์โดยไม่มีกำหนด พร้อมทั้งเตือนให้ทุกคนระมัดระวังตัวอย่างเข้มงวด   ป้าเจี๊ยบจึงไม่มีโอกาสทำเค้กช็อกโกแลตและจัดงานเลี้ยงให้น้องกร แต่ก็อยากทำเค้กให้เพราะเดี๋ยวนี้มีบริการจัดส่งเยอะแยะไปหมด แต่ยังไม่ค่อยไว้ใจว่าเค้กจะยังเป็นเค้กอยู่หรือเปล่าเมื่อถึงมือผู้รับ หุหุ   คุกกี้น่าจะเหมาะสมในการเดินทางมากกว่าเค้ก แต่ต้องเป็นคุกกี้ที่เนื้อคล้ายเค้ก มีความฉ่ำของช็อกโกแลตจนรู้สึกเหมือนกินช็อกโกแลตนุ่มๆ ในปาก คุกกี้ที่มีส่วนผสมของครีมชีสจะได้เนื้อสัมผัสตามที่ป้าเจี๊ยบต้องการ ลงมือทำคุกกี้ช็อกโกแลตครีมชีสให้น้องกรสิคะ   เริ่มด้วยการเตรียมชามแห้งไว้ก่อน 2 ชาม ชามที่ 1 มีแป้งอเนกประสงค์ 1 1/2 ถ้วยตวง ผงโกโก้ 3/4 ถ้วยตวง ผงฟู 3 ช้อนชา เกลือป่น 1/2 ช้อนชา และน้ำตาลไอซิง 4 ช้อนโต๊ะ คนส่วนผสมให้เข้ากันด้วยตะกร้อมือ ชามที่ 2 มีน้ำตาลไอซิง 1/2 ถ้วยตวง กับผงโกโก้ 2 ช้อนโต๊ะ ร่อนให้ส่วนผสมทั้ง 2 กลมกลืนกัน   จากนั้นลงมือทำชามเปียกโดยใช้ตะกร้อไฟฟ้าตีเนยแท้รสจืด 1/2 ถ้วยตวง และครีมชีส 1/2 ถ้วยตวง (ทั้ง 2 อย่างวางไว้ที่อุณหภูมิห้องจนนุ่ม) กับน้ำตาลทราย 3/4 ถ้วยตวง ด้วยความเร็วปานกลางจนน้ำตาลละลาย ส่วนผสมมีเนื้อเนียน แล้วใส่ไข่ไก่เบอร์สอง 1 ฟอง ลงไปตีจนเป็นเนื้อเดียวกัน   เทชามแห้งที่ 1 ลงไปในชามเปียก ปรับความเร็วของตะกร้อไฟฟ้าเป็นระดับต่ำ ตีจนส่วนผสมกลมกลืนกันจนไม่เห็นฝุ่นแป้ง  ใช้พายซิลิโคนกวาดแป้งโดให้รวมกันเป็นก้อนกลม คลุมด้วยแผ่นพลาสติก นำไปพักไว้ในตู้เย็นครึ่งชั่วโมง   ระหว่างพักแป้งโดป้าเจี๊ยบเตรียมถาด 2 ใบมาปูด้วยกระดาษไขรองอบ เพราะเตาอบของป้าเจี๊ยบขนาดเล็กมาก ต้องอบ 2 รอบ เปิดเตาอบรอไว้ที่ปุ่มความร้อน 180 องศาเซลเซียส ปุ่มไฟบน-ล่าง   เมื่อครบเวลาก็นำแป้งโดออกจากตู้เย็น ใช้ช้อนตักไอศกรีมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 1/2 นิ้วตักโดออกมาทีละก้อน หยิบช็อกโกแลตชิปประมาณ 3 กรัมยัดเข้าไปเป็นไส้ ปิดหุ้มให้เรียบร้อย จัดรูปร่างโดให้เป็นทรงกระบอก นำไปคลุกในชามแห้งที่ 2 วางเรียงในถาดอบให้ห่างกันประมาณ 1 1/2 นิ้ว  นำเข้าเตาอบ ตั้งปุ่มเวลาไว้ที่ 10 นาที   ระหว่างรอถาดที่ 1 ป้าเจี๊ยบเตรียมทำถาดที่ 2 ไว้แล้วพักรอในตู้เย็น พอได้ยินเสียงติ๊ง! ก็ยกถาดแรกออก เอาถาดที่ 2 เข้าอบ ป้าเจี๊ยบได้คุกกี้รวมแล้ว 16 ชิ้นค่ะ ขนาดชิ้นละประมาณเส้นผ่าศูนย์กลางสองนิ้วครึ่ง   คุกกี้ที่ออกมาจากเตาอบ ป้าเจี๊ยบร่อนผงโกโก้บางๆ บนหน้าคุกกี้ เนื้อของคุกกี้จะค่อนข้างนิ่ม ต้องพักไว้ในถาดประมาณ 5 นาที เพื่อให้คุกกี้อยู่ตัวก่อน แล้วจึงใช้พายแบนๆ ตักออกมาผึ่งต่อบนตะแกรง   ป้าอี๊ดเดินกรายมาดูผลงานของป้าเจี๊ยบแล้วถามว่า “ชิมสักชิ้นได้มั้ยตอนอุ่นๆ เนี่ย?”  ป้าเจี๊ยบกะว่าจะส่งไปให้น้องกร 12 ชิ้น จึงตอบว่าได้ และจัดให้น้องแพร 2 ชิ้น   ป้าอี๊ดชอบมากมาย แต่น้องแพรบอกว่าช็อกโกแลตเข้มฉ่ำดีเหมือนบราวนี่แต่หวานเกินไป ลดน้ำตาลลงได้อีกครึ่งนึงเลย ว้า! น้องกรชอบกินช็อกโกแลตออกขมนิดๆ รสเดียวกับน้องแพรซะด้วยสิ   ถ้างั้นทำใหม่ดีกว่า ลดน้ำตาลลง ส่วนรุ่นแรกนี้ป้าอี๊ดยินดีรับไปกำจัด ฮา! 

  ขนมปังขมิ้นและเมล็ดป๊อปปี้ ทำแซนด์วิชไส้สโมกแซลมอนรสเค็มมัน สูตรอร่อยจากทีมเชฟผู้สอนหลักสูตรศิลปะวิชาการทำขนมปังจากโรงเรียนสอนการประกอบอาหารเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต    ส่วนผสมแป้ง (ประมาณ 38 ชิ้นเล็ก) แป้งสาลีอเนกประสงค์ T55 500 กรัม นมผง 32 กรัม ขมิ้นป่น 8 กรัม น้ำตาลทราย 45 กรัม เกลือป่น 13 กรัม ยีสต์สด 12 กรัม น้ำเย็น 230 กรัม ไข่ไก่ 57 กรัม เนยจืดหั่นเต๋าแช่เย็น 55 กรัม เมล็ดป๊อปปี้ (Poppy Seed) ปริมาณเล็กน้อย วิธีทำ ใส่ส่วนผสมทุกอย่างลงในโถตี เริ่มจากของเหลว ตามด้วยยีสต์ แป้งสาลี ของแห้งที่เหลือ และเนยเย็น ตีผสมด้วยหัวตีตะขอ ใช้ความเร็วต่ำประมาณ 5 นาที จากนั้นตีด้วยความเร็วสูงประมาณ 8-10 นาที พักโดที่อุณหภูมิห้อง (25 องศาเซลเซียส) นาน 15 นาที แบ่งโดเป็นชิ้นละ 25 กรัม ขึ้นรูปเป็นลูกกลมหลวมๆ คลุมด้วยพลาสติกพักไว้ 10 นาที จากนั้นขึ้นรูปเป็นทรง Bâtard ลักษณะคล้ายลูกรักบี้ ตรงกลางหนา ปลายทั้ง 2 ด้านเรียวเล็ก ทาน้ำบนแป้งโดแล้วคลุกกับเมล็ดป๊อปปี้ กรีดหน้าโดให้เป็นรอย พักแป้งโดที่อุณหภูมิ 28 องศาเซลเซียส ความชื้น 80% นาน 35 นาที นำเข้าอบที่อุณหภูมิ 210 องศาเซลเซียส นาน 12-15 นาที และนำออกมาพักไว้ ส่วนผสมไส้ ปลาแซลมอนรมควันสไลซ์แผ่นบาง 200 กรัม ครีมชีส (อุณหภูมิห้อง) 300 กรัม วิปปิงครีม 120 กรัม ผักชีลาวสับ หอมแดงสับละเอียด น้ำเลมอน เกลือทะเล พริกไทยดำบด ผักร็อกเก็ตหรือผักสลัดชนิดอื่นปริมาณตามชอบ วิธีทำ ตีครีมชีสด้วยเครื่องผสมอาหารหัวตีใบไม้จนเนียน ใส่วิปปิงครีม ตีให้เข้ากันจนฟูขึ้นเล็กน้อยและอยู่ตัว ใส่น้ำเลมอน เกลือ พริกไทยดำบด และชิมรส ใส่หอมแดง ผักชีลาว คนพอให้กระจายตัว กรีดด้านข้างขนมปังตามยาวลงนาบกับกระทะที่ทาเนยจืดไว้ ใช้ไฟกลางจนขนมปังเป็นสีน้ำตาลทองและมีกลิ่นหอม ทาส่วนผสมครีมชีสบนขนมปังให้ทั่ว วางผักสลัด แซลมอนรมควัน ตกแต่งด้วยผักชีลาวเล็กน้อย พร้อมเสิร์ฟ

    การ์เด้นกีช ถ้วยเล็กแป้งกรอบไส้ผักเคลและเบคอน สูตรอร่อยจากทีมเชฟผู้สอนหลักสูตรศิลปะวิชาการทำขนมปังจากโรงเรียนสอนการประกอบอาหารเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต    ส่วนผสมฐานกีช (สำหรับ 20 ชิ้น) แป้งสาลีอเนกประสงค์ T55 300 กรัม เนยจืดหั่นเต๋าแช่เย็น 180 กรัม เกลือป่น 7 กรัม น้ำตาลทราย 7 กรัม น้ำเปล่า 84 กรัม น้ำส้มสายชู 2.4 กรัม วิธีทำ ผสมแป้งสาลี เกลือป่น และน้ำตาลทรายในโถผสมคนให้พอเข้ากัน ใส่เนย ตีด้วยหัวตีใบไม้ใช้ความเร็วต่ำจนส่วนผสมเป็นเม็ดทรายร่วนๆ ผสมน้ำเปล่ากับน้ำส้มสายชู ค่อยๆ เทใส่โถผสมอย่างต่อเนื่อง พอของเหลวซึมเข้าในส่วนของแห้งและเริ่มจับตัวกันเป็นก้อน หยุดเครื่องทันที แบ่งโดเป็น 2 ส่วน รวบให้เป็นก้อนกลมแบนเพื่อให้โดเย็นได้ทั่วถึงเร็วขึ้น ห่อด้วยพลาสติกใส แช่ตู้เย็นไว้ประมาณ 30 นาที ใช้ไม้คลึงแป้งรีดโดให้หนาประมาณ 2.5 มิลลิเมตร นำไปแช่ตู้เย็น เตรียมพิมพ์รูปกระทงจีบขนาด 6.5 เซนติเมตร สูง 1.3 เซนติเมตร ทาเนยจืดให้ทั่วพิมพ์ แช่เย็นพักไว้ ใช้ที่กดคุกกี้ตัดโดที่รีดแล้วเป็นวงกลมขนาด 8 เซนติเมตร กรุลงในพิมพ์ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียส ประมาณ 15-18 นาทีจนเป็นสีน้ำตาลทองสวย แกะออกจากพิมพ์ พักให้เย็นบนตะแกรง เก็บใส่กล่องปิดสนิทพร้อมกับถุงดูดความชื้น ส่วนผสมไส้ ไข่ไก่ 150 กรัม วิปปิงครีม 450 กรัม แป้งสาลีอเนกประสงค์ T55 10 กรัม เกลือป่น 3 กรัม เบคอนรมควัน 120 กรัม ชีสเอมมองตาลขูดฝอย (Emmental Cheese) 80 กรัม ใบเคลลวกหั่นหยาบ 100 กรัม มะเขือเทศเชอร์รีหั่นครึ่ง 50 กรัม หอมหัวใหญ่สับละเอียด 100 กรัม เห็ดแชมปิญองหั่นชิ้นเล็ก 100 กรัม ลูกจันทน์เทศป่น (Nutmeg) น้ำมันมะกอก เกลือทะเล และวิปปิงครีมสำหรับผัด ใบไทม์ น้ำส้มสายชูหมักจากไวน์ขาว และพริกไทยดำป่นอย่างละเล็กน้อย เกลือและพริกไทยดำบดสำหรับปรุงรส วิธีทำ รวนเบคอนในกระทะ (หรืออบจนน้ำมันออกมา) จนกรอบหอม พักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน ผัดหอมหัวใหญ่กับน้ำมันมะกอกด้วยไฟกลาง ใส่เกลือเล็กน้อย ผัดจนหอมหัวใหญ่สุกใส ลดไฟอ่อน ผัดต่อจนหอมหัวใหญ่เป็นสีน้ำตาลสวย ใส่เห็ดแชมปิญอง ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทยดำป่น น้ำส้มสายชูหมัก ใส่วิปปิงครีมสำหรับผัด และใบไทม์ ผัดสักครู่ ปิดไฟพักไว้ให้เย็น ผสมไข่ไก่ วิปปิงครีม แป้งสาลี เกลือป่น ลูกจันทน์เทศป่น และพริกไทยดำบด ด้วยตะกร้อมือ พักไว้ ใส่เครื่องที่เตรียมไว้ในฐานกีชอย่างละเล็กน้อย (ยกเว้นมะเขือเทศเชอร์รี และอย่าใส่เครื่องจนแน่นเกินไป) เทส่วนผสมไข่ไก่จนเกือบเต็มพิมพ์ วางมะเขือเทศเชอร์รีตรงกลาง โรยชีสบนสุด นำเข้าอบที่อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียส ประมาณ 10-12 นาที และปรับเพิ่มขึ้นเป็น 190 องศาเซลเซียส อบต่ออีก 2-3 นาทีให้หน้ากีชมีสีน้ำตาลทอง ยกลงพักให้คลายร้อนบนตะแกรง เสิร์ฟขณะอุ่นๆ